More Related Content
RTF
PDF
Tri91 20+มัชฌิมนิกาย+มัชฌิมปัณณาสก์+เล่ม+๒+ภาค+๑ PDF
1 13+อธิบายวากยสัมพันธ์+เล่ม+2 RTF
PDF
Tri91 25+สังยุตตนิกาย+สคาถวรรค+เล่ม+๑+ภาค+๒ (1) PDF
5 44++มังคลัตถทีปนีแปล+เล่ม+๓ PDF
DOC
พระไตรปิฏกฉบับหลวงเล่มที่๒๕ What's hot
PDF
PDF
1 03+บาลีไวยกรณ์+วจีวิภาค+สมาสและตัทธิต PDF
โครงสร้างและเนื้อหาสาระพระไตรปิฎก PDF
PDF
PDF
1 02+บาลีไวยกรณ์+วจีวิภาคที่+2+นามและอัพพยศัพท์ PDF
PPT
DOCX
PDF
Tri91 21+มัชฌิมนิกาย+มัชฌิมปัณณาสก์+เล่ม+๒+ภาค+๒ PDF
2 22++พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๔ Viewers also liked
PDF
8 67+วิสุทธิมรรคแปล+ภาค+๑+ตอน+๑ PDF
1 04+บาลีไวยกรณ์+วจีวิภาค+ภาคที่+2+อาขยาต+และ+กิตก์ PDF
2 19+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๑ PDF
6 51+ตติยสมันตปาสาทิกา+อรรถกถาพระวินัย+มหาวรรค+ตอน+๑ PDF
2 18+ธมฺมปทฏฐกถา+(จตุตฺโถ+ภาโค) PDF
4 40+มงฺคลตฺถทีปนี+(ปฐโม+ภาโค) PDF
3 29+ธมฺมปทฏฐกถา+(สตฺตโม+ภาโค) PDF
PDF
1 10+อธิบายบาลีไวยากรณ์+อาขยาต PDF
หนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการทำงานงานมหารำลึก ปี 2557 ของสมัชชาสงฆ์ไทย PDF
DOC
6. ----------------- ---6 PDF
3 36คัณฐีพระธัมมปทัฏฐกถา+ยกศัพท์แปล+ภาค๖ PDF
6 54++ปัญจมสมันตปาสาทิกา+อรรถกถาพระวินัย+ปริวาร+วัณณนา PDF
7 57+สมนฺตปาสาทิกาย+นาม+วินยฏฐกถา+อตฺถโยชนา+(ปฐโม+ภาโค) PDF
1 14+ประมวลปัญหาและเฉลายบาลีไวยาการณ์+(สำหรับเปรียญธรรมตรี) PDF
8 75+ปรมตฺถมญฺชสาย+นาม+วิสุทธิมคฺคสํวณฺณนาย+มหาฎีกาสมฺมตาย+(ตติโย+ภาโค) PDF
8 73+ปรมตฺถมญฺชสาย+นาม+วิสุทธิมคฺคสํวณฺณนาย+มหาฎีกาสมฺมตาย+(ปฐโม+ภาโค) PDF
7 63+ทุติยสมันตปาสาทิกาแปล+ภาค+๒ Similar to -------------- --- 3
PDF
3 31+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๕ PDF
PDF
3 31+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๕ PDF
2 23คัณฐีพระธัมมปทัฏฐกถา+ยกศัพท์แปล+ภาค๑ PDF
แปลโดยพยัญชนะเรื่อง จูเฬกสาฎก๑ ODT
PDF
2 22++พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๔ PDF
ธรรมบท ภาคที่ 6 แปลโดยพยัญชนะ ฉบับสองภาษา (ไทย-บาลี).pdf PDF
3 34+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๘ PDF
2 21+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๓ PDF
2 21+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๓ PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
2 23คัณฐีพระธัมมปทัฏฐกถา+ยกศัพท์แปล+ภาค๑ PDF
PDF
3 34+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๘ PDF
3 34+พระธัมมปทัฏฐกถาแปล+ภาค+๘ PDF
More from Tongsamut vorasan
PDF
หนังสือสอนพระบวชใหม่ นวโกวาท PDF
คติธรรมแห่งชีวิต . โดย..พระพรหมคุณาภรณ์ PDF
เจอวิกฤต จิตไม่วิบัติ โดย..พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโต PDF
ระเบียบ รายนามวัด พระธรรมทูตจำพรรษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา PDF
หนังสืออนุสรณ์"งานพระราชทานเพลิงศพ" หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๒ PDF
เจอวิกฤตจะเลือกเอาวิวัฒน์ รหือจะเอาวิบัติ PDF
พุทธศาสตร์บัณฑิต รุ่นที่ ๔๔ PDF
ทำเนียบวัดไทยในสังกัดสมัชชาสหรัฐอเมริกา 2018 2561 (4) PDF
ระเบียบวาระการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐฯ DOCX
154517 บทพิธีกรงานฌาปนกิจ PDF
กำหนดการการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในนสหรัฐอเมริกา PDF
เพลงชาติไทย แปลภาษาอังกฤษ2 PDF
ภพภูมิทั้ง 31ภูมิ ภาษาอังกฤษ PDF
Food reflectionบทพิจารณาอาหารภาษาอังกฤษ PDF
ใบตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้ง42 2018 PDF
ระเบียบการขอพระไปปฏิบัติศาสนกิจชั่วคราวของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา PDF
ทะเบียนประวัติพระมาร่วมประชุมสมัชชาฯ๒๕๖ PDF
เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม โดย.พระพรหมคุณาภรณ์ PDF
เพื่อความเจริญงอกงามแห่งธรรม PDF
-------------- --- 3
- 1.
คำำนำำ
กำรศึกษำพระปริยติธรรม ที่จะอำำนวยประโยชน์แก่ผู้ศึกษำ
ั
เต็มที่ จำำต้องมีหนังสือเครื่องประกอบหลักสูตรครบบริบูรณ์ เพรำะ
หนังสือเครื่องประกอบเท่ำกันดวงประทีปสำำหรับส่องมรรคำ ให้ผู้ศึกษำ
มองเห็นแนวทำงได้สะดวกชัดเจน เพรำะฉะนั้น กองตำำรำแห่งมหำ-
มกุฏรำชวิทยำลัย ในพระบรมรำชูปถัมภ์ ซึงมีหน้ำที่จดพิมพ์หนังสือ
่ ั
ที่เกี่ยวแก่กำรศึกษำพระปริยัติธรรมทุกประเภท จึงได้คดจัดพิมพ์
ิ
หนังสือเครื่องอุปกรณ์ทั้งฝ่ำยนักธรรมทั้งฝ่ำยบำลีขึ้น เพื่อให้ผู้ศึกษำ
ได้รับควำมสะดวกในกำรศึกษำ และได้จัดพิมพ์เสร็จไปแล้วหลำยเรื่อง
เฉพำะหนังสือธัมมปทัฏฐกถำ ก็นับว่ำเป็นหนังสือสำำคัญเรื่องหนึ่ง
เพรำะใช้เป็นหลักสูตรเปรียญธรรมประโยค ๓ ผูศึกษำบำลีเมื่อเรียน
้
บำลีไวยำกรณ์จบแล้ว ก็เริ่มเรียนหนังสือนี้เป็นลำำดับไป เห็นควร
แปลเป็นภำษำไทยให้ตลอดเรื่อง จึงได้มอบให้พระมหำอู นิสฺสโภ
ป. ๗ วัดบวรนิเวศวิหำร เป็นผู้รับไปดำำเนินกำร. ท่ำนได้ค้นคว้ำ
รวบรวมจำกหนังสือต่ำงๆ ซึงพระเถรำนุเถระได้แปลไว้บ้ำง ขอให้
่
ท่ำนที่กรรมกำรกองตำำรำช่วยแปลบ้ำง ขอให้ท่ำนที่เป็นเปรียญ
ในสำำนักเดียวและต่ำงสำำนักช่วยแปลบ้ำง.
แต่กำรแปลนั้น ได้ขอให้แปลตำมวิธีกำรที่กองตำำรำได้วำงไว้
เพื่อให้หนังสือเป็นระเบียบเดียวกัน ไม่ลักลั่น โดยถือหลักว่ำ แปล
ให้ได้ควำมชัด สำำนวนเรียบร้อย ไม่โลดโผนจนเสียหลักของภำษำ
และแปลเท่ำศัพท์อย่ำงพระกรรมกำรแปลเป็นตัวอย่ำงในสนำมหลวง
ถ้ำที่ไหนไม่มีศัพท์ เพิ่มเข้ำใหม่ ก็ทำำเครื่องหมำยวงเล็บ [] ไว้
ถ้ำที่ไหนบ่งถึงข้อธรรมก็ดี เกี่ยวกับลัทธิธรรมเนียมก็ดี ท่ำนชัก
ควำมมำจำกบำลีหรือคัมภีร์อื่น ๆ ก็ดี ก็ได้ทำำเชิงอรรถบอกไว้ให้ทรำบ
เพื่อสะดวกแก่ผู้ศึกษำซึงในใจในกำรค้นคว้ำ.
่
กองตำำรำ ฯ ขอแสดงควำมขอบใจท่ำนผู้ช่วยแปลและผู้มีส่วน
ช่วนให้หนังสือนีสำำเร็จทุก ๆ ท่ำน และขออุทิศส่วนกุศลซึงเกิดจำก
้ ่
หนังสือนี้ แด่ทำนบุรพูปัธยำจำรย์ผู้บริหำรพระศำสนำสืบ ๆ กันมำ.
่
- 2.
- 3.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 1
๔. ปุปผวรรค วรรณนำ
๑. เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวำยในปฐวีกถำ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภภิกษุ
๕๐๐ รูป ผูขวนขวำยในปฐวีกถำ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ
้ "โก
อิม ปวึ วิเชสฺสติ" เป็นต้น.
[ควรปรำรภแผ่นดินภำยใน]
ดังได้สดับมำ ภิกษุเหล่ำนั้น เที่ยวจำริกไปในชนบทกับพระ
ผู้มีพระภำค มำถึงพระเชตวันแล้วนั่งในหอฉันในเวลำเย็น เล่นถึง
เรื่องแผ่นดินในสถำนที่ตนไปแล้ว ๆ ว่ำ "สถำนเป็นที่ไปสู่บำนโน้น
้
จำกบ้ำนโน้น เสมอ ไม่เสมอ มีเปือกตมมำก มีกรวดมำก มีดินดำำ
มีดินแดง."
พระศำสดำ เสด็จมำตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้ พวก
เธอนั่งสนทนำกันด้วยเรื่องอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่ำนั้นกรำบทูลว่ำ
"ด้วยเรื่องแผ่นดินในสถำนที่พวกเข้ำพระองค์เที่ยวไปแล้ว พระเจ้ำข้ำ"
ดังนีแล้ว จึงตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย นั่นชื่อว่ำแผ่นดินภำยนอก,
้
กำรที่พวกเธอทำำบริกรรมในแผ่นดินภำยในจึงจะควร" ดังนี้ แล้ว
ได้ทรงภำษิต ๒ พระคำถำนี้ว่ำ :-
* พระมหำอู ป. ธ. ๗ วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
- 4.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 2
"ใคร จักรู้ชัดซึงแผ่นดินนี้และโยมโลกกับมนุสส-
่
โลกนี้ พร้อมทังเทวโลก, ใคร จักเลือกบทธรรม
้
อันเรำแสดงดีแล้ว เหมือนนำยมำลำกำรผู้ฉลำด
เลือกดอกไม้ ฉะนั้น. พระเสขะจักรู้ชัดแผ่นดิน
และยมโลกกับมนุสสโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก. พระ
เสขะจักเลือกบทธรรมอันเรำแสดงดีแล้ว เหมือน
นำยมำลำกำรผู้ฉลำดเลือกดอกไม้ฉะนั้น."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น สองบทว่ำ โก อิม ควำมว่ำ ใคร (จัก
รู้ชัด) ซึ่งแผ่นดินนี้ กล่ำวคืออัตภำพ.
บทว่ำ วิเชสฺสติ ควำมว่ำ รักรู้แจ้ง คือแทงตลอด ได้แก่
ทำำให้แจ้ง ด้วยญำณของตน.
บทว่ำ ยมโลกญฺจ ได้แก่ อบำยโลก ๔ อย่ำงด้วย.
สองบทว่ำ อิม สเทวก ควำมว่ำ ใคร จัดรู้ชัด คือจัก
ทรำบชัด ได้แก่ แทงตลอด ทำำให้แจ้ง ซึงมนุสสโลกนี้กับเทวโลก
่
ด้วย พระศำสดำย่อมตรัสถำมดังนี้.
บำทพระคำถำว่ำ โก ธมฺมปท สุเทสิต ควำมว่ำ ใคร จัก
เลือก คือคัด ได้แก่ พิจำรณำเห็น แทงตลอด ทำำให้แจ้ง ซึงบทธรรม
่
กล่ำวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประกำร
๑. คือ สติปัฏฐำน ๔ สัมมัปปธำน ๔ อิทธิบำท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗
มรรคมีองค์ ๘.
- 5.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 3
เพรำะควำมเป็นธรรมอันเรำกล่ำวแล้วตำมควำมเป็นจริง เหมือนนำย
มำลกำรผู้ฉลำดเลือกดอกไม้อยู่ฉะนั้น.
บทว่ำ เสโข เป็นต้น ควำมว่ำ พระอริยบุคคล ๗ จำำพวก
ตังต้นแต่ท่ำนผูตั้งอยู่ในโสดำปัตติมรรค จนถึงท่ำนผู้ตงอยู่ในอรหัต -
้ ้ ั้
มรรค ชื่อว่ำพระเสขะ เพรำะยังศึกษำสิกขำ ๓ เหล่ำนี้ คือ อธิสีล-
สิกขำ อธิจิตตสิกขำ อธิปัญญำสิกขำ คร่ำออกอยู่ซงฉันทรำคะอัตภำพนั้น ด้วยอรหัต
ึ่
มรรค ชื่อว่ำจักรู้ชัด คือจักทรำบชัด ได้แก่
แทงตลอด ทำำให้แจ้ง ซึ่งแผ่นดินนี้ กล่ำวคืออัตภำพ.
บทว่ำ ยมโลกญฺจ เป็นต้น ควำมว่ำ พระเสขะนั้นนั่นแหละ
จักรู้ชัด คือจักทรำบชัด ได้แก่ แทนตลอด ทำำให้แจ้ง ซึ่งยมโลก
มีประกำรอันกล่ำวแล้วอย่ำงนั้น และมนุสสโลกนี้ กับทั้งเทวโลก
ทั้งหลำย ชือว่ำพร้อมทั้งเทวโลก. พระผูยังต้องศึกษำ ๗ จำำพวกนั้น
่ ้
แหละ ชือว่ำเสขะ. อธิบำยว่ำ นำยมำลำกำรผู้ฉลำด เข้ำไปสู่สวน
่
ดอกไม้แล้ว เว้นดอกไม้ที่อ่อนและตูม ที่สตว์เจำะ ที่เหี่ยว และที่
ั
เกิดเป็นปมเสียแล้ว เลือกเอำเฉพำะแต่ดอกไม้ที่งำม ที่เกิดดีแล้ว
ชื่อฉันใด พระเสขะ จักเลือก คือคัด ได้แก่พิจำรณำเห็น แทง
ตลอด ทำำให้แจ้ง แม้ซึ่งบทแห่งโพธิปักขิยธรรมนี้ ที่เรำกล่ำวดีแล้ว
คือแสดงดีแล้ว ฉันนั้นนั่นแล.
พระศำสดำทรงเฉลยปัญหำทีเดียว. ในเวลำจบเทศนำ ภิกษุ
๕๐๐ รูป บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทำทั้งหลำยแล้ว, เทศนำ
ได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้ประชุมกัน ดังนี้แล.
เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้ขวนขวำยในปฐวีกถำ จบ.
๑. ฉันทรำคะ แปลว่ำ ควำมกำำหนัดด้วยอำำนำจควำมพอใจ.
- 6.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 4
๒. เรื่องพระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐำน
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรงสำวัตถี ทรงปรำรภภิกษุ
รูปใดรูปหนึ่ง ผู้เจริญรีจิกัมมัฏฐำน ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ
"เผณูปม" เป็นต้น.
[พระเถระเจริญมรีจิกัมมัฏฐำน]
ดังได้สดับมำ พระเถระนั้น เรียนกัมมัฏฐำนในสำำนักพระศำสดำ
แล้วคิดว่ำ "เรำจักทำำสมณธรรม" ดังนีแล้ว เข้ำไปสู่ปำ พำก
้ ่
เพียรพยำยำมแล้ว ก็ไม่อำจบรรลุพระอรหัตได้ จึงกลับมำยังสำำนัก
พระศำสดำ ด้วยตังใจว่ำ
้ "จักทูลอำรำธนำให้ตรัสบอกพระกัมมัฏ-
ฐำนให้วิเศษ," เห็นพยับแดดในระหว่ำงทำง เจริญมรีจิกัมมัฏฐำน
ว่ำ "พยับแดดนี้ ตั้งขึ้นแล้วในฤดูร้อน ย่อมปรำกฏแก่บุคคลทั้งหลำย
ผูยืนอยู่ ณ ที่ไกล ดุจมีรุปร่ำง, แต่ไม่ปรำกฏเลย แก่บุคคลผู้มำสู่
้
ที่ใกล้ ฉันใด; แม้อัตภำพนี้ ก็มีรูปเหมือนอย่ำงนั้น เพรำะอรรถว่ำ
เกิดขึ้นและเสื่อมไป" เดินมำแล้ว เมื่อยล้ำในหนทำง อำบนำ้ำในแม่นำ้ำ
อจิรวดี นั่งที่ร่ม (ไม้) ริมฝังแม่นำ้ำมีกระแสอันเชี่ยวแห่งหนึ่ง เห็นฟอง
่
นำ้ำใหญ่ ตังขึ้นด้วยกำำลังแห่งนำ้ำกระทบกันแล้วตกไป ได้ถือเอำเป็น
้
อำรมณ์ว่ำ "แม้อัตภำพนี้ ก็มีรูปอย่ำงนั้นเหมือนกัน เพรำะอรรถว่ำ
เกิดขึ้นแล้วก็แตกไป."
* พระมหำอูป. ธ. ๗ วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
๑. กัมมัฏฐำนมีอันพจำรณำพยับแดดเป็นอำรมณ์.
- 7.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 5
[ทรงเปรียบกำยด้วยฟองนำ้ำและพยับแดด]
พระศำสดำ ประดับอยู่ที่พระคันธกุฎีนั่นแล ทอดพระเนตรเห็น
พระเถระนั้นแล้ว จึงตรัสว่ำ "อย่ำงนั้นนั่นแหละ ภิกษุ อัตภำพนี้
มีรูปอย่ำงนั้นแล มีอนเกิดขึ้นและแตกไปเป็นสภำพแน่แท้ เหมือน
ฟองนำ้ำ (และ) พยับแดด" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"ภิกษุรู้แจ้งกำยนี้ (ว่ำ) มีฟองนำ้ำเป็นเครื่อง
เปรียบ, รู้ชดกำยนี้ (ว่ำ) มีพยับแดดเป็นธรรม
ั
ตัดพวงดอกไม้ของมำรเสียแล้ว พึงถึงสถำนที่
มัจจะรำชไม่เห็น."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ เผณูปม ควำมว่ำ รู้แจ้งกำยนี้
คือ อันนับว่ำเป็นที่ประชุมแห่งส่วนต่ำง ๆ มีผมเป็นต้น ว่ำ "เห็นสม
ด้วยฟองนำ้ำ เพรำะอรรถว่ำ ไม่มีกำำลัง มีกำำลังทรำม ไม่ตั้งอยู่นำน
และเป็นไปชั่วกำล."
บทว่ำ มรีจิธมฺม เป็นต้น ควำมว่ำ รู้ชัด คือรู้ ได้แก่ทรำบ
ว่ำ "แม้กำยนี้ ชื่อว่ำมีพยับแดดเป็นธรรม เพรำะอรรถว่ำ เป็นไป
ชั่วขณะและปรำกฏนิดหน่อย เหมือนอย่ำงพยับแดด เป็นดุจมีรูปร่ำง
(และ) เป็นดุจเข้ำถึงควำมเป้นของที่ควรถือเอำได้ แก่บุคคลทั้งหลำย
ผูยืนอยู่ ณ ที่ไกล,
้ (แต่) เมื่อบุคคลเข้ำไปใกล้ ย่อมปรำกฏเป็นของ
ว่ำงเปล่ำ เข้ำถึงควำมเป็นของถือเอำไม่ได้ ฉะนั้น."
สองบทว่ำ มำรสฺส ปปุปผกำนิ เป็นต้น ควำมว่ำ ภิกษุผู้
ฺ
- 8.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 6
ขีณำสพมำรเสียได้ ด้วยอริยมรรคแล้ว พึงถึงสถำนที่ไม่เห็น คือที่อันไม่เป็น
วิสัย ของมัจจุรำช ได้แก่พระอมตมหำนิพพำน.
ในกำลจบคำถำ พระเถระ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทำ
ทั้งหลำยแล้ว ชมเชย สรรเสริญ ถวำยบังคมพระสรีระขอพระศำสดำ
ซึ่งมีพรรณดุจทองคำำ มำแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องพระเถระผู้เจริญมรีจิกัมมัฏฐำน จบ.
๑. ผู้มีอำสวะสิ้นแล้ว. ๒. ภูมิ ๓ คือ กำมำวจรภูมิ รูปำวจรภูมิ อรูปำวจรภูมิ.
- 9.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 7
๓. เรื่องพระเจ้ำวิฑูฑภะ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระนครสำวัตถี ทรงปรำรภ
พระเจ้ำวิฑูฑภะ พร้อมทั้งบริษัท ซึงถูกห้วงนำ้ำท่วมทับให้สวรรคต
่
แล้ว ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ปุปผำนิ
ฺ เหว ปจินนฺต" เป็นต้น.
อนุปุพพีกถำในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :-
[สำมพระกุมำรไปศึกษำศิลปะในกรุงตักกสิลำ]
พระกุมำร ๓ พระองค์เหล่ำนี้ คือ "พระรำชโอรสของพระเจ้ำ
มหำโกศล ในพระนครสำวัตถี พระนำมว่ำปเสนทิกุมำร, พระกุมำร
ของเจ้ำลิจฉวี ในพระนครเวลำสี พระนำว่ำมหำลิ, โอรสของเจ้ำ
มัลละ ในพระนครกุสินนำรำ พระนำมว่ำพันธุละ" เสด็จไปนคร
ตักกสิลำเพื่อเรียนศิลปะในสำำนักอำจำรย์ทิศำปำโมกข์ มำพบกันที่
ศำลำนอกพระนคร ต่ำงก็ถำมถึงเหตุที่มำ ตระกูล และพระนำม
ของกันและกันแล้ว เป็นพระสหำยกัน ร่วมกันเข้ำไปหำอำจำรย์
ต่อกำลไม่นำนนัก (ก็) เรียนศิลปะสำำเร็จ (จึง) กรำบลำอำจำรย์
พร้อมกันเสด็จออก (จำกกรุงตักกสิลำ) ได้ไปสู่ทอยู่ของตน ๆ.
ี่
[สำมพระกุมำรได้รับตำำแหน่งต่ำงกัน]
บรรดำพระกุมำรทัง ๓ พระองค์นั้น ปเสนทิกุมำร ทรงแสดง
้
ศิลปะถวำยพระชนก อันพระชนกทรงเลื่อมใสแล้ว (จึง) อภิเษก
ในรำชสมบัติ.
* พระมหำฮั้ว ป. ธ. ๕ วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
- 10.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 8
มหำลิกุมำร เพื่อจะทรงแสดงศิลปะแก่เจ้ำลิจฉวีทั้งหลำย ก็
ทรงแสดงด้วยควำมอุตสำหะมำก. พระเนตรของพระองค์ได้แตกไป
แล้ว. พวกเจ้ำลิจฉวีปรึกษำกันว่ำ "พุโธ่เอ๋ย อำจำรย์ของพวก
เรำ ถึงควำมเสียพระเนตรแล้ว, พวกเรำจะไม่ทอดทิ้งท่ำน, จักบำำรุง
ท่ำน" ดังนีแล้ว จึงได้ถวำยประตูแก่มหำลิกุมำรนั้น. พระองค์ทรงอำศัยประตูนั้น ให้
้
โอรสของเจ้ำ
ลิจฉวี ๕๐๐ องค์ ทรงศึกษำศิลปะ อยู่แล้ว.
(ฝ่ำย) พันธุลกุมำร เมื่อพวกตระกูลมัลลรำชกล่ำวว่ำ "ขอ
พันธุลกุมำรจงฟันไม้ไผ่เหล่ำนี้" ดังนี้แล้ว ได้กระโดยขึ้นไปยังอำกำศ
(สูง) ถึง ๘๐ ศอก เอำดำบฟันมัดไม้ไผ่ ๖๐ ลำำ ที่พวกเจ้ำมัลละเอำ
ไม้ไผ่ ๖๐ ลำำใส่ซี่เหล็กในท่ำมกลำงแล้ว ให้ยกขึ้นตังไว้
้ (ขำก
กระเด็น) ไปแล้ว, พันธุลกุมำรนั้นได้ยินเสียงดัง "กริก" ของซี่เหล็ก
ในมัดสุดท้ำย (จึง) ถำมว่ำ "นี่อะไร ? " ได้ยินว่ำเขำเอำซึงเหล็กใส่ใน
่
ไม้ไผ่ทุกมัดแล้ว จึงทิงดำบ ร้องให้พลำงพูดว่ำ
้ "บรรดำญำติและ
เพื่อนของเรำประมำณเท่ำนี้ แม้แต่คนเดียว ซึงเป็นผู้มีควำมสิเนหำ
่
(ในเรำ) มิได้บอกเหตุนี้(แก่เรำ); ก็หำกว่ำ เรำพึงรู้ไซร้, พึง
ฟันไม่ได้เสียซึงเหล็กดังขึ้นเลย" แล้วทูลแก่พระชนนีและพระชนก
่
ว่ำ "หม่อมฉันจักฆ่ำเจ้ำมัลละเหล่ำนีแม้ทั้งหมดแล้วครองรำชสมบัติ"
้
อันพระชนนีและพระชนกห้ำมแล้ว โดยประกำรต่ำง ๆ เป็นต้นว่ำ
"ลูกเอ๋ย นี้ เป็นรำชประเพณี, เจ้ำไม่ได้เพื่อจะทำำอย่ำงนั้น" จึง
๑. คำำว่ำ 'ประตู' หมำยควำมว่ำหมู่บำนที่ตั้งอยู่ทำงด้นหนึ่ง.
้
- 11.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 9
ทูลว่ำ "ถ้ำกระนั้น หม่อมฉันจักไปสู่สำำนักเพื่อของหม่อมฉัน" ดังนี้
ได้เสด็จไปเมืองสำวัตถีแล้ว.
พระเจ้ำปเสนทิทรงทรำบกำรเสด็จมำของพันธุละนั้น ก็ทรง
ต้อนรับ เชิญให้เสด็จเข้ำพระนครด้วยสักกำระใหญ่แล้ว ทรงตังไว้
้
ในตำำแหน่งเสนำบดี. พันธุลเสนำบดีนั้น ให้เชิญพระชนนีและพระชนก
มำพักอำศัยอยู่ในเมืองสำวัตถีนั้นนั่นแล.
[พระรำชำทรงเลี้ยงภัตตำหำรภิกษุเอง]
ภำยหลังวันหนึ่ง พระรำชำประทับยืนอยู่ปรำสำทชั้นบน ทอด
พระเนตรไปยังระหว่ำงถนน เห็นภิกษุหลำยพันรูป ซึ่งไปเพื่อต้อง
กำรทำำภัตกิจ ในคฤหำสน์ของท่ำนเหล่ำนี้ คือ "ท่ำนอนำถบิณฑิก-
เศรษฐี จูฬอนำถบิณฑิกเศรษฐี นำงวิสำขำ นำงสุปปวำสำ" จึง
ตรัสถำมว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำทังหลำยไปไหนกัน?" เมื่อพวกรำชบุรุษ
้
ทูลว่ำ "ข้ำแต่สมมติเทพ ภิกษุสองพันรูป ไปเพื่อประโยชน์แก่ภัต
ทั้งหลำยมีนิจภัต สลำกภัต และคิลำนภัต เป็นต้น ในคฤหำสน์
ของอนำถบิณฑิกเศรษฐีทุก ๆ วัน, ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไปคฤหำสน์ของ
จูฬอนำถบิณฑิกเศรษฐีเป็นนิตย์. ของนำงวิสำขำ (และ) นำงสุปป-
วำสำ ก็เช่นเดียวกัน" ดังนี้แล้ว ทรงพระประสงค์จะบำำรุงภิกษุสงฆ์
ด้วยพระองค์เองบ้ำง จึงเสด็จไปวิหำร ทรงนิมนต์พระศำสดำ พร้อม
กับภิกษุพันรูป ถวำยทำนด้วยพระหัตถ์ (เอง) สิ้น ๗ วัน ในวันที่ ๗
ถวำยบังคมพระศำสดำแล้ว ทูลว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
- 12.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 10
พระองค์จงทรงรับภิกษำของพระองค์ พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็น
นิตย์เถิด."
พระศำสดำ. มหำบพิตร ธรรมดำพระพุทธเจ้ำทังหลำย ย่อม
้
ไม่รับภิกษำประจำำในทีแห่งเดียว, ประชำชนเป็นจำำนวนมำก ย่อม
่
หวังเฉพำะกำรมำของพระพุทธเจ้ำทั้งหลำย.
พระรำชำ. ถ้ำกระนั้น ขอพระองค์ โปรดส่งภิกษุรูปหนึ่งไป
ประจำำเถิด.
พระศำสดำได้ทรงทำำให้เป็นภำระของพระอำนนทเถระ.
[พระรำชำทรงลืมจัดกำรเลี้ยงภิกษุถึง ๓ วัน]
พระรำชำไม่ทรงจัด (เจ้ำหน้ำที่) ไว้ว่ำ "เมื่อภิกษุสงฆ์มำแล้ว
ชื่อว่ำชนเหล่ำนี้ รับบำตรแล้ว จงอังคำส" ทรงอังคำสด้วย
พระองค์เองเท่ำนั้นตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ทรงลืมไป จึงได้ทรง
กระทำำให้เนิ่นช้ำแล้ว.
ก็ธรรมดำในรำชตระกูล ชนทั้งหลำย อันพระรำชำมิได้ทรงสั่ง
แล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อปูอำสนะทั้งหลำย นิมนต์พวกภิกษุให้นั่งแล้ว
อังคำส. พวกภิกษุ (ก็) "เรำไม่อำจเพื่อยับยั้งอยู่ใน
คิดกันว่ำ
ที่นี้ได้" พำกันหลีกไปเสียหลำยรูป. แม้ในวันที่ ๒ พระรำชำ (ก็)
ทรงลืมแล้ว. แม้ในวันที่ ๒ ภิกษุเป็นอันมำก (ก็) พำกันหลีกไป.
ถึงในวันที่ ๓ พระรำชำก็ทรงลืม ในกำลนั้น เว้นพระอำนนทเถระองค์
เดียวเท่ำนั้น พวกภิกษุที่เหลือ พำกันหลีกไป (หมด).
- 13.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 11
[คนมีบุญย่อมหนักในเหตุ]
ธรรมดำผู้มีบุญทั้งหลำย ย่อมเป็นผู้เป็นไปในอำำนำจแห่งเหตุ
จึงรักษำควำมเลื่อมใสแห่งตระกูลทั้งหลำยไว้ได้. ก็สำวกของพระตถำคต
แม้ทงหมดที่ถึงฐำนันดร ตังต้นแต่ชนทัง ๘ เหล่ำนี้ คือ อัครสำวก
ั้ ้ ้
๒ รูป คือ พระสำรีบตรเถระ พระมหำโมคคัลลำนเถระ, อัครสำวิกำ ๒ รูป
ุ
คือ นำงเขมำ นำงอุบลวรรณำ, บรรดำอุบำสกทั้งหลำย อุบำสก
ผู้เป็นอัครสำวก ๒ คน คือ จิตตคฤหบดี หัตถกอุบำสก ชำวเมือง
อำฬวี, บรรดำอุบำสิกำทังหลำย อุบำสิกำผู้เป็นอัครสำวิกำ ๒ คน
้
คือ มำรดำของนันทมำณพ ชือเวฬุกัณฏกี นำงขุชชฺตรำ,
่ (ล้วน)
มีบุญมำก สมบูรณ์ด้วยอภินิหำร เพรำะควำมเป็นผูบำำเพ็ญบำรโดยเอกเทศ .
้
[พระรำชำเสด็จไปทรำบทูลพระศำสดำ]
แม้พระอำนนทเถระ มีบำรมีอันบำำเพ็ญแล้วตั้งแสนกัป สมบูรณ์
ด้วยอภินิหำร มีบุญมำก เมื่อจะรักษำควำมเลื่อมใสของตระกูล จึงได้
ยับยั้งอยู่ เพรำะควำมที่ตนเป็นไปในอำำนำจแห่งเหตุ, พวกรำชบุรุษ
นิมนต์ท่ำนรูปเดียวเท่ำนั้นให้นั่งแล้วอังคำส. พระรำชำเสด็จมำในเวลำ
ที่พวกภิกษุไปแล้ว ทอดพระเนตรเห็นขำทนียะและโภชนียะตั้งอยู่
อย่ำงนั้นแหละ จึงตรัสถำมว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำทังหลำยมิได้มำหรือ ?"
้
๑. บำรมี ๑๐ คือ ทำนบำรมี ศีลบำรมี เนกขัมบำรมี ปัญญำบำรมี วิริยบำรมี ขันติ
บำรมี
สัจจบำรมี อธิฏฐำนบำรมี เมตตบำรมี อุเบกขำบำรมี.
- 14.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 12
ทรงสดับว่ำ "พระอำนนทเถระมำรูปเดียวเท่ำนั้น พระเจ้ำข้ำ"
ทรงพิโรธภิกษุทั้งหลำยว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำย ได้ทำำกำรตัดขำด
ต่อเรำเพียงเท่ำนี้เป็นแน่" จึงเสด็จไปสำำนักพระศำสดำ กรำบ
ทูลว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ำพระองค์จดแจงภิกษำไว้ เพื่อ
ั
ภิกษุ ๕๐๐ รูป, ทรำบว่ำ พระอำนนทเถระรูปเดียวเท่ำนั้นมำ, ภิกษุ
ที่หม่อมฉันจัดแจงแล้ว ตังอยู่อย่ำงนั้นนั่นเอง ภิกษุ ๕๐๐ รูป ไม่
้
กระทำำควำมสำำคัญในพระรำชวังของหม่อมฉัน (เลย); จักมีเหตุ
อะไรหนอแล ?"
[ตระกูลที่ภิกษุควรเข้ำไปและไม่ควรเข้ำไป]
พระศำสดำไม่ตรัสโทษของพวกภิกษุ ตรัสว่ำ "มหำบพิตร
สำวกทั้งหลำยของอำตมภำพ ไม่มีควำมคุ้นเคยกับพระองค์, เพรำะ
เหตุนั้น ภิกษุทั้งหลำยจักไม่ไปแล้ว" เมื่อจะทรงประกำศเหตุแห่งกำร
ไม่เข้ำไป และเหตุแห่งกำรเข้ำไปสู่ตระกูลทั้งหลำย ตรัสเรียกภิกษุ
ทั้งหลำยมำแล้ว ตรัสพระสูตร "ภิกษุทั้งหลำย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยัง
ไม่เข้ำไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้ำไป, และครั้นเข้ำไปแล้ว ก็ไม่ควร
นั่งใกล้, (ตระกูลที่ประกอบ) ด้วยองค์ ๙ เป็นไฉน ? (ตระกูล
ที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่ำนี้; คือ เขำไม่ต้อนรับด้วยควำมพอใจ,
ไม่อภิวำทด้วยควำมพอใจ, ไม่ให้อำสนะด้วยควำมพอใจ,
ซ่อนของที่มีอยูของเขำไว้,
่ เมื่อของมีอยู่มำก ก็ให้แต่น้อย,
๑. องฺ. นวก. ๒๓/๔๐๑.
- 15.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 13
เมื่อมีของประณีต ก็ให้ของเศร้ำหมอง, ให้โดยไม่เคำรพ
ไม่ให้โดยควำมเคำรพ, ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม, เมื่อกล่ำวธรรมอยู่
เขำก็ไม่ยินดี. ภิกษุทั้งหลำย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่ำนี้
แล ภิกษุยังไม่เข้ำไปแล้ว ก็ไม่ควรเข้ำไป และครั้นเข้ำไปแล้ว
ก็ไม่ควรนั่งใกล้.
ภิกษุทั้งหลำย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ ภิกษุยัง
ไม่เข้ำไป ก็ควรเข้ำไป และเมื่อเข้ำไปแล้ว ก็ควรนั่งใกล้.
(ตระกูลที่ประกอบ) ด้วงองค์ ๙ เป็นไฉน ? (ตระกูลที่ประกอบ
ด้วยองค์ ๙ เหล่ำนี้): คือ เขำต้อนรับด้วยควำมพอใจ, อภิวำท
ด้วยควำมพอใจ, ให้อำสนะด้วยควำมพอใจ, ไม่ซ่อนของที่
มีอยูของเขำไว้, เมื่อของมีมำก ก็ให้มำก, เมื่อมีของประณีต
่
ก็ให้ของประณีต, ให้โดยเคำรพ ไม่ให้โดยไม่เคำรพ, เข้ำไป
นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม, เมื่อกล่ำวธรรมอยู่ เขำก็ยินดี. ภิกษุ
ทั้งหลำย ตระกูลที่ประกอบด้วยองค์ ๙ เหล่ำนี้แล ภิกษุยงไม่
ั
เข้ำไป ก็ควรเข้ำไป และครั้นเข้ำไปแล้ว ก็ควรนั้นใกล้."
แล้วจึงตรัสว่ำ "มหำบพิตร สำวกของอำตมภำพ เมื่อไม่ได้
ควำมคุ้นเคยจำกสำำนักของพระองค์ จึงจักไม่ไป ด้วยประกำรฉะนี้แล;
แท้จริง โบรำณบัณฑิตทังหลำย แม้เขำบำำรุงอยู่ด้วยควำมเคำรพ
้
ในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย ถึงเวทนำแทบปำงตำย ก็ได้ไปสู่ทของผู้คุ้นเคย
ี่
กันเหมือนกัน, อันพระรำชำทูลถำมว่ำ ในกำลไร ? พระเจ้ำข้ำ"
ทรงนำำอดีตนิทำนมำ (สำธกดังต่อไปนี้) :-
- 16.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 14
[เรื่องเกสวดำบส]
ในอดีตกำล เมื่อพระเจ้ำพรหมทัต เสวยรำชสมบัติในพระ
นครพำรำณสี พระรำชำทรงพระนำมว่ำเกสวะ ทรงสละรำชสมบัติ
ผนวชเป็นฤำษี. บุรุษ ๕๐๐ คน (ออก) บวชตำมพระรำชำนั้น.
ท้ำวเธอได้พระนำมว่ำเกสวดำบส. อนึ่ง นำยภูษำมำลำของพระองค์
ก็ได้ตำมบวชเป็นอันเตวำสิกนำมว่ำกัปปกะ เกสวดำบสกับบริษัทอำศัย
อยู่ในหิมวันตประเทศสิ้น ๘ เดือน ในฤดูฝน เพื่อต้องกำรเสพรสเค็ม
และรสเปรี้ยว ไปถึงกรุงพำรำณสีแล้ว เข้ำไปสู่พระนครเพื่อภิกษุ,
ลำำดับนั้น พระรำชำทอดพระเนตรเห็นดำบสนั้น ทรงเลื่อมใส. ทรง
รับปฏิญญำเพื่อประโยชน์แก่กำรอยู่ในสำำนักของพระองค์ตลอด ๔ เดือน
(นิมนต์) ให้พักอยู่ในพระรำชอุทยำน ย่อมเสด็จไปสู่ทบำำรุงพระดำบส
ี่
นั้น ทังเย็นทั้งเช้ำ. พวกดำบสที่เหลือพักอยู่ ๒-๓ วัน รำำคำญด้วย
้
เสียงอึงคะนึงต่ำง ๆ มีเสียงช้ำงเป็นต้นพวกกระผมรำำคำญใจ, จะไปละ"
เกสวะ. จะไปไหนกัน ? พ่อ.
อันเตวำสิก. ไปสู่หิมวันตประเทศ ท่ำนอำจำรย์.
เกสวะ. ในวันที่พวกเรำมำทีเดียว พระเจ้ำแผ่นดินทรงรับ
ปฏิญญำ เพื่อประโยชน์แก่กำรอยู่ในที่นี้ตลอด ๔ เดือน, พวกเธอ
จักไปเสียอย่ำงไรเล่ำ ? พ่อ.
อันเตวำสิกกล่ำวว่ำ "ท่ำนอำจำรย์ไม่บอกพวกกระผมเสียก่อน
๑. อันเสียงทังหลำยมีเสียงช้ำงเป็นต้น เบียดเบียนแล้ว.
้
- 17.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 15
แล้วจึงถวำยปฏิญญำ, พวกกระผมไม่สำมำรถจะอยู่ในที่นี้ได้, จัก
อยู่ในที่ ๆ (พอ) ฟังควำมเป็นไปของท่ำนอำจำรย์ได้ ซึงไม่ไกล
่
จำกที่นี้" ดังนี้ พำกันไหว้พระอำจำรย์แล้วหลีกไป. อำจำรย์คงอยู่กับ
อันเตวำสิกชื่อกัปปกะ (เท่ำนั้น).
พระรำชำเสด็จมำสู่ที่บำำรุง ตรัสถำมว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำทังหลำย
้
ไปไหน ?" เกสวดำบสทูลว่ำ "มหำบพิตร พวกดำบสเหล่ำนั้นบอกว่ำ
'พวกกระผมรำำคำญใจ' ดังนีแล้ว ก็ไปสู่หิมวันตประเทศ"
้
กำลต่อมำไม่นำนนัก แม้กัปปำดำบส (ก็) รำำคำญแล้ว แม้ถูก
อำจำรย์ห้ำมอยู่บ่อย ๆ ก็กล่ำวว่ำ "ไม่อำจ" แล้วก็หลีกไป.
แต่กัปปกดำบสนั้น ไม่ไปสำำนักของพวกดำบสนอกนี้ คอย
ฟังข่ำว ในกำลต่อมำเมื่ออำจำรย์คิดถึงพวกอันเตวำสิก โรคในท้องก็
เกิดขึ้น.
พระรำชำรับสั่งให้แพทย์เยียวยำ. โรคก็ไม่สงบได้. พระดำบส
"มหำบพิตร พระองค์ทรงพระประสงค์จะให้โรคของ
จึงทูลว่ำ
อำตมภำพสงบหรือ ?"
พระรำชำ. ข้ำแต่ทำนผู้เจริญ หำกว่ำข้ำพเจ้ำอำจ, ก็พึงทำำ
่
ควำมผำสุกแก่ท่ำน เดียวนี้แหละ.
๋
ดำบส. มหำบพิตร หำกว่ำ พระองค์ทรงปรำรถนำควำมสุข
แก่อำตมภำพไซร้, โปรดส่งอำตมภำพไปสำำนักพวกอันเตวำสิกเถิด.
๑. ปวตฺตึ.
- 18.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 16
พระรำชำทรงรับว่ำ "ดีละ ขอรับ" แล้วให้ดำบสนั้นนอน
บนเตียงน้อย ทรงส่งอำำมำตย์ (ไป) ๔ นำย มีนำรทอำำมำตย์เป็น
หัวหน้ำ ด้วยรับสังว่ำ "พวกท่ำนทรำบข่ำวของพระผู้เป็นเจ้ำของเรำ
่
แล้ว พึงส่งข่ำวถึงเรำนะ."
กัปปกอันเตวำสิก ทรำบว่ำอำจำรย์มำ ก็ทำำกำรต้อนรับ เมื่อ
อำจำรย์กล่ำวว่ำ "พวกนอกนี้ไปอยู่ที่ไหนกัน ?" จึงเรียนว่ำ "ทรำบ
ว่ำอยู่ที่โน้น."
อันเตวำสิกแม้เหล่ำนั้น ทรำบว่ำอำจำรย์มำแล้ว (มำ) ประชุม
กัน ณ ที่นั้นนั่นแล ถวำยนำ้ำร้อนแล้ว ได้ถวำยผลำผลแก่อำจำรย์.
โรคสงบแล้วในขณะนั้นเอง. พระดำบสนั้น มีวรรณะประดุจทองคำำ
โดย ๒-๓ วันเท่ำนั้น.
ลำำดับนั้น นำรทอำำมำตย์ถำว่ำ "ข้ำแต่เกสีดำบสผู้มีโชค อย่ำงไรหนอ
ท่ำนจึง
ละพระรำชำ ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ ผูบันดำลสมบัติ
้
น่ำใคร่ทงสิ้นให้สำำเร็จเสีย แล้วยินดีในอำศรม
ั้
ของกัปปกดำบส."
ท่ำนตอบว่ำ :-
"คำำไพเรำะชวนให้รื่นรมย์มีอยู่, รุกขชำติเป็น
ที่เพลินใจมีอยู่, ดูก่อนนำรทะ คำำที่กัปปกะ
กล่ำวดีแล้ว ย่อมให้เรำยินดีได้"
๑. ขุ. ชำ. จตุกฺก ๒๗/๑๖๐. ตทฏฺกถำ. ๔/๔๐๕.
- 19.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 17
นำรทอำำมำตย์ถำมว่ำ
"ท่ำนบริโภคข้ำวสุกแห่งข้ำวสำลี อันจืดด้วย
เนื้อดี ๆ แล้ว, ข้ำวฟ่ำงและลูกเดือย ซึงหำรส
่
เค็มมิได้ จะทำำให้ท่ำนยินดีได้อย่ำงไร ?"
ท่ำนตอบว่ำ
"ผู้คุ้นเคยกันบริโภค น้อยหรือมำกในที่ใด, (อำหำรที่บริโภคในที่นั้น
ก็ให้สำำเร็จประโยชน์ได้) เพรำะว่ำ รสทังหลำย
้
มีควำมคุ้นเคยเป็นอย่ำงยิ่ง."
[พระศำสดำทรงย่อชำดก]
พระศำสดำครั้นทรงทำำพระธรรมเทศนำนี้มำแล้ว ทรงประมวล
ชำดก ตรัสว่ำ "พระรำชำ ในครั้งนั้น ได้เป็นโมคคัลลำนะ, นำรท-
อำำมำตย์ ได้เป็นสำรีบตร, อันเตวำสิกชื่อกัปปกะ ได้เป็นอำนนท์,
ุ
เกสวดำบส เป็นเรำเอง" ดังนีแล้ว ตรัสว่ำ "อย่ำงนั้น มหำบพิตร
้
บัณฑิตในปำงก่อน ถึงเวทนำปำงตำย ได้ไปสู่ที่คนมีควำมคุ้นเคย
กันแล้ว, สำวกทั้งหลำยของอำตมภำพ ชะรอยจะไม่ได้ควำมคุ้นเคย
ในสำำนักของพระองค์."
[พระรำชำทรงส่งสำสน์ไปขอธิดำเจ้ำศำกยะ]
พระรำชำทรงดำำริว่ำ "เรำควรจะทำำควำมคุ้นเคยกับภิกษุสงฆ์,
เรำจักทำำอย่ำงไรหนอ ?" ดังนีแล้ว ทรงดำำริ (อีก) ว่ำ "ควร
้
๑. ภุญฺเชยฺย ในชำดกและบำลีเป็น ภุญฺเช อรรถกถำแก้เป็น ภุญฺฺชิ.
- 20.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 18
ทำำพระธิดำแห่งพระญำติของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ไว้ในพระรำช-
มนเทียร, เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกภิกษุหนุ่มและพวกสำมเณร (ก็จะ)
คุ้นเคยแล้วมำยังสำำนักของเรำเป็นนิตย์ ด้วยคิดว่ำ "พระรำชเป็น
พระญำติของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ" ดังนี้ (จึง) ส่งพระรำชสำสน์
ไปสำำนักเจ้ำศำกยะทั้งหลำยว่ำ "ขอเจ้ำศำกยะทั้งหลำย จงประทำน
พระธิดำคนหนึ่งแก่หม่อมฉัน," แล้วรับสังบังคับทูตทั้งหลำยว่ำ
่ "พวก
ท่ำนพึงถำมว่ำ 'เป็นพระธิดำแห่งเจ้ำศำกยะองค์ไหน ?' แล้ว (จึง)
มำ."
[เจ้ำศำกยะให้ธิดำนำงทำสีแก่พระเจ้ำปเสนทิ]
พวกทูตไปแล้ว ทูลขอเจ้ำหญิง (คนหนึ่ง) กะเจ้ำศำกยะ
ทั้งหลำย. เจ้ำศำกยะเหล่ำนั้นประชุมกันแล้ว ทรงดำำริว่ำ "พระรำชำ
เป็นฝักฝ่ำยอื่น; ผิว่ำ พวกเรำจักไม่ให้ไซร้, ท้ำวเธอจักทำำให้เรำ
ฉิบหำย; ก็ (เมื่อว่ำ) โดยสกุล ท้ำวเธอไม่เสมอกับเรำเลย; พวกเรำ
ควรทำำอย่ำงไรกันดี ?"
ท้ำวมหำนำม ตรัสว่ำ "ธิดำของหม่อมฉัน ชื่อวำสภขัตติยำ
เกิดในท้องของนำงทำสี ถึงควำมเป็นผูมีรูปงำมเลิศมีอยู่, พวกเรำ
้
จักให้นำงนั้น" ดังนี้แล้ว จึงรับสังกะพวกทูตว่ำ "ดีละ พวกเรำจัก
่
ถวำยเจ้ำหญิงแด่พระรำชำ."
ทูต. เป็นพระธิดำของเจ้ำศำกยะองค์ไหน ?
เจ้ำศำกยะ. เป็นพระธิดำของท้ำวมหำนำมศำกยรำช ผูเป็น ้
พระโอรสของพระเจ้ำอำว์ของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ชือวำสภขัตติยำ.
่
- 21.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 19
ทูตเหล่ำนั้นไปกรำบทูลแด่พระรำชำ (ของตน). พระรำชำตรัส
ว่ำ "ถ้ำอย่ำงนั้นก็ดีละ, พวกเธอจงรีบนำำมำเถิด; ก็ธรรมดำพวก
กษัตริย์มีเล่ห์กลมำก (จะ) พึงส่งแม้ลูกสำวของนำงทำสีมำ (ก็อำจ
เป็นได้), พวกท่ำนจงนำำธิดำผู้เสวยอยู่ในภำชนะเดียวกันกับพระบิดำ
มำ" ดังนี้แล้ว ทรงส่งทูตทั้งหลำยไป.
พวกเขำไปแล้วกรำบทูลว่ำ "ขอเดชะ พระรำชำทรง
ปรำรถนำพระธิดำผู้เสวยร่วมกับพระองค์." ท้ำวมหำนำมรับสั่งว่ำ
"ได้ซิ พ่อ" (จึง) ให้ตกแต่งนำง ในเวลำเสวยของพระองค์
รับสั่งให้เรียกนำงมำแสดงอำกำร (ประหนึ่ง) ร่วมเสวยกับนำงแล้ว
มอบแต่ทูตทังหลำย. พวกเขำพำนำงไปยังเมืองสำวัตถีแล้ว กรำบทูล
้
เรื่องรำวนั้นแด่พระรำชำ.
พระรำชำทรงพอพระทัย ตังให้นำงเป็นใหญ่กว่ำสตรี ๕๐๐ คน
้
อภิเษกไว้ในตำำแหน่งอัครมเหสี. ต่อกำลไม่ชำนัก นำง
้ (ก็) ประสูติ
พระโอรส มีวรรณะเหมือนทองคำำ. ต่อมำในวันขนำนพระนำม
พระโอรสนั้น พระรำชำทรงส่งพระรำชสำส์นไปสำำนักพระอัยยิกำว่ำ
"พระนำงวำสภขัตติยำ พระธิดำแห่งศำกยรำช ประสูติพระโอรส
แล้ว, จะทรงขนำนพระนำมพระกุมำรนั้นว่ำอย่ำงไร ?"
ฝ่ำยอำำมำตย์ผู้รับพระรำชสำส์นนั้นไป ค่อนข้ำงหูตง. เขำไป
ึ
แล้ว ก็กรำบทูลแก่พระอัยยิกำของพระรำชำ.
[พระกุมำรได้พระนำมว่ำวิฑูฑภะ]
พระอัยยิกำนั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่ำ "พระนำงวำสภ-
- 22.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 20
ขัตติยำ แม้ไม่ประสูติพระโอรส ก็ได้ครอบครองชนทั้งหมด, ก็บัดนี้
นำงจักเป็นที่โปรดปรำนยิงของพระรำชำ."
่
อำำมำตย์หูตงฟังคำำว่ำ
ึ "วัลลภำ" ไม่ค่อยชัด เข้ำใจว่ำ
"วิฑูฑภะ" "ขอเดชะ
ครั้นเข้ำเฝ้ำพระรำชำแล้ว ก็กรำบทูลว่ำ
ขอพระองค์จงทรงขนำนพระนำมพระกุมำรว่ำ 'วิฑูฑภะ' เถิด."
พระรำชำทรงดำำริว่ำ "คำำว่ำ 'วิฑูฑภะ' จักเป็นชื่อประจำำ
ตระกูลเก่ำแก่ของเรำ" จึงได้ทรงขนำนพระนำมว่ำ "วิฑูฑภะ."
[วิฑูฑภะเสด็จเยียมศำกยสกุล]
่
ต่อมำ พระรำชำได้พระรำชทำนตำำแหน่งเสนำบดีแก่วิฑูฑภ-
กุมำรนั้น ในเวลำทียังทรงพระเยำว์นั่นแล ด้วยตั้งพระทัยว่ำ "จะ
่
กระทำำให้เป็นที่โปรดปรำนของพระศำสดำ."
วิฑูฑภกุมำรนั้น ทรงเจริญด้วยเครื่องบำำรุงสำำหรับกุมำร ใน
เวลำมีพระชนม์ ๗ ขวบ ทรงเห็นของเล่นต่ำง ๆ มีรูปช้ำงและรูปม้ำ
เป็นต้น ของกุมำรเหล่ำอื่น อันบุคคลนำำมำจำกตระกูลยำย จึงถำม
พระมำรดำว่ำ "เจ้ำแม่ ใคร ๆ เขำก็นำำบรรณำกำรมำจำกตระกูล
ยำยเพื่อพวกกุมำรเหล่ำอื่น, พระญำติไร ๆ ย่อมไม่สงบรรณำกำรไร ๆ
่
มำเพื่อหม่อมฉัน (บ้ำงเลย), เจ้ำแม่ไม่มีพระชนนีพระชนกหรือ ?"
ทีนั้น พระมำรดำจึงลวงโอรสนั้นว่ำ "พ่อ เจ้ำศำกยะเป็นยำย
ของเจ้ำมีอยู่, แต่อยู่ไกล, เหตุนั้น พวกท่ำน (จึง) มิได้สงเครื่อง
่
บรรณำกำรไร ๆ มำเพื่อเจ้ำ."
ในเวลำมีพระชันษำครบ ๑๖ ปี พระกุมำรจึงทูลพระมำรดำอีก
- 23.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 21
ว่ำ "เจ้ำแม่ หม่อมฉันใคร่จะเยี่ยมตระกูลพระเจ้ำยำย" แม้ถูก
พระมำรดำห้ำมอยู่ว่ำ "อย่ำเลย ลูกเอ๋ย, ลูกจักไปทำำอะไรในที่
นั้น" ก็ยงอ้อนวอนรำ่ำไป.
ั
ทีนั้น พระมำรดำ ของพระกุมำร ก็ยอมว่ำ "ถ้ำอย่ำงนั้น
ก็ไปเถิด."
[พวกศำกยะต้อนรับวิฑูฑภะ]
พระกุมำรกรำบทูลพระรำชบิดำแล้ว เสด็จออกไปพร้อมด้วย
บริวำรเป็นอันมำก. พระนำงสภขัตติยำทรงส่งจดหมำยล่วงหน้ำ
ไปก่อนว่ำ "หม่อมฉันอยู่ในที่นี้สบำยดี, พระญำติทั้งหลำยอย่ำ
แสดงโทษไร ๆ ของพระสวำมีแก่พระกุมำรนั้นเลย."
เจ้ำศำกยะทรงทรำบว่ำวิฑูฑภกุมำรเสด็จมำ ทรงปรึกษำกันว่ำ
"พวกเรำไม่อำจไหว้ (วิฑูฑภกุมำร) ได้" จึงส่งพระกุมำรทั้งหลำย
ที่เด็ก ๆ กว่ำวิฑูฑภะนั้นไปยังชนบทเสีย, เมื่อวิฑูฑภกุมำรนั้นเสด็จถึง
กบิลพัสดุ์บุรี, ก็ประชุมกันในท้องพระโรง. วิฑูฑภกุมำรได้เสด็จไป
ประทับอยู่ ณ ที่นั้น.
ลำำดับนั้น พวกเจ้ำศำกยะกล่ำวกะพระกุมำรนั้นว่ำ "พ่อ ผู้นี้
เป็นพระเจ้ำตำของพ่อ, ผูนี้เป็นพระเจ้ำลุง."
้ วิฑูฑภกุมำรนั้น เที่ยว
ไหว้เจ้ำศำกยะทั้งหมด มิได้เห็นเจ้ำศำกยะแม้องค์หนึ่งไหว้ตน (จึง)
ทูลถำมว่ำ "ทำำไมหนอ จึงไม่มีเจ้ำศำกยะทั้งหลำยไหว้หม่อมฉัน
บ้ำง ?"
พวกเจ้ำศำกยะตรัสว่ำ "พ่อ กุมำรที่เป็นน้อง ๆ ของพ่อ
- 24.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 22
เสด็จไปชนบท (เสียหมด) แล้วทรงทำำสักกำระใหญ่แก่พระกุมำร
นั้น. พระองค์ประทับอยู่สิ้น ๒-๓ วัน (ก็) เสด็จออกจำกพระนคร
ด้วยบริวำรเป็นอันมำก.
[วิฑูฑภะกลับสู่เมืองของตน]
ลำำดับนั้น นำงทำสีคนหนึ่งแช่งด่ำว่ำ "นี้เป็นแผ่นกระดำนที่
บุตรของนำงทำสีชอวำสภขัตติยำนัง" ดังนีแล้ว ล้ำงแผ่นกระดำน
ื่ ่ ้
ที่พระกุมำรนั้นนั่งในท้องพระโรง ด้วยนำ้ำเจือด้วยนำ้ำนม. มหำดเล็ก
คนหนึ่ง ลืมอำวุธของตนไว้ กลับไปเอำอำวุธนั้น ได้ยินเสียงด่ำ
วิฑูฑภกุมำร จึงถำมโทษนั้น ทรำบว่ำ "นำงวำสภขัตตยำ เกิด
ในท้องของนำงทำสีของท้ำวมหำนำมศำกยะ" (จึง) บอกกล่ำวแก่
พวกพล. ได้มีกำรอือฉำวกันอย่ำงขนำนใหญ่ว่ำ "ได้ยินว่ำ พระ
้
นำงวำสภขัตติยำ เป็นธิดำของนำงทำสี."
[วิฑูฑภะทรงอำฆำตพวกเจ้ำศำกยะ]
เจ้ำวิฑูฑภะทรงสดับคำำนั้น ตังพระหฤทัยไว้ว่ำ "เจ้ำศำกยะ
้
เหล่ำนั้น จงล้ำงแผ่นกระดำนที่เรำนั่งด้วยนำ้ำเจือด้วยนำ้ำนมก่อน, แต่
ในกำลที่เรำดำำรงรำชสมบัตแล้ว เรำจักเอำเลือดในลำำคอของเจ้ำ
ิ
ศำกยะเหล่ำนั้น ล้ำงแผ่นกระดำนที่เรำนั่ง" เมื่อพระองค์เสด็จยำตรำ
ถึงกรุงสำวัตถี, พวกอำำมำตย์ก็กรำบทูลเรื่องทังหมอแด่พระรำชำ.
้
พระรำชำทรงพิโรธเจ้ำศำกยะว่ำ "ได้ให้ธิดำนำงทำสีแก่เรำ"
จึงรับสังให้ริบเครื่องบริหำรที่พระรำชทำนแก่พระนำงวำสภขัตติยำและ
่
พระโอรส, ให้พระรำชทำนเพียงสิ่งของอันผู้เป็นทำสและทำสีพึงได้
- 25.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 23
เท่ำนั้น.
ต่อมำ โดยกำลล่วงไป ๒-๓ วัน พระศำสดำเสด็จไปยังพระ-
รำชนิเวศน์ ประทับนั่งแล้ว. พระรำชำเสด็จมำถวำยบังคมแล้วทูลว่ำ
"ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ข่ำวลือว่ำ พวกพระญำติของพระองค์
ประทำนธิดำแห่งนำงทำสีแก่หม่อมฉัน, เพรำะฉะนั้น หม่อมฉันจึง
ริบเครื่องบริหำรของนำงวำสภขัตติยำนั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ ๆ เพียง
สิ่งของอันผู้เป็นทำสและทำสีควรได้เท่ำนั้น."
พระศำสดำตรัสว่ำ "มหำบพิตร พวกเจ้ำศำกยะทำำกรรม
ไม่สมควร, ธรรมดำ เมื่อจะให้ ก็ควรให้พระธิดำที่มชำติเสมอกัน
ี ;
มหำบพิตร ก็อำตมภำพขอทูลพระองค์วำ 'พระนำงวำสภขัตติยำ
่
เป็นพระธิดำของขัตติยรำช ได้อภิเษกในพระรำชมนเทียรของ
ขัตติยรำช, ฝ่ำยวิฑูฑภกุมำร (ก็) ทรงอำศัยขัตติยรำชนั่นแลประสูติ
แล้ว, ธรรมดำว่ำ โคตรฝ่ำยมำรดำจักทำำอะไร (ได้), โคตรฝ่ำยบิดำ
เท่ำนั้นเป็นสำำคัญ" ดังนีแล้ว ตรัสว่ำ
้ "โบรำณกบัณฑิตทั้งหลำย
ได้พระรำชทำนตำำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงผู้ยำกจนชื่อกัฏฐหำริกำและพระกุมำรที่เกิดใน
ท้องของนำงนั้น (ก็) ถึงควำมเป็นพระรำชำ
ในพระนครพำรำณสี (อันกว้ำงใหญ่ไพศำล) ถึง ๑๒ โยชน์ ทรงพระ
นำมว่ำ "กัฏฐวำหนรำชำ" แล้วตรัสกัฏฐหำริยชำดก พระรำชำทรงสดับธรรมกถำ
ทรงยินดีวำ "ทรำบว่ำ โคตร
่
๑. หญิงหำบฟืน. ๒. ขุ. ชำ. เอก. ๒๗/๓. ตทฏฺกถำ. ๑/๒๐๔. แต่ใน
ที่นั้น เป็น
กัฏฐหำริชำดก.
- 26.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 24
ฝ่ำยบิดำเท่ำนั้นเป็นสำำคัญ" จึงรับสังให้พระรำชทำนเครื่องบริหำร
่
เช่นเคยนั่นแล แก่มำดำและบุตร.
[พันธุละพำภรรยำผู้แพ้ท้องอำบนำ้ำ]
ภรรยำแม้ของพันธุลเสนำบดีแล ชื่อมัลลิกำ ซึงเป็นพระธิดำ
่
ของเจ้ำมัลละ ในกุสินำรำนคร ไม่คลอดบุตรสิ้นกำลนำน.
ต่อมำ พันธุเสนำบดีสงนำงไปว่ำ
่ "เจ้ำจงไปสู่เรือนแห่งตระกูล
ของตนเสียเถิด."
นำงคิดว่ำ "เรำจักเฝ้ำพระศำสดำแล้ว (จึง) ไป" (จึง) เข้ำ
ไปยังพระเชตวัน ยืนถวำยบังคมพระตถำคต อันพระตถำคตตรัสถำม
ว่ำ "เธอจะไป ณ ทีไหน
่ ?" กรำบทูลว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ สำมี
ส่งหม่อมฉันไปสู่เรือนแห่งตระกูล."
พระศำสดำ. เพรำะเหตุไร ?
นำง. นัยว่ำ หม่อมฉันเป็นหมัน ไม่มีบุตร.
พระศำสดำ. ถ้ำอย่ำงนั้น, กิจคือกำรไปไม่มี, จงกลับเสียเถิด.
นำงดีใจ ถวำยบังคมพระศำสดำ กลับไปสู่นิเวศน์ เมื่อสำมี
ถำมว่ำ "กลับมำทำำไม ?" (ก็) ตอบว่ำ "พระทศพลให้ฉันกลับ."
พันธุละคิดว่ำ "พระทศพลผู้ทรงเห็นกำรณ์ไกล จักเห็นเหตุ (นี้)"
จึงรับไว้. ต่อมำไม่นำนนัก นำงก็ตงครรภ์ เกิดแพ้ท้อง บอกว่ำ
ั้
"ควำมแพ้ท้องเกิดแก่ฉันแล้ว."
พันธุละ. แพ้ท้องอะไร ?
นำง. นำย ฉันใคร่จะลงอำบแล้วดื่มนำ้ำควรดื่มในสระโบกขรณี
- 27.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 25
อันเป็นมงคลในงำนอภิเษกแห่งคณะรำชตระกูล ในนครไพศำลี.
พันธุละกล่ำวว่ำ "ดีละ" แล้วถือธนูอันบุคคลพึงโก่งด้วยเรี่ยว
แรงของบุรุษพันหนึ่ง อุมนำงขึ้นรถ ออกจำกเมื่อสำวัตถี ขับรถเข้ำ
้
ไปสู่เมืองไพศำลี โดยประตูที่เจ้ำลิจฉวีให้แก่มหำลิลิจฉวี.
ก็ที่อยู่อำศัยของเจ้ำลิจฉวีนำมว่ำมหำลิ มีอยู่ ณ ทีใกล้ประตูนั่นแล.
พอท่ำนได้ยินเสียงรถกระทบธรณีประตู (ก็) รู้ว่ำ"เสียงรถของ
พันธุละ" จึงกล่ำวว่ำ "วันนี้ ภัยจะเกิดแก่พวกเจ้ำลิจฉวี."
กำรอำรักขำสระโบกขรณี แข็งแรงทั้งภำยในและภำยนอก,
เบื้องบนเขำขึงข่ำยโลหะ, แม้นก ก็ไม่มีโอกำส.
ฝ่ำยพันธุลเสนำบดี ลงจำกรถ เฆี่ยนพวกมนุษย์ผู้รักษำด้วย
หวำย ให้หลบหนีไป (แล้ว) ตัดข่ำยโลหะ ให้ภริยำอำบแล้ว แม้
ตนเองก็อำบในภำยในสระโบกขรณีแล้ว อุมนำงขึ้นรถอีก ออกจำก
้
พระนคร ขับ (รถ) ไปโดยทำงที่มำแล้วนั่นแล.
[พวกเจ้ำลิจฉวีติดตำม]
พวกเจ้ำหน้ำทีผู้รักษำ ทูลเรื่องแก่พวกเจ้ำลิจฉวี. พวกเจ้ำ
่
ลิจฉวีกริ้ว เสด็จขึ้นรถ ๕๐๐ คัน (ขับ) ออกไปด้วยเจตนำว่ำ "จัก
จับเจ้ำมัลละชื่อพันธุละ." ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่เจ้ำมหำลิ.
เจ้ำมหำลิ ตรัสว่ำ "พวกท่ำนอย่ำเสด็จไป, เพรำะเจ้ำพันธุละ
นั้นจักฆ่ำพวกท่ำนทั้งหมด." แม้เจ้ำลิจฉวีเหล่ำนั้นก็ยังตรัสว่ำ "พวก
ข้ำพเจ้ำจักไปให้ได้." เจ้ำมหำลิ ตรัสว่ำ "ถ้ำกระนั้น พวกท่ำนทรง
เห็นที่ ๆ ล้อรถจมลงไปสูแผ่นดินจนถึงดุมแล้ว (ก็) พึงเสด็จกลับ;
่
- 28.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 26
เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักได้ยินเสียงรำวกับสำยอสนีบำตข้ำงหน้ำ, พึง
เสด็จกลับจำกที่นั้น ; เมื่อไม่กลับแต่นั้น จักเห็นช่องในแอกรถของ
พวกท่ำน, พึงกลับแต่ที่นั้นทีเดียว, อย่ำ (ได้) เสด็จไปข้ำงหน้ำ
(เป็นอันขำด)."
เจ้ำลิจฉวีเหล่ำนั้น ไม่เสด็จกลับตำมคำำของเจ้ำมหำลิ พำกัน
ติดตำมพันธุละเรื่อยไป. นำงมัลลิกำเห็นแล้ว (จึง) กล่ำวว่ำ "นำย
รถทั้งหลำยย่อมปรำกฏ."
พันธุละกล่ำวว่ำ "ถ้ำกระนั้น ในเวลำรถปรำกฏเป็นคันเดียวกัน
ทีเดียว เจ้ำพึงบอก."
ในกำลเมื่อรถทั้งหมดปรำกฏดุจเป็นคันเดียวกัน นำงจึงบอกว่ำ
"นำย งอนรถปรำกฏเป็นคันเดียวกันทีเดียว."
พันธุละกล่ำวว่ำ "ถ้ำกระนั้น เจ้ำจงจับเชือกเหล่ำนี้" แล้ว
ให้เชือกแก่นำง ยืนตรงอยู่บนรถ โก่งธนูขึ้น.
ล้อรถจมลงไปสู่แผ่นดินถึงดุม. เจ้ำลิจฉวีทรงเห็นที่นั้นแล้ว
(ก็) ยังไม่เสด็จกลับ. เจ้ำพันธุละนอกนี้ ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ดีดสำย
(ธนู). เสียงสำยธนูนั้น ได้เป็นประหนึ่งอสนีบำต. เจ้ำลิจฉวี
เหล่ำนั้น (ก็) ยังไม่เสด็จกลับแม้จำกที่นั้น, ยัง (ขืน) เสด็จติดตำม
ไปอยู่นั่นแล.
[อำำนำจลูกศรของพันธุละ]
พันธุละยืนอยู่บนรถนั่นแล ยินลูกศรไปลูกหนึ่ง. ลูกศรนั้น ทำำ
งอนรถ ๕๐๐ คันให้เป็นช่องแล้ว แทงทะลุพระรำชำ ๕๐๐ ในที่ผูก
- 29.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 27
เกรำะ แล้วจมลงไปในแผ่นดิน.
เจ้ำลิจฉวีเหล่ำนั้น ไม่รู้ว่ำตนถูกลูกศรแทงแล้วตรัสว่ำ "เฮ้ย
หยุดก่อน, เฮ้ย หยุดก่อน" ยัง (ขืน) เสด็จติดตำมไปนั่นแล.
พันธุลเสนำบดีหยุดรถแล้วกล่ำวว่ำ "พวกท่ำนเป็นคนตำย, ชื่อว่ำ
กำรรบของข้ำพเจ้ำกับคนตำยทังหลำย ย่อมไม่มี."
้
เจ้ำลิจฉวี. ชือว่ำคนตำย ไม่เหมือนเรำ.
่
พันธุละ. ถ้ำกระนั้น พวกท่ำนจงแก้เกรำะของคนหลังทั้งหมดดู.
พวกเจ้ำลิจฉวีเหล่ำนั้นให้แก้แล้ว. เจ้ำลิจฉวีองค์นั้น ล้มลงสิ้น
ชีพิตักษัยในขณะแก้เกรำะออกแล้วนั่นเอง.
ทีนั้น พันธุละจึงกล่ำวกะเจ้ำลิจฉวีเหล่ำนั้นว่ำ "พวกท่ำนแม้
ทั้งหมดก็เหมือนกัน, เสด็จไปเรือนของตน ๆ แล้ว จงจัดสิงที่ควร่
จัด พรำ่ำสอนลูกเมีย แล้ว (จึงค่อย) แก้เกรำะออก."
เจ้ำลิจฉวีเหล่ำนั้น กระทำำอย่ำงนั้นทุก ๆ องค์ ถึงชีพิตักษัยแล้ว.
[พันธุละมีบุตร ๓๒ คน]
ฝ่ำยพันธุละ (ก็) พำนำงมัลลิกำมำยังเมืองสำวัตถี. นำงคลอด
บุตรเป็นคู่ ๆ ถึง ๑๖ ครัง. ้
แม้บุตรของนำงทั้งหมดได้เป็นผู้แกล้วกล้ำ ถึงพร้อมด้วยกำำลัง,
ถึงควำมสำำเร็จศิลปะทั้งหมด. คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุรุษพันคนเป็นบริวำร.
พระลำนหลวงเต็มพรึบด้วยบุตรเหล่ำนั้นแล ซึ่งไปรำชนิเวศน์กับบิดำ.
[พันธุละเสนำบดีถูกฆ่ำพร้อมทังบุตร]
้
อยู่มำวันหนึ่ง พวกมนุษย์ แพ้ควำมด้วยคดีโกงในกำรวินิจฉัย
- 30.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 28
เห็นพันธุละกำำลังเดินมำ รำ่ำร้องกันใหญ่ แจ้งกำรกระทำำคดีโกงของ
พวกอำำมำตย์ผู้วินิจฉัย แก่พันธุลำนั้น.
พันธุลำไปสู่โรงวินิจฉัย พิจำรณำคดีนั้นแล้ว ได้ทำำผู้เป็นเจ้ำ
ของนั่นแล ให้เป็นเจ้ำของ. มหำชน ให้สำธุกำรเป็นไปด้วยเสียง
อันดัง.
พระรำชำทรงสดับเสียงนั้น ตรัสถำมว่ำ "นี่อะไรกัน ?" เมื่อ
ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงโสมนัส ให้ถอดพวกอำำมำตย์เหล่ำนั้นแม้
ทั้งหมด ทรงมอบกำรวินิจฉัยแก่พันธุละเท่ำนั้น. ตังแต่นั้นมำพันธุละ
้
(ก็) วินิจฉัยโดยถูกต้อง. จำำเดิมตังแต่วันนั้นมำ พวกอำำมำตย์ผู้
้
วินิจฉัยรุ่นเก่ำ ไม่ได้จำง มีรำยได้น้อย ยุยงในรำชตระกูลว่ำ
้
"พันธุละปรำรถนำเป็นพระรำชำ."
พระรำชำทรงเชื่อคำำของอำำมำตย์เหล่ำนั้น มิได้อำจจะทรงข่ม
พระหฤทัยได้, ทรงดำำริอีกว่ำ "เมื่อพันธุละถูกฆ่ำตำยในที่นี้นั่นแล,
ควำมครหำก็จักเกิดแก่เรำ" ทรงรับสังให้บุรุษที่แต่งไว้ โจมตี
่
ปัจจันตนคร แล้วรับสังให้หำพันธุละมำ ทรงส่งไปด้วยพระดำำรัสว่ำ
่
"ทรำบว่ำ จังหวัดปลำยแดน โจรกำำเริบขึ้น, ท่ำนพร้อมทั้งบุตรของ
ท่ำนจงไปจับโจรมำ," แล้วทรงส่งนำยทหำรผู้ใหญ่ซึ่งสำมำรถเหล่ำอื่น
ไปกับพันธุละเสนำบดีนั้น ด้วยพระดำำรัสว่ำ "พวกท่ำนจงตัดศีรษะ
พันธุละเสนำบดีพร้อมทั้งบุตร ๓๒ คน ในที่นั้นแล้วนำำมำ."
เมื่อพันธุละนั้นพอถึงจังหวัดปลำยแดน, พวกโจรที่พระรำชำ
ทรงแต่งไว้ กล่ำวกันว่ำ "ทรำบว่ำ ท่ำนเสนำบดีมำ" แล้วพำกัน
- 31.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 29
หลบหนีไป.
พันธุลเสนำบดีนั้น ยังประเทศนั้นให้สงบรำบเรียบแล้ว (ก็)
กลับมำ. ลำำดับนั้น ทหำรเหล่ำนั้นก็ตัดศีรษะพันธุเสนำบดีพร้อมกับ
บุตรทังหมด ในที่ใกล้พระนคร.
้
[นำงมัลลิกำเทวีไม่มีควำมเสียใจ]
วันนั้น นำงมัลลิกำเทวี นิมนต์พระอัครสำวกทั้ง ๒ พร้อมทัง
้
ภิกษุ ๕๐๐ รูป.
ครั้นในเวลำเช้ำ พวกคนได้นำำหนังสือมำให้นำง เนื้อควำมว่ำ
"โจรตัดศีรษะสำมีพร้อมทั้งบุตรของท่ำน." นำงรู้เรื่องนั้นแล้ว ไม่บอก
ใคร ๆ พับหนังสือใส่ไว้ในพกผ้ำ อังคำสภิกษุสงฆ์เรื่อยไป.
ขณะนั้น สำวใช้ของนำงถวำยภัตแก่ภิกษุแล้ว นำำถำด
เนยใสมำ ทำำถำดแตกตรงหน้ำพระเถระ. พระธรรมเสนำบดีกล่ำวว่ำ
"สิ่งของมีอันแตกเป็นธรรมดำ ก็แตกไปแล้ว, ใคร ๆ ไม่ควรคิด."
นำงมัลลิกำนั้น นำำเอำหนังสือออกจำกพกผ้ำ เรียนท่ำนว่ำ
"เขำนำำหนังสือนี้มำให้แก่ดิฉัน เนื้อควำมว่ำ 'พวกโจรตัดศีรษะ
บิดำพร้อมด้วยบุตร ๓๒ คน,' ดิฉันแม้สดับเรื่องนี้แล้ว ก็ยังไม่คด;
ิ
เมื่อ (เพียง) ถำดเนยใสแตก ดิฉันจักคิดอย่ำงไรเล่ำ ? เจ้ำข้ำ."
พระธรรมเสนำบดีกล่ำวคำำเป็นต้นว่ำ :-
"ชีวิตของสัตว์ทงหลำย ในโลกนี้ ไม่มีนิมต
ั้ ิ
ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ ทั้งฝืดเคือง ทั้งน้อย, และชีวิตนั้น
ซำ้ำประกอบด้วยทุกข์."
- 32.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 30
แสดงธรรมเสร็จแล้ว ลุกจำกอำสนะ ได้ไปวิหำรแล้ว.
ฝ่ำยนำงมัลลิกำให้เรียกบุตรสะใภ้ทั้ง ๓๒ คนมำแล้ว สังสอนว่ำ
่
"สำมีของพวกเธอไม่มีควำมผิด ได้รับผลกรรมในชำติก่อนของตน,
เธอทั้งหลำยอย่ำเศร้ำโศก อย่ำปริเทวนำกำร, อย่ำทำำกำรผูกใจแค้น
เบื้องบนพระรำชำ."
จำรบุรุษของพระรำชำ ฟังถ้อยคำำนั้นแล้ว กรำบทูลควำมที่ชน
เหล่ำนั้นไม่มีโทษแด่พระรำชำ. พระรำชำทรงถึงควำมสลดพระหฤทัย
เสด็จไปนิเวศน์ของนำงมัลลิกำนั้น ให้นำงมัลลิกำและหญิงสะใภ้ของ
นำงอดโทษ แล้วได้พระรำชทำนพรแก่นำงมัลลิกำ. นำงกรำบทูลว่ำ
"พรจงเป็นพรอันหม่อมฉันรับไว้เถิด" เมื่อพระรำชำนั้นเสด็จไป
แล้ว, ถวำยภัตเพื่อผู้ตำย อำบนำ้ำแล้ว เข้ำเฝ้ำพระรำชำ ทูลว่ำ
"ขอเดชะ พระองค์พระรำชทำนพรแก่หม่อมฉันแล้ว, อนึ่ง หม่อม
ฉันไม่มีควำมต้องกำรด้วยของอื่น, ขอพระองค์จงทรงอนุญำตให้ลูก
สะใภ้ ๓๒ คนของหม่อมฉัน และตัวหม่อมฉัน กลับไปเรือนแห่ง
ตระกูลเถิด."
พระรำชำทรงรับแล้ว. นำงมัลลิกำส่งหญิงสะใภ้ ๓๒ คนไปสู่
ตระกูลของตน ๆ ด้วยตนเอง. (และฝ่ำย) นำงได้ไปสู่เรือนแห่ง
ตระกูลของตนในกุสินำรำนคร.
ฝ่ำยพระรำชำ ได้พระรำชทำนตำำแหน่งเสนำบดีแก่ทีฆกำรำยนะ
ผู้ซงเป็นหลำนพันธุละเสนำบดี.
ึ่
ก็ทีฆกำรำยนะนั้น เที่ยวแสวงหำโทษของพระรำชำด้วยคิดอยู่
- 33.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 31
ว่ำ "ลุงของเรำ ถูกพระรำชำองค์นี้ ให้ตำยแล้ว." ข่ำวว่ำ จำำเดิม
แต่กำรที่พันธุละผู้ไม่มีควำมผิดถูกฆ่ำแล้ว พระรำชทรงมีวิปปฏิสำร
ไม่ได้รับควำมสบำยพระหฤทัย ไม่ได้เสวยควำมสุขในรำชสมบัติเลย .
[พระรำชำสวรรคต]
ครังนั้น พระศำสดำ ทรงอำศัยนิคมชือเมทฬุปะของพวกเจ้ำศำกยะ
้ ่
ประทับอยู่. พระรำชำเสด็จไปที่นั้นแล้ว ทรงให้ตงค่ำยในที่ไม่ไกลจำก
ั้
พระอำรำมแล้ว เสด็จไปวิหำร ด้วยบริวำรเป็นอันมำก ด้วยทรงดำำริ
ว่ำ "จักถวำยบังคมพระศำสดำ" พระรำชทำนเครื่องรำชกกุธภัณฑ์
ทั้ง ๕คันธกุฎี. พึงทรำบเรื่องทั้งหมดโดยทำำนองแห่งธรรมเจติยสูตร.พระองค์เสด็จเข้ำสู่
พระคันธกุฎีแล้ว ทีฆกำรำยนะจึงถือเอำเครื่อง
รำชกกุธภัณฑ์เหล่ำนั้น ทำำวิฑูฑภะให้เป็นพระรำชำ เหลือม้ำไว้ตัวหนึ่ง
และหญิงผู้เป็นพนักงำนอุปัฏฐำกคนหนึ่ง แล้วได้กลับไปเมืองสำวัตถี.
พระรำชำตรัสปิยกถำกับพระศำสดำแล้ว เสด็จออก ไม่ทรง
เห็นเสนำ จึงตรัสถำมหญิงนั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำำริวำ
่
"เรำจักพำหลำนไปจับวิฑูฑภะ" ดังนีแล้ว เสด็จไปกุรงรำชคฤห์
้
เสด็จถึงพระนคร เมื่อประตู (พระนคร) อันเขำปิดแล้วในเวลำวิกำล
บรรทมแล้วในศำลำแห่งหนึ่ง ทรงเหน็ดเหนื่อยเพรำะลมและแดด
๑. เครื่องประดับพระเกียรติยศของพระเจ้ำแผ่นดินมี ๕ อย่ำง คือ ๑. แส้จำมรี ๒. ม
งกุฏ
๓. พระขรรค์ ๔. ธำรพระกร ๕. ฉลองพระบำท บำงแห่งว่ำ ๑. พระขรรค์ ๒.
เศวตฉัตร
๓. มงกุฏ ๔. ฉลองพระบำท ๕. พันวำลวิชนี. ๒. ม. ม. ๑๓/๕๐๖.
- 34.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 32
ได้สวรรคตในที่นั้นนั่นเอง ในเวลำกลำงคืน. เมื่อรำตรีสว่ำงแล้ว,
ประชำชนได้ยินเสียงหญิงคนนั้นครำ่ำครวญอยู่ว่ำ "ข้ำแต่สมมติเทพ
ผู้จอมแห่งชำวโกศล พระองค์ไม่มีที่พึ่งแล้ว" จึงกรำบทูลแด่พระรำชำ.
ท้ำวเธอ ทรงรับสังให้ทำำเสรีรกิจของพระเจ้ำลุง ด้วยสักกำระใหญ่.
่
[พระเจ้ำวิฑูฑภะเสด็จไปพบพระศำสดำ]
แม้พระเจ้ำวิฑูฑภะ ได้รำชสมบัตแล้ว ทรงระลึกถึงเวรนั้น
ิ
"เรำจักยังเจ้ำศำกยะแม้ทั้งหมดให้ตำย"
ทรงดำำริว่ำ ดังนีแล้ว จึง
้
เสด็จออกไปด้วยเสนำใหญ่.
ในวันนั้น พระศำสดำทรงตรวจดูโลกในเวลำใกล้รุ่ง ทรงเห็น
ควำมพินำศแห่งหมู่ญำติแล้ว ทรงดำำริว่ำ "เรำควรกระทำำญำติ-
สังคหะ" ในเวลำเช้ำ เสด็จเที่ยวไปเพื่อบิณฑบำต เสด็จกลับจำก
บิณฑบำตแล้ว ทรงสำำเร็จสีหไสยำในพระคันธกุฎี ในเวลำเย็น
เสด็จไปทำงอำกำศ ประทับนั่งที่โคนไม้ มีเงำปรุโปร่ง ใกล้เมือง
กบิลพัสดุ์.
แต่นั้นไป มีต้นไทรเงำสนิทต้นใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ในรัชสีมำของ
พระเจ้ำวิฑูฑภะ. พระเจ้ำวิฑูฑภะทอดพระเนตรเห็นพระศำสดำ จึง
เสด็จเข้ำไปเฝ้ำ ถวำยบังคมแล้ว กรำบทูลว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ
เพรำะเหตุไร พระองค์จงประทับนั่งแล้วที่โคนไม้เงำปรุโปร่งนี้ ใน
ึ
เวลำร้อนเห็นปำนนี้, ขอพระองค์โปรดประทับนั่งที่โคนไทร มีเงำอัน
สนิทนั่นเถิด พระเจ้ำข้ำ" เมื่อพระศำสดำตรัสตอบว่ำ
"ช่ำงเถิด
มหำบพิตร, ชือว่ำเงำของหมู่พระญำติเป็นของเย็น," จึงทรงดำำริวำ
่ ่
- 35.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 33
"พระศำสดำจักเสด็จมำเพื่อทรงประสงค์รักษำหมู่พระญำติ" จึงถวำย
บังคมพระศำสดำ เสด็จกลับไปสู่เมืองสำวัตถีนั่นแล. แม้พระศำสดำ
ก็ทรงเหำะไปสู่เชตวันเหมือนกัน พระรำชำทรงระลึกถึงโทษแห่งพวก
เจ้ำศำกยะ เสด็จออกไปแม้ครั้งที่ ๒ ทอดพระเนตรเห็นพระศำสดำ
ในที่นั่นแล ก็เสด็จกลับอีก. เสด็จออกไปแม้ครังที่ ๓ ทอดพระเนตร
้
เห็นพระศำสดำในที่นั่นแล ก็เสด็จกลับ. แต่เมื่อพระเจ้ำวิฑูฑภะนั้น
เสด็จออกไปในครั้งที่ ๔, พระศำสดำทรงพิจำรณำเห็นบุรพกรรมของ
เจ้ำศำกยะทั้งหลำย ทรงทรำบควำมที่กรรมอันลำมกคือกำรโปรยยำพิษ
ในแม่นำ้ำของเจ้ำศำกยะเหล่ำนั้น เป็นกรรมอันใคร ๆ ห้ำมไม่ได้
จึงมิได้เสด็จไปในครั้งที่ ๔. พระเจ้ำวิฑูฑภะเสด็จออกไปแล้วด้วยพล
ใหญ่ ด้วยทรงดำำริว่ำ "เรำจักฆ่ำพวกเจ้ำศำกยะ."
[พระจ้ำวิฑูฑภะฆ่ำพวกศำกยะ]
ก็พระญำติทั้งหลำยของพระสัมมำสัมพุทธะ ชื่อว่ำไม่ฆ่ำสัตว์
แม้จะตำยอยู่ ก็ไม่ปลงชีวิตของเหล่ำสัตว์อื่น.
เจ้ำศำกยะเหล่ำนั้นคิดว่ำ "พวกเรำฝึกหัดมือแล้ว มีเครื่องผูก
สอดอันทำำแล้ว หัดปรือมำก, แต่พวกเรำไม่อำจปลงสัตว์อื่นจำก
ชีวิตได้เลย, พวกเรำจักแสดงกรรมของตนแล้วให้หนีไป." เจ้ำศำกยะ
เหล่ำนั้น ทรงมีเครื่องผูกสอดอันทำำแล้ว จึงเสด็จออกเริ่มกำรยุทธ.
ถูกศรที่เจ้ำศำกยะเหล่ำนั้นยิงไปไปตำมระหว่ำงๆ พวกบุรุษของพระเจ้ำ
วิฑูฑภะ, ออกไปโดยช่องโล่ห์และช่องหูเป็นต้น. พระเจ้ำวิฑูฑภะ
ทอดพระเนตรเห็น จึงตรัสว่ำ "พนำย พวกเจ้ำศำกยะย่อมตรัสว่ำ
- 36.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 34
'พวกเรำเป็นผู้ไม่ฆ่ำสัตว์' ? ก็เมื่อเช่นนี้ ไฉนพวกเจ้ำ
มิใช่หรือ
ศำกยะจึงยิงบุรุษของเรำให้ฉิบหำยเล่ำ." ลำำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งกรำบ
ทูลพระเจ้ำวิฑูฑภะนั้นว่ำ "ข้ำแต่เจ้ำ พระองค์ตรวจสอบดูแล้วหรือ ?
พระเจ้ำวิฑูฑภะ. พวกเจ้ำศำกยะ ยังบุรุษของเรำให้ฉิบหำย.
บุรุษ. บุรุษไร ๆ ของพระองค์ ชือว่ำตำยแล้ว ย่อมไม่มี,
่
ขอเชิญพระองค์จงรับสั่งให้นับบุรุษเหล่ำนั้นเถิด.
พระเจ้ำวิฑูฑภะเมื่อรับสั่งให้นับดูไม่ทรงเห็นหมดไป แม้คนหนึ่ง .
ท้ำวเธอเสด็จกลับจำกที่นั้นแล้ว ตรัสว่ำ "พนำย คนเหล่ำใด ๆ บอกว่ำ
'พวกเรำเป็นเจ้ำศำกยะ' ท่ำนทั้งหลำย จงฆ่ำคนเหล่ำนั้นทั้งหมด;
แต่จงให้ชีวต แก่คนที่ยืนอยู่ในสำำนักงำนเจ้ำศำกยะมหำนำม ผูเป็น
ิ ้
พระเจ้ำตำของเรำ.
เจ้ำศำกยะทั้งหลำยไม่เห็นเครื่องคือที่ตนพึงถือเอำ บำงพวก
คำบหญ้ำ บำงพวกถือไม้อ้อ ยืนอยู่, ถูกเขำถำมว่ำ "ท่ำนเป็นเจ้ำ
ศำกยะหรือไม่ใช่ ? เพรำะเหตุที่เจ้ำศำกยะเหล่ำนั้น แม้จะตำยก็ไม่พูด
คำำเท็จ; พวกที่ยืนคำบหญ้ำอยูแล้ว จึงกล่ำวว่ำ
่ "ไม่ใช่เจ้ำศำกยะ,
หญ้ำ." พวกที่ยืนถือไม้อ้อก็กล่ำวว่ำ "ไม่ใช่เจ้ำศำกยะ, ไม่อ้อ."
เจ้ำศำกยะเหล่ำนั้นและเจ้ำศำกยะที่ยืนอยู่ในสำำนักของท้ำวมหำนำม ได้
ชีวิตแล้ว.
บรรดำเจ้ำศำกยะเหล่ำนั้น เจ้ำศำกยะที่ยืนคำบหญ้ำ ชือว่ำเจ้ำ
่
ศำกยะหญ้ำ, พวกที่ยืนถือไม้ออ ชื่อว่ำ เจ้ำศำกยะไม้ออ.
้ ้
พระเจ้ำวิฑูฑภะรับสั่งให้ฆ่ำเจ้ำศำกยะอันเหลือทั้งหลำย ไม่เว้น
- 37.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 35
ทำรกแม้ยังดื่มนม ยังแม่นำ้ำคือโลหิต ให้ไหลไปแล้ว รับสั่งให้ล้ำง
แผ่นกระดำน ด้วยโลหิตในลำำคอของเจ้ำศำกยะเหล่ำนั้น.
ศำกยวงศ์ อันพระเจ้ำวิฑูฑภะเข้ำไปตัดแล้ว ด้วยอำกำร
อย่ำงนี้. พระเจ้ำวิฑูฑภะนั้น รับสั่งให้จับเจ้ำศำกยะมหำนำม เสด็จ
กลับแล้ว ในเวลำเสวยกระยำหำรเช้ำ ทรงดำำริว่ำ "เรำจักเสวยอำหำร
เช้ำ" ดังนี้แล้ว ทรงแวะในที่แห่งหนึ่ง, เมื่อโภชนะอันบุคคลนำำเข้ำ
ไปแล้ว, รับสั่งให้เรียกพระเจ้ำตำมำ ด้วยพระดำำรัสว่ำ "เรำจักเสวย
ร่วมกัน."
[มำนะกษัตริย์]
แต่กษัตริย์ทงหลำย ถึงจะสละชีวิต ก็ไม่ยอมเสวยร่อมกับบุตร
ั้
นำงทำสี; เพรำะฉะนั้น ท้ำวมหำนำมทอดพระเนตรเห็นสระ ๆ หนึ่ง
จึงตรัสว่ำ "เรำมีร่ำงกำยอันสกปรก, พ่อ เรำจักอำบนำ้ำ."
พระเจ้ำวิฑูฑภะตรัสว่ำ "ดีละ พระเจ้ำตำ เชิญพระเจ้ำตำ
อำบเถิด." ท้ำวมหำนำมทรงดำำริว่ำ "พระเจ้ำวิฑูฑภะนี้ จักฆ่ำเรำ
ผู้ไม่บริโภคร่วม, กำรตำยเองของเรำเท่ำนั้น ประเสริฐกว่ำ" ดังนี้
แล้ว จึงทรงสยำยผม สอดหัวแม่เท้ำเข้ำไปในผมขอดให้เป็นปมที่
ปลำย ดำำลงไปในนำ้ำ.
ด้วยเดชแห่งคุณของท้ำวมหำนำมนั้น นำคภพ ก็แสดงอำกำร
ร้อน. พระยำนำค ใคร่ครวญว่ำ "เรื่องอะไรกันหนอ ?" เห็นแล้ว
จึงมำสูสำำนักของท้ำวมหำนำมนั้น ให้ทำวมหำนำมประทับบนพังพำน
่ ้
แล้วเชิญเสด็จเข้ำไปสู่นำคภพ. ท้ำวมหำนำมนั้น อยู่ในนำคภพนั้น
- 38.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 36
นั่นแล สิน ๑๒ ปี.
้
ฝ่ำยพระเจ้ำวิฑูฑภะ ประทับนั่งคอยอยู่ ด้วยทรงดำำริวำ
่ "พระ
เจ้ำตำของเรำจักมำในบัดนี้; เมื่อท้ำวมหำนำมนั้นชักช้ำอยู่, จึงรับสั่ง
ให้ค้นในสระ ตรวจดูแม้ระหว่ำงบุรุษด้วยแสงประทีป ไม่เห็นแล้ว
ก็เสด็จหลีกไป ด้วยทรงดำำริว่ำ "พระเจ้ำตำจักเสด็จไปแล้ว."
[พระเจ้ำวิฑูฑภะถูกนำ้ำท่วมสวรรคต]
พระเจ้ำวิฑูฑภะนั้น เสด็จถึงแม่นำ้ำอจีรวดีในเวลำรำตรี รับสัง
่
ให้ตั้งค่ำยแล้ว. คนบำงพวก นอนแล้วที่หำดทรำยภำยในแม่นำ้ำ, บำง
พวก นอนบนบกในภำยนอก. แม้บรรดำพวกที่นอนแล้วในภำยใน
พวกที่มีบำปกรรมอันไม่ได้กระทำำแล้วในก่อน มีอยู่, แม้บรรดำพวกที่
นอนแล้วในภำยนอก ผูที่มีบำปกรรมอันได้กระทำำแล้วในก่อน มีอยู่,
้
มดแดงทังหลำยตังขึ้นแล้ว ในที่ซึ่งคนเหล่ำนั้นนอนแล้ว.
้ ้
ชนเหล่ำนั้น กล่ำวกันว่ำ "มดแดงตั้งขึ้นแล้วในที่เรำนอนแล้ว,
มดแดงตั้งขึ้นแล้ว ในที่เรำนอนแล้ว" จึงลุกขึ้น, พวกที่มีบำปกรรม
อันไม่ได้กระทำำแล้ว ลุกขึ้นไปนอนบนบก, พวกมีบำปกรรมอัน
กระทำำแล้ว ลงไปนอนเหนือหำดทรำย.
ขณะนั้น มหำเมฆตังขึ้น ยังฝนลูกเห็บให้ตกแล้ว. ห้วงนำ้ำ
้
หลำกมำ ยังพระเจ้ำวิฑูฑภะพร้อมด้วยบริษัท ให้ถึงสมุทรนั่นแล.
ชนทั้งหมด ได้เป็นเหยื่อแห่งปลำและเต่ำในสมุทรนั้นแล้ว. มหำชน
ยังกถำให้ตงขึ้นว่ำ "ควำมตำยของเจ้ำศำกยะทั้งหลำยไม่สมควรเลย,
ั้
ควำมตำยนี่ คือพวกเจ้ำศำกยะ อันพระเจ้ำวิฑูฑภะทุบแล้ว ๆ ชื่ออย่ำงนี้
- 39.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 37
ให้ตำย จึงสมควร."
[พวกเจ้ำศำกยะตำยสมควรแก่บุรพกรรม]
พระศำสดำทรงสดับคำำนั้นแล้ว จึงตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย
ควำมตำยอย่ำงนี้ ไม่สมควรแก่เจ้ำศำกยะทังหลำยในอัตภำพนี้ก็จริง
้
ถึงอย่ำงนั้น ควำมตำยที่พวกเจ้ำศำกยะนั่นได้แล้ว ก็ควรโดยแท้ ด้วย
สำมำรถแห่งกรรมลำมกที่เขำทำำไว้ในปำงก่อน."
ภิกษุ. ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เจ้ำศำกยะทั้งหลำยนั่น ได้กระทำำ
กรรมอะไรไว้ในปำงก่อน ?
พระศำสดำ. ในปำงก่อน พวกเจ้ำศำกยะนั่น รวมเป็นพวก
เดียวกัน โปรยยำพิษในแม่นำ้ำ.
ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลำยยังกถำให้ตงขึ้นในโรงธรรมว่ำ
ั้ "พระ
เจ้ำวิฑูฑภะ ยังเจ้ำศำกยะทั้งหลำยประมำณเท่ำนี้ให้ตำยแล้ว เสด็จมำอยู่,
เมื่อมโนรถของตนยังไม่ถึงที่สุดนั่นแล, พำชนมีประมำณเท่ำนั้น (ไป)
เกิดเป็นภักษำแห่งปลำและเต่ำในสมุทรแล้ว."
พระศำสดำเสด็จมำแล้ว ตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้
พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่ำนั้นทูลว่ำ
"ด้วยกถำชื่อนี้" จึงตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย เมื่อมโนรถของสัตว์
เหล่ำนี้ ยังไม่ถึงที่สดนั่นแล. มัจจุรำชตัดชีวิตินทรีย์แล้ว ให้จมลง
ุ
ในสมุทรคืออบำย ๔ ประดุจห้วงนำ้ำใหญ่ ท่วมทับชำวบ้ำนอันหลับ
ฉะนั้น" ดังนีแล้ว ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ:-
้
- 40.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 38
"มัจจุ ย่อมพำนระผู้มใจข้องในอำรมณ์ตำง ๆ
ี ่
ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียวไป เหมือนห้วงนำ้ำใหญ่
พัดชำวบ้ำนอันหลับแล้วไป ฉะนั้น."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บำทพระคำถำว่ำ พฺยำสตฺตมำส นร ควำม
ว่ำ ผูมีใจข้องแล้ว ในอำรมณ์อันถึงพร้อมแล้ว หรืออันยังไม่ถึง
้
พร้อมแล้ว.
พระผู้มีพระภำคตรัสอธิบำยนี้ไว้ว่ำ: นำยมำลำกำรเข้ำไป
สู่สวนดอกไม้ คิดว่ำ "จักเก็บดอกไม้ทั้งหลำย" แล้วไม่เก็บเอำ
ดอกไม้จำกในสวนนั้น ปรำรถนำกออื่น ๆ ชือว่ำส่งใจไปในสวน
่
ดอกไม้ทั้งสิ้น หรือคิดว่ำ "เรำจักเก็บดอกไม้จำกกอนี้" แล้วไม่
เก็บเอำดอกไม้จำกกอนั้น ย่อมส่งใจไปในที่อื่น เลือกอยู่ซึ่งกอไม้นั้น
นั่นเอง ชือว่ำย่อมถึงควำมประมำทฉันใด
่ ; นระบำงคน ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน หยังลงสู่ทำมกลำงกำมคุณ ๕ เช่นกันกับสวนดอกไม้ ได้รูป
่ ่
อันชอบใจแล้ว ปรำรถนำ กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่ชอบใจ
อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง, หรือได้บรรดำอำรมณ์มีเสียงเป็นต้นเหล่ำนั้นอย่ำง
ใดอย่ำงหนึ่งแล้ว ยังปรำรถนำอำรมณ์อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง (ต่อไป)
หรือได้รูปนั้นแหละ แล้วยังปรำรถนำอำรมณ์อย่ำงใดอย่ำงหนึ่งอยู่
ชื่อว่ำย่อมยินดีอำรมณ์นั้นนั่นแล, หรือได้บรรดำอำรมณ์มีเสียงเป็นต้น
อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง แล้วปรำรถนำอำรมณ์อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง (ชื่อว่ำ
ย่อมยินดีอำรมณ์อันตนได้แล้วนั้น). ในสวิญญำณกทรัพย์และอวิญ-
- 41.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 39
ญำณกทรัพย์ มีโค กระบือ ทำสี ทำส นำ สวน บ้ำน นิคมและชนบท
เป็นต้น ก็นัยนั้นนั่นแล, ในบริเวณวิหำรและปัจจัยมีบำตรและจีวร
เป็นต้น แม้ของบรรพชิต ก็นัยนั้นเหมือนกัน; (มัจจุย่อมพำ) นระผู้
มีใจข้องในกำมคุณอันถึงพร้อมแล้ว หรืออันยังไม่ถึงพร้อมแล้วซึ่งกำำลัง
เลือกเก็บดอกไม้ กล่ำวคือกำมคุณ ๕ อยู่อย่ำงนี้ด้วยประกำรฉะนี้ (ไป).
สองบทว่ำ สุตฺต คำม ควำมว่ำ ชื่อว่ำกำรหลับด้วยสำมำรถแห่ง
กำรหลับแห่งทัพพสัมภำระทั้งหลำยมีฝำเรือนเป็นต้นแห่งบ้ำน ย่อมไม่มี,
แต่บ้ำนชื่อว่ำเป็นอันหลับแล้ว ก็เพรำะเปรียบเทียบควำมที่สัตว์ทั้งหลำย
เป็นผู้ประมำทแล้วเพียงดังว่ำหลักแล้ว; มัจจุพำ (นระ) ไป ดุจห้วงนำ้ำ
ใหญ่อันกว้ำงและลึก ๒-๓ โยชน์ (พัดพำ) ชำวบ้ำนที่หลับแล้วอย่ำงนั้น
ไปอยู่ฉะนั้น ; คือว่ำ ห้วงนำ้ำใหญ่นั้น ยังชำวบ้ำนนั้นทั้งหมด ไม่ให้สัตว์
ไร ๆ ในบรรดำสตรี บุรุษ โค กระบือ และไก่เป็นต้น เหลือไว้ ให้ถึง
สมุทรแล้ว ทำำให้เป็นภักษำของปลำและเต่ำฉันใด; มัจจุคือควำมตำย
พำนระผู้มีใจข้องแล้วในอำรมณ์ต่ำงๆ คือตัดอินทรีย์คือชีวตของนระนั้น
ิ
ให้จมลงในสมุทรคืออบำยทั้ง ๔ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำยมี
โสดำปัตติผลเป็นต้นแล้ว, เทศนำมีประโยชน์แก่มหำชน ดังนี้แล.
เรื่องพระเจ้ำวิฑูฑภะ จบ.
- 42.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 40
๔. เรื่องนำงปติปูชิกำ [ข้อว่ำ
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภหญิง
ชื่อปติปูชิกำ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ปุปฺผำนิเหว" เป็นต้น.
เรื่องตั้งขึ้นในดำวดึงสเทวโลก.
[เทพธิดำจุติแล้วเกิดในกรุงสำวัตถี]
ได้ยินว่ำ เทพบุตรนำมว่ำมำลำภำรี ในดำวดึงสเทวโลกนั้น มี
นำงอัปสรพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เข้ำไปสู่สวน. เทพธิดำ ๕๐๐ ขึ้นสู่
ต้นไม้ ยังดอกไม้ให้ตกอยู่. เทพธิดำ ๕๐๐ เก็บเอำดอกไม้ที่เทพ-
ธิดำเหล่ำนั้นให้ตกแล้ว ประดับเทพบุตร. บรรดำเทพธิดำเหล่ำนั้น
เทพธิดำองค์หนึ่ง จุติบนกิ่งไม้นั้นนั่นแล. สรีระดับไป ดุจเปลวประทีป
นำงถือปฏิสนธิในเรือนแห่งตระกูลหนึ่ง ในกรุงสำวัตถี ในเวลำที่
นำงเกิดแล้ว เป็นหญิงระลึกชำติได้ ระลึกอยู่ว่ำ "เรำเป็นภริยำ
ของมำลำภำรีเทพบุตร" ถึงควำมเจริญ กระทำำกำรบูชำด้วยของ
หอมและดอกไม้เป็นต้น ปรำรถนำกำรเกิดเฉพำะในสำำนักสำมี. นำง
แม้ไปสู่ตระกูลอื่น ในเวลำมีอำยุ ๑๖ ปี ถวำยสลำกภัต ปักขิกภัต
และวัสสำวำสิกภัตเป็นต้นแล้ว ย่อมกล่ำวว่ำ "ส่วนแห่งบุญนี้ จงเป็น
ปัจจัยเพื่อประโยชน์แก่อันบังเกิดในสำำนักสำมีของเรำ."
พระมหำฮั้ว ป. ธ. ๕. วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
- 43.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 41
[จุตจำกมนุษยโลกแล้วไปเกิดในสวรรค์]
ิ
ลำำดับนั้น ภิกษุทั้งหลำยทรำบว่ำ "นำงนี้ ลุกขึ้นเสร็จสรรพ
แล้ว ย่อมปรำรถนำผัวเท่ำนั้น" จึงขนำนนำมของนำงว่ำ "ปติปชิกำ." ู
แม้นำงปติปชิกำนั้น ย่อมปฏิบัติโรงฉัน เข้ำไปตั้งนำ้ำฉัน ปูอำสนะ
ู
เป็นนิตย์. มนุษย์แม้พวกอื่น ใคร่เพื่อจะถวำยสลำกภัตเป็นต้น นำำมำ
มอบให้ด้วยคำำว่ำ "แม่ ท่ำนจงจัดแจงภัตแม้เหล่ำนี้ แก่ภิกษุสงฆ์."
แม้นำงเดินไปเดินมำอยู่โดยทำำนองนั่น ได้กุศลธรรม ๕๖ ทุกย่ำงเท้ำ
นำงตั้งครรภ์แล้ว. นำงก็คลอดบุตร โดยกำลอันล่วงไป ๑๐ เดือน.
ในกำลที่บุตรนั้นเดินได้ นำงได้บุตรแม้อื่น ๆ รวม ๔ คน. ในวันหนึ่ง
นำงถวำยทำน ทำำกำรบูชำ ฟังธรรม รักษำสิกขำบท ในเวลำเป็นที่สุด
แห่งวัน ก็ทำำกำละด้วยโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึงบังเกิดขึ้นในขณะนั้น
่
แล้วบังเกิดในสำำนักสำมีเดิมของตน.
[อำยุของมนุษย์ประมำณ ๑๐๐ ปี]
ฝ่ำยนำงเทพธิดำนอกนี้ กำำลังประดับเทพบุตรอยู่นั่นเอง ตลอด
กำลเท่ำนี้. เทพบุตรเห็นนำงนั้น กล่ำวว่ำ "เธอหำยหน้ำไปตั้งแต่
เช้ำ, เธอไปไหนมำ ?"
เทพธิดำ. ดิฉันจุติค่ะ นำย.
เทพบุตร เธอพูดอะไร ?
เทพธิดำ. ข้อนั้นเป็นอย่ำงนี้ นำย.
เทพบุตร. เธอเกิดแล้วในที่ไหน ?
- 44.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 42
เทพธิดำ. เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกรุงสำวัตถี.
เทพบุตร. เธอดำำรงอยู่ในกรงสำวัตถีนั้นสิ้นกำลเท่ำไร ?
เทพธิดำ. ข้ำแต่นำย ดิฉันออกจำกท้องมำรดำ โดยกำลอัน
ล่วงไป ๑๐ เดือน ในเวลำอำยุ ๑๖ ปี ไปสูตระกูลผัว คลอดบุตร ๔ คน
่
ทำำบุญมีทำนเป็นต้น ปรำรถนำถึงนำย มำบังเกิดแล้วในสำำนักของนำย
ตำมเดิม.
เทพบุตร. อำยุของมนุษย์มีประมำณเท่ำไร ?
เทพธิดำ. ประมำณ ๑๐๐ ปี.
เทพบุตร. เท่ำนั้นเองหรือ ?
เทพธิดำ. ค่ะ นำย
เทพบุตร. พวกมนุษย์ถือเอำอำยุประมำณเท่ำนี้เกิดแล้ว เป็น
ผู้ประมำทเหมือนหลับ ยังกำลให้ล่วงไปหรือ ? หรือทำำบุญมีทำน
เป็นต้น ?
เทพธิดำ. พูดอะไร นำย, พวกมนุษย์ประมำทเป็นนิตย์ ประหนึ่ง
ถือเอำอำยุตงอสงไขยเกิดแล้ว ประหนึ่งว่ำไม่แก่ไม่ตำย.
ั้
ควำมสังเวชเป็นอันมำก ได้เกิดขึ้นแก่มำลำภำรีเทพบุตรว่ำ
"ทรำบว่ำ พวกมนุษย์ถือเอำอำยุประมำณ ๑๐๐ ปีเกิดแล้ว ประมำท
นอนหลับอยู่, เมื่อไรหนอ ? จึงจักพ้นจำกทุกข์ได้."
[๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่ำ ๑ วันในสวรรค์]
ก็ ๑๐๐ ปีของพวกเรำ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของพวกเทพเจ้ำชั้น
ดำวดึงส์, ๓๐ รำตรีโดยรำตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง, กำำหนดด้วย ๑๒
- 45.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 43
เดือนโดยเดือนนั้น เป็นปีหนึ่ง, ๑๐๐๐ ปีทิพย์ โดยปีนั้น เป็นประมำณ
อำยุของเทพเจ้ำชั้นดำวดึงส์. ๑๐๐๐ ปีทิพย์นั้น โดยกำรนับในมนุษย์
เป็น ๓ โกฏิ ๖ ล้ำนปี.
เพรำะฉะนั้น แม้วันเดียวของเทพบุตรนั้น (ก็) ยังไม่ล่วงไป
ได้เป็นกำลเช่นครู่เดียวเท่ำนั้น. ขึ้นชื่อว่ำควำมประมำท ของสัตว์ผู้
มีอำยุน้อย อย่ำงนี้ ไม่ควรอย่ำงยิงแล.
่
ในวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุเข้ไปสู่บำน เห็นโรงฉันอันไม่ได้จัด
้
อำสนะยังไม่ได้ปู นำ้ำฉันยังไม่ได้ตงไว้ จึงกล่ำวว่ำ
ั้ "นำงปติปชิกำ
ู
ไปไหน ?"
ชำวบ้ำน. ท่ำนผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำยจักเห็นนำง ณ ที่
ไหน ? วันวำนนี้ เมื่อพระผู้เป็นเจ้ำฉันแล้ว (กลับ) ไป, นำงตำยใน
ตอนเย็น.
ภิกษุปุถุชนฟังคำำนั้นแล้ว ระลึกถึงอุปกำระของนำงนั่น ไม่อำจจะ
กลั้นนำ้ำตำไว้ได้, ธรรมสังเวชได้เกิดแก่พระขีณำสพ. ภิกษุเหล่ำนั้น
ทำำภัตกิจแล้ว ไปวิหำร ถวำยบังคมพระศำสดำ ทูลถำมว่ำ "ข้ำแต่
พระองค์ผู้เจริญ อุบำสิกำชื่อปติปูชิกำ ลุกขึ้นเสร็จสรรพแล้ว ทำำบุญมี
ประกำรต่ำงๆ ปรำรถนำถึงสำมีเท่ำนั้น, บัดนี้ นำง ตำยแล้ว (ไป)
เกิด ณ ที่ไหน ?"
พระศำสดำ. ภิกษุทั้งหลำย นำงเกิดในสำำนักสำมีของตน
นั่นแหละ.
ภิกษุ. ในสำำนักสำมี ไม่มี พระเจ้ำข้ำ.
- 46.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 44
พระศำสดำ. ภิกษุทั้งหลำย นำงปรำรถนำถึงสำมีนั่น ก็หำมิได้,
มำลำภำรีเทพบุตร ในดำวดึงสพิภพ เป็นสำมีของนำง, นำงเคลื่อนจำก
ที่ประดับดอกไม้ของสำมีนั้นแล้ว ไปบังเกิดในสำำนักสำมีนั้นนั่นแลอีก.
ภิกษุ. ได้ยินว่ำ อย่ำงนั้นหรือ ? พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. อย่ำงนั้น ภิกษุทั้งหลำย.
ภิกษุ. น่ำเวช ! ชีวิตของสัตว์ทงหลำยน้อย
ั้ (จริง) พระเจ้ำข้ำ
เช้ำตรู่ นำงอังคำสพวกข้ำพระองค์ ตอนเย็น ตำมด้วยพยำธิที่เกิดขึ้น.
พระศำสดำ. อย่ำงนั้น ภิกษุทั้งหลำย ชือว่ำ ชีวตของสัตว์
่ ิ
ทั้งหลำยน้อย (จริง), เหตุนั้นแล มัจจุผู้กระทำำซึ่งที่สด ยังสัตว์
ุ
เหล่ำนี้ ซึงไม่อิ่ม ด้วยวัตถุกำม และกิเลสกำมนั่นแล ให้เป็นไป
่
ในอำำนำจของตนแล้ว ย่อมพำเอำสัตว์ที่ครำ่ำครวญ รำ่ำไรไป" ดังนี้
แล้ว ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"มัจจุ ผูทำำซึ่งที่สุด กระทำำนระผู้มีใจข้องใน
้
อำรมณ์ตำง ๆ เลือกเก็บดอกไม้อยู่เทียว ผูไม่
่ ้
อิ่มในกำมทังหลำยนั่นแล สู่อำำนำจ."
้
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บำทพระคำถำว่ำ ปุปฺผำนิ เหว ปจินนฺต
ควำมว่ำ ผู้มัวเลือกเก็บดอกไม้คือกำมคุณทั้งหลำย อันเนื่องด้วย
อัตภำพ และเนื่องด้วยเครื่องอุปกรณ์อยู่ เหมือนนำยมำลำกำร เลือก
เก็บดอกไม้ต่ำงชนิดอยู่ในสวนดอกไม้ ฉะนั้น.
บำทพระคำถำว่ำ พฺยำสตฺตมนส นร ควำมว่ำ ผู้มีจิต
- 47.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 45
ซ่ำนไปโดยอำกำรต่ำง ๆ ในอำรมณ์อันยังไม่ถึงแล้ว ด้วยสำมำรถ
แห่งควำมปรำรถนำ ในอำรมณ์ที่ถึงแล้ว ด้วยสำมำรถแห่งควำมยินดี.
บำทพระคำถำว่ำ อติตฺตเยว กำเมสุ ควำมว่ำ ผู้ไม่อิ่ม
ในวัตถุกำมและกิเลสกำมทังหลำยนั่นแล ด้วยกำรแสวงหำบ้ำง ด้วย
้
กำรได้เฉพำะบ้ำง ด้วยกำรใช้สอยบ้ำง ด้วยกำรเก็บไว้บ้ำง.
บำทพระคำถำว่ำ อนฺตโก กุรุเต วส ควำมว่ำ มัจจุผู้ทำำ
ซึ่งที่สด กล่ำวคือมรณะ พำนระผู้ครำ่ำครวญ รำ่ำไร ไปอยู่ ให้ถึง
ุ
อำำนำจของตน.
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น, เทศนำ มีประโยชน์แก่มหำชน ดังนี้แล.
เรื่องนำงปติปูชิกำ จบ.
- 48.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 46
๕. เรื่องโกสิยเศรษฐีผู้มีควำมตระหนี่
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภ
เศรษฐีชื่อโกสิยะผู้มีควำมตระหนี่ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ยถำปิ
ภมโร ปุปผ"
ฺ เป็นต้น. เรื่อง (นี้) ตังขึ้นแล้วในกรุงรำชคฤห์.
้
สมบัติของเศรษฐีไม่อำำนวยประโยชน์แก่ใคร ๆ
ดังได้สดับมำ ในทีไม่ไกลแห่งกรุงรำชคฤห์ ได้มีนิคม
่ (หนึ่ง)
ชื่อสักกระ, เศรษฐีคนหนึ่ง ชือโกสิยะ มีควำมตระหนี่ มีสมบัติ ๘๐
่
โกฏิ ประจำำอยู่ในนิคมนั้น. (สักหยดเดียว)
เขำไม่ให้แม้หยดนำ้ำมัน
ด้วยปลำยหญ้ำ แก่คนเหล่ำอื่น. (ทั้ง) ไม่บริโภคด้วยตนเอง. สมบัติ
ของเขำนั้น ไม่อำำนวยประโยชน์แก่ปิยชนทั้งหลำยมีบุตรและภรรยำ
เป็นต้น ไม่อำำนวยประโยชน์แก่สมณะและพรำหมณ์ทั้งหลำย คงเป็น
ของไม่ได้ใช้สอย ตังอยู่ เหมือนสระโบกขรณี ที่ผีเสื้อนำ้ำหวงแหน
้
ด้วยประกำรฉะนี้แล.
[เศรษฐีอยำกกินขนมเบื้องจนผอม]
วันหนึ่ง เวลำจวนสว่ำง พระศำสดำเสด็จออกจำกสมำบัติอัน
ประกอบด้วยควำมกรุณำใหญ่ ทรงตรวจดูหมู่สตว์ผู้เป็นเผ่ำพันธุ์ที่
ั
พอแนะนำำในกำรตรัสรู้ได้ในสกลโลกธำตุ ได้ทรงเห็นอุปนิสัยโสดำ-
ปัตติผลของเศรษฐีพร้อมทั้งภรรยำ ซึ่งอยู่ในที่สุดแห่งที่ ๔๕ โยชน์.
* พระมหำเทียบ ป. ธ. ๖ วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
- 49.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 47
ก็ในวันก่อนแต่วันนั้น เศรษฐีนั้นไปสู่พระรำชมนเทียร เพื่อบำำรุงพระ
รำชำ ทำำกำรบำำรุงพระรำชำแล้ว กลับมำ เห็นคนบ้ำนนอกคนหนึ่ง
ถูกควำมหิวครอบงำำ กำำลังกินขนมกุมมำส (ขนมเบื้อง) ให้เกิดควำม
กระหำยในขนมนั้นขึ้น ไปสู่เรือนของตนแล้ว คิดว่ำ "ถ้ำเรำบอกว่ำ
เรำอยำกกินขนมเบื้อง' ไซร้, คนเป็นอันมำกก็จัก (พำกน) อยำก
กินกับเรำ, เมื่อเป็นอย่ำงนั้น วัตถุเป็นอันมำก มีงำ ข้ำวสำร เนยใส
นำ้ำอ้อย เป็นต้น ของเรำ ก็จักถึงควำมหมดไป, เรำจักไม่บอกแก่
ใคร ๆ " ดังนี้แล้ว อดกลั้นควำมอยำกเที่ยวไป, เมื่อเวลำล่วงไป ๆ
เขำผอมเหลืองลงทุกที มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น, แต่นั้น ไม่สำมำรถ
จะกลั้นควำมอยำกไว้ได้ เข้ำห้องแล้วนอนกอดเตียง. เขำแม้ถึงควำม
ทุกข์อย่ำงนี้ ก็ยังไม่บอกอะไร ๆ แก่ใคร ๆ เพรำะกลัวเสียทรัพย์.
[ภรรยำเศรษฐีทอดขนมเบื้อง]
ลำำดับนั้น ภรรยำเข้ำไปหำเขำแล้วลูบหลังถำมว่ำ "ท่ำนไม่
สบำยหรือ ? นำย."
เศรษฐี. ควำมไม่สบำยอะไร ๆ ของฉันไม่มี.
ภรรยำ. พระรำชำกริ้วท่ำนหรือ ?
เศรษฐี. ถึงพระรำชำก็ไม่กริ้วฉัน.
ภรรยำ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ควำมไม่พอใจอะไร ๆ ที่พวกลูกชำย
ลูกหญิงหรือปริชนมีทำสกรรมกรเป็นต้นกระทำำแก่ท่ำน มีอยู่หรือ ?
เศรษฐี. แม้กรรมเห็นปำนนั้นก็ไม่มี.
ภรรยำ. ก็ท่ำนมีควำมอยำกในอะไรหรือ ?
- 50.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 48
แม้เมื่อภรรยำกล่ำวอย่ำงนั้น เขำก็ไม่กล่ำวอะไร คงนอนเงียบ
เสียงเพรำะกลัวเสียทรัพย์. ลำำดับนั้น ภรรยำกล่ำวกะเขำว่ำ "บอกเถิด
นำย, ท่ำนอยำกอะไร ?" ลำำดับนั้น ภรรยำกล่ำวกะเขำว่ำ "บอกเถิด
นำย, ท่ำนอยำกอะไร ?" เขำเป็นเหมือนกลืนคำำพูดไว้ ตอบว่ำ
"ฉันมีควำมอยำก."
ภรรยำ. อยำกอะไร ? นำย.
เศรษฐี. ฉันอยำกกินขนมเบื้อง.
ภรรยำ. เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำำไม ท่ำนไม่บอกแก่ดิฉัน, ท่ำน
เป็นคนจนหรือ ? , บัดนี้ ดิฉันจักทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนที่อยู่ใน
สักกรนิคมทั้งสิ้น.
เศรษฐี. ประโยชน์อะไรของเธอด้วยคนพวกนั้น, พวกเขำ
ทำำงำนของตน ก็จักกิน (ของตน).
ภรรยำ. ถ้ำกระนั้น ดิฉันจักทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนที่อยู่ใน
ตรอกเดียวกัน.
เศรษฐี. ฉันรู้ควำมที่เธอเป็นคนรวยทรัพย์ละ.
ภรรยำ. ดิฉันจะทอดให้พอแก่คนทั้งหมด (ที่อยู่) ในที่ใกล้
เรือนนี้.
เศรษฐี. ฉันรู้ควำมที่เธอเป็นคนมีอัธยำศัยกว้ำงขวำงละ.
ภรรยำ. ถ้ำกระนั้น ดิฉันจะทอดให้พอแก่ชนสักว่ำลูกเมียท่ำน
เท่ำนั้นเอง.
เศรษฐี. ประโยชน์อะไรของเธอด้วยคนพวกนั้น.
ภรรยำ. ก็ดิฉันจะทอดให้พอแก่ท่ำนและดิฉันหรือ ?
- 51.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 49
เศรษฐี. เธอจักทำำ ทำำไม ?
ภรรยำ. ถ้ำกระนั้น ดิฉันจะทอดให้พอแก่ท่ำนผู้เดียวเท่ำนั้น.
เศรษฐี. เมื่อเธอทอดขนมที่นี้, คนเป็นจำำนวนมำกก็ย่อมหวัง
(ที่จะกินด้วย), เธอจงเว้นข้ำวสำร (ที่ดี) ทังสิ้น ถือเอำข้ำวสำรหัก
้
และเชิงกรำนและกระเบื้อง และถือเอำนำ้ำนมเนยใสนำ้ำผึ้งและนำ้ำอ้อย
หน่อยหนึ่งแล้วขึ้นไปชั้นบนแห่งปรำสำท ๗ ชัน แล้วทอดเถิด, ฉัน
้
คนเดียวเท่ำนั้น จักนั่งกิน ณ ที่นั้น.
นำงรับคำำว่ำ "ดีละ" แล้วให้ทำสีถือสิ่งของทีควรถือ เอำขึ้นไป
่
สู่ปรำสำท แล้วไล่ทำสีไป ให้เรียกเศรษฐีมำ. เศรษฐีนั้น ปิดประตู
ใส่ลิ่มและสลักทุกประตูตั้งแต่ประตูแรกมำ แล้วขึ้นไปยังชั้นที่ ๗ ปิด
ประตูแล้วนั่ง ณ ชั้นแม้นั้น. ฝ่ำยภรรยำของเขำก็ติดไฟที่เชิงกรำน ยก
กระเบื้องขึ้นตั้ง แล้วเริมทอดขนม.
[พระมหำโมคคัลลำนะไปทรมำนเศรษฐี]
ครังนั้น พระศำสดำตรัสเรียกพระมหำโมคคัลลำนเถระมำแต่
้
เช้ำตรู่ ตรัสว่ำ "โมคคัลลำนะ ในสักกรนิคม (ซึงตังอยู่) ไม่ไกล
่ ้
กรุงรำชคฤห์ เศรษฐีผู้มีควำมตระหนี่นั่นคิดว่ำ 'เรำจักกินขนมเบื้อง'
จึงให้ภรรยำทอดขนมเบื้องบนปรำสำท ๗ ชั้น เพรำะกลัวคนเหล่ำอื่น
เห็น, เธอจงไป ณ ที่นั้นแล้วทรมำนเศรษฐี ทำำให้สิ้นพยศแม้ทง ๒ ถึงขนม และนำ้ำนม
ั้
เนยใส นำ้ำผึ้งและนำ้ำอ้อย แล้วนำำมำ
ยังพระเชตวันด้วยกำำลังของตน ; วันนี้เรำกับภิกษุ ๕๐๐ รูปจักนั่งใน
๑. นิพฺพิเสวน แปลตำมศัพท์ว่ำ มีควำมเสพผิดออกแล้ว.
- 52.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 50
วิหำรนั่นแหละ, จักทำำภัตกิจด้วยขนมเท่ำนั้น."
แม้พระเถระ ก็รับพระดำำรัสของพระศำสดำว่ำ "ดีละ พระเจ้ำ
ข้ำ" แล้วไปยังนิคมนั้นด้วยกำำลังฤทธิ์ทันทีทีเดียว เป็นผู้นุ่งห่ม
เรียบร้อย ได้ยืนอยู่ทช่องสีหบัญชรลอยเด่นอยู่กลำงอำกำศเทียว.
ี่ เพรำะเห็นพระเถระ
นั่นแล ดวงหทัย
ของมหำเศรษฐีก็สั่นสะท้ำน. เขำคิดว่ำ "เรำมำที่นี่ เพรำะกลัวบุคคล
ทั้งหลำยผู้มีรูปอย่ำงนี้นั่นแล, แต่สมณะนี้ยงมำยืนอยู่ทช่องหน้ำต่ำงได้"
ั ี่
เมื่อไม่เห็นเครื่องมือที่ตนควรจะฉวยเอำ เดือดดำลทำำเสียงตฏะ ๆ
ประดุจก้อนเกลือที่ถูกโรยลงในไฟ จึงกล่ำวอย่ำงนี้ว่ำ "สมณะ ท่ำน
ยืนอยูในอำกำศ จักได้อะไร
่ ? แม้จงกรมแสดงรอยเท้ำในอำกำศซึ่งหำ
รอยมิได้อยู่ ก็จักไม่ได้เหมือนกัน." พระเถระจงกรมกลับไปกลับมำ
ในที่นั้นนั่นแล. เศรษฐีกล่ำวว่ำ "ท่ำนจงกรมอยูจักได้อะไร ?
่ แม้
นั่งด้วยบัลลังก์บัลลังก์.
"ท่ำนนั่งในอำกำศ จักได้
ลำำดับนั้น เศรษฐีกล่ำวกะท่ำนว่ำ
อะไร ? แม้มำยืนที่ธรณีหน้ำต่ำงก็จักไม่ได้." พระเถระได้ยืนอยู่ที่
ธรณี (หน้ำต่ำง) แล้ว. ลำำดับนั้น เขำกล่ำวกะท่ำนว่ำ "ท่ำนยืนที่ธรณี
(หน้ำต่ำง) จักได้อะไร ? แม้บังหวนควันแล้ว ก็จักไม่ได้เหมือน
กัน". แม้พระเถระก็บังหวนควัน. ปรำสำททั้งสิ้นได้มีควันเป็นกลุ่ม
๑. ศัพท์ว่ำ "สีหบัญชร" หมำยควำมว่ำ หน้ำต่ำงมีลูกกรง แปลตำมศัพท์ว่ำ "หน้ำต่ำง
มี
สัณฐำนประดุจกรงเล็บแห่งสีหะ. ๒. นั่งขัดสมำธิ.
- 53.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 51
เดียวกัน. อำกำรนั้น ได้เป็นเหมือนเวลำเป็นทีแทงตำทั้ง ๒ ของ
่
เศรษฐีด้วยเข็ม. เศรษฐีไม่กล่ำวกะท่ำนว่ำ "แม้ทำนให้ไฟโพลงอยู่
่
ก็จักไม่ได้" เพรำะกลัวไปไหม้เรือน แล้วคิดว่ำ "สมณะนี้ จักเป็น
ผู้เกี่ยวข้องอย่ำงสนิท ไม่ได้แล้วจักไม่ไป, เรำจักให้ถวำยขนมแก่ทำน ่
ชิ้นหนึ่ง" แล้วจึงกล่ำวกะภรรยำว่ำ "นำงผู้เจริญ เธอจงทอดขนม
ชิ้นเล็ก ๆ ชินหนึ่ง ให้แก่สมณะแล้ว จงส่งท่ำนไปเสียเถอะ."
้
นำงหยอดแป้งลงในถำดกระเบื้องนิดเดียว. (แต่) ขนม (กลำย) เป็น
ขนมชิ้นใหญ่ ได้พองขึ้นเต็มทั่วทั้งถำด ตังอยู่แล้ว. เศรษฐีเห็น
้
เหตุนั้น กล่ำวว่ำ "(ชะรอย) หล่อนจักหยิบแป้งมำกไป" ดังนี้แล้ว
ตักแป้งหน่อยหนึ่งด้วยมุมทัพพีแล้ว หยอดเองทีเดียว. ขนมเกิดใหญ่กว่ำ
ขนมชิ้นก่อน. เศรษฐีทอดขนมชิ้นใด ๆ ด้วยอำกำรอย่ำงนั้น,
ขนมชิ้นนั้น ๆ ก็ยิ่งใหญ่โตทีเดียว. เขำเบื่อหน่ำย จึงกล่ำวกะภรรยำ
ว่ำ "นำงผู้เจริญ เธอจงให้ขนมแก่สมณะนี้ชิ้นหนึ่งเถอะ." เมื่อนำง
หยิบขนมชิ้นหนึ่งจำกกระเช้ำ, ขนมทังหมดก็ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน.
้
นำงจึงกล่ำวกะเศรษฐีว่ำ "นำย ขนมทั้งหมดติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน
เสียแล้ว, ดิฉันไม่สำมำรถทำำให้แยกกันได้." แม้เขำกล่ำวว่ำ "ฉัน
จักทำำเอง," แล้วก็ไม่อำจทำำได้. ถึงทั้ง ๒ คน จับที่ริม (แผ่นขนม)
แม้ดึงออกอยู่ ก็ไม่อำจให้แยกออกจำกกันได้เลย. ครั้นเมื่อเศรษฐีนั้น
ปลำ้ำอยู่กับขนม (เพื่อจะให้แยกกัน), เหงื่อก็ไหลออกจำกสรีระแล้ว,
ควำมหิวกระหำยก็หำยไป. ลำำดับนั้น เขำกล่ำวกะภรรยำว่ำ "นำง
ผู้เจริญ ฉันไม่มีควำมต้องกำรขนมแล้ว, เธอจงให้แก่สมณะเกิด"
- 54.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 52
นำงฉวยกระเช้ำแล้วเข้ำไปหำพระเถระ. พระเถระแสดงธรรมแก่คน
แม้ทง ๒, กล่ำวคุณพระรัตนตรัย,
ั้ แสดงผลทำนที่บุคคลให้แล้วเป็น
อำทิ ให้เป็นดังพระจันทร์ในพื้นท้องฟ้ำว่ำ "ทำนที่บุคคลให้แล้ว
ย่อมมีผล, ยัญที่บุคคลบูชำแล้ว ย่อมมีผล." เศรษฐีฟังธรรมนั้นแล้ว
มีจตเลื่อมใส กล่ำวว่ำ
ิ "ท่ำนผู้เจริญ ท่ำนจงมำนั่งฉันบนบัลลังก์
นี้เถิด."
[พระเถระนำำเศรษฐีและภรรยำไปเฝ้ำพระศำสดำ]
พระเถระกล่ำวว่ำ "มหำเศรษฐี พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำประทับ
นั่งในวิหำรกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ด้วยตั้งพระหฤทัยว่ำ "จักเสวยขนม,
เมื่อท่ำนมีควำมชอบใจ, เศรษฐี ท่ำนจงให้ภรรยำถือเอำขนมและวัตถุ
อื่นมีนำ้ำนมเป็นต้น, พวกเรำจักไปสูสำำนักของพระศำสดำ."
่
เศรษฐี. ก็บัดนี้ พระศำสดำประทับอยู่ ณ ที่ไหนเล่ำ ? ขอรับ.
พระเถระ. ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหำร ในที่สดแห่งที่ ๔๕
ุ
โยชน์จำกที่นี้ เศรษฐี.
เศรษฐี. ท่ำนผู้เจริญ พวกเรำจักไปสิ้นหนทำงไกลมีประมำณ
เท่ำนี้ จะไม่ล่วงเลยเวลำอย่ำงไร ?
พระเถระ. มหำเศรษฐี เมื่อท่ำนมีควำมชอบใจ, เรำจักนำำ
ท่ำนทั้ง ๒ ไปด้วยกำำลังของตน: หัวบันไดปรำสำทของท่ำนจักมีใน
ที่ของตนนี่เอง, แต่เชิงบันไดจักมีที่ซุ้มประตูพระเชตวัน, เรำจักนำำ
ไปสู่พระเชตวันโดยกำลชั่วเวลำลงจำกปรำสำทชั้นบนไปยังชั้นล่ำง.
- 55.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 53
เขำรับว่ำ "ดีละ ขอรับ." พระเถระทำำหัวบันไดไว้ในที่นั้น
นั่นเองแล้ว อธิษฐำนว่ำ "ขอเชิงบันไดจงมีที่ซมประตูพระเชตวัน."
ุ้
บันใดก็ได้เป็นแล้วอย่ำงนั้นนั่นแล. พระเถระให้เศรษฐีและภรรยำถึง
พระเชตวันเร็วกว่ำกำลที่ลงไปจำกปรำสำทชั้นบนลงไปยังชั้นล่ำง.
สำมีภรรยำแม้ทง ๒ คนนั้น เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำแล้ว กรำบ
ั้
ทูลกำล. พระศำสดำเสด็จเข้ำไปสู่โรงฉันแล้ว ประทับนั่งบนพุทธอำสน์
ที่เขำปูลำดไว้แล้ว พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. มหำเศรษฐีได้ถวำยทักษิโณทก
แต่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้ำเป็นประมุข, ภรรยำใส่ขนมในบำตรของ
พระตถำคตเจ้ำแล้ว แม้มหำเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยำ ก็บริโภคขนม
พอแก่ควำมต้องกำร. ควำมหมดสิ้นของขนมไม่ปรำกฏเลย. แม้เมื่อเขำ
ถวำยขนมแก่ภิกษุในวิหำรทั้งสิ้นและ (ให้) แก่คนกินเดนทั้งหลำยแล้ว
ควำมหมดสิ้นไป (แห่งขนม) ก็ไม่ปรำกฏอยู่นั่นเอง. เขำทัง ๒ จึง
้
กรำบทูลพระผู้มีพระภำคว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ขนมหำถึงควำม
หมดไปไม่."
พระผู้มีพระภำคตรัสว่ำ "ถ้ำกระนั้น ท่ำนทั้ง ๒ จงทิ้งเสียที่
ซุ้มประตูพระเชตวัน." เขำทัง ๒ ก็ทิ้งแล้วที่เงื้อมซึ่งไม่ไกลซุ้มประตู
้
(พระเชตวัน). แม้ทุกวันนี้ ที่นั้น ก็ยังปรำกฏชื่อว่ำ "เงื้อมขนมเบื้อง."
มหำเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยำเข้ำไปเฝ้ำพระผูมีพระภำค ได้ยืนอยู่
้
ณ ที่ควรข้ำงหนึ่งแล้ว. พระผูมีพระภำคได้ทรงกระทำำอนุโมทนำแล้ว.
้
ในกำลจบอนุโมทนำ สำมีและภรรยำแม้ทง ๒ ดำำรงอยู่ใน
ั้
โสดำปัตติผลแล้ว ถวำยบังคมพระศำสดำ ขึ้นบันไดที่ซมประตู
ุ้
- 56.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 54
(พระเชตวัน) แล้ว สถิตอยู่ที่ปรำสำทของตนทีเดียว. ตังแต่นั้นมำ
้
เศรษฐีได้เกลี่ยทรัพย์จำำนวน ๘๐ โกฏิ ในพระพุทธศำสนำนั่นแหละ.
[พวกภิกษุสรรเสริญพระมหำโมคคัลลำนะ]
ในเวลำเย็นวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุประชุมกันในโรงธรรม นัง
่
"ท่ำนผูมีอำยุทั้งหลำย ท่ำนทั้งหลำย
กล่ำวคุณกถำของพระเถระว่ำ ้
จงดูอำนุภำพของพระมหำโมคคัลลำนะ, ท่ำนชื่อว่ำไม่กระทบกระทั่ง
ศรัทธำ ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ทรมำนเศรษฐีผู้มควำมตระหนี่โดย
ี
ครู่เดียว กระทำำให้หมดพยศแล้ว ให้ถือเขำขนมนำำมำสู่พระเชตวัน
กระทำำไว้ตรงพระพักตร์พระศำสดำแล้ว ให้ตั้งอยู่ในโสดำปัตติผล น่ำ
อัศจรรย์ พระเถระมีอำนุภำพมำก (จริง)."
พระศำสดำ ทรงสดับถ้อยคำำ ของพวกภิกษุด้วยพระโสตธำตุ
อันเป็นทิพย์ เสด็จมำแล้ว ตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้พวกเธอ
นั่งประชุมด้วยเรื่องอะไรกันหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่ำนั้นกรำบทูลว่ำ
"ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสสรรเสริญพระเถระว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย
ธรรมดำอันภิกษุผู้ทรมำนสกุล ไม่กระทบกระทั่งศรัทธำ ไม่กระทบ
(สกุล) เป็นดุจ
กระทั่งโภคะ ไม่ให้สกุลชอกชำ้ำ ไม่เบียดเบียน
แมลงภู่เคล้ำเอำละอองจำกดอกไม้ เข้ำไปหำ (สกุล) แล้ว ควรให้รู้
พุทธคุณ, โมคคัลลำนะ บุตรของเรำก็เป็นเช่นนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัส
พระคำถำนี้ว่ำ :-
- 57.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 55
"มุนีพึงเที่ยวไปในบ้ำน เหมือนแมลงภู่ไม่ยัง
ดอก สี และกลิ่นให้ชอกชำ้ำ ถือเอำ (แต่)
รสแล้วบินไป ฉะนั้น."
[แก้อรรถ]
ชำติแห่งสัตว์ผู้กระทำำนำ้ำหวำนชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่ำภมรในพระ
คำถำนั้น. บทว่ำ ปุปผ เป็นต้น ควำมว่ำ แมลงภู่เมื่อบินไปใน
ฺ
สวนดอกไม้ ไม่ยงดอก สี และกลิ่นให้ชอกชำ้ำ คือว่ำ ไม่ให้
ั
เสียหำย บินไป.
บทว่ำ ปเลติ ควำมว่ำ ครั้นบินไปอย่ำงนั้นแล้ว ดื่มรสจนพอ
ควำมต้องกำร คำบเอำรสแม้อื่นไปเพื่อประโยชน์แก่กำรกระทำำนำ้ำหวำน
แล้ว บินไป. แมลงภู่นั้น ร่อนลงสู่ป่ำชัฏแห่งหนึ่งแล้ว เก็บรสซึงเจือ
่
ด้วยธุลีนั้นไว้ในโพรงไมแห่งหนึ่งแล้ว กระทำำรสนำ้ำหวำนให้เป็นนำ้ำผึง
้
โดยลำำดับ; ดอก หรือสี และกลิ่นของดอกไม้นั้น หำชอกชำ้ำไป เพรำะ
กำรเที่ยวไปในสวนดอกไม้แห่งแมลงภู่นั้นเป็นปัจจัยไม่ ทีแท้ สิ่งทังหมด
่ ้
คงเป็นปกติอยู่นั่นเอง.
บำทพระคำถำว่ำ เอว คำเม มุนี จเร ควำมว่ำ พระ
อนำคำริยมุนี ต่ำงโดยเสขะและอเสขะก็ฉันนั้น เที่ยวรับภิกษำในบ้ำน
โดยลำำดับสกุล.
แท้จริง กำรเสื่อมศรัทธำหรือเสื่อมโภคะหำมีแก่สกุลทั้งหลำย
เพรำะกำรเที่ยวไปในบ้ำนของมุนีนั้นเป็นปัจจัยไม่, ศรัทธำก็ดี โภคะก็ดี
- 58.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 56
คงเป็นปกติอยู่นั่นเอง; ก็แล พระเสขมุนีและอเสขมุนี ครั้นเที่ยวไป
อย่ำงนั้นออกมำแล้ว, พระเสขมุนี ปูสังฆำฏิ นัง ณ ที่ ๆ สบำยด้วยนำ้ำ
่
ภำยนอกบ้ำนก่อนแล้ว พิจำรณำ (อำหำรบิณฑบำต) ด้วยสำมำรถ
แห่งกำรเปรียบด้วยนำ้ำมันหยอดเพลำ ผ้ำปิดแผล และเนื้อแห่งบุตร
แล้วฉันบิณฑบำต หลบเข้ำไปสู่ไพรสณฑ์เห็นปำนนั้น พิจำรณำ
กัมมัฏฐำนเป็นไปภำยใน กระทำำมรรค ๔ และผล ๔ ให้อยู่ในเงื้อมมือ
ให้ได้, ส่วนพระอเสขมุนี ประกอบกำรอยู่สลำยในทิฏฐธรรมเนื่องๆ.
บัณฑิตพึงทรำบควำมที่มุนีนั้นควรเห็นสมกับแมลงภู่โดยกำรกระทำำ
นำ้ำหวำนเช่นนี้. แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอำพระขีณำสพ.
ในกำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น.
พระศำสดำ ครั้นตรัสพระธรรมเทศนำนีแล้ว เพื่อจะประกำศ
้
คุณของพระเถระแม้ให้ยง จึงตรัสว่ำ
ิ่ "ภิกษุทั้งหลำย โมคคัลลำนะ
ทรมำนเศรษฐีผู้มควำมตระหนี่ในบัดนี้เท่ำนั้นก็หำไม่,
ี แม้ในกำลก่อน
เธอก็ทรมำนเขำแล้ว ให้รู้ควำมเกี่ยวเนื่องกันแห่งกรรมและผลแห่ง
กรรมเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกำศเนื้อควำมนี้ ทรงนำำ
อดีตนิทำน (มำสำธก) ตรัสอิลลีสชำดก "คนทั้ง ๒ เป็นคนกระจอก คนทัง
้
๒ เป็นคน
ค่อม คนทั้ง ๒ เป็นคนมีตำเหล่ คนทัง ๒ มี
้
๑. ขุ. ชำ. เอก. ๒๗/๒๕. ตทฏฺกถำ ๒/๑๖๓.
- 59.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 57
ต่อมบนศีรษะ, เรำไม่รู้จักเศรษฐีชื่ออิลลีส (ว่ำ)
คนไหน ?" ดังนีแล.
้
เรื่องโกสิยเศรษฐีผู้มีควำมตระหนี่ จบ.
- 60.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 58
๖. เรื่องปำฏิกำชีวก
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภอำชีวก
ชื่อปำฏิกะ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "น ปเรส วิโลมำนิ" เป็นต้น.
[ชำวบ้ำนสรรเสริญธรรมเทศนำของพระพุทธเจ้ำ]
ดังได้สดับมำ หญิงแม่เรือนคนหนึ่งในกรุงสำวัตถี ปฏิบัติอำชีวก
ชื่อปำฏิกะ ตั้งไว้ในฐำนะดังลูก. พวกมนุษย์ในเรือนใกล้เคียงของ
นำง ฟังธรรมเทศนำของพระศำสดำแล้ว มำพรรณนำพระพุทธคุณ
โดยประกำรต่ำง ๆ เป็นต้นว่ำ "แหม ! พระธรรมเทศนำของพระ
พุทธเจ้ำทั้งหลำย น่ำอัศจรรย์ (นัก)."
[นำงอยำกไปฟังธรรมแต่ไม่สมประสงค์]
หญิงแม่เรือนนั้น ฟังถ้อยคำำสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้ำ
แล้ว ประสงค์จะไปสู่วิหำรแล้วฟังธรรม จึงเล่ำควำมนั้นแก่อำชีวก
แล้วกล่ำวว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำ ดิฉันจักไปสำำนักของพระพุทธเจ้ำ."
อำชีวกนั้นห้ำมว่ำ "อย่ำไปเลย" แล้วก็เลยห้ำมนำงแม้ผู้ออน
้
วอนอยู่แล้ว ๆ เล่ำ ๆ เสียทีเดียว.
นำงคิดว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำนี้ ไม่ให้เรำไปวิหำรฟังธรรม, เรำ
จักนิมนต์พระศำสดำมำ แล้วฟังธรรมในที่นี้แหละ" ดังนี้แล้ว ใน
เวลำเย็น จึงเรียกบุตรชำยมำแล้วส่งไปด้วยคำำว่ำ "เจ้ำจงไป, จงนิมนต์
* พระมหำเทียบ ป. ธ. ๖. วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
- 61.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 59
พระศำสดำมำเพื่อเสวยภัตตำหำรพรุ่งนี้."
บุตรชำยนั้น เมื่อจะไป ก็ไปที่อยู่ของอำชีวกก่อน ไหว้อำชีวก
แล้วนั่ง. ทีนั้น อำชีวกนั้นถำมเขำว่ำ "เธอจะไปไหน ?"
บุตร. ผมจะไปนิมนต์พระศำสดำตำมคำำสังของคุณแม่.
่
อำชีวก. อย่ำไปสำำนักของพระองค์เลย.
บุตร. ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้ำ, ผมจักไป.
อำชีวก. เรำทัง ๒ คน จักกินเครื่องสักกำระที่คุณแม่ของเธอทำำ
้
ถวำยพระศำสดำนั่น, อย่ำไปเลย.
บุตร. ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้ำ, คุณแม่จักดุผม.
อำชีวก. ถ้ำกระนั้น ก็ไปเถิด, ก็แล ครั้นไปแล้ว จงนิมนต์
(แต่) อย่ำบอกว่ำ 'พระองค์พึงเสด็จไปเรือนของพวกข้ำพระองค์ในที่
โน้นในถนนโน้น หรือโดยหนทำงโน้น' (ทำำ) เป็นเหมือนยืนอยูในที่
่
ใกล้เหมือนจะไปโดยหนทำงอื่น จงหนีมำเสีย.
[บุตรชำยทำำตำมคำำของอำชีวก]
เขำฟังถ้อยคำำของอำชีวกแล้วไปสำำนักของพระศำสดำ นิมนต์แล้ว
ทำำกิจทุกสิ่งโดยทำำนองอำชีวกกล่ำวแล้วนั่นแล แล้วไปสำำนักของอำชีวก
นั้น ถูกอำชีวกถำมว่ำ "เธอทำำอย่ำงไร ?" จึงตอบว่ำ "ที่ทำนบอก
่
ทั้งหมด ผมทำำแล้ว ขอรับ." อำชีวกกล่ำวว่ำ "เธอทำำดีแล้ว, เรำ
ทั้ง ๒ คน จักกินเครื่องสักกำระที่คุณแม่ของเธอทำำไว้เพื่อพระศำสดำ
นั้น" ดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น อำชีวกได้ไปสู่เรือนนั้นแต่เช้ำตรู่. พวกคน
- 62.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 60
ในบ้ำนพำอำชีวกนั้นให้ไปนั่งที่ห้องหลัง, พวกมนุษย์คุ้นเคยฉำบทำ
เรือนนั้นด้วยโคมัยสด โปรยดอกไม้ซึ่งมีขำวตอกเป็นที่ ๕ ลง แล้วปู
้
ลำดอำสนะอันควรแก่คำมำก เพื่อประโยชน์แก่กำรประทับนั่งของพระ
่
ศำสดำ. จริงอยู่ พวกมนุษย์ที่ไม่คุ้นเคยกันพระพุทธเจ้ำ ย่อมไม่รู้จักกำร
ปูลำดอำสนะ.
[พระพุทธเจ้ำเสด็จไปเรือนอุบำสิกำ]
อนึ่ง ชือว่ำกิจ
่ (เนื่อง) ด้วยผู้แสดงทำง ย่อมไม่มแก่พระ
ี
พุทธเจ้ำทั้งหลำย : เพรำะหนทำงทั้งหมด แจ่มแจ้งแก่พระพุทธเจ้ำ
เหล่ำนั้นแล้วว่ำ "ทำงนี้ไปนรก, นี้ไปกำำเนิดดิรัจฉำน, นี้ไปเปตวิสย,
ั
นี้ไปมนุษยโลก, นี้ไปเทวโลก, นี้ไปอมตนิพพำน" ในวันที่ทรง
ยังหมื่นแห่งโลกธำตุให้หวั่นไหว แล้วบรรลุสัมโพธิที่โคนต้นโพธิ
นั่นแล. จึงไม่มีคำำที่ควรกล่ำวในหนทำงแห่งสถำนที่ตำง ๆ มีคำม
่
และนิคมเป็นต้นเลย เพรำะฉะนั้น พระศำสดำ ทรงถือบำตรและจีวร
แล้ว จึงเสด็จไปสู่ประตูเรือนของมหำอุบำสิกำแต่เช้ำตรู่ . นำงออก
มำจำกเรือน ถวำยบังคมพระศำสดำด้วยเบญจำงคประดิษฐ์ อัญเชิญ
ให้เสด็จเข้ำไปภำยในเรือน ให้ประทับนั่งเหนืออำสนะแล้วถวำย
ทักษิโณทก อังคำสด้วยขำทนียะ (และ) โภชนียะอันประณีต. อุบำสิกำ
ประสงค์จะให้พระศำสดำผู้ทรงภัตกิจเสร็จแล้ว ทรงกระทำำอนุโมทนำ
จึงรับบำตรแล้ว.
- 63.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 61
[อุบำสิกำฟังธรรมแล้วถูกอำชีวกด่ำ]
พระศำสดำ ทรงเริ่มธรรมกถำสำำหรับอนุโมทนำ ด้วยพระสุร-
เสียงอันไพเรำะ. อุบำสิกำ ฟังธรรมพลำงให้สำธุกำรว่ำ "สำธุ
สำธุ." อำชีวกนั่งอยู่ห้องหลังนั่นแล ได้ยินเสียนำงให้สำธุกำรแล้ว
ฟังธรรมอยู่ ไม่อำจจะอดรนทนอยู่ได้ จึงออกไป ด้วยคิดว่ำ "ที่นี้
แหละ นำงไม่เป็นของเรำละ" ดังนี้แล้ว ด่ำอุบำสิกำและพระศำสดำ
โดยประกำรต่ำง ๆ ว่ำ "อีกำฬกัณณี มึงเป็นคนฉิบหำย, มึงจงทำำ
สักกำระนี้แก่สมณะนั่นเถิด" ดังนี้เป็นต้น หนีไปแล้ว.
[อุบำสิกำมีจิตฟุ้งซ่ำน]
อุบำสิกำ ละอำย เพรำะถ้อยคำำของอำชีวกนั้น ไม่อำจจะส่งจิต
ซึ่งถึงควำมฟุ้งซ่ำน ลำำดับนั้น พระศำสดำ ตรัสกะนำงว่ำ "อุบำสิกำ เธอไม่อำจ
ทำำจิตให้ไปตำม (แนว) เทศนำได้หรือ ?"
อุบำสิกำ. พระเจ้ำค่ะ เพรำะถ้อยคำำของอำชีวกนี้ จิตของ
ข้ำพระองค์ เข้ำถึงควำมฟุ้งซ่ำนเสียแล้ว.
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "ไม่ควรระลึกถึงถ้อยคำำที่ชนผู้ไม่เสมอ
ภำคกันเห็นปำนนี้กล่ำว. กำรไม่คำำนึงถึงถ้อยคำำเห็นปำนนี้แล้ว ตรวจ
ดูกิจที่ทำำแล้วและยังมิได้ทำำของตนเท่ำนั้นจึงควร" ดังนี้แล้ว ตรัสพระ
คำถำนี้ว่ำ :-
๑. อญฺญตฺถตฺต แปลตำมศัพท์ว่ำ ซึงควำมเป็นอย่ำงอื่น.
่
- 64.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 62
"บุคคลไม่ควรทำำคำำแสยงขนของคนเหล่ำอื่น
ไว้ในใจ, ไม่ควรแลดูกิจที่ทำำแล้วและยังมิได้ทำำ
ของคนเหล่ำอื่น, พึงพิจำรณำกิจทีทำำแล้ว และยัง
่
มิได้ทำำของตนเท่ำนั้น."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บำทพระคำถำว่ำ น ปเรส วิโลมำนิ
ควำมว่ำ ไม่ควรทำำคำำแสยงขน คือคำำหยำบ ได้แก่ คำำตัดเสียซึ่ง
ควำมรัก ของคนเหล่ำอื่นไว้ในใจ.
บำทพระคำถำว่ำ น ปเรส กตำกต ควำมว่ำ ไม่ควรแลดู
กรรมที่ทำำแล้วและยังไม่ได้ทำำ ของคนเหล่ำอื่น อย่ำงนี้ว่ำ "อุบำสก
โน้น ไม่มีศรัทธำ ไม่เลื่อมใส, แม้วตถุมีภิกษำทัพพีหนึ่งเป็นต้น ใน
ั
เรือน เขำก็ไม่ให้, สลำกภัตเป็นต้นเขำก็ไม่ให้, กำรให้ปัจจัยมีจีวร
เป็นต้น ไม่มแก่อุบำสกนั้น
ี ; อุบำสิกำโน้นก็เหมือนกัน ไม่มีศรัทธำ
ไม่เลื่อมใส, ภิกษำทัพพีหนึ่งเป็นต้น ในเรือนนำงก็ไม่ให้, สลำกภัต
เป็นต้นก็ไม่ให้, กำรให้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ก็ไม่มแก่อุบำสิกำนั้น,
ี
ภิกษุโน้นก็เช่นกัน ไม่มีศรัทธำ ไม่เลื่อมใส ทังไม่ทำำอุปัชฌำยวัตร,
้
ไม่ทำำอำจริยวัตร, ไม่ทำำอำคันตุกวัตร, ไม่ทำำวัตรเพื่อภิกษุผู้เตรียม
จะไป, ไปทำำวัตรที่ลำนพระเจดีย์, ไม่ทำำวัตรในโรงอุโบสถ, ไม่ทำำ
วัตรที่หอฉัน, ไม่ทำำวัตรมีวัตรในเรือนไฟเป็นอำทิ, ทังธุดงค์ไร ๆ
้
ก็ไม่มีแก่เธอ แม้เหตุสักว่ำควำมอุตสำหะเพื่อควำมเป็นผูมีภำวนำ เป็น
้
ที่มำยินดี ก็ไม่มี."
- 65.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 63
บำทพระคำถำว่ำ อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย ควำมว่ำ กุลบุตร
ผู้บวชด้วยศรัทธำ เมื่อระลึกถึงโอวำทเนือง ๆ ว่ำ 'วันคืนล่วงไป ๆ เรำทำำอะไรอยู่" ดังนี้
แล้ว ก็พึงแล
ดูกิจที่ทำำแล้วและยังมิได้ทำำของตนอย่ำงนี้ว่ำ "เรำไม่อำจจะยกตนขึ้นสู่
ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ แล้วทำำให้เกษมจำกโยคะ
หรือหนอ ?"
ในกำลจบเทศนำ อุบำสิกำ ดำำรงอยู่ในโสดำปัตติผลแล้ว.
เทศนำมีประโยชน์แก่มหำชน ดังนี้แล.
เรื่องปำฏิกำชีวก จบ.
๑. องฺ. ทสก. ๒๔/๙๒.
- 66.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 64
๗. เรื่องฉัตตปำณิอุบำสก
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภฉัตตปำณิ
อุบำสก ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ยถำปิ รุจิร ปุปฺผ" เป็นต้น.
[ฉัตตปำณิเข้ำเฝ้ำพระศำสดำ]
ควำมพิสดำรว่ำ ในกรุงสำวัตถี ยังมีอุบำสก (คนหนึ่ง) ชือ่
ฉัตตปำณิ เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก เป็นอนำคำมี. อุบำสกนั้น เป็นผู้
รักษำอุโบสถ แต่เช้ำตรู่ ได้ไปยังทีบำำรุงของพระศำสดำ. จริงอยู่
่
ชื่อว่ำ อุโบสถกรรม หำมีแก่อริยสำวกผู้เป็นอนำคำมีทงหลำย ด้วย
ั้
สำมำรถแห่งกำรสมำทำนไม่ พรหมจรรย์และกำรบริโภคภัตครั้งเดียว
ของอริยสำวกผู้เป็นอนำคำมีเหล่ำนั่น มำแล้วโดยมรรคนั่นแหละ เพรำะ
เหตุนั้นแล พระผู้มีพระภำคจึงตรัสว่ำ "มหำบพิตรชื่อฆฏิกำรและ เป็นผู้บริโภคภัตครั้ง
เดียว มีปรกติประพฤติพรหมจรรย์
มีศีล มีกัลยำณธรรม." โดยปรกติทีเดียว ท่ำนอนำคำมีทั้งหลำย เป็น
ผู้บริโภคภัตครั้งเดียว และมีปรกติประพฤติพรหมจรรย์อย่ำงนั้น. อุบำสก
แม้มั้น ก็เป็นผู้รักษำอุโบสถอย่ำงนั้นเหมือนกัน เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำ
ถวำยบังคมแล้วนั่งฟังธรรมกถำ.
[ฉัตตปำณิไม่ลุกรับเสด็จพระเจ้ำปเสนทิโกศล]
ในสมัยนั้น พระเจ้ำปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปสู่ที่บำำรุงของพระ
* พระมหำเทียบ ป. ธ. ๖. วัดบวรนิเวศวิหำร แปล.
๑. ฆฏิกำรสูตร ม. ม. ๑๓/๓๗๕
- 67.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 65
ศำสดำ. อุบำสกเห็นพระองค์กำำลังเสด็จมำ จึงคิดว่ำ "เรำควรลุกขึ้น
หรือไม่หนอ ?" ดังนีแล้ว ก็ไม่ลุกขึ้น
้ ด้วยสำำคัญว่ำ "เรำนั่งใน
สำำนักของพระรำชำผู้เลิศ, กำรที่เรำนั้นเห็นเจ้ำประเทศรำช แล้วลุก
ขึ้นต้อนรับ ไม่ควร; ก็แล เมื่อเรำไม่ลุกขึ้น พระรำชำจักกริ้ว,
เมื่อพระรำชำนั่นแม้กริ้วอยู่ เรำก็จักไม่ลุกขึ้นต้องรับละ; ด้วยว่ำ เรำ
เห็นพระรำชำแล้ว ลุกขึ้น ก็ชื่อว่ำ เป็นอันทำำควำมเคำรพพระรำชำ,
ไม่ทำำควำมเคำรพพระศำสดำ; เรำจักไม่ลุกขึ้นละ."
ก็ธรรมดำบุรุษผู้เป็นบัณฑิต เห็นคนที่นั่งในสำำนักของท่ำนที่
ควรเคำรพกว่ำ (ตน) (ต้อนรับ) ย่อมไม่โกรธ. แต่
ไม่ลุกขึ้น
พระรำชำเห็นอุบำสกนั้น ไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ) มีพระมนัสขุ่นเคือง
ถวำยบังคมพระศำสดำแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้ำงหนึ่ง. พระศำสดำ
ทรงทรำบควำมที่พระรำชำกริ้ว จึงตรัสกถำพรรณนำคุณของอุบำสก
ว่ำ "มหำบพิตร ฉัตตปำณิอุบำสกนี้ เป็นบัณฑิต มีธรรมเห็นแล้ว
ทรงพระไตรปิฎก ฉลำดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์." เมื่อพระ
รำชำทรงสดับคุณกถำของอุบำสกอยู่นั่นแล พระหฤทัยก็อ่อน.
[พระรำชำตรัสถำมเหตุที่ไม่ลุกรับกะฉัตตปำณิ]
ภำยหลังวันหนึ่ง พระรำชำประทับยืนบนปรำสำทชั้นบน ทอด
พระเนตรเห็นฉัตตปำณิอุบำสกผูทำำภัตกิจเสร็จแล้ว กั้นร่ม สวมรองเท้ำ
้
เดินไปทำงพระลำนหลวง จึงรับสังให้รำชบุรุษเรียกมำ. อุบำสกนั้น
่
หุบร่มและถอดรองเท้ำออกแล้ว เข้ำไปเฝ้ำพระรำชำ ถวำยบังคมแล้ว
ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้ำงหนึ่ง, ลำำดับนั้น พระรำชำ ตรัสกะอุบำสก
- 68.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 66
นั้นว่ำ "อุบำสกผู้เจริญ ทำำไมท่ำนจึงหุบร่มและถอดรองเท้ำออก
เสียเล่ำ ?
อุบำสก. ข้ำพระองค์ได้ฟังว่ำ 'พระรำชำรับสั่งหำ' จึงมำแล้ว.
พระรำชำ. ควำมที่เรำเป็นพระรำชำ (ชะรอย) ท่ำนจักเพิ่มรู้
ในวันนี้ (กระมัง ?).
อุบำสก. ข้ำพระองค์ทรำบควำมที่พระองค์เป็นพระรำชำ แม้
ในกำลทุกเมื่อ.
พระรำชำ. เมื่อเป็นเช่นนั้น, ทำำไม ในวันก่อน ท่ำนนั่งใน
สำำนักของพระศำสดำ เห็นเรำแล้ว จึงไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ).
อุบำสก. ข้ำแต่มหำรำช ข้ำพระองค์นั่งในสำำนักของพระรำชำ
ผู้เลิศ เมื่อเห็นพะรำชประเทศรำชแล้วลุกขึ้น (ต้อนรับ) พึงเป็น
ผู้ไม่เคำรพในพระศำสดำ ; เพรำะฉะนั้น ข้ำพระองค์จึงไม่ลุกขึ้น
(ต้อนรับ).
พระรำชำ. ช่ำงเถอะ ผูเจริญ, ข้อนี้งดไว้ก่อน, เขำเลื่องลือ
้
กันว่ำ ท่ำนเป็นผู้ฉลำดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ซึงเป็นไป
่
ในทิฏฐธรรมและสัมปรำยภพ ทรงพระไตรปิฎก จงบอกธรรมแก่เรำ
ทั้งหลำยในภำยในวังเถิด.
อุบำสก. ข้ำแต่สมมติเทพ ข้ำพระองค์ไม่สำมำรถ.
พระรำชำ. เพรำะเหตุไร ?
อุบำสก. เพรำะว่ำ ขึนชื่อว่ำพระรำชมนเทียร
้ (แล้ว) ย่อม
เป็นสถำนที่มีโทษมำก, ข้ำแต่สมมติเทพ ในพระรำชมนเทียรนี้ กรรมที่
- 69.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 67
บุคคลประกอบชั่วและดี ย่อมเป็นกรรมหนัก.
พระรำชำ. ท่ำนอย่ำกล่ำวอย่ำงนั้น, อย่ำทำำควำมรังเกียจว่ำ
'วันก่อนเห็นเรำแล้วไม่ลุกขึ้น (ต้อนรับ).'
อุบำสก. ข้ำแต่สมมติเทพ ขึ้นชื่อว่ำ สถำนเป็นที่เที่ยวของ
เหล่ำคฤหัสถ์ เป็นสถำนที่มีโทษ, ขอพระองค์จงรับสั่งให้นิมนต์
บรรพชิตรูปหนึ่งมำแล้ว จงให้บอกธรรมเถิด.
[พระอำนนท์สอนธรรมพระรำชเทวีทั้ง ๒]
ผูเจริญ, ขอท่ำนจงไปเถิด" ดังนีแล้ว เสด็จไปสู่ที่เฝ้ำพระศำสดำ
้ ้
ทูลขอกะพระศำสดำว่ำ "ข้ำพระเจ้ำ พระนำงมัลลิกำเทวีและพระนำง
วำสภขัตติยำ พูดอยู่ว่ำ 'จักเรียนธรรม' ขอพระองค์กับภิกษุ ๕๐๐
รูป จงเสด็จไปสู่เรือนของข้ำพระองค์เนืองนิตย์ ทรงแสดงธรรมแก่
หล่อนทั้ง ๒."
พระศำสดำ. ธรรมดำพระพุทธเจ้ำทั้งหลำย ไปในที่แห่งเดียว
เนืองนิตย์ ไม่มี มหำบพิตร.
พระรำชำ. ถ้ำอย่ำงนั้น ขอจงประทำนภิกษุรูปอื่น พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ ได้ทรงมอบให้เป็นภำระแก่พระอำนนทเถระ. พระ
เถระ ไปแสดงพระบำลีแก่พระนำงเหล่ำนั้นเนืองนิตย์. ในพระนำง
เหล่ำนั้น พระนำงมัลลิกำเทวีได้เรียน ได้ท่อง (และ) ให้พระเถระ
รับรองพระบำลีโดยเคำรพ. ส่วนพระนำงวำสภขัตติยำ ไม่เรียน ไม่
๑. พิมพ์เป็นตัวอย่ำงในสนำมหลวง พ.ศ. ๒๔๕๖.
- 70.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 68
ท่อง โดยเคำรพทีเดียว (และ) ไม่อำจให้พระเถระรับรองพระบำลี
โดยเคำรพได้. ภำยหลังวันหนึ่ง พระศำสดำตรัสถำมพระเถระว่ำ
"อำนนท์ อุบำสิกำ(ทัง ๒) ยังเรียนธรรมอยู่หรือ ?"
้
พระอำนนท์. ยังเรียนธรรมอยู่ พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. อุบำสิกำคนไหน เรียนโดยเคำรพ.
พระอำนนท์. พระนำงมัลลิกำเทวี เรียนโดยเคำรพ ท่องโดย
เคำรพ อำจให้ข้ำพระองค์ รับรองพระบำลีโดยเคำรพ พระเจ้ำข้ำ ;
ส่วนธิดำซึงเป็นพระญำติของพระโดยเคำรพ ไม่อำจให้ขำพระองค์รับรองพระบำลีโดย
่ ้
เคำรพได้เลย
ทีเดียว.
[วำจำสุภำษิตย่อมมีผลแก่ผู้ปฏิบติ]
ั
พระศำสดำ ทรงสดับถ้อยคำำของพระเถระแล้ว ตรัสว่ำ
"อำนนท์ ธรรมดำธรรมที่เรำ (ผูตถำคต)
้ กล่ำวแล้ว ย่อมไม่มีผล
แก่ผู้ไม่ฟัง ไม่เรียน ไม่ท่อง ไม่แสดง โดยเคำรพ ดุจว่ำดอกไม้สมบูรณ์
ด้วยสี (แต่) ไม่มีกลิ่น (หอม) ฉะนั้น, แต่ย่อมมีผลมำก มีอำนิสงส์
มำก แก่ผู้ทำำกิจทั้งหลำยมีกำรฟังโดยเคำรพเป็นต้น" ดังนีแล้ว ได้
้
ตรัส ๒ พระคำถำเหล่ำนี้ว่ำ :-
"ดอกไม้อันงำม มีสี (แต่) ไม่มีกลิ่น (หอม)
แม้ฉันใด, วำจำสุภำษิต ก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีผล
๑. พระนำงวำสภขัตติยำ เป็นพระธิดำของท้ำวมหำนำมผูอนุชำของพระศำสดำ , นับตำม
้
ลำำดับ
ชั้น พระนำงวำสภขัตติยำเป็นพระภำคิไนยของพระศำสดำ.
- 71.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 69
แก่ผู้ไม่ทำำอยู่; (ส่วน) ดอกไม้อันงำม มีสี
พร้อมด้วยกลิ่น (หอม) แม้ฉันใด, วำจำสุภำ
ก็ฉันนั้น ย่อมมีผลแก่ผู้ทำำดีอยู่."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ รุจิร คืองำม. บทว่ำ วณฺณวนฺต
คือ บริบูรณ์ด้วยสีและทรวดทรง. บทว่ำ อคนฺธก คือ ไร้จำกกลิ่นมีดอกหงอนไก่ ดอก
กรรณิกำเขำ และดอกชัยพฤกษ์เป็นต้นเป็น
ประเภท. บำทพระคำถำว่ำ เอว สุภำสิตำ วำจำ ควำมว่ำ พระ
พุทธพจน์ คือ ปิฎก ๓ ชื่อว่ำวำจำสุภำษิต. พระพุทธพจน์นั้น เหมือน
ดอกไม้สมบูรณ์ด้วยสีและทรวดทรง (แต่) ไม่มีกลิ่น (หอม).
เหมือนอย่ำงว่ำ ดอกไม้ไม่มีกลิ่น (หอม), กลิ่น (หอม) ย่อมไม่
แผ่ไป (คือไม่อบไป) ในสรีระของผู้ทดทรงดอกไม้อันไม่มีกลิ่นนั้น
ั
ฉันใด, แม้พระพุทธพจน์นี้ ก็ฉันนั้น ย่อมไม่นำำกลิ่นคือกำรฟัง
กลิ่นคือกำรจำำทรง และกลิ่นคือกำรปฏิบัตมำให้ ชื่อว่ำย่อมไม่มีผล
ิ
แก่ผู้ (ซึ่ง) ไม่ตั้งใจประพฤติพระพุทธพจน์นั้นโดยเอื้อเฟื้อ ด้วยกิจ
ทั้งหลำยมีกำรฟังเป็นต้น, ชือว่ำผู้ไม่ทำำกิจที่ควรทำำในพระพุทธพจน์
่
นั้น; เพรำะเหตุนั้น พระศำสดำจึงได้ตรัสว่ำ "วำจำสุภำษิต
ก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีผลแก่ผไม่ทำำอยู่."
ู้
บทว่ำ สคนฺธก ได้แก่ ดอกจำำปำและบัวเขียวเป็นต้นเป็น
ประเภท. บทว่ำ เอว เป็นต้น ควำมว่ำ กลิ่น (หอม) ย่อม
๑. คนฺธรหิต สัมพันธ์สนำมหลวง พ.ศ. ๒๔๗๘ ไข.
- 72.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 70
แผ่ไป (คือฟุ้งไป) ในสรีระของผู้ทัดทรงดอกไม่นั้น ฉันใด; แม้
วำจำสุภำษิตกล่ำวคือพระพุทธพจน์ปิฎก ๓ ก็ฉันนั้น ย่อมมีผล คือ
ชื่อว่ำย่อมมีผลมำก มีอำนิสงส์มำก เพรำะนำำกลิ่นคือกำรฟัง กลิ่นคือ
กำรจำำทรง กลิ่นคือกำรปฏิบัติมำให้ แก่บุคคลผูทำำดีอยู่ คือบุคคล
้
ที่ตงใจทำำกิจที่ควรทำำในพระพุทธพจน์นั้น ด้วยกิจทั้งหลำย มีกำรฟัง
ั้
เป็นต้น.
ในกำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก ได้บรรลุอริยผลทั้งหลำย
มีโสดำปัตติผลเป็นต้น เทศนำได้เกิดเป็นประโยชน์แก่มหำชน ดังนี้แล.
เรื่องฉัตตปำณิอุบำสก จบ.
- 73.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 71
๘. เรื่องนำงวิสำขำ [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อทรงเข้ำไปอำศัยกรุงสำวัตถี ประทับอยู่ในบุพพำ-
รำม ทรงปรำรภอุบำสิกำชื่อวิสำขำ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ
"ยถำปิ ปุปฺผรำสิมฺมำ" เป็นต้น.
[พระศำสดำเสด็จไปโปรดสัตว์]
ดังได้สดับมำ นำงวิสำขำอุบำสิกำนั้น เกิดในท้องนำง
สุมนำเทวี ภริยำหลวงของธนญชัยเศรษฐี ผู้เป็นบุตรเมณฑกเศรษฐี
ในภัททิยนคร แคว้นอังคุ. ในเวลำที่นำงมีอำยุ ๗ ขวบ พระศำสดำ
ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติ ของสัตว์ผู้มีเผ่ำพันธุ์ที่พึงแนะนำำเพื่อควำม
ตรัสรู้มีเสลพรำหมณ์เป็นต้น มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวำรเสด็จจำริก
ไปถึงนครนั้น.
[ผู้มีบญทั้ง
ุ ๕ ในภัททิยนคร]
ก็ในสมัยนั้น เมณฑกคฤหบดี เป็นหัวหน้ำของผูมีบุญมำก ๕ คน
้
ครองตำำแหน่งเศรษฐีอยู่ในเมืองนั้น. ชือว่ำคนที่มีบุญมำก ๕ คนคือ
่
เมณฑกเศรษฐี ๑ ภริยำหลวงของเศรษฐีนั้น นำมว่ำจันทปทุมำ ๑
บุตรชำยคนโตของเศรษฐีนั้นเอง ชือธนญชัย ๑ ภริยำของธนญชัยนั้น
่
ชื่อว่ำสุมนำเทวี ๑ คนใช้ของเมณฑกเศรษฐี ชือปุณณะ ๑.
่
[คนมังมีในแคว้นของพระเจ้ำพิมพิสำร
่ ๕ คน]
ใช่จะมีแต่เมณฑกเศรษฐีแต่ผู้เดียวเท่ำนั้นก็หำไม่, ก็ในแคว้น
* พระมหำอุ่น ป. ธ. ๖ วัดพิชัยญำติกำรำม แปล.
- 74.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 72
ของพระเจ้ำพิมพิสำร ก็ได้มีคนผู้มีโภคะนับไม่ถ้วน ๕ คน คือ โชติยะ ๑
ชฏิละ ๑ เมณฑกะ ๑ ปุณณกะ ๑ กำกวัลลิยะ ๑.
[เมณฑกเศรษฐีให้นำงวิสำขำไปรับพระศำสดำ]
ในท่ำนเหล่ำนั้น เมณฑกเศรษฐีนี้ ได้ทรำบควำมที่พระทศพล
เสด็จถึงนครของตน จึงให้เรียกเด็กหญิงวิสำขำลูกสำวธนญชัยเศรษฐีผู้
บุตรมำ บอกว่ำ "แม่หนู เป็นมงคล ทั้งแก่เจ้ำ, ทั้งแก่เรำ; แม่หนู
กับพวกเด็กหญิงบริวำรของเจ้ำ ๕๐๐ จงขึ้นรถ ๕๐๐ คัน แวดล้อม
ด้วยทำสี ๕๐๐ คน (ไป) ทำำกำรต้อนรับพระทศพล." นำงรับว่ำ
"ดีละ" แล้วได้ทำำอย่ำงนั้น. แต่เพรำะควำมที่นำงเป็นเด็กฉลำดใน
เหตุอันควรและไม่ควร นำงจึงไปด้วยยำน เท่ำทียำน
่ (ไปได้) ลง
จำกยำนแล้ว ก็เดินดิ่งไปเฝ้ำพระศำสดำ ถวำยบังคมแล้ว ได้ยืน
ณ ส่วนข้ำงหนึ่ง. ครั้งนั้น พระศำสดำทรงแสดงธรรม ด้วยสำมำรถ
แห่งบุรพจรรยำของนำง.
[นำงได้โสดำปัตติผลแต่อำยุ ๗ ขวบ]
ในเวลำจบเทศนำ นำงพร้อมด้วยเด็กหญิง ๕๐๐ ตังอยู่ใน
้
โสดำปัตติผลแล้ว. ฝ่ำยเมณฑกเศรษฐีแล เข้ำเฝ้ำพระศำสดำ ฟัง
ธรรมกถำ ตั้งอยู่ในโสดำปัตติผลแล้ว จึงนิมนต์เพื่อเสวยอำหำรเช้ำ
ในวันรุ่งขึ้น อังคำสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้ำเป็นประมุข ด้วยขำทนียะ
โภชนียะอันประณีตที่เรือนของตน ได้ถวำยมหำทำนโดยอุบำยนี้แล
ตลอดกึ่งเดือน. พระศำสดำ ประทับอยู่ในภัททิยนคร ตำมควำมพอ
พระหฤทัยแล้ว ก็เสด็จหลีกไป.
- 75.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 73
[พระเจ้ำปเสนทิโกศลอยำกได้ผู้มีบุญ]
ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้ำพิมพิสำรและพระเจ้ำปเสนทิโกศลต่ำง
ก็เป็นพระภัสดำของพระภคินีกันและกัน. ต่อมำวันหนึ่ง พระเจ้ำโกศล
ทรงดำำริว่ำ "คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมำกทั้ง ๕ ย่อมอยู่ในแคว้น
พระเจ้ำพิมพิสำร, ในแคว้นของเรำ ผูเช่นนั้น แม้เพียงคนเดียว
้
ก็ไม่มี ; อย่ำกระนั้นเลย เรำพึงไปสู่นักของพระเจ้ำพิมพิสำรขอผู้มีบุญ
มำกสักคนหนึ่ง."
พระองค์เสด็จไปในพระนครนั้นแล้ว อันพระรำชทรงทำำปฏิสัน-
ถำรทูลถำมว่ำ "พระองค์เสด็จมำ เพรำะเหตุไร ?" จึงตรัสว่ำ
"หม่อมฉันมำ ด้วยประสงค์ว่ำ 'คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมำก
ตัง ๕ คน อยู่ในแคว้นของพระองค์, หม่อมฉันจักพำเอำคนหนึ่งจำก
้
๕ คนนั้นไป, ขอพระองค์จงประทำนคนหนึ่งใน ๕ คนนั้น แก่
หม่อมฉันเถิด."
พิมพิสำร. หม่อมฉันไม่อำจจะให้ตระกูลใหญ่ ๆ ย้ำยได้.
ปเสนทิโกศล. หม่อมฉันไม่ได้ ก็จักไม่ไป.
[มอบธนญชัยเศรษฐีให้พระเจ้ำโกศล]
พระรำชำ (พระเจ้ำพิมพิสำร) ทรงปรึกษำกับพวกอำำมำตย์
แล้ว ตรัสว่ำ "ชือว่ำกำรย้ำยตระกูลใหญ่ ๆ มีโชติยสกุลเป็นต้น เช่น
่
กับแผ่นดินไหว, บุตรของเมณฑกมหำเศรษฐี ชื่อธนญชัยเศรษฐีมีอยู่,
หม่อมฉันปรึกษำกับเธอเสร็จแล้ว จักถวำยคำำตอบแก่พระองค์" ดังนี้
แล้ว รับสั่งให้เรียกธนญชัยเศรษฐีมำแล้ว ตรัสว่ำ "พ่อ พระเจ้ำ
- 76.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 74
โกศลตรัสว่ำ 'จักพำเอำเศรษฐีมำทรัพย์คนหนึ่งไป, เธอจงไปกับ
พระองค์เถิด."
ธนญชัย. เมื่อพระองค์ส่งไป, ข้ำพระองค์ก็จักไป พระเจ้ำข้ำ.
พิมพิสำร. ถ้ำเช่นนั้น เธอจงทำำกำรตระเตรียมไปเถิด พ่อ.
เศรษฐีนั้น ได้ทำำกิจจำำเป็นที่ควรทำำของตนแล้ว. ฝ่ำยพระรำชำ
ทรงทำำสักกำระใหญ่แก่เขำแล้ว ทรงส่งพระเจ้ำปเสนทิโกศลไปด้วย
พระดำำรัสว่ำ "ขอพระองค์จงพำเศรษฐีนี้ไปเถิด." ท้ำวเธอพำ
ธนญชัยเศรษฐีนั้น เสด็จไปโดยกำรประทับแรมรำตรีหนึ่งในที่ทั้งปวง
บรรลุถึงสถำนอันผำสุกแห่งหนึ่งแล้ว ก็ทรงหยุดพัก.
[กำรสร้ำงเมืองสำเกต]
ครังนั้น ธนญชัยเศรษฐี
้ ทูลถำมท้ำวเธอว่ำ "ที่นี้เป็นแคว้น
ของใคร ?"
ปเสนทิโกศล. ของเรำ เศรษฐี.
ธนญชัย. เมื่อสำวัตถี แต่นี้ไป ไกลเท่ำไร ?
ปเสนทิโกศล. ในที่สุด ๗ โยชน์.
ธนญชัย. ภำยในพระนครคับแคบ, ชนบริวำรของข้ำพระองค์
มำก, ถ้ำพระองค์ทรงโปรดไซร้, ข้ำพระองค์พึงอยู่ที่นี้แหละ พระ
เจ้ำข้ำ.
พระรำชำทรงรับว่ำ "ดีละ" ดังนีแล้ว ให้สร้ำงเมืองในที่นั้น
้
ได้พระรำชทำนแก่เศรษฐีนั้นแล้วเสด็จไป. เมืองได้นำมว่ำ "สำเกต"
เพรำะควำมที่แห่งสถำนที่อยู่ ในประเทศนั้น อันเศรษฐีจับจองแล้ว
- 77.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 75
ในเวลำเย็น.
แม้ในกรุงสำวัตถีแล บุตรของมิคำรเศรษฐี ชื่อว่ำปุณณ-
วัฒนำกุมำร เจริญวัยได้มีแล้ว. ครั้งนั้น มำดำบิดำกล่ำวกะเขำว่ำ
"พ่อ เจ้ำจงเลือกเด็กหญิงคนหนึ่งในที่เป็นที่ชอบใจของเจ้ำ."
ปุณณ. กิจด้วยภริยำเห็นปำนนั้น ของผมไม่มีง
มำรดำบิดำ. เจ้ำอย่ำทำำอย่ำงนี้ ลูก, ธรรมดำตระกูลที่ไม่มีบุตร
ตังอยู่ไม่ได้
้
[ลักษณะเบญจกัลยำณี]
เขำถูกมำรดำบิดำพูดรบเร้ำอยู่ จึงกล่ำวว่ำ "ถ้ำกระนั้น ผม
เมื่อได้หญิงสำวประกอบพร้อมด้วยควำมงำม ๕ อย่ำง ก็จักทำำตำมคำำ
ของคุณพ่อคุณแม่."
มำรดำบิดำ. ก็ชื่อว่ำควำมงำม ๕ อย่ำงนั้น อะไรเล่ำ ? พ่อ
ปุณณ. คือ ผมงำม, เนื้องำม, กระดูกงำม, ผิวงำม, วัยงำม.
ก็ผมของหญิงผู้มีบุญมำก เป็นเช่นกับกำำหำงนกยุง แก้ปล่อยระชำย
ผ้ำนุ่งแล้ว ก็กลับมีปลำยงอนขึ้นตังอยู่. นี้ ชื่อว่ำผมงำม. ริมฝีปำกเช่น
้
กับผลตำำลึง (สุก) ถึงพร้อมด้วยสีเรียบชิดสนิทดี, นี้ ชื่อว่ำเนื้องำม,
ฟันขำวเรียบไม่ห่ำงกัน งดงำมดุจระเบียบแห่งเพชร ทีขำยกขึ้นตั้งไว้
่
และดุจระเบียบแห่งสังข์ที่เขำขัดสีแล้ว, นี้ ชือว่ำกระดูกงำม, ผิว
่
พรรณของหญิงดำำไม่ลุกไล้ด้วยเครื่องประหนึ่งพวงอุบลเขียว, ของหญิงขำว ประหนึ่ง
พวงดอกกรรณิกำ,
๑. บำลีควรจะเป็น วณฺณกำทีหิ ฯ
- 78.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 76
นี้ ชือว่ำผิวงำม. ก็แลหญิงแม้คลอดแล้วตั้ง ๑๐ ครัง ก็เหมือนคลอด
่ ้
ครั้งเดียว ยังสำวพริ้งอยู่เทียว, นี้ชื่อว่ำ วัยงำม ดังนี้แล.
[เศรษฐีส่งพรำหมณ์ไปแสวงหำหญิงเบญจกัลยำณี]
ครังนั้น มำรดำบิดำของนำงปุณณวัฒนกุมำรนั้น เชิญพรำหมณ์
้
๑๐๘ คนมำให้บริโภคแล้ว ถำมว่ำ "ชือว่ำหญิงที่ต้องด้วยลักษณะ
่
เบญจกัลยำณี มีอยู่หรือ ?" พรำหมณ์เหล่ำนั้น ตอบว่ำ "จ้ะ มีอยู่."
เศรษฐีกล่ำวว่ำ "ถ้ำกระนั้น ชน (คือพรำหมณ์) ๘ คนจง
ไปแสวงหำเด็กหญิงเห็นปำนนี้" ดังนีแล้ว ให้ทรัพย์เป็นอันมำก สั่ง
้
ว่ำ "ก็ในเวลำที่พวกท่ำนกลับ ข้ำพเจ้ำทังหลำยจักรู้สิ่งที่ควรทำำแก่
้
พวกท่ำน, ท่ำนทั้งหลำยไปเถิด, แสวงหำเด็กหญิงแม้เห็นปำนนั้น,
และในเวลำที่พบแล้ว พึงประดับพวงมำลัยทองคำำนี้" ดังนีแล้ว ้
ให้มำลัยทองคำำ อันมีรำคำแสนหนึ่ง ส่งไปแล้ว.
พรำหมณ์เหล่ำนั้น ไปยังนครใหญ่ ๆ แสวงหำอยู่ ไม่พบเด็ก
หญิงที่ต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยำณี กลับมำถึงเมืองสำเกตโดยลำำดับ
ในวันมีงำนนักขัตฤกษ์เปิด จึงคิดกันว่ำ "กำรงำนของพวกเรำ
คงสำำเร็จในวันนี้."
[งำนประจำำปีของนครสำเกต]
ก็ในนครนั้น ชื่อว่ำงำนนักขัตกำลนั้น แม้ตระกูลที่ไม่ออกภำยนอก ก็ออกจำก
เรือนกับบริวำร มี
๑. วิวฏนกฺขตฺต นักษัตรเปิดเผย เป็นงำนประจำำปีของนครสำเกต ในงำนนี้ชำว
เมืองทุกคน
เผยร่ำงโดยปรำศจำกผ้ำคลุมปิดหน้ำ เดินเท้ำไปยังแม่นำ้ำ.
- 79.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 77
ร่ำงกำยมิได้ปกปิด ไปสู่ฝงแม่นำ้ำด้วยเท้ำเทียว. ในวันนั้นถึงบุตรทั้ง
ั่
หลำยของขัตติมหำศำลเป็นต้น ก็ยืนแอบหนทำงนั้น ๆ ด้วยตังใจว่ำ
้
"พวกเรำ พบเด็กหญิงมีตระกูลที่พึงใจ มีชำติเสมอด้วยตนแล้ว
จักคล้องด้วยพวงมำลัย."
[พรำหมณ์พบนำงวิสำขำ]
พรำหมณ์แม้เหล่ำนั้น เข้ำไปยังศำลำแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่นำ้ำแล้ว
ได้ยืนอยู่. ขณะนั้น นำงวิสำขำ มีอำยุยำงเข้ำ ๑๕-๑๖ ปี ประดับ
่
ประดำด้วยเครื่องอำภรณ์ครบทุกอย่ำง อันเหล่ำกุมำรี ๕๐๐ คนแวด
ล้อมแล้ว คิดว่ำ "เรำจักไปยังแม่นำ้ำแล้วอำบนำ้ำ" ถึงประเทศนั้น
แล้ว. ครั้งนั้นแล เมฆตังขึ้นแล้ว ก็ยังฝนให้ตก.
้ เด็กหญิง ๕๐๐
รีบเดินเข้ำไปสู่ศำลำ. พวกพรำหมณ์พิจำรณำอยู่ ก็ไม่เห็นเด็กหญิง
เหล่ำนั้นแม้สักคนเดียว ทีต้องด้วยลักษณะเบญจกัลยำณี. นำงวิสำขำ
่
เข้ำไปยังศำลำ ด้วยกำรเดินตำมปกตินั่นเอง. ผ้ำและอำภรณ์เปียก
โชก. พวกพรำหมณ์เห็นควำมงำม ๔ อย่ำงของนำงแล้ว ประสงค์
จะเห็นฟัน จึงกล่ำวกะกันและกันว่ำ "ธิดำของพวกเรำ เป็นหญิง
เฉื่อยชำ, สำมีของหญิงคนนี้ เห็นทีจักไม่ได้ แม้เพียงข้ำวปลำยเกวียน"
ทีนั้น นำงวิสำขำ พูดกะพรำหมณ์เหล่ำนั้นว่ำ "พวกท่ำนว่ำใครกัน."
พรำหมณ์. ว่ำเธอ แม่.
ได้ยินว่ำ เสียงอันไพเรำะของนำง เปล่งออกประหนึ่งเสียง
กังสดำล. ลำำดับนั้น นำงจึงถำมพรำหมณ์เหล่ำนั้นด้วยเสียงอันไพเรำะ
อีกว่ำ "เพรำะเหตุไร ? จึงว่ำฉัน."
- 80.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 78
พรำหมณ์. หญิงบริวำรของเธอ ไม่ให้ผำและเครื่องประดับ
้
เปียก รีบเข้ำสู่ศำลำ, กิจแม้เพียงกำรรีบมำสู่ทมีประมำณเท่ำนี้ของเธอ
ี่
ก็มิได้มี, เธอปล่อยให้ผ้ำและเครื่องอำภรณ์เปียกมำแล้ว; เพรำะฉะนั้น
พวกเรำจึงพำกันว่ำ.
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย พวกท่ำนอยู่พูดอย่ำงนี้, ฉันแข็งแรงกว่ำ
เด็กหญิงเหล่ำนั้น, แต่ฉันกำำหนดเหตุกำรณ์แล้ว จึงไม่มำโดยเร็ว.
พรำหมณ์. เหตุอะไร ? แม่.
[ชน ๔ จำำพวกวิ่งไปไม่งำม]
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย ชน ๔ จำำพวก เมือวิ่ง ย่อมไม่งำม,
่
เหตุอันหนึ่ง แม้อื่นอีก ยังมีอยู่.
พรำหมณ์. ชน ๔ จำำพวก เหล่ำไหน ? เมื่อวิ่ง ย่อมไม่งำม แม่.
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย พระรำชำผูอภิเษกแล้ว ทรงประดับ
้
ประดำแล้วแล้วเครื่องอำภรณ์ทั้งปวงเมื่อถกเขมรวิ่งไปในพระลำนหลวง
ย่อมไม่งำม, ย่อมได้ควำมครหำเป็นแน่นอนว่ำ 'ทำำไม พระรำชำ
องค์นี้จงวิ่งเหมือนคฤบหดี'
ึ ค่อย ๆ เสด็จไปนั่นแหละ จึงจะงำม;
แม้ช้ำงมงคลของพระรำชำ ประดับแล้ว วิ่งไป ก็ไม่งำม, ต่อเมื่อ
เดินไปด้วยลีลำแห่งช้ำง จึงจะงำม, บรรพชิต เมื่อวิ่ง ก็ไม่งำม, ย่อม
ได้แต่ควำมครหำอย่ำงเดียวเท่ำนั้นว่ำ 'ทำำไม สมณะรูปนี้ จึงวิ่งไป
เหมือนคฤหัสถ์,' แต่ย่อมงำม ด้วยกำรเดินอย่ำงอำกำรของผู้สงบเสงียม;
่
สตรี เมื่อวิ่ง ก็ไม่งำม, ย่อมถูกเขำติเตียนอย่ำงเดียวว่ำ 'ทำำไม หญิงคน
นี้ จึงวิ่ง เหมือนผู้ชำย,' แต่ย่อมงำมด้วยกำรเดินอย่ำงธรรมดำ; พ่อ
- 81.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 79
ทั้งหลำย ชน ๔ จำำพวกเหล่ำนี้ เมื่อวิ่งไป ย่อมไม่งำม.
พรำหมณ์ ก็เหตุอื่นอีกอย่ำงหนึ่ง เป็นไฉน ? แม่.
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย ธรรมดำมำรดำบิดำ ถนอมอวัยวะน้อย
ใหญ่ เลี้ยงดูธิดำ, เพรำะว่ำ พวกฉัน ชื่อว่ำเป็นสิ่งของอันมำรดำ
บิดำพึงชำย, มำรดำบิดำเลี้ยงฉันมำ ก็เพื่อต้องกำรจะส่งไปสูตระกูล
่
อื่น, ถ้ำว่ำ ในเวลำที่พวกฉันวิ่งไป เหยียบชำยผ้ำนุ่งหรือลื่นล้มลงบน
พื้นดิน มือหรือเท้ำก็จะพึงหัก, พวกฉันก็จะพึงเป็นภำระของตระกูล
นั่นแล, ส่วนเครื่องแต่งตัว เปียกแล้วก็จักแห้ง; ดิฉันกำำหนดเหตุนี้
จึงไม่วิ่งไป พ่อ.
[พรำหมณ์สวมมำลัยทองให้]
พวกพรำหมณ์เห็นควำมถึงพร้อมแห่งฟัน ในเวลำนำงพูด จึง
ให้สำธุกำรแก่นำงว่ำ "สมบัติเช่นนี้ พวกเรำยังไม่เคยเห็นเลย" แล้ว
กล่ำวว่ำ "แม่ พวงมำลัยนี้ สมควรแก่เธอเท่ำนั้น" ดังนีแล้ว จึงได้
้
คล้องพวกมำลัยทองนั้นให้. ลำำดับนั้น นำงจึงถำมพวกเขำว่ำ "พ่อ
ทั้งหลำย พวกท่ำนมำจำกเมืองไหน ?
พรำหมณ์. จำกเมืองสำวัตถี แม่.
วิสำขำ. ตระกูลเศรษฐี ชือไร
่ ?
พรำหมณ์. ชื่อมิคำรเศรษฐี แม่.
วิสำขำ. บุตรของท่ำนเจ้ำพระคุณ ชื่อไร ?
พรำหมณ์. ชื่อปุณณวัฒนกุมำร แม่.
นำงวิสำขำนั้น รับรองว่ำ "ตระกูลของเรำ เสมอกัน" ดังนี้
- 82.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 80
แล้ว จึงส่งข่ำวไปแก่บิดำว่ำ "ของคุณพ่อและคุณแม่ จงส่งรถไปให้
พวกดิฉัน." ก็ในเวลำมำ นำงเดินมำก็จริง, ถึงอย่ำงนั้น จำำเดิมแต่
กำลที่ประดับด้วยมำลัยทองคำำแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะไปเช่นนั้น. เด็ก
หญิงทั้งหลำยผู้มีอิสระ ย่อมไปด้วยยำนมีรถเป็นต้น, หญิงนอกนี้ขึ้น
ยำนธรรมดำ (ไป), กั้นฉัตรหรือใบตำลข้ำงบน, เมื่อฉัตรหรือใบตำล
แม้นั้นไม่มี ก็ยกชำยผ้ำนุงขึ้นมำพำดบนบ่ำทีเดียว, ส่วนบิดำของนำง
่
วิสำขำนั้น ส่งรถไป ๕๐๐ คัน. นำงวิสำขำนั้นกับบริวำรขึ้นรถไปแล้ว
แม้พวกพรำหมณ์ ก็ได้ไปด้วยกัน.
ทีนั้น ท่ำนเศรษฐี ถำมพรำหมณ์เหล่ำนั้นว่ำ "พวกท่ำน
มำจำกไหน ?"
พรำหมณ์. มำจำกเมืองสำวัตถี ท่ำนมหำเศรษฐี.
เศรษฐี. เศรษฐีชื่อไร ?
พรำหมณ์. ชื่อมิคำรเศรษฐี.
เศรษฐี. บุตรชือไร ?
่
พรำหมณ์. ชื่อปุณณวัฒนกุมำร.
เศรษฐี. ทรัพย์มีเท่ำไร ?
พรำหมณ์. ๔๐ โกฏิ ท่ำนมหำเศรษฐี.
เศรษฐี. รับคำำ ด้วยคิดว่ำ "ทรัพย์เท่ำนั้น, เทียบทรัพย์ของ
เรำ ก็เท่ำกับกำกณิกเดียว, แต่จะประโยชน์อะไรด้วยเหตุอื่น จำำเดิม
แต่กำลที่นำงทำริกำได้เหตุเพียงกำรรักษำ." เศรษฐีนั้น ทำำสักกำระ
แก่พรำหมณ์เหล่ำนั้น ให้พักอยู่วัน ๒ วัน แล้วก็ส่งกลับ.
- 83.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 81
[พรำหมณ์กลับเมืองสำวัตถี]
พวกเขำ ไปกรุงสำวัตถีแล้ว เรียน (ท่ำนเศรษฐี) ว่ำ "พวก
ข้ำพเจ้ำได้นำงทำริกำแล้ว."
เศรษฐี. ลูกสำวของใคร ?
พรำหมณ์. ของธนญชัยเศรษฐี.
เศรษฐีนั้น คิดว่ำ "นำงทำริกำแห่งตระกูลใหญ่ อันเรำได้แล้ว,
ควรที่เรำจะนำำนำงมำโดยเร็วทีเดียว" ดังนี้แล้ว กรำบทูลแด่พระ
รำชำ เพื่อไปในเมืองนั้น.
พระรำชำ ทรงดำำริว่ำ "ตระกูลใหญ่นั่น อันเรำนำำมำจำก
สำำนักของพระเจ้ำพิมพิสำร แล้วให้อยู่อำศัยในเมืองสำเกต, ควรจะ
ทำำควำมยกย่องแก่ตระกูลนั้น" ดังนีแล้ว จึงรับสั่งว่ำ "แม้เรำ ก็
้
จักไป."
เศรษฐี ทูลว่ำ "ดีละ พระเจ้ำข้ำ" ดั่งนีแล้ว ส่งข่ำวไป
้
บอกแก่ธนญชัยเศรษฐีว่ำ "เมื่อข้ำพเจ้ำมำ, แม้พระรำชำก็จักเสด็จมำ,
พลของพระรำชำมำก, ท่ำนจักอำจเพื่อทำำกินที่ควรทำำแก่ชนประมำณ
เท่ำนั้น หรือจักไม่อำจ."
ฝ่ำยเศรษฐีนอกนี้ ได้ส่งข่ำวตอบไปว่ำ "แม้ถำพระรำชำจะ
้
เสด็จมำสัก ๑๐ พระองค์, ขอจงเสด็จมำเถิด." มิคำรเศรษฐี เว้น
เพียงคนเฝ้ำเรือน พำเอำคนที่เหลือในนครใหญ่ถึงเพียงนั้นไป หยุด
พักในหนทำงกึ่งโยชน์แล้ว ส่งข่ำวไปว่ำ "พวกข้ำพเจ้ำมำแล้ว."
- 84.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 82
[ธนญชัยเศรษฐีกับธิดำจัดสถำนที่ต้อนรับ]
ธนญชัยเศรษฐี ส่งเครื่องบรรณำกำรเป็นอันมำกไป แล้วปรึกษำ
กับธิดำว่ำ "แม่ ได้ยินว่ำ พ่อผัวของเจ้ำ มำกับพระเจ้ำโกศล,
เรำควรจัดเรือนหลังไหน สำำหรับพ่อผัวของเจ้ำนั้น, หลังไหน
สำำหรับพระรำชำ, หลังไหน สำำหรับอิสรชนมีอุปรำชเป็นต้น." เศรษฐี-
ธิดำผู้ฉลำด มีญำณเฉียบแหลมดุจยอดเพชร ตังควำมปรำรถนำไว้
้
ตลอดแสนกัป สมบูรณ์แล้วด้วยอภินิหำร จัดแจงว่ำ "ท่ำนทั้งหลำย
จงจัดแจงเรือนหลังโน้น เพื่อพ่อผัวของเรำ, หลังโน้น เพื่อพระรำชำ,
หลังโน้น เพื่ออุปรำชเป็นต้น" ดังนีแล้ว ให้เรียกทำสและกรรมกร
้
มำ จัดกำรว่ำ "พวกท่ำนเท่ำนี้คน จงทำำกิจที่ควรทำำแก่พระรำชำ, เท่ำ
นี้คน จงทำำกิจที่ควรทำำแก่อุปรำชเป็นต้น, พวกท่ำนนั่นแล จงดูแล
แม้สัตว์พำหนะมีชำงและม้ำเป็นต้น, แม้คนผูกม้ำเป็นต้น มำถึงแล้ว
้
จักได้ชมมหรสพในงำนมงคล."
ถำมว่ำ "เพรำะเหตุไร ? (นำงจึงจัดอย่ำงนั้น)."
ตอบว่ำ "(เพรำะ) คนบำงพวก อย่ำได้เพื่อพูดว่ำ 'เรำไปสู่
ที่มงคลแห่งนำงวิสำขำ ไม่ได้อะไรเลย, ทำำแต่กิจมีกำรเฝ้ำม้ำเป็นต้น
ไม่ได้เที่ยวตำมสบำย."
[เครื่องแต่งตัวนำงวิสำขำ ๔ เดือนจึงแล้ว]
ในวันนั้นแล บิดำของนำงวิสำขำ ให้เรียกช่ำงทองมำ ๕๐๐ คน
แล้ว กล่ำวว่ำ "พวกท่ำนจงทำำเครื่องประดับ ชือมหำลดำปสำธน์
่
- 85.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 83
แก่ธิดำของเรำ" ดังนีแล้ว สังให้ให้ทองคำำมีสีสุกพันลิ่ม และเงิน
้ ่
แก้วมณี แก้วมุกดำ แก้วประพำฬและเพชรเป็นต้น พอสมกับทองนั้น.
พระรำชำ ประทับอยู่ ๒-๓ วันแล้ว ทรงส่งข่ำวไปแก่ธนญชัย-
เศรษฐีว่ำ "เศรษฐีไม่สำมำรถทำำกำรเลี้ยงดูพวกเรำได้, ขอเศรษฐี
จงรู้กำลไปแห่งนำงทำริกำเถิด."
ฝ่ำยเศรษฐีนั้น ส่งข่ำวไปทูลพระรำชำว่ำ "บัดนี้ กำลฝนมำ
ถึงแล้ว, ใคร ๆ ไม่อำจเพื่อเที่ยวไปตลอด ๔ เดือนได้; กำรที่หมู่
พลของพระองค์ ได้วัตถุใด ๆ สมควร, วัตถุนั้น ๆ ทังหมด เป็น
้
ภำระของข้ำพระองค์; พระองค์ผสมมติเทพจักเสด็จไปได้ในเวลำที่
ู้
ข้ำพระองค์สงเสด็จ." จำำเดิมแต่กำลนั้น นครสำเกต ได้เป็นนครรำวกะ
่
มีนักษัตรเป็นนิตย์.
วัตถุมีพวงดอกไม้ของหอมและผ้ำเป็นต้น เป็นของอันเศรษฐี
จัดแล้วแก่ชนทั้งหมด ตังต้นแต่พระรำชำแล.
้ ชนเหล่ำนั้นคิดกันว่ำ
"เศรษฐีทำำสักกำระแก่พวกเรำถ่ำยเดียว. ๓ เดือนล่วงไปแล้ว โดย
อำกำรอย่ำงนี้. ส่วนเครื่องประดับ ก็ยงไม่เสร็จก่อน. ผูควบคุมงำนมำแจ้งแก่เศรษฐีว่ำ
ั ้
"สิ่งอื่นที่ชื่อว่ำไม่มี ก็หำไม่, แต่ฟืนสำำหรับ
หุงต้มภัตเพื่อหมู่พล ไม่พอ." เศรษฐี กล่ำวว่ำ "ไปเถิดพ่อทั้งหลำย,
พวกท่ำนจง (รื้อ) ขนเอำโรงช้ำงเก่ำ ๆ เป็นต้นและเรือนเก่ำในนครนี้
หุงต้มเถิด."
แม้เมื่อหุงต้มอยู่อย่ำงนั้น, กึ่งเดือนล่วงไปแล้ว. ลำำดับนั้น ผู้
๑. กมฺมำธิฏฺำยิกำ ผูดูแลกำรงำน
้ (Superintendent of work,
inspector.)
- 86.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 84
ควบคุมงำน มำแจ้งแก่ท่ำนเศรษฐีอีกครั้งว่ำ "ฟืนไม่มี." เศรษฐี
กล่ำวว่ำ "ใคร ๆ ไม่อำจได้ฟืนในเวลำนี้, พวกท่ำน จงเปิดเรือน
คลังผ้ำทั้งหลำย แล้วเอำผ้ำเนื้อหยำบ ทำำเกลียวชุบลงในตุ่มนำ้ำมันหุง
ภัตเถิด." ชนเหล่ำนั้น ได้ทำำอย่ำงนั้น ตลอดกึ่งเดือน. ๔ เดือนล่วง
ไปแล้วโดยอกำรอย่ำงนี้. แม้เครื่องประดับก็เสร็จแล้ว.
[เครื่องประกอบในมหำลดำปสำธน์]
เพชร ๔ ทะนำน ได้ถึงอันประกอบเข้ำในเครื่องประดับนั้น,
แก้วมุกดำ ๑๑ ทะนำน, แก้วประพำฬ ๒๐ ทะนำน, แก้วมณี ๓๓
ทะนำน. เครื่องประดับนั้น ได้ถึงควำมสำำเร็จ ด้วยรัตนะเหล่ำนีและ
้
เหล่ำอื่น ด้วยประกำรฉะนี้. เครื่องประดับไม่สำำเร็จด้วยด้ำย, กำร
งำนทีทำำด้วยด้ำย เขำทำำแล้วด้วยเงิน. เครื่องประดับนั้น สวมที่
่
ศีรษะแล้ว ย่อมจดหลังเท้ำ.
ลูกดุมที่เขำประกอบทำำเป็นแหวนในที่นั้น ๆ ทำำด้วยทอง, ห่วง
ทำำด้วยเงิน, แหวนวงหนึ่ง ที่ทำมกลำงกระหม่อม, หลังหูทั้งสอง ๒
่
วง, ที่หลุมคอ ๑ วง, ที่เข่ำทังสอง ๒ วง, ที่ข้อศอกทั้งสอง ๒ วง,
้
ที่ข้ำงสะเอวทั้งสอง ๒ วง ดังนี้. ก็ในเครื่องประดับนั้นแล เขำทำำนกยูง
ตัวหนึ่งไว้. ขนปีกทำำด้วยทอง ๕๐๐ ขน ได้มีที่ปีกเบื้องขวำแห่งนกยูง
นั้น, ๕๐๐ ขน ได้มีที่ปีกเบื้องซ้ำย, จะงอยปำก ทำำด้วยแก้วประพำฬ,
นัยน์ตำทำำด้วยแก้วมณี, คอและแววหำงก็เหมือนกัน, ก้ำนขนทำำด้วย
เงิน, ขำก็เหมือนกัน. นกยูงนั้น สถิตอยู่ท่ำมกลำงกระหม่อมแห่ง
นำงวิสำขำ ปรำกฏประหนึ่งนกยูงยืนรำำแพนอยู่บนยอดเขำ. เสียแห่ง
- 87.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 85
ก้ำนขนปีกพันหนึ่ง เป็นไปประหนึ่งทิพยสังคีตและประหนึ่งเสียงกึกก้อง
แห่งดนตรีประกอบด้วยองค์ ๕. ชนทั้งหลำยผู้เข้ำไปสู่ที่ใกล้เท่ำนั้น
ย่อมทรำบว่ำ นกยูงนั้นไม่ใช่นกยูง (จริง). เครื่องประดับมีค่ำ ๙
โกฏิ. ท่ำนเศรษฐีให้ค่ำหัตถกรรม (ค่ำบำำเหน็จ) แสนหนึ่ง.
[หญิงถวำยจีวรย่อมได้มหำลดำปสำธน์]
"ก็เครื่องประดับนั่น อันนำงวิสำขำนั้นได้แล้ว เพรำะ
ถำมว่ำ
ผลแห่งกรรมอะไร ?"
แก้วำ "ได้ยินว่ำ ในกำลแห่งพระกัสสปสัมมำสัมพุทธเจ้ำ นำง
่
ถวำยจีวรสำฎก แก่ภิกษุ ๒ หมื่นรูปแล้ว ได้ถวำยด้วยบ้ำง เข็มบ้ำง
เครื่องย้อมบ้ำง ซึ่งเป็นของตนนั่นเอง. นำงได้แล้วซึ่งเครื่องประดับนี้
เพรำะผลแห่งจีวรทำนนั้น. ก็จีวรทำนของหญิงทังหลำย ย่อมถึงที่สุด
้
ด้วยเครื่องประดับชื่อมหำลดำปสำธน์, จีวรทำนของบุรุษทั้งหลำย ย่อม
ถึงที่สุด ด้วยบำตรและจีวรอันสำำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์."
[เศรษฐีจัดไทยธรรมให้นำงวิสำขำ]
มหำเศรษฐี ทำำกำรตระเตรียม เพื่อธิดำโดย ๔ เดือนอย่ำงนั้น
แล้ว เมื่อจะให้ไทยธรรมแก่ธิดำนั้น ได้ให้เกวียนเต็มด้วยกหำปณะ
๕๐๐ เล่ม, ได้ให้เกวียนเต็มด้วยภำชนะทองคำำ ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วย
ภำชนะเงิน ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยภำชนะทองแดง ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วย
ภำชนะสำำริด ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยผ้ำด้ำยผ้ำไหม ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วย
เนยใส ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยนำ้ำมัน ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยนำ้ำอ้อย ๕๐๐
- 88.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 86
เล่ม, เต็มด้วยข้ำวสำรแห่งข้ำวสำลี ๕๐๐ เล่ม, เต็มด้วยเครื่องอุปกรณ์
มีไถและผำลเป็นต้น ๕๐๐ เล่ม.
ได้ยินว่ำ ควำมคิดอย่ำงนี้ได้มีแก่มหำเศรษฐีนั้นว่ำ "ในที่แห่ง
ธิดำของเรำไปแล้ว นำงอย่ำได้ส่งคนไปสูประตูเรือนของคนอื่นว่ำ
่
"เรำต้องกำรด้วยวัตถุชื่อโน้น;" เพรำะฉะนั้น มหำเศรษฐีจึงได้สงให้
ั่
ให้เครื่องอุปกรณ์ทุกสิ่ง (แก่ธดำของตน). มหำเศรษฐีได้ให้รถ ๕๐๐
ิ
คัน ตั้งนำงสำวใช้รูปงำมผูประดับด้วยเครื่องอลังกำรพร้อมสรรพไว้
้
บนรถคันละ ๓ คน ๆ, ได้ให้นำงปริจำริกำ ๑,๕๐๐ คน ด้วยสังว่ำ
่
"พวกเจ้ำเท่ำนี้คนจงให้ธิดำของเรำอำบ เท่ำนี้คนให้บริโภค เท่ำนี้คน
แต่งตัว เที่ยวไป."
ครังนั้น มหำเศรษฐีได้มีควำมคิดอย่ำงนี้ว่ำ
้ "เรำจัดให้โค
แก่ธิดำของเรำ." ท่ำนสั่งบุรุษว่ำ "พนำย พวกท่ำนจงไป, จงเปิด
ประตูคอกน้อยแล้ว ยืนถือกลอง ๓ ใบ อยูในที่ ๓ คำวุต, ยืนอยู่ที่
่
ข้ำงทั้ง ๒ ในที่ประมำณอุสภะ ๑ โดยส่วนกว้ำง, ถัดจำกนั้นจงอย่ำ
ให้แม่โคทั้งหลำยไปที่อื่น, พึงตีกลองสัญญำในเวลำแม่โคหยุดแล้ง
อย่ำงนี้." บุรุษเหล่ำนั้น ได้ทำำอย่ำงนั้นแล้ว. เวลำแม่โคออกจำกคอก
ได้คำวุต ๑ พวกเขำได้ตีกลองสัญญำขึ้น, ในเวลำแม่โคไปได้กึ่งโยชน์
ได้ตึกลองสัญญำอีก, แต่ในเวลำแม่โคไปได้ ๓ คำวุต พวกเขำได้
ห้ำมกำรไปโดยส่วนกว้ำงอีก แม่โคทั้งหลำยได้ยืนเบียดกันและกันใน
ที่ยำวประมำณ ๓ คำวุต กว้ำงประมำณอุสภะ ๑ ด้วยประกำรอย่ำงนี้.
มหำเศรษฐีสั่งให้ปิดประตูคอก ด้วยคำำว่ำ "โคเท่ำนี้ พอแล้ว
- 89.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 87
แก่ธิดำของข้ำพเจ้ำ, พวนเจ้ำจงปิดประตูเถิด." เมื่อเขำปิดประตูคอก
แล้ว, เพรำะผลบุญของนำงวิสำขำ โคตัวมีกำำลังและแม่โคนมทั้งหลำย
ก็กระโดดออกไปแล้ว. เมื่อพวกมนุษย์ห้ำมอยู่นั่นแล, โคตัวมีกำำลัง
๖ หมื่นตัว และแม่โคนม ๖ หมื่นตัว ออกแล้ว, (และ) ลูกโค
ตัวมีกำำลัง มีจำำนวนเท่ำนั้น ก็ออกไปแล้ว, พวกโคอุสภะของแม่โค
นมเหล่ำนั้นก็ได้ติดตำมไปแล้ว.
ถำมว่ำ "ก็โคทั้งหลำยไปแล้วอย่ำงนั้น เพรำะผลแห่งกรรม
อะไร ?"
แก้วำ
่ "เพรำะผลแห่งทำนที่นำงวิสำขำถวำยแล้วแก่ภิกษุหนุ่ม
และสำมเณรผู้ห้ำมอยู่ ๆ."
ได้ยินว่ำ ในกำลแห่งพระกัสสปสัมมำสัมพุทธเจ้ำ นำงเป็นน้อง
สุดท้องของธิดำทัง ๗ ของพระเจ้ำกิกิ มีพระนำมว่ำสังฆทำสี เมื่อ
้
ถวำยเบญจโครสทำนแก่ภิกษุ ๒ หมื่นรูป- แม้เมื่อภิกษุหนุ่มและสำม-
เณรปิดบำตรห้ำมอยู่ว่ำ "พอ พอ" ก็ยังรับสังว่ำ
่ "นี่อร่อย นี่น่ำฉัน"
แล้วได้ถวำย (อีก). เพรำะผลแห่งกรรมนั้น โคเหล่ำนั้น แม้เขำ
ห้ำมอยู่ ก็ออกไปแล้วอย่ำงนั้น.
ในเวลำที่เศรษฐีให้ทรัพย์เท่ำนี้ (แก่ธิดำ) แล้ว ภริยำของ
"ทุกสิ่งอันท่ำนจัดแจงแล้วแก่ธิดำของเรำ, แต่คนใช้
เศรษฐีได้พูดว่ำ
ชำยหญิง ผูทำำกำรรับใช้ ท่ำนมิได้จัดแจง, ข้อนั้นเพรำะเหตุไร ?"
้
เศรษฐี." (ที่เรำไม่จัดแจง) เพื่อรู้คนผู้มีควำมรักและชังในธิดำของเรำ,
เพรำะเรำจะจับคอพวกที่ไม่ไปกับธิดำนั้นส่งไปไม่ได้, แต่ในเวลำจะขึ้น
- 90.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 88
ยำนไปนั่นแล เรำจะพูดว่ำ 'ใครอยำกไปกับนำงวิสำขำนั่น ก็จงไป,
ผู้ไม่อยำกไป ก็อย่ำไป."
ลำำดับนั้น เศรษฐีคิดว่ำ"ธิดำของเรำ จักไปพรุ่งนี้" นั่งใน
ห้อง ให้ธิดำนังในที่ใกล้แล้วได้ให้โอวำทว่ำ "แม่ ธรรมดำหญิงผู้อยู่
่
ในสกุลผัว รักษำภรรยำนีและนี้ จึงจะควร. แม้มิคำรเศรษฐีนี้
้
นั่งในห้องถัดไป ได้ยินโอวำทของธนญชัยเศรษฐีแล้ว.
[โอวำท ๑๐ ข้อของเศรษฐี]
ฝ่ำย (ธนญชัย) เศรษฐีนั้น สอนธิดำอย่ำงนั้นแล้ว ให้โอวำท
๑๐ ข้อนี้ว่ำ "แม่ ธรรมดำหญิงที่อยูในสกุลพ่อผัวแม่ผัว ไม่ควร
่
นำำไฟภำยในออกไปภำยนอก, ไม่ควรนำำไฟภำยนอกเข้ำไปภำยใน, พึง
ให้แก่คนที่ให้เท่ำนั้น, ไม่พึงให้แก่คนที่ไม่ให้, พึงให้แก่คนทั้งที่ให้ทั้ง
ที่ไม่ให้, พึงนั่งให้เป็นสุข, พึงบริโภคให้เป็นสุข, พึงนอนให้เป็นสุข,
พึงบำำเรอไฟ, พึงนอบน้อมเทวดำภำยใน" ดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น
่
เรียกประชุมเสนำทั้งหมดแล้ว จึงเอำกุฎุมพี ๘ คนให้เป็นผู้คำ้ำประกัน
ในท่ำมกลำงรำชเสนำแล้ว กล่ำวว่ำ "ถ้ำโทษเกิดขึ้นแก่ธิดำของเรำ
ในที่ ๆ ไปแล้ว, พวกท่ำนพึงชำำระ" ดังนีแล้ว ประกับธิดำด้วยเครื่อง
้
ประดับชื่อมหำลดำปสำธน์ ซึ่งมีค่ำได้ ๙ โกฏิ ให้ทรัพย์ ๕๔ โกฏิ
เป็นค่ำจุณสำำหรับอำบ ให้ขึ้นสูยำนแล้ว ให้คนเที่ยวตีกลองประกำศ
่
ในบ้ำนส่วย ๑๔ ตำำบลอันเป็นของตน เท่ำอนุรำชบุรี รอบเมือง
สำเกตว่ำ "ชนผู้อยำกไปกับธิดำของเรำ ก็จงไป."
ชำวบ้ำน ๑๔ ตำำบลพอได้ยินเสียง จึงออกไปไม่เหลือใคร ๆ
- 91.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 89
เลย ด้วยคิดว่ำ "จัดมีประโยชน์อะไรแก่พวกเรำในที่นี้ ในเวลำที่แม่
เจ้ำของเรำไปเสีย." ฝ่ำยธนญชัยเศรษฐี ทำำสักกำระแด่พระรำชำและ
มิคำรเศรษฐีแล้ว ก็ตำมไปส่งธิดำกับคนเหล่ำนั้นหน่อยหนึ่ง.
มิคำรเศรษฐี นั่นในยำมน้อยไปข้ำงหลังยำนทั้งหมด เห็นหมู่พล
แล้ว จึงถำมว่ำ "นั่นพวกไหน ?"
พวกคนใช้. ทำสหญิงทำสชำย ผู้รับใช้ของหญิงสะใภ้ของท่ำน.
มิคำรเศรษฐี. ใครจักเลี้ยงดูคนจำำนวนเท่ำนั้นได้; พวกท่ำนจง
โบยคนพวกนั้นแล้วไล่ให้หนีไป, จงฉุดพวกที่ไม่หนีออกจำกที่นี้.
แต่นำงวิสำขำกล่ำวว่ำ "หลีกไป, อย่ำห้ำม, พลนั่นแล จัก
ให้ภัตแก่พล."
แม้เมื่อนำงกล่ำวอย่ำงนั้น, เศรษฐีก็ยังกล่ำวว่ำ "แม่ เรำไม่มี
ควำมต้องกำรด้วยชนเหล่ำนั้น, ใครจักเลี้ยงคนเหล่ำนี้ได้" ดังนีแล้ว
้
จึงให้โบยด้วยก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ไล่ให้หนีไปแล้วพำพวกที่
เหลือไป ด้วยคิดว่ำ "เรำพอละ ด้วยคนจำำนวนเท่ำนี้."
[นำงวิสำขำถึงกรุงสำวัตถี]
ครังเวลำถึงประตูนครสำวัตถี นำงวิสำขำคิดว่ำ "เรำจักนั่งใน
้
ยำนที่ปกปิดเข้ำไปหรือหนอ ? หรือจะยืนบนรถเข้ำไป." ทีนั้นนำงได้
ตกลงใจอย่ำงนี้ว่ำ "เมื่อเรำเข้ำไปด้วยยำนที่ปกปิด, ควำมวิเศษแห่ง
เครื่องประดับชื่อมหำลดำปสำธน์จักไม่ปรำกฏ." นำงยืนบนรถแสดงตน
แก่ชำวนครทั้งสิ้น เข้ำไปสู่นครแล้ว. ชำวกรุงสำวัตถี เห็นสมบัติ
ของนำงวิสำขำแล้ว จึงพูดกันว่ำ "นัยว่ำ หญิงนั่นชื่อวิสำขำ, สมบัติ
- 92.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 90
เห็นปำนนี้นี้สมควรแก่นำงแท้."
นำงวิสำขำนั้น เข้ำไปสู่เรือนของเศรษฐี ด้วยสมบัตมำก ด้วย
ิ
ประกำรฉะนี้. ก็ในวันที่นำงมำถึง ชำวนครทั้งสิ้น ได้สงบรรณำกำรไป
่
ตำมกำำลัง ด้วยคิดว่ำ "ธนญชัยเศรษฐี ได้ทำำสักกำระมำกมำยแก่พวก
เรำผู้ถึงนครของตน." นำงวิสำขำได้ให้บรรณำกำรที่เขำส่งมำแล้ว ๆ
(ทำำ) ให้เป็นประโยชน์ทุกอย่ำง ในตระกูลอื่น ๆ ในนครนั้นนั่นแหละ.
[นำงวิสำขำเจรจำไพเรำะ]
นำงกล่ำวถ้อยคำำเป็นที่รัก เหมำะแก่วันของคนเหล่ำนั้น ๆ ว่ำ
"ท่ำนจงให้สิ่งนี้แก่คุณแม่ของฉัน, จงให้สิ่งนี้แก่คุณพ่อของฉัน, จง
ให้สิ่งนี้แก่พี่ชำยน้องชำยของฉัน, จงให้สิ่งนี้แก่พี่สำวน้องสำวของฉัน"
ดังนีแล้ว ส่งบรรณำกำรไป, ได้ทำำชำวนครทั้งหมดให้เป็นเหมือนพวก
้
ญำติ ด้วยประกำรฉะนี้.
ต่อมำในระหว่ำงตอนกลำงคืน นำงฬำตัวเป็นแม่มำอำชำไนยของ
้
นำงได้ตกลูก. นำงให้พวกทำสีถือประทีปด้ำมไปในที่นั้นแล้ว ยกนำงฬำ
ให้อำบด้วยนำ้ำอุ่น ให้ทำด้วยนำ้ำมัน แล้วได้ไปสู่ที่อยู่ของตนตำมเดิม .
มิคำรเศรษฐี เมื่อทำำอำวำหมงคลของบุตร หำได้คำำนึงถึงพระ
ตถำคต แม้ประทับอยู่ในวิหำรใกล้ไม่ อันควำมรักที่ตั้งอยู่เฉพำะใน
พวกสมณะเปลือยสิ้นกำลนำน เตือนอยู่ คิดว่ำ "เรำจักทำำสักกำระ
แม้แก่พระผู้เป็นเจ้ำของเรำ" ดังนี้แล้ว วันหนึ่งให้คนหุงข้ำวปำยำส
แข้งบรรจุในภำชนะใหม่ หลำยร้อยสำำรับ ให้นิมนต์พวกอเจลกะ
๑. อเจลกะ คนผู้ถือลัทธิเปลือยกำย.
- 93.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 91
๕๐๐ คน เชิญเข้ำไปในเรือนแล้ว จึงส่งข่ำวแก่นำงวิสำขำว่ำ "สะใภ้
ของฉันจงมำ, ไหว้พระอรหันต์ทั้งหลำย."
[นำงวิสำขำตำำหนิพ่อผัว]
นำงเป็นอริยสำวิกำผู้โสดำบัน พอ ได้ยินคำำว่ำ "อรหันต์"
ก็เป็นผู้รำเริงยินดี มำสู่ที่บริโภคแห่งอเจลกะเหล่ำนั้น แลดูอเจลกะ
่
เหล่ำนั้นแล้ว คิดว่ำ "ผูเ้ ว้นจำกหิริโอตตัปปะเห็นปำนนี้ ย่อมชือว่ำ
่
พระอรหันต์ไม่ได้, เหตุไร พ่อผัวจึงให้เรียกเรำมำ ? ติเตียนเศรษฐี
แล้ว ก็ไปที่อยู่ของตนตำมเดิม.
พวกอเจลกะเห็นอำกำรของนำงวิสำขำนั้นแล้ว จึงติเตียนเศรษฐี
โดยเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดว่ำ "คฤหบดี ท่ำนไม่ได้หญิงอื่นแล้วหรือ
จึงให้สำวิกำของสมณโคดมซึ่งเป็นนำงกำฬกัณณีตัวสำำคัญเข้ำมำในที่นี้ ?
จงให้ขับไล่นำงออกจำกเรือนนี้โดยเร็ว." "เรำไม่
เศรษฐีนั้นคิดว่ำ
อำจให้ขับไล่ออก ด้วยเหตุเพียงถ้อยคำำของท่ำนเหล่ำนี้เท่ำนั้น, นำง
เป็นธิดำของสกุลใหญ่" ดังนี้แล้ว จึงกล่ำวว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำย
ธรรมดำเด็ก รู้บำงไม่รู้บ้ำง พึงทำำ, ท่ำนทั้งหลำยนิ่งเสียเถอะ" ส่ง
้
อเจลกะเหล่ำนั้นไปแล้ว นั่งบนอำสนะมีค่ำมำก บริโภคข้ำวมธุปำยำส
มีนำ้ำน้อยในถำดทองคำำ.
ในสมัยนั้น พระเถระผู้ถือกำรเที่ยวบิณฑบำตเป็นวัตรรูปหนึ่ง
กำำลังเที่ยวบิณฑบำต ได้เข้ำไปสู่เรือนหลังนั้นแล้ว. นำงวิสำขำยืนพัด
พ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้ว คิดว่ำ "กำรบอกพ่อผัวไม่ควร,"
จึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยอำกำรที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้. แต่
- 94.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 92
เศรษฐีนั้นเป็นพำล แม้เห็นพระเถระ ก็แกล้งทำำเป็นเหมือนไม่เห็น
ก้มหน้ำบริโภคอยู่นั่นเอง.
[นำงวิสำขำติพ่อผัวว่ำบริโภคของเก่ำ]
นำงวิสำขำรู้ว่ำ "พ่อผัวของเรำแม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอำใจ
ใส่กำำลังบริโภคของเก่ำ." เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลำที่พวกนิครนถ์
บอก (แต่) ในขณะที่นำงวิสำขำกล่ำวว่ำ "บริโภคของเก่ำ" นั่นเอง
ก็วำงมือ กล่ำวว่ำ "ท่ำนทั้งหลำยจงนำำข้ำวปำยำสนี้ไปเสียจำกที่นี่,
จงขับไล่นำงนั่นออกจำกเรือนนี้, นำงคนนี้ทำำให้เรำเป็นผู้ชื่อว่ำเคี้ยวกิน
ของไม่สะอำด ในกำลมงคลเช่นนี้."
ก็แลทำสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนำง
วิสำขำ จึงไม่อำจจะเข้ำใกล้, ใครจักจับนำงที่มือหรือที่เท้ำ, แม้ผู้สำมำรถ
กล่ำวด้วยปำกก็ไม่มี.
นำงวิสำขำฟังคำำของพ่อผัวแล้ว กล่ำวว่ำ "คุณพ่อ ดิฉัน
จะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่ำนี้, คุณพ่อมิได้นำำดิฉันมำ เหมือน
นำำนำงกุมภทำสีมำแต่ทำนำ้ำ, ธรรมดำธิดำของมำรดำบิดำผูยังมีชีวิต
่ ้
อยู่ จะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่ำนี้; เพรำะเหตุนั้นแล ในเวลำจะ
มำที่นี้ คุณพ่อของดิฉัน จึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมำ พูดว่ำ 'ถ้ำโทษ
๑. สญฺฺญ น กโรติ.
- 95.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 93
เศรษฐีคิดว่ำ "นำงวิสำขำนี้ พูดดี" จึงให้เรียกกุฎุมพีทั้ง ๘
มำแล้วบอกว่ำ "นำงทำริกำนี้ ว่ำฉันผู้นั่งรับประทำนเข้ำปำยำส
มีนำ้ำแข้นในถำดทอง ในเวลำมงคลว่ำ 'ผูกินของไม่สะอำด,'
้ พวก
ท่ำนยกโทษนำงวิสำขำนี้ขึ้นแล้ว จงคร่ำนำงนี้ออกจำกเรือนนี้."
กุฎุมพี. ทรำบว่ำ อย่ำงนั้นหรือ ? แม่.
วิสำขำ. ฉันไม่ได้พูดอย่ำงนั้น, แต่เมื่อพระเถระผู้ถือกำรเที่ยว
บิณฑบำตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน, พ่อผัวของฉัน กำำลัง
รับประทำนข้ำวธุปำยำสมีนำ้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น, ฉันคิดว่ำ
'พ่อผัวของเรำ ไม่ทำำบุญในอัตภำพนี้, บริโภคแต่บุญเก่ำเท่ำนั้น, จึง
ได้พูดว่ำ 'นิมนต์ไปข้ำงหน้ำเถิด เจ้ำข้ำ, พ่อผัวของดิฉัน กำำลังบริโภค
ของเก่ำ,' โทษอะไรของดิฉันจะมีในเพรำะเหตุนี้เล่ำ ?
กุฎุมพี. ท่ำน โทษในเพรำะเหตุนี้ มิได้มี, ธิดำของข้ำพเจ้ำ
กล่ำวชอบ, เหตุไร ท่ำนจึงโกรธ ?
เศรษฐี. ท่ำนทั้งหลำย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน, แต่
วันหนึ่ง ในมัชฌิมยำม นำงวิสำขำนี้อันคนใช้ชำยหญิงแวดล้อมแล้ว
ได้ไปหลังเรือน.
กุฎุมพี. ทรำบว่ำ อย่ำงนั้นหรือ ? แม่.
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย ดิฉันไม่ได้เป็นเพรำะเหตุอื่น, ก็เมื่อนำงฬำ
แม่ม้ำอำชำไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่ำ 'กำรที่นั่งเฉย
ไม่เอำเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร' จึงให้คนถือประทีปด้ำมไปกับพวก
หญิงคนใช้ ให้ทำำกำรบริหำรแก่แม่ฬำทีตกลูกแล้ว,
่ ในเพรำะเหตุนี้
- 96.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 94
ดิฉันจะมีโทษอะไร ?
กุฎุมพี. ท่ำน ธิดำของพวกข้ำพเจ้ำ ทำำกรรมแม้พวกหญิงคนใช้
ไม่พึงทำำในเรือนของท่ำน, ท่ำนยังเห็นโทษอะไร ในเพรำะเหตุนี้ ?
เศรษฐี. ท่ำนทั้งหลำย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษ ก็ชำงเถอะ,
่
แต่ว่ำ บิดำของนำงวิสำขำนี้ เมื่อกล่ำวสอนนำงวิสำขำนี้ ในเวลำจะ
มำที่นี้ ได้ให้โอวำท ๑๐ ข้อซึงลี้ลับปิดบัง, เรำไม่ทรำบเนื้อควำมแห่ง
่
โอวำทนั้น, นำงจงบอกเนื้อควำมแห่งโอวำทนั้นแก่เรำ; ก็บิดำของ
นำงนี้ ได้บอกว่ำ 'ไฟในไม่พึงนำำออกไปภำยนอก' พวกเรำอำจ
หรือหนอ ? เพื่อจะไม่ให้ไฟแก่เรือนคุ้นเคยทัง ๒ ฝ่ำยแล้วอยู่ได้."
้
[นำงวิสำขำชนะควำมพ่อผัว]
กุฎุมพี. ทรำบว่ำ อย่ำงนั้นหรือ ? แม่.
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย คุณพ่อของดิฉันมิได้พูดหมำยควำมดังนั้น,
แต่ได้พูดหมำยควำมดังนี้ว่ำ 'แม่ เจ้ำเห็นโทษของแม่ผัวพ่อผัวและ
สำมีของเจ้ำแล้ว อย่ำเฝ้ำกล่ำว ณ ภำยนอกคือในเรือนนั้น ๆ, เพรำะ
ว่ำ ขึ้นชื่อว่ำไฟเช่นกับไฟชนิดนี้ ย่อมไม่มี.
เศรษฐี. ท่ำนทั้งหลำย ข้อนั้นยกไว้ก่อน, ก็บิดำของนำง
วิสำขำนี้กล่ำวว่ำ 'ไฟแต่ภำยนอก ไม่พึงให้เข้ำไปภำยใน' พวกเรำ
อำจเพื่อจะไม่ไปนำำไฟมำจำกภำยนอกหรือ ? ในเมื่อไฟใน (เรือน) ดับ.
กุฎุมพี. ทรำบว่ำ อย่ำงนั้นหรือ ? แม่.
วิสำขำ. พ่อทั้งหลำย คุณพ่อของดิฉัน ไม่ได้พูดหมำยควำมดังนั้น.
แต่ได้พูดหมำยควำมดังนี้ว่ำ 'ถ้ำหญิงหรือชำยทังหลำย
้ ในบ้ำนใกล้
- 97.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 95
เรือนเคียงของเจ้ำ พูดถึงโทษของแม่ผัวพ่อผัวและสำมี, เจ้ำอย่ำนำำเอำ
คำำ ทีชนพวกนั้นพูดแล้ว มำพูดอีกว่ำ 'คนชื่อโน้นพูดยกโทษอย่ำงนี้
่
ของท่ำนทั้งหลำย' เพรำะขึ้นชื่อว่ำไฟ เช่นกับไฟนั่น ย่อมไม่มี.
นำงวิสำขำได้พ้นโทษ เพรำะเหตุนี้อย่ำงนี้. ก็นำงพ้นโทษใน
เพรำะเหตุนี้ฉันใด, แม่ในคำำที่เหลือ นำงก็ได้พ้นโทษฉันนั้น
(เหมือนกัน).
[อรรถำธิบำยข้อโอวำทอื่น]
ก็ในโอวำทเหล่ำนั้น พึงทรำบอธิบำยดังนี้ :-
ก็คำำที่บดำของนำงสอนว่ำ "แม่ เจ้ำควรให้แก่ชนทั้งหลำย
ิ
ที่ให้เท่ำนั้น" เศรษฐีกล่ำวหมำยเอำ [เนื้อควำมนี้] ว่ำ
"ควรให้ แก่คนที่ถือเครื่องอุปกรณ์ที่ยืมไปแล้ว ส่งคืนเท่ำนั้น."
แม้คำำว่ำ "ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่ให้" นี้ เศรษฐีกล่ำวหมำยควำมว่ำ "ไม่
ควรให้แก่ผู้ที่ถือเอำเครื่องอุปกรณ์ที่ยืมไปแล้ว ไม่ส่งคืน." ก็แลคำำว่ำ
"ควรให้แก่คนทั้งที่ให้ที่ไม่ให้" นี้ เศรษฐีกล่ำวหมำยควำมว่ำ
"เมื่อญำติและมิตรยำกจนมำถึงแล้ว, ชนเหล่ำนั้น อำจจะใช้คืน หรือไม่
อำจก็ตำม, ให้แก่ญำติและมิตรเหล่ำนั้นนั่นแหละ ควร." แม้คำำว่ำ "พึง
นั่งเป็นสุข" นี้ เศรษฐีกล่ำวหมำยควำมว่ำ "กำรนั่นในที่ ๆ เห็น
แม่ผัวพ่อผัวและสำมีแล้วต้องลุกขึ้น ไม่ควร." ส่วนคำำว่ำ "พึง
บริโภคเป็นสุข" นี้ เศรษฐีกล่ำวหมำยควำมว่ำ "กำรไม่บริโภค
ก่อนแม่ผัวพ่อผัวและสำมี เลี้ยงดูทำนเหล่ำนั้น รู้สิ่งที่ทำนเหล่ำนั้น
่ ่
ทุก ๆ คนได้แล้วหรือยังไม่ได้ แล้วตนเองบริโภคทีหลัง จึงควร."
- 98.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 96
แม้คำำว่ำ "พึงนอนเป็นสุข" นี้ เศรษฐีกล่ำวหมำยควำมนี้ว่ำ "ไม่
พึงขึ้นที่นอน นอนก่อนแม่ผัวพ่อผัวและสำมี, ควรทำำวัตรปฏิบัติที่
ตนควรทำำแก่ท่ำนเหล่ำนั้นแล้ว ตนเองนอนทีหลัง จึงควร."
และคำำว่ำ "พึงบำำเรอไฟ" "กำร
นี้ เศรษฐีกล่ำวหมำยควำมว่ำ
เห็นทั้งแม่ผัวพ่อผัวทั้งสำมี ให้เป็นเหมือนกองไฟและเหมือนพระยำ-
นำค จึงควร." แม้คำำว่ำ "พึงนอบน้อมเทวดำภำยใน" นี้ เศรษฐี
กล่ำวหมำยควำมว่ำ "กำรเห็นผัวพ่อผัวและสำมี ในเป็นเหมือน
เทวดำ จึงควร."
เศรษฐีได้ฟังเนื้อควำมแห่งโอวำท ๑๐ ข้อนี้ อย่ำงนั้นแล้ว ไม่
เห็นคำำโต้เถียง ได้นั่งก้มหน้ำแล้ว.
ครังนั้น กุฎุมพีทั้งหลำย ถำมเศรษฐีนั้นว่ำ
้ "ท่ำนเศรษฐี
โทษแม้อย่ำงอื่นแห่งธิดำของพวกข้ำพเจ้ำ ยังมีอยู่หรือ ?"
เศรษฐี. ไม่มดอก ท่ำน.
ี
กุฎมพี. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่ำนจึงให้ขับไล่ นำงผู้
ไม่มีควำมผิด ออกจำกเรือน โดยไม่มีเหตุเล่ำ ?
[มิคำรเศรษฐีขอโทษนำงวิสำขำ]
เมื่อกุฎุมพีทั้งหลำย พูดอย่ำงนั้นแล้ว, นำงวิสำขำได้พูดว่ำ
"พ่อทั้งหลำย กำรที่ดิฉันไปก่อนตำมคำำของพ่อผัว ไม่สมควรเลย
ก็จริง, แต่ในเวลำจะมำ คุณพ่อของดิฉัน ได้มอบดิฉันไว้ในมือของ
พวกท่ำน เพื่อต้องกำรชำำระโทษของดิฉัน, ก็ควำมที่ดิฉันไม่มีโทษ
ท่ำนทั้งหลำยทรำบแล้ว, บัดนี้ ดิฉันควรไปได้" ดังนี้แล้ว จึงสัง
่
- 99.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 97
คนใช้หญิงชำยทังหลำยว่ำ
้ "พวกเจ้ำจงให้ช่วยกันจัดแจงพำหนะ มี
ยำนเป็นต้น." ทีนั้น เศรษฐียึดกุฎุมพีเหล่ำนั้นไว้ แล้วกล่ำวกะนำง
ว่ำ "แม่ ฉันไม่รู้ พูดไปแล้ว, ยกโทษให้ฉันเถิด."
วิสำขำ. คุณพ่อ ดิฉันยกโทษที่ควรยกให้แก่คุณพ่อได้โดย
แท้, แต่ดิฉันเป็นธิดำของตระกูลผู้มีควำมเลื่อมใสอันไม่งอนแง่น ใน
่
พระพุทธศำสนำ, พวกดิฉันเว้นภิกษุสงฆ์แล้ว เป็นอยู่ไม่ได้, หำก
ดิฉันได้เพื่อบำำรุงภิกษุสงฆ์ตำมควำมพอใจของดิฉัน, ดิฉันจึงจักอยู่.
เศรษฐี. แม่ เจ้ำจงบำำรุงพวกสมณะของเจ้ำ ตำมควำม
ชอบใจเถิด.
[มิคำรเศรษฐีฟังธรรมของพระพุทธเจ้ำ]
นำงวิสำขำ ให้คนไปทูลนิมนต์พระทศพล แล้วเชิญเสด็จให้
เข้ำไปสู่นิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น. ฝ่ำยพวกสมณะเปลือย ได้ยินว่ำพระศำสดำ
เสด็จไปยังเรือนของมิคำรเศรษฐี จึงไปนั่งล้อมเรือนไว้. นำงวิสำขำ
ถวำยนำ้ำทักษิโณทกแล้วส่งข่ำวไปว่ำ "ดิฉันตกแต่งเครื่องสักกำระ
ทั้งปวงไว้แล้ว, เชิญพ่อผัวของดิฉัน มำอังคำสพระทศพลเถิด." ครั้ง
นั้น พวกอำชีวกห้ำมมิคำรเศรษฐีผู้อยำกจะมำว่ำ "คฤหบดี ท่ำน
อย่ำไปสูสำำนักของพระสมณโคดมเลย." เศรษฐี ส่งข่ำวไปว่ำ
่
"สะใภ้ของฉัน จะอังคำสเองเถิด." นำงอังคำสภิกษุสงฆ์ มีพระ-
พุทธเจ้ำเป็นประมุข เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว ได้สงข่ำวไปอีกว่ำ
่
"เชิญพ่อผัวของดิฉัน มำฟังธรรมกถำเถิด." ทีนั้น พวกอำชีวกนั้น
กล่ำวกะเศรษฐีนั้นผู้คดว่ำ
ิ "ชื่อว่ำ กำรไม่ไปครำวนี้ ไม่สมควรอย่ำง
- 100.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 98
ยิง"
่ แล้วกำำลังไป เพรำะควำมทีตนอยำกฟังธรรมอีกว่ำ
่ "ถ้ำกระนั้น
ท่ำนเมื่อฟังธรรมของพระสมณโคดม จงนั่งฟังภำยนอกม่ำน" ดังนีแล้ว ้
จึงล่วงหน้ำไปก่อนเศรษฐีนั้นแล้วก็กั้นม่ำนไว้. เศรษฐีไปนั่งภำย
นอกม่ำน.
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "ท่ำนจงนั่งนอกม่ำนก็ตำม ที่ฝำเรือนคน
อื่นก็ตำม ฟำกภูเขำหินโน้นก็ตำม ฟำกจักรวำลโน้นก็ตำม, เรำ
ชื่อว่ำ เป็นพระพุทธเจ้ำ ย่อมอำจจะให้ท่ำนได้ยินเสียงของเรำได้"
ดังนีแล้ว ทรงเริ่มอนุปุพพีกถำเพื่อแสดงธรรม ดุจจับต้นหว้ำใหญ่สั่น
้
และดุจยังฝน คือ อมตธรรมให้ตกอยู่.
ก็เมื่อพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ทรงแสดงธรรมอยู่ ชนผูยืนอยู่
้
ข้ำงหน้ำก็ตำม ข้ำงหลังก็ตำม อยู่เลยร้อยจักรวำล พันจักรวำล
ก็ตำม อยู่ในภพอกนิฏฐ์ก็ตำม ย่อมกล่ำวกันว่ำ "พระศำสดำ ย่อม
ทอดพระเนตรดูเรำคนเดียว, ทรงแสดงธรรมโปรดเรำคนเดียว."
แท้จริง พระศำสดำเป็นดุจทอดพระเนตรดูชนนั้น ๆ และเป็นดุจตรัส
กับคนนั้น ๆ.
นัยว่ำ พระพุทธเจ้ำทั้งหลำย อุปมำดังพระจันทร์, ย่อม
ปรำกฏเหมือนประทับยืนอยูตรงหน้ำแห่งสัตว์ทั้งหลำย ผูยืนอยูในที่ใด
่ ้ ่
ที่หนึ่ง เหมือนพระจันทร์ลอยอยู่แล้วในกลำงหำว ย่อมปรำกฏแก่
"พระจันทร์อยู่บนศีรษะของเรำ, พระจันทร์อยู่บนศีรษะ
ปวงสัตว์ว่ำ
ของเรำ" ฉะนั้น. ได้ยินว่ำ นี้เป็นผลแห่งทำนที่พระพุทธเจ้ำทังหลำย
้
ทรงตัดพระเศียรที่ประดับแล้ว ทรงควักพระเนตรที่หยอดดีแล้ว ทรง
- 101.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 99
ชำำแหละเนื้อหทัยแล้ว ทรงบริจำคโอรสเช่นกับพระชำลี ธิดำเช่นกับ
นำงกัณหำชินำ ปชำบดีเช่นกับพระนำงมัทรี ให้แล้ว เพื่อเป็นทำส
ของผู้อื่น.
[นำงวิสำขำได้นำมว่ำมิคำรมำรดำ]
ฝ่ำยมิคำรเศรษฐี เมื่อพระตถำคตทรงเปลี่ยนแปลงยักย้ำยธรรม-
เทศนำอยู่ นั่งอยู่ภำยนอกม่ำนนั่นเอง ตังอยูแล้วในโสดำปัตติผล
้ ่
อันประดับด้วยพันนัย ประกอบด้วยจลศรัทธำ เป็นผู้หมดสงสัยใน
รัตนะ ๓ ยกชำยม่ำนขึ้นแล้ว มำเอำปำกอมถันหญิงสะใภ้ ตังนำงไว้
้
ในตำำแหน่งมำรดำด้วยคำำว่ำ "เจ้ำจงเป็นมำรดำของฉัน ตั้งแต่วันนี้ไป."
จำำเดิมแต่วันนั้น นำงวิสำขำได้ชื่อว่ำมิคำรมำรดำแล้ว, ภำยหลัง
ได้บตรชำย จึงได้ตงชื่อบุตรนั้นว่ำ
ุ ั้ "มิคำระ."
มหำเศรษฐี ปล่อยถันของหญิงสะใภ้แล้ว ไปหมอบลงแทบ
พระบำทของพระผู้มีพระภำค นวดฟั้นพระบำทด้วยมือ และจุ๊บ
ด้วยปำก และประกำศชือ ๓ ครั้งว่ำ
่ "ข้ำพระองค์ชื่อมิคำระ พระเจ้ำข้ำ"
ดังนี้เป็นต้นแล้ว กรำบทูลว่ำ "พระเจ้ำข้ำ ข้ำพระองค์ไม่ทรำบ ตลอด
กำลเพียงเท่ำนี้ว่ำ 'ทำนที่บุคคลให้แล้วในศำสนำนี้ มีผลมำก, ข้ำ
พระองค์ทรำบผลแห่งทำนในบัดนี้ ก็เพรำะอำศัยหญิงสะใภ้ ของข้ำ
พระองค์, ข้ำพระองค์ เป็นผู้พ้นแล้วจำกอบำยทุกข์ทั้งปวง, หญิงสะใภ้
ของข้ำพระองค์ เมื่อมำสู่เรือนนี้ ก็มำแล้ว เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล
เพื่อควำมสุขแก่ข้ำพระองค์" ดังนีแล้ว ได้กล่ำวคำถำนี้ว่ำ
้ :-
"ข้ำพระองค์นั้น ย่อมรู้ทั่วถึงทำนที่บุคคลให้
- 102.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 100
แล้ว ในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมำกในวันนี้,
หญิงสะใภ้คนดีของข้ำพระองค์มำสู่เรือน เพื่อ
ประโยชน์แก่ข้ำพระองค์หนอ."
นำงวิสำขำ ทูลนิมนต์พระศำสดำ แม้เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น.
แม้ในวันรุ่งขึ้น แม่ผัวได้บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว. จำำเดิมแต่กำลนั้น
เรือนหลังนั้น ได้เปิดประตูแล้วเพื่อพระศำสนำ.
[มิคำรเศรษฐีทำำเครื่องประดับให้นำงวิสำขำ]
ลำำดับนั้น เศรษฐีคิดว่ำ "สะใภ้ของเรำ มีอุปกำระมำก, เรำ
จักทำำบรรณำกำรให้แก่นำง, เพรำะเครื่องประดับของสะใภ้นั้นหนัก,
ไม่อำจเพื่อประดับตลอดกำลเป็นนิตย์ได้, เรำจักให้ชำงทำำเครื่องประดับ
่
อย่ำงเบำ ๆ แก่นำง ควรแก่กำรประดับในทุกอิริยำบถ ทั้งในกลำงวัน
และกลำงคืน" ดังนีแล้ว จึงให้ช่ำงทำำเครื่องประดับ ชื่อฆนมัฏฐกะ
้
อันมีรำคำแสนหนึ่ง, เมื่อเครื่องประดับนั้นเสร็จแล้ว, นิมนต์พระภิกษุ
สงฆ์มีพระพุทธเจ้ำเป็นประมุขให้ฉัน โดยควำมเคำรพแล้ว ให้นำง
วิสำขำอำบนำ้ำด้วยหม้อนำ้ำหอม ๑๖ หม้อ ให้ยืนถวำยบังคมพระศำสดำ
ในที่เฉพำะพระพักตร์ของพระศำสดำแล้ว. พระศำสดำทรงทำำอนุโมทนำ
แล้ว เสด็จไปสู่วิหำรตำมเดิม.
[นำงวิสำขำมีกำำลังเท่ำช้ำง ๕ เชือก]
จำำเดิมแต่กำลนั้น แม้นำงวิสำขำ ทำำบุญมีทำนเป็นต้นอยู่ ได้
พร ๘ ประกำร จำกสำำนักพระศำสดำ ปรำกฏประหนึ่งจันทเลขำ
(วงจันทร์) ในกลำงหำว ถึงควำมเจริญด้วยบุตรและธิดำแล้ว. ได้
- 103.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 101
ทรำบมำว่ำ นำงมีบตร ๑๐ คน มีธิดำ ๑๐ คน, บรรดำบุตร
ุ (ชำยหญิง)
เหล่ำนั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีบตรคนละ ๑๐ คน มีธิดำคนละ ๑๐ คน, บรรดำ
ุ
หลำนเหล่ำนั้น คนหนึ่ง ๆ ได้มีบุตรคนละ ๑๐ คน มีธดำคนละ ๑๐ คน,
ิ
จำำนวนคน ได้มตั้ง ๘,๔๒๐ คน เป็นไปด้วยสำมำรถแห่งควำมสืบเนื่อง
ี
แห่งบุตรหลำนและเหลน ของนำงวิสำขำนั้น อย่ำงนี้ ด้วยประกำรฉะนี้.
นำงวิสำขำเอง ก็ได้มีอำยุ ๑๒๐ ปี. ชื่อว่ำผมหงอกบนศีรษะแม้เส้น
หนึ่ง ก็ไม่มี. นำงได้เป็นประหนึ่งเด็กหญิงรุ่นอำยุรำว ๑๖ ปี เป็นนิตย์.
ชนทั้งหลำย เห็นนำงมีบุตรและหลำนเป็นบริวำรเดินไปวิหำร ย่อมถำม
กันว่ำ "ในหญิงเหล่ำนี้ คนไหน นำงวิสำขำ ?. ชนผู้เห็นนำงเดินไป
อยู่ ย่อมคิดว่ำ 'บัดนี้ขอจงเดินไปหน่อยเถิด, แม้เจ้ำของเรำเดินไปอยู่
เทียว ย่อมงำม." ชนที่เห็นนำงยืน นั่ง นอน ก็ยอมคิดว่ำ "บัดนี้
่
จงนอนหน่อยเถิด, แม่เจ้ำของเรำนอนแล้วแล ย่อมงำม." นำงได้เป็น
ผู้อันใคร ๆ พูดไม่ได้ว่ำ "ในอิรยำบถทั้ง ๔ นำงย่อมไม่งำมในอิรยำบถ
ิ ิ
ชื่อโน้น" ด้วยประกำรฉะนี้. ก็นำงวิสำขำนั้น ย่อมทรงกำำลังเท่ำช้ำง
๕ เชือก. พระรำชำทรงสดับว่ำ "ได้ทรำบว่ำ นำงวิสำขำ ทรงกำำลัง
เท่ำช้ำง ๕ เชือก" ในเวลำนำงไปวิหำรฟังธรรมแล้วกลับมำ มีพระ
ประสงค์จะทดลองกำำลัง จึงรับสั่งให้ปล่อยช้ำงไป. ช้ำงนั้นชูงวง ได้วิ่ง
รี่เข้ำใส่นำงวิสำขำแล้ว. หญิงบริวำรของนำง ๕๐๐ บำงพวกวิ่งหนีไป,
บำงพวกไม่ละนำง, เมื่อนำงวิสำขำถำมว่ำ "อะไรกันนี่ ?" จึงบอก
ว่ำ "แม่เจ้ำ ได้ทรำบว่ำ พระรำชำทรงประสงค์จะทดลองกำำลัง
แม่เจ้ำ จึงรับสั่งให้ปล่อยช้ำง." นำงวิสำขำ คิดว่ำ "ประโยชน์
- 104.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 102
อะไร ด้วยกำรเห็นช้ำงนีแล้ววิ่งหนีไป,
้ เรำจักจับช้ำงนั้นอย่ำงไร
หนอแล ?" จึงคิดว่ำ "ถ้ำเรำจับช้ำงนั้นอย่ำงมั่นคง, ช้ำงนั้นจะพึง
ฉิบหำย" ดังนี้แล้ว จึงเอำนิ้ว ๒ นิ้ว จับงวงแล้วผลักไป. ช้ำงไม่
อำจทรงตัวอยู่ได้, ได้ซวนล้มลงที่พระลำนหลวงแล้ว. มหำชนได้ให้
สำธุกำร. นำงพร้อมกับบริวำร ได้กลับเรือนโดยสวัสดีแล้ว.
[นำงวิสำขำลืมเครื่องประดับไว้ที่วิหำร]
ก็โดยสมัยนั้นแล นำงวิสำขำมิคำรมำรดำ มีบุตรมำก มี
หลำนมำก มีบุตรหำโรคมิได้ มีหลำนหำโรคมิได้ สมมติกันว่ำ
เป็นมงคลอย่ำงยิ่ง ในกรุงสำวัตถี. บรรดำบุตรหลำยตั้งพัน มีจำำนวน
เท่ำนั้น แม้คนหนึ่ง ที่ชื่อว่ำ ถึงควำมตำยในระหว่ำง มิได้มแล้ว.
ี
ในงำนมหรสพที่เป็นมงคล ชำวกรุงสำวัตถี ย่อมอันเชิญนำงวิสำขำ
ให้บริโภคก่อน. ต่อมำ ในวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อมหำชนแต่งตัวไป
วิหำรเพื่อฟังธรรม, แม้นำงวิสำขำ บริโภคในที่ที่เขำเชิญแล้ว ก็แต่ง
เครื่องมหำลดำปสำธน์ ไปวิหำรกับด้วยมหำชน ได้เปลื้องเครื่อง
อำภรณ์ให้แก่หญิงคนใช้ไว้, ที่พระธรรมสังคำหกำจำรย์กล่ำวหมำยเอำ
คำำนี้ว่ำทังหลำยแต่งตัวแล้วไปวัด.
้ แม้นำงวิสำขำมิคำรมำรดำ ก็แต่งตัวไป
วิหำร. ครังนั้นแล นำงวิสำขำมิคำรมำรดำ เปลื้องเครื่องประดับ
้
ผูกให้เป็นห่อที่ผำห่มแล้วได้
้ (ส่ง) ให้หญิงคนใช้วำ
่ "นี่แน่ะ แม่
เจ้ำจงรับห่อนี่ไว้."
๑. มหำ. วิภงฺค. ๒/๔๘๙.
- 105.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 103
ได้ยินว่ำ นำงวิสำขำนั้น เมื่อกำำลังเดินไปวิหำร คิดว่ำ "กำร
ที่เรำสวมเครื่องประดับมีค่ำมำกเห็นปำนนี้ไว้บนศีรษะ แล้วประดับ
เครื่องอลังกำรจนถึงหลังเท้ำ เข้ำไปสู่วิหำร ไม่ควร" จึงเปลื้อง
เครื่องประดับนั้นออกห่อไว้ แล้วได้สงให้ในมือหญิงคนใช้ ผูทรง
่ ้
กำำลังเท่ำช้ำง ๕ เชือก ผูเกิดด้วยบุญของตนเหมือนกัน. หญิงคน
้
ใช้นั้นคนเดียว ย่อมอำจเพื่อรับเครื่องประดับมหำลดำปสำธน์นั้นได้,
เพรำะเหตุนั้น นำงวิสำขำ จึงกล่ำวกะหญิงคนใช้นั้นว่ำ "แม่ จง
รับเครื่องประดับนี้ไว้, ฉันจักสวมมันในเวลำกลับจำกสำำนักของ
พระศำสดำ. ก็นำงวิสำขำ ครั้นให้เครื่องประดับมหำลดำปสำธน์นั้นแล้ว
จึงสวมเครื่องประดับชื่อฆนมัฏฐกะ ได้เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำ สดับ
ธรรมแล้ว. ในที่สุดกำรสดับธรรม นำงถวำยบังคมพระผู้มีพระภำค
ลุกจำกอำสนะหลีกไปแล้ว. ฝ่ำยหญิงคนใช้นั้นของนำง ลืมเครื่อง
ประดับนั้นแล้ว. ก็เมื่อบริษัทฟังธรรมหลีกไปแล้ว, ถ้ำใครลืมของ
อะไรไว้. พระอำนนทเถระ ย่อมเก็บงำำของนั้น. เพรำะเหตุดังนี้
ในวันนั้น ท่ำนเห็นเครื่องมหำลดำปสำธน์แล้ว จึงทูลแด่พระศำสดำ
ว่ำ "นำงวิสำขำ ลืมเครื่องประดับไว้ ไปแล้ว พระเจ้ำข้ำ." พระ-
ผู้มีพระภำค ตรัสว่ำ "จงเก็บไว้ในที่สุดข้ำงหนึ่งเถิด อำนนท์."
พระเถระยกเครื่องประดับนั้น เก็บคล้องไว้ที่ข้ำงบันได.
[นำงวิสำขำตรวจบริเวณวัด]
ฝ่ำยนำงวิสำขำ เที่ยวเดินไปภำยในวิหำร กับนำงสุปปิยำ ด้วย
ตังใจว่ำ
้ "จักรู้สิ่งทีควรทำำแก่ภิกษุอำคันตุกะภิกษุเตรียมตัวจะไปและ
่
- 106.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 104
ภิกษุไข้เป็นต้น." ก็โดยปกติแล ภิกษุหนุ่มและสำมเณร ผู้ตองกำร
้
ด้วยเนยใสนำ้ำผึ้งและนำ้ำมันเป็นต้น เห็นอุบำสิกำเหล่ำนั้น ในภำยใน
วิหำรแล้ว ย่อมถือภำชนะมีถำดเป็นต้น เดินเข้ำไปหำ. ถึงในวันนั้น
ก็ทำำแล้วอย่ำงนั้นเหมือนกัน. ครังนั้น นำงสุปปิยำ เห็นภิกษุไข้รูป
้
หนึ่ง จึงถำมว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำต้องกำรอะไร ?" เมื่อภิกษุไข้รูป
นั้น ตอบว่ำ "ต้องกำรรสแห่งเนื้อ ๑" จึงตอบว่ำ "ได้ พระผู้เป็นเจ้ำ,
ดิฉันจักส่งไป" ในวันที่ ๒ เมื่อไม่ได้เนื้อที่เป็นกัปปิยะ จึงทำำกิจที่
ควรทำำด้วยเนื้อขำอ่อนของตน ด้วยควำมเลื่อมใสในพระศำสดำ ก็กลับ
เป็นผู้มีสรีระตั้งอยู่ตำมปกตินั่นแล. ฝ่ำยนำงวิสำขำตรวจดูภิกษุหนุ่มและ
สำมเณรผู้เป็นไข้แล้ว ก็ออกโดยประตูอื่น ยืนอยู่ทอุปจำรวิหำรแล้ว
ี่
พูดว่ำ "แม่ จงเอำเครื่องประดับมำ, ฉันจักแต่ง." ในขณะนั้น
หญิงคนใช้นั้น รู้ว่ำตนลืมแล้วออกมำ จึงตอบว่ำ "ดิฉันลืม แม่เจ้ำ."
นำงวิสำขำ กล่ำวว่ำ "ถ้ำกระนั้น จงไปเอำมำ, แต่ถ้ำพระผู้เป็นเจ้ำ
อำนนทเถระของเรำ ยกเก็บเอำไว้ในที่อื่น, เจ้ำอย่ำเอำมำ, ฉันบริจำค
เครื่องประดับนั้น ถวำยพระผู้เป็นเจ้ำนั่นแล." นัยว่ำ นำงวิสำขำนั้น
ย่อมรู้วำ
่ "พระเถระย่อมเก็บสิ่งของที่พวกมนุษย์ลืมไว้," เพรำะฉะนั้น
จึงพูดอย่ำงนั้น.
[นำงวิสำขำซื้อที่สร้ำงวิหำรถวำยสงฆ์]
ฝ่ำยพระเถระ พอเห็นนำงคนใช้นั้น ก็ถำมว่ำ "เจ้ำมำเพื่อ
ประสงค์อะไร ?" เมื่อหญิงคนใช้นั้นตอบว่ำ "ดิฉันลืมเครื่องประดับ
ของแม่เจ้ำของดิฉัน จึงได้มำ," จึงกล่ำวว่ำ "ฉันเก็บมันไว้ที่ข้ำง
๑. อรรถกถำแก้ว่ำ ปฏิจฺฉำทนีเยนำติ มสรเสน (นำ้ำเนื้อต้ม).
- 107.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 105
บันไดนั้น, เจ้ำจงเอำไป." หญิงคนใช้นั้นตอบว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำ
ห่อภัณฑะ ที่ท่ำนเอำมือถูกแล้ว แม่เจ้ำของดิฉัน สั่งมิให้นิเอำไป"
ดังนีแล้ว ก็มีมือเปล่ำกลับไป ถูกนำงวิสำขำถำมว่ำ "อะไร แม่ ?"
้
จึงบอกเนื้อควำมนั้น. นำงวิสำขำ กล่ำวว่ำ "แม่ ฉันจักไม่ประดับ
เครื่องที่พระผู้เป็นเจ้ำของฉันถูกต้องแล้ว, ฉันบริจำคแล้ว, แต่พระผู้
เป็นเจ้ำรักษำไว้ เป็นกำรลำำบำก, ฉันจำำหน่ำยเครื่องปะดับนั้นแล้ว
จักน้อมนำำสิ่งที่เป็นกัปปิยะไป, เจ้ำจงไป เอำเครื่องประดับนั้นมำ."
หญิงคนใช้นั้นไปนำำเอำมำแล้ว. นำงวิสำขำ ไม่แต่งเครื่องประดับนั้น สั่ง
ให้เรียกพวกช่ำงทองมำแล้วให้ตีรำคำ, เมื่อพวกช่ำงทองเหล่ำนั้นตอบ
ว่ำ "มีรำคำถึง ๙ โกฏิ, แต่สำำหรับค่ำกำำเหน็จต้องถึงแสน," จึง
วำงเครื่องประดับไว้บนยำนแล้วกล่ำวว่ำ "ถ้ำกระนั้น พวกท่ำนจง
ขำยเครื่องประดับนั้น." ไม่มใครจักอำจให้ทรัพย์จำำนวนเท่ำนั้นรับไว้
ี
ได้, เพรำะหญิงผู้สมควรประดับเครื่องประดับนั้น หำได้ยำก. แท้จริง
หญิง ๓ คนเท่ำนั้น ในปฐพีมณฑล ได้เครื่องประดับมหำลดำ-
ปสำธน์ คือ นำงวิสำขำมหำอุบำสิกำ ๑, นำงมัลลิกำ ภรรยำของ
พันธุลมัลลเสนำบดี ๑, ลูกสำวของเศรษฐีกรุงพำรำณสี ๑, เพรำะ
ฉะนั้น นำงวิสำขำ จึงให้ค่ำเครื่องประดับนั้นเสียเองทีเดียว แล้ว
ให้ขนทรัพย์ ๙ โกฏิ ๑ แสนขึ้นใส่เกวียน นำำไปสู่วิหำร ถวำยบังคม
พระศำสดำแล้ว กรำบทูลว่ำ "พระเจ้ำข้ำ พระอำนนทเถระ ผู้เป็น
เจ้ำของหม่อมฉัน เอำมือถูกต้องเครื่องประดับของหม่อมฉันแล้ว ,
จำำเดิมแต่กำลที่ท่ำนถูกต้องแล้ว หม่อมฉันไม่อำจประดับได้, แต่หม่อม
- 108.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 106
ฉันให้ขำยเครื่องประดับนั้น ด้วยคิดว่ำ "จักจำำหน่ำย น้อมนำำเอำสิง
่
อันเป็นกัปปิยะมำ' ไม่เห็นผู้อื่นจะสำมำรถรับไว้ได้ จึงให้รับค่ำเครื่อง
ประดับนั้นเสียเองมำแล้ว, หม่อมฉันจะน้อมเข้ำในปัจจัยไหน ใน
ปัจจัย ๔ พระเจ้ำข้ำ ?" พระศำสดำ ตรัสว่ำ "เธอควรจะทำำที่อยู่เพื่อ
สงฆ์ ใกล้ประตูดำนปรำจีนทิศเถิด วิสำขำ." นำงวิสำขำ ทูลรับว่ำ
้
"สมควร พระเจ้ำข้ำ" มีใจเบิกบำน จึงเอำทรัพย์ ๙ โกฏิ ซื้อเฉพำะ
ที่ดิน. นำงเริ่มสร้ำงวิหำด้วยทรัพย์ ๙ โกฏิ นอกนี้.
[กำรสร้ำงวิหำรของนำงวิสำขำ ๙ เดือนแล้ว]
ต่อมำวันหนึ่ง พระศำสดำ ทรงตรวจดูสตว์โลกในเวลำใกล้รุ่ง
ั
ได้ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยสมบัติของเศรษฐีบุตรนำมว่ำภัททิยะ
ผู้จติจำกเทวโลกแล้วเกิดในตระกูลเศรษฐีในภัททิยนคร ทรงทำำภัตกิจ
ุ
ในเรือนของอนำถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็เสด็จบ่ำยพระพักตร์ไปยังประตู
ด้ำนทิศอุดร. แม้ตำมปกติ พระศำสดำ ทรงรับภิกษำในเรือนของ
นำงวิสำขำแล้ว ก็เสด็จออกทำงประตูดำนทักษิณ ประทับอยู่ใน
้
พระเชตวัน, ทรงรับภิกษำในเรือนของอนำถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ก็
เสด็จออกทำงประตูดำนปรำจีน ประทับอยู่ในบุพพำรำม. ชนทั้งหลำย
้
เห็นพระผู้มีพระภำค เสด็จดำำเนินมุ่งตรงประตูดำนทิศอุดรแล้ว ย่อมรู้
้
ได้ว่ำ "จักเสด็จหลีกไปสู่ที่จำริก." ในวันนั้น แม้นำงวิสำขำ พอ
ทรำบว่ำ "พระศำสดำ เสด็จดำำเนิน บ่ำยพระพักตร์ไปทำงประตูดำน
้
ทิศอุดร" จึงรีบไป ถวำยบังคมแล้ว กรำบทูลว่ำ ทรงประสงค์
จะเสด็จดำำเนินไปสู่ที่จำริกหรือ พระเจ้ำข้ำ ?"
- 109.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 107
พระศำสดำ. อย่ำงนั้น วิสำขำ.
วิสำขำ. พระเจ้ำข้ำ หม่อมฉันบริจำคทรัพย์จำำนวนเท่ำนี้ ให้
สร้ำงวิหำรถวำยแด่พระองค์, โปรดเสด็จกลับเถิด พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. นี้ เป็นกำรไปยังไม่กลับ วิสำขำ.
นำงวิสำขำนั้น คิดว่ำ "พระผู้มีพระภำค จะทรงเห็นใคร ๆ
ผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ เป็นแน่." จึงกรำบทูลว่ำ "ถ้ำกระนั้น ขอ
พระองค์โปรดรับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เข้ำใจกำรงำนที่หม่อมฉันทำำแล้ว
หรือยังไม่ได้ทำำ กลับ แล้วเสด็จเถิด พระเจ้ำข้ำ."
พระศำสดำ. เธอพอใจ ภิกษุรูปใด, จงรับบำตรของภิกษุรูป
นั้นเถิด วิสำขำ.
แม้นำง จะพึงในพระอำนนทเถระก็จริง, แต่คิดว่ำ "พระ
มหำโมคคัลลำนเถระ เป็นผู้มีฤทธิ์, กำรงำนของเรำจักพลันสำำเร็จ ก็
เพรำะอำศัยพระเถระนั่น" ดังนีแล้ว จึงรับบำตรของพระเถระไว้. พระ
้
เถระแลดูพระศำสดำ. พระศำสดำ ตรัสว่ำ "โมคคัลลำนะ เธอจงพำ
ภิกษุบริวำรของเธอ ๕๐๐ รูป กลับเถิด." ท่ำนได้ทำำตำมพระดำำรัส
นั้นแล้ว. ด้วยอำนุภำพของท่ำน พวกมนุษย์ผู้ไปเพื่อต้องกำรไม้
และเพื่อต้องกำรหิน ระยะทำงแม้ตง ๕๐-๖๐ โยชน์ ก็ขนเอำไม้และหิน
ั้
มำกมำยมำทันในวันนั้นนั่นเอง, แม้ยกไม้และหินใส่เกวียนก็ไม่ลำำบำก
เลย, เพลำเกวียนก็ไม่หัก, ต่อกำลไม่นำนนัก พวกเขำก็สร้ำงปรำสำท
๒ ชั้นเสร็จ. ปรำสำทนั้นได้เป็นปรำสำทประดับด้วยห้องพันห้อง คือ
ชั้นล่ำง ๕๐๐ ห้อง, ชันบน ๕๐๐ ห้อง. พระศำสดำ เสด็จดำำเนินจำริก
้
- 110.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 108
ไปโดย ๙ เดือนแล้ว ได้เสด็จ (กลับ) ไปสู่กรุงสำวัตถีอีก. แม้กำรงำน
ในปรำสำทของนำงวิสำขำ ก็สำำเร็จโดย ๙ เดือนเหมือนกัน. นำงให้
สร้ำงยอดปรำสำทอันจุนำ้ำได้ ๖๐ หม้อ ด้วยทองคำำสีสุกที่บุเป็นแท่ง
นั่นแล. นำงได้ยินว่ำ "พระศำสดำ เสด็จไปยังเชตวันมหำวิหำร"
จึงทำำกำรต้อนรับนำำพระศำสดำไปวิหำรของตนแล้ว รับปฏิญญำว่ำ
"พระเจ้ำข้ำ ขอพระองค์โปรดพำภิกษุสงฆ์ประทับอยูในวิหำรนี้แหละ
่
ตลอด ๔ เดือนนี้, หม่อมฉันจักทำำกำรฉลองปรำสำท." พระศำสดำ
ทรงรับแล้ว.
[นำงวิสำขำทำำบุญฉลองวิหำร]
จำำเดิมแต่กำลนั้น นำงวิสำขำนั้น ย่อมถวำยทำนแก่ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้ำเป็นประธำนในวิหำรนั่นแล. ครังนั้น หญิงสหำยคน
้
หนึ่งของนำง ถือผ้ำผืนหนึ่งรำคำ ๑,๐๐๐ มำแล้ว กล่ำวว่ำ "สหำย
ฉันอยำกจะลำดผ้ำผืนนี้ โดยสังเขปว่ำเครื่องลำดพื้นในปรำสำทของ
ท่ำน, ขอท่ำนช่วยบอกที่ลำดแก่ฉัน." นำงวิสำขำกล่ำวว่ำ "สหำย
ถ้ำฉันจะบอดแก่ท่ำนว่ำ 'โอกำสไม่มี,' ท่ำนก็จักสำำคัญว่ำ 'ไม่ปรำรถนำ
จะให้โอกำสแก่เรำ, ท่ำนจงตรวจดูพื้นแห่งปรำสำท ๒ ชั้น และห้อง
พันห้องแล้ว รู้ที่ลำดเอำเองเถิด" หญิงสหำยนั้น ถือผ้ำรำคำ ๑,๐๐๐
เที่ยว (เดินตรวจ) ในที่นั้น ๆ ไม่เห็นผ้ำที่มีรำคำน้อยกว่ำผ้ำของตนนั้น
แล้ว ก็ถึงควำมเสียใจว่ำ "เรำไม่ได้ส่วนบุญในปรำสำทนี้" ได้ยืน
ร้องให้อยูแล้วในที่แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น พระอำนนทเถระ เห็นหญิงนั้น จึง
่
ถำมว่ำ "ร้องไห้เพรำะเหตุไร ?" นำงบอกเนื้อควำมนั้นแล้ว. พระเถระ
- 111.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 109
กล่ำวว่ำ "อย่ำคิดเลย, เรำจักบอกที่ลำดให้แก่ท่ำน," กล่ำวแล้วว่ำ
'ท่ำนจงลำดไว้ที่บันได ทำำเป็นผ้ำเช็ดเท้ำ, ภิกษุทั้งหลำย ล้ำงเท้ำ
แล้ว เช็ดเท้ำทีผ่ำนนั้นก่อน จึงจักเข้ำไปภำยใน, เมื่อเป็นเช่นนั้น ผล
่
เป็นอันมำกก็จักมีแก่ท่ำน." ได้ยินว่ำ ที่นั่นเป็นสถำนอันนำงวิสำขำ
มิได้กำำหนดไว้. นำงวิสำขำได้ถวำยทำนแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้ำ
เป็นประธำน ในภำยในวิหำร ตลอด ๔ เดือน. ในวันสุดท้ำย ได้
ถวำยผ้ำสำฎกเพื่อทำำจีวรแก่ภิกษุสงฆ์. ผ้ำสำฎกเพื่อทำำจีวร ที่ภิกษุ
ใหม่ในสงฆ์ได้แล้ว ได้มีรำคำพันหนึ่ง. นำงได้ถวำยเภสัชเต็มบำตร
แก่ภิกษุทุกรูป. ในเพรำะกำรบริจำคทำน ทรัพย์ได้ (หมดไป) ถึง ๙
โกฏิ. นำงวิสำขำบริจำคทรัพย์ในพระพุทธศำสนำ ทั้งหมด ๒๗ โกฏิ
คือ ในกำรซื้อพื้นที่แห่งวิหำร ๙ โกฏิ, ในกำรสร้ำงวิหำร ๙ โกฏิ,
ในกำรฉลองวิหำร ๙ โกฏิ ด้วยประกำรฉะนี้.
ชือว่ำกำรบริจำคเห็นปำนนี้ ย่อมไม่มแก่หญิงอื่น ผูดำำรงอยู่ใน
่ ี ้
ภำวะแห่งสตรีอยู่ในเรือนของคนผู้มจฉำทิฏฐิ.
ิ
[นำงวิสำขำเปล่งอุทำนในวันฉลองวิหำรเสร็จ]
ในวันแห่งกำรฉลองวิหำรเสร็จ เวลำบ่ำย นำงวิสำขำนั้นอันบุตร
หลำยแวดล้อมแล้ว คิดว่ำ "ควำมปรำรถนำใด ๆ อันเรำตังไว้แล้ว
้
ในกำลก่อน, ควำมปรำรถนำนั้น ๆ ทังหมดเทียว ถึงที่สุดแล้ว." เดิน
้
เวียนรอบปรำสำท เปล่งอุทำนนี้ด้วยเสียงอันไพเรำะด้วย ๕ คำถำว่ำ :-
"ควำมดำำริของเรำว่ำ 'เมื่อไร เรำจักถวำย
ปรำสำทใหม่ ฉำบด้วยปูนขำวและดิน เป็น
- 112.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 110
วิหำรทำน' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ควำมดำำริของ
เรำว่ำ 'เมื่อไร เรำจักถวำยเตียงตั่งฟูกและ
หมอน เป็นเสนำสนภัณฑ์' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว.
ควำมดำำริของเรำว่ำ 'เมื่อไร เรำจักถวำย
สลำกภัต ผสมด้วยเนื้ออันสะอำด เป็น
โภชนทำน' ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ควำมดำำริ
ของเรำว่ำ 'เมื่อไร เรำจักถวำยผ้ำกำสิกพัสตร์
ผ้ำเปลือกไม้ และผ้ำฝ้ำย เป็นจีวรทำน'
ดังนี้ บริบูรณ์แล้ว. ควำมดำำริของเรำว่ำ
'เมื่อไร เรำจัดถวำยเนยใส เนยข้น นำ้ำผึ้ง
นำ้ำมัน และนำ้ำอ้อย เป็นเภสัชทำน' ดังนี้
บริบูรณ์แล้ว."
ภิกษุทั้งหลำย ได้ยินเสียงของนำงแล้ว กรำบทูลแด่พระศำสดำ
ว่ำ "พระเจ้ำข้ำ ชือว่ำกำรขับร้องของนำงวิสำขำ พวกข้ำพระองค์
่
ไม่เคยเห็น ในกำลนำน ประมำณเท่ำนี้, วันนี้ นำงอันบุตรและ
หลำนแวดล้อมแล้ว ขับเพลงเดินเวียนรอบปรำสำท, ดีของนำงกำำเริบ
หรือหนอแล, หรือนำงเสียจริตเสียแล้ว ?" พระศำสดำตรัสว่ำ "ภิกษุ
ทั้งหลำย ธิดำของเรำหำขับเพลงไม่, แต่อชฌำศัยส่วนตัวของเธอ
ั
เต็มเปี่ยมแล้ว, เธอดีใจว่ำ 'ควำมปรำรถนำที่เรำตั้งไว้ ถึงที่สุดแล้ว,
จึงเดินเปล่งอุทำน," เมื่อภิกษุทั้งหลำย กรำบทูลว่ำ "ก็นำงตั้ง
ควำมปรำรถนำไว้เมื่อไร พระเจ้ำข้ำ," จึงตรัสว่ำ "จักฟังหรือ
- 113.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 111
ภิกษุทั้งหลำย." เมื่อภิกษุเหล่ำนั้น กรำบทูลว่ำ"จักฟัง พระ
เจ้ำข้ำ," จึงทรงนำำอดีตนิทำนมำ (ตรัสดังต่อไปนี้) :-
[บุรพประวัติของนำงวิสำขำ]
ภิกษุทั้งหลำย ในที่สุดแสนกัปแต่นี้ไป พระพุทธเจ้ำ พระ
นำมว่ำ ปทุมุตตระ ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก. พระองค์ได้มีพระ
ชนมำยุแสนปี, มีภิกษุขีณำสพแสนหนึ่งเป็นบริวำร, นครชื่อหงสวดี,
พระชนกเป็นพระรำชำ นำมว่ำ สุนันทะ, พระชนนีเป็นพระเทวี นำม
ว่ำ สุชำดำ. อุบำสิกำผู้เป็นยอดอุปัฏฐำยิกำของพระศำสดำพระองค์นั้น
ทูลขอพร ๘ ประกำรแล้ว ตังอยู่ในฐำนะดังมำดำ บำำรุงพระศำสดำ
้
ด้วยปัจจัย ๔ ย่อมไปสู่ทบำำรุงทังเย็นและเช้ำ.
ี่ ้ หญิงสหำยคนหนึ่งของ
อุบำสิกำนั้น ย่อมไปวิหำรกับอุบำสิกำนั้นเป็นนิตย์. หญิงนั้น เห็น
อุบำสิกำนั้น พูดกับพระศำสดำด้วยควำมคุ้นเคย และเห็นควำมเป็น
ผู้สนิทสนมกับพระศำสดำ คิดว่ำ "เธอทำำกรรมอะไรหนอแล จึงเป็น
ผู้สนิทสนมกับพระพุทธเจ้ำทังหลำยอย่ำงนี้ ?" ดังนี้แล้ว จึงทูลถำม
้
พระศำสดำว่ำ "พระเจ้ำข้ำ หญิงนี้ เป็นอะไรแก่พระองค์ ?"
พระศำสดำ. เป็นยอดแห่งหญิงผู้อุปัฏฐำยิกำ.
หญิง. พระเจ้ำข้ำ นำงกระทำำกรรมอะไร จึงเป็นยอดแห่งหญิง
ผู้อุปัฏฐำยิกำ ?
พระศำสดำ. เธอตั้งควำมปรำรถนำไว้ตลอดแสนกัป.
หญิง. บัดนี้ หม่อมฉันปรำรถนำแล้วอำจจะได้ไหม พระ
เจ้ำข้ำ ?
- 114.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 112
พระศำสดำ. จ้ะ อำจ.
หญิงนั้นกรำบทูลว่ำ "พระเจ้ำข้ำ ถ้ำกระนั้น ขอพระองค์
กับภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป โปรดรับภิกษำของหม่อมฉันตลอด ๗ วันเถิด.
พระศำสดำทรงรับแล้ว. หญิงนั้น ถวำยทำนครบ ๗ วัน ในวันที่
สุด ได้ถวำยผ้ำสำฎกเพื่อทำำจีวรแล้ว ถวำยบังคมพระศำสดำ หมอบ
ลงแทบบำทมูล ตังควำมปรำรถนำว่ำ
้ "พระเจ้ำข้ำ ด้วยผลแห่ง
ทำนนี้ หม่อมฉันปรำรถนำควำมเป็นใหญ่ในเทวโลกเป็นต้นอย่ำงใด
อย่ำงหนึ่งก็หำไม่, หม่อมฉันพึงได้พร ๘ ประกำร ในสำำนักแห่งพระ
พุทธเจ้ำผู้เช่นพระองค์แล้ว ตังอยู่ในฐำนะดังมำรดำ เป็นยอดของ
้
อุบำสิกำผู้สำมำรถเพื่อบำำรุงด้วยปัจจัย ๔." พระศำสดำ ทรงคำำนึง
"ควำมปรำรถนำของหญิงนี้ จักสำำเร็จหรือหนอ ?" ทรงคำำนึง
ถึงอนำคตกำล ตรวจดูตลอดแสนกัปแล้ว จึงตรัสว่ำ "ในที่สุด
แห่งแสนกัป พระพุทธเจ้ำ พระนำมว่ำ โคดม จัดทรงอุบัตขึ้น,
ิ
ในกำลนั้น เธอจักเป็นอุบำสิกำ ชือว่ำวิสำขำ ได้พร ๘ ประกำรในสำำนัก
่
ของพระองค์แล้ว ตังอยู่ในฐำนะดังมำรดำ จักเป็นยอดแห่งหญิงผู้
้
เป็นอุปัฏฐำยิกำ ผูบำำรุงด้วยปัจจัย ๔."
้ สมบัตินั้น ได้เป็นประหนึ่งว่ำ
อันนำงจะพึงได้ในวันพรุ่งนี้ทีเดียว.
นำงทำำบุญจนตลอดอำยุแล้ว จุติจำกอัตภำพนั้น เกิดใน
เทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในกำลแห่งพระ
สัมมำสัมพุทธเจ้ำพระนำมว่ำกัสสป เป็นพระธิดำ พระนำมว่ำ
สังฆทำสี ผู้พระกนิฏฐำของบรรดำธิดำ ๗ พระองค์ ของพระเจ้ำกำสี
- 115.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 113
พระนำมว่ำกิกิ ยังมิได้ไปสู่ตระกูลอื่น ทรงทำำบุญมีทำนเป็นต้น
กับด้วยเจ้ำพี่หญิงเหล่ำนั้นตลอดกำลนำน, ได้ทำำควำมปรำรถนำไว้ แม้
แทบบำทมูลแห่งพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำพระนำมว่ำกัสสปว่ำ "ในอนำคต
กำล หม่อมฉัน พึงได้พร ๘ ประกำร ในสำำนักแห่งพระพุทธเจ้ำ
ผู้เช่นพระองค์แล้ว ตังอยู่ในฐำนะดังมำรดำ เป็นยอดแห่งอุบำสิกำ
้
ผู้ถวำยปัจจัย ๔." ก็จำำเดิมแต่กำลนั้น นำงท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก
และมนุษยโลก ในอัตภำพนี้ ได้เกิดเป็นธิดำของธนญชัยเศรษฐี
ผู้เป็นบุตรแห่งมณฑกเศรษฐี, ได้ทำำบุญเป็นอันมำกในศำสนำของเรำ.
[สัตว์เกิดแล้วควรทำำกุศลให้มำก]
พระศำสดำ (ครั้นทรงแสดงอดีตนิทำนจบแล้ว) ตรัสว่ำ
"ภิกษุทั้งหลำย ธิดำของเรำย่อมไม่ขับเพลง ด้วยประกำรฉะนี้แล,
แต่เธอเห็นควำมสำำเร็จ แห่งควำมปรำรถนำที่ตงไว้ จึงเปล่ง
ั้
อุทำน." เมื่อจะทรงแสดงธรรม ตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย นำย
มำลำกำรผู้ฉลำด ทำำกองดอกไม้ต่ำง ๆ ให้เป็นกองโตแล้ว ย่อมทำำ
พวงดอกไม้มีประกำรต่ำงๆ ได้ ฉันใด; จิตของนำงวิสำขำ ย่อม
น้อมไปเพื่อทำำกุศล มีประกำรต่ำง ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน" ดังนีแล้ว
้
ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ:-
"นำยมำลำกำร พึงทำำพวงดอกไม้ให้มำกจำก
กองดอกไม้ แม้ฉันใด; มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึง
ตำยเป็นสภำพ ควรทำำกุศลไว้ให้มำก ฉันนั้น"
- 116.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 114
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ ปุปผรำสิมฺหำ ได้แก่ จำกกองแห่ง
ฺ
ดอกไม้มีประกำรต่ำง ๆ. บทว่ำ กยิรำ แปลว่ำ พึงทำำ. สองบทว่ำ
มำลำคุเณ พหู ควำมว่ำ ซึ่งมำลำวิกัติ หลำยชนิด ต่ำงโดยชนิด
มีดอกไม้ที่ร้อยขั้ว ข้ำงเดียวเป็นต้น. บทว่ำ มจฺเจน ควำมว่ำ สัตว์ผู้
ได้ชอว่ำ 'มจฺโจ'
ื่ เพรำะควำมเป็นผู้มีอันจะพึงตำยเป็นสภำพ ควรทำำ
กุศลต่ำงด้วยกุศลมีกำรถวำยจีวรเป็นต้นไว้ให้มำก. ศัพท์คือ ปุปฺผรำสิ
ในพระคำถำนั้น มีอันแสดงดอกไม้มำกเป็นอรรถ.
ก็ถ้ำดอกไม้มีน้อย, และนำยมำลำกำรฉลำด ก็ย่อมไม่อำจ
ทำำพวงดอกไม้ให้มำกได้เลย; ส่วนนำยมำลำกำรผู้ไม่ฉลำด เมื่อดอก
ไม้จะมีน้อยก็ตำม มำกก็ตำม ย่อมไม่อำจโดยแท้; แต่เมื่อดอกไม้
มีมำก, นำยมำลำกำรผู้ฉลำด ขยัน เฉียบแหลม ย่อมทำำพวง
ดอกไม้ให้มำก ฉันใด; ถ้ำศรัทธำของคนบำงคน มีน้อย, ส่วนโภคะ
มีมำก, ผูนั้น ย่อมไม่อำจทำำกุศลให้มำกได้, ก็แล เมื่อศรัทธำมีน้อย
้
ทั้งโภคะก็น้อย, เขำก็ย่อมไม่อำจ; ก็แล เมื่อศรัทธำโอฬำร แต่
โภคะน้อย, เขำก็ย่อมไม่อำจเหมือนกัน, ก็แต่ เมื่อมีศรัทธำโอฬำร
และโภคะก็โอฬำร; เขำย่อมอำจทำำกุศลให้มำกได้ฉันนั้น; นำงวิสำขำ
อุบำสิกำ เป็นผู้เช่นนั้นแล, พระศำสดำ ทรงหมำยนำงวิสำขำนั้น
จึงตรัสคำำเป็นพระคำถำดังนี้ว่ำ :-
"นำยมำลำกำร พึงทำำพวงดอกไม้ให้มำกจำก
กองดอกไม้ แม้ฉันใด; มัจจสัตว์ผู้มีอันจะพึง
- 117.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 115
ตำยเป็นสภำพ ควรทำำกุศลไว้ให้มำก ฉันนั้น."
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก ได้เป็นอริยบุคคล มีโสดำบัน
เป็นต้น, เทศนำมีประโยชน์แก่มหำชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องนำงวิสำขำ จบ.
- 118.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 116
๙. เรื่องปัญหำของพระอำนนทเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี เมื่อจะทรงแก้ปัญหำ
ของพระอำนนทเถระ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "น ปุปผคนฺโธ
ฺ
ปฏิวำตเมติ" เป็นต้น.
[พระอำนนทเถระทูลถำมปัญหำ]
ดังได้สดับมำ พระเถระหลีกเร้นแล้วในเวลำเย็น คิดว่ำ "พระ
ผู้มีพระภำค ตรัสกลิ่นสูงสุดไว้ ๓ อย่ำง คือ 'กลิ่นเกิดจำกรำก
กลิ่นเกิดจำกแก่น กลิ่นเกิดจำกดอก, กลิ่นของคันธชำติเหล่ำนั้น
ฟุ้งไปได้ตำมลมเท่ำนั้น ไปทวนลมไม่ได้; กลิ่นของคันธชำติใด ฟุ้ง
ไปได้แม้ทวนลม คันธชำตินั้น มีอยู่หรือหนอแล ?" ครั้งนั้น ท่ำน
ได้มีควำมคิดนี้ว่ำ "ประโยชน์อะไรของเรำด้วยปัญหำที่จะวินิจฉัยด้วย
ตนเอง, เรำจักทูลถำมพระศำสดำนั่นแหละ (ดีกว่ำ)" ท่ำนเข้ำไปเฝ้ำ
พระศำสดำแล้วทูลถำม. เพรำะเหตุนั้น พระธรรมสังคำหกำจำรย์
จึงกล่ำวไว้ว่ำ "ครังนั้นแล ท่ำนพระอำนนท์ ออกจำกที่หลีกเร้น
้
ในเวลำเย็น, เข้ำไปเฝ้ำโดยทิสำภำคที่พระผูมีพระภำคเจ้ำประทับอยู่,
้
ครั้นเข้ำไปเฝ้ำแล้ว ได้กรำบทูลคำำนี้กะพระผู้มีพระภำคว่ำ "พระเจ้ำข้ำ
กลิ่นของคันธชำติเหล่ำใด ฟุ้งไปตำมลมอย่ำงเดียว ฟุ้งไปทวนลม
ไม่ได้, คันธชำติเหล่ำนี้มี ๓ อย่ำง. คันธชำติ ๓ อย่ำงเป็นไฉน ?
พระเจ้ำข้ำ กลิ่นของคันธชำติเหล่ำใด ฟุ้งไปตำมลมอย่ำงเดียว ฟุ้ง
* พระมหำนำค ป. ธ. ๙ วัดบรมนิวำส แปล. ๑. องฺ. ติก. ๒๐/๒๙๐.
- 119.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 117
ไปทวนลมไม่ได้, คันธชำติ ๓ อย่ำงเหล่ำนี้แล คือ กลิ่นเกิดจำกรำก,
กลิ่นเกิดจำกแก่น, กลิ่นเกิดจำกดอก. พระเจ้ำข้ำ กลิ่นของคันธชำติใด
ฟุ้งไปตำมลมก็ได้, กลิ่นของคันธชำติใด ฟุ้งไปทวนลมก็ได้, กลิ่น
ของคันธชำติใด ฟุ้งไปตำมลมและทวนลมก็ได้, คันธชำตินั้น บำง
อย่ำง มีอยู่หรือหนอแล ?"
[พระศำสดำทรงเฉลยปัญหำ]
ครังนั้น พระผู้มีพระภำค เมือจะทรงเฉลยปัญหำแก่ท่ำน จึง
้ ่
ตรัสว่ำ "อำนนท์ กลิ่นของคันธชำติใด ฟุ้งไปตำมลมก็ได้, กลิ่น
ของคันธชำติใด ฟุ้งไปทวนลมก็ได้, กลิ่นของคันธชำติใด ฟุ้งไป
ตำมลมและทวนลมก็ได้, คันธชำตินั้น มีอยู่."
พระอำนนท์. พระเจ้ำข้ำ ก็กลิ่นของคันธชำติใด ฟุ้งไปตำม
ลมก็ได้, กลิ่นของคันธชำติใด ฟุ้งไปทวนลมก็ได้, กลิ่นของคันธชำติใด
ฟุ้งไปตำมลมและทวนลมก็ได้, คันธชำตินั้นเป็นไฉน ?
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "อำนนท์ หญิงก็ตำม ชำยก็ตำม ใน
บ้ำนหรือในนิคมใด ในโลกนี้ เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้ำว่ำเป็นที่พึ่ง, เป็น
ผู้ถึงพระธรรมว่ำเป็นที่พึ่ง, เป็นผู้ถึงพระสงฆ์ว่ำเป็นที่พึ่ง; เป็นผู้งดเว้น
จำกกำรทำำสัตว์มีชีวตให้ตกล่วง,
ิ เป็นผู้งดเว้นจำกกำรถือเอำสิ่งของ
ที่เขำมิได้ให้, เป็นผู้งดเว้นจำกกำรประพฤติผิดในกำม, เป็นผูงดเว้น
้
จำกกำรกล่ำวเท็จ, เป็นผู้งดเว้นจำกฐำนะเป็นที่ตั้งแห่งควำมประมำท
คือกำรดื่มนำ้ำเมำได้แก่สุรำและเมรัย; เป็นผู้มีศีล มีกัลยำณธรรม;
มีใจมีควำมตระหนี่เป็นมลทินไปปรำศแล้ว มีเครื่องบริจำคอันสละ
- 120.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 118
แล้ว มีฝำมืออันล้ำงแล้ว ยินดีในกำรสละ ควรแก่กำรขอ ยินดีใน
่
กำรจำำแนกทำน ย่อมอยู่ครอบครองเรือน, สมณะและพรำหมณ์ใน
ทิศทั้งหลำย ย่อมกล่ำว (สรรเสริญ) เกียรติคุณของหญิงและชำย
นั้นว่ำ 'หญิงหรือชำยในบ้ำนหรือในนิคม ชือโน้น เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้ำ
่
ว่ำเป็นที่พึ่ง, ฯลฯ ยินดีในกำรจำำแนกทำน.' แม้เทวดำทังหลำยย่อม
้
กล่ำว (สรรเสริญ) เกียรติคุณของหญิงและชำยนั้นว่ำ 'หญิงหรือ
ชำยในบ้ำนหรือนิคมชื่อโน้น เป็นผู้ถึงพระพุทธเจ้ำว่ำเป็นที่พึ่ง, ฯ ล ฯ
ยินดีในกำรจำำแนกทำน.' อำนนท์ นี้แล เป็นคันธชำติมีกลิ่นฟุ้งไปตำม
ลมก็ได้, มีกลิ่นฟุ้งไปทวนลมก็ได้, มีกลิ่นฟุ้งไปตำมลมและทวนลม
ก็ได้" ดังนีแล้ว ได้ทรงภำษิตพระคำถำเหล่ำนี้ว่ำ :-
้
"กลิ่นดอกไม้ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้, กลิ่นจันทน์
หรือกลิ่นกฤษณำและกะลำำพักก็ฟุ้งไปไม่ได้, แต่
กลิ่นของสัตบุรุษฟุ้งไปทวนลมได้, (เพรำะ)
สัตบุรุษย่อมฟุ้งขจรไปตลอดทุกทิศ, กลิ่นจันทน์
ก็ดี แม้กลิ่นกฤษณำก็ดี กลิ่นอุบลก็ดี กลิ่น
ดอกมะลิก็ดี, กลิ่นศีลเป็นเยี่ยม กว่ำคันธชำต
ทั้งหลำยนั่น [แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ น ปุปผคนฺโธ ควำมว่ำ ต้นแค-
ฺ
๑. อีกนัยหนึ่ง เอเตส ฯเปฯ อนุตฺตโร แปลว่ำ บรรดำคันธชำติทงหลำยนั่น
ั้
กลิ่นศีลเป็น
ยอดเยี่ยม.
- 121.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 119
ฝอยใน-ภพชื่อดำวดึงส์ โดยด้ำนยำวและด้ำนกว้ำง มีประมำณ (ด้ำน
ละ) ๑๐๐ โยชน์, รัศมีดอกไม้ของต้นแคฝอยนั้นแผ่ออกไปตลอด ๕๐
โยชน์, กลิ่นฟุ้งไปได้ ๑๐๐ โยชน์, แม้กลิ่นนั้น ก็ฟุ้งไปได้ตำมลม
เท่ำนั้น, แต่หำสำมำรถฟุ้งไปทวนลมได้แม้ (เพียง) ครึ่งองคุลีไม่.
กลิ่นดอกไม้แม้เห็นปำนนี้ ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้. บทว่ำ จนฺทน ได้
แก่ กลิ่นจันทน์. ด้วยบทว่ำ ตครมลฺลิกำ วำ นี้ ทรงพระประสงค์
กลิ่นของคันธชำติแม้เหล่ำนี้เหมือนกัน. แท้จริง กลิ่นของจันทน์แดง
ก็ดี ของกฤษณำและกะลำำพักก็ดี ซึงเป็นยอดแห่งกลิ่นที่เกิดจำก
่
แก่นทั้งหลำย ย่อมฟุ้งไปได้ตำมลมเท่ำนั้น ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้.
สองบทว่ำ สตญฺจ คนฺโธ ควำมว่ำ ส่วนกลิ่นศีลของสัตบุรุษ คือ
ของพระพุทธเจ้ำพระปัจเจกพุทธเจ้ำและพระสำวกทั้งหลำย ย่อมฟุ้งไป
ทวนลมได้.
ถำมว่ำ เพรำะเหตุไร ?
แก้วำ เพรำะสัตบุรุษ ย่อมฟุ้งขจรไปตลอดทุกทิศ. อธิบำยว่ำ
่
เพรำะสัตบุรุษ ย่อมฟุ้งปกคลุมไป ตลอดทุกทิศด้วยกลิ่นศีล;
"กลิ่นของท่ำนฟุ้งไปทวน
ฉะนั้น สัตบุรุษอันบัณฑิตควรกล่ำวได้วำ
่
ลมได้" เพรำะเหตุนั้น พระผู้มีพระภำค จึงตรัสว่ำ "ปฏิวำตเมติ."
บทว่ำ วสฺสิกี ได้แก่ ดอกมะลิ.
บทว่ำ เอเตส เป็นต้น ควำมว่ำ กลิ่นศีลของสัตบุรุษ ผู้มี
ศีลนั่นแล เป็นกลิ่นยอดเยี่ยมกว่ำกลิ่นแห่งคันธชำติ มีจันทน์ (แดง)
เป็นต้นเหล่ำนี้ คือ หำกลิ่นที่เหมือนไม่มี ได้แก่ ไม่มีส่วนเปรียบ
- 122.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 120
เทียบได้.
ในกำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น, เทศนำมีประโยชน์แก่มหำชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องปัญหำของพระอำนนทเถระ จบ.
- 123.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 121
๑๐. เรื่องถวำยบิณฑบำตแก่พระมหำกัสสปเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภกำร
ถวำยบิณบำตแก่พระมหำกัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ
"อปฺปมตฺโต อย คนฺโธ" เป็นต้น.
[นำงอัปสรอยำกทำำบุญแต่ไม่สมหวัง]
ควำมพิสดำรว่ำ วันหนึ่ง พระเถระออกจำกนิโรธสมบัติ โดย
ล่วงไป ๗ วัน ออกไปแล้ว ด้วยคิดว่ำ "จักเที่ยวบิณฑบำต ตำม
ลำำดับตรอก ในกรุงรำชคฤห์." ในสมัยนั้น นำงอัปสรประมำณ ๕๐๐
นำง มีเท้ำเหมือนเท้ำนกพิรำบ เป็นบริจำริกำ ของท้ำวสักกเทวรำช
เกิดควำมอุตสำหะว่ำ "จักถวำยบิณฑบำตแก่พระเถระ" จึงตระ-
เตรียมบิณฑบำต ๕๐๐ ที่ แล้วถือมำยืนอยู่ในระหว่ำงทำง กล่ำวว่ำ
"นิมนต์รับบิณฑบำตนี้ เจ้ำข้ำ, โปรดทำำควำมสงเครำะห์แก่พวกดิฉัน
เถิด."
พระเถระ. พวกเจ้ำจงไปเสียเถิด, ฉันจักทำำควำมสงเครำะห์
พวกคนเข็ญใจ.
นำงอัปสร. ขอท่ำนอย่ำให้พวกดิฉันฉิบหำยเสียเลย เจ้ำข้ำ,
โปรดทำำควำมสงเครำะห์พวกดิฉันเถิด.
พระเถระ รูแล้ว จึงห้ำมเสียอีก แล้วดีดนิ้ว (บอก) นำง
้
อัปสรทั้งหลำย ผู้ไม่ปรำรถนำจะหลีกไปยังอ้อนวอนอยู่ ว่ำ "พวกเจ้ำ
* พระมหำทองสำ ป. ธ. ๖ วัดปทุมวนำรำม แปล. ๑. นำงฟ้ำ (Fairy)
- 124.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 122
ไม่รู้จักประมำณตัว, จงหลีกไป." นำงอัปสรเหล่ำนั้น ฟังเสียงนิ้ว
มือของพระเถระแล้ว ไม่อำจเพื่อจะยืนขัดแข็งอยู่ได้ จึงหนีไปยัง
เทวโลกตำมเดิม อันท้ำวสักกะตรัสถำมว่ำ "พวกหล่อนไปไหนกันมำ"
จึงทูลว่ำ "หม่อมฉันพำกันไปด้วยหมำยว่ำ 'จักถวำยบิณฑบำตแก่พระ-
มหำกัสสปเถระ ผู้ออกจำกสมำบัติ' พระเจ้ำข้ำ.
สักกะ. ก็พวกหล่อน ถวำยแล้วหรือ ?
นำงอัปสร. พระเถระ ไม่ปรำรถนำจะรับ.
สักกะ. พระเถระ พูดอย่ำงไร ?
นำงอัปสร. "ท่ำนพูดว่ำ 'จักทำำควำมสงเครำะห์พวกคนเข็ญใจ'
พระเจ้ำข้ำ.
สักกะ. พวกหล่อน ไปกันด้วยอำกำรอย่ำงไร ?
นำงอัปสร. ไปด้วยอำกำรนี้แล พระเจ้ำข้ำ.
[ท้ำวสักกะแปลงตัวทำำบุญแก่พระเถระ]
ท้ำวสักกะ ตรัสว่ำ "หญิงเช่นพวกหล่อน จักถวำยบิณฑบำต
แก่พระเถระได้อย่ำงไร ? ประสงค์จะถวำยด้วยพระองค์เอง จึงแปลง
เป็นคนแก่ครำ่ำคร่ำด้วยอำำนำจชรำ มีฟังหัก มีผมหงอก หลังโกง
เป็นช่ำงหูกผู้เฒ่ำ ทรงทำำแม้นำงสุชำดำผู้เทพธิดำ ให้เป็นหญิงแก่
เหมือนอย่ำงนั้นนั่นแล แล้วทรงนิรมิตถนนช่ำงหูกขึ้นสำยหนึ่งประทับ
ขึงหูกอยู่.
ฝ่ำยพระเถระ เดินบ่ำยหน้ำเข้ำเมือง ด้วยหวังว่ำ "จักทำำ
ควำมสงเครำะห์พวกคนเข็ญใจ" เห็นถนนสำยนั้น นอกเมืองนั้นแล
- 125.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 123
แลดูอยู่ ก็ได้เห็นคน ๒ คน. ในขณะนั้น ท้ำวสักกะ กำำลังขึงหูก,
นำงสุชำดำกรอหลอด. พระเถระคิดว่ำ "๒ คนนี้ แม้ในเวลำแก่
ก็ยังทำำงำน, ในเมืองนี้ ผูที่จะเข็ญใจกว่ำ ๒ คนนี้ เห็นจะไม่มี,
้
เรำจักรับภัตแม้ประมำณกระบวย ๑ ที่ ๒ คนนี้ถวำยแล้ว ทำำควำม
สงเครำะห์แก่คน ๒ คนนี้." พระเถระได้บำยหน้ำไปตรงเรือนของตน
่
๒ คนนั้นแล.
ท้ำวสักกะ ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั้นมำอยู่ จึงตรัสกะ
นำงสุชำดำว่ำ "หล่อน พระผู้เป็นเจ้ำของเรำ เดินมำทำงนี้, เธอ
จงนังทำำเป็นเหมือนไม่เห็นท่ำนเสีย,
่ ฉันจักลวงท่ำนสักครู่หนึ่งแล้วจึง
ถวำยบิณฑบำต." พระเถระได้มำยืนอยู่ที่ประตูเรือนแล้ว. แม้ ๒
ผัวเมียนั้น ก็ทำำเป็นเหมือนไม่เห็น ทำำแต่กำรงำนของตนฝ่ำยเดียว
คอยอยู่หน่อยหนึ่งแล้ว. "ที่ประตูเรือน
ครังนั้น ท้ำวสักกะ ตรัสว่ำ
้
ดูเหมือน (มี) พระเถระยืนอยู่รูปหนึ่ง, เธอจงไปตรวจดูก่อน." นำง
สุขำดำ ตอบว่ำ "ท่ำนจงไปตรวจดูเถอะ นำง." ท้ำวเธอเสด็จออก
จำกเรือนแล้ว, ทรงไหว้พระเถระด้วยเบญจำงคประดิษฐ์แล้ว, เอำ
พระหัตถ์ทั้ง ๒ เท้ำพระชำนะแล้ว ถอนใจ เสด็จลุกขึ้น, ย่อพระองค์ลง
หน่อยหนึ่ง ตรัสว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำ เป็นพระเถระรูปไหนหนอแล ?"
แล้วตรัสว่ำ "ตำของผมฝ้ำฟำง" ดังนีแล้ว, ทรงวำงพระหัตถ์ไว้
้
เหนือพระนลำฏ (ป้องหน้ำ) ทรงแหงนดูแล้ว, ตรัสว่ำ "โอ ตำย
จริง !, พระผู้เป็นเจ้ำพระมหำกัสสปเถระของเรำ นำน ๆ จึงมำยัง
ประตูกระท่อมของเรำ, มีอะไรอยู่ในเรือนบ้ำงไหม ?" นำงสุชำดำ
- 126.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 124
ทำำเป็นกุลีกุจออยู่หน่อยหนึ่งแล้ว ได้ให้คำำตอบว่ำ "มี นำย" ท้ำว
สักกะ ตรัสว่ำ "ท่ำนเจ้ำข้ำ พระคุณเจ้ำ อย่ำคิดเลยว่ำ 'ทำน
เศร้ำหมอง หรือประณีต' โปรดทำำควำมสงเครำะห์แก่กระผมทัง ๒ ้
เถิด" ดังนี้แล้ว ก็ทรงรับบำตรไว้. พระเถระ คิดว่ำ "ทำนที่ ๒
ผัวเมียนั่นถวำยแล้ว จะเป็นนำ้ำผักดองหรือรำำกำำมือหนึ่งก็ตำมที, เรำ
จักทำำควำมสงเครำะห์แก่ ๒ ผัวเมียนั้น" ดังนี้แล้ว จึงได้ให้บำตรไป.
ท้ำวสักกะนั้น เสด็จเข้ำไปภำยในเรือนแล้ว ทรงคดข้ำวสุกออกจำก
หม้อ ใส่เต็มบำตรแล้ว มอบถวำยในมือพระเถระ. บิณฑบำตนั้น
ได้มีสปพยัญชนะมำกมำย ได้หอมตลบทั่วกรุงรำชคฤห์แล้ว.
ู
[ท้ำวสักกะตรัสบอกควำมจริงแก่พระเถระ]
ในกำลนั้น พระเถระ คิดว่ำ "ชำยนี้ มีศักดิ์น้อย, บิณฑบำต
มีศักดิ์มำก เช่นกับโภชนะของท้ำวสักกะ, นั่น ใครหนอ?" ครังนั้น ้
พระเถระ ทรำบชำยนั้นว่ำ "ท้ำวสักกะ" จึงกล่ำวว่ำ "พระองค์
ทรงแย่งสมบัติของคนเข็ญใจ (จัดว่ำ) ทำำกรรมหนักแล้ว, ใคร ๆ
ก็ตำม ที่เป็นคนเข็ญใจ ถวำยทำนแก่อำตมภำพในวันนี้ พึงได้
ตำำแหน่งเสนำบดี หรือตำำแหน่งเศรษฐี."
สักกะ. ผูที่เข็ญใจไปกว่ำกระผม ไม่มีเลย ขอรับ.
้
พระเถระ. พระองค์เสวยสิริรำชสมบัติในเทวโลก จะจัดว่ำ
เป็นคนเข็ญใจ เพรำะเหตุไร ?
สักกะ. อย่ำงที่พระผู้เป็นเจ้ำว่ำ ก็ถูกละ ขอรับ. แต่เมื่อ
พระพุทธเจ้ำ ยังมิทรงอุบัติ, กระผมได้ทำำกัลยำณกรรมไว้, เมื่อ
- 127.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 125
พุทธุปบำทกำล ยังเป็นไปอยู่, เทพบุตรผูมีศักดิ์เสมอกัน ๓ องค์
้
เหล่ำนี้ คือ จูฬรถเทพบุตร, มหำรถเทพบุตร, อเนกวัณณเทพบุตร
ทำำกัลยำณกรรมแล้ว ได้เกิดในที่ใกล้ของกระผม มีเดชมำกกว่ำ
กระผม; ก็กระผม เมื่อเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น พำพวกบริจำริกำลงสู่
ระหว่ำงถนน ด้วยคิดว่ำ จัดเล่นนักขัตฤกษ์' ต้องหนีเข้ำตำำหนัก,
เพรำะเดชจำกสรีระของเทพบุตรทั้ง ๓ นั้น ท่วมทับสรีระของกระผม,
เดชจำกสรีระของกระผม ไม่ท่วมทับสรีระของเทพบุตรทัง ๓ นั้น ,
้
ใครจะเข็ญใจกว่ำกระผมเล่ำ ? ขอรับ.
พระเถระ. แม้เมื่อเป็นอย่ำงนั้น ตั้งแต่นี้ตอไป พระองค์อย่ำได้
่
ลวงถวำยทำนแก่อำตมภำพอย่ำงนี้.
สักกะ. เมื่อกระผมลวงถวำยทำนแก่ท่ำน, กุศลจะมีแก่กระผม
หรือไม่มี ?
พระเถระ. มี พระองค์.
สักกะ. เมื่อเป็นอย่ำงนั้น กำรทำำกุศลกรรม ก็จัดเป็นหน้ำที่
ของกระผมซิ ขอรับ.
ท้ำวเธอตรัสอย่ำงนั้นแล้ว ทรงไหว้พระเถระ พำนำงสุชำดำ
ทรงทำำปทักษิณพระเถระแล้ว เหำะขึ้นสู่เวหำส ทรงเปล่งอุทำนว่ำ :-
"แม้ทำนที่เป็นทำนอย่ำงเยียม
่ เรำได้ตั้งไว้
ดีแล้ว ในพระกัสสป."
- 128.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 126
[มหำกัสสปเถรทำนสูตร เพรำะเหตุนั้น พระธร
รมสังคำหกำจำรย์ จึงกล่ำวว่ำ :-
"สมัยหนึ่ง พระผูมีพระภำค ประทับอยูในพระเวฬุวันกลันทก-
้ ่
นิวำปสถำน ใกล้กรุงรำชคฤห์. ก็โดยสมัยนั้นแล ท่ำนพระมหำ-
กัสสป อยู่ปิปผลิคูหำ, นั่งเข้ำสมำธิอย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง โดยบัลลังก์
เดียว สิ้น ๗ วัน. ครั้งนั้นแล ท่ำนพระมหำกัสสป โดยล่วง ๗ วันนั้น
จึงออกจำกสมำธินั้น, ครั้งนั้นแล ท่ำนพระมหำกัสสป ผู้ออกจำก
สมำธินั้นแล้ว ได้มีควำมปริวตกอย่ำงนี้ว่ำ
ิ 'ไฉนหนอ? เรำพึง
เข้ำไปสู่กรุงรำชคฤห์ เพื่อบิณฑบำต.' ก็โดยสมัยนั้นแล เทวดำ
ประมำณ ๕๐๐ ถึงควำมขวนขวำย เพื่อจะให้ท่ำนพระมหำกัสสป
ได้บิณฑบำต. ครังนั้นแล ท่ำนพระมหำกัสสป ห้ำมเทวดำประมำณ
้
๕๐๐ เหล่ำนั้นแล้ว ในเวลำเช้ำ นุ่ง (สบง) แล้ว ถือบำตรและจีวร
เข้ำไปสู่กรุงรำชคฤห์ เพื่อบิณฑบำต. ก็โดยสมัยนั้นแล ท้ำวสักกะ
ผู้เป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำ ทรงประสงค์จะถวำยบิณฑบำตแก่ท่ำน
พระมหำกัสสป ทรงนิรมิตเป็นช่ำงหูก ทอหูกอยู่. อสุรกัญญำ
นำมว่ำ สุชำดำ กรอหลอด.
ครังนั้นแล ท่ำนพระมหำกัสสป, ที่ประทับอยู่ของท้ำวสักกะ
้
ผู้เป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำ มีอยู่โดยทิศำภำคใด, เข้ำไปหำแล้ว
โดยทิศภำคนั้น; ท้ำวสักกะ ผูเป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำ ได้ทอด
้
พระเนตรเห็นแล้วแล ซึงท่ำนพระมหำกัสสปกำำลังเดินมำ แต่ที่ไกล
่
๑. ขุ. อุ. ๒๕/๑๑๔.
- 129.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 127
เทียว, ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว เสด็จออกจำกเรือน ทรงต้อน
รับ รับบำตรจำกมือ เสด็จเข้ำไปสู่เรือน คดข้ำวสุกจำกหม้อ ใส่
เต็มบำตรแล้ว ได้ถวำยแก่ท่ำนพระมหำกัสสป. บิณฑบำตนั้น ได้
มีกับมำกมำย มีแกงเหลือหลำย. ครังนั้นแล ท่ำนพระมหำกัสสป
้
ได้มีควำมปริวิตกอย่ำงนี้ว่ำ "สัตว์ผู้มีฤทธิ์มีอำนุภำพเห็นปำนนี้นี่ คือ
ใครกันหนอ ?. ครังนั้นแล ท่ำนพระมหำกัสสป ได้มีควำมปริวิตก
้
อย่ำงนี้ว่ำ "นี้ คือท้ำวสักกะ ผูเป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำแล."
้
ครั้นทรำบแล้ว ได้กล่ำวคำำนี้ กะท้ำวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเหล่ำ
เทพเจ้ำว่ำ "ท้ำวโกสิยะ กรรมนี้ อันพระองค์ทรงทำำแล้ว, พระองค์
อย่ำได้ทรงทำำกรรมเห็นปำนนี้อีกเลย." ท้ำวสักกะ ตรัสว่ำ "ท่ำน
กัสสป ผู้เจริญ แม้พวกผมก็ต้องกำรบุญ, แม้พวกผมก็ควรทำำบุญ."
ครั้งนั้นแล ท้ำวสักกะ ผูเป็นจอมแห่งเทพเจ้ำ อภิวำทท่ำนพระ
้
มหำกัสสปแล้ว ทรงทำำปทักษิณ เหำะขึ้นสู่เวหำส ทรงเปล่งอุทำน ๓
ครั้ง ในอำกำศกลำงหำวว่ำ :-
"แม้ทำนเป็นทำนอย่ำงเยียม เรำได้ตั้งไว้ดี
่
แล้ว ในพระกัสสป, แม้ทำนที่เป็นทำนอย่ำง
เยี่ยม เรำได้ตั้งไว้ดแล้ว ในพระกัสสป, แม้
ี
ทำนที่เป็นทำนอย่ำงเยียม เรำได้ตั้งไว้ดีแล้ว
่
ในพระกัสสป."
พระผู้มีพระภำค ประทับยืนอยู่ในพระวิหำรนั่นแล ได้ทรงสดับ
เสียงของท้ำวสักกะนั้น จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลำยมำแล้ว ตรัสว่ำ
- 130.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 128
"ภิกษุทั้งหลำย พวกเธอจงดูทำวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำ
้
ทรงเปล่งอุทำน เสด็จไปทำงอำกำศ."
ภิกษุ. ก็ท้ำวสักกะนั้น ทำำอะไร ? พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. ท้ำวเธอลวงถวำยบิณฑบำตแก่กัสสปผู้บุตรของเรำ,
ครั้นถวำยบิณฑบำตนั้นแล้ว ดีพระทัย พลำงทรงเปล่งอุทำนไป.
ภิกษุ. ท้ำวเธอทรำบได้อย่ำงไรว่ำ "ถวำยบิณฑบำตแก่พระเถระ
ควร" พระเจ้ำข้ำ ?
พระศำสดำตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย ทั้งเหล่ำเทพเจ้ำ ทั้งเหล่ำ
มนุษย์ ย่อมพอใจ ภิกษุผู้ถือกำรเที่ยวบิณฑบำตเป็นวัตร ชื่อว่ำเช่น
บุตรของเรำ" ดังนี้แล้ว แม้พระองค์เองก็ทรงเปล่งอุทำนแล้ว.
ก็ในพระสูตร คำำมำแล้วเท่ำนี้นั่นเทียวว่ำ "พระผู้มีพระภำค ได้
ทรงสดับแล้วแล ซึ่งเสียงของท้ำวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำ
ผู้เหำะขึ้นสู่เวหำส ทรงเปล่งอุทำน ๓ ครัง ในอำกำศกลำงหำวว่ำ
้ :-
"แม้ทำนที่เป็นทำนอย่ำงเยียม เรำได้ตั้งไว้ดี
่
แล้ว ในพระกัสสป, แม้ทำนที่เป็นทำนอย่ำง
เยี่ยม เรำได้ตั้งไว้ดแล้วในพระกัสสป, แม้
ี
ทำนที่เป็นทำนอย่ำงเยียม เรำได้ตั้งไว้ดีแล้ว
่
ในพระกัสสป."
ด้วยพระโสตธำตุอันเป็นทิพย์ หมดจด ล่วงเสียซึ่งโสตของมนุษย์."
ครังนั้นแล พระผู้มีพระภำค ทรงทรำบเนื้อควำมนั้นแล้ว ทรง
้
เปล่งอุทำนนี้ ในเวลำนั้นว่ำ :-
- 131.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 129
"เทวดำและมนุษย์ ย่อมพอใจ แก่ภิกษุผู้ถือ
กำรเที่ยวบิณฑบำตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตัวเอง
มิใช้เลี้ยงผู้อื่น ผูมั่นคง ผู้เข้ำไปสงบแล้ว
้
มีสติทุกเมื่อ."
ก็แลครั้นทรงเปล่งอุทำนนี้แล้ว ตรัสว่ำ "ภิกขุทงหลำย
ั้ ท้ำวสักกะ
ผู้เป็นจอมแห่งเหล่ำเทพเจ้ำ ได้เสด็จมำถวำยบิณฑบำต แก่บตรของ
ุ
เรำ เพรำะกลิ่นศีล" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"กลิ่นนี้ คือ กลิ่นกะลำำพัก และกลิ่นจันทน์
เป็นกลิ่นเพียงเล็กน้อย, ส่วนกลิ่นของผู้มีศีล
ทั้งหลำย เป็นกลิ่นชั้นสูง ย่อมหอมฟุ้งไป ใน
เทพเจ้ำและเหล่ำมนุษย์."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ อปฺปมตฺโต คือ มีประมำณนิดหน่อย.
สองบทว่ำ โย จ สีลวต ควำมว่ำ ส่วนกลิ่นศีล ของผู้มีศีลทั้งหลำย
ใด, กลิ่นศีลนั้น หำเป็นกลิ่นเล็กน้อย เหมือนกลิ่นในกะลำำพักและ
จันทน์แดงไม่ คือ เป็นกลิ่นอันโอฬำร แผ่ซ่ำนไปเหลือเกิน, ด้วย
เหตุนั้นแล กลิ่นศีล จึงเป็นกลิ่นสูงสุด คือประเสริฐ เลิศ ฟุ้งไปใน
เหล่ำเทพเจ้ำและเหล่ำมนุษย์ คือ ฟุ้งไปในเหล่ำเทพเจ้ำ และเหล่ำ
มนุษย์ ได้แก่หอมตลบทั่วไปทีเดียว.
- 132.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 130
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น. เทศนำเกิดประโยชน์แก่มหำชนแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องถวำยบิณฑบำตแก่พระมหำกัสสปเถระ จบ.
- 133.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 131
๑๑. เรื่องปรินิพพำนของพระโคธิกเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อเสด็จเข้ำไปอำศัยกรุงรำชคฤห์ ประทับอยู่
ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภกำรปรินิพพำนของพระโคธิกเถระ ตรัสพระ
ธรรมเทศนำนี้ว่ำ "เตส สมฺปนฺนสีลำน" เป็นต้น.
[พระเถระคิดฆ่ำตนเพรำะเสื่อมจำกฌำน]
ควำมพิสดำรว่ำ ท่ำนผู้มีอำยุนั้น อยู่ใกล้ถำ้ำกำลสิลำข้ำงภูเขำ
อิสิคิลิ เป็นผู้ไม่ประมำท มีควำมเพียร มีตนส่งไปแล้ว ถูกต้อง
เจโตวิมุตติอันเกิดขึ้นในสมัย (เกิดเป็นครั้งครำว) เสื่อมจำกเจโต-
วิมุตตินั้น ด้วยอำำนำจแห่งโรคชนิดหนึ่งอันเรื้อรัง. ท่ำนยังฌำนที่ ๒
บ้ำง ที่ ๓ บ้ำง ให้เกิดขึ้นถึง ๖ ครั้ง แล้วก็เสื่อม ในวำระที่ ๗ ให้
เกิดขึ้นแล้ว คิดว่ำ "เรำเสื่อมจำกฌำนถึง ๖ ครั้งแล้ว, ก็คติของ
ผู้มีฌำนเสื่อมแล้วแล ไม่แน่นอน, ครำวนี้แล เรำจักนำำศัสตรำมำ"
ดังนีแล้ว จึงถือมีดสำำหรับปลงผม นอนบนเตียงน้อย เพื่อจะตัด
้
ก้ำนคอแล้ว.
[มำรทูลให้พระศำสดำทรงทรำบ]
มำร รู้จิตของท่ำนแล้ว คิดว่ำ "ภิกษุนี้ ใคร่จะนำำศัสตรำ
มำ; ก็แลภิกษุทั้งหลำยเมื่อนำำศัสตรำมำ ย่อมเป็นผู้หมดควำมอำลัย
ในชีวิต, ภิกษุเหล่ำนั้นเริ่มตั้งวิปัสสนำแล้ว ย่อมบรรลุพระอรหัตได้,
* พระมหำหนูหล้ำ ป. ธ. ๖ วัดปทุมวนำรำม แปล.
- 134.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 132
ถ้ำเรำจักห้ำมภิกษุนั้น ; เธอจักไม่ทำำตำมคำำของเรำ, เรำจักทูลให้
พระศำสดำห้ำม" ดังนีแล้ว จึงเข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำ ด้วยเพศที่คน
้
อื่นไม่รู้จัก กรำบทูลอย่ำงนี้ว่ำ "ข้ำแต่พระมหำวีระ ผูมีบุญมำก รุ่งเรืองด้วย
้
ฤทธิ์ ด้วยยศ ล่วงเสียได้ซึ่งเวรและภัยทั้งปวง
ผู้มจักษุ
ี ข้ำพระองค์ขอถวำยบังคมพระบำท
ทั้ง ๒. ข้ำแต่พระมหำวีระ สำวกของพระองค์
อันควำมตำยครอบงำำ ย่อมจำำนง คิดถึง
ควำมตำย, ข้ำแต่พระองค์ผู้ทรงไว้ซงควำม
ึ่
รุ่งเรือง ขอพระองค์จงทรงห้ำมพระสำวกนั้น,
ข้ำแต่พระผู้มีพระภำค ผู้ปรำกฏในหมู่ชน
สำวกของพระองค์ยินดีแล้วในศำสนำ (แต่)
มีธรรมมีในใจยังมิได้บรรลุ ยังเป็นผู้จะต้อง
ศึกษำ จะพึงทำำกำละเสียอย่ำงไรเล่ำ ?"
[มำรแสวงหำวิญญำณของพระโคธิกะ]
ในขณะนั้น พระเถระนำำศัสตรำมำแล้ว. พระศำสดำทรงทรำบ
ว่ำ "ผู้นี้ เป็นมำร" จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"ปรำชญ์ทั้งหลำยย่อมทำำอย่ำงนั้นแล ย่อมไม่
จำำนงชีวิต, โคธิกะ ถอนตัณหำขึ้นพร้อมทัง้
รำก ปรินิพพำนแล้ว."
๑. ส. ส. ๑๕/๑๗๗.
- 135.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 133
ครังนั้นแล พระผู้มีพระภำค ได้เสด็จไปสู่ที่พระเถระนำำศัสตรำ
้
มำนอนอยู่แล้ว พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมำก. ขณะนั้น มำรผู้ลำมก
คิดว่ำ "ปฏิสนธิวิญญำณของพระโคธิกะนี้ ตั้งอยู่แล้วในที่ไหนหนอ
แล ?" ดังนี้แล้ว เป็นดุจกลุ่มควันและก้อนเมฆ แสวงหำวิญำณ
ของพระเถระในทิศทั้งปวง. พระผู้มีพระภำค ทรงแสดงควำมที่มำร
นั้น เป็นควันและก้อนเมฆนั้น แก่ภิกษุทั้งหลำยแล้ว ตรัสว่ำ "ภิกษุ
ทั้งหลำย มำรผู้ลำมกนั่นแล แสวงหำวิญญำณของกุลบุตรชื่อโคธิกะ
อยู่ ด้วยคิดว่ำ 'วิญญำณของกุลบุตรชือโคธิกะตังอยูแล้ว ณ ที่ไหน
่ ้ ่ ?'
ภิกษุทั้งหลำย กุลบุตรชื่อโคธิกะมีวิญญำณไม่ตั้งอยู่เลย ปรินิพพำน
แล้ว." แม้มำร เมื่อไม่อำจเห็นที่ตั้งวิญญำณของพระโคธิกะนั้นได้
จึงแปลงเพศเป็นกุมำร ถือพิณมีสีเลืองดุจผลมะตูม เข้ำไปเฝ้ำพระ
ศำสดำ ทูลถำมว่ำ :-
"ข้ำพระองค์เที่ยวแสวงหำอยู่ ในเบื้องบน
เบื้องตำ่ำ เบื้องขวำง ทิศใหญ่ ทิศน้อย ก็มิได้
ประสบ, พระโคธิกะนั้นไปแล้ว ณ ที่ไหน ?"
ครังนั้น พระศำสดำตรัสกะมำรนั้นว่ำ
้ :-
"ภิกษุชื่อโคธิกะ เป็นปรำชญ์ สมบูรณ์ด้วย
ปัญญำเครื่องทรงจำำ มีฌำน ยินดีแล้วในฌำน
ในกำลทุกเมื่อ ประกอบควำมเพียรทั้งกลำงวัน
กลำงคืน ไม่ไยดีชีวต ชนะเสนำแห่งมัจจุได้
ิ
- 136.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 134
แล้ว ไม่มำสู่ภพอีก ถอนตัณหำพร้อมทั้งรำก
ปรินิพพำนแล้ว."
เมื่อพระศำสดำตรัสอย่ำงนั้นแล้ว.
พิณได้พลัดตกจำกรักแร้ของมำรนั้น ผูอัน
้
ควำมโศกครอบงำำ ลำำดับนั้น ยักษ์ ได้หำยไปในที่นั้น
นั่นเอง ด้วยประกำรฉะนี้.
แม้พระศำสดำ ตรัสว่ำ "มำรผู้ลำมก เจ้ำต้องกำรอะไรด้วย
สถำนที่กุลบุตรชื่อโคธิกะเกิดแล้ว, เพรำะคนอย่ำงเจ้ำ ตังร้อย ตังพัน
้ ้
ก็ไม่อำจจะเห็นที่ ๆ โคธิกะนั้นเกิด" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคำถำ
นี้ว่ำ :-
"มำร ย่อมไม่ประสบทำงของท่ำนผู้มีศีลถึง
พร้อมแล้ว มีปกติอยูด้วยควำมไม่ประมำท
่
พ้นวิเศษแล้ว เพรำะรู้ชอบ เหล่ำนั้น."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ เตส คือ แห่งท่ำนที่ปรินิพพำน
เหมือนอย่ำงกุลบุตรชื่อโคธิกะ มีวิญญำณไม่ตั้งอยู่ ปรินิพพำนแล้ว
ฉะนั้น.
บทว่ำ สมฺปนฺนสีลำน คือ ผู้มีศีลบริบูรณ์แล้ว. บทว่ำ อปฺป-
มำทวิหำริน คือ ผู้อยู่ด้วยควำมไม่ประมำท กล่ำวคือ ควำมไม่อยู่
๑. ยักษ์ในที่นี้ หมำยถึงเทวบุตรมำร.
- 137.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 135
ปรำศจำกสติ.
บำทพระคำถำว่ำ สมฺมทญฺญำ วิมุตตำน ควำมว่ำ ผู้พ้นวิเศษ
ฺ
แล้ว ด้วยวิมตติ ๕ เหล่ำนี้ คือ
ุ "ตทังวิมุตติ วิกขัมภนวิมุตติ สมุจ-
เฉทวิมตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ
ุ นิสสรณวิมตติ"
ุ เพรำะรู้โดยเหตุ คือ
โดยนัย โดยกำรณ์.
บำทพระคำถำว่ำ มำโร มคฺค น วินฺทติ ควำมว่ำ มำรแม้
แสวงหำอยู่ โดยเต็มกำำลัง ย่อมไม่ประสบ คือ ย่อมไม่ได้เฉพำะ
ได้แก่ ย่อมไม่เห็น ทำงแห่งพระมหำขีณำสพทั้งหลำย ผู้เห็นปำนนี้ ไป
แล้ว.
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้นแล้ว. เทศนำมีประโยชน์แก่มหำชน ดังนี้แล.
เรื่องปรินิพพำนของพระโคธิกเถระ จบ.
- 138.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 136
๑๒. เรื่องครหทินน์ [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภสำวก
ของนิครนถ์ ชื่อครหทินน์ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ยถำ สงฺกำร-
ธำนสฺมึ" เป็นต้น.
[เป็นสหำยกันแต่เลื่อมใสวัตถุไม่ตรงกัน]
ควำมพิสดำรว่ำ ในกรุงสำวัตถี ได้มชนผู้เป็นสหำยกัน ๒ คน
ี
คือ สิริคุตต์ ๑ ครหทินน์ ๑. ใน ๒ คนนั้น สิริคุตต์ เป็นอุบำสก,
ครหทินน์ เป็นสำวกของนิครนถ์. พวกนิครนถ์ ย่อมกล่ำวกะ
"กำรที่ทำนพูดกะสิริคุตต์ ผู้สหำย
ครหทินน์นั้นเนือง ๆ อย่ำงนี้ว่ำ ่
ของท่ำนว่ำ 'ท่ำนเข้ำไปหำพระสมณโคดมทำำไม ? ท่ำนจักได้อะไร
ในสำำนักของพระสมณโคดมนั้น ?' ดังนี้แล้ว กล่ำวสอนโดยอำกำร
ที่สิริคุตต์เข้ำมำหำพวกเรำแล้ว จักให้ไทยธรรมแก่พวกเรำ จะไม่ควร
หรือ ?" ครหทินน์ ฟังคำำของนิครนถ์เหล่ำนั้นแล้ว ก็หมั่นไปพูด
กะสิริคุตต์ในที่ ๆ เขำยืนและนั่งแล้วเป็นต้น อย่ำงนี้ว่ำ "สหำย
ประโยชน์อะไรของท่ำนด้วยพระสมณโคดมเล่ำ ? ท่ำนเข้ำไปหำพระ
สมณโคดมนั้นจักได้อะไร ? กำรที่ท่ำนเข้ำไปหำพระผู้เป็นเจ้ำของเรำ
แล้ว ถวำยทำนแก่พระผู้เป็นเจ้ำเหล่ำนั้น จะไม่ควรหรือ ?" สิริคตต์
ุ
แม้ฟังคำำของครหทินน์นั้น ก็นิ่งเฉยเสียหลำยวัน รำำคำญแล้ว วันหนึ่ง
จึงพูดว่ำ "เพื่อน ท่ำนหมั่นมำพูดกะเรำในที่ ๆ ยืนแล้วเป็นต้น
* พระมหำหนูหล้ำ ป. ธ. ๖ วัดปทุมวนำรำม แปล.
- 139.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 137
อย่ำงนี้ว่ำ 'ท่ำนไปหำพระสมณโคดมแล้ว จักได้อะไร ? ท่ำนจง
เข้ำไปหำพระผู้เป็นเจ้ำของเรำ ถวำยทำนแก่พระผู้เป็นเจ้ำเหล่ำนั้น,
ท่ำนจงบอกแก่เรำก่อน, พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำยของท่ำน ย่อมรู้
อะไร ?"
ครหทินน์. "โอ ! นำย ท่ำนอย่ำพูดอย่ำงนี้, ขึ้นชื่อว่ำสิ่งที่พระ
ผู้เป็นเจ้ำทังหำยของเรำ จะไม่รไม่มี,
้ ู้ พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำย ย่อมรู้
เหตุที่เป็นอดีตอนำคตและปัจจุบันทั้งหมด, กำยกรรม วจีกรรม มโน-
กรรมทั้งหมด, ย่อมรู้เหตุที่ควรและไม่ควรทั้งหมดว่ำ 'เหตุนี้ จักมี,
เหตุนี้ จักไม่มี.'
สิริคตต์. ท่ำนพูดว่ำ 'พระผู้เป็นเจ้ำของท่ำน ย่อมรู้'
ุ ดังนี้
มิใช่หรือ ?'
ครหทินน์. ข้ำพเจ้ำพูดอย่ำงนั้น.
สิริคตต์.
ุ ถ้ำเมื่อเป็นเช่นนั้น, ท่ำนไม่บอกเนื้อควำมนี้แก่ข้ำพเจ้ำ
ตลอดกำลประมำณเท่ำนี้ นับว่ำทำำกรรมหนักแล้ว, วันนี้ ข้ำพเจ้ำ
ทรำบอำนุภำพแห่งญำณของพระผู้เป็นเจ้ำทังหลำยแล้ว, จงไปเถิดสหำย,
้
จงนิมนต์พระผู้เป็นเจ้ำทังหลำย ตำมคำำของข้ำพเจ้ำ.
้
ครหทินน์นั้น ไปสำำนักของพวกนิครนถ์ ไหว้นิครนถ์เหล่ำนั้น
แล้ว กล่ำวว่ำ "สิริคุตต์สหำยของข้ำพเจ้ำ นิมนต์ท่ำนเพื่อฉันวัน
พรุ่งนี้."
นิครนถ์. สิริคตต์พูดกะท่ำนเองหรือ
ุ ?
ครหทินน์. อย่ำนั้น พระผู้เป็นเจ้ำ.
- 140.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 138
นิครนถ์เหล่ำนั้น ร่ำเริงยินดีแล้ว กล่ำวแล้ว "กิจของพวกเรำ
สำำเร็จแล้ว, จำำเดิมแต่กำลที่สิริคุตต์เลื่อมใสในพวกเรำแล้ว สมบัติ
ชื่ออะไร จักไม่มีแก่พวกเรำ ?" ที่อยู่ แม้ของสิริคตต์ใหญ่.
ุ
[สิริคุตต์เตรียมรับรองนิครนถ์]
สิริคตต์นั้น ให้คนขุดหลุมยำว ๒ ข้ำง ในระหว่ำงเรือน ๒ หลัง
ุ
นั้นแล้ว ก็ให้เอำคูถเหลวใส่จนเต็ม, ให้ตอกหลักไว้ในที่สุด ๒ ข้ำง
ภำยนอกหลุม ให้ผูกเชือกไว้ที่หลักเหล่ำนั้น ให้ตั้งเท้ำหน้ำของ
อำสนะทั้งหลำยไว้บนเบื้องบนหลุม ให้ตงเท้ำหลังไว้ที่เชือก สำำคัญ
ั้
อยู่ว่ำ "ในเวลำที่นั่งแล้วอย่ำงนีแล
้ พวกนิครนถ์จักมีหัวปักตกลง."
ให้คนลำดเครื่องลำดไว้เบื้องบนอำสนะทั้งหลำย โดยอำกำรที่หลุม
จะไม่ปรำกฏ, ให้คนล้ำงตุมใหญ่ ๆ แล้ว ให้ผูกปำกด้วยใบกล้วย
่
และผ้ำเก่ำ ทำำตุมเปล่ำเหล่ำนั้นแล ให้เปื้อนด้วยเมล็ดข้ำวต้มข้ำวสวย
่
เนยใสนำ้ำอ้อยและขนมในภำยนอกแล้ว ให้ตั้งไว้ข้ำงหลังเรือน.
ครหทินน์รีบไปเรือนของสิริคุตต์นั้นแก่เช้ำตรูแล้ว ถำมว่ำ
่ "ท่ำน
จัดแจงสักกำระเพื่อพระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำยแล้วหรือ ?"
สิริคตต์. เออ สหำย ข้ำพเจ้ำจัดแจงแล้ว.
ุ
ครหทินน์. ก็สักกำระนั่นอยู่ไหน ?
สิริคตต์. ข้ำวต้ม ในตุ่มทั้งหลำยนั่นประมำณเท่ำนี้, ข้ำวสวย
ุ
ในตุ่มประมำณเท่ำนี้, เนยใส นำ้ำอ้อย ขนม เป็นต้น ในตุ่มประมำณ
เท่ำนี้ อำสนะปูไว้แล้ว.
ครหทินน์นั้น กล่ำวว่ำ "ดีละ" แล้วก็ไป. ในเวลำที่ครหทินน์
- 141.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 139
นั้นไปแล้ว พวกนิครนถ์ประมำณ ๕๐๐ ก็มำ. สิริคตต์ออกจำกเรือน
ุ
ไหว้พวกนิครนถ์ด้วยเบญจำงคประดิษฐ์แล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่
เบื้องหน้ำของนิครนถ์เหล่ำนั้น คิดว่ำ "นัยว่ำ ท่ำนทั้งหลำย ย่อม
รู้เหตุทุกอย่ำง ต่ำงโดยเป็นเหตุที่เป็นอดีตเป็นต้น, อุปัฏฐำกของพวก
ท่ำน บอกแก่ขำพเจ้ำแล้วอย่ำงนี้;
้ ถ้ำพวกท่ำน ย่อมรู้เหตุทั้งหมด,
พวกท่ำนอย่ำเข้ำไปสู่เรือนของข้ำพเจ้ำ ; เพรำะเมื่อพวกท่ำนเข้ำไปสู่
เรือนของข้ำพเจ้ำแล้ว ข้ำวต้มไม่มีเลย ข้ำวสวยเป็นต้นก็ไม่มี; ถ้ำ
พวกท่ำนไม่รู้ก็จงเข้ำไป, เรำให้พวกท่ำนตกลงในหลุมคูถแล้ว จัก
ให้ดี," ครั้นคิดอย่ำงนั้นแล้ว จึงให้สัญญำแก่พวกบุรุษว่ำ "พวกท่ำน
รู้ภำวะคือกำรนังของนิครนถ์เหล่ำนั้นแล้ว ยืนอยู่ขำงหลัง พึงนำำ
่ ้
เครื่องลำดในเบื้องบนแห่งอำสนะทั้งหลำยออกเสีย, อำสนะเหล่ำนั้น
อย่ำเปื้อนแล้วด้วยของไม่สะอำดเลย." ครั้งนั้น สิริคุตต์ พูดกะพวก
นิครนถ์ว่ำ "นิมนต์มำข้ำงนี้เถิด ขอรับ." พวกนิครนถ์เข้ำไปแล้ว
ก็ปรำรภเพื่อจะนั่งบนอำสนะที่เขำปูไว้. ครังนั้น มนุษย์ทงหลำย
้ ั้
กล่ำวกะนิครนถ์เหล่ำนั้นว่ำ "จงรอก่อน ขอรับ, จงอย่ำนั่นก่อน."
นิครนถ์. เพรำะอะไร ?
มนุษย์. กำรที่พระผู้เป็นเจ้ำทังหลำย เข้ำไปสู่เรือนของพวก
้
ข้ำพเจ้ำ รู้ธรรมเนียมแล้ว จึงนัง ย่อมสมควร.
่
นิครนถ์. ทำำอย่ำงไร จึงควรเล่ำ ? ท่ำน.
มนุษย์. กำรที่พระผู้เป็นเจ้ำทังหมด ยืนอยู่ใกล้อำสนะที่ถึง
้
แก่ตน ๆ แล้ว นั่งลงพร้อมกันทีเดียว จึงควร.
- 142.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 140
ได้ยินว่ำ สิริคตต์นั้น ในทำำพิธีนี้ ก็ด้วยคิดว่ำ
ุ "เมื่อนิครนถ์
คนหนึ่ง ตกลงในหลุมแล้ว, นิครนถ์ที่เหลือ อย่ำนั่งแล้ว." นิครนถ์
เหล่ำนั้น กล่ำวว่ำ "ดี" แล้วคิดว่ำ "กำรที่พวกเรำทำำตำมถ้อยคำำ
ที่คนพวกนี้บอกแล้ว สมควร."
[พวกนิครนถ์ตกหลุมคูถ]
ครั้นนั้น นิครนถ์ทั้งหมด ได้ยืนอยู่ใกล้อำสนะที่ถึงแล้วแก่ตน ๆ
โดยลำำดับ. ลำำดับนั้น พวกมนุษย์ กล่ำวกะนิครนถ์เหล่ำนั้นว่ำ "พวก
ท่ำนจงรีบนั่งพร้อมกันทีเดียว ขอรับ" รู้ภำวะคือกำรนั่งของนิครนถ์
เหล่ำนั้นแล้ว จึงนำำเครื่องลำดเบื้องบนอำสนะทั้งหลำยออก. พวก
นิครนถ์นั่งพร้อมกันทีเดียว. เท้ำอำสนะที่ตั้งไว้บนเชือก พลัดตก
แล้ว. พวกนิครนถ์หัวขะมำำตกลงในหลุม. สิริคตต์ เมื่อพวกนิครนถ์
ุ
นั้น ตกลงแล้ว จึงปิดประตู ให้เอำท่อนไม้ตีพวกนิครนถ์ที่ตะกำย
ขึ้นแล้ว ๆ ด้วยพูดว่ำ "พวกท่ำน ไม่รู้เหตุที่เป็นอดีต อนำคต และ
ปัจจุบัน เพรำะเหตุไร ?" แล้วบอกว่ำ "กำรทำำเท่ำนี้ จักสมควร
แก่พวกนิครนถ์เหล่ำนั้น" ดังนีแล้ว จึงให้เปิดประตู. พวกนิครนถ์
้
เหล่ำนั้นออกแล้ว ปรำรภเพื่อจะหนีไป. ก็ในทำงไปแห่งพวกนิครนถ์
นั้น สิริคตต์ให้คนทำำพื้นที่อันทำำบริกรรมด้วยปูนขำวไว้ให้ลื่น. สิริคตต์
ุ ุ
ให้คนโบยซำ้ำพวกนิครนถ์นั้น ผูยืนอยู่ไม่ได้ในที่นั้น ล้มลงแล้ว ๆ จึง
้
ส่งไปด้วยคำำว่ำ "กำรทำำเท่ำนี้ พอแก่ท่ำนทังหลำย." นิครนถ์เหล่ำนั้น
้
ครำ่ำครวญอยู่ว่ำ "พวกเรำ อันท่ำนให้ฉิบหำย, พวกเรำ อันท่ำนให้
ฉิบหำย" ได้ไปสู่ประตูเรือนของอุปัฏฐำกแล้ว.
- 143.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 141
[ครหทินน์ฟ้องสิริคตต์แด่พระรำชำ]
ุ
ครหทินน์ เห็นประกำรอันแปลกนั้น ของนิครนถ์เหล่ำนั้นแล้ว
โกรธ คิดว่ำ "เรำ อันสิริคุตต์ให้ฉิบหำยแล้ว, มันให้โบยพระผู้เป็น
เจ้ำทังหลำยของเรำ ผู้เป็นบุญเขต ผูได้นำมว่ำสำมำรถเพื่อจะให้
้ ้
เทวโลกทั้ง ๖ แก่มนุษย์ทั้งหลำย ผู้เหยียดมือออกไหว้อยู่ ตำมควำม
พอใจ ให้ถึงควำมฉิบหำยแล้ว" จึงไปยังรำชตระกูลกรำบทูลให้พระ
รำชำทรงทำำสินไหม แก่สิริคุตต์นั้น ๑ พันกหำปณะ. ครั้งนั้น พระรำชำ
ทรงส่งพระรำชสำส์นไปแก่สิริคุตต์นั้น. สิริคุตต์นั้น ไปถวำยบังคม
พระรำชำแล้ว กรำบทูลว่ำ "พระเจ้ำข้ำ พระองค์ทรงสอบสวนแล้ว
จักปรับสินไหมได้, ยังมิได้ทรงสอบสวน อย่ำปรับ."
พระรำชำ. เรำสอบสวนดูแล้ว จึงจักปรับ.
สิริคตต์. ดีละ พระเจ้ำข้ำ ถ้ำกระนั้น จงปรับเถิด.
ุ
พระรำชำ. ถ้ำกระนั้น จงพูด. สิริคตต์ กรำบทูลควำมเป็นไป
ุ
นั้นทั้งหมด ตังต้นแต่เรื่องนี้ว่ำ
้ "พระเจ้ำข้ำ สหำยของข้ำพระองค์
เป็นสำวกของนิครนถ์ เข้ำไปหำข้ำพระองค์แล้ว กล่ำวอย่ำงนี้
เนือง ๆ ในที่ยืนที่นั่งเป็นต้นว่ำ 'สหำย ประโยชน์อะไรของท่ำน
ด้วยพระสมณโคดมเล่ำ ? ท่ำนเข้ำไปหำพระสมณโคดมนั้น จักได้
อะไร ?" ดังนี้แล้ว กรำบทูลว่ำ "พระเจ้ำข้ำ ถ้ำกำรปรับสินไหม
ในเพรำะเหตุนี้ ควรแล้ว: ขอจงปรับเถิด." พระรำชำ ทอดพระเนตร
ครหทินน์แล้ว ตรัสว่ำ "นัยว่ำ เจ้ำพูดอย่ำงนั้น จริงหรือ ?"
ครหทินน์. จริง พระเจ้ำข้ำ.
- 144.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 142
พระรำชำ. เจ้ำคบพวกนิครนถ์ ผูไม่รแม้เหตุเพียงเท่ำนี้เที่ยวไป
้ ู้
อยู่ ด้วยคิดว่ำ 'เป็นครู' บอกแก่สำวกของพระตถำคตว่ำ 'ย่อมรู้
ทุกอย่ำง' เพรำะเหตุไร ? สินไหมอันเจ้ำยกขึ้นปรับ จงมีแก่เจ้ำเอง
เถิด.
ครหทินน์นั้นแล อันพระรำชำทรงปรับสินไหมแล้ว ด้วยอำกำร
อย่ำงนี้, พวกนิครนถ์ ผู้เข้ำถึงสกุลของครหทินน์นั้นนั่นแล อันสิริคุตต์
โบยไล่ออกแล้ว.
[ครหทินน์เตรียมแก้แค้นสิริคุตต์]
ครหทินน์นั้น โกรธสิริคตต์นั้นแล้ว จำำเดิมแต่นั้น ไม่พูดกับ
ุ
ด้วยสิริคตต์ เป็นเวลำประมำณกึ่งเดือน คิดว่ำ
ุ "กำรเที่ยวไปโดย
อำกำรอย่ำงนี้ ไม่ควรแก่เรำ, กำรที่เรำทำำควำมฉิบหำย แม้แก่พวก
ภิกษุผู้เข้ำถึงสกุลของสิริคุตต์นั้น ย่อมควร" ดังนีแล้ว จึงเข้ำไปหำ
้
สิริคุตต์ กล่ำวว่ำ "สหำย สิริคุตต์."
สิริคตต์. อะไร
ุ ? สหำย.
ครหทินน์. ธรรมดำญำติแลสหำยทั้งหลำย ย่อมมีกำรทะเลำะ
กันบ้ำง วิวำทกันบ้ำง, ท่ำนไม่พูดอะไร ๆ, เพรำะเหตุอะไร ท่ำนจึง
ทำำอย่ำงนั้น ?
สิริคตต์.
ุ สหำย ข้ำพเจ้ำไม่พูด ก็เพรำะท่ำนไม่พูดกับข้ำพเจ้ำ
กรรมใดอันข้ำพเจ้ำทำำแล้ว, กรรมนั้นจงเป็นอันทำำแล้วเถิด ; เรำทัง ๒
้
จักไม่ทำำลำยไมตรีกัน.
จำำเดิมแต่กำลนั้น สหำยทั้ง ๒ ย่อมยืน ย่อมนั่ง ในที่แห่งเดียว
- 145.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 143
กัน. ต่อมำในกำลวันหนึ่ง สิริคุตต์ กล่ำวกะครหทินน์ว่ำ "ประโยชน์
อะไรของท่ำนด้วยพวกนิครนถ์เล่ำ ? ท่ำนเข้ำไปหำนิครนถ์เหล่ำนั้น
จักได้อะไร ? กำรเข้ำไปหำพระศำสดำของเรำก็ดี กำรถวำยทำนแก่
พระผู้เป็นเจ้ำทังหลำยก็ดี จะไม่ควรแก่ท่ำนหรือ
้ ?" แม้ครหทินน์นั้น
ย่อมหวังเหตุนี้เหมือนกัน, เพรำะฉะนั้น คำำพูดของสิริคุตต์นั้น จึง
ได้เป็นเหมือนเกำที่แผลฝีด้วยเล็บ. แม้ครหทินน์นั้น ถำมสิริคุตต์ว่ำ
"พระศำสดำของท่ำนย่อมรู้อะไร ?"
สิริคตต์. ท่ำนผู้เจริญ ท่ำนอย่ำพูดอย่ำงนั้น, ขึ้นชื่อว่ำสิงอัน
ุ ่
พระศำสดำของเรำไม่รู้ไม่มี; พระศำสดำของเรำนั้น ย่อมรู้เหตุทง ั้
หมดต่ำงโดยเหตุที่เป็นอดีตเป็นต้น, ย่อมกำำหนดจิตของสัตว์ทั้งหลำย
โดยอำกำร ๑๖ อย่ำงได้.
ครหทินน์. ข้ำพเจ้ำไม่ทรำบอย่ำงนั้น, เพรำะเหตุอะไร ท่ำนจึง
ไม่บอกแก่ขำพเจ้ำ ตลอดกำลประมำณเท่ำนี้ ? ถ้ำกระนั้นท่ำนจงไป,
้
จงทูลนิมนต์พระศำสดำ เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ ข้ำพเจ้ำจักให้เสวย,
ท่ำนจงกรำบทูล เพื่อทรงรับภิกษำของข้ำพเจ้ำ พร้อมด้วยภิกษุ
๕๐๐ รูป.
สิริคตต์ เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำ ถวำยบังคมแล้ว กรำบทูลอย่ำง
ุ
"พระเจ้ำข้ำ ครหทินน์สหำยของข้ำพระองค์ สังให้ทูลนิมนต์
นี้ว่ำ ่
พระองค์, ทรำบว่ำ ขอพระองค์ทรงรับภิกษำของครหทินน์นั้นพร้อม
ด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปในวันพรุ่งนี้; ก็ในวันก่อนแล กรรมชื่อนี้ อัน
ข้ำพระองค์ทำำแล้ว แก่พวกนิครนถ์ ผู้เข้ำถึงสกุลของครหทินน์นั้น.
- 146.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 144
ข้ำพระองค์ย่อมไม่ทรำบ แม้กำรทำำตอบ แก่กรรมอันข้ำพระองค์
ทำำแล้ว, ข้ำพระองค์ไม่ทรำบ แม้ควำมที่ครหทินน์นั้น ใคร่จะ
ถวำยภิกษุแก่พระองค์ด้วยจิตอันบริสุทธิ์, พระองค์ทรงพิจำรณำ
แล้ว, หำกสมควร, จงทรงรับ, หำกไม่สมควร, อย่ำงทรงรับ." พระ
ศำสดำทรงพิจำรณำว่ำ "ครหทินน์นั้น ใคร่จะถวำยแก่เรำหรือหนอ
แล ?" ได้ทรงเห็นว่ำ "ครหทินน์นั้น ให้คนขุดหลุมใหญ่ในระหว่ำง
เรือน ๒ หลังแล้ว ให้คนนำำไม้ตะเคียนมำประมำณ ๘๐ เล่มเกวียน
จุดไฟแล้ว ต้องกำรจะให้เรำตกลงในหลุมถ่ำนเพลิงแล้วข่มขี่" ทรง
พิจำรณำอีกว่ำ "เพรำะเรำไปในที่นั้นเป็นปัจจัย ประโยชน์จะมีหรือ
ไม่มีหนอแล ?" ลำำดับนั้น ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่ำ "เรำจักเหยียดเท้ำ
บนหลุมถ่ำนเพลิง, เสื่อลำำแพนที่วำงปิดหลุมถ่ำนเพลิงนั้น จักหำยไป,
ดอกบัวใหญ่ประมำณเท่ำล้อ จักผุดขึ้นทำำลำยหลุมถ่ำนเพลิง, เมื่อ
เป็นเช่นนั้น เรำจักเหยียบกลีบบัว ไปนังบนอำสนะ, ภิกษุทั้ง ๕๐๐ จัก
่
ไปนั่งอย่ำงนั้นเหมือนกัน; มหำชนจักประชุมกัน, เรำจักทำำอนุโมทนำ
ด้วยคำถำ ๒ คำถำ ในสมำคมนั้น, ในเวลำจบอนุโมทนำ ควำม
ตรัสรู้ธรรม จักมีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน, สิริคุตต์และครหทินน์ จัก
เป็นโสดำบัน จักหว่ำนกองทรัพย์ของตน ๆ ในศำสนำ; กำรที่เรำ
อำศัยกุลบุตรนี้ไป ย่อมสมควร" ดังนี้แล้ว จึงทรงรับภิกษำ. สิริคตต์
ุ
ทรำบกำรรับของพระศำสดำแล้ว จึงบอกแก่ครหทินน์ แล้วบอกว่ำ
"ท่ำนจงทำำสักกำระแก่พระโลกเชฏฐ์."
- 147.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 145
[ครหทินน์เตรียมรับพระศำสดำ]
ครหทินน์ คิดว่ำ "บัดนี้ เรำจักรู้กิจที่ควรทำำแก่พระสมณโคคม
นั้น" จึงให้ขุดหลุมใหญ่ไว้ในระหว่ำงเรือน ๒ หลัง ให้นำำไม้ตะเคียน
มำประมำณ ๘๐ เล่มเกวียน ให้จุดไฟสุมตลอดคืนยังรุ่งแล้ว ให้ทำำ
กองถ่ำนเพลิงไม้ตะเคียนไว้ วำงไม้เรียบบนปำกหลุม ให้ปดด้วยเสื่อ
ิ
ลำำแพน ให้ทำด้วยโคมัย ลำดท่อนไม้ผุไว้โดยข้ำงหนึ่งแล้ว ให้ทำำทำง
เป็นที่ไป สำำคัญอยู่ว่ำ "ในเวลำที่พวกสมณะเหยียบแล้ว ๆ อย่ำงนี้
เมื่อท่อนไม้ทั้งหลำยหักแล้ว พวกสมณะจักกลิ้งตกไปในหลุมถ่ำยเพลิง."
ให้ตั้งตุ่มไว้ในภำคแห่งหลังเรือน โดยวิธีที่สิริคุตต์ตงแล้วเหมือนกัน ,
ั้
ให้ปูแม้อำสนะทั้งหลำยไว้อย่ำงนั้นเหมือนกัน. สิริคุตต์ไปเรือนของ
ครหทินน์นั้นแต่เช้ำตรูแล้ว กล่ำวว่ำ
่ "สหำย ท่ำนทำำสักกำระแล้ว
หรือ ?"
ครหทินน์. เออ สหำย
สิริคตต์. ก็ สักกำระนั่น อยู่ที่ไหน
ุ ?
ครหทินน์ ตอบว่ำ "จงมำ, จะดูกัน" แล้วแสดงของทังหมด ้
โดยวิธีที่สิริคุตต์แสดงแล้วเหมือนกัน. สิริคุตต์กล่ำวว่ำ "ดีละ
สหำย." มหำชน ประชุมแล้ว. ก็เมื่อพระศำสดำ อันคนผู้มจฉำ- ิ
ทิฏฐินิมนต์แล้ว, กำรประชุมใหญ่ ย่อมมี. ฝ่ำยพวกมิจฉำทิฏฐิ
ย่อมประชุมกัน ด้วยคิดว่ำ "พวกเรำจักเห็นประกำรอันแปลกของ
พระสมณโคดม." ฝ่ำยพวกสัมมำทิฏฐิ ย่อมประชุมกัน ด้วยคิดว่ำ
"วันนี้ พระศำสดำ จักทรงแสดงธรรมเทศนำอย่ำงใหญ่, พวกเรำ
- 148.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 146
จักกำำหนดพุทธวิสัย พุทธลีลำ." ในวันรุ่งขึ้น พระศำสดำ ได้เสด็จ
ไปประตูเรือนของครหทินน์ กับภิกษุ ๕๐๐ รูป. ครหทินน์นั้น ออก
จำกเรือนแล้ว ถวำยบังคมด้วยเบญจำงคประดิษฐ์ ยืนประคอง
อัญชลีอยู่เบื้องพระพักตร์ คิดว่ำ "พระเจ้ำข้ำ อุปัฏฐำกของพระ
องค์ บอกแก่ข้ำพระองค์อย่ำงนี้ว่ำ 'ได้ยินว่ำ พระองค์ย่อมทรง
ทรำบเหตุทุกอย่ำง ต่ำงโดยเหตุที่เป็นอดีตเป็นต้น, ย่อมทรงกำำหนด
จิตของสัตว์ทั้งหลำย โดยอำกำร ๑๖ อย่ำงได้, ถ้ำพระองค์ทรง
ทรำบอยู่, ขอพระองค์อย่ำเสด็จเข้ำไปสู่เรือนของข้ำพระองค์, เพรำะ
เมื่อพระองค์เสด็จเข้ำไปแล้ว ข้ำวยำคูไม่มีเลย ภัตเป็นต้นก็ไม่มี,
ก็แลข้ำพระองค์จักยังท่ำนทั้งหมด ให้ตกลงในหลุมถ่ำนเพลิงแล้ว
ข่มขี่;" ครั้นคิดอย่ำงนั้นแล้ว จึงรับบำตรของพระศำสดำ กรำบทูล
ว่ำ "ขอพระผู้มีพระภำค จงเสด็จมำทำงนี้" แล้วกรำบทูลว่ำ
"พระเจ้ำข้ำ ผูมำสู่เรือนของข้ำพระองค์ รู้ธรรมเนียมแล้วมำ จึง
้
สมควร."
พระศำสดำ. เรำทำำอย่ำงไร จึงควรเล่ำ ? ท่ำน.
ครหทินน์. ในเวลำที่ภิกษุรูปหนึ่ง ๆ เข้ำไปข้ำงหน้ำ นั่งแล้ว
ภิกษุอื่นมำในภำยหลัง จึงควร.
ได้ยินว่ำ ครหทินน์นั้น ได้มีควำมปริวิตกอย่ำงนี้ว่ำ "ภิกษุที่
เหลือ เห็นภิกษุผู้ไปข้ำงหน้ำ ตกลงในหลุมถ่ำนเพลิงแล้ว จักไม่มำ,
เรำจักให้ภิกษุตกลงทีละรูป ๆ เท่ำนั้น แล้วข่มขี่." พระศำสดำ ตรัส
ว่ำ "ดีละ" แล้วเสด็จเข้ำไปแต่พระองค์เดียว. ครหทินน์ ถึงหลุม
- 149.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 147
ถ่ำนเพลิงแล้ว ถอยออกไปยืนอยู่ กรำบทูลว่ำ "ขอพระองค์เสด็จ
ไปข้ำงหน้ำเถิด พระเจ้ำข้ำ."
[ครหทินน์เลื่อมใสพระพุทธเจ้ำ]
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ทรงเหยียดพระบำทลงเหนือหลุมถ่ำน
เพลิง, เสื่อลำำแพน หำยไปแล้ว, ดอกบัวประมำณเท่ำล้อผุดขึ้น
ทำำลำยหลุมถ่ำนเพลิง. พระศำสดำ ทรงเหยียบกลีบบัว เสด็จไป
ประทับนั่งลงบนพุทธอำสน์ ที่เขำปูลำดไว้. แม้ภิกษุทั้งหลำย ก็ไปนั่ง
บนอำสนะอย่ำงนั้นเหมือนกัน. ควำมเร่ำร้อนตังขึ้นแต่กำยของครห-
้
ทินน์แล้ว. เขำไปโดยเร็ว เข้ำไปหำสิริคุตต์ บอกว่ำ "นำย ขอ
ท่ำนจงเป็นที่พึ่งของข้ำพเจ้ำ."
สิริคตต์. นี่ อะไรกัน
ุ ?
ครหทินน์. ข้ำวยำคูหรือภัตเป็นต้น เพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป ไม่มี
ในเรือน, ข้ำพเจ้ำจะทำำอย่ำงไรหนอแล ?
สิริคตต์. ก็ท่ำนทำำอะไรไว้
ุ ?
ครหทินน์. ข้ำพเจ้ำให้คนทำำหลุมใหญ่ไว้ในระหว่ำงเรือน ๒ หลัง
เต็มด้วยถ่ำนเพลิง ด้วยหวังว่ำ 'จักให้พวกภิกษุตกไปในหลุมถ่ำน
เพลิงนั้นแล้วข่มขี่.' ทีนั้น ดอกบัวใหญ่ ผุดขึ้นทำำลำยหลุมถ่ำนเพลิง
นั้น, ภิกษุทั้งหมด เหยียบกลีบบัว เดินไปนั่งบนอำสนะที่เขำปูลำดไว้,
บัดนี้ ข้ำพเจ้ำจะทำำอย่ำงไร ?
สิริคตต์.
ุ ท่ำนแสดงแก่ขำพเจ้ำเดี๋ยวนี้เองว่ำ 'ตุ่มข้ำวยำคูเท่ำนี้,
้
ตุ่มภัตเป็นต้นเท่ำนี้, มิใช่หรือ ?.
- 150.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 148
ครหทินน์. นั้นเท็จ นำย, ตุมเปล่ำทั้งนั้น.
่
สิริคตต์. ช่ำงเถิด,
ุ ท่ำนจงไป, จงตรวจดูข้ำวยำคูเป็นต้น
ในตุ่มเหล่ำนั้น.
ในขณะนั้นนั่นเอง ข้ำยำคูในตุ่มทังหลำยใด อันครหทินน์นั้น
้
บอกแล้ว, ตุมเหล่ำนั้น เต็มด้วยข้ำวยำคูแล้ว, ภัตเป็นต้น ในตุม
่ ่
เหล่ำใด อันครหทินน์บอกแล้ว, ตุมเหล่ำนั้น ได้เต็มแล้วด้วยภัต
่
เป็นต้นเทียว. เพรำะได้เห็นสมบัตินั้น สรีระของครหทินน์ เต็มด้วยปีติ
และปรำโมทย์แล้ว, จิตเลื่อมใสแล้ว. เขำอังคำสภิกษุสงฆ์มีพระ
พุทธเจ้ำเป็นประมุข โดยควำมเคำรพ ใคร่จะให้ทรงทำำอนุโมทนำ
จึงรับบำตรของพระศำสดำ ผู้ทรงทำำภัตกิจเสร็จแล้ว.
[สัตว์ไม่รู้คุณพระศำสนำเพรำะไร้ปัญญำ]
พระศำสดำ เมื่อจะทรงทำำอนุโมทนำ ตรัสว่ำ "สัตว์เหล่ำนี้
ไม่รู้คุณแห่งสำวกของเรำ และแห่งพระพุทธศำสนำ เพรำะควำมไม่มี
ปัญญำจักษุนั่นเอง, สัตว์ผู้เว้นปัญญำจักษุ ชือว่ำผู้มอ, ผู้มีปญญำ
่ ื ั
ชื่อว่ำมีจักษุ" ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคำถำเหล่ำนี้ว่ำ :-
"ดอกบัวมีกลิ่นดี พึงเกิดในกองหยำกเยื่อ อัน
บุคคลทิ้งแล้วใกล้ทำงใหญ่ ดอกบัวนั้น พึงเป็นที่
ชอบใจ ฉันใด, สำวกของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำเมื่อ
๑. ที่แปลอย่ำงนั้น แปลตำมนัยอรรถกถำ. แต่บำงท่ำนแปล ตตฺถ เป็นวิเสสนะ ของ
สงฺกำร-
ธำนสุมึ.
- 151.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 149
ปุถุชนเป็นดังกองหยำกเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์
ล่วงซึ่งปุถุชนผูมืดทั้งหลำย ด้วยปัญญำ ฉันนั้น."
้
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ สงฺกำรธำนสฺมึ คือ ในที่ทิ้งหยำก
เยื่อ, อธิบำยว่ำ ในกองหยำกเยื่อ. สองบทว่ำ อุชฺฌิตสฺมึ มหำ-
ปเถ คือ อันบุคคลทิ้งแล้ว ใกล้ทำงใหญ่. บทว่ำ สุจิคนฺธ คือ
มีกลิ่นหอม. บทว่ำ มโนรม มีวิเครำะห์ว่ำ ใจย่อมยินดีในดอกบัวนี้
เหตุนั้น ดอกบัวนั้น ชือว่ำ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ. บทว่ำ สงฺกำร-
่
ภูเตสุ คือ เป็นดังหยำกเยื่อ. บทว่ำ ปุถุชฺชเน ควำมว่ำ ซึ่ง
โลกิยมหำชนทั้งหลำย ผูมีชื่ออันได้แล้วอย่ำงนั้น เพรำะยังกิเลสหนำ
้
ให้เกิด.
พระผู้มีพระภำคตรัสคำำนี้ไว้ว่ำ "ดอกบัวมีกลิ่นดี พึงเกิดใน
กองหยำกเยื่อ อันบุคคลทิ้งแล้ว ใกล้ทำงใหญ่ แม้ไม่สะอำดน่ำเกลียด
ปฏิกูล, ดอกบัวนั้น พึงเป็นที่ชอบใจ คือ พึงเป็นของน่ำใคร่ พึงใจ
ได้แก่ พึงเป็นของควรประดิษฐำนไว้เหนือกระหม่อมแห่งอิสรชน
ทั้งหลำย มีพระรำชำและมหำอำำมำตย์ของพระรำชำเป็นต้น ชื่อ
ฉันใด; สำวกของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ คือ ภิกษุผขีณำสพ ก็ฉันนั้น
ู้
เหมือนกัน, เมื่อปุถุชน แม้เป็นดังกองหยำกเยื่อเกิดแล้ว, แม้เกิดใน
ระหว่ำงแห่งมหำชน ผู้ไม่มีปัญญำ ไม่มีจักษุ ย่อมไพโรจน์ล่วง
ด้วยกำำลังแห่งปัญญำของตน เห็นโทษในกำมทังหลำย และอำนิสงส์
้
ในกำรออกบวช ออกบวชแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วง แม้ด้วยคุณสักว่ำ
- 152.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 150
กำรบรรพชำ, แม้ยก (ตน) ขึ้นสู่ศีล สมำธิ ปัญญำ วิมตติ-
ุ
วิมุตติญำณทัสสนะ ยิงกว่ำคุณสักว่ำกำรบรรพชำนั้น ก็ย่อมไพโรจน์
่
คือ งำมล่วง ซึงปุถุชนผู้มืดทังหลำย."
่ ้
[ครหทินน์กับสิริคุตต์บรรลุโสดำปัตติผล]
ในเวลำจบเทศนำ ควำมตรัสรู้ธรรม ได้มีแล้ว แก่สตว์ ๘ หมือน
ั
๔ พัน. ครหทินน์และสิริคุตต์บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว. ๒ คนนั้น หว่ำน
ทรัพย์ของตนทั้งหมดลงในพระพุทธศำสนำแล้ว. พระศำสดำได้เสด็จ
ลุกจำกอำสนะ ไปสู่วิหำร.
ภิกษุทั้งหลำย ยังกถำให้ตั้งขึ้นในโรงธรรมเวลำเย็นว่ำ "น่ำ
เลื่อมใส ธรรมดำคุณของพระพุทธเจ้ำ น่ำอัศจรรย์, ดอกบัวผุดขึ้น
ทำำลำยกองถ่ำนตะเคียน ชื่อเห็นปำนนั้นแล้ว." พระศำสดำเสด็จ
มำแล้ว ตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกัน
ด้วยกถำอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลำย กรำบทูลว่ำ "ด้วยกถำ
ชื่อนี้" แล้ว จึงตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย ข้อทีดอกบัวผุดขึ้นแต่กอง
่
ถ่ำนเพลิง เพื่อเรำผู้เป็นพระพุทธเจ้ำ ในกำลบัดนี้ ไม่นำอัศจรรย์
่
ในกำลก่อน ดอกบัวเหล่ำนั้น ก็ผุดขึ้นแล้ว เพื่อเรำ แม้ผู้เป็นโพธิสัตว์
เป็นไปอยู่ในประเทศญำณ," อันภิกษุเหล่ำนั้น ทูลอ้อนวอนว่ำ"ใน
กำลไร พระเจ้ำข้ำ, ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้ำพระองค์ทั้งหลำย"
ดังนีแล้ว จึงทรงนำำอดีตนิทำนมำ ตรัสขทิรังคำรชำดกว่ำ :-
้
๑. ขุ. ชำ. ๒๗/๑๓ ตทฏฺกถำ. ๑/๓๓๘.
- 153.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 151
"เรำมีเท้ำขึ้นเบื้องบน มีศีรษะลงเบื้องตำ่ำ จะ
ตกสู่เหวโดยแท้ เรำจักไม่ทำำกรรมอันมิใช่ของ
พระอริยะ; เชิญท่ำนรับก้อนข้ำวเถิด" ดังนี้แล.
เรื่องครหทินน์ จบ.
ปุปผวรรค วรรณนำ จบ.
วรรคที่ ๔ จบ.
- 154.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 152
๕. พำลวรรค วรรณนำ
๑. เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภพระเจ้ำ-
ปเสนทิโกศลและบุรุษคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ทีฆำ
ชำครโต รตฺติ" เป็นต้น.
[พระรำชำประทักษิณพระนคร]
ได้ยินว่ำ ในวันมหรสพวันหนึ่ง พระรำชำ พระนำมว่ำปเสนทิ-
โกศล ทรงช้ำงเผือกล้วนเชือกหนึ่ง ชื่อปุณฑรีกะ ซึงประดับประดำ
่
แล้ว ทรงทำำประทักษิณพระนครด้วยอำนุภำพแห่งพระรำชำอันใหญ่.
เมื่ออำชญำเป็นเหตุให้บุคคลลุกไป เป็นไปอยู่,โบย ด้วยวัตถุมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น
หนีไป ก็ยงเอี้ยวคอกลับ
ั
และดูอยู่นั่นแล. ได้ยินว่ำ ข้อนี้ เป็นผลแห่งทำนที่พระรำชำทังหลำย
้
ทรงถวำยดีแล้ว.
[อำำนำจควำมรัก]
ภรรยำของทุคคตบุรุษแม้คนใดคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่พื้นชั้นบนแห่ง
ปรำสำท ๗ ชั้น เปิดบำนหน้ำต่ำงบำนหนึ่ง พอแลดูพระรำชำแล้วก็หลบ
ไป. กำรหลบไปของหญิงนั้น ปรำกฏแก่พระรำชำ รำวกับว่ำ พระ
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธ์วงศ์ แปล. (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำ
มุนี)
๑. หมำยควำมว่ำ ตำำรวจกำำลังทำำกำรขับไล่คนไม่ยืนแกะกะทำงเสด็จ.
- 155.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 153
จันทร์เพ็ญเข้ำไปสู่กลีบเมฆ. ท้ำวเธอ ทรงมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์ใน
หญิงนั้น เป็นประหนึ่งว่ำ ถึงอำกำรพลัดตกจำกคอช้ำง ทรงรีบ
กระทำำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้ำสู่ภำยในพระรำชวัง ตรัส
กะอำำมำตย์คนสนิทนำยหนึ่งว่ำ "ปรำสำทที่เรำแลดูในที่โน้น เธอ
เห็นไหม ?"
อำำมำตย์. เห็น พระเจ้ำข้ำ.
พระรำชำ. เธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งในปรำสำทนั้นไหม ?
อำำมำตย์. ได้เห็น พระเจ้ำข้ำ.
พระรำชำ. เธอจงไป, จงรู้ควำมที่หญิงนั้น มีสำมีหรือไม่มีสำมี.
อำำมำตย์นั้นไปแล้ว ทรำบควำมที่หญิงนั้นมีสำมี จึงมำกรำบ
ทูลแก่พระรำชำว่ำ "หญิงนั้นมีสำมี." ทีนั้น เมื่อพระรำชำ ตรัสว่ำ
"ถ้ำกระนั้น เธอจงเรียกสำมีของหญิงนั้นมำ," อำำมำตย์นั้น ไปพูดว่ำ
"มำนีแน่ะ นำย, พระรำชำรับสังหำท่ำน." บุรุษนั้นคิดว่ำ "อัน
่ ่
ภัยพึงบังเกิดขึ้นแก่เรำ เพรำะอำศัยภรรยำ" เมื่อไม่อำจจะขัดขืน
พระรำชอำญำ จึงได้ไปถวำยบังคมพระรำชำ ยืนอยูแล้ว. ขณะนั้น
่
พระรำชำ ตรัสกะบุรุษนั้นว่ำ "เธอจงบำำรุงเรำ."
บุรุษ. ข้ำแต่สมมติเทพ อย่ำเลย, ข้ำพระองค์ ทำำกำรงำน
ของตน ถวำยส่วยแด่พระองค์อยู่, กำรเลี้ยงชีพนั้นแล จงมีแก่
ข้ำพระองค์เถิด.
พระรำชำ ตรัสว่ำ "เรำไม่มีควำมต้องกำรด้วยส่วยของเธอ, จำำเดิม
- 156.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 154
แต่วันนี้ไป เธอจงบำำรุงเรำ" แล้วให้พระรำชทำนโล่และอำวุธแก่
บุรุษนั้น.
ได้ยินว่ำ พระรำชำ ได้ทรงดำำริอย่ำงนี้ว่ำ "เรำจักยกโทษ
บำงอย่ำงของเขำขึ้นแล้วฆ่ำเสีย ริบเอำภรรยำ." ทีนั้น เขำกลัว
แต่มรณภัย เป็นผู้ไม่ประมำท บำำรุงพระรำชำนั้นแล้ว. พระรำชำ
ไม่ทรงเห็นชอง (โทษ) แห่งบุรุษนั้น เมื่อควำมเร่ำร้อนเพรำะกำม
เจริญอยู่. ทรงดำำริว่ำ "เรำจะยกโทษของบุรุษนั้นขึ้น สักอย่ำง
หนึ่ง แล้วลงรำชอำญำ" จึงรับสังให้เรียกบุรุษนั้นมำแล้ว ตรัสอย่ำง
่
นี้ว่ำ "ผู้เจริญ เธอจงไปจำกที่นี้สู่ที่ชื่อโน้น แห่งแม่นำ้ำในที่สุดประ-
มำณ ๕ โยชน์ นำำเอำดอกโกมุทดอกอุบลและดินสีอรุณมำ (ให้ทัน)
ในเวลำเรำอำบนำ้ำในเวลำเย็น, ถ้ำเธอไม่พึงมำในขณะนั้น, เรำจักลง
อำญำแต่เธอ."
[ควำมลำำบำกในรำชสำำนัก]
ได้ยินว่ำ เสวก (ผู้เข้ำเฝ้ำ) ลำำบำกกว่ำทำสแม้ทง ๔.
ั้ จริงอยู่
ทำสทังหลำย มีทำสที่เขำไถ่มำด้วยทรัพย์เป็นต้น ยังได้เพื่อจะพูดว่ำ
้
"ผมปวดศีรษะ, ผมปวดหลัง" แล้วพันผ่อน.
คำำที่ทำสทังหลำยกล่ำวแล้วได้พักผ่อนนั้น ย่อมไม่มแก่เสวก,
้ ี
เสวกควรทำำกำรงำนตำมรับสั่งเท่ำนั้น; เพรำะเหตุนั้น บุรุษนั้น คิด
อยู่ว่ำ "เรำต้องไปเป็นแน่แท้, ชื่อว่ำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและ
ดอกอุบล ย่อมเกิดในภพแห่งนำค, เรำจักได้ที่ไหน ?" กลัวแต่
มรณภัย ไปเรือนแล้ว กล่ำวว่ำ "หล่อน ภัตสำำหรับฉันสำำเร็จแล้ว
- 157.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 155
หรือ ?" ภรรยำ กล่ำวว่ำ "ยังตั้งอยู่บนเตำ นำย." เขำไม่อำจ
จะรออยู่ จนกว่ำภรรยำจะปลงภัตลงได้ จึงให้ภรรยำเอำกระบวยตัก
นำ้ำข้ำวเท (ปนกับ) ข้ำวทีแฉะนั้นเอง ลงในกระเช้ำพร้อมด้วยกับตำม
่
แต่จะได้ ถือเอำแล้ว เดินดุ่มไปแล้วสิ้นทำงโยชน์หนึ่ง.
เมื่อเขำกำำลังเดินไปนั่นแหละ ภัตได้สุกแล้ว. เขำแบ่งภัต
ไว้หน่อยหนึ่ง กระทำำไม่ให้เป็นเดนบริโภคอยู่ พบคนเดินทำงคนหนึ่ง
จึงกล่ำวว่ำ "ภัตหน่อยหนึ่งเท่ำนั้น ฉันแบ่งออกกระทำำไม่ให้เป็น
เดนมีอยู่, เธอจงรับไปบริโภคเถิด นำย." เขำรับไปบริโภคแล้ว.
แม่บุรุษนอกนี้ บริโภคแล้ว ก็โปรยภัตลงในนำ้ำกำำมือหนึ่ง บ้วนปำก
แล้ว ประกำศขึ้น ๓ ครั้งด้วยเสียงอันดังว่ำ "ขอพวกนำค ครุฑ
และเทวดำ ผู้สงอยูในประเทศแห่งแม่นำ้ำนี้ จงฟังคำำของข้ำพเจ้ำ;
ิ ่
พระรำชำทรงปรำรถนำจะลงอำชญำแก่ข้ำพเจ้ำ ทรงบังคับข้ำพเจ้ำ
ว่ำ "เธอจงนำำเอำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมำ," ก็ภัตที่
ข้ำพเจ้ำให้แก่มนุษย์เดินทำงแล้ว, ทำนที่ข้ำพเจ้ำให้แล้วนั้น มีอำนิสงส์
ตังพัน, ภัตที่ข้ำพเจ้ำให้แก่ปลำทั้งหลำยในนำ้ำ, ทำนที่ขำพเจ้ำให้นั้น
้ ้
มีอำนิสงส์ตงร้อย, ข้ำพเจ้ำให้ผลบุญประมำณเท่ำนี้ ให้เป็นส่วนบุญ
ั้
แก่ท่ำนทั้งหลำย; ท่ำนทั้งหลำยจงนำำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอก
อุบลมำให้แก่ข้ำพเจ้ำเถิด."
พระยำนำค ผู้อำศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้น จึงไปสู่
สำำนักบุรุษนั้น ด้วยเพศแห่งคนแก่ กล่ำวว่ำ "ท่ำนพูดอะไร ? บุรุษ
นั้น จึงกล่ำวซำ้ำอย่ำงนั้นนั่นแหละ, เมื่อพระยำนำค กล่ำวว่ำ "ท่ำน
- 158.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 156
จงให้ส่วนบุญนั้นแก่เรำ," "เรำให้ นำย" เมื่อพระยำ
จึงกล่ำวว่ำ
นำค กล่ำวแม้อีกว่ำ "ท่ำนจงให้," ก็กล่ำว (ยืนคำำ) ว่ำ "เรำให้
นำย." พระยำนำคนั้น ให้นำำส่วนบุญมำอย่ำงนั้นสิ้น ๒-๓ ครำวแล้ว
จึงได้ให้ดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล (แก่บุรุษนั้น).
ฝ่ำยพระรำชำ ทรงดำำริว่ำ "ธรรมดำมนุษย์ทงหลำย มีมนต์
ั้
มำก, ถ้ำบุรุษนั้น พึงได้ (ของนั้น) ด้วยอุบำยบำงอย่ำงไซร้, กิจ
ของเรำก็ไม่พึงสำำเร็จ," ท้ำวเธอรับสั่งให้ปิดประตู (เมือง) เสียแต่
วันทีเดียว แล้วให้นำำลูกดำลไปยังสำำนักของพระองค์.
บุรุษแม้นอกนี้ มำทันในเวลำพระรำชำทรงสรงสนำนเหมือน
กัน เมื่อไม่ได้ประตู จึงเรียกคนยำมประตู กล่ำวว่ำ "ท่ำนจงเปิด
ประตู." คนยำมประตูกล่ำวว่ำ "เรำไม่อำจจะเปิดได้, พระรำชำ
รับสั่งให้นำำลูกดำลไปสู่พระรำชมนเทียรแต่กำลยังวันทีเดียว." บุรุษ
นั้น แม้บอกว่ำ "เรำเป็นรำชทูต, ท่ำนจงเปิดประตู" เมื่อไม่ได้
ประตู จึงคิดว่ำ "บัดนี้ เรำจะไม่มีชีวต, เรำจักทำำอย่ำงไรหนอ
ิ
แล ?" แล้วโยนก้อนดินไปที่ธรณีประตูข้ำงบน แขวนดอกไม้ไว้บน
ธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องขึ้น ๓ ครั้งว่ำ "ชำวพระนคร ผู้เจริญ
ทั้งหลำย ขอท่ำนทั้งหลำย จงรู้ควำมที่กิจอันข้ำพเจ้ำกระทำำตำม
รับสั่งของพระรำชำแล้วเถิด; พระรำชำทรงใคร่จะยังเรำให้พินำศ ด้วย
เหตุไม่สมควร" "เรำจักไปที่ไหนหนอแล ? ได้ทำำ
แล้วคิดอยู่ว่ำ
ควำมตกลงใจว่ำ "ธรรมดำภิกษุทั้งหลำย มีใจอ่อนโยน, เรำจักไป
สู่วิหำรแล้วนอน." ธรรมดำสัตว์เหล่ำนี้ ในเวลำได้รับสุข ไม่ทรำบ
- 159.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 157
แม้ควำมที่ภิกษุทั้งหลำยมีอยู่ พอถูกทุกข์ครอบงำำ จึงปรำรถนำ
จะไปวิหำร; เพรำะเหตุนั้น แม้บุรุษนั้น ก็คิดว่ำ "ที่พึ่งอย่ำงอื่น
ของเรำไม่มี" จึงไปยังวิหำร นอนอยู่ในที่สำำรำญแห่งหนึ่ง แม้เมื่อ
พระรำชำ ไม่ได้กำรหลับอยู่ตลอดรำตรี ทรงรำำพึงถึงหญิงอยู่,
ควำมรุ่มร้อนเพรำะกำมเกิดขึ้นแล้ว. ท้ำวเธอทรงคิดว่ำ "ในขณะ
ที่รำตรีสว่ำงแล้วนั่นแหละ เรำจักให้ฆ่ำบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำำเอำ
หญิงนั้นมำ."
[เรื่องของเปรตผู้กล่ำวอักษร ทุ. ส. น. โส.]
ในขณะนั้นนั่นแล บุรุษ ๔ คนที่เกิด ในนรกชื่อโลหกุมภี ซึง
่
ลึกได้ ๖๐ โยชน์ ถูกไฟนรกไหม้กลิ้งไปมำอยู่ ดุจข้ำวสำรในหม้อที่
กำำลังเดือดพล่ำน (จมลงไป) ถึงพื้นภำยใต้ ๓ หมื่นปีแล้ว (ลอด
ขึ้นมำ) ถึงที่ขอบปำกอีกโดย ๓ หมื่นปีอีก. สัตว์นรกเหลำนั้น ยก
ศีรษะขึ้นและดูกันและกันแล้ว ปรำรถนำเพื่อจะกล่ำวคำถำตนละคำถำ
(แต่) ไม่อำจจะกล่ำวได้ จึงกล่ำวอักษรตนและอักษร แล้วหมุนกลับไป
สู่โลหกุมภีอย่ำงเดิม.
พระรำชำ เมื่อไม่ทรงได้กำรหลับ ได้ยินเสียงนั้นในระหว่ำงแห่ง
มัชฌิมยำม ทรงหวำดหวั่น มีพระทัยสะดุง ทรงดำำริว่ำ
้ "อันตรำย
แห่งชีวิต จักมีแก่เรำหรือหนอ ? หรือจักมีแก่พระอัครมเหสี, หรือ
รำชสมบัตของเรำจักพินำศ ?," ไม่อำจหลับพระเนตรทั้ง ๒ ได้ตลอดคืน
ิ
ยังรุ่ง. พอเวลำอรุณขึ้น ท้ำวเธอรับสั่งให้หำปุโรหิตมำแล้ว ตรัสว่ำ
"อำจำรย์ เสียงที่น่ำกลัวอย่ำงใหญ่ เรำได้ยินในระหว่ำงแห่งมัชฌิมยำม.
- 160.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 158
เรำไม่ทรำบว่ำ 'อันตรำยจักมีแก่รำชสมบัติ หรือแก่พระมเหสี แก่เรำ
หรือแก่ใคร ?' เพรำะเหตุนั้น เรำจึงให้เชิญท่ำนมำ."
[พรำหมณ์โง่ให้พระรำชำบูชำยัญ]
ปุโรหิต. ข้ำแต่มหำรำช เสียงที่พระองค์ทรงสดับอย่ำงไร ?
รำชำ. อำจำรย์ เรำได้ยินเสียงเหล่ำนี้ว่ำ 'ทุ. ส. น. โส.' ท่ำน
จงใคร่ครวญผลสำำเร็จแห่งเสียงเหล่ำนี้ดู.
เหตุอะไร ๆ ย่อมไม่ปรำกฏแก่พรำหมณ์ รำวกะเข้ำไปสู่ที่มืด
ใหญ่. ปุโรหิตนั้นกลัวว่ำ "ก็เมื่อเรำทูลว่ำ 'ข้ำพระองค์ไม่ทรำบ' ดังนี้
ลำภสักกำระของเรำจักเสื่อม" จึงทูลว่ำ "ข้ำแต่มหำรำช เหตุนี้หนัก."
รำชำ. เหตุอะไร ? อำจำรย์.
ปุโรหิต. อันตรำยแห่งชีวิต จะปรำกฏแก่พระองค์.
พระรำชำทรงหวำดหวั่นตั้ง ๒ เท่ำ ตรัสว่ำ "อำจำรย์ เหตุ
เครื่องบำำบัดอะไร ๆ มีอยู่หรือ ?"
ปุโรหิต. มีอยูมหำรำช, พระองค์อย่ำทรงหวำดหวั่นเลย, ข้ำ
่
พระองค์รู้พระเวท ๓ รำชำ. เรำได้อะไรเล่ำ ? จึงจะควร.
ปุโรหิต. ขอเดชะ พระองค์ทรงบูชำยัญ มีสัตว์อย่ำงละ ๑๐๐
ทุกอย่ำงแล้ว จักได้ชีวิต.
รำชำ. ได้อะไร ? จึงควร
๑. เวท ๓ คือ อิรุพเพท เป็นคัมภีร์มีคำถำกล่ำวถึงชื่อเทวดำและอ้อนวอนขอให้ช่วย
กำำจัดภัย
ต่ำง ๆ ๑ ยชุพเพท เป็นคัมภีร์กล่ำวถึงพิธีกำรบูชำยัญ เช่น เช่นสรวงต่ำง ๆ ๑ สำม
เพท เป็น
คัมภีร์กล่ำวถึงอุบำยชนะศึก ๑.
- 161.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 159
ปุโรหิตนั้น เมื่อจะให้จับปำณชำติชนิดหนึ่ง ๆ ให้ได้ชนิด
ละ ๑๐๐ อย่ำงนี้ คือ ช้ำง ๑๐๐ ม้ำ ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ แม่โคนม ๑๐๐
แพะ ๑๐๐ แกะ ๑๐๐ ไก่ ๑๐๐ สุกร ๑๐๐ เด็กชำย ๑๐๐ เด็กหญิง ๑๐๐,
จึงคิดว่ำ "ถ้ำเรำจักให้จับเอำแต่จำำพวกเนื้อเท่ำนั้น, ชนทังหลำยก็จะ
้
พูดว่ำ 'ปุโรหิต ให้จับเอำแต่สตว์ที่เป็นของกินได้สำำหรับตนเท่ำนั้น;"
ั
เพรำะเหตุนั้น จึงให้จับทังพวก ช้ำง ม้ำ และมนุษย์
้ (ด้วย). พระ
รำชำทรงดำำริว่ำ "ควำมเป็นอยู่ของเรำนั่นแหละเป็นลำภของเรำ" จึง
ตรัสว่ำ "ท่ำนจงจับสัตว์ทุกชนิดเร็ว." พวกมนุษย์ผู้ที่ได้รับสัง ก็จับ
่
เอำมำกเกินประมำณ.
[บำลีโกสลสังยุตต์]
จริงอยู่ พระธรรมสังคำหกำจำรย์ กล่ำวแม้คำำนี้ไว้ในโกสล-
สังยุตต์วำ "ก็โดยสมัยนั้นแล ยัญใหญ่เป็นอำกำรปรำกฏเฉพำะ
่
แก่พระเจ้ำปเสนทิโกศลแล้ว, โคอุสภะ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคตัวเมีย
๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ๕๐๐ ถูกนำำเข้ำไปหำหลักแล้ว เพื่อประโยชน์
แก่ยัญ, สัตว์เหล่ำนั้นแม้ใด คือทำสก็ดี, ทำสีก็ดี, คนใช้ก็ดี, กรรมกร
ก็ดี, ย่อมมีเพื่อยัญนั้น, สัตว์แม้เหล่ำนั้น ถูกเขำคุกคำมด้วยอำชญำ
ถูกภัยคุกคำมแล้ว มีหน้ำชุ่มด้วยนำ้ำตำ ร้องไห้ กระทำำบริกรรม
(ครำ่ำครวญ) อยู่."
[พระนำงมัลลิกำทรงเปลื้องทุกข์ของสัตว์]
มหำชน ครำ่ำครวญอยู่เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญำติของตน ๆ ได้
๑. ส. ส. ๑๕/๑๐๙.
- 162.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 160
ร้องเสียงดังแล้ว; เสียงนั้น ได้เป็นรำวกะว่ำเสียงถล่มแห่งมหำปฐพี.
ครั้งนั้น พระนำงมัลลิกำเทวี ทรงสดับเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปสู่รำชสำำนัก
ทูลถำมว่ำ "ข้ำแต่มหำรำช เพรำะเหตุไรหนอแล ? พระอินทรีย์ของ
พระองค์ไม่เป็นปกติ, พระองค์ย่อมทรงปรำกฏดุจมีพระรูปอิดโรย."
รำชำ. ประโยชน์อะไรของเธอเล่ำ ? มัลลิกำ, เธอไม่รู้อสรพิษ
เลื้อยอยู่ในที่ใกล้หูของเรำหรือ ?
มัลลิกำ. นั่นเหตุอะไร ? พระเจ้ำข้ำ.
รำชำ. ในส่วนรำตรี เรำได้ยินเสียงชื่อเห็นปำนนี้, เรำจึงถำม
ปุโรหิต ได้สดับว่ำ 'อันตรำยแห่งชีวิตย่อมปรำกฏแก่พระองค์, พระ
องค์ทรงบูชำยัญ มีสตว์ชนิดละ ๑๐๐ ทุกชนิดแล้ว จักได้ชีวิต' เรำ
ั
จึงคิดว่ำ 'ควำมเป็นอยู่ของเรำนั่นแหละ เป็นลำภของเรำ' จึงสั่งให้
จับสัตว์เหล่ำนี้ไว้แล้ว.
พระนำงมัลลิกำเทวี ทูลว่ำ "ข้ำแต่มหำรำช พระองค์เป็นคน
อันธพำล; ทรงมีภักษำมำก พระองค์ยอมเสวยโภชนะอันหุงด้วยข้ำว
่
ตังทะมำน มีสูปะและพยัญชนะหลำก ๆ หลำยอย่ำง, พระองค์ทรงรำชย์
้
ในแคว้นทั้ง ๒ ก็จริง, แต่พระปัญญำของพระองค์ยังเขลำ."
รำชำ. เพรำะเหตุไร ? เธอจึงพูดอย่ำงนั้น.
มัลลิกำ. กำรได้ชีวิตของคนอื่น เพรำะกำรตำมของคนอื่น
พระองค์เคยเห็น ณ ทีไหน ? เพรำะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชือถ้อย
่ ่
คำำของพรำหมณ์ผู้อันพำลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนขอมหำชน
เล่ำ ? พระศำสดำ ผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญำณ
- 163.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 161
ไม่ขดข้องในกำลทังหลำยมีอดีตกำลเป็นต้น ประทับอยู่ในพระวิหำร
ั ้
ใกล้เคียง, พระองค์ทูลถำมพระศำสดำนั้นแล้ว จงทรงกระทำำตำม
พระโอวำทของพระองค์เถิด.
ครังนั้นแล พระรำชำ เสด็จไปวิหำรกับพระนำงมัลลิกำ ด้วย
้
ยำนเบำ ถูกมรณภัยคุกคำมแล้ว ไม่อำจจะทูลอะไร ๆ ได้ ถวำย
บังคมพระศำสดำแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้ำงหนึ่ง. ลำำดับนั้น พระ-
ศำสดำทรงทักทำยพระรำชำนั้นก่อนว่ำ "เชิญเถิด มหำบพิตร
พระองค์เสด็จมำจำกไหนแต่ยังวันนักเล่ำ ?" พระรำชำแม้นั้น ก็ทรง
นั่งนิ่งเงียบเสีย. ลำำดับนั้น พระนำงมัลลิกำ กรำบทูลแด่พระผุ้มี-
พระภำคว่ำ ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทรำบว่ำ พระรำชำทรงสดับเสียง
(ประหลำด) ในระหว่ำงแห่งมัชฌิมยำม, เมื่อเช่นนั้นท้ำวเธอจึงทรง
บอกเหตุนั้นแก่ปุโรหิต, ปุโรหิต กรำบทูลว่ำ 'อันตรำยแห่งชีวิต
จักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่ำงละ ๑๐๐ ทุกชนิด บูชำยัญ
ด้วยโลหิตในคอของสัตว์เหล่ำนั้น เพื่อประโยชน์แก่อันขจัดอันตรำยนั้น ,
พระองค์จักได้ชีวิต,' พระรำชำให้จับสัตว์ไว้เป็นอันมำก; เพรำะเหตุนั้น
หม่อนฉันจึงนำำพระรำชำมำ ณ ที่นี้."
พระศำสดำ. ได้ยินว่ำ อย่ำงนั้นหรือ ? มหำบพิตร.
รำชำ. อย่ำงนั้น พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. เสียง พระองค์ทรงสดับแล้ว อย่ำงไร ?
พระรำชำนั้น ทูลโดยทำำนองที่พระองค์สดับแล้ว. แสงสว่ำงเป็น
อันเดียวได้ปรำกฏแด่พระตถำคต เพรำะทรงสดับเนื้อควำมนั้น. ลำำดับ
- 164.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 162
นั้น พระศำสดำ ตรัสกะพระรำชำนั้นว่ำ "พระองค์อย่ำงทรงหวำด-
หวั่นเลย มหำบพิตร, อันตรำยไม่มแก่พระองค์, สัตว์ทั้งหลำย
ี
ผู้มีกรรมลำมก เมื่อกระทำำทุกข์ของตน ๆ ให้แจ้ง จึงกล่ำวอย่ำงนี้ ."
พระรำชำ ทูลว่ำ "ก็กรรมอะไร ? อันสัตว์เหล่ำนั้นกระทำำไว้ พระ
เจ้ำข้ำ."
[พระศำสดำทรงแสดงโทษปรทำริกกรรม]
พระผู้มีพระภำค เมื่อจะทรงแสดงกรรมของสัตว์นรกเหล่ำนั้น
จึงตรัสว่ำ"ถ้ำกระนั้น พระองค์จงทรงสดับ มหำบพิตร" แล้ว
ทรงนำำอดีตนิทำนมำ (ตรัส) ว่ำ :-
"ในอดีตกำล เมื่อมนุษย์มีอำยุ ๒ หมื่นปี, พระผู้มีพระภำค
พระนำมว่ำ กัสสป อุบัติขึ้นในโลก เสด็จเทียวจำริกไปกับด้วยพระ-
่
ขีณำสพ ๒ หมื่น ได้เสด็จถึงกรุงพำรำณสี. ชำวกรุงพำรำณสี ๒ คนบ้ำง
๓ คนบ้ำง มำกกว่ำบ้ำง รวมเป็นพวกเดียวกัน ยังอำคันตุกทำนให้
เป็นไปแล้ว. ในกำลนั้น ในกรุงพำรำณสีได้มีเศรษฐีบุตร ๔ คน มี
สมบัติ ๔๐ โกฏิ เป็นสหำยกัน เศรษฐีบุตรเหล่ำนั้น ปรึกษำกันว่ำ "ใน
เรือนของพวกเรำมีทรัพย์มำก, พวกเรำจะกระทำำอะไรด้วยทรัพย์นั้น."
เมื่อพระพุทธเจ้ำเห็นปำนนั้น เสด็จเที่ยวจำริกไปอยู่ บรรดำ
เศรษฐีบุตรเหล่ำนั้น มิได้กล่ำวว่ำ "พวกเรำจักถวำยทำน, จัก
กระทำำบุชำ, จักรักษำศีล," คนหนึ่งกล่ำวอย่ำงนี้ก่อนว่ำ "พวกเรำ
ดื่มสุรำที่เข้ม เคี้ยวกินเนื้อที่มีรสอร่อย จักเที่ยวไป, ชีวิตนี้ของพวกเรำ
จักมีผล."
- 165.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 163
อีกคนหนึ่ง กล่ำวอย่ำงนี้ว่ำ "พวกเรำจักบริโภคภัตแห่งข้ำวสำร
แห่งข้ำวสำลีมีกลิ่นหอมที่เก็บค้ำงไว้ ๓ ปี ด้วยรสเลิศต่ำง ๆ เทียวไป."
่
อีกคนหนึ่ง กล่ำวอย่ำงนี้ว่ำ "พวกเรำจักให้เขำทอดของควร
เคี้ยวแปลก ๆ มีประกำรต่ำง ๆ เคี้ยวกินเที่ยวไป."
อีกคนหนึ่ง กล่ำวอย่ำงนี้ว่ำ "แน่ะเพื่อน พวกเรำจักไม่กระทำำ
กิจอะไร ๆ แม้อย่ำงอื่น, หญิงทั้งหลำย เมือเรำกล่ำวว่ำ 'จักให้
่
ทรัพย์,' ชื่อว่ำไม่ปรำรถนำ ย่อมไม่มี; เพรำะเหตุนั้น พวกเรำรวบรวม
ทรัพย์ไว้แล้ว จักประเล้ำประโลม (หญิง) ทำำปรทำริกกรรม (กำร
ประพฤติผดในภรรยำของชำยอื่น)."
ิ
เศรษฐีบุตรทังหมด รับคำำว่ำ "ตีละ ๆ " ได้ตั้งอยูในถ้อยคำำ
้ ่
ของคนที่ ๔ นั้น. จำำเดิมแต่นั้นมำ เศรษฐีบุตรเหล่ำนั้น ส่งทรัพย์ไป
เพื่อ (บำำเรอ) หญิงที่มีรูปงำม กระทำำปรทำริกกรรมตลอด ๒ หมื่นปี
กระทำำกำละแล้ว บังเกิดในเวจีมหำนรก.
เศรษฐีบุตรเหล่ำนั้น ไหม้แล้วในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง กระทำำ
กำละในนรกนั้น ด้วยเศษผลกรรม ก็เกิดในโลหกุมภีนรก (อันลึก)
๖๐ โยชน์ (จมลง) ถึงพื้นภำยใต้ ๓ หมื่นปี (ลอยขึ้นมำ) ถึงปำก
หม้อโดย ๓ หมื่นปีอีก เป็นผูใคร่จะกล่ำวคำถำตนละคำถำ (แต่) ไม่
้
อำจจะกล่ำวได้ กล่ำวตนละอักษรแล้ว ก็หมุนกลับเข้ำไปสู่หม้ออย่ำง
เดิมอีก, พระองค์จงบอก มหำบพิตร, พระองค์ได้สดับเสียงชื่อ
อย่ำงไร ? ทีแรก."
พระรำชำ. เสียงว่ำ ทุ. พระเจ้ำข้ำ.
- 166.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 164
พระศำสดำ เมื่อจะทรงแสดงคำถำที่สตว์นรกนั้น กล่ำวไม่เต็ม
ั
ทำำให้เต็ม จึงตรัสอย่ำงนี้ว่ำ :-
"เรำทั้งหลำยเหล่ำใด มีอยู่ ไม่ได้ถวำยทำน, ไม่ได้ทำำที่
พึ่งแก่ตน,
พวกเรำเหล่ำนั้น จัดว่ำมีชีวิตอยู่ชั่วช้ำแล้ว."
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ครั้นทรงประกำศเนื้อควำมแห่งคำถำนี้
แก่พระรำชำแล้ว จึงตรัสถำมว่ำ "มหำบพิตร เสียงที่ ๒, เสียงที่ ๓.
เสียงที่ ๔, พระองค์ได้สดับอย่ำงไร ?" เมื่อพระรำชำทูลว่ำ "ชืออย่ำงนี้
่
พระเจ้ำข้ำ" เมื่อจะทรงยังอรรถที่เหลือให้บริบูรณ์ จึงตรัส (คำถำ) ว่ำ :-
"เมื่อเรำทั้งหลำย ถูกไฟไหม้อยู่ในนรก ครบ ๖
หมื่นปี โดยประกำรทั้งปวง, เมื่อไร ที่สุดจัก
ปรำกฏ ? ผู้นิรทุกข์ทั้งหลำย ที่สดย่อมไม่มี,
ุ
ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ? ที่สดจะไม่ปรำกฏ. เพรำะ
ุ
ว่ำ กรรมชั่ว อันเรำและท่ำนได้กระทำำไว้แล้ว
ในกำลนั้น. เรำนั้นไปจำกที่นี่แล้ว ได้กำำเนิด
เป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้ถ้อยคำำที่ยำจกกล่ำว ถึง
พร้อมด้วยศีล ทำำกุศลให้มำกแน่. พระศำสดำ ครั้นตรัสคำถำ
เหล่ำนี้โดยลำำดับ ประกำศเนื้อควำม
แล้ว จึงตรัสว่ำ "มหำบพิตร ชนทั้ง ๔ นั้น ปรำรถนำจะกล่ำวคำถำ
๑. ปำฐะว่ำ เยสนฺโน ฯ เยสโน เป็น ฉกฺฺีปจฺจตฺตตฺถ ฯ ลำงปำฐะว่ำ เย สนฺเต ก็มี
ฯ
๒. ขุ. เปต. ๒๖/๒๕๗.
- 167.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 165
ตนละคำถำ เมื่อไม่อำจจะกล่ำวได้ กล่ำวตนละอักษรเท่ำนั้น แล้วเข้ำ
ไปสู่โลกกุมภีนั้นนั่นแลอีก ด้วยประกำรฉะนี้แล."
ได้ยินว่ำ จำำเดิมแต่กำลแห่งเสียงนั้น อันพระเจ้ำปเสนทิโกศล
ทรงสดับแล้ว ชนเหล่ำนั้น พลัดลงไป ณ ภำยใต้อย่ำงเดิม แม้จนวันนี้
ก็ยังไม่ล่วงหนึ่งพันปี. ควำมสังเวชใหญ่ ได้เกิดขึ้นแก่พระรำชำ เพรำะ
ทรงสดับเทศนำนั้น. ท้ำวเธอทรงดำำริว่ำ "ชือว่ำปรทำริกรรมนี้
่
หนักหนอ, ได้ยินว่ำ ชนทัง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรก ตลอดพุทธันดร
้
หนึ่ง จุติจำกอเวจีนรกนั้นแล้ว เกิดในโลหกุมภี อันลึก ๖๐ โยชน์
ไหม้แล้วในโลหกุมภีนั้นจำกทุกข์ของชนเหล่ำนั้น ยังไม่ปรำกฏ; แม้เรำทำำควำมเยื่อใย
ใน
ภรรยำของชำยอื่น ไม่ได้หลับตลอดคืนยังรุง,
่ บัดนี้ จำำเดิมแต่นี้ไป
เรำจักไม่ผูกควำมพอในในภรรยำของชำยอื่นละ" จึงกรำบทูลพระ-
ตถำคตว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ำพระองค์ทรำบควำมทีแห่งรำตรี
่
นำนในวันนี้."
ฝ่ำยบุรุษนั้น นั่งอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ฟังถ้อยคำำนั้นแล้ว คิดว่ำ
"ปัจจัยมีกำำลัง เรำได้แล้ว" จึงกรำบทูลพระศำสดำว่ำ "ข้ำแต่
พระองค์ผู้เจริญ พระรำชำ ทรงทรำบควำมที่แห่งรำตรีนำน ในวันนี้
ก่อน, ส่วนข้ำพระองค์เองได้ทรำบควำมทีแห่งโยชน์ไกลในวันวำน."
่
พระศำสดำ ทรงเทียบเคียงถ้อยคำำของคนแม้ทั้ง ๒ แล้ว ตรัสว่ำ
๑. คำำว่ำ อฏฺ----สี. ม. ยุ. เป็น ตตฺถ----
- 168.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 166
"รำตรีของคนบำงคนย่อมเป็นเวลำนำน, โยชน์ของคนบำงคนเป็นของ
ไกล, ส่วนสงสำรของคนพำลย่อมเป็นสภำพยำว" เมื่อจะทรงแสดง
ธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"รำตรีของคนผูตื่นอยู่ นำน, โยชน์ของคน
้
ล้ำแล้ว ไกล, สงสำรของคนพำลทังหลำย ้
ผู้ไม่รู้อยู่ซงสัทธรรม ย่อมยำว."
ึ่
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ ทีฆำ เป็นต้น ควำมว่ำ ชื่อว่ำรำตรี
นี้มีเพียง ๓ ยำมเท่ำนั้น, แต่สำำหรับผูตื่นอยู่ อยูข้ำงนำน คือว่ำ ย่อม
้ ่
ปรำกฏเป็นรำวกะว่ำ ๒ เท่ำ ๓ เท่ำ; บุคคลผู้เกียจคร้ำนมำก ทำำตน
ให้เป็นเหยื่อของหมู่เรือด นอนกลิ้งเกือกอยูตลอดจนพระอำทิตย์ขึ้น
่
ก็ดี ผู้เสพกำม บริโภคโภชนะที่ดีแล้ว นอนอยูบนที่นอนอันเป็นสิริก็ดี
่
ย่อมไม่รู้ควำมที่รำตรีนั้นนำน, ส่วนพระโยคำวจร ผูเริ่มตั้งควำมเพียร
้
ตลอดคืนยังรุ่งก็ดี พระธรรมกถึก แสดงพระธรรมกถำตลอดคืนยังรุ่ง
ก็ดี บุคคลผู้นั่งฟังธรรมอยู่ในที่ใกล้อำสนะตลอดคืนยังรุ่งก็ดี ผู้ที่ถูก
โรคทั้งหลำย มีโรคในศีรษะเป็นต้นถูกต้องแล้ว หรือผู้ถึงทุกข์ มีกำร
ตัดมือและเท้ำเป็นต้น ถูกเวทนำครอบงำำก็ดี คนเดินทำงไกล เดินทำง
ตลอดคืนก็ดี ย่อมรู้ควำมที่รำตรีนั้นนำน.
บทว่ำ โยชน เป็นต้น ควำมว่ำ แม้โยชน์ก็มีเพียง ๔ คำวุต
เท่ำนั้น, แต่สำำหรับผู้ล้ำแล้ว คือผู้บอบชำ้ำแล้ว อยู่ขำงไกล คือว่ำ ย่อม
้
ปรำกฏเป็นรำวกะว่ำ ๒ เท่ำ ๓ เท่ำ. จริงอยู่ คนเดิมทำงตลอดทังวัน
้
- 169.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 167
ล้ำแล้ว พบคนเดินสวนทำงมำ ถำมว่ำ "บ้ำนข้ำงหน้ำไกลเท่ำไร ?"
เมื่อเขำบอกว่ำ "โยชน์หนึ่ง," ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ถำมคนแม้
อื่นอีก, "โยชน์หนึ่ง," ไปได้หน่อยหนึ่ง
แม้เมื่อคนอื่นนั้นบอกว่ำ
อีก ก็ถำมแม้คนอื่นอีก, แม้เขำก็กล่ำวว่ำ "โยชน์หนึ่ง," คน
เหล่ำนั้น ถูกคนผู้เดินทำงนั้นถำมแล้ว ๆ ก็บอกว่ำ "โยชน์หนึ่ง,"
เขำคิดว่ำ "โยชน์นี้ ไกลจริงหนอ" ย่อมสำำคัญโยชน์หนึ่งเป็นรำว
กับว่ำ ๒-๓ โยชน์.
บทว่ำ พำลำน เป็นต้น ควำมว่ำ ส่วนสงสำรของชนพำลทั้งหลำย
ผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้ำ คือผู้ไม่อำจเพื่อ
กระทำำทีสุดแห่งสังสำรวัฏ, ผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม อันต่ำงด้วยธรรม มี
่
โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นต้น ที่พระอริยเจ้ำทั้งหลำยรู้แล้วกระทำำที่สด
ุ
แห่งสงสำรได้ ย่อมชื่อว่ำยำว. แท้จริง สงสำรนั้น ชือว่ำยำว ตำม
่
ธรรมดำของตนเอง. สมจริงดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภำคตรัสไว้ว่ำ"ภิกษุทั้งหลำย
สงสำรนี้มีที่สุดอันใคร ๆ ไปตำมไม่รแล้ว,
ู้ เบื้องต้น
เบื้องปลำย (แห่งสงสำรนั้น) ย่อมไม่ปรำกฏ." แต่สำำหรับชนพำล
ทั้งหลำย ผูไม่สำมำรถจะทำำที่สุดได้ ย่อมยำวแท้ทีเดียว .
้
ในกำลจบเทศนำ บุรุษนั้น บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว, ชนแม้
เหล่ำอื่นเป็นอันมำก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลำย มีโสดำปัตติผลเป็นต้น,
เทศนำมีประโยชน์แก่มหำชนแล้ว ดังนี้แล.
พระรำชำถวำยบังคมพระศำสดำแล้ว กำำลังเสด็จไป รับสังให้
่
๑. ส. นิทำน. ๑๖/๒๑๒.
- 170.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 168
ปล่อยสัตว์เหล่ำนั้น จำกเครื่องจองจำำแล้ว. บรรดำมนุษย์และสัตว์
เหล่ำนั้น หญิงและชำยทังหลำย พ้นจำกเครื่องผูก สนำนศีรษะแล้ว
้
ไปสู่เรือนของตน ๆ กล่ำวสรรเสริญพระคุณแห่งพระนำงมัลลิกำว่ำ
"เรำทั้งหลำยได้ชีวิตเพรำะอำศัยพระเทวีองค์ใด, ขอพระนำงมัลลิกำ-
เทวีพระองค์นั้น ผู้เป็นพระแม่เจ้ำของเรำทั้งหลำย จงทรงพระชนม์
อยูตลอดกำลนำนเทอญ."
่
ในเวลำเย็น ภิกษุทั้งหลำยสนทนำกันในโรงธรรมว่ำ "น่ำ
สรรเสริญ ! พระนำงมัลลิกำนี้ฉลำดหนอ ทรงอำศัยพระปัญญำของ
พระองค์ได้ให้ชีวิตทำนแก่ชนมีประมำณเท่ำนี้แล้ว."
[พระนำงมัลลิกำเคยช่วยทุกข์คนในชำติก่อน]
พระศำสดำเสด็จมำแล้ว ตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้
เธอทั้งหลำย นั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำำอะไรหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่ำนั้น
กรำบทูลว่ำ "ด้วยถ้อยคำำชื่อนี้" จึงตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย พระนำง
มัลลิกำ ทรงอำศัยพระปัญญำของตน ให้ชีวิตทำนแก่มหำชนในบัดนี้
เท่ำนั้นหำมิได้, ถึงในกำลก่อน พระนำงก็ได้ให้แล้วเหมือนกัน" เมื่อ
จะทรงประกำศควำมนั้น จึงทรงนำำอดีตนิทำนมำ (ตรัส) ว่ำ :-
"ในอดีตกำล โอรสของพระเจ้ำพำรำณสีเข้ำไปสู่ต้นไทรต้นหนึ่ง
แล้ว ทรงอ้อนวอนเทวดำผู้เกิด ณ ต้นไทรนั้นว่ำ "ข้ำแต่เทวรำช
ผู้เป็นเจ้ำ ในชมพูทวีปนี้ มีพระรำชำ ๑๐๑ พระอัครมเหสี ๑๐๑, ถ้ำ
ข้ำพเจ้ำจักได้รำชสมบัติโดยกำลล่วงไปแห่งบิดำไซร้, ข้ำพเจ้ำจักทำำพลี
ด้วยเลือดในลำำคอของพระรำชำและพระอัครมเหสีเหล่ำนั้น." พระ
- 171.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 169
กุมำรนั้น เมือพระบิดำสวรรคตแล้ว ได้รับรำชสมบัติ
่ (สมพระ
ประสงค์) ทรงคิดว่ำ "เรำได้รับรำชสมบัติด้วยอำนุภำพของเทวดำ
เรำจักทำำพลีแก่เทวดำนั้น" จึงเสด็จออไปด้วยเสนำหมู่ใหญ่ ยัง
พระรำชำพระองค์หนึ่ง ให้เป็นไปในอำำนำจของตนแล้ว ทำำพระรำชำ
พระองค์อื่นและอื่นอีก กับด้วยพระรำชำพระองค์นั้น ให้อยู่ใน
อำำนำจของตน ทำำพระรำชำทั้งหมดให้อยูในอำำนำจของตน ด้วย
่
ประกำรฉะนี้แล้ว ทรงพำไปพร้อมกับพระอัครมเหสีทั้งหลำย, ทรง
ละพระเทวีพระนำมว่ำธัมมทินนำ ผู้ทรงพระครรภ์แก่ ซึงเป็นพระ
่
อัครมเหสีของพระรำชำพระนำมว่ำอุคคเสน ซึ่งเป็นพระรำชำองค์เล็ก
กว่ำพระรำชำทั้งปวงไว้ เสด็จไป ทรงดำำริว่ำ "เรำจักให้ชนเหล่ำนี้
ดื่มนำ้ำเจือยำพิษให้ตำย" จึงให้ชนทั้งหลำยชำำระโคนไม้ให้สะอำดแล้ว.
เทวดำคิดว่ำ "พระรำชำองค์นี้ เมื่อจับพระรำชำประมำณเท่ำนี้
ทรงอำศัยเรำจึงจับ, ท้ำวเธอทรงใคร่จะทำำพลีกรรมแก่เรำด้วยโลหิต
ในลำำพระศอของพระรำชำเหล่ำนั้น, ก็ถ้ำพระรำชำนี้ จักทรงสำำเร็จ
โทษพระรำชำเหล่ำนั้นไซร้, พระรำชวงศ์ในชมพูทวีปจักขำดสูญ,
แม้โคนไม้ของเรำ ก็จักไม่สะอำด, เรำจักอำจห้ำมพระรำชำนั้นได้ไหม
หนอแล ?" "เรำจักไม่อำจ" จึงเข้ำ
เทวดำนั้น ใคร่ครวญอยู่ก็รู้ว่ำ
ไปหำเทวดำองค์อื่น บอกเนื้อควำมนั้นแล้ว กล่ำวว่ำ "ท่ำนจักอำจ
หรือ ?" เทวดำนั้น แม้อันเทวดำ (ที่ถูกถำม) นั้นห้ำมแล้ว, จึง
เข้ำไปหำเทวดำในจักรวำลทั้งสิ้น อย่ำงนี้คือ 'เข้ำไปหำเทวดำองค์อื่น
- 172.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 170
และองค์อื่น' แม้ถูกเทวดำเหล่ำนั้นห้ำมแล้ว จึงไปสำำนักของท้ำว-
มหำรำชทั้ง ๔ ในเวลำทีแม้ท้ำวมหำรำชทัง ๔ นั้น ห้ำมแล้วด้วย
่ ้
คำำว่ำ "พวกเรำไม่อำจ, แต่ว่ำพระรำชำของเรำทั้งหลำย เป็นผู้วิเศษ
กว่ำพวกเรำด้วยบุญและปัญญำ, ท่ำนจงทูลถำมพระรำชำนั้นเถิด" ดังนี้
แล้ว จึงเข้ำไปเฝ้ำท้ำวสักกะ กรำบทูลเนื้อควำมนั้นแล้ว ทูลว่ำ
"ขอเดชะ เมื่อพระองค์ถึงควำมเป็นผู้ขวนขวำยน้อยเสียแล้ว ขัตติยวงศ์
จักขำดสูญ, ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พำำนักแห่งขัตติยวงศ์นั้นเถิด."
"แม้เรำก็ไม่อำจเพื่อจะห้ำมพระรำชำนั้น, แต่
ท้ำวสักกะตรัสว่ำ
จักบอกอุบำยแก่ท่ำน" แล้วทรงบอกอุบำยว่ำ "ไปเถิดท่ำน, เมื่อ
พระรำชำทรงเห็นอยู่นั้นแหล, ท่ำนจงนุ่งผ้ำแดง แสดงอำกำรดุจออก
ไปจำกต้นไม้ของตน, เมื่อเช่นนั้น พระรำชำทรงดำำริว่ำ "เทวดำของ
เรำไปอยู่, เรำจักให้เทวดำนั้นกลับมำ" แล้วจักอ้อนวอนท่ำนด้วย
ประกำรต่ำง ๆ, เมื่อเช่นนั้น ท่ำนพึงกล่ำวกะพระรำชำนั้นว่ำ 'ท่ำน
บนต่อเรำไว้ว่ำ จักนำำพระรำชำ ๑๐๑ กับพระอัครมเหสีทั้งหลำยมำทำำ
พลีด้วยโลหิตในลำำพระศอของพระรำชำเหล่ำนั้น' (แต่) ทรงทิ้ง
พระเทวีของพระเจ้ำอุคคเสนไว้แล้วเสด็จมำ; เรำจักไม่รับพลีของคน
ผู้มักพูดเท็จ เช่นกับพระองค์; นัยว่ำ เมื่อท่ำนกล่ำวอย่ำงนี้ พระรำชำ
จักให้นำำพระเทวีนั้นมำ, พระเทวีนั้น จักแสดงธรรมแก่พระรำชำ ให้
ชีวิตทำนแก่ชนมีประมำณเท่ำนี้." ท้ำวสักกะ ตรัสบอกอุบำยนี้แก่
เทวดำด้วยเหตุนี้. เทวดำได้กระทำำตำมนั้นแล้ว แม้พระรำชำ รับสัง
่
ให้นำำพระเทวีนั้นมำแล้ว.
- 173.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 171
[เทวดำบูชำพระนำงมัลลิกำ]
พระเทวีนั้นมำถวำยบังคมพระรำชำ (ผูสำมี) ของตนเท่ำนั้น
้
แม้ประทับนั่ง ณ ที่สุดแห่งพระรำชำเหล่ำนั้น, พระรำชำกริ้วต่อพระ-
เทวีนั้นว่ำ "เมื่อเรำดำำรงอยู่ในตำำแหน่งผู้ใหญ่กว่ำพระรำชำทังปวง นำง
้
ยังไหว้สำมีของตน ซึ่งเป็นผู้น้อยกว่ำพระรำชำทั้งปวงได้." ลำำดับนั้น
พระเทวีทูลกับพระรำชำนั้นว่ำ "เรื่องอะไรของหม่อมฉันต้องเกี่ยวข้อง
ในพระองค์เล่ำ ? ก็พระรำชำพระองค์นี้ เป็นสำมีผู้ให้ควำมเป็นใหญ่
แก่หม่อมฉัน, หม่อมฉันไม่ไหว้พระรำชำพระองค์นี้แล้ว จักไหว้
พระองค์ เพรำะเหตุไร ?" เมื่อชนนั้นเห็นอยู่นั้นเทียว รุกขเทวดำ
กล่ำวว่ำ "อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ"
แล้วบูชำพระเทวีนั้น ด้วยดอกไม้กำำมือหนึ่ง.
พระรำชำ ตรัสอีกว่ำ "ถ้ำเธอไม่ไหว้เรำไซร้, เพรำะเหตุไร
จึงไม่ไหว้เทวดำของเรำผู้มีอำนุภำพมำกอย่ำงนี้ ผู้ให้สิริแห่งควำมเป็น
พระรำชำเล่ำ ?" พระเทวีทูลว่ำ "ข้ำแต่มหำรำช พระรำชำทังหลำย
้
อันพระองค์ทรงตังอยู่ในบุญของพระองค์ จึงจับได้, ไม่ใช่เทวดำจับ
้
ถวำย." เทวดำกล่ำวกะพระเทวีอีกว่ำ "อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ,
อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชำเหมือนอย่ำงนั้น.
พระเทวีนั้นทูลพระรำชำอีกว่ำ "พระองค์ตรัสว่ำ 'พระรำชำ
ทั้งหลำยมีประมำณเท่ำนี้ เทวดำจับให้แก่เรำ.' บัดนี้ ต้นไม้ถูกไฟไหม้
ณ ข้ำงซ้ำยในเบื้องบนแห่งเทวดำของพระองค์, เพรำะเหตุไร เทวดำ
นั้นจึงไม่อำจเพื่อจะยังไฟนั้นให้ดับได้ ? ถ้ำเทวดำผูมีอำนุภำพมำก
้
- 174.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 172
อย่ำงนั้น." เทวดำกล่ำวกะพระเทวีแม้อีกว่ำ "อย่ำงนั้น พระเทวี
ผู้เจริญ, อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชำเหมือนอย่ำงนั้น.
พระเทวียืนตรัสอยู่ ทั้งทรงพระกันแสง ทังทรงพระสรวล.
้
ลำำดับนั้น พระรำชำ ตรัสกะพระเทวีนั้นว่ำ "เธอเป็นบ้ำหรือ ?"
พระเทวี. ขอเดชะ เพรำะเหตุไร ? พระองค์จึงตรัสอย่ำงนั้น,
หญิงทั้งหลำยผู้เช่นกับหม่อมฉัน ไม่ใช่เป็นบ้ำ.
พระรำชำ. เมื่อเช่นนั้น เพรำะเหตุไร เธอจึงร้องไห้และหัวเรำะ ?
พระเทวี ทูลว่ำ "ขอพระองค์จงสดับเถิด มหำรำช; ก็ใน
อดีตกำล หม่อมฉันเป็นกุลธิดำ เมื่ออยู่ในตระกูลสำมี เห็นแขกผู้เป็น
สหำยของสำมีมำแล้ว ใคร่เพื่อหุงข้ำวเพื่อแขกนั้น จึงให้กหำปณะแก่
นำงทำสี ด้วยสังว่ำ
่ 'เจ้ำจงซื้อเนื้อมำ' เมื่อนำงทำสีนั้นไม่ได้เนื้อมำ
แล้ว กล่ำวว่ำ 'เนื้อไม่มี' จึงตัดศีรษะแม่แพะที่นอนอยู่เบื้องหลัง
เรือน จัดแจงภัตเสร็จ; หม่อมฉันนั้น ตัดศีรษะแม่แพะตัวเดียว ไหม้
ในนรก ด้วยเศษผลแห่งกรรม จึงได้ถูกตัดศีรษะด้วยกำรนับขนแม่แพะ
นั้น; พระองค์สำำเร็จโทษชนมีประมำณเท่ำนี้ เมื่อไรจักพ้นจำกทุกข์ ,
หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์อันใหญ่ของพระองค์ดังนี้ อย่ำงนี้จงร้องไห้"
ึ
ดังนีแล้ว จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ
้ :-
"หม่อมฉันตัดคอแม่แพะตัวเดียว ไหม้อยู่แล้ว
(ในนรก) ด้วยกำรนับขน (แพะ), ข้ำแต่พระ-
องค์ผู้กษัตริย์ พระองค์ตัดคอของมนุษย์เป็นอันมำก
จักกระทำำอย่ำงไร ?"
- 175.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 173
พระรำชำ. เมื่อเช่นนั้น เธอหัวเรำะเพรำะเหตุไร ?
พระเทวี. ข้ำแต่มหำรำช หม่อมฉันยินดีว่ำ 'เรำพ้นจำกทุกข์
นั้นแล้ว' จึงหัวเรำะ.
เทวดำกล่ำวกะพระเทวีนั้นอีกว่ำ "อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ,
อย่ำงนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชำด้วยดอกไม้กำำมือหนึ่ง.
พระรำชำ ทรงดำำริว่ำ "น่ำสลด ! กรรมของเรำหนัก ได้ยินว่ำ
พระเทวีนี้ ฆ่ำแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรกแล้ว ด้วยเศษแห่งผล
กรรม ถูกตัดศีรษะด้วยกำรนับขนแห่งแม่แพะนั้น, เรำฆ่ำชนมี
ประมำณเท่ำนี้ จักถึงควำมสวัสดีเมื่อไร ?" ดังนีแล้ว จึงทรงปล่อย
้
พระรำชำทังหมด ถวำยบังคมพระรำชำผู้แก่กว่ำตน ทรงประคอง
้
อัญชลีแก่พระรำชำที่หนุ่มกว่ำ ยังพระรำชำทังหมดให้ทรงอดโทษแล้ว
้
ทรงส่งไปสู่ที่ของตน ๆ อย่ำงเดิม.
พระศำสดำ ครั้นทรงนำำพระธรรมเทศนำนี้มำแล้ว ตรัสว่ำ
"อย่ำงนั้นภิกษุทั้งหลำย พระนำงมัลลิกำอำศัยปัญญำของตน ประทำน
ชีวิตทำนแก่มหำชนในบัดนี้เท่ำนั้นหำมิได้, ถึงในกำลก่อน พระนำง
ก็ได้ประทำนแล้วเหมือนกัน" แล้วทรงประชุมเรื่องอดีตว่ำ "พระเจ้ำ
พำรำณสี ในกำลนั้น ได้เป็นพระเจ้ำปเสนทิโกศล, พระนำงธัมมทินนำ-
เทวี เป็นพระนำงมัลลิกำ, รุกขเทวดำคือเรำเอง." ครั้นทรงประชุม
เรื่องอดีตอย่ำงนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมอีก จึงตรัสว่ำ "ภิกษุ
ทั้งหลำย ชือว่ำปำณำติบำต เป็นโทษไม่สมควรที่บุคคลจะพึงกระทำำ ,
่
เพรำะว่ำ บุคคลผู้ฆำสัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้ำโศกสิ้นกำลนำน" จึงตรัส
่
- 176.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 174
พระคำถำนี้ว่ำ :-
"ถ้ำสัตว์ทั้งหลำยพึงรู้อย่ำงนี้ว่ำ 'ชำติสมภพนี้
เป็นทุกข์, สัตว์ไม่พึงฆ่ำสัตว์ เพรำะว่ำ ผูฆ่ำ
้
สัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้ำโศก."
เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง จบ.
- 177.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 175
๒. เรื่องสัทธิวิหำริกของพระมหำกัสสปเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภสัทธิ-
วิหำริกของพระมหำกัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "จรญฺเจ
นำธิคจฺเฉยฺย" เป็นต้น.
[ผู้เกียจคร้ำนมักอ้ำงควำมดีของคนอื่น]
เทศนำตั้งขึ้นในกรุงรำชคฤห์. ได้ยินว่ำ สัทธิวิหำริก ๒ รูป
อุปัฏฐำกพระเถระผู้อำศัยกรุงรำชคฤห์อยู่ในถำ้ำปิปผลิ. บรรดำภิกษุ ๒
รูปนั้น รูปหนึ่งกระทำำวัตรโดยเคำรพ, รูปหนึ่งแสดงวัตรที่ภิกษุนั้น
กระทำำแล้วเป็นเหมือนตนกระทำำ รู้ควำมที่นำ้ำล้ำงหน้ำและไม้ชำำระฟัน
(พระเถระ)
อันภิกษุนั้นจัดแจงแล้ว จึงเรียน ว่ำ "นำ้ำล้ำงหน้ำ
และไม้ชำำระฟัน กระผมจัดแจงแล้ว ขอรับ, ขอท่ำนจงล้ำงหน้ำเถิด."
แม้ในกำลทำำกิจมีกำรล้ำงเท้ำและสรงนำ้ำเป็นต้น ก็ย่อมเรียนอย่ำงนั้น
เหมือนกัน.
ภิกษุนอกนี้ คิดว่ำ "ภิกษุนี้ย่อมแสดงวัตรที่เรำกระทำำแล้ว
เป็นเหมือนว่ำตนกระทำำแล้วตลอดกำลเป็นนิตย์, ช่ำงเถิดข้อนั้น, เรำ
จักกระทำำสิงที่ควรกระทำำแก่เธอ;" เมื่อภิกษุนั้น ฉันแล้ว หลับอยู่
่
นั่นแล, ต้มนำ้ำอำบแล้ว ตักใส่ในหม้อใบหนึ่ง ตังไว้หลังซุ้ม, แต่
้
ให้เหลือนำ้ำไว้ในภำชนะต้มนำ้ำประมำณกระบวยหนึ่ง แล้วตังไว้ให้พ่น
้
ไออยู่.
* พระมหำเฉย ป.ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี).
- 178.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 176
[กรรมตำมทัน]
ในเวลำเย็น ภิกษุนอกนี้ตื่นขึ้น เห็นไอพลุ่งออกอยู่ จึงคิดว่ำ
"นำ้ำจักเป็นนำ้ำอันภิกษุนั้นต้มแล้วตังไว้ในซุ้ม" รีบไปไหว้พระเถระ
้
แล้วเรียนว่ำ "นำ้ำกระผมตังไว้ในซุ้ม ขอรับ, นิมนต์ทำนสรงเถิด"
้ ่
แล้วก็เข้ำไปสู่ซมกับด้วยพระเถระเหมือนกัน. พระเถระ เมื่อไม่เห็น
ุ้
นำ้ำ จึงกล่ำวว่ำ "นำ้ำอยู่ที่ไหน ? คุณ" ภิกษุหนุ่มไปยังโรงไฟ จ้วง
กระบวยลงในภำชนะ รู้ควำมที่ภำชนะเปล่ำ จึงโพนทนำว่ำ "ขอท่ำน
จงดูกรรมของภิกษุหัวดื้อ, เธอยกภำชนะเปล่ำขึ้นตั้งไว้บนเตำ แล้วไป
ไหนเสีย ? กระผมเรียนด้วยเข้ำใจว่ำ "นำ้ำมีอยู่ในซุม" ดังนีแล้วก็ได้
้ ้
ถือเอำหม้อนำ้ำไปยังท่ำนำ้ำ.
ฝ่ำยภิกษุนอกนี้ นำำเอำนำ้ำมำจำกหลังซุ้มแล้วตังไว้ในซุ้ม. แม้
้
พระเถระ คิดว่ำ "ภิกษุหนุ่มรูปนี้ กล่ำวว่ำ 'นำ้ำกระผมต้มตังไว้ใน
้
ซุ้มแล้ว, นิมนต์ทำนมำ สรงเถิด ขอรับ' บัดนี้ โพนทนำอยู่ถือเอำ
่
หม้อไปสู่ท่ำนำ้ำ, นี่เหตุอะไรหนอแล ?" ใคร่ครวญดู ก็รู้ว่ำ "ภิกษุ
หนุ่มรูปนั้น ประกำศกิจวัตรที่ภิกษุนี้กระทำำแล้วเป็นดังว่ำตนกระทำำแล้ว
ตลอดกำลเท่ำนี้" ได้ให้โอวำทแก่เธอผู้มำนั่งในเวลำเย็นว่ำ "คุณ ชือ
่
ว่ำภิกษุ กล่ำวกิจที่ตนกระทำำแล้วนั่นแหละว่ำ 'ตนกระทำำแล้ว' ย่อม
ควร, จะกล่ำวกิจที่ตนมิได้กระทำำว่ำ 'เป็นกิจทีตนกระทำำแล้ว' ย่อม
่
ไม่ควร; บัดนี้ เธอกล่ำวว่ำ 'นำ้ำผมตั้งไว้ในซุ้ม, นิมนต์ท่ำนสรงเถิด
ขอรับ' เมื่อเรำเข้ำไปยืนอยู่, ถือหม้อนำ้ำโพนทนำไป, ชือว่ำบรรพชิต
่
กระทำำอย่ำงนั้น ย่อมไม่ควร."
- 179.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 177
ภิกษุนั้น กล่ำวว่ำ "ท่ำนทั้งหลำย จงดูกรรมของพระเถระ,
พระเถระ อำศัยเหตุสักว่ำนำ้ำ จึงกล่ำวกะเรำอย่ำงนี้" โกรธแล้ว
ในวันรุ่งขึ้น ไม่เข้ำไปบิณฑบำตกับพระเถระ. พระเถระได้ไปสู่
ประเทศแห่งหนึ่งกับภิกษุนอกนี้. เมื่อพระเถระไปแล้ว ภิกษุนั้น ไป
สู่ตระกูลอุปัฏฐำกของพระเถร ถูกอุปัฏฐำกถำมว่ำ "พระเถระไป
ไหน ? ขอรับ" จึงบอกว่ำ "ควำมไม่ผำสุกเกิดแก่พระเถระ, ท่ำน
นั่งอยูในวิหำรนั่นเอง."
่
อุปัฏฐำก. ก็ได้อะไรเล่ำ จึงจะควร ? ขอรับ.
ภิกษุ. ได้ยินว่ำ ท่ำนทั้งหลำยจงถวำยอำหำรชื่อเห็นปำนนี้.
อุปัฏฐำกทั้งหลำย ได้จดแจงตำมทำำนองที่ภิกษุนั้นกล่ำวนั่นเอง
ั
ถวำยแล้ว. ภิกษุนั้น ฉันอำหำรนั้นในระหว่ำงหนทำงแล ไปสู่วิหำร
แล้ว.
[พระเถระจับควำมเลวทรำมของศิษย์ได้]
ฝ่ำยพระเถระ ได้ผ้ำเนื้อละเอียดผืนใหญ่ในที่ ๆ ไปแล้ว ก็ได้ให้
แก่ภิกษุหนุ่มผู้ไปกับด้วยตน. ภิกษุหนุ่มนั้น ย้อมผ้ำนั้นแล้ว ได้กระทำำ
ให้เป็นผ้ำสำำหรับนุ่งห่มแห่งตน. ในวันรุ่งขึ้น พระเถระไปสู่ตระกูล
อุปัฏฐำกนั้น, เมื่อพวกอุปัฏฐำก กล่ำวว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ พวก
ข้ำพเจ้ำทรำบว่ำ 'ได้ยินว่ำ ควำมไม่ผำสุกเกิดแก่ท่ำน' จึงจัดแจง
อำหำรส่งไป โดยทำำนองที่ภิกษุหนุ่มกล่ำวนั่นเอง ควำมผำสุกเกิด
แก่ท่ำนเพรำะฉันแล้วหรือ ?" ก็นิ่งเสีย. ก็พระเถระ ไปสู่วิหำรแล้ว
กล่ำวกะภิกษุหนุ่มนั้นผู้ไหว้แล้ว นั่งอยูในเวลำเย็นอย่ำงนี้ว่ำ
่ "คุณ
- 180.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 178
ได้ยินว่ำ วำนนี้ เธอกระทำำกรรมชื่อนี้, กรรมนี้ ไม่สมควรแก่
บรรพชิตทั้งหลำย, บรรพชิตกระทำำวิญญัติ (ขอ) แล้ว ย่อมไม่
สมควร."
[ประทุษร้ำยแก่ผู้มีคุณตำยไปเกิดไปอเวจี]
ภิกษุนั้น โกรธแล้ว ผูกอำฆำตในพระเถระว่ำ "ในวันก่อน
พระเถระอำศัยเหตุสักว่ำนำ้ำ กระทำำเรำให้เป็นคนมักพูดเท็จ ในวันนี้
เพรำะเหตุที่เรำบริโภคภัตกำำมือหนึ่งในสกุลอุปัฏฐำกของตน จึงกล่ำว
กะเรำว่ำ 'บรรพชิตกระทำำวิญญัติบริโภค ย่อมไม่ควร' แม้ผำ ้
ท่ำนก็ให้แก่ภิกษุผู้บำำรุงตนเท่ำนั้น; โอ ! กรรมของพระเถระหนัก,
เรำจักรู้สิ่งที่เรำควรกระทำำแก่พระเถระนั้น" ในวันรุ่งขึ้น เมือพระ
่
เถระเข้ำไปสู่บ้ำน, ส่วนตนพักอยู่ในวิหำร จับท่อนไม้ ทุกวัตถุ
ทั้งหลำยมีภำชนะสำำหรับใช้สอยเป็นต้น แล้วจุดไฟที่บรรณศำลำ ของ
พระเถระ, สิ่งใดไฟไม่ไหม้, เอำพลองทุบทำำลำยสิงนั้นแล้ว ออกหนีไป
่
กระทำำกำละแล้ว เกิดในอเวจีมหำนรก. มหำชนตั้งเรื่องสนทนำกันว่ำ
"ได้ยินว่ำ สัทธิวิหำริกของพระเถระ ไม่อดทนเหตุสักว่ำกำรกล่ำว
สอน โกรธเผำบรรณศำลำแล้วหนีไป."
ต่อมำภำยหลัง ภิกษุรูปหนึ่ง ออกจำกรุงรำชคฤห์ ใคร่ จะ
เฝ้ำพระศำสดำ ไปถึงพระเชตวัน ถวำยบังคมพระศำสดำ อันพระ
ศำสดำทรงกระทำำปฏิสันถำรแล้ว ตรัสถำมว่ำ "เธอมำจำกไหน ?
ทูลว่ำ "มำจำกกรุงรำชคฤห์ พระเจ้ำข้ำ."
พระศำสดำ. มหำกัสสปบุตรเรำ อยู่สบำยหรือ ?
- 181.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 179
ภิกษุ. สบำย พระเจ้ำข้ำ. แต่ว่ำ สัทธิวิหำริกของท่ำนรูปหนึ่ง
โกรธด้วยเหตุสักว่ำกำรกล่ำวสอน เผำบรรณศำลำแล้วหนีไป.
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "ภิกษุนั้น ฟังโอวำทแล้วโกรธในบัดนี้
เท่ำนั้นหำมิได้, แม้ในกำลก่อน ก็โกรธแล้วเหมือนกัน ; และภิกษุนั้น
ประทุษร้ำยกุฎีในบัดนี้เท่ำนั้นหำมิได้, แม้ในกำลก่อน ก็ประทุษร้ำย
แล้วเหมือนกัน;" ดังนี้แล้ว ทรงนำำอดีตนิทำนมำ (ตรัส) ว่ำ :-
[เรื่องนกขมิ้นกับลิงวิวำทกัน]
ในอดีตกำล เมื่อพระเจ้ำพรหมทัตครองรำชสมบัติอยู่ในกรุง-
พำรำณสี นกขมิ้นตัวหนึ่ง ทำำรังอยู่ในหิมวันตประเทศ. ต่อมำ
วันหนึ่ง เมื่อฝนกำำลังตก, ลิงตัวหนึ่ง สะท้ำนอยู่เพรำะควำมหนำว
ได้ไปยังประเทศนั้น. นกขมิ้นเห็นลิงนั้น จึงกล่ำวคำถำว่ำ "วำนร ศีรษะ
และมือเท้ำของท่ำนก็มีเหมือน
ของมนุษย์, เมื่อเช่นนั้น เพรำะโทษอะไร
หนอ ? เรือนของท่ำนจึงไม่มี."
"มือและเท้ำของเรำมีอยู่ก็จริง, ถึงกระนั้น เรำ
ลิง คิดว่ำ
พิจำรณำแล้ว พึงกระทำำเรือนด้วยปัญญำใด, ปัญญำนั้นของเรำ
ย่อมไม่มี." ใคร่จะประกำศเนื้อควำมนั้น จึงกล่ำวคำถำนี้ว่ำ :-
"นกขมิ้น ศีรษะและมือเท้ำของเรำ ย่อมมี
เหมือนของมนุษย์, บัณฑิตทั้งหลำยกล่ำวว่ำ
ปัญญำใด ประเสริฐในมนุษย์ทั้งหลำย, ปัญญำ
๑. ขุ. ชำ. จตุกฺก. ๒๗/๑๒๔. ตทฏฺกถำ. ๔/๓๑๕.
- 182.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 180
นั้น ย่อมไม่มแม้แก่เรำ.
ี ลำำดับนั้น เมื่อนกขมิ้นจะติเตียนลิงนั้น
ว่ำ "กำรอยู่ครองเรือน
จักสำำเร็จแก่ท่ำนผู้เห็นปำนนี้ได้อย่ำงไร ?" จึงกล่ำว ๒ คำถำนี้ว่ำ :-
"สุขภำพ ย่อมไม่มแก่บุคคลผู้มีจตไม่มั่นคง
ี ิ
มีจตเบำ
ิ (กลับกลอก) มักประทุษร้ำยมิตร
มีปกติไม่ยั่งยืนเป็นนิตย์. ท่ำนนั้นจงกระทำำ
อำนุภำพเถิด จงเป็นไปล่วงควำมเป็นปกติ
(ของตน) เสีย, จงกระทำำกระท่อมเป็นที่
ป้องกันหนำวและลมเถิด กบี่."
ลิง คิดว่ำ "นกขมิ้นตัวนี้ ย่อมกระทำำเรำให้เป็นผู้มีจตไม่
ิ
มั่นคง มีจิตเบำ มักประทุษร้ำยมิตร มีปกติไม่ยั่งยืน, บัดนี้ เรำ
จักแสดงควำมที่เรำมักเป็นผู้ประทุษร้ำยมิตรต่อมัน" จึงขยี้รังโปรย
ลงแล้ว. นก เมื่อลิงนั้น จับเอำรังอยู่นั่นแหละ หนีออกไปโดยข้ำง
หนึ่งแล้ว.
[ทรงประมวลชำดก]
พระศำสดำ ครั้นทรงนำำพระธรรมเทศนำนี้มำแล้ว ทรงประมวล
ชำดกว่ำ "ลิงในกำลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ประทุษร้ำยกุฎีในบัดนี้, นก
ขมิ้น คือกัสสป." ครั้งประมวลชำดกมำแล้ว จึงตรัสว่ำ "อย่ำงนั้น
ภิกษุทั้งหลำย ภิกษุนั้น ประทุษร้ำยกุฎีในบัดนี้เท่ำนั้นหำมิได้,
๑. ถ้ำตัดบท ยำหุ เป็น ยำ - อหุ ก็แปลว่ำ แต่ขำพเจ้ำไม่มปัญญำ ที่เป็นสิ่งประเสริฐ
้ ี
สุด
ในหมู่มนุษย์.
- 183.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 181
แม้ในกำลก่อน ภิกษุนั้นโกรธในเพรำะโอวำทแล้ว ก็ประทุษร้ำยกุฎี
แล้ว (เหมือนกัน) ; กำรอยู่ของกัสสปบุตรเรำคนเดียวเท่ำนั้น
ดีกว่ำกำรอยู่ร่วมกับคนพำลผู้เห็นปำนนั้น" ดังนีแล้ว ตรัสพระคำถำ
้
นี้ว่ำ :-
ถ้ำบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบสหำยผู้
ประเสริฐกว่ำ ผูเช่นกับ
้ (ด้วยคุณ) ของตน
ไซร้, พึงทำำควำมเที่ยวไปคนเดียวให้มั่น, เพรำะ
ว่ำ คุณเครื่องเป็นสหำย ย่อมไม่มในเพรำะคน
ี
พำล."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น ในบทว่ำ จร บัณฑิตพึงทรำบกำรเที่ยวไป
ด้วยใจ ไม่เกี่ยวกำรเที่ยวไปด้วยอิริยำบถ, อธิบำยว่ำ เมื่อแสวงหำ
กัลยำณมิตร.
บำทพระคำถำว่ำ เสยฺย สทิสมตฺตโน ควำมว่ำ ถ้ำไม่พึงได้
สหำยผู้ยงกว่ำ หรือผูแม้นกัน ด้วยคุณคือศีล สมำธิ ปัญญำของตน.
ิ่ ้
บทว่ำ เอกจริย ควำมว่ำ ก็ในสหำยเหล่ำนั้น บุคคลเมื่อได้
สหำยผู้ดีกว่ำ ย่อมเจริญด้วยคุณทั้งหลำยมีศีลเป็นต้น, เมื่อได้สหำย
ผู้เช่นกัน ย่อมไม่เสื่อมจำกคุณทั้งหลำยมีศีลเป็นต้น, แต่เมื่ออยู่โดย
ร่วมกันกับสหำยที่เลว ทำำกำรสมโภคและบริโภคโดยควำมเป็นพวก
เดียวกัน ย่อมเสื่อมจำกคุณทั้งหลำยมีศีลเป็นต้น.
เพรำะเหตุนั้น พระผู้มีพระภำค จึงตรัสคำำนี้ว่ำ "บุคคลผู้เห็น
- 184.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 182
ปำนนั้น อันบัณฑิตไม่พึงเสพ ไม่พึงคบ ไม่พึงเข้ำไปนั่งใกล้ , เว้น
ไว้แต่ควำมเอ็นดู เว้นไว้แต่ควำมอนุเครำะห์."
เพรำะเหตุนั้น หำกบุคคลอำศัยควำมกำรุญ คิดว่ำ "บุคคลนี้
อำศัยเรำ จักเจริญด้วยคุณทั้งหลำยมีศีลเป็นต้น" ไม่หวังตอบแทน
อยู่ซงวัตถุอะไร ๆ จำกบุคคลนั้น ชื่อว่ำย่อมอำจสงเครำะห์บุคคล
ึ่
นั้นได้, กำรอำศัยควำมกำรุญสงเครำะห์ดังนี้นั้นเป็นกำรดี; ถ้ำไม่อำจ
จะสงเครำะห์ (อย่ำงนั้น) ได้, พึงทำำควำมเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น
คือว่ำ ทำำควำมเป็นคนโดดเดี่ยวเท่ำนั้นให้มั่น อยู่แต่ผู้เดียวในอิริยำบถ
ทั้งปวง.
ถำมว่ำ "เพรำะเหตุไร ?"
ตอบว่ำ "เพรำะคุณเครื่องเป็นสหำย ย่อมไม่มีในเพำะชน
พำล." อธิบำยว่ำ จุลศีล มัชฌิมศีล มหำศีล กถำวัตถุ ๑๐
ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนำคุณ มรรค ๔ ผล ๔ วิชชำ ๓ อภิญญำ ๖
ชื่อว่ำคุณเครื่องเป็นสหำย, คุณเครื่องเป็นสหำยนี้ ย่อมไม่มีเพรำะ
อำศัยคนพำล.
ในกำลจบเทศนำ อำคันตุกภิกษุ บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว, ชน
แม้เหล่ำอื่นเป็นอันมำก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลำยมีโสดำปัตติผลเป็นต้น.
เทศนำได้เป็นไปกับด้วยประโยชน์แก่มหำชน ดังนี้แล.
เรื่องสัทธิวิหำริกของพระมหำกัสสปเถระ จบ.
- 185.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 183
๓. เรื่องอำนนทเศรษฐี [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในกรุงสำวัตถี ทรงปรำรภอำนนท-
เศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ปุตตำมตฺถิ
ฺ ธนมตฺถิ" เป็นต้น.
[อำนนทเศรษฐีสั่งสอนบุตรให้ตระหนี่]
ได้ยินว่ำ ในกรุงสำวัตถี เศรษฐีชื่ออำนนท์มีสมบัตประมำณ
ิ
๘๐ โกฏิ (แต่) เป็นคนตระหนี่มำก. อำนนทเศรษฐีนั้น ให้พวกญำติ
ประชุมกันทุกกึ่งเดือนแล้ว กล่ำวสอนบุตร (ของตน) ผู้ชอว่ำมูลสิริ
ื่
ใน ๓ เวลำอย่ำงนี้ว่ำ "เจ้ำอย่ำได้ทำำควำมสำำคัญว่ำ 'ทรัพย์ ๔๐ โกฏิ
นี้มำก,' เจ้ำไม่ควรให้ทรัพย์ที่มีอยู่, ควรยังทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น,
เพรำะเมื่อบุคคลทำำกหำปณะแม้หนึ่ง ๆ ให้เสื่อมไป ทรัพย์ย่อมสิ้น
ด้วยเหมือนกัน; เพรำะเหตุนั้น
บุคคลผู้ฉลำด พึงเห็นควำมสิ้นแห่งยำสำำหรับ
หยอด (ตำ) ควำมก่อนขึ้นแห่งตัวปลวกทั้งหลำย
และกำรประมวลมำแห่งตัวผึ้งทังหลำย พึงอยู่
้
ครองเรือน.
[อำนนทเศรษฐีตำยไปเกิดในตระกูลคนจัณฑำล]
โดยสมัยอื่นอีก อำนนทเศรษฐีนั้นไม่บอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่ง
ของตนแก่บุตร อำศัยทรัพย์ มีควำมหม่นหมองเพรำะมลทิน
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล. (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี)
- 186.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 184
คือควำมตระหนี่ ทำำกำละแล้ว, ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงจัณฑำล
คนหนึ่ง ในจำำพวกจัณฑำลพันตระกูล ที่อยู่อำศัยในบ้ำนใกล้ประตู
แห่งหนึ่ง แห่งพระนครนั้นนั่นเอง. พระรำชำ ทรงทรำบกำรทำำกำละ
ของอำนนทเศรษฐีแล้ว รับสังให้เรียกมูลสิริผู้บุตรของเรำมำ ทรง
่
ตังไว้ในตำำแหน่งเศรษฐี.
้
ตระกูลแห่งคนจัณฑำลตังพันแม้นั้น ทำำงำนเพื่อค่ำจ้ำง โดย
้
ควำมเป็นพวกเดียวกันเทียว เป็นอยู่ จำำเดิมแต่กำลถือปฏิสนธิของ
ทำรกนั้น ย่อมไม่ได้ค่ำจ้ำงเลย ทังไม่ได้แม้ก้อนข้ำวเกินไปกว่ำ
้
อำหำรพอยังอัตภำพให้เป็นไป. พวกเขำกล่ำวว่ำ "บัดนี้ เรำ
ทั้งหลำยแม้ทำำกำรงำนอยู่ ย่อมไม่ได้อำหำรสักว่ำก้อนข้ำว, หญิง
กำลกัณณีพึงมีในระหว่ำงเรำทังหลำย"
้ ดังนี้แล้ว จึงแยกกัน
ออกเป็น ๒ พวก จนมำรดำบิดำของทำรกนั้นอยูแผนกหนึ่งต่ำงหำก,
่
ไล่มำรดำของทำรกนั้นออก ด้วยคิดว่ำ "หญิงกำฬกัณณีเกิดใน
ตระกูลนี้." ทำรกนั้นยังอยู่ในท้องของหญิงนั้นตรำบใด, หญิงนั้นได้
อำหำรแม้สักว่ำยังอัตภำพให้เป็นไปโดยฝืดเคืองตรำบนั้น คลอดบุตรแล้ว.
ทำรกนั้น ได้มมือและเท้ำ นัยน์ตำ หู จมูก และปำกไม่ตงอยู่
ี ั้
ในที่ตำมปกติ. ทำรกนั้น ประกอบด้วยควำมวิกลแห่งอวัยวะเห็นปำน
นั้น ได้มีรูปน่ำเกลียดเหลือเกิน ดุจปีศำลคลุกฝุ่น. แม้เมือเป็นเช่นนี้
่
มำรดำก็ไม่ละบุตรนั้น. จริงอยู่ มำรดำย่อมมีควำมเยื่อใยเป็นกำำลัง
ในบุตรที่อยู่ในท้อง. นำงเลี้ยงทำรกนั้นอยู่โดยฝืดเคือง, ในวันที่
พำเขำไป ไม่ได้อะไร ๆ เลย, ในวันที่ให้เขำอยู่บ้ำนแล้วไปเองนั่นแล
- 187.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 185
จึงได้ค่ำจ้ำง.
[มำรดำปล่อยบุตรไปขอทำนเลี้ยงชีพเอง]
ต่อมำ ในกำลที่ทำรกนั้นสำมำรถเที่ยวไป เพื่อก้อนข้ำวเลี้ยง
ตัวได้ นำงวำงกระเบื้องไว้ในมือแล้ว กล่ำวกะบุตรนั้นว่ำ "พ่อ แม่
อำศัยเจ้ำถึงควำมลำำบำกมำก, บัดนี้ แม่ไม่อำจเลี้ยงเจ้ำได้, อำหำร
วัตถุทั้งหลำยมีข้ำวเป็นต้นที่เขำจัดไว้ เพื่อคนทั้งหลำยมีคนกำำพร้ำและ
คนเดินทำงเป็นต้นมีอยู่ในนครนี้, เจ้ำจงเทียวไปเพื่อภิกษำในนครนั้น
่
เลี้ยงชีพเถิด." ดังนีแล้ว ปล่อยบุตรนั้นไป.
้ ทำรกนั้นเที่ยวไปตำม
ลำำดับเรือน ถึงที่แห่งตนเกิดในครำวเป็นอำนนทเศรษฐีแล้ว เป็นผู้
ระลึกชำติได้ เข้ำไปสู่เรือนของตน. ใคร ๆ ไม่ได้สงเกตเขำ ในซุ้ม
ั
ประตูทั้ง ๓. ในซุมประตูที่ ๔ พวกบุตรของมูลสิริเศรษฐีเห็น
้ (เขำ)
แล้วมีใจหวำดเสียวร้องไห้แล้ว. ลำำดับนั้น พวกบุรุษของเศรษฐี
กล่ำวกระทำรกนั้นว่ำ "เองจงออกไป คนกำฬกัณณี" โบยพลำง
นำำออกไปโยนไว้ที่กองหยำกเยื่อ.
[พระศำสดำแสดงธรรมแก่มูลสิริเศรษฐี]
พระศำสดำ มีพระอำนนทเถระเป็นปัจฉำสมณะ เสด็จบิณฑบำต
ถึงที่นั้นแล้ว ทอดพระเนตรดูพระเถระ อันพระเถระนั้นทูลถำม
แล้ว ตรัสบอกพฤติกำรณ์นั้น, พระเถระให้เชิญมูลสิริเศรษฐีมำแล้ว.
หมู่มหำชนประชุมกันแล้ว. พระศำสดำ ตรัสเรียกมูลสิริเศรษฐีมำ
แล้ว ตรัสถำมว่ำ "ท่ำนรู้จักทำรกนั่นไหม ?" เมื่อมูลสิริเศรษฐีนั้น
ทูลว่ำ "ไม่รู้จัก" จึงตรัสว่ำ "ทำรกนั้น คืออำนนทเศรษฐีผู้บิดำ
- 188.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 186
ของท่ำน" แล้วยังทำรกนั้นให้บอก (ขุมทรัพย์) ด้วยพระดำำรัสว่ำ
"อำนนทเศรษฐี ท่ำนจงบอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งแก่บุตรของท่ำน"
แล้วทรงยังมูลสิริเศรษฐีผู้ไม่เชืออยู่นั้นให้เชื่อแล้ว. มูลสิริเศรษฐีนั้น
่
ได้ถึงพระศำสดำเป็นสรณะแล้ว. พระศำสดำเมื่อจะทรงแสดงธรรม
แก่มูลสิริเศรษฐีนั้น จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"คนพำล ย่อมเดือดร้อนว่ำ 'บุตรทังหลำยของเรำ
้
มีอยู่, ทรัพย์ (ของเรำ) มีอยู่,' ตนแล ย่อม
ไม่มแต่ตน, บุตรทั้งหลำยจักมีแต่ที่ไหน ? ทรัพย์
ี
จักมีแต่ที่ไหน ?"
[แก้อรรถ]
พึงทรำบเนื้อควำมแห่งถำคำนั้นว่ำ :-
"คนพำลย่อมเดือนร้อนด้วยควำมอยำกในบุตร และด้วยควำม
อยำกในทรัพย์ว่ำ 'บุตรทังหลำยของเรำมีอยู่,
้ ทรัพย์ของเรำมีอยู่,' คือ
ย่อมลำำบำก ย่อมถึงทุกข์; คือ ย่อมเดือดร้อน "บุตรทังหลำยของ
้
เรำฉิบหำยแล้ว," ย่อมเดือนร้อนว่ำ "ฉิบหำยอยู่," ย่อมเดือดร้อนว่ำ
"จักฉิบหำย." แม้ในทรัพย์ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. คนพำลย่อมเดือดร้อน
ด้วยอำกำร ๖ อย่ำง ด้วยประกำรฉะนี้, คนพำลแม้พยำยำมอยู่ในที่
ทั้งหลำย มีทำงบกและทำงนำ้ำเป็นต้น ทังกลำงคืนและกลำงวันโดยประ -
้
กำรต่ำง ๆ ด้วยคิดว่ำ "เรำจักเลี้ยงบุตรทั้งหลำย" ชื่อว่ำย่อมเดือดร้อน,
แม้ทำำกรรมทั้งหลำยมีกำรทำำนำและกำรค้ำขำยเป็นต้น ด้วยคิดว่ำ "เรำ
- 189.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 187
จักยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น" ชื่อว่ำย่อมเดือดร้อนเหมือนกัน; ก็เมื่อเขำ
เดือดร้อนอยู่อย่ำงนี้ ตนแลชื่อว่ำย่อมไม่มีแก่ตน, เมื่อเขำไม่อำจทำำ
ตนที่ถึงทุกข์ด้วยควำมคับแค้นนั้นให้ถึงสุขได้ แม้ในปัจจุบันกำล ตน
ของเขำแลชื่อว่ำย่อมไม่มแก่ตน, เมื่อเขำนอนแล้วบนเตียงเป็นที่ตำย
ี
ถูกเวทนำทั้งหลำยมีควำมตำยเป็นที่สุด เผำอยู่รำวกะว่ำถูกเปลวเพลิง
เผำอยู่ เมื่อเครื่องต่อและเครื่องผูก (เส้นเอ็น) จะขำดไป เมื่อร่ำง
กระดูกจะแตกไป แม้เมื่อเขำหลับตำเห็นปรโลก ลืมตำเห็นอิธโลกอยู่
ตนแลแม้อันเขำให้อำบนำ้ำวันละ ๒ ครังให้บริโภควันละ ๓ ครั้ง ประดับ
้
ด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น เลี้ยงแล้วตลอดชีวิต ก็ชื่อว่ำ
ย่อมไม่มแก่ตน เพรำะควำมทีตนเป็นผู้ไม่สำมำรถจะทำำเครื่องต้นทำน
ี ่
ทุกข์โดยควำมเป็นสหำยได้; บุตรจักมีแต่ที่ไหน ? ทรัพย์จักมีแต่ที่
ไหน ? คือว่ำในสมัยนั้น; บุตรหรือทรัพย์จักทำำอะไรได้เล่ำ ? แม้เมือ
่
อำนนทเศรษฐีไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ รวบรวมทรัพย์ไว้เพื่อ
ประโยชน์แก่บุตร นอนบนเตียงเป็นที่ตำยในกำลก่อนก็ดี ถึงทุกข์นี้ใน
บัดนี้ก็ดี, บุตรแต่ที่ไหน ? ทรัพย์แต่ที่ไหน ? คือว่ำบุตรหรือทรัพย์นำำ
ทุกข์อะไรไปได้ ? หรือให้สุขอะไรเกิดขึ้นได้เล่ำ ?"
ในกำลจบเทศนำ กำรตรัสรู้ธรรมได้มแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐,
ี เทศนำ
ได้มีประโยชน์แก่มหำชนแล้ว ดังนีแล.
้
เรื่องอำนนทเศรษฐี จบ.
- 190.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 188
๔. เรื่องโจรผูทำำลำยปม
้ [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภพวก
โจรผู้ทำำลำยปม ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "โย พำโล มญฺญตี
พำลฺย" เป็นต้น.
[โจรลักของที่ขอดไว้ที่พกผ้ำ]
ได้ยินว่ำ โจร ๒ คนนั้นเป็นสหำยกัน ไปสู่พระเชตวันกับ
มหำชนผู้ไปอยู่เพื่อต้องกำรฟังธรรม, โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถำแล้ว,
โจรคนหนึ่งมองดูของที่ตนควรถือเอำ. บรรดำโจรทัง ๒ นั้น โจรผู้
้
ฟังธรรมอยู่ บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว. โจรนอกนี้ได้ทรัพย์ประมำณ ๕
มำสกที่ขอดไว้ที่ชำยผ้ำของอุบำสกคนหนึ่ง. ทรัพย์นั้นเป็นค่ำอำหำร
ในเรือนของเขำแล้ว, ย่อมไม่สำำเร็จผลในเรือนของโจรผู้โสดำบัน
นอกนี้.
ครังนั้น โจรผู้สหำยกับภรรยำของตน เมื่อจะเย้ยหยันโจรผู้
้
โสดำบันนั้น จึงกล่ำวว่ำ "ท่ำนไม่ยงแม้ค่ำอำหำรให้สำำเร็จในเรือน
ั
ของตน เพรำะควำมที่ตนฉลำดเกินไป." สหำยผู้โสดำบันนอกนี้คิดว่ำ
"เจ้ำคนนี้ ย่อมสำำคัญควำมที่ตนเป็นบัณฑิต ด้วยควำมเป็นพำลทีเดียว
หนอ" เพื่อจะกรำบทูลควำมเป็นไปนั้นแด่พระศำสดำ จึงไปสู่พระ-
เชตวันกับญำติทงหลำย กรำบทูลแล้ว
ั้
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล. (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี).
- 191.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 189
[ผูรู้สึกตัวว่ำโง่ย่อมเป็นบัณฑิตได้]
้
พระศำสดำ เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขำ จึงตรัสพระคำถำ
นี้ว่ำ :-
"บุคคลใดโง่ ย่อมสำำคัญควำมทีแห่งตนเป็นคน
่
โง่, บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพรำะเหตุนั้นได้บ้ำง;
ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีควำมสำำคัญว่ำตนเป็น
บัณฑิต บุคคลนั้นแล เรำเรียกว่ำ 'คนโง่"
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น สองบทว่ำ โย พำโล ควำมว่ำ บุคคลใด
เป็นคนโง่ คือมิใช่เป็นบัณฑิต ย่อมสำำคัญ คือย่อมรู้ควำมทีตนเป็น
่
คนโง่ คือควำมเป็นคนเขลำนั้น ด้วยตนเองว่ำ "เรำเป็นคนเขลำ."
สองบทว่ำ เตน โส ควำมว่ำ ด้วยเหตุนั้น บุคคลนั้นจะ
เป็นบัณฑิตได้บ้ำง หรือจะเป็นเช่นกับบัณฑิตได้บำง.
้
ก็เขำรู้อยู่ว่ำ "เรำเป็นคนโง่" เข้ำไปหำ เข้ำไปนั่งใกล้คนอื่น
ซึ่งเป็นบัณฑิต อันบัณฑิตนั้นกล่ำวสอนอยู่ พรำ่ำสอนอยู่ เพื่อประโยชน์
แก่ควำมเป็นบัณฑิต เรียนเอำโอวำทนั้นแล้ว ย่อมเป็นบัณฑิต หรือ
เป็นบัณฑิตกว่ำได้.
สองบทว่ำ ส เว พำโล ควำมว่ำ ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่
อยู่ เป็นผู้มควำมสำำคัญว่ำตนเป็นบัณฑิตถ่ำยเดียวอย่ำงนี้ว่ำ
ี "คนอื่น
ใครเล่ำ ? จะเป็นพหุสูต เป็นธรรมกถึก ทรงวินัย มีวำทะกล่ำวคุณ
เครื่องขจัดกิเลส เช่นกับด้วยเรำมีอยู่" บุคคลนั้นไม่เข้ำไปหำ ไม่เข้ำ
- 192.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 190
ไปนั่งใกล้บุคคลอื่นซึ่งเป็นบัณฑิต ย่อมไม่เรียนปริยัติเลย, ย่อมไม่
บำำเพ็ญข้อปฏิบัติ, ย่อมถึงควำมเป็นคนโง่โดยส่วนเดียวแท้, บุคคลนั้น
ย่อมเป็นเหมือนโจรทำำลำยปมฉะนั้น. เพรำะเหตุนั้น พระผู้มีพระภำค
จึงตรัสคำำนี้ว่ำ "ส เว พำโลติ วุจฺจติ."
ในกำลจบเทศนำ มหำชนพร้อมด้วยญำติทั้งหลำยของโจรผู้
โสดำบันนอกนี้ บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว ดังนี้แล.
เรื่องโจรผู้ทำำลำยปม จบ.
- 193.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 191
๕. เรื่องพระอุทำยีเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภพระ
อุทำยีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "ยำวชีวมฺปิ เจ พำโล"
เป็นต้น.
[คนไม่รมักถือตัว]
ู้
ได้ยินว่ำ พระอุทำยีเถระนั้น เมื่อพระเถระผู้ใหญ่หลีกไปแล้วไปสู่
โรงธรรมแล้ว นั่งบนธรรมำสน์. ต่อมำวันหนึ่ง พวกภิกษุอำคันตุกะเห็น
พระอุทำยีเถระนั้นแล้วเข้ำใจว่ำ "ภิกษุนี้จักเป็นพระมหำเถระผู้พหุสูต"
จึงถำมปัญหำปฏิสังยุตด้วยขันธ์เป็นต้นแล้ว ติเตียนท่ำนผู้ไม่รู้อยูซึ่งพระ
่
พุทธวจนะอะไร ๆ ว่ำ "นี่พระเถระอะไร ? อยู่ในพระวิหำรเดียวกัน
กับพระพุทธเจ้ำ ยังไม่รู้ธรรมแม้สักว่ำขันธ์ธำตุและอำยตนะ" ดังนีแล้ว
้
จึงกรำบทูลควำมเป็นไปนั้นแด่พระตถำคต. ลำำดับนั้น พระศำสดำ
เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่พวกภิกษุอำคันตุกะนั้น จึงตรัสพระคำถำ
นี้ว่ำ :-
"ถ้ำคนพำล เข้ำไปนั่งใกล้บัณฑิตอยู่ แม้จน
ตลอดชีวิต, เขำย่อมไม่รู้ธรรม เหมือนทัพพี
ไม่รู้รสแกง ฉะนั้น."
* พระหมำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล. (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี).
- 194.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 192
[แก้อรรถ]
พึงทรำบเนื้อควำมแห่งพระคำถำนั้นว่ำ :-
"ชือว่ำคนพำลนี่
่ เข้ำไปหำอยู่ เข้ำไปนังใกล้อยู่ ซึ่งบัณฑิต
่
แม้จนตลอดชีวิต ย่อมไม่รู้ปริยัติธรรมอย่ำงนี้ว่ำ 'นี่เป็นพุทธพจน์
พระพุทธพจน์มีประมำณเท่ำนี้' หรือซึ่งปฏิปัตติธรรมและปฏิเวธรรม
อย่ำงนี้ว่ำ 'ธรรมนี้เป็นเครื่องอยู่, ธรรมนี้เป็นมำรยำท, นี้เป็นโคจร
กรรมนี้เป็นไปกับด้วยโทษ, กรรมนี้หำโทษมิได้, กรรมนี้ควรเสพ;
กรรมนี้ไม่ควรเสพ; สิงนี้พึงแทงตลอด, สิ่งนี้ควรกระทำำให้แจ้ง."
่
ถำมว่ำ "เหมือนอะไร ?"
แก้วำ
่ "เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น."
อธิบำยว่ำ เหมือนอย่ำงว่ำทัพพี แม้คนแกงต่ำงชนิด มีประกำร
ต่ำงๆ อยู่จนกร่อนไป ย่อมไม่รู้รสแกงว่ำ'นี้รสเค็ม, นี้รสจืด, นี้รสขม,
นี้รสขื่น, นี้รสเผ็ด, นี้รสเปรี้ยว, นี้รสไม่เปรี้ยว, นี้รสฝำด ฉันใด;
คนพำลเข้ำไปนั่งใกล้บัณฑิตตลอดชีวต ย่อมไม่รู้ธรรมมีประกำรดังกล่ำว
ิ
แล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในกำลจบเทศนำ จิตของพวกภิกษุอำคันตุกะ หลุดพ้นแล้วจำก
อำสวะทั้งหลำย ดังนี้แล.
เรื่องพระอุทำยีเถระ จบ.
- 195.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 193
๖. เรื่องภิกษุชำวเมืองปำฐำ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพรเชตวัน ทรงปรำรภภิกษุชำว
เมืองปำฐำ ประมำณ ๓๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "มุหุตตมปิ
ฺ
เจ วิญฺญฺู" เป็นต้น.
[ภิกษุสมำทำนธุดงค์]
ควำมพิสดำรว่ำ พระผู้มีพระภำคทรงแสดงธรรมครำวแรกใน
ชัฏแห่งป่ำไร่ฝำยแก่สหำย ๓๐ นั้น ผูแสวงหญิงอยู่.
้ ้ ในกำลนั้น
สหำยทังหมดเทียว ถึงควำมเป็นเอหิภิกษุ เป็นผู้ทรงบำตรและจีวร
้
อันสำำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ สมำทำนธุดงค์ ๑๓ ประพฤติอยู่ โดยล่วงไป
แห่งกำลนำน เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำแม้อีก ฟังอนมตัคคบรรลุพระอรหัตแล้ว ณ อำสนะ
นั้นนั่นเอง.
ภิกษุทั้งหลำย สนทนำกันในธรรมสภำว่ำ "น่ำอัศจรรย์หนอ !
ภิกษุเหล่ำนี้ รูแจ้งธรรมพลันทีเดียว."
้ พระศำสดำ ทรงสดับกถำนั้น
แล้ว ตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่ำนั้น, แม้ในกำล
ก่อน ภิกษุเหล่ำนี้ เป็นนักเลงเป็นสหำยกันประมำณ ๓๐ คน ฟัง
ธรรมเทศนำของสุกรชื่อมหำตุณฑิละ ในตุณฑิลชำดกได้ฉับพลันทีเดียว สมำทำนศีล ๕
แล้ว, เพรำะอุปนิสยนั้นนั่นเอง เขำ
ั
เหล่ำนั้น จึงบรรลุพระอรหัต ณ อำสนะที่ตนนั่งแล้วทีเดียวในกำลบัดนี้"
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล. (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี)
๑. ส. นิทำน. ๑๖/๒๐๒. ๒. ข. ชำ. ฉกฺก ๒๗/๒๐๐ ตทฏกถำ. ๕/๗๘.
- 196.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 194
ดังนีแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ
้ :-
"ถ้ำวิญญูชน เข้ำไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้ครู่เดียว,
เขำย่อมรู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน, เหมือนลิ้นรู้รส
แกงฉะนั้น."
[แก้อรรถ]
พึงทรำบเนื้อควำมแห่งพระคำถำนั้นว่ำ :-
"ถ้ำวิญญูชน คือว่ำ บุรุษผู้บัณฑิต เข้ำไปนั่งใกล้บัณฑิตอื่น
แม้ครู่เดียว, เขำเรียนอยู่ สอบสวนอยู่ ในสำำนักบัณฑิตอื่นนั้น ชื่อว่ำ
ย่อมรูแจ้งปริยัติธรรมโดยพลันทีเดียว, แต่นั้น เขำให้บัณฑิตบอก
้
กัมมัฏฐำนแล้ว เพียรพยำยำมอยู่ในข้อปฏิบัติ, เป็นบัณฑิต ย่อมรู้แจ้ง
แม้โลกุตรธรรมพลันทีเดียว, เหมือนบุรุษผู้มชิวหำประสำทอันโรคไม่
ี
กำำจัดแล้ว พอวำงอำหำรลงที่ปลำยลิ้นเพื่อจะรู้รสย่อมรู้รส อันต่ำงด้วย
รสเค็มเป็นต้นฉะนั้น."
ในกำลจบเทศนำ ภิกษุเป็นอันมำก บรรลุพระอรหัตแล้ว ดังนี้
แล.
เรื่องภิกษุชำวเมืองปำฐำ จบ.
- 197.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 195
๗. เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภบุรุษโรค
เรื้อน ชือว่ำสุปปพุทธะ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ
่ "จรนฺติ พำลำ
ทุมฺเมธำ" เป็นต้น.
[สุปปพุทธะกรำบทูลคุณวิเศษแด่พระศำสดำ]
เรื่องสุปปพุทธะนี้มำแล้วในอุทำนนั่นแล. ก็ในกำลนั้น สุปป-
พุทธกุฏฐินั่งที่ท้ำยบริษัท ฟังธรรมเทศนำของพระผู้มีพระภำคแล้ว
บรรลุโสดำปัตติผล ปรำรถนำจะกรำบทูลคุณที่ตนได้แล้ว แด่พระศำสดำ
(แต่) ไม่อำจเพื่อจะหยังลงในท่ำมกลำงบริษัท ได้ไปยังวิหำรในเวลำ
่
มหำชนถวำยบังคมพระศำสดำกลับไปแล้ว.
[คนมีอริยทรัพย์ ๗ เป็นผูไม่ขัดสน]
้
ขณะนั้น ท้ำวสักกเทวรำช ทรงทรำบว่ำ "สุปปพุทธกุฏฐินี้
ใคร่เพื่อกระทำำคุณที่ตนได้ในศำสนำของพระศำสดำให้ปรำกฏ" ทรง
ดำำริวำ "เรำจักทดลองนำยสุปปพุทธกุฏฐินั้น" เสด็จไปยืนในอำกำศ
่
แล้ว ได้ตรัสคำำนี้ว่ำ "สุปปพุทธะ เธอเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์
ยำกไร้, เรำจักให้ทรัพย์หำที่สิ้นสุดมิได้แก่เธอ, เธอจงกล่ำวว่ำ 'พระ
พุทธไม่ใช่พระพุทธ, พระธรรมไม่ใช่พระธรรม, พระสงฆ์ไม่ใช่พระ
สงฆ์, อย่ำเลยด้วยพระพุทธของเรำ, อย่ำเลยด้วยพระธรรมของรำ
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗. วัดสัมพันธวงศ์ แปล (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี)
๑. ขุ. อุ. ๒๕/๑๔๖.
- 198.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 196
อย่ำเลยด้วยพระสงฆ์ของเรำ." ลำำดับนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั้น กล่ำว
กะท้ำวสักกะนั้นว่ำ "ท่ำนเป็นใคร ?"
สักกะ. เรำเป็นท้ำวสักกะ.
สุปปพุทธะ. ท่ำนผู้อันธพำล ผูไม่มยำงอำย, ท่ำนเป็นผู้ไม่
้ ี
สมควรจะพูดกับเรำ, ท่ำนพูดกะเรำว่ำ 'เป็นคนเข็ญใจ เป็นคนขัด
สน เป็นคนกำำพร้ำ,' เรำไม่ใช่คนเข็ญใจ ไม่ใช่คนขัดสนเลย, เรำ
เป็นผู้ถึงควำมสุข มีทรัพย์มำก,
"ทรัพย์เหล่ำนี้คือ ทรัพย์คือศรัทธำ ๑, ทรัพย์
คือศีล ๑, ทรัพย์คือหิริ ๑, ทรัพย์คือโอตตัปปะ ๑,
ทรัพย์คือสุตะ ๑, ทรัพย์คือจำคะ ๑, ปัญญำแล
เป็นทรัพย์ที่ ๗, ย่อมมีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิง
ก็ตำม เป็นชำยก็ตำม, บัณฑิตทั้งหลำยกล่ำว
บุคคลนั้นว่ำ 'เป็นคนไม่ขัดสน,' ชีวิตของบุคคล
นั้นไม่ว่ำงเปล่ำ."
เพรำะเหตุนั้น อริยทรัพย์มีอย่ำง ๗ นี้ มีอยู่แก่ชนเหล่ำใดแล,
ชนเหล่ำนั้น อันพระพุทธเจ้ำทังหลำย หรือพระปัจเจกพุทธะทั้งหลำย
้
ย่อมไม่กล่ำวว่ำ 'เป็นคนจน.'
ท้ำวสักกะ ทรงสดับถ้อยคำำของสุปปพุทธะนั้นแล้ว ทรงละ
เขำไว้ในระหว่ำงทำง เสด็จไปสู่สำำนักของพระศำสดำ กรำบทูลกำร
โต้ตอบถ้อยคำำนั้นทั้งหมดแต่พระศำสดำแล้ว. ลำำดับนั้น พระผู้มีพระ
๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๔.
- 199.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 197
ภำค ตรัสกะท้ำวสักกะนั้นว่ำ "ท้ำวสักกะ ทั้งร้อยทั้งพันแห่งคน
ทั้งหลำยผู้เช่นกับพระองค์ ไม่อำจเพื่อจะให้สุปปพุทธกุฏฐิ กล่ำวว่ำ
'พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม หรือพระสงฆ์
ไม่ใช่พระสงฆ์' ได้เลย."
ฝ่ำยสุปปพุทธะแล ไปสู่สำำนักของพระศำสดำ มีควำมบันเทิง
อันพระศำสดำทรงกระทำำแล้ว กรำบทูลคุณอันตนได้แล้วแด่พระศำสดำ
ลุกจำกอำสนะหลีกไปแล้ว. ขณะนั้น แม่โคลูกอ่อน ปลงสุปปพุทธะ
นั้น ผูหลีกไปแล้วไม่นำนจำกชีวิตแล้ว.
้
[บุรพกรรมของสุปปพุทธะและแม่โค]
ได้ยินว่ำ โคแม่ลูกอ่อนนั้น เป็นยักษิณีตนหนึ่ง เป็นแม่โคปลง
ชนทั้ง ๔ นี้ คือกุลบุตรชื่อปุกกุสำติ ๑ พำหิยทำรุจีริยะ ๑ นำยโจร -
ฆำตกะชื่อตัมพำทำฐิกะ ๑ สุปปพุทธกุฏฐิ ๑ จำกชีวตคนละร้อยอัตภำพ .
ิ
ได้ยินว่ำ ในอดีตกำล ชนเหล่ำนั้น เป็นบุตรเศรษฐีทั้ง ๔ คน นำำ
หญิงแพศยำผู้เป็นนครโสเภณีคนหนึ่งไปสู่สวนอุทยำน เสวยสมบัติ
ตลอดวันแล้ว ในเวลำเย็น ปรึกษำกันอย่ำงนี้ว่ำ "ในที่นี้ไม่มี
ฺ่คนอื่น, เรำทังหลำย จักถือเอำกหำปณะพันหนึ่ง และเครื่องประดับ
้
ทั้งหมดที่พวกเรำให้แก่หญิงนี้แล้ว ฆ่ำหญิงนี้เสียไปกันเถิด." หญิงนั้นฟัง
ถ้อยคำำของเศรษฐีบุตรเหล่ำนั้นแล้ว คิดว่ำ "ชนพวกนี้ ไม่มยำงอำย
ี
อภิรมย์กับเรำแล้ว บัดนี้ ปรำรถนำจะฆ่ำเรำ, เรำจักรู้กิจที่ควร
กระทำำแก่ชนเหล่ำนั้น" เมื่อถูกชนเหล่ำนั้นฆ่ำอยู่ ได้กระทำำควำม
ปรำรถนำว่ำ "ขอเรำพึงเป็นยักษิณี ผู้สำมำรถเพื่อฆ่ำชนเหล่ำนั้น
- 200.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 198
เหมือนอย่ำงพวกนี้ฆ่ำเรำฉะนั้นเหมือนกัน."
[คนโง่ทำำกรรมลำมก]
ภิกษุหลำยรูป กรำบทูลกำรกระทำำกำละของสุปปพุทธะนั้นแด่
พระผูมีพระภำคเจ้ำ ทูลถำมว่ำ
้ "คติของสุปปพุทธะนั้น เป็นอย่ำงไร ?
เพรำะเหตุไรเล่ำ ? เขำจึงถึงควำมเป็นคนมีโรคเรื้อน."
พระศำสดำ ทรงพยำกรณ์ควำมที่สุปปพุทธะนั้นบรรลุโสดำปัตติ-
ผลแล้ว เกิดในดำวดึงสภพ และกำรเห็นพระตครสิขีปัจเจกพุทธะ
ถ่ม (นำ้ำลำย) แล้ว หลีกไปทำงซ้ำยด้วยวิบำกที่เหลือ ถึงควำมเป็นคนมีโรคเรื้อนใน
บัดนี้แล้ว ตรัสว่ำ
"ภิกษุทั้งหลำย สัตว์เหล่ำนี้ เที่ยวกระทำำกรรมมีผลเผ็ดร้อนแก่ตนเอง
แล" ดังนีแล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้น จึงตรัส
้
พระคำถำนี้ว่ำ :-
"ชนพำลทั้งหลำย มีปัญญำทรำม มีตนเป็นดัง
ข้ำศึก เที่ยวทำำกรรมลำมกซึ่งมีผลเผ็ดร้อนอยู่."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ จรนฺติ ควำมว่ำ เที่ยวกระทำำอกุศล
ถ่ำยเดียว ด้วยอิริยำบถ ๔ อยู่.
ชนทังหลำย ผูไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้ และประโยชน์ในโลก
้ ้
หน้ำ ชื่อว่ำพำล ในบทว่ำ พำลำ นี้.
๑. อปพฺยำม กตฺวำ ถือเอำควำมว่ำ หลีกซ้ำย. ธรรมดำบัณฑิต เห็นพุทธบุคคลแล้ว
ย่อมหลีก
ทำงขวำ. ดูใน ป. ที. อุทำนวณฺณนำ ๓๖๘.
- 201.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 199
บทว่ำ ทุมฺเมธำ คือมีปัญญำเขลำ. บทว่ำ อมิตฺเตเนว
ควำมว่ำ เป็นรำวกะว่ำคนมีเวรผู้มิใช่มิตร. บทว่ำ กฏุกปฺผล ควำม
ว่ำ มีผลเข้มแข็ง คือมีทุกข์เป็นผล.
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ จบ.
- 202.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 200
๘. เรื่องชำวนำ [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภชำวนำ
คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "น ต กมฺม กต สำธุ" เป็นต้น.
โจรเข้ำลักทรัพย์ในตระกูลมั่งคัง
่
ได้ยินว่ำ ชำวนำนั้น ไถนำแห่งหนึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลจำกกรุง
สำวัตถี. พวกโจรเข้ำไปสู่พระนครโดยท่อนำ้ำ ทำำลำยอุโมงค์ในตระกูล
มั่งคังตระกูลหนึ่ง เข้ำไปถือเอำเงินและทองเป็นอันมำกแล้วก็ออกไป
่
โดยทำงท่อนำ้ำนั่นเอง. โจรคนหนึ่ง ลวงโจรเหล่ำนั้น แบ่งภัณฑะกับ
โจรทั้งหลำยเหล่ำนั้นแล้ว ถือพำเดินไปอยู่ ไม่ได้กำำหนดถึงถุงบรรจุ
ทรัพย์พันหนึ่งที่ตกลงจำกเกลียวผ้ำ.
[พระศำสดำทรงเล็งเห็นอุปนิสัยของชำวนำ]
ในวันนั้น เวลำใกล้รุ่ง พระศำสดำ ทรงตรวจดูสตว์โลก ทรง
ั
เห็นชำวนำนั้น ผูเข้ำไปในภำยในข่ำยคือพระญำณของพระองค์ แล้วทรง
้
ใคร่ครวญอยู่ว่ำ "เหตุอะไรหนอแล ? จักมี" ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่ำ
"ชำวนำคนนี้ จักไปเพื่อไถนำแต่เช้ำตรู่, แม้พวกเจ้ำของภัณฑะ ไป
ตำมรอยเท้ำของโจรทังหลำยแล้ว เห็นถุงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่งในนำ
้
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี).
- 203.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 201
ของชำวนำนั้นแล้วก็จักจับชำวนำนั่น, เว้นเรำเสีย คนอื่นชื่อว่ำผู้เป็น
พยำนของชำวนำนั้นจักไม่มี; แม้อุปนิสัยแห่งโสดำปัตติมรรค ของ
ชำวนำนั้นก็มีอยู่, เรำไปในที่นั้น ย่อมควร." ฝ่ำยชำวนำนั้น ไป
เพื่อไถนำแต่เช้ำตรู่. พระศำสดำ มีพระอำนนทเถระเป็นปัจฉำสมณะ
ได้เสด็จไปในที่นั้นแล้ว. ชำวนำเห็นพระศำสดำแล้ว ไปถวำยบังคม
พระผูมีพระภำคเจ้ำแล้วเริ่มไถนำอีก.
้ พระศำสดำ ไม่ตรัสอะไร ๆ กับ
เขำเสด็จไปยังที่ ๆ ถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งตก ทอดพระเนตรเห็นถุงนั้น
แล้ว จึงตรัสกะพระอำนนทเถระว่ำ "อำนนท์ เธอเห็นไหม อสรพิษ."
พระอำนนทเถระ ทูลว่ำ 'เห็น พระเจ้ำข้ำ อสรพิษร้ำย.' ชำวนำ
ได้ยินถ้อยคำำนั้น คิดว่ำ"ที่นี้เป็นที่เที่ยวไปในเวลำหรือมิใช่เวลำ
แห่งเรำ, ได้ยินว่ำ อสรพิษมีอยูในที่นั่น" เมื่อพระศำสดำตรัส
่
คำำมีประมำณเท่ำนั้นหลีกไปแล้ว, จึงถือเอำด้ำมปฏักเดินไปด้วยตั้งใจ
ว่ำ "จักฆ่ำอสรพิษนั้น" เห็นถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่ง แล้วคิดว่ำ
"คำำนั้น จักเป็นคำำอันพระศำสดำตรัสหมำยเอำถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่ง
นี้" จึงถือเอำถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนั้นกลับไป เพรำะควำมทีตนเป็น ่
คนไม่ฉลำด จึงซ่อนมันไว้ในที่สมควรแห่งหนึ่ง กลบด้วยฝุ่นแล้ว
เริ่มจะไถนำอีก.
[ชำวนำถูกจับไปประหำรชีวต]
ิ
แม้พวกมนุษย์ เมื่อรำตรีสว่ำงแล้ว เห็นกรรมอันพวกโจร
กระทำำในเรือน จึงเดินตำมรอยเท้ำไป ถึงนำนั้นแล้ว เห็นที่ ๆ พวก
โจรแบ่งภัณฑะกันในนำนั้น ได้เห็นรอยเท้ำของชำวนำแล้ว. มนุษย์
- 204.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 202
เหล่ำนั้น ไปตำมแนวรอยเท้ำของชำวนำนั้น เห็นที่แห่งถุงทรัพย์ที่
ชำวนำเก็บเอำไว้ คุยฝุ่นออกแล้ว ถือเอำถุงทรัพย์ คุกคำมว่ำ
้ "แก
ปล้นเรือนแล้ว เที่ยวไปรำวกับไถนำอยู่" โบยด้วยท่อนไม้ นำำ
ไปแสดงแก่พระรำชำแล้ว. พระรำชำ ทรงสดับควำมเป็นไปนั้นแล้ว
จึงรับสังให้ประหำรชีวิตชำวนำนั้น.
่ พวกรำชบุรุษ มัดชำวนำนั้นให้
มีแขนไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวำย นำำไปสู่ตะแลงแกงแล้ว. ชำวนำนั้น
ถูกรำชบุรุษเฆี่ยนด้วยหวำย ไม่กล่ำวคำำอะไร ๆ อื่น กล่ำวอยู่ว่ำ
"เห็นไหม อำนนท์ อสรพิษ, 'เห็น พระเจ้ำข้ำ อสรพิษร้ำย"
เดินไปอยู่. ครังนั้น พวกรำชบุรุษ ถำมเขำว่ำ "แกกล่ำวถ้อยคำำ
้
ของพระศำสดำและพระอำนนทเถระเท่ำนั้น, นี่ชื่ออะไร ?" เมื่อชำวนำ
ตอบว่ำ "เรำเมื่อได้เฝ้ำพระรำชำจึงจักบอก," จึงนำำไปสู่สำำนักของ
พระรำชำ กรำบทูลควำมเป็นไปนั้นแด่พระรำชำแล้ว.
[ชำวนำพ้นโทษเพรำะอ้ำงพระศำสดำเป็นพยำน]
ลำำดับนั้น พระรำชำ ตรัสถำมชำวนำนั้นว่ำ "เพรำะเหตุไร
เจ้ำจึงกล่ำวดังนั้น ?" แม้ชำวนำนั้น กรำบทูลว่ำ "ข้ำแต่สมมติเทพ
ข้ำพระองค์ไม่ใช่โจร" แล้วก็กรำบทูลเรื่องนั้นทั้งหมด แด่พระรำชำ
จำำเดิมแต่กำลที่ตนออกไปเพื่อต้องกำรจะไถนำ. พระรำชำ ทรงสดับ
ถ้อยคำำของชำวนำนั่นแล้ว ตรัสว่ำ "พนำย ชำวนำนี้อำงเอำพระ
้
ศำสดำผู้เป็นบุคคลเลิศในโลกเป็นพยำน, เรำจะยกโทษแก่ชำวนำนี่
ยังไม่สมควร, เรำจักรู้สิ่งที่ควรกระทำำในเรื่องนี้" ดังนีแล้ว ทรงพำ
้
- 205.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 203
ชำวนำนั้นไปยังสำำนักของพระศำสดำในเวลำเย็น ทูลถำมพระศำสดำ
ว่ำ "ข้ำแต่พระผู้มีพระภำค พระองค์ได้เสด็จไปสู่ที่ไถนำของชำวนำนั้น
กับพระอำนนทเถระแลหรือ ?"
พระศำสดำ. ขอถวำยพระพร มหำบพิตร.
พระรำชำ. พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอะไรในนำนั้น ?
พระศำสดำ. ถุงทรัพย์พันหนึ่ง มหำบพิตร.
พระรำชำ. ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ได้ตรัสคำำอะไร ?
พระศำสดำ. คำำชื่อนี้ มหำบพิตร.
พระรำชำ. พระเจ้ำข้ำ ถ้ำบุรุษนี้จักได้กระทำำกำรอ้ำงบุคคล
ผู้เช่นกับด้วยพระองค์แล้วไซร้, เขำจักไม่ได้ชีวิต, แต่เขำกล่ำวคำำที่
พระองค์ตรัสแล้ว จึงได้ชีวต.
ิ
[ไม่ควรทำำกรรมที่ให้ผลเดือดร้อนในภำยหลัง]
พระศำสดำ ทรงสดับพระรำชดำำรัสนั้นแล้ว ตรัสว่ำ "ขอ
ถวำยพระพร มหำบพิตร, แม้อำตมภำพกล่ำวคำำมีประมำณเท่ำนั้น
นั่นเองแล้วก็ไป, ควำมตำมเดือดร้อนในภำยหลัง ย่อมมีเพรำะกระทำำ
กรรมใด กรรมนั้น ชื่อผู้เป็นบัณฑิตไม่พึงกระทำำ" ดังนี้ เมื่อจะทรงสืบ
อนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"บุคคลกระทำำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนใน
ภำยหลัง เป็นผู้มีหน้ำชุมด้วยนำ้ำตำ ร้องไห้
่
เสวยผลของกรรมใดอยู่ กรรมนั้น อันบุคคล
กระทำำแล้ว ไม่ดีเลย."
- 206.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 204
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น สองบทว่ำ ควำมว่ำ บุคคล
กระทำำกรรมใด คืออันสำมำรถจะให้เกิดในอบำยภูมิทั้งหลำยมีนรก
เป็นต้น ได้แก่ มีทุกข์เป็นกำำไร เมื่อตำมระลึกถึง ชื่อว่ำย่อมเดือด
ร้อนในภำยหลัง คือย่อมเศร้ำโศกในภำยหลัง ในขณะที่ระลึกถึง
แล้ว ๆ, กรรมนั้น อันบุคคลกระทำำแล้วไม่ดี คือไม่งำม ได้แก่ ไม่
สละสลวย.
สองบทว่ำ ยสฺส อสฺสุมุโข ควำมว่ำ เป็นผู้มีหน้ำชุ่มด้วย
นำ้ำตำ ร้องไห้ ย่อมเสวยผลกรรมใด.
ในเวลำจบเทศนำ อุบำสกชำวนำ บรรลุโสดำปัตติผลแล้ว. แม้
ภิกษุผู้ประชุมกันเป็นอันมำก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลำย มีโสดำปัตติผล
เป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องชำวนำ จบ.
- 207.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 205
๙. เรื่องนำยสุมนมำลำกำร [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภนำย
มำลำกำรชื่อสุมนะ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ "ตญฺจ กมฺม กต
สำธุ" เป็นต้น.
[พระศำสดำเสด็จบิณฑบำต]
ดังได้สดับมำ นำยมำลำกำรนั้น บำำรุงพระเจ้ำพิมพิสำรด้วย
ดอกมะลิ ๘ ทะนำนแต่เช้ำตรู่ทุกวัน ย่อมได้กหำปณะวันละ ๘ กหำปณะ.
ต่อมำวันหนึ่ง เมื่อนำยมำลำกำรนั้นถือดอกไม้ พอเข้ำไปสู่พระนคร.
พระผูมีพระภำค อันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงเปล่งพระรัศมี
้
มีพรรณ ๖ เสด็จเข้ำไปสู่พระนคร เพื่อบิณฑบำต ด้วยพระพุทธำนุภำพ
อันใหญ่ ด้วยพระพุทธลีลำอันใหญ่. แท้จริง ในกำลบำงครำว พระ
ผู้มีพระภำคทรงปิดพระรัศมีมีพรรณ ๖ ด้วยจีวรแล้ว เสด็จไป เหมือน
ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบำตเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง เหมือนเสด็จไปต้อนรับ
พระอังคุลิมำล สิ้นทำงตั้ง ๓๐ โยชน์, ในกำลบำงครำว ทรงเปล่ง
พระรัศมีมีพรรณ ๖ เหมือนทรงเปล่งในเวลำเสด็จเข้ำไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์
เป็นต้น. แม้ในวันนั้น พระผู้มีพระภำคทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณ ๖
จำกพระสรีระ เสด็จเข้ำไปสู่กรุงรำชคฤห์ ด้วยพระพุทธำนุภำพอันใหญ่
ด้วยพระพุทธลีลำอันใหญ่.
* พระมหำเฉย ป. ธ. ๗ วัดสัมพันธวงศ์ แปล (ต่อมำเป็นพระเทพปัญญำมุนี).
- 208.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 206
[นำยมำลำกำรบูชำพระศำสดำด้วยดอกไม้]
ครังนั้น นำยมำลำกำรเห็นอัตภำพพระผู้มีพระภำค เช่นกับ
้
ด้วยรัตนะอันมีคำและทองด้วยมหำปุริสลักษณะ ๓๒ มีส่วนแห่งควำมงำมด้วยพระสิริคือ
่
อนุ-
พยัญชนะ ๘๐ มีจตเลื่อมใสแล้ว คิดว่ำ
ิ "เรำจักทำำกำรบูชำอันยิ่ง
แด่พระศำสดำอย่ำงไรหนอแล ?" เมื่อไม่เห็นสิ่งอื่น จึงคิดว่ำ "เรำ
จักบูชำพระผู้มีพระภำคด้วยดอกไม้เหล่ำนี้" คิดอีกว่ำ "ดอกไม้เหล่ำนี้
เป็นดอกไม้สำำหรับบำำรุงพระรำชำประจำำ, พระรำชำ เมื่อไม่ทรงได้
ดอกไม้เหล่ำนี้ พึงให้จองจำำเรำบ้ำง พึงให้ฆ่ำเรำบ้ำง พึงขับไล่เสีย
จำกแว่นแคว้นบ้ำง, เรำจะทำำอย่ำงไรหนอแล ?. ครั้งนั้น ควำมคิด
อย่ำงนี้ได้มีแก่นำยมำลำกำรนั้นว่ำ "พระรำชำจะทรงฆ่ำเรำเสียก็ตำม
ขับไล่เสียจำกแว่นแคว้นก็ตำม, ก็พระรำชำนั้น แม้เมื่อพระรำชทำน
แก่เรำ พึงพระรำชทำนทรัพย์สักว่ำเลี้ยงชีพในอัตภำพนี้ ; ส่วนกำร
บูชำพระศำสดำ อำจเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและควำมสุข แก่เรำใน
โกฏิกัปเป็นอเนกทีเดียว" สละชีวิตของตน แด่พระตถำคตแล้ว.
นำยมำลำกำรนั้น คิดว่ำ "จิตเลื่อมใสของเรำไม่กลับกลำยเพียงใด ;
เรำจักทำำกำรบูชำเพียงนั้นทีเดียว" เป็นผู้ร่ำเริงบันเทิงแล้ว มีจิต
เบิกบำนและแช่มชื่น บูชำพระศำสดำแล้ว.
๑. เช่นกับด้วยพวงแก้วและพวงทองก็ว่ำ โบรำณว่ำ เช่นกับด้วยพนมแก้วและพนมทองก็
มี.
- 209.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 207
[ควำมอัศจรรย์ของดอกไม้ที่เป็นพุทธบูชำ]
นำยมำลำกำรนั้นบูชำอย่ำงไร ? ทีแรก นำยมำลำกำรซัดดอกไม้
๒ กำำ ขึ้นไปในเบื้องบนแห่งพระตถำคตก่อน. ดอกไม้ ๒ กำำนั้น
ได้ตั้งเป็นเพดำนในเบื้องบนพระเศียร. เขำซัดดอกไม้ ๒ กำำอื่นอีก.
ดอกไม้ ๒ กำำนั้นได้ย้อยลงมำตั้งอยู่ทำงด้ำนพระหัตถ์ขวำ โดยอำกำร
อันมำลำบังไว้. เขำซัดดอกไม้ ๒ กำำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำำนั้น
ได้ห้อยย้อยลงมำตังอยู่ทำงด้ำนพระปฤษฎำงค์ อย่ำงนั้นเหมือนกัน.
้
เขำซัดดอกไม้ ๒ กำำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำำนั้นห้อยย้อยลงมำตั้งอยู่ทำง
ด้ำนพระหัตถ์ซ้ำย อย่ำงนั้นเหมือนกัน. ดอกไม้ ๘ ทะนำนเป็น
๘ กำำ แวดล้อมพระตถำคตในฐำนะทั้ง ๔ ด้วยประกำรฉะนี้. ได้มี
ทำงพอเป็นประตูเดินไปข้ำงหน้ำเท่ำนั้น. ขั้วดอกไม้ทั้งหลำยได้หันหน้ำ
เข้ำข้ำงใน, หันกลีบออกข้ำงนอก. พระผู้มีพระภำคเป็นรำวกะว่ำ
แวดล้อมแล้วด้วยแผ่นเงิน เสด็จไปแล้ว. ดอกไม้ทั้งหลำย แม้
ไม่มจิต อำศัยบุคคลผูมีจิต ไม่แยกกัน ไม่ตกลง ย่อมไปกับพระศำสดำ
ี ้
นั่นเทียว ย่อมหยุดในที่ประทับยืน. รัศมีเป็นรำวกะว่ำสำยฟ้ำแลบ
ตังแสนสำย ออกจำกพระสรีระของพระศำสดำ. พระรัศมีที่ออก (จำก
้
พระกำยนั้น) ออกทั้งข้ำงหน้ำทังข้ำงหลัง ทั้งข้ำงขวำทั้งข้ำงซ้ำย ทั้ง
้
เบื้องบนพระเศียร. พระรัศมีแม้แต่สำยหนึ่ง ไม่หำยไปทำงทีตรงเบื้อง
่
พระพักตร์ ๆ แม้ทั้งหมดกระทำำประทักษิณพระศำสดำ ๓ รอบแล้วรวม
เป็นพระรัศมีมีประมำณเท่ำลำำตำลหนุ่ม พุ่งตรงไปข้ำงหน้ำทำงเดียว.
- 210.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 208
[นำยมำลำกำรบอกแก่ภรรยำ]
นครทั้งสิ้นเลื่องลือแล้ว. บรรดำชน ๑๘ โกฏิ คือในภำยใน
นคร ๙ โกฎิ ภำยนอกนคร ๙ โกฏิ ชำยหรือหญิงแม้คนหนึ่ง ชื่อว่ำ
จะไม่ถือเอำภิกษำออกไปย่อมไม่มี. มหำชนบันลือสีหนำท ทำำกำรยก
ท่อนผ้ำขึ้นตั้งพันอยู่ขำงหน้ำของพระศำสดำเทียว.
้ แม้พระศำสดำ
เพื่อจะทรงทำำคุณของนำยมำลำกำรให้ปรำกฏ ได้เสด็จเที่ยวไปใน
พระนครประมำณ ๓ คำวุต โดยหนทำงเป็นที่เที่ยวไปด้วยกลอง
นั้นเอง. สรีระทั้งสิ้น ของนำยมำลำกำรเต็มเปี่ยมด้วยปีตมีวรรณะ ๕.
ิ
นำยมำลำกำรนั้นเที่ยวไปกับพระตถำคตหน่อยหนึ่งเท่ำนั้น เข้ำไปใน
ภำยในแห่งพระพุทธรัศมี เป็นรำวกะว่ำจมลงในรสแห่งมโนสิลำ ชมเชย
ถวำยบังคมพระศำสดำแล้ว ได้ถือเอำกระเช้ำเปล่ำนั่นแลไปสู่เรือน.
ครังนั้น ภรรยำถำมเขำว่ำ
้ "ดอกไม้อยู่ที่ไหน ?"
มำลำกำร. เรำบูชำพระศำสดำแล้ว.
ภรรยำ. บัดนี้ ท่ำนจักทำำอะไรแด่พระรำชำเล่ำ ?
มำลำกำร. พระรำชำจะทรงฆ่ำเรำก็ตำม ขับไล่จำกแว่นแคว้น
ก็ตำม, เรำสละชีวิตบูชำพระศำสดำแล้ว, ดอกไม้ทั้งหมดมี ๘ กำำ,
บูชำชื่อเห็นปำนนี้เกิดแล้ว, มหำชนทำำกำรโห่ร้องตั้งพัน เทียวไปกับ
่
พระศำสดำ, นั่นเสียงโห่ร้องของมหำชนในที่นั้น.
[ภรรยำไม่เลื่อมใสฟ้องพระรำชำ]
ลำำดับนั้น ภรรยำของเขำเป็นหญิงอันธพำล ไม่ยงควำมเลื่อมใส
ั
ในพระปำฏิหำริย์เห็นปำนนั้นให้เกิด ด่ำเขำแล้ว กล่ำวว่ำ "ธรรมดำ
- 211.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 209
พระรำชำทังหลำย เป็นผู้ดุรำย กริ้วครำวเดียวก็กระทำำควำมพินำศแม้
้ ้
มำก ด้วยกำรตัดมือและเท้ำเป็นต้น, ควำมพินำศพึงมีแม้แก่เรำ เพรำะ
กรรมที่เธอกระทำำ" พำพวกบุตรไปสู่รำชตระกูล ผูอันพระรำชำตรัส
้
เรียกมำถำมว่ำ "อะไรกันนี่ ?" จึงกรำบทูลว่ำ "สำมีของหม่อมฉัน
เอำดอกไม้สำำหรับบำำรุงพระองค์บชำพระศำสดำแล้ว มีมือเปล่ำมำ
ู
สู่เรือน ถูกหม่อมฉันถำมว่ำ 'ดอกไม้อยู่ไหน ?' ก็กล่ำวคำำชื่อนี้,
หม่อมฉันด่ำเขำแล้ว กล่ำวว่ำ 'ธรรมดำพระรำชำทังหลำยเป็นผู้ดุร้ำย
้
กริ้วครำวเดียวก็กระทำำควำมพินำศแม้มำก ด้วยกำรตัดมือและเท้ำเป็น
ต้น, ควำมพินำศพึงมีแม้แก่เรำ เพรำะกรรมที่เธอกระทำำ' ดังนี้แล้ว
ก็ทิ้งเขำมำในที่นี้ ; กรรมที่เขำกระทำำ จงเป็นกรรมดีก็ตำม จงเป็น
กรรมชั่วก็ตำม, กรรมนั้นจงเป็นของเขำผู้เดียว; ขอเดชะ พระองค์
จงทรงทรำบควำมที่เขำอันหม่อมฉันทิ้งแล้ว."
[พระรำชำทรงทำำเป็นกริ้ว]
พระรำชำทรงบรรลุโสดำปัตติผล ถึงพร้อมด้วยศรัทธำ เป็น
อริยสำวก ด้วยกำรเห็นทีแรกนั่นแล ทรงดำำริวำ
่ "โอ! หญิงนี้เป็น
อันธพำล ไม่ยงควำมเลื่อมใสในคุณเห็นปำนนี้ให้เกิดขึ้น." ท้ำวเธอ
ั
ทำำเป็นดังว่ำกริ้ว ตรัสว่ำ "เจ้ำพูดอะไร แม่ ? นำยมำลำกำรนั้น
กระทำำกำรบูชำ ด้วยดอกไม้สำำหรับบำำรุงเรำหรือ ?" หญิงนี้ ทูลว่ำ
"ขอเดชะ พระเจ้ำข้ำ." พระรำชำตรัสว่ำ "ควำมดีอันเจ้ำทิ้งเขำ
กระทำำแล้ว, เรำจักรู้กิจที่ควรกระทำำแก่นำยมำลำกำรผู้กระทำำกำรบูชำ
- 212.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 210
ด้วยดอกไม้ทงหลำยของเรำ,"
ั้ ทรงส่งหญิงนั้นไปแล้ว รีบเสด็จไป
ในสำำนักพระศำสดำ ถวำยบังคมแล้ว เสด็จเที่ยวไปกับด้วยพระศำสดำ
นั่นเทียว. พระศำสดำ ทรงทรำบควำมเลื่อมใสแห่งพระหฤทัยของ
พระรำชำนั้น เสด็จเที่ยวไปสู่พระนครตำมถนนเป็นที่เที่ยวไปด้วย
กลองแล้ว ได้เสด็จไปสู่พระทวำรแห่งพระรำชมนเทียรของพระรำชำ
พระรำชำทรงรับบำตร ได้ทรงมีพระประสงค์จะเชิญเสด็จพระศำสดำ
เข้ำไปสู่พระรำชมนเทียร. ส่วนพระศำสดำ ได้ทรงแสดงพระอำกำร
ที่จะประทับนั่งในพระลำนหลวงนั่นเอง. พระรำชำทรงทรำบพระ
อำกำรนั้นแล้ว รับสั่งให้กระทำำปะรำำในขณะนั้นนั่นเอง ด้วยพระ
ดำำรัสว่ำ "ท่ำนทั้งหลำยจงกระทำำปะรำำโดยเร็ว." พระศำสดำประทับ
นั่งกับหมู่ภิกษุแล้ว.
ถำมว่ำ "ก็เพรำะเหตุไร พระศำสดำจึงไม่เสด็จเข้ำสู่พระ
รำชมนเทียร ?"
แก้วำ "(เพรำะ) ได้ยินว่ำ ควำมปริวิตกอย่ำงนี้ได้มีแก่
่
พระองค์ว่ำ 'ถ้ำว่ำเรำพึงเข้ำไปนังในภำยในไซร้, มหำชนไม่พึง
่
ได้เพื่อจะเห็นเรำ, คุณของนำยมำลำกำรจะไม่พึงปรำกฏ, แต่ว่ำ
มหำชนจักได้เพื่อเห็นเรำผู้นงอยู่ ณ พระลำนหลวง, คุณของนำยมำลำกำร
ั่
จับปรำกฏ."
[พระรำชำทรงพระรำชทำนสิ่งของอย่ำงละ ๘ อย่ำง]
จริงอยู่ พระพุทธเจ้ำทั้งหลำยเท่ำนั้น ย่อมอำจเพื่อกระทำำ
คุณของบุคคลผูมีคุณทั้งหลำยให้ปรำกฏ,
้ ชนที่เหลือเมื่อจะกล่ำวคุณ
- 213.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 211
ของบุคคลผู้มีคุณทั้งหลำย ย่อมประพฤติตระหนี่ (คือออมเสีย).
แผ่นดอกไม้ ๔ แผ่นได้ตงอยู่ในทิศทัง ๔ แล้ว. มหำชนแวดล้อมพระ
ั้ ้
ศำสดำแล้ว. พระรำชำทรงอังคำสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้ำเป็นประมุข
ด้วยอำหำรอันประณีต. ในเวลำเสด็จภัตกิจ พระศำสดำทรงกระทำำ
อนุโมทนำแล้ว อันแผ่นดอกไม้ ๔ แผ่น แวดล้อมโดยนัยก่อนนั่นแล
อันมหำชนผู้บันลือสีหนำทแวดล้อม ได้เสด็จไปสู่วิหำรแล้ว. พระ
รำชำ ตำมส่งเสด็จพระศำสดำ กลับแล้ว รับสั่งให้หำนำยมำลำกำรมำ
แล้ว ตรัสถำมว่ำ "เจ้ำว่ำอย่ำงไร จึงบุชำพระศำสดำด้วยดอกไม้
อันตนพึงนำำมำเพื่อรำ ?" นำยมำลำกำรกรำบทูลว่ำ "ขอเดชะ
ข้ำพระองค์คดว่ำ 'พระรำชำจะฆ่ำเรำก็ตำม จะขับไล่เรำเสียจำกแว่น
ิ
แคว้นก็ตำม' ดังนีแล้ว จึงสละชีวิตบูชำพระศำสดำ." พระรำชำ
้
ตรัสว่ำ "เจ้ำชื่อว่ำเป็นมหำบุรุษ" แล้วพระรำชำทำนของที่ควรให้ชื่อ
หมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งปวงนี้ คือช้ำง ๘ ม้ำ ๘ ทำส ๘ ทำสี ๘ เครื่อง
ประดับใหญ่ ๘ กหำปณะ ๘ พัน นำรี ๘ นำง ทีนำำมำจำกรำชตระกูล
่
ประดับด้วยเครื่องอลังกำรทั้งปวง และบ้ำนส่วย ๘ ตำำบล.
[พระศำสดำตรัสสรรเสริญนำยมำลำกำร]
พระอำนนทเถระ คิดว่ำ "วันนี้ ตังแต่เช้ำตรู่ เสียงสีหนำท
้
ตังพัน และกำรยกท่อนผ้ำขึ้นตั้งพ้นย่อมเป็นไป, วิบำกของนำยมำลำ-
้
กำร เป็นอย่ำงไรหนอแล ?" พระเถระนั้น ทูลถำมพระศำสดำแล้ว.
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ตรัสกะพระเถระนั้นว่ำ "อำนนท์ เธออย่ำ
ได้กำำหนดว่ำ 'กรรมมีประมำณเล็กน้อย อันนำยมำลำกำรนี้กระทำำ
- 214.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 212
แล้ว' ก็นำยมำลำกำรนี้ได้สละชีวิตกระทำำกำรบูชำเรำแล้ว, เขำยังจิต
ให้เลื่อมใสในเรำด้วยอำกำรอย่ำงนี้ จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัป "
ดังนีแล้ว ตรัสว่ำ
้ :-
"นำยมำลำกำร จักดำำรงอยู่ในเทวดำและมนุษย์
ทั้งหลำย จับไม่ไปสูคติ ตลอดแสนกัป, นี่เป็น
่
ผลแห่งกรรมนั้น, ภำยหลังเขำจักเป็นพระปัจเจก-
พุทธะ นำมว่ำสุมนะ."
ก็ในเวลำพระศำสดำเสด็จถึงวิหำร เข้ำไปสู่พระคันธกุฎี ดอกไม้
เหล่ำนั้นตกลงที่ซุ้มพระทวำรแล้ว.
[ไม่ควรทำำกรรมที่เดือดร้อนภำยหลัง]
ในเวลำเย็น ภิกษุทั้งหลำยสนทนำกันในโรงธรรมว่ำ "แหม !
กรรมของนำยมำลำกำร น่ำอัศจรรย์, เธอสละชีวิตเพื่อพระพุทธเจ้ำ
ผูยังดำำรงพระชนม์อยู่ กระทำำกำรบูชำด้วยดอกไม้แล้ว ได้ของพระ-
้
รำชทำนชื่อว่ำหมวด ๘ ล้วน ในขณะนั้นนั่นเอง." พระศำสดำเสด็จ
ออกจำกพระคันธกุฎีแล้ว ไปสู่โรงธรรมด้วยกำรเสด็จไป ๓ อย่ำง
อย่ำงใดอย่ำงหนึ่ง ประทับนั่งบนพระพุทธอำสน์แล้ว ตรัสถำมว่ำ
"ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้ เธอทั้งหลำยนั่งประชุมกันด้วยกถำอะไรหนอ ?"
เมื่อภิกษุเหล่ำนั้นกรำบทูลว่ำ "ด้วยกถำชื่อนี้," จึงตรัสว่ำ "อย่ำงนั้น
ภิกษุทั้งหลำย ควำมเดือดร้อนในภำยหลังย่อมไม่มี โสมนัสเท่ำนั้น
ย่อมเกิดขึ้นในขณะที่ระลึกแล้ว ๆ เพรำะบุคคลกระทำำกรรมใด, กรรม
- 215.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 213
เห็นปำนนั้น อันบุคคลควรกระทำำแท้" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม
จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"บุคคลทำำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนใน
ภำยหลัง เป็นผู้เอิบอิ่ม มีใจดี ย่อมเสวยผล
ของกรรมใด, กรรมนั้นแล อันบุคคลทำำแล้ว
เป็นกรรมดี."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น สองบทว่ำ ย กตฺวำ ควำมว่ำ บุคคล
กระทำำกรรมใด คือกรรมที่สำมำรถเพื่ออันยังสมบัตแห่งเทวดำและ
ิ
สมบัติแห่งมนุษย์ และนิพพำนสมบัตให้เกิด คือมีสุขเป็นกำำไร ย่อม
ิ
ไม่ตำมเดือดร้อน, โดยที่แท้ บุคคลนั้น ชื่อว่ำเป็นผู้เอิบอิ่มแล้วด้วย
กำำลังแห่งปีติ และชื่อว่ำมีใจดี ด้วยกำำลังแห่งโสมนัส ในขณะที่ระลึก
ถึง ๆ เป็นผู้เกิดปีตและโสมนัสในกำลต่อไป ย่อมเสวยผล ในทิฏฐ-
ิ
ธรรมนั่นเอง, กรรมนั้นอีกบุคคลกระทำำแล้ว เป็นกรรมดี คือเป็น
กรรมงำม ได้แก่สละสลวย.
ในเวลำจบเทศนำ กำรตรัสรู้ธรรมได้มแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน
ี
แล้ว ดังนีแล.
้
เรื่องนำยสุมนมำลำกำร จบ.
- 216.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 214
๑๐. เรื่องพระอุบลวรรณำเถรี
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภพระเถรี
นำมว่ำอุบลวรรณำ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "มธุวำ มญฺญตี
พำโล" เป็นต้น.
[พระเถรีตั้งควำมปรำรถนำ]
ดังได้สดับมำ พระเถรีนั้น ตังควำมปรำรถนำไว้แทบบำทมูล
้
ของพระพุทธเจ้ำพระนำมว่ำปทุมตระ กระทำำบุญทังหลำย สิ้นแสนกัป
ุ ้
ท่องเที่ยวอยู่ ในเทวดำและมนุษย์ จุติจำกเทวโลก ถือปฏิสนธิ
ในสกุลเศรษฐี ในกรุงสำวัตถี ในพุทธุปบำทกำลนี้. ก็มำรดำบิดำ
ได้ตั้งชื่อนำงว่ำ อุบลวรรณำ เพรำะนำงมีผิวพรรณเหมือนกลีบอุบล
เขียว. ต่อมำ ในกำลที่แห่งนำงเจริญวัยแล้ว พระรำชำและเศรษฐี
ทั้งหลำยในสกลชมพูทวีป ส่งบรรณกำรไปสู่สำำนักของเศรษฐีว่ำ
"ขอเศรษฐี จงให้ธิดำแก่เรำ." ชือว่ำคนผู้ไม่ส่งบรรณำกำรไป มิได้
่
มี. ลำำดับนั้น เศรษฐีคิดว่ำ "เรำจักไม่สำมำรถเอำใจของคนทั้งหมด
ได้, แต่เรำจักทำำอุบำยสักอย่ำงหนึ่ง." เศรษฐีนั้นเรียกธิดำมำแล้ว
กล่ำวว่ำ "แม่ เจ้ำจักอำจเพื่อบวชไหม ?" คำำของบิดำได้เป็นเหมือน
นำ้ำมันที่หุงแล้วตัง ๑๐๐ ครัง อันเขำรดลงบนศีรษะ เพรำะควำมที่
้ ้
นำงมีภพมีในที่สุด; เพรำะฉะนั้น นำงจึงกล่ำวะบิดำว่ำ "พ่อ
* พระมหำวิน ป. ธ. ๘ วัดรำชำธิวำส แปล. (ปัจจุบันเป็นสมเด็จพระมหำวีวงศ์ ป.
ธ. ๙.)
- 217.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 215
ฉันจักบวช." เศรษฐีนั้น ทำำสักกำระเป็นอันมำกแก่นำงแล้ว นำำ
นำงไปสู่สำำนักนำงภิกษุณี ให้บวชแล้ว.
[พระอุบลวรรณำเถรีบรรลุพระอรหัต]
เมื่อนำงบวชแล้วไม่นำน วำระรักษำลูกดำลในโรงอุโบสถ
ถึงแล้ว. นำงตำมประทีป กวำดโรงอุโบสถ ยืนถือนิมิตแห่งเปลว
ประทีป แลดูแล้ว ๆ เล่ำ ๆ ยังฌำนมีเตโชกสิณเป็นอำรมณ์
ให้เกิดแล้ว กระทำำฌำนนั้นแลให้เป็นบำท บรรลุพระอรหัต พร้อม
ด้วยปฏิสัมภิทำและอภิญญำทั้งหลำยแล้ว. โดยสมัยอื่น พระเถรีนั้น
เที่ยวจำริกไปในชนบท กลับมำแล้ว เข้ำไปสู่อันธวัน. ในกำลนั้น
พระศำสดำ ยังไม่ทรงห้ำมกำรอยู่ป่ำของพวกนำงภิกษุณี. ครังนั้นพวก
้
มนุษย์ ทำำกระท่อมตั้งเตียงกั้นม่ำนไว้ในป่ำนั้น แก่พระเถรีนั้น. พระเถรี
นั้น เข้ำไปบิณฑบำตในกรุงสำวัตถี ออกมำแล้ว.
[นันทมำณพข่มขืนพระเถรี]
ฝ่ำยนันทมำณพ ผู้เป็นบุตรแห่งลุงของพระเถรีนั้น มีจตปฏิพัทธ์
ิ
ตังแต่กำลแห่งพระเถรียังเป็นคฤหัสถ์ สดับควำมที่พระเถรีมำ จึงไป
้
สู่อันธวันก่อนแต่พระเถรีมำทีเดียว เข้ำไปสู่กระท่อมนั้น ซ่อนอยู่ภำย
ใต้เตียง พอเมื่อพระเถรีมำแล้ว เข้ำไปสู่กระท่อมปิดประตูนั่งลงบน
เตียง เมื่อควำมมืดในครองจักษุยังไม่ทันหำย เพรำะมำจำก (กลำง) แดด
ในภำยนอก, จึงออกมำจำกภำยใต้เตียง ขึนเตียงแล้ว ถูกพระเถรีห้ำม
้
อยู่ว่ำ "คนพำล เธออย่ำงฉิบหำยเลย, คนพำล เธออย่ำฉิบหำยเลย"
- 218.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 216
ข่มขืนกระทำำกรรมอันตนปรำรถนำแล้ว ก็หนีไป. ครังนั้น แผ่นดิน
้
ใหญ่ประดุจว่ำไม่อำจจะทรงโทษของเขำไว้ได้ แยกออกเป็น ๒ ส่วน
แล้ว. เขำเข้ำไปสูแผ่นดิน ไปเกิดในอเวจีมหำนรกแล้ว.
่
ฝ่ำยพระเถรี บอกเนื้อควำมนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลำยแล้ว. พวก
ภิกษุณี แจ้งเนื้อควำมนั้นแก่ภิกษุทั้งหลำย. พวกภิกษุ กรำบทูลแด่
พระผูมีพระภำค.
้
[คนพำลประสบทุกข์เพรำะบำปกรรม]
พระศำสดำ ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลำย
มำตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บรรดำภิกษุ ภิกษุณี อุบำสก อุบำสิกำ
ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพำล เมื่อทำำกรรมลำมก เป็นผูยินดีร่ำเริง เป็นประดุจ
้
ฟูขึ้น ๆ ย่อมทำำได้ ประดุจบุรุษเคี้ยวกินรสของหวำน มีจำำพวกนำ้ำผึ้ง
และนำ้ำตำลกรวดเป็นต้น บำงชนิด" ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบ
อนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"คนพำล ย่อมสำำคัญบำปประดุจนำ้ำผึงตรำบเท่ำ
้
ที่บำปยังไม่ให้ผล; ก็เมื่อใด บำปให้ผล; เมื่อนั้น
คนพำล ย่อมประสบทุกข์."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ มธุวำ เป็นต้น ควำมว่ำ ก็เมื่อ
คนพำลกระทำำบำป คืออกุศลกรรมอยู่ กรรมนั้นย่อมปรำกฏดุจ
นำ้ำผึง คือดุจนำ้ำหวำน ได้แก่ประดุจน่ำปรำรถนำน่ำใคร่น่ำชอบใจ,
้
คนพำลนั้น ย่อมสำำคัญบำปนั้น เหมือนนำ้ำหวำน ด้วยประกำรฉะนี้ .
- 219.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 217
บทว่ำ ยำว คือ ตลอดกำลเพียงใด.
สองบทว่ำ ปำป น ปจฺจติ ควำมว่ำ คนพำล ย่อมสำำคัญ
บำปนั้นอย่ำงนั้น ตรำบเท่ำที่บำปยังไม่ให้ผลในทิฏฐธรรม หรือใน
สัมปรำยภพ.
บทว่ำ ยทำ จ ควำมว่ำ ก็ในกำลใด เมื่อคนพำลนั้น ถูกทำำ
กรรมกรณ์ต่ำงๆ ในทิฏฐธรรม หรือสวยทุกข์ใหญ่ในอบำยมีนรก
เป็นต้นในสัมปรำยภพ บำปนั้นชื่อว่ำย่อมให้ผล; ในกำลนั้น คนพำล
นั้น ย่อมเข้ำถึง คือประสบ ได้แก่กลับได้ทุกข์.
ในกำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำยมีโสดำ-
ปัตติผลเป็นต้น.
[พระขีณำสพไม่ยินดีกำมสุข]
โดยสมัยอื่น มหำชนสนทนำกันในธรรมสภำว่ำ "แม้พระ
ขีณำสพทั้งหลำย ชะรอยจะยังยินดีกำมสุข ยังเสพกำม, ทำำไมจัก
ไม่ส้องเสพ; เพรำะพระขีณำสพเหล่ำนั้น ไม่ใช่ไม้ผุ, ไม่ใช่จอม-
ปลวก, มีเนื้อและสรีระยังสดเหมือนกัน; เพรำะฉะนั้น แม้พระ
ขีณำสพเหล่ำนั้น ยังยินดีกำมสุข, ยังเสพกำม."
พระศำสดำ เสด็จมำ ตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย บัดนี้
พวกเธอนั่งสนทนำด้วยเรื่องอะไรกัน ?" เมื่อพวกภิกษุ กรำบทูลว่ำ
"ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย พระขีณำสพทั้งหลำย
ไม่ยินดีกำมสุข ไม่เสพกำม, เหมือนอย่ำงว่ำ หยำดนำ้ำตกลงบน
ใบบัว ย่อมไม่ตด ไม่ตงอยู่, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว; และเหมือน
ิ ั้
- 220.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 218
เมล็ดพันธุ์ผักกำด ไม่ตด ไม่ตงอยู่ ที่ปลำยเหล็กแหลม,
ิ ั้ ย่อมกลิ้ง
ตกไปแน่แท้ ฉันใด; กำมแม้ ๒ อย่ำง ย่อมไม่ซึมซำบ ไม่ตงอยูใน
ั้ ่
จิตของพระขีณำสพฉันนั้น " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดง
ธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ ในพรำหมณวรรค "เรำกล่ำวบุคคล ผูไม่ติดอยู่ในกำม
้
ทั้งหลำย
เหมือนนำ้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว เหมือนเมล็ดพันธุ์
ผักกำดไม่ติดอยู่ที่ปลำยเหล็กแหลม; ว่ำเป็น
พรำหมณ์. "
เนื้อควำมแห่งพระคำถำนี้ จักแจ่มแจ้งในพรำหมณวรรคนั่นแล.
[ภิกษุณีควรอยู่ในพระนคร]
ก็พระศำสดำ รับสังให้เชิญพระเจ้ำปเสนทิโกศลมำแล้ว ตรัส
่
ว่ำ "หมำบพิตร แม้กุลธิดำทั้งหลำย ในพระศำสดำนี้ ละหมู่ญำติ
อันใหญ่ และกองแห่งโภคะมำก บวชแล้ว ย่อมอยู่ในป่ำ เหมือน
อย่ำงกุลบุตรทั้งหลำยเหมือนกัน, คนลำมก ถูกรำคะย้อมแล้ว
ย่อมเบียดเบียนภิกษุณีเหล่ำนั้น ผู้อยู่ในป่ำ ด้วยสำมำรถแห่งกำร
ดูถูกดูหมิ่นบ้ำง ให้ถึงอันตรำยแห่งพรหมจรรย์บำง
้ ; เพรำะฉะนั้น
พระองค์ ควรทำำที่อยู่ภำยในพระนครแก่ภิกษุณีสงฆ์."
พระรำชำ ทรงรับว่ำ "ดีละ" ดังนีแล้ว รับสังให้สร้ำงที่อยู่
้ ่
เพื่อภิกษุณีสงฆ์ ทีข้ำงหนึ่งแห่งพระนคร. จำำเดิมแต่นั้นมำ พวก
่
ภิกษุณี ย่อมอยู่ภำยในบ้ำนเท่ำนั้น
เรื่องพระอุบลวรรณำเถรี จบ.
๑. ขุ. ธ. ๒๕/๖๙.
- 221.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 219
๑๑. เรื่องชัมพุกำชีวก [ข้อควำม
เบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภชัมพุกำ-
ชีวก ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "มำเส มำเส กุสคฺเคน" เป็นต้น.
[กุฎุมพีบำำรุงพระเถระ]
ได้ยินว่ำ ในกำลแห่งพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ พระนำมว่ำกัสสป
ในอดีตกำล กุฎุมพีชำวบ้ำนคนหนึ่ง สร้ำงวิหำร (ถวำย) แก่พระ
เถระรูปหนึ่งแล้ว บำำรุงพระเถระผู้อยู่ในวิหำรนั้นด้วยปัจจัย ๔. พระ
เถระ ฉันในเรือนของกุฎุมพีนั้นเป็นนิตย์. ครังนั้น ภิกษุขีณำสพ
้
รูปหนึ่ง เทียวบิณฑบำตในกลำงวัน ถึงประตูเรือนของกุฎุมพีนั้น.
่
กุฎุมพีเห็นพระขีณำสพนั้นแล้ว เลื่อมใสในอิริยำบถของท่ำน นิมนต์
ให้เข้ำไปสู่เรือน อังคำสด้วยโภชนะอันประณีตโดยเคำรพ ถวำย
ผ้ำสำฎกผืนใหญ่ ด้วยเรียนว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ท่ำนพึงย้อมผ้ำสำฎก
นี้นุ่งเถิด" ดังนี้แล้ว เรียนว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ผมของท่ำนยำว;
กระผมจักนำำช่ำงกลับกมำ เพื่อประโยชน์แก่อันปลงผมของท่ำน,
จักให้จัดเตียงมำเพื่อประโยชน์แก่กำรนอน." ภิกษุกุลุปกะ ผู้ฉัน
อยู่ในเรือนเป็นนิตย์ เห็นสักกำระนั้น ของพระขีณำสพนั้น ไม่
อำจยังจิตให้เลื่อมใสได้ คิดว่ำ "กุฎุมพีนี้ ทำำสักกำระนั้นเห็น
ปำนนี้ แก่ภิกษุผู้ทตนเห็นแล้วครู่เดียว, แต่ไม่ทำำแก่เรำผู้ฉันอยู่ใน
ี่
เรือนเป็นนิตย์" ดังนี้แล้ว ได้ไปสู่วิหำร. แม้ภิกษุขีณำสพนอกนี้
* พระมหำวิน ป. ธ. ๘ วัดรำชำธิวำส แปล. (ปัจจบันเป็นสมเด็จพระมหำวีรวงศ์ ป.
ธ. ๙)
- 222.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 220
ไปกับด้วยภิกษุนั้นนั่นแล ย้อมผ้ำสำฎกที่กุฎุมพีถวำยนุ่งแล้ว. แม้
กุฎุมพี พำช่ำงกลับไปให้ปลงผมของพระเถระ ให้คนลำดเตียง
ไว้แล้ว เรียนว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ขอท่ำนจงนอนบนเตียงนี้แหละ"
นิมนต์พระเถระทั้ง ๒ รูป เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว ก็หลีกไป. ภิกษุ
เจ้ำถิ่น ไม่อำจอดกลั้นสักกำระที่กุฎุมพีทำำแก่พระขีณำสพนั้นได้.
[ด่ำพระอรหันต์ด้วยอำกำร ๔ มีโทษ]
ครังเวลำเย็น เธอไปสู่ที่ ๆ พระเถระนั้นนอนแล้ว ด่ำด้วย
้
อำกำร ๔ อย่ำงว่ำ "อำคันตุกะผู้มีอำยุ ท่ำนเคี้ยวกินคูถ ประเสริฐ
กล่ำกำรบริโภคภัตในเรือนของกุฎุมพี, ท่ำนให้ถอนผมด้วยแปรง
ตำล ประเสริฐกว่ำกำรปลงผมด้วยช่ำงกัลบกที่กุฎุมพีนำำมำ, ท่ำน
เปลือยกำยเที่ยวไป ประเสริฐกว่ำกำรนุ่งผ้ำสำฎก ที่กุฎุมพีถวำย,
ท่ำนนอนเหนือแผ่นดิน ประเสริฐกว่ำกำรนอนบนเตียง ที่กุฎุมพี
นำำมำ." ฝ่ำยพระเถระ คิดว่ำ "คนพำลนี้ อย่ำฉิบหำย
เพรำะอำศัยเรำเลย" ดังนี้แล้ว ไม่เอื้อเฟื้อถึงกำรนิมนต์ ลุกขึ้นแต่
เช้ำตรู่ได้ไปตำมสบำยแล้ว. ฝ่ำยภิกษุเจ้ำถิ่น ทำำวัตรที่ควรทำำใน
วิหำรแต่เช้ำตรูแล้ว เคำะระฆังด้วยหลังเล็บเท่ำนั้น ด้วยควำม
่
สำำคัญว่ำ "เวลำนี้ เป็นเวลำเที่ยวภิกษำ, แม้บัดนี้ ภิกษุอำคันตุกะ
หลับอยู่, เธอพึงตื่นด้วยเสียงระฆัง" ดังนี้แล้ว เข้ำไปสูบ้ำนเพื่อ
่
บิณฑบำต. แม้กุฎมพีนั้น กระทำำสักกำระแล้ว แลดูทำงมำของพระ
เถระทั้ง ๒ เห็นภิกษุเจ้ำถิ่นแล้ว ถำมว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ พระ
เถระไปไหน ?" ทีนั้น ภิกษุเจ้ำถิ่น กล่ำวกะกฎุมพีนั้นว่ำ
- 223.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 221
"ผู้มีอำยุ อย่ำได้พูดถึงเลย, ภิกษุกุลุปกะของท่ำน เข้ำสู่ห้อง
น้อย ในเวลำที่ท่ำนออกไปเมื่อวำน ก้ำวลงสู่ควำมหลับ เมื่อ
ข้ำพเจ้ำ ทำำเสียงกวำดวิหำรก็ดี เสียงกรอกนำ้ำในหม้อนำ้ำฉันและ
หม้อนำ้ำใช้ก็ดี เสียงระฆังก็ดี ตังแต่เช้ำตรู่ ก็ยังไม่รู้สึก." กุฎุมพี
้
คิดว่ำ "ชือว่ำกำรหลับจนถึงกำลนี้
่ ย่อมไม่มี แก่พระผู้เป็นเจ้ำของ
เรำผู้ประกอบด้วยอิรยำบถสมบัติเช่นนั้น,
ิ แต่ท่ำนผู้เจริญรูปนี้ จัก
กล่ำวคำำอะไร ๆ แน่นอน เพรำะเห็นเรำทำำสักกำระแก่ท่ำน." เพรำะ
ควำมทีตนเป็นบัณฑิต กุฎุมพีนั้น จึงนิมนต์ให้ภิกษุนั้นฉันโดยเคำรพ
่
ล้ำงบำตรของท่ำนให้ดีแล้ว ให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่ำง ๆ แล้ว
กล่ำวว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ถ้ำท่ำนพึงเห็นพระผู้เป็นเจ้ำของกระผม,
ท่ำนพึงถวำยบิณฑบำตนี้ แก่พระผู้เป็นเจ้ำนั้น." ภิกษุนอกนี้
พอรับบิณฑบำตนั้นแล้ว ก็คิดว่ำ "ถ้ำภิกษุนั้น จักบริโภค
บิณฑบำตเห็นปำนนี้ไซร้, เธอก็จักข้องอยู่ในที่นี้เท่ำนั้น" ทั้งบิณฑบำต
นั้นในระหว่ำงทำง ไปสู่ที่อยู่ของพระเถระ แลดูพระเถระนั้นในที่นั้น
มิได้เห็นแล้ว. ทีนั้น สมณธรรม แม้ที่เธอทำำไว้สิ้นสองหมื่นปี
ไม่อำจเพื่อรักษำเธอได้ เพรำะเธอทำำกรรมประมำณเท่ำนี้. ก็ใน
กำลสิ้นอำยุ เธอเกิดแล้วในอเวจี เสวยทุกข์เป็นอันมำก สิ้น
พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบำทกำลนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ซึ่งมี
ข้ำวและนำ้ำมำกแห่งหนึ่ง ในพระนครรำชคฤห์.
[โทษของกำรด่ำพระอรหันต์]
จำำเดิมแต่กำลที่เดินได้ด้วยเท้ำ เขำไม่ปรำรถนำ เพื่อจะนอน
- 224.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 222
บนที่นอนทีเดียว ไม่ปรำรถนำเพื่อจะบริโภคภัต, เคี้ยวกินแต่สรีร-
วลัญชะ"เด็กไม่รู้เพรำะยังอ่อน จึงทำำ." แม้ในเวลำเป็นผู้ใหญ่ เขำ
ไม่ปรำรถนำเพื่อจะนุ่งผ้ำ, เป็นผู้เปลือยกำยเที่ยวไป, นอนบน
แผ่นดิน, เคี้ยวกินแต่สรีรวลัญชะของตนเท่ำนั้น. ลำำดับนั้น มำรดำ
และบิดำของเขำ คิดว่ำ "เด็กนี้ไม่สมควรแก่เรือนแห่งสกุล; เด็กนี้
สมควรแก่พวกอำชีวก" ดังนี้แล้ว จึงนำำไปสู่สำำนักของอำชีวกเหล่ำ
นั้น ได้มอบให้ว่ำ "ขอท่ำนทั้งหลำยจงยังเด็กนี้ให้บวชเถิด." ลำำดับ
นั้น อำชีวกเหล่ำนั้น ยังเขำให้บวชแล้ว, ก็แลครั้นให้บวชแล้ว
พวกอำชีวกนั้น ตังไว้ในหลุมประมำณเพียงคอ วำงไม้เรียบไว้บน
้
จะงอยบ่ำทัง ๒ นั่งบนไม่เรียบเหล่ำนั้น ถอนผมด้วยท่อนแห่งแปรง
้
ตำล. ลำำดับนั้น มำรดำบิดำของเขำ เชิญอำชีวกเหล่ำนั้น เพื่อฉัน
ในวันพรุ่งนี้แล้ว หลีกไป. วันรุ่งขึ้น พวกอำชีวก กล่ำวกะเขำว่ำ
"ท่ำนจงมำ, พวกเรำจักเข้ำไปสู่บำน."
้ เขำกล่ำวว่ำ "ขอเชิญพวก
ท่ำนไปเถิด, ข้ำพเจ้ำจักอยู่ในที่นี้แล" ดังนีแล้ว
้ ก็ไม่ปรำรถนำ. ครัง
้
นั้น อำชีวกทั้งหลำย ได้ละเขำผู้กล่ำวแล้ว ๆ เล่ำ ๆ ซึงไม่ปรำรถนำ
่
อยู่ ไปแล้ว. ฝ่ำยเขำทรำบควำมที่อำชีวกเหล่ำนั้นไปแล้ว เปิดประตู
วัจจกุฎี ลงไปกินคูถปั้นให้เป็นคำำด้วยมือทั้ง ๒. พวกอำชีวก
ส่งอำหำรไปจำกภำยในบ้ำนเพื่อเขำ. เขำไม่ปรำรถนำแม้อำหำรนั้น,
แม้ถูกพวกอำชีวกกล่ำวอยู่บ่อย ๆ ก็กล่ำวว่ำ "ข้ำพเจ้ำไม่ต้องกำร
อำหำรนี้, อำหำรอันข้ำพเจ้ำได้แล้ว." พวกอำชีวกถำมว่ำ "ท่ำนได้
๑. อุจจำระ.
- 225.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 223
อำหำรที่ไหน ?" เขำตอบว่ำ "ได้ในที่นี้นั้นเอง."
แม้ในวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เขำถูกพวกอำชีวกนั้น กล่ำวอยู่แม้มำก
อย่ำงนั้น ก็ยังกล่ำวว่ำ"ข้ำพเจ้ำจักอยู่ในที่นี้แหละ" ไม่ปรำรถนำ
เพื่อจะไปบ้ำน. พวกอำชีวก คิดว่ำ "อำชีวกนี้ ไม่ปรำรถนำจะเข้ำ
บ้ำนทุกวัน ๆ ทีเดียว, ไม่ปรำรถนำจะกลืนกินอำหำรที่พวกเรำนำำมำ
ให้, กล่ำวอยู่วำ 'อำหำรเรำได้แล้วในที่นี้เทียว;
่ เขำทำำอะไรหนอ
แล? พวกเรำจักจับผิดเขำ' ดังนีแล้ว เมื่อจะเข้ำไปสู่บำน เว้น
้ ้
คนไว้คนหนึ่งสองคน เพื่อจับผิด แม้ซึ่งอำชีวกนั้น จึงไป. อำชีวก
เหล่ำนั้น เป็นรำวกะไปข้ำงหลัง ซ่อนอยู่แล้. แม้เขำ รู้ควำมที่
อำชีวกเหล่ำนั้นไปแล้ว ลงสู่วัจจกุฎี กินคูถโดยนัยก่อนนั้นแล. พวก
อำชีวกนอกนี้ เห็นกิริยำของเขำแล้ว จึงบอกแก่อำชีวกทั้งหลำย.
พวกอำชีวก ฟังคำำนั้นแล้ว คิดว่ำ "โอ กรรมหนัก; ถ้ำสำวก
ของพระสมณโคดม พึงรู้ไซร้, พึงประกำศควำมเสื่อมเกียรติ
ของพวกเรำว่ำ 'อำชีวกทั้งหลำย เที่ยวกินคูถ;' อำชีวกนี้ไม่
สมควรแก่พวกเรำ" จึงขับไล่เขำออกจำกสำำนักของตนแล้ว. เขำ
ถูกพวกอำชีวกเหล่ำนั้นไล่ออกแล้ว. มีหินดำดก้อนหนึ่ง ที่เขำลำด
ไว้ในที่ถ่ำนอุจจำระของมหำชน, มีกระพังใหญ่บนแผ่นหินนั้น, มหำชน
อำศัยหินดำดเป็นที่ถ่ำยอุจจำระ. เขำไปในที่นั้น กิจคูถในกลำงคืน
ในกำลที่มหำชนมำเพื่อต้องกำรถ่ำยอุจจำระ เหนี่ยวก้อนหินข้ำงหนึ่ง
ด้วยมือข้ำงหนึ่ง ยกเท้ำขึ้นข้ำงหนึ่งตั้งไว้บนเข่ำ ยืนเงยหน้ำอ้ำปำกอยู่.
มหำชนเห็นเขำแล้ว เข้ำไปหำ ไหว้แล้ว ถำมว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ
- 226.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 224
เพรำะเหตุไร พระผู้เป็นเจ้ำ จึงยืนอ้ำปำก ?"
อำชีวก. (เพรำะ) เรำมีลมเป็นภักษำ อำหำรอย่ำงอื่นของเรำ
ไม่มี.
มหำชน. เมื่อเช่นนั้น เพรำะเหตุไร ท่ำนจึงยกเท้ำข้ำงหนึ่งตั้ง
ไว้บนเข่ำยืนอยู่เล่ำ ขอรับ ?
อำชีวก. เรำมีตบะสูง มีตบะกล้ำ, แผ่นดินถูกเรำเหยียบด้วย
เท้ำทั้ง ๒ ย่อมหวั่นไหว ; เพรำะฉะนั้น เรำจึงยกเท้ำขึ้นข้ำงหนึ่งไว้บน
เข่ำยืนอยู่, ก็เรำแลยืนอย่ำงเดียว ยังกำลให้ล่วงไป ไม่นง ไม่นอน.
ั่
ขึ้นชื่อว่ำพวกมนุษย์โดยมำก มักเชื่อเพียงถ้อยคำำเท่ำนั้น;
เพรำะฉะนั้น ชนชำวแคว้นอังคะและมคธโดยมำก จึงลือกระฉ่อน
ว่ำ แหม ! น่ำอัศจรรย์จริง, ท่ำนผู้มตบะชื่อแม้เห็นปำนนี้ มีอยู่,
ี
ผู้เช่นนี้ พวกเรำยังไม่เคยเห็น" ดังนี้แล้ว ย่อมนำำสักกำระเป็นอัน
มำกไปทุก ๆ เดือน. อำชีวกนั้น กล่ำวว่ำ "เรำกินลมอย่ำงเดียว,
ไม่กินอำหำรอย่ำงอื่น, เพรำะเมื่อเรำกินอำหำรอย่ำงอื่น ตบะย่อม
เสื่อมไป" ดังนี้แล้ว ไม่ปรำรถนำของอะไร ๆ ที่พวกมนุษย์เหล่ำนั้น
นำำมำ. พวกมนุษย์ อ้อนวอนบ่อย ๆ ว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ท่ำนอย่ำ
ให้พวกกระผมฉิบหำยเลย, กำรบริโภค อันคนผู้มตบะกล้ำเช่นท่ำน
ี
กระทำำแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อควำมสุข แก่พวก
กระผม สิ้นกำลนำน." อำชีวก กล่ำวว่ำ "เรำนั้นไม่ชอบใจ
อำหำรอย่ำงอื่น" แต่ถูกมหำชนรบกวนด้วยกำรอ้อนวอน จึงวำงเภสัช
มีเนยใสและนำ้ำอ้อยเป็นต้น อันชนเหล่ำนั้นนำำมำ ที่ปลำยลิ้น ด้วยปลำย
- 227.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 225
หญ้ำคำแล้ว ส่งไป ด้วยคำำว่ำ "พวกท่ำนจงไปเถิด, เท่ำนี้พอละ
เพื่อประโยชน์ เพื่อควำมสุข แก่ทำนทั้งหลำย." อำชีวกนั้น เป็นคน
่
เปลือย เคี้ยวกินคูถ ถอนผม นอนบนแผ่นดิน ให้กำลล่วงไป ๕๕ ปี
ด้วยประกำรฉะนี้.
[พระพุทธเจ้ำเสด็จไปโปรดชัมพุกำชีวก]
กำรตรวจดูสัตว์โลก ในเวลำใกล้รุ่งพุทธเจ้ำทั้งหลำย ไม่ทรงละโดยแท้;
เพรำะฉะนั้น เมื่อพระผู้มี
พระภำค ทำงพิจำรณำดูสัตว์โลกในเวลำใกล้รุ่งวันหนึ่ง, ชัมพุกำ-
ชีวกนี้ ปรำกฏภำยในข่ำยคือพระญำณแล้ว. พระศำสดำ ทรงใคร่
ครวญว่ำ "อะไรหนอแล จักมี ?" ทรงเห็นอุปนิสัย แห่งพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทำของเขำแล้ว ทรงทรำบว่ำ "เรำจักทำำชัมพุกำ-
ชีวกนั้นให้เป็นต้นแล้ว กล่ำวคำถำ ๆ หนึ่ง, ในกำลจบคำถำ สัตว์
๘ หมื่น ๔ พัน จักตรัสรู้ธรรม. อำศัยกุลบุตรนี้ มหำชนจักถึงควำม
สวัสดี" ดังนีแล้ว ในวันรุ่งขึ้น เสด็จเที่ยวไปในกรุงรำชคฤห์เพื่อ
้
บิณฑบำต เสด็จกลับจำกบิณฑบำตแล้ว ตรัสกะพระอำนนทเถระ
ว่ำ "อำนนท์ เรำจักไปสูสำำนักของชัมพุกชีวก."
่
อำนนท์. พระองค์เท่ำนั้น จักเสด็จไปหรือ พระเจ้ำข้ำ ?
พระศำสดำ. อย่ำงนั้น เรำผู้เดียวจักไป.
พระศำสดำ ครั้นตรัสอย่ำงนั้นแล้ว ในเวลำบ่ำย เสด็จไป
สู่สำำนักของชัมพุกำชีวกนั้น. เทวดำทั้งหลำย คิดว่ำ "พระศำสดำ
จะเสด็จไปสูสำำนักของชัมพุกำชีวกในเวลำเย็น, ก็ชัมพุกำชีวกนั้น อยู่
่
๑. ปจฺจูสกำเล ปฏิ--อุส--กำล กำลเป็นทีกำำจัดตอบซึงมีด. ๒. อุป--นิ--สี.
- 228.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 226
บนหินดำด น่ำเกลียด เป็นที่ถ่ำยอุจจำระปัสสำวะ เศร้ำหมองด้วย
ไม้ชำำระฟัน, พวกเรำควรให้ฝนตก" ดังนี้แล้ว จึงยังฝนให้ตก ครู่
เดียวเท่ำนั้น ด้วยอำนุภำพของตน. หินดำด ได้สะอำดปรำศจำก
มลทินแล้ว. ลำำดับนั้น เทวดำทั้งหลำย ยังฝนเป็นวิกำรแห่งดอก
ไม้ ๕ สี ให้ตกลงบนหินดำดนั้น. ในเวลำเย็น พระศำสดำ เสด็จไปสู่
สำำนักของชัมพุกำชีวกแล้ว ได้ทรงเปล่งพระสุรเสียงว่ำ "ชัมพุกะ."
ชัมพุกะ คิดว่ำ "นั่นใครหนอแล รู้ยำก เรียกเรำด้วยวำทะว่ำ
ชัมพุกะ" จึงกล่ำวว่ำ "นั่นใคร ?"
พระศำสดำ. เรำ ชัมพุกะ.
ชัมพุกะ. ทำำไม มหำสมณะ ?
พระศำสดำ. วันนี้ เธอจงให้ที่อยู่ในที่นี้แก่เรำ สักคืนหนึ่ง.
ชัมพุกะ. มหำสมณะ ที่อยู่ในที่นี้ ไม่มี.
พระศำสดำ. ชัมพุกะ เธออย่ำกระทำำอย่ำงนั้น, เธอจงให้ที่อยู่
แก่เรำ สักคืนหนึ่ง; ชื่อว่ำพวกบรรพชิต ย่อมปรำรถนำบรรพชิต,
พวกมนุษย์ ย่อมปรำรถนำมนุษย์, พวกปศุสัตว์ ย่อมปรำรถนำ
พวกปศุสัตว์.
ชัมพุกะ. ก็ท่ำนเป็นบรรพชิตหรือ ?
พระศำสดำ. เออ เรำเป็นบรรพชิต.
ชัมพุกะ. ถ้ำท่ำนเป็นบรรพชิต, นำ้ำเต้ำของท่ำนอยู่ที่ไหน ? ทัพพี
สำำหรับโบกควันของท่ำนอยู่ที่ไหน ? ด้วยสำำหรับบูชำยัญของท่ำนอยู่
ที่ไหน ?
- 229.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 227
พระศำสดำ. นำ้ำเต้ำเป็นต้นนั่น ของเรำมีอยู่, แต่กำรถือเอำเป็น
แผนก ๆ เที่ยวไปลำำบำก เพรำะฉะนั้น เรำจึงเก็บไว้ภำยในเท่ำนั้นเที่ยว
ไป. อำชีวกนั้นโกรธว่ำ "ท่ำนจักไม่ถือนำ้ำเต้ำเป็นต้นนั่นเที่ยวไปได้
หรือ ?" ลำำดับนั้น พระศำสดำ ตรัสกะอำชีวกนั้นว่ำ "ช่ำงเถอะ
ชัมพุกะ, เธออย่ำโกรธเลย, เธอจงบอกที่อยูแก่เรำเถิด." เขำกล่ำวว่ำ
่
"มหำสมณะ ที่อยู่ในที่นี้ ไม่มี."
พระศำสดำ เมื่อจะทรงชี้เงื้อมแห่งหนึ่ง ซึงมีอยู่ในที่ไม่ไกล
่
จำกที่อยู่ของเขำ จึงตรัสว่ำ "ที่เงื้อมนั่น ใครอยู่ ?"
ชัมพุกะ. มหำสมณะ ที่เงื้อมนั้น ไม่มีใครอยู่.
พระศำสดำ. ถ้ำเช่นนั้น เธอจงให้เงื้อมนั่นแก่เรำ.
ชัมพุกะ. มหำสมณะ ท่ำนจงรู้เองเถิด.
พระศำสดำ ทรงปูผ้ำนั่ง ประทับนั่งที่เงือมแล้ว.
้
[ชัมพุกำชีวกได้บรรลุพระอรหัต]
ครังนั้น ท้ำวมหำรำชทัง ๔ ทำำทิศทั้ง ๔ ให้มแสงสว่ำงเป็นอัน
้ ้ ี
เดียวกัน มำสู่ทบำำรุงในปฐมยำม.
ี่ ชัมพุกะเห็นแสงสว่ำงแล้ว คิดว่ำ
"นั่น ชือแสงสว่ำงอะไรกัน
่ ?" ในมัชฌิมยำม ท้ำวสักกเทวรำชเสด็จ
มำแล้ว. ชัมพุกะเห็นแม้ท้ำวสักกเทวรำชนั้น คิดว่ำ "ชือว่ำใครนั่น ?"
่
ในปัจฉิมยำม ท้ำวมหำพรหม ผูสำมำรถยังจักรวำล ๑ ให้สว่ำง
้
ด้วยนิ้วมือนิ้ว ๑ ยังจักรวำล ๒ ให้สว่ำงด้วยนิ้วมือ ๒ นิ้ว ฯ ล ฯ ยัง
จักรวำล ๑๐ ให้สว่ำงด้วยนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว ทำำป่ำทั้งสิ้นให้มีแสงสว่ำง
เป็นอันเดียวมำแล้ว. ชัมพุกะเห็นท้ำวมหำพรหมแม้นั้น คิดว่ำ "นั่น
- 230.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 228
ใครหนอแล ?" ดังนี้แล้ว จึงไปสู่สำำนักพระศำสดำแต่เช้ำตรู่ กระทำำ
ปฏิสันถำรแล้ว ยืน ณ ที่ควรส่วนข้ำงหนึ่ง ทูลถำมพระศำสดำว่ำ
"มหำสมณะ ใคร ยังทิศทั้ง ๔ ให้สว่ำง มำสู่สำำนักของท่ำนใน
ปฐมยำม ?"
พระศำสดำ. ท้ำวมหำรำชทั้ง ๔.
ชัมพุกะ. มำเพรำะเหตุไร ?
พระศำสดำ. มำเพื่อบำำรุงเรำ.
ชัมพุกะ. ก็ท่ำนเป็นผู้ยอดเยียมกว่ำท้ำวมหำรำชทัง ๔ หรือ
่ ้ ?
พระศำสดำ. เออ ชัมพุกะ เรำแลเป็นพระรำชำเยี่ยมกว่ำ
พระรำชำทังหลำย.
้
ชัมพุกะ. ก็ในมัชฌิมยำม ใครมำ ?
พระศำสดำ. ท้ำวสักกเทวรำช.
ชัมพุกะ. เพรำะเหตุไร ?
พระศำสดำ. เพื่อบำำรุงเรำเหมือนกัน.
ชัมพุกะ. ก็ท่ำนเป็นผู้ยอดเยียมกว่ำท้ำวสักกเทวรำชหรือ
่ ?
พระศำสดำ. เออ ชัมพุกะ, เรำเป็นผู้ยอดเยี่ยมแม้กว่ำท้ำว
สักกะ, ก็ท้ำวสักกะนั่น เป็นคิลำนุปัฏฐำกของเรำ เช่นเดียวกับ
สำมเณรผู้เป็นกัปปิยกำรก.
ชัมพุกะ. ก็ใคร ยังป่ำทั้งสิ้นให้สว่ำง มำแล้วในปัจฉิมยำม ?
พระศำสดำ. ชนทั้งหลำย มีพรำหมณ์เป็นต้น ในโลก จำม
แล้ว พลำดพลั้งแล้ว ย่อมกล่ำวว่ำ 'ขอควำมนอบน้อม จงมี แด่
- 231.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 229
มหำพรหม' อำศัยผู้ใด ผู้นั้นแหละ เป็นท้ำวมหำพรหม.
ชัมพุกะ. ก็ท่ำนเป็นผู้ยอดเยียมแม้กว่ำท้ำวมหำพรหมหรือ
่ ?
พระศำสดำ. เออ ชัมพุกะ, เรำแลเป็นพรหมยิ่ง แม้กว่ำพรหม.
ชัมพุกะ. มหำสมณะ ท่ำนเป็นผู้อัศจรรย์, ก็เมื่อเรำอยู่ในที่นี้
ฺิสิ้น ๕๕ ปี บรรดำเทดำเหล่ำนั่น แม้องค์หนึ่ง ก็ไม่เคยมำเพื่อบำำรุง
เรำ ; ก็เรำเป็นผู้มีลมเป็นภักษำ ยืนอย่ำงเดียว ให้กำลนำนประมำณ
เท่ำนี้ล่วงไปแล้ว, เทวดำเหล่ำนั้น ไม่เคยมำสู่ที่บำำรุงของเรำเลย.
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ตรัสกะชัมพุกะนั้นว่ำ "ชัมพุกะ เธอ
ลวงมหำชนผูอันธพำลในโลก ยังปรำรถนำจะลวงแม้ซงเรำ; เธอ
้ ึ่
เคี้ยวกินคูถเท่ำนั้น, นอนบนแผ่นดินอย่ำงเดียว, เป็นผู้เปลือยเที่ยว
ไป, ถอนผมด้วยท่อนแปรงตำลสิ้น ๕๕ ปี มิใช่หรือ ? ก็เมื่อเป็น
เช่นนั้น เธอลวงโลก กล่ำวว่ำ 'เรำเป็นผูมีลมเป็นภักษำ, ยืนด้วย
้
เท้ำข้ำงเดียว, ไม่นั่งไม่นอน ;' ยังเป็นผู้ปรำรถนำจะลวงแม้ซึ่งเรำ ?
แม้ในกำลก่อน เธออำศัยทิฏฐิอันชั่วช้ำลำมก เป็นผู้มีคูถเป็นภักษำ
สิ้นกำลประมำณเท่ำนี้ เป็นผู้นอนเหนือแผ่นดิน เปลือยกำยเทียว
่
ไป ถึงกำรถอนผมด้วยท่อนแปรงตำล, แม้ในบัดนี้ เธอยังถือทิฏฐิ
อันชั่วช้ำลำมกเหมือนเดิม."
ชัมพุกะ. มหำสมณะ ก็เรำทำำกรรมอะไรไว้.
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ตรัสบอกกรรมที่เขำกระทำำแล้วในก่อน
แก่ชัมพุกะนั้น. เมื่อพระศำสดำ ตรัสอยู่นั่นแหละ ควำมสังเวชเกิด
ขึ้นแก่เขำแล้ว, หิริโอตตัปปะปรำกฏแล้ว. เขำนั่งกระโหย่งแล้ว.
- 232.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 230
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ได้ทรงโยนผ้ำสำฎกสำำหรับอำบนำ้ำไปให้เขำ.
เขำนุ่งผ้ำนั้นแล้ว ถวำยบังคมพระศำสดำ นัง ณ ที่ควรส่วนข้ำงหนึ่ง.
่
ฝ่ำยพระศำสดำ ตรัสอนุบุพพีกถำแสดงธรรมแก่เขำ. ในกำลจบ
เทศนำ เขำบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทำ ถวำยบังคมพระ
ศำสดำแล้วลุกขึ้นจำกที่นั่ง ทูลขอบรรพชำและอุปสมบท. ด้วย
อำกำรเพียงเท่ำนี้ กรรมในก่อนของชัมพุกะนั้นสิ้นแล้ว. ก็ชัมพุกะ
นี้ ด่ำพระมหำเถระผู้ขีณำสพ ด้วยอักโกสวัตถุ ๔ อย่ำง, ไหม้แล้ว
ในอเวจี ตรำบเท่ำมหำปฐพีนี้หนำขึ้น ๑ โยชน์ ยิ่งด้วย ๓ คำวุต ถึง
อำกำรอันน่ำเกลียดนี้สิ้น ๕๕ ปี ด้วยเศษแห่งผลกรรม ในเพรำะ
กำรด่ำนั้น, กรรมนั้นของเธอสิ้นแล้ว เพรำะบรรลุพระอรหัตนั้น,
กรรมที่เธอทำำแล้วนั้น ไม่อำจยังผลแห่งสมณธรรม ที่ชมพุกำชีวกนี้
ั
ทำำแล้วสิ้น ๒ หมื่นปีให้ฉิบหำยได้; เพรำะฉะนั้น พระศำสดำจึงทรง
เหยียดพระหัตถ์เบื้องขวำออก ตรัสกะชัมพุกะนั้นว่ำ "เธอจงเป็นภิกษุ
มำเถิด, จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด." ขณะนั้นเอง เพศคฤหัสถ์
ของเธอ หำยไปแล้ว, เธอเป็นผู้ทรงบริขำร ๘ ได้เป็นประดุจพระเถระ
มีพรรษำ ๖๐ แล้ว.
[ชัมพุกะบอกควำมจริงแก่มหำชน]
ได้ยินว่ำ วันนั้น เป็นวันแห่งชำวอังคะและมคธ ถือสักกำระมำ
เพื่อชัมพุกะนั้น; เพรำะฉะนั้น ชำวแว่นแคว้นทั้ง ๒ ถือสักกำระมำ
แล้ว เห็นพระตถำคตแล้ว จึงคิดว่ำ "ชัมพุกะผู้เป็นเจ้ำ ของพวกเรำ
เป็นใหญ่หรือหนอแล ? หรือว่ำพระสมณโคดมเป็นใหญ่" คิดว่ำ
- 233.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 231
"ถ้ำพระสมณโคดม พึงเป็นใหญ่, ชัมพุกะนี้ พึงไปสูสำำนักของ
่
พระสมณโคดม, แต่เพรำะควำมทีชัมพุกำชีวกเป็นใหญ่ พระสมณโคดม
่
จึงเสด็จมำสู่สำำนักชัมพุกำชีวกนี้."
พระศำสดำ ทรงทรำบควำมปริวิตกของมหำชน จึงตรัสว่ำ
"ชัมพุกะ เธอจงตัดควำมสงสัยของพวกอุปัฏฐำกของเธอเสีย." เธอ
กรำบทูลว่ำ"แม้ข้ำพระองค์ ก็หวังพระพุทธดำำรัศมีประมำณเท่ำนี้
เหมือนกัน พระเจ้ำข้ำ" ดังนีแล้ว เข้ำฌำนที่ ๔ ลุกขึ้น เหำะขึ้นสู่
้
เวหำสประมำณชั่วลำำตำล กรำบทูลว่ำ "พระเจ้ำข้ำ พระผูมีพระภำค
้
เป็นพระศำสดำของข้ำพระองค์, ข้ำพระองค์เป็นสำวก" แล้วลงมำ
ถวำยบังคม เหำะขึ้นสู่เวหำสประมำณ ๗ ชัวลำำตำล ด้วยอำกำร
่
อย่ำงนี้ คือ ประมำณ ๒ ชัวลำำตำล ประมำณ ๓ ชั่วลำำตำล แล้ว
่
ลงมำ ยังมหำชนให้ทรำบควำมที่ตนเป็นสำวก. มหำชนเห็นเหตุนั้น
แล้ว คิดว่ำ "โอ ! ธรรมดำพระพุทธเจ้ำทั้งหลำย เป็นผู้น่ำอัศจรรย์ มี
พระคุณไม่ทรำมเลย."
พระศำสดำเมื่อตรัสกับมหำชน ตรัสอย่ำงนี้ว่ำ "ชัมพุกะนี้
วำงสักกำระที่พวกท่ำนนำำมำแล้ว ที่ปลำยลิ้นด้วยปลำยหญ้ำคำ ตลอด
กำลประมำณเท่ำนี้ อยู่ในที่นี้ ด้วยหวังว่ำ 'เรำบำำเพ็ญกำรประพฤติ
ตบะ; ถ้ำเธอพึงบำำเพ็ญกำรประพฤติตบะสิ้น ๑๐๐ ปีด้วยอุบำยนี้ไซร้,
ก็กำรบำำเพ็ญตบะนั้น ยังไม่ถึงเสียวแม้ที่ ๑๖ แห่งกุศลเจตนำเป็นเครื่อง
้
ตัดภัตของเธอผู้รับเกียจสกุลหรือภัต แล้วไม่บริโภคในบัดนี้" ดังนี้
แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
- 234.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 232
"คนพำล พึงบริโภคโภชนะด้วยปลำยหญ้ำคำ
ทุก ๆ เดือน, เขำย่อมไม่ถึงเสียวที่ ๑๖ แห่งท่ำน
้
ผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว."
[แก้อรรถ]
พึงทรำบเนื้อควำมแห่งคำถำนั้นว่ำ :-
"ถ้ำคนพำล คือ ผูมีธรรมยังไม่กำำหนดรู้ เหินห่ำงจำกคุณมีศีล
้
เป็นต้น บวชในลัทธิเดียรถีย์ บริโภคโภชนะด้วยปลำยหญ้ำคำทุก ๆ
เดือนที่ถึงแล้ว ด้วยหวังว่ำ "เรำจัดบำำเพ็ญกำรประพฤติตบะ" ชื่อว่ำ
พึงบริโภคโภชนะตลอด ๑๐๐ ปี.
ในกึ่งพระคำถำว่ำ น โส สงฺขำตธมฺมำน กล อคฺฆติ
โสฬสึ แสดงเป็นบุคคลำธิษฐำนว่ำ "ท่ำนผู้มีธรรมอันรูแล้ว คือ
้
ผู้มีธรรมอันชั่งได้แล้ว เรียกว่ำผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว, บรรดำท่ำน
เหล่ำนั้น โดยที่สุดมี ณ เบื้องตำ่ำ พระโสดำบัน ชื่อว่ำผู้มีธรรมอัน
นับได้แล้ว, โดยที่สุดมี ณ เบื้องสูง พระขีณำสพ ชือว่ำผู้มธรรมอัน
่ ี
นับได้แล้ว; ชนพำลนั้น ย่อมไม่ถึงเสียวที่ ๑๖ ของท่ำนผู้มีธรรมอัน
้
นับได้แล้ว เหล่ำนี้.
ส่วนเนื้อควำมในกึ่งพระคำถำนี้ พึงทรำบดังนี้ :-
ก็เจตนำของคนพำลนั้น ผูบำำเพ็ญกำรประพฤติตบะอย่ำงนั้น
้
ตลอด ๑๐๐ ปี เป็นไปสิ้นรำตรีนำนเพียงนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖
แห่งกุศลเจตนำเครื่องตัดภัตดวงหนึ่ง ของท่ำนผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว
รังเกียจสกุลหรือภัตแล้วไม่บริโภค.
- 235.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 233
พระศำสดำ ตรัสอธิบำยไว้ดังนี้ว่ำ "ผลแห่งส่วนหนึ่ง ๆ จำก
ส่วนที่ ๑๖ ซึงทำำผลแห่งเจตนำของท่ำนผู้มธรรมอันนับได้แล้วนั้นให้
่ ี
เป็น ๑๖ ส่วนแล้ว ทำำส่วนหนึ่ง ๆ จำก ๑๖ ส่วนนั้น ให้เป็น ๑๖ ส่วน
อีกนั้นแล ยังมำกกว่ำกำรประพฤติตบะของชนพำลนั้น."
ในกำลจบเทศนำ ธรรมำภิสมัย ได้มีแก่สตว์ ๘ หมื่น ๔ พัน
ั
แล้วดังนีแล.
้
เรื่องชัมพุกำชีวก จบ.
- 236.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 234
๑๒. เรื่องอหิเปรต
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภอหิเปรต
ตนใดตนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "น หิ ปำป กต กมฺม"
เป็นต้น
[พระมหำโมคคัลลำนเถระทำำกำรยิ้ม]
ควำมพิสดำรว่ำ ในวนหนึ่ง ท่ำนพระลักขณเถระ ภำยใน
ชฎิลพันหนึ่ง และท่ำนพระมหำโมคคัลลำนเถระ ลงจำกภูเขำคิชฌกูฏ
ด้วยคิดว่ำ "เรำจักเที่ยวบิณฑบำตในกรุงรำชคฤห์." บรรดำพระเถระ
๒ รูปนั้น ท่ำนพระมหำโมคคัลลำนะ เห็นอหิเปรตตนหนึ่ง จึงได้
กระทำำกำรยิ้มแย้มให้ปรำกฏ. ลำำดับนั้น พระลักขณเถระ ถำมเหตุ
กะพระเถระนั้นว่ำ "ผูมีอำยุ
้ เพรำะเหตุไร ท่ำนจึงทำำกำรยิ้มแย้มให้
ปรำกฏ ?" พระเถระ ตอบว่ำ "ผูมีอำยุ
้ นี้ไม่ใช่กำลแล เพื่อ
วิสัชนำปัญหำนี้, ท่ำนพึงถำมผมในสำำนักพระผู้มีพระภำคเจ้ำเถิด."
เมื่อพระเถระทั้ง ๒ นั้น เทียวบิณฑบำตในกรุงรำชคฤห์ ไปสู่สำำนัก
่
พระผูมีพระภำค นั่งแล้ว, พระลักขณเถระถำมว่ำ
้ "ท่ำนโมคคัลลำนะ
ผู้มีอำยุ ท่ำนลงจำกภูเขำคิชฌกูฏ ทำำกำรยิ้มแย้มให้ปรำกฏ ผมถำม
ถึงเหตุแห่งกำรยิมแย้ม ได้กล่ำวว่ำ 'ท่ำนพึงถำมผมในสำำนักพระผู้มี
้
พระภำค.' บัดนี้ ท่ำนจงบอกเหตุนั้นเถิด."
* พระมหำวิน ป. ธ. ๘ วัดรำชำธิวำส แปล (ปัจจุบันเป็นสมเด็จพระมหำวีรวงศ์ ป.
ธ. ๙)
- 237.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 235
[พระมหำโมคคัลลำนะบอกเหตุแห่งกำรยิ้ม]
พระเถระ กล่ำว่ำ "ผู้มีอำยุ ผมเห็นอหิเปรตตนหนึ่ง จึงได้
ทำำกำรยิ้มแย้มให้ปรำกฏ, อัตภำพของเปรตนั้นเห็นปำนนี้, ศีรษะ
ของมันเหมือนศีรษะมนุษย์, อัตภำพที่เหลือของมัน เหมือนของงู,
นั่นชื่ออหิเปรต โดยประมำณ ๒๕ โยชน์, เปลวไฟตังขึ้นจำกศีรษะ
้
ของมันลำมไปจนถึงหำง, ตังขึ้นจำกหำงถึงศีรษะ, ตังขึ้นในท่ำม
้ ้
กลำง ลำมไปถึงข้ำงทั้ง ๒, ตังขึ้นแต่ข้ำงทั้ง ๒ รวมลงในท่ำมกลำง."
้
ได้ยินว่ำ อัตภำพของเปรตทั้ง ๒ นั่นแล ประมำณ ๒๕ โยชน์, ของ
เปรตที่เหลือ ประมำณ ๓ คำวุต, ของอหิเปรตนี้นั่นแล และของกำก-
เปรต ประมำณ ๒๕ โยชน์, บรรดำเปรตทั้ง ๒ นั้น อหิเปรต เป็น
ดังนี้ก่อน.
[บุรพกรรมของกำกเปรต]
พระมหำโมคคัลลำนะ เห็นแม้กำกเปรต อันไฟไหม้อยู่ทยอดเขำ
ี่
คิชฌกูฏ เมื่อจะถำมบุรพกรรมของเปรตนั้น จึงกล่ำวคำถำนี้ว่ำ :-
"ลิ้นของเจ้ำประมำณ ๕ โยชน์, ศีรษะของเจ้ำ
ประมำณ ๙ โยชน์, กำยของเจ้ำสูงประมำณ ๒๕
โยชน์, เจ้ำทำำกรรมอะไรไว้จึงถึงทุกข์เช่นนี้."
ครั้งนั้น เปรตเมื่อจะบอกแก่พระเถระนั้น จึงกล่ำวคำถำนี้ว่ำ :-
"พระโมคคัลลำนะผู้เจริญ ข้ำพเจ้ำกลืนกินภัต
ที่เขำนำำมำเพื่อสงฆ์ ของพระพุทธเจ้ำพระนำมว่ำ
กัสสป ผู้แสวงหำคุณอันใหญ่ ตำมปรำรถนำ"
- 238.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 236
ดั่งนีแล้ว จึงกล่ำวว่ำ
้ "ท่ำนผู้เจริญ ในกำลแห่งพระพุทธเจ้ำ
พระนำมว่ำกัสสป พวกภิกษุมำกรูป เข้ำไปสู่บ้ำนเพื่อบิณฑบำต.
พวกมนุษย์ เห็นพระเถระทั้งหลำยแล้ว รักใคร่ นิมนต์ให้นั่งที่โรง
ฉัน ล้ำงเท้ำ ทำด้วยนำ้ำมัน ให้ดมข้ำวยำคู ถวำยของควรเคี้ยว รอ
ื่
คอยบิณฑบำตกำล นังฟังธรรมอยู่. ในกำลจบธรรมกถำ พวกมนุษย์
่
รับบำตรของพระเถระทั้งหลำยแล้ว ให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่ำงๆ
ในเรือนของตน ๆ แล้วนำำมำ. ในครังนั้น ข้ำพเจ้ำเป็นกำ จับอยู่
้
ที่หลังคำแห่งโรงฉัน เห็นโภชนะนั้นแล้ว ได้คำบเอำคำำข้ำว ๓ คำำ
เต็มปำก ๓ ครัง จำกบำตรอันมนุษย์ผู้หนึ่งถือไว้, แต่ภัตนั้น ยังหำ
้
เป็นของสงฆ์ไม่, มิใช่เป็นภัตที่เขำกำำหนดถวำยแก่สงฆ์, เป็นภัตอัน
เหลือจำกที่ภิกษุทั้งหลำยฉัน อันพวกมนุษย์พึงนำำไปสู่เรือนของตน
บริโภคก็ไม่ใช่, เป็นเพียงภัตที่เขำนำำมำเฉพำะสงฆ์อย่ำงเดียวเท่ำนั้น'
ข้ำพเจ้ำคำบเอำคำำข้ำว ๓ คำำจำกบำตรนั้น, กรรมเพียงเท่ำนี้ เป็นบุรพ-
กรรมของข้ำพเจ้ำ, ข้ำพเจ้ำนั้น ทำำกำละแล้วไหม้ในอเวจี เพรำะวิบำก
แห่งกรรมนั้น ในบัดนี้ เกิดเป็นกำกเปรต เสวยทุกข์นี้ ที่ภูเขำคิชฌกูฏ
ด้วยผลกรรมที่เหลือในเพรำะกรรมนั้น. เรื่องกำกเปรต มีเท่ำนี้.
แต่ในเรื่องนี้ พระเถระกล่ำวว่ำ "ผมเห็นอหิเปรต จึงได้ทำำกำร
ยิ้มแย้มให้ปรำกฏ." ลำำดับนั้น พระศำสดำทรงเป็นพยำนของพระเถระ
นั้น ตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย โมคคัลลำนะพูดจริง, ก็เรำเห็นเปรต
นั่น ในวันบรรลุสัมโพธิญำณเหมือนกัน, แต่เรำไม่กล่ำว เพรำะเอ็นดู
คนอื่นว่ำ 'ชนเหล่ำใด ไม่เชื่อคำำของเรำ, ควำมไม่เชื่อนั้น พึงเป็น
- 239.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 237
ไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเหล่ำนั้น." ก็ในกำลที่พระมหำ-
โมคคัลลำนะเห็นแล้วนั่นแล พระศำสดำทรงเป็นพยำนของท่ำน ตรัส
เรื่อง ๒๐ เรื่อง แม้ในลักขณสังยุตก็กล่ำวไว้อย่ำงนั้นเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลำยฟังเรื่อง
นั้นแล้ว จึงทูลถำม
บุรพกรรมของเปรตนั้น. แม้พระศำสดำ ก็ตรัสแก่ภิกษุเหลำนั้นว่ำ :-
[บุรพกรรมของอหิเปรต]
"ได้ยินว่ำ ในอดีตกำล พวกชนอำศัยกรุงพำรำณสี สร้ำง
บรรณศำลำไว้เพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ำ ใกล้ฝั่งแม่นำ้ำ. พระปัจเจก-
พุทธเจ้ำนั้น อยู่ในบรรณศำลำนั้น ย่อมเที่ยวไปบิณฑบำตในเมือง
เนืองนิตย์. แม้พวกชำวเมือง มีมอถือสักกำระมีของหอมและดอกไม้
ื
เป็นต้น ไปสู่ที่บำำรุงของพระปัจเจกพุทธเจ้ำ ทั้งเย็นทังเช้ำ. บุรุษ
้
ชำวกรุงพำรำณสีคนหนึ่ง อำศัยหนทำงนั้นไถนำ. มหำชน เมื่อไป
สู่ที่บำำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้ำ ย่อมเหยียบยำ่ำนำนั้นไป ทั้งเย็นทั้งเช้ำ .
ชำวนำ แม้ห้ำมอยู่ว่ำ "ขอพวกท่ำนอย่ำเหยียบนำของข้ำพเจ้ำ"
ก็ไม่สำมำรถจะห้ำมได้. ครังนั้น ชำวนำนั้น ได้มีควำมคิดอย่ำงนี้ว่ำ
้
"ถ้ำบรรณศำลำของพระปัจเจกพุทธเจ้ำ ไม่พึงมีในที่นี้ไซร้. ชน
ทั้งหลำยก็ไม่พึงเหยียบยำ่ำนำของเรำ." ในกำลที่พระปัจเจกพุทธเจ้ำเข้ำไป
บิณฑบำต ชำวนำนั้น ทุบภำชนะเครื่องใช้แล้วเผำบรรณศำลำเสีย.
พระปัจเจกพุทธเจ้ำ เห็นบรรณศำลำนั้นถูกไฟไหม้ จึงหลีกไปตำม
สบำย. มหำชน ถือของหอมและระเบียบดอกไม้มำ เห็นบรรณศำลำ
๑. ส. นิ. ๑๖/๒๙๘.
- 240.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 238
ถูกไฟไหม้ จึงกล่ำวว่ำ "พระผู้เป็นเจ้ำของพวกเรำ ไป ณ ที่ไหน
หนอแล ?" แม้ชำวนำนั้น ก็มำกับด้วยมหำชนเหมือนกัน ยืนอยู่
ในท่ำมกลำงแห่งมหำชน พูดอย่ำงนี้ว่ำ "ข้ำพเจ้ำเอง เผำบรรณศำลำ
ขอพระปัจเจกพุทธเจ้ำนั้น." ครั้งนั้น ชนทั้งหลำยพูดว่ำ "พวกท่ำน
จงจับ, พวกเรำอำศัยบุรุษชั่วนี้ จึงไม่ได้เพื่อจะเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ำ"
ดังนีแล้ว ก็โบยชำวนำนั้น ด้วยเครื่องประหำร มีท่อนไม้เป็นต้น
้
ให้ถึงควำมสิ้นชีวิตแล้ว. ชำวนำนั้นเกิดในอเวจี, ไหม้ในนรกตรำบ
เท่ำแผ่นดินนี้ หนำขึ้นประมำณโยชน์หนึ่งแล้ว จึงเกิดเป็นอหิเปรต
ที่เขำคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ."
[พระศำสดำทรงเปรียบเทียบผลกรรม]
พระศำสดำ ครั้งตรัสบุรพกรรมนี้ ของอหิเปรตนั้นแล้ว จึง
ตรัสว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย ชื่อว่ำบำปกรรมนั่น เป็นเช่นกับนำ้ำนม,
นำ้ำนมอันบุคคลกำำลังรีดแล ย่อมไม่แปรไปฉันใด; กรรมอันบุคคล
กำำลังกระทำำเทียว ก็ยังไม่ทันให้ผลฉันนั้น, แต่ในกำลใด กรรมให้
ผล; ในกำลนั้น ผู้กระทำำ ย่อมประกอบด้วยทุกข์เห็นปำนนั้น" ดังนี้
แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"ก็กรรมชั่วอันบุคคลทำำแล้ว ยังไม่ให้ผล เหมือน
นำ้ำนมที่รีดในขณะนั้น ยังไม่แปรไป ฉะนั้น,
บำปกรรม ย่อมตำมเผำคนพำล เหมือนไฟอันเถ้ำ
กลบไว้ ฉะนั้น."
- 241.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 239
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ สชฺชุขีร ควำมว่ำ นำ้ำนมซึ่งไหล
ออกจำกนมของแม่โคนมในขณะนั้นนั่นแล ยังอุ่น ย่อมไม่เปลี่ยน
คือย่อมไม่แปรไป. พระศำสดำ ตรัสคำำอธิบำยไว้ดังนี้ว่ำ "นำ้ำนม
ที่เขำรีดในขณะนั้น ย่อมไม่เปลี่ยน คือไม่แปร ได้แก่ไม่ละปกติใน
ขณะนั้นนั่นแล, แต่ที่เขำรีดใส่ไว้ในภำชนะใด, ก็ย่อมไม่ละปกติ
ตรำบเท่ำที่ยงไม่ได้ใส่ของเปรี้ยวมีเปรียงเป็นต้น ลงในภำชนะนั้น คือ
ั
ตรำบเท่ำที่ยงไม่ถึงภำชนะของเปรี้ยว มีภำชนะนมส้มเป็นต้น ย่อม
ั
ละในภำยหลังฉันใด; แม้บำปกรรมที่บุคคลกำำลังทำำ ก็ย่อมไม่ให้ผล
ฉันนั้นเหมือนกัน, ถ้ำบำปกรรมพึงให้ผล (ในขณะทำำ), ใคร ๆ ไม่
พึงอำจเพื่อทำำบำปกรรมได้; ก็ขันธ์ทั้งหลำยที่บงเกิดด้วยกุศล ยังทรงอยู่
ั
เพียงใด ; ขันธ์เหล่ำนั้น ย่อมรักษำบุคคลนั้นไว้ได้เพียงนั้น, เมื่อขันธ์
ทั้งหลำยเกิดในอบำย เพรำะควำมแตกแห่งขันธ์เหล่ำนั้น บำปกรรม
ย่อมให้ผล, ก็เมื่อให้ผล ชื่อว่ำย่อมตำมเผำผลำญคนพำล."
ถำมว่ำ "เหมือนอะไร ?"
แก้วำ
่ "เหมือนไฟอันเถ้ำกลบไว้."
อธิบำยว่ำ เหมือนอย่ำงว่ำ ถ่ำนไฟปรำศจำกเปลวไฟ อันเถ้ำ
กลบไว้ แม้คนเหยียบแล้วก็ยังไม่ไหม้ก่อน เพรำะเถ้ำยังปิดไว้, แต่ยัง
เถ้ำให้ร้อนแล้ว ย่อมไหม้ไปจนถึงมันสมอง ด้วยสำมำรถไหม้อวัยวะ
มีหนังเป็นต้นฉันใด ; แม้บำปกรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นบำปกรรม
อันผู้ใดกระทำำไว้, ย่อมตำมเผำผู้นั้น ซึ่งเป็นพำล เกิดแล้วในอบำย
- 242.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 240
มีนรกเป็นต้น ในอัตภำพที่ ๒ หรือที่ ๓.
ในกำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำกบรรลุอริยผลทั้งหลำยมีโสดำ-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องอหิเปรต จบ.
- 243.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 241
๑๓. เรื่องสัฏฐิกูฏเปรต
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรำรภสัฏฐิกูฏ-
เปรต [พระมหำโมคคัลลำนเถระเห็นสัฏฐิกูฏเปรต]
ควำมพิสดำรว่ำ พระมหำโมคคัลลำนเถระ ลงจำกภูเขำคิชฌกูฏ
พร้อมกับพระลักขณเถระ กระทำำกำรยิ้มแย้มในประเทศแห่งใดแห่ง
หนึ่ง โดยนัยมีในก่อนนั่นแล ถูกพระเถระถำมถึงเหตุแห่งกำรยิ้มแย้ม
จึงกล่ำวว่ำ "ท่ำนพึงถำมผมในสำำนักของพระผู้มีพระภำคเจ้ำ" ใน
กำลแห่งพระมหำโมคคัลลำนเถระเที่ยวไปเพื่อบิณฑบำต เข้ำไปเฝ้ำ
พระศำสดำ ถวำยบังคม นังแล้ว ถูกพระเถระถำมอีก จึงกล่ำวว่ำ
่
"ผู้มีอำยุ ผมได้เห็นเปรตตนหนึ่ง มีอัตภำพประมำณ ๓ คำวุต, ค้อน
เหล็ก ๖ หมื่นอันไฟติดลุกโพลงแล้ว ตกไปเบื้องบนแห่งกระหม่อม
ขอเปรตนั้นแล้ว ตังขึ้น ทำำลำยศีรษะ,
้ ศีรษะที่แตกแล้ว ๆ ย่อมตั้งขึ้น
อีก, โดยอัตภำพนี้ อัตภำพเห็นปำนนี้ ผมยังไม่เคยเห็น, ผมเห็น
อัตภำพนั้น จึงได้กระทำำกำรยิ้มแย้มให้ปรำกฏ." จริงอยู่ ในเรื่อง
เปรต พระมหำโมคคัลลำนเถระหมำยเอำซึ่งเปรตนี้นั่นแหละ จึงกล่ำว
คำำเป็นต้นว่ำ :-
* พระครูธรรมธร (จุนฺโท พื้น ป. ธ. ๕) วัดรำชำธิวำส แปล.
๑. เปรตผูมีศีรษะอันไม้คอน ๖ หมื่น ต่อยแล้ว.
้ ้ ๒. ขุ. เปต. ๒๖/๒๕๘.
- 244.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 242
"ค้อนเหล็ก ๖ หมื่น บริบูรณ์แล้วโดยประกำร
ทั้งปวง ย่อมตกไปบนศีรษะของเจ้ำ ต่อยกระหม่อม
อยู่เสมอ."
[พระศำสดำทรงรับรองว่ำเปรตมี]
พระศำสดำ ทรงสดับถอยคำำของพระเถระแล้ว จึงตรัสว่ำ
"ภิกษุทั้งหลำย สัตว์นี้ แม้เรำนังอยู่ที่โพธิมัณฑประเทศ ก็เห็น
่
แล้วเหมือนกัน, เรำไม่บอก ก็เพื่ออนุเครำะห์แก่คนเหล่ำอื่นว่ำ 'ก็แล
คนเหล่ำใด ไม่พึงเชื่อคำำของเรำ; ควำมไม่เชื่อนั้น พึงมีเพื่อกรรม
ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่ำนั้น,' แต่ว่ำ บัดนี้ เรำเป็นพยำน
ของโมคคัลลำนะ จึงบอกได้." ภิกษุทั้งหลำย ฟังพระดำำรัสนั้นแล้ว
จึงทูลถำมถึงบุรพกรรมของเปรตนั้น. แม้พระศำสดำ ก็ตรัสแก่ภิกษุ
เหล่ำนั้นว่ำ :-
[บุรพกรรมของสัฎฐิกูฏเปรต]
"ดังได้ยินมำ ในอดีตกำล ในกรุงพำณสี ได้มีบุรุษเปลี้ย
คนหนึ่ง ถึงซึ่งควำมสำำเร็จในศิลปะของบุคคลผู้ดีดก้อนกรวด. บุรุษ
นั้น นั่ง ณ ภำยใต้ต้นไทรย้อยต้นหนึ่ง ใกล้ประตูพระนคร อันพวก
"ท่ำนจงดีดก้อนกรวดไปเจำะใบไทรนั้น
เด็กชำวบ้ำงกล่ำวอยู่ว่ำ
แสดงรูปช้ำงแก่พวกเรำ ; แสดงรูปม้ำแก่พวกเรำ" ก็แสดงรูปทั้ง
หลำยอันพวกเด็กปรำรถนำแล้ว ๆได้วัตถุมของเคี้ยวเป็นต้น จำก
ี
สำำนักพวกเด็กเหล่ำนั้น. ภำยหลังวันหนึ่ง พระรำชำเสด็จไปสู่พระ-
รำชอุทยำน เสด็จถึงประเทศนั้น. พวกเด็กซ่อนบุรุษเปลี้ยไว้ใน
- 245.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 243
ระหว่ำงย่ำนไทรแล้ว ก็หนีไป. เมื่อพระรำชำเสด็จเข้ำไปสู่โคนต้นไม้
ในเวลำเทียงตรง เงำของช่องสองต้องพระสรีระ.
่ ท้ำวเธอทรงดำำริ
ว่ำ "นี้อะไรหนอแล ?" ทรงตรวจดูในเบื้องบน ทอดพระเนตร
เห็นรูปมีรูปช้ำงเป็นต้นที่ใบไม้ทั้งหลำย จึงตรัสถำมว่ำ "นี่กรรมของ
ใคร ?" ทรงสดับว่ำ "ของบุรุษเปลี้ย" จึงรับสังให้หำบุรุษเปลี้ยนั้น
่
มำแล้ว ตรัสว่ำ "ปุโรหิตของเรำ ปำกกล้ำนัก เมื่อเรำพูดแม้นิด
หน่อย ก็พูดเสียมำกมำย ย่อมเบียดเบียนเรำ, ท่ำนอำจ เพื่อดีดมูล
แพะประมำณทะนำนหนึ่ง เข้ำในปำกของปุโรหิตนั้นได้หรือ ? บุรุษ
เปลี้ยทูลว่ำ "อำจ พระเจ้ำข้ำ, ขอพระองค์จงให้คนนำำมูลแพะมำ
แล้วประทับนั่งภำยในม่ำนกับปุโรหิต, ข้ำพระองค์ จักรู้กรรมที่ควร
แระทำำในเรื่องนี้." พระรำชำ ได้ทรงกระทำำเหมือนอย่ำงนั้น. บุรุษ
เปลี้ยนอกนี้ ให้กระทำำช่องไว้ที่มำนด้วยปลำยแห่งกรรไกร เมื่อ
่
ปุโรหิตพูดกับด้วยพระรำชำ พออ้ำปำก ก็ดีดมูลแพะไปทีละก้อน ๆ.
ปุโรหิตกลืนมูลแพะที่เข้ำปำกแล้ว ๆ . เมื่อมูลแพะหมด บุรุษเปลี้ย
จึงสั่นม่ำน. พระรำชำ ทรงทรำบควำมที่มูลแพะหมดด้วยสัญญำนั้น
แล้ว จึงตรัสว่ำ "ท่ำนอำจำรย์ เรำพูดกับท่ำน จักไม่อำจจำำคำำไว้ได้,
ท่ำนแม้กลืนกินมูลแพะประมำณทะนำนหนึ่งแล้ว ยังไม่ถึงควำมเป็น
ผู้นิ่ง เพรำะควำมที่ทำนมีปำกกล้ำนัก."
่ พรำหมณ์ถึงควำมเป็นผู้เก้อ
จำำเดิมแต่นั้น ไม่อำจเพื่ออ้ำปำกเจรจำกับพระรำชำได้. พระรำชำรับสัง
่
ให้เรียกบุรุษเปลี้ยมำแล้ว ตรัสว่ำ "เรำได้ควำมสุขเพรำะอำศัยท่ำน"
ทรงพอพระทัย จึงพระรำชทำนชื่อหมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งสิ้น แก่เขำ
- 246.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 244
ได้พระรำชทำนบ้ำนส่วย ๔ ตำำบล ในทิศทั้ง ๔ แห่งเมือง. อมำตย์
ผู้พรำ่ำสอนอรรถและธรรมของพระรำชำทรำบควำมนั้นแล้ว จึงกล่ำว
คำถำนี้ว่ำ :-
"ชื่อว่ำศิลปะ แม้เช่นใดเช่นหนึ่ง ก็ยังประโยชน์
ให้สำำเร็จได้. ท่ำนจงดูเถิด, ด้วยกำรดีดตำม
ประสำคนเปลี้ย บุรุษเปลี้ยได้บำนส่วย อันตั้งอยู่
้
ในทิศทั้ง ๔."
(ก็อมำตย์นั้น โดยสมัยนั้น ได้เป็นพระผู้มีพระภำค คือเรำนี่
เอง). ครังนั้น บุรุษคนหนึ่ง เห็นสมบัติอันบุรุษเปลี้ยได้แล้ว จึงคิดว่ำ
้
"บุรุษชื่อนี้ เป็นคนเปลี้ย อำศัยศิลปะนี้ จึงถึงแล้วซึ่งสมบัติใหญ่,
แม้เรำศึกษำศิลปะนี้ไว้ก็ควร." เขำข้ำไปหำบุรุษเปลี้ย ไหว้แล้ว
กล่ำวว่ำ "ท่ำนอำจำรย์ ขอท่ำนจงให้ศิลปะนี้แก่ขำพเจ้ำเถิด." บุรุษ
้
เปลี้ย กล่ำวว่ำ "พ่อ เรำไม่อำจให้ได้." เขำถูกบุรุษเปลี้ยนั้นห้ำม
แล้ว คิดว่ำ "ช่ำงเถอะ, เรำจักยังบุรุษเปลี้ยนั้นให้ยินดี" จึงกระทำำ
กิจมีกำรนวดมือและเท้ำเป็นต้น แก่บุรุษเปลี้ยนั้นอยู่ ให้บุรุษเปลี้ย
นั้นยินดีแล้ว สิ้นกำลนำน วิงวอนบ่อย ๆ แล้ว. บุรุษเปลี้ยคิดว่ำ
'คนนี้มีอุปกำระแก่เรำเหลือเกิน" จึงมิอำจเพื่อห้ำมเขำได้ ให้เขำ
ศึกษำศิลปะแล้ว กล่ำวว่ำ "พ่อ ศิลปะของท่ำนสำำเร็จแล้ว, บัดนี้
ท่ำนจักกระทำำอะไรเล่ำ ?"
บุรุษ. ข้ำพเจ้ำจักไปทดลองศิลปะในภำยนอก.
บุรุษเปลี้ย. ท่ำนจักทำำอย่ำงไร ?
- 247.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 245
บุรุษ. ข้ำพเจ้ำจักดีดแม่โคหรือมนุษย์ให้ตำย.
บุรุษเปลี้ย กล่ำวว่ำ "พ่อ เมื่อคนฆ่ำแม่โค สินไหมมีอยู่ ๑๐๐,
เมื่อฆ่ำมนุษย์ สินไหมมีอยู่ ๑ พัน, ท่ำนแม้ทั้งบุตรและภรรยำ จัก
ไม่อำจเพื่อจะปลดเปลื้องสิ้นไหมนั้นได้, ท่ำนจงอย่ำฉิบหำยเสียเลย;
เมื่อท่ำนประหำรบุคคลใด ไม่ต้องเสียสินไหม, ท่ำนจงตรวจดูใคร ๆ
ผู้หำมำรดำบิดำมิได้เช่นนั้น." บุรุษนั้น รับว่ำ "ดีละ" แล้วเอำกรวด
ใส่พกเที่ยวเลือกดูบุคคลเช่นนั้นอยู่ เห็นแม่โคแล้ว ไม่อำจดีดได้
ด้วยคิดว่ำ "แม่โคนี้มีเจ้ำของ," เห็นมนุษย์แล้วไม่อำจดีดได้ ด้วย
คิดว่ำ "คนนี้มีมำรดำบิดำ."
ก็โดยสมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ำ ชื่อว่ำสุเนตตะ อำศัยพระ-
นคร อยู่ในบรรณศำลำ. บุรุษนั้น เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ำนั้น ผู้เข้ำ
ไปเพื่อบิณฑบำต ยืนอยู่ที่ระหว่ำงประตูพระนคร จึงคิดว่ำ "พระ-
ปัจเจกพุทธเจ้ำนี้ เป็นผู้ไม่มีมำรดำบิดำ, เมื่อเรำดีดผู้นี้ ไม่ต้องมี
สินไหม, เรำจักดีดพระปัจเจกพุทธเจ้ำนี้ ทดลองศิลปะ" ดังนี้แล้ว
จึงดีดก้อนกรวดไป หมำยช่องหูเบื้องขวำของพระปัจเจกพุทธเจ้ำ.
ก้อนกรวดเข้ำไปโดยช่องหูเบื้องขวำ ทะลุออกโดยช่องหูเบื้องซ้ำย.
ทุกขเวทนำเกิดขึ้นแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้ำ ไม่อำจจะเที่ยวไปเพื่อ
ภิกษำได้, จึงไปสู่บรรณศำลำโดยอำกำศปรินิพพำนแล้ว. พวก
มนุษย์เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้ำไม่มำ คิดว่ำ "ควำมไม่ผำสุกอะไร ๆ
จักมี" จึงไปที่บรรณศำลำนั้นเห็นท่ำนปรินิพพำนแล้วร้องไห้ครำ่ำครวญ
แล้ว. แม้บุรุษนั้น เห็นมหำชนไปอยู่ ไปที่บรรณศำลำนั้นแล้ว จำำ
- 248.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 246
พระปัจเจกพุทธเจ้ำได้ จึงกล่ำวว่ำ "พระปัจเจกพุทธเจ้ำองค์นี้ เมื่อ
เข้ำไปเพื่อบิณฑบำต พบเรำที่ระหว่ำงประตู, เรำเมื่อจะทดลองศิลปะ
ของตน จึงประหำรพระปัจเจกพุทธเจ้ำนี้." พวกมนุษย์ กล่ำวว่ำ
"ได้ยินว่ำ คนชั่วนี้ ปะหำรพระปัจเจกพุทธเจ้ำ, พวกท่ำนจงจับๆ "
โบยให้บุรุษนั้นถึงควำมสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. บุรุษนั้น เกิดในอเวจี
ไหม้แล้ว จนแผ่นดินใหญ่นี้หนำขึ้นโยชน์หนึ่ง บังเกิดเป็นสัฏฐิกูฏ-
เปรต ที่ยอดภูเขำคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ.
[พระศำสดำตรัสสอนพวกภิกษุ]
พระศำสดำ ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่ำ
"ภิกษุทั้งหลำย ศิลปะหรือควำมเป็นอิสระ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่ำคน
พำล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อควำมฉิบหำย, ด้วยว่ำ คนพำลได้ศิลปะหรือ
ควำมเป็นอิสระแล้ว ย่อมทำำควำมฉิบหำยแก่ตนถ่ำยเดียว" ดังนีแล้ว
้
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"ควำมรูย่อมเกิดแก่คนพำล เพียงเพื่อควำมฉิบหำย
้
เท่ำนั้น, ควำมรู้นั้น ยังหัวคิดของเขำให้ตกไป
ย่อมฆ่ำส่วนสุกกธรรมของคนพำลเสีย."
[แก้อรรถ]
ศัพท์ว่ำ อำวเทว ในคำถำนั้นเป็นนิบำต ในอรรถคือควำม
กำำหนดซึ่งแดน. ภำวะคือควำมรู้ ชื่อว่ำ ญตฺต. บุคคลย่อมรู้ศิลปะ
แม้ใด, หรือบุคคลดำำรงอยู่ในควำมเป็นใหญ่ใด หรือด้วยควำมถึง
พร้อมด้วยยศใด อันชนย่อมรูจัก คือปรำกฏ ได้แก่เป็นผู้โด่งดัง,
้
- 249.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 247
คำำว่ำ ญตฺต นี้ เป็นชื่อ แห่งศิลปะควำมเป็นใหญ่และควำมถึงพร้อม
ด้วยยศนั้น. แท้จริง ศิลปะหรือควำมเป็นใหญ่เป็นต้น ย่อมเกิด
แก่คนพำล เพื่อควำมฉิบหำยถ่ำยเดียว คือคนพำลนั้น อำศัยศิลปะ
เป็นต้นนั้น ย่อมทำำควำมฉิบหำยแก่ตนอย่ำงเดียว. บทว่ำ หนฺติ
ได้แก่ ให้พินำศ. บทว่ำ สุกฺกส คือส่วนแห่งกุศล. อธิบำยว่ำ
ก็ศิลปะหรือควำมเป็นใหญ่ เมือเกิดขึ้นแก่คนพำล ย่อมเกิดขึ้นฆ่ำส่วน
่
อันเป็นกุศลอย่ำงเดียว. บทว่ำ มุทฺธ นี้ เป็นชื่อของปัญญำ. บทว่ำ
วิปำตย คือกำำจัดอยู.
่ อธิบำยว่ำ ก็ควำมรู้นั้น ฆ่ำส่วนกุศลของคนพำล
นั้น ยังมุทธำ กล่ำวคือปัญญำ ให้ตกไป คือขจัดอยู่นั้นแหละ ชื่อ
ว่ำฆ่ำ.
ในกำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มีโสดำ-
ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องสัฏฐิกูฏเปรต จบ.
- 250.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 248
๑๔. เรื่องพระสุธรรมเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภพระ
สุธรรมเถระ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ "อสนฺต ภำวมิจฺเฉยฺย"
เป็นต้น.
[จิตตคฤหบดีถวำยสวนเป็นสังฆำรำม]
ก็เทศนำตังขึ้นแล้ว ในมัจฉิกำสัณฑนคร จบแล้วในกรุง
้
สำวัตถี.
ควำมพิสดำรว่ำ จิตตคฤหบดี ในมัจฉิกำสัณฑนคร เห็น
พระมหำนำมเถระ ภำยในพวกภิกษุปัญจวัคคีย์ เที่ยวบิณฑบำตอยู่
เลื่อมใสในอริยำบถของพระเถระแล้ว จึงรับบำตร นิมนต์ให้เข้ำไป
สู่เรือนให้ฉันแล้ว ในกำลเสร็จภัตกิจ สดับธรรมกถำ บรรลุโสดำ-
ปัตติผลแล้ว เป็นผู้มีศรัทธำไม่หวั่นไหว ใคร่เพื่อจะทำำอุทยำนของตน
อันชื่อว่ำอัมพำฏกวันให้เป็นสังฆำรำม จึงหลั่งนำ้ำลงไปในมือของพระ
เถระ มอบถวำยแล้ว. ในขณะนั้น มหำปฐพี ทำำนำ้ำที่สุด ก็หวั่นไหว
ด้วยบอกเหตุว่ำ "พระพุทธศำสนำตั้งมั่นแล้ว."
มหำเศรษฐี ให้สร้ำงวิหำรใหญ่ในอุทยำน ได้เป็นผู้มีประตู
เปิดไว้เพื่อพวกภิกษุผู้มำจำกทิศทั้งปวงแล้ว. พระสุธรรมเถระ ได้เป็น
เจ้ำอำวำสอยู่ในมัจฉิกำสัณฑ์.
* พระมหำวิน ป. ธ. ๘ วัดรำชำธิวำส แปล. (ปัจจุบันเป็นสมเด็จพระมหำวีรวงศ์ ป.
ธ. ๙)
- 251.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 249
[คฤหบดีบรรลุอนำคำมิผล]
โดยสมัยอื่น พระอัครสำวกทั้ง ๒ สดับกถำพรรณนำคุณของ
จิตตคฤหบดีแล้ว ใคร่จะทำำควำมสงเครำะห์แก่คฤหบดีนั้น จึงได้ไปสู่
มัจฉิกำสัณฑนคร. จิตตคฤหบดี ทรำบกำรมำของพระอัครสำวกทั้ง ๒
นั้น จึงไปต้อนรับสิ้นทำงประมำณกึ่งโยชน์ พำพระอัครสำวกทั้ง ๒ นั้น
มำแล้ว นิมนต์ให้เข้ำไปสู่วิหำรของตน ทำำอำคันตุกวัตรแล้ว อ้อนวอน
พระธรรมเสนำบดีว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ กระผมปรำรถนำฟังธรรมกถำสัก
หน่อย." ครั้งนั้น พระเถระกล่ำวกะเขำว่ำ "อุบำสก อำตมะทั้งหลำย
เหน็ดเหนื่อยแล้วโดยทำงไกล, อนึ่ง ท่ำนจงฟังเพียงนิดหน่อยเถิด"
ดังนีแล้ว ก็กล่ำวธรรมกถำแก่เขำ. คฤหบดีนั้นฟังธรรมกถำของพระเถระ
้
อยูแล บรรลุอนำคำมิผลแล้ว. เขำไหว้พระอัครสำวกทั้ง ๒ แล้ว
่
นิมนต์ว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ พรุ่งนี้ของท่ำน (ทัง ๒) กับภิกษุพันรูป
้
รับภิกษำที่เรือนกระผม" แล้วนิมนต์พระสุธรรมเถระเจ้ำอำวำสภำย
หลังว่ำ "ท่ำนขอรับ พรุ่งนี้แม้ท่ำนก็พึงมำกับพระเถระทั้งหลำย."
[พระสุธรรมเถระด่ำคฤหบดี]
พระสุธรรมเถระนั้น โกรธว่ำ "อุบสกนี้ นิมนต์เรำภำยหลัง"
จึงห้ำมเสีย แม้อันคฤหบดีอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ก็ห้ำมแล้วนั่นแล.
อุบำสก กล่ำวว่ำ "ท่ำนจักปรำกฏ ขอรับ" แล้วหลีกไป ในวัน
รุ่งขึ้นจัดแจงทำนใหญ่ไว้ในที่อยู่ของตน. ในเวลำใกล้รุ่งแล แม้
พระสุธรรมเถระ คิดว่ำ "คฤหบดี จัดแจงสักกำระเช่นไรหนอแล ?
เพื่อพระอัครสำวกทั้ง ๒, พรุ่งนี้เรำจักไปดู" แล้วได้ถือบำตรและ
- 252.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 250
จีวรไปสู่เรือนของคฤหบดีนั้นแต่เช้ำตรู่. พระสุธรรมเถระนั้น แม้อัน
คฤหบดี กล่ำวว่ำ "นิมนต์นงเถิด
ั่ ขอรับ" ก็กล่ำวว่ำ "เรำไม่นั่ง,
จักเที่ยวบิณฑบำต" แล้วตรวจดู สักกำระอันคฤหบดีเตรียมไว้เพื่อ ๒
พระอัครสำวก ใคร่จะเสียดสีคฤหบดีโดยชำติ จึงกล่ำวว่ำ "คฤหบดี
สักกำระของท่ำนล้นเหลือ, ก็แต่ในสักกำระนี้ ไม่มีอยูอย่ำงเดียว
่
เท่ำนั้น."
คฤหบดี. อะไร ขอรับ ?
พระเถระ ตอบว่ำ "ขนมแดกงำ คฤหบดี" ถูกคฤหบดี
รุกรำนด้วยวำจำอุปมำด้วยกำ โกรธแล้ว กล่ำวว่ำ "คฤหบดี นั่น
อำวำสของท่ำน, เรำจักหลีกไป." แม้อันคฤหบดีห้ำมถึง ๓ ครัง
้
ก็หลีกไปสู่สำำนักพระศำสดำ กรำบทูลคำำทีจิตตคฤหบดี และตนกล่ำว
่
แล้ว.
[พระสุธรรมเถระถูกสงฆ์ลงปฏิสำรณียกรรม]
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "อุบำสก เป็นคนมีศรัทธำเลื่อมใสอัน
เธอด่ำด้วยคำำเลว" ดังนีแล้ว ทรงปรับโทษแก่พระสุธรรมเถระนั้น
้
นั่นแล แล้วรับสั่งให้สงฆ์ลงปฏิสำรณียกรรมไป, ให้จิตตคฤหบดีอดโทษเสีย." พระ
เถระไปในที่นั้นแล้ว แม้กล่ำว
ว่ำ "คฤหบดี นั่นโทษของอำตมะเท่ำนั้น, ท่ำนจงอดโทษแก่อำตมะ
เถิด" อันคฤหบดีนั้น ห้ำมว่ำ "ผมไม่อดโทษ" เป็นผู้เก้อ ไม่อำจ
ให้คฤหบดีนั้นอดโทษได้, จึงกลับมำสู่สำำนักพระศำสดำอีกเทียว. พระ
๑. กรรมอันให้ระลึกถึงควำมผิด.
- 253.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 251
ศำสดำ แม้ทรงทรำบว่ำ "อุบำสก จักไม่อดโทษแก่พระสุธรรมนั้น"
ทรงดำำริว่ำ "ภิกษุนี้ กระด้ำงเพรำะมำนะ จงไปสู่ทำง ๓๐ โยชน์แล้ว
กลับมำ" จึงไม่ทรงบอกอุบำยให้อดโทษเลย ทรงส่งไปแล้ว.
[สมณะไม่ควรทำำมำนะและริษยำ]
ครั้นในกำลที่พระสุธรรมเถระนั้นกลับมำ พระศำสดำ ประทำน
"เธอจงไปเถิด, ไป
ภิกษุผู้อนุทูตแก่เธอผู้นำำมำนะออกแล้ว ตรัสว่ำ
กับภิกษุนี้ จงให้อุบำสกอดโทษ" ดังนีแล้ว ตรัสว่ำ "ธรรมดำสมณะ
้
ไม่ควรทำำมำนะหรือริษยำว่ำ 'วิหำรของเรำ, ที่อยู่ของเรำ, อุบำสกของ
เรำ, อุบำสิกำของเรำ, เพรำะเมื่อสมณะทำำอย่ำงนั้น เหล่ำกิเลส มีริษยำ
และมำนะเป็นต้น ย่อมเจริญ" เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึง
ตรัสพระคำถำเหล่ำนี้ว่ำ :-
"ภิกษุผู้พำล พึงปรำรถนำควำมยกย่อง อันไม่มีอยู่
ควำมแวดล้อมในภิกษุทั้งหลำย ควำมเป็นใหญ่ใน
อำวำส และกำรบูชำในตระกูลแห่งชนอื่น ควำม
ดำำริ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พำลว่ำ 'คฤหัสถ์และ
บรรพชิตทั้ง ๒ จงสำำคัญกรรม อันเขำทำำเสร็จแล้ว
เพรำะอำศัยเรำผู้เดียว จงเป็นไปในอำำนำจของเรำ
เท่ำนั้น ในกิจน้อยใหญ่ กิจไร ๆ, ริษยำและมำนะ
ย่อมเจริญ (แก่เธอ)."
- 254.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 252
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บทว่ำ อสนฺต ควำมว่ำ ภิกษุผู้พำล พึง
ปรำรถนำควำมสรรเสริญอันไม่มีอยู่ คือภิกษุผู้พำล ไม่มีศรัทธำ เป็น
ผู้ทุศีล สดับน้อย ไม่สงัด เกียจคร้ำน มีสติไม่ตั้งมั่น มีจตไม่มั่นคง
ิ
มีปัญญำทรำม ไม่ใช่ขีณำสพ ย่อมปรำรถนำควำมยกย่องอันไม่มีอยู่นี้ว่ำ
"ไฉนหนอ ชนพึงรู้จักเรำว่ำ 'ภิกษุนี้ มีศรัทธำ มีศีล เป็นพหุสูต
เป็นผู้สงัด ปรำรภควำมเพียร มีสติตั้งมั่น มีจิตมังคง มีปัญญำ เป็น
่
พระขีณำสพ" โดยนัยที่ทำนกล่ำวไว้ในปำปิจฉตำนิทเทศเป็นผู้ไม่มีศรัทธำเลย ย่อม
่
ปรำรถนำว่ำ 'ชนจงรูจักเรำว่ำ 'ผูมีศรัทธำ"
้ ้
เป็นต้น.
บทว่ำ ปุเรกฺขำร คือ ซึ่งบริวำร. อธิบำยว่ำ ภิกษุผู้พำล ตัง
้
อยู่ในควำมประพฤติด้วยอำำนำจควำมอยำกอย่ำงนี้ว่ำ "ไฉนหนอ ภิกษุ
ในวิหำรทังสิ้น พึงแวดล้อมเรำถำมปัญหำอยู่"
้ ชือว่ำ ย่อมปรำรถนำ
่
ควำมแวดล้อมในภิกษุทั้งหลำย.
บทว่ำ อำวำเสสุ ได้แก่ ในอำวำสอันเป็นของสงฆ์. อธิบำยว่ำ
ภิกษุผู้พำล จัดเสนำสนะประณีตในท่ำมกลำงวิหำรเพื่อภิกษุทั้งหลำย
มีภิกษุที่เป็นเพื่อนเห็นและเพื่อนคบเป็นต้นของตัว ด้วยบอกว่ำ "พวก
ท่ำน จงอยู่ในเสนำสนะนี้" ส่วนตนเกียดกันเสนำะสนะที่ดี จัก
เสนำสนะอันทรำมและเสำสนะอันอมนุษย์หวงแหนแล้ว ซึ่งตั้งอยู่สุด
ท้ำยเพื่ออำคันตุกภิกษุที่เหลือทั้งหลำย ด้วยบอกว่ำ "พวกท่ำน จงอยู่
๑. อภิ. วิ. ๓๕/๔๗๓.
- 255.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 253
ในเสนำสนะนี้" ชือว่ำ ย่อมปรำรถนำควำมเป็นใหญ่ในอำวำส.
่
บำทพระคำถำว่ำ ปูชำ ปรกุเลสุ จ ควำมว่ำ ภิกษุผู้พำลย่อม
ไม่ปรำรถนำกำรบูชำด้วยปัจจัย ๔ ในสกุลของมำรดำและบิดำเลย และ
ของพวกญำติก็ไม่ปรำรถนำ. (แต่) ย่อมปรำรถนำในสกุลของชนเหล่ำ
"ไฉนหนอ
อื่นเท่ำนั้น อย่ำงนี้ว่ำ ชนเหล่ำนี้ พึงถวำยแก่เรำคนเดียว
ไม่พึงถวำยแก่ภิกษุเหล่ำอื่น."
บำทพระคำถำว่ำ มเมว กตมญฺญนฺตุ ควำมว่ำ ก็ควำมดำำริ
ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พำลใดว่ำ "พวกคฤหัสถ์และบรรพชิต แม้ทั้ง ๒
จงสำำคัญกิจอันตนทำำแล้ว คือที่สำำเร็จแล้วเพรำะอำศัยเรำเท่ำนั้น" ด้วย
ควำมประสงค์ อย่ำงนี้ว่ำ"นวกรรมอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งที่เขำทำำแล้วใน
วิหำร ด้วยสำมำรถกำรกระทำำนวกรรมมีโรงอุโบสถเป็นต้น, นวกรรม
นั้นทั้งหมด อันพระเถระของพวกเรำทำำแล้ว."
บำทพระคำถำว่ำ มเมว อติวสำ อสฺสุ ควำมว่ำ ควำมดำำริ
ย่อมเกิดขึ้น (แก่ภิกษุผู้พำลนั้น) ว่ำ "คฤหัสถ์และบรรพชิตแม้ทงหมด
ั้
จงเป็นไปในอำำนำจของเรำแต่ผู้เดียว คือ พำหนะและเครื่องอุปกรณ์ทั้ง
หลำย เป็นต้นว่ำ เกวียน โค พร้ำ ขวำน หรือโดยที่สุดกิจทังหลำย
้
เป็นต้นว่ำ อุ่นแม้เพียงข้ำวยำคูแล้วดื่ม อันคฤหัสถ์และบรรพชิตจะพึง
ได้ก็ตำมเถิด, แต่บรรดำกิจน้อยและกิจใหญ่ คือบรรดำกรณียกิจทั้งน้อย
ทั้งใหญ่ เห็นปำนนี้ คฤหัสถ์และบรรพชิตทังหลำย จงเป็นไปในอำำนำจ
้
ของเรำเท่ำนั้น ในกิจไร ๆ คือ แม้ในกิจอย่ำงหนึ่ง. อธิบำยว่ำ จงถำม
เรำเท่ำนั้นแล้วจึงกระทำำ."
สองบทว่ำ อิติ พำลสฺส ควำมว่ำ ควำมอยำกนั้น และควำม
- 256.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 254
ดำำริเห็นปำนนี้ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พำลใด, วิปัสสนำมรรคและ
ผล ย่อมไม่เจริญทีเดียวแก่ภิกษุผู้พำลนั้น, แต่ตัณหำซึงบังเกิดขึ้นใน
่
ทวำร ๖ และมำนะ ๙ อย่ำงเหมือนนำ้ำเจริญแก่ทะเลในเวลำพระจันทร์ขึ้นฉะนั้น ใน
กำลจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
[พระสุธรรมเถระบรรลุพระอรหัต]
แม้พระสุธรรมเถระ ฟังพระโอวำทนี้แล้ว ถวำยบังคมพระศำสดำ
ลุกขึ้นจำกอำสนะ กระทำำประทักษิณแล้ว ไปกับภิกษุผู้เป็นอนุทูตนั้น
กระทำำคืนอำบัตในคลองจักษุของอุบำสก ยังอุบำสกให้อดโทษแล้ว .
ิ
พระสุธรรมเถระนั้น อันอุบำสกให้อดโทษด้วยคำำว่ำ "กระผมอดโทษ
ขอรับ, ถ้ำโทษของกระผมมี, ขอท่ำนจงอดโทษแก่กระผม" ตังอยู่ใน ้
พระโอวำท ที่พระศำสดำประทำนแล้ว โดย ๒-๓ วันเท่ำนั้น ก็บรรลุ
พระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทำแล้ว.
[จิตตคฤหบดีไปเฝ้ำพระศำสดำ]
ฝ่ำยอุบำสก คิดว่ำ "เรำยังไม่ได้เฝ้ำพระศำสดำเลย บรรลุโสดำ-
ปัตตีผลแล้ว, ไม่ได้เฝ้ำพระศำสดำเหมือนกัน ดำำรงอยู่ในอนำคำมิผล,
๑. มำนะ ๙ อย่ำง ดูพิสดำรในธรรมวิภำค ปริเฉทที่ ๒.
๒. นี้แปลตำมฉบับสีหลและยุโรป แต่ตำมฉบับของเรำที่ใช้อยู่ เวลำแปลเติม นิสฺสำย เข้ำ
มำ.
แปลว่ำ ตัณหำอันจะอำศัยฉันทะเป็นต้น เกิดขึ้นในทวำร ๖ และมำนะ ๙ อย่ำงย่อม
เจริญแก่ . . .,
สี. ยุ. ฉนฺทำทโย เป็น จนฺโททเย.
- 257.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 255
เรำควรเฝ้ำพระศำสดำโดยแท้." คฤหบดีนั้น ให้เทียมเกวียน ๕๐๐ เล่ม
เต็มด้วยวัตถุมีงำ ข้ำวสำร เนยใส นำ้ำอ้อยและผ้ำนุงห่มเป็นต้นแล้ว
่
ให้บอกแก่หมู่ภิกษุว่ำ"พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำยใด ประสงค์จะเฝ้ำพระ
ศำสดำ, พระผู้เป็นเจ้ำทั้งหลำยนั้นจงไป, จักไม่ลำำบำกด้วยบิณฑบำต
เป็นต้น" ดังนี้แล้ว ก็ให้แจ้งทังแก่หมู่ภิกษุณี ทั้งแก่พวกอุบำสก
้
ทั้งแก่พวกอุบำสิกำ. ภิกษุประมำณ ๕๐๐ รูป ภิกษุณีประมำณ ๕๐๐ รูป
อุบำสกประมำณ ๕๐๐ อุบำสิกำประมำณ ๕๐๐ ออกไปกับคฤหบดีนั้น.
เขำตระเตรียมแล้วโดยประกำรที่จะไม่มีควำมบกพร่องน้อยหนึ่ง ด้วย
ข้ำวยำคูและภัตเป็นต้น ในหนทำน ๓๐ โยชน์ เพื่อชน ๓ พันคน คือ
เพื่อภิกษุเป็นต้นเหล่ำนั้นนั่นแล และเพื่อบริษัทของตน. ฝ่ำยพวกเทวดำ
ทรำบควำมที่อุบำสกนั้นออกไปแล้ว ปลูกค่ำยที่พักไว้ทุก ๆ โยชน์
บำำรุงมหำชนนั้นด้วยอำหำรวัตถุ มีข้ำวยำคุ ของควรเคี้ยว ภัตและนำ้ำดื่ม
เป็นต้น อันเป็นทิพย์. ควำมบกพร่องด้วยวัตถุอะไร ๆ มิได้มแล้ว
ี
แก่ใคร ๆ. มหำชนอันเทวดำทั้งหลำย บำำรุงอยู่อย่ำงนั้น เดินทำงได้
วันละโยชน์ ๆ โดยเดือนหนึ่งก็ถึงกรุงสำวัตถี. เกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม
ยังเต็มบริบูรณ์เช่นเดิมนั้นแหละ. คฤหบดี ได้สละบรรณำกำร อัน
พวกเทวดำนั่นแลและมนุษย์ทั้งหลำยนำำมำ ไปแล้ว.
[พระศำสดำทรงแสดงปำฏิหำริย์]
พระศำสดำ ตรัสกะพระอำนนทเถระว่ำ "อำนนท์ ในเวลำ
บ่ำยวันนี้ จิตตคฤหบดี อันอุบำสก ๕๐๐ ห้องล้อมแล้ว จักมำไหว้
เรำ."
- 258.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 256
พระอำนนท์. พระเจ้ำข้ำ ก็ในกำลที่จิตตคฤหบดีนั้น ถวำยบังคม
พระองค์ ปำฏิหำริย์ไร ๆ จักมีหรือ ?
พระศำสดำ. จักมี อำนนท์.
อำนนท์. ปำฏิหำริย์อะไร ? พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. ในกำลที่จิตตคฤหบดีนั้น มำไหว้เรำ ฝนลูกเห็บ
แห่งดอกไม้ทิพย์ มีสี ๕ สี จักตกโดยถ่องแถวประมำณเพียงเข่ำใน
ประเทศประมำณ ๘ กรีส โดยวิธีนับอย่ำงของหลวง.
ชำวเมือง ฟังข่ำวนั้นแล้ว คิดว่ำ "ได้ยินว่ำ จิตตคฤหบดี
ผู้มีบญมำกอย่ำงนั้น จักมำถวำยบังคมพระศำสดำวันนี้,
ุ เขำว่ำปำฏิหำริย์
เห็นปำนนี้ จักมี, แม้พวกเรำ จักได้เห็นผูมีบุญมำกนั้น"
้ ดังนีแล้ว
้
ได้ถือเอำเครื่องบรรณำกำรไปยืนอยู่ ๒ ข้ำงทำง. ในกำลที่จิตตคฤหบดี
มำใกล้วิหำร ภิกษุ ๕๐๐ รูปมำถึงก่อน. จิตตคฤหบดี กล่ำวกะพวก
อุบำสิกำว่ำ "แม้ทงหลำย
ั้ พวกท่ำนจงมำข้ำงหลัง" แล้ว ส่วนตนอัน
อุบำสก ๕๐๐ แวดล้อมแล้ว ได้ไปสูสำำนักของพระศำสดำ. ก็ชนทั้งหลำย
่
ผูยืนก็ดี นั่งก็ดี ในที่เฉพำะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้ำทังหลำยมิได้
้ ้
มีขำงนี้หรือข้ำงโน้น.
้ ย่อมยืนอยูแน่นขนัดเทียวใน ๒ ข้ำงแห่งพุทธ
่
วิถี. จิตตคฤหบดี ก้ำวลงสู่พุทธวิถีใหญ่แล้ว. ที่อันพระอริยสำวก
ผู้บรรลุผล ๓ แลดู ๆ หวั่นไหวแล้ว. มหำชนแลดูแล้ว ด้วยคิดว่ำ
"เขำว่ำ คนนั่นคือจิตตคฤหบดี." คฤหบดีนั้น เข้ำเฝ้ำพระศำสดำ
เข้ำไปภำยในพระพุทธรัศมี มีพรรณ ๖ จับพระบำทพระศำสดำ
ที่ข้องพระบำททัง ๒ ถวำยบังคมแล้ว. ในขณะนั้นเอง ฝนดอกไม้
้
- 259.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 257
มีประกำรดังกล่ำวมำ ตกแล้ว. สำธุกำรพันหนึ่งเป็นไปแล้ว.
[จิตตคฤหบดีถวำยทำน]
คฤหบดีนั้น อยู่ในสำำนักพระศำสดำสิ้นเดือนหนึ่งแล ได้นิมนต์
ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้ำเป็นประธำนทั้งสิ้น ให้นั่งในวิหำรนั่นแหละ
ถวำยทำนใหญ่แล้ว. ทำำภิกษุแม้ผู้มำกับตนไว้ภำยในวิหำรนั่นแหละ
บำำรุงแล้ว. ไม่ต้องหยิบอะไร ๆ ในเกวียนของตน แม้สักวันหนึ่ง.
ได้ทำำกิจทุกอย่ำง ด้วยบรรณำกำร อันเทวดำและมนุษย์ทงหลำยนำำมำ
ั้
เท่ำนั้น. จิตตคฤหบดีนั้น ถวำยบังคมพระศำสดำแล้ว กรำบทูลว่ำ
"พระเจ้ำข้ำ ข้ำพระองค์ มำด้วยตังใจว่ำ 'จักถวำยทำนแด่พระองค์
้
ได้พักอยู่ในระหว่ำงทำงเดือนหนึ่ง, เดือนหนึ่งของข้ำพระองค์ล่วงไป
แล้ว ในที่นี้, ข้ำพระองค์ ไม่ได้เพื่อจะถือเอำของอะไร ๆ ที่ขำพระ-
้
องค์นำำมำเลย, ได้ถวำยทำน สิ้นกำลเท่ำนี้ ด้วยบรรณำกำรที่เทวดำ
และมนุษย์ทั้งหลำยนำำมำเท่ำนั้น, แม้ถ้ำข้ำพระองค์นั้น จักอยูในที่นี้
่
สิ้นปีหนึ่ง, ก็จักไม่ได้เพื่อจะถวำยไทยธรรมของข้ำพระองค์แน่แท้,
ข้ำพระองค์ ปรำรถนำจักถ่ำยเกวียนแล้วไป, ขอพระองค์ จงโปรด
ให้บอกที่สำำหรับเก็บแก่ขำพระองค์เถิด."
้
พระศำสดำ ตรัสกะพระอำนนทเถระว่ำ "อำนนท์ เธอจงให้
จัดทีแห่งหนึ่งให้ว่ำง ให้แก่อุบำสก." พระเถระ ได้กระทำำอย่ำงนั้น
่
แล้ว. ได้ยินว่ำ พระศำสดำ ทรงอนุญำตกัปปิยภูมแก่จิตตคฤหบดี
ิ
แล้ว.
- 260.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 258
[จิตตคฤหบดีเดินทำงกลับ]
ฝ่ำยอุบำสกกับชน ๓ พัน ซึงมำพร้อมกับตน เดินทำงกลับ
่
ด้วยเกวียนเปล่ำแล้ว. พวกเทวดำและมนุษย์ ลุกขึ้นแล้ว กล่ำวว่ำ
"พระผู้เป็นเจ้ำ ท่ำนทำำกรรมคือกำรเดินไปด้วยเกวียนเปล่ำ" ดังนี้
แล้ว ก็บรรจุเกวียนให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประกำร. คฤหบดีนั้น ได้
บำำรุงมหำชนด้วยบรรณำกำรอันเขำนำำมำเพื่อตน ไปแล้ว.
พระอำนนทเถระ ถวำยบังคมพระศำสดำแล้ว กรำบทูลว่ำ
"พระเจ้ำข้ำ จิตตคฤหบดี แม้เมื่อมำสู่สำำนักของพระองค์ มำแล้ว
โดยเดือนหนึ่ง; อยู่ในที่นี้เดือนหนึ่งเหมือนกัน, ได้ถวำยทำนด้วย
บรรณำกำรที่เทวดำและมนุษย์นำำมำเท่ำนั้น สิ้นกำลเท่ำนี้; ได้ยินว่ำ
บัดนี้คฤหบดีนั้น ทำำเกวียน ๕๐๐ เล่ม ให้เปล่ำ จักไปโดยเดือน
หนึ่งเหมือนกัน, ก็เทวดำและมนุษย์ทงหลำย ลุกขึ้นแล้ว กล่ำวแก่
ั้
คหฤบดีนั้นว่ำ 'พระผู้เป็นเจ้ำ ท่ำนทำำกรรมคือกำรเดินไปด้วยเกวียน
เปล่ำ' ดังนีแล้ว ก็บรรจุเกวียนให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประกำร, ได้ยินว่ำ
้
คฤหบดี บำำรุงมหำชน ด้วยเครื่องบรรณำกำรอันเทวดำและมนุษย์
นำำมำเพื่อตนนั่นแหละจักกลับไป; พระเจ้ำข้ำ ก็สักกำระนี้เกิดขึ้นแก่
คฤหบดีนั่นผู้มำสูสำำนักของพระองค์เท่ำนั้นหรือ, หรือแม้ไปในที่อื่น
่
ก็เกิดขึ้นเหมือนกัน."
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "อำนนท์ จิตตคฤหบดีนั้นมำสูสำำนักของเรำ
่
ก็ดี ไป ณ ที่อื่นก็ดี สักกำระย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น, เพรำะอุบำสกนี้
เป็นผู้มีศรัทธำ เลื่อมใส มีศีลสมบูรณ์, อุบำสกผู้เห็นปำนนี้ ย่อม
- 261.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 259
คบ (ไป) ประเทศใด ๆ; ลำภสักกำระ ย่อมเกิดแก่เขำในประเทศ
นั้น ๆ ทีเดียว" ดังนีแล้ว ตรัสพระคำถำในปกิณณกวรรคนี้ว่ำ
้ :-
"ผู้มีศรัทธำ สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วยยศ
และโภคะ ย่อมคบประเทศใด ๆ ย่อมเป็นผู้อัน
เขำบูชำแล้ว ในประเทศนั้น ๆ; ทีเดียว."
ก็เนื้อควำมแห่งพระคำถำนั้น จักแจ่มแจ้งในปกิณณกวรรคนั้นแล .
[บุรพกรรมของจิตตคฤหบดี]
เมื่อพระศำสดำ ตรัสอย่ำงนั้นแล้ว, พระอำนนทเถระ จึงทูล
ถำมบุรพกรรมของจิตตคฤหบดี. ลำำดับนั้น พระศำสดำ เมื่อจะตรัส
แก่พระอำนนทเถระนั้น จึงตรัสว่ำ :-
"อำนนท์ จิตตคฤหบดีนี้ มีอภินิหำรอันทำำไว้ แทบบำทมูล
ของพระผู้มีพระภำคพระนำมว่ำ ปทุมตตระ ท่องเที่ยวไปในเทวดำ
ุ
และมนุษย์สิ้นแสนกัป ในกำลแห่งพระพุทธเจ้ำทรงพระนำมว่ำกัสสป
เกิดในสกุลของพรำนเนื้อ ถึงควำมเจริญแล้ว วันหนึ่ง เมื่อฝนตกอยู่
ถือหอกไปสู่ปำ เพื่อต้องกำรจะล่ำเนื้อ ตรวจดูหมู่เนื้ออยู่ เห็นภิกษุ
่
รูปหนึ่ง นังคลุมศีรษะ ที่เงือมเป็นเองเป็นเจ้ำรูปเดียว จักนั่งทำำสมณธรรม , เรำจักนำำ
่ ้
อำหำรมำ เพื่อพระผู้
เป็นเจ้ำนั้น" ดังนี้แล้ว รับไปสู่เรือน ให้คนปิงเนื้อที่ตนนำำมำเมื่อวำน
้
ที่เตำแห่งหนึ่ง ให้หุงข้ำวที่เตำแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุเที่ยวบิณฑบำตพวก
อื่น รับบำตรของภิกษุแม้เหล่ำนั้น นิมนต์ให้นั่งเหนืออำสนะที่จัด
๑. อกตปพฺภำร เงื้อมที่บุคคลไม่ได้ทำำ หมำยควำมว่ำ เกิดเป็นเองตำมธรรมชำติ .
- 262.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 260
แจงไว้ ตระเตรียมภิกษำแล้ว สังคนอื่นว่ำ
่ "พวกท่ำนจงอังคำสพระ
ผู้เป็นเจ้ำทังหลำย" แล้ว ใส่ภัตนั้นลงในตระกร้ำถือเดินไป เลือกเก็บ
้
ดอกไม้ตำงๆ ในระหว่ำงทำง ห่อด้วยใบไม้ ไปสู่ที่พระเถระนั่งแล้ว
่
กล่ำวว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ขอท่ำนจงทำำควำมสงเครำะห์แก่กระผมเถิด "
ดังนีแล้ว รับบำตร ให้เต็มด้วยภัตแล้ววำงไว้ในมือของพระเถระ
้
กระทำำกำรบูชำด้วยดอกไม้เหล่ำนั้น ตังควำมปรำรถนำว่ำ
้ "บิณฑบำต
อันมีรสนี้ พร้อมด้วยดอกไม้เครื่องบูชำ ยังจิตของข้ำพเจ้ำให้ยินดีฉันใด ;
ขอบรรณำกำรพันหนึ่ง จงมำยังจิตของข้ำพเจ้ำให้ยินดี ในที่ ๆ ข้ำพเจ้ำ
เกิดแล้ว ๆ ฉันนั้น, และขอฝนมีดอกไม้มีสี ๕ สีจงตก." เขำบำำเพ็ญ
กุศลจนตลอดชีพแล้ว เกิดในเทวโลก. ฝนดอกไม้ทิพย์ ตกแล้ว โดย
ถ่องแถว ประมำณเพียงเข่ำ ในที่ ๆ เขำเกิดแล้ว. แม้ในกำลนี้ ฝน
ดอกไม้ (ทิพย์) ก็ตกในวันที่เขำเกิดแล้ว และเมื่อเขำมำในที่นี้
กำรนำำบรรณำกำรมำ และกำรที่เกวียนเต็มด้วยรัตนะ ๗ ประกำร เป็น
ผลแห่งกรรมนั้นแล."
เรื่องพระสุธรรมเถระ จบ.
- 263.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 261
๑๕. เรื่องพระวนวำสีติสสเถระ
[ข้อควำมเบื้องต้น]
พระศำสดำ เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรำรภพระ
ติสสเถระ ผูมีปกติอยู่ในป่ำ ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ว่ำ
้ "อญฺญำ หิ
ลำภูปนิสำ" เป็นต้น.
[พระสำรีบุตรอนุเครำะห์พรำหมณ์ผู้ยำกจน]
เทศนำตั้งขึ้นแล้วในกรุงรำชคฤห์. ได้ยินว่ำ สหำยของวังคันต-
พรำหมณ์ ผูบิดำของพระสำรีบุตรเถระ ชือ มหำเสนพรำหมณ์ อยู่
้ ่
ในกรุงรำชคฤห์. วันหนึ่ง พระสำรีบุตรเถระ เที่ยวบิณฑบำต
ได้ไปยังประตูเรือนของพรำหมณ์นั้น เพื่ออนุเครำะห์ในเขำ. แต่
พรำหมณ์นั้น มีสมบัติหมดเสียแล้ว กลับเป็นคนยำกจน . เขำคิดว่ำ
"บุตรของเรำจักมำเพื่อเที่ยวบิณฑบำตที่ประตูเรือนของเรำ, แต่เรำ
เป็นคนยำกจน, บุตรของเรำเห็นจะไม่ทรำบควำมที่เรำเป็นคนยำกจน,
ไทยธรรมอะไร ๆ ของเรำก็ไม่มี," เมื่อไม่อำจจะเผชิญหน้ำพระเถระนั้นได้
จึงหลบเสีย. ถึงในวันอื่น แม้พระเถระได้ไป (อีก). พรำหมณ์ก็ได้
หลบเสียอย่ำงนั้นเหมือนกัน. เขำคิดอยู่ว่ำ "เรำได้อะไร ๆ แล้วนั่น
แหละจักถวำย" ก็ไม่ได้ (อะไร ๆ). ภำยหลังวันหนึ่งเขำได้ถำด
เต็มด้วยข้ำวปำยำสพร้อมกับผ้ำสำฎกเนื้อหยำบ ในที่บอกลัทธิของ
พรำหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปพอถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้วำ
่ "กำร
ที่เรำถวำยบิณฑบำตนีแก่พระเถระ ควร."
้
* พระมหำบุญสงค์ ป. ธ. ๖ (ปัจจุบันเป็นประรำชญำณเวที ป. ธ. ๗ วัดท่ำโพธิ์
นครศรี-
ธรรมรำช) แปล.
- 264.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 262
ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระ เข้ำฌำน ออกจำกสมำบัติ
"พรำหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวัง
แล้ว เห็นพรำหมณ์นั้น คิดว่ำ
อยู่ซงกำรมำของเรำ, กำรที่เรำไปในที่นั้น ควร" ดังนี้แล้ว จึงห่ม
ึ่
ผ้ำสังฆำฏิ ถือบำตร แสดงตนยืนอยูแล้วที่ประตูเรือนของพรำหมณ์
่
นั้นนั่นเอง. เพรำะเห็นพระเถระเท่ำนั้น จิตของพรำหมณ์เลื่อมใส
แล้ว. ลำำดับนั้น เขำเขำไปหำพระเถระนั้น ไหว้แล้ว กระทำำปฏิสันถำร
นิมนต์ให้นั่งภำยในเรือน ถือถำดอันเต็มด้วยข้ำวปำยำส เกลี่ยลงใน
บำตรของพระเถระ. พระเถระรับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอำมือปิดบำตร. ทีนั้น
พรำหมณ์กล่ำวกะพระเถระนั้นว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ ข้ำวปำยำสนี้สักว่ำ
เป็นส่วนของคน ๆ เดียวเท่ำนั้น, ขอท่ำนจงทำำควำมสงเครำะห์ใน
ปรโลกแก่กระผมเถิด, อย่ำทำำควำมสงเครำะห์ในโลกนี้เลย; กระผม
ปรำรถนำถวำยไม่ให้เหลือทีเดียว" ดังนีแล้ว จึงเกลี่ยลงทังหมด.
้ ้
พระเถระฉันในที่นั้นนั่นแล. ครั้นในเวลำเสร็จภัตกิจ เขำถวำยผ้ำ
"ท่ำนผู้
สำฎกแม้นั้น แก่พระเถระนั้น ไหว้แล้ว กล่ำวอย่ำงนี้ว่ำ
เจริญ แม้กระผมพึงบรรลุธรรมที่ทำนเห็นแล้วเหมือนกัน." พระเถระ
่
ทำำอนุโมทนำแก่พรำหมณ์นั้นว่ำ "จงสำำเร็จอย่ำงนั้น พรำหมณ์"
ลุกขึ้นจำกอำสนะหลีกไป เที่ยวจำริกโดยลำำดับ ได้ถึงพระเชตวัน
แล้ว.
[พรำหมณ์ยำจนตำยไปเกิดในกรุงสำวัตถี]
ก็ทำนที่บุคคลถวำยแล้วในครำวที่ตนตกยำก ย่อมยังผู้ถวำย
ให้ร่ำงเริงอย่ำงยิง เพรำะฉะนั้น แม้พรำหมณ์ถวำยทำนนั้นแล้ว มี
่
- 265.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 263
จิตเลื่อมใส เกิดโสมนัสแล้ว ได้ทำำควำมสิเนหำมีประมำณยิ่งใน
พระเถระ. ด้วยควำมสิเนหำในพระเถระนั่นแล พรำหมณ์นั้น ทำำ
กำละแล้ว ถือปฏิสนธิในสกุลอุปัฏฐำกของพระเถระในกรุงสำวัตถี.
ก็ในขณะนั้นแล มำรดำของเขำ บอกแก่สำมีว่ำ "สัตว์เกิดในครรภ์ตั้ง
ในท้องของฉัน." สำมีนั้นได้ให้เครื่องบริหำรครรภ์แก่มำรดำของทำรก
นั้นแล้ว. เมื่อนำงเว้นกำรบริโภคอำหำรวัตถุมีของร้อนจัด เย็นนักและ
เปรี้ยวนักเป็นต้น รักษำครรภ์อยู่โดยสบำย ควำมแพ้ท้องเห็นปำนนี้
เกิดขึ้นว่ำ "ไฉนหนอ เรำพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระสำรีบุตรเถระ
เป็นประธำนให้นั่งในเรือน ถวำยข้ำวปำยำสเจือด้วยนำ้ำนมล้วน แม้
ตนเองนุ่งห่มผ้ำกำสำวะ ถือขันทองนังในที่สุดแห่งอำสนะ แล้ว
่
บริโภคข้ำวปำยำสอันเป็นเดนของภิกษุประมำณเท่ำนี้." ได้ยินว่ำ
ควำมแพ้ท้องในเพรำะกำรนุ่งห่มผ้ำกำสำวะนั้นของนำง ได้เป็นบุรพ-
นิมิตแห่งกำรบรรพชำในพระพุทธศำสนำของบุตรในท้อง. ลำำดับนั้น
พวกญำติของนำง คิดว่ำ "ควำมแพ้ท้องของธิดำพวกเรำประกอบ
ด้วยธรรม" ดังนี้แล้ว จึงถวำยข้ำวปำยำสเจือด้วยนำ้ำนมล้วน แก่
ภิกษุ ๕๐๐ รูปทำำพระสำรีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ. แม้นำงก็นุ่งผ้ำ
กำสำวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอำสนะ
บริโภคข้ำวปำยำสอันเป็นเดน (ของภิกษุ). ควำมแพ้ท้องสงบแล้ว.
ในมงคลอันเขำกระทำำแล้วในระหว่ำง ๆ แก่นำงนั้น ตลอดเวลำสัตว์
เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลอันเขำกระทำำแล้วแก่นำงผู้คลอดบุตร
๑. ข้ำวชนิดหนึ่ง ที่หุงเจือด้วยนำ้ำนม นำ้ำผึ้ง นำ้ำตำล เป็นต้น หรือข้ำวเปียกเจือนม.
- 266.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 264
แล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี พวกญำติก็ได้ถวำยข้ำวมธุปำยำส
มีนำ้ำน้อย แก่ภิกษุประมำณ ๕๐๐ รูป มีพระสำรีบตรเถระเป็นประธำน
ุ
เหมือนกัน. ได้ยินว่ำ นี่เป็นผลแห่งข้ำวปำยำสที่ทำรกถวำยแล้ว ใน
เวลำทีตนเป็นพรำหมณ์ในกำลก่อน. ก็ในวันมงคลที่พวกญำติกระทำำ
่
ในวันที่ทำรกเกิด พวกญำติให้ทำรกนั้นอำบนำ้ำแต่เช้ำตรู่ ประดับแล้ว
ให้นอนเบื้องบนผ้ำกัมพลมีค่ำแสนหนึ่งบนที่นอนอันมีสิริ.
[ทำรกบริจำคทำน]
ทำรกนั้น นอนอยู่บนผ้ำกัมพลนั้นเอง แลดูพระเถระแล้ว คิด
ฺ่ว่ำ"พระเถระนี้ เป็นบุรพำจำรย์ของเรำ, เรำได้สมบัตินี้ เพรำะ
อำศัยพระเถระนี้, กำรที่เรำทำำกำรบริจำคอย่ำงหนึ่งแก่ท่ำนผู้นี้ ควร"
อันญำตินำำไปเพื่อประโยชน์แก่กำรรับสิกขำบท ได้เอำนิ้วก้อยเกี่ยว
ผ้ำก้มพลนั้นยึดไว้. ครั้งนั้น ญำติทั้งหลำยของทำรกนั้น คิดว่ำ "ผ้ำ
กัมพลคล้องที่นิ้วมือแล้ว" จึงปรำรภจะนำำออก. ทำรกนั้น ร้องไห้
แล้ว. พวกญำติ กล่ำวว่ำ "ขอพวกท่ำนจงหลีกไปเถิด, ท่ำน
ทั้งหลำยอย่ำงยังทำรกให้ร้องไห้เลย" ดังนี้แล้ว จึงนำำไปพร้อมกับผ้ำ
กัมพลนั่นแล. ในเวลำไหว้พระเถระ ทำรกนั้น ชักนิ้วมีออกจำกผ้ำ
กัมพล ให้ผำกัมพลตกลง ณ ทีใกล้เท้ำของพระเถระ. ลำำดับนั้น พวก
้ ่
ญำติไม่กล่ำวว่ำ "เด็กเล็กไม่รู้กระทำำแล้ว" กล่ำวว่ำ "ท่ำนเจ้ำข้ำ
ผ้ำอันบุตรของพวกข้ำพเจ้ำถวำยแล้ว จงเป็นอันบริจำคแล้วทีเดียว"
ดังนีแล้ว กล่ำวว่ำ "ท่ำนเจ้ำข้ำ ขอพระผู้เป็นเจ้ำ จงให้สิกขำบท
้
- 267.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 265
แก่ทำสของท่ำน ผูทำำกำรบูชำด้วยผ้ำกัมพลนั่นแหละ อันมีรำคำแสน
้
หนึ่ง."
พระเถระ. เด็กนี้ชื่ออะไร ?
พวกญำติ. ชือเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้ำ ขอรับ.
่
พระเถระ. นี่จักชื่อ ติสสะ.
ได้ยินว่ำ พระเถระ ในเวลำเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชอว่ำ อุปติสส-
ื่
มำณพ. แม้มำรดำของเด็กนั้น ก็คิดว่ำ "เรำไม่ควรทำำลำยอัธยำศัย
ของบุตร." พวกญำติ ครั้นกระทำำมงคลคือกำรขนำนนำมแห่งเด็ก
อย่ำงนั้นแล้ว ในมงคลคือบริโภคอำหำรของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือ
กำรเจำะหูของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือกำรนุ่งผ้ำของเด็กนั้นก็ดี ในมงคล
คือกำรโกนจุกของเด็กนั้นก็ดี ได้ถวำยข้ำวมธุปำยำสมีนำ้ำน้อย แก่ภิกษุ
ประมำณ ๕๐๐ รูป มีพระสำรีบตรเถระเป็นประธำน. เด็กเจริญวัย
ุ
แล้ว กล่ำวกะมำรดำ ในเวลำมีอำยุ ๗ ขวบว่ำ "แม่ ฉันจัก
บวชในสำำนักของพระเถระ." มำรดำนั้น รับว่ำ "ดีละ ลูก, เมื่อ
ก่อนแม่ก็ได้หมำยใจไว้ว่ำ 'เรำไม่ควรทำำลำยอัธยำศัยของลูก,' เจ้ำ
จงบวชเถิด ลูก" ดังนี้แล้ว ให้คนนิมนต์พระเถระมำ ถวำยภิกษำ
แก่พระเถระนั้นผู้มำแล้ว กล่ำวว่ำ "ท่ำนเจ้ำข้ำ ทำสของท่ำนกล่ำว
ว่ำ 'จักบวช,' พวกดิฉันจักพำทำสของท่ำนนี้ไปสู่วิหำรในเวลำเย็น"
ส่งพระเถระไปแล้ว ในเวลำเย็นพำบุตรไปสู่วิหำรด้วยสักกำระ และ
สัมมำนะเป็นอันมำก แล้วก็มอบถวำยพระเถระ.
- 268.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 266
[กำรบวชทำำได้ยำก]
พระเถระกล่ำวกับเด็กนั้นว่ำ "ติสสะ ชื่อว่ำกำรบวชเป็นของ
ที่ทำำได้ยำก, เมื่อควำมต้องกำรด้วยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น ,
เมื่อควำมต้องกำรด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน, ชื่อว่ำ นักบวช
ทั้งหลำย ย่อมเป็นอยู่โดยลำำบำก, ก็เธอเสวยควำมสุขมำแล้ว."
ติสสะ. ท่ำนขอรับ กระผมจักสำมำรถทำำได้ทุกอย่ำง ตำมทำำนอง
ที่ท่ำนบอกแล้ว.
[กัมมัฏฐำนพระพุทธเจ้ำทุกพระองค์ไม่เคยทรงละ]
พระเถระ กล่ำวว่ำ "ดีละ" แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐำน
ด้วยสำมำรถแห่งกำรกระทำำไว้ในใจโดยควำมเป็นของปฏิกูล แก่เด็กนั้น
ให้เด็กบวชแล้ว. จริงอยู่ กำรที่ภิกษุบอกอำกำร ๓๒ แม้ทั้งสิ้น
ควรแท้, เมื่อไม่อำจบอกได้ทงหมด พึงบอกตจปัญจกกัมมัฏฐำน
ั้
ก็ได้, ด้วยว่ำ กัมมัฏฐำนนี้ พระพุทธเจ้ำทุก ๆ พระองค์ไม่ทรง
ละแล้วโดยแท้. กำรกำำหนดภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบำสกก็ดี
อุบำสิกำก็ดี ผูบรรลุพระอรหัต ในเพรำะบรรดำอำกำรทังหลำยมีผม
้ ้
เป็นต้น ส่วนหนึ่ง ๆ ย่อมไม่มี. ก็ภิกษุทั้งหลำยผูไม่ฉลำด เมื่อ
้
ยังกุลบุตรให้บวช ย่อมยังอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้ฉิบหำยเสีย
เพรำะเหตุนั้น พระเถระ พอบอกกัมมัฏฐำนแล้ว จึงให้บวช ให้ตั้ง
อยู่ในศีล ๑๐. มำรดำบิดำ ทำำสักกำระแก่บุตรผู้บวชแล้ว ได้ถวำยข้ำว
มธุปำยำสมีนำ้ำน้อยเท่ำนั้น แก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้ำเป็นประธำน
ในวิหำรนั่นเองสิ้น ๗ วัน. ฝ่ำยภิกษุทั้งหลำย โพนทนำว่ำ "เรำ
- 269.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 267
ทั้งหลำยไม่สำมำรถจะฉันข้ำวมธุปำยำสมีนำ้ำน้อยเป็นนิตย์ได้." มำรดำ
บิดำ แม้ของสำมเณรนั้น ได้ไปสู่เรือนในเวลำเย็นในวันที่ ๗. ใน
วันที่ ๘ สำมเณรเข้ำไปบิณฑบำตกับภิกษุทั้งหลำย.
[สำมเณรมีลำภมำกเพรำะผลทำนในกำลก่อน]
ชำวเมืองสำวัตถี กล่ำวว่ำ "ได้ยินว่ำ สำมเณรจักเข้ำไป
บิณฑบำตในวันนี้, พวกเรำจักทำำสักกำระแก่สำมเณรนั้น" ดังนี้
แล้ว จึงทำำเทริดด้วยผ้ำสำฎกประมำณ ๕๐๐ ผืน จัดแจงบิณฑบำต
ประมำณ ๕๐๐ ที่ ได้ถือไปยืนดักทำงถวำยแล้ว. ในวันรุ่งขึ้น ได้มำ
สู่ป่ำใกล้วิหำร ถวำยแล้ว. สำมเณรได้บิณฑบำตพันหนึ่ง กับผ้ำ
สำฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่ำนั้น ด้วยอำกำรอย่ำงนี้ ให้คนถวำย
แก่ภิกษุสงฆ์แล้ว. ได้ยินว่ำ นั่นเป็นผลแห่งผ้ำสำฎกเนื้อหยำบที่
สำมเณรถวำยแล้วในครำวเป็นพรำหมณ์. ลำำดับนั้น ภิกษุทั้งหลำย
ขนำนนำมสำมเณรนั้นว่ำ "ปิณฑปำตทำยกติสสะ" รุงขึ้นวันหนึ่ง
่
ในฤดูหนำว สำมเณรเที่ยวจำริกไปในวิหำร เห็นภิกษุทั้งหลำย ผิงไฟ
อยู่ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้น ๆ จึงเรียนว่ำ "ท่ำนขอรับ เหตุไร
ท่ำนทั้งหลำยจึงนั่งผิงไฟ ?"
พวกภิกษุ. ควำมหนำวเบียดเบียนพวกเรำ สำมเณร.
สำมเณร. ท่ำนขอรับ ธรรมดำในฤดูหนำว ท่ำนทั้งหลำย
ควรห่มผ้ำกัมพล, เพรำะผ้ำกัมพลนั้น สำมำรถกันหนำวได้.
พวกภิกษุ. สำมเณร เธอมีบญมำก พึงได้ผ้ำกัมพล, พวกเรำ
ุ
จักได้ผำกัมพลแต่ที่ไหน
้ ?
- 270.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 268
สำมเณร กล่ำวว่ำ "ท่ำนขอรับ ถ้ำกระนั้น พระผู้เป็นเจ้ำ
ทั้งหลำย ผูมีควำมต้องกำรผ้ำกัมพล จงมำกับกระผมเถิด" แล้ว
้
ให้บอกภิกษุในวิหำรทั้งสิ้น. ภิกษุทั้งหลำย คิดว่ำ "พวกเรำจักไปกับ
สำมเณรแล้ว นำำผ้ำกัมพลมำ" อำศัยสำมเณรผู้มีอำยุ ๗ ปี ออกไป
แล้วประมำณพันรูป. สำมเณรนั้น มิให้แม้จิตเกิดขึ้นว่ำ "เรำจักได้
ผ้ำกัมพล แต่ที่ไหน เพื่อภิกษุประมำณเท่ำนี้" พำภิกษุเหล่ำนั้น
บ่ำยหน้ำสู่พระนครไปแล้ว. จริงอยู่ ทำนที่บุคคลถวำยดีแล้ว ย่อมมี
อำนุภำพเช่นนี้. สำมเณรนั้น เที่ยวไปตำมลำำดับเรือนภำยนอกพระ-
นครเท่ำนั้น ได้ผำกัมพลประมำณ ๕๐๐ ผืนแล้ว จึงเข้ำไปภำยใน
้
พระนคร. พวกมนุษย์นำำผ้ำกัมพลมำแต่ที่โน้นที่นี้. ส่วนบุรุษคนหนึ่ง
เดินไปโดยทำงประตูรำนตลำด เห็นชำวร้ำนตลำดคนหนึ่ง ผู้นั่งคลี่ผำ
้ ้
กัมพล ๕๐๐ ผืน จึงพูดว่ำ "ผูเ้ จริญ สำมเณรรูปหนึ่งรวบรวม
ผ้ำกัมพลมำอยู่, ท่ำนจงซ่อนผ้ำกัมพลของท่ำนเสียเถิด.
ชำวร้ำนตลำด. ก็สำมเณรนั้น ถือเอำสิ่งที่เขำให้แล้วหรือที่
เข้ำยังไม่ให้.
บุรุษ. ถือเอำสิงที่เขำให้แล้ว.
่
"เมื่อเป็นเช่นนั้น, ถ้ำเรำปรำรถนำ, เรำ
ชำวร้ำนตลำดพูดว่ำ
จักให้; หำกเรำไม่ปรำรถนำ, จักไม่ให้; ท่ำนจงไปเสียเถิด" ดังนี้แล้ว
ก็ส่งเขำไป.
- 271.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 269
[ลักษณะคนตระหนี่]
จริงอยู่ พวกคนตระหนี่ผู้เป็นอันธพำล, เมื่อชนเหล่ำอื่นให้ทำน
อย่ำงนี้ ก็ตระหนี่แล้ว จึงเกิดในนรก เหมือนกำฬอำำมำตย์เห็น
อสทิสทำนแล้ว ตระหนี่อยู่ฉะนั้น. ชำวร้ำนตลำด คิดว่ำ "บุรุษนี้มำ
โดยธรรมดำของตน กล่ำวกะเรำว่ำ 'ท่ำนจงซ่อนผ้ำกัมพลของท่ำน
เสีย,' แม้เรำก็ได้กล่ำวว่ำ 'ถ้ำสำมเณรนั้น ถือเอำสิงที่เขำให้, ถ้ำ
่
เรำปรำรถนำ เรำจักให้ของ ๆ เรำ; หำกไม่ปรำรถนำ, เรำก็จัก
ไม่ให้; ก็เมื่อเรำไม่ให้ของที่สำมเณรเห็นแล้ว ควำมละอำยย่อมเกิด
ขึ้น, เมื่อเรำซ่อนของ ๆ ตนไว้ ย่อมไม่มีโทษ; บรรดำผ้ำกัมพล ๕๐๐
นี้ ผ้ำกัมพล ๒ ผืนมีรำคำตั้งแสน ; กำรซ่อนผ้ำ ๒ ผืนนี้ไว้ ควร"
ดังนีแล้ว จึงผูผ้ำกัมพลทั้ง ๒ ผืน ทำำให้เป็นชำยด้วยชำยไว้ในระหว่ำงแห่งผ้ำเหล่ำนั้น .
้ ้
ฝ่ำยสำมเณรถึงประเทศนั้นพร้อมด้วย
ภิกษุพันหนึ่ง. เพรำะเห็นสำมเณรเท่ำนั้น ควำมรับเพียงดังบุตรก็
เกิดขึ้นแก่ชำวร้ำนตลำด. สรีระทั้งสิ้นได้เต็มเปี่ยมแล้วด้วยควำมรัก.
เขำคิดว่ำ "ผ้ำกัมพลทั้งหลำยจงยกไว้, เรำเห็นสำมเณรนี้แล้วจะ
ให้แม้เนื้อคือหทัย ก็ควร." ชำวร้ำนตลำดนั้นนำำผ้ำกัมพลทั้ง ๒ ผืน
นั้นออกมำวำงไว้แทบเท้ำของสำมเณร ไหว้แล้วได้กล่ำวว่ำ "ท่ำน
เจ้ำข้ำ ผมพึงมีส่วนแห่งธรรมที่ทำนเห็นแล้ว." สำมเณรแม้นั้น
่
ได้ทำำอนุโมทนำแก่เขำว่ำ "จงสำำเร็จอย่ำงนั้นเถิด" สำมเณรได้ผ้ำ
กัมพล ๕๐๐ ผืนแม้ในภำยในพระนคร. ในวันเดียวเท่ำนั้น ได้ผ้ำกัมพล
๑. เอำชำยผ้ำ ๒ ผืนผูกติดกัน.
- 272.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 270
พันหนึ่ง ได้ถวำยแก่ภิกษุพันหนึ่ง ด้วยประกำรฉะนี้. ครังนั้น ภิกษุ
้
ทั้งหลำยขนำนนำมของสำมเณรนั้นว่ำ "กัมพลทำยกติสสะ." ผ้ำ
กัมพลที่สำมเณรให้ในวันตั้งชื่อ ถึงควำมเป็นผ้ำกัมพลพันหนึ่ง ใน
เวลำตนมีอำยุ ๗ ปี ด้วยประกำรฉะนี้.
[ให้ของน้อยแต่ได้ผลมำก]
ของน้อยอันบุคคลให้แล้วในฐำนะใด ย่อมมีผลมำก, ของมำก
ที่บุคคลให้แล้วในฐำนะใด ย่อมมีผลมำกกว่ำ, ฐำนะอื่นนั้น ยก
พระพุทธศำสนำเสียมิได้มี. เพรำะเหตุนั้น พระผู้มีพระภำคจึงตรัสว่ำ
"ภิกษุทั้งหลำย ของน้อยทีบุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมำก;
่
ของมำกที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมำกกว่ำ, หมู่ภิกษุนี้
ก็เป็นเช่นนั้น." แม้สำมเณรมีอำยุ ๗ ปี ได้ผำกัมพลพันหนึ่ง ด้วย
้
ผลแห่งผ้ำกัมพลหนึ่ง ด้วยประกำรฉะนี้.
เมื่อสำมเณรนั้นอยู่ในเชตวัน พวกเด็กที่เป็นญำติมำสูสำำนัก
่
พูดจำปรำศรัยเนือง ๆ. สำมเณรนั้น คิดว่ำ "อันเรำเมื่ออยู่ใน
ที่นี้ เมือเด็กที่เป็นญำติมำพูดอยู่, ไม่อำจที่จะไม่พูดได้, ด้วยกำร
่
เนิ่นช้ำคือกำรสนทนำกับเด็กเหล่ำนี้ เรำไม่อำจทำำที่พึ่งแก่ตนได้, ไฉน
หนอ เรำเรียนกัมมัฏฐำนในสำำนักของพระศำสดำแล้ว พึงเข้ำไป
สู่ป่ำ."
[ติสสสำมเณรออกป่ำทำำสมณธรรม]
ติสสสำมเณรนั้น เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำ ถวำยบังคมแล้ว
ทูลให้พระศำสดำตรัสบอกกัมมัฏฐำนจนถึงพระอรหัต ไหว้พระอุปัชฌำยะ
- 273.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 271
แล้ว ถือบำตรและจีวรออกไปจำกวิหำรแล้ว คิดว่ำ "ถ้ำเรำ
จักอยู่ในที่ใกล้ไซร้, พวกญำติจะร้องเรียกเรำไป" จึงได้ไปสิ้นทำง
ประมำณ ๑๒๐ โยชน์. ครั้งนั้น สำมเณรเดินไปทำงประตูบ้ำนแห่งหนึ่ง
เห็นชำยแก่คนหนึ่งจึงถำมว่ำ "อุบำสก วิหำรในป่ำของภิกษุทั้งหลำย
ผู้อยู่ในประเทศนี้มีไหม ?"
อุบำสก. มีขอรับ.
สำมเณร. ถ้ำอย่ำงนั้น ขอท่ำนช่วยบอกทำงแก่ฉัน.
ก็ควำมรักเพียงดังบุตรเกิดขึ้นแล้วแก่อุบำสกแก่ เพรำะเห็น
สำมเณรนั้น. ลำำดับนั้น อุบำสกยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแล ไม่บอกแก่
สำมเณรนั้น กล่ำวว่ำ"มำเถิด ขอรับ, ผมจักบอกแก่ทำน"่
ได้พำสำมเณรนั้นไปแล้ว. สำมเณร เมื่อไปกับอุบำสกแก่นั้น เห็น
ประเทศ ๖ แห่ง ๕ แห่ง อันประดับแล้วด้วยดอกไม้และผลไม้ต่ำง ๆ
ในระหว่ำงทำง จึงถำมว่ำ "ประเทศนี้ชื่ออะไร ? อุบำสก" ฝ่ำย
อุบำสกนั้น บอกชื่อประเทศเหล่ำนั้น แก่สำมเณรนั้น ถึงวิหำร
อันตั้งอยู่ในป่ำแล้ว กล่ำวว่ำ"ท่ำนของรับ ที่นี่เป็นที่สบำย, ขอ
ท่ำนจงอยู่ในที่นี้เถิด" แล้วถำมชื่อว่ำ " ท่ำนชื่ออะไร ? ขอรับ"
เมื่อสำมเณรบอกว่ำ "ฉันชื่อวนวำสีติสสะ อุบำสก." จึงกล่ำวว่ำ
"พรุ่งนี้ ท่ำนควรไปเที่ยวบิณฑบำตในบ้ำนของพวกกระผม" แล้ว
หลับไปสู่บ้ำนของตนนั่นแหละ บอกแก่พวกมนุษย์ว่ำ "สำมเณร
ชื่อวนวำสีติสสะมำสู่วิหำรแล้ว, ขอท่ำนจงจัดแจงอำหำรวัตถุมยำคู ี
๑. คำำว่ำประเทศในที่นี้ หมำยควำมเพียงบ้ำนหนึ่งหรือตำำบลหนึ่งเท่ำนั้น .
- 274.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 272
และภัตเป็นต้น เพื่อสำมเณรนั้น." ครังแรกทีเทียว สำมเณรเป็น
้
ผู้ชอว่ำ
ื่ "ติสสะ" แต่นั้นได้ชื่อ ๓ ชื่อเหล่ำนี้คือ ปิณฑปำตทำยกติสสะ
กัมพลทำยกติสสะ วนวำสีติสสะ ได้ชื่อ ๔ ชื่อภำยในอำยุ ๗ ปี. รุง
่
ขึ้น สำมเณรนั้นเข้ำไปบิณฑบำตยังบ้ำนนั้นแต่เช้ำตรู่. พวกมนุษย์
ถวำยภิกษำไหว้แล้ว. สำมเณร กล่ำวว่ำ "ขอท่ำนทั้งหลำยจงถึงซึง
่
ควำมสุข, จงพ้นจำกทุกข์เถิด." แม้มนุษย์คนหนึ่ง ถวำยภิกษำแก่
สำมเณรนั้นแล้วก็ไม่สำมำรถจะ (กลับ) ไปยังเรือนได้อีก, ทุกคน
ได้ยืนแลดูอยู่ทงนั้น. แม้สำมเณรนั้นก็รับภัตพอยังอัตภำพให้เป็นไปเพื่อ
ั้
ตน. ชำวบ้ำนทั้งสิ้น หมอบลงด้วยอกแทบเท้ำของสำมเณรนั้นแล้ว
กล่ำวว่ำ "ท่ำนเจ้ำข้ำ เมื่อท่ำนอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมำสนี้ พวก
กระผมจักรับสรณะ ๓ ตังอยู่ในศีล ๕ จักทำำอุโบสถกรรม ๘ ครัง
้ ้
ต่อเดือน, ขอท่ำนจงให้ปฏิญญำแก่กระผมทั้งหลำย เพื่อประโยชน์
แห่งกำรอยู่ในที่นี้." สำมเณรนั้นกำำหนดอุปกำระ จึงให้ปฏิญญำ
แก่มนุษย์เหล่ำนั้น เที่ยวบิณฑบำตในบ้ำนนั้นนั่นแลเป็นประจำำ. ก็
ในขณะที่เขำไหว้แล้ว ๆ กล่ำวเฉพำะ ๒ บทว่ำ "ขอท่ำนทั้งหลำย
จึงถึงซึ่งควำมสุข, จงพ้นจำกทุกข์" ดังนีแล้ว
้ หลีกไป. สำมเณร
นั้นให้เดือนที่ ๑ และเดือนที่ ๒ ล่วงไปแล้ว ณ ที่นั้น เมื่อเดือนที่ ๓
ล่วงไป, ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทำ.
[อุปชฌำยะไปเยี่ยมสำมเณร]
ั
ครั้นเวลำปวำรณำออกพรรษำแล้ว พระอุปัชฌำยะของ
สำมเณรนั้น เข้ำไปเฝ้ำพระศำสดำ ถวำยบังคมแล้ว กรำบทูลว่ำ
- 275.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 273
"ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้ำพระองค์จะไปยังสำำนักติสสสำมเณร."
พระศำสดำ. ไปเถิด สำรีบตร.
ุ
พระสำรีบุตรเถระนั้น เมื่อพำภิกษุประมำณ ๕๐๐ รูป ซึ่งเป็น
บริวำรของตน หลีกไป กล่ำวว่ำ "โมคคัลลำนะผู้มีอำยุ กระผม
จะไปยังสำำนักติสสสำมเณร." พระโมคคัลลำนเถระ กล่ำวว่ำ
"ท่ำนผูมีอำยุ
้ แม้กระผมก็จักไปด้วย" ดังนี้แล้ว ก็ออกไปพร้อม
กับภิกษุประมำณ ๕๐๐ รูป. พระมหำสำวกทั้งปวง คือ พระมหำ-
กัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอุบำลีเถระ พระปุณณเถระ
เป็นต้น ออกไปพร้อมกับภิกษุประมำณองค์ละ ๕๐๐ รูป โดยอุบำย
นั้นแล. บริวำรของพระมหำสำวกแม้ทงหมด ได้เป็นภิกษุประมำณ
ั้
๔ หมื่น. อุบำสกผู้บำำรุงสำมเณรเป็นประจำำ เห็นภิกษุเหล่ำนั่น ผูเดิน
้
ทำงประมำณ ๑๒๐ โยชน์ ถึงโคจรคำมแล้ว ณ ประตูบำนนั่นเอง
้
ต้อนรับไหว้แล้ว. ลำำดับนั้น พระสำรีบตรเถระ ถำมอุบำสกนั้นว่ำ
ุ
"อุบำสก วิหำรอันตั้งอยู่ในป่ำในประเทศนี้มีอยู่หรือ ?"
อุบำสก. มีขอรับ.
พระเถระ. มีภิกษุไหม ?
อุบำสก. มีขอรับ.
พระเถระ. ใคร อยู่ในที่นั้น ?
อุบำสก. วนวำสีติสสำมเณร ขอรับ.
พระเถระ. ถ้ำกระนั้น ท่ำนจงบอกทำงแก่พวกฉัน.
อุบำสก. ท่ำนเป็นภิกษุพวกไหน ? ขอรับ.
- 276.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 274
พระเถระ. พวกเรำมำสูสำำนักของสำมเณร.
่
อุบำสกแลดูภิกษุเหล่ำนั้น จำำพระมหำสำวกแม้ทงหมดได้ นับ
ั้
ตังแต่พระธรรมเสนำบดีเป็นต้น.
้ เขำมีสรีระอันปีติถูกต้องแล้วหำ
ระหว่ำงมิได้ กล่ำวว่ำ "ท่ำนขอรับ ขอท่ำนจงหยุดก่อนเถิด"
แล้วเข้ำไปสู่บ้ำนโดยเร็ว ป่ำวร้องว่ำ "พระอสีติมหำสำวกผู้เป็นเจ้ำ
ทั้งหลำยเหล่ำนี้นับแต่พระสำรีบตรเถระเป็นต้น มำสูสำำนักของสำมเณร
ุ ่
กับด้วยบริวำรของตน ๆ, ท่ำนทั้งหลำยจงถือเอำเครื่องใช้ มี เตียง
ตัง เครื่องปูลำด ประทีปและนำ้ำมันเป็นต้น ออกไปโดยเร็วเถิด."
่
ทันใดนั่นเอง พวกมนุษย์ขนเตียงเป็นต้นเดินติดตำมรอยพระเถระไป
เข้ำไปสู่วิหำรพร้อมกับพระเถระนั่นแหละ. สำมเณรจำำหมู่ภิกษุ
ได้ รับบำตรและจีวรพระมหำเถระ ๒-๓ องค์แล้ว ได้ทำำวัตร. เมื่อ
สำมเณรนั้นจัดแจงที่อยู่เพื่อพระเถระทั้งหลำยเก็บบำตรและจีวรอยู่นั่นแล,
ก็มืดพอดี. พระสำรีบุตรเถระ กล่ำวกะพวกอุบำสกว่ำ "อุบำสกทั้งหลำย
พวกท่ำนไปเถิด, ควำมมืดเกิดแก่พวกท่ำน."
พวกอุบำสก. ท่ำนผู้เจริญ วันนี้เป็นวันฟังธรรม, พวกกระผม
จักยังไม่ไป, จักฟังธรรม, ในกำลก่อนแต่นี้ แม้กำรฟังธรรมมิได้มี
แก่กระผมทั้งหลำย
พระเถระ. สำมเณร ถ้ำกระนั้น เธอจงตำมประทีปประกำศ
เวลำฟังธรรมเถิด.
สำมเณรนั้น ได้ทำำแล้วอย่ำงนั้น.
ลำำดับนั้น พระเถระกล่ำวกะสำมเณรนั้นว่ำ "ติสสะ พวก
- 277.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 275
อุปัฏฐำกของเธอ กล่ำวอยู่วำ 'พวกเรำใคร่จะฟังธรรม, เธอจง
่
กล่ำวธรรมแก่อุปัฏฐำกเหล่ำนั้น." พวกอุบำสก ลุกขึ้นพร้อมกันทันที
กล่ำวว่ำ "ท่ำนผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้ำ ของพวกกระผม ยกแต่
บท ๒ บทเหล่ำนี้คือ 'ขอท่ำนทั้งหลำยจงมีควำมสุข, จงพ้นจำกทุกข์,
หำรู้ธรรมกถำอย่ำงอื่นไม่, ขอท่ำนทั้งหลำย จงให้พระธรรมกถึก
รูปอื่นแก่พวกกระผมเถิด." ก็สำมเณรถึงบรรลุพระอรหัตแล้วก็มิได้
กล่ำวธรรมกถำแก่อุปัฏฐำกเหล่ำนั้นเลย.
[เหตุให้ถึงสุขและพ้นจำกทุกข์]
ก็ในกำลนั้น พระอุปัชฌำยะ กล่ำวกะสำมเณรนั้นว่ำ "สำมเณร
คนทั้งหลำยจะมีควำมสุขได้อย่ำงไร ? และ จะพ้นจำกทุกข์ได้
อย่ำงไร ? เธอจงกล่ำวเนื้อควำมแห่งบททั้ง ๒ นีแก่เรำทังหลำย."
้ ้
สำมเณรนั้นรับว่ำ "ดีละ ขอรับ" แล้วถือพัดอันวิจิตร ขึ้นสู่
ธรรมมำสน์ ชักผลและเหตุจำกนิกำยทั้ง ๕ จำำแนกขันธ์ ธำตุ
อำยตนะ และโพธิปักขิยธรรม ดุจมหำเมฆตั้งขึ้นใน ๔ ทวีป ยังฝน
ลูกเห็บให้ตกอยู่ กล่ำวธรรมกถำด้วยยอดคือพระอรหัต แล้วกล่ำวว่ำ
"ท่ำนผู้เจริญ ควำมสุขย่อมมีแก่บุคคลผู้บรรลุพระอรหัตอย่ำงนี้,
ผู้บรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล ย่อมพ้นจำกทุกข์, คนที่เหลือไม่พ้น
จำกชำติทุกข์เป็นต้น และจำกทุกข์ในนรกเป็นต้นใด." พระเถระ
กล่ำวว่ำ "ดีละ สำมเณร กำรกล่ำวโดยบทอันเธอกล่ำวดีแล้ว,
บัดนี้ จงกล่ำวสรภัญญะเถิด." สำมเณรนั้น กล่ำวแม้สรภัญญะแล้ว.
เมื่ออรุณขึ้น พวกมนุษย์ที่บำำรุงสำมเณร ได้เป็น ๒ พวก. บำงพวก
- 278.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 276
โกรธว่ำ "ในกำลก่อนแต่นี้ พวกเรำไม่เคยเห็นคนหยำบช้ำเช่นนี้,
ทำำไม สำมเณรรู้ธรรมกถำเห็นปำนนี้ จึงไม่กล่ำวบทแห่งธรรมแม้สักบท
หนึ่ง แก่พวกมนุษย์ผตั้งอยู่ในฐำนะเพียงดังมำรดำบิดำ อุปัฏฐำกอยู่
ู้
สิ้นกำลประมำณเท่ำนี้. บำงพวกยินดีว่ำ "เป็นลำภของพวกเรำหนอ
ผูแม้ไม่รู้คุณหรือโทษ บำำรุงท่ำนผู้เจริญเห็นปำนนี้, แต่บัดนี้ พวกเรำ
้
ได้เพื่อฟังธรรมในสำำนักของท่ำนผู้เจริญนั้น" ในเวลำใกล้รุ่งวันนั้น
แม้พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ทรงตรวจดูสตว์โลก ทรงเห็นพวกอุปัฏฐำก
ั
ของวนวำติสสสำมเณร ผู้เข้ำไปภำยในข่ำยคือพระญำณของพระองค์
ทรงใคร่ครวญอยู่ว่ำ "เหตุอะไรหนอแล จักมี" ทรงใคร่ครวญเนื้อ
ควำมนี้ว่ำ พวกอุปัฏฐำกของวนวำสีติสสสำมเณร บำงพวกโกรธ,
บำงพวกยินดี, ก็พวกที่โกรธสำมเณรผู้เป็นบุตรของเรำจักไปสู่นรก,
เรำควรไปที่นั้นเถิด, เมื่อเรำไป, คนเหล่ำนั้นแม้ทั้งหมด จักทำำ
เมตตำจิตในสำมเณรแล้วพ้นจำกทุกข์." มนุษย์แม้เหล่ำนั้น นิมนต์
ภิกษุสงฆ์แล้วก็ไปบ้ำนให้คนทำำมณฑป จัดอำหำรวัตถุมียำคูและภัต
เป็นต้น ปูอำสนะไว้แล้วนั่งดูกำรมำของพระสงฆ์. แม้ภิกษุทั้งหลำย
ทำำกำรชำำระเสรีระแล้ว เมื่อจะเข้ำไปสู่บำนในเวลำเที่ยวภิกษำ จึงภำม
้
สำมเณรว่ำ "ติสสะ เธอจักไปพร้อมกับพวกเรำหรือ ๆ จักไปภำยหลัง ?"
สำมเณร. กระผมจักไปในเวลำเป็นที่ไปของกระผมตำมเคย,
นิมนต์ท่ำนทังหลำยไปเถิด
้ ขอรับ.
[พวกมนุษย์เลื่อมใสติสสสำมเณร]
ภิกษุทั้งหลำย ถือบำตรและจีวรเข้ำไปแล้ว.
- 279.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 277
พระศำสดำ ทรงห่มจีวรในพระเชตวันนั่นแล แล้วทรงถือบำตร
เสด็จไปโดยขณะจิตเดียวเท่ำนั้น ทรงแสดงพระองค์ประทับยืนข้ำงหน้ำ
ภิกษุทั้งหลำยทีเดียว. ชำวบ้ำนทั้งสิ้นได้ตื่นเต้นเอิกเกริกเป็นอย่ำงเดียว
กันว่ำ "พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ เสด็จมำ." พวกมนุษย์มีจิตร่ำเริง
นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้ำเป็นประมุข ให้นั่งแล้ว ถวำยยำคูแล้ว
ได้ถวำยของควรเคี้ยว. เมื่อภัตยังไม่ทันเสร็จนั่นแล สำมเณรเข้ำไป
สู่ภำยในบ้ำนแล้ว. ชำวบ้ำน ได้นำำออกไป ถวำยภิกษำแก่สำมเณร
โดยเคำรพ. สำมเณรนั้น รับภิกษำเพียงยังอัตภำพให้เป็นไปแล้วไป
สู่สำำนักพระศำสดำ น้อมบำตรเข้ำไปแล้ว. พระศำสดำตรัสว่ำ
"นำำมำเถิด ติสสะ" แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์รับบำตร ทรง
แสดงแก่พระเถระว่ำ "สำรีบตร
ุ จงดูบำตรของสำมเณรของเธอ."
พระเถระรับบำตรจำกพระหัตถ์ของพระศำสดำ ให้แก่สำมเณรแล้ว
กล่ำวว่ำ "เธอจงไปสั่งทำำภัตกิจในที่ ๆ ถึงแก่ตน." ชำวบ้ำนอังคำส
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้ำเป็นประธำนแล้วทูลขออนุโมทนำกะพระศำสดำ.
พระศำสดำเมื่อจะทรงทำำอนุโมทนำ จึงตรัสอย่ำงนี้ว่ำ "อุบำสกและ
อุบำสิกำทั้งหลำย ลำภของท่ำนทั้งหลำย ซึ่งได้เห็นอสีตมหำสำวก คือ
ิ
สำรีบตร โมคคัลลำนะ กัสสป เป็นต้น เพรำะอำศัยสำมเณรผู้เข้ำถึงสกุล
ุ
ของตน ๆ, แม้เรำก็มำแล้ว เพรำะอำศัยสำมเณรผู้เข้ำถึงสกุลท่ำน
ทั้งหลำยเหมือนกัน, แม้กำรเห็นพระพุทธเจ้ำ อันท่ำนทั้งหลำยได้แล้ว
เพรำะอำศัยสำมเณรนี้นั่นเอง, เป็นลำภของท่ำนทังหลำย,
้ ท่ำนทั้งหลำย
ได้ดแล้ว."
ี มนุษย์ทั้งหลำยคิดว่ำ "น่ำยินดี ! เป็นลำภของพวกเรำ,
- 280.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 278
พวกเรำได้เห็นพระผู้เป็นเจ้ำของพวกเรำ ผู้สำมำรถในอันยังพระพุทธเจ้ำ
และภิกษุสงฆ์ให้โปรดปรำน, และย่อมได้ถวำยไทยธรรมแก่พระผู้เป็น
เจ้ำนั้น." พวกมนุษย์ที่โกรธสำมเณรกลับยินดีแล้ว. พวกที่ยินดีแล้ว
เลื่อมใสโดยประมำณยิ่ง. ก็ในเวลำจบอนุโมทนำ ชนเป็นอันมำก
บรรลุอริยผลทั้งหลำย มีโสดำปัตติผลเป็นต้นแล้ว. พระศำสดำเสด็จ
ลุกจำกอำสนะหลีกไปแล้ว. มนุษย์ทั้งหลำยตำมเสด็จพระศำสดำถวำย
บังคมแล้วกลับ.
พระศำสดำ เสด็จไปด้วยพระธุระอันเสมอกับสำมเณร ตรัสถำม
ประเทศที่อุบำสกแสดงแล้วแก่สำมเณรนั้น ในกำลก่อนว่ำ "สำมเณร
ประเทศนี้ชื่ออะไร ? ประเทศนี้ชื่ออะไร ?" ดังนีแล้ว ได้เสด็จไป.
้
แม้สำมเณรก็กรำบทูลว่ำ "ข้ำแต่พระองค์ผู้เจริญ ประเทศนี้ชื่อนี้,
ประเทศนี้ชื่อนี้" ได้ไปแล้ว.
[นำ้ำตำของมนุษย์มำกกว่ำนำ้ำในมหำสมุทร]
พระศำสดำ เสด็จถึงที่อยู่ของสำมเณรนั้นแล้ว เสด็จขึ้นสูยอด
่
ภูเขำ. ก็มหำสมุทรย่อมปรำกฏแก่ผู้ที่ยืนอยูบนยอดภูเขำนั้น. พระศำสดำ
่
ตรัสถำมสำมเณรว่ำ "ติสสะ เธอยืนอยู่บนยอดภูเขำ แลดูขำงโน้น
้
และข้ำงนี้ เห็นอะไร ?"
สำมเณร. เห็นมหำสมุทร พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. เห็นมหำสมุทรแล้วคิดอย่ำงไร ?
สำมเณร. ข้ำพระองค์คิดอย่ำงนี้ว่ำ 'เมื่อเรำร้องไห้ในครำวที่
ถึงทุกข์ นำ้ำตำพึงมำกกว่ำนำ้ำในมหำสมุทรทั้ง ๔' พระเจ้ำข้ำ.
- 281.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 279
พระศำสดำ ตรัสว่ำ "ดีละ ดีละ ติสสะ, ข้อนี้เป็นอย่ำงนั้น,
เพรำะนำ้ำตำอันไหลออก ในเวลำที่สตว์ผู้หนึ่ง ๆ ถึงซึงทุกข์ พึงเป็นของ
ั ่
มำกกว่ำนำ้ำในมหำสมุทรทั้ง ๔ โดยแท้." ก็แล ครั้นตรัสคำำนี้แล้ว
จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
"นำ้ำในมหำสมุทรทั้ง ๔ นิดหน่อย, นำ้ำคือนำ้ำตำ
ของนระผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้ำโศกอยู่ มี
ประมำณไม่น้อย มำกกว่ำนำ้ำในมหำสมุทรทัง ๔
้
นั้น, สหำย เพรำะเหตุไร ท่ำนจึงยังประมำท
อยู่ ?"
[สถำนที่สตว์เคยตำยและไม่เคยตำย]
ั
ลำำดับนั้น พระศำสดำ ตรัสถำมสำมเณรนั้นอีกว่ำ "ติสสะ
เธออยู่ที่ไหน ?
สำมเณร. อยู่ที่เงื้อมนี้ พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. ก็เมื่ออยู่ในที่นั้น คิดอย่ำงไร ?
สำมเณร. ข้ำพระองค์คิดว่ำ 'กำรกำำหนดที่ทิ้งสรีระ อันเรำ
ผูตำยอยู่ ทำำแล้วในที่นี้ ไม่มี'
้ พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. ตรัสว่ำ "ดีละ ดีละ ติสสะ, ข้อนี้ อย่ำงนั้น,
เพรำะชื่อว่ำสถำนที่แห่งสัตว์เหล่ำนี้ ผู้ที่ไม่นอนตำยบนแผ่นดิน ไม่มี"
ดังนีแล้ว จึงตรัสอุปสำฬหกชำดก
้ "พรำหมณ์ นำมว่ำอุปสำฬหก หมื่นสี่พัน
๑. ข. ชำ. ๒๗/๕๗. ตทฏฺกถำ. ๓/๗๐.
- 282.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 280
ถูกไฟไหม้แล้วในประเทศนี้, สถำนที่อันสัตว์
ไม่เคยตำยไม่มในโลก.
ี ควำมสัตย์ ๑ ธรรม ๑
ควำมไม่เบียดเบียน ๑ ควำมสำำรวม ๑ ควำม
ฝึกฝน (ทรมำน) ๑ มีอยู่ที่ใด, พระอริยเจ้ำ
ทั้งหลำยย่อมเสพที่เช่นนั้น, สถำนที่นั่นชื่อว่ำ
อันสัตว์ไม่เคยตำยในโลก."
เมื่อสัตว์ทั้งหลำย ทำำกำรทอดทิ้งสรีระไว้เหนือแผ่นดิน ตำย
อยู่, สัตว์ทั้งหลำย ชือว่ำตำยในประเทศที่ไม่เคยตำย ย่อมไม่มี ด้วย
่
ประกำรฉะนี้.
ส่วนพระเถระทั้งหลำย เช่นพระอำนนทเถระ ย่อมปรินิพพำน
ในประเทศที่สัตว์ไม่เคยตำย.
[กำรปรินิพพำนของพระอำนนท์]
ดังได้สดับมำ พระอำนนทเถระ พิจำรณำดูอำยุสงขำรในกำล
ั
ที่มีอำยุได้ ๑๒๐ ปี ทรำบควำมที่อำยุนั้นสิ้นไปรอบ จึงบอกว่ำ "เรำ
จับปรินิพพำนในวันที่ ๗ แต่วันนี้." บรรดำมนุษย์ผู้อยู่ทฝั่งทั้ง ๒ แห่ง
ี่
แม่นำ้ำโรหิณี ทรำบข่ำวนั้นแล้ว ผู้ที่อยู่ฝงนี้ กล่ำวว่ำ
ั่ "พวกเรำ มี
อุปกำระมำกแก่พรเถระ, พระเถระจักปรินิพพำนในสำำนักของพวก
เรำ." ผู้ที่อยู่ฝั่งโน้นก็กล่ำวว่ำ
"พวกเรำมีอุปกำระมำกแก่พระเถระ,
พระเถระจักปรินิพพำนในสำำนักของพวกเรำ." พระเถระฟังคำำของชน
เหล่ำนั้นแล้ว คิดว่ำ "แม้พวกชนผู้ที่อยู่ฝงทั้ง ๒ ก็มีอุปกำระแก่เรำ
ั่
ทั้งนั้น, เรำไม่อำจกล่ำวว่ำ 'ชนเหล่ำนี้ไม่มีอุปกำระ' ได้, ถ้ำเรำ
- 283.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 281
จักปรินิพพำนที่ฝงนี้,
ั่ ผูอยูฝั่งโน้นจำกทำำกำรทะเลำะกับพวกฝั่งนี้ เพื่อจะ
้ ่
ถือเอำ (อัฏฐิ) ธำตุ; ถ้ำเรำจักปรินิพำนที่ฝงโน้น,
ั่ พวกที่อยูฝั่งนี้
่
ก็จักทำำเหมือนอย่ำงนั้น ; ควำมทะเลำะแม้เมื่อจะเกิด ก็จักเกิดขึ้นอำศัย
เรำแน่แท้, แม้เมือจะสงบ ก็จะสงบอำศัยเรำเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว
่
กล่ำว่ำ "ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งนีย่อมมีอุปกำระแก่เรำ, ทังพวกที่อยู่ฝงโน้น
้ ้ ั่
ก็มีอุปกำระแก่เรำ, ใคร ๆ ชือว่ำไม่มีอุปกำระไม่มี; พวกที่อยู่ฝั่งนี้
่
จงประชุมกันที่ฝั่งนี้แหละ, พวกที่อยูฝั่งโน้นก็จะประชุมกันที่ฝั่งโน้น
่
แหละ." ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น พระเถระนั่งโดยบัลลังก์ในอำกำศ
ประมำณ ๗ ชั่วลำำตำล ในท่ำมกลำงแห่งแม่นำ้ำ กล่ำวธรรมแก่มหำชน
แล้วอธิษฐำนว่ำ "ขอสรีระของเรำแตกในท่ำมกลำง, ส่วนหนึ่ง
จงตกฝั่งนี้, ส่วนหนึ่งจงตกฝังโน้น" นั่งอยูตำมปกตินั่นแหละ
่ ่
เข้ำสมำบัติมีเตโชธำตุเป็นอำรมณ์. เปลวไฟตังขึ้นแล้ว. สรีระแตกแล้ว
้
ในท่ำมกลำง, ส่วนหนึ่งตกฝังนี้; ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งโน้น. มหำชน
่
ร้องไห้แล้ว. เสียงร้องไห้ ได้เป็นรำวกะว่ำเสียงแผ่นดินทรุด น่ำสงสำร
แม้กว่ำเสียงร้องไห้ในวันปรินิพพำนแห่งพระศำสดำ. พวกมนุษย์ร้องไห้
รำ่ำไรอยู่ตลอด ๔ เดือน เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ว่ำ "เมื่อพระเถระผู้รับ
บำตรจีวรของพระศำสดำยังดำำรงอยู่, ได้ปรำกฏแก่พวกเรำ เหมือนกำร
ที่พระศำสดำยังทรงพระชนม์อยู่, บัดนี้ พระศำสดำของพวกเรำ
ปรินิพพำนแล้ว."
[พระศำสดำสนทนำกับติสสสำมเณร]
พระศำสดำ ตรัสถำมสำมเณรอีกว่ำ "ติสสะ เธอไม่กลัวในเพรำะ
- 284.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 282
เสียงแห่งสัตว์ทงหลำยมีเสือเหลืองเป็นต้น ในชัฏป่ำนี้หรือ
ั้ ?"
สำมเณรกรำบทูลว่ำ "ข้ำแต่พระผู้มีพระภำค ข้ำพระองค์ย่อม
ไม่กลัว, ก็แลอีกอย่ำงหนึ่ง ชื่อว่ำควำมยินดีในป่ำ ย่อมเกิดขึ้นแก่
ข้ำพระองค์ เพรำะฟังเสียงแห่งสัตว์เหล่ำนั้น" แล้วกล่ำวพรรณนำ
ป่ำด้วยคำถำประมำณ ๖๐.
ครังนั้น พระศำสดำตรัสเรียกสำมเณรนั้นว่ำ
้ "ติสสะ."
สำมเณร. อะไร ? พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ. พวกเรำจะไป, เธอจักไปหรือจักกลับ ?
สำมเณร. เมื่ออุปชฌำยะของข้ำพระองค์ พำข้ำพระองค์ไป,
ั
ข้ำพระองค์จักไป, เมื่อให้ขำพระองค์กลับ, ข้ำพระองค์ก็จักกลับ
้
พระเจ้ำข้ำ.
พระศำสดำ เสด็จหลีกไปกับภิกษุสงฆ์. แต่อัธยำศัยของ
สำมเณรใคร่จะกลับอย่ำงเดียว. พระเถระทรำบอัธยำศัยนั้น จึง
กล่ำวว่ำ "ติสสะ ถ้ำเธอใคร่จะกลับ, ก็จงกลับเถิด." สำมเณร
ถวำยบังคมพระศำสดำและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วกลับ. พระศำสดำ ได้
เสด็จไปยังเชตวันแล้วเทียว.
[พวกภิกษุสรรเสริญสำมเณร]
กำรสนทนำของภิกษุทั้งหลำย เกิดขึ้นในโรงธรรมว่ำ "น่ำ
อัศจรรย์หนอ ติสสสำมเณร ทำำกรรมที่บุคคลทำำได้ยำก; จำำเดิม
แต่ถือปฏิสนธิ พวกญำติของเธอ ได้ถวำยข้ำวปำยำสมีนำ้ำน้อยแก่
ภิกษุประมำณ ๕๐๐ ในมงคล ๗ ครัง,
้ ในเวลำบวชแล้ว ก็ได้ถวำย
- 285.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 283
ข้ำวมธุปำยำสมีนำ้ำน้อยเหมือนกัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้ำเป็น
ประธำน ภำยในวิหำรสิ้น ๗ วัน, ครั้งบวชแล้ว ในวันที่ ๘ เข้ำไป
สู่บ้ำน ได้บิณฑบำตพันหนึ่งกับผ้ำสำฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่ำนั้น ,
วันรุ่งขึ้น ได้ผำกัมพลพันหนึ่ง,
้ ในเวลำเธออยู่ในที่นี้ ลำภและสักกำระ
มำกก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประกำรฉะนี้, บัดนี้ เธอทิ้งลำภและสักกำระ
เห็นปำนนี้เสีย แล้วเข้ำไปสู่ปำ ยังอัตภำพให้เป็นไปด้วยอำหำรที่เจือ
่
กัน; สมเณรทำำกรรมที่ทำำได้โดยยำกหนอ."
[ข้อปฏิบัติ ๒ อย่ำง]
พระศำสดำ เสด็จมำแล้ว ตรัสถำมว่ำ "ภิกษุทั้งหลำย
บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนำกันด้วยเรื่องอันใดหนอ ?" เมื่อภิกษุเหล่ำนั้น
กรำบทูลว่ำ "ด้วยเรื่องชื่อนี้" จึงตรัสว่ำ "อย่ำงนั้น ภิกษุทั้งหลำย
ชื่อว่ำข้อปฏิบัติอันเข้ำไปอำศัยลำภนั้นเป็นอย่ำงอื่น, ข้อปฏิบัติอันยัง
สัตว์ให้ถึงพระนิพพำน เป็นอย่ำงอื่น; ก็อบำยแล้วนั้นแล ตั้งอยู่ เพื่อภิกษุผู้รักษำข้อ
ปฏิบัติอันเข้ำไปอำศัยลำภ
ด้วยสำมำรถแห่งกำรสมำทำนธุดงค์ มีกำรอยู่ปำเป็นต้น ด้วยหวังว่ำ
่
'เรำจักได้ลำภด้วยกำรปฏิบัติอย่ำงนี้' ส่วนภิกษุผู้ละลำภและสักกำระ
อันเกิดขึ้น ด้วยข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพำนแล้วเข้ำไปสู่ปำ
่
เพียรพยำยำมอยู่ ย่อมมีเอำพระอรหัตไว้ได้" ดังนี้แล้ว เมื่อจะ
ทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคำถำนี้ว่ำ :-
๑. นรก ติรจฉำน เปรต อสรกำย.
ั
- 286.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 284
"ก็ข้อปฏิบัติอันเข้ำไปอำศัยลำภเป็นอย่ำงอื่น, ข้อ
ปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพำน เป็นอย่ำงอื่น
(คนละอย่ำง), ภิกษุผู้เป็นสำวกของพระพุทธเจ้ำ
ทรำบเนื้อควำมนั้นอย่ำงนีแล้ว ไม่พึงเพลิดเพลิน
้
สักกำระ พึงตำมเจริญวิเวก."
[แก้อรรถ]
บรรดำบทเหล่ำนั้น บำทพระคำถำว่ำ อญฺญำ หิ ลำภูปนิสำ
ควำมว่ำ ชื่อว่ำข้อปฏิบัติอันเข้ำไปอำศัยลำภนี้เป็นอย่ำงอื่นแล; ข้อ
ปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพำน เป็นอย่ำงอื่น (เป็นคนละอย่ำง).
จริงอยู่ อันภิกษุผู้จะให้ลำภเกิดขึ้น ควรทำำอกุศลกรรมหน่อยหนึ่ง. กำร
คดกำยเป็นต้น น่ำที่เธอจะพึงทำำ. ด้วยว่ำ ในกำลใดภิกษุทำำกำรคด
บำงอย่ำงบรรดำคดกำยเป็นต้น, ในกำลนั้นลำภย่อมเกิดขึ้น. ก็เมื่อภิกษุ
หย่อนมือลงตรง ๆ ในถำดเข้ำปำยำสไม่ทำำให้งอแล้วยกขึ้น, มือเป็น
แต่เพียงเปื้อนเท่ำนั้น, แต่เมื่อหย่อนลง ทำำให้งอแล้วยกขึ้น, มือย่อม
ช้อนก้อนข้ำวปำยำสออกมำได้แท้; ลำภและสักกำระย่อมเกิดขึ้นใน
ครำวทำำกำรคดกำยเป็นต้นอย่ำงนี้. นี้จัดเป็นข้อปฏิบติอันเข้ำไปอำศัย
ั
ลำภที่ไม่ชอบธรรม. แต่ลำภที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเห็นปำนนี้ คือ "กำรถึง
พร้อมด้วยอุปธิควำมมีบริวำร กำรอยู่ป่ำ" ชือว่ำประกอบด้วยธรรม.
่ ก็ภิกษุผู้บำำเพ็ญ
๑. อุปธิสมฺปทำ ฉบับยุโรปเป็น อุปสมฺปทำ. คำำว่ำอุปธิ เป็นชื่อของกิเลสก็มี ของ
ร่ำงกำยก็มี
ในที่นี้เป็นชื่อของร่ำงกำย อุปริสมฺปทำ จึงหมำยถึงรูปสมบัติ.
- 287.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 285
ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพำน พึงละกำรคดกำยเป็นต้นเสีย,
อันภิกษุผบำำเพ็ญข้อปฏิบติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพำน ไม่ใช่คนบอด
ู้ ั
เป็นเหมือนคนบอด ไม่ใช่คนใบ้เป็นเหมือนคนใบ้ ไม่ใช่คนหนวกเป็น
เหมือนคนหนวก จึงควร, กำรเป็นคนไม่โอ้อวด ไม่มีมำยำ จึงควร.
บทว่ำ เอวเมต เป็นต้น ควำมว่ำ ภิกษุชื่อว่ำเป็นสำวก เพรำะ
อรรถว่ำเกิด ในที่สุดแห่งกำรฟัง หรือเพรำะอรรถว่ำฟัง โอวำทและ
อนุสำสนี ของท่ำนผูชื่อว่ำ พุทธะ เพรำะอรรถว่ำตรัสรู้สงขตธรรมแล
้ ั
อสังขตธรรมทังหมด ทรำบข้อปฏิบัติเป็นเครื่องยังลำภให้เกิดขึ้น และ
้
ข้อปฏิบัตยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพำนนั้น อย่ำงนีแล้ว ไม่พึงเพลิดเพลิน
ิ ้
สักกำระคือปัจจัยชอบธรรมนั้นนั่นแล พึงเจริญวิเวก มีกำยวิเวกเป็นต้น .
บรรดำวิเวกเหล่ำนั้น ควำมเป็นผูมีกำยโดยเดียว ชื่อว่ำกำย-
้ ่
วิเวก, สมำบัติ บรรดำวิเวกเหล่ำนั้น กำยวิเวก ย่อมบรรเทำควำมคลุกคลีด้วย
หมู่, จิตตวิเวก ย่อมบรรเทำควำมหมักหมมด้วยกิเลส, อุปธิวิเวก
ย่อมบรรเทำซึ่งควำมเกี่ยวข้องด้วยสังขำร; กำยวิเวก ย่อมเป็นปัจจัย
แห่งจิตตวิเวก, จิตตวิเวก ย่อมเป็นปัจจัยแห่งอุปธิวิเวก, สมจริงดัง
คำำที่พระสำรีบตรเถระแม้กล่ำวไว้ว่ำ
ุ "กำยวิเวกของผู้มีกำยสงบแล้ว
๑. จีวร บิณฑบำต เสนำสนะ คิลำนเภสัช. ๒. รูปฌำน ๔ อรูปฌำน ๔ ควำม
พิสดำร
ดูในธรรมวิภำคปริเฉทที่ ๒. ๓. อุปธิมี ๔ คือ ขันธูปธิ, กิเลสูปธิ, อภิสังขำรูปธิ,
กำมคุณูปธิ.
- 288.
ประโยค๒ - พระธัมมปทัฏฐกถำแปล ภำค ๓ - หน้ำที่ 286
ยินดียิ่งแล้วในกำรออกบวช, จิตตวิเวกของผู้มีจตบริสุทธิ์แล้ว ถึง
ิ
ควำมผ่องแผ้วอย่ำงยิ่ง, และอุปธิวิเวกของบุคคลผูไม่มีอุปธิ ถึงพระ
้
นิพพำนวิเวก ๓ นี้อยู่.
ในเวลำจบเทศนำ ชนเป็นอันมำก บรรลุอริยผลทั้งหลำย มี
โสดำปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.
เรื่องพระวนวำสีติสสเถระ จบ.
พำลวรรค วรรณนำ จบ.
วรรคที่ ๕ จบ.
๑. ขุ. มหำ. ๒๙/๑๗๒