อิสลาม : ความรัก ?
วาดวยความสัมพันธระหวางชายหญิงในมุมมองอิสลาม
ซุฟอัม อุษมาน
เรียบเรียง
2
อิสลาม : ความรัก ?
วาดวยความสัมพันธระหวางชายหญิงในมุมมองอิสลาม
ซุฟอัม อุษมาน เรียบเรียง
พิมพครั้งแรก
สงวนลิขสิทธิ์ © 2004
3 4
สารบัญ
ยามไดมองครั้งแรก .........................................................................7
หญิงคบชาย ชายคบหญิง..............................................................15
อิสลาม : ความรัก ? ......................................................................25
อีกครึ่งหนึ่งของชีวิต.......................................................................34
ดวยรักและอาทร...........................................................................40
5
คํานํา
หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย ทั้งดีและราย ทั้งที่ดําเนินไป
อยางเงียบเชียบหรือเปนที่โจษจันเอิกเกริก ทุกอยางเกิดขึ้นโดยมี
ผลกระทบตอตัวมนุษยเองอยางหลีกเลี่ยงไมได
สิ่งที่ดําเนินและเกิดขึ้นในชีวิตมนุษยนั้นลวนมิอาจหนีพน
กําหนดแหงองคอัลลอฮฺผูเปนเจา ความรักก็เปนเพียงหนึ่งในสิ่งอันนา
อัศจรรยซึ่งมีอยูมากมายมหาศาลที่พระองคสรางขึ้น
โดยความจริงแลว ความรักเปนกรรมสิทธิแหงการเสกสรรค
ขององคอภิบาลอยางแนแท การไดรูจักความรักในแงมุมที่พระองคได
เปดเผยไวในบัญญัติของพระองคจึงควรแกการศึกษาและซึมซับใหดียิ่ง
หากเราเปนหนึ่งในจํานวนผูสนใจไยดีความรัก
แมนมีหนุมสาวคูใดที่กําลังจะรักใคร หรือตกอยูในหลุมแหงรัก
และแมกระทั่งคูชีวิตที่ตัดสินใจรวมเดินบนเสนทางแหงรักดวยกันแลว
ลวนพึงไดรับอานิสงคจาก “อิสลาม : ความรัก ?” เลมเล็กๆ เลมนี้
ดวยมุมมองที่อาจจะแปลกไปจากความเขาใจเดิมๆ ไมมากก็นอย
ขาพเจาหวังไวเชนนั้น
6
ในการเรียบเรียง ผูเขียนไดรับประโยชนจากงานของทาน อิบนุ
อัล-ก็อยยิม อยางมากมายยิ่ง ขอมูลสําคัญที่ผูเรียบเรียงนํามาเสนอ ณ
ที่นี้สวนใหญหยิบยกมาจาก เราเฎาะตุล มุหิบบีน วะ นุซฮะตุล
มุชตากกีน และ อัด-ดาอฺ วะ อัด-ดะวาอฺ ทั้งสองเลมของทาน
สําหรับผูสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมแลว อิบนุ อัล-ก็อยยิม ได
นําเสนอแงมุมที่นาสนใจยิ่งเกี่ยวกับความรัก และความสัมพันธระหวาง
ชายหญิงในมุมมองของอิสลาม และเปนการยากที่จะหาผูอธิบายทาน
อื่นๆ มาเปรียบเทียบ
ขอองคอัลลอฮฺผูเปนเจาแหงความรัก ชี้ทางแหงความถูกตอง
และประทานความรักอันบริสุทธิ์สถาพร แดหัวใจผูใฝหาสัจธรรมอัน
เปยมดวยศรัทธาทุกคนดวยเทอญ อามีน
ผูเขียน
7
ยามไดมองครั้งแรก
หลุมพรางของหัวใจและความใคร
“จงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาผูเปนชายทั้งหลายใหพวกเขา
ลดสายตาของพวกเขาลงต่ํา และใหรักษาอวัยวะเพศของ
พวกเขาไว นั่นจะเปนการบริสุทธิ์ยิ่งสําหรับพวกเขา
ทั้งหลาย แทจริงอัลลอฮทรงรอบรูในสิ่งที่พวกเขากระทํา
โดยแน และจงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาผูเปนหญิงทั้งหลาย
ใหพวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ํา และใหรักษา
อวัยวะเพศของพวกนางไวเชนกัน” (ความหมายจาก สู
เราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 30-31)
8
ทานที่มีดวงตาทั้งหลาย คงจะซาบซึ้งถึงนิอฺมัตการมองเห็น
ที่อัลลอฮฺไดประทานใหเขา ดวงตาอันเปนอวัยวะที่บอกถึงเสนหของแต
ละคนได ยังมีอะไรหลาย ๆ อยางที่เปนคุณคาใหกับมนุษย ใน
ขณะเดียวกันในความลับของดวงตายังมีสิ่งที่เลวรายซอนเรนอยูอีกดวย
เชนกัน
โองการอัลกุรอานขางตน เปนคําสั่งแหงองคอภิบาลใหเราทาน
ทั้งหลายจัดการควบคุมดวงตาใหลดสายตาหรือหรี่ตาลงต่ํา เราอาจจะ
อธิบายโดยใชคําวา คําสั่งหามไมใหเปดดวงตามองอะไรแบบพร่ําเพรื่อ
มุทะลุ อยางนี้ก็คงจะไมผิด
อัลกุรอานไมไดบอกวา ใหเราลดสายตาของเราลงเมื่อใด นั่น
ชี้ใหเห็นวา ทุกสิ่งที่สามารถนําภัยมาสู สายตา ความคิด หัวใจที่เปนตัว
คอยควบคุมตา หรืออามัลฺที่ดี (ซึ่งบางอยางจําตองพึ่งตา) ยอมตองถูก
สั่งหาม ไมใหมองทั้งสิ้น
ทีนี้ก็มาถึงคําถาม อะไรบางละที่เปนตัวนําความวินาศมาให
เราได ? และเปนสิ่งที่ถูกสั่งหามไมใหมอง ? คําตอบก็คือ มีอยูหลาย
อยาง นับแทบจะไมหมดดวยซ้ํา แตอยากใหเราลองกลับไปดูโองการ
ขางตนอีกครั้ง อัลกุรอานยังกําชับอีกวา ใหพวกเขารักษาอวัยวะพึง
สงวนของพวกเขา ความหมายก็คือ ใหปองกัน อยาไดละเมิดการ
กระทําทางเพศที่ผิดตอบทบัญญัติของศาสนา มาถึงตรงนี้เราคงจะมอง
ออกวา ระหวางคําสั่ง “ใหลด” กับคําสั่ง “ใหปองกัน” นั้นมี
ความสัมพันธกัน สรุปก็คือ การมองดูอะไรก็แลวแตที่ทําใหเกิด
9
ความรูสึกทางเพศ หรือความตองการที่จะปลดปลอยอารมณที่คลั่งอยู
ภายในใหหมดไป ถือวาเปนของตองหามทั้งสิ้น
ความปรารถนาที่จะมีคูชีวิตและความตองการทางเพศ เปนสิ่ง
ที่อัลลอฮฺประทานมาใหเปนธรรมชาติสําหรับมนุษยตั้งแตเกิด เราเองก็
พบวา อิสลามไดสนับสนุนความตองการนี้ แตนั่นก็มีขอบเขตของมัน
ซึ่งเปนการเพียงพอแลวที่จะใชดับไฟอารมณของหัวใจ ในสูเราะฮฺ อัน-
นิสาอฺ อายะฮฺที่ 3 อัลกุรอานระบุไวมีใจความวา
“ดังนั้นจงแตงงานกับหญิงที่ดีสําหรับสูเจา สองคน สามคน
หรือสี่คน ถาเกรงวาพวกเจาจะไมยุติธรรม ก็จงมีแตหญิง
เดียว”
ปญหาอีกขอหนึ่งก็คือ คนที่ไมสามารถหรือยังไมพรอมที่จะ
แตงงานเลาจะทําอยางไร ? คําตอบของคําถาม อิสลามไดบอกทั้งวิธี
รักษาและปองกันใหเราไดรูไวดวย วิธีรักษาก็คือ พยายามถือศีลอดให
บอยเพราะการอดอาหารมีสวนลดความตองการและความรูสึกทางเพศ
ไดอยางมาก สวนวิธีปองกัน ก็คือ โองการอัลกุรอานขางตนอีกนั่น
แหละ คําสั่งใหลดสายตาลงต่ํา ทําไมตองมีคําสั่งแบบนี้ดวย สายตามัน
เกี่ยวของอะไรดวยกับความตองการทางเพศ ?
ใช แนนอนการมองดวยตาเปนสาเหตุใหญและคงเปนสาเหตุ
แรกดวยซ้ําที่ปลุกอารมณใหลุกพลานจนบังคับไมอยู ดวงตาคือประตู
ดานแรกที่รับเอาภาพตางๆ ที่มองเห็น แลวจัดการสงไปใหสมองคิด ถึง
ตรงนี้ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางความคิดขึ้นมา ตัวอยางเชน อาจจะเกิด
10
อาการเหมอลอย ขี้เกียจและเชื่องชา บางทีอาจจะเครียด หรือไมก็เฮฮา
จนเกินไปอะไรทํานองนี้ ที่เลี่ยงเสียไมไดก็คือ อากัปกิริยาเหลานี้จะมี
ผลตอความรูสึกทางใจดวย ถาสะสมมากเกินไป โรคนี้สามารถทําให
คนเสียคนไดเหมือนกัน การปองกันดวยการลดสายตาจากการมองสิ่ง
ยั่วยวน จึงเปนเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะในสังคมปจจุบันที่เต็มไปดวย
สีสันของการแตงกายโปเปลือยเปดสวนที่พึงปกปดใหคนอื่นเห็นภายใต
ขออาง “แฟชั่นใหมที่ทันสมัย”
สิ่งที่อิสลามสั่งใหลดสายตาจากการมอง
ในบรรดาสิ่งตองหามที่อิสลามกําหนดใหลดสายตาลงจากการ
มองคือ
• ผูหญิงที่อนุญาตใหแตงงานกันได ทานศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮฺ
อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดกลาวไวมีใจความวา “ไมมีฟตนะฮฺ(การ
ทดสอบ)ใดที่หลงเหลือหลังจากที่ฉันตายแลวจะเปน
อันตรายรายแรงตอผูชาย มากไปกวาฟตนะฮฺผูหญิง”
(รายงานโดย อัล-บุคอรีย 9096)
• เด็กผูชายที่เริ่มเขาสูวัยหนุม ครั้งหนึ่งมีเด็กหนุมหนาตาดีได
เขาไปหาทานซุฟยาน อัซเษารีย พอทานเห็น ทานก็บอกวา
"เอาเขาออกไปจากฉัน แทจริงฉันพบวามีชัยฏอนหนึ่งตนอยู
กับผูหญิง แตกับเด็กชายหนาตาดีมีชัยฏอนอยูถึง 17 ตนเลย
11
ทีเดียว" (ดู อัล-อุลวาน,อับดุลลอฮฺ นาศิฮฺ. ตัรบิยะตุล เอา
ลาด ฟล อิสลาม(การอบรมบุตรในอิสลาม). 2 : 400)
อัน-นัคอีย กลาววา "พวกเขาอยูในฐานะผูหญิง" (ดู อิบนุ อัล-
ก็อยยิม. เราเฏาะตุล มุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชตากกีน. หนา
75)
• สวนผูหญิงก็ตองลดสายตาจากการมองเพศตรงขามเชนกัน
โดยใชหลักฐานคือโองการอัลกรุอานขางตน
ภัยจากการมองแบบพร่ําเพรื่อ
• ในหะดีษฺของทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีวา “ถูก
กําหนดใหลูกหลานอาดัม(มนุษยทุกคน)ตองพบกับการทํา
ซินาหรือการประพฤติผิดทางเพศอยางหลีกเลี่ยงไมได สอง
ตาทําซินาดวยการมอง สองหูทําซินาดวยการฟง ลิ้นซินา
ของมันคือการพูด มือก็ทําซินาดวยการจับตอง เทาทําซินา
ดวยการเดินไปหา หัวใจทําซินาดวยการแสดงอารมณและ
ความตองการ อวัยวะเพศจะทําเปนผูที่ทําใหมันเปนจริง
หรือยกเลิก” (รายงานโดย มุสลิม 6696)
12
• จากหะดีษฺขางตน เราพบวาการมองดวยตาเปนชนวนสําคัญที่
ทําใหอวัยวะอื่นตองตกกระไดพลอยโจนไปดวย เพราะหะดีษฺ
เริ่มจากดวงตากอนแลวนับไปจนถึงหัวใจ
• บางคนกระวนกระวายเพราะอยากมอง แตพอมองแลวก็ไมเกิด
ประโยชนอะไรขึ้น ซ้ําการมองสิ่งที่เราตองการแตเอามันมา
ไมได จะเพิ่มความทุกขใหกับหัวใจมากขึ้นไปอีก
• ถาหากการมองนําไปสูความคิดและการกระทําที่เปนบาป จะมี
ผลตอหัวใจคือจะมีจุดดําสะสมขึ้น เปนสาเหตุใหหางไกลจาก
ความบะเราะกัต(ความจําเริญ)
• การจองมองผูอื่นโดยเฉพาะเพศตรงขาม เปนการเสียมารยาท
ไมใชบุคลิกภาพของมุอฺมินผูคิดใครครวญเปน
• การมองอาจจะเปนตัวนําไปสูการวิพากษวิจารณ และนินทา
ลับหลังคนอื่น และแนนอนทั้งหมดนี้ยอมตองเปนบาปใหญ
ผลดีของการลดสายตา
• หัวใจจะเขมแข็ง เปนการฝกใหรูจักอดทนตอสิ่งยั่วยวนที่
สามารถชักนําไปสูการกระทําที่เปนบาปทั้งหลาย
• ชัยชนะที่สามารถหักหามใจได ทําใหเกิดความสุข เปน
ความสุขที่ไดรสชาติกวาความสุขจากการทําบาปเปนหลายเทา
นัก
13
• ปลดปลอยตัวเองใหพนจากความเจ็บปวดทางใจ และความ
ตองการทางอารมณที่ไมสิ้นสุด
• กําจัดโรคใจลอย อันเปนสาเหตุของความขี้เกียจและไม
กระตือรือรน หรือโรคเมารักนั่นเอง อัลกุรอานระบุถึงพวก
ของนบีลูฏ ซึ่งรักชอบรวมกับเพศเดียวกันมีใจความวา “ขอ
สาบานดวยชีวิตของเจาโอมุหัมมัด แทจริงพวกเขาอยูใน
ความมึนเมาหลงทาง” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัล-หิจรฺ
อายะฮฺที่ 72) นั่นคือไมสนตอการเสื่อมเสียเกียรติ
• แสดงใหเห็นถึงความสามารถในการใชเหตุผลใครครวญ
ไตรตรอง และแยกแยะสิ่งถูกผิด
• เปนการปองกันการลวงผิดทางเพศซึ่งเปนบาปใหญ มีโทษ
หนัก ทั้งยังเปนที่ชิงชังของทุกคน
• เปนการรักษาชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของตัวเองและวงศ
ตระกูล
บทสรุป
• อัลกุรอานไดสั่งเพียงใหเราลดสายตาลงต่ํา ไมไดสั่งใหปดตา
จนสนิทไปเลย เพราะเราจําเปนตองใชมัน คําสั่งใหลดสายตา
เองก็ถูกใชเฉพาะในกรณีที่ตองหามเทานั้น
14
• นี่เปนวิธีที่ดีที่สุดเพื่อปองกันไมใหเกิดปญหาตางๆ ในสังคม
โดยเฉพาะปญหาการลวงผิดทางเพศ ไปจนถึงปญหา
อาชญากรรม กระทําชําเรา การขมขืน ที่ลวนแลวแตเกิดมา
จากจุดเล็กๆ ที่บางคนอาจจะคิดไมถึง
• อิสลามไดนําเอาวิถีทางที่ครอบคลุมทุกอิริยาบถการดําเนิน
ชีวิตมาใหมนุษย เปนการยากที่เราจะพบเห็นในบทบัญญัติของ
คําสอนอื่น นี่เปนหลักฐานอันชัดแจงถึงความเที่ยงแทหนึ่ง
เดียวของอิสลาม
คําสั่งแหงองคอภิบาลจะยังคงอยูไปจนถึงวันสิ้นโลก รอ
คอยผูที่จะมายึดใชมันเปนหลักในการดําเนินชีวิต ปญหาไมไดอยู
ที่วาเราทํามันไดหรือไม แตปญหามันคือ เราจริงจังและจริงใจแค
ไหนที่จะปฎิบัติตาม ?
15
หญิงคบชาย ชายคบหญิง
ความสัมพันธระหวางหญิงชาย ในมุมมองอิสลาม
ขอสดุดีสรรเสริญเอกองคอัลลอฮฺ องคผูอภิบาลที่ไดชี้นํา
ใหแกเราซึ่งแนวทางแหงศาสนาอิสลาม ระบอบการดําเนินชีวิตที่
สมบูรณและครอบคลุมทุกแงมุมของการดําเนินชีวิต ศาสนาอันมี
เปาประสงคหลักของศาสนบัญญัติเพื่อพิทักษปกปองรากฐานหา
ประการของชีวิตมนุษย อันไดแก ศาสนา ชีวิต ทรัพยสิน
สติปญญา และเกียรติศักดิ์ศรี บัญญัติทุกบทของอิสลามไดมุงเพื่อ
รักษาและพิทักษปกปองรากฐานทั้งหาประการนี้
16
ในสูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ อายะฮฺที่ 32 อัลลอฮฺไดตรัสวา
“และสูเจาอยาไดเขาใกลซินา(การผิดประเวณี) เพราะแน
แท มันยอมเปนความโสมมที่แยยิ่ง และเปนหนทางที่ชั่ว
ชาที่สุด”
คําสั่งหามการเขาใกลซินาในอายะฮฺนี้ เปนบัญญัติหลักที่
อัลลอฮฺไดประทานลงมาเพื่อพิทักษเกียรติของความเปนมนุษย เปน
การสั่งใชใหผูเปนบาวรักษาเกียรติแหงความบริสุทธิ์ของตนจาก
กามารมณและตัณหาอันต่ําทราม
เปนที่นาสังเกตอยางยิ่ง อัลลอฮฺไดใชคําสั่งวา “อยาเขาใกล
ซินา” ซึ่งใหความหมายที่หนักแนนและรัดกุมกวาคําสั่ง “อยาทําซินา”
เพราะคําสั่งแรกขางตนเปนการหามและปองกันปญหาตั้งแตเริ่มแรกที่
สาเหตุเลยทีเดียว
อีกประการหนึ่งที่นาสนใจก็คือ การใหคุณลักษณะของอัลลอฮฺ
ตอ “ซินา” หรือ การผิดประเวณี วาเปนการกระทําที่สกปรกแสนโสมม
และเปนหนทางที่แสนชั่ว ดวยเพราะมันคือการตอบสนองความ
ตองการของอารมณและตัณหาดวยการฝาฝนคําสั่งองคอภิบาล ในขณะ
ที่พระองคไดเปดใหมีโอกาสอื่นเพื่อการตอบสนองความใครในทางที่
ถูกตอง การใหคุณลักษณะเชนนี้ชี้ใหเห็นถึงความเกลียดชังของ
พระองคตอการกระทําผิดนี้ และไดกําหนดใหมันเปนบาปใหญที่มีโทษ
มหันต นั่นคือการลงโทษดวยไฟนรกที่รุนแรงกวาไฟตัณหาอันเรารอน
ของสองผูกระทําผิดนี้
17
ขอสังเกตที่กลาวมาขางตนมีความสําคัญอยางยิ่ง และสามารถ
ใหความกระจางตอความเขาใจผิดของหลายๆ คนที่มักจะตั้งคําถามวา
คบกันเฉยๆ โดยไมไดทําอะไรผิดศีลธรรม อยางนี้บาปดวยหรือ?
คําถามลักษณะนี้ อันที่จริงบอกถึงความเขาใจผิดของผูถามอยางชัดเจน
โดยตัวมันเองแลว และอายะฮฺที่ไดยกมาขางตน ก็คือคําตอบที่ชัดเจน
สําหรับคําถามอีกดวยเชนกัน
เพื่อเปนการเนนย้ําและเปนหลักฐานวา ไมเพียงซินาเทานั้นที่
อิสลามบัญญัติเปนความประพฤติตองหาม ทวาสาเหตุตางๆ ที่อาจจะ
นําไปสูความประพฤติอันต่ําทรามนี้ก็ถูกหามเชนเดียวกัน แนนอน
พฤติกรรมตางๆ ที่เปนสาเหตุนําไปสูการตกหลุมพรางของชัยฏอนนั้น
มีมากมายเหลือเกิน ในเรื่องนี้ ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮฺ วะสัลลัม
ไดมีวจนะความวา
“ถูกกําหนดใหมนุษยตองพบกับการทําซินาอยางหลีกเลี่ยง
ไมได สองตาทําซินาโดยการมอง สองหูทําซินาดวยการฟง
ลิ้นซินาของมันคือการเปลงวาจา มือก็ทําซินาดวยการจับ
ตอง เทาทําซินาดวยการเดินไปหา หัวใจทําซินาดวยการ
แสดงอารมณและความตองการ อวัยวะเพศจะเปนผูทําให
มันเปนจริงหรือยกเลิก” (รายงานโดย มุสลิม 6696)
หะดีษฺนี้ไดระบุถึงประตูแหงความหายนะไวอยางชัดเจนและ
ครบสมบูรณ และที่สําคัญที่สุด คือการที่ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ
วะสัลลัม ใหลักษณะนามสาเหตุตางๆ ของการซินา ทั้งการมอง การฟง
การพูด การจับ การเดิน การคิด ที่เกี่ยวของกับการผิดประเวณี วาเปน
18
“ซินา” ทั้งสิ้น ดังนั้นอายะฮฺในสูเราะฮฺอัล-อิสรออฺ ที่หามไมใหเขาใกล
ซินา จึงสามารถอธิบายไดอีกนัยหนึ่งวา หามไมใหทําสาเหตุตางๆ ที่
เปนพฤติกรรมตามที่กลาวถึงในหะดีษนี้ทั้งหมดดวยกันทั้งสิ้น
สรุปแลว การคบเฉยๆ โดยไมไดทําอะไรที่เลยเถิดถึงขั้นผิด
ประเวณีก็ถูกหาม เพราะพฤติกรรมคบกันระหวางชายหญิงเองก็อยูใน
ขายบัญญัติของการหามในอายะฮฺที่กลาวมาแลว
ทําไมตองหามที่สาเหตุ
ความรูสึกของคนผูหนึ่งตอเพศตรงขามเปนธรรมชาติที่มีอยู
ตามกําหนดของอัลลอฮฺในมนุษยปกติทั่วไป การสรรคสรางของอัลลอฮฺ
นั้นเปยมดวยวิทยปญญาอันล้ําเลิศ บุรุษเพศและสตรีเพศ ตางมีสิ่ง
ดึงดูดอีกฝายดวยกันทั้งนั้น เชนนี้จึงไมแปลกที่จะเกิดปฏิกิริยาทาง
อารมณและความรูสึก เมื่อธรรมชาติที่มีอยูเดิมถูกกระตุนดวยการได
มอง ไดฟง ไดคุย ไดจับ ไดคิดถึง วิถีทางแหงการปองกันของทานรสูล
ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮฺ วะสัลลัม จึงนับไดวาแยบยลและถูกตองเลยทีเดียว
ดวยเพราะผลกรรมของการผิดประเวณีนั้นชางเสียหายและ
รุนแรงมากทั้งในโลกนี้และโลกหนา อิสลามจึงเอาจริงเอาจังในการ
จํากัดการเกิดขึ้นของมัน เริ่มตนตั้งแตกระบวนการปองกันไปจนถึงการ
กําหนดบทลงโทษของผูคนที่ประพฤติความผิดอันมีบาปมหันตนี้
19
ครั้งหนึ่งทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกลาว
คุฏบะฮฺวา
“โอ ประชาชาติแหงมุหัมมัด ขาขอสาบานดวยอัลลอฮฺ
แทจริงไมมีผูใดที่หึงหวงเทาอัลลอฮฺ ที่จะยอมเห็นบาวชาย
หรือบาวหญิงของพระองคกระทําความผิดซินา ขอสาบาน
ดวยอัลลอฮฺ ถาพวกทานรูในสิ่งที่ขารู แนนอน พวกทาน
ยอมตองหัวเราะนอยลงและรองไหมากขึ้น” จากนั้นทานได
ยกมือทั้งสองและกลาววา “โอองคอภิบาลของขา ขาพระองค
ไดกลาวแจงจนชัดแลวหรือไม?” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย
และมุสลิม ในเรื่องที่วาดวยการละหมาดสุริยคราส)
การแพรกระจายของซินาถือเปนหนึ่งในสัญญาณของวันแหง
การสิ้นโลก ยิ่งใกลวันโลกดับ ความอุบาทวและความหายนะตางๆ จะ
เพิ่มขึ้นเปนทวี การผิดประเวณีก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทําใหเกิดความ
หายนะอันประจักษอยูในคราบของโรคเอดสที่เปนภัยรายตอสังคมโลก
ทุกวันนี้ และเปนพิษภัยที่สงผลรายใหกับมนุษยชาติในทุกดาน ไมใช
เพียงดานสังคมและสาธารณสุขอยางเดียว แมกระทั่งดานเศรษฐกิจ
และการเมืองก็พลอยตองรับภาระในการคิดหาทางแกไขปญหานี้ดวย
เชนกัน แคนี้ก็พอใหไดกระจางถึงความสําคัญของปญหา และผลอัน
เลวรายของซินาแลว
บทลงโทษของผูทําซินาถายังเปนโสดนั้นมีระบุในอัล-กุรอาน
สูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺ ที่ 2 ความวา
20
“หญิงที่ผิดประเวณีและชายที่ผิดประเวณี(ถายังโสด) ก็จง
โบยเขาทั้งสองคนละรอยหวาย และสูเจาอยาไดทําใหความ
เมตตาของสูเจาตอผูกระทําผิดทั้งสองเปนเหตุขัดขวางการ
ดําเนินโทษตามบัญญัติของอัลลอฮฺ ถาสูเจาศรัทธาตออัลลอ
ฮฺและวันอาคิเราะฮฺ และจงใหเหลาผูศรัทธากลุมหนึ่งเปน
สักขีตอการลงโทษคนทั้งสองนั้น”
มีการใหเหตุผลวาทําไมตองโบยคนทําผิดซินาวา เพราะ
ผูกระทําเสพสุขดวยรางกายหมดทุกสวน ดังนั้นจึงมีหิกมะฮฺใหลงโทษ
ดวยการโบยซึ่งจะทําใหความเจ็บซานทั่วรางกายเชนกัน การดังกลาว
เพื่อใหผูกระทําผิดไดหลาบจํานั่นเอง อีกประการหนึ่งที่เปนขอคิดให
ไตรตรองจากอายะฮฺคือ คําสั่งที่อัลลอฮฺใชวา “สูเจาอยาไดทําใหความ
เมตตาของสูเจาตอผูกระทําผิดทั้งสองเปนเหตุขัดขวางการดําเนินโทษ
ตามบัญญัติของอัลลอฮฺ” ทั้งๆ ที่อิสลามเปนศาสนาแหงความเมตตา
และมีคําสอนใหเมตตาปราณีตอสรรพสิ่งทั้งมวลในโลก
อันที่จริง ความเมตตาและความปราณีไมสามารถจะใชเปน
ปจจัยขัดขวางการดําเนินโทษตามบทบัญญัติตอผูกระทําผิดได ไมวาจะ
เปนความผิดในการลักขโมย การฆาคน เสพสุรา หรือทําผิดซินา แต
ที่อัลลอฮฺไดกําชับในอายะฮฺที่เกี่ยวของกับความผิดซินาโดยเฉพาะ เปน
เพราะธรรมดาของคนมักจะรูสึกอาทรผูกระทําผิดซินามากกวา
ผูกระทําผิดอื่นๆ การซินาสามารถเกิดขึ้นไดกับผูคนทุกชั้นวรรณะ ดวย
สาเหตุที่ผูคนทั่วๆ ไปตางก็มีอยูในหัวใจ นั่นคือความใครหลง เรามักจะ
เห็นใจคนที่มีลักษณะอาการเชนนี้ หนําซ้ําบางครั้งเรายังเต็มใจมอบ
ความชวยเหลือใหเขาไดบรรลุถึงความปรารถนา นอกจากจะเห็นวา
21
การกระทําดังกลาวไมไดเปนการขัดขืนใจหรือถูกบังคับ แตเปนความ
พอใจที่ทั้งสองฝายยอมรับกระทํา การกําชับของอัลลอฮฺไมใหเห็นใจใน
การลงโทษผูกระทําผิด ณ จุดนี้จึงชางเหมาะสมเปนอยางยิ่ง
ขอสังเกตประการสุดทายจากอายะฮฺ คือ คําสั่งของอัลลอฮฺที่มี
ดํารัสวา “จงใหเหลาผูศรัทธากลุมหนึ่งเปนสักขีตอการลงโทษคนทั้ง
สองนั้น” นี่เปนกระบวนการปลูกฝงความเกรงกลัวลงในหัวใจคนอื่นที่
ไมใชผูกระทําผิด และเปนการปองกันไมใหพวกเขาประพฤติตนเยี่ยงผู
โดนลงโทษ
เรื่องตางๆ ที่เกี่ยวของกับประเด็นความสําคัญของปญหาซินา
และผลอันเลวรายของมันยังมีอีกมากมาย เพียงที่กลาวคงอาจจะพอ
เปนคําอธิบายไดวา เหตุใดอิสลามจึงกําหนดใหหลีกหางจากซินา ไม
เพียงเฉพาะตัวของการกระทําซินาเทานั้น แตหามกันที่สาเหตุของมัน
เลยทีเดียว
ทางรอดจากสาเหตุแหงหายนะ
จากดํารัสของอัลลอฮฺในสูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ อายะฮฺที่ 32
สามารถที่จะสรุปไดวาดั้งเดิมนั้น การคบหาและการคลุกคลีปะปน
ระหวางชายหญิงที่มีสิทธิแตงงานกันไดยอมตองถูกหาม เพราะการคบ
หาและคลุกคลีเปนการรวมพฤติกรรมทั้งการมอง ฟง พูดคุย อยาง
หลีกเลี่ยงไมได ยิ่งถาหากกระทําการที่เลยเถิดไปกวานั้นเชน การจับ
ตอง และอยูดวยกันสองตอสอง พฤติกรรมทั้งหมดเหลานี้ เปนสิ่งที่
22
ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดสั่งหามและใหนามมันวา
“ซินา” เชนกัน ดวยมันเปนพฤติกรรมที่อาจเปนเหตุกอใหเกิดซินา
นั่นเอง
กระนั้น บัญญัติของอิสลามไมไดมองผานและละเลยการสราง
ความสัมพันธและการแลกเปลี่ยนธุระตางๆ บนพื้นฐานของความ
จําเปนสําหรับการดํารงชีวิตที่มีอยูจริงในสังคมมนุษย
ดวยเหตุนี้ เราจึงพบวาอิสลามมีกรอบและเงื่อนไขที่ชัดเจนใน
การอนุญาตใหผูชายพบปะกับผูหญิง โดยหลักตางๆ ที่เกี่ยวของกับ
กรอบและเงื่อนไขที่วานี้เปนปราการสําคัญที่จะปกปองไมใหเกิดความ
เสื่อมเสียขึ้น ที่สําคัญที่สุดก็คือการกําหนดบัญญัติเชนนี้ ทําใหเรา
ประจักษวา อิสลามเขาใจที่จะแกปญหาโดยไมไดปดกั้นความจําเปน
ของมนุษยใหคับแคบเลยไม
สิ่งที่จะไดกลาวตอไปนี้เปนตัวอยางวิถีทางแหงการปองกันตน
และระเบียบวิธีที่อิสลามใหมุสลิมทุกคนทั้งชายหญิงไดเอาไปปฏิบัติใช
เมื่อมีความจําเปนตองพบปะและแลกเปลี่ยนธุระระหวางกัน
1. จงลดสายตาของพวกเจา เปนคําสั่งที่อัลลอฮฺใชทั้งชายและ
หญิง เปนหนทางแรกที่ใชปองกันตนจากสาเหตุแหงความหายนะ ชาง
นาเสียดายที่ผูคนมากมายไมเขาใจที่จะใชคําสั่งนี้ อัลลอฮฺทรงมีดํารัส
ในสูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 30-31 มีความวา
“จงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาชายใหพวกเขาลดสายตาของ
พวกเขา และรักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นยอมบริสุทธิ์
23
กวาสําหรับพวกเขา แทจริงอัลลอฮฺทรงรูถึงสิ่งที่พวกเขา
กระทํา และจงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาหญิงใหพวกนาง
ลดสายตาของพวกนางและใหพวกนางรักษาอวัยวะเพศ
ของพวกนาง”
2. อยาอยูดวยกันสองตอสองโดยไมมีมะหฺร็อมหรือญาติสนิทที่
แตงงานกันไมได (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดยอัล-บุคอรีย และ
มุสลิม)
3. คําสั่งสําหรับผูชาย อยาเขาในบานที่มีแตผูหญิง (มีรายงาน
ในหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 2677)
4. คําสั่งสําหรับผูหญิง
4.1 อยูในบานใหมากที่สุด (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ
อายะฮฺที่ 33)
4.2 หิญาบ (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 53,59 สู
เราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 31)
4.3 ไมดัดเสียงจนฟงนาดึงดูดและเยายวนใจ (ดูสู
เราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 32)
4.4 อยาใชเครื่องหอมเมื่อออกนอกบาน (มีรายงานใน
หะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 634)
4.5 ไมเดินทําตัวเดนแบบอวดองคโชวตัวแตควรสงบ
เสงี่ยมเจียมตน (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย)
24
ถาถามวาเหตุใดที่มีคําสั่งแบบนี้กับผูหญิงมากกวาผูชาย แนแท
คําตอบก็คือเปนเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นมักจะมีผลเสียตอผูหญิง
มากกวาผูชายเปนหลายเทา ดังนั้นจึงมีคําสั่งตางๆ เพื่อปกปองเกียรติ
ของผูหญิงมากกวาเพศตรงขาม
นี่คือบทสรุป ที่ควรคาแกการไตรตรอง สําหรับมุสลิมทุก
คนที่มีจิตแหงความบริสุทธิ์ และพึงอยากเห็นสังคมที่สะอาดขึ้น
ทามกลางสภาพสังคมที่นับวันยิ่งดูนาอดสูดวยปญหาตางๆ ที่
คุกคามความสงบสุขของการใชชีวิต โดยเฉพาะสตรีเพศผูมักจะ
เสียเปรียบและไดรับความเสียหาย ที่ควรตองรักษาตนและเอาจริง
ในการประพฤติตามคําสั่งแหงองคอภิบาลและรสูลของพระองค
เพื่อความปลอดภัยของตนทั้งในโลกนี้และโลกหนา วัลลอฮฺ
อะอฺลัม
25
อิสลาม : ความรัก ?
อมตะแหงความงดงามที่บริสุทธิ์ ... สมบูรณ
กี่หมื่นกี่พันลานปมาแลวที่จักรวาลถูกกอกําเนิด? กี่ชวง
สมัยมาแลวที่ประวัติศาสตรมนุษยถูกจารึกเอาไว? และอีกนาน
เทาใดจะถึงจุดจบของทุกสิ่ง หรือเมื่อใดเลาคือจุดเริ่มตนของ ‘ชีวิต
ใหม’ ที่นิรันดร?
26
กาลเวลามิอาจรอผูใดได มันยังคงดําเนินไปเรื่อยๆ เหมือนที่
มันเดินทางมาแลว ไมมีใครลวงรูวากาลเวลาจะหยุดเดิน ณ ที่ใด สิ่งที่
เรารูเห็นมีเพียงรองรอยการเดินทางอันยาวนานของกาลเวลาเทานั้น มี
รองรอยบางอยางที่เลือนหายไปแลว บางอยางก็เปลี่ยนไป บางอยาง
ยังคงอยูและกําลังรอการเปลี่ยนแปลง บางอยางยังเปนรองรอยอมตะที่
มิอาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได มันจะยังคงอยูเชนเดิมตราบจนสิ้น
เวลาของมันในโลกนี้ บางอยางที่วา อาจจะเปน ‘ความรัก’
โลกเปลี่ยนไปมากเทาใดแลว หลังจากการกอกําเนิดครั้งแรก
แตความรักยังคงอยู ยืนหยัดทามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
อายธรรมมนุษย วัฒนธรรมอันหลากหลายที่สับเปลี่ยนหมุนเวียน ผาน
มาถึงยุคนี้ ที่โลกแหงความจริงกําลังจะกลายตัวเปน ‘โลกเสมือนจริง’
มากเขาไปทุกที
ถาเทคโนโลยีคืออภินิหารความรูที่พระเจาประทานใหมนุษย
ความรักก็คืออภินิหารความยิ่งใหญแหงพลังอํานาจของพระเจาผูทรง
เอกาและปรีชายิ่ง ความซับซอนของเทคโนโลยีไหนเลยจะนํามา
เทียบเคียงกับความซับซอนของความรักได !
ตั้งแตอดีตกาลจนถึงปจจุบันมีผูใดที่ใหนิยามของความรักได
อยาง ‘ลงตัว’ มากที่สุด จนมิตองใหนิยามซ้ําหรือใหความหมาย
เพิ่มเติมอีก?
มีผูพยามยามอธิบายวาความรักคือ ความผูกพัน ความโหยหา
ความคิดถึง เปนความรุมรอน เปนการผูกมัด เปนการบเรา คือการ
27
แผดเผาในใจ ความโศกเศราอาดูร คืออาการเสียใจ เปนอุปสรรค เปน
ความเจ็บปวด เปนโรค เปนความคลั่งไคล คือการหลอกลวง คือการ
ทดสอบ เปนความรูสึกเหนือขอบเขต คือการเดินทางของหัวใจ คือ
เสียงกระซิบ คือความตองการ ความกังวล ความงดงาม ... ฯลฯ
นอกจากนี้ยังปรากฏจากวจนะของทานศาสนทูตวา “ความรัก
ของทานตอสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะทําใหทานหูหนวกตาบอด” (รายงาน
โดย อะหฺมัด 5:94 และอบู ดาวูด 5130)
ในภาษาอาหรับมีคําที่เกี่ยวของกับคําวา ‘รัก’ มากกวาสี่สิบคํา
ตามที่อิบนุล ก็อยยิมไดหยิบยกมาในหนังสือของทาน เราะเฎาะตุล
มุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชตากกีน
ขาพเจาวาไมจําเปนที่เราตองใหความหมายวา อะไรคือความ
รัก เพราะในที่สุดแลว พระผูเปนเจาเทานั้นที่รูวาความรักคืออะไร และ
พระองคเทานั้นที่กําหนดวาความรักอันเที่ยงแทและสูงสงเปนเชนไร
อยาไดรูสึกอัศจรรยใจ ถาหากพบวามีการกลาวถึงความรักใน
คําสอนของอิสลาม อันที่จริงมีเรื่องราวตางๆ มากมายที่เปนความ
งดงามสมบูรณในคําสอนอันบริสุทธิ์ นาเสียดายที่ไมมากคนเคยไดรับรู
เพราะนอยคนนักที่สามารถเผยความงดงามที่สมบูรณนี้ได อาจจะเปน
เพราะเราไมไดปรารถนาที่จะรูตั้งแตตน หรือเปนเพราะมีสิ่งอื่นที่ถูก
‘โฆษณา’ วาดีกวา จนเราพลอยหลงเชื่อและหลงทําตามจนมิคิดวามี
ความงดงามที่สมบูรณกวาในคําสอนขององคอภิบาลเจา
28
แนแท ถาเราทานรูและมั่นใจวา อิสลามเปนบัญญัติที่
ครอบคลุมและสมบูรณที่สุดแลว ไหนเลยตองคอยหาสิ่งอื่นมาประเคน
และปรนเปรอความปรารถนา หรือตองฝนลําบากทําตัวเชนพวกที่อาง
ตนวาเปน ‘อารยชน’
ความรักระหวางชายหญิง ถูกสาธยายในอัลกุรอานโดย
พระองคผูทรงยิ่งดวยความปรีชาความวาวา
“และในจํานวนเครื่องหมายทั้งหลายของพระองคคือทรง
สรางใหแกพวกเจาซึ่งคูครองจากตัวของพวกเจาเอง เพื่อ
พวกเจาจะได ‘สงบ’ อยูกับนาง และทรงทําใหมี ‘ความรัก
ใครหา’ และ ‘ความเมตตาอาทร’ ระหวางพวกเจา แทจริง
ในการนี้ยอมเปนเครื่องหมายแกบรรดาผูใครครวญ”
(อัรฺ-รูม : 21)
ในขณะที่ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดอธิบายวา
“แทจริงบรรดาสตรีนั้นเปนคู(ที่มาจากสวนหนึ่ง)ของเหลาบุรุษ”
(อบู ดาวูด 236)
นี่คือที่สุดแหงความหมายของคําวารัก ความรักที่อัลกุรอาน
และทานนบีใหความหมาย คือการเติมเต็มระหวางชายหญิง ใหหัวใจที่
รุมรอนและอารมณรบเราของบุรุษ ‘สงบ’ อยูกับ ‘นาง’ ของเขา ในขณะ
ที่นางก็ไมสามารถที่จะปฏิเสธ ‘เขา’ ได เพราะนางเปนสวนหนึ่งที่
ดั้งเดิมแลวมาจากตัวของเขาเอง
29
มีการอธิบายในลักษณะนี้อยางชัดเจนในอัลกุรอานความวา
“พวกนางเปนอาภรณใหแกพวกเจา และพวกเจาก็เปน
อาภรณใหแกพวกนาง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 187)
ทุกสิ่งทุกอยางในอิสลามลวนตั้งอยูบนพื้นฐานความเปนจริง
และวิสัยความตองการอันดั้งเดิม หรือที่เรียกวา ‘ฟฏเราะฮฺ’ ของมนุษย
ความรักก็เชนกัน ในฐานะบาวของอัลลอฮฺ มุสลิมผูศรัทธาจะมองความ
รักเปนหนึ่งในกําหนดขององคอภิบาลเพื่อการเปนมนุษยที่มีหนาที่ตอง
รับใชคําสั่งและดําเนินชีวิตตามลิขิตของพระองค
ขอแตกตางที่พิเศษกวาก็คือ ความรักที่อยูในกรอบขอบเขต
แหงคําสอนอันสูงสงนี้ สามารถทําหนาที่ทุกประการของสิ่งที่ไดชื่อวา
เปน ‘ความรัก’ ไดอยางสมบูรณ โดยไมสรางพิษภัยใดๆ เชนที่อาจจะ
เกิดขึ้นไดจากความรักในรูปแบบอื่น
ความรักของอิสลามไมใชสิ่งที่ตองคอยเพอฝน ไมตองจัดฉาก
ไมตองจินตนาการหรือกระตุนดวยสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น หากแตเปนคุณคาที่
เกิดขึ้นในใจผูศรัทธา เมื่อใดที่ไดสดับฟงโองการแหงบัญญัติอันบริสุทธิ์
ของพระผูเปนเจา ดวยใจยอมรับและพรอมที่จะดําเนินตามดํารัสของ
พระองค
คาของความรักในอิสลามจึงมิอาจนําไปเทียบเคียงกับความรัก
อื่นๆ ได เพราะนอกจากจะมี ‘จุดรวมแหงความสุข’ เดียวกันกับความ
รักรูปแบบอื่นๆ ทั้งหลายแลว ความรักในอิสลามยังเหนือกวาดวยการ
30
ที่มีพื้นฐานของการกอรางสรางรูปมาจากการ ‘ตอบรับ’ บัญญัติของ
พระเจา มิใชเพียง ‘สนอง’ ตอความตองการและราคะเทานั้น
ความรัก ความผูกพันระหวางชายหญิงผูศรัทธามีมากกวามิติ
ของ ‘ความตองการระหวางกัน’ ทวายังเกี่ยวของกับมิติของ ‘บัญญัติ
แหงคําสอนจากฟากฟา’ อีกดวย
ดวยเหตุนี้ จึงไมจําเปนตองพูดถึงคุณคาและความสมบูรณของ
มันอีกตอไป เพราะความรักนี้จะยั่งยืนไมเพียงแคอายุขัยของโลกนี้
เทานั้น แตจะคงถาวรตลอดไปหลังชีวิตแหงความตายอันนิรันดร
“บรรดาผูศรัทธาทั้งหลายและพวกเขาเปนมุสลิม จงเขา
พํานักในสวรรค ทั้งพวกเจาและคูครองของพวกเจา ดวย
ความสําราญอันเปยมยิ่งดวยเกียรติเถิด” (ความหมายจากสู
เราะฮฺ อัซ-ซุครุฟ อายะฮฺที่ 69-70)
มีผูใดที่กลาตีคาความรักที่ยั่งยืนไดเพียงนี้บาง ?
แนแท ไมมีคาใดๆ อีกเลยที่คูควรกับ ‘ความงดงาม’ ที่งอกเงย
มาจาก ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ในการนอมรับดํารัสแหงพระผูเปนเจา
ความรัก ที่โดยทั่วไปอาจจะเปนราคีคาวอันนาเหยียดหยาม
และต่ําตอย ถาหากใชผิดโดยพร่ําเพรื่อและไมยั้งคิด ขณะเดียวกันกลับ
สามารถเปนสิ่งที่สูงคายิ่งจนมิอาจเปรียบเปรย ถาเมื่อใดที่ถูกใชในทาง
ที่ถูกตอง ดวยความบริสุทธิ์ใจ
31
ความใครหาระหวางชายหญิงเปนสิ่งปกติ ความใครหาเปน
สวนหนึ่งของอารมณมนุษยที่อัลลอฮฺกําหนดใหเปนเครื่องหมายของ
ความออนแอประการหนึ่งในตัวของมนุษยทุกคน มีหลายคราที่อัลกุ
รอานไดชี้ใหเราเห็นจุดออนนี้ ตัวอยางเชน
“อัลลอฮฺประสงคจะผอนใหเบาแกพวกเจา(ดวยบัญญัติ
ตางๆที่สอดคลองกับความตองการของมนุษย) และมนุษย
นั้นถูกสรางเปนผูออนแอ” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัน-นิ
สาอฺ อายะฮฺที่ 28)
“อัลลอฮฺทรงรูวาพวกเจาไมซื่อสัตยตอตัวเอง (ดวยการ
ปกปดความใครหาคูรัก)” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัล-บะ
เกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 187)
“อัลลอฮฺทรงรูวาพวกเจาจะคิดถึงพวกนาง” (ความหมาย
จากสูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 235 )
เมื่อมีความใครหาอยูในตัว มนุษยจึงตองหาทาง ‘สนอง’ ตอ
ความปรารถนานี้ ไมตองอธิบายวามีหนทางมากเทาใดที่ผูคนในยุคนี้
ไดใชมันเพื่อสนองตอบอารมณความใครหาของตน วิธีการสนองตอบ
อารมณใครหาคือเสนแบงอีกประการหนึ่งที่สามารถนํามาเปรียบเทียบ
ระหวางความรักในอิสลามกับความนาอดสูที่เกิดขึ้นจากผลของการใช
ความรักไมถูกทาง
32
เพราะมนุษยไมนึกถึงกรอบในการควบคุมอารมณ เพราะ
ความใครหาความรักกลายเปนสินคาหนึ่งของธุรกิจสมัยใหม และ
เพราะองคประกอบอีกหลายๆ อยาง ทําใหในที่สุด สิ่งที่ผูคนเรียกมัน
หรือ ‘อาง’ วามันเปนความรักไดสรางพิษภัยมากมายและพิสดารใหกับ
สังคมมนุษย อันที่จริงสิ่งนี้ควรจะไดชื่อเรียกวา ‘ความรักจอมปลอม’
สําหรับอิสลาม ความรักแทคือการประสานชีวิตของหญิงชาย
สองคนใหเปนชีวิตเดียวดวยการสมรส การตกลงเพื่ออยูรวมกันเปน
คูชีวิตของทั้งสองคนคือประจักษพยานอันยิ่งใหญถึงความรักที่ทั้งสอง
ตางมีใหตอกัน ไมมีสิ่งอื่นใดที่ดีกวานี้สําหรับคนสองคนที่มีความรัก
เปนความหมายที่ไดรับการถายทอดจากทาน นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ
วะสัลลัม ความวา
“ไมเห็นปรากฏมีสิ่งใด(ที่ดี)สําหรับ(หญิงชาย)สองคนที่รัก
กัน จะเทียมเทาการแตงงาน” (รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ
1847)
ในที่สุด ‘การแตงงาน’ จึงเปนขอสรุปของความรัก และเปนสิ่งที่
อิสลามไมเพียงสงเสริมและสนับสนุน หากแตไดกําชับและกําหนด
บัญญัติไวอยางละเอียดและชัดเจนที่สุด
นอกจากจะเปนบัญญัติแหงองคอภิบาลผูทรงสรางสรรพสิ่งแลว
การแตงงานยังซอนไวซึ่งความลับอีกมากมายที่ยากแกการอธิบายให
หมดได ที่สําคัญที่สุดสําหรับผูศรัทธาก็คือ การแตงงานเปนการสราง
ความสมบูรณใหกับชีวิตในฐานะบาวผูหนึ่งของอัลลอฮฺ การแตงงานใน
33
นัยยะของอิสลามจึงมีมากกวาความรักของคนสองคน แตเปนความรัก
ที่ทําใหอีกความรักหนึ่งไดประกอบกันขึ้นจนสมบูรณและงดงามที่สุด
อีกความรักหนึ่งที่เราหมายถึง คือความรักที่บาวมอบใหพระผู
เปนเจาและศาสนทูตของพระองคดวยการเชื่อฟงและดําเนินตาม
แนวทางของอิสลาม อันเปนสุดยอดแหงความรักของปวงผูศรัทธาทั้ง
มวล
และนี่คือคาของความรักในอิสลาม คือหนทางของการ
สรางความรักระหวางชายหญิง เปนเสนทางรักของศรัทธาชน เพื่อ
การเดินทางของชีวิตในฐานะมนุษยผูมอบความรักใหพระเจาผูทรง
เมตตา สูจุดหมายบั้นปลายของการมีชีวิตในอีกโลกหนึ่ง ที่เหลือ
เพียงความยั่งยืนตลอดกาล อิสลามกับความรัก จึงเปนความ
งดงามสมบูรณ ยาวนานตลอดกาล และมิอาจนําไปเทียบเคียงกับ
ความรักใดๆ ไดอีกเลย.
อัลลอฮุ อักบัรฺ !
34
อีกครึ่งหนึ่งของชีวิต
สตรีเพศเปนคูที่มาจากสวนหนึ่งของบุรุษเพศ
(หะดีษฺรายงานโดย อบู ดาวูด 233 อัต-ติรฺมิซีย 113)
สงเสริมใหแตงงาน
“และจงจัดการแตงงานใหกับผูที่ยังโสดในหมูพวกเจา และ
กับคนดีๆ จากปวงบาวผูชายของพวกเจา และบาวผูหญิงของพวก
เจา หากพวกเขายากจน อัลลอฮฺจะทรงใหพวกเขาร่ํารวยขึ้นจาก
ความโปรดปรานของพระองค และอัลลอฮฺนั้นเปนผูทรงไพบูลย ผู
ทรงรอบรู” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 32)
35
“บรรดาผูเปนหนุมทั้งหลาย ผูใดที่มีความสามารถก็จง
สมรสเสีย เพราะแทจริงมันชวยลดสายตาของพวกเจา และปกปอง
อวัยวะเพศจากการกระทําผิดไดดีกวา ผูใดที่ไมมีความสามารถก็จง
ถือศีลอด เพราะมันชวยหักหามความพลุงพลานได” (หะดีษฺ
รายงานโดย อัล-บุคอรีย 5065,5066 มุสลิม 3384)
“สี่ประการที่เปนแนวทางของบรรดารอซูล นั่นคือ ความ
ละอาย การใชเครื่องหอม การสีฟน และการแตงงาน” (หะดีษฺ
รายงานโดย อัต-ติรฺมิซีย 1086 หะสัน เฆาะรีบ)
“คนสามพวกที่อัลลอฮฺรับจะทรงชวยอยางแนแท นั่นคือ
ทาสีผูซื่อสัตยที่ตองการปลดปลอยตัวเอง ผูแตงงานที่ตองการหลีก
หางจากราคะ และผูที่ออกรบในหนทางแหงอัลลอฮฺ” (หะดีษฺ
รายงานโดยอัต-ติรฺมิซีย 1706 หะสัน, อัน-นะสาอีย 3120,3218)
“ไมเห็นปรากฏมีสิ่งใด(ที่ดี)สําหรับ(หญิงชาย)สองคนที่รัก
กัน จะเทียมเทาการแตงงาน” (หะดีษฺรายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ
1847)
จงจัดการแตงบุตรีใหกับชายที่ดี
“เมื่อมีชายใดที่ทานพอใจศาสนาและมารยาทของเขามาสู
ขอกับทาน ก็จงจัดการสมรสใหเขาเสีย หากทานไมทํา มันจะเปน
36
เหตุแหงความปนปวนบนแผนดินและความหายนะที่ใหญหลวง”
(หะดีษฺรายงานโดย อัต-ติรฺมิซีย 1090 อิบนุ มาญะฮฺ 1967)
คูชีวิตในดวงใจ
“ผูคนเลือกสตรีที่จะเปนคูครองดวยสาเหตุสี่ประการ ดวย
ทรัพยของนาง ดวยศักดิ์ศรีของนาง ดวยความงามของนาง และ
ดวยการยึดมั่นของนางในศาสนา ดังนั้นจงฉวยเอาผูที่ยึดมั่นใน
ศาสนา แลวสองมือทานจะไมเสียหาย” (หะดีษฺรายงานโดย อัล-บุ
คอรีย 5090 มุสลิม 3620)
“โลกนี้ลวนคือทรัพย และทรัพยที่ดีที่สุดในโลกคือผูหญิงที่
ศอลิหะฮฺ” (หะดีษฺรายงานโดย มุสลิม 3628)
อยาเรียกสินสมรสจนเกินเขต
“ฟงเถิด อยาไดตั้งสินสมรสไวเสียสูง! ฟงเถิด อยาไดตั้ง
สินสมรสไวเสียสูง! ฟงเถิด อยาไดตั้งสินสมรสไวเสียสูง! เพราะแนแท
ถามันเปนเกียรติแกพวกทานบนโลกนี้ หรือเปนการยําเกรงแกองคผู
อภิบาล แนนอนผูที่สมควรตองปฏิบัติเชนนั้นกอนพวกเจาคือ ทานรอ
ซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม (แตทานไมไดทํา) ทานไมเคย
แตงงานกับภริยาคนใด และไมเคยแตงบุตรสาวของทานใหกับผูใด
37
ดวยสินสมรสที่มากเกินกวาสิบสองอูกิยะฮฺ ” (รายงานโดย อะหฺมัด
1:40,48 จากคํากลาวของ อุมัรฺ อิบนฺ อัล-ค็อฏฏอบ รอฎิยัลลอฮุ อันฮฺ
หนึ่งอูกิยะฮฺ เทากับเงิน 40 ดิรฺฮัม เงินหนึ่งดิรฺฮัม เทากับ 3.17 กรัม
สิบสองอูกิยะฮฺ หนักเทากับเงินประมาณ 1,522 กรัม )
ดุอาอฺแกคูบาวสาว
มีหลายดุอาอฺที่สามารถกลาวได เชน
- ใหบรรดามุสลิมะฮฺกลาวแกเจาสาววา
‫ﺔ‬‫ﹶ‬‫ﻛ‬‫ﺮ‬‫ﺒ‬‫ﹾ‬‫ﻟ‬‫ﺍ‬‫ﻭ‬ ‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺨ‬‫ﹾ‬‫ﻟ‬‫ﺍ‬ ‫ﹶﻰ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬‫ﺧ‬ ‫ﹶﻰ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬‫ﻭ‬‫ﹴ‬‫ﺮ‬‫ﺋ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﹶ‬‫ﻃ‬ ‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬
ความวา ดวยความดีงาม ความจําเริญ และไดมาซึ่งสิ่งที่ดีเลิศ
(หะดีษฺรายงานโดยอัล-บุคอรีย 3894 มุสลิม 3464)
- ดุอาอฺแกเจาบาว เชน
‫ﻚ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬ ُ‫ﷲ‬‫ﺍ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬
ความวา ขออัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญแกทาน (หะดีษฺ
รายงานโดย อัล-บุคอรีย 6386)
ُ‫ﷲ‬‫ﺍ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬‫ﻚ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬
38
ความวา ขออัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญบนตัวทาน (หะ
ดีษฺ รายงานโดย อัล-บุคอรีย 6387)
‫ﻚ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬)‫ﻢ‬‫ﹸ‬‫ﻜ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬(‫ﻚ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬‫ﻭ‬)‫ﻢ‬‫ﹸ‬‫ﻜ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬(‫ﻊ‬‫ﻤ‬‫ﺟ‬‫ﻭ‬‫ﹴ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺧ‬ ‫ﻲ‬‫ﻓ‬ ‫ﺎ‬‫ﻤ‬‫ﹸ‬‫ﻜ‬‫ﻨ‬‫ﻴ‬‫ﺑ‬
ความวา ขออัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญแกทาน บนตัว
ทาน และทรงรวมพวกทานทั้งสองในสิ่งที่ดี (หะดีษฺรายงานโด
ยอบู ดาวูด 2130 อัต-ติรฺมิซีย 1097 อิบนุ มาญะฮฺ 1905)
ดุอาอฺของเจาบาวตอเจาสาว
ใหเจาบาวตั้งมือบนศรีษะของเจาสาวและกลาววา
‫ﻲ‬‫ﻧ‬‫ﹺ‬‫ﺇ‬ ‫ﻢ‬‫ﻬ‬‫ﺍﻟﻠ‬،‫ﻪ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﺖ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﹺ‬‫ﺒ‬‫ﺟ‬ ‫ﺎ‬‫ﻣ‬ ‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺧ‬‫ﻭ‬ ‫ﺎ‬‫ﻫ‬‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺧ‬ ‫ﻦ‬‫ﻣ‬ ‫ﻚ‬‫ﹸ‬‫ﻟ‬‫ﹶ‬‫ﺄ‬‫ﺳ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬
‫ﻚ‬‫ﹺ‬‫ﺑ‬ ‫ﹸ‬‫ﺫ‬‫ﻮ‬‫ﻋ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬‫ﻭ‬‫ﻦ‬‫ﻣ‬‫ﻪ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﺖ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﹺ‬‫ﺒ‬‫ﺟ‬ ‫ﺎ‬‫ﻣ‬ ‫ﺮ‬‫ﺷ‬‫ﻭ‬ ‫ﺎ‬‫ﻫ‬‫ﺮ‬‫ﺷ‬
ความวา โออัลลอฮฺ ขาพระองคขอจากพระองคซึ่งสิ่งที่ดีในตัว
นาง และสิ่งที่ดีที่ถูกสรางมากับนาง และขาพระองคขอหลีกพน
ดวยพระองคจากสิ่งที่ไมดีของนาง และสิ่งไมดีที่ถูกสรางมากับ
นาง (หะดีษฺรายงานโดย อบู ดาวูด 2160 อิบนุ มาญะฮฺ 1918)
39
ดุอาอฺเมื่อตองการมีเพศสัมพันธ
، ِ‫ﷲ‬‫ﺍ‬ ‫ﹺ‬‫ﻢ‬‫ﺴ‬‫ﹺ‬‫ﺑ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﺘ‬‫ﹾ‬‫ﻗ‬‫ﺯ‬‫ﺭ‬ ‫ﺎ‬‫ﻣ‬ ‫ﹶ‬‫ﻥ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﹶ‬‫ﻄ‬‫ﻴ‬‫ﺸ‬‫ﺍﻟ‬ ‫ﹺ‬‫ﺐ‬‫ﻨ‬‫ﺟ‬‫ﻭ‬ ‫ﹶ‬‫ﻥ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﹶ‬‫ﻄ‬‫ﻴ‬‫ﺸ‬‫ﺍﻟ‬ ‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﺒ‬‫ﻨ‬‫ﺟ‬ ‫ﻢ‬‫ﻬ‬‫ﺍﻟﻠ‬
ความวา ดวยพระนามของอัลลอฮฺ โอ อัลลอฮฺขอพระองคทรง
หลีกพวกเราใหพนจากมารราย และขอพระองคทรงไลมารราย
ใหพนจากบุตรที่พระองคทรงประทานใหเรา (หะดีษฺรายงาน
โดยอัล-บุคอรีย 6388 มุสลิม 3519)
ดุอาอฺเพื่อการสรางครอบครัวที่เปยมสุข
‫ﺭ‬‫ﺑ‬‫ﻨ‬‫ﻫ‬ ‫ﺎ‬‫ﺐ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﻣ‬‫ﻦ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬‫ﺯ‬‫ﻭ‬‫ﹺ‬‫ﺟ‬‫ﺍ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﻭ‬‫ﹸ‬‫ﺫ‬ّ‫ﹺ‬‫ﺭ‬‫ﻳ‬‫ﱠﺎ‬‫ـ‬‫ﺗ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﹸ‬‫ﻗ‬‫ﺮ‬‫ﹶ‬‫ﺓ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬‫ﻋ‬‫ﻴ‬‫ﹴ‬‫ﻦ‬
‫ﻭ‬‫ﺟ‬‫ﺍ‬‫ﻌ‬‫ﹾ‬‫ﻠ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﻟ‬‫ﹾ‬‫ﻠ‬‫ﻤ‬‫ﺘ‬‫ﻘ‬‫ﻴ‬‫ﹺ‬‫ﻦ‬‫ﹺ‬‫ﺇ‬‫ﻣ‬‫ﹰ‬‫ﺎ‬‫ﺎﻣ‬
ความวา โอ องคอภิบาลแหงเรา ขอพระองคทรงมอบใหแกเรา
ซึ่งความเย็นตาเย็นใจในคูครองและลูกหลานของเรา และขอ
พระองคทรงทําใหเราเปนผูนํา(ตัวอยางที่ดี)แกบรรดาผูยํา
เกรง (จากสูเราะฮฺ อัล-ฟุรกอน อายะฮฺที่ 74)
40
ดวยรักและอาทร
ฐานแหงความเขาใจ ...เพื่อการรวมชีวิตนิรันดร
ยามราตรี ณ หวงเวหาอันเวิ้งวาง แลดวงดาวดาษดาทอแสงสกาว
เปนประกายระยิบระยับจับตา รัศมีจันทรสีนวลสองยอดไมเปนเงา
วาบไหวเมื่อตองลมพัดเบาๆ ดวงเดือนสงาบนฉากของทองฟาสี
เทาแก ยินเสียงหมูแมลงกลางคืนรองระงมขับขานบทเพลงแหง
รัตติกาล คลายกําลังรื่นเริงเพราะเพลินไดชมจันทร ความงามของ
ทองฟายามดึก แมสิ่งที่เล็กที่สุดในจักรวาลยังพลอยชื่นชม แนแท
เครื่องหมายแหงองคอภิบาลมีคาเสมอสําหรับทุกสรรพสิ่งที่รู หรือ
เขาใจใครครวญ
41
ในคัมภีรอัลกุรอานของพระองค อัลลอฮฺไดบอกวา มิไดทรง
สรางฟากฟาและแผนดิน รวมทั้งสรรพสิ่งทั้งหลายโดยไรเหตุผล แตได
สรางทุกสิ่งทั้งหมดดวยสัจธรรม มิใชสรางขึ้นมาเพียงเลนๆเทานั้น
(ดูอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัด-ดุคอน อายะฮฺที่ 38-39)
อยางนอยที่สุดก็เพื่อใหเปนเครื่องหมายหรือเปนสัญลักษณ
แหงความเปนพระเจาผูทรงเอกะ และเปยมยิ่งดวยเดชานุภาพของ
พระองค
แมแตในตัวมนุษยเองก็ยังเพียบพรอมดวยเครื่องหมายที่วานี้
นับประสาอะไรกับเอกภพและจักรวาลทั้งมวล
“แลวเราจะใหพวกเขาไดเห็นเครื่องหมายตางๆ ของเรา ใน
หวงเวหาและในตัวพวกเขาเอง กระทั่งเปนที่ประจักษแกพวก
เขาวา แทจริงแลวมัน(คําสอนแหงพระผูเปนเจานั้น)คือสัจ
ธรรม” (ความหมายอัลกุรอานจากสูเราะฮฺ ฟุซซิลัต อายะฮฺที่ 53)
หนึ่งในเครื่องหมายอันอัศจรรยแหงองคผูสราง คือตัวมนุษย
นั่นเอง สิ่งมีชีวิตที่เรียกวาคน และเปนประชาคมผูอาศัยอยูในโลกใบนี้
กระจัดกระจายกันเปนหมูเหลาเผาพันธุมากมาย หากแตจุดกําเนิดของ
ผูคนทั้งหมดลวนมาจากแหลงเดียวกัน
“โอมวลมนุษยเอย จงยําเกรงตอองคอภิบาลของสูเจาเถิด
ที่ไดสรางสูเจามาจากรางเดียว(คืออาดัม บิดาแหง
มนุษยชาติ) และไดสรางใหขึ้นมาจากรางนั้นซึ่งคูของเขา
(คือเฮาวาอ)” (ความหมายจากอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นิ
สาอฺ อายะฮฺที่ 1)
42
มนุษยผูแรกที่อัลลอฮฺสรางขึ้นมาคือ อาดัม และจากอาดัม
นั้นเองที่พระองคทรงใหกําเนิดผูหญิงคนแรกและเปนภรรยาของอาดัม
โดยแทที่จริงแลวเฮาวาอคือสวนหนึ่งของรางอาดัมเพราะนางกําเนิด
จากซี่โครงดานซายของเขา
“จงปฎิบัติตอผูหญิงดีๆเพราะนางถูกสรางมาจากกระดูก
ซี่โครง และสวนที่งอที่สุดของซี่กระดูกคือสวนบน ถาทาน
ตองการที่จะดัดมันใหตรงมันก็จะหัก แตถาทานไมดัดมัน
มันก็จะงออยูเชนนั้น ดังนั้นจงปฎิบัติตอผูหญิงดีๆ”
(ความหมายหะดีษฺรายงานโดย อัล-บุคอรีย 3331 และมุสลิม
3632)
มนุษยทั้งหมดตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันลวนตองดํารงอยูเฉก
เชนชายหญิงคูแรกผูเปนบรรพบุรุษของพวกเขา เพราะเราทั้งหลายลวน
เปนลูกหลานของอาดัมกับเฮาวาอทั้งสิ้น หญิงกับชายตางเปนคูของกัน
และกันตราบจนฟาถลมดินทลาย
ขอเท็จจริงเหลานี้ อัลลอฮฺไดสรุปไวอยางชัดเจนในอัลกุรอาน
วา
“และในจํานวนเครื่องหมายทั้งหลายของพระองคคือทรง
สรางใหแกสูเจาซึ่งคูครองจากตัวของพวกเจาเอง เพื่อพวก
เจาจะไดสงบอยูกับนาง และทรงทําใหมีความรักใครใฝหา
และความเมตตาอาทรระหวางพวกเจา แทจริงในการนี้
43
ยอมเปนเครื่องหมายแกบรรดาผูใครครวญ”
(ความหมายอัลกุรอานจากสูเราะฮฺ อัรฺ-รูม อายะฮฺที่ 21)
บทสรุปในโองการอัลกุรอานบทนี้เปนบรรทัดฐานสําคัญ
สําหรับการรวมชีวิตระหวางคนสองคนที่ยอมรับและไววางใจรวมเปน
สามีภรรยา
สิ่งที่พึงตระหนักเสมอเปนประการแรกคือ ทั้งสามีและภรรยา
คือชีวิตเดียวกัน เพียงแตอยูกันคนละรางเทานั้น การแยกกันเปนคนละ
รางทําใหแตละคน ‘บกพรองและขาดหาย’ บางสิ่งบางอยางไปจากตัว
ของตน การไดอยูดวยกันและรวมกันเปนหนึ่งเดียวจึงเปนการเติมเต็ม
ใหแตละฝาย และเปนการสยบอาการพลุงพลานในใจที่เกิดขึ้นเพราะ
ความใครหาให ‘สงบ’ ลง
“พวกนางเปนอาภรณใหแกพวกเจา และพวกเจาก็เปน
อาภรณใหแกพวกนาง” (ความหมายอัลกุรอานสูเราะฮฺอัล-
บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 187)
ชางเปนที่สิ่งที่นาฉงน และนี่คืออีกหนึ่งมหัศจรรยแหงอัล
กุรอานที่เห็นไดชัดเจนนัก
การรวมชีวิตดวยความสุขเพื่อเติมเต็มใหกันและกันเปนสุด
ปรารถนาของแตละคูชีวิต หากแต...วิถีแหงการเดินทางของ ‘ชีวิตเดียว’
แตอยูกัน ‘คนละราง’ ชางลําบากยากแท
44
เมื่อเปนคนละรางเดียวกัน จึงมิอาจหลีกเลี่ยงอิทธิพลของ
‘อัตตา’ ที่มีอยูในรางของแตละคนได ความเขาใจในตัวตนของอีกฝาย
จึงเปนพื้นฐานสําคัญในการที่จะรวมชีวิตและรวมทางเดินเดียวกัน
มีเพียง ‘ความรัก’ และ ‘ความอาทร’ เทานั้นที่จะกอใหเกิด
ความเขาใจได
ความรักอยางเดียวก็ไมเพียงพอ ความอาทรตองอยูคูความรัก
เสมอ ความรักที่ขาดความเมตตาอาทร มิอาจอยูไดตลอดรอดฝงชั่ว
กาลนาน
ความรักคือตัวแทนของความผูกพัน ความคิดถึง ความใฝหา
และการเทิดทูน เปนความรูสึกละเมียดละไมที่มีพลังทําใหเกิด
ความรูสึกเขมแข็ง ไววางใจ การเชื่อฟง และการปฏิบัติตาม ตลอดจน
ความพยายามเพื่อตอบสนองความปรารถนาของผูที่ตนรัก ดังนั้นใน
ดานของความรักนี้ บทบาทและคุณลักษณะของฝายหญิงจึงเห็นได
ชัดเจนที่สุด
“เมื่อสตรีใดไดทําละหมาดครบทุกหาเวลา ไดถือศีลอดใน
เดือนเราะมะฎอน ไดสงวนตนเอง(ไมผิดประเวณี) และได
เชื่อฟงสามี (ในวันปรโลก) นางจะถูกกลาววา จงเขา
สวรรคจากประตูใดก็ไดที่นางตองการ” (ความหมายหะดีษฺ
ดูเศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 660)
“ไมมีสิ่งใดที่มุอฺมินผูหนึ่งใชัมันชวยเขาหลังจากการยํา
เกรง ที่จะดีกวาภรรยาศอลิหะฮฺ ถาเขาสั่งนาง นางจะทํา
ตาม ถาเขามองนาง นางจะทําใหเขารูสึกสุข ถาเขาขอจาก
45
นางดวยการสาบาน นางจะทําใหเขา ถาเขาไมอยู นางจะ
รักษาและดูแลตัวของนาง และสมบัติของเขา”
(ความหมายหะดีษฺรายงานโดยอิบนุ มาญะฮฺ 1875)
ในขณะที่ความเมตตาอาทรคือการใชความออนโยน ความ
ละมุนละมอม และใชสติ มิใชพละกําลัง ซึ่งสามารถที่จะเห็นไดชัดจาก
บทบาทของฝายชาย อันเปนหนาที่และคุณลักษณะที่เขาตองมีและพึง
ปฏิบัติใหดีที่สุดตอฝายหญิง ความแข็งกราวไมอาจจะใชกับพวกนางได
เพราะโดยธรรมชาติแลวผูหญิงเปนเพศที่มีลักษณะแหงความ
เปราะบางและตองการการทะนุถนอม
“ผูที่ดีที่สุดในหมูพวกทาน คือผูที่ปฏิบัติอยางดีที่สุดตอ
ภรรยาของเขา” (ความหมายหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ
3265)
“จงปฏิบัติตอผูหญิงดีๆเพราะนางถูกสรางมาจากกระดูก
ซี่โครง และสวนที่งอที่สุดของซี่กระดูกคือสวนบน ถาทาน
ตองการที่จะดัดมันใหตรงมันก็จะหัก แตถาทานไมดัดมัน
มันก็จะงออยูเชนนั้น ดังนั้นจงปฎิบัติตอผูหญิงดีๆ” (อาง
แลว)
ถึงกระนั้น ทั้งความรักและความอาทร ยังตองเปนคุณลักษณะ
รวมกันของทั้งฝายชายและฝายหญิง เพราะในที่สุดแลวทั้งสองคนคือ
ชีวิตเดียวกัน และธาตุแทของความเมตตาอาทรก็คือความรัก และ
ความรักเองถาบริสุทธิ์จริงยอมตองมีสวนของความอาทรแฝงอยูอยางมิ
ตองสงสัย คุณลักษณะแหงรักและเมตตาจึงปรากฏใหเห็นจากทั้งสอง
ฝายได ถาหากตางคนตางรูและเขาใจ ตัวอยางอันงดงามของ
46
คุณลักษณะดังกลาวไดถูกบันทึกในวจนะของทานศาสนทูต ศ็อลลัลลอ
ฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม วา
“อัลลอฮฺไดเมตตาชายผูหนึ่ง ที่ไดตื่นขึ้นมาเพื่อละหมาด
กลางคืน แลวเขาก็ปลุกภรรยาของเขาเพื่อใหลุกขึ้นมา
ละหมาด ถานางไมยอมลุก เขาก็เอาน้ํามาปะพรมบนหนา
ของนาง และอัลลอฮฺไดเมตตาหญิงหนึ่ง ที่ไดตื่นขึ้นมา
กลางคืนเพื่อทําการละหมาด แลวนางก็ปลุกสามีของนาง
เพื่อใหลุกขึ้นมาละหมาด ถาเขาไมยอมลุก นางก็เอาน้ํามา
ปะพรมบนหนาของเขา” (ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 3494)
พฤติกรรมของสองสามีภรรยาในหะดีษฺขางตนมีอะไรเปน
สาเหตุมิได นอกเสียจากเพราะรักที่จะใหแตละฝายไดรับความโปรด
ปรานจากพระผูเปนเจา และเมตตาอาทรซึ่งกัน ดวยความกลัววาใคร
คนใดคนหนึ่งจะตองเปนเชื้อเพลิงของไฟนรกในวันปรโลก จึงยอม
ทําลายความสุขชั่วคราวในการหลับนอน โดยใชน้ํามาปะพรมใบหนา
เพื่อใหลุกขึ้นมาเขาเฝาองคอภิบาลผูเมตตาพรอมๆ กัน เพื่อความสุข
อันยั่งยืนกวาในโลกหนาอันสถาพร ... อัลลอฮุ อักบัรฺ !
นี่คือฐานแหงความเขาใจที่สําคัญยิ่ง สําหรับคนสองคนที่ตัดสินใจ
รวมชีวิตสูเสนทางแหงความนิรันดร เพราะเขาทั้งสองมิใชจะเปนคูกัน
เฉพาะในโลกนี้เทานั้น ทวาในวันอันยาวนานหลังความตายมาพราก
ลมหายใจ ยังมีอีกโลกหนึ่งที่ทั้งสองตองครองคูกันไปชั่วกาล
47
ถาทั้งคูเปนผูสมควรไดรับสวรรค นั่นยอมเปนสถานพํานักที่
ประเสริฐยิ่งแลว
“บรรดาผูศรัทธาทั้งหลายและพวกเขาเปนมุสลิม จงเขา
พํานักในสวรรค ทั้งพวกเจาและคูครองของพวกเจา ดวย
ความสําราญอันเปยมยิ่งดวยเกียรติเถิด” (ความหมายจากสู
เราะฮฺ อัซ-ซุครุฟ อายะฮฺที่ 69-70)
แตถาทั้งคูคือผูทรยศองคผูสราง แนแทนรกโลกันตรคือ
ผลตอบแทนที่เลวรายที่สุดจนมิอาจหาสิ่งใดเปรียบเปรย
“จงตอนบรรดาผูอธรรมทั้งหลายพรอมคูครองของพวกเขา
และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชานอกจากอัลลอฮฺ แลวจงชี้ให
พวกเขาไปสูสะพานแหงนรกอันเผาผลาญ” (ความหมายอัล
กุรอานจากสูเราะฮฺ อัศ-ศ็อฟฟาต อายะฮฺที่ 22-23)
หญิงชายมิอาจแยกกันอยูได แตการอยูรวมกันเปนหนึ่ง
เดียวก็ใชเปนสิ่งที่งายดาย ถาหากไรซึ่ง ‘ความรัก’ และ ‘ความ
อาทร’ อันเปนฐานแหงความเขาใจสําคัญในการรวมเดินทางสูชีวิต
นิรันดร และนี่คือเครื่องหมายที่ยิ่งใหญขององคอัลลอฮฺ อันมีคายิ่ง
สําหรับบรรดาผูที่คิดใครครวญ
มหาบริสุทธิ์เถิดองคอัลลอฮฺ ดํารัสของพระองคยอมสัจจริง
เสมอ.

349 2

  • 1.
    อิสลาม : ความรัก? วาดวยความสัมพันธระหวางชายหญิงในมุมมองอิสลาม ซุฟอัม อุษมาน เรียบเรียง 2 อิสลาม : ความรัก ? วาดวยความสัมพันธระหวางชายหญิงในมุมมองอิสลาม ซุฟอัม อุษมาน เรียบเรียง พิมพครั้งแรก สงวนลิขสิทธิ์ © 2004
  • 2.
    3 4 สารบัญ ยามไดมองครั้งแรก .........................................................................7 หญิงคบชายชายคบหญิง..............................................................15 อิสลาม : ความรัก ? ......................................................................25 อีกครึ่งหนึ่งของชีวิต.......................................................................34 ดวยรักและอาทร...........................................................................40
  • 3.
    5 คํานํา หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย ทั้งดีและราย ทั้งที่ดําเนินไป อยางเงียบเชียบหรือเปนที่โจษจันเอิกเกริกทุกอยางเกิดขึ้นโดยมี ผลกระทบตอตัวมนุษยเองอยางหลีกเลี่ยงไมได สิ่งที่ดําเนินและเกิดขึ้นในชีวิตมนุษยนั้นลวนมิอาจหนีพน กําหนดแหงองคอัลลอฮฺผูเปนเจา ความรักก็เปนเพียงหนึ่งในสิ่งอันนา อัศจรรยซึ่งมีอยูมากมายมหาศาลที่พระองคสรางขึ้น โดยความจริงแลว ความรักเปนกรรมสิทธิแหงการเสกสรรค ขององคอภิบาลอยางแนแท การไดรูจักความรักในแงมุมที่พระองคได เปดเผยไวในบัญญัติของพระองคจึงควรแกการศึกษาและซึมซับใหดียิ่ง หากเราเปนหนึ่งในจํานวนผูสนใจไยดีความรัก แมนมีหนุมสาวคูใดที่กําลังจะรักใคร หรือตกอยูในหลุมแหงรัก และแมกระทั่งคูชีวิตที่ตัดสินใจรวมเดินบนเสนทางแหงรักดวยกันแลว ลวนพึงไดรับอานิสงคจาก “อิสลาม : ความรัก ?” เลมเล็กๆ เลมนี้ ดวยมุมมองที่อาจจะแปลกไปจากความเขาใจเดิมๆ ไมมากก็นอย ขาพเจาหวังไวเชนนั้น 6 ในการเรียบเรียง ผูเขียนไดรับประโยชนจากงานของทาน อิบนุ อัล-ก็อยยิม อยางมากมายยิ่ง ขอมูลสําคัญที่ผูเรียบเรียงนํามาเสนอ ณ ที่นี้สวนใหญหยิบยกมาจาก เราเฎาะตุล มุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชตากกีน และ อัด-ดาอฺ วะ อัด-ดะวาอฺ ทั้งสองเลมของทาน สําหรับผูสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมแลว อิบนุ อัล-ก็อยยิม ได นําเสนอแงมุมที่นาสนใจยิ่งเกี่ยวกับความรัก และความสัมพันธระหวาง ชายหญิงในมุมมองของอิสลาม และเปนการยากที่จะหาผูอธิบายทาน อื่นๆ มาเปรียบเทียบ ขอองคอัลลอฮฺผูเปนเจาแหงความรัก ชี้ทางแหงความถูกตอง และประทานความรักอันบริสุทธิ์สถาพร แดหัวใจผูใฝหาสัจธรรมอัน เปยมดวยศรัทธาทุกคนดวยเทอญ อามีน ผูเขียน
  • 4.
    7 ยามไดมองครั้งแรก หลุมพรางของหัวใจและความใคร “จงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาผูเปนชายทั้งหลายใหพวกเขา ลดสายตาของพวกเขาลงต่ํา และใหรักษาอวัยวะเพศของ พวกเขาไว นั่นจะเปนการบริสุทธิ์ยิ่งสําหรับพวกเขา ทั้งหลายแทจริงอัลลอฮทรงรอบรูในสิ่งที่พวกเขากระทํา โดยแน และจงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาผูเปนหญิงทั้งหลาย ใหพวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ํา และใหรักษา อวัยวะเพศของพวกนางไวเชนกัน” (ความหมายจาก สู เราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 30-31) 8 ทานที่มีดวงตาทั้งหลาย คงจะซาบซึ้งถึงนิอฺมัตการมองเห็น ที่อัลลอฮฺไดประทานใหเขา ดวงตาอันเปนอวัยวะที่บอกถึงเสนหของแต ละคนได ยังมีอะไรหลาย ๆ อยางที่เปนคุณคาใหกับมนุษย ใน ขณะเดียวกันในความลับของดวงตายังมีสิ่งที่เลวรายซอนเรนอยูอีกดวย เชนกัน โองการอัลกุรอานขางตน เปนคําสั่งแหงองคอภิบาลใหเราทาน ทั้งหลายจัดการควบคุมดวงตาใหลดสายตาหรือหรี่ตาลงต่ํา เราอาจจะ อธิบายโดยใชคําวา คําสั่งหามไมใหเปดดวงตามองอะไรแบบพร่ําเพรื่อ มุทะลุ อยางนี้ก็คงจะไมผิด อัลกุรอานไมไดบอกวา ใหเราลดสายตาของเราลงเมื่อใด นั่น ชี้ใหเห็นวา ทุกสิ่งที่สามารถนําภัยมาสู สายตา ความคิด หัวใจที่เปนตัว คอยควบคุมตา หรืออามัลฺที่ดี (ซึ่งบางอยางจําตองพึ่งตา) ยอมตองถูก สั่งหาม ไมใหมองทั้งสิ้น ทีนี้ก็มาถึงคําถาม อะไรบางละที่เปนตัวนําความวินาศมาให เราได ? และเปนสิ่งที่ถูกสั่งหามไมใหมอง ? คําตอบก็คือ มีอยูหลาย อยาง นับแทบจะไมหมดดวยซ้ํา แตอยากใหเราลองกลับไปดูโองการ ขางตนอีกครั้ง อัลกุรอานยังกําชับอีกวา ใหพวกเขารักษาอวัยวะพึง สงวนของพวกเขา ความหมายก็คือ ใหปองกัน อยาไดละเมิดการ กระทําทางเพศที่ผิดตอบทบัญญัติของศาสนา มาถึงตรงนี้เราคงจะมอง ออกวา ระหวางคําสั่ง “ใหลด” กับคําสั่ง “ใหปองกัน” นั้นมี ความสัมพันธกัน สรุปก็คือ การมองดูอะไรก็แลวแตที่ทําใหเกิด
  • 5.
    9 ความรูสึกทางเพศ หรือความตองการที่จะปลดปลอยอารมณที่คลั่งอยู ภายในใหหมดไป ถือวาเปนของตองหามทั้งสิ้น ความปรารถนาที่จะมีคูชีวิตและความตองการทางเพศเปนสิ่ง ที่อัลลอฮฺประทานมาใหเปนธรรมชาติสําหรับมนุษยตั้งแตเกิด เราเองก็ พบวา อิสลามไดสนับสนุนความตองการนี้ แตนั่นก็มีขอบเขตของมัน ซึ่งเปนการเพียงพอแลวที่จะใชดับไฟอารมณของหัวใจ ในสูเราะฮฺ อัน- นิสาอฺ อายะฮฺที่ 3 อัลกุรอานระบุไวมีใจความวา “ดังนั้นจงแตงงานกับหญิงที่ดีสําหรับสูเจา สองคน สามคน หรือสี่คน ถาเกรงวาพวกเจาจะไมยุติธรรม ก็จงมีแตหญิง เดียว” ปญหาอีกขอหนึ่งก็คือ คนที่ไมสามารถหรือยังไมพรอมที่จะ แตงงานเลาจะทําอยางไร ? คําตอบของคําถาม อิสลามไดบอกทั้งวิธี รักษาและปองกันใหเราไดรูไวดวย วิธีรักษาก็คือ พยายามถือศีลอดให บอยเพราะการอดอาหารมีสวนลดความตองการและความรูสึกทางเพศ ไดอยางมาก สวนวิธีปองกัน ก็คือ โองการอัลกุรอานขางตนอีกนั่น แหละ คําสั่งใหลดสายตาลงต่ํา ทําไมตองมีคําสั่งแบบนี้ดวย สายตามัน เกี่ยวของอะไรดวยกับความตองการทางเพศ ? ใช แนนอนการมองดวยตาเปนสาเหตุใหญและคงเปนสาเหตุ แรกดวยซ้ําที่ปลุกอารมณใหลุกพลานจนบังคับไมอยู ดวงตาคือประตู ดานแรกที่รับเอาภาพตางๆ ที่มองเห็น แลวจัดการสงไปใหสมองคิด ถึง ตรงนี้ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางความคิดขึ้นมา ตัวอยางเชน อาจจะเกิด 10 อาการเหมอลอย ขี้เกียจและเชื่องชา บางทีอาจจะเครียด หรือไมก็เฮฮา จนเกินไปอะไรทํานองนี้ ที่เลี่ยงเสียไมไดก็คือ อากัปกิริยาเหลานี้จะมี ผลตอความรูสึกทางใจดวย ถาสะสมมากเกินไป โรคนี้สามารถทําให คนเสียคนไดเหมือนกัน การปองกันดวยการลดสายตาจากการมองสิ่ง ยั่วยวน จึงเปนเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะในสังคมปจจุบันที่เต็มไปดวย สีสันของการแตงกายโปเปลือยเปดสวนที่พึงปกปดใหคนอื่นเห็นภายใต ขออาง “แฟชั่นใหมที่ทันสมัย” สิ่งที่อิสลามสั่งใหลดสายตาจากการมอง ในบรรดาสิ่งตองหามที่อิสลามกําหนดใหลดสายตาลงจากการ มองคือ • ผูหญิงที่อนุญาตใหแตงงานกันได ทานศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดกลาวไวมีใจความวา “ไมมีฟตนะฮฺ(การ ทดสอบ)ใดที่หลงเหลือหลังจากที่ฉันตายแลวจะเปน อันตรายรายแรงตอผูชาย มากไปกวาฟตนะฮฺผูหญิง” (รายงานโดย อัล-บุคอรีย 9096) • เด็กผูชายที่เริ่มเขาสูวัยหนุม ครั้งหนึ่งมีเด็กหนุมหนาตาดีได เขาไปหาทานซุฟยาน อัซเษารีย พอทานเห็น ทานก็บอกวา "เอาเขาออกไปจากฉัน แทจริงฉันพบวามีชัยฏอนหนึ่งตนอยู กับผูหญิง แตกับเด็กชายหนาตาดีมีชัยฏอนอยูถึง 17 ตนเลย
  • 6.
    11 ทีเดียว" (ดู อัล-อุลวาน,อับดุลลอฮฺนาศิฮฺ. ตัรบิยะตุล เอา ลาด ฟล อิสลาม(การอบรมบุตรในอิสลาม). 2 : 400) อัน-นัคอีย กลาววา "พวกเขาอยูในฐานะผูหญิง" (ดู อิบนุ อัล- ก็อยยิม. เราเฏาะตุล มุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชตากกีน. หนา 75) • สวนผูหญิงก็ตองลดสายตาจากการมองเพศตรงขามเชนกัน โดยใชหลักฐานคือโองการอัลกรุอานขางตน ภัยจากการมองแบบพร่ําเพรื่อ • ในหะดีษฺของทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีวา “ถูก กําหนดใหลูกหลานอาดัม(มนุษยทุกคน)ตองพบกับการทํา ซินาหรือการประพฤติผิดทางเพศอยางหลีกเลี่ยงไมได สอง ตาทําซินาดวยการมอง สองหูทําซินาดวยการฟง ลิ้นซินา ของมันคือการพูด มือก็ทําซินาดวยการจับตอง เทาทําซินา ดวยการเดินไปหา หัวใจทําซินาดวยการแสดงอารมณและ ความตองการ อวัยวะเพศจะทําเปนผูที่ทําใหมันเปนจริง หรือยกเลิก” (รายงานโดย มุสลิม 6696) 12 • จากหะดีษฺขางตน เราพบวาการมองดวยตาเปนชนวนสําคัญที่ ทําใหอวัยวะอื่นตองตกกระไดพลอยโจนไปดวย เพราะหะดีษฺ เริ่มจากดวงตากอนแลวนับไปจนถึงหัวใจ • บางคนกระวนกระวายเพราะอยากมอง แตพอมองแลวก็ไมเกิด ประโยชนอะไรขึ้น ซ้ําการมองสิ่งที่เราตองการแตเอามันมา ไมได จะเพิ่มความทุกขใหกับหัวใจมากขึ้นไปอีก • ถาหากการมองนําไปสูความคิดและการกระทําที่เปนบาป จะมี ผลตอหัวใจคือจะมีจุดดําสะสมขึ้น เปนสาเหตุใหหางไกลจาก ความบะเราะกัต(ความจําเริญ) • การจองมองผูอื่นโดยเฉพาะเพศตรงขาม เปนการเสียมารยาท ไมใชบุคลิกภาพของมุอฺมินผูคิดใครครวญเปน • การมองอาจจะเปนตัวนําไปสูการวิพากษวิจารณ และนินทา ลับหลังคนอื่น และแนนอนทั้งหมดนี้ยอมตองเปนบาปใหญ ผลดีของการลดสายตา • หัวใจจะเขมแข็ง เปนการฝกใหรูจักอดทนตอสิ่งยั่วยวนที่ สามารถชักนําไปสูการกระทําที่เปนบาปทั้งหลาย • ชัยชนะที่สามารถหักหามใจได ทําใหเกิดความสุข เปน ความสุขที่ไดรสชาติกวาความสุขจากการทําบาปเปนหลายเทา นัก
  • 7.
    13 • ปลดปลอยตัวเองใหพนจากความเจ็บปวดทางใจ และความ ตองการทางอารมณที่ไมสิ้นสุด •กําจัดโรคใจลอย อันเปนสาเหตุของความขี้เกียจและไม กระตือรือรน หรือโรคเมารักนั่นเอง อัลกุรอานระบุถึงพวก ของนบีลูฏ ซึ่งรักชอบรวมกับเพศเดียวกันมีใจความวา “ขอ สาบานดวยชีวิตของเจาโอมุหัมมัด แทจริงพวกเขาอยูใน ความมึนเมาหลงทาง” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัล-หิจรฺ อายะฮฺที่ 72) นั่นคือไมสนตอการเสื่อมเสียเกียรติ • แสดงใหเห็นถึงความสามารถในการใชเหตุผลใครครวญ ไตรตรอง และแยกแยะสิ่งถูกผิด • เปนการปองกันการลวงผิดทางเพศซึ่งเปนบาปใหญ มีโทษ หนัก ทั้งยังเปนที่ชิงชังของทุกคน • เปนการรักษาชื่อเสียงและความบริสุทธิ์ของตัวเองและวงศ ตระกูล บทสรุป • อัลกุรอานไดสั่งเพียงใหเราลดสายตาลงต่ํา ไมไดสั่งใหปดตา จนสนิทไปเลย เพราะเราจําเปนตองใชมัน คําสั่งใหลดสายตา เองก็ถูกใชเฉพาะในกรณีที่ตองหามเทานั้น 14 • นี่เปนวิธีที่ดีที่สุดเพื่อปองกันไมใหเกิดปญหาตางๆ ในสังคม โดยเฉพาะปญหาการลวงผิดทางเพศ ไปจนถึงปญหา อาชญากรรม กระทําชําเรา การขมขืน ที่ลวนแลวแตเกิดมา จากจุดเล็กๆ ที่บางคนอาจจะคิดไมถึง • อิสลามไดนําเอาวิถีทางที่ครอบคลุมทุกอิริยาบถการดําเนิน ชีวิตมาใหมนุษย เปนการยากที่เราจะพบเห็นในบทบัญญัติของ คําสอนอื่น นี่เปนหลักฐานอันชัดแจงถึงความเที่ยงแทหนึ่ง เดียวของอิสลาม คําสั่งแหงองคอภิบาลจะยังคงอยูไปจนถึงวันสิ้นโลก รอ คอยผูที่จะมายึดใชมันเปนหลักในการดําเนินชีวิต ปญหาไมไดอยู ที่วาเราทํามันไดหรือไม แตปญหามันคือ เราจริงจังและจริงใจแค ไหนที่จะปฎิบัติตาม ?
  • 8.
    15 หญิงคบชาย ชายคบหญิง ความสัมพันธระหวางหญิงชาย ในมุมมองอิสลาม ขอสดุดีสรรเสริญเอกองคอัลลอฮฺองคผูอภิบาลที่ไดชี้นํา ใหแกเราซึ่งแนวทางแหงศาสนาอิสลาม ระบอบการดําเนินชีวิตที่ สมบูรณและครอบคลุมทุกแงมุมของการดําเนินชีวิต ศาสนาอันมี เปาประสงคหลักของศาสนบัญญัติเพื่อพิทักษปกปองรากฐานหา ประการของชีวิตมนุษย อันไดแก ศาสนา ชีวิต ทรัพยสิน สติปญญา และเกียรติศักดิ์ศรี บัญญัติทุกบทของอิสลามไดมุงเพื่อ รักษาและพิทักษปกปองรากฐานทั้งหาประการนี้ 16 ในสูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ อายะฮฺที่ 32 อัลลอฮฺไดตรัสวา “และสูเจาอยาไดเขาใกลซินา(การผิดประเวณี) เพราะแน แท มันยอมเปนความโสมมที่แยยิ่ง และเปนหนทางที่ชั่ว ชาที่สุด” คําสั่งหามการเขาใกลซินาในอายะฮฺนี้ เปนบัญญัติหลักที่ อัลลอฮฺไดประทานลงมาเพื่อพิทักษเกียรติของความเปนมนุษย เปน การสั่งใชใหผูเปนบาวรักษาเกียรติแหงความบริสุทธิ์ของตนจาก กามารมณและตัณหาอันต่ําทราม เปนที่นาสังเกตอยางยิ่ง อัลลอฮฺไดใชคําสั่งวา “อยาเขาใกล ซินา” ซึ่งใหความหมายที่หนักแนนและรัดกุมกวาคําสั่ง “อยาทําซินา” เพราะคําสั่งแรกขางตนเปนการหามและปองกันปญหาตั้งแตเริ่มแรกที่ สาเหตุเลยทีเดียว อีกประการหนึ่งที่นาสนใจก็คือ การใหคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ตอ “ซินา” หรือ การผิดประเวณี วาเปนการกระทําที่สกปรกแสนโสมม และเปนหนทางที่แสนชั่ว ดวยเพราะมันคือการตอบสนองความ ตองการของอารมณและตัณหาดวยการฝาฝนคําสั่งองคอภิบาล ในขณะ ที่พระองคไดเปดใหมีโอกาสอื่นเพื่อการตอบสนองความใครในทางที่ ถูกตอง การใหคุณลักษณะเชนนี้ชี้ใหเห็นถึงความเกลียดชังของ พระองคตอการกระทําผิดนี้ และไดกําหนดใหมันเปนบาปใหญที่มีโทษ มหันต นั่นคือการลงโทษดวยไฟนรกที่รุนแรงกวาไฟตัณหาอันเรารอน ของสองผูกระทําผิดนี้
  • 9.
    17 ขอสังเกตที่กลาวมาขางตนมีความสําคัญอยางยิ่ง และสามารถ ใหความกระจางตอความเขาใจผิดของหลายๆ คนที่มักจะตั้งคําถามวา คบกันเฉยๆโดยไมไดทําอะไรผิดศีลธรรม อยางนี้บาปดวยหรือ? คําถามลักษณะนี้ อันที่จริงบอกถึงความเขาใจผิดของผูถามอยางชัดเจน โดยตัวมันเองแลว และอายะฮฺที่ไดยกมาขางตน ก็คือคําตอบที่ชัดเจน สําหรับคําถามอีกดวยเชนกัน เพื่อเปนการเนนย้ําและเปนหลักฐานวา ไมเพียงซินาเทานั้นที่ อิสลามบัญญัติเปนความประพฤติตองหาม ทวาสาเหตุตางๆ ที่อาจจะ นําไปสูความประพฤติอันต่ําทรามนี้ก็ถูกหามเชนเดียวกัน แนนอน พฤติกรรมตางๆ ที่เปนสาเหตุนําไปสูการตกหลุมพรางของชัยฏอนนั้น มีมากมายเหลือเกิน ในเรื่องนี้ ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮฺ วะสัลลัม ไดมีวจนะความวา “ถูกกําหนดใหมนุษยตองพบกับการทําซินาอยางหลีกเลี่ยง ไมได สองตาทําซินาโดยการมอง สองหูทําซินาดวยการฟง ลิ้นซินาของมันคือการเปลงวาจา มือก็ทําซินาดวยการจับ ตอง เทาทําซินาดวยการเดินไปหา หัวใจทําซินาดวยการ แสดงอารมณและความตองการ อวัยวะเพศจะเปนผูทําให มันเปนจริงหรือยกเลิก” (รายงานโดย มุสลิม 6696) หะดีษฺนี้ไดระบุถึงประตูแหงความหายนะไวอยางชัดเจนและ ครบสมบูรณ และที่สําคัญที่สุด คือการที่ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ใหลักษณะนามสาเหตุตางๆ ของการซินา ทั้งการมอง การฟง การพูด การจับ การเดิน การคิด ที่เกี่ยวของกับการผิดประเวณี วาเปน 18 “ซินา” ทั้งสิ้น ดังนั้นอายะฮฺในสูเราะฮฺอัล-อิสรออฺ ที่หามไมใหเขาใกล ซินา จึงสามารถอธิบายไดอีกนัยหนึ่งวา หามไมใหทําสาเหตุตางๆ ที่ เปนพฤติกรรมตามที่กลาวถึงในหะดีษนี้ทั้งหมดดวยกันทั้งสิ้น สรุปแลว การคบเฉยๆ โดยไมไดทําอะไรที่เลยเถิดถึงขั้นผิด ประเวณีก็ถูกหาม เพราะพฤติกรรมคบกันระหวางชายหญิงเองก็อยูใน ขายบัญญัติของการหามในอายะฮฺที่กลาวมาแลว ทําไมตองหามที่สาเหตุ ความรูสึกของคนผูหนึ่งตอเพศตรงขามเปนธรรมชาติที่มีอยู ตามกําหนดของอัลลอฮฺในมนุษยปกติทั่วไป การสรรคสรางของอัลลอฮฺ นั้นเปยมดวยวิทยปญญาอันล้ําเลิศ บุรุษเพศและสตรีเพศ ตางมีสิ่ง ดึงดูดอีกฝายดวยกันทั้งนั้น เชนนี้จึงไมแปลกที่จะเกิดปฏิกิริยาทาง อารมณและความรูสึก เมื่อธรรมชาติที่มีอยูเดิมถูกกระตุนดวยการได มอง ไดฟง ไดคุย ไดจับ ไดคิดถึง วิถีทางแหงการปองกันของทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮฺ วะสัลลัม จึงนับไดวาแยบยลและถูกตองเลยทีเดียว ดวยเพราะผลกรรมของการผิดประเวณีนั้นชางเสียหายและ รุนแรงมากทั้งในโลกนี้และโลกหนา อิสลามจึงเอาจริงเอาจังในการ จํากัดการเกิดขึ้นของมัน เริ่มตนตั้งแตกระบวนการปองกันไปจนถึงการ กําหนดบทลงโทษของผูคนที่ประพฤติความผิดอันมีบาปมหันตนี้
  • 10.
    19 ครั้งหนึ่งทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม เคยกลาว คุฏบะฮฺวา “โอ ประชาชาติแหงมุหัมมัด ขาขอสาบานดวยอัลลอฮฺ แทจริงไมมีผูใดที่หึงหวงเทาอัลลอฮฺ ที่จะยอมเห็นบาวชาย หรือบาวหญิงของพระองคกระทําความผิดซินา ขอสาบาน ดวยอัลลอฮฺ ถาพวกทานรูในสิ่งที่ขารู แนนอน พวกทาน ยอมตองหัวเราะนอยลงและรองไหมากขึ้น” จากนั้นทานได ยกมือทั้งสองและกลาววา “โอองคอภิบาลของขา ขาพระองค ไดกลาวแจงจนชัดแลวหรือไม?” (รายงานโดยอัล-บุคอรีย และมุสลิม ในเรื่องที่วาดวยการละหมาดสุริยคราส) การแพรกระจายของซินาถือเปนหนึ่งในสัญญาณของวันแหง การสิ้นโลก ยิ่งใกลวันโลกดับ ความอุบาทวและความหายนะตางๆ จะ เพิ่มขึ้นเปนทวี การผิดประเวณีก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ทําใหเกิดความ หายนะอันประจักษอยูในคราบของโรคเอดสที่เปนภัยรายตอสังคมโลก ทุกวันนี้ และเปนพิษภัยที่สงผลรายใหกับมนุษยชาติในทุกดาน ไมใช เพียงดานสังคมและสาธารณสุขอยางเดียว แมกระทั่งดานเศรษฐกิจ และการเมืองก็พลอยตองรับภาระในการคิดหาทางแกไขปญหานี้ดวย เชนกัน แคนี้ก็พอใหไดกระจางถึงความสําคัญของปญหา และผลอัน เลวรายของซินาแลว บทลงโทษของผูทําซินาถายังเปนโสดนั้นมีระบุในอัล-กุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺ ที่ 2 ความวา 20 “หญิงที่ผิดประเวณีและชายที่ผิดประเวณี(ถายังโสด) ก็จง โบยเขาทั้งสองคนละรอยหวาย และสูเจาอยาไดทําใหความ เมตตาของสูเจาตอผูกระทําผิดทั้งสองเปนเหตุขัดขวางการ ดําเนินโทษตามบัญญัติของอัลลอฮฺ ถาสูเจาศรัทธาตออัลลอ ฮฺและวันอาคิเราะฮฺ และจงใหเหลาผูศรัทธากลุมหนึ่งเปน สักขีตอการลงโทษคนทั้งสองนั้น” มีการใหเหตุผลวาทําไมตองโบยคนทําผิดซินาวา เพราะ ผูกระทําเสพสุขดวยรางกายหมดทุกสวน ดังนั้นจึงมีหิกมะฮฺใหลงโทษ ดวยการโบยซึ่งจะทําใหความเจ็บซานทั่วรางกายเชนกัน การดังกลาว เพื่อใหผูกระทําผิดไดหลาบจํานั่นเอง อีกประการหนึ่งที่เปนขอคิดให ไตรตรองจากอายะฮฺคือ คําสั่งที่อัลลอฮฺใชวา “สูเจาอยาไดทําใหความ เมตตาของสูเจาตอผูกระทําผิดทั้งสองเปนเหตุขัดขวางการดําเนินโทษ ตามบัญญัติของอัลลอฮฺ” ทั้งๆ ที่อิสลามเปนศาสนาแหงความเมตตา และมีคําสอนใหเมตตาปราณีตอสรรพสิ่งทั้งมวลในโลก อันที่จริง ความเมตตาและความปราณีไมสามารถจะใชเปน ปจจัยขัดขวางการดําเนินโทษตามบทบัญญัติตอผูกระทําผิดได ไมวาจะ เปนความผิดในการลักขโมย การฆาคน เสพสุรา หรือทําผิดซินา แต ที่อัลลอฮฺไดกําชับในอายะฮฺที่เกี่ยวของกับความผิดซินาโดยเฉพาะ เปน เพราะธรรมดาของคนมักจะรูสึกอาทรผูกระทําผิดซินามากกวา ผูกระทําผิดอื่นๆ การซินาสามารถเกิดขึ้นไดกับผูคนทุกชั้นวรรณะ ดวย สาเหตุที่ผูคนทั่วๆ ไปตางก็มีอยูในหัวใจ นั่นคือความใครหลง เรามักจะ เห็นใจคนที่มีลักษณะอาการเชนนี้ หนําซ้ําบางครั้งเรายังเต็มใจมอบ ความชวยเหลือใหเขาไดบรรลุถึงความปรารถนา นอกจากจะเห็นวา
  • 11.
    21 การกระทําดังกลาวไมไดเปนการขัดขืนใจหรือถูกบังคับ แตเปนความ พอใจที่ทั้งสองฝายยอมรับกระทํา การกําชับของอัลลอฮฺไมใหเห็นใจใน การลงโทษผูกระทําผิดณ จุดนี้จึงชางเหมาะสมเปนอยางยิ่ง ขอสังเกตประการสุดทายจากอายะฮฺ คือ คําสั่งของอัลลอฮฺที่มี ดํารัสวา “จงใหเหลาผูศรัทธากลุมหนึ่งเปนสักขีตอการลงโทษคนทั้ง สองนั้น” นี่เปนกระบวนการปลูกฝงความเกรงกลัวลงในหัวใจคนอื่นที่ ไมใชผูกระทําผิด และเปนการปองกันไมใหพวกเขาประพฤติตนเยี่ยงผู โดนลงโทษ เรื่องตางๆ ที่เกี่ยวของกับประเด็นความสําคัญของปญหาซินา และผลอันเลวรายของมันยังมีอีกมากมาย เพียงที่กลาวคงอาจจะพอ เปนคําอธิบายไดวา เหตุใดอิสลามจึงกําหนดใหหลีกหางจากซินา ไม เพียงเฉพาะตัวของการกระทําซินาเทานั้น แตหามกันที่สาเหตุของมัน เลยทีเดียว ทางรอดจากสาเหตุแหงหายนะ จากดํารัสของอัลลอฮฺในสูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ อายะฮฺที่ 32 สามารถที่จะสรุปไดวาดั้งเดิมนั้น การคบหาและการคลุกคลีปะปน ระหวางชายหญิงที่มีสิทธิแตงงานกันไดยอมตองถูกหาม เพราะการคบ หาและคลุกคลีเปนการรวมพฤติกรรมทั้งการมอง ฟง พูดคุย อยาง หลีกเลี่ยงไมได ยิ่งถาหากกระทําการที่เลยเถิดไปกวานั้นเชน การจับ ตอง และอยูดวยกันสองตอสอง พฤติกรรมทั้งหมดเหลานี้ เปนสิ่งที่ 22 ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดสั่งหามและใหนามมันวา “ซินา” เชนกัน ดวยมันเปนพฤติกรรมที่อาจเปนเหตุกอใหเกิดซินา นั่นเอง กระนั้น บัญญัติของอิสลามไมไดมองผานและละเลยการสราง ความสัมพันธและการแลกเปลี่ยนธุระตางๆ บนพื้นฐานของความ จําเปนสําหรับการดํารงชีวิตที่มีอยูจริงในสังคมมนุษย ดวยเหตุนี้ เราจึงพบวาอิสลามมีกรอบและเงื่อนไขที่ชัดเจนใน การอนุญาตใหผูชายพบปะกับผูหญิง โดยหลักตางๆ ที่เกี่ยวของกับ กรอบและเงื่อนไขที่วานี้เปนปราการสําคัญที่จะปกปองไมใหเกิดความ เสื่อมเสียขึ้น ที่สําคัญที่สุดก็คือการกําหนดบัญญัติเชนนี้ ทําใหเรา ประจักษวา อิสลามเขาใจที่จะแกปญหาโดยไมไดปดกั้นความจําเปน ของมนุษยใหคับแคบเลยไม สิ่งที่จะไดกลาวตอไปนี้เปนตัวอยางวิถีทางแหงการปองกันตน และระเบียบวิธีที่อิสลามใหมุสลิมทุกคนทั้งชายหญิงไดเอาไปปฏิบัติใช เมื่อมีความจําเปนตองพบปะและแลกเปลี่ยนธุระระหวางกัน 1. จงลดสายตาของพวกเจา เปนคําสั่งที่อัลลอฮฺใชทั้งชายและ หญิง เปนหนทางแรกที่ใชปองกันตนจากสาเหตุแหงความหายนะ ชาง นาเสียดายที่ผูคนมากมายไมเขาใจที่จะใชคําสั่งนี้ อัลลอฮฺทรงมีดํารัส ในสูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 30-31 มีความวา “จงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาชายใหพวกเขาลดสายตาของ พวกเขา และรักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นยอมบริสุทธิ์
  • 12.
    23 กวาสําหรับพวกเขา แทจริงอัลลอฮฺทรงรูถึงสิ่งที่พวกเขา กระทํา และจงกลาวแกบรรดาผูศรัทธาหญิงใหพวกนาง ลดสายตาของพวกนางและใหพวกนางรักษาอวัยวะเพศ ของพวกนาง” 2.อยาอยูดวยกันสองตอสองโดยไมมีมะหฺร็อมหรือญาติสนิทที่ แตงงานกันไมได (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดยอัล-บุคอรีย และ มุสลิม) 3. คําสั่งสําหรับผูชาย อยาเขาในบานที่มีแตผูหญิง (มีรายงาน ในหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 2677) 4. คําสั่งสําหรับผูหญิง 4.1 อยูในบานใหมากที่สุด (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 33) 4.2 หิญาบ (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 53,59 สู เราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 31) 4.3 ไมดัดเสียงจนฟงนาดึงดูดและเยายวนใจ (ดูสู เราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 32) 4.4 อยาใชเครื่องหอมเมื่อออกนอกบาน (มีรายงานใน หะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 634) 4.5 ไมเดินทําตัวเดนแบบอวดองคโชวตัวแตควรสงบ เสงี่ยมเจียมตน (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย) 24 ถาถามวาเหตุใดที่มีคําสั่งแบบนี้กับผูหญิงมากกวาผูชาย แนแท คําตอบก็คือเปนเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นมักจะมีผลเสียตอผูหญิง มากกวาผูชายเปนหลายเทา ดังนั้นจึงมีคําสั่งตางๆ เพื่อปกปองเกียรติ ของผูหญิงมากกวาเพศตรงขาม นี่คือบทสรุป ที่ควรคาแกการไตรตรอง สําหรับมุสลิมทุก คนที่มีจิตแหงความบริสุทธิ์ และพึงอยากเห็นสังคมที่สะอาดขึ้น ทามกลางสภาพสังคมที่นับวันยิ่งดูนาอดสูดวยปญหาตางๆ ที่ คุกคามความสงบสุขของการใชชีวิต โดยเฉพาะสตรีเพศผูมักจะ เสียเปรียบและไดรับความเสียหาย ที่ควรตองรักษาตนและเอาจริง ในการประพฤติตามคําสั่งแหงองคอภิบาลและรสูลของพระองค เพื่อความปลอดภัยของตนทั้งในโลกนี้และโลกหนา วัลลอฮฺ อะอฺลัม
  • 13.
    25 อิสลาม : ความรัก? อมตะแหงความงดงามที่บริสุทธิ์ ... สมบูรณ กี่หมื่นกี่พันลานปมาแลวที่จักรวาลถูกกอกําเนิด? กี่ชวง สมัยมาแลวที่ประวัติศาสตรมนุษยถูกจารึกเอาไว? และอีกนาน เทาใดจะถึงจุดจบของทุกสิ่ง หรือเมื่อใดเลาคือจุดเริ่มตนของ ‘ชีวิต ใหม’ ที่นิรันดร? 26 กาลเวลามิอาจรอผูใดได มันยังคงดําเนินไปเรื่อยๆ เหมือนที่ มันเดินทางมาแลว ไมมีใครลวงรูวากาลเวลาจะหยุดเดิน ณ ที่ใด สิ่งที่ เรารูเห็นมีเพียงรองรอยการเดินทางอันยาวนานของกาลเวลาเทานั้น มี รองรอยบางอยางที่เลือนหายไปแลว บางอยางก็เปลี่ยนไป บางอยาง ยังคงอยูและกําลังรอการเปลี่ยนแปลง บางอยางยังเปนรองรอยอมตะที่ มิอาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได มันจะยังคงอยูเชนเดิมตราบจนสิ้น เวลาของมันในโลกนี้ บางอยางที่วา อาจจะเปน ‘ความรัก’ โลกเปลี่ยนไปมากเทาใดแลว หลังจากการกอกําเนิดครั้งแรก แตความรักยังคงอยู ยืนหยัดทามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย อายธรรมมนุษย วัฒนธรรมอันหลากหลายที่สับเปลี่ยนหมุนเวียน ผาน มาถึงยุคนี้ ที่โลกแหงความจริงกําลังจะกลายตัวเปน ‘โลกเสมือนจริง’ มากเขาไปทุกที ถาเทคโนโลยีคืออภินิหารความรูที่พระเจาประทานใหมนุษย ความรักก็คืออภินิหารความยิ่งใหญแหงพลังอํานาจของพระเจาผูทรง เอกาและปรีชายิ่ง ความซับซอนของเทคโนโลยีไหนเลยจะนํามา เทียบเคียงกับความซับซอนของความรักได ! ตั้งแตอดีตกาลจนถึงปจจุบันมีผูใดที่ใหนิยามของความรักได อยาง ‘ลงตัว’ มากที่สุด จนมิตองใหนิยามซ้ําหรือใหความหมาย เพิ่มเติมอีก? มีผูพยามยามอธิบายวาความรักคือ ความผูกพัน ความโหยหา ความคิดถึง เปนความรุมรอน เปนการผูกมัด เปนการบเรา คือการ
  • 14.
    27 แผดเผาในใจ ความโศกเศราอาดูร คืออาการเสียใจเปนอุปสรรค เปน ความเจ็บปวด เปนโรค เปนความคลั่งไคล คือการหลอกลวง คือการ ทดสอบ เปนความรูสึกเหนือขอบเขต คือการเดินทางของหัวใจ คือ เสียงกระซิบ คือความตองการ ความกังวล ความงดงาม ... ฯลฯ นอกจากนี้ยังปรากฏจากวจนะของทานศาสนทูตวา “ความรัก ของทานตอสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะทําใหทานหูหนวกตาบอด” (รายงาน โดย อะหฺมัด 5:94 และอบู ดาวูด 5130) ในภาษาอาหรับมีคําที่เกี่ยวของกับคําวา ‘รัก’ มากกวาสี่สิบคํา ตามที่อิบนุล ก็อยยิมไดหยิบยกมาในหนังสือของทาน เราะเฎาะตุล มุหิบบีน วะ นุซฮะตุล มุชตากกีน ขาพเจาวาไมจําเปนที่เราตองใหความหมายวา อะไรคือความ รัก เพราะในที่สุดแลว พระผูเปนเจาเทานั้นที่รูวาความรักคืออะไร และ พระองคเทานั้นที่กําหนดวาความรักอันเที่ยงแทและสูงสงเปนเชนไร อยาไดรูสึกอัศจรรยใจ ถาหากพบวามีการกลาวถึงความรักใน คําสอนของอิสลาม อันที่จริงมีเรื่องราวตางๆ มากมายที่เปนความ งดงามสมบูรณในคําสอนอันบริสุทธิ์ นาเสียดายที่ไมมากคนเคยไดรับรู เพราะนอยคนนักที่สามารถเผยความงดงามที่สมบูรณนี้ได อาจจะเปน เพราะเราไมไดปรารถนาที่จะรูตั้งแตตน หรือเปนเพราะมีสิ่งอื่นที่ถูก ‘โฆษณา’ วาดีกวา จนเราพลอยหลงเชื่อและหลงทําตามจนมิคิดวามี ความงดงามที่สมบูรณกวาในคําสอนขององคอภิบาลเจา 28 แนแท ถาเราทานรูและมั่นใจวา อิสลามเปนบัญญัติที่ ครอบคลุมและสมบูรณที่สุดแลว ไหนเลยตองคอยหาสิ่งอื่นมาประเคน และปรนเปรอความปรารถนา หรือตองฝนลําบากทําตัวเชนพวกที่อาง ตนวาเปน ‘อารยชน’ ความรักระหวางชายหญิง ถูกสาธยายในอัลกุรอานโดย พระองคผูทรงยิ่งดวยความปรีชาความวาวา “และในจํานวนเครื่องหมายทั้งหลายของพระองคคือทรง สรางใหแกพวกเจาซึ่งคูครองจากตัวของพวกเจาเอง เพื่อ พวกเจาจะได ‘สงบ’ อยูกับนาง และทรงทําใหมี ‘ความรัก ใครหา’ และ ‘ความเมตตาอาทร’ ระหวางพวกเจา แทจริง ในการนี้ยอมเปนเครื่องหมายแกบรรดาผูใครครวญ” (อัรฺ-รูม : 21) ในขณะที่ทานรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดอธิบายวา “แทจริงบรรดาสตรีนั้นเปนคู(ที่มาจากสวนหนึ่ง)ของเหลาบุรุษ” (อบู ดาวูด 236) นี่คือที่สุดแหงความหมายของคําวารัก ความรักที่อัลกุรอาน และทานนบีใหความหมาย คือการเติมเต็มระหวางชายหญิง ใหหัวใจที่ รุมรอนและอารมณรบเราของบุรุษ ‘สงบ’ อยูกับ ‘นาง’ ของเขา ในขณะ ที่นางก็ไมสามารถที่จะปฏิเสธ ‘เขา’ ได เพราะนางเปนสวนหนึ่งที่ ดั้งเดิมแลวมาจากตัวของเขาเอง
  • 15.
    29 มีการอธิบายในลักษณะนี้อยางชัดเจนในอัลกุรอานความวา “พวกนางเปนอาภรณใหแกพวกเจา และพวกเจาก็เปน อาภรณใหแกพวกนาง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ: 187) ทุกสิ่งทุกอยางในอิสลามลวนตั้งอยูบนพื้นฐานความเปนจริง และวิสัยความตองการอันดั้งเดิม หรือที่เรียกวา ‘ฟฏเราะฮฺ’ ของมนุษย ความรักก็เชนกัน ในฐานะบาวของอัลลอฮฺ มุสลิมผูศรัทธาจะมองความ รักเปนหนึ่งในกําหนดขององคอภิบาลเพื่อการเปนมนุษยที่มีหนาที่ตอง รับใชคําสั่งและดําเนินชีวิตตามลิขิตของพระองค ขอแตกตางที่พิเศษกวาก็คือ ความรักที่อยูในกรอบขอบเขต แหงคําสอนอันสูงสงนี้ สามารถทําหนาที่ทุกประการของสิ่งที่ไดชื่อวา เปน ‘ความรัก’ ไดอยางสมบูรณ โดยไมสรางพิษภัยใดๆ เชนที่อาจจะ เกิดขึ้นไดจากความรักในรูปแบบอื่น ความรักของอิสลามไมใชสิ่งที่ตองคอยเพอฝน ไมตองจัดฉาก ไมตองจินตนาการหรือกระตุนดวยสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น หากแตเปนคุณคาที่ เกิดขึ้นในใจผูศรัทธา เมื่อใดที่ไดสดับฟงโองการแหงบัญญัติอันบริสุทธิ์ ของพระผูเปนเจา ดวยใจยอมรับและพรอมที่จะดําเนินตามดํารัสของ พระองค คาของความรักในอิสลามจึงมิอาจนําไปเทียบเคียงกับความรัก อื่นๆ ได เพราะนอกจากจะมี ‘จุดรวมแหงความสุข’ เดียวกันกับความ รักรูปแบบอื่นๆ ทั้งหลายแลว ความรักในอิสลามยังเหนือกวาดวยการ 30 ที่มีพื้นฐานของการกอรางสรางรูปมาจากการ ‘ตอบรับ’ บัญญัติของ พระเจา มิใชเพียง ‘สนอง’ ตอความตองการและราคะเทานั้น ความรัก ความผูกพันระหวางชายหญิงผูศรัทธามีมากกวามิติ ของ ‘ความตองการระหวางกัน’ ทวายังเกี่ยวของกับมิติของ ‘บัญญัติ แหงคําสอนจากฟากฟา’ อีกดวย ดวยเหตุนี้ จึงไมจําเปนตองพูดถึงคุณคาและความสมบูรณของ มันอีกตอไป เพราะความรักนี้จะยั่งยืนไมเพียงแคอายุขัยของโลกนี้ เทานั้น แตจะคงถาวรตลอดไปหลังชีวิตแหงความตายอันนิรันดร “บรรดาผูศรัทธาทั้งหลายและพวกเขาเปนมุสลิม จงเขา พํานักในสวรรค ทั้งพวกเจาและคูครองของพวกเจา ดวย ความสําราญอันเปยมยิ่งดวยเกียรติเถิด” (ความหมายจากสู เราะฮฺ อัซ-ซุครุฟ อายะฮฺที่ 69-70) มีผูใดที่กลาตีคาความรักที่ยั่งยืนไดเพียงนี้บาง ? แนแท ไมมีคาใดๆ อีกเลยที่คูควรกับ ‘ความงดงาม’ ที่งอกเงย มาจาก ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ในการนอมรับดํารัสแหงพระผูเปนเจา ความรัก ที่โดยทั่วไปอาจจะเปนราคีคาวอันนาเหยียดหยาม และต่ําตอย ถาหากใชผิดโดยพร่ําเพรื่อและไมยั้งคิด ขณะเดียวกันกลับ สามารถเปนสิ่งที่สูงคายิ่งจนมิอาจเปรียบเปรย ถาเมื่อใดที่ถูกใชในทาง ที่ถูกตอง ดวยความบริสุทธิ์ใจ
  • 16.
    31 ความใครหาระหวางชายหญิงเปนสิ่งปกติ ความใครหาเปน สวนหนึ่งของอารมณมนุษยที่อัลลอฮฺกําหนดใหเปนเครื่องหมายของ ความออนแอประการหนึ่งในตัวของมนุษยทุกคน มีหลายคราที่อัลกุ รอานไดชี้ใหเราเห็นจุดออนนี้ตัวอยางเชน “อัลลอฮฺประสงคจะผอนใหเบาแกพวกเจา(ดวยบัญญัติ ตางๆที่สอดคลองกับความตองการของมนุษย) และมนุษย นั้นถูกสรางเปนผูออนแอ” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัน-นิ สาอฺ อายะฮฺที่ 28) “อัลลอฮฺทรงรูวาพวกเจาไมซื่อสัตยตอตัวเอง (ดวยการ ปกปดความใครหาคูรัก)” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัล-บะ เกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 187) “อัลลอฮฺทรงรูวาพวกเจาจะคิดถึงพวกนาง” (ความหมาย จากสูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 235 ) เมื่อมีความใครหาอยูในตัว มนุษยจึงตองหาทาง ‘สนอง’ ตอ ความปรารถนานี้ ไมตองอธิบายวามีหนทางมากเทาใดที่ผูคนในยุคนี้ ไดใชมันเพื่อสนองตอบอารมณความใครหาของตน วิธีการสนองตอบ อารมณใครหาคือเสนแบงอีกประการหนึ่งที่สามารถนํามาเปรียบเทียบ ระหวางความรักในอิสลามกับความนาอดสูที่เกิดขึ้นจากผลของการใช ความรักไมถูกทาง 32 เพราะมนุษยไมนึกถึงกรอบในการควบคุมอารมณ เพราะ ความใครหาความรักกลายเปนสินคาหนึ่งของธุรกิจสมัยใหม และ เพราะองคประกอบอีกหลายๆ อยาง ทําใหในที่สุด สิ่งที่ผูคนเรียกมัน หรือ ‘อาง’ วามันเปนความรักไดสรางพิษภัยมากมายและพิสดารใหกับ สังคมมนุษย อันที่จริงสิ่งนี้ควรจะไดชื่อเรียกวา ‘ความรักจอมปลอม’ สําหรับอิสลาม ความรักแทคือการประสานชีวิตของหญิงชาย สองคนใหเปนชีวิตเดียวดวยการสมรส การตกลงเพื่ออยูรวมกันเปน คูชีวิตของทั้งสองคนคือประจักษพยานอันยิ่งใหญถึงความรักที่ทั้งสอง ตางมีใหตอกัน ไมมีสิ่งอื่นใดที่ดีกวานี้สําหรับคนสองคนที่มีความรัก เปนความหมายที่ไดรับการถายทอดจากทาน นบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ความวา “ไมเห็นปรากฏมีสิ่งใด(ที่ดี)สําหรับ(หญิงชาย)สองคนที่รัก กัน จะเทียมเทาการแตงงาน” (รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ 1847) ในที่สุด ‘การแตงงาน’ จึงเปนขอสรุปของความรัก และเปนสิ่งที่ อิสลามไมเพียงสงเสริมและสนับสนุน หากแตไดกําชับและกําหนด บัญญัติไวอยางละเอียดและชัดเจนที่สุด นอกจากจะเปนบัญญัติแหงองคอภิบาลผูทรงสรางสรรพสิ่งแลว การแตงงานยังซอนไวซึ่งความลับอีกมากมายที่ยากแกการอธิบายให หมดได ที่สําคัญที่สุดสําหรับผูศรัทธาก็คือ การแตงงานเปนการสราง ความสมบูรณใหกับชีวิตในฐานะบาวผูหนึ่งของอัลลอฮฺ การแตงงานใน
  • 17.
    33 นัยยะของอิสลามจึงมีมากกวาความรักของคนสองคน แตเปนความรัก ที่ทําใหอีกความรักหนึ่งไดประกอบกันขึ้นจนสมบูรณและงดงามที่สุด อีกความรักหนึ่งที่เราหมายถึง คือความรักที่บาวมอบใหพระผู เปนเจาและศาสนทูตของพระองคดวยการเชื่อฟงและดําเนินตาม แนวทางของอิสลามอันเปนสุดยอดแหงความรักของปวงผูศรัทธาทั้ง มวล และนี่คือคาของความรักในอิสลาม คือหนทางของการ สรางความรักระหวางชายหญิง เปนเสนทางรักของศรัทธาชน เพื่อ การเดินทางของชีวิตในฐานะมนุษยผูมอบความรักใหพระเจาผูทรง เมตตา สูจุดหมายบั้นปลายของการมีชีวิตในอีกโลกหนึ่ง ที่เหลือ เพียงความยั่งยืนตลอดกาล อิสลามกับความรัก จึงเปนความ งดงามสมบูรณ ยาวนานตลอดกาล และมิอาจนําไปเทียบเคียงกับ ความรักใดๆ ไดอีกเลย. อัลลอฮุ อักบัรฺ ! 34 อีกครึ่งหนึ่งของชีวิต สตรีเพศเปนคูที่มาจากสวนหนึ่งของบุรุษเพศ (หะดีษฺรายงานโดย อบู ดาวูด 233 อัต-ติรฺมิซีย 113) สงเสริมใหแตงงาน “และจงจัดการแตงงานใหกับผูที่ยังโสดในหมูพวกเจา และ กับคนดีๆ จากปวงบาวผูชายของพวกเจา และบาวผูหญิงของพวก เจา หากพวกเขายากจน อัลลอฮฺจะทรงใหพวกเขาร่ํารวยขึ้นจาก ความโปรดปรานของพระองค และอัลลอฮฺนั้นเปนผูทรงไพบูลย ผู ทรงรอบรู” (ความหมายจาก สูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 32)
  • 18.
    35 “บรรดาผูเปนหนุมทั้งหลาย ผูใดที่มีความสามารถก็จง สมรสเสีย เพราะแทจริงมันชวยลดสายตาของพวกเจาและปกปอง อวัยวะเพศจากการกระทําผิดไดดีกวา ผูใดที่ไมมีความสามารถก็จง ถือศีลอด เพราะมันชวยหักหามความพลุงพลานได” (หะดีษฺ รายงานโดย อัล-บุคอรีย 5065,5066 มุสลิม 3384) “สี่ประการที่เปนแนวทางของบรรดารอซูล นั่นคือ ความ ละอาย การใชเครื่องหอม การสีฟน และการแตงงาน” (หะดีษฺ รายงานโดย อัต-ติรฺมิซีย 1086 หะสัน เฆาะรีบ) “คนสามพวกที่อัลลอฮฺรับจะทรงชวยอยางแนแท นั่นคือ ทาสีผูซื่อสัตยที่ตองการปลดปลอยตัวเอง ผูแตงงานที่ตองการหลีก หางจากราคะ และผูที่ออกรบในหนทางแหงอัลลอฮฺ” (หะดีษฺ รายงานโดยอัต-ติรฺมิซีย 1706 หะสัน, อัน-นะสาอีย 3120,3218) “ไมเห็นปรากฏมีสิ่งใด(ที่ดี)สําหรับ(หญิงชาย)สองคนที่รัก กัน จะเทียมเทาการแตงงาน” (หะดีษฺรายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ 1847) จงจัดการแตงบุตรีใหกับชายที่ดี “เมื่อมีชายใดที่ทานพอใจศาสนาและมารยาทของเขามาสู ขอกับทาน ก็จงจัดการสมรสใหเขาเสีย หากทานไมทํา มันจะเปน 36 เหตุแหงความปนปวนบนแผนดินและความหายนะที่ใหญหลวง” (หะดีษฺรายงานโดย อัต-ติรฺมิซีย 1090 อิบนุ มาญะฮฺ 1967) คูชีวิตในดวงใจ “ผูคนเลือกสตรีที่จะเปนคูครองดวยสาเหตุสี่ประการ ดวย ทรัพยของนาง ดวยศักดิ์ศรีของนาง ดวยความงามของนาง และ ดวยการยึดมั่นของนางในศาสนา ดังนั้นจงฉวยเอาผูที่ยึดมั่นใน ศาสนา แลวสองมือทานจะไมเสียหาย” (หะดีษฺรายงานโดย อัล-บุ คอรีย 5090 มุสลิม 3620) “โลกนี้ลวนคือทรัพย และทรัพยที่ดีที่สุดในโลกคือผูหญิงที่ ศอลิหะฮฺ” (หะดีษฺรายงานโดย มุสลิม 3628) อยาเรียกสินสมรสจนเกินเขต “ฟงเถิด อยาไดตั้งสินสมรสไวเสียสูง! ฟงเถิด อยาไดตั้ง สินสมรสไวเสียสูง! ฟงเถิด อยาไดตั้งสินสมรสไวเสียสูง! เพราะแนแท ถามันเปนเกียรติแกพวกทานบนโลกนี้ หรือเปนการยําเกรงแกองคผู อภิบาล แนนอนผูที่สมควรตองปฏิบัติเชนนั้นกอนพวกเจาคือ ทานรอ ซูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม (แตทานไมไดทํา) ทานไมเคย แตงงานกับภริยาคนใด และไมเคยแตงบุตรสาวของทานใหกับผูใด
  • 19.
    37 ดวยสินสมรสที่มากเกินกวาสิบสองอูกิยะฮฺ ” (รายงานโดยอะหฺมัด 1:40,48 จากคํากลาวของ อุมัรฺ อิบนฺ อัล-ค็อฏฏอบ รอฎิยัลลอฮุ อันฮฺ หนึ่งอูกิยะฮฺ เทากับเงิน 40 ดิรฺฮัม เงินหนึ่งดิรฺฮัม เทากับ 3.17 กรัม สิบสองอูกิยะฮฺ หนักเทากับเงินประมาณ 1,522 กรัม ) ดุอาอฺแกคูบาวสาว มีหลายดุอาอฺที่สามารถกลาวได เชน - ใหบรรดามุสลิมะฮฺกลาวแกเจาสาววา ‫ﺔ‬‫ﹶ‬‫ﻛ‬‫ﺮ‬‫ﺒ‬‫ﹾ‬‫ﻟ‬‫ﺍ‬‫ﻭ‬ ‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺨ‬‫ﹾ‬‫ﻟ‬‫ﺍ‬ ‫ﹶﻰ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬‫ﺧ‬ ‫ﹶﻰ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬‫ﻭ‬‫ﹴ‬‫ﺮ‬‫ﺋ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﹶ‬‫ﻃ‬ ‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬ ความวา ดวยความดีงาม ความจําเริญ และไดมาซึ่งสิ่งที่ดีเลิศ (หะดีษฺรายงานโดยอัล-บุคอรีย 3894 มุสลิม 3464) - ดุอาอฺแกเจาบาว เชน ‫ﻚ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬ ُ‫ﷲ‬‫ﺍ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬ ความวา ขออัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญแกทาน (หะดีษฺ รายงานโดย อัล-บุคอรีย 6386) ُ‫ﷲ‬‫ﺍ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬‫ﻚ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ 38 ความวา ขออัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญบนตัวทาน (หะ ดีษฺ รายงานโดย อัล-บุคอรีย 6387) ‫ﻚ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬)‫ﻢ‬‫ﹸ‬‫ﻜ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬(‫ﻚ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﻙ‬‫ﺭ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﺑ‬‫ﻭ‬)‫ﻢ‬‫ﹸ‬‫ﻜ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬(‫ﻊ‬‫ﻤ‬‫ﺟ‬‫ﻭ‬‫ﹴ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺧ‬ ‫ﻲ‬‫ﻓ‬ ‫ﺎ‬‫ﻤ‬‫ﹸ‬‫ﻜ‬‫ﻨ‬‫ﻴ‬‫ﺑ‬ ความวา ขออัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญแกทาน บนตัว ทาน และทรงรวมพวกทานทั้งสองในสิ่งที่ดี (หะดีษฺรายงานโด ยอบู ดาวูด 2130 อัต-ติรฺมิซีย 1097 อิบนุ มาญะฮฺ 1905) ดุอาอฺของเจาบาวตอเจาสาว ใหเจาบาวตั้งมือบนศรีษะของเจาสาวและกลาววา ‫ﻲ‬‫ﻧ‬‫ﹺ‬‫ﺇ‬ ‫ﻢ‬‫ﻬ‬‫ﺍﻟﻠ‬،‫ﻪ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﺖ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﹺ‬‫ﺒ‬‫ﺟ‬ ‫ﺎ‬‫ﻣ‬ ‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺧ‬‫ﻭ‬ ‫ﺎ‬‫ﻫ‬‫ﹺ‬‫ﺮ‬‫ﻴ‬‫ﺧ‬ ‫ﻦ‬‫ﻣ‬ ‫ﻚ‬‫ﹸ‬‫ﻟ‬‫ﹶ‬‫ﺄ‬‫ﺳ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬ ‫ﻚ‬‫ﹺ‬‫ﺑ‬ ‫ﹸ‬‫ﺫ‬‫ﻮ‬‫ﻋ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬‫ﻭ‬‫ﻦ‬‫ﻣ‬‫ﻪ‬‫ﻴ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﻋ‬ ‫ﺖ‬‫ﹶ‬‫ﻠ‬‫ﹺ‬‫ﺒ‬‫ﺟ‬ ‫ﺎ‬‫ﻣ‬ ‫ﺮ‬‫ﺷ‬‫ﻭ‬ ‫ﺎ‬‫ﻫ‬‫ﺮ‬‫ﺷ‬ ความวา โออัลลอฮฺ ขาพระองคขอจากพระองคซึ่งสิ่งที่ดีในตัว นาง และสิ่งที่ดีที่ถูกสรางมากับนาง และขาพระองคขอหลีกพน ดวยพระองคจากสิ่งที่ไมดีของนาง และสิ่งไมดีที่ถูกสรางมากับ นาง (หะดีษฺรายงานโดย อบู ดาวูด 2160 อิบนุ มาญะฮฺ 1918)
  • 20.
    39 ดุอาอฺเมื่อตองการมีเพศสัมพันธ ، ِ‫ﷲ‬‫ﺍ‬ ‫ﹺ‬‫ﻢ‬‫ﺴ‬‫ﹺ‬‫ﺑ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﺘ‬‫ﹾ‬‫ﻗ‬‫ﺯ‬‫ﺭ‬‫ﺎ‬‫ﻣ‬ ‫ﹶ‬‫ﻥ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﹶ‬‫ﻄ‬‫ﻴ‬‫ﺸ‬‫ﺍﻟ‬ ‫ﹺ‬‫ﺐ‬‫ﻨ‬‫ﺟ‬‫ﻭ‬ ‫ﹶ‬‫ﻥ‬‫ﹾ‬‫ﺎ‬‫ﹶ‬‫ﻄ‬‫ﻴ‬‫ﺸ‬‫ﺍﻟ‬ ‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﺒ‬‫ﻨ‬‫ﺟ‬ ‫ﻢ‬‫ﻬ‬‫ﺍﻟﻠ‬ ความวา ดวยพระนามของอัลลอฮฺ โอ อัลลอฮฺขอพระองคทรง หลีกพวกเราใหพนจากมารราย และขอพระองคทรงไลมารราย ใหพนจากบุตรที่พระองคทรงประทานใหเรา (หะดีษฺรายงาน โดยอัล-บุคอรีย 6388 มุสลิม 3519) ดุอาอฺเพื่อการสรางครอบครัวที่เปยมสุข ‫ﺭ‬‫ﺑ‬‫ﻨ‬‫ﻫ‬ ‫ﺎ‬‫ﺐ‬‫ﹶ‬‫ﻟ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﻣ‬‫ﻦ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬‫ﺯ‬‫ﻭ‬‫ﹺ‬‫ﺟ‬‫ﺍ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﻭ‬‫ﹸ‬‫ﺫ‬ّ‫ﹺ‬‫ﺭ‬‫ﻳ‬‫ﱠﺎ‬‫ـ‬‫ﺗ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﹸ‬‫ﻗ‬‫ﺮ‬‫ﹶ‬‫ﺓ‬‫ﹶ‬‫ﺃ‬‫ﻋ‬‫ﻴ‬‫ﹴ‬‫ﻦ‬ ‫ﻭ‬‫ﺟ‬‫ﺍ‬‫ﻌ‬‫ﹾ‬‫ﻠ‬‫ﹶ‬‫ﺎ‬‫ﻨ‬‫ﻟ‬‫ﹾ‬‫ﻠ‬‫ﻤ‬‫ﺘ‬‫ﻘ‬‫ﻴ‬‫ﹺ‬‫ﻦ‬‫ﹺ‬‫ﺇ‬‫ﻣ‬‫ﹰ‬‫ﺎ‬‫ﺎﻣ‬ ความวา โอ องคอภิบาลแหงเรา ขอพระองคทรงมอบใหแกเรา ซึ่งความเย็นตาเย็นใจในคูครองและลูกหลานของเรา และขอ พระองคทรงทําใหเราเปนผูนํา(ตัวอยางที่ดี)แกบรรดาผูยํา เกรง (จากสูเราะฮฺ อัล-ฟุรกอน อายะฮฺที่ 74) 40 ดวยรักและอาทร ฐานแหงความเขาใจ ...เพื่อการรวมชีวิตนิรันดร ยามราตรี ณ หวงเวหาอันเวิ้งวาง แลดวงดาวดาษดาทอแสงสกาว เปนประกายระยิบระยับจับตา รัศมีจันทรสีนวลสองยอดไมเปนเงา วาบไหวเมื่อตองลมพัดเบาๆ ดวงเดือนสงาบนฉากของทองฟาสี เทาแก ยินเสียงหมูแมลงกลางคืนรองระงมขับขานบทเพลงแหง รัตติกาล คลายกําลังรื่นเริงเพราะเพลินไดชมจันทร ความงามของ ทองฟายามดึก แมสิ่งที่เล็กที่สุดในจักรวาลยังพลอยชื่นชม แนแท เครื่องหมายแหงองคอภิบาลมีคาเสมอสําหรับทุกสรรพสิ่งที่รู หรือ เขาใจใครครวญ
  • 21.
    41 ในคัมภีรอัลกุรอานของพระองค อัลลอฮฺไดบอกวา มิไดทรง สรางฟากฟาและแผนดินรวมทั้งสรรพสิ่งทั้งหลายโดยไรเหตุผล แตได สรางทุกสิ่งทั้งหมดดวยสัจธรรม มิใชสรางขึ้นมาเพียงเลนๆเทานั้น (ดูอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัด-ดุคอน อายะฮฺที่ 38-39) อยางนอยที่สุดก็เพื่อใหเปนเครื่องหมายหรือเปนสัญลักษณ แหงความเปนพระเจาผูทรงเอกะ และเปยมยิ่งดวยเดชานุภาพของ พระองค แมแตในตัวมนุษยเองก็ยังเพียบพรอมดวยเครื่องหมายที่วานี้ นับประสาอะไรกับเอกภพและจักรวาลทั้งมวล “แลวเราจะใหพวกเขาไดเห็นเครื่องหมายตางๆ ของเรา ใน หวงเวหาและในตัวพวกเขาเอง กระทั่งเปนที่ประจักษแกพวก เขาวา แทจริงแลวมัน(คําสอนแหงพระผูเปนเจานั้น)คือสัจ ธรรม” (ความหมายอัลกุรอานจากสูเราะฮฺ ฟุซซิลัต อายะฮฺที่ 53) หนึ่งในเครื่องหมายอันอัศจรรยแหงองคผูสราง คือตัวมนุษย นั่นเอง สิ่งมีชีวิตที่เรียกวาคน และเปนประชาคมผูอาศัยอยูในโลกใบนี้ กระจัดกระจายกันเปนหมูเหลาเผาพันธุมากมาย หากแตจุดกําเนิดของ ผูคนทั้งหมดลวนมาจากแหลงเดียวกัน “โอมวลมนุษยเอย จงยําเกรงตอองคอภิบาลของสูเจาเถิด ที่ไดสรางสูเจามาจากรางเดียว(คืออาดัม บิดาแหง มนุษยชาติ) และไดสรางใหขึ้นมาจากรางนั้นซึ่งคูของเขา (คือเฮาวาอ)” (ความหมายจากอัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นิ สาอฺ อายะฮฺที่ 1) 42 มนุษยผูแรกที่อัลลอฮฺสรางขึ้นมาคือ อาดัม และจากอาดัม นั้นเองที่พระองคทรงใหกําเนิดผูหญิงคนแรกและเปนภรรยาของอาดัม โดยแทที่จริงแลวเฮาวาอคือสวนหนึ่งของรางอาดัมเพราะนางกําเนิด จากซี่โครงดานซายของเขา “จงปฎิบัติตอผูหญิงดีๆเพราะนางถูกสรางมาจากกระดูก ซี่โครง และสวนที่งอที่สุดของซี่กระดูกคือสวนบน ถาทาน ตองการที่จะดัดมันใหตรงมันก็จะหัก แตถาทานไมดัดมัน มันก็จะงออยูเชนนั้น ดังนั้นจงปฎิบัติตอผูหญิงดีๆ” (ความหมายหะดีษฺรายงานโดย อัล-บุคอรีย 3331 และมุสลิม 3632) มนุษยทั้งหมดตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันลวนตองดํารงอยูเฉก เชนชายหญิงคูแรกผูเปนบรรพบุรุษของพวกเขา เพราะเราทั้งหลายลวน เปนลูกหลานของอาดัมกับเฮาวาอทั้งสิ้น หญิงกับชายตางเปนคูของกัน และกันตราบจนฟาถลมดินทลาย ขอเท็จจริงเหลานี้ อัลลอฮฺไดสรุปไวอยางชัดเจนในอัลกุรอาน วา “และในจํานวนเครื่องหมายทั้งหลายของพระองคคือทรง สรางใหแกสูเจาซึ่งคูครองจากตัวของพวกเจาเอง เพื่อพวก เจาจะไดสงบอยูกับนาง และทรงทําใหมีความรักใครใฝหา และความเมตตาอาทรระหวางพวกเจา แทจริงในการนี้
  • 22.
    43 ยอมเปนเครื่องหมายแกบรรดาผูใครครวญ” (ความหมายอัลกุรอานจากสูเราะฮฺ อัรฺ-รูม อายะฮฺที่21) บทสรุปในโองการอัลกุรอานบทนี้เปนบรรทัดฐานสําคัญ สําหรับการรวมชีวิตระหวางคนสองคนที่ยอมรับและไววางใจรวมเปน สามีภรรยา สิ่งที่พึงตระหนักเสมอเปนประการแรกคือ ทั้งสามีและภรรยา คือชีวิตเดียวกัน เพียงแตอยูกันคนละรางเทานั้น การแยกกันเปนคนละ รางทําใหแตละคน ‘บกพรองและขาดหาย’ บางสิ่งบางอยางไปจากตัว ของตน การไดอยูดวยกันและรวมกันเปนหนึ่งเดียวจึงเปนการเติมเต็ม ใหแตละฝาย และเปนการสยบอาการพลุงพลานในใจที่เกิดขึ้นเพราะ ความใครหาให ‘สงบ’ ลง “พวกนางเปนอาภรณใหแกพวกเจา และพวกเจาก็เปน อาภรณใหแกพวกนาง” (ความหมายอัลกุรอานสูเราะฮฺอัล- บะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 187) ชางเปนที่สิ่งที่นาฉงน และนี่คืออีกหนึ่งมหัศจรรยแหงอัล กุรอานที่เห็นไดชัดเจนนัก การรวมชีวิตดวยความสุขเพื่อเติมเต็มใหกันและกันเปนสุด ปรารถนาของแตละคูชีวิต หากแต...วิถีแหงการเดินทางของ ‘ชีวิตเดียว’ แตอยูกัน ‘คนละราง’ ชางลําบากยากแท 44 เมื่อเปนคนละรางเดียวกัน จึงมิอาจหลีกเลี่ยงอิทธิพลของ ‘อัตตา’ ที่มีอยูในรางของแตละคนได ความเขาใจในตัวตนของอีกฝาย จึงเปนพื้นฐานสําคัญในการที่จะรวมชีวิตและรวมทางเดินเดียวกัน มีเพียง ‘ความรัก’ และ ‘ความอาทร’ เทานั้นที่จะกอใหเกิด ความเขาใจได ความรักอยางเดียวก็ไมเพียงพอ ความอาทรตองอยูคูความรัก เสมอ ความรักที่ขาดความเมตตาอาทร มิอาจอยูไดตลอดรอดฝงชั่ว กาลนาน ความรักคือตัวแทนของความผูกพัน ความคิดถึง ความใฝหา และการเทิดทูน เปนความรูสึกละเมียดละไมที่มีพลังทําใหเกิด ความรูสึกเขมแข็ง ไววางใจ การเชื่อฟง และการปฏิบัติตาม ตลอดจน ความพยายามเพื่อตอบสนองความปรารถนาของผูที่ตนรัก ดังนั้นใน ดานของความรักนี้ บทบาทและคุณลักษณะของฝายหญิงจึงเห็นได ชัดเจนที่สุด “เมื่อสตรีใดไดทําละหมาดครบทุกหาเวลา ไดถือศีลอดใน เดือนเราะมะฎอน ไดสงวนตนเอง(ไมผิดประเวณี) และได เชื่อฟงสามี (ในวันปรโลก) นางจะถูกกลาววา จงเขา สวรรคจากประตูใดก็ไดที่นางตองการ” (ความหมายหะดีษฺ ดูเศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 660) “ไมมีสิ่งใดที่มุอฺมินผูหนึ่งใชัมันชวยเขาหลังจากการยํา เกรง ที่จะดีกวาภรรยาศอลิหะฮฺ ถาเขาสั่งนาง นางจะทํา ตาม ถาเขามองนาง นางจะทําใหเขารูสึกสุข ถาเขาขอจาก
  • 23.
    45 นางดวยการสาบาน นางจะทําใหเขา ถาเขาไมอยูนางจะ รักษาและดูแลตัวของนาง และสมบัติของเขา” (ความหมายหะดีษฺรายงานโดยอิบนุ มาญะฮฺ 1875) ในขณะที่ความเมตตาอาทรคือการใชความออนโยน ความ ละมุนละมอม และใชสติ มิใชพละกําลัง ซึ่งสามารถที่จะเห็นไดชัดจาก บทบาทของฝายชาย อันเปนหนาที่และคุณลักษณะที่เขาตองมีและพึง ปฏิบัติใหดีที่สุดตอฝายหญิง ความแข็งกราวไมอาจจะใชกับพวกนางได เพราะโดยธรรมชาติแลวผูหญิงเปนเพศที่มีลักษณะแหงความ เปราะบางและตองการการทะนุถนอม “ผูที่ดีที่สุดในหมูพวกทาน คือผูที่ปฏิบัติอยางดีที่สุดตอ ภรรยาของเขา” (ความหมายหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 3265) “จงปฏิบัติตอผูหญิงดีๆเพราะนางถูกสรางมาจากกระดูก ซี่โครง และสวนที่งอที่สุดของซี่กระดูกคือสวนบน ถาทาน ตองการที่จะดัดมันใหตรงมันก็จะหัก แตถาทานไมดัดมัน มันก็จะงออยูเชนนั้น ดังนั้นจงปฎิบัติตอผูหญิงดีๆ” (อาง แลว) ถึงกระนั้น ทั้งความรักและความอาทร ยังตองเปนคุณลักษณะ รวมกันของทั้งฝายชายและฝายหญิง เพราะในที่สุดแลวทั้งสองคนคือ ชีวิตเดียวกัน และธาตุแทของความเมตตาอาทรก็คือความรัก และ ความรักเองถาบริสุทธิ์จริงยอมตองมีสวนของความอาทรแฝงอยูอยางมิ ตองสงสัย คุณลักษณะแหงรักและเมตตาจึงปรากฏใหเห็นจากทั้งสอง ฝายได ถาหากตางคนตางรูและเขาใจ ตัวอยางอันงดงามของ 46 คุณลักษณะดังกลาวไดถูกบันทึกในวจนะของทานศาสนทูต ศ็อลลัลลอ ฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม วา “อัลลอฮฺไดเมตตาชายผูหนึ่ง ที่ไดตื่นขึ้นมาเพื่อละหมาด กลางคืน แลวเขาก็ปลุกภรรยาของเขาเพื่อใหลุกขึ้นมา ละหมาด ถานางไมยอมลุก เขาก็เอาน้ํามาปะพรมบนหนา ของนาง และอัลลอฮฺไดเมตตาหญิงหนึ่ง ที่ไดตื่นขึ้นมา กลางคืนเพื่อทําการละหมาด แลวนางก็ปลุกสามีของนาง เพื่อใหลุกขึ้นมาละหมาด ถาเขาไมยอมลุก นางก็เอาน้ํามา ปะพรมบนหนาของเขา” (ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 3494) พฤติกรรมของสองสามีภรรยาในหะดีษฺขางตนมีอะไรเปน สาเหตุมิได นอกเสียจากเพราะรักที่จะใหแตละฝายไดรับความโปรด ปรานจากพระผูเปนเจา และเมตตาอาทรซึ่งกัน ดวยความกลัววาใคร คนใดคนหนึ่งจะตองเปนเชื้อเพลิงของไฟนรกในวันปรโลก จึงยอม ทําลายความสุขชั่วคราวในการหลับนอน โดยใชน้ํามาปะพรมใบหนา เพื่อใหลุกขึ้นมาเขาเฝาองคอภิบาลผูเมตตาพรอมๆ กัน เพื่อความสุข อันยั่งยืนกวาในโลกหนาอันสถาพร ... อัลลอฮุ อักบัรฺ ! นี่คือฐานแหงความเขาใจที่สําคัญยิ่ง สําหรับคนสองคนที่ตัดสินใจ รวมชีวิตสูเสนทางแหงความนิรันดร เพราะเขาทั้งสองมิใชจะเปนคูกัน เฉพาะในโลกนี้เทานั้น ทวาในวันอันยาวนานหลังความตายมาพราก ลมหายใจ ยังมีอีกโลกหนึ่งที่ทั้งสองตองครองคูกันไปชั่วกาล
  • 24.
    47 ถาทั้งคูเปนผูสมควรไดรับสวรรค นั่นยอมเปนสถานพํานักที่ ประเสริฐยิ่งแลว “บรรดาผูศรัทธาทั้งหลายและพวกเขาเปนมุสลิม จงเขา พํานักในสวรรคทั้งพวกเจาและคูครองของพวกเจา ดวย ความสําราญอันเปยมยิ่งดวยเกียรติเถิด” (ความหมายจากสู เราะฮฺ อัซ-ซุครุฟ อายะฮฺที่ 69-70) แตถาทั้งคูคือผูทรยศองคผูสราง แนแทนรกโลกันตรคือ ผลตอบแทนที่เลวรายที่สุดจนมิอาจหาสิ่งใดเปรียบเปรย “จงตอนบรรดาผูอธรรมทั้งหลายพรอมคูครองของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชานอกจากอัลลอฮฺ แลวจงชี้ให พวกเขาไปสูสะพานแหงนรกอันเผาผลาญ” (ความหมายอัล กุรอานจากสูเราะฮฺ อัศ-ศ็อฟฟาต อายะฮฺที่ 22-23) หญิงชายมิอาจแยกกันอยูได แตการอยูรวมกันเปนหนึ่ง เดียวก็ใชเปนสิ่งที่งายดาย ถาหากไรซึ่ง ‘ความรัก’ และ ‘ความ อาทร’ อันเปนฐานแหงความเขาใจสําคัญในการรวมเดินทางสูชีวิต นิรันดร และนี่คือเครื่องหมายที่ยิ่งใหญขององคอัลลอฮฺ อันมีคายิ่ง สําหรับบรรดาผูที่คิดใครครวญ มหาบริสุทธิ์เถิดองคอัลลอฮฺ ดํารัสของพระองคยอมสัจจริง เสมอ.