ผลของพาโคลบิวทราโซลต่อพัฒนาการของใบชวนชม
พันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์
นิติพัฒน์ พัฒนฉัตรชัย 1-12
ผลของกรดแนฟทาลีนอะซีติกและเบนซิลอะดีนีนต่อความเป็นพิษ
ของฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนในข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47
วราภรณ์ ฉุยฉาย พรรณี ชาติชัย และขนิษฐา สมตระกูล 13-22
การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยระบบน้าหมุนเวียน
กมลวรรณ ศุภวิญญู ยุทธนา สว่างอารมณ์ ศิลป์ชัย มณีขัติย์
และณิชาพล บัวทอง 23-32
การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์
ขนิษฐา สมตระกูล 33-50
กลยุทธ์การจัดการผลิตผักกางมุ้งของกลุ่มเกษตรกรบ้านสะอาดสมศรี
ตาบลภูปอ อาเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
นงนภัส ศิริวรรณ์หอม และสุภาภรณ์ พวงชมภู 51-61
การจัดการปัจจัยการผลิตของเกษตรกรภายใต้โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร
อาเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
เวชยันต์ อบมาสุ่ย และสุภาภรณ์ พวงชมพู 62-70
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง
ตามพระราชดาริดอยแบแล อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
พงศ์วิชญ์ กันทะวงศ์ และวรทัศน์ อินทรัคคัมพร 71-78
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
สานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ปีที่ 31 ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน 2557 ISSN 0125-8850
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
JOURNAL OF AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จาเนียร ยศราช
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย
รองศาสตราจารย์ ดร.ด้วง พุธศุกร์
บรรณาธิการอานวยการ รองศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ข้ามสี่
รองศาสตราจารย์จาเนียร บุญมาก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จีราภรณ์ อินทสาร
อาจารย์ ดร.สุรีย์วัลย์ เมฆกมล
บรรณาธิการ อาจารย์ ดร.วีรศักดิ์ ปรกติ
กองบรรณาธิการ
ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร ศาสตราจารย์ ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ
ศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล สิทธิกรกุล ศาสตราจารย์ ดร.ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์
ศาสตราจารย์ ดร.ประนอม จันทรโณทัย ศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์
ศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช ศีตะโกเศศ
รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ จรรยาสุภาพ รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิสิน บวรสมบัติ
รองศาสตราจารย์ ดร.นพมณี โทปุญญานนท์ รองศาสตราจารย์อ้อมทิพย์ เมฆรักษาวนิช แคมป์
รองศาสตราจารย์ประวิตร พุทธานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร
อาจารย์ ดร.เสกสันต์ อุสสหตานนท์
คณะกรรมการดาเนินงาน นางสาววารี ระหงษ์ นางธัญรัศมิ์ ธวัชมงคลศักดิ์
นางสาวรังสิมา อัมพวัน นางทิพย์สุดา ปุกมณี
นายสมยศ มีสุข นางสาวอัมภา สันทราย
นางจิรนันท์ เสนานาญ นางสาวดิษวรรณ สุทัศน์สันติ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ นายปริญญา เพียรอุตส่าห์ นายประสิทธิ์ ใจคา
นางประไพศรี ทองแจ้ง นางสุรีย์ อภิไชย
จัดทาโดย ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อาเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290
โทรศัพท์ 0-5387-3935 โทรสาร 0-5387-8106
E-mail: res_journal@mju.ac.th
Web site: www.rae.mju.ac.th
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร (ISSN 0125-5580) เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ซึ่งมีนโยบายเพื่อเผยแพร่งานวิจัยและบทความทางวิชาการด้านการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ
โดยมีการเผยแพร่ออนไลน์ (journal on line) ในรูปวารสารทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีการเผยแพร่ในรูปเล่มสาหรับจัดส่งให้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร
บทบรรณาธิการ
แนวคิดของปราชญ์เดิมของไทยที่บันทึกภูมิปัญญาที่ได้รวบรวมและสังเคราะห์จากความจริงเชิง
ประจักษ์ เบ็ดเสร็จแล้วมักเป็นที่ยกย่องบูชาจนกลายเป็นพระคัมภีร์ต้นแบบการถือปฏิบัติ ปลูกฝังไว้ใน
ชีวิตประจาวันมาช้านาน สิ่งที่เป็นคาถามท้าทายในปัจจุบัน คือ เมื่อบริบทเปลี่ยนไป ข้อปฏิบัติจะเป็นอย่างเดิม
หรือไม่
ภูมิปัญญาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้มวลมนุษยชาติ มักเป็นโจทย์ที่ท้าทายแนวคิดและมุมมองของ
ผู้ทรงภูมิทั้งหลายเสมอมา ทางออกที่เกิดขึ้นก็พัฒนาสั่งสมเป็นภูมิปัญญาเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ ที่ได้รับมา
ร้อยเรียงทดสอบให้เป็นองค์ความรู้ที่ยอมรับได้ในชุมชนที่ขยายตัวไปตามลาดับ
นอกเหนือไปจากการทดสอบ ทบทวนองค์ความรู้ที่ได้จากต่างสถานที่ ต่างเวลา และต่างปัจจัยเพื่อ
ยืนยันและบันทึกไว้เป็นประโยชน์แก่ชุมชนแล้ว การเผยแพร่บทเรียนที่ได้รับก็สามารถยังประโยชน์ให้ชุมชนอื่น
สามารถผนวกรวมกับความรู้เก่าที่มีอยู่ นามาใช้ประโยชน์ให้เกิดผลดียิ่งขึ้นอีกด้วย
เราจะเห็นโจทย์คาถามลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน ที่นาเอาวิถีการตอบปัญหาเชิง
วิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อบุกเบิกขอบฟ้าแห่งภูมิปัญญา มาตอบโจทย์วิธีการที่จะทาให้มนุษยชาติอยู่รอดอย่าง
มีความสุข เป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่า “ความสุข” หรือ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีกว่า ทั้งจากการค้นคว้าวิจัยพื้นฐาน
วิจัยประยุกต์ ไม่ว่าจะเน้นเชิงปริมาณหรือคุณภาพก็ตาม
ประเด็นแนวคิดต่างๆ ที่ผู้วิจัยนาเสนอเพียงย่อๆ นั้น ก็ยังสามารถชี้นาแนวทางการตอบปัญหาการ
เปลี่ยนแปลงของบริบทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเกิดขึ้นแล้วในลักษณะเดียวกันที่ผู้อ่านและผู้สนใจสามารถ
นาไปใช้เป็นแสงไฟแห่งปัญญา เพื่อฉายทางออก ทางเลือก หรือทางรอดของภูมิปัญญา ที่จะสนองความ
ต้องการของชุมชนต่อไปในรูปของบทวิจัยหรือบทความทางวิชาการ ที่เชื่อมประสานความรู้เดิมสู่องค์ความรู้
ใหม่ เป็นสังคมการเรียนรู้ที่พัฒนาต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง
ในวารสารฉบับนี้มีทั้งบทสรุปและรายงานวิจัย ทั้งงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ ที่ชี้ช่องทาง
ให้ผู้อ่านทั้งจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และข้อสังเกตต่างๆ ในการวิจัยโดยย่อ เพื่อให้
ผู้สนใจติดตามเรื่องราวต่อไปจากผู้วิจัยตามที่อยู่ที่มีอยู่แล้วครับ ขอชื่นชมแรงบันดาลใจใฝ่รู้ของทุกท่านครับ
(อาจารย์ ดร.วีรศักดิ์ปรกติ)
บรรณาธิการวารสารวิจัยฯ
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 1-12
1
ผลของพาโคลบิวทราโซลต่อพัฒนาการของใบชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์
Effects of Paclobutrazol on Leaf Development of Adenium obesum
cv. Holland-Miss Thailand
นิติพัฒน์ พัฒนฉัตรชัย
Nitipat Pattanachatchai
สาขาวิชาเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ สุรินทร์ 32000
Department of Agriculture and Environment, Faculty of Science and Technology, Surindra Rajabhat University
Surin, Thailand 32000
Corresponding author: pattanachatchai@gmail.com
Abstract
The effects of paclobutrazol (PBZ) on leaf development of 4-months-old Adenium obesum cv.
Holland-Miss Thailand was carried out during January-May, 2011 at Economic Productive House,
Department of Agriculture and Environment, Surindra Rajabhat University. The experiment was arranged
as factorial in CRD. Different concentration of PBZ; 0, 100, 200, 300 and 400 mg/l and different time of soil
drenching; day of shoot cutting (DSC), 15 days before shoot cutting (15 DBSC) and 15 days after shoot
cutting (15 DASC) were determined as main factor. There were 15 treatment combinations which each was
replicated 5 times. Seven experimental plants were assingned for each replication. The results revealed
that interaction of main factor significantly affected days to full expanding of new leaves, number of new
shoot, number of fallen leaves and leaf area (P<0.05). Soil drenching of distilled water at DSC shortened
the period of full leaf expanding, whereas soil drenching of 300 mg/l at DSC and 15 DASC highly promoted
number of new shoot. Similarly, soil drenching of 200 mg/l PBZ at 15 DASC hastened most of leaf
abscission. Nevertheless, leaf area was remarkably decreased by soil drenching of 100 mg/l PBZ. Time of
PBZ soil drenching at 15 DASC was only a main factor that affected the least days to new leaf presence.
In addition, the greatest number of leaves attached to stem was promoted by the same time of PBZ soil
drenching. Soil drenching of 200 mg/l PBZ decreased number of leaves attached to stem.
Keywords: paclobutrazol, development, Adenium obesum
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12
2
บทคัดย่อ
การศึกษาผลของพาโคลบิวทราโซลต่อ
พัฒนาการของใบชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์
อายุ 4 เดือน ณ เรือนผลิตพืชเศรษฐกิจ ภาควิชาเกษตร
และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ระหว่าง
เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2554 โดยวางแผนการ
ทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ที่จัดสิ่งทดลองแบบ
แฟคทอเรียลที่ประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ ความเข้มข้น
ที่แตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ 0, 100, 200, 300 และ
400 มก./ล. และระยะเวลาในการราดสารที่แตกต่างกัน
3 ระยะ ได้แก่ ราดพร้อมการตัดยอด ราดก่อนการตัด
ยอด 15 วัน และราดหลังการตัดยอด 15 วัน มีจานวน
15 กรรมวิธีๆ ละ 5 ซ้าๆ ละ 7 ต้น ผลการทดลอง พบว่า
อิทธิพลร่วมกันของระดับความเข้มข้น และระยะเวลา
ในการราดสาร มีผลอย่างมีนัยสาคัญ (P<0.05) ต่อจานวน
วันที่ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ จานวนยอดใหม่ จานวนใบที่
ร่วงหล่น และพื้นที่ใบ โดยกรรมวิธี ที่ราดด้วยน้ากลั่น
พร้อมการตัดยอดมีผลทาให้ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ใน
ระยะเวลาสั้นที่สุด แต่เมื่อราดสารที่ระดับความเข้มข้น
300 มก./ล. พร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน
พบว่า ส่งเสริมให้มีจานวนยอดใหม่ได้มากที่สุด ใน
ขณะที่การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล.
หลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อการร่วงหล่นของใบ
มากที่สุด อย่างไรก็ตามการลดลงของพื้นที่ใบมากที่สุด
นั้นเป็นผลมาจากการได้รับสารที่ระดับความเข้มข้น
เพียง 100 มก./ล. สาหรับการตอบสนองด้านจานวน
วันที่ใบใหม่ปรากฏได้เร็วที่สุด เป็นผลจากปัจจัยหลัก
ด้านระยะเวลาในการราดสารเท่านั้น โดยพบว่า การ
ราดสารหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อระยะเวลา
ดังกล่าวได้สั้นที่สุด และยังมีผลต่อจานวนใบที่ติดอยู่
กับต้นมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า จานวนใบที่ติดอยู่
กับต้นที่ลดลงมากที่สุด เป็นผลมาจากการราดสารที่
ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล
คาสาคัญ: พาโคลบิวทราโซล พัฒนาการ ชวนชม
คานา
ชวนชม (Adenium obesum (Forssk.) Roem
& Schult) เป็นไม้ประดับในวงศ์ Apocynaceae ที่มี
ความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งจนได้รับ
สมญานามว่า กุหลาบทะเลทราย ด้วยลักษณะนิสัย
ตามธรรมชาติ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตช้าแต่มีรูปทรง
ของลาต้นและพุ่มใบที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บริเวณโคนลาต้นที่เชื่อมต่อกับโคนราก ซึ่งมีลักษณะ
บวมพองออก เรียกว่า โขด (caudex) เพื่อทาหน้าที่ใน
การสะสมน้า จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการปลูกใน
ลักษณะของไม้กระถาง เพื่อการประดับตกแต่งอาคาร
และภูมิทัศน์โดยรอบ นอกจากนี้แล้วยังถูกใช้ประโยชน์
เพื่อเป็นต้นตอสาหรับการเสียบยอดพันธุ์ดีอื่นๆ ได้
เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-
มิสไทยแลนด์ ที่สามารถตอบสนองต่อการใช้ประโยชน์
ทั้งในด้านการให้ดอกติดกับต้น รูปทรงของโขดที่
สวยงาม และการใช้เพื่อเป็นต้นตอ แต่ด้วยอัตราการ
เจริญเติบโตที่ค่อนข้างช้า จึงเป็นผลให้พัฒนาการของ
ใบซึ่งเป็นองค์ประกอบที่แสดงความสวยงามของทรง
พุ่มอยู่ในอัตราที่ช้าตามไปด้วย นอกจากนี้ การเติบโต
ของใบตามธรรมชาติอาจขาดความเหมาะสมกับขนาด
ของทรงพุ่มและภาชนะที่ปลูก
การปล่อยให้ชวนชมที่ปลูกอยู่ในภาชนะปลูก
มีพัฒนาการและการเติบโตตามธรรมชาตินั้น มักพบ
เสมอว่า พัฒนาการและการเติบโตของใบไม่ได้สมดุล
กับทรงพุ่ม เป็นผลให้มีระยะเวลาการเกิดใบ จานวนใบ
ขนาดของใบ อายุของใบในทรงพุ่มเดียวกันแตกต่างกัน
ซึ่งในกรณีของการปลูกชวนชมเพื่อเป็นไม้ประดับ
กระถางหรือบอนไซนั้นย่อมมีผลต่อความสวยงามที่
ปรากฏ อย่างไรก็ตามการใช้สารชะลอการเจริญเติบโต
ของพืชชนิดพาโคลบิวทราโซล ซึ่งมีรายงานถึงความ
สาเร็จในการควบคุมการเจริญเติบของใบในพืชหลาย
ชนิด เช่น ยูมิโคส (เกียมศักดิ์และวันดี, 2548) ไทร
(LeCain et al., 1986) Epipremnum aureum Bunt.
(Conover and Satterthwaite, 1996) และมะม่วง
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 1-12
3
(นาถฤดี, 2553) เนื่องจากสารพาโคลบิวทราโซลซึ่ง
จัดอยู่ในกลุ่มไทรอะโซล มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ
ระดับไซโตไคนินในข้าว (Izumi et al., 1988) คาร์เนชั่น
(Sebastian etal., 2002) และแอปเปิ้ล (Zhu etal., 2004)
เพราะการเพิ่มขึ้นของไซโตไคนินในพืชมีผลต่อการ
ส่งเสริมการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น และการพัฒนาของตา
และยอด (Arteca, 1996) อย่างไรก็ตามบทบาทที่
เด่นชัดของสารในกลุ่มนี้ คือ การยังยั้งการสังเคราะห์
จิบเบอเรลลิน เป็นผลให้ระดับของสารดังกล่าวลดต่าลง
(Steffens et al., 1992) อันเป็นสาเหตุของการไม่ยืดยาว
ของกิ่ง เนื่องจากการยับยั้งการแบ่งเซลล์และการยืดยาว
ของเซลล์ (Cummings et al., 1999) ซึ่งเป็นเซลล์ใน
บริเวณใต้ปลายยอด จานวนใบจึงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
(Sterrett, 1985) แต่ในรายงานของ Davis et al. (1988)
กล่าวถึงการตอบสนองของพืชต่อสารในกลุ่มไทรอะโซล
ว่ามีความแตกต่างกันไปตามชนิดพืช อายุพืช พันธุ์พืช
ปริมาณกาหนด และวิธีการให้สาร ดังนั้น การทดลอง
ใช้สารพาโคลบิวทราโซลเพื่อควบคุมพัฒนาการของ
ใบชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์ที่ปลูกเป็น
ไม้กระถาง จึงอาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา
พัฒนาการของใบในทรงพุ่มได้อย่างเหมาะสม
อุปกรณ์และวิธีการ
ทาการทดลองกับชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-
มิสไทยแลนด์ อายุ 4 เดือน ที่ได้จากการเพาะเมล็ด
ในระบบผสมเกสรด้วยมือจากต้นพ่อและต้นแม่พันธุ์
เดียวกัน จานวน 525 ต้น ณ เรือนผลิตพืชเศรษฐกิจ
ภาควิชาเกษตรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สุรินทร์ อาเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างเดือน
มกราคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยวางแผนการ
ทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ที่จัดสิ่งทดลองแบบ
แฟคทอเรียล 5X3 มีปัจจัยแรก คือ ระดับความเข้มข้น
ที่ต่างกัน 5 ระดับ ของพาโคลบิวทราโซล ได้แก่
0, 100, 200, 300, และ 400 มก./ล. และปัจจัยที่สอง
คือ ระยะเวลาในการราดสารพาโคลบิวทราโซลที่
ต่างกัน 3 ระยะ ได้แก่ ราดพร้อมการตัดยอด ราดก่อน
การตัดยอด 15 วัน และราดหลังการตัดยอด 15 วัน
แต่ละกรรมวิธีทา 5 ซ้า แต่ละซ้าใช้พืชทดลอง 7 ต้น
ทั้งนี้พืชทดลองแต่ละต้นได้รับการตัดยอดเดิมออกไป
โดยวัดระยะความสูงจากผิววัสดุปลูกขึ้นไป 5 ซม. การ
ราดสารทาโดยราดสารลงวัสดุปลูกจานวน 1 ครั้ง ใน
แต่ละกรรมวิธีปริมาณ 50 มล. ต่อกระถาง ทาการงด
การให้น้าในวันที่ราดสาร เพื่อป้องกันการชะล้างสาร
ออกไปกับน้าส่วน เกินที่แต่ละกระถางได้รับ การให้น้า
กระทาหลังจากวันที่ราดสารแล้ว 2 วัน และหลังจาก
นั้นอีกทุก 2 วัน จนกระทั่งครบระยะเวลา 120 วัน การ
บันทึกข้อมูลพัฒนาการบางประการของใบ ทาหลังจาก
พืชทดลองได้รับกรรมวิธีจนกระทั่งครบ 120 วัน โดย
บันทึกลักษณะพัฒนาการใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อน จนกระทั่ง
ครบทุกหน่วยทดลอง ได้แก่ จานวนวันที่ใบใหม่ปรากฏ
จานวนวันที่ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ และจานวนใบที่ร่วง
หล่น สาหรับลักษณะจานวนใบที่ติดอยู่กับต้น และ
พื้นที่ใบบันทึกเมื่อพืชทดลองได้รับกรรมวิธีต่างๆ ครบ
120 วัน
ผลการทดลอง
จานวนวันที่ใบใหม่ปรากฏ
ระดับความเข้มข้นของสารพาโคลบิวทราโซล
ที่แตกต่างกันในช่วง 0 ถึง 400 มก./ล. และอิทธิพล
ร่วมของระดับความเข้มข้นและระยะเวลาในการราด
สาร ไม่แสดงอิทธิพลอย่างมีนัยสาคัญต่อจานวนวันที่
ใบใหม่ปรากฏ ต่อจานวนวันที่ใช้เพื่อการพัฒนาใบใหม่
ในขณะที่ระยะเวลาในการราดสารมีผลต่อลักษณะ
ดังกล่าวอย่างมีนัยสาคัญ โดยพบว่า การราดสารหลัง
การตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้ใบใหม่ปรากฏได้ใน
ระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 5.75 วัน แต่การราดสารพร้อม
การตัดยอดและก่อนการตัดยอด 15 วัน ใช้ระยะเวลา
เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง8.27 และ 22.07 วัน ตามลาดับ (Table 1)
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12
4
Table 1 Days to new leaf presence as affected by paclobutrazol
Time of drenching
Concentrated level (mg/l)3/
0 100 200 300 400 Mean2/
Day of shoot cutting 7.32a 8.14a 8.63a 9.03a 8.20a 8.27b
15 days before shoot cutting 21.72a 21.20a 21.59a 23.02a 22.80a 22.07a
15 days after shoot cutting 6.24a 5.60a 5.83a 5.00a 6.08a 5.75c
Mean1/
11.76a 11.64a 12.02a 12.35a 12.36a C.V. = 8.88%
Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT.
1/ concentrated level mean, P-value = 0.2389 (ns); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0501 (ns)
จานวนวันที่ใบใหม่คลี่บานเต็มที่
ระดับความเข้มข้นของสารพาโคลบิวทราโซล
ที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อจานวนวันที่ใบใหม่คลี่บานเพิ่มขึ้น
อย่างมีนัยสาคัญตามลาดับเมื่อเปรียบเทียบกับการ
ไม่ได้รับสาร ในขณะที่การราดสารหลังการตัดยอด 15
วัน มีผลต่อจานวนวันคลี่บานของใบใหม่มากที่สุด
อย่างมีนัยสาคัญ นอกจากนี้ พบว่า ระดับความเข้มข้น
และระยะเวลาในการราดสารพาโคลบิวทราโซลที่
แตกต่างกันแสดงอิทธิพลร่วมอย่างมีนัยสาคัญต่อ
จานวนวันเฉลี่ยที่ใช้ในการคลี่บานเต็มที่ของใบใหม่ที่
เกิดขึ้น โดยพบว่า การราดน้ากลั่นพร้อมตัดยอดมีผล
ต่อพัฒนาการดังกล่าวที่ใช้ระยะเวลาสั้นที่สุดเพียง
8.30 วัน ในขณะที่การราดสารความเข้มข้น 400 มก./ล.
หลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนวันที่ใช้ในการ
คลี่บานเต็มที่ของใบใหม่ยาวนานที่สุดถึง 17.68 วัน
(Table 2)
Table 2 Days to full expanding of new leaf as affected by paclobutrazol
Time of drenching
Concentrated level (mg/l)3/
0 100 200 300 400 Mean2/
Day of shoot cutting 8.30i 10.83f 12.72e 13.70d 15.59b 12.23b
15 days before shoot cutting 10.48fg 9.64h 10.10gh 12.17e 14.70c 11.42c
15 days after shoot cutting 14.58c 15.00bc 15.17bc 15.49b 17.68a 15.58a
Mean1/
11.12e 11.83d 12.66c 13.79b 15.99a C.V. = 3.87%
Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT.
1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 1-12
5
จานวนยอดใหม่
จานวนยอดใหม่เพิ่มขึ้นสูงที่สุดอย่างมี
นัยสาคัญที่ระดับความเข้มข้น 300 มก./ล. และมี
จานวนยอดลดลงเมื่อระดับความเข้มข้นเพิ่มขึ้นถึง
400 มก./ล. ในขณะที่การราดสารหลังการตัดยอด
15 วัน มีผลต่อจานวนยอดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดอย่าง
มีนัยสาคัญ อิทธิพลร่วมระหว่างระดับความเข้มข้นและ
ระยะเวลาในการราดสารพาโคลบิวทราโซลที่แตกต่าง
กัน มีผลต่อจานวนยอดใหม่ที่ปรากฏอย่างมีนัยสาคัญ
โดยพบว่า การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 300 มก./ล.
พร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลทา
ให้พืชทดลองพัฒนายอดใหม่เฉลี่ยได้มากที่สุดเท่ากับ
5.95 และ 5.92 ยอด ตามลาดับ ซึ่งการตอบสนองของ
พัฒนาการด้านจานวนยอดดังกล่าวในทุกระดับความ
เข้มข้นของสารที่ราดหลังการตัดยอด 15 วัน แสดง
แนวโน้มไม่แตกต่างจากการราดด้วยน้ากลั่นหลังการ
ตัดยอด 15 วัน (Table 3)
Table 3 Number of new shoot affected by paclobutrazol
Time of drenching
Concentrated level (mg/l)3/
0 100 200 300 400 Mean2/
Day of shoot cutting 5.41bcd 4.70e 5.39dc 5.95a 5.41bcd 5.38b
15 days before shoot cutting 5.08d 5.72abc 5.49bcd 5.62abc 5.09d 5.40b
15 days after shoot cutting 5.80abc 5.76abc 5.77abc 5.92a 5.83ab 5.81a
Mean1/
5.43b 5.39b 5.55b 5.83a 5.45b C.V. = 5.21%
Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT.
1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
จานวนใบที่ร่วงหล่น
การราดสารพาโคลบิวทราโซลที่ระดับความ
เข้มข้น 100 ถึง 200 มก./ล. มีผลต่อการร่วงหล่นของ
ใบเฉลี่ยมากที่สุดอย่างมีนัยสาคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับ
การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 400 มก./ล. ที่มีผล
ต่อการร่วงหล่นของใบน้อยที่สุด ในขณะที่การราดสาร
พร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อ
การร่วงหล่นของใบมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการราด
สารก่อนการตัดยอด 15 วัน อย่างมีนัยสาคัญ และยัง
พบว่า ระดับความเข้มข้นและระยะเวลาในการราดสาร
พาโคลบิวทราโซลที่แตกต่างกันแสดงอิทธิพลร่วม
อย่างมีนัยสาคัญต่อจานวนใบที่ร่วงหล่น โดยพบว่า
การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล. หลังการ
ตัดยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนใบร่วงหล่นเฉลี่ยจากต้น
มากที่สุดถึง 76.40 ใบ ในขณะที่การราดสารระดับ
ความเข้มข้น 400 มก./ล. ในระยะเวลาเดียวกันมีผลต่อ
การร่วงหล่นเฉลี่ยของใบน้อยที่สุดเพียง 52.00 ใบ
(Table 4)
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12
6
Table 4 Number of fallen leaf as affected by paclobutrazol
Time of drenching
Concentrated level (mg/l)3/
0 100 200 300 400 Mean2/
Day of shoot cutting 64.16bcd 65.13bcd 63.99bcd
e
63.23cde 67.76b 64.86a
15 days before shoot cutting 60.18ef 67.17bc 58.84fg 58.88fg 56.12g 60.24b
15 days after shoot cutting 65.20bcd 65.68bcd 76.40a 61.72def 52.00h 64.20a
Mean1/
63.18b 65.99a 66.41a 61.28b 58.63c C.V. = 4.42%
Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT.
1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
จานวนใบที่ติดอยู่กับต้น
การราดสารพาโคลบิวทราโซลทุกระดับความ
เข้มข้นมีผลต่อจานวนใบที่ติดอยู่กับต้นเฉลี่ยต่ากว่า
การไม่ราดสารอย่างมีนัยสาคัญ โดยพบว่า ที่ระดับ
ความเข้มข้น 200 มก./ล. มีผลต่อการคงอยู่ของใบ
กับต้นต่าที่สุดเพียง 17.22 ใบ ในขณะที่การราดสาร
พร้อมการตัดยอดมีผลต่อจานวนใบเฉลี่ยติดอยู่กับต้น
ต่าที่สุดเพียง 22.92 ใบ เมื่อเปรียบเทียบกับการราด
สารก่อนและหลังการตัดยอด 15 วัน ที่มีจานวนใบติด
อยู่กับต้นเฉลี่ยสูงกว่าอย่างมีนัยสาคัญ ตามลาดับ
ระดับความเข้มข้นและระยะเวลาในการราดสารพาโคล
บิวทราโซล ที่แตกต่างกันไม่แสดงอิทธิพลร่วมอย่างมี
นัยสาคัญต่อจานวนใบที่ติดอยู่กับต้น (Table 5)
Table 5 Number of leaves attached to stem as affected by paclobutrazol
Time of drenching
Concentrated level (mg/l)3/
0 100 200 300 400 Mean2/
Day of shoot cutting 28.13a 22.31a 16.64a 25.87a 21.65a 22.92b
15 days before shoot cutting 29.13a 23.42a 16.95a 25.71a 22.06a 23.45ab
15 days after shoot cutting 29.15a 23.27a 18.06a 26.78a 22.85a 24.02a
Mean1/
28.80a 23.00c 17.22d 26.12b 22.19c C.V. = 5.07%
Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT.
1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0073 (**)
3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.9180 (ns)
พื้นที่ใบ
การราดสารพาโคลบิวทราโซลทุกระดับความ
เข้มข้นมีผลต่อพื้นที่ใบเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมีนัยสาคัญ
เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ราดสาร โดยทุกระดับความ
เข้มข้นมีผลต่อพื้นที่ใบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ในขณะที่ระยะเวลาการราดสาร และอิทธิพลร่วมของ
ระดับความเข้มข้นและระยะเวลาการราดสารไม่มีผลต่อ
พื้นที่ใบอย่างมีนัยสาคัญ (Table 6)
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 1-12
7
Table 6 Leaf area as affected by paclobutrazol
Time of drenching
Concentrated level (mg/l)3/
0 100 200 300 400 Mean2/
Day of shoot cutting 15.17a 11.22a 9.22a 9.55a 8.19a 10.67a
15 days before shoot cutting 9.88a 6.02a 12.51a 9.59a 7.65a 9.13a
15 days after shoot cutting 13.73a 10.28a 7.70a 10.53a 8.58a 10.17a
Mean1/
12.93a 9.17b 9.81b 9.89b 8.14ba C.V. = 33.93%
Means in a row with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT.
1/ concentrated level mean, P-value = 0.0048 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.2691 (ns)
3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0580 (ns)
วิจารณ์ผลการทดลอง
การราดสารพาโคลบิวทราโซลหลังการตัด
ยอด 15 วัน ส่งเสริมให้ตาในบริเวณที่อยู่ถัดจากรอย
ตัดลงมาได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่ได้
รับสารพาโคลบิวทราโซลก็ตาม แต่เมื่อถูกกระตุ้น
โดยสารดังกล่าว อาจส่งผลต่อสัดส่วนระหว่างไซโตไคนิน
และออกซินที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากสัดส่วนของ
ไซโตไคนินเพิ่มขึ้นสูงกว่าออกซินจะชักนาให้เกิดการ
สร้างยอดใหม่ (Krikorian et al., 1990) ซึ่งสอดคล้อง
กับผลการศึกษาในพืชหลายชนิด ที่พบว่า สารประกอบ
ในกลุ่มไทรอะโซลแสดงอิทธิพลต่อการเพิ่มขึ้นของ
ปริมาณไซโตไคนินในข้าว (Izumi etal., 1988) คาร์เนชั่น
(Sebastian et al., 2002) แอปเปิ้ล (Zhu et al., 2004)
การเพิ่มขึ้นของไซโตไคนินในพืชยังมีผลต่อการ
ส่งเสริมการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น ตลอดจนการพัฒนา
ของตา (Arteca, 1996) นอกจากนี้แล้วการตัดยอดของ
พืชทดลองออกไป เปรียบเสมือนการทาลายแหล่ง
สังเคราะห์ออกซินที่ควบคุมการเติบโตของตาข้างที่อยู่
ถัดลงมา ดังนั้นการพัฒนาของตาที่อยู่ถัดลงมาจาก
รอยตัดจึงอาจเป็นผลจากสาเหตุทั้งสองประการ
ดังกล่าวข้างต้น
การคลี่บานเต็มที่ของใบใหม่ที่ปรากฏ ซึ่งเป็น
ลาดับพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจากการปรากฏของใบ
ใหม่ดังกล่าวแล้วนั้น ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า
การราดด้วยน้ากลั่น พร้อมการตัดยอดส่งเสริมให้ใบใหม่
คลี่บานเต็มที่โดยใช้เวลาน้อยที่สุด เนื่องจากการคลี่
บานของใบ มีความสัมพันธ์กับไซโตไคนินภายในต้น
พืชตามธรรมชาติ ซึ่งการเติบโตของใบถูกส่งเสริมโดย
การเพิ่มการเติบโตของเซลล์ เป็นผลให้เกิดการยืด
ขยายของเซลล์ (Salisbury and Ross, 1985; Hamada
et al., 2008) และอาจมีความสัมพันธ์กับระดับและการ
กระจายตัวของไซไคนินภายในต้นพืช ซึ่งตามธรรมชาติ
จะถูกควบคุมโดยออกซินจากปลายยอด (Tamas, 1995)
การราดด้วยน้ากลั่นพร้อมการตัดยอดจึงเป็นผลให้เกิด
การเติบโตของใบใหม่ขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นใบที่อยู่ใน
ตาแหน่งของตาข้าง และไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของ
ออกซิเจนจากปลายยอด เนื่องจากยอดพืชทดลองถูก
ตัดออกไป การคลี่บานของใบใหม่จึงเกิดขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ทั้งนี้น้ากลั่นซึ่งไม่มีสารพาโคลบิวทราโซลละลาย
อยู่ ย่อมไม่มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสมดุลของ
ไซโตไคนินและออกซิน แต่อาจมีผลโดยอ้อมต่อระดับ
และการกระจายตัวของฮอร์โมนพืชชนิดอื่นๆ ที่มีผล
ต่อการคลี่บานของใบได้
จานวนยอดใหม่ที่ปรากฏมากที่สุด เนื่องจาก
ได้รับสารพาโคลบิวทราโซลที่ระดับความเข้มข้นสูงถึง
300 มก./ล. ทั้งในขณะที่ตัดยอดและหลังตัดยอด 15
วัน อาจเป็นผลมาจากการที่ราดสารพาโคลบิวทราโซล
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12
8
ยังไม่มีโอกาสที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่รากได้มาก เนื่องจาก
ส่วนยอดของพืชทดลองที่ถูกตัดออกไป เป็นผลให้
แรงดึงเนื่องจากการคายน้าของใบถูกทาให้หมดไป
เช่นเดียวกัน คงมีเพียงแต่แรงดันรากที่มีผลต่อการดูด
ซึมดังกล่าว ปริมาณสารจานวนน้อยและการกระจาย
ตัวของสารในกลุ่มนี้ อาจมีความสัมพันธ์กับปริมาณ
ของไซโตไคนินภายในลาต้นพืชทดลองส่วนที่เหลือ
จากการตัดยอด ซึ่งสารในกลุ่มไทรอะโซลนี้จัดเป็นสาร
ที่ศักยภาพในการยับยั้งการเติบโตของยอดที่ระดับ
ความเข้มข้นต่า (Tsegaw, 2005) อย่างไรก็ตามชวนชม
พันธุ์ฮอลแลนด์ที่ยังคงมียอดเดิมติดอยู่กับลาต้น พบว่า
มีการเจริญเติบโตของกิ่งแขนงเพิ่มขึ้นตามระดับความ
เข้มข้นของสารที่ได้รับ (ใจศิลป์, 2542)
การร่วงหล่นของใบรวมเฉลี่ยสูงที่สุด เมื่อพืช
ทดลองได้รับสารพาโคลบิวทราโซลที่ระดับความ
เข้มข้น 200 มก./ล. หลังการตัดยอด 15 วัน ซึ่งเป็น
ความเข้มข้นในระดับปานกลางแสดงให้เห็นว่า ที่ระดับ
ความเข้มข้นและระยะเวลาในการราดสารดังกล่าว
ส่งเสริมให้เกิดการชราภาพและการหลุดร่วงของใบ
ตามลาดับ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการชักนาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนภายในพืชทดลอง
(Fletcher and Hofstra, 1985) อันนาไปสู่การลดระดับ
ของจิบเบอเรลลิน และการเพิ่มขึ้นของไซโตไคนิน
และกรดแอบซิสซิก (Basra, 2000) ซึ่งกรดแอบซิสซิก
มีบทบาทในการส่งเสริมการสร้างเอทธิลีนเพิ่มขึ้น
อันเป็นกลไกที่กระตุ้นการทางานของยีนจานวนมากที่
เกี่ยวข้องกับการหลุดร่วง (Osborne, 1989)
ใบที่ติดอยู่กับต้นของพืชทดลอง มีแนวโน้ม
ลดลงตามระดับความเข้มข้นของสารเพิ่มขึ้น โดยพืช
ทดลองที่ไม่ได้รับสาร ปรากฏจานวนใบเฉลี่ยมากที่สุด
แสดงให้เห็นว่า ระดับการกระจายตัวของฮอร์โมน
ภายในพืชทดลองเปลี่ยนแปลงไป หลังจากได้รับ
สารพาโคลบิวทราโซล (Fletcher and Hofstra, 1985)
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างเฉพาะ
เจาะจงแต่เพียงไซโตไคนินเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ
จิบเบอเรลลินและกรดแอบซิสซิก การเพิ่มขึ้นของกรด
ดังกล่าวในพืชที่ได้รับสารในกลุ่มไทรอะโซล มีความ
สัมพันธ์กับการป้องกันคาทาบอลิซึมของกรดชนิดนี้ไป
เป็นกรดฟาเซอิก ซึ่งถูกกระตุ้นโดยไซโตโครม P-450-
dependent โมโนออกซีจีเนส (Rademacher, 1997)
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้สมดุลดังกล่าว
อาจมีผลทาให้มีปริมาณกรดแอบซิสซิกเพิ่มขึ้น ใน
ปริมาณที่สามารถส่งเสริมการชราภาพ และการหลุดร่วง
ของใบได้ในที่สุด ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ไม่สอดคล้อง
กับผลการศึกษาในไม้เนื้อแข็ง ที่ได้รับการฉีดสาร
พาโคลบิวทราโซลเข้าสู่ลาต้น ที่พบว่า สารดังกล่าว
มีผลต่อใบซึ่งมีจุดกาเนิดที่ปลายยอด จานวนใบจึง
ไม่เปลี่ยนแปลง (Sterrett, 1985) แต่สอดคล้องกับผล
การศึกษาของ นาถฤดี (2533) ซึ่งพบว่า มะม่วงพันธุ์
เขียวเสวยที่ได้รับสารพาโคลบิวทราโซลมีจานวนใบ
น้อยกว่าต้นที่ไม่ได้รับสาร ทั้งนี้การราดสารหลังการตัด
ยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนใบเฉลี่ยติดอยู่กับต้นมาก
ที่สุด อาจเป็นผลมาจากระดับไซโตไคนินที่เพิ่มขึ้น
ตลอดจนการเพิ่มการเปลี่ยนแปลงของคลอโรพลาสต์
และชีวสังเคราะห์ของคลอโรฟิลล์ที่ถูกกระตุ้นโดย
พาโคลบิวทราโซล (Fletcher et al., 1982) เมื่อส่วนยอด
ของพืชทดลองถูกตัดออกไป ไซโตไคนินส่วนใหญ่ซึ่ง
ตามธรรมชาติถูกสังเคราะห์ที่บริเวณเนื้อเยื่อเจริญ
ปลายราก (Weston, 1994) อาจมีระดับและการกระจายตัว
ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลาเลียงสู่
ปลายยอดใหม่ โดยใบใหม่อันเกิดจากตาข้างเป็นแหล่ง
รองรับไซโตไคนินเหล่านี้ และด้วยเหตุผลสาคัญที่
พบว่า ไซโตไคนินมีผลในการชะลอการชราภาพของใบ
(Arteca, 1996; Weston, 1994) และชะลอการเสื่อมสภาพ
ของคลอโรฟิลล์ (Fletcher et al., 1982) โดยมีผลการ
ศึกษาจานวนมาก ที่สนับสนุนอิทธิพลของสารกลุ่ม
ไทรอะโซล ต่อการชะลอการเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของการ
ชราภาพในพืชหลายชนิด เช่น องุ่น (Hunter and Proctor,
1992) และบลูเบอร์รี่ (Basiouny and Sass, 1993)
นอกจากนี้แล้ว ไซโตไคนินยังมีความเกี่ยวข้องกับ
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 1-12
9
เมทาบอลิซึมและการลาเลียงคาร์โบไฮเดรท (Roitsch
and Ehneβ, 2000) โดยพบว่า มีปริมาณเม็ดแป้งในใบ
ของอะโวกาโดพันธุ์ Hass ที่ได้รับสารพาโคลบิวทราโซล
สูงกว่าใบที่ไม่ได้รับสาร (Symons et al., 1990) ดังนั้น
ผลของพาโคลบิวทราโซลที่อาจมีผลต่อระดับและการ
กระจายตัวของไซโตไคนิน จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทาให้
การเข้าสู่ระยะชราภาพของใบใหม่ถูกชะลอลง การ
หลุดร่วงจึงปรากฏได้น้อยกว่า
พื้นที่ใบเฉลี่ยของพืชทดลองที่ได้รับสารพาโคล
บิวทราโซล มีขนาดลดลงในทุกระดับความเข้มข้น
ของสาร แสดงให้เห็นถึงผลของสารต่อกลไกการยังยั้ง
ชีวสังเคราะห์ของจิบเบอเรลลิน เป็นผลให้การยืดยาว
ของเซลล์ลดลงและการเติบโตที่ชะลอลง (Fletcher etal.,
1982; Rademacher, 2000) โดยพืชที่ได้รับสารดังกล่าว
มีระดับความเข้มข้นของจิบเบอเรลลินที่ตรวจวัดได้
ต่าลง (Steffens et al., 1992) ซึ่งสอดคล้องกับผลการ
ศึกษาในพืชหลายชนิด เช่น เข็มเชียงใหม่ (ภานุพงศ์,
2548)มะกอก(AntognozziandPreziosi,1986)คาร์เนชั่น
(Sebastian etal., 2002) มะม่วง (Yeshitela etal., 2004)
และมะเขือเทศประดับ (de Moraes et al., 2005)
สรุปผลการทดลอง
การราดสารพาโคลบิวทราโซลในระยะเวลาที่
แตกต่างกัน สามารถส่งเสริมและชะลอพัฒนาการของ
ใบชวนชมในบางลักษณะได้ในเวลาเดียวกัน การราด
สารชนิดนี้หลังการตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้ใบใหม่
ปรากฏได้เร็วที่สุด ซึ่งใบใหม่ที่ปรากฏดังกล่าวถูกชะลอ
การคลี่บานเต็มที่ เมื่อได้รับสารในทุกระดับความ
เข้มข้นและทุกระยะเวลาของการราดสาร นอกจากนี้
ระดับความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้นถึง 300 มก./ล.
โดยราดพร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน
ส่งเสริมให้มีจานวนยอดใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ในขณะที่
ใบของชวนชมมีการร่วงหล่นมากที่สุดเมื่อได้รับสารที่
ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล. หลังการตัดยอด 15
วัน แต่เมื่อระดับความเข้มข้นเพิ่มขึ้นถึง 400 มก./ล.
โดยราดสารในระยะเวลาเดียวกันส่งเสริมให้ใบมีการ
ร่วงหล่นน้อยที่สุด การราดสารในทุกระดับความเข้มข้น
มีผลต่อจานวนใบที่ติดอยู่กับต้นลดลง โดยการราดสาร
หลังการตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้มีจานวนใบติดอยู่
กับต้นมากที่สุด และการราดสารที่ระดับความเข้มข้น
เพียง 100 มก./ล. สามารถลดพื้นที่ใบได้ไม่แตกต่าง
จากการราดสารที่ระดับความเข้มข้นที่สูงกว่า
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณหลักสูตรสาขาวิชาเกษตรศาสตร์
และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สุรินทร์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สาหรับทาการทดลองและ
งบประมาณสนับสนุนการวิจัย
เอกสารอ้างอิง
เกียมศักดิ์คาแปง และวันดี สุริยวงศ์. 2548.
เทคโนโลยีการผลิตยูมีโคสเพื่อการค้า.
วารสารโครงการหลวง 9(4): 4-8.
ใจศิลป์ ก้อนใจ. 2542. การศึกษาอิทธิพลของสาร
พาโคลบิวทราโซลที่มีผลต่อการเจริญเติบโต
และการออกดอกของชวนชม. 52 น. ใน
รายงานผลการวิจัย. เชียงใหม่: สถานีวิจัย
และศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
นาถฤดี ศุภกิจจารักษ์. 2533. ผลของพาโคลบิว-
ทราโซลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณสาร
คล้ายจิบเบอเรลลินที่ปลายยอดและการ
ออกดอกของมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย.
วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์. 64 น.
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12
8
ภาณุพงศ์ ศรีอ่อน. 2548. ผลของสาร
Paclobutrazol และ Trinexapac- ethyl
ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของ
ไม้ดอกและไม้ประดับบางชนิด.
วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์. 113 น.
Antognozzi, E. and P. Preziosi. 1986. Effects of
paclobutrazol (PP333) on nursery trees
of olive. [Online]. Available http://www.
actahort.org/book/179_97.html
(16 January 2012).
Arteca, R. N. 1996. Plant Growth Substances:
Principles and Applications. New York:
Chapman & Hall. 332 p.
Basiouny, F. M. and P. Sass. 1993. Shelf life
and quality of rabbiteye blueberry fruit
in response to preharvest application
of CaEDTA, nutrical and paclobutazol.
[Online]. Available http://www.actahort.
org/books/368/368_107.html
(16 April 2011).
Basra, A. S. 2000. Plant Growth Regulators in
Agriculture and Horticulture: Their Role
and Commercial Uses. New York:
The Haworth. 264 p.
Conover, C. A. and L. N. Satterthwaite. 1996.
Paclobutrazol optimizes leaf size, vine
length and plant grade of golden pothos
(Epipremnum aureum) on totems.
J. Envi. Hortic. 14(1): 44-46.
Cummings, H. D., F. H. Yelverton and
T. W. Rufly. 1999. Rooting of creeping
bentgrass in response to plant growth
regulators and preemergence
herbicides. [Online]. Available
http:www.weedscience.msstate.edu/swss/
Proceedings/1999/section П.pdf
(4 April 2010).
Davis, T. S., G. L. Steffens, and N. Sankhla.
1988. Triazole plant growth regulators.
pp. 63-105. In Janick, J. (ed.).
Horticultural Reviews. Volume 10.
Portland: Timber Press.
de Moraes, P. J., J. A. Saraiva Grossi,
S. de Araújo Tinoco, D.J. Henriques da Silva,
P.R. Cecon and J.G. Barbosa. 2005.
Ornamental tomato growth and fruiting
response to paclobutrazol. [Online].
Available http://www.actahort.rg/books/
683/ 683_40.html (20 April 2012).
Fletcher, R. A. and G. Hofstra. 1985.
Triadimefon-A plant multi-protectant.
Plant Cell Physiol. 26(4): 775-780.
Fletcher, R. A., V. Kallidumbil and P. Steele.
1982. Au improved bioassay for cytokinin
using cucumber cotyledons.
Plant Physiol. 69(3): 675-677.
Hamada, K., K. Hasegawa and T. Ogata. 2008.
Strapping and a synthetic cytokinin
promote cell enlargement in
‘Hiratanenashi’ Japanese persimmon.
Plant Growth Regul. 54(3): 225-230.
10
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 1-12
11
Hunter, D. M. and J. T. A. Proctor. 1992.
Paclobutrazol affects growth and fruit
composition of potted grapevines.
HortSci. 27(4): 319-321.
Izumi, K., S. Nakagawa, M. Kobayashi, H. Oshio,
A. Sakurai and N. Takahashi. 1988.
Levels of IAA, cytokinins, ABA and
ethylene in rice plants as affected by GA
biosynthesis inhibitor, uniconazole-P.
Plant Cell Physiol. 29(1): 97-104.
Krikorian, A.,D. K. Kelly and D. L. Smith. 1990.
Hormones in tissue culture and micro-
propagation. pp. 596-613. In Davies,
P. J. (ed.). Plant Hormones and their
Role in Plant Growth and Development.
Dordrecth: Kluwer Academic.
LeCain, D. R., K. A. Scheke and R. L. Wample.
1986. Growth retarding effects of
paclobutrazol on weeping fig.
HortSci. 21(5): 1150-1152.
Osborne, D. J. 1989. Abscission.
Crit. Rev. Plant Sci. 8(2): 103-129.
Rademacher, E. 2000. Growth retardants:
effects on gibberellin biosynthesis and
other metabolic pathway. Annu. Rev.
Plant Physiol. Plant Mol. Biol.
51: 501-531.
Rademacher, W. 1997. Bioregulation in crop
plants with inhibitors of gibberellin
biosynthesis. pp. 27-31. In Proceedings
of the Plant Growth Regulation Society
of America, 31 March 2000. Atlanta.
Roitsch, T. and R. Ehneβ. 2000. Regulation of
source/sink relations by cytokinins.
Plant Growth Regul. 32(2-3): 359-367.
Salisbury, F.B. and C.W. Ross. 1985. Plant
Physiology. 3rd
ed. Belmont: Wadsworth
540 p.
Sebastian, B., G. Alberto, A. C. Emilio, A. F. Jose
and A. F. Juan. 2002. Growth,
development and colour response of
potted Dianthus caryophyllus cv.
Mondriaan to paclobutrazol treatment.
Sci. Hortic. 9(3): 371-377.
Steffens, G. L., J. T. Lin, A. E. Stafford,
J. D. Metzger and J. P. Hazebroek.
1992. Gibberellin content of immature
apple seeds from paclobutrazol treated
trees over three seasons. J. Plant
Growth Regul. 11(3): 165-170.
Sterrett, J. P. 1985. Paclobutrazol: A promising
growth inhibitor for injection into woody
plants. J. Amer Soc. Hortic. Sci.
110(1): 4-8.
Symons, P. R. R., P. J. Hofman and B. N.
Wolstenholme. 1990. Responses to
paclobutrazol of potted ‘Hass’ avocado
trees. [Online] Available http://www.
actahort.org/books/275/275-21.html
(7 November 2011).
Tamas, I. A. 1995. Hormonal Regulation of
Apical Dominance. pp. 572-597. In
Davies, P. J. (ed.) Plant Hormones:
Physiology, Biochemistry and
Molecular Biology. Dordrecht: Kluwer
Academic.
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12
8
Tsegaw, T. 2005. Response of Potato to
Paclobutrazol and Manipulation of
Reproductive Growth under Tropical
Conditions. Doctoral dissertation.
University of Pretoria. 203 p.
Weston, G. D. 1994. Crop Physiology.
Butterworth-Heinemann. Oxford: 270 p.
Yeshitela, T., P. J. Robbertse and P.J.C. Stassen.
2004. Paclobutrazol suppressed
vegetative growth and improved yield as
well as fruit quality of ‘Tommy Atkins’
mango (Mangifera indica) in Ethiopia.
New Zea. J. Crop Hortic. Sci.
32(3): 281-293.
Zhu, L-F., A. van de Peppel, X-Y. Li and
M. Welander. 2004. Changes of leaf
water potential and endogenous
cytokinins in young apple trees treated
with or without paclobutrazol under
drought conditions. Sci. Hortic.
99(2): 133-141.
12
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 13-22
13
ผลของกรดแนฟทาลีนอะซีติกและเบนซิลอะดีนีนต่อความเป็นพิษของฟลูออรีน
และฟลูออแรนทีนในข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47
Effect of Naphthalene Acetic Acid and Benzyladenine on Fluorene
and Fluoranthene Toxicity in Rice cv. RD 47
วราภรณ์ ฉุยฉาย1*
พรรณี ชาติชัย1
และขนิษฐา สมตระกูล2
Waraporn Chouychai1*
, Pannee Chatchai1
and Khanitta Somtrakoon2
1สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ นครสวรรค์ 60000
2ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาสารคาม 44150
1Biology Program, Faculty of Science and Technology, Nakhonsawan Rajabhat University, Nakhonsawan, Thailand 60000
2Department of Biology, Faculty of Science, Mahasarakham University, Mahasarakham, Thailand 44150
*Correspornding author: chouychai@yahoo.com
Abstract
The effect of 2 plant growth regulators, NAA and BA, as concentration 0, 1.0, 10.0 mg/l on growth
of rice cv. RD 47 in 100 mg/kg fluorene or fluoranthene contaminated soil were studied. The results shown
that rice seed immersion in all concentration of NAA and BA did not affect on shoot growth but increased
root fresh weight of seedling growing in fluorene-contaminated soil. Only BA could induce root dried weight
of rice seedlings. For fluoranthene contaminated soil, rice seed immersion in all concentration of NAA and
BA did not affect on shoot and root length but 10 mg/l NAA increased shoot fresh weight and 1.0 mg/l BA
increased root dried weight of rice seedlings significantly when compared with other treatments. Used of
NAA and BA to decrease phytotoxicity of fluorine or fluoranthene contaminated soil is possible.
Keywords: auxin, cytokinin, phytotoxicity, polycyclic aromatic hydrocarbons
บทคัดย่อ
ศึกษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตของ
พืช 2 ชนิด คือ กรดแนฟทาลีนอะซีติก (Naphthalene
acetic acid; NAA) และเบนซิลอะดีนีน (Benzyladenine;
BA) ที่ความเข้มข้น 0, 1.0และ 10.0มก./กก.ต่อการเจริญ
ของข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 ในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนหรือ
ฟลูออแรนทีน 100 มก./กก. พบว่า การแช่เมล็ดข้าวใน
สารละลาย NAA และ BA ทุกระดับความเข้มข้น ไม่มี
ผลต่อการเจริญของยอดข้าวที่ปลูกในดินปนเปื้อน
ฟลูออรีน แต่จะทาให้น้าหนักสดของรากข้าวเพิ่มขึ้น
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยเฉพาะ BA ทุกระดับ
ความเข้มข้นทาให้น้าหนักแห้งของรากข้าวเพิ่มขึ้น
ส่วนในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีน การแช่เมล็ดข้าวใน
สารละลาย NAA และ BA ทุกระดับความเข้มข้น ไม่มี
ผลต่อทั้งความยาวยอดและความยาวราก แต่ NAA 10
มก./ล. ทาให้น้าหนักสดของยอดข้าวมากกว่าต้นกล้า
ข้าวในทรีทเมนต์อื่นๆ และ BA 1.0 มก./ล. ทาให้ต้น
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22
14
กล้าข้าวมีน้าหนักแห้งของรากสูงกว่าทรีทเมนต์อื่นๆ
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ดังนั้น การใช้ NAA และ BA
จึงมีความเป็นไปได้ในการลดความเป็นพิษฟลูออรีน
และฟลูออแรนทีนที่ปนเปื้อนในดินต่อพืช
คาสาคัญ: ความเป็นพิษต่อพืช ไซโทไคนิน
พอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
ออกซิน
คานา
ฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนเป็นสารประกอบ
ในกลุ่มพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ที่อยู่ใน
กลุ่มสารมลพิษที่ต้องเร่งกาจัดออกจากสิ่งแวดล้อมตาม
รายการของ US-EPA (Paraiba etal., 2010) การปนเปื้อน
ฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนมีรายงานโดยทั่วไป เช่น
ในฮ่องกงพบฟลูออรีน 0.001-0.003 มก./กก. และ
ฟลูออแรนทีน 0.003-0.01มก./กก. น้าหนักแห้งของดิน
ในพื้นที่เกษตรกรรม และพบฟลูออรีนประมาณ 0.004
มก./กก. และฟลูออแรนทีน 0.024-0.028 มก./กก.
น้าหนักแห้งของดิน ในพื้นที่เขตเมือง (Zhang et al.,
2006) นอกจากนั้นมีรายงานว่า พบฟลูออรีนและ
ฟลูออแรนทีน 0.008 และ 0.027 มก./กก. ตามลาดับ
ในดินตะกอนของทะเลสาบไปยังเตียน และพบ
ฟลูออรีนและฟลูออแรนทีน 0.08 และ 0.42 มก./กก.
ตามลาดับ ในดินตะกอนของแม่น้าฟู ทางตอนเหนือ
ของประเทศจีน (Hu et al., 2010) และพบฟลูออรีน
0.002-0.023 มก./กก. และฟลูออแรนทีน 0.02-0.18
มก./กก. ในดินในพื้นที่อุตสาหกรรมของประเทศสเปน
(Nadal et al., 2004) เป็นต้น
มีรายงานจานวนมากที่แสดงให้เห็นถึง
ความเป็นพิษต่อพืชของฟลูออรีนและฟลูออแรนทีน
ฟลูออแรนทีน และฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดิน 400
มก./กก. ทาให้ความยาวยอดและความยาวรากของถั่ว
เขียวและถั่วฝักยาวลดลง (ขนิษฐา และคณะ, 2554)
การปนเปื้อนร่วมกันของฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนที่
ความเข้มข้นรวม 400 มก./กก. ทาให้น้าหนักสดทั้งต้น
ของผักบุ้งลดลง (ขนิษฐา และคณะ, 2555) ฟลูออแรนทีน
และฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดิน 400 มก./กก. ทาให้
ความยาวรากของข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว
ลดลง (Somtrakoon and Chouychai, 2013)
สาหรับข้าวที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สาคัญใน
จังหวัดนครสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น มีรายงานว่า
พีเอเอชหลายชนิดเป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของข้าว
ตัวอย่างเช่น การปนเปื้อนร่วมกันของฟลูออรีนและ
ฟลูออแรนทีนที่ความเข้มข้นรวม 20 มก./กก. ทาให้
ความยาวรากของต้นกล้าข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ลดลง
ส่วนความเข้มข้นรวมที่ทาให้ความยาวยอดและ
น้าหนักสดทั้งต้นลดลงเป็น 200 และ 400 มก./กก.
ตามลาดับ (ขนิษฐา และคณะ, 2555) แต่การปนเปื้อน
ของฟลูออแรนทีนเพียงชนิดเดียวที่ความเข้มข้น 2-200
มก./กก. ไม่มีผลต่อการเจริญของต้นกล้าข้าวเหนียว
พันธุ์เดียวกัน (ขนิษฐา และคณะ, 2554) ฟลูออแรนทีน
และฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดิน 200 มก./กก. ยังทาให้
ความยาวยอด ความยาวราก และน้าหนักสดทั้งต้น
ของต้นกล้าข้าวเจ้าพันธุ์หอมดอกมะลิ 105 ลดลงด้วย
(Somtrakoon and Chouychai, 2013)
การใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
เพื่อลดความเป็นพิษของสารมลพิษต่อพืชนั้น ได้มี
การศึกษาอย่างกว้างขวางทั้งกับโลหะหนักและสารมลพิษ
อินทรีย์ เช่น การใช้กรดอินโดลอะซีติก (Indoleacetic
acid; IAA) พร้อมกับตะกั่วกับทานตะวันที่เจริญแบบ
ไฮโดรโพนิกส์ ทาให้การเจริญของยอดและรากของ
ทานตะวันที่ได้รับตะกั่ว แข็งแรงกว่าการได้รับโลหะ
หนักเพียงอย่างเดียว (Fassler et al., 2010) การให้
บราสสิโนสเตอรอยด์แก่ต้นมะเขือเทศ ที่สัมผัสกับ
ฟีแนนทรีนหรือไพรีนแบบไฮโดรโพนิกส์ ทาให้ความ
ยาวยอด ความยาวราก และระดับคลอโรฟิลล์ของ
มะเขือเทศแข็งแรง เมื่อเทียบกับต้นที่ไม่ได้รับบราสสิโน
สเตอรอยด์ (Ahammed et al., 2012) อย่างไรก็ตาม
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 13-22
15
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จของการใช้สารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชนั้น นอกจากชนิดและความเข้มข้น
ของสารควบคุมการเจริญเติบโตนั้นแล้ว ชนิดและความ
เข้มข้นของสารมลพิษเอง ก็ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของ
สารควบคุมการเจริญเติบโตด้วย เช่น การแช่เมล็ด
ข้าวโพดในสารละลายไทเดียซูรอน (Thidiazuron: TDZ)
1.0 มก./ล. สามารถส่งเสริมการเจริญของข้าวโพดใน
ดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีน 10 มก./กก. ได้ แต่ไม่ได้ผล
ถ้าปริมาณฟลูออรีนในดินเพิ่มขึ้นเป็น 100 มก./กก.
(วราภรณ์ และคณะ, 2554) การแช่เมล็ดผักกวางตุ้ง
ในสารละลายกรดอินโดลบิวไทริก (Indolebutyric acid:
IBA) 1.0-10.0 มก./ล. แล้วนาไปเพาะในดินที่ปนเปื้อน
แอลฟาเอนโดซัลแฟน 20 มก./กก. ทาให้การเจริญ
เติบโตของผักกวางตุ้งดีขึ้นได้เมื่อเทียบกับต้นที่ไม่ได้
รับสารควบคุมการเจริญเติบโต (Chouychai, 2012)
แต่จะไม่ได้ผลถ้านาไปเพาะในทรายที่ปนเปื้อนเอนโด
ซัลแฟนซัลเฟต 4-100 มก./กก. (ขนิษฐา และมาลียา,
2555)
ดังนั้น ในการศึกษานี้ได้ศึกษาผลของการใช้
NAA ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชกลุ่ม
ออกซิน และ BA ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของ
พืชกลุ่มไซโทไคนิน ในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน
เพื่อลดความเป็นพิษของฟลูออรีนหรือฟลูออแรนทีน
ต่อการเจริญระยะต้นกล้าของข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47
ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในจังหวัดชัยนาท และ
นครสวรรค์พันธุ์หนึ่ง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ
ศึกษาการออกฤทธิ์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตใน
สภาวะที่พืชได้รับสารพิษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการ
นาไปใช้งานทั้งทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อมต่อไป
อุปกรณ์และวิธีการ
เก็บตัวอย่างดินที่ไม่มีประวัติการปนเปื้อน
สารประกอบในกลุ่มพอลิไซคลิก อะโรมาติก
ไฮโดรคาร์บอน มาจากศูนย์การศึกษาเกษตรเขาแรด
คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ นาไปวิเคราะห์
คุณสมบัติพื้นฐานของดินที่บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง
กรุงเทพฯ พบว่า เป็นดินด่าง (pH 8.9) มีปริมาณ
ฟอสฟอรัสต่า (น้อยกว่า 0.29 กรัม/100 กรัมน้าหนัก
แห้งของดิน) มีไนโตรเจนทั้งหมด 0.21 กรัม/100 กรัม
น้าหนักแห้งของดินโพแทสเซียมทั้งหมด 0.13 กรัม/
100 กรัมน้าหนักแห้งของดิน และสารอินทรีย์ในดิน
1.78 กรัม/100 กรัมน้าหนักแห้งของดิน
เตรียมดินที่ปนเปื้อนโดยชั่งฟลูออรีน (Sigma-
aldrich ประเทศเยอรมัน ความบริสุทธิ์ร้อยละ 98) และ
ฟลูออแรนทีน (Fluka ประเทศสหรัฐอเมริกา ความ
บริสุทธิ์ร้อยละ 99) แล้วละลายด้วยอะซีโตน จากนั้นจึง
เติมลงในดินให้ได้ความเข้มข้นเป็น 100 มก./กก. ดินที่
เติมเฉพาะอะซิโตน ใช้เป็นชุดควบคุมที่ 0 มก./กก. ผึ่ง
ดินไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้อะซิโตนระเหยไปให้หมด
ก่อนใช้เพาะเมล็ด
แช่เมล็ดข้าวพันธุ์ กข 47 (Oryza sativa) ที่
ได้รับความอนุเคราะห์จากเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท
ในสารละลายต่างๆ ต่อไปนี้ คือ BA 1.0 และ 10.0 มก./ล.
และ NAA 1.0 และ 10.0 มก./ล. เป็นเวลา 3 ชั่วโมง
แล้วจึงนาไปเพาะบนจานแก้วที่มีดินที่ผสมฟลูออรีน
หรือฟลูออแรนทีนจานละ 10 เมล็ด จานวน 3 จานต่อ
ทรีทเมนต์ โดยมีเมล็ดที่แช่ในน้ากลั่นเป็นชุดควบคุม
ซึ่งจะเพาะลงในดินที่ปนเปื้อนและไม่ปนเปื้อนฟลูออรีน
หรือฟลูออแรนทีนเมื่อครบ 10 วัน นาต้นกล้าที่งอก
ทั้งหมดมาวัดความยาวของยอดและราก น้าหนักสดและ
น้าหนักแห้งของยอดและราก ทดสอบความแตกต่าง
ทางสถิติด้วย One-way ANOVA และ Tukey’s test ที่
ระดับนัยสาคัญ 0.05
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22
14
ผลการทดลอง
ผลของ NAA และ BA ต่อความเป็นพิษของ
ฟลูออรีน
การเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าวเจ้าพันธุ์
กข 47 ในดินที่มีและไม่มีฟลูออรีน ไม่มีความแตกต่าง
กันทั้งการเจริญเติบโตของยอดและราก ตัวอย่างเช่น
ความยาวรากของต้นกล้าข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่
ไม่ปนเปื้อนเป็น 9.4±2.6 ซม. ส่วนความยาวรากของ
ต้นกล้าข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนเป็น
8.1±2.9 ซม. (Figure 1, Table 1 and 2) ซึ่งแสดงว่า
ฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดินที่ความเข้มข้น 100 มก./กก.
ไม่มีความเป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของข้าวเจ้าพันธุ์
นี้ การแช่เมล็ดข้าวในสารละลาย NAA หรือ BA ก่อน
นาไปเพาะในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนนั้น พบว่า ไม่ได้
ทาให้การเจริญของต้นกล้าข้าวสูงกว่าต้นที่มาจาก
เมล็ดที่แช่น้ากลั่น แล้วจึงนาไปเพาะในดินที่ปนเปื้อน
ฟลูออรีน (Table 1) การแช่เมล็ดข้าวในสารละลาย
NAA หรือ BA ไม่มีผลต่อความยาวรากของต้นกล้าข้าว
แต่ทาให้น้าหนักสดของรากข้าวสูงกว่าต้นที่มาจาก
เมล็ดที่แช่น้ากลั่น แล้วเพาะในดินที่ไม่ปนเปื้อน
ฟลูออรีนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยต้นกล้าข้าวที่
ได้รับ NAA หรือ BA มีน้าหนักสดของรากอยู่ระหว่าง
0.06-0.07 กรัม ส่วนต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่น้ากลั่นแล้ว
เพาะในดิน ที่ไม่ปนเปื้อนฟลูออรีนมีน้าหนักสดของราก
เป็น 0.05±0.01 กรัม นอกจากนั้น การแช่เมล็ดใน
สารละลาย BA ทุกความเข้มข้น ทาให้น้าหนักแห้งของ
รากข้าวมากกว่าต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่น้ากลั่น แล้ว
เพาะในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติ แต่ต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่ในสารละลาย NAA ทุก
ความเข้มข้น มีน้าหนักแห้งของรากไม่ต่างจากต้นที่มา
จากเมล็ดที่แช่น้ากลั่น โดยต้นกล้าข้าวที่ได้รับ BA มี
น้าหนักแห้งของรากอยู่ระหว่าง 0.022-0.023 กรัม
ส่วนต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่น้ากลั่นหรือ NAA มีน้าหนัก
แห้งของรากอยู่ระหว่าง 0.019-0.020 กรัม (Table 2)
Figure 1 Rice seedling of each treatment growing in 100 mg/kg fluorine-contaminated soil
or non-contaminated soil (control) for 10 days
16
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 13-22
15
Table 1 Shoot length, shoot fresh weight and shoot dried weight of rice cv. RD47 induced with various
concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluorene-(FLU) contaminated soil for 10 days
Treatment Shoot length
(cm)
Shoot fresh weight
(g)
Shoot dried weight
(g)
Non-contaminated soil 7.7±2.9a 0.03±0.01a 0.004±0.001a
FLU 10.3±4.0a 0.04±0.02a 0.005±0.002a
FLU+NAA 1.0 mg/l 10.4±4.4a 0.04±0.01a 0.004±0.002a
FLU+NAA 10 mg/l 10.3±3.8a 0.04±0.03a 0.007±0.01a
FLU+BA 1.0 mg/l 10.2±3.1a 0.04±0.01a 0.006±0.002a
FLU+BA 10 mg/l 8.8±4.6a 0.03±0.02a 0.004±0.002a
Table 2 Root length, root fresh weight and root dried weight of rice cv. RD 47 induced with various
concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluorene-(FLU) contaminated soil for 10 days
Treatment Root length
(cm)
Root fresh weight
(g)
Root dried weight
(g)
Non-contaminated soil 9.4±2.6a 0.05±0.01b 0.02±0.002ab
FLU 8.1±2.9a 0.06±0.01ab 0.019±0.004b
FLU+NAA 1.0 mg/l 8.4±3.1a 0.07±0.01a 0.02±0.005b
FLU+NAA 10 mg/l 8.5±1.8a 0.06±0.009ab 0.02±0.004b
FLU+BA 1.0 mg/l 8.8±2.1a 0.07±0.02a 0.022±0.005a
FLU+BA 10 mg/l 8.0±3.9a 0.07±0.02a 0.023±0.004a
ผลของ NAA และ BA ต่อความเป็ นพิษของ
ฟลูออแรนทีน
การเจริญของต้นกล้าข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 ใน
ดินที่มีและไม่มีฟลูออแรนทีน ไม่มีความแตกต่างกัน
เมื่อพิจารณาจากทั้งความยาวและน้าหนักสดของยอด
และราก แต่ต้นที่เจริญในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีน
มีน้าหนักแห้งทั้งของยอดและรากสูงกว่าต้นที่ปลูกใน
ดินที่ไม่ปนเปื้อนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยต้นที่
เจริญเติบโตในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีนมีน้าหนัก
แห้งของยอดและของรากเป็น 0.01±0.002 กรัม และ
0.025±0.003 กรัม ตามลาดับ ส่วนของต้นที่ปลูกในดิน
ไม่ปนเปื้อนมีค่าเป็น 0.008±0.001 กรัม และ 0.019±
0.003 กรัม ตามลาดับ (Figure 2, Table 3 and 4)
แสดงว่า ฟลูออแรนทีนที่ปนเปื้อนในดินที่ความเข้มข้น
100 มก./กก. ไม่มีความเป็นพิษต่อการเจริญของข้าวเจ้า
พันธุ์นี้ การกระตุ้นเมล็ดด้วยสารละลาย NAA และ BA
ทุกความเข้มข้น ไม่มีผลต่อความยาวยอดและความ
ยาวรากของต้นกล้าข้าว การกระตุ้นเมล็ดด้วย NAA
10 มก./ล. ทาให้น้าหนักสดของยอดข้าวเป็น 0.06±0.01
กรัม ซึ่งมากกว่าต้นกล้าข้าวในทรีทเมนต์อื่นๆ ที่ได้
รับฟลูออแรนทีนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ แต่ทาให้
น้าหนักสดของรากเป็น 0.04±0.02 กรัม ซึ่งต่ากว่าต้น
กล้าข้าวในทรีทเมนต์อื่นๆ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
เช่นกัน (Table 3 and 4) การกระตุ้นเมล็ดด้วย NAA
17
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22
18
1.0 มก./ล. หรือ BA 10 มก./ล. ทาให้น้าหนักแห้งของ
ยอดข้าวน้อยกว่าต้นกล้าข้าวที่ปลูกในดินที่ไม่ปนเปื้อน
ฟลูออแรนทีน แต่การกระตุ้นเมล็ดด้วย BA 1.0 มก./ล.
ทาให้ต้นกล้ามีน้าหนักแห้งของยอดอยู่ในระดับ
เดียวกับต้นกล้าข้าวที่ปลูกในดินที่ปนเปื้อน และไม่
ปนเปื้อนฟลูออแรนทีน โดยไม่ได้กระตุ้นด้วยสาร
ควบคุมการเจริญเติบโต คืออยู่ในช่วง 0.008-0.01 กรัม
ซึ่งสูงกว่าน้าหนักแห้งของยอดในทรีทเมนต์ที่เหลือ
(Table 3) ส่วนน้าหนักแห้งของรากข้าวนั้น พบว่า ต้น
กล้าข้าวที่เจริญในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีนโดย
ไม่ได้กระตุ้นด้วยฟลูออแรนทีน และต้นกล้าข้าวที่มา
จากเมล็ดที่แช่ BA 1.0 มก./ล. มีน้าหนักแห้งของราก
สูงกว่าทรีทเมนต์อื่นๆ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
Figure 2 Rice seedling of each treatment growing in 100 mg/kg fluoranthene-contaminated soil
or non-contaminated soil (control) for 10 days
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 13-22
15
Table 3 Shoot length, shoot fresh weight and shoot dried weight of rice cv. RD 47 induced with various
concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluoranthene-(FLT) contaminated soil
for 10 days
Treatment Shoot length
(cm)
Shoot fresh weight
(g)
Shoot dried weight
(g)
Non-contaminated soil 12.1±3.0a 0.05±0.01ab 0.008±0.001b
FLT 11.6±5.1a 0.04±0.02b 0.01±0.002a
FLT+NAA 1.0 mg/l 10.8±5.2a 0.04±0.02b 0.004±0.003c
FLT+NAA 10 mg/l 13.3±4.5a 0.06±0.01a 0.006±0.002bc
FLT+BA 1.0 mg/l 8.8±4.5a 0.03±0.02b 0.009±0.002ab
FLT+BA 10 mg/l 10.6±4.6a 0.04±0.02b 0.005±0.004c
Table 4 Root length, root fresh weight and root dried weight of rice cv. RD47 induced with various
concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluoranthene-(FLT) contaminated soil
for 10 days
Treatment Root length
(cm)
Root fresh weight
(g)
Root dried weight
(g)
Non-contaminated soil 8.6±3.2a 0.07±0.01a 0.019±0.003b
FLT 8.5±2.8a 0.08±0.01a 0.025±0.003a
FLT+NAA 1.0 mg/l 8.3±3.6a 0.06±0.01a 0.018±0.003b
FLT+NAA 10 mg/l 8.1±2.1a 0.04±0.02b 0.018±0.005b
FLT+BA 1.0 mg/l 8.2±3.0a 0.06±0.01a 0.025±0.005a
FLT+BA 10 mg/l 8.6±2.9a 0.06±0.01a 0.018±0.005b
วิจารณ์และสรุปผลการทดลอง
NAA และ BA เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโต
ที่มีการใช้งานทางการเกษตรอย่างกว้างขวาง NAA
นั้น นิยมใช้ในการเร่งรากกิ่งปักชา (ธีระยุทธ และคณะ,
2550) และการชักนาให้เกิดรากของยอดพิเศษในการ
เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (อนุพันธ์ และพันธิตรา, 2549) BA
ใช้ในการควบคุมทรงพุ่มของไม้ผล เช่น แอปเปิ้ลและ
เชอร์รี โดยกระตุ้นให้สร้างยอดใหม่ โดยเฉพาะการ
แตกของตาข้าง ใช้ในการฉีดพ่นเพื่อลดปริมาณผลไม้ที่
ติดผลมากเกินไป เพื่อให้ผลที่เหลือมีขนาดใหญ่ขึ้น
(Buban, 2000) ในการศึกษานี้ NAA และ BA สามารถ
ส่งเสริมการเจริญของต้นกล้าข้าวได้ทั้งในดินที่
ปนเปื้อนฟลูออรีนและฟลูออแรนทีน แต่การออกฤทธิ์
ต่างไป คือ ในดินปนเปื้อนฟลูออรีน ทั้ง NAA และ BA
จะเพิ่มน้าหนักสด และโดยเฉพาะ BA เพิ่มน้าหนักแห้ง
ของรากเมื่อเทียบกับต้นที่ไม่ได้รับสารควบคุมการ
เจริญเติบโตโดยไม่มีผลต่อยอด ส่วนในดินที่ปนเปื้อน
ฟลูออแรนทีน NAA จะเพิ่มน้าหนักสดของยอด ส่วน
BA เพิ่มน้าหนักแห้งของรากซึ่งจะเห็นว่า BA ที่เป็น
19
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22
22
สารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มไซโตไคนินส่งเสริม
การเจริญของข้าวพันธุ์ กข 47 ได้ดีกว่า NAA ที่เป็น
สารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มออกซิน
สารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มไซโตไคนิน
นอกจากจะส่งเสริมการแตกทรงพุ่มของพืช โดยลดการ
ข่มของตายอดแล้ว ไซโตไคนินยังส่งผลต่อเนื้อเยื่อ
เจริญของทั้งยอดและราก โดยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเจริญ
ของรากพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรมากขึ้น และกระตุ้น
ให้เนื้อเยื่อเจริญที่ปลายยอดเพิ่มจานวนมากขึ้น (Ioio
et al., 2008) โดยปกติการทางานระหว่างไซโตไคนิน
กับกรดแอบไซซิกในพืชจะตรงข้ามกัน ตัวอย่างเช่น
กรดแอบไซซิกยับยั้งการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ในต้น
กล้าของ Pinus nigra แต่ไซโตไคนินจะส่งเสริม (Jelic
and Bogdanovic, 1989) ในขณะที่การที่พืชได้รับ
ฟลูออแรนทีนจะทาให้พืชมีระดับของกรดแอบไซซิก
ภายในเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น ถั่วลันเตาที่ได้รับฟลูอแรนทีน
ในหลอดทดลอง จะมีระดับกรดแอบไซซิกภายใน
เนื้อเยื่อมากขึ้นตามระดับฟลูออแรนทีนที่พืชได้รับ แต่
ถ้าเพิ่ม BA ลงในอาหารพร้อมกับฟลูออแรนทีน การ
เพิ่มขึ้นของกรดแอบไซซิกจะน้อยลงเมื่อเทียบกับ
ถั่วลันเตาที่ไม่ได้รับ BA (Vanova et al., 2009) การที่
BA สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าว
พันธุ์ กข 47 ได้ จึงน่าจะเป็นเพราะการที่ BA ช่วยยับยั้ง
การสร้างกรดแอบไซซิกที่ถูกกระตุ้น ด้วยการสัมผัส
กับสารมลพิษ การศึกษาผลของสารมลพิษต่อการ
เจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจที่สาคัญ เช่น ข้าว รวมทั้ง
การศึกษาความเป็นไปได้ในการกระตุ้นการเจริญเติบโต
เมื่อเผชิญกับสภาวะเครียด จากการปนเปื้อนสารมลพิษ
ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรในสภาวะที่
ปัญหาการปนเปื้อนของสารมลพิษทวีความสาคัญขึ้น
ตลอดเวลา ซึ่งควรมีการศึกษาผลของสารควบคุมการ
เจริญเติบโตต่อการเจริญของพืชในสภาวะที่มีสาร
มลพิษในระยะยาว รวมทั้งศึกษาถึงระดับฮอร์โมน
ภายในพืช และผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อ
การสะสมสารมลพิษในพืชต่อไป
เอกสารอ้างอิง
ขนิษฐา สมตระกูล ดวงกมล ผลาผล จาปี ไชยเมืองคูณ
และวราภรณ์ ฉุยฉาย. 2554. ความเป็นพิษ
ของฟลูออแรนทีนและฟีแนนทรีนที่ปนเปื้อน
ในดินต่อการเจริญของพืชเศรษฐกิจระยะ
ต้นกล้า. วารสารวิชาการและวิจัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน
4(1): 19-26.
ขนิษฐา สมตระกูล ดวงกมล ผลาผล และ
วราภรณ์ ฉุยฉาย. 2554. การงอกและ
การเจริญเติบโตระยะต้นกล้าของถั่วเขียว
และถั่วฝักยาวในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีน
และฟลูออแรนทรีน. วารสารวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
13(4): 59-66.
ขนิษฐา สมตระกูล ดวงกมล ผลาผล จาปี ไชยเมืองคูณ
และวราภรณ์ ฉุยฉาย. 2555. ความเป็นพิษ
ร่วมกันของฟีแนนทรีน ฟลูออรีน และ
ฟลูออแรนทรีนต่อการเจริญระยะต้นกล้าของ
ข้าวเหนียว พันธุ์ กข. 6 และผักบุ้ง.
วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
มงคลตะวันออก 5(1): 35-45.
ขนิษฐา สมตระกูล และมาลียา เครือตราชู. 2555.
ผลของกรดอินโดลบิวไทริกต่อการเจริญ
ในระยะต้นกล้าของผักกวางตุ้งที่ปลูกในทราย
ที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟน-ซัลเฟต.
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
30(1): 14-24.
ธีระยุทธ นาคแดง ธวัชชัย สาบัว สุภัทร์ อิศรางกูร
ณ อยุธยา อโนมา ดงแสนสุข และรวมชาติ
แต่พงษ์โสรัถ. 2550. ผลของตาแหน่งกิ่ง
และ NAA ต่อการออกรากของโอลีฟที่ปักชา
ในสภาพถุงชื้น. แก่นเกษตร 35(พิเศษ):
99-104.
20
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 13-22
21
วราภรณ์ ฉุยฉาย จตุรพร ดอนรอดไพร
สายสวาท เม่นสุวรรณ์ วณิชชา คงตุ้ม
และนันธพร ศิลป์สมบูรณ์. 2554. ผลของ
ไทเดียซูรอนต่อการเจริญของต้นอ่อน
ข้าวโพดในดินด่างที่ปนเปื้อนฟลูออรีน.
แก่นเกษตร 39(พิเศษ): 316-320.
อนุพันธ์ กงบังเกิด และพันธิตรา กมล. 2549.
ผลของไซโตไคนินและออกซินต่อการพัฒนา
ของเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงกระเจียวขาว.
วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
นเรศวร. 2: 183-201.
Ahammed, G. J., H. Yuan, J. O. Ogweno, Y. Zhou,
X. Xia, W. Mao, K. Shi and J. Yu. 2012.
Brassinosteroid alleviates phenanthrene
and pyrene phytotoxicity by increasing
detoxification activity and photosynthesis in
tomato. Chemosphere 86: 546-555.
Buban, T. 2000. The use of benzyladenine in
orchardfruit growing: a mini review.
Plant Growth Regulat. 32: 381-390.
Chouychai, W. 2012. Effect of some plant
growth regulators on lindane and alpha-
endosulfan toxicity to Brassica chinensis.
J. Environ. Biol. 33(4): 811-816.
Fässler, E., M. W. Evangelou, B. H. Robinson
and R. Schulin. 2010. Effects of indole-
3-acetic acid (IAA) on sunflower growth
and heavy metal uptake in combination
with ethylenediamine disuccinic acid
(EDDS). Chemosphere 80: 901-907.
Hu, G., X. Luo, F. Li, J. Dai, J. Guo, S. Chen,
C. Hong, B. Mai and M. Xu. 2010.
Organochlorine compounds and polycyclic
aromatic hydrocarbons in surface sediment
from Baiyangdian Lake, north China:
Concentration, sources profiles and
potential risk. J. Environ. Sci.
22: 176-183.
Ioio, R. D., F. S. Linhares and S. Sabatini. 2008.
Emerging role of cytokinin as a regulator
of cellular differentiation. Curr. Opin.
Plant Biol. 11: 23-27.
Jelic, G. and M. Bogdanovic. 1989. Antagonism
between abscisic acid and cytokinin in
chlorophyll synthesis in pine seedlings.
Plant Sci. 61: 197-202.
Nadal, M., M. Schuhmacher and J. L. Domingo.
2004. Levels of PAHs in soil and
vegetation samples from Tarragona County,
Spain. Environ. Pollut. 132: 1-11.
Paraíba, L. C., N. S. C. Queiroz, A. de Holanda
Nunes Maia and V. L. Ferracini. 2010.
Bioconcentration factor estimates of
polycyclic aromatic hydrocarbons in
grains of corn plants cultivated in soils
treated with sewage sludge. Sci. Total
Environ. 408: 3270-3276.
Somtrakoon, K. and W.Chouychai. 2013.
Phytotoxicity of Single and Combine
Polycyclic Aromatic Hydrocarbons toward
Economic Crops. Russian J. Plant
Physiol. 60(1): 139-148.
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22
22
Vanova, L., M. Kummerova, M. Klems and
S. Zezulka. 2009. Fluoranthene influences
endogenous abscisic acid level and primary
photosynthetic processes in pea (Pisum
sativum L.) plants in vitro.
Plant Growth Regulat. 57: 39-47.
Zhang, H. B, Y. M. Luo, M. H. Wong, Q. G. Zhao
and G. L. Zhang. 2006. Distribution and
concentrations of PAHs in Hong Kong soils.
Environ. Pollut. 141: 107-114 .
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 23-32
23
การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยระบบน้าหมุนเวียน
The Culture of Hybrid Catfish with Recirculation System
กมลวรรณ ศุภวิญญู1*
ยุทธนา สว่างอารมณ์1
ศิลป์ ชัย มณีขัติย์2
และณิชาพล บัวทอง1
Kamonwan Suphawinyoo1*
, Yuttana Savangarrom1
, Sinchai Maneekat2
and Nichapon Baotong1
1
มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ชุมพร 86170
2
ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900
1
Maejo University at Chumphon Lamae, Chumphon, Thailand 86170
2
Department of Fishery Biology, Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Bangkok, Thailand 10900
*Correspornding auther: kamonwans@mju.ac.th
Abstract
The cultivation of hybrid catfish in water recirculating system from water (or pond) morning glory
and lettuce cultivation was experimented at Maejo University at Chumphon during December 2010 to April
2011 for 120 days period. Whereof in the 1st
treatment, it was the hybrid catfish cultivation in water 50%
transferred every 7 days round, the 2nd
treatment was the hybrid catfish cultivation in water circulate through
the treatment system that planted lettuce in recirculation system and the 3rd
treatment was hybrid catfish
cultivation in water circulate through the treatment system that planted water morning glory in water
recirculation system. From the study result, it was found that the catfish survival rates of each treatment
were 41±3.1, 55±2.8 and 65±7.1%, respectively whereas in the 3rd
treatment had the catfish survival rate
higher than the 2nd
treatment and the 1st
treatment, statistically significant level (P<0.05) and in the 3rd
treatment, the catfish growth rate was the highest value approximately at 1.4±0.06 grams/day while in the
1st
and the 2nd
treatments, the growth rate were 0.9±0.23 and 0.9±0.07 grams/day, respectively. In the 3rd
treatment 3, the water morning glory could yield 4 crops, the total harvest production was 9,210 grams and
the 2nd
treatment could produce 2 crops of lettuce that yielded total weight of 1,023 grams. When the total
nitrogen contents in water were measured throughout the experiment period it was found that in the 1st
treatment, there was the lowest total nitrogen content in water is 7.1±5.9 mg/l, followed by the 3rd
and 2nd
treatments that their total nitrogen content in water were 16.7±22.4 and 18.0±32.1 mg/l, respectively. It was
also found that in the 2nd
treatment, there was the highest phosphorus content in water, equally to 4.7±0.09
mg/l, followed by the 3rd
and 1st
that equaled to 3.9±0.61 and 2.6±0.98 mg/l, respectively. Throughout the
experiment, there were measurement of water quality in various factors, including temperature, pH, amount
of alkalinity, ammonia-nitrogen content and nitrite–nitrogen content. These factors were found to be suitable
for cultivation except the dissolved oxygen content in the water was in the lower level than the standard
level for aquaculture cultivation in all treatments. However, because the hybrid catfish is the fish having a
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32
24
special respiratory organs (dendrites) that the fish can live in water with low dissolved oxygen content. The
benefit of hybrid catfish in circulating water of the hydroponic vegetable cultivation could enable the farmer
unnecessary to keep changing water constantly through 120 days period of the hybrid catfish cultivation that
could reduce the water use necessary for the fish cultivation up to 78% when compared with the regular fish
cultivation system that needed the water transference to 50% of water quantity every 7 days. The catfish
cultivation in circulating water system can be solved problem for the farmers when the fresh water is lacked
during the dry season. Farmers can be encouraged to make it as a path of career.
Keywords: hybrid catfish, culture, Chinese cabbage, lettuce and water recirculation system
บทคัดย่อ
การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยระบบน้า
หมุนเวียนที่มีการบาบัดน้าด้วยผักบุ้งจีน และ
ผักกาดหอม ดาเนินการทดลองที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้–
ชุมพร ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือน
เมษายน พ.ศ. 2554 เป็นระยะเวลา 120 วัน โดยในชุด
การทดลองที่ 1เป็นการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่มีการ
เปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่มีการบาบัดน้าผ่านระบบการ
ปลูกผักกาดหอม และชุดการทดลองที่ 3 เลี้ยงปลาดุก
ลูกผสมที่มีการบาบัดน้าผ่านระบบการปลูกผักบุ้งจีน
จากการศึกษา พบว่า อัตราการการรอดตายของแต่ละ
ชุดการทดลองมีค่า เท่ากับ 41±3.1, 55±2.8 และ
65±7.1% ตามลาดับ โดยในชุดการทดลองที่ 3 มีอัตรา
การรอดตายสูงกว่าชุดการทดลองที่ 2 และชุดการ
ทดลองที่ 1 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) และ
ในชุดการทดลองที่ 3 ปลาดุกมีอัตราการเจริญเติบโต
สูงที่สุด มีค่าเท่ากับ 1.4±0.06 กรัม/วัน ส่วนในชุดการ
ทดลองที่ 1 และ 2 มีอัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ
0.9±0.23 และ 0.9±0.07 กรัม/วัน ตามลาดับ ในชุด
การทดลองที่ 3 สามารถผลิตผักบุ้งจีนได้ถึง 4 ครั้ง
โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทั้งสิ้น 9,210 กรัม
และในชุดการทดลองที่ 2 สามารถผลิตผักกาดหอมได้
2 ครั้ง มีน้าหนักทั้งสิ้น 1,023 กรัม เมื่อทาการตรวจวัด
ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในน้าเฉลี่ยตลอดการทดลอง
พบว่า ในชุดการทดลองที่ 1 มีปริมาณไนโตรเจน
ทั้งหมดในน้าต่าที่สุดเท่ากับ 7.1±5.9 มก./ล. รองลงมา
คือ ชุดการทดลองที่ 3 และ 2 มีปริมาณไนโตรเจน
ทั้งหมดในน้าเท่ากับ 16.7±22.4 และ 18.0± 32.1 มก./ล.
ตามลาดับ แต่กลับพบว่า ในชุดการทดลองที่ 2 มีปริมาณ
ฟอสฟอรัสทั้งหมดในน้าสูงที่สุด เท่ากับ 4.7±0.09 มก./ล.
รองลงมา คือ ชุดการทดลอง ที่ 3 และ 1 มีปริมาณ
เท่ากับ 3.9±0.61 และ 2.6±0.98 มก./ล. ตามลาดับ
ตลอดการทดลองมีการตรวจวัดค่าคุณภาพน้าในด้าน
ต่างๆ ได้แก่ อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ปริมาณ
ความเป็นด่าง ปริมาณแอมโมเนีย–ไนโตรเจน และ
ปริมาณไนไตรท์–ไนโตรเจน พบว่า มีความเหมาะสม
ต่อการเลี้ยง ยกเว้นปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้า
จะอยู่ในระดับที่ต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานของการ
เพาะเลี้ยงสัตว์น้าในทุกชุดการทดลอง อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากปลาดุกลูกผสมเป็นปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจ
(เดนไดรท์) จึงทาให้ปลาดุกสามารถดารงชีวิตในน้าที่มี
ปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่าได้ ประโยชน์ของการ
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมในระบบน้าหมุนเวียนด้วยระบบ
ผักไฮโดรโพนิกส์ ทาให้เกษตรกรไม่จาเป็นต้องเปลี่ยน
ถ่ายน้าตลอดการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมเป็นระยะเวลา
120 วัน ทาให้ลดการใช้น้าในการเลี้ยงปลาลงได้ถึง 78%
เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงปลาแบบระบบปกติที่มี
การเปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน การเลี้ยงปลาดุก
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 23-32
25
ในระบบน้าหมุนเวียนนี้ สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับ
เกษตรกร เมื่อเกิดการขาดแคลนน้าจืดในช่วงฤดูแล้ง
ได้เป็นอย่างดี ทาให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้
คาสาคัญ: การเลี้ยง ปลาดุกลูกผสม ผักบุ้งจีน
ผักกาดหอม และระบบน้าหมุนเวียน
คานา
ปัญหาความแห้งแล้งได้กลายเป็นปัญหาใหญ่
และสาคัญมากของประเทศไทยในปัจจุบัน จากปัญหา
ดังกล่าว จึงต้องมีการแก้ไขในเรื่องการจัดการน้าอย่าง
มีประสิทธิภาพเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และการทา
เกษตรกรรม ถ้าเกษตรกรสามารถหมุนเวียนน้า
กลับมาใช้ใหม่ได้ โดยผ่านกระบวนการบาบัดน้าที่มี
ประสิทธิภาพ จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้าใน
ระยะยาวของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้า การ
เพาะเลี้ยงสัตว์น้าด้วยระบบน้าหมุนเวียน คือ การ
เพาะเลี้ยงสัตว์น้าโดยมีการนาน้าจากระบบการ
เพาะเลี้ยงหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบบาบัดน้า
ที่ทาให้น้ามีคุณภาพเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า
ส่วนใหญ่การเลี้ยงสัตว์น้าด้วยระบบน้าหมุนเวียน นิยม
ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ากร่อย และสัตว์ทะเล เพื่อลด
ค่าใช้จ่ายในการนาน้าทะเลมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์
น้าของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลจากทะเล และลดการ
ปล่อยน้าเค็มลงสู่แหล่งน้าจืด ตัวอย่างเช่น การอนุบาล
กุ้งก้ามกรามวัยอ่อนด้วยระบบน้าหมุนเวียน (สุรังษี,
2548; กมลวรรณ, 2548) การเลี้ยงปลากะรังในระบบ
น้าหมุนเวียน (ยงยุทธ และคณะ, 2546) และการเลี้ยง
หอยเป๋าฮื้อในระบบน้าหมุนเวียน (ชูสินธ์ และคณะ,
2550) เป็นต้น
ปลาดุกลูกผสม (Clarias macrocephalus x
C. gariepinus) เป็นปลาเศรษฐกิจที่นิยมเลี้ยงและ
บริโภค ซึ่งมีผลผลิตมากเป็นอันดับที่ 2 ของผลผลิต
สัตว์น้าจืดทั้งหมด (กรมประมง, 2549) เนื่องจากเป็น
ปลาที่เลี้ยงง่าย มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว สามารถ
เลี้ยงด้วยอัตราความหนาแน่นสูงได้ และการลดต้นทุน
การผลิตปลาดุก โดยการให้อาหารสดจาพวกไส้ไก่
โครงไก่สับเป็นอาหาร จะส่งผลต่อปัญหาในเรื่อง
คุณภาพน้าของการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม เนื่องจากมี
ปริมาณของแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ไนไตรท์-ไนโตรเจน
และไนเตรท-ไนโตรเจน ในน้าค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลให้
ปลาเครียด ไม่กินอาหาร และทาให้การเจริญเติบโต
หยุดชะงักลง ดังนั้น จึงจาเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่าย
น้าปลาดุกทุกๆ 15 วัน ของการเลี้ยงปลาดุก (มั่นสิน
และไพพรรรณ, 2544; สุทิน และคณะ, 2548) คณะ
ผู้วิจัยมีแนวคิดว่า ถ้าสามารถลดการใช้น้าในการ
เปลี่ยนถ่ายน้า เพื่อเลี้ยงปลาดุกลูกผสมโดยปรับเปลี่ยน
วิธีการเลี้ยง เป็นการเลี้ยงปลาดุกด้วยระบบน้าหมุนเวียน
น่าจะส่งผลดีให้กับระบบการเลี้ยงปลาดุกในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้เสริมจากการขายผัก
ปลอดสารพิษ ซึ่งในขณะนี้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็น
อย่างมาก งานวิจัยชิ้นนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็น
ประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม
ในปัจจุบัน สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรเมื่อ
เกิดสภาวะการขาดแคลนน้าจืดในช่วงฤดูแล้งได้เป็น
อย่างดี ทาให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพ และมี
รายได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดการปล่อยน้าทิ้งจาก
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้าลงสู่แหล่งน้าธรรมชาติได้อีกทาง
หนึ่งด้วย
อุปกรณ์และวิธีการ
การวางแผนและระยะเวลาการทดลอง
วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely
randomized design, CRD) ประกอบด้วย 3 ชุดการ
ทดลอง (Treatment) ชุดการทดลองละ 3 ซ้า ดังนี้ ชุด
การทดลองที่ 1 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมโดยมีการเปลี่ยน
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32
26
ถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาดุก
ลูกผสมที่บาบัดน้าผ่านระบบการปลูกผักกาดหอม ชุด
การทดลองที่ 3 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่บาบัดน้าผ่าน
ระบบการปลูกผักบุ้งจีน โดยใช้ปลาดุกลูกผสมขนาด
ความยาวประมาณ 6-8 ซม. น้าหนักประมาณ 5-7 กรัม
ที่ซื้อจากฟาร์มเอกชนในจังหวัดชุมพร เริ่มทาการ
ทดลองในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือนเมษายน
พ.ศ. 2554 โดยนาปลาดุกลูกผสมพักไว้ในถังที่มีการ
ให้อากาศอย่างเพียงพอ เป็นเวลา 3 วัน ก่อนปล่อยใน
บ่อเลี้ยงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. ที่ระดับความ
หนาแน่น 100 ตัว/บ่อ โดยใน ถังเลี้ยงมีการติดตั้งระบบ
ให้อากาศทุกชุดการทดลอง ทาการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม
ด้วยอาหารเม็ดสาเร็จรูป โดยให้ในปริมาณที่เกินพอดี
วันละ 2 ครั้ง ในเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. จนสิ้นสุด
การทดลอง เป็นระยะ เวลา 120 วัน
การเตรียมระบบน้าหมุนเวียน และการปลูกผัก
การเตรียมระบบน้าหมุนเวียน โดยทาการติดตั้ง
เครื่องสูบน้า และสูบน้าจากบ่อเลี้ยงปลาเข้าบ่อบาบัดที่
มีการปลูกผักชนิดต่างๆ ได้แก่ ผักบุ้ง และผักกาดหอม
และเชื่อมทางน้าออกจากบ่อบาบัดน้าเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลา
อีกครั้ง โดยบ่อบาบัดน้าเป็นบ่อพลาสติกกลม ขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. มีความจุของน้าปริมาตร
250 ลิตร (ขนาดเท่ากับบ่อเลี้ยงปลา)
การเตรียมปลูกผัก นาเมล็ดผักบุ้ง และผัก
กาดหอม แช่น้าทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง จากนั้นนาเมล็ดผัก
ใส่ในหลุมฟองน้า 2-3 เมล็ด/หลุม รดน้าจนชุ่ม รอจน
เมล็ดมีรากงอก นาต้นกล้ามาปลูกลงในหลุมโฟมลอยน้า
ที่อยู่ภายในบ่อบาบัดน้า โดยให้รากผักแช่อยู่ในน้า และ
จะเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อผักแต่ละชนิดสามารถเก็บเกี่ยว
ผลผลิตได้ ทาการชั่งน้าหนักผลผลิตผักที่ได้ในแต่ละ
รอบการผลิต และมีการปลูกผักใหม่ต่อเนื่องจนสิ้นสุด
การทดลอง
การวิเคราะห์ข้อมูลน้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการ
เจริญเติบโต และอัตราการรอดตายของปลาดุก
ลูกผสม
เมื่อสิ้นสุดการทดลอง สุ่มปลาดุกลูกผสม
จานวน 10% ของจานวนปลาทั้งหมด ชั่งน้าหนัก และ
หาค่าน้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโต และ
อัตรารอดตาย จากสูตรคานวณ ดังนี้
น้าหนักที่เพิ่มขึ้น (กรัม)
= น้าหนักสุดท้าย – น้าหนักเริ่มต้น
อัตราการเจริญเติบโต (กรัม/วัน)
= น้าหนักสุดท้าย – น้าหนักเริ่มต้น
ระยะเวลาของการทดลอง
อัตรารอดตาย (เปอร์เซ็นต์)
= จานวนปลาที่เหลือ X 100
จานวนปลาเมื่อเริ่มทดลอง
การวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
ทั้งหมดในน้า
วิเคราะห์หาปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส
ทั้งหมดในน้า โดยทาการเก็บตัวอย่างน้าในชุดการ
ทดลองที่ 1 ในช่วงก่อนเปลี่ยนถ่ายน้า เวลา 7.00 น.
และเก็บตัวอย่างน้าในชุดการทดลองที่ 2 และ 3 ใน
ช่วงเวลาเดียวกัน แต่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้าในระบบ
การเลี้ยง ทาการเก็บตัวอย่างน้าทุกๆ 7 วัน จนสิ้นสุด
การทดลองตามวิธีของ APHA (1995)
การวิเคราะห์คุณภาพน้า
วิเคราะห์คุณภาพน้าต่างๆ ดังนี้ อุณหภูมิ
ออกซิเจนละลายในน้า ความเป็นกรดเป็นด่าง ความ
เป็นด่าง ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน และปริมาณ
ไนไตรท์-ไนโตรเจน โดยทาการเก็บตัวอย่างน้าในชุด
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 23-32
25
การทดลองที่ 1 ก่อนเปลี่ยนถ่ายน้า เวลา 7.00 น. และ
เก็บตัวอย่างน้าในชุดการทดลองที่ 2 และ 3 ในช่วง
เวลาเดียวกัน แต่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้าในระบบการ
เลี้ยง โดยทาการเก็บตัวอย่างทุกๆ 7 วัน จนสิ้นสุดการ
ทดลองตามวิธีของ APHA (1995)
การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ
วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance)
น้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอด
ตายปลาดุกลูกผสม ปริมาณไนโตรเจน และฟอสฟอรัส
ในน้า และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย
วิธี Duncan’s new multiple range test ที่ระดับความ
เชื่อมั่น 95% ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป
ผลการทดลองและวิจารณ์
การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่ผ่านการบาบัดน้า
ด้วยระบบน้าหมุนเวียน เป็นระยะเวลา 120 วัน พบว่า
ชุดการทดลองที่ 1 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมโดยมีการ
เปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่บาบัดน้าผ่านระบบการปลูก
ผักกาดหอม และชุดการทดลองที่ 3 เลี้ยง ปลาดุก
ลูกผสมที่บาบัดน้าผ่านระบบการปลูกผักบุ้งจีน มี
น้าหนักที่เพิ่มขึ้นของปลาดุกลูกผสมเท่ากับ 107.9±
26.69, 107.5±8.35 และ 178.0±7.30 กรัม/ตัว ตามลาดับ
อัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.9±0.23, 0.9±0.007 และ
1.4±0.06 กรัมต่อวัน ตามลาดับ อัตราการรอดตายใน
ชุดการทดลองที่ 3 มีค่าสูงที่สุด รองลงมา คือ ชุดการ
ทดลองที่ 2 และชุดการทดลองที่ 1 มีค่าเท่ากับ 65±7.1,
55±2.8 และ 41±3.1% ตามลาดับ แสดงให้เห็นว่า ปลาดุก
ในชุดการทดลองที่ 3 ที่มีอัตราการเจริญเติบโตและ
อัตราการรอดตายที่สูงกว่าชุดการทดลองอื่นอย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) (Table1)
ในการวิจัยครั้งนี้สามารถตรวจวัดปริมาณ
ฟอสฟอรัสทั้งหมดในน้าที่เลี้ยงปลาดุกลูกผสม พบว่า
ในทุกชุดการทดลองมีแนวโน้มของปริมาณฟอสฟอรัส
ทั้งหมดในน้าสูงขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันที่ 64 ของ
การทดลอง และมีแนวโน้มลดลงต่าลงอย่างเห็นได้ชัด
ตั้งแต่วันที่ 71 ของการทดลองด้วยสาเหตุ คือ ในช่วง
เวลาดังกล่าวเป็นช่วงฝนตกหนัก ทาให้มีปริมาณน้าฝน
ตกเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลาและบ่อปลูกผักในปริมาณมาก ทา
ให้เกิดการเจือจางของปริมาณฟอสฟอรัสในน้าเลี้ยง
ปลา ดัง Figure 2 และเนื่องด้วยปลาดุกลูกผสมน้าหนัก
1,000 กิโลกรัม สามารถปล่อยฟอสฟอรัสในน้าได้เพียง
12 กิโลกรัม เท่านั้น จึงทาให้มีปริมาณฟอสฟอรัสสะสม
ในน้าต่าในช่วงเวลาดังกล่าว (Boyd, 1985) ปริมาณ
ฟอสฟอรัส ทั้งหมดในน้ามีประโยชน์ต่อพืช (Quillert
et al., 1993) โดยพืชจะใช้เพื่อการเจริญเติบโต สร้าง
ส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ผล ลาต้น ใบ (Andreas and
Ranka, 2009)
Table 1 Weight gain, average diary growth rate and survival rate of hybrid catfish (meanS.D.)
Treatment Initial weight
(g/fish)
Final weight
(g/fish)
Weight gain
(g/fish)
Average diary
growth (g/day)
Survival rate
(%)
1 5.3±0.43a 113.3±0.10a 107.9±26.69a 0.9±0.23a 41±3.1a
2 5.3±0.38a 112.8±0.03a 107.5±8.35a 0.9±0.07a 55±2.8b
3 5.3±0.30a 183.3±0.02b 178.0±7.30b 1.4±0.06b 65±7.1b
P-value 0.951 0.003 0.003 0.002 0.009
27
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32
28
ผลผลิตของผักในการทดลองครั้งนี้ พบว่า
สามารถปลูกผักบุ้งจีนได้ 4 ครั้ง มีผลผลิตทั้งหมด
9,210 กรัม แต่สามารถปลูกผักกาดหอมได้เพียง 2
ครั้งเท่านั้น โดยมีผลผลิตทั้งหมด 1,023 กรัม เนื่องจาก
พบปัญหาในการปลูกผักกาดหอม คือ ผักกาดหอมมี
ลาต้นผอมสูง ไม่เข้ากอ รูปทรงไม่น่ารับประทาน ซึ่งมี
ความแตกต่างจากผักบุ้ง ที่ลาต้นอวบ สูง
จากการศึกษาข้างต้นสนับสนุนการทดลองใน
ครั้งนี้ได้ว่า พืชสามารถช่วยลดสารประกอบไนโตรเจน
และฟอสฟอรัสในน้าเลี้ยงปลาได้ ทาให้สามารถเลี้ยง
ปลาดุกลูกในระบบน้าหมุนเวียน ที่มีการบาบัดด้วย
ระบบไฮโดรโพนิกส์ โดยไม่จาเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้า
ทาให้ประหยัดน้าในการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมลงถึง 78%
Figure 1 Quantity of total nitrogen (mg/l) in water for hybrid catfish culture
Time (Days)
Figure 2 Quantity of total phosphorus (mg/l) in water for hybrid catfish culture
0.0
20.0
40.0
60.0
80.0
100.0
120.0
140.0
1 8 15 22 29 36 43 50 57 64 71 78 85 92 99 106 113 120
Quantityoftotalnitrogeninwater(mg/L)
Time (Days)
Treatment 1 (control)
Treatment 2 (treat water with lettuce)
Treatment 3 (treat water with Chinese Cabbage)
0.0
1.0
2.0
3.0
4.0
5.0
6.0
1 8 15 22 29 36 43 50 57 64 71 78 85 92 99 106 113 120
Quantityofphosphorus(mg/L)inwater
Treatment 1 (Control)
Treatment 2 (treat water with lettuce)
Treatment 3 (treat water with Cinese Cabbage)
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 23-32
29
คุณภาพน้าในการทดลองครั้งนี้ อุณหภูมิของ
น้าอยู่ในช่วง 24.7-27.6o
ซ ในชุดการทดลองที่ 1 เลี้ยง
ปลาดุกลูกผสมโดยมีการเปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7
วัน ชุดการทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมบาบัดน้า
ผ่านระบบการปลูกผักกาดหอม และชุดการทดลองที่ 3
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมบาบัดน้าผ่านระบบการปลูก
ผักบุ้งจีน พบว่า คุณภาพน้าในด้านความเป็นกรดเป็น
ด่างของน้า มีค่าอยู่ในช่วง 5.44-7.44, 6.17-7.62 และ
6.91-7.83 ตามลาดับ ค่าความเป็นด่างเฉลี่ยในน้าเท่ากับ
78±46.8, 172±57.9 และ 80±34.2 มก./ล. ของ CaCO3
ตามลาดับ ปริมาณออกซิเจนละลายในน้าเท่ากับ 0.03-
3.63, 0.04-1.85 และ0.04-1.03 มก./ล. ตามลาดับ มี
ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจนน้าเฉลี่ย เท่ากับ 0.7±
0.39, 0.8±0.52 และ 0.9±0.55 มก./ล. ตามลาดับ ปริมาณ
ไนไตรท์-ไนโตรเจน 0.8±1.40, 0.4±0.44 และ 0.4±0.74
มก./ล. ตามลาดับ (Table 2) อุณหภูมิของน้าในการ
ทดลองเป็นช่วงของอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญ
เติบโตของสัตว์น้า (มั่นสิน และไพพรรณ, 2544) ความ
เป็นกรดเป็นด่างของน้าในชุดการทดลองที่ 1, 2 และ 3
ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งความเป็น
กรดเป็นด่างของน้าจะสัมพันธ์กับค่าความเป็นด่างของ
น้า จากการทดลองค่าความเป็นด่างของน้าทั้ง 3 ชุด
การทดลอง พบว่า ค่าความเป็นด่างของน้ามีปริมาณ
ต่ากว่า 48 มก./ล. ของ CaCO3 ในช่วง 15 วันแรกของ
การทดลอง โดยทั่วไปในน้าเลี้ยงปลาควรมีค่าความ
เป็นด่างไม่ต่ากว่า 80 มก./ล. ของ CaCO3 สาเหตุ
เนื่องมาจากค่าความเป็นกรดของน้าเริ่มต้นต่ากว่า 7
ส่งผลทาให้เกิดการเปลี่ยนรูปของไบคาร์เนต เป็นกรด
คาร์บอร์นิกส์ หมายถึง ในน้ามีปริมาณของแหล่งสารอง
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ส่งผลทาให้มีปริมาณ
แพลงก์ตอนพืชน้อยตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นในทุกชุดการทดลอง
มีค่าความเป็นด่างเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในน้ามีค่าความ
เป็นกรดเป็นด่างเพิ่มสูงขึ้น มากกว่า 7 ปริมาณออกซิเจน
ละลายในน้าในทุกชุดการทดลองมีปริมาณต่ากว่าค่า
มาตรฐาน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์
น้าไม่ควร มีค่าต่ากว่า 4 มก./ล. ถ้าปริมาณออกซิเจน
ละลายในน้าต่ากว่า 1 มก./ล. เป็นเวลานาน จะส่งผล
ทาให้ปลาตายได้ (มั่นสิน และไพพรรณ, 2544) สาเหตุ
ที่ทาให้มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า เนื่องมาจาก
ในการเลี้ยงครั้งนี้ได้ใช้น้าดิบ ที่มาจากบ่อบาดาลซึ่ง
ทาให้ปลอดจากเชื้อโรค แต่คุณสมบัติของน้าบาดาล
จะมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า ต้องมีการปรับ
คุณภาพน้าก่อนน้ามาใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้า ซึ่งในการ
ทดลองคณะผู้วิจัยได้ทาการเพิ่มอากาศในน้าตลอดการ
เลี้ยงเช่นเดียวกัน แต่ยังคงไม่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณ
ออกซิเจนละลายในน้าให้กับปลาดุกได้ ประกอบกับใน
ระบบการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยน้าหมุนเวียนนี้ จะมี
การสะสมของสารอินทรีย์ในกลุ่มสารประกอบไนโตรเจน
ในปริมาณมาก ซึ่งมาจากการขับถ่ายของสัตว์น้า ใน
ระบบดังกล่าวนี้ จะมีแบคทีเรียกลุ่มไนโตรโซโมแนส
และไนโตรแบคเตอร์ เป็นตัวเปลี่ยนรูปสารประกอบ
ไนโตรเจนที่เป็นพิษต่อสัตว์น้า เป็นสารประกอบที่มี
ความเป็นพิษต่อสัตว์น้าน้อยกว่า ได้แก่ ไนเตรท-
ไนโตรเจน ซึ่งพืชสามารถดึงไนเตรทในน้าไปใช้ในการ
เจริญเติบโตได้
จากเหตุผลดังกล่าวจึงส่งผลทาให้มีปริมาณ
ของออกซิเจนละลายในน้าต่าลง เพราะมีการใช้
ออกซิเจนทั้งจากปลาดุกลูกผสมและแบคทีเรียนั่นเอง
แต่เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจที่
เรียกว่า เดนไดรท์ จึงทาให้ปลาดุกลูกผสมสามารถ
เจริญเติบโตในน้าที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า
ได้ (ส่งศรี, 2533; วิรัช, 2544) เช่น ในการศึกษาของ
ยุทธนา และคณะ (2555) พบว่า สามารถเลี้ยงปลาดุก
ลูกผสมในร่องสวนปาล์มน้ามัน ที่มีปริมาณออกซิเจน
ละลายในน้าต่า โดยตลอดการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมใน
ร่องสวนปาล์มเป็นระยะเวลา 90 วัน ที่ความหนาแน่น
40 ตัว/ตร.ม. มีปริมาณออกซิเจนละลาย ในน้าในช่วง
เช้าเฉลี่ย 1.40 มก./ล. และมีปริมาณออกซิเจนในน้า
ตลอดการทดลองอยู่ในช่วง 0.12-3.43 มก./ล. โดยที่
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32
30
ปลาดุกมีอัตราการรอดตาย 86.83±7.27% แสดงให้
เห็นว่า ปลาดุกลูกผสมสามารถเลี้ยงได้ในน้าที่มี
ปริมาณออกซิเจนต่าได้ โดยไม่ส่งผลต่ออัตราการรอด
ตาย แต่กลับพบว่าปลานิลซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีอวัยวะ
ช่วยหายใจ จะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะที่มี
ปริมาณออกซิเจนละลายน้าต่า ดังการศึกษาของ
ยุทธนา และคณะ (2555) ทาการเลี้ยงปลานิลร่วมกับ
ปลาดุกในร่องสวนปาล์มน้ามัน พบว่า ปลานิลมีอัตรา
การรอดตาย 0% เนื่องจากในการเลี้ยงรูปแบบนี้ จะมี
ออกซิเจนละลายในน้าต่ากว่า 4 มก./ล. การเลี้ยงปลาใน
น้าที่มีสภาวะของปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า
สามารถใช้เลี้ยงปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจได้เท่านั้น
เช่น ปลาดุก ปลาหมอ และปลาสลิด โดยงานวิจัยของ
ยุทธนา และคณะ (2555) สนับสนุนเกี่ยวกับเลี้ยงปลา
ที่มีอวัยวะช่วยหายใจ เช่น ปลาหมอ จะสามารถเลี้ยง
ปลาหมอไทยในร่องสวนปาล์มน้ามันได้ โดยมีอัตรา
การรอดตายสูงถึง 86.67±6.67% เป็นต้น
Table 2 Water qualities of hybrid catfish culture with different systems
Parameter Treatment 1 Treatment 2 Treatment 3
Temperature (0
C)* 24.9–27.4 24.8–27.6 24.7–27.0
Dissolved Oxygen (mg/l)* 0.03–3.63 0.04–1.85 0.04–1.03
pH* 5.44–7.44 6.17–7.72 6.91–7.83
Alkalinity (mg/l as CaCO3)** 78±46.8 172±57.9 80±34.2
NH3 – N (mg/l)** 0.7±0.39 0.8±0.52 0.9±0.55
NO2 – N (mg/l)** 0.8±1.40 0.4±0.44 0.4±0.74
Total N (mg/l)** 7.1±5.9 18.0±32.1 16.7±22.4
Total P (mg/l)** 0.7±0.90 1.1±1.53 1.3±1.61
*range of data; **average of data
Figure 3 Quantity of total nitrite-nitrogent (mg/l) in water for hybrid catfish culture
0.00
0.50
1.00
1.50
2.00
2.50
3.00
3.50
4.00
4.50
1 8 15 22 29 36 43 50 57 64 71 78 85 92 99 106 113 120
Quantityofnitrite-nitrogeninwater(mg/L)
Time (Day)
Treatment 1 (control)
Treatment 2 (treat water with lettuce)
Treatment 3 (treat water with Chinese Cabbage)
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 23-32
31
สรุปผลการทดลอง
จากผลการทดลองในครั้งนี้ พบว่า สามารถ
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมในระบบน้าหมุนเวียน ที่มีการ
บาบัดด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์ได้ โดยไม่จาเป็นต้อง
เปลี่ยนถ่ายน้า โดยการปลูกผักบุ้งหรือผักกาดหอม ซึ่ง
ผักทั้งสองชนิดจะสามารถลดสารประกอบไนโตรเจน
และฟอสฟอรัสในน้า ที่ปลาดุกลูกผสมได้ขับถ่าย
ออกมา ทาให้เกษตรกรลดการใช้น้าในการเลี้ยงปลา
ดุกลูกผสมลงถึง 78% ของระบบการเลี้ยงปลาดุกแบบ
ปกติที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน โดยไม่
ส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายของ
ปลาดุกลูกผสม
กิตติกรรมประกาศ
โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก
สานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัย
แม่โจ้ ประจาปีงบประมาณ 2554 ขอขอบคุณ ผู้บริหาร
ทุกระดับของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-
ชุมพร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้การ
สนับสนุนให้นักวิจัยได้ทางานร่วมกัน
เอกสารอ้างอิง
กมลวรรณ ศุภวิญญู. 2548. ปริมาณแร่ธาตุบาง
ชนิดในกุ้งก้ามกรามวัยอ่อนที่อนุบาลด้วย
ระบบกรองน้าหมุนเวียน. วิทยานิพนธ์
ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
644 น.
กรมประมง. 2549. สถิติการประมงแห่งประเทศ
ไทย ปี พ.ศ.2547. กรุงเทพฯ: กรมประมง.
91 น.
ชูสินธ์ ชนะสิทธิ์ สมหมาย เชี่ยววารีสัจจะ
และอุดม พืชน์ไพบูลย์. 2550. การเลี้ยง
หอยเป๋ าฮื้อระยะวัยรุ่นโดยใช้ระบบน้า
หมุนเวียน. น. 10-13. ใน บทคัดย่อสัมมนา
วิชาการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าชายฝั่ง.
กรุงเทพฯ: กรมประมง.
มั่นสิน ตัณฑุลเวศม์ และไพพรรรณ พรประภา.
2544. การจัดการคุณภาพน้าและการ
บาบัดน้าเสียในบ่อเลี้ยงปลาและสัตว์น้า
อื่นๆ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรม
สิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 214 น.
ยุทธนา สว่างอารมย์ กมลวรรณ ศุภวิญญู
และณิชาพล แก้วชฎา. 2555. ผลของการ
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมร่วมกับปลานิลใน
สวนปาล์มน้ามัน. 79 น. ใน รายงาน
ผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ:
เครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอด
เทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก สกอ.
ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร, นิคม ละอองศิริวงศ์ และภาสกร
ถมพลกรัง. 2546. การพัฒนาการเลี้ยง
ปลากะรังด้วยระบบน้าหมุนเวียน และ
บาบัดด้วยวิธีทางชีวภาพ. สงขลา: สถาบัน
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้าชายฝั่ง. 1 น.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://www.nicaonline.com/index.php?optio
n=com_content&view=article&id=144:2012
-01-06-08-32-46&catid=34:2012-01-05-07-
25-45&Itemid=113. (7 พฤษภาคม 2556).
วิรัช จิ๋วแหยม. 2544. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
คุณภาพน้าและการวิเคราะห์คุณภาพน้า
ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้า. กรุงเทพฯ:
สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
178 น.
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32
32
สุทิน สมบูรณ์ ณรงค์เดช เขียวสะ วีรพงศ์ วุฒิพันธุ์ชัย
และวิชิต เสมาชัย. 2548. อัตราการเจริญ
เติบโตและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้าในการ
เลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยอาหารสดจากไส้ไก่
ผสมซี่โครงไก่. น. 428-437. ใน รายงาน
การประชุมวิชาการ ครั้งที่ 43. กรุงเทพฯ:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สุรังษี ทัพพะรังสี. 2548. การอนุบาลกุ้งก้ามกราม
วัยอ่อนในระบบกรองน้าหมุนเวียน.
วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์. 77 น.
ส่งศรี มหาสวัสดิ์. 2533. สรีรวิทยาสัตว์น้า.
กรุงเทพฯ: ภาควิชาชีววิทยา คณะประมง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 185 น.
Andreas, G. and J. Ranka. 2009. Aquaponic
Systems: Nutrient recycling from fish
wastewater by vegetable production.
Desalination 246: 147-156.
APHA, AWWA and WEF. 1995. Standard
Methods for Examination of Water and
Wastewater 19th
ed. Maryland: United
Book Press. 1,220 p.
Boyd C. E. 1985. Chemical budgets for channel
catfish ponds. Transaction of American
Fishery Society 114: 291-298.
Quillert I., D. Marie, L. Roux, F. Gosse and Morot-
J. F. Gaudry. 1993.
An artificial productive ecosystem based
on a fish/bacteria/plant association.
I. design and management. Agriculture
Ecosystems and Environment
47(1): 13-30.
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
33
การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์
Environmental Contamination and Degradation of Endosulfan by Microorganisms
ขนิษฐา สมตระกูล
Khanitta Somtrakoon
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาสารคาม 44150
Department of Biology, Faculty of Science, Mahasarakham University, Mahasarakham, Thailand 44150
Corresponding auther: skhanitta@hotmail.com
Abstract
Endosulfan is chlorinated cyclodiene insecticides currently used throughout the developing country.
Residues of endosulfan and endosulfan sulfate were always detected in agricultural and adjacent area,
including sediment and surface water in Thailand and other countries. These compounds are extremely
toxic to fish and other aquatic invertebrates and it can be bioaccumulate in benthic organisms and
biomagnification along food chain. Microbial degradation of endosulfan and endosulfan sulfate is an
effective way to reduce the accumulation of these compounds in the environment. Endosulfan-degrading
bacteria and fungi were continuously isolated from contaminated sites and the ability to degrade endosulfan
without toxic metabolite formation was intensively studied. The accomplishment of endosulfan bioremediation
at the real contaminated sites should be considered about the decreasing of endosulfan toxicity during
bioremediation.
Keywords: contamination, degradation, endosulfan, endosulfan sulfate
บทคัดย่อ
เอนโดซัลแฟนเป็นสารกาจัดแมลงศัตรูพืช
กลุ่มออร์กาโนคลอรีนที่ยังคงอนุญาตให้มีการใช้งาน
ในประเทศที่กาลังพัฒนา จึงพบการตกค้างของสาร
ดังกล่าวรวมทั้งสารตัวกลางที่ได้จากการย่อยสลาย
เช่น เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ในบริเวณที่มีการทา
เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอยู่เสมอทั้งใน
ประเทศไทยและต่างประเทศ งานวิจัยในประเทศไทย
มีการสารวจและพบการตกค้างของทั้งเอนโดซัลแฟน
หรือเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในบริเวณต่างๆ ทั่วประเทศ
ไทย นอกจากนี้ยังพบว่า การปนเปื้อนของสารดังกล่าว
มีความเป็นพิษต่อปลาและสัตว์น้า และสามารถสะสม
ได้ในสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ที่ก้นแหล่งน้า และมีแนวโน้ม
ถ่ายทอดความเป็นพิษผ่านห่วงโซ่อาหารอีกด้วย การใช้
จุลินทรีย์ในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และเอนโด
ซัลแฟน ซัลเฟตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการ
สะสมของสารดังกล่าวในสิ่งแวดล้อม จุลินทรีย์ทั้ง
แบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดที่ย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟนได้ ถูกคัดแยกจากบริเวณที่ปนเปื้อน และ
นามาศึกษาความสามารถในการย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟนโดยไม่ผลิตสารตัวกลางที่เป็นพิษ ในการนา
จุลินทรีย์ไปใช้ยังบริเวณที่มีการปนเปื้อนของเอนโด
ซัลแฟนจริง ต้องคานึงถึงชนิดของสารตัวกลางที่
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
34
จุลินทรีย์ผลิตขึ้นซึ่งต้องมีความเป็นพิษต่ากว่าสารตั้งต้น
จึงจะทาให้การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนประสบ
ผลสาเร็จได้
คาสาคัญ: การปนเปื้อน การย่อยสลาย
เอนโดซัลแฟน เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
คานา
เอนโดซัลแฟน หรือ 6, 7, 8, 9, 10-hexachloro-1,
5, 5a, 6, 9, 9a-hexahydro-6, 9-methano-2, 4, 3-benzo
dioxathiepin-3-oxide จัดเป็นสารเคมีกลุ่มออร์กาโน
คลอรีนที่คงทนในสิ่งแวดล้อมตามรายการของ Stockholm
Convention ในปี 2011 โดยสามารถคงทนอยู่ในน้า
หรือดินได้ประมาณ 3-6 เดือน หรือมากกว่านั้น (http://
chm.pops.int/Convention/Media/Pressreleases/Wid
elyusedpesticideendosulfanphaseout/tabid/2216/la
nguage/en-US/Default.aspx; Becker et al., 2011;
Kumar and Philip, 2006; Weber et al., 2010) เอนโด
ซัลแฟนถูกผลิตขึ้นใช้งานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950
เพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชในสวนผัก ผลไม้ ธัญพืช
ฝ้าย ไม้ประดับ ชา และอ้อย เป็นต้น (Joseph et al.,
2010) เอนโดซัลแฟนได้รับความนิยมในหลายประเทศ
ทั่วโลก ได้แก่ สหภาพยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย
ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโกและ
อเมริกากลาง บราซิล จีน เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศไทย
ด้วย (Joseph et al., 2010; Poolpak et al., 2008;
Weber et al., 2010; Yeo et al., 2004) ชื่อทางการค้า
ของเอนโดซัลแฟนมีหลายชื่อ ได้แก่ Thiodan, Cyclodan,
Thimol, Thiofar และ Malix เป็นต้น (Kumar et al., 2007)
ในประเทศไทยเอนโดซัลเฟนเป็นออร์กาโนคลอรีนที่
ยังคงอนุญาตให้มีการใช้งานได้ แต่ต้องมีการเฝ้าระวัง
โดยให้ใช้ในการควบคุมแมลงในพืชไร่เท่านั้น (ศักดา,
2551) เทคนิคอลเกรดเอนโดซัลแฟนที่นามาใช้งานอยู่
ในรูปของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโด
ซัลแฟน ในอัตราส่วน 7:3 การเปลี่ยนแปลงรูปของ
เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในดินมักเกิดจากการระเหย
และการย่อยสลายสารตั้งต้นได้เป็นสารตัวกลางหลัก
คือ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ซึ่งจะถูกย่อยสลายต่ออย่าง
ช้าๆ และมีความคงทนต่อการย่อยสลายมากกว่าสาร
ตั้งต้น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจึงตรวจพบเอนโด
ซัลแฟนทั้งสองไอโซเมอร์ร่วมกับเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต (Becker et al., 2011; Goswami et al., 2009;
Joseph et al., 2010)
แม้มีการใช้งานเอนโดซัลแฟนในรูปฉีด หรือ
พ่นที่พืชโดยตรง แต่อาจมีส่วนที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
ตกลงสู่ผิวดินหรือแหล่งน้า สารที่ตกค้างอยู่กับดิน
มีโอกาสถูกชะล้างจากน้าฝนลงสู่แหล่งน้าได้ ดังนั้น
การปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟนและอนุพันธ์ที่ได้
จากการย่อยสลายจึงตรวจพบได้ทั้งในอากาศ ดิน
ดินตะกอน น้าผิวดิน น้าฝน และอาหารด้วย และ
เนื่องจากคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารใน
กลุ่มนี้ซึ่งมีความสามารถในการละลายน้าต่าโดยมีค่า
Log Kow เป็น 4.94, 4.98 และ 3.64 สาหรับแอลฟา
เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต ตามลาดับ เมื่อปนเปื้อนในแหล่งน้าจึงมี
พฤติกรรมชอบจับกับอนุภาคแขวนลอยแล้วจมลงสู่
ก้นแหล่งน้า เพิ่มโอกาสในการสัมผัสและสะสมของสาร
กลุ่มนี้แก่สัตว์หน้าดิน และสัตว์ที่อาศัยที่พื้นผิวดินของ
แหล่งน้าได้ การสะสมสารดังกล่าวนี้จึงสามารถ
ถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารและเพิ่มปริมาณการสะสม
ขึ้นเป็นลาดับตามห่วงโซ่อาหารได้ (Weber et al.,
2010; ปิยะวรรณ และกานดา, 2549) ความเป็นพิษ
ของเอนโดซัลแฟน มักส่งผลอย่างรุนแรงต่อปลาและ
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในน้า โดยค่า LC50
ในปลากระดูกแข็ง (teleost fish) เท่ากับ 2.6 µg/l จาก
การให้ปลาสัมผัสกับเอ็นโดซัลแฟนเป็นเวลา 96 ชั่วโมง
(Kegley et al., 2009) โดยเอนโดซัลแฟนมักแสดง
ความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ตับ ไต
ปริมาณฮีโมโกลบิน ต่อมพาราไทรอยด์ และการ
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
35
หมุนเวียนฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ ซึ่งความผิดปกติ
ดังกล่าว จะส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ เป็นอันตรายต่อ
ตัวอ่อน และทาให้กลายพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้
กิจกรรมของเอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรสในสมอง
ผิดปกติ เป็นต้น (Coimbra et al., 2005; Da Cuña et al.,
2011; Dutta and Arends, 2003; Li et al., 2009, Paul
and Balasubramanian, 1997)
เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทา
เกษตรกรรมและมีการใช้งานสารเคมีกลุ่มออร์กาโน
คลอรีนรวมทั้งเอนโดซัลแฟนมาเป็นเวลานาน การ
ตกค้างในสิ่งแวดล้อมของสารดังกล่าวจึงเกิดขึ้นได้ใน
บริเวณเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ และจาก
ความคงทนในสิ่งแวดล้อมของสารดังกล่าว จะยิ่งเพิ่ม
โอกาสให้สิ่งมีชีวิตสัมผัสกับสารมลพิษ และสารตัวกลาง
ที่เกิดจากการย่อยสลายได้สูงขึ้น ความกังวลจาก
อันตรายของเอนโดซัลแฟนก่อให้เกิดความตื่นตัวใน
การศึกษาระดับการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และเร่งหา
วิธีที่ใช้ในการกาจัดสารชนิดนี้ออกจากสิ่งแวดล้อมที่
ปนเปื้อน การใช้กิจกรรมของจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย
เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมเป็นอีก
ทางเลือกหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพดิน
ที่ปนเปื้อนได้ ดังนั้นในบทความนี้จึงได้รวบรวม
งานวิจัยที่ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และ
รายงานระดับการปนเปื้อนของสารดังกล่าว ตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจุบันทั้งที่มีการสารวจในประเทศไทยและ
ต่างประเทศ ข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้จะเป็นประโยชน์ต่อ
การนาไปวางแผนการใช้จุลินทรีย์เพื่อบาบัดสภาพดิน
หรือน้าที่มีการปนเปื้อนด้วยเอนโดซัลแฟนในสิ่งแวดล้อม
ต่อไป
การสะสมในสิ่งมีชีวิตและการปนเปื้อนของเอนโด
ซัลแฟนในสิ่งแวดล้อม
เอนโดซัลแฟนถูกจากัดการใช้งานในประเทศ
แถบยุโรปและอเมริกาเหนือแล้ว แต่ยังคงมีการใช้งาน
อย่างต่อเนื่องในประเทศที่กาลังพัฒนา (Migliolanza
et al., 2002) ดังนั้น ยังคงทาให้ตรวจพบการปนเปื้อน
ของเอนโดซัลแฟนและสารตัวกลางที่ได้จากการย่อย
สลายทั้งในบริเวณที่มีการทาเกษตรกรรมและ
สิ่งแวดล้อมโดยรอบที่มีการใช้งาน รวมถึงบริเวณที่
ห่างไกลจากแหล่งใช้งานได้ เนื่องจากเอนโดซัลแฟน
สามารถเคลื่อนที่ปนเปื้อนในระยะไกลจากการถูกพัด
พาไปกับมวลอากาศ รายงานการปนเปื้อนพบทั่วโลก
รวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนใหญ่จะรายงานเป็นความ
เข้มข้นรวมทุกไอโซเมอร์ และยังพบสารตัวกลางที่ได้
จากการย่อยสลายปนเปื้อนร่วมด้วยเสมอ
การสารวจการปนเปื้อนของสารชนิดนี้ใน
สิ่งแวดล้อมมีรายงานอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย
และต่างประเทศ เช่น จากการสารวจพื้นที่สามเหลี่ยม
ปากแม่น้าเจ้าพระยา บริเวณลุ่มแม่น้าแม่กลอง คลอง
สาขาแม่น้าแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการ
เก็บตัวอย่างตะกอนเพื่อวิเคราะห์ทุกเดือนในระหว่าง
เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547
พบว่า ระดับการปนเปื้อนของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน
เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตจะ
แตกต่างกันตามฤดูกาลและลักษณะการใช้พื้นที่ โดย
ในฤดูฝนบริเวณที่มีการปลูกข้าว ตรวจพบแอลฟา-เอนโด
ซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต ระหว่าง 0.12-0.16, 0.01-0.05 และ 0.08-0.15
ไมโครกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้งของตะกอน ตามลาดับ
ส่วนในฤดูแล้งบริเวณที่มีการปลูกข้าวตรวจพบแอลฟา-
เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต ระหว่าง 0.10-0.17, 0.03-0.09 และ 0.15-0.58
ไมโครกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้งของตะกอน ตามลาดับ
ในขณะที่บริเวณที่ไม่ใช้พื้นที่ปลูกข้าวสามารถตรวจพบ
การปนเปื้อนเช่นเดียวกัน โดยมีปริมาณของแอลฟา-
เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟตอยู่ระหว่าง 0.11-0.15, 0.01-0.03 และ 0.07-0.17
ไมโครกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้งของตะกอน (Poolpak
et al., 2008)
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
34
การสารวจพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณภาค
ตะวันออกและภาคเหนือของประเทศไทย ตรวจพบ
เอนโดซัลแฟนจากตัวอย่างดินทั้งหมด 99 ตัวอย่าง
ในปี พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2541 ที่ระดับความเข้มข้น
1.22-634.90 และ 0.011-8.818 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมดิน
ตามลาดับ (Thapinta and Hudak, 2000) นอกจากนี้
การศึกษาการปนเปื้อนของสารกาจัดศัตรูพืชกลุ่ม
ออร์กาโนคลอรีนในดินตะกอน บริเวณชายฝั่งทะเล
ภาคตะวันออกของประเทศไทย พบว่า จากการเก็บ
ตัวอย่าง 2 ครั้ง บริเวณปากแม่น้าบางปะกง จังหวัด
ฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้าตราด จังหวัดตราด ใน
ฤดูแล้ง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 และในฤดูฝน เดือน
สิงหาคม พ.ศ. 2547 จากการสารวจรายงานว่า การ
สะสมของสารกาจัดศัตรูพืชในดินตะกอนขึ้นอยู่กับ
พื้นที่ที่ทาการศึกษาและฤดูกาลเช่นกัน โดยพบการ
สะสมของสารกาจัดศัตรูพืชในพื้นที่อุตสาหกรรม
มากกว่าพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้า ซึ่งแอลฟา-เอนโด
ซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟนเป็นชนิดของสารที่
ตรวจพบในความถี่สูงสุดของฤดูแล้งคิดเป็น 94 และ
96% ของตัวอย่างทั้งหมดที่ตรวจพบ ตามลาดับ โดย
ปริมาณเฉลี่ยของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโด
ซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตที่ตรวจพบ ได้แก่
9±1, 10±2 และ 16±1 นาโนกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้ง
ในฤดูแล้ง และ 5±0, 5±0 และ 12±1 นาโนกรัมต่อ
กรัมน้าหนักแห้งในฤดูฝน ตามลาดับ (ปิยะวรรณ และ
กานดา, 2549) สาหรับการศึกษาระดับการปนเปื้อน
ของเอนโดซัลแฟนบริเวณปากแม่น้าจันทบุรี ภาค
ตะวันออกของประเทศไทยซึ่งเป็นแม่น้าสายหลักที่
ใช้ในการเกษตรกรรม และนาไปใช้เป็นน้าดิบเพื่อการ
อุปโภคบริโภคของประชากรในจังหวัด ในเดือน
มิถุนายน พ.ศ. 2550 ตรวจพบเอนโดซัลแฟนใน
ดินตะกอนที่ระดับความเข้มข้น 49.4 ไมโครกรัมต่อ
กิโลกรัมของตะกอน (Sumith et al., 2009)
นอกจากนี้การสารวจการปนเปื้อนของสาร
กาจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในแม่น้าสายหลัก
3 สายในภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ แม่น้าปัตตานี
แม่น้าสายบุรี และแม่น้าตีบา ในระหว่างเดือนมิถุนายน
พ.ศ. 2550 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จากผลการ
สารวจ พบว่า แม่น้าสายบุรีมีระดับการปนเปื้อนของ
สารในกลุ่มออร์กาโนคลอรีนสูงที่สุด แต่ปริมาณที่ตรวจ
พบไม่เกินค่ามาตรฐานของปริมาณรวมของออร์กาโน
คลอรีนที่ยอมรับให้ตรวจพบ ในแหล่งน้าธรรมชาติ
ภายในประเทศไทยซึ่งกาหนดให้มีค่าสูงสุดได้ไม่เกิน
50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในบรรดาออร์กาโนคลอรีนที่
สารวจยังคงตรวจพบเอนโดซัลแฟนด้วย โดยปริมาณ
เฉลี่ยของแอลฟา-เอนโดซัลแฟนในแม่น้าสายบุรี และ
แม่น้าปัตตานีเป็น 1.24 และ 0.94 นาโมกรัมต่อมิลลิลิตร
แต่ไม่พบเบตา-เอนโดซัลแฟนในแม่น้าสายใดเลย ส่วน
เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ตรวจพบในแม่น้าสายบุรีเท่านั้น
ที่ระดับความเข้มข้นเพียง 0.2 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร
(Samoh and Ibrahim, 2009) โดยตัวอย่างการสารวจ
การปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟน และสารตัวกลางที่ได้
จากการย่อยสลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
สรุปได้ดัง ตารางที่ 1
36
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
37
ตารางที่ 1 ระดับการปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟนและเมทาบอไลท์ในสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ
สถานที่ ระดับการปนเปื้อน ปีที่สารวจ อ้างอิง
ปากแม่น้า Whu-Shi
ใกล้ชายฝั่งของ
ประเทศไต้หวัน
จากการสารวจตะกอนที่ผิวหน้าของพื้นผิวดินของแหล่งน้า พบ
ปริมาณรวมของสารกาจัดศัตรูพืชกลุ่มคลอริเนตเตด ไซโคลไดอีน
0.46-13.4 ng/g-dw โดยเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตเป็นออร์กาโนคลอรีน
ตัวหนึ่งที่พบมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ng/g-dw ส่วนแอลฟา
เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟน พบอยู่ระหว่าง < 0.08-5.67
ng/g-dw และ < 0.16-1.82 ng/g-dw ตามลาดับ
ตุลาคม ค.ศ.1997
และ พฤษภาคม
ค.ศ. 1998
Doong et al.,
2002
แม่น้าสลังงอร์
ประเทศมาเลเซีย
พบการปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตใน
ตัวอย่างน้าช่วงฤดูฝน (กันยายน-ตุลาคม 2545) มีค่าเฉลี่ยที่ 93.6
และ 192.1 ng/l ตามลาดับ ส่วนในปี พ.ศ. 2546 ไม่พบการปนเปื้อน
ของเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์-
มีนาคม) พบเพียงเอนโดซัลแฟนในช่วงฤดูฝนซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น
กว่าปีก่อน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมของทุกสถานีที่สารวจเป็น 360.3 ng/l
ซึ่งค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับให้ตรวจพบได้ในมาเลเซียของ
เอนโดซัลแฟนเป็น 10 µg/l
ค.ศ. 2002 ถึง
ค.ศ. 2003
Leong et al.,
2007
เมืองต้าเหลียนทางใต้
สุดของคาบสมุทร
เหลียวตง ประเทศจีน
ปริมาณเอนโดซัลแฟนที่อยู่ในรูปอนุภาคในอากาศมีความผันแปร
ตามฤดูกาล โดยในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) จะพบ
ปริมาณแอลฟา-เอนโดซัล และเบตา-เอนโดซัลแฟนสูงสุดโดยมี
ค่าเฉลี่ยรวมตลอดทั้งวันเท่ากับ 33.8 และ 19 pg/m3
ขณะที่
เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต จะตรวจพบสูงสุดในฤดูร้อน (มิถุนายน-
สิงหาคม) โดยมีค่าเฉลี่ยรวมตลอดทั้งวันเท่ากับ 30 pg/m3
สาหรับ
ปริมาณเฉลี่ยของแอลฟาเอน-โดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และ
เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตที่อยู่ในรูปอนุภาคในอากาศตลอดทั้งปีมีค่า
เท่ากับ 17.5, 14.1 และ 17.8 pg/m3
ตามลาดับ
มกราคม ถึง
ธันวาคม
ค.ศ. 2008
Li et al., 2012
ทะเลสาบ Taihu อยู่
บริเวณพื้นที่
สามเหลี่ยมปากแม่น้า
Yangtze
ตะวันออกเฉียงใต้ของ
ประเทศจีน
บริเวณที่สารวจเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สาคัญและมีการใช้ออร์กาโน
คลอรีนมากในช่วงปี ค.ศ. 1950-1980 บริเวณนี้ตรวจพบการตกค้าง
ของแอลฟา-เอนโดซัลแฟนในดินที่มีการปลูกข้าว โดยมีปริมาณเฉลี่ย
อยู่ที่ 2.04 และ 1.74 ng/g ในดินที่ระดับความลึก 0-20 ซม. และ 20-
40 ซม. ตามลาดับ
ค.ศ. 2007 Wang et al.,
2007
เซี่ยงไฮ้
ประเทศจีน
ตรวจพบแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟนที่ผิวหน้าดินซึ่งมีระดับ
ความลึก 0-15 ซม. ในบริเวณที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมใน 9 อาเภอ
ของเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ Chongming, Jiading, Baoshan, Qingpu, Songjiang,
Jinshan, Fengxian, Nanhui และ Minhang โดยปริมาณรวมของ
เอโดซัลแฟนทั้งสองไอโซเมอร์อยู่ในระดับตั้งแต่ตรวจพบไม่ได้จนถึง
3.68 ng/g-dw ซึ่งตรวจพบเบตา-เอนโดซัลแฟนในปริมาณที่สูงกว่า
แอลฟา-เอนโดซัลแฟน
ตุลาคม
ค.ศ. 2007
Jiang et al., 2009
ปากแม่น้าต้าเหลียว
อ่าวเหลียวตง ทะเล
โป๋ไห่ ประเทศจีน
ตรวจพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟนใน
ดินตะกอนที่ผิวหน้าที่ระดับความลึก 0-20 ซม. มีค่าระหว่าง 0.01-
0.2 และ 0.01-0.8 ng/g-dw จากการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 35 สถานี
ฤดูแล้ง สิงหาคม
ค.ศ. 2007
Tan et al., 2009
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
38
สถานที่ ระดับการปนเปื้อน ปีที่สารวจ อ้างอิง
จังหวัดชุลลา ประเทศ
เกาหลีใต้
ศึกษาการปนเปื้อนของออร์กาโนคลอรีนในดินชั้นบนของบริเวณที่มี
การปลูกข้าวและแหล่งอุตสาหกรรม พบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน
และเบตา-เอนโดซัลแฟนเพียง 1 สถานีที่เก็บตัวอย่าง ซึ่งมีระดับ
ความเข้มข้นอยู่ที่ 0.64 และ 0.89 ng/g-dw
ค.ศ. 1996 Kim and
Smith, 2001
จังหวัดอันซุงและ
กรุงโซล ประเทศ
เกาหลีใต้
ตรวบพบเอนโดซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในอากาศของทั้ง
เมืองอันซุงและโซล โดยเมืองอันซุงมีระดับของเอนโดซัลแฟน และ
เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตอยู่ระหว่าง 10.3-10,262 และ <4.4-3,685
pg/m3
ส่วนกรุงโซล มีระดับของเอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟตอยู่ระหว่าง 8.9-1,089 และ <4.4-316 pg/m3
กรกฎาคม
ค.ศ. 1999 ถึง
พฤษภาคม
ค.ศ. 2000
Yeo et al.,
2004
เขตการปกครองใหม่,
เกาลูน, เกาะฮ่องกง
และเกาะลันเตา
ตรวจพบเฉพาะแอลฟา-เอนโดซัลแฟนซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.0047
µg/kg-dw ในดินที่เก็บจากสนามหญ้าเท่านั้น ส่วนดินจาก woodland,
farmland, wetland และแหล่งสันทนาการไม่พบเอนโดซัลแฟน
ธันวาคม
ค.ศ. 2000
Zhang et al.,
2006
เมืองไฮเดอราบัด
ประเทศอินเดีย
สารวจการปนเปื้อนของน้าใต้ดินจานวน 28 บ่อในเมือง Hyderabad
พบการปนเปื้อนของทั้งแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโด
ซัลแฟน โดยการสารวจทางทิศใต้ ภาคกลาง ทิศเหนือ และทิศ
ตะวันออกของเมืองมีระดับของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-
เอนโดซัลแฟนอยู่ระหว่าง 1.38-2.15 และ 0.69-.88 µg/l, 1.19-1.99
และ 0.24-0.31 µg/l, 1.98-2.87 และ 0.30-0.32 µg/l, 1.37-1.88 และ
0.29-0.87 µg/l ตามลาดับ โดยระดับที่ตรวจพบสูงกว่าค่ามาตรฐานที่
ยอมรับให้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ต่อวัน
กรกฎาคม ถึง
กันยายน
ไม่ระบุปีที่สารวจ
Shukla et al.,
2006
รัฐโอริสสา ประเทศ
อินเดีย
ปริมาณแอลฟา-เอนโดซัลแฟนและเบตา-เอนโดซัลแฟนในดินตะกอน
อยู่ระหว่าง 0.02-1.4 และต่ากว่าขีดจากัดของเครื่อง จนถึง 0.2 ng/g
ตามลาดับ
พฤษภาคม
ค.ศ. 1996
Pandit et al.,
2001
ท่าเรืออเล็กซานเดรีย
ทะเลสาบมาร์ยุต
ประเทศอียิปต์
ระดับการปนเปื้อนที่สูงสุดพบในบริเวณที่มีการปล่อยน้าเสียใกล้
แหล่งอุตสาหกรรม พบเบตา-เอนโดซัลแฟนจากตัวอย่างตะกอนที่
ผิวหน้าของทะเลสาบเพียงบางสถานีที่เก็บตัวอย่าง ปริมาณรวมที่
พบเป็น 3.74 ppb dw
พฤษภาคม
ค.ศ. 2005
Barakat et al.,
2012
แม่น้าเมนเดเรส ใน
เขตอีเจียน ทาง
ตะวันตกของประเทศ
ตุรกี
น้าผิวดินในแหล่งน้าดังกล่าวยังคงปนเปื้อนด้วยออร์กาโนคลอรีน
หลายชนิด โดยพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และ
เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7, 24 และ 121 ng/l ในเดือน
พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 และค่าเฉลี่ยของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน
และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตอยู่ที่ 3 และ 19 ng/l และไม่พบเบตา-
เอนโดซัลแฟน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2545
ค.ศ. 2000 ถึง
ค.ศ. 2002
Turgut, 2003
น้าผิวดินในแม่น้าและ
ทะเลสาบทางตอน
เหนือของประเทศกรีซ
ตรวจพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโด
ซัลแฟน ซัลเฟตในแม่น้าในระดับ nd-0.020, nd-0.022 และ nd-0.058
µg/l ตามลาดับ ส่วนน้าทะเลสาบตรวจพบเพียงแอล-เอนโดซัลแฟน
และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในระดับ nd-0.039 และ nd-0.050 µg/l
ตามลาดับ
มิถุนายน ค.ศ. 1996
ถึงมิถุนายน
ค.ศ. 1997
Golfinopoulos
et al., 2003
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
37
สถานที่ ระดับการปนเปื้อน ปีที่สารวจ อ้างอิง
ภูเขาทางตะวันตก
ของประเทศแคนาดา
บริเวณ Mount
Revelstoke, Yoho
National Park และ
Observation peak
พบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต ในดินบริเวณที่สารวจที่ระดับ 5.4-293 pg/g dw OCPs, 2.2-
660 pg/g dw OCPs และ 7.7-15,706 pg/g dw OCPs ตามลาดับ
โดยพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟนมากที่สุดบริเวณ Yoho Park ส่วน
เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต พบมากบริเวณ
Mount Relvelstoke และ Observation Peak
สิงหาคม ค.ศ. 2003
ถึง สิงหาคม
ค.ศ. 2004
Daly et al., 2007
Itirapina, Bauru และ
Piratininga ตั้งอยู่ทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
ของรัฐเซาเปาลู
ประเทศบราซิล
บริเวณโดยรอบสถานที่เก็บตัวอย่างเป็นแหล่งเกษตรกรรม ซึ่งตรวจ
พบแอลฟา-เอนโดซัล เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟตตกค้างในดินทั้งสามบริเวณมีค่าอยู่ระหว่าง <0.05-2.09 ng/g,
<0.05-3.69 และ 0.05-3.69 ng/g ตามลาดับ ซึ่งบริเวณ Itirapina
ตรวจพบการตกค้างของเอนโดซัลแฟนสูงสุด ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทาเกษตรกรรมและตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน
อุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ และอุตสาหกรรมหลอมโลหะ
มีนาคม ถึง
มิถุนายน ค.ศ. 2005
Rissato et al.,
2006
เอนโดซัลแฟนที่พบปนเปื้อนในดินและน้า
นามาสู่การสะสมของสารชนิดนี้ในสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชน้า
และพืชชั้นสูง (Migliolanza et al., 2004; Sojinu et al.,
2012) ตามรายงานของ Sojinu et al. (2012) ซึ่งได้สารวจ
การสะสมสารกาจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโน คลอรีนใน
พืชชั้นสูงในเมืองโอโลโมโร ซึ่งอยู่บริเวณดินดอน
สามเหลี่ยมปากแม่น้าไนเจอร์ ซึ่งเป็นบริเวณ ที่มีการ
สารวจแหล่งน้ามันในประเทศไนจีเรีย พบการสะสม
เอนโดซัลแฟนในพืชชั้นสูงที่เจริญอยู่ในบริเวณดังกล่าว
หลายชนิด ได้แก่ พืชในวงศ์แตง (Cucurbitaceae) เช่น
Citrullus colosynthis พืชในวงศ์หญ้า (Poaceae) เช่น
หญ้าเนเปียร์ (Pennisetum purpureum) และข้าวโพด
พืชในวงศ์ Nephrolepidceae เช่น Nephrolepsis bisserata
พืชในวงศ์ Bignoniaceae เช่น Newboulda laevis
พืชในวงศ์ Euphorbiaceae เช่น มันสาปะหลัง พืชในวงศ์
Anacardaceae เช่น มะม่วง และพืชในวงศ์ Mimosaceae
เช่น ไมยราบ (Mimosa pudica)
นอกจากนี้ยังพบการสะสมเอนโดซัลแฟน
ในสัตว์ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้า โดยในการศึกษาของ
Vorkamp et al. (2004) ได้สารวจการสะสมสารกาจัด
ศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในสิ่งมีชีวิตที่อาศัยใน
เกาะกรีนแลนด์ การศึกษาตรวจพบเอนโดซัลแฟน
ระดับต่าในเนื้อเยื่อของสัตว์หลายชนิด เช่น กวางคาริบู
กระต่ายป่า ไก่ป่าหิมะ วาฬขาวเล็ก แมวน้า ปลาหลาย
ชนิด เช่น wolfish redfish ปลาแซลมอนแอตแลนติก
เป็นต้น โดยจะพบการสะสมในสัตว์น้ามากกว่าสัตว์บก
(Vorkamp et al., 2004) และสัตว์ที่อาศัยอยู่พื้นผิวของ
ดินใต้น้ามีโอกาสสะสมสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนได้สูง
เช่น รายงานของ Ling and Teng (1997) ได้ศึกษาการ
สะสมสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในหอยนางรม ใน
ประเทศไต้หวัน พบการสะสมของเอนโดซัลแฟน
ซัลเฟตในหอยนางรม (Crassotrea gigas) ที่ระดับ
ความเข้มข้นระหว่าง 0-23 ng/g-dw (Ling and Teng,
1997) นอกจากนี้ การศึกษาของ Zhao et al. (2009)
ได้สารวจการสะสมอออาร์กาโนคลอรีนในสัตว์ที่อาศัย
อยู่ก้นท้องน้าบริเวณทะเลสาบ Taihu ประเทศจีน
พบการสะสมของออร์กาโนคลอรีนหลายชนิดรวมทั้ง
เอนโดซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตภายใน
เนื้อเยื่อของหอยทากน้าจืดชนิด Bellamya aeruginosa
และหอยตลับน้าจืดชนิด Corbicula fluminea โดย
ปริมาณการสะสมของสารทั้งสองจะเพิ่มมากขึ้นตาม
น้าหนักตัวและปริมาณไขมันที่เพิ่มขึ้น เมื่อหอยทากน้า
จืดมีน้าหนักสดของตัวมากกว่า 3.2 กรัม จะสะสม
แอลฟา-เอนโด ซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโด
ซัลแฟน ซัลเฟตได้สูงถึง 0.04, 0.02 และ 0.04 ng/g-dw
ตามลาดับ และในหอยตลับน้าจืดที่มีน้าหนักสดของตัว
39
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
42
มากกว่า 5 กรัมขึ้นไป จะสะสมแอลฟา-เอนโดซัลแฟน
เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตได้สูง
ถึง 1.18, 0.25 และ 3.99 ng/g-dw ตามลาดับ สาหรับ
การสารวจการสะสมของเอนโดซัลแฟนในสิ่งมีชีวิต
ของประเทศไทยยังพบน้อยแต่ก็มีรายงานบ้าง เช่น
ในการศึกษาของ Boonyatumanond et al. (2002) ซึ่ง
ได้ศึกษาการสะสมของออร์กาโนคลอรีนในหอยแมลงภู่
(Perna viridis) บริเวณชายฝั่งอ่าวไทย โดยพบว่า มีการ
สะสมดีดีทีและคลอเดนในปริมาณ 0.05-5.7 และ 0.22-
12.0 ng/g-ww แต่ไม่พบการสะสมเอนโดซัลแฟน และ
เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์
การย่อยสลายทางชีวภาพ (biodegradation)
เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยอาศัย
กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในการย่อยสลายสารเคมี
แปลกปลอมหรือสารสังเคราะห์ที่ปนเปื้อนใน
สิ่งแวดล้อม ถือเป็นกระบวนการเบื้องต้นที่สิ่งมีชีวิต
ใช้ปรับตัวเพื่อการรอดชีวิต (Singh, 2008) จุลินทรีย์
ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลาย พบทั่วไปใน
สิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ จุลินทรีย์มีการปรับตัวเพื่อให้
อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี จุลินทรีย์
จึงมีระบบเอนไซม์หลากหลายและสามารถย่อยสลาย
สารแปลกปลอมที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมภายใน
ถิ่นอาศัยเพื่อใช้เป็นสารอาหารหรือลดความเป็นพิษ
ของสารนั้นต่อเซลล์จุลินทรีย์เอง การย่อยสลายสาร
กาจัดศัตรูพืชโดยจุลินทรีย์ถือเป็นการลดการสะสมสาร
กาจัดศัตรูพืชในสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การย่อยสลายสาร
แปลกปลอมโดยจุลินทรีย์มีข้อได้เปรียบ เนื่องจาก
จุลินทรีย์กลุ่มเฮเทโรโทรปมักมีความสามารถในการ
ย่อยสลายสารอันตรายหลายชนิดรวมถึงสารมลพิษ
อินทรีย์เพื่อเป็นแหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพื่อ
การเจริญได้ ซึ่งทาให้การกาจัดสารมลพิษอินทรีย์
เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และไม่ทิ้งสารตัวกลางไว้ใน
สิ่งแวดล้อม (Li et al., 2009) อัตราและปริมาณการ
เจริญของจุลินทรีย์ในระหว่างกระบวนการย่อยสลาย
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสารกาจัดศัตรูพืช ความ
สามารถในการละลายน้า ความสามารถในการขนส่ง
สารเข้าสู่เซลล์ นอกจากนี้ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่
พีเอช อุณหภูมิ ปริมาณสารอาหารชนิดอื่นๆ ชนิดของ
ตัวรับอิเล็กตรอนในสภาพแวดล้อม และภาวะการณ์มี
ผู้ล่ายังส่งผลต่อระยะเวลาที่จุลินทรีย์ใช้ในการปรับตัว
เพื่อให้การย่อยสลายเกิดขึ้นได้อีกด้วย (Arbeli and
Fuentes, 2007) จุลินทรีย์ที่นามาใช้ในการย่อยสลาย
เอนโดซัลแฟนอาจอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์ประจาถิ่น
หรือเติมจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายซึ่ง
เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการลงไปในบริเวณที่ปนเปื้อน
จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟนมักคัดแยกจากสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อน
โดยตรง การศึกษาการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนมีหลาย
ลักษณะทั้งการคัดแยกจุลินทรีย์ที่มีความสามารถใน
การย่อยสลาย ศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมต่อการย่อย
สลาย ศึกษาชนิดของสารตัวกลางที่ผลิตขึ้นระหว่าง
การย่อยสลาย และทดสอบการนาจุลินทรีย์ที่มีความ
สามารถในการย่อยสลายไปใช้ย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟนที่ปนเปื้อนในสภาพดินที่จาลองให้ปนเปื้อน
เป็นต้น
เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในดินส่วนใหญ่จะ
ถูกย่อยสลายโดย 2 ปฏิกิริยาหลัก ได้แก่ การย่อย
สลายโดยแสง และการย่อยสลายโดยกระบวนการทาง
ชีวภาพ ซึ่งกระบวนการทางชีวภาพถือเป็นกระบวนการ
เบื้องต้นที่มีบทบาทสาคัญต่อการลดปริมาณเอนโด
ซัลแฟนออกจากดิน (Xie et al., 2011) การลดปริมาณ
เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในดินมักเกิดจากกิจกรรม
ของจุลินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน
ได้มีหลายชนิด ได้แก่ เชื้อรา Aspergillus sydoni และ
Mortieralla sp. แบคทีเรีย Azotobacter sp., Arthrobacter
sp., Burkholderia sp. และ Ochrobacterum sp. เป็นต้น
(Castillo et al., 2011; Goswami et al., 2009; Kataoka
et al., 2011; Kumar et al., 2008) การย่อยสลายเอนโด
40
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
41
ซัลแฟนโดยแบคทีเรียและเชื้อราเกิดโดยเอนโด
ซัลแฟนถูกย่อยสลายที่พันธะซัลไฟต์ อาศัยปฏิกิริยา
ออกซิเดชันของอีเทอร์ได้เป็นเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
และหากย่อยสลายด้วยปฏิกิริยาไฮโดรลิซีสจะได้
สารตัวกลางหลัก คือ เอนโดซัลแฟน ไดออล ซึ่งเป็น
พิษต่ากว่า โดยเอนโดซัลแฟน ไดออล สามารถถูกย่อย
สลายต่อจนได้เมทาบอไลท์ที่เป็นพิษต่าลง ได้แก่ เอนโด
ซัลแฟนอีเทอร์ เอนโดซัลแฟน ไฮดรอกซีอีเทอร์และ
เอนโดซัลแฟน แลคโตนเพียงเล็กน้อย (Goswami et al.,
2009; Li et al., 2009; Shivaramaiah and Kennedy,
2006) Figure 1 แสดงวิถีการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน
และสารตัวกลางที่ถูกผลิตขึ้น
การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนแล้วได้ผลิตภัณฑ์
เป็นเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตก่อให้เกิดความกังวล
เพิ่มขึ้น เนื่องจากเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตมีความคงทน
ต่อการย่อยสลายมากกว่าเอนโดซัลแฟน (Kumar et al.,
2008) การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยมิก่อให้เกิด
เมทาบอไลท์ที่เป็นอันตราย คือ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและมีนักวิจัยได้ให้ความสนใจ
การศึกษาโดยได้คัดแยกแบคทีเรียที่ย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟน โดยไม่ผลิตสารตัวกลางเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
เช่น ในการศึกษาของ Kwon et al. (2002) คัดแยก
แบคทีเรีย Klebsiella pneumonia KE-1 จากตัวอย่าง
ดินที่มีการปนเปื้อนเอนโดซัลแฟน แบคทีเรียดังกล่าว
มิได้ใช้วิถีออกซิเดชันในการย่อยสลายเอนโด ซัลแฟน
จึงไม่ผลิตสารตัวกลางเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต นอกจากนี้
แบคทีเรียดังกล่าวยังสามารถใช้เอนโดซัลแฟนเป็น
แหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวด้วย
(Kwon et al., 2002)
Endosulfan
Endosulfan Diol Endosulfan Sulfate
Endosulfan Ether Endosulfan Lactone
Figure 1 Pathway for microbial catabolism of endosulfan
Source: Shivaramaiah and Kennedy, 2006
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
42
การศึกษาของ Kumar et al. (2008) คัดแยก
แบคทีเรียที่มีความสามารถในการย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟน โดยแหล่งของจุลินทรีย์ได้มาจากดินบริเวณ
เกษตรกรรมที่มีการปนเปื้อนด้วยสารกาจัดศัตรูพืช
วิธีการคัดเลือกจะใช้เทคนิค enrichment โดยมีเอนโด
ซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพียง
แหล่งเดียว ผลการคัดแยกมีทั้งแบคทีเรียที่สามารถใช้
เอนโดซัลแฟนแบบ co-metabolism และแบคทีเรียที่ใช้
เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียงอย่างเดียว โดย
แบคทีเรียที่ใช้เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียง
แหล่งเดียวประกอบด้วย 3ไอโซเลท ได้แก่ Ochrobacterum
sp, Arthrobacter sp. และ Burkholderia sp. จากการ
ทดสอบประสิทธิภาพการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนที่ถูก
ทาให้ปนเปื้อนในดิน (sandy loam soil) โดยใช้ความ
เข้มข้นเริ่มต้นของเอนโดซัลแฟนในดินเป็น 50 mg/kg
พบว่า แบคทีเรีย Ochrobacterum sp. Arthrobacter sp.
และ Burkholderia sp. สามารถย่อยสลายแอลฟา-
เอนโดซัลแฟนในดินที่ถูกทาให้ปนเปื้อน 61, 74 และ
74% ตามลาดับ และสามารถย่อยสลายเบตา-เอนโด
ซัลแฟน 63, 75 และ 62% ตามลาดับ หลังจาก 6
สัปดาห์ของการบ่มเชื้อ ในขณะที่การย่อยสลายสารทั้ง
สองในชุดควบคุมมีค่าเพียง 26 และ 23% ตามลาดับ
สารตัวกลางที่ได้จากการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน โดย
Ochrobacterum sp. และ Burkholderia sp. ได้แก่ เอนโด
ซัลแฟน ไดออล ในขณะที่สารตัวกลางที่ได้จากการ
ย่อยสลายของ Arthrobacter sp. ได้แก่ เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต ซึ่งสารตัวกลางดังกล่าวจะถูกย่อยสลายต่อทา
ให้ไม่เกิดการสะสมเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
การศึกษาของ Castillo et al. (2011) คัดแยก
แบคทีเรียที่มีความสามารถในการย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟน โดยแหล่งของจุลินทรีย์ได้มาจากดินภายใน
ไร่กาแฟในเมืองชินชีนา ประเทศโคลัมเบีย ซึ่งมีประวัติ
การใช้สารกาจัดศัตรูพืชชนิดนี้ แบคทีเรียที่คัดแยกได้
คือ Azotobacter sp. ซึ่งเจริญได้เพียงเล็กน้อยใน
อาหารเหลวที่มีเอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียง
แหล่งเดียว แต่ Azotobacter sp. จะใช้เอนโดซัลแฟน
เป็นแหล่งของซัลเฟอร์มากกว่าเมื่อทดสอบในอาหาร
mineral salt โดยเอนโดซัลแฟน อีเทอร์เป็นสารตัวกลาง
หลักที่ตรวจพบจากการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดย
แบคทีเรียชนิดนี้ นอกจากนี้เอนโดซัลแฟนยังเป็นพิษ
ต่อเซลล์ Azotobacter sp. โดยลดกิจกรรมของเอนไซม์
ไนโตรจีเนสอีกด้วย
นอกจากนี้แบคทีเรียที่มีความสามารถในการ
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ยังสามารถคัดแยกได้จาก
ลาไส้ของไส้เดือน (Metaphire posthuma) อีกด้วย
ไส้เดือนชนิดนี้เก็บจากบริเวณที่มีประวัติการปนเปื้อน
เอนโดซัลแฟนในประเทศอินเดีย นาไส้เดือนที่เจริญ
เติบโตเต็มที่ สุขภาพดีและมีขนาดใกล้กันมาเลี้ยงใน
ดิน ที่ถูกทาให้ปนเปื้อนด้วยเทคนิคอลเกรดของเอนโด
ซัลแฟนความเข้มข้น 1 µg/g soil เป็นเวลา 1 สัปดาห์
ก่อนคัดแยกแบคทีเรียประจาถิ่นจากลาไส้ของไส้เดือน
แบคทีเรียที่คัดแยกได้ คือ Rhodococcus MTCC 6716
ซึ่งมีแนวโน้มในการนาไปใช้ฟื้นฟูสภาพดินที่ปนเปื้อน
เอนโดซัลแฟนได้จริงในสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถ
เจริญได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 45°ซ โดยไม่สูญเสียความ
สามารถในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน นอกจากนี้ยัง
สามารถใช้เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียง
แหล่งเดียวเพื่อการเจริญได้ไม่ผลิตสารตัวกลางเอนโด
ซัลแฟน ซัลเฟต แบคทีเรียที่คัดแยกได้มีประสิทธิภาพ
ในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนสูง โดยสามารถเจริญ
ได้ที่ระดับความเข้มข้นของเอนโดซัลแฟนสูงถึง 80 µg/l
จากการทดสอบในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวตรวจพบคลอไรด์
อิออนในอาหารเลี้ยงเชื้อแสดงว่าแบคทีเรียดังกล่าวมี
ความเป็นไปได้ที่จะย่อยสลายเอนโดซัลแฟนอย่าง
สมบูรณ์ (Verma et al., 2006) สาหรับการศึกษาการ
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟนและความเป็นไปได้ในการ
นาไปใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพ แวดล้อมที่ปนเปื้อนอื่นๆ สรุป
ได้ดัง ตารางที่ 2
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
43
ตารางที่ 2 การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยแบคทีเรียและเชื้อรา
จุลินทรีย์ แหล่งของ
จุลินทรีย์
ประสิทธิภาพการย่อยสลาย ชนิดสาร
ตัวกลางหลัก
อ้างอิง
Achromobacter
xylosoxidans
strain CS5
Activated
sludge
จากระบบบาบัด
น้าเสียของ
โรงงานผลิตสาร
กาจัดศัตรูพืชใน
เมืองเจียงซู
ประเทศจีน
เอนโดซัลแฟนเป็นทั้งแหล่งคาร์บอน ซัลเฟอร์และแหล่ง
พลังงานเพียงแหล่งเดียวของแบคทีเรีย การย่อยสลาย
เอนโดซัลแฟนเกิดได้ดีในสภาพดินที่จาลองให้ปนเปื้อนที่
ความเข้มข้น 50 mg/kg-dw ปริมาณแอลฟา- และเบตา-
เอนโดซัลแฟนถูกลดปริมาณลงได้สูงถึง 28.9 และ 12.4
mg/kg ส่วนดินที่ไม่เติมแบคทีเรียลดปริมาณแอลฟา-
และเบตา-เอนโดซัลแฟนได้เพียง 10.9 และ 3.9 mg/kg
หลังจาก 30 วันของการบ่มเชื้อ นอกจากนี้ความเป็นพิษ
ของเอนโดซัลแฟนในระหว่างการย่อยสลายลดลงจากการ
ทดสอบโดย Salmonella typhimurium TA1535 (umu-test)
เอนโดซัลแฟน
ไดออล
เอนโดซัลแฟน
อีเทอร์
Li et al.,
2009
Bacillus sp. (ระบุ
ชนิดเบื้องต้นโดย
โคโลนีและการย้อม
สีแกรม)
ดินบริเวณที่มี
การปลูกฝ้าย
ใกล้เมืองคุนตาร์
ประเทศอินเดีย
แบคทีเรียที่คัดแยกได้สามารถย่อยสลายเอนโดซัลแฟนได้
50% ภายในเวลา 3 วัน เมื่อเลี้ยงเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อ
เหลวที่มีเฉพาะเอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอน โดยใช้วิถี
ออกซิเดชันในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนเพราะพบสาร
ตัวกลาง คือ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตและแบคทีเรียไม่สามารถ
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตต่อไปได้
เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต
Shivaramaiah
and
Kennedy,
2006
Klebsiella oxytoca
KE-8
ดินบริเวณที่มี
การปลูกพริกไทย
และโสมจีน ใกล้
เมืองอันดง
จังหวัดคยองพุก
ประเทศเกาหลีใต้
แบคทีเรียที่คัดแยกจากดินที่มีการใช้เอนโดซัลแฟนในการ
ทาเกษตรกรรมมาเป็นเวลา 5 ปี สามารถย่อยสลายเอนโด
ซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว
ได้ โดยความเข้มข้นสูงสุดที่สามารถย่อยสลายได้ คือ 150
และ 173 mg/l ตามลาดับ ค่าคงที่ในการย่อยสลายแอลฟา-
เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโด ซัลแฟน
ซัลเฟตเท่ากับ 0.3084, 0.2983 และ 0.2465 ต่อวัน
ตามลาดับ โดยแบคทีเรียที่คัดแยกได้สามารถใช้เอนโด
ซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตเป็นแหล่งคาร์บอน และ
แหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวในอาหารเลี้ยงเชื้อได้
เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต ซึ่ง
สามารถย่อย
สลายต่อได้
พบเอนโดซัล
แฟน ไดออล
เล็กน้อยในการ
ทดสอบการย่อย
สลายเอนโดซัล
แฟน ซัลเฟต
Kwon
etal., 2005
Mortieralla sp.
strain W8
ดินบริเวณ
โรงงานเก่าที่มี
การปนเปื้อน
ดีดีทีและลินเดน
ในจังหวัดนิงะตะ
ประเทศญี่ปุ่น
การทดสอบการย่อยสลายแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟน
ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวโดยใช้ความเข้มข้นเริ่มต้นของสาร
ทั้งสองเป็น 8.2 µM ทั้งแอลฟา- และเบตา-เอนโด ซัลแฟน
สามารถถูกย่อยสลายโดยเชื้อราชนิดนี้ได้มากกว่า 70 และ
50% ตามลาดับ ในระยะเวลา 28 วัน แต่เชื้อราไม่สามารถ
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตได้ เมื่อทดลองใช้สาร
ดังกล่าวเป็นซับสเตรทหลัก
เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต
เอนโดซัลแฟน
ไดออล
เอนโดซัลแฟน
แลคโตน
Kataoka
etal., 2010
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
44
จุลินทรีย์ แหล่งของ
จุลินทรีย์
ประสิทธิภาพการย่อยสลาย ชนิดสาร
ตัวกลางหลัก
อ้างอิง
Mortieralla sp.
strain W8
ดินบริเวณ
โรงงานร้างที่มี
การปนเปื้อน
ดีดีทีและลินเดน
ในจังหวัดนิงะตะ
ประเทศญี่ปุ่น
การทดสอบการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนในดินที่ไม่ได้ผ่าน
การฆ่าเชื้อ และถูกทาให้ปนเปื้อนด้วยเอนโดซัลแฟนความ
เข้มข้นเริ่มต้น 3 mg/kg โดยใช้สับเสตรทร่วม ได้แก่ ราข้าว
สาลีหรือกากน้าตาลจากอ้อย พบว่าราข้าวสาลีจะกระตุ้น
การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนได้ดีกว่า โดยแอลฟา- และ
เบตา-เอนโดซัลแฟนถูกย่อยสลายได้ถึง 80 และ 50%
ตามลาดับหลังจาก 28 วันของการบ่มเชื้อ การผลิตสาร
ตัวกลางเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตจะลดปริมาณลงเมื่อใช้
ราข้าวสาลีเป็นสับเสตรทร่วม
เอนโดซัลแฟน
ไดออล
เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต
Kataoka
et al.,
2011
Trametas hisuta Institute for
fermentation
เมืองโอซากา
ประเทศญี่ปุ่น
T. hisuta มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน
และผลิตเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในระดับต่า สารตัวกลางที่
เกิดจากการย่อยสลายแอลฟา-เอนโดซัลแฟนโดย T. hisuta
ชนิดอื่นๆ ได้แก่ เอนโดซัลแฟน ไดออล เอนโดซัลแฟน อีเทอร์
และเอนโดซัลแฟน แลกโตน นอกจากนี้ พบว่า เชื้อราดังกล่าว
สามารถย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตได้
พบเอนโดซัลแฟน
ไดเมทิลีน เมื่อใช้
เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟตเป็นสับ
เสตรทในอาหาร
เลี้ยงเชื้อ
Kamei
et al.,
2011
เชื้อแบคทีเรียผสม
6 ชนิด แต่มีเพียง
S. maltophilia และ
R. erythropolis ที่
สามารถย่อยสลาย
เอนโดซัลแฟนได้ดี
ดินที่ปนเปื้ อน
สารกาจัดศัตรูพืช
ร่วมกันหลายชนิด
เชื้อแบคทีเรียผสมย่อยสลายแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟน
ได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว โดยสารทั้งสองถูกย่อยสลาย
ได้ถึง 75% และ 81% หลังจาก 2 สัปดาห์ของการบ่มเชื้อ
โดยความเป็นพิษของเอนโดซัลแฟนในระหว่างการย่อย
สลายลดลงจากการทดสอบโดย micronucleus assay จาก
เชื้อผสมทั้ง 6 เชื้อ พบว่า แบคทีเรียที่สามารถย่อยสลาย
เอนโดซัลแฟนได้ดีมี 2 ชนิด ได้แก่ Stenotrophomonas
maltophilia และ Rhodococcus erythropolis โดย S. maltophilia
มีความสามารถย่อยสลายได้ดีกว่า
เอนโดซัลแฟน
ไดออล
ไม่พบเอนโดซัล
แฟน ซัลเฟต
Kumar
et al.,
2007
Aspergillus
terricola,
Aspergillus
terreus,
Chaetosartorya
stromatoides
ดินที่มีประวัติการ
ใช้งานเอนโดซัล
แฟนแบบซ้าๆ
จากการทดสอบการย่อยสลายในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว
พบว่าเชื้อราทั้งสามชนิดสามารถย่อยสลายได้ทั้งแอลฟา-
และเบตา-เอนโดซัลแฟนมากกว่า 75% เมื่อมีเอนโดซัลแฟน
ความเข้มข้นเริ่มต้น 100 mg/l ภายในเวลา 12 วัน โดย
สภาวะที่เหมาะสมต่อการย่อยสลาย คือ พีเอช 6 อุณหภูมิ
30°ซ และในสภาวะเขย่า
เอนโดซัลแฟน
ไดออล
เอนโดซันแฟน
อีเทอร์
Hussain et
al., 2007
Bjerkandera
adusta
ไม่ระบุ เชื้อราสามารถย่อยสลายเอนโดซัลแฟนรวมทั้งสองไอโซเมอร์
ได้ 83% หลังจาก 27 วันของการเลี้ยงสารตัวกลางที่ได้จาก
การย่อยสลายพบเอนโดซัลแฟน ไดออลมากที่สุดใน
ปริมาณ 6 mg/kg ส่วนเอนโดซัลแฟน อีเทอร์ เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต พบในปริมาณเพียงชนิดละ 1 mg/kg
- Rivero
et al.,
2012
Aspergillus sydoni ดินจากไร่ฝ้าย เชื้อราสามารถย่อยสลายแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟน
ในดินธรรมชาติที่ถูกทาให้ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนได้สูงถึง
85 และ 74.8% ตามลาดับ ภายในเวลา 60 ของการบ่มเชื้อ
และจากการทดสอบในอาหารเหลว พบว่า เชื้อราสามารถ
ใช้เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพียง
แหล่งเดียวได้
เอนโดซัลแฟน
ซัลเฟต
เอนโดซัลแฟน
อีเทอร์
เอนโดซัลแฟน
แลกโตน
Goswami
et al.,
2009
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
43
จุลินทรีย์ แหล่งของ
จุลินทรีย์
ประสิทธิภาพการย่อยสลาย ชนิดสาร
ตัวกลางหลัก
อ้างอิง
เชื้อผสมระหว่าง
Bacillus sp.
สองสายพันธุ์
ดินบริเวณ
โรงงาน
อุตสาหกรรมที่มี
การปนเปื้อน
การเติมแบคทีเรียลงในดินที่ถูกทาให้ปนเปื้อนด้วยแอลฟา
และเบตาเอนโดซัลแฟนความเข้มข้น 1.64 และ 0.71 mg/g
จะช่วยกระตุ้นการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนทั้งสองชนิด โดย
การย่อยสลายจะเกิดขึ้นได้ดีในดินที่เปียก (68-69%)
มากกว่าดินน้าท่วมขัง (43-48%) สภาวะที่เหมาะสมต่อการ
ย่อยสลายคือพีเอช 8.5 นอกจากนี้การเติมแหล่งคาร์บอน
อื่นๆ เช่น โซเดียมอะซีเตทและโซเดียมซักซิเนตจะกดการ
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน
ไม่พบเอนโด
ซัลแฟน ซัลเฟต
Awasthi
et al., 2000
สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
สารเคมีกลุ่มออร์กาโนคลอรีนโดยเฉพาะเอนโด
ซัลแฟน และสารตัวกลางคือเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
เป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจศึกษาถึงระดับการปนเปื้อน
ในสิ่งแวดล้อม และการสะสมในสิ่งมีชีวิตทั่วทุกภูมิภาค
ของประเทศไทย ถึงแม้อันตรายจากสารกลุ่มนี้จะส่งผล
ในระดับต่าและมีความคงทนในสิ่งแวดล้อมต่ากว่าสาร
กลุ่มออร์กาโนคลอรีนชนิดอื่นๆ เช่น ดีดีที แต่เนื่องจาก
ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และสารเคมี
ดังกล่าวยังคงได้รับการอนุญาตให้ใช้งานได้ การ
ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตจึงมีโอกาสเป็นไปได้
การได้รับสารมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมแม้เพียง
เล็กน้อยแต่เป็นเวลานานก็ย่อมก่อให้เกิดอันตรายใน
ระยะยาวได้ นอกจากนี้การค้นหาวิธีการในการบาบัด
บริเวณที่ปนเปื้อนด้วยเอนโดซัลแฟนยังเป็นสิ่งที่
น่าสนใจ การอาศัยกิจกรรมการย่อยสลายจากจุลินทรีย์
ถือเป็นวิธีทางธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่การใช้จุลินทรีย์ที่คัดแยกได้แล้วเติมกลับลงสู่บริเวณ
ที่ปนเปื้อนยังคงมีสิ่งที่ควรคานึงถึง คือ อัตราการรอด
ชีวิตของจุลินทรีย์ที่เติมลงไป และจุลินทรีย์จะยังคง
ความสามารถในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนในสภาพ
ที่ปนเปื้อนจริงอยู่หรือไม่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมจริง
อาจมีการปนเปื้อนร่วมกันของสารหลายชนิด และอาจ
มีสารชนิดอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อเซลล์จุลินทรีย์ที่เติม
ลงไปและทาให้การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนถูกยับยั้ง
ได้ งานวิจัยที่คัดแยกจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการ
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต
ในประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากจุลินทรีย์ที่
คัดแยกจากบริเวณที่ปนเปื้อนจริงเมื่อเติมกลับสู่
สิ่งแวดล้อมจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้
ดีกว่าการใช้จุลินทรีย์จากแหล่งอื่น นอกจากนี้ผลลัพธ์
ของการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์มิใช่
เพียงเพื่อลดปริมาณเอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนใน
สิ่งแวดล้อมนั้นๆ หากแต่ต้องประเมินความเป็นพิษใน
ระหว่างกระบวนการย่อยสลายหรือศึกษาชนิดของสาร
ตัวกลางที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้นด้วย เนื่องจากหากจุลินทรีย์
ย่อยสลายเอนโดซัลแฟนแล้วผลิตสารตัวกลางที่เป็น
พิษเพิ่มขึ้นก็ไม่ควรนาจุลินทรีย์ชนิดดังกล่าวไปใช้ใน
การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมจริง สิ่งเหล่านี้เป็นข้อควร
พิจารณาก่อนการตัดสินใจนาจุลินทรีย์ไปใช้ในสภาพที่
ปนเปื้อนจริง
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบพระคุณคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ ฉุยฉาย
อาจารย์ประจาสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ สาหรับ
คาแนะนาที่เป็น ประโยชน์ในการเขียนบทความฉบับนี้
45
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
48
เอกสารอ้างอิง
ปิยะวรรณ ศรีวิลาศ และกานดา ใจดี. 2549.
สารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในดิน
ตะกอนบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของ
ประเทศไทย. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา
11: 26-39.
ศักดา ศรีนิเวศน์. สถาบันบริหารศัตรูพืชโดยชีวภาพ.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.
doae.go.th/report/sukda/hoy_hit.html
(19 สิงหาคม 2551).
Arbeli, Z. and C. L. Fuentes. 2007. Accelerated
biodegradation of pesticides: An overview
of the phenomenon, its basis and
possible solutions; and a discussion on
the tropical dimension.
Crop Prot. 26: 1733-1746.
Awasthi, N., R. Ahuja and A. Kumar. 2000.
Factors influencing the degradation of
soil-applied endosulfan isomers.
Soil Biol. Biochem. 32: 1697-1705.
Barakat, A. O., A. Mostafa, T. L. Wade,
S. T. Sweet and N. B. El Sayed. 2012.
Spatial distribution and temporal trends
of persistent organochlorine pollutants
in sediments from Lake Maryut,
Alexandria, Egypt. Mar. Pollut. Bull.
64: 395-404.
Becker, L., M. Scheringer, U. Schenker and
K. Hungerbühler. 2011. Assessment of
the environmental persistence and long-
rang transport of endosulfan.
Environ. Pollut. 159: 1737-1743.
Boonyatumanond, R., A. Jaksakul, P. Puncharoen
and M. S. Tabucanon. 2002. Monitoring
of organochlorine pesticides residues
in green mussels (Perna viridis)
from the coastal area of Thailand.
Environ. Pollut. 119: 245-252.
Castillo, J. M., J. Casas and E. Romero. 2011.
Isolation of an endosulfan-degrading
bacterium from a coffee farm soil:
Persistence and inhibitory effect on its
biological functions.
Sci. Total Environ. 412-412: 20-27.
Coimbra, A. M., M. A. Reis-Henriques and
V. M. Darras. 2005. Circulatingthyroid
hormone levels and Iodothyronine
deiodinase activities in Nile tilapia
(Oreochromis niloticus) following dietary
exposure to endosulfan and Aroclor 1254.
Comp. Biochem. Physiol. Toxicol.
Pharmacol. 141:8-14.
Da Cuña, R. H., G. R. Vázquez, M. N. Piol,
N. V. Guerrero, M. C. Maggese and
F. L. Lo Nosto. 2011. Assessment of
the acute toxicity of the organochlorine
pesticide endosulfan in Cichlasoma
dimerus (Teleostei, Perciformes).
Ecotoxicol. Environ. Safe.
74: 1065-1073.
Daly, G. L., Lei, Y. D., C. Teixeira, D. C. G. Muir
and F. Wania. 2007. Pesticides in
western Canadian mountain air and soils.
Environ. Sci. Technol. 41: 6020-6025.
46
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
47
Doong R. A., C. K. Peng, Y. C. Sun and
P. L. Liao. 2002. Composition and
distribution of organochlorine pesticides
residues in surface sediments from
the Wu-Shi River estuary, Taiwan.
Mar. Pollut. Bull. 45: 246-253.
Dutta, H. M. and D. A. Arends. 2003. Effects of
endosulfan on brain acetylcholinesterase
activity in juvenile bluegill sunfish.
Environ. Res. 91: 157-162.
Golfinopoulos, S. K., A. D. Nikolaou,
M. N. Kostopoulou, N. K. Xilourgidis,
M. C. Vagi and D. T. Lekkas. 2003.
Organochlorine pesticides in the surface
waters of Northern Greece. Chemosphere
50: 507-516.
Goswami, S., K. Vig and D. K. Singh. 2009.
Biodegradation of  and  endosulfan by
Aspergillus sydoni. Chemosphere
75: 883-888.
Hussain, S., M. Arshad, M. Saleem and
Z. A. Zahir. 2007. Screening of soil fungi
in vitro degradation of endosulfan.
World J. Microbiol. Biotechnol.
23: 939-945.
Jiang, Y. F., X. T. Wang, Y. Jia, F. Wang,
M. H. Wu, G. Y. Sheng and J. M. Fu.
2009. Occurrence, distribution and possible
sources of organochlorine pesticides
in agricultural soil of Shanghai, China.
J. Hazard. Mater. 170: 989-997.
Joseph, R., S. Reed, K. Jayachandran,
C. Clark-Cuadrado and C. Dunn. 2010.
Endosulfan has no adverse effect of soil
respiration. Agr. Ecosys. Environ.
138: 181-188.
Kamei, I., K. Takagi and R. Kondo. 2011.
Degradation of endosulfan and
endosulfan sulfate by white- rot fungus,
Trametes hirsute. J. Wood Sci.
57: 317-322.
Kataoka, R., K. Takagi and F. Sakakibara. 2010.
A new endosulfan-degrading fungus,
Mortieralla species isolated from a soil
contaminated with organochlorine
pesticides. J. Pestic. Sci.
35(3): 326-332.
Kataoka, R., K. Takagi and F. Sakakibara. 2011.
Biodegradation of endosulfan by
Mortieralla sp. strain W8 in soil: Influence
of different substrates on biodegradation.
Chemosphere 85: 548-552.
Kegley, S. E., B. R. Hill, S. Orme and A. H. Choi.
2009. PANPesticideDatabase.Pesticide
Action Network, North America
(San Francisco, CA). [Online]. Available
http://www.pestici deinfo.org
(17 February 2013).
Kim, J. H. and A. Smith. 2001. Distribution of
organochlorine pesticides in soils from
South Korea. Chemosphere 43: 137-140.
Kumar, M. and L. Philip. 2006. Adsorption and
desorption characteristics of hydrophobic
pesticide endosulfan in four Indian soils.
Chemosphere 62: 1064-1077.
Kumar, K., S. S. Devi, K. Krishnamurthi,
G. S. Kanade and T. Chakrabarti. 2007.
Enrichment and isolation of endosulfan
degrading and detoxifying bacteria.
Chemosphere 68: 317-322.
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
48
Kumar, M., C. V. Lakshmi and S. Khanna. 2008.
Biodegradation and bioremediation of
endosulfan contaminated soil.
Bioresource Technol. 99: 3116-3122.
Kwon, G. S., J. E. Kim, T. K. Kim, H. Y. Sohn,
S. C. Koh, K. S. Shin and D. G. Kim.
2002. Klebsiella pneumonia KE-1 degrades
endosulfan without formation of the toxic
metabolites, endosulfan sulfate.
FEMS Microbiol. Lett. 215: 255-259.
Kwon, G. S., H. Y. Sohn, K. S. Shin, E. Kim and
B. l. Seo. 2005. Biodegradation of
the organochlorine insecticide, endosulfan,
and the toxic metabolite, endosulfan
sulfate, by Klebsiella oxytoca KE-8.
Appl. Microbiol. Biotechnol.
67: 845-850.
Leong, K. H., L. L. B. Tan and A. M. Mustafa.
2007. Contamination levels of selected
organochlorine and organophosphate
pesticides in the Selangor river, Malaysia
between 2003 and 2003.
Chemosphere 66: 1153-1159.
Li, W., Y. Dai, B. Xue, Y. Li, X. Peng, J. Zhang
and Y. Yan. 2009. Biodegradation and
detoxification of endosulfan in aqueous
medium and soil by Achromobacter
xylosoxidans strain CS5.
J. Hazard. Mater. 167: 209-216.
Li, Q., X. Wang, J. Song, H. Sui, L. Huang and
L. Li. 2012. Seasonal and diurnal
variation in concentrations of gaseous
and particulate phase endosulfan.
Atmos. Environ. 61: 620-626.
Ling, Y. C. and H. C. Teng. 1997. Supercritical
fluind extraction and clean up of
organochlorine pesticides and
polychlorinated biphenyls in mussel.
J. Chromatogr. A. 790: 153-160.
Miglioranza, K .S. B., M. A. González Sagrario,
J. E. Aizpún de Moreno, V. J. Moreno,
A. H. Escalante and M. L. Osterrieth. 2002.
Agricultural soil as a potential source of
organochlorine pesticides into nearby
pond. Environ. Sci. Pollut. Res. Int.
9: 250-256.
Migliolanza, K. S. B., J. E. A. de Moreno and
V. J. Moreno. 2004. Organochlorine
pesticides sequestered in the aquatic
macrophyte Schoenoplectus californicus
(C.A. Mayer) Soják from a shallow lake in
Argentina. Wat. Res. 38: 1765-1772.
Pandit, G. G., A. M. Mohan Rao, S. K. Jha,
T. M. Krishnamoorthy, S. P. Kale,
K. Raghu and N. B. K. Murthy. 2001.
Monitoring of organochlorine pesticide
residues in Indian marine environment.
Chemosphere 44: 301-305.
Paul V. and E. Balasubramanian. 1997. Effect of
single and repeated administration of
endosulfan on behavior and its interaction
with centrally acting drugs in experimental
animals: a mini review. Environ. Toxicol.
Pharmacol. 18: 571-575.
Poolpak, T., P. Pokethitiyook, M. Kruatrachue,
U. Arjarasirikoon and N. Thanwaniwat.
2008. Residue analysis of organochlorine
pesticides in the Maeklong river of central
Thailand. J. Hazard. Mater.
156: 230-239.
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 33-50
47
Rissato, S. R., M. S. Galhiane, V. F. Ximenes,
R. M. B. de Andrade, J. L. B. Talamoni,
M. Libânio, M. V. de Almeida, B. M. Apon
and A. A. Cavalari. 2006. Organochlorine
pesticides and polychlorinated Biphenyls in
soil and water samples in the Northeastern
part of São Paulo State, Brazil.
Chemosphere 65: 1949-1958.
Rivero, A., A. Niell, V. Cesio, M. P. Cerdeiras and
H. Heinzen. 2012. Analytical
methodology for the study of endosulfan
bioremediation under controlled conditions
with white rot fungi. J. Chromatogr. B.
907: 168-172.
Samoh, A. N. H. and M. S. Ibrahim. 2009.
Organochlorine pesticide residues in the
major river of Southern Thailand.
EvironmentAsia. 1: 30-34.
Shukla, G., A. Kumar, M. Bhanti, P. E. Joseph and
A. Taneja. 2006. Organochlorine pesticides
contamination of groundwater in the city
of Hyderabad. Environ. Int. 32: 244-247.
Shivaramaiah, H. M. and I. R. Kennedy. 2006.
Biodegradation of endosulfan by soil
bacterium. J Environ. Sci. Heal. B.
41: 895-905.
Singh, D. K. 2008. Biodegradation and
bioremediation of pesticides in soil:
concept, method and recent
developments. Indian J. Microbiol.
48: 35-40.
Sojinu, O. S., O. O. Sonibare, O. O. Ekundayo
and E. Y. Zeng. 2012. Assessment
organochlorine pesticides residues in
higher plants from oil exploration areas of
Niger Delta, Nigeria. Sci. Total Environ.
433: 169-177.
Sumith, J. A., P. Parkpian and N. Leadprathom.
2009. Dredging influenced sediment
toxicity of endosulfan and lindane on
black tiger shrimp (Penaeus monodon
Fabricius) in Chanthaburi
River estuary in Thailand.
Int. J. Sediment Res. 24: 455-464.
Tan, L., M. He, B. Men and C. Lin. 2009.
Distribution and sources of organochlorine
pesticides in water and sediments from
Daliao River estuary of Liaodong Bay,
Bohai (China). Estuar. Coast. Shelf. S.
89: 119-127.
Thapinta, A. and P. F. Hudak. 2000. Pesticides
use and residues occurrence in Thailand.
Environ. Monit. Assess. 60: 103-114.
Turgut, C. 2003. The contamination with
organochlorine pesticides and heavy
metals in surface water In Küçük
Menderes River in Turkey, 2000-2002.
Environ. Int. 29:29-32.
Verma, K., N. Agrawal, M. Farooq, P. B. Misra
and R. K. Hans. 2006. Endosulfan
degradation by Rhodococcus strain
isolated from earthworm gut. Ecotoxicol.
Environ. Safe. 64: 377-381.
49
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50
48
Vorkamp, K., F. Riget, M. Glasius, M. Pécselic,
M. Lebeuf and D. Muir. 2004.
Chlorobenzenes, chlorinated pesticides,
coplanar chlorobiphenyls and other
organochlorine compound in
Greenland biota. Sci. Total Environ.
331: 157-175.
Wang, F., X. Jiang, Y. R. Bian, F. X. Yao,
H. J. Gao, G. F. Yu, J. C. Munch and
R. Schroll. 2007. Organochlorine
pesticides in soils under different land
usage in the Taihu Lake
region, China. J. Environ Sci.
19: 584-590.
Weber, J., C. J. Halsall, D. Muir, C. Teixeira,
J. Small, K. Solomon, M. Hermanson,
H. Hung and T. Bidleman. 2010.
Endosulfan, a global pesticide: a review
of its fate in the environment and
occurrence. Sci. Total Environ.
408: 2966-2984.
Xie, H., F. Gao, W. Tan and W. Shu-Guang. 2011.
A short-term study on the interaction of
bacteria, fungi and endosulfan in soil
microcosm. Sci. Total Environ. 412-
413: 375-379.
Yeo, H. G., M. Choi and Y. Sunwoo. 2004.
Seasonal variations in atmospheric
concentrations of organochlorine
pesticides in urban and rural areas of
Korea. Atmos. Environ. 38: 4779-4788.
Zhang, H. B., Y. M. Luo, Q. G. Zhao, M. H. Wong
and G. L. Zhang. Residues of
organochlorine Pesticides in Hong Kong
soils. Chemosphere 63: 633-641.
Zhao, Z., L. Zhang, J. Wu and C. Fan.
Distribution and bioaccumulation of
organochlorine pesticides in surface
sediments and benthic organisms from
Taihu Lake, China. Chemosphere
77: 1191-1198. [Online]. Available
http://chm.pops.int/Convention/Media/Pres
sreleases/Widelyusedpesticideendosulfan
phaseout/tabid/2216/language/en-
US/Default.aspx (9 June 2013).
50
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 51-61
51
กลยุทธ์การจัดการผลิตผักกางมุ้งของกลุ่มเกษตรกรบ้านสะอาดสมศรี
ตาบลภูปอ อาเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
The Strategy of Production Management of Vegetable Production in Nylon-net House
for Ban Sa-at Som Sri Farmers Group in Phupor Sub-district, Mueang District
Kalasin Province
นงนภัส ศิริวรรณ์หอม1*
และสุภาภรณ์ พวงชมภู2
Nongnapat Siriwanhom1*
and Supaporn Poungchompu2
1
สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธำนี อุดรธำนี 41000
2
สำขำธุรกิจกำรเกษตร คณะเกษตรศำสตร์ มหำวิทยำลัยขอนแก่น ขอนแก่น 40000
1
Udonthani Provincial Land Reform Office, Udonthani, Thailand 41000
2
Agricultural Business Program, Department of Agricultural Economics, Faculty of Agriculture, Khon Kean University
Khon Kean, Thailand 40000
*Corresponding auther: snongnapat@yahoo.com
Abstract
This research aims to study management, cost, return, problems and obstacles of the vegetable
nylon-net house production. The main objective is to create strategies for vegetable production in vegettable
nylon-net house for Baan Sa-at Som Sri farmers group in Phupor Sub-district, Mueang district, Kalasin
province. Interview was used as a research tool with village committee and group members as participants.
The study revealed that from 31 members of vegetable growers, 9 members are independent growers. In
this, the main vegetables are Choi Sum, Kale, Coriander, and Dill with 80% of production sold at a self-
reliance community centre and 20% directly to the consumers. It was found that the net profit per 22 square
meters are 708.80 Baht for Choi Sum, 572.80 Baht for Kale, 381.30 Baht for Coriander, and 92.10 Baht
for Dill.
Two main problems were found in this research, one being a lack of knowledge within group
members; and the other being an ineffective organizational management. These problems were found to
be the root causes for vegetables being sold at low prices. Thus, the strategies for organization development
were identified to be 1) organization management competency strategy; 2) production skill development
strategy; 3) capital management strategy; and 4) marketing strategy. These then turned into 3 projects,
namely, 1) organization management and leadership empowerment project; 2) nylon-net house production
plan project, and 3) capital management and book-keeping system.
Keywords: management strategy, negetable production, nylon-net house
วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61
52
บทคัดย่อ
กำรศึกษำนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำกำร
จัดกำรผลิต ต้นทุน ผลตอบแทน ตลอดจนปัญหำและ
อุปสรรคในกำรผลิตผักกำงมุ้ง เพื่อวำงแผนกลยุทธ์
ให้กับกลุ่มปลูกผักกำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรี ตำบลภูปอ
อำเภอเมือง จังหวัดกำฬสินธุ์ โดยกำรสัมภำษณ์ข้อมูล
จำกแบบสอบถำมสำหรับกรรมกำรและสมำชิกกลุ่ม
ผลกำรศึกษำ พบว่ำ กลุ่มมีสมำชิกทั้งหมด 31 คน
ปัจจุบันมีสมำชิกที่ปลูกผักกำงมุ้งจำนวน 9 คน และ
แยกปลูกผักเป็นรำยบุคคล ซึ่งผักที่สมำชิกกลุ่มนิยม
ปลูก คือ ผักกวำงตุ้ง ผักคะน้ำ ผักชี และผักชีลำว
แหล่งจำหน่ำย คือ ศูนย์ชุมชนพึ่งตนเองฯ ร้อยละ 80
และขำยให้ผู้บริโภคโดยตรง ร้อยละ 20 โดยมีกำไรต่อ
แปลงต่อรุ่น (22 ตร.ม.) ดังนี้ ผักกวำงตุ้ง 708.80 บำท
ผักคะน้ำ 572.80 บำท ผักชี 381.30 บำท และผักชีลำว
92.10 บำท
ปัญหำที่พบ คือ กลุ่มไม่มีควำมรู้และทักษะ
กำรบริหำรจัดกำรองค์กร กำรใช้ประโยชน์จำก
โรงเรือนยังไม่เกิดประสิทธิภำพสูงสุด และผักยังขำยได้
ในรำคำต่ำ ดังนั้น จึงได้มีกำรกำหนดแผนเชิงกลยุทธ์
ในกำรพัฒนำองค์กร ได้แก่ 1) กลยุทธ์กำรเพิ่มขีด
ควำมสำมำรถในกำรบริหำรองค์กร 2) กลยุทธ์กำร
พัฒนำทักษะกำรผลิต 3) กลยุทธ์กำรบริหำรจัดกำร
ทุนของกลุ่ม 4) กลยุทธ์กำรตลำด และได้นำกลยุทธ์
ไปสู่แผนปฏิบัติกำร จำนวน 3 โครงกำร ได้แก่ 1)
โครงกำรฝึกอบรมกำรบริหำรจัดกำรองค์กรและกำร
เป็นผู้นำ 2) โครงกำรจัดทำแผนกำรผลิตผักกำงมุ้ง
และ 3) โครงกำรบริหำรจัดกำรทุนและกำรจัดทำบัญชี
ฟำร์ม และหน่วยงำนภำครัฐต้องพัฒนำองค์ควำมรู้ด้ำน
กำรจัดกำรองค์กรตลอดจนเทคนิคกำรปลูกผักกำงมุ้ง
ให้เกษตรกรอย่ำงจริงจัง
คาสาคัญ: กลยุทธ์ กำรจัดกำรผลิต ผักกำงมุ้ง
คานา
ผักกำงมุ้ง คือ ผักที่ปลูกในโรงเรือนตำข่ำย
เพื่อป้องกันแมลงไม่ให้เข้ำทำลำยผักให้เกิดควำม
เสียหำย ลดกำรใช้สำรเคมีในกำรป้องกันกำจัดแมลง
ศัตรูผักเพื่อให้เป็นผักปลอดสำรพิษ ทำให้เกิดควำม
ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม และ
ยังเป็นกำรลดต้นทุนกำรผลิตในระยะยำว ซึ่งเท่ำกับทำ
ให้เกษตรกรมีรำยได้ที่ดีขึ้น โดยเฉพำะในยุคที่ผู้บริโภค
ได้หันมำใส่ใจต่อสุขภำพ มีกำรเลือกบริโภคอำหำรที่
ปลอดภัย ถึงแม้จะมีรำคำที่สูงขึ้นก็ตำม จำกควำม
สำคัญดังกล่ำวข้ำงต้น สำนักงำนปฏิรูปที่ดินเพื่อ
เกษตรกรรม ซึ่งมีหน้ำที่ในกำรพัฒนำเกษตรกร
หลังจำกได้รับกำรจัดสรรที่ดิน ให้มีคุณภำพชีวิตดีขึ้น
สำมำรถดำรงชีวิตอยู่บนที่ดิน ที่ได้รับกำรจัดสรรได้
อย่ำงยั่งยืน รักผืนดินไม่ทิ้งถิ่น จึงได้ส่งเสริมให้มีกำร
ปลูกผักกำงมุ้งขึ้นในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยได้สร้ำง
โรงเรือนปลูกผักกำงมุ้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในนิคม
กำรเกษตร ตำบลคลองนครเนื่องเขต อำเภอเมือง
จังหวัดฉะเชิงเทรำ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้กำรใช้ที่ดิน
ให้กับเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย มีแรงงำนจำกัด
สำมำรถใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้
ดำรงชีวิตในสังคมได้อย่ำงยั่งยืน และเป็นต้นแบบ
ให้กับสำนักงำนปฏิรูปที่ดินจังหวัดต่ำงๆ ในกำรผลิต
ผักปลอดภัย และเมื่อปลำยปี พ.ศ. 2554 และต้นปี
พ.ศ. 2555 ได้สนับสนุนโรงเรือนผักกำงมุ้งในพื้นที่
นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้ำนสะอำดสมศรี หมู่ 2 ตำบล
ภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกำฬสินธุ์ จำนวน 4 หลัง
คิดเป็นมูลค่ำประมำณ 196,000 บำท มุ่งหวังให้กลุ่ม
เกษตรกรใช้โรงเรือนในกำรปลูกผักปลอดสำรพิษ
เพื่อให้เกษตรกรได้บริโภคผักปลอดภัย ตลอดจน
สำมำรถยึดเป็นอำชีพสร้ำงรำยได้ให้กับครัวเรือน
(ศุภกิจ, 2554)
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 51-61
55
จำกกำรศึกษำงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่
เป็นกำรศึกษำด้ำนกำรผลิตและกำรตลำดผักปลอดภัย
เทคโนโลยีกำรปลูกผักปลอดสำรพิษ ตลอดจนกำร
ยอมรับเทคโนโลยีกำรปลูกผักกำงมุ้งของเกษตรกร
เช่น ไกรเลิศ และคณะ (2547) ได้จัดทำโครงกำรศึกษำ
สถำนภำพของกำรใช้โรงเรือนสำหรับผลิตพืชสวน
ในสภำพควบคุม เพื่อกำรค้ำในประเทศไทย พบว่ำ
โครงสร้ำงส่วนใหญ่ทั้งเสำและโครงทำจำกปูนและเหล็ก
ขณะที่บำงส่วนเริ่มด้วยโครงไม้ไผ่ หลังคำโรงเรือนมุง
ด้วยพลำสติกที่ Anti-UV เป็นส่วนมำก โครงสร้ำงที่
เสียหำยบ่อยที่สุด คือ หลังคำซึ่งเกิดจำกลมพัดแรง
จีรศักดิ์(2538) อ้ำงโดย มงคล และนุจรี (2541) พบว่ำ
กำรปลูกผักกำงมุ้งเหมำะสำหรับพื้นที่ที่มีกำรปลูกผัก
หลำยรุ่นและปลูกต่อเนื่องกันตลอดปี สำมำรถป้องกัน
ศัตรูพืชได้มำกกว่ำร้อยละ 70
ในกำรศึกษำของชำตรี และคณะ (2548) ได้
จัดทำโครงกำรพัฒนำกำรผลิตผักคุณภำพและถ่ำยทอด
เทคโนโลยีกำรปลูกผักปลอดสำรพิษในโรงตำข่ำยกัน
แมลง พบว่ำ กำรนำเทคโนโลยีมำใช้ปรับปรุงระบบกำร
ผลิตจะทำให้ต้นทุนกำรผลิตในระยะแรกสูงขึ้น แต่ใน
ระยะยำว พบว่ำ ต้นทุนกำรผลิตลดลงตำมลำดับ ใน
ขณะที่ปริมำณและคุณภำพผลผลิตสูงขึ้น เช่นเดียวกับ
ชลำกร (2546) ได้ศึกษำกำรผลิตและกำรตลำดผัก
ปลอดภัยจังหวัดขอนแก่น พบว่ำ ต้นทุนกำรผลิตผัก
ปลอดภัยนอกมุ้งตำข่ำย สูงกว่ำต้นทุนของกำรผลิตผัก
ปลอดภัยในมุ้งตำข่ำย ผักที่ควรทำกำรผลิตในมุ้งตำข่ำย
ได้แก่ คะน้ำ และกวำงตุ้ง เนื่องจำกมุ้งตำข่ำยจะทำให้
ผักมีสีสด หวำนกรอบ น่ำรับประทำนมำกกว่ำ และ
เรขำ (2543) ได้ศึกษำกำรยอมรับเทคโนโลยีกำรปลูก
ผักกำงมุ้งของเกษตรกรในจังหวัดกำญจนบุรี พบว่ำ
เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจปลูกผักกำงมุ้ง เพรำะ
คำนึงถึงสุขภำพและควำมปลอดภัยของตนเองและ
สมำชิกในครอบครัว และจะปลูกผักกำงมุ้งต่อไป แต่ยัง
ไม่แน่ใจที่จะซื้อมุ้งตำข่ำยมำใช้เอง
จำกกำรศึกษำงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องข้ำงต้น
พบว่ำ ยังไม่มีกำรศึกษำในเรื่องกลยุทธ์กำรจัดกำรผลิต
ผักกำงมุ้งแต่อย่ำงใด กำรศึกษำในครั้งนี้จึงเลือกศึกษำ
กลยุทธ์กำรจัดกำรผลิตผักกำงมุ้ง เพื่อให้เกษตรกรมี
แนวทำงในกำรวำงแผนกำรผลิตผักกำงมุ้งให้ได้อย่ำง
ต่อเนื่อง มีประสิทธิภำพ สำมำรถป้องกันกำรสะสมโรค
และแมลง ทำให้เกษตรกรเกิดควำมมั่นใจ กล้ำลงทุน
สร้ำงมุ้งเพิ่ม สำมำรถขยำยพื้นที่ปลูก ขยำยตลำด เพิ่ม
รำยได้ และมีสุขภำพแข็งแรง เป็นไปตำมวัตถุประสงค์
ของสำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
วิธีดาเนินการวิจัย
ประชำกรในกำรศึกษำครั้งนี้ คือ เกษตรกร
บ้ำนสะอำดสมศรี ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัด
กำฬสินธุ์ ที่เข้ำรับกำรฝึกอบรมเทคนิคกำรทำโรงเรือน
กำงมุ้ง และเป็นสมำชิกกลุ่มปลูกผักกำงมุ้ง จำนวน
31 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่ำงแบบเฉพำะเจำะจง
(Purposive selection) คือ สมำชิกกลุ่มที่ยังคงทำ
กิจกรรมปลูกผักกำงมุ้ง จำนวน 9 คน รวบรวมข้อมูล
โดยใช้แบบสอบถำมแบบปลำยเปิดและปลำยปิด และ
วิเครำะห์ข้อมูลเชิงพรรณนำในด้ำนเศรษฐกิจและสังคม
โดยใช้ SWOT เป็นเครื่องมือในกำรวิเครำะห์ศักยภำพ
ของกลุ่ม ตลอดจนปัญหำอุปสรรคจำกกำรดำเนินงำน
โดยมีสภำพแวดล้อมด้ำนสังคมและเศรษฐกิจ เช่น เพศ
อำยุ รำยได้ ระดับกำรศึกษำ และประสบกำรณ์กำร
ปลูกผัก เป็นตัวแปรอิสระ ส่วนตัวแปรตำม คือ 1)
สภำพปัญหำกำรจัดกำรผลิต 2) สภำพปัญหำกำร
จัดกำรตลำด จำกนั้นทำกำรวิเครำะห์ SWOT กลุ่ม
ปลูกผักกำงมุ้ง แล้วจัดทำข้อเสนอแนะแนวทำงกำร
สร้ำงกลุ่มให้เข้มแข็ง ส่วนกำรวิเครำะห์ข้อมูลเชิง
ปริมำณ เป็นกำรวิเครำะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของ
กำรผลิตผักกำงมุ้ง โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel
ในกำรวิเครำะห์ข้อมูลเพื่อประกอบกำรอธิบำยผล
กำรศึกษำ
53
วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61
54
ผลการวิจัยและวิจารณ์
ข้อมูลทั่วไปของกลุ่ม
สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำฬสินธุ์
ดำเนินกำรจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเข้ำทำประโยชน์ใน
ที่ดินเอกชน ซึ่งเป็นที่ดินที่จัดซื้อด้วยเงินกองทุนกำร
ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 31 คน คนละ
2 ไร่ 2 งำน ให้ได้รับสิทธิในกำรเข้ำทำประโยชน์และ
เช่ำซื้อที่ดิน ในระยะแรกเกษตรกรทั้งหมดได้มีกำร
รวมกลุ่มจัดตั้งวิสำหกิจชุมชนขึ้น โดยดำเนินกิจกรรม
เลี้ยงโคและปลูกผักปลอดสำรพิษเพื่อเพิ่มรำยได้ให้กับ
ครอบครัว และเมื่อปลำยปี พ.ศ. 2554 และต้นปี พ.ศ.
2555 สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
(ส.ป.ก.) ได้สนับสนุนโรงเรือนกำงมุ้งจำนวน 4 หลัง
เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภำพกำรใช้ที่ดินขนำด
เล็กในกำรปลูกผัก ในระยะแรกได้รับควำมร่วมมือจำก
เกษตรกรทุกคน แต่ปัจจุบันยังคงเหลือสมำชิกที่ปลูก
ผักกำงมุ้งจำนวน 9 คน และปลูกผักเป็นรำยบุคคล
เนื่องจำกกลุ่มขำดองค์ควำมรู้ในกำรบริหำรจัดกำร
องค์กร ขำดกำรวำงแผนกำรผลิตที่เป็นระบบ และขำด
กำรวำงแผนกำรปฏิบัติงำนที่เหมำะสม
ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรสำมำรถรวมกลุ่มใน
กำรปลูกผักกำงมุ้งได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่ม
เกษตรกร ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงที่มี
ควำมสนใจเรียนรู้วิธีกำรปลูกกำงมุ้ง ให้เกิดองค์ควำมรู้
ในกำรผลิตผักปลอดภัย กำรวิเครำะห์สภำพแวดล้อม
ภำยนอกและสภำพแวดล้อมภำยใน ของกลุ่มปลูกผัก
กำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรีโดยใช้ SWOT เป็นเครื่องมือ
จึงมีควำมจำเป็นอย่ำงยิ่ง เช่นเดียวกับสมำคมกำรค้ำ
เกษตรอินทรีย์ของสหรัฐ (Organic Trade Association:
OTA) ที่ได้ใช้ SWOT เป็นเครื่องมือช่วยในกำรวำงแผน
ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำธุรกิจเกษตรอินทรีย์ในประเทศ
ซึ่งช่วยให้รู้จุดแข็ง จุดอ่อน โอกำส และอุปสรรค ทำให้
เข้ำใจสภำพกำรณ์และแนวโน้มธุรกิจเกษตรอินทรีย์ได้
ดียิ่งขึ้น (สมำคมกำรค้ำเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐ, มปป)
โดยมีกำรวิเครำะห์องค์กรของกลุ่มปลูกผัก
กำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรี ดังนี้
จุดแข็ง (Strength: S)
1. เกษตรกรมีทักษะกำรปลูกผักปลอดสำรพิษ
ก่อนปลูกผักกำงมุ้ง เฉลี่ย 4.44 ปีต่อคน
2. มุ้งสำมำรถป้องกันแมลงได้ดีจริง
3. สำมำรถปลูกผักในมุ้งได้ตลอดทั้งปี
4. มุ้ง คือ ภำพลักษณ์ของควำมปลอดภัยที่
ชัดเจน
5. ผักกำงมุ้งมีรำคำสูง ทำให้เกษตรกรมีรำยได้ดี
6. เกษตรกรมีควำมสุขในกำรปลูกผักและมี
สุขภำพแข็งแรง
จุดอ่อน (Weakness: W)
1. เกษตรกรไม่มีควำมรู้เรื่องกำรบริหำรจัดกำร
องค์กร
2. เกษตรกรทั้งมำจำกหลำยหมู่บ้ำน จึงขำด
ควำมคุ้นเคยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
3. เกษตรกรไม่ใส่ใจรำยละเอียดในกำรปลูก
ผักกำงมุ้ง
4. เกษตรกรไม่สำมำรถวำงแผนกำรผลิตให้
เหมำะสมได้
5. กำรไม่ปลูกผักในลักษณะกลุ่ม เป็นอุปสรรค
ในกำรได้รับกำรสนับสนุนจำกหน่วยงำนภำครัฐและ
กำรถ่ำยทอดองค์ควำมรู้ให้เกษตรกรที่สนใจได้
6. ปริมำณวัวที่เกษตรกรเลี้ยงในหมู่บ้ำนมีน้อย
ทำให้ต้องหำแหล่งจำหน่ำยปุ๋ยคอกจำกนอกหมู่บ้ำนซึ่งมี
รำคำแพง
โอกาส (Opportunity: O)
1. ผักกำงมุ้งเป็นที่ต้องกำรของตลำด
2. ได้รับกำรสนับสนุนมุ้งฟรีจำก ส.ป.ก.
3. สถำนที่ปลูกผักกำงมุ้งอยู่ใกล้ตัวเมือง
กำฬสินธุ์
4. มีพ่อค้ำรวบรวมผักปลอดสำรพิษที่อยู่ใกล้
หมู่บ้ำน
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 51-61
55
5. หน่วยงำนภำครัฐให้กำรสนับสนุนองค์
ควำมรู้
6. หน่วยงำนภำครัฐให้ควำมช่วยเหลือเรื่อง
กำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำน
7. ส.ป.ก.จังหวัดกำฬสินธุ์สนับสนุนสินเชื่อ
ดอกเบี้ยต่ำ
8. สำนักงำนปศุสัตว์จังหวัดกำฬสินธุ์ สนับสนุน
โคเนื้อ เพื่อผลิตปุ๋ยคอกสำหรับใช้ปลูกผัก
อุปสรรค (Threat: T)
1. มุ้งมีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกร
2. ผักที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อควำมต้องกำร
ของตลำด
3. ส.ป.ก. ไม่ได้ให้องค์ควำมรู้เรื่องกำรปลูก
ผักกำงมุ้งแก่เกษตรกรอย่ำงละเอียด จึงพบปัญหำใน
กำรผลิต
4. หน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ขำดกำรดูแลกำร
บริหำรจัดกำรกลุ่มอย่ำงใกล้ชิดและต่อเนื่องทำให้กลุ่ม
ขำดควำมเข้มแข็งและไม่สำมำรถดำรงควำมเป็นกลุ่ม
ไว้ได้
กำรวิเครำะห์ SWOT จะช่วยให้ผู้บริหำรได้
ทรำบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกำสและอุปสรรคขององค์กร
ก่อนนำไปใช้ในกำรกำหนดกลยุทธ์ ซึ่งนิยมทำกันอย่ำง
แพร่หลำยในรูปของ TOWS Matrix (Fred, D. (1999)
อ้ำงโดย พักตร์ผจง และพสุ (2542)) ดังนี้
จุดแข็งขององค์กร (S)
โอกำสขององค์กร (O)
- ใช้ประโยชน์จำกโอกำสโดยอำศัยจุดแข็งของ
องค์กร ( SO)
ข้อจำกัดขององค์กร (T)
- อำศัยจุดแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรค (ST)
จุดอ่อนขององค์กร(W)
โอกำสขององค์กร (O)
- ใช้โอกำสลบล้ำงจุดอ่อนขององค์กร (WO)
ข้อจำกัดขององค์กร (T)
- ลดจุดอ่อนและหลีกเลี่ยงข้อจำกัด (WT)
การจัดการการผลิต
ในกำรศึกษำกลยุทธ์กำรจัดกำรผลิตผักกำงมุ้ง
ของกลุ่มเกษตรกรบ้ำนสะอำดสมศรี พบว่ำ เดิมกลุ่ม
มีสมำชิกทั้งหมด 31 คน จัดตั้งกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อเพิ่มองค์ควำมรู้ในกำรปลูกผักปลอดสำรพิษและ
กำรรวมกลุ่มผลิต ส่วนสมำชิกที่ยังคงปลูกผักกำงมุ้ง
ทั้ง 9 คน ก็ไม่มีประสบกำรณ์ในกำรปลูกผักกำงมุ้ง
มำก่อนและไม่ได้รับกำรฝึกอบรมเรื่องกำรปลูกผักกำงมุ้ง
อย่ำงจริงจัง ผักที่นิยมปลูกในมุ้ง ได้แก่ ผักกวำงตุ้ง
ผักคะน้ำ ผักชี และผักชีลำว เหตุผลที่เกษตรกรยังคง
ปลูกผักกำงมุ้ง เพรำะเกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัย
รสชำติ อร่อย รำคำดี ต้นทุนต่ำ ประหยัดน้ำ ประหยัด
เวลำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีระดับควำม
พึงพอใจมำกที่สุด (Table 1) แต่เกษตรกรทุกรำยยัง
ไม่กล้ำลงทุนสร้ำงมุ้งเพิ่มเนื่องจำกรำคำสูง ถึงแม้ว่ำ
ปริมำณมุ้งมีไม่เพียงพอเป็นปัญหำในระดับมำกก็ตำม
วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61
56
Table 1 Level of advantages for vegetable in nylon-net house
Items Mean (X) S.D. Level of advantage
Safety consumable vegetable 4.89 0.33 very advantage
Safety for farmers and consumers 4.89 0.33 very advantage
Friendly environment 4.89 0.33 very advantage
More delicious 4.89 0.33 very advantage
Better selling price 4.78 0.44 very advantage
Higher demand in market 5.00 0* very advantage
Higher yield per area 5.00 0* very advantage
Good house preventing insects 5.00 0* very advantage
Reducing the chemical cost 5.00 0* very advantage
Period shorten in management 4.78 0.67 very advantage
Water saving 5.00 0* very advantage
ต้นทุนและผลตอบแทน
ต้นทุนทั้งหมดต่อกิโลกรัมตำมประเภทผัก
พบว่ำ ผักกวำงตุ้ง 22.28 บำท ผักคะน้ำ 25.69 บำท
ผักชี 26.29 บำท และผักชีลำว 26.93 บำท รำคำ
จำหน่ำยเฉลี่ยต่อกิโลกรัมของผักทั้ง 4 ชนิด คือ
ผักกวำงตุ้งและผักคะน้ำ 40 บำท ผักชี 39 บำท และ
ผักชีลำว 30 บำท เกษตรกรสำมำรถปลูกผักได้ 5 รุ่น
ต่อปี ทำให้มีกำไรสุทธิต่อมุ้งต่อปี (พื้นที่ปลูก 66 ตร.ม.
ต่อมุ้ง) ดังนี้ ผักกวำงตุ้งกำไรสุทธิ 10,632 บำท ผักคะน้ำ
8,592 บำท ผักชี 5,719 บำท และผักชีลำว 13,81.5 บำท
(Table 2) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำ เกษตรกรควรเลือกผลิต
ผักกวำงตุ้งเป็นหลักเนื่องจำกมีกำไรสุทธิเฉลี่ยต่อ
กิโลกรัมสูงสุดรองลงมำ คือ ผักคะน้ำ และผักชี ส่วน
ผักชีลำวไม่ควรปลูกตลอดปี ควรเลือกปลูกเฉพำะใน
ฤดูที่จำหน่ำยได้รำคำดี เนื่องจำกกำไรสุทธิเฉลี่ยต่อ
กิโลกรัมต่อปีต่ำมำก และจำกกำรวิเครำะห์ SWOT
จะเห็นได้ว่ำทักษะในกำรปลูกผักปลอดสำรพิษก่อนเข้ำ
ร่วมโครงกำรปลูกผักกำงมุ้งของเกษตรกร บวกกับ
ควำมสำมำรถในกำรป้องกันแมลงของมุ้งและกำรปลูก
ผักในมุ้งที่สำมำรถทำได้ตลอดทั้งปีจะสำมำรถนำมำ
ปรับใช้ในกำรวำงแผนกำรผลิตผักแต่ละชนิด ให้
สอดคล้องกับควำมต้องกำรของตลำด ซึ่งจะทำให้
เกษตรกรจำหน่ำยผักได้รำคำสูง ใช้มุ้งได้อย่ำงคุ้มค่ำ
คืนทุนได้เร็ว
Table2CostandreturnforChoisum,Kale,Coriander,andDillperarea*percrop
Unit:Baht
Listing
ChoiSumKaleCorianderDill
CashNon
cash
TotalCashNon
cash
TotalCashNon
cash
TotalCashNon
cash
Total
1.VariableCost86.75493.23580179.75536.24715.99106.75370.47477.299.75396.61496.4
1.1Wage489531367393
1.2Seed71002720
1.3Fertilizer/Bio-fertilizer68686868
1.4Opportunitycost4.235.243.473.61
1.5Marketingcost11.7511.7511.7511.75
2.FixedCost311.41311.41311.41311.41311.41311.41311.41311.41
Totalcost86.75804.64891.39179.75847.651027.4106.75681.88788.699.75708.02807.8
Averageyield(kilogram)40403030
Pricesperkilogram(Baht)40403930
Totalcostperkilogram(Baht)22.2825.6926.2926.93
Netprofitperkilogram(Baht)17.7214.3212.713.07
From;InterviewandCalculation
Comment*area=22squaremeterand3areain1net
(1)Opportunitycostfrominterestrate0.75%
(2)In1yearBanSa-atSomSrifarmersgroupcangrown5periods.
57
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 51-61
วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61
58
การจัดการการตลาด
แหล่งรับซื้อผักที่สำคัญ คือ ศูนย์ชุมชนพึ่ง
ตนเองบ้ำนโนนสะอำด หมู่ที่ 5 ตำบลไผ่ อำเภอเมือง
จังหวัดกำฬสินธุ์ ซึ่งรับซื้อผักจำกเกษตรกรในปริมำณ
ร้อยละ 80 ของผักทั้งหมด และร้อยละ 20 ขำยที่แปลง
ให้กับผู้บริโภคที่มำติดต่อขอซื้อโดยตรง แต่ผักที่ผลิต
ได้ยังไม่เพียงพอต่อควำมต้องกำรของตลำด และรำคำ
ยังไม่สูงเท่ำที่ควรทั้งที่เป็นผักปลอดภัยจำกสำรพิษ
ซึ่งมีสำเหตุจำกเกษตรกรผลิตและจำหน่ำยผักเป็น
รำยบุคคล ทำให้ไม่มีควำมสำมำรถในกำรต่อรองรำคำ
(Figure 1)
Figure 1 Marketing channel of vegetable in nylon-net house
ปัญหาและอุปสรรค
ปัญหำหลักในกำรปลูกผักกำงมุ้งของเกษตรกร
คือ สมำชิกร้อยละ 88.88 จบกำรศึกษำระดับประถม
ศึกษำปีที่ 4 ทำให้ขำดองค์ควำมรู้เรื่องกำรบริหำร
จัดกำรองค์กร ขำดองค์ควำมรู้ในด้ำนกำรจัดกำรผลิต
ผักกำงมุ้ง ไม่ว่ำจะเป็นกำรเลือกพันธุ์ผัก กำรปล่อย
ให้มีน้ำขังในมุ้ง กำรจัดกำรพื้นที่รอบนอกมุ้งซึ่งเป็น
แหล่งที่อยู่อำศัยของแมลงศัตรูผัก ปริมำณวัวที่เลี้ยงใน
หมู่บ้ำนมีน้อย ทำให้ต้องหำแหล่งจำหน่ำยปุ๋ยคอกจำก
นอกหมู่บ้ำน ซึ่งมีรำคำแพงทำให้ต้นทุนกำรผลิตสูงขึ้น
เกษตรกรขำดควำมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ปลูกผัก
ในลักษณะกลุ่ม เป็นอุปสรรค์ในกำรได้รับกำรสนับสนุน
จำกหน่วยงำนภำครัฐในด้ำนต่ำงๆ นอกจำกนี้ กลุ่ม
เกษตรกรยังไม่ได้รับกำรอบรมเรื่องกำรปลูกผักกำงมุ้ง
อย่ำงจริงจัง หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องขำดกำรดูแลกำร
บริหำรจัดกำรกลุ่มอย่ำงใกล้ชิดและต่อเนื่อง จึงทำให้
กลุ่มซึ่งไม่มีควำมเข้มแข็งไม่สำมำรถดำรงควำมเป็น
กลุ่มไว้ได้ กำรใช้ประโยชน์มุ้งจึงไม่เป็นระบบและไม่
คุ้มค่ำเท่ำที่ควร กำรปลูกผักกำงมุ้งในพื้นที่ดังกล่ำวจึง
ไม่สำมำรถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับสมำชิกในกลุ่ม และ
เกษตรกรในพื้นที่ได้
จำกปัญหำดังกล่ำวข้ำงต้นซึ่งได้จำกกำร
วิเครำะห์ SWOT ได้มีกำรนำผลกำรวิเครำะห์ร่วม
ปรึกษำหำรือกับกลุ่มเกษตรกร และสำมำรถกำหนด
แผนกลยุทธ์ในกำรจัดกำรกำรผลิตผักกำงมุ้ง ภำยใต้
กำรดูแลของสำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำฬสินธุ์
ดังนี้
แผนกลยุทธ์ด้ำนกำรพัฒนำองค์กรเป็นกลยุทธ์
กำรพัฒนำองค์กรโดยกำรนำเอำจุดแข็งและโอกำสที่
หน่วยงำนภำครัฐให้กำรสนับสนุนโรงเรือนฟรี และ
พร้อมที่จะสนับสนุนองค์ควำมรู้ด้ำนต่ำงๆ ให้แก่
เกษตรกร โดยกำรจัดทำโครงกำรฝึกอบรมหลักสูตร
“กำรบริหำรจัดกำรองค์กรและกำรเป็นผู้นำ” เป็น
โครงกำรที่มีผลมำจำกกลยุทธ์ด้ำนกำรพัฒนำองค์กร
จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนำศักยภำพกำรบริหำรจัดกำรองค์กร
และควำมเป็นผู้นำของสมำชิกกลุ่ม โดยเน้นให้องค์
ควำมรู้ในเรื่องควำมหมำยและควำมสำคัญของกำร
รวมกลุ่ม หน้ำที่ของกรรมกำรบริหำรองค์กรแต่ละ
ตำแหน่ง และหน้ำที่และควำมรับผิดชอบของสมำชิก
กลุ่ม กำรเคำรพซึ่งกันและกัน กำรฝึกให้แสดงควำม
คิดเห็นและกำรยอมรับควำมคิดเห็นของสมำชิกในกลุ่ม
กำรให้ควำมร่วมมือในกำรปฏิบัติงำนในทุกๆ ด้ำน
vegetable in nylon-net house
a self-reliance community centre = 80% direct consumers = 20%
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 51-61
59
ตลอดจนรู้จักกำรเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อ
ประโยชน์ส่วนใหญ่ เพื่อให้กลุ่มมีควำมเข้มแข็ง สมำชิก
ทุกคนมีลักษณะของกำรเป็นผู้นำ และสำมำรถถ่ำยทอด
องค์ควำมรู้ให้กับผู้ที่มีควำมสนใจในเรื่องกำรปลูกผัก
กำงมุ้งได้อย่ำงเต็มใจ
แผนกลยุทธ์กำรพัฒนำกำรผลิต เป็นกำรใช้
จุดแข็งและโอกำสในกำรแก้ไขจุดอ่อนโดยกำรกำหนด
โครงกำรฝึกอบรมหลักสูตร “แผนกำรผลิตผักกำงมุ้ง
ภำยใต้กำรดำเนินงำนรูปแบบกลุ่ม” เป็นโครงกำรที่มี
ผลมำจำกกลยุทธ์ด้ำนกำรพัฒนำกำรผลิต จัดทำขึ้น
เพื่อพัฒนำประสิทธิภำพกำรใช้โรงเรือนให้เกิด
ประโยชน์สูงสุด โดยเน้นบริหำรจัดกำรโรงเรือนทั้ง 4
หลัง อย่ำงเป็นระบบ วำงแผนกำรปลูกผักไม่ให้ซ้ำชนิด
กันในแต่ละโรงเรือนแต่ละรอบกำรผลิต ตลอดจนกำร
คัดเลือกพันธุ์ผักที่เหมำะสมกับกำรปลูกในโรงเรือน
แต่ละฤดูกำล และตำมควำมต้องกำรของตลำด พัฒนำ
กำรปลูกผักปลอดสำรพิษให้ได้มำตรฐำน GAP และ
มำตรฐำน Organic Thailand เพื่อสร้ำงควำมเชื่อมั่นให้
ผู้บริโภคและสร้ำงมูลค่ำเพิ่มให้กับผักกำงมุ้งของกลุ่ม
กำรดูแลควำมสะอำดในโรงเรือนเพื่อไม่ให้เกิดกำร
สะสมโรค/แมลง กำรบริหำรจัดกำรเวลำในกำรปลูก
และดูแลรักษำผักของสมำชิกอย่ำงมีประสิทธิภำพ
กำรศึกษำดูงำนกำรปลูกผักกำงมุ้งของสมำชิกกลุ่มทั้ง
9 คน ณ นิคมกำรเกษตรตำบลคลองนครเนื่องเขต
อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรำ เพื่อให้กลุ่มได้เรียนรู้
เทคนิคในกำรปลูกผักกำงมุ้ง ตลอดจนกำรดูแลรักษำ
โรงเรือนให้ใช้ประโยชน์ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพและ
ใช้ได้นำนเพื่อให้เกิดควำมคุ้มค่ำต่อกำรลงทุนมำกที่สุด
แผนกลยุทธ์กำรตลำดต้องมีกำรขยำยตลำด
ผักกำงมุ้ง เพื่อป้องกันกำรผูกขำดด้ำนรำคำ โดยกำร
เพิ่มช่องทำงกำรจำหน่ำยผักให้มำกขึ้น มีกำรสร้ำงตรำ
สินค้ำของกลุ่ม ตลอดจนขอรับกำรตรวจประเมิน
เพื่อให้ได้ใบรับรองมำตรฐำนกำรผลิตทำงกำรเกษตรที่
ดีและเหมำะสม (GAP)
แผนกลยุทธ์กำรพัฒนำด้ำนกำรเงิน มีควำม
จำเป็นและสำคัญอย่ำงยิ่งต่อกำรพัฒนำองค์กร เพื่อให้
กลุ่มเข้ำใจและเห็นควำมสำคัญของกำรบริหำรทุน โดย
กำรกำหนดโครงกำรฝึกอบรม หลักสูตร “กำรบริหำร
จัดกำรทุนและกำรจัดทำบัญชีฟำร์ม” เป็นโครงกำร
สำคัญที่จะมองข้ำมไม่ได้ คือ กำรบริหำรจัดกำรด้ำน
กำรเงิน เพรำะกลุ่มต้องมีกำรระดมทุน กำรหำทุน กำร
ใช้จ่ำยเงินทุน กำรจัดเก็บเงินทุน และกำรแบ่งปัน
ผลประโยชน์ ตลอดจนกำรจัดทำบัญชีเพื่อให้รู้สถำนะ
ทำงกำรเงินของกลุ่มและเป็นหลักฐำนแสดงกำร
หมุนเวียนของทุน ทำให้รู้ต้นทุน ผลตอบแทนของกำร
ผลิตผักแต่ละชนิดต่อรุ่น ต่อแปลง หรือต่อกิโลกรัม
ซึ่งสำมำรถใช้ประกอบกำรตัดสินใจในกำรผลิตรุ่น
ต่อไปได้ หำกกรรมกำรบริหำรกลุ่มและสมำชิกกลุ่ม
ไม่มีควำมเข้ำใจ ก็จะเป็นปัญหำอุปสรรคในกำร
ดำเนินงำน โครงกำรบริหำรจัดกำรทุนและกำรจัดทำ
บัญชีฟำร์มจึงมีควำมจำเป็นอย่ำงยิ่ง
สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
ปัจจุบันสมำชิกกลุ่มที่ยังคงปลูกผักกำงมุ้งมี
จำนวน 9 คน และเป็นกำรปลูกรำยบุคคลไม่ได้มีกำร
รวมกลุ่มผลิต เนื่องจำกกลุ่มขำดองค์ควำมรู้ด้ำนกำร
บริหำรจัดกำรองค์กร และขำดองค์ควำมรู้ด้ำนกำรผลิต
ผักกำงมุ้งอย่ำงเหมำะสมทำให้ผลผลิตที่ได้รับต่อปีต่ำ
และผลประโยชน์เป็นของรำยบุคคล และยังไม่สำมำรถ
เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กลุ่มและเกษตรกรผู้ที่สนใจได้ หำก
จะให้กำรใช้มุ้งเกิดประสิทธิภำพสูงสุด ต้องดำเนิน
กลยุทธ์กำรพัฒนำองค์กรและกลยุทธ์กำรพัฒนำกำร
ผลิตไปพร้อมๆ กัน เพรำะเกษตรกรทั้งหมดมีทักษะใน
กำรปลูกผักสำมำรถปลูกผักได้เป็นอย่ำงดี หำกได้
เรียนรู้กำรเลือกพันธุ์ผักที่เหมำะสมและวำงแผนกำร
ปลูกผัก ได้สอดคล้องกับควำมต้องกำรของตลำด
รวมทั้งกำรดูแลรักษำควำมสะอำดแปลงผักภำยในมุ้ง
และบริเวณนอกมุ้งอย่ำงถูกวิธี จะช่วยทำให้กำรผลิตผัก
วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61
60
มีประสิทธิภำพมำกขึ้น มีกำรวำงแผนกำรดูแลแปลงผัก
ให้สมำชิกทุกคนอย่ำงเป็นระบบและเท่ำเทียมกันใน
รูปแบบกลุ่ม จะสำมำรถลดเวลำในกำรปลูกผักของ
เกษตรกรแต่ละรำยได้ ทำให้เกษตรกรมีเวลำในกำรทำ
กิจกรรมอื่นได้อย่ำงเต็มที่ กลยุทธ์กำรพัฒนำองค์กร
และกลยุทธ์กำรพัฒนำกำรผลิตจึงจำเป็นต้องทำควบคู่
กันเป็นอันดับแรก จำกนั้นจึงพัฒนำควำมสำมำรถด้ำน
กำรเงินขององค์กรให้เกิดควำมเข้มแข็ง
ในส่วนของภำครัฐ หลังจำกมีกำรสนับสนุน
โรงเรือนให้กับกลุ่มเกษตรกร ควรคอยเป็นพี่เลี้ยงให้
อย่ำงใกล้ชิดจนกลุ่มมีควำมเข้ำใจในระบบกำรบริหำร
จัดกำรกลุ่มและระบบกำรผลิตผักกำงมุ้งที่ถูกวิธี เพื่อ
สร้ำงควำมเข้มแข็งกำรบริหำรจัดกำรเองได้ และมีกำร
ประชำสัมพันธ์ผักกำงมุ้งของกลุ่มเพื่อเพิ่มรำคำต่อ
กิโลกรัมในกำรจำหน่ำยผักแต่ละชนิด ซึ่งจะทำให้
เกษตรกรมีรำยได้เพิ่มขึ้น
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ ดร.สุภำภรณ์
พวงชมภู รองศำสตรำจำรย์อัมพน ห่อนำค และดร.หฤษฎ์
อินทะกนก ที่ได้กรุณำให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษำใน
กำรทำวิจัยครั้งนี้ และขอขอบคุณสำนักงำนกำรปฏิรูป
ที่ดินจังหวัดกำฬสินธุ์ ตลอดจนเกษตรกรกลุ่มปลูกผัก
กำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรี ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัด
กำฬสินธุ์ ที่ให้ควำมช่วยเหลือในกำรให้ข้อมูลเป็นอย่ำงดี
เอกสารอ้างอิง
ไกรเลิศ ทวีกุล ปรำโมทย์ สฤษดิ์นิรันดร์
สุชีรำ เตชะวงค์เสถียร สำวิตร มีจุ้ย
ศักดิ์ดำ จงแก้ววัฒนำ ถำวร อ่อนประไพ
บุญมี ศิริ จินตนำ เอี่ยมละออ
ธรรมศักดิ์ทองเกตุ และพูนทรัพย์ สืบมำ.
2547. โครงการศึกษาสถานภาพของการ
ใช้โรงเรือนสาหรับผลิตพืชสวนในสภาพ
ควบคุมเพื่อการค้าในประเทศไทย. 75 น.
ใน รำยงำนผลกำรวิจัย. กรุงเทพฯ: สำนักงำน
สนับสนุนกองทุนกำรวิจัย.
จีรศักดิ์ศรชัย. 2538. ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อ
สุขภาพ. อ้ำงโดย มงคล ดอนขวำ และนุจรี
ดอนขวำ. 2541. ใน การศึกษาการ
อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม:
กรณีศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจาก
การปลูกผักปลอดสารเคมี. 71 น.
ใน รำยงำนผลกำรวิจัย. ขอนแก่น:
มหำวิทยำลัยขอนแก่น.
ชลำกร วรรณเกษม. 2546. การผลิตและการตลาด
ผักปลอดภัย จังหวัดขอนแก่น.
วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัย
ขอนแก่น. 122 น.
ชำตรี สิทธิกุล ชูชำติ สันธทรัพย์ อุษณีย์ ฉัตรตระกูล
และอัญชัญ ชมพูพวง. 2548. โครงการ
พัฒนาการผลิตผักคุณภาพและถ่ายทอด
เทคโนโลยีการปลูกผักปลอดสารพิษในโรง
ตาข่ายกันแมลง: ชุดโครงการพืชผักเพื่อ
สุขภาพ. 81 น. ใน รำยงำนผลกำรวิจัย.
กรุงเทพฯ: สำนักงำนกองทุนสนับสนุนกำรวิจัย.
เรขำ ศิริเลิศวิมล. 2543. การยอมรับเทคโนโลยี
การปลูกผักกางมุ้งของเกษตรกรใน
จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท.
มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์. 147 น.
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 51-61
59
ศุภกิจ นฤมิตร. 2554. โครงการฝึกอบรมเทคนิค
การจัดทาโรงเรือนกางมุ้งและการ
ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชผักเชิง
ระบบ. กำฬสินธุ์: สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดิน
จังหวัดกำฬสินธุ์. 4 น.
สมำคมกำรค้ำเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐ. มปป.
SWOT เกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มำ http://www.
oain.net/index.php/2011-10-19-14-17-
51/106-swot-เกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกำ
(20 พฤษภำคม 2556).
Fred, D. 1999. Strategic Management. อ้ำงโดย
พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ และพสุ เดชะรินทร์.
2542. การจัดการเชิงกลยุทธ์และนโยบาย
ธุรกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
แห่งจุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย. 348 น.
61
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70
62
การจัดการปัจจัยการผลิตของเกษตรกรภายใต้โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร
อาเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น
Agricultural Input Management of Farmers under the Farmer Credit Card Project
in Ban Fang District, Khonkaen Province
เวชยันต์ อบมาสุ่ย1*
และสุภาภรณ์ พวงชมภู2
Wetchayan Obmasuyand1*
and Supaporn Poungchompu2
1
สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่น 40002
2
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่น 40002
1
An Independent Study Report for the Master of Science Thesis in Agribusiness, Graduate School
Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand 40002
2
Department of Agricultural Economics, Faculty of Agriculture, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand 40002
*Corresponding auther: wetchayan_obmasuy@hotmail.com
Abstract
The study of agricultural input management of farmers under the farmer credit card project
authorized by the Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives in the Ban Fang district, Khon Kaen
province, aimed to investigate the patterns of input management of farmers by farmer. The study also
investigated farmers’ satisfaction in farmer credit card service. This study used 261 randomized samples
from a total of 810 farmers who purchased agricultural input using a farmer credit card. The study found
that most farmers spent their personal budget on labor management, seeds, and herbicide, but they
purchased the fertilizers by farmer credit card and would repay their debt within 2-5 months although they
understood 47.12% of the details of the project. The satisfaction of the credit limit of the farmer’s credit
card project was the highest since they perceived that the credit limit was adequate for purchasing
necessary agricultural input. The satisfaction of the number of available business taking farmer credit cards
was high. According to the results, it was recommended that the bank acknowledge farmers of all details
and rights provided by the project in order to reach its efficient management.
Keywords: management, agricultural input, farmer credit
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 62-70
63
บทคัดย่อ
การศึกษาการจัดการปัจจัยการผลิตของ
เกษตรกรภายใต้โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร
อาเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาลักษณะการจัดการปัจจัยการผลิตของเกษตรกร
ด้วยบัตรสินเชื่อเกษตรกร และความพึงพอใจของ
เกษตรกรที่มีต่อการให้บริการบัตรสินเชื่อเกษตรกร
โดยรวบรวมข้อมูลจากการสุ่มเลือกตัวอย่าง ด้วยการ
อ้างอิงตารางของเครซี่และมอร์แกน จากกลุ่มเกษตรกร
ที่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต จังหวัด
ขอนแก่น จานวน 261 ราย จากทั้งหมด 810 ราย
ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ทุนตนเอง
ในการจัดหาปัจจัยการผลิตด้านแรงงาน เมล็ดพันธุ์และ
ยาปราบศัตรูพืช แต่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปุ๋ย
จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด และส่วนใหญ่
คิดว่าจะชาระหนี้ภายใน 2-5 เดือน หลังจากซื้อสินค้า
แล้ว แม้ว่าเกษตรกรเข้าใจรายละเอียดและสิทธิ
ประโยชน์ต่างๆ ของโครงการเพียงแค่ 47.1% แต่พบว่า
ด้านวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการบัตรสินเชื่อ
เกษตรกร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่า วงเงินที่ได้รับเพียงพอต่อ
ความต้องการซื้อปัจจัยการผลิต และความพึงพอใจ
ด้านสถานที่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต
มีอยู่ในระดับมาก จากข้อมูลดังกล่าวธนาคารควรจัด
อบรมชี้แจงรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ
เกี่ยวกับโครงการให้เกษตรกรเข้าใจ เพื่อให้การบริหาร
จัดการภายใต้โครงการดาเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
คาสาคัญ: การจัดการ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
บัตรสินเชื่อเกษตรกร
คานา
โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นนโยบาย
ที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน ให้เกษตรกรสามารถจัดหา
ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ที่มีคุณภาพและราคา
ที่เป็นธรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและแบ่งเบาภาระ
ด้านการเงินของเกษตรกร ทาให้เกษตรกรสามารถ
เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งในระยะแรก
ได้ดาเนินการนาร่อง จัดทาบัตรสินเชื่อให้แก่เกษตรกร
ผู้ปลูกข้าวเป็นอันดับแรก เพื่อให้สามารถจัดหาปัจจัย
การผลิตที่จาเป็น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบ
ศัตรูพืช และน้ามันเชื้อเพลิง ส่วนในระยะต่อไป จะขยาย
การจัดทาบัตรสินเชื่อเกษตรกรไปยังเกษตรกรผู้ปลูก
พืชชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ อาทิ ยางพารา
อ้อย มันสาปะหลัง พร้อมขยายการจัดการปัจจัยการ
ผลิตและระบบส่งเสริมการตลาดด้วย
บัตรสินเชื่อเกษตรกรถือเป็นนวัตกรรมทาง
การเงินใหม่สาหรับเกษตรกร ที่ช่วยอานวยความ
สะดวกในการจ่ายหรือซื้อสินค้าแทนเงินสด เป็นการ
เปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงบริการทางการเงิน
ที่ทันสมัย เฉกเช่นคนในเมืองที่ถือบัตรเครดิต และได้
เริ่มดาเนินการเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ที่จังหวัด
ร้อยเอ็ด (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, 2555)
เกษตรกรสามารถนาบัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัย
การผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย และ
น้ามันเชื้อเพลิงจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทาให้
เกษตรกรสามารถจัดหาปัจจัยการผลิตได้รวดเร็ว และ
ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาปัจจัยการผลิต โครงการ
บัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่ธนาคาร
เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้รับนโยบาย
จากรัฐบาลเพื่อสร้างความพึงพอใจ ให้แก่เกษตรกร
ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อการเกษตร โดยการอานวย
ความสะดวกรวดเร็วในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ด้วย
บัตรสินเชื่อเกษตรกรของธนาคารแทนการชาระด้วย
เงินสด เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดหาปัจจัยการ
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70
64
ผลิตของเกษตรกร เช่น ลดระยะเวลาในการจัดหาปัจจัย
การผลิต ลดระยะเวลาในการทาสัญญา และเกษตรกร
ไม่ต้องนาเงินสดไปซื้อสินค้า ทาให้เกษตรกรได้รับ
ปัจจัยการผลิตในทันที ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจใน
การศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนการผลิต ของเกษตรกร
ที่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกร และความพึงพอใจของ
เกษตรกรในการได้รับการบริการ เพื่อเป็นแนวทางใน
การแนะนาลูกค้าที่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกร และเป็น
แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้า
บัตรสินเชื่อเกษตรกร
วิธีดาเนินการวิจัย
การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary
data) สาหรับประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา
(Descriptive method) และข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data)
มีกลุ่มประชากรเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกรที่ใช้บัตร
สินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต จานวน 810 ราย
ซึ่งอาศัยข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร สาขาบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น และมีการ
ใช้วิธีเลือกตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ขั้นแรกเลือก
จานวนประชากรกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการอ้างอิงตาราง
ของเครซี่และมอร์แกน ได้จานวนประชากร กลุ่มตัวอย่าง
261 ตัวอย่าง จากนั้นทาการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง
ระดับตาบล ที่มีเกษตรกรใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ
ปัจจัยการผลิตสูงสุดใน 3 ตาบลแรก ได้แก่ ตาบล
หนองบัว ตาบลป่าหวายนั่ง และตาบลบ้านเหล่า และ
เลือกหมู่บ้านในตาบลละ 4 หมู่บ้าน รวมทั้งหมด 12
หมู่บ้าน จากนั้นทาการเลือกเจาะจงตัวอย่างหมู่บ้านละ
24 ตัวอย่าง จานวน 3 หมู่บ้าน และหมู่บ้านละ 21
ตัวอย่าง จานวน 9 หมู่บ้าน ใช้แบบสอบถามในการ
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นฐานทางสังคม
เศรษฐกิจ ลักษณะการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ
ปัจจัยการผลิต ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อ
การให้บริการ เพื่ออธิบายลักษณะการใช้บัตรสินเชื่อ
เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต และนาเสนอข้อมูลในรูป
ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าสูงสุด
(Maximum value) ค่าต่าสุด (Minimum value) ค่า
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ประกอบ
การอธิบายผลข้อมูล โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี
ทางสถิติ โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS for Windows
และ Microsoft Excel พร้อมกาหนดเกณฑ์การแปล
ความหมายของคะแนนเพื่อจัดระดับค่าเฉลี่ยออกเป็น
ช่วง (ธานินทร์, 2550) ดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.50-5.00 พอใจมากที่สุด
ค่าเฉลี่ย 3.50-4.49 พอใจมาก
ค่าเฉลี่ย 2.50-3.49 พอใจปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.50-2.49 พอใจน้อย
ค่าเฉลี่ย 1.00-1.49 พอใจน้อยที่สุด
ผลการวิจัย
สภาพทั่วไปของเกษตรกร
ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกรที่ใช้บัตรสินเชื่อ
เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต จานวน 261 ราย พบว่า
เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของธนาคารมานาน และ
อยู่ในวัยผู้สูงอายุ การประกอบอาชีพ พบว่า เกษตรกร
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักคิดเป็น
ร้อยละ 65.10 จานวนแรงงานที่ใช้ทาการเกษตรภายใน
ครัวเรือนเฉลี่ย 3.43 คน ส่วนใหญ่มีจานวนแรงงาน
3-4 คน คิดเป็นร้อยละ 62.50 มีพื้นที่ทาการเกษตร
เฉลี่ย 12.21 ไร่ พืชหลักที่เกษตรกรทาการเพาะปลูก
คือ ข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อ
การเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเฉลี่ย 14.37 ปี
รายได้จากการเกษตรในปีการผลิตที่ผ่านมาเกษตรกร
มีรายได้จากการเกษตร เฉลี่ยรายละ 55,862.07 บาท
มีรายได้สูงสุด 160,000 บาท ต่าสุด 7,000 บาท ส่วนมาก
เกษตรกรมีรายได้ระหว่าง 20,001-40,000 คิดเป็นร้อยละ
39.46 รองลงมามีรายได้ระหว่าง 40,001-60,000 บาท
คิดเป็นร้อยละ 19.54 ดังแสดงใน Table 1
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 62-70
65
Table 1 The number and percentage of farmers who used the farmer credit card purchasing inputs
divided by income from agriculture in the past year
Items Frequency (farmers) Percentage
Less than 20,000 Baht
20,001 - 40,000 Baht
40,001 - 60,000 Baht
60,001 - 80,000 Baht
More than 10,000 Baht
34
103
51
31
42
13.03
39.46
19.54
11.88
16.09
Total 261 100.00
Mean (Baht) 55,862.07
Maximum (Baht) 7,000.00
Minimum (Baht) 160,000.00
การใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตและ
ความต้องการปัจจัยการผลิตของเกษตรกร
โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรมีวัตถุประสงค์
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาปัจจัยการผลิต เพิ่ม
ช่องทางการจัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร และ
ให้เกษตรกรเกิดความสะดวก รวดเร็วในการจัดซื้อวัสดุ
อุปกรณ์การเกษตร เกษตรกรสามารถนาบัตรสินเชื่อ
เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาปราบ
ศัตรูพืช ปุ๋ย และน้ามันเชื้อเพลิง จากร้านค้าที่เข้าร่วม
โครงการ ทาให้เกษตรกรสามารถจัดหาปัจจัยการผลิต
ได้รวดเร็วและลดภาระค่าใช้จ่าย ในการจัดหาปัจจัย
การผลิตแทนการชาระด้วยเงินสด จากที่เกษตรกรได้
ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตแล้ว พบว่า
เกษตรกรใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตปุ๋ย
จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดทั้งหมด และมี
หนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรจัดหา
ปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 13,892.72 บาท ส่วนใหญ่เกษตรกร
มีหนี้สินจากการจัดหาปัจจัยการผลิตน้อยกว่า 10,000
บาท คิดเป็น ร้อยละ 46.74 รองลงมา มีหนี้สินระหว่าง
10,001-15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 42.54 ดังแสดงใน
Table 2
เกษตรกรคิดว่าจะชาระหนี้หลังจากที่ใช้บัตร
สินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตแล้วภายใน
ระยะเวลาเฉลี่ย 5.26 เดือน ส่วนใหญ่จะชาระภายใน
ระหว่าง 2-5 เดือน จานวน 203 ราย คิดเป็นร้อยละ
77.70 รองลงมาระยะเวลา 10-12 เดือน จานวน 32 ราย
คิดเป็นร้อยละ 12.30 เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ
ลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย และเสีย
ดอกเบี้ยน้อยที่สุด ดังแสดงใน Table 3
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70
66
Table 2 The number and percentage of farmers who used credit cards sorted by debts from purchases
of the factors of production
Items Frequency (farmers) Percentage
Less than 10,000 Baht
10,001 - 15,000 Baht
15,001 - 20,000 Baht
20,001 - 25,000 Baht
More than 25,000 Baht
122
111
7
7
14
46.74
42.54
2.68
2.68
5.36
Total 261 100.00
Mean (Baht) 13,892.72
Maximum (Baht) 50,000.00
Minimum (Baht) 3,000.00
Table 3 The number and percentage of farmers who used credit cards to purchase factors of production
sorted by the repayment duration
Period Frequency (farmers) Percentage
2 - 5 month
6 - 9 month
10 - 12 month
203
26
32
77.70
10.00
12.30
Total 261 100.00
Mean (month) 5.26
Maximum (month) 12
Minimum (month) 2
เกษตรกรที่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัย
การผลิต จาแนกตามการใช้บัตรสินเชื่อซื้อปัจจัยการ
ผลิตและความต้องการปัจจัยการผลิต พบว่า เกษตรกร
ทั้งหมดซื้อปัจจัยการผลิตประเภทปุ๋ ยจากสหกรณ์
การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) ส่วนปัจจัย
การผลิตที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ คือ ปุ๋ย จานวน
124 ราย คิดเป็นร้อยละ 47.50 รองลงมา คือ ยาปราบ
ศัตรูพืช จานวน 98 ราย คิดเป็นร้อยละ 37.50 สาเหตุ
ที่เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตปุ๋ ยจากสหกรณ์การ
เกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) ทั้งหมด เพราะ
เกษตรกรส่วนมากไม่ทราบว่ามีร้านค้าใดบ้าง ที่
สามารถใช้บัตรสินเชื่อการผลิตซื้อปัจจัยการผลิตได้
และที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.)
มีเฉพาะปัจจัยการผลิตปุ๋ยจาหน่ายเท่านั้น ดังแสดงใน
Table 4
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 62-70
67
Table 4 Number and Percentage of farmers the credit card used purchased inputs by demand inputs
factor
Inputs factor Frequency (farmers) Percentage
Purchased inputs
Fertilizer 261 100.00
total 261 100.00
Demand inputs factor
Fertilizer
Pesticide
Seed
Gasoline
Other
124
98
21
13
5
47.50
37.50
8.00
5.10
1.90
total 261 100.00
จากที่เกษตรกรได้ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ
ปัจจัยการผลิตแล้ว พบว่า เกษตรกรเข้าใจสิทธิประโยชน์
ที่ได้รับจากโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรร้อยละ
47.21 ยังไม่เข้าใจ ร้อยละ 52.88 เนื่องจากธนาคาร
ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับโครงการบัตร
สินเชื่อเกษตรกรให้เกษตรกรเข้าใจ เพราะโครงการ
บัตรสินเชื่อเกษตรกร เป็นโครงการเร่งด่วนที่ธนาคาร
เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้รับนโยบาย
จากรัฐบาล ทาให้ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดและ
สิทธิประโยชน์ต่างๆ ของโครงการให้เกษตรกรทราบ
อย่างทั่วถึง จึงทาให้เกษตรกรยังไม่เข้าใจรายละเอียด
ต่างๆ ของโครงการ และเกษตรกรทราบว่า มีร้านค้า
ใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร ร้อยละ
37.20 ไม่ทราบ ร้อยละ 62.80 เกษตรกรส่วนมากจะ
ซื้อปัจจัยการผลิตจากร้านที่รู้จักและสอบถามจากเพื่อน
เกษตรกรทราบขั้นตอนการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ
ปัจจัยการผลิตร้อยละ 37.20 ไม่ทราบร้อยละ 62.80
และภายหลังจากมีโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรแล้ว
ปริมาณหนี้สินของเกษตรกรลดลงร้อยละ 28.70
เนื่องจากหนี้สินที่เกิดจากการเดินทางและอัตรา
ดอกเบี้ยลดลง หนี้สินไม่ได้ลดลง ร้อยละ 71.30 เพราะ
ส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อปัจจัยการผลิต
เหมือนเดิม ดังแสดงใน Table 5
Journal of Agr. Research & Extension 31(1):
68
Table 5 Number and percentage of farmers who used credit cards to purchase factors of production
sorted by the level of understanding about benefits, places of credit card acceptance, how to
purchase by credit card and the amount of debt after participated in the project
Items Frequency
(Farmers)
Percentage
Understanding of the advantage of the farmer credit card
- Yes
- No
123
138
47.12
52.88
Knowing the shops participating in the farmers credit card project
- Yes
- No
97
164
37.20
62.80
Know a process for using the farmer credit card
- Yes
- No
249
12
95.40
4.60
The number of debt has decreased after the project
- Yes
- No
75
186
28.70
71.30
ความพึงพอใจของเกษตรกร
การศึกษาด้านความพึงพอใจของเกษตรกรที่
ได้รับจากการบริการของโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร
ในด้านต่างๆ พบว่า ความพึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้
บัตรสินเชื่อเกษตรกร ซื้อปัจจัยการผลิตโดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก ด้านวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการบัตร
สินเชื่อเกษตรกร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่า วงเงินที่ได้รับเพียงพอต่อ
ความต้องการซื้อปัจจัยการผลิต และยังสามารถขอเพิ่ม
วงเงินได้อีก ส่วนระยะเวลาการรับสินค้าจากการใช้
บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต มีความพึง
พอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน เพราะเกษตรกร
ได้รับสินค้าทันทีไม่ต้องรอเวลานาน เหมือนการทา
สัญญากู้เงินซื้อปัจจัยการผลิตแบบเดิม และเกษตรกรมี
ความพึงพอใจด้านวงเงินสินเชื่อ ที่ได้รับจากโครงการ
บัตรสินเชื่อเกษตรกร และลักษณะการใช้งานบัตร
สินเชื่อเกษตรกร ง่าย สะดวก รวดเร็ว อยู่ในระดับมาก
รวมถึงความพอใจของเกษตรกรที่มีต่อปัจจัยการผลิต
ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ และน้ามันเชื้อเพลิง
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เนื่องจากเป็นปัจจัย
ที่มีความสาคัญและมีความจาเป็นอย่างมากในการผลิต
ดังแสดงใน Table 6
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70
69
Table 6 Level of satisfaction of the farmers who used credit card to purchase the factors of production
Satisfaction of inputs factor
from farmer credit card project
n=261
Percentage S.D Level
Fertilizer 3.94 0.48 high
Pesticide 3.82 0.57 high
Seed 3.88 0.53 high
Gasoline 3.81 0.13 high
Amount of credit under the farmer credit card project 4.52 0.50 highest
Interest rate of bank under the farmer credit card project 4.18 0.70 high
Duration of the credit 4.32 0.47 high
Duration of delivery 4.72 0.45 highest
Period service 4.19 0.39 high
Characteristic of credit card usage: easy, rapid 4.47 0.50 high
Location 3.58 0.64 high
ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกร
จัดการปัจจัยการผลิต
1. ความสะดวกรวดเร็วในการได้รับการ
บริการและได้รับสินค้าเกษตรกรเห็นว่ามีระดับดีขึ้น
(88.89%) เพราะมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น เมื่อ
เปรียบเทียบกับการทาสัญญาตามระบบเดิม ที่ต้องใช้
เวลานานในการทาสัญญาและรับปัจจัยการผลิต
2. ด้านหนี้สิน เกษตรกรเห็นว่ายังมีหนี้สินอยู่
เหมือนเดิม เพราะเปลี่ยนจากหนี้ที่เกิดขึ้นจากการทา
สัญญากู้เงินในระบบเดิมมาเป็นหนี้บัตรเครดิตสินเชื่อ
เกษตรกร แต่มีเกษตรบางส่วน (17.24%) มีหนี้สินที่
ลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจากโครงการบัตรสินเชื่อ
เกษตรกร น้อยกว่าดอกเบี้ยในการทาสัญญากู้แบบเดิม
และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางลดลง
3. เกษตรกรมีรายได้เท่าเดิมไม่ได้เพิ่มขึ้น
หรือลดลงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับที่ยังไม่มีบัตร
สินเชื่อเกษตรกร เพราะสถานที่ทาการเพาะปลูกเท่า
เดิมและผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น โดยรายได้ลดลง (4.21%)
และเพิ่มขึ้น (8.05%)
4. ด้านค่าใช้จ่ายดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการ
ทาสัญญาแบบเดิม (44.06%) คือ เกษตรกรมีภาระ
ค่าใช้จ่ายลดลง ส่วนใหญ่จะลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
เพราะสามารถรับสินค้าได้ทันทีไม่ต้องรอทาสัญญา
ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง และไม่ต้องใช้เวลารอนาน
5. ด้านผลผลิตเกษตรกรมีผลผลิตเท่าเดิม
ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับที่ยัง
ไม่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกร โดยผลผลิตลดลง (6.15%)
และเพิ่มขึ้น (21.48%) ดังแสดงใน Table 7
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70
70
Table 7 Impact after using the farmer credit card purchasing inputs
Items Impact level Total
Worse Same Better
Quick 0 0.00 29 11.11 232 88.89 261 100.00
Liabilities 5 1.92 211 80.84 45 17.24 261 100.00
Revenue 11 4.21 229 87.74 21 8.05 261 100.00
Expense 22 8.43 124 47.51 115 44.06 261 100.00
Yield 17 6.51 187 71.65 57 21.84 261 100.00
สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
เกษตรกรทาการเกษตรเพาะปลูกข้าวเป็น
อาชีพหลัก ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต
ปุ๋ยน้อยกว่า 10,000 บาท จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อ
การตลาดลูกค้า (สกต.) ทั้งหมด ส่วนปัจจัยการผลิต
ที่ต้องการ คือ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งเป็นปัจจัย
การผลิตที่มีความสาคัญ และเกษตรกรคิดว่าจะชาระหนี้
หลังจากซื้อปัจจัยการผลิตแล้วภายในระยะเวลา 2-5
เดือน เกษตรกรส่วนมากยังไม่เข้าใจในสิทธิประโยชน์
ที่ได้รับจากโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร และไม่
ทราบว่ามีร้านค้าใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกร
ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
แต่ความพึงพอในด้านสถานที่ที่ใช้บัตรสินเชื่อ
เกษตรกร ซื้อปัจจัยการผลิตและรับสินค้าเกษตรกรมี
ความพึงพอใจในลาดับสุดท้าย เนื่องจากสหกรณ์
การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) มีปัจจัยการ
ผลิตที่ไว้บริการเพียงอย่างเดียว คือ ปุ๋ย และพนักงาน
บริการก็ไม่เพียงพอ ทาให้บางครั้งเกษตรกรที่ซื้อสินค้า
ต้องยกสินค้าขึ้นรถเอง
ดังนั้น จากข้อมูลข้างต้นธนาคารเพื่อการ
เกษตรและสหกรณ์การเกษตร ควรมีการจัดอบรมให้
เกษตรกรได้เข้าใจในรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ
โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร แนะนาให้สหกรณ์
การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) จัดหาปัจจัย
การผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและจัดหา
พนักงานไว้คอยบริการให้เพียงพอ
กิตติกรรมประกาศ
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร.สุภาภรณ์ พวงชมภู ที่ได้กรุณาให้คาแนะนาและ
เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย เกษตรกร และ
พนักงานธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การ
เกษตร สาขาบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น สาหรับความ
ร่วมมือในการให้สัมภาษณ์เป็นอย่างดี
เอกสารอ้างอิง
ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550. การวิจัยและวิเคราะห์
ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS.
กรุงเทพฯ: บิสซิเนสอาร์แอนด์ดี. 359 น.
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์. 2555.
จุลสาร ธ.ก.ส. ฉบับที่ 431. กรุงเทพฯ:
สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิสซิ่ง. 50 น.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://www.baac.or.th/content-product.php
(10 พฤษภาคม 2555).
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 71-78
71
ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง
ตามพระราชดาริดอยแบแล อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
Factors Affecting Participation of Karen Villagers in Forest Resource Conservation
at Baelae Highland Agricultural Development Station, Omkoi District, Chiang Mai
พงศ์วิชญ์ กันทะวงศ์* และวรทัศน์ อินทรัคคัมพร
Pongwit Kantawong* and Wallratat Intaruccomporn
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์และส่งเสริมการเผยแพร่การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200
Department of Agricultural Economics and Agricultural Extension, Faculty of Agriculture, Chiang Mai University
Chiang Mai, Thailand 50200
*Corresponding auther: legip@hotmail.com
Abstract
The objectives of this research aimed to study the Karen's participation on irrigation management
at Baelae Highland Agricultural Development Station, and to analyze the relationship between personal
characteristics, social and economic factors and their participation on irrigation management. Data was
collected by questionnaires from a sample of 219 informant, one per household, and for descriptive statistics
and stepwise multiple regression . The results showed that most of the samples were male (73.1%), age
between 31-40 years old (32.9%). Most of them were uneducated (84.5%) as well as their language skill
was just medium level. However, had received information about forest conservation from television
(48.4%). The main income of the samples was from agriculture (87.7%), and the average income was
approximately 3,001-4,000 Baht per month (72.6%). Aspects of participation in the forest conservation
activities studied included reforestation, forest protection, forest fire prevention and knowledge promotion
of forest conservation aspects. The overall participation were in moderate range, whereas knowledge
promotion aspect was in low range. This might be because of the disadvantage communication, due to
their language skill, The hypothesis test showed that age, social position and understanding of forest
conservation knowledge are significantly associated with the participation in forest conservation at P=0.05.
Keywords: participation, forest resource, conservation
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78
72
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการ
มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และปัจจัย
ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้
ในการศึกษาวิจัย คือ หัวหน้าครัวเรือนหรือตัวแทน
ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง จานวน 219 ราย เครื่องมือ
ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์
ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
ค่าสูงสูด ค่าต่าสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ
ทดสอบความสัมพันธ์ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอย
พหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็น
เพศชาย (ร้อยละ 73.1) มีอายุระหว่าง 31-40 ปี (ร้อยละ
32.9) ไม่ได้เรียนหนังสือ (ร้อยละ 84.5) มีความรู้ความ
เข้าใจในภาษาระดับปานกลาง ได้รับข้อมูลข่าวสารจาก
โทรทัศน์ (ร้อยละ 48.4) แหล่งที่มาของรายได้หลัก
คือ เกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 87.7 มีรายได้เฉลี่ย
3,001-4,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 72.6) การศึกษา
ด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงทั้ง 4 ด้าน ได้แก่
การปลูกป่า การป้องกันรักษาป่า การป้องกันไฟป่า และ
การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ พบว่า โดยภาพรวมมีส่วนร่วมในระดับปานกลาง
ในด้านการเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ พบว่า ภาพรวมทั้งหมด
อยู่ในระดับน้อย เนื่องจากมีการศึกษาน้อย และมี
ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าน้อย ความรู้ความเข้าใจ
ในภาษาไทยมีไม่มากทาให้การสื่อสารลาบาก จึงทาให้
ประเด็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ มีระดับการมีส่วนร่วมน้อย ผลการ
ทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาความ สัมพันธ์ระหว่าง
ตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม พบว่า อายุ ตาแหน่งทาง
สังคม และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วม
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติที่ระดับ 0.05
คาสาคัญ: การมีส่วนร่วม ทรัพยากรป่าไม้
การอนุรักษ์
คานา
พื้นที่สูงส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ใน
ภาคเหนือ และมีชาวเขาเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่และ
ประกอบอาชีพทางการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขา
เผ่าต่างๆ ได้แก่ กะเหรี่ยง ม้ง ลีซอ มูเซอ อีก้อ เย้า
และลั๊วะ เป็นต้น ชาวไทยภูเขาเหล่านี้มีวัฒนธรรม
ประเพณี และมีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมแตกต่างกัน
ประกอบกับการขยายตัวเพิ่มขึ้นของประชากรเป็น
ไปอย่างต่อเนื่อง ความต้องการอาหารสาหรับบริโภค
เพิ่มมากขึ้น การเกษตรยังอาศัยเทคโนโลยีพื้นบ้าน
ที่สืบทอดกันมาแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยเฉพาะการทา
ไร่เลื่อนลอย ปัญหาการทาลายทรัพยากร ธรรมชาติ
อันเป็นแหล่งต้นน้า ลาธาร และการทาลายระบบนิเวศ
ลุ่มน้ายังมีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้
กลายเป็นปัญหาที่มีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา
ประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากการทาลายองค์ประกอบทาง
ธรรมชาติของระบบนิเวศ ทาให้ขาดความสมบูรณ์
และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม
(ชูเกียรติ, 2531)
กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาที่ยังคงยึดประเพณีการ
ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบทาไร่หมุนเวียน
ประชากรส่วนใหญ่ของชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ใน
ประเทศพม่า ต่อมาได้เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนพม่า
เข้ามาในเขตประเทศไทย มีภาษาพูดเรียกว่า ภาษา
กะเหรี่ยง ซึ่งจัดเป็นตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ชาว
กะเหรี่ยงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายอย่าง ชาวเขาเผ่า
นี้นอกเหนือจากภาษาพูดแล้ว ยังมีการแต่งกาย
ศิลปะการแสดง และประเพณีต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 71-78
73
ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ
ทรงห่วงใยราษฎรเกษตรกรในพื้นที่สูง จึงจัดตั้งสถานี
ทดลองเกษตรในพื้นที่สูงขึ้น โดยนาพื้นที่ที่ถูกบุกรุก
แผ้วถางแล้วมาจัดทาแปลงปลูกพืชเมืองหนาว และให้
ประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทา
การเกษตรอย่างถูกหลักวิชาการ นอกจากนั้นรัฐบาล
ได้ให้ความสาคัญกับการพัฒนาพื้นที่สูงมาอย่าง
ต่อเนื่อง เพื่อเน้นการแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น แก้ไข
ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อขยายพื้นที่ทาการเกษตร
การตัดไม้เพื่อแปรรูปส่งขายนายทุน ควบคู่กับการ
แก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงเป็นหลัก
ปัจจุบันพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่
สูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้กลับมี
แนวโน้มลดลง เป็นผลเนื่องมาจากการจานวนประชากร
ที่เพิ่มขึ้น เกิดขยายตัวของชุมชน และมีการใช้ประโยชน์
จากป่าไม้มากขึ้น ทั้งในลักษณะของการเป็นที่อยู่อาศัย
การตัดไม้เพื่อการค้า การใช้และการเผาพื้นที่ป่า เพื่อ
ทาการเกษตรและเพื่อหาของป่า การล่าสัตว์และการ
เผาไร่ ต่อมาการพัฒนาบนพื้นที่สูง จึงเน้นการพัฒนา
ในเชิงบูรณาการมากขึ้น โดยเน้นการส่งเสริมและ
พัฒนาการเกษตร เพื่อมุ่งการส่งออกขายยังตลาดใน
เมืองเป็นหลัก ทาให้ชาวเขาให้ความสนใจมาปลูกพืช
เศรษฐกิจ โดยมีโครงการพัฒนาการเกษตรที่สูงเข้ามา
ส่งเสริม สร้างความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการแก้ไข
ปัญหา และการบริหารจัดการป่าไม้ เพื่อให้สามารถใช้
ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ได้ในแนวทางการอนุรักษ์ที่
ยั่งยืน อีกทั้งยังลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของ
รัฐและประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มี
ส่วนร่วมในการดูแล และการบริหารจัดการพื้นที่
โครงการบางส่วน และให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและ
ทากินได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ดังนั้น ผู้ทาวิจัย จึงมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับ
ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในโครงการสถานีพัฒนา
การเกษตรที่สูงตามพระราชดาริดอยแบแล ซึ่งชาวไทย
ภูเขาเหล่านี้ มีส่วนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มาก
น้อยเพียงใด และนาผลที่ได้จากการวิจัยไปวิเคราะห์
เพื่อแก้ปัญหา พัฒนาและส่งเสริมชาวไทยภูเขาเผ่า
กะเหรี่ยงได้รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มากขึ้น
กว่าเดิม อันจะส่งผลต่อความสมดุลของธรรมชาติและ
ระบบนิเวศต่อไปในอนาคต
วิธีดาเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีศึกษาเชิงปริมาณ โดยทา
การสัมภาษณ์หัวหน้าหรือตัวแทนครัวเรือนชาวไทย
ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง (เพศชายหรือเพศหญิง) ในพื้นที่
โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดาริ
ดอยแบแล จานวน 483 คน กาหนดขนาดของกลุ่ม
ตัวอย่างโดยใช้สูตร Yamane (อ้างโดย สุชาติ, 2546)
ได้กลุ่มตัวอย่าง 219 คน และเทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบ
ง่าย (Simple random sampling) สร้างแบบสัมภาษณ์
เพื่อรวบรวมข้อมูล และนาข้อมูลที่ได้มาประมวลผลทาง
สถิติโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่าสุด เพื่ออธิบาย
ลักษณะข้อมูลต่างๆ และการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์
ทางสถิติ ระหว่างตัวแปรอิสระ ได้แก่ ลักษณะส่วนบุคคล
ซึ่งประกอบไปด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา ความ
เข้าใจในภาษาไทย และจานวนสมาชิกในครัวเรือน
ปัจจัยด้านเศรษฐกิจซึ่งประกอบไปด้วย รายได้ทั้งหมด
ของครัวเรือน และพื้นที่ของครัวเรือน และปัจจัยสังคม
ประกอบไปด้วยการ เป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน
การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และความรู้ความ
เข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ กับตัวแปรตาม
คือ ระดับการมีส่วนร่วมของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
การวิจัยครั้งนี้ได้กาหนดวิธีการวัดค่าของตัว
แปรตามจัดโดยแบ่งช่วงคะแนนจากสูตรอันตรภาคชั้น
(กัญจนา, 2535) จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78
72
ได้แก่ การปลูกป่า การป้องกันรักษาป่า การป้องกันไฟป่า
การเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน
ดังนี้ มีส่วนร่วมมากให้คะแนน 3 คะแนน มีส่วนร่วม
ปานกลางให้คะแนน 2 คะแนน และมีส่วนร่วมน้อย ให้
คะแนน 1 คะแนน จัดลาดับช่วงคะแนน และแปลผล
ระดับการมีส่วนร่วม โดยจัดกลุ่มแบ่งช่วงคะแนนแจก
แจงความถี่ข้อมูลเป็นอันตรภาคชั้น ดังนี้ ระดับคะแนน
2.33-3.00 มีส่วนร่วมมาก ระดับคะแนน 1.67-2.32 มี
ส่วนร่วมปานกลาง และระดับคะแนน 1.00-1.66 มีส่วน
ร่วมน้อย
ผลการวิจัยและวิจารณ์
ลักษณะส่วนบุคล ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม
ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
จากการศึกษา พบว่า หัวหน้าหรือตัวแทน
ครัวเรือนชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่เป็นเพศ
ชาย คิดเป็นร้อยละ 73.1 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี คิด
เป็นร้อยละ 32.9 ไม่ได้เรียนหนังสือ คิดเป็น ร้อยละ 84.5
มีความรู้ความเข้าใจในภาษาไทยในระดับปานกลาง
มากกว่าครึ่งหนึ่ง จานวนร้อยละ 62.1 เคยได้รับการ
ฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ หัวหน้า
ครัวเรือนชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่มีจานวนสมาชิก
ในครัวเรือนที่ทาการเกษตร 1-2 คน ในด้านการได้
รับข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์ จานวนร้อยละ 48.4
จากวิทยุกระจายเสียง ร้อยละ 38.4 จากเจ้าหน้าที่รัฐ
ร้อยละ 32.4 จากเอกสารต่างๆ ร้อยละ 11.4 และจาก
โปสเตอร์ ร้อยละ 11.0 และจานวนร้อยละ 99.0 ไม่เคย
ได้รับข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ เช่น โปสเตอร์
หรือเอกสารแผ่นพับ แหล่งที่มาของรายได้หลัก คือ
เกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 87.7 ชาวไทยภูเขาเผ่า
กะเหรี่ยงร้อยละ 72.6 มีรายได้เฉลี่ย 3,001-4,000
บาทต่อเดือน มีขนาดพื้นที่ถือครองอยู่ในครอบครอง
มากที่สุดจานวน 1 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 47.9
การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง พบว่า ชาวไทยภูเขา
เผ่ากะเหรี่ยงมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรอยู่ใน
ระดับปานกลาง คือ ในด้านการป้องกันรักษาป่า การ
ป้องกันไฟป่า และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชาวไทย
ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงยังมีความสนใจในการมีส่วนร่วมใน
สามประเด็นดังกล่าวยังไม่มาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชาว
ไทยภูเขาส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจในบทบาท
และหน้าที่ของตนเองต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไม่มากนัก เช่นจากประเด็น
ที่ว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง ป่าไม้
ของประเทศไทยเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้วตัด
เท่าไรก็ไม่หมดสิ้น จากการสัมภาษณ์ชาวไทยภูเขา
ตอบถูก คิดเป็นจานวนร้อยละ 85.5 และส่วนใหญ่ไม่มี
ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ป่า จึงทาให้ความสนใจใน
สามประเด็นนี้ไม่มากนัก
มีบางประเด็นที่ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
มีระดับการมีส่วนร่วมน้อย คือ การเผยแพร่ความรู้
และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ ได้แก่ 1) แนะนาเพื่อนบ้านให้ทราบถึงประโยชน์
ของป่าไม้และโทษอันเกิดจากการตัดไม้ทาลายป่า 2)
แนะนาเพื่อนบ้านให้ทราบถึงอันตรายอันเกิดจากไฟป่า
3) ชักชวนเพื่อนบ้านให้ช่วยกันถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ
ป่าไม้ 4) ชักชวนเพื่อนบ้านให้เข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับ
การดารงชีพอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน 5) เผยแพร่ความรู้และ
การปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ให้แก่ลูกหลาน
มีค่าระดับการมีส่วนร่วมในระดับน้อย ซึ่งอาจจะเนื่อง
มาจากชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้
ในเรื่องการอนุรักษ์ป่า และปัญหาในด้านการสื่อสาร
ภาษาไทย ทาให้เกิดการติดต่อสื่อสารลาบาก จึงทาให้
ประเด็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้มีระดับการมีส่วนร่วมน้อย
74
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 71-78
73
การทดสอบความสัมพันธ์ทางสถิติ
ผลการวิเคราะห์ พบว่า อายุการเป็นสมาชิก
องค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ อายุของชาวไทยภูเขาเผ่า
กะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับระดับการมี
ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ แสดงให้เห็นว่า
ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงมีอายุมาก มีการปฏิบัติใน
การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ มากกว่าชาวไทย
ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีอายุน้อยกว่า เนื่องจากหัวหน้า
หรือตัวแทนชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่ทาการ
สัมภาษณ์ มีอายุระหว่าง 31-40 ปี จะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูล
และมีส่วนร่วมต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม
ของทางสถานีฯ มากที่สุด แสดงว่า ชาวไทยภูเขาเผ่า
กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในช่วงนี้ มีแนวโน้ม
ที่จะแสดงพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติด้าน
ความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมสูงกว่าชาวไทยภูเขา
เผ่ากะเหรี่ยงที่อายุยังน้อย ซึ่งสอดคล้องกับเกศแก้ว
(2545) ได้ศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของประชาคม
ในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน กรณีศึกษาจังหวัดพัทลุง
จังหวัดสงขลา พบว่า คนที่มีอายุมากอยู่ในช่วงวัยทางาน
30-50 ปี จะมีพละกาลังในการทางานมากและมีการ
ร่วมปฏิบัติกับกลุ่มที่มาก มีการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง
กลุ่มสมาชิกคนในชุมชน เพื่อที่จะช่วยเหลือกันในการ
ทางานของกลุ่ม ขณะเดียวกันกลุ่มที่อายุมากกว่า 50 ปี
จะมีส่วนร่วมในระดับมากในการให้ความรู้แก่เพื่อนบ้าน
เกี่ยวกับกิจกรรมของชุมชน เพื่อต้องการให้ชุมชนได้
ตระหนักถึงความสาคัญและประโยชน์ที่จะได้รับทั้ง
ส่วนตนและชุมชนในการสร้างรายได้
เช่นเดียวกับจาเนียร (2553) ได้ทาการศึกษา
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้
น้าชลประทาน ในเขตจัดรูปที่ดินด้านการบริหารจัดการ
การใช้น้า ศึกษากรณีโครงการส่งน้าและบารุงรักษา
พนมทวน อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า อายุ
และการเป็นสมาชิกมีความสัมพันธ์กับระดับการมีส่วน
ร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้าชลประทาน ประสบการณ์ด้านอายุ
เป็นปัจจัยที่มีส่วนในการช่วยในการตัดสินใจ ให้เห็น
ความสาคัญของการเข้าร่วมประชุม แสดงข้อคิดเห็น
และข้อเสนอแนะ เสนอปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา
ร่วมประชาสัมพันธ์ ร่วมปฏิบัติตามข้อตกลง ระเบียบ
ข้อบังคับ มีส่วนร่วมในกิจกรรมและให้ข้อมูลต่อ
โครงการ และการเป็นสมาชิกมีความสัมพันธ์กับระดับ
การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้าชลประทานในภาพรวม
ด้านการมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์และบารุงรักษา
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเป็นสมาชิก มีผลทาให้มีความ
เข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติและบารุงรักษา
การดาเนินงานตามภารกิจซึ่งมีความใกล้ชิด และ
ผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกโดยตรง วิวัฒน์ (2536)
กล่าวไว้ว่า สิทธิชุมชนจะมุ่งเน้นถึงพันธะหน้าที่ความ
รับผิดชอบร่วมกันภายในชุมชนและระหว่างชุมชน
ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาทรัพยากรและธรรมชาติ
แวดล้อม โดยนัยนี้สิทธิชุมชนจึงเป็นเสมือนหนึ่งใน
เครื่องมือหรือกลไกของความสมดุลต่อกระแสอานาจ
และผลประโยชน์ จึงเท่ากับเป็นหลักประกันการจัดการ
ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวไทยภูเขา
เผ่ากะเหรี่ยงที่เป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ที่ศึกษามี
ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้มากกว่าชาวไทยภูเขา
เผ่ากะเหรี่ยงที่ไม่เป็นสมาชิกขององค์กรใดๆ เลย
ส่วนประเด็นเรื่องความรู้ความเข้าใจในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ในเชิงลบ แสดงว่า ผู้ที่มีความรู้ความ
เข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย จะมีผลต่อ
ระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
มากกว่าผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้มาก ในประเด็นนี้ผลที่ได้ออกมาเชิงลบ ซึ่ง
งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มาก ไม่ค่อยให้ความ
ร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้อาจ
เนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น การที่ชาวไทย
ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีความรู้
ความเข้าใจในภาษาระดับปานกลาง จึงเกิดการสื่อสาร
75
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78
72
กันลาบาก และอีกประการหนึ่ง คือ ในเรื่องของการ
ขาดแรงจูงใจ เพราะชาวไทยภูเขามีฐานะที่ค่อนข้าง
ยากจน ดังนั้นการเข้าร่วมทากิจกรรมจาเป็นที่ต้องมี
แรงจูงใจ หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น เรื่องของ
การบริจาคของวัตถุปัจจัยต่างๆ ผลตอบแทนในการ
เข้าร่วมกิจกรรมการสื่อสาร เพื่อที่จะทาให้ผลการ
ปฏิบัติที่ออกมานั้น ประสบความสาเร็จและได้รับการ
ให้ความร่วมมือ งามตา (2535) กล่าวว่า การขาดแรงจูงใจ
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มี
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงจึงมักทางานและให้ความร่วมมือ
เพื่อให้ได้ผลงานออกมาดีที่สุด ถ้าทักษะการมีแรงจูงใจ
ใฝ่สัมฤทธิ์ในการทางานสูง ทาให้คนที่เข้ามาปฏิบัติ
งานในหน่วยงานทางานเพื่อความสาเร็จของผลงาน
เป็นหลัก โดยมีความสาคัญขององค์ประกอบภายนอก
อื่นๆ เช่น เรื่องของการบริจาคของ เงิน วัตถุปัจจัยต่างๆ
ผลตอบแทนในการเข้าร่วมกิจกรรม ความดีความชอบ
หรือผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ
สิ่งสาคัญในการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้
ประชาชนหรือชุมชนได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ข้อมูลที่ต้องการสื่อสารนั้น ต้องอาศัยกระบวนการมี
ส่วนร่วมของประชาชน เพราะถือว่าเป็นส่วนช่วยให้
กระบวนการติดต่อสื่อสารสัมพันธ์หรือแลกเปลี่ยน
ข่าวสารระหว่างสมาชิกในสังคมเป็นไปได้โดยสะดวก
ขึ้น การร่วมกิจกรรมต่างๆ ต้องเกิดจากความเต็มใจ
และความร่วมมือ สุนีย์ (2545) พบว่า บางครั้งประชาชน
เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เพราะเกิดจากค่านิยม
ความเกรงใจหรือเกรงกลัวผู้นาท้องถิ่น การถูกบีบ
บังคับจากผู้มีอานาจหรือภาครัฐ จึงไม่ค่อยแสดงความ
คิดเห็นและการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ดังนั้น บางครั้ง
การแก้ไขปัญหาจึงไม่สนองตอบต่อความต้องการของ
ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุที่คนมีความรู้
ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย จะมีผล
ต่อระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
มากกว่าผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้มาก เพราะคนที่มีความรู้ความเข้าใจมากกว่า
ไม่มีแรงจูงใจหรือผลประโยชน์อื่นๆ ในการเข้ามามี
ส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
Table 1 Factors affecting participation of Karen villagers in forest resource conservation
Independent factor Sig. B t R2
SEE
Age 0.045 0.059 2.014 - -
Membership organization in the village 0.033 0.155 2.152 - -
Knowledge about conversation forest resources 0.014 -.039 -2.486 - -
Total 1.138 3.795 0.810 0.493
Statistically significant at P<0.05
สรุปผลการวิจัย
จากการศึกษา พบว่า หัวหน้าหรือตัวแทน
ครัวเรือนชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ
ระหว่าง 31-40 ปี ซึ่งไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ มีความรู้
ความเข้าใจในภาษาไทยระดับปานกลาง ส่วนใหญ่เคย
ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
มีจานวนสมาชิกในครัวเรือนที่ทาการเกษตร 1-2 คน
ได้รับข้อมูลข่าวสารจากการดูสื่อโทรทัศน์ รายได้หลัก
ได้มาจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้
เฉลี่ย 3,100-4,000 บาทต่อเดือน และมีขนาดพื้นที่ถือ
ครองเฉลี่ย 1 ไร่ ในด้านการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
76
Journal of Agr. Research & Extension 31(1): 71-78
77
ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง พบว่า
ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ทรัพยากรอยู่ในระดับปานกลาง คือ การป้องกันรักษา
ป่า การป้องกันไฟป่า และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากชาว
ไทยภูเขาส่วนใหญ่ ยังมีความรู้ความเข้าใจในบทบาท
และหน้าที่ของตนเอง ต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ความสนใจในสามประเด็นนี้
จึงมีไม่มากนัก และการมีส่วนร่วมในการเผยแพร่
ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้น้อย
ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
อิสระและตัวแปรตาม กับการปฏิบัติในการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ผลการ
ทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
อิสระและตัวแปรตาม สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ พบว่า
ตัวแปรอิสระที่มีผลต่อการปฏิบัติในการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง มี 3
ตัวแปร คือ อายุการเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน
และความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยสาคัญ โดยอายุและการเป็น
สมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน มีความสัมพันธ์กับการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในเชิงบวก แสดงให้เห็นว่าชาว
ไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีอายุมาก มีการปฏิบัติในการ
มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้มากกว่าชาวไทยภูเขา
เผ่ากะเหรี่ยงที่มีอายุน้อย ดังนั้นควรมีการสนับสนุนให้
คนที่มีอายุต่ากว่า 30 ปี เข้ามามีบทบาท และมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เห็นความสาคัญของประโยชน์
ของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การเข้าร่วมในการทา
กิจกรรมทาให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดการ
บารุงรักษา รักและหวงแหน ซึ่งจะทาให้ชาวไทยภูเขา
เผ่ากะเหรี่ยงที่ยังมีอายุน้อย เห็นคุณค่าของการทา
กิจกรรมร่วมกัน
การเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้านมี
ความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการมีส่วนร่วมในการ
อนุรักษ์ป่าไม้ แสดงให้เห็นว่า ชาวไทยภูเขาเผ่า
กะเหรี่ยงที่เป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน จะมี
ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้มากกว่าชาวไทยภูเขาเผ่า
กะเหรี่ยงที่ไม่เป็นสมาชิกขององค์กรใดๆ เลย แสดงว่า
ในการเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ นามาซึ่งพันธะหน้าที่
ความรับผิดชอบที่ต้องมีมากกว่าบุคคลทั่วไป มีผล
ทาให้สมาชิกเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ
และบารุงรักษา การดาเนินงานตามภารกิจซึ่งมีความ
ใกล้ชิด และมีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกโดยตรง
ทาให้มีส่วนร่วมมากเมื่อเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ
ดังนั้นควรมีการจัดตั้งกลุ่มและการสร้างเครือข่ายให้
ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงได้ร่วมกันเป็นสมาชิกภายใน
องค์กร เช่น องค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ปาชุมชน เพื่อที่
จะได้ให้ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงได้เข้ามามีส่วนร่วม
ในการปลูกฝัง และมีส่วนร่วมในการช่วยกันอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้
ส่วนความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
ในเชิงลบ แสดงว่า ผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย จะมีส่วนร่วมในการ
อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มากกว่าผู้ที่มีความรู้ความ
เข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มาก ทั้งนี้อาจเนื่อง
มาจากการที่ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงมีความรู้ความ
เข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มากขาดแรงจูงใจ
เพราะชาวไทยภูเขามีฐานะที่ค่อนข้างยากจน ดังนั้น
การเข้าร่วมในการทากิจกรรมจาเป็นที่ต้องมีแรงจูงใจ
หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น เรื่องของการบริจาค
ของ วัตถุปัจจัยต่างๆ ผลตอบแทนในการเข้าร่วม
กิจกรรมการสื่อสาร เพื่อที่จะทาให้ผลการปฏิบัติที่
ออกมานั้นประสบความสาเร็จและได้รับความร่วมมือ
และชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีความรู้ ความเข้าใจ
การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย ต้องการที่จะเข้ามามี
ส่วนร่วมในการทากิจกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
และต้องการที่จะมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78
78
กิตติกรรมประกาศ
ผู้วิจัยขอขอบคุณ หน่วยงานในพื้นที่โครงการ
สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดาริดอยแบแล
อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์
ข้อมูล และอานวยความสะดวกในการเก็บรวมรวมข้อมูล
ภาคสนาม และขอขอบคุณหัวหน้าและตัวแทนชาวไทย
ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงผู้ให้ข้อมูล
เอกสารอ้างอิง
กัญจนา ลินทรัตนศิริกุล. 2535. สถิติวิจัยและ
ประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ:
สานักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัย
สุโขทัยธรรมาธิราช. 287 น.
เกศแก้ว เจริญวิริยะภาพ. 2545. พฤติกรรมการมี
ส่วนร่วมของประชาคมในการสร้าง
เศรษฐกิจชุมชน: กรณีศึกษาจังหวัดพัทลุง.
171 น. ใน รายงานการวิจัย.
สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ.
งามตา วนินทานนท์ . 2535. จิตวิทยาสังคม.
กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 528 น.
จาเนียร โกมลวานิช. 2553. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์
กับการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้า
ชลประทานในเขตจัดรูปที่ดิน ด้านการ
บริหารจัดการการใช้น้า: ศึกษากรณี
โครงการส่งน้าและบารุงรักษาพนมทวน
อาเภอท่าม่วงจังหวัดกาญจนบุรี.
วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย
ราชภัฏกาญจนบุรี. 150 น.
ชูเกียรติ ลีสุวรรณ. 2531. การให้ความรู้ความ
เข้าใจแบบมีส่วนร่วมในระดับตาบลใน
เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ในจังหวัดลาปาง. 24-30 น.
ใน รายงานการวิจัย. เชียงใหม่:
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์. 2536. สิทธิชุมชน: การ
กระจายอานาจการจัดการทรัพยากร.
กรุงเทพฯ: สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา. 502 น.
สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. 2546. ระเบียบการวิจัยทาง
สังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ:
เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง. 681 น.
สุนีย์ มัลลิกะมาลย์. 2545. รัฐธรรมนูญกับการมี
ส่วนร่วมของประชาชนในการพิทักษ์รักษา
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย. 271 น.
79
การเตรียมต้นฉบับ
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยเริ่มฉบับที่ 1 ในเดือน
มกราคม มีจุดประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ
เรื่องที่จะตีพิมพ์ในวารสาร นอกจากบทความวิจัยแล้ว บทความทางวิชาการอื่นๆ ที่เป็นการแสดงความคิดใหม่ หรือสมมุติฐานใหม่ที่มี
หลักฐานอ้างอิง หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางหรือลึกซึ้งในสาขาวิชาการใดสาขาวิชาการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ
การเกษตร หรือเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน
การเตรียมต้นฉบับ
1. ต้นฉบับ ตีพิมพ์บทความเป็นภาษาไทย การพิมพ์ใช้ตัวอักษร Browallia New ขนาดตัวอักษร 16 ตัวหนา ในส่วนของหัวข้อเรื่อง
และขนาดตัวอักษร 15 ตัวปรกติ ในส่วนของเนื้อหา พิมพ์หน้าเดียวในกระดาษขนาด A4 เว้นขอบทั้ง 4 ด้าน 1 นิ้ว (2.5 ซม.)
พร้อมระบุเลขหน้า ความยาวของเนื้อเรื่อง รวมรูปภาพ ตาราง และเอกสารอ้างอิงต้องไม่เกิน 10 หน้า
2. ชื่อเรื่อง ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ควรกระชับและตรงกับเนื้อเรื่อง ขนาดตัวอักษร 18 ตัวหนา
3. ชื่อผู้แต่ง และสถานที่ติดต่อ ต้องมีชื่อเต็ม-นามสกุลเต็มทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 15 ตัวหนา และระบุ
หน่วยงานหรือสถาบันที่สังกัด ของผู้แต่งหลักและผู้แต่งร่วมทุกคน และ E-mail address ของผู้แต่งหลักไว้ด้วย ขนาดตัวอักษร 12
ตัวปรกติ
4. บทคัดย่อ (Abstract) บทความวิจัย/บทความทางวิชาการอื่นๆ จะต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน
15 บรรทัด โดยเขียนให้กะทัดรัด ตรงประเด็น และให้สาระสาคัญ
5. คาสาคัญ (Keywords) ต้องมีคาสาคัญทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษไว้ท้ายบทคัดย่อของแต่ละภาษา อย่างละไม่เกิน 5 คา
6. เนื้อเรื่อง
(1) คานา อธิบายความสาคัญของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย อาจรวมการตรวจเอกสารเข้าไว้ด้วย ในการอ้างอิง
เอกสารให้เขียนชื่อผู้แต่ง และปีที่ตีพิมพ์ อยู่ในวงเล็บเดียวกัน หรือเขียนชื่อผู้แต่ง แล้วเขียนปีที่ตีพิมพ์ ไว้ในวงเล็บแล้วแต่
กรณี ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้ “..........โรคใบหงิกมีพบทั่วไปในประเทศบังคลาเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย
ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย (Boccardo and Milne, 1984; Ling et al., 1978) ในประเทศไทยนั้น
นอกจากก่อความเสียหายกับข้าวปลูกทั้งชนิด Japonica และ Indica (Oryza sativa) พันธุ์ต่างๆ แล้ว ทวัช (2544) ยังพบว่า
ทาความเสียหายได้กับข้าวไร่และข้าวป่าต่างๆ..........”
(2) อุปกรณ์และวิธีการ/วิธีดาเนินการวิจัย อธิบายเครื่องมือ พร้อมระบุวิธีการวิจัย วิธีการเก็บข้อมูล ระยะเวลาและปีที่ทาการ
วิจัย รวมทั้งวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ให้บรรยายโดยสรุปและไม่จาเป็นต้องระบุวิธีการที่เป็นที่รู้กันทั่วไป
(3) ผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องแสดงวิธีการวิเคราะห์ทางสถิติ แต่ให้เสนอในรูปของตาราง และรูปภาพโดยสรุปหลังจากวิเคราะห์
ทางสถิติแล้ว ทั้งนี้ คาอธิบายและรายละเอียดต่างๆ ของตารางและรูปภาพ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยมีความ
ชัดเจน กะทัดรัด และมีหมายเลขกากับด้านล่างของรูปภาพ และเมื่ออ้างถึงในเนื้อหาให้ใช้เป็นคาว่า Table และ Figure
(4) การวิจารณ์ผล การสรุปผล และข้อเสนอแนะ ควรวิจารณ์ผลการวิจัยพร้อมทั้งสรุปประเด็น และสาระสาคัญของงานวิจัย
หรือให้ข้อเสนอแนะบนพื้นฐานของผลการวิจัย
หมายเหตุ: หน่วยวัดตามระบบต่างๆ ให้ใช้ตัวย่อตามมาตรฐานในการเขียนที่กาหนดไว้ เช่น เซนติเมตร = ซม. ตาราง
เมตร = ตร.ม. มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม = มก./กก. แต่ถ้าเป็นหน่วยวัดที่มีพยางค์เดียวให้ใช้คาเต็มตามปรกติ
เช่น เมตร กรัม ลิตร
7. กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณแก่ผู้ให้ทุนวิจัย หรือผู้ที่ได้ให้ความช่วยเหลือในการวิจัย
8. เอกสารอ้างอิง รายชื่อเอกสารที่ใช้เป็นหลักในการค้นคว้าวิจัยและมีการอ้างถึงในเนื้อหา โดยจัดเรียงลาดับตามตัวอักษร นาโดย
กลุ่มเอกสารภาษาไทยแล้วตามด้วยกลุ่มเอกสารภาษาอังกฤษ ตามคาแนะนาวิธีการเขียน ดังนี้
82
การเขียนเอกสารอ้างอิง
1. บทความจากวารสารวิชาการมาตรฐาน
1.1 ผู้เขียนคนเดียวหรือหลายคน
ชื่อผู้เขียนบทความคนที่ 1,/ผู้เขียนบทความคนที่ 2/และ/ผู้เขียนบทความคนสุดท้าย.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อบทความ.//ชื่อวารสาร/
เลขปีที่(เลขฉบับที่):/เลขหน้า.
หทัยพัฒน์ ค่อยประเสริฐ และ ปนัดดา นิรนาทล้าพงศ์. 2547. แนวทางการตรวจประเมินสาหรับการใช้ลวดอาร์กในการพ่น
เคลือบเหล็กกล้าไร้สนิมด้วยวิธีอาร์กไฟฟ้า. ว.สงขลานครินทร์ 27(1): 91-100.
Nadeem, M. Y. and M. Ibrahim. 2002. Phosphorus management in wheat-rice cropping system. Pak. J. Soil Sci.
21(4): 21-23.
Chowdhury, M. A. H., R. Begum, M. R. Kabit and H. M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition and
transformation of S and P in soil. Pakistan Journal of Biological Sciences 5(7): 736-739.
2. หนังสือ
2.1 ผู้เขียนคนเดียวหรือหลายคน
ชื่อผู้แต่งคนที่ 1,/ผู้แต่งคนที่ 2/และผู้แต่งคนสุดท้าย.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อหนังสือ.//ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์.//
จานวนหน้า.
สุรินทร์ ปิยะโชคณากุล. 2543. พันธุวิศวกรรมเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 256 น.
Aksornkoae, S. 1999. Ecology and Management of Mangroves. Bangkok: Kasetsart University Press. 198 p.
Rajeshwar, K. and J. G. Ibanez. 1997. Environmental Electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p.
2.2 บทหนึ่งในหนังสือ
ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อบทความ.//น./เลขหน้าที่ปรากฏเรื่อง.//ใน/ชื่อผู้รับผิดชอบ.//ชื่อหนังสือ.//รายละเอียดอื่นๆ
(ถ้ามี).//ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์.
Hill, S. E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G. M. (ed.). Methods of Testing Protein Functionality. London:
Chapman & Hall.
Jacober, L. F. and A. G. Rand. 1982. Biochemical of seafood. pp. 347-365. In Martin, R. E., G. J. Flick, C. E. Hebard
and D. R. Ward (eds.). Chemistry and Biochemistry of Marine Food Products. Westport: AVI Inc.
2.3 หนังสือที่มีผู้รับผิดชอบในหน้าที่เป็นผู้รวบรวม ผู้เรียบเรียง หรือบรรณาธิการ
ชื่อผู้รับผิดชอบ.//(หน้าที่รับผิดชอบ).// ปีที่พิมพ์.//ชื่อเรื่อง.//ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์.//จานวนหน้า.
กอชัย โตศิริโชค. (บรรณาธิการ). 2537. การรักษาด้วยสมุนไพร. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: มายิกสานักพิมพ์. 172 น.
Byrappa, K. and M. Yoshimura. (eds.). 2001. Handbook of Hydrothermal Technology. New Jersey: Noyes
Publication. 854 p.
3. เอกสารอื่นๆ
3.1 วิทยานิพนธ์
ชื่อผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อวิทยานิพนธ์.//ระดับของวิทยานิพนธ์.//ชื่อสถาบันการศึกษา.//จานวนหน้า.
ประเชิญ สร้อยทองคา. 2530. การสกัดแยกสารแทนนินจากเปลือกไม้โกงกางเพื่อใช้ในการฟอกหนังชนิดฟอกทับ.
วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 113 น.
Saiklao, W. 2002. Adaptive Bandwidth Allocation Control for Virtual Paths in Broadband Networks. Doctoral
dissertation. Georgia Institute of Technology. 86 p.
80
81
3.2 รายงานการประชุมวิชาการ รายงานการสัมมนา ปาฐกถา รายงานประจาปี
ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อบทความ.//น./เลขหน้าที่ปรากฏเรื่อง.//ใน/ชื่อการประชุม.//รายละเอียดอื่นๆ (ถ้ามี).//
ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์: สานักพิมพ์.
กมลรัฐ อินทรทัศน์ กษิติธร ภูภราดัย และวันดี กริชอนันต์. 2548. Telecenter: ยุทธศาสตร์แห่งการกระจายโอกาส
การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาชนบท. น. 423-432. ใน รายงานการประชุม
ทางวิชาการภาคโปสเตอร์ ครั้งที่ 6 19-20 พฤษภาคม 2548. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings of ACVIM
Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College of Veterinary Internal
Medicine (ACVIM).
3.3 รายงานผลการวิจัย
ชื่อผู้เขียนงานวิจัย.//ปีที่พิมพ์.//ชื่องานวิจัย.//จานวนหน้า.//ใน/รายงานผลการวิจัย.//สถานที่พิมพ์:/ชื่อหน่วยงาน.
พรพันธ์ ภู่พร้อมพันธ์ ขนิษฐา ดวงสงค์ และรัฐพล ศรีบัวเผื่อน. 2544. การตรวจหาลายพิมพ์ดีเอ็นเอของกล้วยไม้
ไทยสกุลแวนด้าฟ้ ามุ่ย. 62 น. ใน รายงานผลการวิจัย. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
Theraumpon, N. 2003. Automatic classification of white blood cells in bone marrow images. 74 p. In
Research report. Chiangmai: Chiangmai University.
3.4 บทความจากนิตยสาร
ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่ตีพิมพ์.//ชื่อบทความ.// ชื่อนิตยสาร.//ปีที่ของนิตยสาร(เล่มที่): เลขที่หน้าที่อ้างอิง.
นาชัย ทนุผล. 2543. การพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชุมชนป่าบ้านโปง อาเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่.
นิตยสารการท่องเที่ยว 21(1): 44-54.
3.5 บทความจากหนังสือพิมพ์
ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่ตีพิมพ์.//ชื่อบทความ.//ชื่อหนังสือพิมพ์.//(วันที่/เดือน/ปี):/เลขที่หน้าที่อ้างอิง.
สมศักดิ์มานะไพศาล. 2549. เกษตรกรไทยในอนาคต. ไทยรัฐ. (10 มกราคม 2549): 7.
4. แหล่งข้อมูลอิเลคทรอนิกส์
ผู้แต่งหรือผู้รับผิดชอบ.//ปีที่บันทึกข้อมูล.//ชื่อเรื่อง.//[ระบบออนไลน์].//แหล่งที่มา/ระบุแหล่งการติดต่อเครือข่ายหรือการ
ถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล ชื่อแฟ้มข้อมูล/(วันที่/เดือน/ปี ที่ค้นข้อมูล).
ฐานิตย์ เมธิยานนท์ นิวัติ พิริยะรุ่งโรจน์ และสมชาติ โสภณรณฤทธิ์. 2547. เตาเผาไหม้วอร์เทค-ฟลูอิไดซ์เบดแบบสอง
ห้องเผาไหม้สาหรับเชื้อเพลิงแกลบ. ว.สงขลานครินทร์ 26(6): 875-893. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา
http://www2.psu.ac.th/PresidentOffice/EduService/Journal/Firstpage.htm (22 กันยายน 2548).
National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand. [Online].
Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001).
Singh, M. and R. P. Singh. 2001. Siderophore producing bacteria-as potential biocontrol agents of
mushroom disease. [Online]. Available http://www.uio.no/conferences June2000.htm# Samuels
(3 July 2001).
82
Guide for Authors
Manuscripts submitted for publication should be of high academic merit and are accepted on
condition that they are contributed solely to the Journal of Agricultural Research and Extension.
Manuscripts, parts of which have been previously published in conference proceedings, may be accepted
if they contain additional material not previously published and not currently under consideration for
publication elsewhere.
Submission of a multi-authored manuscript implies the consent of all the participating authors.
All manuscripts considered for publication will be peer-reviewed by independent referees.
Submission checklist
Manuscript submission must include title page, abstract, key words, text, tables, figures,
acknowledgments, reference list and appendices (if necessary). The title page of this file should include
the title of the article, full names, official name and affiliations of all authors, E-mail address, telephone
and fax numbers and full postal address of the corresponding author.
Preparation and Submission of Manuscripts
Authors submitting manuscripts for consideration for publication should follow the following
guidelines.
1. Manuscript texts must be written using high-quality language. For non-native English
language authors, the article should be proof-read by a language specialist before it is sent to Journal.
2. Manuscript texts should not exceed than 10 pages and the combined number of figures and
tables. The inclusion of more figures and tables will reduce the word allowance, and vice versa.
3. The manuscript text and tables should be created using Microsoft Word.
4. Manuscript texts should be prepared single column, with sufficient margins (1.0 inch) for
editorial and proof-reader’s marks. 12 pt Times New Roman font should be used throughout and all pages
numbered consecutively.
5. Abstracts should not exceed than 200 words. About 5 keywords should also be provided.
6. All measures in the text should be reported in abbreviation
7. Tables and figures should each be numbered consecutively.
8. Acknowledgments should be as brief as possible, in a separate section before the references,
not in the text or as footnotes.
9. Citations of published literature in the text should be given in the form of author and year in
parentheses; (Hoffmann et al., 2001), or, if the name forms part of a sentence, it should be followed by
the year in parenthesis; Hoffmann et al. (2001). All references mentioned in the reference list must be
cited in the text, and vice versa. The references section at the end of the manuscript should list all and
only the references cited in the text in alphabetical order of the first author’s surname. The following are
examples of reference writing.
Reference to a journal article:
Chowdhury, M. A. H., R. Begum, M. R. Kabit and H. M. Zakir. 2002. Plant and animal residue
decomposition and transformation of S and P in soil. Pak. J. Bio. Sci. 5: 736-739.
Reference to article or abstract in a conference proceedings:
Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings of
ACVIM Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College of
Veterinary Internal Medicine (ACVIM).
Reference to a book:
Rajeshwar, K. and J. G. Ibanez. 1997. Environmental electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p.
Reference to an edited book:
Hill, S. E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G. M. (ed.). Methods of testing protein functionality.
London: Chapman & Hall.
Reference to an electronic data source (used only when unavoidable): Supplier/Database name
(Database identifier or number)/Item or accession number (Access date) should be included
National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand.
[Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001).
10. Submission of manuscript includes 3 copies in which one of them must conform to the format
of the Journal of Agricultural Research and Extension. The other must be submitted without the author’s
name and office with diskette/CD and cover letter to the editor. All should be directed to the editor at the
address given.
83
การส่งต้นฉบับ การตรวจสอบเบื้องต้น และการแก้ไข
1) ส่งต้นฉบับ 3 ชุด โดย 1 ชุด ให้มีรายละเอียดครบตรงตามคาแนะนาในการเตรียมต้นฉบับ และอีก 2
ชุด ไม่ต้องพิมพ์ชื่อเจ้าของบทความและสถานที่ทางาน พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูล (Diskette/CD) และหนังสือนาส่งถึง
บรรณาธิการ โดยนาส่งด้วยตนเอง/ทางไปรษณีย์/E-mail มายังบรรณาธิการวารสารวิจัยฯ ตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้
2) กองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความในเบื้องต้น ในกรณีที่ต้องแก้ไขจะแจ้งให้เจ้าของบทความทาการ
แก้ไขก่อนนาส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาในลาดับต่อไป สาหรับบทความที่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ดาเนินการต่อ
จะส่งต้นฉบับและแผ่นบันทึกข้อมูลคืนให้เจ้าของบทความ
3) บทความที่ได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการให้ดาเนินการต่อ จะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ
จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นๆ และบทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์
กองบรรณาธิการจะส่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้งต้นฉบับและแผ่นบันทึกข้อมูลคืนให้
เจ้าของบทความปรับปรุงแก้ไข
4) เมื่อบทความได้รับการตีพิมพ์เรียบร้อยแล้ว กองบรรณาธิการจะจัดส่งวารสารฯ ให้เจ้าของบทความ
จานวน 2 เล่ม
JOURNAL OF AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION
Honorable Consultants: Asst. Prof. Dr. Chamnian Yosraj
Asst. Prof. Dr. Pawin Monochai
Assoc. Prof. Dr. Duang Buddhasukh
Directing Editors: Assoc. Prof. Dr.Yongyut Khamsee Assoc. Prof. Jamnian Bunmark
Asst. Prof. Dr. Jiraporn Inthasan Dr. Sureewan Mekkamol
Editor-in Chief: Dr. Weerasak Prokati
Editorial Board:
Prof. Chalermpol Sampet Prof. Dr. Siriwat Wongsiri
Prof. Dr. Prisarn Sithigorngul Prof. Dr. Tanongkiat Kiatsiriroat
Prof. Dr. Pranom Chantaranothai Prof. Dr. Anurak Panyanuwat
Prof. Dr. Sanchai Jaturasitha Assoc. Prof. Dr. Pramot Seetakoses
Assoc. Prof. Dr. Prasert Janyasupab Assoc. Prof. Dr. Sittisin Bovonsombut
Assoc. Prof. Dr. Nopmanee Topoonyanont Assoc. Prof. Aomtip Mekruksawannich-Kampe
Asst. Prof. Dr. Jatuphong Varith Asst. Prof. Teerapong Sawangpanyangkura
Dr. Sakesan Ussahatanonta
Operation committee: Ms. Varee Rahong Mrs. Thanyarat Thawatmongkonsuk
Ms. Rungsima Ampawan Mrs. Thipsuda Pookmanee
Mr. Somyot Meesuk Ms. Ampar Sansai
Mrs. Chiranan Senanan Ms. Dissawan Sutadsunti
PR and Publishing: Mr. Prinya Painusa Mr. Prasit Chaikum
Mrs. Prapaisri Thongjang Mrs. Suree Apichai
Journal of Agricultural Research and Extension is a publication of the Office of
Agricultural Research and Extension Maejo University and is intended to make available the
results of technical work in the agricultural and related social sciences. Articles are contributed by
MJU faculty members as well as by relevant the general public. Journal of Agricultural Research
and Extension is published three times per year, contact with the Journal should be addressed to:
The Editor, Journal of Agricultural Research and Extension
Innovation and Technology Transfer Section, Office of Agricultural Research and Extension
Maejo University, Chiang Mai 50290, Thailand
Tel: +66-53-87-3935 Fax: +66-53-878-106
E-mail: res_journal@mju.ac.th
Web site: www.rae.mju.ac.th
Effects of Paclobutrazol on Leaf Development of Adenium obesum
cv. Holland-Miss Thailand
Nitipat Pattanachatchai 1-12
Effect of Naphthalene Acetic Acid and Benzyladenine on Fluorene
and Fluoranthene Toxicity in Rice cv. RD 47
Waraporn Chouychai, Pannee Chatchai
and Khanitta Somtrakoon 13-22
The Culture of Hybrid Catfish with Recirculation System
Kamonwan Suphawinyoo, Yuttana Savangarrom, Sinchai Maneekat
and Nichapon Baotong 23-32
Environmental Contamination and Degradation of Endosulfan
by Microorganisms
Khanitta Somtrakoon 33-50
The Strategy of Production Management of Vegetable Production
in Nylon-net House for Ban Sa-at Som Sri Farmers Group
in Phupor Sub-district, Mueang District, Kalasin Province
Nongnapat Siriwanhom and Supaporn Poungchompu 51-61
Agricultural Input Management of Farmers under the Farmer Credit Card
Project in Ban Fang District, Khonkaen Province
Wetchayan Obmasuyand and Supaporn Poungchompu 62-70
Factors Affecting Participation of Karen Villagers in Forest Resource
Conservation at Baelae Highland Agricultural Development Station,
Omkoi District, Chiang Mai
Pongwit Kantawong and Wallratat Intaruccomporn 71-78
JOURNAL OF
Office of Agricultural Research & Extension Maejo University
Vol. 31 No.1 January – April 2014 ISSN 0125-8850
AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION

วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

  • 1.
    ผลของพาโคลบิวทราโซลต่อพัฒนาการของใบชวนชม พันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์ นิติพัฒน์ พัฒนฉัตรชัย 1-12 ผลของกรดแนฟทาลีนอะซีติกและเบนซิลอะดีนีนต่อความเป็นพิษ ของฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนในข้าวเจ้าพันธุ์กข 47 วราภรณ์ ฉุยฉาย พรรณี ชาติชัย และขนิษฐา สมตระกูล 13-22 การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยระบบน้าหมุนเวียน กมลวรรณ ศุภวิญญู ยุทธนา สว่างอารมณ์ ศิลป์ชัย มณีขัติย์ และณิชาพล บัวทอง 23-32 การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์ ขนิษฐา สมตระกูล 33-50 กลยุทธ์การจัดการผลิตผักกางมุ้งของกลุ่มเกษตรกรบ้านสะอาดสมศรี ตาบลภูปอ อาเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ นงนภัส ศิริวรรณ์หอม และสุภาภรณ์ พวงชมภู 51-61 การจัดการปัจจัยการผลิตของเกษตรกรภายใต้โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร อาเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เวชยันต์ อบมาสุ่ย และสุภาภรณ์ พวงชมพู 62-70 ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดาริดอยแบแล อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ พงศ์วิชญ์ กันทะวงศ์ และวรทัศน์ อินทรัคคัมพร 71-78 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร สานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ปีที่ 31 ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน 2557 ISSN 0125-8850
  • 2.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร JOURNAL OF AGRICULTURALRESEARCH AND EXTENSION ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จาเนียร ยศราช ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองศาสตราจารย์ ดร.ด้วง พุธศุกร์ บรรณาธิการอานวยการ รองศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ข้ามสี่ รองศาสตราจารย์จาเนียร บุญมาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จีราภรณ์ อินทสาร อาจารย์ ดร.สุรีย์วัลย์ เมฆกมล บรรณาธิการ อาจารย์ ดร.วีรศักดิ์ ปรกติ กองบรรณาธิการ ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร ศาสตราจารย์ ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล สิทธิกรกุล ศาสตราจารย์ ดร.ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์ ศาสตราจารย์ ดร.ประนอม จันทรโณทัย ศาสตราจารย์ ดร.อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์ ศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย จตุรสิทธา รองศาสตราจารย์ ดร.ปราโมช ศีตะโกเศศ รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ จรรยาสุภาพ รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิสิน บวรสมบัติ รองศาสตราจารย์ ดร.นพมณี โทปุญญานนท์ รองศาสตราจารย์อ้อมทิพย์ เมฆรักษาวนิช แคมป์ รองศาสตราจารย์ประวิตร พุทธานนท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร อาจารย์ ดร.เสกสันต์ อุสสหตานนท์ คณะกรรมการดาเนินงาน นางสาววารี ระหงษ์ นางธัญรัศมิ์ ธวัชมงคลศักดิ์ นางสาวรังสิมา อัมพวัน นางทิพย์สุดา ปุกมณี นายสมยศ มีสุข นางสาวอัมภา สันทราย นางจิรนันท์ เสนานาญ นางสาวดิษวรรณ สุทัศน์สันติ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ นายปริญญา เพียรอุตส่าห์ นายประสิทธิ์ ใจคา นางประไพศรี ทองแจ้ง นางสุรีย์ อภิไชย จัดทาโดย ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อาเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทรศัพท์ 0-5387-3935 โทรสาร 0-5387-8106 E-mail: res_journal@mju.ac.th Web site: www.rae.mju.ac.th วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร (ISSN 0125-5580) เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีนโยบายเพื่อเผยแพร่งานวิจัยและบทความทางวิชาการด้านการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยมีการเผยแพร่ออนไลน์ (journal on line) ในรูปวารสารทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีการเผยแพร่ในรูปเล่มสาหรับจัดส่งให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร
  • 3.
    บทบรรณาธิการ แนวคิดของปราชญ์เดิมของไทยที่บันทึกภูมิปัญญาที่ได้รวบรวมและสังเคราะห์จากความจริงเชิง ประจักษ์ เบ็ดเสร็จแล้วมักเป็นที่ยกย่องบูชาจนกลายเป็นพระคัมภีร์ต้นแบบการถือปฏิบัติ ปลูกฝังไว้ใน ชีวิตประจาวันมาช้านานสิ่งที่เป็นคาถามท้าทายในปัจจุบัน คือ เมื่อบริบทเปลี่ยนไป ข้อปฏิบัติจะเป็นอย่างเดิม หรือไม่ ภูมิปัญญาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าให้มวลมนุษยชาติ มักเป็นโจทย์ที่ท้าทายแนวคิดและมุมมองของ ผู้ทรงภูมิทั้งหลายเสมอมา ทางออกที่เกิดขึ้นก็พัฒนาสั่งสมเป็นภูมิปัญญาเพิ่มขึ้นจากประสบการณ์ ที่ได้รับมา ร้อยเรียงทดสอบให้เป็นองค์ความรู้ที่ยอมรับได้ในชุมชนที่ขยายตัวไปตามลาดับ นอกเหนือไปจากการทดสอบ ทบทวนองค์ความรู้ที่ได้จากต่างสถานที่ ต่างเวลา และต่างปัจจัยเพื่อ ยืนยันและบันทึกไว้เป็นประโยชน์แก่ชุมชนแล้ว การเผยแพร่บทเรียนที่ได้รับก็สามารถยังประโยชน์ให้ชุมชนอื่น สามารถผนวกรวมกับความรู้เก่าที่มีอยู่ นามาใช้ประโยชน์ให้เกิดผลดียิ่งขึ้นอีกด้วย เราจะเห็นโจทย์คาถามลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน ที่นาเอาวิถีการตอบปัญหาเชิง วิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อบุกเบิกขอบฟ้าแห่งภูมิปัญญา มาตอบโจทย์วิธีการที่จะทาให้มนุษยชาติอยู่รอดอย่าง มีความสุข เป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่า “ความสุข” หรือ “คุณภาพชีวิต” ที่ดีกว่า ทั้งจากการค้นคว้าวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ไม่ว่าจะเน้นเชิงปริมาณหรือคุณภาพก็ตาม ประเด็นแนวคิดต่างๆ ที่ผู้วิจัยนาเสนอเพียงย่อๆ นั้น ก็ยังสามารถชี้นาแนวทางการตอบปัญหาการ เปลี่ยนแปลงของบริบทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเกิดขึ้นแล้วในลักษณะเดียวกันที่ผู้อ่านและผู้สนใจสามารถ นาไปใช้เป็นแสงไฟแห่งปัญญา เพื่อฉายทางออก ทางเลือก หรือทางรอดของภูมิปัญญา ที่จะสนองความ ต้องการของชุมชนต่อไปในรูปของบทวิจัยหรือบทความทางวิชาการ ที่เชื่อมประสานความรู้เดิมสู่องค์ความรู้ ใหม่ เป็นสังคมการเรียนรู้ที่พัฒนาต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ในวารสารฉบับนี้มีทั้งบทสรุปและรายงานวิจัย ทั้งงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ ที่ชี้ช่องทาง ให้ผู้อ่านทั้งจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ และข้อสังเกตต่างๆ ในการวิจัยโดยย่อ เพื่อให้ ผู้สนใจติดตามเรื่องราวต่อไปจากผู้วิจัยตามที่อยู่ที่มีอยู่แล้วครับ ขอชื่นชมแรงบันดาลใจใฝ่รู้ของทุกท่านครับ (อาจารย์ ดร.วีรศักดิ์ปรกติ) บรรณาธิการวารสารวิจัยฯ
  • 5.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 1-12 1 ผลของพาโคลบิวทราโซลต่อพัฒนาการของใบชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์ Effects of Paclobutrazol on Leaf Development of Adenium obesum cv. Holland-Miss Thailand นิติพัฒน์ พัฒนฉัตรชัย Nitipat Pattanachatchai สาขาวิชาเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ สุรินทร์ 32000 Department of Agriculture and Environment, Faculty of Science and Technology, Surindra Rajabhat University Surin, Thailand 32000 Corresponding author: pattanachatchai@gmail.com Abstract The effects of paclobutrazol (PBZ) on leaf development of 4-months-old Adenium obesum cv. Holland-Miss Thailand was carried out during January-May, 2011 at Economic Productive House, Department of Agriculture and Environment, Surindra Rajabhat University. The experiment was arranged as factorial in CRD. Different concentration of PBZ; 0, 100, 200, 300 and 400 mg/l and different time of soil drenching; day of shoot cutting (DSC), 15 days before shoot cutting (15 DBSC) and 15 days after shoot cutting (15 DASC) were determined as main factor. There were 15 treatment combinations which each was replicated 5 times. Seven experimental plants were assingned for each replication. The results revealed that interaction of main factor significantly affected days to full expanding of new leaves, number of new shoot, number of fallen leaves and leaf area (P<0.05). Soil drenching of distilled water at DSC shortened the period of full leaf expanding, whereas soil drenching of 300 mg/l at DSC and 15 DASC highly promoted number of new shoot. Similarly, soil drenching of 200 mg/l PBZ at 15 DASC hastened most of leaf abscission. Nevertheless, leaf area was remarkably decreased by soil drenching of 100 mg/l PBZ. Time of PBZ soil drenching at 15 DASC was only a main factor that affected the least days to new leaf presence. In addition, the greatest number of leaves attached to stem was promoted by the same time of PBZ soil drenching. Soil drenching of 200 mg/l PBZ decreased number of leaves attached to stem. Keywords: paclobutrazol, development, Adenium obesum
  • 6.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12 2 บทคัดย่อ การศึกษาผลของพาโคลบิวทราโซลต่อ พัฒนาการของใบชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์ อายุ4 เดือน ณ เรือนผลิตพืชเศรษฐกิจ ภาควิชาเกษตร และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ระหว่าง เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2554 โดยวางแผนการ ทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ที่จัดสิ่งทดลองแบบ แฟคทอเรียลที่ประกอบด้วย 2 ปัจจัย คือ ความเข้มข้น ที่แตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ 0, 100, 200, 300 และ 400 มก./ล. และระยะเวลาในการราดสารที่แตกต่างกัน 3 ระยะ ได้แก่ ราดพร้อมการตัดยอด ราดก่อนการตัด ยอด 15 วัน และราดหลังการตัดยอด 15 วัน มีจานวน 15 กรรมวิธีๆ ละ 5 ซ้าๆ ละ 7 ต้น ผลการทดลอง พบว่า อิทธิพลร่วมกันของระดับความเข้มข้น และระยะเวลา ในการราดสาร มีผลอย่างมีนัยสาคัญ (P<0.05) ต่อจานวน วันที่ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ จานวนยอดใหม่ จานวนใบที่ ร่วงหล่น และพื้นที่ใบ โดยกรรมวิธี ที่ราดด้วยน้ากลั่น พร้อมการตัดยอดมีผลทาให้ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ใน ระยะเวลาสั้นที่สุด แต่เมื่อราดสารที่ระดับความเข้มข้น 300 มก./ล. พร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน พบว่า ส่งเสริมให้มีจานวนยอดใหม่ได้มากที่สุด ใน ขณะที่การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล. หลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อการร่วงหล่นของใบ มากที่สุด อย่างไรก็ตามการลดลงของพื้นที่ใบมากที่สุด นั้นเป็นผลมาจากการได้รับสารที่ระดับความเข้มข้น เพียง 100 มก./ล. สาหรับการตอบสนองด้านจานวน วันที่ใบใหม่ปรากฏได้เร็วที่สุด เป็นผลจากปัจจัยหลัก ด้านระยะเวลาในการราดสารเท่านั้น โดยพบว่า การ ราดสารหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อระยะเวลา ดังกล่าวได้สั้นที่สุด และยังมีผลต่อจานวนใบที่ติดอยู่ กับต้นมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า จานวนใบที่ติดอยู่ กับต้นที่ลดลงมากที่สุด เป็นผลมาจากการราดสารที่ ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล คาสาคัญ: พาโคลบิวทราโซล พัฒนาการ ชวนชม คานา ชวนชม (Adenium obesum (Forssk.) Roem & Schult) เป็นไม้ประดับในวงศ์ Apocynaceae ที่มี ความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งจนได้รับ สมญานามว่า กุหลาบทะเลทราย ด้วยลักษณะนิสัย ตามธรรมชาติ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตช้าแต่มีรูปทรง ของลาต้นและพุ่มใบที่สวยงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณโคนลาต้นที่เชื่อมต่อกับโคนราก ซึ่งมีลักษณะ บวมพองออก เรียกว่า โขด (caudex) เพื่อทาหน้าที่ใน การสะสมน้า จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการปลูกใน ลักษณะของไม้กระถาง เพื่อการประดับตกแต่งอาคาร และภูมิทัศน์โดยรอบ นอกจากนี้แล้วยังถูกใช้ประโยชน์ เพื่อเป็นต้นตอสาหรับการเสียบยอดพันธุ์ดีอื่นๆ ได้ เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์- มิสไทยแลนด์ ที่สามารถตอบสนองต่อการใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านการให้ดอกติดกับต้น รูปทรงของโขดที่ สวยงาม และการใช้เพื่อเป็นต้นตอ แต่ด้วยอัตราการ เจริญเติบโตที่ค่อนข้างช้า จึงเป็นผลให้พัฒนาการของ ใบซึ่งเป็นองค์ประกอบที่แสดงความสวยงามของทรง พุ่มอยู่ในอัตราที่ช้าตามไปด้วย นอกจากนี้ การเติบโต ของใบตามธรรมชาติอาจขาดความเหมาะสมกับขนาด ของทรงพุ่มและภาชนะที่ปลูก การปล่อยให้ชวนชมที่ปลูกอยู่ในภาชนะปลูก มีพัฒนาการและการเติบโตตามธรรมชาตินั้น มักพบ เสมอว่า พัฒนาการและการเติบโตของใบไม่ได้สมดุล กับทรงพุ่ม เป็นผลให้มีระยะเวลาการเกิดใบ จานวนใบ ขนาดของใบ อายุของใบในทรงพุ่มเดียวกันแตกต่างกัน ซึ่งในกรณีของการปลูกชวนชมเพื่อเป็นไม้ประดับ กระถางหรือบอนไซนั้นย่อมมีผลต่อความสวยงามที่ ปรากฏ อย่างไรก็ตามการใช้สารชะลอการเจริญเติบโต ของพืชชนิดพาโคลบิวทราโซล ซึ่งมีรายงานถึงความ สาเร็จในการควบคุมการเจริญเติบของใบในพืชหลาย ชนิด เช่น ยูมิโคส (เกียมศักดิ์และวันดี, 2548) ไทร (LeCain et al., 1986) Epipremnum aureum Bunt. (Conover and Satterthwaite, 1996) และมะม่วง
  • 7.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 1-12 3 (นาถฤดี, 2553) เนื่องจากสารพาโคลบิวทราโซลซึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มไทรอะโซล มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ ระดับไซโตไคนินในข้าว (Izumi et al., 1988) คาร์เนชั่น (Sebastian etal., 2002) และแอปเปิ้ล (Zhu etal., 2004) เพราะการเพิ่มขึ้นของไซโตไคนินในพืชมีผลต่อการ ส่งเสริมการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น และการพัฒนาของตา และยอด (Arteca, 1996) อย่างไรก็ตามบทบาทที่ เด่นชัดของสารในกลุ่มนี้ คือ การยังยั้งการสังเคราะห์ จิบเบอเรลลิน เป็นผลให้ระดับของสารดังกล่าวลดต่าลง (Steffens et al., 1992) อันเป็นสาเหตุของการไม่ยืดยาว ของกิ่ง เนื่องจากการยับยั้งการแบ่งเซลล์และการยืดยาว ของเซลล์ (Cummings et al., 1999) ซึ่งเป็นเซลล์ใน บริเวณใต้ปลายยอด จานวนใบจึงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง (Sterrett, 1985) แต่ในรายงานของ Davis et al. (1988) กล่าวถึงการตอบสนองของพืชต่อสารในกลุ่มไทรอะโซล ว่ามีความแตกต่างกันไปตามชนิดพืช อายุพืช พันธุ์พืช ปริมาณกาหนด และวิธีการให้สาร ดังนั้น การทดลอง ใช้สารพาโคลบิวทราโซลเพื่อควบคุมพัฒนาการของ ใบชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์-มิสไทยแลนด์ที่ปลูกเป็น ไม้กระถาง จึงอาจจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา พัฒนาการของใบในทรงพุ่มได้อย่างเหมาะสม อุปกรณ์และวิธีการ ทาการทดลองกับชวนชมพันธุ์ฮอลแลนด์- มิสไทยแลนด์ อายุ 4 เดือน ที่ได้จากการเพาะเมล็ด ในระบบผสมเกสรด้วยมือจากต้นพ่อและต้นแม่พันธุ์ เดียวกัน จานวน 525 ต้น ณ เรือนผลิตพืชเศรษฐกิจ ภาควิชาเกษตรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุรินทร์ อาเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างเดือน มกราคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยวางแผนการ ทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ที่จัดสิ่งทดลองแบบ แฟคทอเรียล 5X3 มีปัจจัยแรก คือ ระดับความเข้มข้น ที่ต่างกัน 5 ระดับ ของพาโคลบิวทราโซล ได้แก่ 0, 100, 200, 300, และ 400 มก./ล. และปัจจัยที่สอง คือ ระยะเวลาในการราดสารพาโคลบิวทราโซลที่ ต่างกัน 3 ระยะ ได้แก่ ราดพร้อมการตัดยอด ราดก่อน การตัดยอด 15 วัน และราดหลังการตัดยอด 15 วัน แต่ละกรรมวิธีทา 5 ซ้า แต่ละซ้าใช้พืชทดลอง 7 ต้น ทั้งนี้พืชทดลองแต่ละต้นได้รับการตัดยอดเดิมออกไป โดยวัดระยะความสูงจากผิววัสดุปลูกขึ้นไป 5 ซม. การ ราดสารทาโดยราดสารลงวัสดุปลูกจานวน 1 ครั้ง ใน แต่ละกรรมวิธีปริมาณ 50 มล. ต่อกระถาง ทาการงด การให้น้าในวันที่ราดสาร เพื่อป้องกันการชะล้างสาร ออกไปกับน้าส่วน เกินที่แต่ละกระถางได้รับ การให้น้า กระทาหลังจากวันที่ราดสารแล้ว 2 วัน และหลังจาก นั้นอีกทุก 2 วัน จนกระทั่งครบระยะเวลา 120 วัน การ บันทึกข้อมูลพัฒนาการบางประการของใบ ทาหลังจาก พืชทดลองได้รับกรรมวิธีจนกระทั่งครบ 120 วัน โดย บันทึกลักษณะพัฒนาการใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อน จนกระทั่ง ครบทุกหน่วยทดลอง ได้แก่ จานวนวันที่ใบใหม่ปรากฏ จานวนวันที่ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ และจานวนใบที่ร่วง หล่น สาหรับลักษณะจานวนใบที่ติดอยู่กับต้น และ พื้นที่ใบบันทึกเมื่อพืชทดลองได้รับกรรมวิธีต่างๆ ครบ 120 วัน ผลการทดลอง จานวนวันที่ใบใหม่ปรากฏ ระดับความเข้มข้นของสารพาโคลบิวทราโซล ที่แตกต่างกันในช่วง 0 ถึง 400 มก./ล. และอิทธิพล ร่วมของระดับความเข้มข้นและระยะเวลาในการราด สาร ไม่แสดงอิทธิพลอย่างมีนัยสาคัญต่อจานวนวันที่ ใบใหม่ปรากฏ ต่อจานวนวันที่ใช้เพื่อการพัฒนาใบใหม่ ในขณะที่ระยะเวลาในการราดสารมีผลต่อลักษณะ ดังกล่าวอย่างมีนัยสาคัญ โดยพบว่า การราดสารหลัง การตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้ใบใหม่ปรากฏได้ใน ระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 5.75 วัน แต่การราดสารพร้อม การตัดยอดและก่อนการตัดยอด 15 วัน ใช้ระยะเวลา เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง8.27 และ 22.07 วัน ตามลาดับ (Table 1)
  • 8.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12 4 Table1 Days to new leaf presence as affected by paclobutrazol Time of drenching Concentrated level (mg/l)3/ 0 100 200 300 400 Mean2/ Day of shoot cutting 7.32a 8.14a 8.63a 9.03a 8.20a 8.27b 15 days before shoot cutting 21.72a 21.20a 21.59a 23.02a 22.80a 22.07a 15 days after shoot cutting 6.24a 5.60a 5.83a 5.00a 6.08a 5.75c Mean1/ 11.76a 11.64a 12.02a 12.35a 12.36a C.V. = 8.88% Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT. 1/ concentrated level mean, P-value = 0.2389 (ns); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**) 3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0501 (ns) จานวนวันที่ใบใหม่คลี่บานเต็มที่ ระดับความเข้มข้นของสารพาโคลบิวทราโซล ที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อจานวนวันที่ใบใหม่คลี่บานเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสาคัญตามลาดับเมื่อเปรียบเทียบกับการ ไม่ได้รับสาร ในขณะที่การราดสารหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนวันคลี่บานของใบใหม่มากที่สุด อย่างมีนัยสาคัญ นอกจากนี้ พบว่า ระดับความเข้มข้น และระยะเวลาในการราดสารพาโคลบิวทราโซลที่ แตกต่างกันแสดงอิทธิพลร่วมอย่างมีนัยสาคัญต่อ จานวนวันเฉลี่ยที่ใช้ในการคลี่บานเต็มที่ของใบใหม่ที่ เกิดขึ้น โดยพบว่า การราดน้ากลั่นพร้อมตัดยอดมีผล ต่อพัฒนาการดังกล่าวที่ใช้ระยะเวลาสั้นที่สุดเพียง 8.30 วัน ในขณะที่การราดสารความเข้มข้น 400 มก./ล. หลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนวันที่ใช้ในการ คลี่บานเต็มที่ของใบใหม่ยาวนานที่สุดถึง 17.68 วัน (Table 2) Table 2 Days to full expanding of new leaf as affected by paclobutrazol Time of drenching Concentrated level (mg/l)3/ 0 100 200 300 400 Mean2/ Day of shoot cutting 8.30i 10.83f 12.72e 13.70d 15.59b 12.23b 15 days before shoot cutting 10.48fg 9.64h 10.10gh 12.17e 14.70c 11.42c 15 days after shoot cutting 14.58c 15.00bc 15.17bc 15.49b 17.68a 15.58a Mean1/ 11.12e 11.83d 12.66c 13.79b 15.99a C.V. = 3.87% Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT. 1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**) 3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**)
  • 9.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 1-12 5 จานวนยอดใหม่ จานวนยอดใหม่เพิ่มขึ้นสูงที่สุดอย่างมี นัยสาคัญที่ระดับความเข้มข้น 300 มก./ล. และมี จานวนยอดลดลงเมื่อระดับความเข้มข้นเพิ่มขึ้นถึง 400 มก./ล. ในขณะที่การราดสารหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนยอดใหม่ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดอย่าง มีนัยสาคัญ อิทธิพลร่วมระหว่างระดับความเข้มข้นและ ระยะเวลาในการราดสารพาโคลบิวทราโซลที่แตกต่าง กัน มีผลต่อจานวนยอดใหม่ที่ปรากฏอย่างมีนัยสาคัญ โดยพบว่า การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 300 มก./ล. พร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลทา ให้พืชทดลองพัฒนายอดใหม่เฉลี่ยได้มากที่สุดเท่ากับ 5.95 และ 5.92 ยอด ตามลาดับ ซึ่งการตอบสนองของ พัฒนาการด้านจานวนยอดดังกล่าวในทุกระดับความ เข้มข้นของสารที่ราดหลังการตัดยอด 15 วัน แสดง แนวโน้มไม่แตกต่างจากการราดด้วยน้ากลั่นหลังการ ตัดยอด 15 วัน (Table 3) Table 3 Number of new shoot affected by paclobutrazol Time of drenching Concentrated level (mg/l)3/ 0 100 200 300 400 Mean2/ Day of shoot cutting 5.41bcd 4.70e 5.39dc 5.95a 5.41bcd 5.38b 15 days before shoot cutting 5.08d 5.72abc 5.49bcd 5.62abc 5.09d 5.40b 15 days after shoot cutting 5.80abc 5.76abc 5.77abc 5.92a 5.83ab 5.81a Mean1/ 5.43b 5.39b 5.55b 5.83a 5.45b C.V. = 5.21% Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT. 1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**) 3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**) จานวนใบที่ร่วงหล่น การราดสารพาโคลบิวทราโซลที่ระดับความ เข้มข้น 100 ถึง 200 มก./ล. มีผลต่อการร่วงหล่นของ ใบเฉลี่ยมากที่สุดอย่างมีนัยสาคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับ การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 400 มก./ล. ที่มีผล ต่อการร่วงหล่นของใบน้อยที่สุด ในขณะที่การราดสาร พร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน มีผลต่อ การร่วงหล่นของใบมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการราด สารก่อนการตัดยอด 15 วัน อย่างมีนัยสาคัญ และยัง พบว่า ระดับความเข้มข้นและระยะเวลาในการราดสาร พาโคลบิวทราโซลที่แตกต่างกันแสดงอิทธิพลร่วม อย่างมีนัยสาคัญต่อจานวนใบที่ร่วงหล่น โดยพบว่า การราดสารที่ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล. หลังการ ตัดยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนใบร่วงหล่นเฉลี่ยจากต้น มากที่สุดถึง 76.40 ใบ ในขณะที่การราดสารระดับ ความเข้มข้น 400 มก./ล. ในระยะเวลาเดียวกันมีผลต่อ การร่วงหล่นเฉลี่ยของใบน้อยที่สุดเพียง 52.00 ใบ (Table 4)
  • 10.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12 6 Table4 Number of fallen leaf as affected by paclobutrazol Time of drenching Concentrated level (mg/l)3/ 0 100 200 300 400 Mean2/ Day of shoot cutting 64.16bcd 65.13bcd 63.99bcd e 63.23cde 67.76b 64.86a 15 days before shoot cutting 60.18ef 67.17bc 58.84fg 58.88fg 56.12g 60.24b 15 days after shoot cutting 65.20bcd 65.68bcd 76.40a 61.72def 52.00h 64.20a Mean1/ 63.18b 65.99a 66.41a 61.28b 58.63c C.V. = 4.42% Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT. 1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**) 3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0001 (**) จานวนใบที่ติดอยู่กับต้น การราดสารพาโคลบิวทราโซลทุกระดับความ เข้มข้นมีผลต่อจานวนใบที่ติดอยู่กับต้นเฉลี่ยต่ากว่า การไม่ราดสารอย่างมีนัยสาคัญ โดยพบว่า ที่ระดับ ความเข้มข้น 200 มก./ล. มีผลต่อการคงอยู่ของใบ กับต้นต่าที่สุดเพียง 17.22 ใบ ในขณะที่การราดสาร พร้อมการตัดยอดมีผลต่อจานวนใบเฉลี่ยติดอยู่กับต้น ต่าที่สุดเพียง 22.92 ใบ เมื่อเปรียบเทียบกับการราด สารก่อนและหลังการตัดยอด 15 วัน ที่มีจานวนใบติด อยู่กับต้นเฉลี่ยสูงกว่าอย่างมีนัยสาคัญ ตามลาดับ ระดับความเข้มข้นและระยะเวลาในการราดสารพาโคล บิวทราโซล ที่แตกต่างกันไม่แสดงอิทธิพลร่วมอย่างมี นัยสาคัญต่อจานวนใบที่ติดอยู่กับต้น (Table 5) Table 5 Number of leaves attached to stem as affected by paclobutrazol Time of drenching Concentrated level (mg/l)3/ 0 100 200 300 400 Mean2/ Day of shoot cutting 28.13a 22.31a 16.64a 25.87a 21.65a 22.92b 15 days before shoot cutting 29.13a 23.42a 16.95a 25.71a 22.06a 23.45ab 15 days after shoot cutting 29.15a 23.27a 18.06a 26.78a 22.85a 24.02a Mean1/ 28.80a 23.00c 17.22d 26.12b 22.19c C.V. = 5.07% Means in rows and columns with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT. 1/ concentrated level mean, P-value = 0.0001 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.0073 (**) 3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.9180 (ns) พื้นที่ใบ การราดสารพาโคลบิวทราโซลทุกระดับความ เข้มข้นมีผลต่อพื้นที่ใบเฉลี่ยที่ลดลงอย่างมีนัยสาคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ราดสาร โดยทุกระดับความ เข้มข้นมีผลต่อพื้นที่ใบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ ในขณะที่ระยะเวลาการราดสาร และอิทธิพลร่วมของ ระดับความเข้มข้นและระยะเวลาการราดสารไม่มีผลต่อ พื้นที่ใบอย่างมีนัยสาคัญ (Table 6)
  • 11.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 1-12 7 Table 6 Leaf area as affected by paclobutrazol Time of drenching Concentrated level (mg/l)3/ 0 100 200 300 400 Mean2/ Day of shoot cutting 15.17a 11.22a 9.22a 9.55a 8.19a 10.67a 15 days before shoot cutting 9.88a 6.02a 12.51a 9.59a 7.65a 9.13a 15 days after shoot cutting 13.73a 10.28a 7.70a 10.53a 8.58a 10.17a Mean1/ 12.93a 9.17b 9.81b 9.89b 8.14ba C.V. = 33.93% Means in a row with different letters are significantly different at P≤0.01 by DMRT. 1/ concentrated level mean, P-value = 0.0048 (**); 2/ time of drenching mean, P-value = 0.2691 (ns) 3/ concentrated level x time of drenching mean, P-value = 0.0580 (ns) วิจารณ์ผลการทดลอง การราดสารพาโคลบิวทราโซลหลังการตัด ยอด 15 วัน ส่งเสริมให้ตาในบริเวณที่อยู่ถัดจากรอย ตัดลงมาได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่ได้ รับสารพาโคลบิวทราโซลก็ตาม แต่เมื่อถูกกระตุ้น โดยสารดังกล่าว อาจส่งผลต่อสัดส่วนระหว่างไซโตไคนิน และออกซินที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากสัดส่วนของ ไซโตไคนินเพิ่มขึ้นสูงกว่าออกซินจะชักนาให้เกิดการ สร้างยอดใหม่ (Krikorian et al., 1990) ซึ่งสอดคล้อง กับผลการศึกษาในพืชหลายชนิด ที่พบว่า สารประกอบ ในกลุ่มไทรอะโซลแสดงอิทธิพลต่อการเพิ่มขึ้นของ ปริมาณไซโตไคนินในข้าว (Izumi etal., 1988) คาร์เนชั่น (Sebastian et al., 2002) แอปเปิ้ล (Zhu et al., 2004) การเพิ่มขึ้นของไซโตไคนินในพืชยังมีผลต่อการ ส่งเสริมการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น ตลอดจนการพัฒนา ของตา (Arteca, 1996) นอกจากนี้แล้วการตัดยอดของ พืชทดลองออกไป เปรียบเสมือนการทาลายแหล่ง สังเคราะห์ออกซินที่ควบคุมการเติบโตของตาข้างที่อยู่ ถัดลงมา ดังนั้นการพัฒนาของตาที่อยู่ถัดลงมาจาก รอยตัดจึงอาจเป็นผลจากสาเหตุทั้งสองประการ ดังกล่าวข้างต้น การคลี่บานเต็มที่ของใบใหม่ที่ปรากฏ ซึ่งเป็น ลาดับพัฒนาการที่ต่อเนื่องมาจากการปรากฏของใบ ใหม่ดังกล่าวแล้วนั้น ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การราดด้วยน้ากลั่น พร้อมการตัดยอดส่งเสริมให้ใบใหม่ คลี่บานเต็มที่โดยใช้เวลาน้อยที่สุด เนื่องจากการคลี่ บานของใบ มีความสัมพันธ์กับไซโตไคนินภายในต้น พืชตามธรรมชาติ ซึ่งการเติบโตของใบถูกส่งเสริมโดย การเพิ่มการเติบโตของเซลล์ เป็นผลให้เกิดการยืด ขยายของเซลล์ (Salisbury and Ross, 1985; Hamada et al., 2008) และอาจมีความสัมพันธ์กับระดับและการ กระจายตัวของไซไคนินภายในต้นพืช ซึ่งตามธรรมชาติ จะถูกควบคุมโดยออกซินจากปลายยอด (Tamas, 1995) การราดด้วยน้ากลั่นพร้อมการตัดยอดจึงเป็นผลให้เกิด การเติบโตของใบใหม่ขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นใบที่อยู่ใน ตาแหน่งของตาข้าง และไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของ ออกซิเจนจากปลายยอด เนื่องจากยอดพืชทดลองถูก ตัดออกไป การคลี่บานของใบใหม่จึงเกิดขึ้นอย่าง รวดเร็ว ทั้งนี้น้ากลั่นซึ่งไม่มีสารพาโคลบิวทราโซลละลาย อยู่ ย่อมไม่มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงสมดุลของ ไซโตไคนินและออกซิน แต่อาจมีผลโดยอ้อมต่อระดับ และการกระจายตัวของฮอร์โมนพืชชนิดอื่นๆ ที่มีผล ต่อการคลี่บานของใบได้ จานวนยอดใหม่ที่ปรากฏมากที่สุด เนื่องจาก ได้รับสารพาโคลบิวทราโซลที่ระดับความเข้มข้นสูงถึง 300 มก./ล. ทั้งในขณะที่ตัดยอดและหลังตัดยอด 15 วัน อาจเป็นผลมาจากการที่ราดสารพาโคลบิวทราโซล
  • 12.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12 8 ยังไม่มีโอกาสที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่รากได้มากเนื่องจาก ส่วนยอดของพืชทดลองที่ถูกตัดออกไป เป็นผลให้ แรงดึงเนื่องจากการคายน้าของใบถูกทาให้หมดไป เช่นเดียวกัน คงมีเพียงแต่แรงดันรากที่มีผลต่อการดูด ซึมดังกล่าว ปริมาณสารจานวนน้อยและการกระจาย ตัวของสารในกลุ่มนี้ อาจมีความสัมพันธ์กับปริมาณ ของไซโตไคนินภายในลาต้นพืชทดลองส่วนที่เหลือ จากการตัดยอด ซึ่งสารในกลุ่มไทรอะโซลนี้จัดเป็นสาร ที่ศักยภาพในการยับยั้งการเติบโตของยอดที่ระดับ ความเข้มข้นต่า (Tsegaw, 2005) อย่างไรก็ตามชวนชม พันธุ์ฮอลแลนด์ที่ยังคงมียอดเดิมติดอยู่กับลาต้น พบว่า มีการเจริญเติบโตของกิ่งแขนงเพิ่มขึ้นตามระดับความ เข้มข้นของสารที่ได้รับ (ใจศิลป์, 2542) การร่วงหล่นของใบรวมเฉลี่ยสูงที่สุด เมื่อพืช ทดลองได้รับสารพาโคลบิวทราโซลที่ระดับความ เข้มข้น 200 มก./ล. หลังการตัดยอด 15 วัน ซึ่งเป็น ความเข้มข้นในระดับปานกลางแสดงให้เห็นว่า ที่ระดับ ความเข้มข้นและระยะเวลาในการราดสารดังกล่าว ส่งเสริมให้เกิดการชราภาพและการหลุดร่วงของใบ ตามลาดับ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการชักนาให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงสมดุลของฮอร์โมนภายในพืชทดลอง (Fletcher and Hofstra, 1985) อันนาไปสู่การลดระดับ ของจิบเบอเรลลิน และการเพิ่มขึ้นของไซโตไคนิน และกรดแอบซิสซิก (Basra, 2000) ซึ่งกรดแอบซิสซิก มีบทบาทในการส่งเสริมการสร้างเอทธิลีนเพิ่มขึ้น อันเป็นกลไกที่กระตุ้นการทางานของยีนจานวนมากที่ เกี่ยวข้องกับการหลุดร่วง (Osborne, 1989) ใบที่ติดอยู่กับต้นของพืชทดลอง มีแนวโน้ม ลดลงตามระดับความเข้มข้นของสารเพิ่มขึ้น โดยพืช ทดลองที่ไม่ได้รับสาร ปรากฏจานวนใบเฉลี่ยมากที่สุด แสดงให้เห็นว่า ระดับการกระจายตัวของฮอร์โมน ภายในพืชทดลองเปลี่ยนแปลงไป หลังจากได้รับ สารพาโคลบิวทราโซล (Fletcher and Hofstra, 1985) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างเฉพาะ เจาะจงแต่เพียงไซโตไคนินเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ จิบเบอเรลลินและกรดแอบซิสซิก การเพิ่มขึ้นของกรด ดังกล่าวในพืชที่ได้รับสารในกลุ่มไทรอะโซล มีความ สัมพันธ์กับการป้องกันคาทาบอลิซึมของกรดชนิดนี้ไป เป็นกรดฟาเซอิก ซึ่งถูกกระตุ้นโดยไซโตโครม P-450- dependent โมโนออกซีจีเนส (Rademacher, 1997) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้สมดุลดังกล่าว อาจมีผลทาให้มีปริมาณกรดแอบซิสซิกเพิ่มขึ้น ใน ปริมาณที่สามารถส่งเสริมการชราภาพ และการหลุดร่วง ของใบได้ในที่สุด ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ไม่สอดคล้อง กับผลการศึกษาในไม้เนื้อแข็ง ที่ได้รับการฉีดสาร พาโคลบิวทราโซลเข้าสู่ลาต้น ที่พบว่า สารดังกล่าว มีผลต่อใบซึ่งมีจุดกาเนิดที่ปลายยอด จานวนใบจึง ไม่เปลี่ยนแปลง (Sterrett, 1985) แต่สอดคล้องกับผล การศึกษาของ นาถฤดี (2533) ซึ่งพบว่า มะม่วงพันธุ์ เขียวเสวยที่ได้รับสารพาโคลบิวทราโซลมีจานวนใบ น้อยกว่าต้นที่ไม่ได้รับสาร ทั้งนี้การราดสารหลังการตัด ยอด 15 วัน มีผลต่อจานวนใบเฉลี่ยติดอยู่กับต้นมาก ที่สุด อาจเป็นผลมาจากระดับไซโตไคนินที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการเพิ่มการเปลี่ยนแปลงของคลอโรพลาสต์ และชีวสังเคราะห์ของคลอโรฟิลล์ที่ถูกกระตุ้นโดย พาโคลบิวทราโซล (Fletcher et al., 1982) เมื่อส่วนยอด ของพืชทดลองถูกตัดออกไป ไซโตไคนินส่วนใหญ่ซึ่ง ตามธรรมชาติถูกสังเคราะห์ที่บริเวณเนื้อเยื่อเจริญ ปลายราก (Weston, 1994) อาจมีระดับและการกระจายตัว ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลาเลียงสู่ ปลายยอดใหม่ โดยใบใหม่อันเกิดจากตาข้างเป็นแหล่ง รองรับไซโตไคนินเหล่านี้ และด้วยเหตุผลสาคัญที่ พบว่า ไซโตไคนินมีผลในการชะลอการชราภาพของใบ (Arteca, 1996; Weston, 1994) และชะลอการเสื่อมสภาพ ของคลอโรฟิลล์ (Fletcher et al., 1982) โดยมีผลการ ศึกษาจานวนมาก ที่สนับสนุนอิทธิพลของสารกลุ่ม ไทรอะโซล ต่อการชะลอการเข้าสู่ระยะเริ่มต้นของการ ชราภาพในพืชหลายชนิด เช่น องุ่น (Hunter and Proctor, 1992) และบลูเบอร์รี่ (Basiouny and Sass, 1993) นอกจากนี้แล้ว ไซโตไคนินยังมีความเกี่ยวข้องกับ
  • 13.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 1-12 9 เมทาบอลิซึมและการลาเลียงคาร์โบไฮเดรท (Roitsch and Ehneβ, 2000) โดยพบว่า มีปริมาณเม็ดแป้งในใบ ของอะโวกาโดพันธุ์ Hass ที่ได้รับสารพาโคลบิวทราโซล สูงกว่าใบที่ไม่ได้รับสาร (Symons et al., 1990) ดังนั้น ผลของพาโคลบิวทราโซลที่อาจมีผลต่อระดับและการ กระจายตัวของไซโตไคนิน จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทาให้ การเข้าสู่ระยะชราภาพของใบใหม่ถูกชะลอลง การ หลุดร่วงจึงปรากฏได้น้อยกว่า พื้นที่ใบเฉลี่ยของพืชทดลองที่ได้รับสารพาโคล บิวทราโซล มีขนาดลดลงในทุกระดับความเข้มข้น ของสาร แสดงให้เห็นถึงผลของสารต่อกลไกการยังยั้ง ชีวสังเคราะห์ของจิบเบอเรลลิน เป็นผลให้การยืดยาว ของเซลล์ลดลงและการเติบโตที่ชะลอลง (Fletcher etal., 1982; Rademacher, 2000) โดยพืชที่ได้รับสารดังกล่าว มีระดับความเข้มข้นของจิบเบอเรลลินที่ตรวจวัดได้ ต่าลง (Steffens et al., 1992) ซึ่งสอดคล้องกับผลการ ศึกษาในพืชหลายชนิด เช่น เข็มเชียงใหม่ (ภานุพงศ์, 2548)มะกอก(AntognozziandPreziosi,1986)คาร์เนชั่น (Sebastian etal., 2002) มะม่วง (Yeshitela etal., 2004) และมะเขือเทศประดับ (de Moraes et al., 2005) สรุปผลการทดลอง การราดสารพาโคลบิวทราโซลในระยะเวลาที่ แตกต่างกัน สามารถส่งเสริมและชะลอพัฒนาการของ ใบชวนชมในบางลักษณะได้ในเวลาเดียวกัน การราด สารชนิดนี้หลังการตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้ใบใหม่ ปรากฏได้เร็วที่สุด ซึ่งใบใหม่ที่ปรากฏดังกล่าวถูกชะลอ การคลี่บานเต็มที่ เมื่อได้รับสารในทุกระดับความ เข้มข้นและทุกระยะเวลาของการราดสาร นอกจากนี้ ระดับความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้นถึง 300 มก./ล. โดยราดพร้อมการตัดยอดและหลังการตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้มีจานวนยอดใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ในขณะที่ ใบของชวนชมมีการร่วงหล่นมากที่สุดเมื่อได้รับสารที่ ระดับความเข้มข้น 200 มก./ล. หลังการตัดยอด 15 วัน แต่เมื่อระดับความเข้มข้นเพิ่มขึ้นถึง 400 มก./ล. โดยราดสารในระยะเวลาเดียวกันส่งเสริมให้ใบมีการ ร่วงหล่นน้อยที่สุด การราดสารในทุกระดับความเข้มข้น มีผลต่อจานวนใบที่ติดอยู่กับต้นลดลง โดยการราดสาร หลังการตัดยอด 15 วัน ส่งเสริมให้มีจานวนใบติดอยู่ กับต้นมากที่สุด และการราดสารที่ระดับความเข้มข้น เพียง 100 มก./ล. สามารถลดพื้นที่ใบได้ไม่แตกต่าง จากการราดสารที่ระดับความเข้มข้นที่สูงกว่า กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณหลักสูตรสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุรินทร์ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สาหรับทาการทดลองและ งบประมาณสนับสนุนการวิจัย เอกสารอ้างอิง เกียมศักดิ์คาแปง และวันดี สุริยวงศ์. 2548. เทคโนโลยีการผลิตยูมีโคสเพื่อการค้า. วารสารโครงการหลวง 9(4): 4-8. ใจศิลป์ ก้อนใจ. 2542. การศึกษาอิทธิพลของสาร พาโคลบิวทราโซลที่มีผลต่อการเจริญเติบโต และการออกดอกของชวนชม. 52 น. ใน รายงานผลการวิจัย. เชียงใหม่: สถานีวิจัย และศูนย์ฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. นาถฤดี ศุภกิจจารักษ์. 2533. ผลของพาโคลบิว- ทราโซลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณสาร คล้ายจิบเบอเรลลินที่ปลายยอดและการ ออกดอกของมะม่วงพันธุ์เขียวเสวย. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 64 น.
  • 14.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12 8 ภาณุพงศ์ศรีอ่อน. 2548. ผลของสาร Paclobutrazol และ Trinexapac- ethyl ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของ ไม้ดอกและไม้ประดับบางชนิด. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 113 น. Antognozzi, E. and P. Preziosi. 1986. Effects of paclobutrazol (PP333) on nursery trees of olive. [Online]. Available http://www. actahort.org/book/179_97.html (16 January 2012). Arteca, R. N. 1996. Plant Growth Substances: Principles and Applications. New York: Chapman & Hall. 332 p. Basiouny, F. M. and P. Sass. 1993. Shelf life and quality of rabbiteye blueberry fruit in response to preharvest application of CaEDTA, nutrical and paclobutazol. [Online]. Available http://www.actahort. org/books/368/368_107.html (16 April 2011). Basra, A. S. 2000. Plant Growth Regulators in Agriculture and Horticulture: Their Role and Commercial Uses. New York: The Haworth. 264 p. Conover, C. A. and L. N. Satterthwaite. 1996. Paclobutrazol optimizes leaf size, vine length and plant grade of golden pothos (Epipremnum aureum) on totems. J. Envi. Hortic. 14(1): 44-46. Cummings, H. D., F. H. Yelverton and T. W. Rufly. 1999. Rooting of creeping bentgrass in response to plant growth regulators and preemergence herbicides. [Online]. Available http:www.weedscience.msstate.edu/swss/ Proceedings/1999/section П.pdf (4 April 2010). Davis, T. S., G. L. Steffens, and N. Sankhla. 1988. Triazole plant growth regulators. pp. 63-105. In Janick, J. (ed.). Horticultural Reviews. Volume 10. Portland: Timber Press. de Moraes, P. J., J. A. Saraiva Grossi, S. de Araújo Tinoco, D.J. Henriques da Silva, P.R. Cecon and J.G. Barbosa. 2005. Ornamental tomato growth and fruiting response to paclobutrazol. [Online]. Available http://www.actahort.rg/books/ 683/ 683_40.html (20 April 2012). Fletcher, R. A. and G. Hofstra. 1985. Triadimefon-A plant multi-protectant. Plant Cell Physiol. 26(4): 775-780. Fletcher, R. A., V. Kallidumbil and P. Steele. 1982. Au improved bioassay for cytokinin using cucumber cotyledons. Plant Physiol. 69(3): 675-677. Hamada, K., K. Hasegawa and T. Ogata. 2008. Strapping and a synthetic cytokinin promote cell enlargement in ‘Hiratanenashi’ Japanese persimmon. Plant Growth Regul. 54(3): 225-230. 10
  • 15.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 1-12 11 Hunter, D. M. and J. T. A. Proctor. 1992. Paclobutrazol affects growth and fruit composition of potted grapevines. HortSci. 27(4): 319-321. Izumi, K., S. Nakagawa, M. Kobayashi, H. Oshio, A. Sakurai and N. Takahashi. 1988. Levels of IAA, cytokinins, ABA and ethylene in rice plants as affected by GA biosynthesis inhibitor, uniconazole-P. Plant Cell Physiol. 29(1): 97-104. Krikorian, A.,D. K. Kelly and D. L. Smith. 1990. Hormones in tissue culture and micro- propagation. pp. 596-613. In Davies, P. J. (ed.). Plant Hormones and their Role in Plant Growth and Development. Dordrecth: Kluwer Academic. LeCain, D. R., K. A. Scheke and R. L. Wample. 1986. Growth retarding effects of paclobutrazol on weeping fig. HortSci. 21(5): 1150-1152. Osborne, D. J. 1989. Abscission. Crit. Rev. Plant Sci. 8(2): 103-129. Rademacher, E. 2000. Growth retardants: effects on gibberellin biosynthesis and other metabolic pathway. Annu. Rev. Plant Physiol. Plant Mol. Biol. 51: 501-531. Rademacher, W. 1997. Bioregulation in crop plants with inhibitors of gibberellin biosynthesis. pp. 27-31. In Proceedings of the Plant Growth Regulation Society of America, 31 March 2000. Atlanta. Roitsch, T. and R. Ehneβ. 2000. Regulation of source/sink relations by cytokinins. Plant Growth Regul. 32(2-3): 359-367. Salisbury, F.B. and C.W. Ross. 1985. Plant Physiology. 3rd ed. Belmont: Wadsworth 540 p. Sebastian, B., G. Alberto, A. C. Emilio, A. F. Jose and A. F. Juan. 2002. Growth, development and colour response of potted Dianthus caryophyllus cv. Mondriaan to paclobutrazol treatment. Sci. Hortic. 9(3): 371-377. Steffens, G. L., J. T. Lin, A. E. Stafford, J. D. Metzger and J. P. Hazebroek. 1992. Gibberellin content of immature apple seeds from paclobutrazol treated trees over three seasons. J. Plant Growth Regul. 11(3): 165-170. Sterrett, J. P. 1985. Paclobutrazol: A promising growth inhibitor for injection into woody plants. J. Amer Soc. Hortic. Sci. 110(1): 4-8. Symons, P. R. R., P. J. Hofman and B. N. Wolstenholme. 1990. Responses to paclobutrazol of potted ‘Hass’ avocado trees. [Online] Available http://www. actahort.org/books/275/275-21.html (7 November 2011). Tamas, I. A. 1995. Hormonal Regulation of Apical Dominance. pp. 572-597. In Davies, P. J. (ed.) Plant Hormones: Physiology, Biochemistry and Molecular Biology. Dordrecht: Kluwer Academic.
  • 16.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 1-12 8 Tsegaw,T. 2005. Response of Potato to Paclobutrazol and Manipulation of Reproductive Growth under Tropical Conditions. Doctoral dissertation. University of Pretoria. 203 p. Weston, G. D. 1994. Crop Physiology. Butterworth-Heinemann. Oxford: 270 p. Yeshitela, T., P. J. Robbertse and P.J.C. Stassen. 2004. Paclobutrazol suppressed vegetative growth and improved yield as well as fruit quality of ‘Tommy Atkins’ mango (Mangifera indica) in Ethiopia. New Zea. J. Crop Hortic. Sci. 32(3): 281-293. Zhu, L-F., A. van de Peppel, X-Y. Li and M. Welander. 2004. Changes of leaf water potential and endogenous cytokinins in young apple trees treated with or without paclobutrazol under drought conditions. Sci. Hortic. 99(2): 133-141. 12
  • 17.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 13-22 13 ผลของกรดแนฟทาลีนอะซีติกและเบนซิลอะดีนีนต่อความเป็นพิษของฟลูออรีน และฟลูออแรนทีนในข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 Effect of Naphthalene Acetic Acid and Benzyladenine on Fluorene and Fluoranthene Toxicity in Rice cv. RD 47 วราภรณ์ ฉุยฉาย1* พรรณี ชาติชัย1 และขนิษฐา สมตระกูล2 Waraporn Chouychai1* , Pannee Chatchai1 and Khanitta Somtrakoon2 1สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ นครสวรรค์ 60000 2ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาสารคาม 44150 1Biology Program, Faculty of Science and Technology, Nakhonsawan Rajabhat University, Nakhonsawan, Thailand 60000 2Department of Biology, Faculty of Science, Mahasarakham University, Mahasarakham, Thailand 44150 *Correspornding author: chouychai@yahoo.com Abstract The effect of 2 plant growth regulators, NAA and BA, as concentration 0, 1.0, 10.0 mg/l on growth of rice cv. RD 47 in 100 mg/kg fluorene or fluoranthene contaminated soil were studied. The results shown that rice seed immersion in all concentration of NAA and BA did not affect on shoot growth but increased root fresh weight of seedling growing in fluorene-contaminated soil. Only BA could induce root dried weight of rice seedlings. For fluoranthene contaminated soil, rice seed immersion in all concentration of NAA and BA did not affect on shoot and root length but 10 mg/l NAA increased shoot fresh weight and 1.0 mg/l BA increased root dried weight of rice seedlings significantly when compared with other treatments. Used of NAA and BA to decrease phytotoxicity of fluorine or fluoranthene contaminated soil is possible. Keywords: auxin, cytokinin, phytotoxicity, polycyclic aromatic hydrocarbons บทคัดย่อ ศึกษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตของ พืช 2 ชนิด คือ กรดแนฟทาลีนอะซีติก (Naphthalene acetic acid; NAA) และเบนซิลอะดีนีน (Benzyladenine; BA) ที่ความเข้มข้น 0, 1.0และ 10.0มก./กก.ต่อการเจริญ ของข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 ในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนหรือ ฟลูออแรนทีน 100 มก./กก. พบว่า การแช่เมล็ดข้าวใน สารละลาย NAA และ BA ทุกระดับความเข้มข้น ไม่มี ผลต่อการเจริญของยอดข้าวที่ปลูกในดินปนเปื้อน ฟลูออรีน แต่จะทาให้น้าหนักสดของรากข้าวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยเฉพาะ BA ทุกระดับ ความเข้มข้นทาให้น้าหนักแห้งของรากข้าวเพิ่มขึ้น ส่วนในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีน การแช่เมล็ดข้าวใน สารละลาย NAA และ BA ทุกระดับความเข้มข้น ไม่มี ผลต่อทั้งความยาวยอดและความยาวราก แต่ NAA 10 มก./ล. ทาให้น้าหนักสดของยอดข้าวมากกว่าต้นกล้า ข้าวในทรีทเมนต์อื่นๆ และ BA 1.0 มก./ล. ทาให้ต้น
  • 18.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22 14 กล้าข้าวมีน้าหนักแห้งของรากสูงกว่าทรีทเมนต์อื่นๆ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติดังนั้น การใช้ NAA และ BA จึงมีความเป็นไปได้ในการลดความเป็นพิษฟลูออรีน และฟลูออแรนทีนที่ปนเปื้อนในดินต่อพืช คาสาคัญ: ความเป็นพิษต่อพืช ไซโทไคนิน พอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ออกซิน คานา ฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนเป็นสารประกอบ ในกลุ่มพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน ที่อยู่ใน กลุ่มสารมลพิษที่ต้องเร่งกาจัดออกจากสิ่งแวดล้อมตาม รายการของ US-EPA (Paraiba etal., 2010) การปนเปื้อน ฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนมีรายงานโดยทั่วไป เช่น ในฮ่องกงพบฟลูออรีน 0.001-0.003 มก./กก. และ ฟลูออแรนทีน 0.003-0.01มก./กก. น้าหนักแห้งของดิน ในพื้นที่เกษตรกรรม และพบฟลูออรีนประมาณ 0.004 มก./กก. และฟลูออแรนทีน 0.024-0.028 มก./กก. น้าหนักแห้งของดิน ในพื้นที่เขตเมือง (Zhang et al., 2006) นอกจากนั้นมีรายงานว่า พบฟลูออรีนและ ฟลูออแรนทีน 0.008 และ 0.027 มก./กก. ตามลาดับ ในดินตะกอนของทะเลสาบไปยังเตียน และพบ ฟลูออรีนและฟลูออแรนทีน 0.08 และ 0.42 มก./กก. ตามลาดับ ในดินตะกอนของแม่น้าฟู ทางตอนเหนือ ของประเทศจีน (Hu et al., 2010) และพบฟลูออรีน 0.002-0.023 มก./กก. และฟลูออแรนทีน 0.02-0.18 มก./กก. ในดินในพื้นที่อุตสาหกรรมของประเทศสเปน (Nadal et al., 2004) เป็นต้น มีรายงานจานวนมากที่แสดงให้เห็นถึง ความเป็นพิษต่อพืชของฟลูออรีนและฟลูออแรนทีน ฟลูออแรนทีน และฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดิน 400 มก./กก. ทาให้ความยาวยอดและความยาวรากของถั่ว เขียวและถั่วฝักยาวลดลง (ขนิษฐา และคณะ, 2554) การปนเปื้อนร่วมกันของฟลูออรีนและฟลูออแรนทีนที่ ความเข้มข้นรวม 400 มก./กก. ทาให้น้าหนักสดทั้งต้น ของผักบุ้งลดลง (ขนิษฐา และคณะ, 2555) ฟลูออแรนทีน และฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดิน 400 มก./กก. ทาให้ ความยาวรากของข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว ลดลง (Somtrakoon and Chouychai, 2013) สาหรับข้าวที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สาคัญใน จังหวัดนครสวรรค์และพื้นที่ใกล้เคียงนั้น มีรายงานว่า พีเอเอชหลายชนิดเป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของข้าว ตัวอย่างเช่น การปนเปื้อนร่วมกันของฟลูออรีนและ ฟลูออแรนทีนที่ความเข้มข้นรวม 20 มก./กก. ทาให้ ความยาวรากของต้นกล้าข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ลดลง ส่วนความเข้มข้นรวมที่ทาให้ความยาวยอดและ น้าหนักสดทั้งต้นลดลงเป็น 200 และ 400 มก./กก. ตามลาดับ (ขนิษฐา และคณะ, 2555) แต่การปนเปื้อน ของฟลูออแรนทีนเพียงชนิดเดียวที่ความเข้มข้น 2-200 มก./กก. ไม่มีผลต่อการเจริญของต้นกล้าข้าวเหนียว พันธุ์เดียวกัน (ขนิษฐา และคณะ, 2554) ฟลูออแรนทีน และฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดิน 200 มก./กก. ยังทาให้ ความยาวยอด ความยาวราก และน้าหนักสดทั้งต้น ของต้นกล้าข้าวเจ้าพันธุ์หอมดอกมะลิ 105 ลดลงด้วย (Somtrakoon and Chouychai, 2013) การใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เพื่อลดความเป็นพิษของสารมลพิษต่อพืชนั้น ได้มี การศึกษาอย่างกว้างขวางทั้งกับโลหะหนักและสารมลพิษ อินทรีย์ เช่น การใช้กรดอินโดลอะซีติก (Indoleacetic acid; IAA) พร้อมกับตะกั่วกับทานตะวันที่เจริญแบบ ไฮโดรโพนิกส์ ทาให้การเจริญของยอดและรากของ ทานตะวันที่ได้รับตะกั่ว แข็งแรงกว่าการได้รับโลหะ หนักเพียงอย่างเดียว (Fassler et al., 2010) การให้ บราสสิโนสเตอรอยด์แก่ต้นมะเขือเทศ ที่สัมผัสกับ ฟีแนนทรีนหรือไพรีนแบบไฮโดรโพนิกส์ ทาให้ความ ยาวยอด ความยาวราก และระดับคลอโรฟิลล์ของ มะเขือเทศแข็งแรง เมื่อเทียบกับต้นที่ไม่ได้รับบราสสิโน สเตอรอยด์ (Ahammed et al., 2012) อย่างไรก็ตาม
  • 19.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 13-22 15 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสาเร็จของการใช้สารควบคุมการ เจริญเติบโตของพืชนั้น นอกจากชนิดและความเข้มข้น ของสารควบคุมการเจริญเติบโตนั้นแล้ว ชนิดและความ เข้มข้นของสารมลพิษเอง ก็ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของ สารควบคุมการเจริญเติบโตด้วย เช่น การแช่เมล็ด ข้าวโพดในสารละลายไทเดียซูรอน (Thidiazuron: TDZ) 1.0 มก./ล. สามารถส่งเสริมการเจริญของข้าวโพดใน ดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีน 10 มก./กก. ได้ แต่ไม่ได้ผล ถ้าปริมาณฟลูออรีนในดินเพิ่มขึ้นเป็น 100 มก./กก. (วราภรณ์ และคณะ, 2554) การแช่เมล็ดผักกวางตุ้ง ในสารละลายกรดอินโดลบิวไทริก (Indolebutyric acid: IBA) 1.0-10.0 มก./ล. แล้วนาไปเพาะในดินที่ปนเปื้อน แอลฟาเอนโดซัลแฟน 20 มก./กก. ทาให้การเจริญ เติบโตของผักกวางตุ้งดีขึ้นได้เมื่อเทียบกับต้นที่ไม่ได้ รับสารควบคุมการเจริญเติบโต (Chouychai, 2012) แต่จะไม่ได้ผลถ้านาไปเพาะในทรายที่ปนเปื้อนเอนโด ซัลแฟนซัลเฟต 4-100 มก./กก. (ขนิษฐา และมาลียา, 2555) ดังนั้น ในการศึกษานี้ได้ศึกษาผลของการใช้ NAA ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชกลุ่ม ออกซิน และ BA ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของ พืชกลุ่มไซโทไคนิน ในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกัน เพื่อลดความเป็นพิษของฟลูออรีนหรือฟลูออแรนทีน ต่อการเจริญระยะต้นกล้าของข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในจังหวัดชัยนาท และ นครสวรรค์พันธุ์หนึ่ง เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการ ศึกษาการออกฤทธิ์ของสารควบคุมการเจริญเติบโตใน สภาวะที่พืชได้รับสารพิษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการ นาไปใช้งานทั้งทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อมต่อไป อุปกรณ์และวิธีการ เก็บตัวอย่างดินที่ไม่มีประวัติการปนเปื้อน สารประกอบในกลุ่มพอลิไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน มาจากศูนย์การศึกษาเกษตรเขาแรด คณะเทคโนโลยีการเกษตรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ นาไปวิเคราะห์ คุณสมบัติพื้นฐานของดินที่บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง กรุงเทพฯ พบว่า เป็นดินด่าง (pH 8.9) มีปริมาณ ฟอสฟอรัสต่า (น้อยกว่า 0.29 กรัม/100 กรัมน้าหนัก แห้งของดิน) มีไนโตรเจนทั้งหมด 0.21 กรัม/100 กรัม น้าหนักแห้งของดินโพแทสเซียมทั้งหมด 0.13 กรัม/ 100 กรัมน้าหนักแห้งของดิน และสารอินทรีย์ในดิน 1.78 กรัม/100 กรัมน้าหนักแห้งของดิน เตรียมดินที่ปนเปื้อนโดยชั่งฟลูออรีน (Sigma- aldrich ประเทศเยอรมัน ความบริสุทธิ์ร้อยละ 98) และ ฟลูออแรนทีน (Fluka ประเทศสหรัฐอเมริกา ความ บริสุทธิ์ร้อยละ 99) แล้วละลายด้วยอะซีโตน จากนั้นจึง เติมลงในดินให้ได้ความเข้มข้นเป็น 100 มก./กก. ดินที่ เติมเฉพาะอะซิโตน ใช้เป็นชุดควบคุมที่ 0 มก./กก. ผึ่ง ดินไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้อะซิโตนระเหยไปให้หมด ก่อนใช้เพาะเมล็ด แช่เมล็ดข้าวพันธุ์ กข 47 (Oryza sativa) ที่ ได้รับความอนุเคราะห์จากเกษตรกรในจังหวัดชัยนาท ในสารละลายต่างๆ ต่อไปนี้ คือ BA 1.0 และ 10.0 มก./ล. และ NAA 1.0 และ 10.0 มก./ล. เป็นเวลา 3 ชั่วโมง แล้วจึงนาไปเพาะบนจานแก้วที่มีดินที่ผสมฟลูออรีน หรือฟลูออแรนทีนจานละ 10 เมล็ด จานวน 3 จานต่อ ทรีทเมนต์ โดยมีเมล็ดที่แช่ในน้ากลั่นเป็นชุดควบคุม ซึ่งจะเพาะลงในดินที่ปนเปื้อนและไม่ปนเปื้อนฟลูออรีน หรือฟลูออแรนทีนเมื่อครบ 10 วัน นาต้นกล้าที่งอก ทั้งหมดมาวัดความยาวของยอดและราก น้าหนักสดและ น้าหนักแห้งของยอดและราก ทดสอบความแตกต่าง ทางสถิติด้วย One-way ANOVA และ Tukey’s test ที่ ระดับนัยสาคัญ 0.05
  • 20.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22 14 ผลการทดลอง ผลของNAA และ BA ต่อความเป็นพิษของ ฟลูออรีน การเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 ในดินที่มีและไม่มีฟลูออรีน ไม่มีความแตกต่าง กันทั้งการเจริญเติบโตของยอดและราก ตัวอย่างเช่น ความยาวรากของต้นกล้าข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ ไม่ปนเปื้อนเป็น 9.4±2.6 ซม. ส่วนความยาวรากของ ต้นกล้าข้าวที่เจริญเติบโตในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนเป็น 8.1±2.9 ซม. (Figure 1, Table 1 and 2) ซึ่งแสดงว่า ฟลูออรีนที่ปนเปื้อนในดินที่ความเข้มข้น 100 มก./กก. ไม่มีความเป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของข้าวเจ้าพันธุ์ นี้ การแช่เมล็ดข้าวในสารละลาย NAA หรือ BA ก่อน นาไปเพาะในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนนั้น พบว่า ไม่ได้ ทาให้การเจริญของต้นกล้าข้าวสูงกว่าต้นที่มาจาก เมล็ดที่แช่น้ากลั่น แล้วจึงนาไปเพาะในดินที่ปนเปื้อน ฟลูออรีน (Table 1) การแช่เมล็ดข้าวในสารละลาย NAA หรือ BA ไม่มีผลต่อความยาวรากของต้นกล้าข้าว แต่ทาให้น้าหนักสดของรากข้าวสูงกว่าต้นที่มาจาก เมล็ดที่แช่น้ากลั่น แล้วเพาะในดินที่ไม่ปนเปื้อน ฟลูออรีนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยต้นกล้าข้าวที่ ได้รับ NAA หรือ BA มีน้าหนักสดของรากอยู่ระหว่าง 0.06-0.07 กรัม ส่วนต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่น้ากลั่นแล้ว เพาะในดิน ที่ไม่ปนเปื้อนฟลูออรีนมีน้าหนักสดของราก เป็น 0.05±0.01 กรัม นอกจากนั้น การแช่เมล็ดใน สารละลาย BA ทุกความเข้มข้น ทาให้น้าหนักแห้งของ รากข้าวมากกว่าต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่น้ากลั่น แล้ว เพาะในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีนอย่างมีนัยสาคัญทาง สถิติ แต่ต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่ในสารละลาย NAA ทุก ความเข้มข้น มีน้าหนักแห้งของรากไม่ต่างจากต้นที่มา จากเมล็ดที่แช่น้ากลั่น โดยต้นกล้าข้าวที่ได้รับ BA มี น้าหนักแห้งของรากอยู่ระหว่าง 0.022-0.023 กรัม ส่วนต้นที่มาจากเมล็ดที่แช่น้ากลั่นหรือ NAA มีน้าหนัก แห้งของรากอยู่ระหว่าง 0.019-0.020 กรัม (Table 2) Figure 1 Rice seedling of each treatment growing in 100 mg/kg fluorine-contaminated soil or non-contaminated soil (control) for 10 days 16
  • 21.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 13-22 15 Table 1 Shoot length, shoot fresh weight and shoot dried weight of rice cv. RD47 induced with various concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluorene-(FLU) contaminated soil for 10 days Treatment Shoot length (cm) Shoot fresh weight (g) Shoot dried weight (g) Non-contaminated soil 7.7±2.9a 0.03±0.01a 0.004±0.001a FLU 10.3±4.0a 0.04±0.02a 0.005±0.002a FLU+NAA 1.0 mg/l 10.4±4.4a 0.04±0.01a 0.004±0.002a FLU+NAA 10 mg/l 10.3±3.8a 0.04±0.03a 0.007±0.01a FLU+BA 1.0 mg/l 10.2±3.1a 0.04±0.01a 0.006±0.002a FLU+BA 10 mg/l 8.8±4.6a 0.03±0.02a 0.004±0.002a Table 2 Root length, root fresh weight and root dried weight of rice cv. RD 47 induced with various concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluorene-(FLU) contaminated soil for 10 days Treatment Root length (cm) Root fresh weight (g) Root dried weight (g) Non-contaminated soil 9.4±2.6a 0.05±0.01b 0.02±0.002ab FLU 8.1±2.9a 0.06±0.01ab 0.019±0.004b FLU+NAA 1.0 mg/l 8.4±3.1a 0.07±0.01a 0.02±0.005b FLU+NAA 10 mg/l 8.5±1.8a 0.06±0.009ab 0.02±0.004b FLU+BA 1.0 mg/l 8.8±2.1a 0.07±0.02a 0.022±0.005a FLU+BA 10 mg/l 8.0±3.9a 0.07±0.02a 0.023±0.004a ผลของ NAA และ BA ต่อความเป็ นพิษของ ฟลูออแรนทีน การเจริญของต้นกล้าข้าวเจ้าพันธุ์ กข 47 ใน ดินที่มีและไม่มีฟลูออแรนทีน ไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อพิจารณาจากทั้งความยาวและน้าหนักสดของยอด และราก แต่ต้นที่เจริญในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีน มีน้าหนักแห้งทั้งของยอดและรากสูงกว่าต้นที่ปลูกใน ดินที่ไม่ปนเปื้อนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ โดยต้นที่ เจริญเติบโตในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีนมีน้าหนัก แห้งของยอดและของรากเป็น 0.01±0.002 กรัม และ 0.025±0.003 กรัม ตามลาดับ ส่วนของต้นที่ปลูกในดิน ไม่ปนเปื้อนมีค่าเป็น 0.008±0.001 กรัม และ 0.019± 0.003 กรัม ตามลาดับ (Figure 2, Table 3 and 4) แสดงว่า ฟลูออแรนทีนที่ปนเปื้อนในดินที่ความเข้มข้น 100 มก./กก. ไม่มีความเป็นพิษต่อการเจริญของข้าวเจ้า พันธุ์นี้ การกระตุ้นเมล็ดด้วยสารละลาย NAA และ BA ทุกความเข้มข้น ไม่มีผลต่อความยาวยอดและความ ยาวรากของต้นกล้าข้าว การกระตุ้นเมล็ดด้วย NAA 10 มก./ล. ทาให้น้าหนักสดของยอดข้าวเป็น 0.06±0.01 กรัม ซึ่งมากกว่าต้นกล้าข้าวในทรีทเมนต์อื่นๆ ที่ได้ รับฟลูออแรนทีนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ แต่ทาให้ น้าหนักสดของรากเป็น 0.04±0.02 กรัม ซึ่งต่ากว่าต้น กล้าข้าวในทรีทเมนต์อื่นๆ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ เช่นกัน (Table 3 and 4) การกระตุ้นเมล็ดด้วย NAA 17
  • 22.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22 18 1.0มก./ล. หรือ BA 10 มก./ล. ทาให้น้าหนักแห้งของ ยอดข้าวน้อยกว่าต้นกล้าข้าวที่ปลูกในดินที่ไม่ปนเปื้อน ฟลูออแรนทีน แต่การกระตุ้นเมล็ดด้วย BA 1.0 มก./ล. ทาให้ต้นกล้ามีน้าหนักแห้งของยอดอยู่ในระดับ เดียวกับต้นกล้าข้าวที่ปลูกในดินที่ปนเปื้อน และไม่ ปนเปื้อนฟลูออแรนทีน โดยไม่ได้กระตุ้นด้วยสาร ควบคุมการเจริญเติบโต คืออยู่ในช่วง 0.008-0.01 กรัม ซึ่งสูงกว่าน้าหนักแห้งของยอดในทรีทเมนต์ที่เหลือ (Table 3) ส่วนน้าหนักแห้งของรากข้าวนั้น พบว่า ต้น กล้าข้าวที่เจริญในดินที่ปนเปื้อนฟลูออแรนทีนโดย ไม่ได้กระตุ้นด้วยฟลูออแรนทีน และต้นกล้าข้าวที่มา จากเมล็ดที่แช่ BA 1.0 มก./ล. มีน้าหนักแห้งของราก สูงกว่าทรีทเมนต์อื่นๆ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ Figure 2 Rice seedling of each treatment growing in 100 mg/kg fluoranthene-contaminated soil or non-contaminated soil (control) for 10 days
  • 23.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 13-22 15 Table 3 Shoot length, shoot fresh weight and shoot dried weight of rice cv. RD 47 induced with various concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluoranthene-(FLT) contaminated soil for 10 days Treatment Shoot length (cm) Shoot fresh weight (g) Shoot dried weight (g) Non-contaminated soil 12.1±3.0a 0.05±0.01ab 0.008±0.001b FLT 11.6±5.1a 0.04±0.02b 0.01±0.002a FLT+NAA 1.0 mg/l 10.8±5.2a 0.04±0.02b 0.004±0.003c FLT+NAA 10 mg/l 13.3±4.5a 0.06±0.01a 0.006±0.002bc FLT+BA 1.0 mg/l 8.8±4.5a 0.03±0.02b 0.009±0.002ab FLT+BA 10 mg/l 10.6±4.6a 0.04±0.02b 0.005±0.004c Table 4 Root length, root fresh weight and root dried weight of rice cv. RD47 induced with various concentrations of NAA and BA and grew in 100 mg/kg fluoranthene-(FLT) contaminated soil for 10 days Treatment Root length (cm) Root fresh weight (g) Root dried weight (g) Non-contaminated soil 8.6±3.2a 0.07±0.01a 0.019±0.003b FLT 8.5±2.8a 0.08±0.01a 0.025±0.003a FLT+NAA 1.0 mg/l 8.3±3.6a 0.06±0.01a 0.018±0.003b FLT+NAA 10 mg/l 8.1±2.1a 0.04±0.02b 0.018±0.005b FLT+BA 1.0 mg/l 8.2±3.0a 0.06±0.01a 0.025±0.005a FLT+BA 10 mg/l 8.6±2.9a 0.06±0.01a 0.018±0.005b วิจารณ์และสรุปผลการทดลอง NAA และ BA เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโต ที่มีการใช้งานทางการเกษตรอย่างกว้างขวาง NAA นั้น นิยมใช้ในการเร่งรากกิ่งปักชา (ธีระยุทธ และคณะ, 2550) และการชักนาให้เกิดรากของยอดพิเศษในการ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (อนุพันธ์ และพันธิตรา, 2549) BA ใช้ในการควบคุมทรงพุ่มของไม้ผล เช่น แอปเปิ้ลและ เชอร์รี โดยกระตุ้นให้สร้างยอดใหม่ โดยเฉพาะการ แตกของตาข้าง ใช้ในการฉีดพ่นเพื่อลดปริมาณผลไม้ที่ ติดผลมากเกินไป เพื่อให้ผลที่เหลือมีขนาดใหญ่ขึ้น (Buban, 2000) ในการศึกษานี้ NAA และ BA สามารถ ส่งเสริมการเจริญของต้นกล้าข้าวได้ทั้งในดินที่ ปนเปื้อนฟลูออรีนและฟลูออแรนทีน แต่การออกฤทธิ์ ต่างไป คือ ในดินปนเปื้อนฟลูออรีน ทั้ง NAA และ BA จะเพิ่มน้าหนักสด และโดยเฉพาะ BA เพิ่มน้าหนักแห้ง ของรากเมื่อเทียบกับต้นที่ไม่ได้รับสารควบคุมการ เจริญเติบโตโดยไม่มีผลต่อยอด ส่วนในดินที่ปนเปื้อน ฟลูออแรนทีน NAA จะเพิ่มน้าหนักสดของยอด ส่วน BA เพิ่มน้าหนักแห้งของรากซึ่งจะเห็นว่า BA ที่เป็น 19
  • 24.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22 22 สารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มไซโตไคนินส่งเสริม การเจริญของข้าวพันธุ์กข 47 ได้ดีกว่า NAA ที่เป็น สารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มออกซิน สารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มไซโตไคนิน นอกจากจะส่งเสริมการแตกทรงพุ่มของพืช โดยลดการ ข่มของตายอดแล้ว ไซโตไคนินยังส่งผลต่อเนื้อเยื่อ เจริญของทั้งยอดและราก โดยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเจริญ ของรากพัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรมากขึ้น และกระตุ้น ให้เนื้อเยื่อเจริญที่ปลายยอดเพิ่มจานวนมากขึ้น (Ioio et al., 2008) โดยปกติการทางานระหว่างไซโตไคนิน กับกรดแอบไซซิกในพืชจะตรงข้ามกัน ตัวอย่างเช่น กรดแอบไซซิกยับยั้งการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ในต้น กล้าของ Pinus nigra แต่ไซโตไคนินจะส่งเสริม (Jelic and Bogdanovic, 1989) ในขณะที่การที่พืชได้รับ ฟลูออแรนทีนจะทาให้พืชมีระดับของกรดแอบไซซิก ภายในเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น ถั่วลันเตาที่ได้รับฟลูอแรนทีน ในหลอดทดลอง จะมีระดับกรดแอบไซซิกภายใน เนื้อเยื่อมากขึ้นตามระดับฟลูออแรนทีนที่พืชได้รับ แต่ ถ้าเพิ่ม BA ลงในอาหารพร้อมกับฟลูออแรนทีน การ เพิ่มขึ้นของกรดแอบไซซิกจะน้อยลงเมื่อเทียบกับ ถั่วลันเตาที่ไม่ได้รับ BA (Vanova et al., 2009) การที่ BA สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าว พันธุ์ กข 47 ได้ จึงน่าจะเป็นเพราะการที่ BA ช่วยยับยั้ง การสร้างกรดแอบไซซิกที่ถูกกระตุ้น ด้วยการสัมผัส กับสารมลพิษ การศึกษาผลของสารมลพิษต่อการ เจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจที่สาคัญ เช่น ข้าว รวมทั้ง การศึกษาความเป็นไปได้ในการกระตุ้นการเจริญเติบโต เมื่อเผชิญกับสภาวะเครียด จากการปนเปื้อนสารมลพิษ ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรในสภาวะที่ ปัญหาการปนเปื้อนของสารมลพิษทวีความสาคัญขึ้น ตลอดเวลา ซึ่งควรมีการศึกษาผลของสารควบคุมการ เจริญเติบโตต่อการเจริญของพืชในสภาวะที่มีสาร มลพิษในระยะยาว รวมทั้งศึกษาถึงระดับฮอร์โมน ภายในพืช และผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อ การสะสมสารมลพิษในพืชต่อไป เอกสารอ้างอิง ขนิษฐา สมตระกูล ดวงกมล ผลาผล จาปี ไชยเมืองคูณ และวราภรณ์ ฉุยฉาย. 2554. ความเป็นพิษ ของฟลูออแรนทีนและฟีแนนทรีนที่ปนเปื้อน ในดินต่อการเจริญของพืชเศรษฐกิจระยะ ต้นกล้า. วารสารวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 4(1): 19-26. ขนิษฐา สมตระกูล ดวงกมล ผลาผล และ วราภรณ์ ฉุยฉาย. 2554. การงอกและ การเจริญเติบโตระยะต้นกล้าของถั่วเขียว และถั่วฝักยาวในดินที่ปนเปื้อนฟลูออรีน และฟลูออแรนทรีน. วารสารวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 13(4): 59-66. ขนิษฐา สมตระกูล ดวงกมล ผลาผล จาปี ไชยเมืองคูณ และวราภรณ์ ฉุยฉาย. 2555. ความเป็นพิษ ร่วมกันของฟีแนนทรีน ฟลูออรีน และ ฟลูออแรนทรีนต่อการเจริญระยะต้นกล้าของ ข้าวเหนียว พันธุ์ กข. 6 และผักบุ้ง. วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลตะวันออก 5(1): 35-45. ขนิษฐา สมตระกูล และมาลียา เครือตราชู. 2555. ผลของกรดอินโดลบิวไทริกต่อการเจริญ ในระยะต้นกล้าของผักกวางตุ้งที่ปลูกในทราย ที่ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟน-ซัลเฟต. วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 30(1): 14-24. ธีระยุทธ นาคแดง ธวัชชัย สาบัว สุภัทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อโนมา ดงแสนสุข และรวมชาติ แต่พงษ์โสรัถ. 2550. ผลของตาแหน่งกิ่ง และ NAA ต่อการออกรากของโอลีฟที่ปักชา ในสภาพถุงชื้น. แก่นเกษตร 35(พิเศษ): 99-104. 20
  • 25.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 13-22 21 วราภรณ์ ฉุยฉาย จตุรพร ดอนรอดไพร สายสวาท เม่นสุวรรณ์ วณิชชา คงตุ้ม และนันธพร ศิลป์สมบูรณ์. 2554. ผลของ ไทเดียซูรอนต่อการเจริญของต้นอ่อน ข้าวโพดในดินด่างที่ปนเปื้อนฟลูออรีน. แก่นเกษตร 39(พิเศษ): 316-320. อนุพันธ์ กงบังเกิด และพันธิตรา กมล. 2549. ผลของไซโตไคนินและออกซินต่อการพัฒนา ของเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงกระเจียวขาว. วารสารวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย นเรศวร. 2: 183-201. Ahammed, G. J., H. Yuan, J. O. Ogweno, Y. Zhou, X. Xia, W. Mao, K. Shi and J. Yu. 2012. Brassinosteroid alleviates phenanthrene and pyrene phytotoxicity by increasing detoxification activity and photosynthesis in tomato. Chemosphere 86: 546-555. Buban, T. 2000. The use of benzyladenine in orchardfruit growing: a mini review. Plant Growth Regulat. 32: 381-390. Chouychai, W. 2012. Effect of some plant growth regulators on lindane and alpha- endosulfan toxicity to Brassica chinensis. J. Environ. Biol. 33(4): 811-816. Fässler, E., M. W. Evangelou, B. H. Robinson and R. Schulin. 2010. Effects of indole- 3-acetic acid (IAA) on sunflower growth and heavy metal uptake in combination with ethylenediamine disuccinic acid (EDDS). Chemosphere 80: 901-907. Hu, G., X. Luo, F. Li, J. Dai, J. Guo, S. Chen, C. Hong, B. Mai and M. Xu. 2010. Organochlorine compounds and polycyclic aromatic hydrocarbons in surface sediment from Baiyangdian Lake, north China: Concentration, sources profiles and potential risk. J. Environ. Sci. 22: 176-183. Ioio, R. D., F. S. Linhares and S. Sabatini. 2008. Emerging role of cytokinin as a regulator of cellular differentiation. Curr. Opin. Plant Biol. 11: 23-27. Jelic, G. and M. Bogdanovic. 1989. Antagonism between abscisic acid and cytokinin in chlorophyll synthesis in pine seedlings. Plant Sci. 61: 197-202. Nadal, M., M. Schuhmacher and J. L. Domingo. 2004. Levels of PAHs in soil and vegetation samples from Tarragona County, Spain. Environ. Pollut. 132: 1-11. Paraíba, L. C., N. S. C. Queiroz, A. de Holanda Nunes Maia and V. L. Ferracini. 2010. Bioconcentration factor estimates of polycyclic aromatic hydrocarbons in grains of corn plants cultivated in soils treated with sewage sludge. Sci. Total Environ. 408: 3270-3276. Somtrakoon, K. and W.Chouychai. 2013. Phytotoxicity of Single and Combine Polycyclic Aromatic Hydrocarbons toward Economic Crops. Russian J. Plant Physiol. 60(1): 139-148.
  • 26.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 13-22 22 Vanova,L., M. Kummerova, M. Klems and S. Zezulka. 2009. Fluoranthene influences endogenous abscisic acid level and primary photosynthetic processes in pea (Pisum sativum L.) plants in vitro. Plant Growth Regulat. 57: 39-47. Zhang, H. B, Y. M. Luo, M. H. Wong, Q. G. Zhao and G. L. Zhang. 2006. Distribution and concentrations of PAHs in Hong Kong soils. Environ. Pollut. 141: 107-114 .
  • 27.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 23-32 23 การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยระบบน้าหมุนเวียน The Culture of Hybrid Catfish with Recirculation System กมลวรรณ ศุภวิญญู1* ยุทธนา สว่างอารมณ์1 ศิลป์ ชัย มณีขัติย์2 และณิชาพล บัวทอง1 Kamonwan Suphawinyoo1* , Yuttana Savangarrom1 , Sinchai Maneekat2 and Nichapon Baotong1 1 มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ชุมพร 86170 2 ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900 1 Maejo University at Chumphon Lamae, Chumphon, Thailand 86170 2 Department of Fishery Biology, Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Bangkok, Thailand 10900 *Correspornding auther: kamonwans@mju.ac.th Abstract The cultivation of hybrid catfish in water recirculating system from water (or pond) morning glory and lettuce cultivation was experimented at Maejo University at Chumphon during December 2010 to April 2011 for 120 days period. Whereof in the 1st treatment, it was the hybrid catfish cultivation in water 50% transferred every 7 days round, the 2nd treatment was the hybrid catfish cultivation in water circulate through the treatment system that planted lettuce in recirculation system and the 3rd treatment was hybrid catfish cultivation in water circulate through the treatment system that planted water morning glory in water recirculation system. From the study result, it was found that the catfish survival rates of each treatment were 41±3.1, 55±2.8 and 65±7.1%, respectively whereas in the 3rd treatment had the catfish survival rate higher than the 2nd treatment and the 1st treatment, statistically significant level (P<0.05) and in the 3rd treatment, the catfish growth rate was the highest value approximately at 1.4±0.06 grams/day while in the 1st and the 2nd treatments, the growth rate were 0.9±0.23 and 0.9±0.07 grams/day, respectively. In the 3rd treatment 3, the water morning glory could yield 4 crops, the total harvest production was 9,210 grams and the 2nd treatment could produce 2 crops of lettuce that yielded total weight of 1,023 grams. When the total nitrogen contents in water were measured throughout the experiment period it was found that in the 1st treatment, there was the lowest total nitrogen content in water is 7.1±5.9 mg/l, followed by the 3rd and 2nd treatments that their total nitrogen content in water were 16.7±22.4 and 18.0±32.1 mg/l, respectively. It was also found that in the 2nd treatment, there was the highest phosphorus content in water, equally to 4.7±0.09 mg/l, followed by the 3rd and 1st that equaled to 3.9±0.61 and 2.6±0.98 mg/l, respectively. Throughout the experiment, there were measurement of water quality in various factors, including temperature, pH, amount of alkalinity, ammonia-nitrogen content and nitrite–nitrogen content. These factors were found to be suitable for cultivation except the dissolved oxygen content in the water was in the lower level than the standard level for aquaculture cultivation in all treatments. However, because the hybrid catfish is the fish having a
  • 28.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32 24 specialrespiratory organs (dendrites) that the fish can live in water with low dissolved oxygen content. The benefit of hybrid catfish in circulating water of the hydroponic vegetable cultivation could enable the farmer unnecessary to keep changing water constantly through 120 days period of the hybrid catfish cultivation that could reduce the water use necessary for the fish cultivation up to 78% when compared with the regular fish cultivation system that needed the water transference to 50% of water quantity every 7 days. The catfish cultivation in circulating water system can be solved problem for the farmers when the fresh water is lacked during the dry season. Farmers can be encouraged to make it as a path of career. Keywords: hybrid catfish, culture, Chinese cabbage, lettuce and water recirculation system บทคัดย่อ การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยระบบน้า หมุนเวียนที่มีการบาบัดน้าด้วยผักบุ้งจีน และ ผักกาดหอม ดาเนินการทดลองที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้– ชุมพร ในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือน เมษายน พ.ศ. 2554 เป็นระยะเวลา 120 วัน โดยในชุด การทดลองที่ 1เป็นการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่มีการ เปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่มีการบาบัดน้าผ่านระบบการ ปลูกผักกาดหอม และชุดการทดลองที่ 3 เลี้ยงปลาดุก ลูกผสมที่มีการบาบัดน้าผ่านระบบการปลูกผักบุ้งจีน จากการศึกษา พบว่า อัตราการการรอดตายของแต่ละ ชุดการทดลองมีค่า เท่ากับ 41±3.1, 55±2.8 และ 65±7.1% ตามลาดับ โดยในชุดการทดลองที่ 3 มีอัตรา การรอดตายสูงกว่าชุดการทดลองที่ 2 และชุดการ ทดลองที่ 1 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) และ ในชุดการทดลองที่ 3 ปลาดุกมีอัตราการเจริญเติบโต สูงที่สุด มีค่าเท่ากับ 1.4±0.06 กรัม/วัน ส่วนในชุดการ ทดลองที่ 1 และ 2 มีอัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.9±0.23 และ 0.9±0.07 กรัม/วัน ตามลาดับ ในชุด การทดลองที่ 3 สามารถผลิตผักบุ้งจีนได้ถึง 4 ครั้ง โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทั้งสิ้น 9,210 กรัม และในชุดการทดลองที่ 2 สามารถผลิตผักกาดหอมได้ 2 ครั้ง มีน้าหนักทั้งสิ้น 1,023 กรัม เมื่อทาการตรวจวัด ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในน้าเฉลี่ยตลอดการทดลอง พบว่า ในชุดการทดลองที่ 1 มีปริมาณไนโตรเจน ทั้งหมดในน้าต่าที่สุดเท่ากับ 7.1±5.9 มก./ล. รองลงมา คือ ชุดการทดลองที่ 3 และ 2 มีปริมาณไนโตรเจน ทั้งหมดในน้าเท่ากับ 16.7±22.4 และ 18.0± 32.1 มก./ล. ตามลาดับ แต่กลับพบว่า ในชุดการทดลองที่ 2 มีปริมาณ ฟอสฟอรัสทั้งหมดในน้าสูงที่สุด เท่ากับ 4.7±0.09 มก./ล. รองลงมา คือ ชุดการทดลอง ที่ 3 และ 1 มีปริมาณ เท่ากับ 3.9±0.61 และ 2.6±0.98 มก./ล. ตามลาดับ ตลอดการทดลองมีการตรวจวัดค่าคุณภาพน้าในด้าน ต่างๆ ได้แก่ อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ปริมาณ ความเป็นด่าง ปริมาณแอมโมเนีย–ไนโตรเจน และ ปริมาณไนไตรท์–ไนโตรเจน พบว่า มีความเหมาะสม ต่อการเลี้ยง ยกเว้นปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้า จะอยู่ในระดับที่ต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานของการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้าในทุกชุดการทดลอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปลาดุกลูกผสมเป็นปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจ (เดนไดรท์) จึงทาให้ปลาดุกสามารถดารงชีวิตในน้าที่มี ปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่าได้ ประโยชน์ของการ เลี้ยงปลาดุกลูกผสมในระบบน้าหมุนเวียนด้วยระบบ ผักไฮโดรโพนิกส์ ทาให้เกษตรกรไม่จาเป็นต้องเปลี่ยน ถ่ายน้าตลอดการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมเป็นระยะเวลา 120 วัน ทาให้ลดการใช้น้าในการเลี้ยงปลาลงได้ถึง 78% เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงปลาแบบระบบปกติที่มี การเปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน การเลี้ยงปลาดุก
  • 29.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 23-32 25 ในระบบน้าหมุนเวียนนี้ สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับ เกษตรกร เมื่อเกิดการขาดแคลนน้าจืดในช่วงฤดูแล้ง ได้เป็นอย่างดี ทาให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้ คาสาคัญ: การเลี้ยง ปลาดุกลูกผสม ผักบุ้งจีน ผักกาดหอม และระบบน้าหมุนเวียน คานา ปัญหาความแห้งแล้งได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ และสาคัญมากของประเทศไทยในปัจจุบัน จากปัญหา ดังกล่าว จึงต้องมีการแก้ไขในเรื่องการจัดการน้าอย่าง มีประสิทธิภาพเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า และการทา เกษตรกรรม ถ้าเกษตรกรสามารถหมุนเวียนน้า กลับมาใช้ใหม่ได้ โดยผ่านกระบวนการบาบัดน้าที่มี ประสิทธิภาพ จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้าใน ระยะยาวของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้า การ เพาะเลี้ยงสัตว์น้าด้วยระบบน้าหมุนเวียน คือ การ เพาะเลี้ยงสัตว์น้าโดยมีการนาน้าจากระบบการ เพาะเลี้ยงหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบบาบัดน้า ที่ทาให้น้ามีคุณภาพเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ส่วนใหญ่การเลี้ยงสัตว์น้าด้วยระบบน้าหมุนเวียน นิยม ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ากร่อย และสัตว์ทะเล เพื่อลด ค่าใช้จ่ายในการนาน้าทะเลมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์ น้าของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลจากทะเล และลดการ ปล่อยน้าเค็มลงสู่แหล่งน้าจืด ตัวอย่างเช่น การอนุบาล กุ้งก้ามกรามวัยอ่อนด้วยระบบน้าหมุนเวียน (สุรังษี, 2548; กมลวรรณ, 2548) การเลี้ยงปลากะรังในระบบ น้าหมุนเวียน (ยงยุทธ และคณะ, 2546) และการเลี้ยง หอยเป๋าฮื้อในระบบน้าหมุนเวียน (ชูสินธ์ และคณะ, 2550) เป็นต้น ปลาดุกลูกผสม (Clarias macrocephalus x C. gariepinus) เป็นปลาเศรษฐกิจที่นิยมเลี้ยงและ บริโภค ซึ่งมีผลผลิตมากเป็นอันดับที่ 2 ของผลผลิต สัตว์น้าจืดทั้งหมด (กรมประมง, 2549) เนื่องจากเป็น ปลาที่เลี้ยงง่าย มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว สามารถ เลี้ยงด้วยอัตราความหนาแน่นสูงได้ และการลดต้นทุน การผลิตปลาดุก โดยการให้อาหารสดจาพวกไส้ไก่ โครงไก่สับเป็นอาหาร จะส่งผลต่อปัญหาในเรื่อง คุณภาพน้าของการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม เนื่องจากมี ปริมาณของแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ไนไตรท์-ไนโตรเจน และไนเตรท-ไนโตรเจน ในน้าค่อนข้างสูง ซึ่งส่งผลให้ ปลาเครียด ไม่กินอาหาร และทาให้การเจริญเติบโต หยุดชะงักลง ดังนั้น จึงจาเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่าย น้าปลาดุกทุกๆ 15 วัน ของการเลี้ยงปลาดุก (มั่นสิน และไพพรรรณ, 2544; สุทิน และคณะ, 2548) คณะ ผู้วิจัยมีแนวคิดว่า ถ้าสามารถลดการใช้น้าในการ เปลี่ยนถ่ายน้า เพื่อเลี้ยงปลาดุกลูกผสมโดยปรับเปลี่ยน วิธีการเลี้ยง เป็นการเลี้ยงปลาดุกด้วยระบบน้าหมุนเวียน น่าจะส่งผลดีให้กับระบบการเลี้ยงปลาดุกในปัจจุบัน นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้เสริมจากการขายผัก ปลอดสารพิษ ซึ่งในขณะนี้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็น อย่างมาก งานวิจัยชิ้นนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม ในปัจจุบัน สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรเมื่อ เกิดสภาวะการขาดแคลนน้าจืดในช่วงฤดูแล้งได้เป็น อย่างดี ทาให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพ และมี รายได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดการปล่อยน้าทิ้งจาก การเพาะเลี้ยงสัตว์น้าลงสู่แหล่งน้าธรรมชาติได้อีกทาง หนึ่งด้วย อุปกรณ์และวิธีการ การวางแผนและระยะเวลาการทดลอง วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely randomized design, CRD) ประกอบด้วย 3 ชุดการ ทดลอง (Treatment) ชุดการทดลองละ 3 ซ้า ดังนี้ ชุด การทดลองที่ 1 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมโดยมีการเปลี่ยน
  • 30.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32 26 ถ่ายน้า50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาดุก ลูกผสมที่บาบัดน้าผ่านระบบการปลูกผักกาดหอม ชุด การทดลองที่ 3 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่บาบัดน้าผ่าน ระบบการปลูกผักบุ้งจีน โดยใช้ปลาดุกลูกผสมขนาด ความยาวประมาณ 6-8 ซม. น้าหนักประมาณ 5-7 กรัม ที่ซื้อจากฟาร์มเอกชนในจังหวัดชุมพร เริ่มทาการ ทดลองในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 โดยนาปลาดุกลูกผสมพักไว้ในถังที่มีการ ให้อากาศอย่างเพียงพอ เป็นเวลา 3 วัน ก่อนปล่อยใน บ่อเลี้ยงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. ที่ระดับความ หนาแน่น 100 ตัว/บ่อ โดยใน ถังเลี้ยงมีการติดตั้งระบบ ให้อากาศทุกชุดการทดลอง ทาการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม ด้วยอาหารเม็ดสาเร็จรูป โดยให้ในปริมาณที่เกินพอดี วันละ 2 ครั้ง ในเวลา 08.00 น. และ 18.00 น. จนสิ้นสุด การทดลอง เป็นระยะ เวลา 120 วัน การเตรียมระบบน้าหมุนเวียน และการปลูกผัก การเตรียมระบบน้าหมุนเวียน โดยทาการติดตั้ง เครื่องสูบน้า และสูบน้าจากบ่อเลี้ยงปลาเข้าบ่อบาบัดที่ มีการปลูกผักชนิดต่างๆ ได้แก่ ผักบุ้ง และผักกาดหอม และเชื่อมทางน้าออกจากบ่อบาบัดน้าเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลา อีกครั้ง โดยบ่อบาบัดน้าเป็นบ่อพลาสติกกลม ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. มีความจุของน้าปริมาตร 250 ลิตร (ขนาดเท่ากับบ่อเลี้ยงปลา) การเตรียมปลูกผัก นาเมล็ดผักบุ้ง และผัก กาดหอม แช่น้าทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง จากนั้นนาเมล็ดผัก ใส่ในหลุมฟองน้า 2-3 เมล็ด/หลุม รดน้าจนชุ่ม รอจน เมล็ดมีรากงอก นาต้นกล้ามาปลูกลงในหลุมโฟมลอยน้า ที่อยู่ภายในบ่อบาบัดน้า โดยให้รากผักแช่อยู่ในน้า และ จะเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อผักแต่ละชนิดสามารถเก็บเกี่ยว ผลผลิตได้ ทาการชั่งน้าหนักผลผลิตผักที่ได้ในแต่ละ รอบการผลิต และมีการปลูกผักใหม่ต่อเนื่องจนสิ้นสุด การทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลน้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการ เจริญเติบโต และอัตราการรอดตายของปลาดุก ลูกผสม เมื่อสิ้นสุดการทดลอง สุ่มปลาดุกลูกผสม จานวน 10% ของจานวนปลาทั้งหมด ชั่งน้าหนัก และ หาค่าน้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโต และ อัตรารอดตาย จากสูตรคานวณ ดังนี้ น้าหนักที่เพิ่มขึ้น (กรัม) = น้าหนักสุดท้าย – น้าหนักเริ่มต้น อัตราการเจริญเติบโต (กรัม/วัน) = น้าหนักสุดท้าย – น้าหนักเริ่มต้น ระยะเวลาของการทดลอง อัตรารอดตาย (เปอร์เซ็นต์) = จานวนปลาที่เหลือ X 100 จานวนปลาเมื่อเริ่มทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ทั้งหมดในน้า วิเคราะห์หาปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ทั้งหมดในน้า โดยทาการเก็บตัวอย่างน้าในชุดการ ทดลองที่ 1 ในช่วงก่อนเปลี่ยนถ่ายน้า เวลา 7.00 น. และเก็บตัวอย่างน้าในชุดการทดลองที่ 2 และ 3 ใน ช่วงเวลาเดียวกัน แต่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้าในระบบ การเลี้ยง ทาการเก็บตัวอย่างน้าทุกๆ 7 วัน จนสิ้นสุด การทดลองตามวิธีของ APHA (1995) การวิเคราะห์คุณภาพน้า วิเคราะห์คุณภาพน้าต่างๆ ดังนี้ อุณหภูมิ ออกซิเจนละลายในน้า ความเป็นกรดเป็นด่าง ความ เป็นด่าง ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน และปริมาณ ไนไตรท์-ไนโตรเจน โดยทาการเก็บตัวอย่างน้าในชุด
  • 31.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 23-32 25 การทดลองที่ 1 ก่อนเปลี่ยนถ่ายน้า เวลา 7.00 น. และ เก็บตัวอย่างน้าในชุดการทดลองที่ 2 และ 3 ในช่วง เวลาเดียวกัน แต่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้าในระบบการ เลี้ยง โดยทาการเก็บตัวอย่างทุกๆ 7 วัน จนสิ้นสุดการ ทดลองตามวิธีของ APHA (1995) การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of variance) น้าหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอด ตายปลาดุกลูกผสม ปริมาณไนโตรเจน และฟอสฟอรัส ในน้า และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วย วิธี Duncan’s new multiple range test ที่ระดับความ เชื่อมั่น 95% ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูป ผลการทดลองและวิจารณ์ การเลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่ผ่านการบาบัดน้า ด้วยระบบน้าหมุนเวียน เป็นระยะเวลา 120 วัน พบว่า ชุดการทดลองที่ 1 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมโดยมีการ เปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมที่บาบัดน้าผ่านระบบการปลูก ผักกาดหอม และชุดการทดลองที่ 3 เลี้ยง ปลาดุก ลูกผสมที่บาบัดน้าผ่านระบบการปลูกผักบุ้งจีน มี น้าหนักที่เพิ่มขึ้นของปลาดุกลูกผสมเท่ากับ 107.9± 26.69, 107.5±8.35 และ 178.0±7.30 กรัม/ตัว ตามลาดับ อัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.9±0.23, 0.9±0.007 และ 1.4±0.06 กรัมต่อวัน ตามลาดับ อัตราการรอดตายใน ชุดการทดลองที่ 3 มีค่าสูงที่สุด รองลงมา คือ ชุดการ ทดลองที่ 2 และชุดการทดลองที่ 1 มีค่าเท่ากับ 65±7.1, 55±2.8 และ 41±3.1% ตามลาดับ แสดงให้เห็นว่า ปลาดุก ในชุดการทดลองที่ 3 ที่มีอัตราการเจริญเติบโตและ อัตราการรอดตายที่สูงกว่าชุดการทดลองอื่นอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติ (P<0.05) (Table1) ในการวิจัยครั้งนี้สามารถตรวจวัดปริมาณ ฟอสฟอรัสทั้งหมดในน้าที่เลี้ยงปลาดุกลูกผสม พบว่า ในทุกชุดการทดลองมีแนวโน้มของปริมาณฟอสฟอรัส ทั้งหมดในน้าสูงขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันที่ 64 ของ การทดลอง และมีแนวโน้มลดลงต่าลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่วันที่ 71 ของการทดลองด้วยสาเหตุ คือ ในช่วง เวลาดังกล่าวเป็นช่วงฝนตกหนัก ทาให้มีปริมาณน้าฝน ตกเข้าสู่บ่อเลี้ยงปลาและบ่อปลูกผักในปริมาณมาก ทา ให้เกิดการเจือจางของปริมาณฟอสฟอรัสในน้าเลี้ยง ปลา ดัง Figure 2 และเนื่องด้วยปลาดุกลูกผสมน้าหนัก 1,000 กิโลกรัม สามารถปล่อยฟอสฟอรัสในน้าได้เพียง 12 กิโลกรัม เท่านั้น จึงทาให้มีปริมาณฟอสฟอรัสสะสม ในน้าต่าในช่วงเวลาดังกล่าว (Boyd, 1985) ปริมาณ ฟอสฟอรัส ทั้งหมดในน้ามีประโยชน์ต่อพืช (Quillert et al., 1993) โดยพืชจะใช้เพื่อการเจริญเติบโต สร้าง ส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ผล ลาต้น ใบ (Andreas and Ranka, 2009) Table 1 Weight gain, average diary growth rate and survival rate of hybrid catfish (meanS.D.) Treatment Initial weight (g/fish) Final weight (g/fish) Weight gain (g/fish) Average diary growth (g/day) Survival rate (%) 1 5.3±0.43a 113.3±0.10a 107.9±26.69a 0.9±0.23a 41±3.1a 2 5.3±0.38a 112.8±0.03a 107.5±8.35a 0.9±0.07a 55±2.8b 3 5.3±0.30a 183.3±0.02b 178.0±7.30b 1.4±0.06b 65±7.1b P-value 0.951 0.003 0.003 0.002 0.009 27
  • 32.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32 28 ผลผลิตของผักในการทดลองครั้งนี้พบว่า สามารถปลูกผักบุ้งจีนได้ 4 ครั้ง มีผลผลิตทั้งหมด 9,210 กรัม แต่สามารถปลูกผักกาดหอมได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยมีผลผลิตทั้งหมด 1,023 กรัม เนื่องจาก พบปัญหาในการปลูกผักกาดหอม คือ ผักกาดหอมมี ลาต้นผอมสูง ไม่เข้ากอ รูปทรงไม่น่ารับประทาน ซึ่งมี ความแตกต่างจากผักบุ้ง ที่ลาต้นอวบ สูง จากการศึกษาข้างต้นสนับสนุนการทดลองใน ครั้งนี้ได้ว่า พืชสามารถช่วยลดสารประกอบไนโตรเจน และฟอสฟอรัสในน้าเลี้ยงปลาได้ ทาให้สามารถเลี้ยง ปลาดุกลูกในระบบน้าหมุนเวียน ที่มีการบาบัดด้วย ระบบไฮโดรโพนิกส์ โดยไม่จาเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้า ทาให้ประหยัดน้าในการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมลงถึง 78% Figure 1 Quantity of total nitrogen (mg/l) in water for hybrid catfish culture Time (Days) Figure 2 Quantity of total phosphorus (mg/l) in water for hybrid catfish culture 0.0 20.0 40.0 60.0 80.0 100.0 120.0 140.0 1 8 15 22 29 36 43 50 57 64 71 78 85 92 99 106 113 120 Quantityoftotalnitrogeninwater(mg/L) Time (Days) Treatment 1 (control) Treatment 2 (treat water with lettuce) Treatment 3 (treat water with Chinese Cabbage) 0.0 1.0 2.0 3.0 4.0 5.0 6.0 1 8 15 22 29 36 43 50 57 64 71 78 85 92 99 106 113 120 Quantityofphosphorus(mg/L)inwater Treatment 1 (Control) Treatment 2 (treat water with lettuce) Treatment 3 (treat water with Cinese Cabbage)
  • 33.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 23-32 29 คุณภาพน้าในการทดลองครั้งนี้ อุณหภูมิของ น้าอยู่ในช่วง 24.7-27.6o ซ ในชุดการทดลองที่ 1 เลี้ยง ปลาดุกลูกผสมโดยมีการเปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน ชุดการทดลองที่ 2 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมบาบัดน้า ผ่านระบบการปลูกผักกาดหอม และชุดการทดลองที่ 3 เลี้ยงปลาดุกลูกผสมบาบัดน้าผ่านระบบการปลูก ผักบุ้งจีน พบว่า คุณภาพน้าในด้านความเป็นกรดเป็น ด่างของน้า มีค่าอยู่ในช่วง 5.44-7.44, 6.17-7.62 และ 6.91-7.83 ตามลาดับ ค่าความเป็นด่างเฉลี่ยในน้าเท่ากับ 78±46.8, 172±57.9 และ 80±34.2 มก./ล. ของ CaCO3 ตามลาดับ ปริมาณออกซิเจนละลายในน้าเท่ากับ 0.03- 3.63, 0.04-1.85 และ0.04-1.03 มก./ล. ตามลาดับ มี ปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจนน้าเฉลี่ย เท่ากับ 0.7± 0.39, 0.8±0.52 และ 0.9±0.55 มก./ล. ตามลาดับ ปริมาณ ไนไตรท์-ไนโตรเจน 0.8±1.40, 0.4±0.44 และ 0.4±0.74 มก./ล. ตามลาดับ (Table 2) อุณหภูมิของน้าในการ ทดลองเป็นช่วงของอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญ เติบโตของสัตว์น้า (มั่นสิน และไพพรรณ, 2544) ความ เป็นกรดเป็นด่างของน้าในชุดการทดลองที่ 1, 2 และ 3 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ซึ่งความเป็น กรดเป็นด่างของน้าจะสัมพันธ์กับค่าความเป็นด่างของ น้า จากการทดลองค่าความเป็นด่างของน้าทั้ง 3 ชุด การทดลอง พบว่า ค่าความเป็นด่างของน้ามีปริมาณ ต่ากว่า 48 มก./ล. ของ CaCO3 ในช่วง 15 วันแรกของ การทดลอง โดยทั่วไปในน้าเลี้ยงปลาควรมีค่าความ เป็นด่างไม่ต่ากว่า 80 มก./ล. ของ CaCO3 สาเหตุ เนื่องมาจากค่าความเป็นกรดของน้าเริ่มต้นต่ากว่า 7 ส่งผลทาให้เกิดการเปลี่ยนรูปของไบคาร์เนต เป็นกรด คาร์บอร์นิกส์ หมายถึง ในน้ามีปริมาณของแหล่งสารอง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ส่งผลทาให้มีปริมาณ แพลงก์ตอนพืชน้อยตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นในทุกชุดการทดลอง มีค่าความเป็นด่างเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในน้ามีค่าความ เป็นกรดเป็นด่างเพิ่มสูงขึ้น มากกว่า 7 ปริมาณออกซิเจน ละลายในน้าในทุกชุดการทดลองมีปริมาณต่ากว่าค่า มาตรฐาน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์ น้าไม่ควร มีค่าต่ากว่า 4 มก./ล. ถ้าปริมาณออกซิเจน ละลายในน้าต่ากว่า 1 มก./ล. เป็นเวลานาน จะส่งผล ทาให้ปลาตายได้ (มั่นสิน และไพพรรณ, 2544) สาเหตุ ที่ทาให้มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า เนื่องมาจาก ในการเลี้ยงครั้งนี้ได้ใช้น้าดิบ ที่มาจากบ่อบาดาลซึ่ง ทาให้ปลอดจากเชื้อโรค แต่คุณสมบัติของน้าบาดาล จะมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า ต้องมีการปรับ คุณภาพน้าก่อนน้ามาใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้า ซึ่งในการ ทดลองคณะผู้วิจัยได้ทาการเพิ่มอากาศในน้าตลอดการ เลี้ยงเช่นเดียวกัน แต่ยังคงไม่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณ ออกซิเจนละลายในน้าให้กับปลาดุกได้ ประกอบกับใน ระบบการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยน้าหมุนเวียนนี้ จะมี การสะสมของสารอินทรีย์ในกลุ่มสารประกอบไนโตรเจน ในปริมาณมาก ซึ่งมาจากการขับถ่ายของสัตว์น้า ใน ระบบดังกล่าวนี้ จะมีแบคทีเรียกลุ่มไนโตรโซโมแนส และไนโตรแบคเตอร์ เป็นตัวเปลี่ยนรูปสารประกอบ ไนโตรเจนที่เป็นพิษต่อสัตว์น้า เป็นสารประกอบที่มี ความเป็นพิษต่อสัตว์น้าน้อยกว่า ได้แก่ ไนเตรท- ไนโตรเจน ซึ่งพืชสามารถดึงไนเตรทในน้าไปใช้ในการ เจริญเติบโตได้ จากเหตุผลดังกล่าวจึงส่งผลทาให้มีปริมาณ ของออกซิเจนละลายในน้าต่าลง เพราะมีการใช้ ออกซิเจนทั้งจากปลาดุกลูกผสมและแบคทีเรียนั่นเอง แต่เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจที่ เรียกว่า เดนไดรท์ จึงทาให้ปลาดุกลูกผสมสามารถ เจริญเติบโตในน้าที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า ได้ (ส่งศรี, 2533; วิรัช, 2544) เช่น ในการศึกษาของ ยุทธนา และคณะ (2555) พบว่า สามารถเลี้ยงปลาดุก ลูกผสมในร่องสวนปาล์มน้ามัน ที่มีปริมาณออกซิเจน ละลายในน้าต่า โดยตลอดการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมใน ร่องสวนปาล์มเป็นระยะเวลา 90 วัน ที่ความหนาแน่น 40 ตัว/ตร.ม. มีปริมาณออกซิเจนละลาย ในน้าในช่วง เช้าเฉลี่ย 1.40 มก./ล. และมีปริมาณออกซิเจนในน้า ตลอดการทดลองอยู่ในช่วง 0.12-3.43 มก./ล. โดยที่
  • 34.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32 30 ปลาดุกมีอัตราการรอดตาย86.83±7.27% แสดงให้ เห็นว่า ปลาดุกลูกผสมสามารถเลี้ยงได้ในน้าที่มี ปริมาณออกซิเจนต่าได้ โดยไม่ส่งผลต่ออัตราการรอด ตาย แต่กลับพบว่าปลานิลซึ่งเป็นปลาที่ไม่มีอวัยวะ ช่วยหายใจ จะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะที่มี ปริมาณออกซิเจนละลายน้าต่า ดังการศึกษาของ ยุทธนา และคณะ (2555) ทาการเลี้ยงปลานิลร่วมกับ ปลาดุกในร่องสวนปาล์มน้ามัน พบว่า ปลานิลมีอัตรา การรอดตาย 0% เนื่องจากในการเลี้ยงรูปแบบนี้ จะมี ออกซิเจนละลายในน้าต่ากว่า 4 มก./ล. การเลี้ยงปลาใน น้าที่มีสภาวะของปริมาณออกซิเจนละลายในน้าต่า สามารถใช้เลี้ยงปลาที่มีอวัยวะช่วยหายใจได้เท่านั้น เช่น ปลาดุก ปลาหมอ และปลาสลิด โดยงานวิจัยของ ยุทธนา และคณะ (2555) สนับสนุนเกี่ยวกับเลี้ยงปลา ที่มีอวัยวะช่วยหายใจ เช่น ปลาหมอ จะสามารถเลี้ยง ปลาหมอไทยในร่องสวนปาล์มน้ามันได้ โดยมีอัตรา การรอดตายสูงถึง 86.67±6.67% เป็นต้น Table 2 Water qualities of hybrid catfish culture with different systems Parameter Treatment 1 Treatment 2 Treatment 3 Temperature (0 C)* 24.9–27.4 24.8–27.6 24.7–27.0 Dissolved Oxygen (mg/l)* 0.03–3.63 0.04–1.85 0.04–1.03 pH* 5.44–7.44 6.17–7.72 6.91–7.83 Alkalinity (mg/l as CaCO3)** 78±46.8 172±57.9 80±34.2 NH3 – N (mg/l)** 0.7±0.39 0.8±0.52 0.9±0.55 NO2 – N (mg/l)** 0.8±1.40 0.4±0.44 0.4±0.74 Total N (mg/l)** 7.1±5.9 18.0±32.1 16.7±22.4 Total P (mg/l)** 0.7±0.90 1.1±1.53 1.3±1.61 *range of data; **average of data Figure 3 Quantity of total nitrite-nitrogent (mg/l) in water for hybrid catfish culture 0.00 0.50 1.00 1.50 2.00 2.50 3.00 3.50 4.00 4.50 1 8 15 22 29 36 43 50 57 64 71 78 85 92 99 106 113 120 Quantityofnitrite-nitrogeninwater(mg/L) Time (Day) Treatment 1 (control) Treatment 2 (treat water with lettuce) Treatment 3 (treat water with Chinese Cabbage)
  • 35.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 23-32 31 สรุปผลการทดลอง จากผลการทดลองในครั้งนี้ พบว่า สามารถ เลี้ยงปลาดุกลูกผสมในระบบน้าหมุนเวียน ที่มีการ บาบัดด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์ได้ โดยไม่จาเป็นต้อง เปลี่ยนถ่ายน้า โดยการปลูกผักบุ้งหรือผักกาดหอม ซึ่ง ผักทั้งสองชนิดจะสามารถลดสารประกอบไนโตรเจน และฟอสฟอรัสในน้า ที่ปลาดุกลูกผสมได้ขับถ่าย ออกมา ทาให้เกษตรกรลดการใช้น้าในการเลี้ยงปลา ดุกลูกผสมลงถึง 78% ของระบบการเลี้ยงปลาดุกแบบ ปกติที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้า 50% ทุกๆ 7 วัน โดยไม่ ส่งผลต่ออัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายของ ปลาดุกลูกผสม กิตติกรรมประกาศ โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สานักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัย แม่โจ้ ประจาปีงบประมาณ 2554 ขอขอบคุณ ผู้บริหาร ทุกระดับของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้- ชุมพร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ให้การ สนับสนุนให้นักวิจัยได้ทางานร่วมกัน เอกสารอ้างอิง กมลวรรณ ศุภวิญญู. 2548. ปริมาณแร่ธาตุบาง ชนิดในกุ้งก้ามกรามวัยอ่อนที่อนุบาลด้วย ระบบกรองน้าหมุนเวียน. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 644 น. กรมประมง. 2549. สถิติการประมงแห่งประเทศ ไทย ปี พ.ศ.2547. กรุงเทพฯ: กรมประมง. 91 น. ชูสินธ์ ชนะสิทธิ์ สมหมาย เชี่ยววารีสัจจะ และอุดม พืชน์ไพบูลย์. 2550. การเลี้ยง หอยเป๋ าฮื้อระยะวัยรุ่นโดยใช้ระบบน้า หมุนเวียน. น. 10-13. ใน บทคัดย่อสัมมนา วิชาการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้าชายฝั่ง. กรุงเทพฯ: กรมประมง. มั่นสิน ตัณฑุลเวศม์ และไพพรรรณ พรประภา. 2544. การจัดการคุณภาพน้าและการ บาบัดน้าเสียในบ่อเลี้ยงปลาและสัตว์น้า อื่นๆ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 214 น. ยุทธนา สว่างอารมย์ กมลวรรณ ศุภวิญญู และณิชาพล แก้วชฎา. 2555. ผลของการ เลี้ยงปลาดุกลูกผสมร่วมกับปลานิลใน สวนปาล์มน้ามัน. 79 น. ใน รายงาน ผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: เครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอด เทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก สกอ. ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร, นิคม ละอองศิริวงศ์ และภาสกร ถมพลกรัง. 2546. การพัฒนาการเลี้ยง ปลากะรังด้วยระบบน้าหมุนเวียน และ บาบัดด้วยวิธีทางชีวภาพ. สงขลา: สถาบัน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้าชายฝั่ง. 1 น. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.nicaonline.com/index.php?optio n=com_content&view=article&id=144:2012 -01-06-08-32-46&catid=34:2012-01-05-07- 25-45&Itemid=113. (7 พฤษภาคม 2556). วิรัช จิ๋วแหยม. 2544. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ คุณภาพน้าและการวิเคราะห์คุณภาพน้า ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้า. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 178 น.
  • 36.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 23-32 32 สุทินสมบูรณ์ ณรงค์เดช เขียวสะ วีรพงศ์ วุฒิพันธุ์ชัย และวิชิต เสมาชัย. 2548. อัตราการเจริญ เติบโตและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้าในการ เลี้ยงปลาดุกลูกผสมด้วยอาหารสดจากไส้ไก่ ผสมซี่โครงไก่. น. 428-437. ใน รายงาน การประชุมวิชาการ ครั้งที่ 43. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สุรังษี ทัพพะรังสี. 2548. การอนุบาลกุ้งก้ามกราม วัยอ่อนในระบบกรองน้าหมุนเวียน. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 77 น. ส่งศรี มหาสวัสดิ์. 2533. สรีรวิทยาสัตว์น้า. กรุงเทพฯ: ภาควิชาชีววิทยา คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 185 น. Andreas, G. and J. Ranka. 2009. Aquaponic Systems: Nutrient recycling from fish wastewater by vegetable production. Desalination 246: 147-156. APHA, AWWA and WEF. 1995. Standard Methods for Examination of Water and Wastewater 19th ed. Maryland: United Book Press. 1,220 p. Boyd C. E. 1985. Chemical budgets for channel catfish ponds. Transaction of American Fishery Society 114: 291-298. Quillert I., D. Marie, L. Roux, F. Gosse and Morot- J. F. Gaudry. 1993. An artificial productive ecosystem based on a fish/bacteria/plant association. I. design and management. Agriculture Ecosystems and Environment 47(1): 13-30.
  • 37.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 33 การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์ Environmental Contamination and Degradation of Endosulfan by Microorganisms ขนิษฐา สมตระกูล Khanitta Somtrakoon ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาสารคาม 44150 Department of Biology, Faculty of Science, Mahasarakham University, Mahasarakham, Thailand 44150 Corresponding auther: skhanitta@hotmail.com Abstract Endosulfan is chlorinated cyclodiene insecticides currently used throughout the developing country. Residues of endosulfan and endosulfan sulfate were always detected in agricultural and adjacent area, including sediment and surface water in Thailand and other countries. These compounds are extremely toxic to fish and other aquatic invertebrates and it can be bioaccumulate in benthic organisms and biomagnification along food chain. Microbial degradation of endosulfan and endosulfan sulfate is an effective way to reduce the accumulation of these compounds in the environment. Endosulfan-degrading bacteria and fungi were continuously isolated from contaminated sites and the ability to degrade endosulfan without toxic metabolite formation was intensively studied. The accomplishment of endosulfan bioremediation at the real contaminated sites should be considered about the decreasing of endosulfan toxicity during bioremediation. Keywords: contamination, degradation, endosulfan, endosulfan sulfate บทคัดย่อ เอนโดซัลแฟนเป็นสารกาจัดแมลงศัตรูพืช กลุ่มออร์กาโนคลอรีนที่ยังคงอนุญาตให้มีการใช้งาน ในประเทศที่กาลังพัฒนา จึงพบการตกค้างของสาร ดังกล่าวรวมทั้งสารตัวกลางที่ได้จากการย่อยสลาย เช่น เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ในบริเวณที่มีการทา เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอยู่เสมอทั้งใน ประเทศไทยและต่างประเทศ งานวิจัยในประเทศไทย มีการสารวจและพบการตกค้างของทั้งเอนโดซัลแฟน หรือเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในบริเวณต่างๆ ทั่วประเทศ ไทย นอกจากนี้ยังพบว่า การปนเปื้อนของสารดังกล่าว มีความเป็นพิษต่อปลาและสัตว์น้า และสามารถสะสม ได้ในสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ที่ก้นแหล่งน้า และมีแนวโน้ม ถ่ายทอดความเป็นพิษผ่านห่วงโซ่อาหารอีกด้วย การใช้ จุลินทรีย์ในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และเอนโด ซัลแฟน ซัลเฟตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการ สะสมของสารดังกล่าวในสิ่งแวดล้อม จุลินทรีย์ทั้ง แบคทีเรียและเชื้อราหลายชนิดที่ย่อยสลายเอนโด ซัลแฟนได้ ถูกคัดแยกจากบริเวณที่ปนเปื้อน และ นามาศึกษาความสามารถในการย่อยสลายเอนโด ซัลแฟนโดยไม่ผลิตสารตัวกลางที่เป็นพิษ ในการนา จุลินทรีย์ไปใช้ยังบริเวณที่มีการปนเปื้อนของเอนโด ซัลแฟนจริง ต้องคานึงถึงชนิดของสารตัวกลางที่
  • 38.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 34 จุลินทรีย์ผลิตขึ้นซึ่งต้องมีความเป็นพิษต่ากว่าสารตั้งต้น จึงจะทาให้การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนประสบ ผลสาเร็จได้ คาสาคัญ:การปนเปื้อน การย่อยสลาย เอนโดซัลแฟน เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต คานา เอนโดซัลแฟน หรือ 6, 7, 8, 9, 10-hexachloro-1, 5, 5a, 6, 9, 9a-hexahydro-6, 9-methano-2, 4, 3-benzo dioxathiepin-3-oxide จัดเป็นสารเคมีกลุ่มออร์กาโน คลอรีนที่คงทนในสิ่งแวดล้อมตามรายการของ Stockholm Convention ในปี 2011 โดยสามารถคงทนอยู่ในน้า หรือดินได้ประมาณ 3-6 เดือน หรือมากกว่านั้น (http:// chm.pops.int/Convention/Media/Pressreleases/Wid elyusedpesticideendosulfanphaseout/tabid/2216/la nguage/en-US/Default.aspx; Becker et al., 2011; Kumar and Philip, 2006; Weber et al., 2010) เอนโด ซัลแฟนถูกผลิตขึ้นใช้งานตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 เพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชในสวนผัก ผลไม้ ธัญพืช ฝ้าย ไม้ประดับ ชา และอ้อย เป็นต้น (Joseph et al., 2010) เอนโดซัลแฟนได้รับความนิยมในหลายประเทศ ทั่วโลก ได้แก่ สหภาพยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโกและ อเมริกากลาง บราซิล จีน เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศไทย ด้วย (Joseph et al., 2010; Poolpak et al., 2008; Weber et al., 2010; Yeo et al., 2004) ชื่อทางการค้า ของเอนโดซัลแฟนมีหลายชื่อ ได้แก่ Thiodan, Cyclodan, Thimol, Thiofar และ Malix เป็นต้น (Kumar et al., 2007) ในประเทศไทยเอนโดซัลเฟนเป็นออร์กาโนคลอรีนที่ ยังคงอนุญาตให้มีการใช้งานได้ แต่ต้องมีการเฝ้าระวัง โดยให้ใช้ในการควบคุมแมลงในพืชไร่เท่านั้น (ศักดา, 2551) เทคนิคอลเกรดเอนโดซัลแฟนที่นามาใช้งานอยู่ ในรูปของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโด ซัลแฟน ในอัตราส่วน 7:3 การเปลี่ยนแปลงรูปของ เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในดินมักเกิดจากการระเหย และการย่อยสลายสารตั้งต้นได้เป็นสารตัวกลางหลัก คือ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ซึ่งจะถูกย่อยสลายต่ออย่าง ช้าๆ และมีความคงทนต่อการย่อยสลายมากกว่าสาร ตั้งต้น การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมจึงตรวจพบเอนโด ซัลแฟนทั้งสองไอโซเมอร์ร่วมกับเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต (Becker et al., 2011; Goswami et al., 2009; Joseph et al., 2010) แม้มีการใช้งานเอนโดซัลแฟนในรูปฉีด หรือ พ่นที่พืชโดยตรง แต่อาจมีส่วนที่ฟุ้งกระจายในอากาศ ตกลงสู่ผิวดินหรือแหล่งน้า สารที่ตกค้างอยู่กับดิน มีโอกาสถูกชะล้างจากน้าฝนลงสู่แหล่งน้าได้ ดังนั้น การปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟนและอนุพันธ์ที่ได้ จากการย่อยสลายจึงตรวจพบได้ทั้งในอากาศ ดิน ดินตะกอน น้าผิวดิน น้าฝน และอาหารด้วย และ เนื่องจากคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของสารใน กลุ่มนี้ซึ่งมีความสามารถในการละลายน้าต่าโดยมีค่า Log Kow เป็น 4.94, 4.98 และ 3.64 สาหรับแอลฟา เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ตามลาดับ เมื่อปนเปื้อนในแหล่งน้าจึงมี พฤติกรรมชอบจับกับอนุภาคแขวนลอยแล้วจมลงสู่ ก้นแหล่งน้า เพิ่มโอกาสในการสัมผัสและสะสมของสาร กลุ่มนี้แก่สัตว์หน้าดิน และสัตว์ที่อาศัยที่พื้นผิวดินของ แหล่งน้าได้ การสะสมสารดังกล่าวนี้จึงสามารถ ถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารและเพิ่มปริมาณการสะสม ขึ้นเป็นลาดับตามห่วงโซ่อาหารได้ (Weber et al., 2010; ปิยะวรรณ และกานดา, 2549) ความเป็นพิษ ของเอนโดซัลแฟน มักส่งผลอย่างรุนแรงต่อปลาและ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในน้า โดยค่า LC50 ในปลากระดูกแข็ง (teleost fish) เท่ากับ 2.6 µg/l จาก การให้ปลาสัมผัสกับเอ็นโดซัลแฟนเป็นเวลา 96 ชั่วโมง (Kegley et al., 2009) โดยเอนโดซัลแฟนมักแสดง ความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง ตับ ไต ปริมาณฮีโมโกลบิน ต่อมพาราไทรอยด์ และการ
  • 39.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 35 หมุนเวียนฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ ซึ่งความผิดปกติ ดังกล่าว จะส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ เป็นอันตรายต่อ ตัวอ่อน และทาให้กลายพันธุ์ได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้ กิจกรรมของเอนไซม์อะซีติลโคลีนเอสเทอเรสในสมอง ผิดปกติ เป็นต้น (Coimbra et al., 2005; Da Cuña et al., 2011; Dutta and Arends, 2003; Li et al., 2009, Paul and Balasubramanian, 1997) เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการทา เกษตรกรรมและมีการใช้งานสารเคมีกลุ่มออร์กาโน คลอรีนรวมทั้งเอนโดซัลแฟนมาเป็นเวลานาน การ ตกค้างในสิ่งแวดล้อมของสารดังกล่าวจึงเกิดขึ้นได้ใน บริเวณเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ และจาก ความคงทนในสิ่งแวดล้อมของสารดังกล่าว จะยิ่งเพิ่ม โอกาสให้สิ่งมีชีวิตสัมผัสกับสารมลพิษ และสารตัวกลาง ที่เกิดจากการย่อยสลายได้สูงขึ้น ความกังวลจาก อันตรายของเอนโดซัลแฟนก่อให้เกิดความตื่นตัวใน การศึกษาระดับการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และเร่งหา วิธีที่ใช้ในการกาจัดสารชนิดนี้ออกจากสิ่งแวดล้อมที่ ปนเปื้อน การใช้กิจกรรมของจุลินทรีย์ในการย่อยสลาย เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมเป็นอีก ทางเลือกหนึ่งที่น่าจะมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพดิน ที่ปนเปื้อนได้ ดังนั้นในบทความนี้จึงได้รวบรวม งานวิจัยที่ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และ รายงานระดับการปนเปื้อนของสารดังกล่าว ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันทั้งที่มีการสารวจในประเทศไทยและ ต่างประเทศ ข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้จะเป็นประโยชน์ต่อ การนาไปวางแผนการใช้จุลินทรีย์เพื่อบาบัดสภาพดิน หรือน้าที่มีการปนเปื้อนด้วยเอนโดซัลแฟนในสิ่งแวดล้อม ต่อไป การสะสมในสิ่งมีชีวิตและการปนเปื้อนของเอนโด ซัลแฟนในสิ่งแวดล้อม เอนโดซัลแฟนถูกจากัดการใช้งานในประเทศ แถบยุโรปและอเมริกาเหนือแล้ว แต่ยังคงมีการใช้งาน อย่างต่อเนื่องในประเทศที่กาลังพัฒนา (Migliolanza et al., 2002) ดังนั้น ยังคงทาให้ตรวจพบการปนเปื้อน ของเอนโดซัลแฟนและสารตัวกลางที่ได้จากการย่อย สลายทั้งในบริเวณที่มีการทาเกษตรกรรมและ สิ่งแวดล้อมโดยรอบที่มีการใช้งาน รวมถึงบริเวณที่ ห่างไกลจากแหล่งใช้งานได้ เนื่องจากเอนโดซัลแฟน สามารถเคลื่อนที่ปนเปื้อนในระยะไกลจากการถูกพัด พาไปกับมวลอากาศ รายงานการปนเปื้อนพบทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย ส่วนใหญ่จะรายงานเป็นความ เข้มข้นรวมทุกไอโซเมอร์ และยังพบสารตัวกลางที่ได้ จากการย่อยสลายปนเปื้อนร่วมด้วยเสมอ การสารวจการปนเปื้อนของสารชนิดนี้ใน สิ่งแวดล้อมมีรายงานอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เช่น จากการสารวจพื้นที่สามเหลี่ยม ปากแม่น้าเจ้าพระยา บริเวณลุ่มแม่น้าแม่กลอง คลอง สาขาแม่น้าแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการ เก็บตัวอย่างตะกอนเพื่อวิเคราะห์ทุกเดือนในระหว่าง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2546 ถึงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 พบว่า ระดับการปนเปื้อนของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตจะ แตกต่างกันตามฤดูกาลและลักษณะการใช้พื้นที่ โดย ในฤดูฝนบริเวณที่มีการปลูกข้าว ตรวจพบแอลฟา-เอนโด ซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ระหว่าง 0.12-0.16, 0.01-0.05 และ 0.08-0.15 ไมโครกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้งของตะกอน ตามลาดับ ส่วนในฤดูแล้งบริเวณที่มีการปลูกข้าวตรวจพบแอลฟา- เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ระหว่าง 0.10-0.17, 0.03-0.09 และ 0.15-0.58 ไมโครกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้งของตะกอน ตามลาดับ ในขณะที่บริเวณที่ไม่ใช้พื้นที่ปลูกข้าวสามารถตรวจพบ การปนเปื้อนเช่นเดียวกัน โดยมีปริมาณของแอลฟา- เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตอยู่ระหว่าง 0.11-0.15, 0.01-0.03 และ 0.07-0.17 ไมโครกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้งของตะกอน (Poolpak et al., 2008)
  • 40.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 34 การสารวจพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณภาค ตะวันออกและภาคเหนือของประเทศไทยตรวจพบ เอนโดซัลแฟนจากตัวอย่างดินทั้งหมด 99 ตัวอย่าง ในปี พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2541 ที่ระดับความเข้มข้น 1.22-634.90 และ 0.011-8.818 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมดิน ตามลาดับ (Thapinta and Hudak, 2000) นอกจากนี้ การศึกษาการปนเปื้อนของสารกาจัดศัตรูพืชกลุ่ม ออร์กาโนคลอรีนในดินตะกอน บริเวณชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออกของประเทศไทย พบว่า จากการเก็บ ตัวอย่าง 2 ครั้ง บริเวณปากแม่น้าบางปะกง จังหวัด ฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้าตราด จังหวัดตราด ใน ฤดูแล้ง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 และในฤดูฝน เดือน สิงหาคม พ.ศ. 2547 จากการสารวจรายงานว่า การ สะสมของสารกาจัดศัตรูพืชในดินตะกอนขึ้นอยู่กับ พื้นที่ที่ทาการศึกษาและฤดูกาลเช่นกัน โดยพบการ สะสมของสารกาจัดศัตรูพืชในพื้นที่อุตสาหกรรม มากกว่าพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้า ซึ่งแอลฟา-เอนโด ซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟนเป็นชนิดของสารที่ ตรวจพบในความถี่สูงสุดของฤดูแล้งคิดเป็น 94 และ 96% ของตัวอย่างทั้งหมดที่ตรวจพบ ตามลาดับ โดย ปริมาณเฉลี่ยของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโด ซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตที่ตรวจพบ ได้แก่ 9±1, 10±2 และ 16±1 นาโนกรัมต่อกรัมน้าหนักแห้ง ในฤดูแล้ง และ 5±0, 5±0 และ 12±1 นาโนกรัมต่อ กรัมน้าหนักแห้งในฤดูฝน ตามลาดับ (ปิยะวรรณ และ กานดา, 2549) สาหรับการศึกษาระดับการปนเปื้อน ของเอนโดซัลแฟนบริเวณปากแม่น้าจันทบุรี ภาค ตะวันออกของประเทศไทยซึ่งเป็นแม่น้าสายหลักที่ ใช้ในการเกษตรกรรม และนาไปใช้เป็นน้าดิบเพื่อการ อุปโภคบริโภคของประชากรในจังหวัด ในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2550 ตรวจพบเอนโดซัลแฟนใน ดินตะกอนที่ระดับความเข้มข้น 49.4 ไมโครกรัมต่อ กิโลกรัมของตะกอน (Sumith et al., 2009) นอกจากนี้การสารวจการปนเปื้อนของสาร กาจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในแม่น้าสายหลัก 3 สายในภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ แม่น้าปัตตานี แม่น้าสายบุรี และแม่น้าตีบา ในระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 จากผลการ สารวจ พบว่า แม่น้าสายบุรีมีระดับการปนเปื้อนของ สารในกลุ่มออร์กาโนคลอรีนสูงที่สุด แต่ปริมาณที่ตรวจ พบไม่เกินค่ามาตรฐานของปริมาณรวมของออร์กาโน คลอรีนที่ยอมรับให้ตรวจพบ ในแหล่งน้าธรรมชาติ ภายในประเทศไทยซึ่งกาหนดให้มีค่าสูงสุดได้ไม่เกิน 50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ในบรรดาออร์กาโนคลอรีนที่ สารวจยังคงตรวจพบเอนโดซัลแฟนด้วย โดยปริมาณ เฉลี่ยของแอลฟา-เอนโดซัลแฟนในแม่น้าสายบุรี และ แม่น้าปัตตานีเป็น 1.24 และ 0.94 นาโมกรัมต่อมิลลิลิตร แต่ไม่พบเบตา-เอนโดซัลแฟนในแม่น้าสายใดเลย ส่วน เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ตรวจพบในแม่น้าสายบุรีเท่านั้น ที่ระดับความเข้มข้นเพียง 0.2 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (Samoh and Ibrahim, 2009) โดยตัวอย่างการสารวจ การปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟน และสารตัวกลางที่ได้ จากการย่อยสลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สรุปได้ดัง ตารางที่ 1 36
  • 41.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 37 ตารางที่ 1 ระดับการปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟนและเมทาบอไลท์ในสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศ สถานที่ ระดับการปนเปื้อน ปีที่สารวจ อ้างอิง ปากแม่น้า Whu-Shi ใกล้ชายฝั่งของ ประเทศไต้หวัน จากการสารวจตะกอนที่ผิวหน้าของพื้นผิวดินของแหล่งน้า พบ ปริมาณรวมของสารกาจัดศัตรูพืชกลุ่มคลอริเนตเตด ไซโคลไดอีน 0.46-13.4 ng/g-dw โดยเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตเป็นออร์กาโนคลอรีน ตัวหนึ่งที่พบมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ng/g-dw ส่วนแอลฟา เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟน พบอยู่ระหว่าง < 0.08-5.67 ng/g-dw และ < 0.16-1.82 ng/g-dw ตามลาดับ ตุลาคม ค.ศ.1997 และ พฤษภาคม ค.ศ. 1998 Doong et al., 2002 แม่น้าสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย พบการปนเปื้อนของเอนโดซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตใน ตัวอย่างน้าช่วงฤดูฝน (กันยายน-ตุลาคม 2545) มีค่าเฉลี่ยที่ 93.6 และ 192.1 ng/l ตามลาดับ ส่วนในปี พ.ศ. 2546 ไม่พบการปนเปื้อน ของเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์- มีนาคม) พบเพียงเอนโดซัลแฟนในช่วงฤดูฝนซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น กว่าปีก่อน โดยมีค่าเฉลี่ยรวมของทุกสถานีที่สารวจเป็น 360.3 ng/l ซึ่งค่ามาตรฐานสูงสุดที่ยอมรับให้ตรวจพบได้ในมาเลเซียของ เอนโดซัลแฟนเป็น 10 µg/l ค.ศ. 2002 ถึง ค.ศ. 2003 Leong et al., 2007 เมืองต้าเหลียนทางใต้ สุดของคาบสมุทร เหลียวตง ประเทศจีน ปริมาณเอนโดซัลแฟนที่อยู่ในรูปอนุภาคในอากาศมีความผันแปร ตามฤดูกาล โดยในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) จะพบ ปริมาณแอลฟา-เอนโดซัล และเบตา-เอนโดซัลแฟนสูงสุดโดยมี ค่าเฉลี่ยรวมตลอดทั้งวันเท่ากับ 33.8 และ 19 pg/m3 ขณะที่ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต จะตรวจพบสูงสุดในฤดูร้อน (มิถุนายน- สิงหาคม) โดยมีค่าเฉลี่ยรวมตลอดทั้งวันเท่ากับ 30 pg/m3 สาหรับ ปริมาณเฉลี่ยของแอลฟาเอน-โดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตที่อยู่ในรูปอนุภาคในอากาศตลอดทั้งปีมีค่า เท่ากับ 17.5, 14.1 และ 17.8 pg/m3 ตามลาดับ มกราคม ถึง ธันวาคม ค.ศ. 2008 Li et al., 2012 ทะเลสาบ Taihu อยู่ บริเวณพื้นที่ สามเหลี่ยมปากแม่น้า Yangtze ตะวันออกเฉียงใต้ของ ประเทศจีน บริเวณที่สารวจเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สาคัญและมีการใช้ออร์กาโน คลอรีนมากในช่วงปี ค.ศ. 1950-1980 บริเวณนี้ตรวจพบการตกค้าง ของแอลฟา-เอนโดซัลแฟนในดินที่มีการปลูกข้าว โดยมีปริมาณเฉลี่ย อยู่ที่ 2.04 และ 1.74 ng/g ในดินที่ระดับความลึก 0-20 ซม. และ 20- 40 ซม. ตามลาดับ ค.ศ. 2007 Wang et al., 2007 เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ตรวจพบแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟนที่ผิวหน้าดินซึ่งมีระดับ ความลึก 0-15 ซม. ในบริเวณที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมใน 9 อาเภอ ของเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ Chongming, Jiading, Baoshan, Qingpu, Songjiang, Jinshan, Fengxian, Nanhui และ Minhang โดยปริมาณรวมของ เอโดซัลแฟนทั้งสองไอโซเมอร์อยู่ในระดับตั้งแต่ตรวจพบไม่ได้จนถึง 3.68 ng/g-dw ซึ่งตรวจพบเบตา-เอนโดซัลแฟนในปริมาณที่สูงกว่า แอลฟา-เอนโดซัลแฟน ตุลาคม ค.ศ. 2007 Jiang et al., 2009 ปากแม่น้าต้าเหลียว อ่าวเหลียวตง ทะเล โป๋ไห่ ประเทศจีน ตรวจพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟนใน ดินตะกอนที่ผิวหน้าที่ระดับความลึก 0-20 ซม. มีค่าระหว่าง 0.01- 0.2 และ 0.01-0.8 ng/g-dw จากการเก็บตัวอย่างทั้งหมด 35 สถานี ฤดูแล้ง สิงหาคม ค.ศ. 2007 Tan et al., 2009
  • 42.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 38 สถานที่ระดับการปนเปื้อน ปีที่สารวจ อ้างอิง จังหวัดชุลลา ประเทศ เกาหลีใต้ ศึกษาการปนเปื้อนของออร์กาโนคลอรีนในดินชั้นบนของบริเวณที่มี การปลูกข้าวและแหล่งอุตสาหกรรม พบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโดซัลแฟนเพียง 1 สถานีที่เก็บตัวอย่าง ซึ่งมีระดับ ความเข้มข้นอยู่ที่ 0.64 และ 0.89 ng/g-dw ค.ศ. 1996 Kim and Smith, 2001 จังหวัดอันซุงและ กรุงโซล ประเทศ เกาหลีใต้ ตรวบพบเอนโดซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในอากาศของทั้ง เมืองอันซุงและโซล โดยเมืองอันซุงมีระดับของเอนโดซัลแฟน และ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตอยู่ระหว่าง 10.3-10,262 และ <4.4-3,685 pg/m3 ส่วนกรุงโซล มีระดับของเอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตอยู่ระหว่าง 8.9-1,089 และ <4.4-316 pg/m3 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 ถึง พฤษภาคม ค.ศ. 2000 Yeo et al., 2004 เขตการปกครองใหม่, เกาลูน, เกาะฮ่องกง และเกาะลันเตา ตรวจพบเฉพาะแอลฟา-เอนโดซัลแฟนซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.0047 µg/kg-dw ในดินที่เก็บจากสนามหญ้าเท่านั้น ส่วนดินจาก woodland, farmland, wetland และแหล่งสันทนาการไม่พบเอนโดซัลแฟน ธันวาคม ค.ศ. 2000 Zhang et al., 2006 เมืองไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย สารวจการปนเปื้อนของน้าใต้ดินจานวน 28 บ่อในเมือง Hyderabad พบการปนเปื้อนของทั้งแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา-เอนโด ซัลแฟน โดยการสารวจทางทิศใต้ ภาคกลาง ทิศเหนือ และทิศ ตะวันออกของเมืองมีระดับของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเบตา- เอนโดซัลแฟนอยู่ระหว่าง 1.38-2.15 และ 0.69-.88 µg/l, 1.19-1.99 และ 0.24-0.31 µg/l, 1.98-2.87 และ 0.30-0.32 µg/l, 1.37-1.88 และ 0.29-0.87 µg/l ตามลาดับ โดยระดับที่ตรวจพบสูงกว่าค่ามาตรฐานที่ ยอมรับให้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ต่อวัน กรกฎาคม ถึง กันยายน ไม่ระบุปีที่สารวจ Shukla et al., 2006 รัฐโอริสสา ประเทศ อินเดีย ปริมาณแอลฟา-เอนโดซัลแฟนและเบตา-เอนโดซัลแฟนในดินตะกอน อยู่ระหว่าง 0.02-1.4 และต่ากว่าขีดจากัดของเครื่อง จนถึง 0.2 ng/g ตามลาดับ พฤษภาคม ค.ศ. 1996 Pandit et al., 2001 ท่าเรืออเล็กซานเดรีย ทะเลสาบมาร์ยุต ประเทศอียิปต์ ระดับการปนเปื้อนที่สูงสุดพบในบริเวณที่มีการปล่อยน้าเสียใกล้ แหล่งอุตสาหกรรม พบเบตา-เอนโดซัลแฟนจากตัวอย่างตะกอนที่ ผิวหน้าของทะเลสาบเพียงบางสถานีที่เก็บตัวอย่าง ปริมาณรวมที่ พบเป็น 3.74 ppb dw พฤษภาคม ค.ศ. 2005 Barakat et al., 2012 แม่น้าเมนเดเรส ใน เขตอีเจียน ทาง ตะวันตกของประเทศ ตุรกี น้าผิวดินในแหล่งน้าดังกล่าวยังคงปนเปื้อนด้วยออร์กาโนคลอรีน หลายชนิด โดยพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7, 24 และ 121 ng/l ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 และค่าเฉลี่ยของแอลฟา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตอยู่ที่ 3 และ 19 ng/l และไม่พบเบตา- เอนโดซัลแฟน ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2545 ค.ศ. 2000 ถึง ค.ศ. 2002 Turgut, 2003 น้าผิวดินในแม่น้าและ ทะเลสาบทางตอน เหนือของประเทศกรีซ ตรวจพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโด ซัลแฟน ซัลเฟตในแม่น้าในระดับ nd-0.020, nd-0.022 และ nd-0.058 µg/l ตามลาดับ ส่วนน้าทะเลสาบตรวจพบเพียงแอล-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในระดับ nd-0.039 และ nd-0.050 µg/l ตามลาดับ มิถุนายน ค.ศ. 1996 ถึงมิถุนายน ค.ศ. 1997 Golfinopoulos et al., 2003
  • 43.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 37 สถานที่ ระดับการปนเปื้อน ปีที่สารวจ อ้างอิง ภูเขาทางตะวันตก ของประเทศแคนาดา บริเวณ Mount Revelstoke, Yoho National Park และ Observation peak พบแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ในดินบริเวณที่สารวจที่ระดับ 5.4-293 pg/g dw OCPs, 2.2- 660 pg/g dw OCPs และ 7.7-15,706 pg/g dw OCPs ตามลาดับ โดยพบแอลฟา-เอนโดซัลแฟนมากที่สุดบริเวณ Yoho Park ส่วน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต พบมากบริเวณ Mount Relvelstoke และ Observation Peak สิงหาคม ค.ศ. 2003 ถึง สิงหาคม ค.ศ. 2004 Daly et al., 2007 Itirapina, Bauru และ Piratininga ตั้งอยู่ทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ ของรัฐเซาเปาลู ประเทศบราซิล บริเวณโดยรอบสถานที่เก็บตัวอย่างเป็นแหล่งเกษตรกรรม ซึ่งตรวจ พบแอลฟา-เอนโดซัล เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตตกค้างในดินทั้งสามบริเวณมีค่าอยู่ระหว่าง <0.05-2.09 ng/g, <0.05-3.69 และ 0.05-3.69 ng/g ตามลาดับ ซึ่งบริเวณ Itirapina ตรวจพบการตกค้างของเอนโดซัลแฟนสูงสุด ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทาเกษตรกรรมและตั้งอยู่ใกล้กับโรงงาน อุตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ และอุตสาหกรรมหลอมโลหะ มีนาคม ถึง มิถุนายน ค.ศ. 2005 Rissato et al., 2006 เอนโดซัลแฟนที่พบปนเปื้อนในดินและน้า นามาสู่การสะสมของสารชนิดนี้ในสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชน้า และพืชชั้นสูง (Migliolanza et al., 2004; Sojinu et al., 2012) ตามรายงานของ Sojinu et al. (2012) ซึ่งได้สารวจ การสะสมสารกาจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโน คลอรีนใน พืชชั้นสูงในเมืองโอโลโมโร ซึ่งอยู่บริเวณดินดอน สามเหลี่ยมปากแม่น้าไนเจอร์ ซึ่งเป็นบริเวณ ที่มีการ สารวจแหล่งน้ามันในประเทศไนจีเรีย พบการสะสม เอนโดซัลแฟนในพืชชั้นสูงที่เจริญอยู่ในบริเวณดังกล่าว หลายชนิด ได้แก่ พืชในวงศ์แตง (Cucurbitaceae) เช่น Citrullus colosynthis พืชในวงศ์หญ้า (Poaceae) เช่น หญ้าเนเปียร์ (Pennisetum purpureum) และข้าวโพด พืชในวงศ์ Nephrolepidceae เช่น Nephrolepsis bisserata พืชในวงศ์ Bignoniaceae เช่น Newboulda laevis พืชในวงศ์ Euphorbiaceae เช่น มันสาปะหลัง พืชในวงศ์ Anacardaceae เช่น มะม่วง และพืชในวงศ์ Mimosaceae เช่น ไมยราบ (Mimosa pudica) นอกจากนี้ยังพบการสะสมเอนโดซัลแฟน ในสัตว์ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้า โดยในการศึกษาของ Vorkamp et al. (2004) ได้สารวจการสะสมสารกาจัด ศัตรูพืชกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในสิ่งมีชีวิตที่อาศัยใน เกาะกรีนแลนด์ การศึกษาตรวจพบเอนโดซัลแฟน ระดับต่าในเนื้อเยื่อของสัตว์หลายชนิด เช่น กวางคาริบู กระต่ายป่า ไก่ป่าหิมะ วาฬขาวเล็ก แมวน้า ปลาหลาย ชนิด เช่น wolfish redfish ปลาแซลมอนแอตแลนติก เป็นต้น โดยจะพบการสะสมในสัตว์น้ามากกว่าสัตว์บก (Vorkamp et al., 2004) และสัตว์ที่อาศัยอยู่พื้นผิวของ ดินใต้น้ามีโอกาสสะสมสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนได้สูง เช่น รายงานของ Ling and Teng (1997) ได้ศึกษาการ สะสมสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในหอยนางรม ใน ประเทศไต้หวัน พบการสะสมของเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในหอยนางรม (Crassotrea gigas) ที่ระดับ ความเข้มข้นระหว่าง 0-23 ng/g-dw (Ling and Teng, 1997) นอกจากนี้ การศึกษาของ Zhao et al. (2009) ได้สารวจการสะสมอออาร์กาโนคลอรีนในสัตว์ที่อาศัย อยู่ก้นท้องน้าบริเวณทะเลสาบ Taihu ประเทศจีน พบการสะสมของออร์กาโนคลอรีนหลายชนิดรวมทั้ง เอนโดซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตภายใน เนื้อเยื่อของหอยทากน้าจืดชนิด Bellamya aeruginosa และหอยตลับน้าจืดชนิด Corbicula fluminea โดย ปริมาณการสะสมของสารทั้งสองจะเพิ่มมากขึ้นตาม น้าหนักตัวและปริมาณไขมันที่เพิ่มขึ้น เมื่อหอยทากน้า จืดมีน้าหนักสดของตัวมากกว่า 3.2 กรัม จะสะสม แอลฟา-เอนโด ซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโด ซัลแฟน ซัลเฟตได้สูงถึง 0.04, 0.02 และ 0.04 ng/g-dw ตามลาดับ และในหอยตลับน้าจืดที่มีน้าหนักสดของตัว 39
  • 44.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 42 มากกว่า5 กรัมขึ้นไป จะสะสมแอลฟา-เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตได้สูง ถึง 1.18, 0.25 และ 3.99 ng/g-dw ตามลาดับ สาหรับ การสารวจการสะสมของเอนโดซัลแฟนในสิ่งมีชีวิต ของประเทศไทยยังพบน้อยแต่ก็มีรายงานบ้าง เช่น ในการศึกษาของ Boonyatumanond et al. (2002) ซึ่ง ได้ศึกษาการสะสมของออร์กาโนคลอรีนในหอยแมลงภู่ (Perna viridis) บริเวณชายฝั่งอ่าวไทย โดยพบว่า มีการ สะสมดีดีทีและคลอเดนในปริมาณ 0.05-5.7 และ 0.22- 12.0 ng/g-ww แต่ไม่พบการสะสมเอนโดซัลแฟน และ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์ การย่อยสลายทางชีวภาพ (biodegradation) เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยอาศัย กิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในการย่อยสลายสารเคมี แปลกปลอมหรือสารสังเคราะห์ที่ปนเปื้อนใน สิ่งแวดล้อม ถือเป็นกระบวนการเบื้องต้นที่สิ่งมีชีวิต ใช้ปรับตัวเพื่อการรอดชีวิต (Singh, 2008) จุลินทรีย์ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลาย พบทั่วไปใน สิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ จุลินทรีย์มีการปรับตัวเพื่อให้ อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี จุลินทรีย์ จึงมีระบบเอนไซม์หลากหลายและสามารถย่อยสลาย สารแปลกปลอมที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมภายใน ถิ่นอาศัยเพื่อใช้เป็นสารอาหารหรือลดความเป็นพิษ ของสารนั้นต่อเซลล์จุลินทรีย์เอง การย่อยสลายสาร กาจัดศัตรูพืชโดยจุลินทรีย์ถือเป็นการลดการสะสมสาร กาจัดศัตรูพืชในสิ่งแวดล้อมอีกด้วย การย่อยสลายสาร แปลกปลอมโดยจุลินทรีย์มีข้อได้เปรียบ เนื่องจาก จุลินทรีย์กลุ่มเฮเทโรโทรปมักมีความสามารถในการ ย่อยสลายสารอันตรายหลายชนิดรวมถึงสารมลพิษ อินทรีย์เพื่อเป็นแหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพื่อ การเจริญได้ ซึ่งทาให้การกาจัดสารมลพิษอินทรีย์ เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และไม่ทิ้งสารตัวกลางไว้ใน สิ่งแวดล้อม (Li et al., 2009) อัตราและปริมาณการ เจริญของจุลินทรีย์ในระหว่างกระบวนการย่อยสลาย ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของสารกาจัดศัตรูพืช ความ สามารถในการละลายน้า ความสามารถในการขนส่ง สารเข้าสู่เซลล์ นอกจากนี้ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พีเอช อุณหภูมิ ปริมาณสารอาหารชนิดอื่นๆ ชนิดของ ตัวรับอิเล็กตรอนในสภาพแวดล้อม และภาวะการณ์มี ผู้ล่ายังส่งผลต่อระยะเวลาที่จุลินทรีย์ใช้ในการปรับตัว เพื่อให้การย่อยสลายเกิดขึ้นได้อีกด้วย (Arbeli and Fuentes, 2007) จุลินทรีย์ที่นามาใช้ในการย่อยสลาย เอนโดซัลแฟนอาจอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์ประจาถิ่น หรือเติมจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายซึ่ง เพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการลงไปในบริเวณที่ปนเปื้อน จุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายเอนโด ซัลแฟนมักคัดแยกจากสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อน โดยตรง การศึกษาการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนมีหลาย ลักษณะทั้งการคัดแยกจุลินทรีย์ที่มีความสามารถใน การย่อยสลาย ศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมต่อการย่อย สลาย ศึกษาชนิดของสารตัวกลางที่ผลิตขึ้นระหว่าง การย่อยสลาย และทดสอบการนาจุลินทรีย์ที่มีความ สามารถในการย่อยสลายไปใช้ย่อยสลายเอนโด ซัลแฟนที่ปนเปื้อนในสภาพดินที่จาลองให้ปนเปื้อน เป็นต้น เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในดินส่วนใหญ่จะ ถูกย่อยสลายโดย 2 ปฏิกิริยาหลัก ได้แก่ การย่อย สลายโดยแสง และการย่อยสลายโดยกระบวนการทาง ชีวภาพ ซึ่งกระบวนการทางชีวภาพถือเป็นกระบวนการ เบื้องต้นที่มีบทบาทสาคัญต่อการลดปริมาณเอนโด ซัลแฟนออกจากดิน (Xie et al., 2011) การลดปริมาณ เอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนในดินมักเกิดจากกิจกรรม ของจุลินทรีย์ โดยจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ได้มีหลายชนิด ได้แก่ เชื้อรา Aspergillus sydoni และ Mortieralla sp. แบคทีเรีย Azotobacter sp., Arthrobacter sp., Burkholderia sp. และ Ochrobacterum sp. เป็นต้น (Castillo et al., 2011; Goswami et al., 2009; Kataoka et al., 2011; Kumar et al., 2008) การย่อยสลายเอนโด 40
  • 45.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 41 ซัลแฟนโดยแบคทีเรียและเชื้อราเกิดโดยเอนโด ซัลแฟนถูกย่อยสลายที่พันธะซัลไฟต์ อาศัยปฏิกิริยา ออกซิเดชันของอีเทอร์ได้เป็นเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต และหากย่อยสลายด้วยปฏิกิริยาไฮโดรลิซีสจะได้ สารตัวกลางหลัก คือ เอนโดซัลแฟน ไดออล ซึ่งเป็น พิษต่ากว่า โดยเอนโดซัลแฟน ไดออล สามารถถูกย่อย สลายต่อจนได้เมทาบอไลท์ที่เป็นพิษต่าลง ได้แก่ เอนโด ซัลแฟนอีเทอร์ เอนโดซัลแฟน ไฮดรอกซีอีเทอร์และ เอนโดซัลแฟน แลคโตนเพียงเล็กน้อย (Goswami et al., 2009; Li et al., 2009; Shivaramaiah and Kennedy, 2006) Figure 1 แสดงวิถีการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และสารตัวกลางที่ถูกผลิตขึ้น การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนแล้วได้ผลิตภัณฑ์ เป็นเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตก่อให้เกิดความกังวล เพิ่มขึ้น เนื่องจากเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตมีความคงทน ต่อการย่อยสลายมากกว่าเอนโดซัลแฟน (Kumar et al., 2008) การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยมิก่อให้เกิด เมทาบอไลท์ที่เป็นอันตราย คือ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและมีนักวิจัยได้ให้ความสนใจ การศึกษาโดยได้คัดแยกแบคทีเรียที่ย่อยสลายเอนโด ซัลแฟน โดยไม่ผลิตสารตัวกลางเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต เช่น ในการศึกษาของ Kwon et al. (2002) คัดแยก แบคทีเรีย Klebsiella pneumonia KE-1 จากตัวอย่าง ดินที่มีการปนเปื้อนเอนโดซัลแฟน แบคทีเรียดังกล่าว มิได้ใช้วิถีออกซิเดชันในการย่อยสลายเอนโด ซัลแฟน จึงไม่ผลิตสารตัวกลางเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต นอกจากนี้ แบคทีเรียดังกล่าวยังสามารถใช้เอนโดซัลแฟนเป็น แหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวด้วย (Kwon et al., 2002) Endosulfan Endosulfan Diol Endosulfan Sulfate Endosulfan Ether Endosulfan Lactone Figure 1 Pathway for microbial catabolism of endosulfan Source: Shivaramaiah and Kennedy, 2006
  • 46.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 42 การศึกษาของKumar et al. (2008) คัดแยก แบคทีเรียที่มีความสามารถในการย่อยสลายเอนโด ซัลแฟน โดยแหล่งของจุลินทรีย์ได้มาจากดินบริเวณ เกษตรกรรมที่มีการปนเปื้อนด้วยสารกาจัดศัตรูพืช วิธีการคัดเลือกจะใช้เทคนิค enrichment โดยมีเอนโด ซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพียง แหล่งเดียว ผลการคัดแยกมีทั้งแบคทีเรียที่สามารถใช้ เอนโดซัลแฟนแบบ co-metabolism และแบคทีเรียที่ใช้ เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียงอย่างเดียว โดย แบคทีเรียที่ใช้เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียง แหล่งเดียวประกอบด้วย 3ไอโซเลท ได้แก่ Ochrobacterum sp, Arthrobacter sp. และ Burkholderia sp. จากการ ทดสอบประสิทธิภาพการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนที่ถูก ทาให้ปนเปื้อนในดิน (sandy loam soil) โดยใช้ความ เข้มข้นเริ่มต้นของเอนโดซัลแฟนในดินเป็น 50 mg/kg พบว่า แบคทีเรีย Ochrobacterum sp. Arthrobacter sp. และ Burkholderia sp. สามารถย่อยสลายแอลฟา- เอนโดซัลแฟนในดินที่ถูกทาให้ปนเปื้อน 61, 74 และ 74% ตามลาดับ และสามารถย่อยสลายเบตา-เอนโด ซัลแฟน 63, 75 และ 62% ตามลาดับ หลังจาก 6 สัปดาห์ของการบ่มเชื้อ ในขณะที่การย่อยสลายสารทั้ง สองในชุดควบคุมมีค่าเพียง 26 และ 23% ตามลาดับ สารตัวกลางที่ได้จากการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน โดย Ochrobacterum sp. และ Burkholderia sp. ได้แก่ เอนโด ซัลแฟน ไดออล ในขณะที่สารตัวกลางที่ได้จากการ ย่อยสลายของ Arthrobacter sp. ได้แก่ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ซึ่งสารตัวกลางดังกล่าวจะถูกย่อยสลายต่อทา ให้ไม่เกิดการสะสมเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต การศึกษาของ Castillo et al. (2011) คัดแยก แบคทีเรียที่มีความสามารถในการย่อยสลายเอนโด ซัลแฟน โดยแหล่งของจุลินทรีย์ได้มาจากดินภายใน ไร่กาแฟในเมืองชินชีนา ประเทศโคลัมเบีย ซึ่งมีประวัติ การใช้สารกาจัดศัตรูพืชชนิดนี้ แบคทีเรียที่คัดแยกได้ คือ Azotobacter sp. ซึ่งเจริญได้เพียงเล็กน้อยใน อาหารเหลวที่มีเอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียง แหล่งเดียว แต่ Azotobacter sp. จะใช้เอนโดซัลแฟน เป็นแหล่งของซัลเฟอร์มากกว่าเมื่อทดสอบในอาหาร mineral salt โดยเอนโดซัลแฟน อีเทอร์เป็นสารตัวกลาง หลักที่ตรวจพบจากการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดย แบคทีเรียชนิดนี้ นอกจากนี้เอนโดซัลแฟนยังเป็นพิษ ต่อเซลล์ Azotobacter sp. โดยลดกิจกรรมของเอนไซม์ ไนโตรจีเนสอีกด้วย นอกจากนี้แบคทีเรียที่มีความสามารถในการ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ยังสามารถคัดแยกได้จาก ลาไส้ของไส้เดือน (Metaphire posthuma) อีกด้วย ไส้เดือนชนิดนี้เก็บจากบริเวณที่มีประวัติการปนเปื้อน เอนโดซัลแฟนในประเทศอินเดีย นาไส้เดือนที่เจริญ เติบโตเต็มที่ สุขภาพดีและมีขนาดใกล้กันมาเลี้ยงใน ดิน ที่ถูกทาให้ปนเปื้อนด้วยเทคนิคอลเกรดของเอนโด ซัลแฟนความเข้มข้น 1 µg/g soil เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก่อนคัดแยกแบคทีเรียประจาถิ่นจากลาไส้ของไส้เดือน แบคทีเรียที่คัดแยกได้ คือ Rhodococcus MTCC 6716 ซึ่งมีแนวโน้มในการนาไปใช้ฟื้นฟูสภาพดินที่ปนเปื้อน เอนโดซัลแฟนได้จริงในสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสามารถ เจริญได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 45°ซ โดยไม่สูญเสียความ สามารถในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน นอกจากนี้ยัง สามารถใช้เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนเพียง แหล่งเดียวเพื่อการเจริญได้ไม่ผลิตสารตัวกลางเอนโด ซัลแฟน ซัลเฟต แบคทีเรียที่คัดแยกได้มีประสิทธิภาพ ในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนสูง โดยสามารถเจริญ ได้ที่ระดับความเข้มข้นของเอนโดซัลแฟนสูงถึง 80 µg/l จากการทดสอบในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวตรวจพบคลอไรด์ อิออนในอาหารเลี้ยงเชื้อแสดงว่าแบคทีเรียดังกล่าวมี ความเป็นไปได้ที่จะย่อยสลายเอนโดซัลแฟนอย่าง สมบูรณ์ (Verma et al., 2006) สาหรับการศึกษาการ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟนและความเป็นไปได้ในการ นาไปใช้เพื่อฟื้นฟูสภาพ แวดล้อมที่ปนเปื้อนอื่นๆ สรุป ได้ดัง ตารางที่ 2
  • 47.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 43 ตารางที่ 2 การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยแบคทีเรียและเชื้อรา จุลินทรีย์ แหล่งของ จุลินทรีย์ ประสิทธิภาพการย่อยสลาย ชนิดสาร ตัวกลางหลัก อ้างอิง Achromobacter xylosoxidans strain CS5 Activated sludge จากระบบบาบัด น้าเสียของ โรงงานผลิตสาร กาจัดศัตรูพืชใน เมืองเจียงซู ประเทศจีน เอนโดซัลแฟนเป็นทั้งแหล่งคาร์บอน ซัลเฟอร์และแหล่ง พลังงานเพียงแหล่งเดียวของแบคทีเรีย การย่อยสลาย เอนโดซัลแฟนเกิดได้ดีในสภาพดินที่จาลองให้ปนเปื้อนที่ ความเข้มข้น 50 mg/kg-dw ปริมาณแอลฟา- และเบตา- เอนโดซัลแฟนถูกลดปริมาณลงได้สูงถึง 28.9 และ 12.4 mg/kg ส่วนดินที่ไม่เติมแบคทีเรียลดปริมาณแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟนได้เพียง 10.9 และ 3.9 mg/kg หลังจาก 30 วันของการบ่มเชื้อ นอกจากนี้ความเป็นพิษ ของเอนโดซัลแฟนในระหว่างการย่อยสลายลดลงจากการ ทดสอบโดย Salmonella typhimurium TA1535 (umu-test) เอนโดซัลแฟน ไดออล เอนโดซัลแฟน อีเทอร์ Li et al., 2009 Bacillus sp. (ระบุ ชนิดเบื้องต้นโดย โคโลนีและการย้อม สีแกรม) ดินบริเวณที่มี การปลูกฝ้าย ใกล้เมืองคุนตาร์ ประเทศอินเดีย แบคทีเรียที่คัดแยกได้สามารถย่อยสลายเอนโดซัลแฟนได้ 50% ภายในเวลา 3 วัน เมื่อเลี้ยงเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อ เหลวที่มีเฉพาะเอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอน โดยใช้วิถี ออกซิเดชันในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนเพราะพบสาร ตัวกลาง คือ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตและแบคทีเรียไม่สามารถ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตต่อไปได้ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต Shivaramaiah and Kennedy, 2006 Klebsiella oxytoca KE-8 ดินบริเวณที่มี การปลูกพริกไทย และโสมจีน ใกล้ เมืองอันดง จังหวัดคยองพุก ประเทศเกาหลีใต้ แบคทีเรียที่คัดแยกจากดินที่มีการใช้เอนโดซัลแฟนในการ ทาเกษตรกรรมมาเป็นเวลา 5 ปี สามารถย่อยสลายเอนโด ซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว ได้ โดยความเข้มข้นสูงสุดที่สามารถย่อยสลายได้ คือ 150 และ 173 mg/l ตามลาดับ ค่าคงที่ในการย่อยสลายแอลฟา- เอนโดซัลแฟน เบตา-เอนโดซัลแฟน และเอนโด ซัลแฟน ซัลเฟตเท่ากับ 0.3084, 0.2983 และ 0.2465 ต่อวัน ตามลาดับ โดยแบคทีเรียที่คัดแยกได้สามารถใช้เอนโด ซัลแฟนและเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตเป็นแหล่งคาร์บอน และ แหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ซึ่ง สามารถย่อย สลายต่อได้ พบเอนโดซัล แฟน ไดออล เล็กน้อยในการ ทดสอบการย่อย สลายเอนโดซัล แฟน ซัลเฟต Kwon etal., 2005 Mortieralla sp. strain W8 ดินบริเวณ โรงงานเก่าที่มี การปนเปื้อน ดีดีทีและลินเดน ในจังหวัดนิงะตะ ประเทศญี่ปุ่น การทดสอบการย่อยสลายแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟน ในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลวโดยใช้ความเข้มข้นเริ่มต้นของสาร ทั้งสองเป็น 8.2 µM ทั้งแอลฟา- และเบตา-เอนโด ซัลแฟน สามารถถูกย่อยสลายโดยเชื้อราชนิดนี้ได้มากกว่า 70 และ 50% ตามลาดับ ในระยะเวลา 28 วัน แต่เชื้อราไม่สามารถ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตได้ เมื่อทดลองใช้สาร ดังกล่าวเป็นซับสเตรทหลัก เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต เอนโดซัลแฟน ไดออล เอนโดซัลแฟน แลคโตน Kataoka etal., 2010
  • 48.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 44 จุลินทรีย์แหล่งของ จุลินทรีย์ ประสิทธิภาพการย่อยสลาย ชนิดสาร ตัวกลางหลัก อ้างอิง Mortieralla sp. strain W8 ดินบริเวณ โรงงานร้างที่มี การปนเปื้อน ดีดีทีและลินเดน ในจังหวัดนิงะตะ ประเทศญี่ปุ่น การทดสอบการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนในดินที่ไม่ได้ผ่าน การฆ่าเชื้อ และถูกทาให้ปนเปื้อนด้วยเอนโดซัลแฟนความ เข้มข้นเริ่มต้น 3 mg/kg โดยใช้สับเสตรทร่วม ได้แก่ ราข้าว สาลีหรือกากน้าตาลจากอ้อย พบว่าราข้าวสาลีจะกระตุ้น การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนได้ดีกว่า โดยแอลฟา- และ เบตา-เอนโดซัลแฟนถูกย่อยสลายได้ถึง 80 และ 50% ตามลาดับหลังจาก 28 วันของการบ่มเชื้อ การผลิตสาร ตัวกลางเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตจะลดปริมาณลงเมื่อใช้ ราข้าวสาลีเป็นสับเสตรทร่วม เอนโดซัลแฟน ไดออล เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต Kataoka et al., 2011 Trametas hisuta Institute for fermentation เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น T. hisuta มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และผลิตเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตในระดับต่า สารตัวกลางที่ เกิดจากการย่อยสลายแอลฟา-เอนโดซัลแฟนโดย T. hisuta ชนิดอื่นๆ ได้แก่ เอนโดซัลแฟน ไดออล เอนโดซัลแฟน อีเทอร์ และเอนโดซัลแฟน แลกโตน นอกจากนี้ พบว่า เชื้อราดังกล่าว สามารถย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ซัลเฟตได้ พบเอนโดซัลแฟน ไดเมทิลีน เมื่อใช้ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟตเป็นสับ เสตรทในอาหาร เลี้ยงเชื้อ Kamei et al., 2011 เชื้อแบคทีเรียผสม 6 ชนิด แต่มีเพียง S. maltophilia และ R. erythropolis ที่ สามารถย่อยสลาย เอนโดซัลแฟนได้ดี ดินที่ปนเปื้ อน สารกาจัดศัตรูพืช ร่วมกันหลายชนิด เชื้อแบคทีเรียผสมย่อยสลายแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟน ได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว โดยสารทั้งสองถูกย่อยสลาย ได้ถึง 75% และ 81% หลังจาก 2 สัปดาห์ของการบ่มเชื้อ โดยความเป็นพิษของเอนโดซัลแฟนในระหว่างการย่อย สลายลดลงจากการทดสอบโดย micronucleus assay จาก เชื้อผสมทั้ง 6 เชื้อ พบว่า แบคทีเรียที่สามารถย่อยสลาย เอนโดซัลแฟนได้ดีมี 2 ชนิด ได้แก่ Stenotrophomonas maltophilia และ Rhodococcus erythropolis โดย S. maltophilia มีความสามารถย่อยสลายได้ดีกว่า เอนโดซัลแฟน ไดออล ไม่พบเอนโดซัล แฟน ซัลเฟต Kumar et al., 2007 Aspergillus terricola, Aspergillus terreus, Chaetosartorya stromatoides ดินที่มีประวัติการ ใช้งานเอนโดซัล แฟนแบบซ้าๆ จากการทดสอบการย่อยสลายในอาหารเลี้ยงเชื้อเหลว พบว่าเชื้อราทั้งสามชนิดสามารถย่อยสลายได้ทั้งแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟนมากกว่า 75% เมื่อมีเอนโดซัลแฟน ความเข้มข้นเริ่มต้น 100 mg/l ภายในเวลา 12 วัน โดย สภาวะที่เหมาะสมต่อการย่อยสลาย คือ พีเอช 6 อุณหภูมิ 30°ซ และในสภาวะเขย่า เอนโดซัลแฟน ไดออล เอนโดซันแฟน อีเทอร์ Hussain et al., 2007 Bjerkandera adusta ไม่ระบุ เชื้อราสามารถย่อยสลายเอนโดซัลแฟนรวมทั้งสองไอโซเมอร์ ได้ 83% หลังจาก 27 วันของการเลี้ยงสารตัวกลางที่ได้จาก การย่อยสลายพบเอนโดซัลแฟน ไดออลมากที่สุดใน ปริมาณ 6 mg/kg ส่วนเอนโดซัลแฟน อีเทอร์ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต พบในปริมาณเพียงชนิดละ 1 mg/kg - Rivero et al., 2012 Aspergillus sydoni ดินจากไร่ฝ้าย เชื้อราสามารถย่อยสลายแอลฟา- และเบตา-เอนโดซัลแฟน ในดินธรรมชาติที่ถูกทาให้ปนเปื้อนเอนโดซัลแฟนได้สูงถึง 85 และ 74.8% ตามลาดับ ภายในเวลา 60 ของการบ่มเชื้อ และจากการทดสอบในอาหารเหลว พบว่า เชื้อราสามารถ ใช้เอนโดซัลแฟนเป็นแหล่งคาร์บอนและแหล่งพลังงานเพียง แหล่งเดียวได้ เอนโดซัลแฟน ซัลเฟต เอนโดซัลแฟน อีเทอร์ เอนโดซัลแฟน แลกโตน Goswami et al., 2009
  • 49.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 43 จุลินทรีย์ แหล่งของ จุลินทรีย์ ประสิทธิภาพการย่อยสลาย ชนิดสาร ตัวกลางหลัก อ้างอิง เชื้อผสมระหว่าง Bacillus sp. สองสายพันธุ์ ดินบริเวณ โรงงาน อุตสาหกรรมที่มี การปนเปื้อน การเติมแบคทีเรียลงในดินที่ถูกทาให้ปนเปื้อนด้วยแอลฟา และเบตาเอนโดซัลแฟนความเข้มข้น 1.64 และ 0.71 mg/g จะช่วยกระตุ้นการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนทั้งสองชนิด โดย การย่อยสลายจะเกิดขึ้นได้ดีในดินที่เปียก (68-69%) มากกว่าดินน้าท่วมขัง (43-48%) สภาวะที่เหมาะสมต่อการ ย่อยสลายคือพีเอช 8.5 นอกจากนี้การเติมแหล่งคาร์บอน อื่นๆ เช่น โซเดียมอะซีเตทและโซเดียมซักซิเนตจะกดการ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน ไม่พบเอนโด ซัลแฟน ซัลเฟต Awasthi et al., 2000 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ สารเคมีกลุ่มออร์กาโนคลอรีนโดยเฉพาะเอนโด ซัลแฟน และสารตัวกลางคือเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต เป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจศึกษาถึงระดับการปนเปื้อน ในสิ่งแวดล้อม และการสะสมในสิ่งมีชีวิตทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศไทย ถึงแม้อันตรายจากสารกลุ่มนี้จะส่งผล ในระดับต่าและมีความคงทนในสิ่งแวดล้อมต่ากว่าสาร กลุ่มออร์กาโนคลอรีนชนิดอื่นๆ เช่น ดีดีที แต่เนื่องจาก ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และสารเคมี ดังกล่าวยังคงได้รับการอนุญาตให้ใช้งานได้ การ ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตจึงมีโอกาสเป็นไปได้ การได้รับสารมลพิษที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมแม้เพียง เล็กน้อยแต่เป็นเวลานานก็ย่อมก่อให้เกิดอันตรายใน ระยะยาวได้ นอกจากนี้การค้นหาวิธีการในการบาบัด บริเวณที่ปนเปื้อนด้วยเอนโดซัลแฟนยังเป็นสิ่งที่ น่าสนใจ การอาศัยกิจกรรมการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ ถือเป็นวิธีทางธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การใช้จุลินทรีย์ที่คัดแยกได้แล้วเติมกลับลงสู่บริเวณ ที่ปนเปื้อนยังคงมีสิ่งที่ควรคานึงถึง คือ อัตราการรอด ชีวิตของจุลินทรีย์ที่เติมลงไป และจุลินทรีย์จะยังคง ความสามารถในการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนในสภาพ ที่ปนเปื้อนจริงอยู่หรือไม่ เนื่องจากสภาพแวดล้อมจริง อาจมีการปนเปื้อนร่วมกันของสารหลายชนิด และอาจ มีสารชนิดอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อเซลล์จุลินทรีย์ที่เติม ลงไปและทาให้การย่อยสลายเอนโดซัลแฟนถูกยับยั้ง ได้ งานวิจัยที่คัดแยกจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟน และเอนโดซัลแฟน ซัลเฟต ในประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ คัดแยกจากบริเวณที่ปนเปื้อนจริงเมื่อเติมกลับสู่ สิ่งแวดล้อมจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ ดีกว่าการใช้จุลินทรีย์จากแหล่งอื่น นอกจากนี้ผลลัพธ์ ของการย่อยสลายเอนโดซัลแฟนโดยจุลินทรีย์มิใช่ เพียงเพื่อลดปริมาณเอนโดซัลแฟนที่ปนเปื้อนใน สิ่งแวดล้อมนั้นๆ หากแต่ต้องประเมินความเป็นพิษใน ระหว่างกระบวนการย่อยสลายหรือศึกษาชนิดของสาร ตัวกลางที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้นด้วย เนื่องจากหากจุลินทรีย์ ย่อยสลายเอนโดซัลแฟนแล้วผลิตสารตัวกลางที่เป็น พิษเพิ่มขึ้นก็ไม่ควรนาจุลินทรีย์ชนิดดังกล่าวไปใช้ใน การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมจริง สิ่งเหล่านี้เป็นข้อควร พิจารณาก่อนการตัดสินใจนาจุลินทรีย์ไปใช้ในสภาพที่ ปนเปื้อนจริง กิตติกรรมประกาศ ขอขอบพระคุณคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ ฉุยฉาย อาจารย์ประจาสาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ สาหรับ คาแนะนาที่เป็น ประโยชน์ในการเขียนบทความฉบับนี้ 45
  • 50.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 48 เอกสารอ้างอิง ปิยะวรรณศรีวิลาศ และกานดา ใจดี. 2549. สารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีนในดิน ตะกอนบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของ ประเทศไทย. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา 11: 26-39. ศักดา ศรีนิเวศน์. สถาบันบริหารศัตรูพืชโดยชีวภาพ. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www. doae.go.th/report/sukda/hoy_hit.html (19 สิงหาคม 2551). Arbeli, Z. and C. L. Fuentes. 2007. Accelerated biodegradation of pesticides: An overview of the phenomenon, its basis and possible solutions; and a discussion on the tropical dimension. Crop Prot. 26: 1733-1746. Awasthi, N., R. Ahuja and A. Kumar. 2000. Factors influencing the degradation of soil-applied endosulfan isomers. Soil Biol. Biochem. 32: 1697-1705. Barakat, A. O., A. Mostafa, T. L. Wade, S. T. Sweet and N. B. El Sayed. 2012. Spatial distribution and temporal trends of persistent organochlorine pollutants in sediments from Lake Maryut, Alexandria, Egypt. Mar. Pollut. Bull. 64: 395-404. Becker, L., M. Scheringer, U. Schenker and K. Hungerbühler. 2011. Assessment of the environmental persistence and long- rang transport of endosulfan. Environ. Pollut. 159: 1737-1743. Boonyatumanond, R., A. Jaksakul, P. Puncharoen and M. S. Tabucanon. 2002. Monitoring of organochlorine pesticides residues in green mussels (Perna viridis) from the coastal area of Thailand. Environ. Pollut. 119: 245-252. Castillo, J. M., J. Casas and E. Romero. 2011. Isolation of an endosulfan-degrading bacterium from a coffee farm soil: Persistence and inhibitory effect on its biological functions. Sci. Total Environ. 412-412: 20-27. Coimbra, A. M., M. A. Reis-Henriques and V. M. Darras. 2005. Circulatingthyroid hormone levels and Iodothyronine deiodinase activities in Nile tilapia (Oreochromis niloticus) following dietary exposure to endosulfan and Aroclor 1254. Comp. Biochem. Physiol. Toxicol. Pharmacol. 141:8-14. Da Cuña, R. H., G. R. Vázquez, M. N. Piol, N. V. Guerrero, M. C. Maggese and F. L. Lo Nosto. 2011. Assessment of the acute toxicity of the organochlorine pesticide endosulfan in Cichlasoma dimerus (Teleostei, Perciformes). Ecotoxicol. Environ. Safe. 74: 1065-1073. Daly, G. L., Lei, Y. D., C. Teixeira, D. C. G. Muir and F. Wania. 2007. Pesticides in western Canadian mountain air and soils. Environ. Sci. Technol. 41: 6020-6025. 46
  • 51.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 47 Doong R. A., C. K. Peng, Y. C. Sun and P. L. Liao. 2002. Composition and distribution of organochlorine pesticides residues in surface sediments from the Wu-Shi River estuary, Taiwan. Mar. Pollut. Bull. 45: 246-253. Dutta, H. M. and D. A. Arends. 2003. Effects of endosulfan on brain acetylcholinesterase activity in juvenile bluegill sunfish. Environ. Res. 91: 157-162. Golfinopoulos, S. K., A. D. Nikolaou, M. N. Kostopoulou, N. K. Xilourgidis, M. C. Vagi and D. T. Lekkas. 2003. Organochlorine pesticides in the surface waters of Northern Greece. Chemosphere 50: 507-516. Goswami, S., K. Vig and D. K. Singh. 2009. Biodegradation of  and  endosulfan by Aspergillus sydoni. Chemosphere 75: 883-888. Hussain, S., M. Arshad, M. Saleem and Z. A. Zahir. 2007. Screening of soil fungi in vitro degradation of endosulfan. World J. Microbiol. Biotechnol. 23: 939-945. Jiang, Y. F., X. T. Wang, Y. Jia, F. Wang, M. H. Wu, G. Y. Sheng and J. M. Fu. 2009. Occurrence, distribution and possible sources of organochlorine pesticides in agricultural soil of Shanghai, China. J. Hazard. Mater. 170: 989-997. Joseph, R., S. Reed, K. Jayachandran, C. Clark-Cuadrado and C. Dunn. 2010. Endosulfan has no adverse effect of soil respiration. Agr. Ecosys. Environ. 138: 181-188. Kamei, I., K. Takagi and R. Kondo. 2011. Degradation of endosulfan and endosulfan sulfate by white- rot fungus, Trametes hirsute. J. Wood Sci. 57: 317-322. Kataoka, R., K. Takagi and F. Sakakibara. 2010. A new endosulfan-degrading fungus, Mortieralla species isolated from a soil contaminated with organochlorine pesticides. J. Pestic. Sci. 35(3): 326-332. Kataoka, R., K. Takagi and F. Sakakibara. 2011. Biodegradation of endosulfan by Mortieralla sp. strain W8 in soil: Influence of different substrates on biodegradation. Chemosphere 85: 548-552. Kegley, S. E., B. R. Hill, S. Orme and A. H. Choi. 2009. PANPesticideDatabase.Pesticide Action Network, North America (San Francisco, CA). [Online]. Available http://www.pestici deinfo.org (17 February 2013). Kim, J. H. and A. Smith. 2001. Distribution of organochlorine pesticides in soils from South Korea. Chemosphere 43: 137-140. Kumar, M. and L. Philip. 2006. Adsorption and desorption characteristics of hydrophobic pesticide endosulfan in four Indian soils. Chemosphere 62: 1064-1077. Kumar, K., S. S. Devi, K. Krishnamurthi, G. S. Kanade and T. Chakrabarti. 2007. Enrichment and isolation of endosulfan degrading and detoxifying bacteria. Chemosphere 68: 317-322.
  • 52.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 48 Kumar,M., C. V. Lakshmi and S. Khanna. 2008. Biodegradation and bioremediation of endosulfan contaminated soil. Bioresource Technol. 99: 3116-3122. Kwon, G. S., J. E. Kim, T. K. Kim, H. Y. Sohn, S. C. Koh, K. S. Shin and D. G. Kim. 2002. Klebsiella pneumonia KE-1 degrades endosulfan without formation of the toxic metabolites, endosulfan sulfate. FEMS Microbiol. Lett. 215: 255-259. Kwon, G. S., H. Y. Sohn, K. S. Shin, E. Kim and B. l. Seo. 2005. Biodegradation of the organochlorine insecticide, endosulfan, and the toxic metabolite, endosulfan sulfate, by Klebsiella oxytoca KE-8. Appl. Microbiol. Biotechnol. 67: 845-850. Leong, K. H., L. L. B. Tan and A. M. Mustafa. 2007. Contamination levels of selected organochlorine and organophosphate pesticides in the Selangor river, Malaysia between 2003 and 2003. Chemosphere 66: 1153-1159. Li, W., Y. Dai, B. Xue, Y. Li, X. Peng, J. Zhang and Y. Yan. 2009. Biodegradation and detoxification of endosulfan in aqueous medium and soil by Achromobacter xylosoxidans strain CS5. J. Hazard. Mater. 167: 209-216. Li, Q., X. Wang, J. Song, H. Sui, L. Huang and L. Li. 2012. Seasonal and diurnal variation in concentrations of gaseous and particulate phase endosulfan. Atmos. Environ. 61: 620-626. Ling, Y. C. and H. C. Teng. 1997. Supercritical fluind extraction and clean up of organochlorine pesticides and polychlorinated biphenyls in mussel. J. Chromatogr. A. 790: 153-160. Miglioranza, K .S. B., M. A. González Sagrario, J. E. Aizpún de Moreno, V. J. Moreno, A. H. Escalante and M. L. Osterrieth. 2002. Agricultural soil as a potential source of organochlorine pesticides into nearby pond. Environ. Sci. Pollut. Res. Int. 9: 250-256. Migliolanza, K. S. B., J. E. A. de Moreno and V. J. Moreno. 2004. Organochlorine pesticides sequestered in the aquatic macrophyte Schoenoplectus californicus (C.A. Mayer) Soják from a shallow lake in Argentina. Wat. Res. 38: 1765-1772. Pandit, G. G., A. M. Mohan Rao, S. K. Jha, T. M. Krishnamoorthy, S. P. Kale, K. Raghu and N. B. K. Murthy. 2001. Monitoring of organochlorine pesticide residues in Indian marine environment. Chemosphere 44: 301-305. Paul V. and E. Balasubramanian. 1997. Effect of single and repeated administration of endosulfan on behavior and its interaction with centrally acting drugs in experimental animals: a mini review. Environ. Toxicol. Pharmacol. 18: 571-575. Poolpak, T., P. Pokethitiyook, M. Kruatrachue, U. Arjarasirikoon and N. Thanwaniwat. 2008. Residue analysis of organochlorine pesticides in the Maeklong river of central Thailand. J. Hazard. Mater. 156: 230-239.
  • 53.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 33-50 47 Rissato, S. R., M. S. Galhiane, V. F. Ximenes, R. M. B. de Andrade, J. L. B. Talamoni, M. Libânio, M. V. de Almeida, B. M. Apon and A. A. Cavalari. 2006. Organochlorine pesticides and polychlorinated Biphenyls in soil and water samples in the Northeastern part of São Paulo State, Brazil. Chemosphere 65: 1949-1958. Rivero, A., A. Niell, V. Cesio, M. P. Cerdeiras and H. Heinzen. 2012. Analytical methodology for the study of endosulfan bioremediation under controlled conditions with white rot fungi. J. Chromatogr. B. 907: 168-172. Samoh, A. N. H. and M. S. Ibrahim. 2009. Organochlorine pesticide residues in the major river of Southern Thailand. EvironmentAsia. 1: 30-34. Shukla, G., A. Kumar, M. Bhanti, P. E. Joseph and A. Taneja. 2006. Organochlorine pesticides contamination of groundwater in the city of Hyderabad. Environ. Int. 32: 244-247. Shivaramaiah, H. M. and I. R. Kennedy. 2006. Biodegradation of endosulfan by soil bacterium. J Environ. Sci. Heal. B. 41: 895-905. Singh, D. K. 2008. Biodegradation and bioremediation of pesticides in soil: concept, method and recent developments. Indian J. Microbiol. 48: 35-40. Sojinu, O. S., O. O. Sonibare, O. O. Ekundayo and E. Y. Zeng. 2012. Assessment organochlorine pesticides residues in higher plants from oil exploration areas of Niger Delta, Nigeria. Sci. Total Environ. 433: 169-177. Sumith, J. A., P. Parkpian and N. Leadprathom. 2009. Dredging influenced sediment toxicity of endosulfan and lindane on black tiger shrimp (Penaeus monodon Fabricius) in Chanthaburi River estuary in Thailand. Int. J. Sediment Res. 24: 455-464. Tan, L., M. He, B. Men and C. Lin. 2009. Distribution and sources of organochlorine pesticides in water and sediments from Daliao River estuary of Liaodong Bay, Bohai (China). Estuar. Coast. Shelf. S. 89: 119-127. Thapinta, A. and P. F. Hudak. 2000. Pesticides use and residues occurrence in Thailand. Environ. Monit. Assess. 60: 103-114. Turgut, C. 2003. The contamination with organochlorine pesticides and heavy metals in surface water In Küçük Menderes River in Turkey, 2000-2002. Environ. Int. 29:29-32. Verma, K., N. Agrawal, M. Farooq, P. B. Misra and R. K. Hans. 2006. Endosulfan degradation by Rhodococcus strain isolated from earthworm gut. Ecotoxicol. Environ. Safe. 64: 377-381. 49
  • 54.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 33-50 48 Vorkamp,K., F. Riget, M. Glasius, M. Pécselic, M. Lebeuf and D. Muir. 2004. Chlorobenzenes, chlorinated pesticides, coplanar chlorobiphenyls and other organochlorine compound in Greenland biota. Sci. Total Environ. 331: 157-175. Wang, F., X. Jiang, Y. R. Bian, F. X. Yao, H. J. Gao, G. F. Yu, J. C. Munch and R. Schroll. 2007. Organochlorine pesticides in soils under different land usage in the Taihu Lake region, China. J. Environ Sci. 19: 584-590. Weber, J., C. J. Halsall, D. Muir, C. Teixeira, J. Small, K. Solomon, M. Hermanson, H. Hung and T. Bidleman. 2010. Endosulfan, a global pesticide: a review of its fate in the environment and occurrence. Sci. Total Environ. 408: 2966-2984. Xie, H., F. Gao, W. Tan and W. Shu-Guang. 2011. A short-term study on the interaction of bacteria, fungi and endosulfan in soil microcosm. Sci. Total Environ. 412- 413: 375-379. Yeo, H. G., M. Choi and Y. Sunwoo. 2004. Seasonal variations in atmospheric concentrations of organochlorine pesticides in urban and rural areas of Korea. Atmos. Environ. 38: 4779-4788. Zhang, H. B., Y. M. Luo, Q. G. Zhao, M. H. Wong and G. L. Zhang. Residues of organochlorine Pesticides in Hong Kong soils. Chemosphere 63: 633-641. Zhao, Z., L. Zhang, J. Wu and C. Fan. Distribution and bioaccumulation of organochlorine pesticides in surface sediments and benthic organisms from Taihu Lake, China. Chemosphere 77: 1191-1198. [Online]. Available http://chm.pops.int/Convention/Media/Pres sreleases/Widelyusedpesticideendosulfan phaseout/tabid/2216/language/en- US/Default.aspx (9 June 2013). 50
  • 55.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 51-61 51 กลยุทธ์การจัดการผลิตผักกางมุ้งของกลุ่มเกษตรกรบ้านสะอาดสมศรี ตาบลภูปอ อาเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ The Strategy of Production Management of Vegetable Production in Nylon-net House for Ban Sa-at Som Sri Farmers Group in Phupor Sub-district, Mueang District Kalasin Province นงนภัส ศิริวรรณ์หอม1* และสุภาภรณ์ พวงชมภู2 Nongnapat Siriwanhom1* and Supaporn Poungchompu2 1 สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธำนี อุดรธำนี 41000 2 สำขำธุรกิจกำรเกษตร คณะเกษตรศำสตร์ มหำวิทยำลัยขอนแก่น ขอนแก่น 40000 1 Udonthani Provincial Land Reform Office, Udonthani, Thailand 41000 2 Agricultural Business Program, Department of Agricultural Economics, Faculty of Agriculture, Khon Kean University Khon Kean, Thailand 40000 *Corresponding auther: snongnapat@yahoo.com Abstract This research aims to study management, cost, return, problems and obstacles of the vegetable nylon-net house production. The main objective is to create strategies for vegetable production in vegettable nylon-net house for Baan Sa-at Som Sri farmers group in Phupor Sub-district, Mueang district, Kalasin province. Interview was used as a research tool with village committee and group members as participants. The study revealed that from 31 members of vegetable growers, 9 members are independent growers. In this, the main vegetables are Choi Sum, Kale, Coriander, and Dill with 80% of production sold at a self- reliance community centre and 20% directly to the consumers. It was found that the net profit per 22 square meters are 708.80 Baht for Choi Sum, 572.80 Baht for Kale, 381.30 Baht for Coriander, and 92.10 Baht for Dill. Two main problems were found in this research, one being a lack of knowledge within group members; and the other being an ineffective organizational management. These problems were found to be the root causes for vegetables being sold at low prices. Thus, the strategies for organization development were identified to be 1) organization management competency strategy; 2) production skill development strategy; 3) capital management strategy; and 4) marketing strategy. These then turned into 3 projects, namely, 1) organization management and leadership empowerment project; 2) nylon-net house production plan project, and 3) capital management and book-keeping system. Keywords: management strategy, negetable production, nylon-net house
  • 56.
    วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61 52 บทคัดย่อ กำรศึกษำนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำกำร จัดกำรผลิตต้นทุน ผลตอบแทน ตลอดจนปัญหำและ อุปสรรคในกำรผลิตผักกำงมุ้ง เพื่อวำงแผนกลยุทธ์ ให้กับกลุ่มปลูกผักกำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรี ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกำฬสินธุ์ โดยกำรสัมภำษณ์ข้อมูล จำกแบบสอบถำมสำหรับกรรมกำรและสมำชิกกลุ่ม ผลกำรศึกษำ พบว่ำ กลุ่มมีสมำชิกทั้งหมด 31 คน ปัจจุบันมีสมำชิกที่ปลูกผักกำงมุ้งจำนวน 9 คน และ แยกปลูกผักเป็นรำยบุคคล ซึ่งผักที่สมำชิกกลุ่มนิยม ปลูก คือ ผักกวำงตุ้ง ผักคะน้ำ ผักชี และผักชีลำว แหล่งจำหน่ำย คือ ศูนย์ชุมชนพึ่งตนเองฯ ร้อยละ 80 และขำยให้ผู้บริโภคโดยตรง ร้อยละ 20 โดยมีกำไรต่อ แปลงต่อรุ่น (22 ตร.ม.) ดังนี้ ผักกวำงตุ้ง 708.80 บำท ผักคะน้ำ 572.80 บำท ผักชี 381.30 บำท และผักชีลำว 92.10 บำท ปัญหำที่พบ คือ กลุ่มไม่มีควำมรู้และทักษะ กำรบริหำรจัดกำรองค์กร กำรใช้ประโยชน์จำก โรงเรือนยังไม่เกิดประสิทธิภำพสูงสุด และผักยังขำยได้ ในรำคำต่ำ ดังนั้น จึงได้มีกำรกำหนดแผนเชิงกลยุทธ์ ในกำรพัฒนำองค์กร ได้แก่ 1) กลยุทธ์กำรเพิ่มขีด ควำมสำมำรถในกำรบริหำรองค์กร 2) กลยุทธ์กำร พัฒนำทักษะกำรผลิต 3) กลยุทธ์กำรบริหำรจัดกำร ทุนของกลุ่ม 4) กลยุทธ์กำรตลำด และได้นำกลยุทธ์ ไปสู่แผนปฏิบัติกำร จำนวน 3 โครงกำร ได้แก่ 1) โครงกำรฝึกอบรมกำรบริหำรจัดกำรองค์กรและกำร เป็นผู้นำ 2) โครงกำรจัดทำแผนกำรผลิตผักกำงมุ้ง และ 3) โครงกำรบริหำรจัดกำรทุนและกำรจัดทำบัญชี ฟำร์ม และหน่วยงำนภำครัฐต้องพัฒนำองค์ควำมรู้ด้ำน กำรจัดกำรองค์กรตลอดจนเทคนิคกำรปลูกผักกำงมุ้ง ให้เกษตรกรอย่ำงจริงจัง คาสาคัญ: กลยุทธ์ กำรจัดกำรผลิต ผักกำงมุ้ง คานา ผักกำงมุ้ง คือ ผักที่ปลูกในโรงเรือนตำข่ำย เพื่อป้องกันแมลงไม่ให้เข้ำทำลำยผักให้เกิดควำม เสียหำย ลดกำรใช้สำรเคมีในกำรป้องกันกำจัดแมลง ศัตรูผักเพื่อให้เป็นผักปลอดสำรพิษ ทำให้เกิดควำม ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม และ ยังเป็นกำรลดต้นทุนกำรผลิตในระยะยำว ซึ่งเท่ำกับทำ ให้เกษตรกรมีรำยได้ที่ดีขึ้น โดยเฉพำะในยุคที่ผู้บริโภค ได้หันมำใส่ใจต่อสุขภำพ มีกำรเลือกบริโภคอำหำรที่ ปลอดภัย ถึงแม้จะมีรำคำที่สูงขึ้นก็ตำม จำกควำม สำคัญดังกล่ำวข้ำงต้น สำนักงำนปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม ซึ่งมีหน้ำที่ในกำรพัฒนำเกษตรกร หลังจำกได้รับกำรจัดสรรที่ดิน ให้มีคุณภำพชีวิตดีขึ้น สำมำรถดำรงชีวิตอยู่บนที่ดิน ที่ได้รับกำรจัดสรรได้ อย่ำงยั่งยืน รักผืนดินไม่ทิ้งถิ่น จึงได้ส่งเสริมให้มีกำร ปลูกผักกำงมุ้งขึ้นในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยได้สร้ำง โรงเรือนปลูกผักกำงมุ้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2552 ในนิคม กำรเกษตร ตำบลคลองนครเนื่องเขต อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรำ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้กำรใช้ที่ดิน ให้กับเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อย มีแรงงำนจำกัด สำมำรถใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ ดำรงชีวิตในสังคมได้อย่ำงยั่งยืน และเป็นต้นแบบ ให้กับสำนักงำนปฏิรูปที่ดินจังหวัดต่ำงๆ ในกำรผลิต ผักปลอดภัย และเมื่อปลำยปี พ.ศ. 2554 และต้นปี พ.ศ. 2555 ได้สนับสนุนโรงเรือนผักกำงมุ้งในพื้นที่ นิคมเศรษฐกิจพอเพียง บ้ำนสะอำดสมศรี หมู่ 2 ตำบล ภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกำฬสินธุ์ จำนวน 4 หลัง คิดเป็นมูลค่ำประมำณ 196,000 บำท มุ่งหวังให้กลุ่ม เกษตรกรใช้โรงเรือนในกำรปลูกผักปลอดสำรพิษ เพื่อให้เกษตรกรได้บริโภคผักปลอดภัย ตลอดจน สำมำรถยึดเป็นอำชีพสร้ำงรำยได้ให้กับครัวเรือน (ศุภกิจ, 2554)
  • 57.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 51-61 55 จำกกำรศึกษำงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่ เป็นกำรศึกษำด้ำนกำรผลิตและกำรตลำดผักปลอดภัย เทคโนโลยีกำรปลูกผักปลอดสำรพิษ ตลอดจนกำร ยอมรับเทคโนโลยีกำรปลูกผักกำงมุ้งของเกษตรกร เช่น ไกรเลิศ และคณะ (2547) ได้จัดทำโครงกำรศึกษำ สถำนภำพของกำรใช้โรงเรือนสำหรับผลิตพืชสวน ในสภำพควบคุม เพื่อกำรค้ำในประเทศไทย พบว่ำ โครงสร้ำงส่วนใหญ่ทั้งเสำและโครงทำจำกปูนและเหล็ก ขณะที่บำงส่วนเริ่มด้วยโครงไม้ไผ่ หลังคำโรงเรือนมุง ด้วยพลำสติกที่ Anti-UV เป็นส่วนมำก โครงสร้ำงที่ เสียหำยบ่อยที่สุด คือ หลังคำซึ่งเกิดจำกลมพัดแรง จีรศักดิ์(2538) อ้ำงโดย มงคล และนุจรี (2541) พบว่ำ กำรปลูกผักกำงมุ้งเหมำะสำหรับพื้นที่ที่มีกำรปลูกผัก หลำยรุ่นและปลูกต่อเนื่องกันตลอดปี สำมำรถป้องกัน ศัตรูพืชได้มำกกว่ำร้อยละ 70 ในกำรศึกษำของชำตรี และคณะ (2548) ได้ จัดทำโครงกำรพัฒนำกำรผลิตผักคุณภำพและถ่ำยทอด เทคโนโลยีกำรปลูกผักปลอดสำรพิษในโรงตำข่ำยกัน แมลง พบว่ำ กำรนำเทคโนโลยีมำใช้ปรับปรุงระบบกำร ผลิตจะทำให้ต้นทุนกำรผลิตในระยะแรกสูงขึ้น แต่ใน ระยะยำว พบว่ำ ต้นทุนกำรผลิตลดลงตำมลำดับ ใน ขณะที่ปริมำณและคุณภำพผลผลิตสูงขึ้น เช่นเดียวกับ ชลำกร (2546) ได้ศึกษำกำรผลิตและกำรตลำดผัก ปลอดภัยจังหวัดขอนแก่น พบว่ำ ต้นทุนกำรผลิตผัก ปลอดภัยนอกมุ้งตำข่ำย สูงกว่ำต้นทุนของกำรผลิตผัก ปลอดภัยในมุ้งตำข่ำย ผักที่ควรทำกำรผลิตในมุ้งตำข่ำย ได้แก่ คะน้ำ และกวำงตุ้ง เนื่องจำกมุ้งตำข่ำยจะทำให้ ผักมีสีสด หวำนกรอบ น่ำรับประทำนมำกกว่ำ และ เรขำ (2543) ได้ศึกษำกำรยอมรับเทคโนโลยีกำรปลูก ผักกำงมุ้งของเกษตรกรในจังหวัดกำญจนบุรี พบว่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ตัดสินใจปลูกผักกำงมุ้ง เพรำะ คำนึงถึงสุขภำพและควำมปลอดภัยของตนเองและ สมำชิกในครอบครัว และจะปลูกผักกำงมุ้งต่อไป แต่ยัง ไม่แน่ใจที่จะซื้อมุ้งตำข่ำยมำใช้เอง จำกกำรศึกษำงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องข้ำงต้น พบว่ำ ยังไม่มีกำรศึกษำในเรื่องกลยุทธ์กำรจัดกำรผลิต ผักกำงมุ้งแต่อย่ำงใด กำรศึกษำในครั้งนี้จึงเลือกศึกษำ กลยุทธ์กำรจัดกำรผลิตผักกำงมุ้ง เพื่อให้เกษตรกรมี แนวทำงในกำรวำงแผนกำรผลิตผักกำงมุ้งให้ได้อย่ำง ต่อเนื่อง มีประสิทธิภำพ สำมำรถป้องกันกำรสะสมโรค และแมลง ทำให้เกษตรกรเกิดควำมมั่นใจ กล้ำลงทุน สร้ำงมุ้งเพิ่ม สำมำรถขยำยพื้นที่ปลูก ขยำยตลำด เพิ่ม รำยได้ และมีสุขภำพแข็งแรง เป็นไปตำมวัตถุประสงค์ ของสำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม วิธีดาเนินการวิจัย ประชำกรในกำรศึกษำครั้งนี้ คือ เกษตรกร บ้ำนสะอำดสมศรี ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัด กำฬสินธุ์ ที่เข้ำรับกำรฝึกอบรมเทคนิคกำรทำโรงเรือน กำงมุ้ง และเป็นสมำชิกกลุ่มปลูกผักกำงมุ้ง จำนวน 31 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่ำงแบบเฉพำะเจำะจง (Purposive selection) คือ สมำชิกกลุ่มที่ยังคงทำ กิจกรรมปลูกผักกำงมุ้ง จำนวน 9 คน รวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถำมแบบปลำยเปิดและปลำยปิด และ วิเครำะห์ข้อมูลเชิงพรรณนำในด้ำนเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้ SWOT เป็นเครื่องมือในกำรวิเครำะห์ศักยภำพ ของกลุ่ม ตลอดจนปัญหำอุปสรรคจำกกำรดำเนินงำน โดยมีสภำพแวดล้อมด้ำนสังคมและเศรษฐกิจ เช่น เพศ อำยุ รำยได้ ระดับกำรศึกษำ และประสบกำรณ์กำร ปลูกผัก เป็นตัวแปรอิสระ ส่วนตัวแปรตำม คือ 1) สภำพปัญหำกำรจัดกำรผลิต 2) สภำพปัญหำกำร จัดกำรตลำด จำกนั้นทำกำรวิเครำะห์ SWOT กลุ่ม ปลูกผักกำงมุ้ง แล้วจัดทำข้อเสนอแนะแนวทำงกำร สร้ำงกลุ่มให้เข้มแข็ง ส่วนกำรวิเครำะห์ข้อมูลเชิง ปริมำณ เป็นกำรวิเครำะห์ต้นทุนและผลตอบแทนของ กำรผลิตผักกำงมุ้ง โดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel ในกำรวิเครำะห์ข้อมูลเพื่อประกอบกำรอธิบำยผล กำรศึกษำ 53
  • 58.
    วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61 54 ผลการวิจัยและวิจารณ์ ข้อมูลทั่วไปของกลุ่ม สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำฬสินธุ์ ดำเนินกำรจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเข้ำทำประโยชน์ใน ที่ดินเอกชนซึ่งเป็นที่ดินที่จัดซื้อด้วยเงินกองทุนกำร ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 31 คน คนละ 2 ไร่ 2 งำน ให้ได้รับสิทธิในกำรเข้ำทำประโยชน์และ เช่ำซื้อที่ดิน ในระยะแรกเกษตรกรทั้งหมดได้มีกำร รวมกลุ่มจัดตั้งวิสำหกิจชุมชนขึ้น โดยดำเนินกิจกรรม เลี้ยงโคและปลูกผักปลอดสำรพิษเพื่อเพิ่มรำยได้ให้กับ ครอบครัว และเมื่อปลำยปี พ.ศ. 2554 และต้นปี พ.ศ. 2555 สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้สนับสนุนโรงเรือนกำงมุ้งจำนวน 4 หลัง เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภำพกำรใช้ที่ดินขนำด เล็กในกำรปลูกผัก ในระยะแรกได้รับควำมร่วมมือจำก เกษตรกรทุกคน แต่ปัจจุบันยังคงเหลือสมำชิกที่ปลูก ผักกำงมุ้งจำนวน 9 คน และปลูกผักเป็นรำยบุคคล เนื่องจำกกลุ่มขำดองค์ควำมรู้ในกำรบริหำรจัดกำร องค์กร ขำดกำรวำงแผนกำรผลิตที่เป็นระบบ และขำด กำรวำงแผนกำรปฏิบัติงำนที่เหมำะสม ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรสำมำรถรวมกลุ่มใน กำรปลูกผักกำงมุ้งได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อกลุ่ม เกษตรกร ตลอดจนเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงที่มี ควำมสนใจเรียนรู้วิธีกำรปลูกกำงมุ้ง ให้เกิดองค์ควำมรู้ ในกำรผลิตผักปลอดภัย กำรวิเครำะห์สภำพแวดล้อม ภำยนอกและสภำพแวดล้อมภำยใน ของกลุ่มปลูกผัก กำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรีโดยใช้ SWOT เป็นเครื่องมือ จึงมีควำมจำเป็นอย่ำงยิ่ง เช่นเดียวกับสมำคมกำรค้ำ เกษตรอินทรีย์ของสหรัฐ (Organic Trade Association: OTA) ที่ได้ใช้ SWOT เป็นเครื่องมือช่วยในกำรวำงแผน ยุทธศำสตร์กำรพัฒนำธุรกิจเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ซึ่งช่วยให้รู้จุดแข็ง จุดอ่อน โอกำส และอุปสรรค ทำให้ เข้ำใจสภำพกำรณ์และแนวโน้มธุรกิจเกษตรอินทรีย์ได้ ดียิ่งขึ้น (สมำคมกำรค้ำเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐ, มปป) โดยมีกำรวิเครำะห์องค์กรของกลุ่มปลูกผัก กำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรี ดังนี้ จุดแข็ง (Strength: S) 1. เกษตรกรมีทักษะกำรปลูกผักปลอดสำรพิษ ก่อนปลูกผักกำงมุ้ง เฉลี่ย 4.44 ปีต่อคน 2. มุ้งสำมำรถป้องกันแมลงได้ดีจริง 3. สำมำรถปลูกผักในมุ้งได้ตลอดทั้งปี 4. มุ้ง คือ ภำพลักษณ์ของควำมปลอดภัยที่ ชัดเจน 5. ผักกำงมุ้งมีรำคำสูง ทำให้เกษตรกรมีรำยได้ดี 6. เกษตรกรมีควำมสุขในกำรปลูกผักและมี สุขภำพแข็งแรง จุดอ่อน (Weakness: W) 1. เกษตรกรไม่มีควำมรู้เรื่องกำรบริหำรจัดกำร องค์กร 2. เกษตรกรทั้งมำจำกหลำยหมู่บ้ำน จึงขำด ควำมคุ้นเคยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน 3. เกษตรกรไม่ใส่ใจรำยละเอียดในกำรปลูก ผักกำงมุ้ง 4. เกษตรกรไม่สำมำรถวำงแผนกำรผลิตให้ เหมำะสมได้ 5. กำรไม่ปลูกผักในลักษณะกลุ่ม เป็นอุปสรรค ในกำรได้รับกำรสนับสนุนจำกหน่วยงำนภำครัฐและ กำรถ่ำยทอดองค์ควำมรู้ให้เกษตรกรที่สนใจได้ 6. ปริมำณวัวที่เกษตรกรเลี้ยงในหมู่บ้ำนมีน้อย ทำให้ต้องหำแหล่งจำหน่ำยปุ๋ยคอกจำกนอกหมู่บ้ำนซึ่งมี รำคำแพง โอกาส (Opportunity: O) 1. ผักกำงมุ้งเป็นที่ต้องกำรของตลำด 2. ได้รับกำรสนับสนุนมุ้งฟรีจำก ส.ป.ก. 3. สถำนที่ปลูกผักกำงมุ้งอยู่ใกล้ตัวเมือง กำฬสินธุ์ 4. มีพ่อค้ำรวบรวมผักปลอดสำรพิษที่อยู่ใกล้ หมู่บ้ำน
  • 59.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 51-61 55 5. หน่วยงำนภำครัฐให้กำรสนับสนุนองค์ ควำมรู้ 6. หน่วยงำนภำครัฐให้ควำมช่วยเหลือเรื่อง กำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำน 7. ส.ป.ก.จังหวัดกำฬสินธุ์สนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ 8. สำนักงำนปศุสัตว์จังหวัดกำฬสินธุ์ สนับสนุน โคเนื้อ เพื่อผลิตปุ๋ยคอกสำหรับใช้ปลูกผัก อุปสรรค (Threat: T) 1. มุ้งมีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนเกษตรกร 2. ผักที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อควำมต้องกำร ของตลำด 3. ส.ป.ก. ไม่ได้ให้องค์ควำมรู้เรื่องกำรปลูก ผักกำงมุ้งแก่เกษตรกรอย่ำงละเอียด จึงพบปัญหำใน กำรผลิต 4. หน่วยงำนที่เกี่ยวข้อง ขำดกำรดูแลกำร บริหำรจัดกำรกลุ่มอย่ำงใกล้ชิดและต่อเนื่องทำให้กลุ่ม ขำดควำมเข้มแข็งและไม่สำมำรถดำรงควำมเป็นกลุ่ม ไว้ได้ กำรวิเครำะห์ SWOT จะช่วยให้ผู้บริหำรได้ ทรำบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกำสและอุปสรรคขององค์กร ก่อนนำไปใช้ในกำรกำหนดกลยุทธ์ ซึ่งนิยมทำกันอย่ำง แพร่หลำยในรูปของ TOWS Matrix (Fred, D. (1999) อ้ำงโดย พักตร์ผจง และพสุ (2542)) ดังนี้ จุดแข็งขององค์กร (S) โอกำสขององค์กร (O) - ใช้ประโยชน์จำกโอกำสโดยอำศัยจุดแข็งของ องค์กร ( SO) ข้อจำกัดขององค์กร (T) - อำศัยจุดแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรค (ST) จุดอ่อนขององค์กร(W) โอกำสขององค์กร (O) - ใช้โอกำสลบล้ำงจุดอ่อนขององค์กร (WO) ข้อจำกัดขององค์กร (T) - ลดจุดอ่อนและหลีกเลี่ยงข้อจำกัด (WT) การจัดการการผลิต ในกำรศึกษำกลยุทธ์กำรจัดกำรผลิตผักกำงมุ้ง ของกลุ่มเกษตรกรบ้ำนสะอำดสมศรี พบว่ำ เดิมกลุ่ม มีสมำชิกทั้งหมด 31 คน จัดตั้งกลุ่มโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มองค์ควำมรู้ในกำรปลูกผักปลอดสำรพิษและ กำรรวมกลุ่มผลิต ส่วนสมำชิกที่ยังคงปลูกผักกำงมุ้ง ทั้ง 9 คน ก็ไม่มีประสบกำรณ์ในกำรปลูกผักกำงมุ้ง มำก่อนและไม่ได้รับกำรฝึกอบรมเรื่องกำรปลูกผักกำงมุ้ง อย่ำงจริงจัง ผักที่นิยมปลูกในมุ้ง ได้แก่ ผักกวำงตุ้ง ผักคะน้ำ ผักชี และผักชีลำว เหตุผลที่เกษตรกรยังคง ปลูกผักกำงมุ้ง เพรำะเกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัย รสชำติ อร่อย รำคำดี ต้นทุนต่ำ ประหยัดน้ำ ประหยัด เวลำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีระดับควำม พึงพอใจมำกที่สุด (Table 1) แต่เกษตรกรทุกรำยยัง ไม่กล้ำลงทุนสร้ำงมุ้งเพิ่มเนื่องจำกรำคำสูง ถึงแม้ว่ำ ปริมำณมุ้งมีไม่เพียงพอเป็นปัญหำในระดับมำกก็ตำม
  • 60.
    วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61 56 Table1 Level of advantages for vegetable in nylon-net house Items Mean (X) S.D. Level of advantage Safety consumable vegetable 4.89 0.33 very advantage Safety for farmers and consumers 4.89 0.33 very advantage Friendly environment 4.89 0.33 very advantage More delicious 4.89 0.33 very advantage Better selling price 4.78 0.44 very advantage Higher demand in market 5.00 0* very advantage Higher yield per area 5.00 0* very advantage Good house preventing insects 5.00 0* very advantage Reducing the chemical cost 5.00 0* very advantage Period shorten in management 4.78 0.67 very advantage Water saving 5.00 0* very advantage ต้นทุนและผลตอบแทน ต้นทุนทั้งหมดต่อกิโลกรัมตำมประเภทผัก พบว่ำ ผักกวำงตุ้ง 22.28 บำท ผักคะน้ำ 25.69 บำท ผักชี 26.29 บำท และผักชีลำว 26.93 บำท รำคำ จำหน่ำยเฉลี่ยต่อกิโลกรัมของผักทั้ง 4 ชนิด คือ ผักกวำงตุ้งและผักคะน้ำ 40 บำท ผักชี 39 บำท และ ผักชีลำว 30 บำท เกษตรกรสำมำรถปลูกผักได้ 5 รุ่น ต่อปี ทำให้มีกำไรสุทธิต่อมุ้งต่อปี (พื้นที่ปลูก 66 ตร.ม. ต่อมุ้ง) ดังนี้ ผักกวำงตุ้งกำไรสุทธิ 10,632 บำท ผักคะน้ำ 8,592 บำท ผักชี 5,719 บำท และผักชีลำว 13,81.5 บำท (Table 2) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำ เกษตรกรควรเลือกผลิต ผักกวำงตุ้งเป็นหลักเนื่องจำกมีกำไรสุทธิเฉลี่ยต่อ กิโลกรัมสูงสุดรองลงมำ คือ ผักคะน้ำ และผักชี ส่วน ผักชีลำวไม่ควรปลูกตลอดปี ควรเลือกปลูกเฉพำะใน ฤดูที่จำหน่ำยได้รำคำดี เนื่องจำกกำไรสุทธิเฉลี่ยต่อ กิโลกรัมต่อปีต่ำมำก และจำกกำรวิเครำะห์ SWOT จะเห็นได้ว่ำทักษะในกำรปลูกผักปลอดสำรพิษก่อนเข้ำ ร่วมโครงกำรปลูกผักกำงมุ้งของเกษตรกร บวกกับ ควำมสำมำรถในกำรป้องกันแมลงของมุ้งและกำรปลูก ผักในมุ้งที่สำมำรถทำได้ตลอดทั้งปีจะสำมำรถนำมำ ปรับใช้ในกำรวำงแผนกำรผลิตผักแต่ละชนิด ให้ สอดคล้องกับควำมต้องกำรของตลำด ซึ่งจะทำให้ เกษตรกรจำหน่ำยผักได้รำคำสูง ใช้มุ้งได้อย่ำงคุ้มค่ำ คืนทุนได้เร็ว
  • 61.
    Table2CostandreturnforChoisum,Kale,Coriander,andDillperarea*percrop Unit:Baht Listing ChoiSumKaleCorianderDill CashNon cash TotalCashNon cash TotalCashNon cash TotalCashNon cash Total 1.VariableCost86.75493.23580179.75536.24715.99106.75370.47477.299.75396.61496.4 1.1Wage489531367393 1.2Seed71002720 1.3Fertilizer/Bio-fertilizer68686868 1.4Opportunitycost4.235.243.473.61 1.5Marketingcost11.7511.7511.7511.75 2.FixedCost311.41311.41311.41311.41311.41311.41311.41311.41 Totalcost86.75804.64891.39179.75847.651027.4106.75681.88788.699.75708.02807.8 Averageyield(kilogram)40403030 Pricesperkilogram(Baht)40403930 Totalcostperkilogram(Baht)22.2825.6926.2926.93 Netprofitperkilogram(Baht)17.7214.3212.713.07 From;InterviewandCalculation Comment*area=22squaremeterand3areain1net (1)Opportunitycostfrominterestrate0.75% (2)In1yearBanSa-atSomSrifarmersgroupcangrown5periods. 57 Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 51-61
  • 62.
    วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61 58 การจัดการการตลาด แหล่งรับซื้อผักที่สำคัญคือ ศูนย์ชุมชนพึ่ง ตนเองบ้ำนโนนสะอำด หมู่ที่ 5 ตำบลไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดกำฬสินธุ์ ซึ่งรับซื้อผักจำกเกษตรกรในปริมำณ ร้อยละ 80 ของผักทั้งหมด และร้อยละ 20 ขำยที่แปลง ให้กับผู้บริโภคที่มำติดต่อขอซื้อโดยตรง แต่ผักที่ผลิต ได้ยังไม่เพียงพอต่อควำมต้องกำรของตลำด และรำคำ ยังไม่สูงเท่ำที่ควรทั้งที่เป็นผักปลอดภัยจำกสำรพิษ ซึ่งมีสำเหตุจำกเกษตรกรผลิตและจำหน่ำยผักเป็น รำยบุคคล ทำให้ไม่มีควำมสำมำรถในกำรต่อรองรำคำ (Figure 1) Figure 1 Marketing channel of vegetable in nylon-net house ปัญหาและอุปสรรค ปัญหำหลักในกำรปลูกผักกำงมุ้งของเกษตรกร คือ สมำชิกร้อยละ 88.88 จบกำรศึกษำระดับประถม ศึกษำปีที่ 4 ทำให้ขำดองค์ควำมรู้เรื่องกำรบริหำร จัดกำรองค์กร ขำดองค์ควำมรู้ในด้ำนกำรจัดกำรผลิต ผักกำงมุ้ง ไม่ว่ำจะเป็นกำรเลือกพันธุ์ผัก กำรปล่อย ให้มีน้ำขังในมุ้ง กำรจัดกำรพื้นที่รอบนอกมุ้งซึ่งเป็น แหล่งที่อยู่อำศัยของแมลงศัตรูผัก ปริมำณวัวที่เลี้ยงใน หมู่บ้ำนมีน้อย ทำให้ต้องหำแหล่งจำหน่ำยปุ๋ยคอกจำก นอกหมู่บ้ำน ซึ่งมีรำคำแพงทำให้ต้นทุนกำรผลิตสูงขึ้น เกษตรกรขำดควำมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ปลูกผัก ในลักษณะกลุ่ม เป็นอุปสรรค์ในกำรได้รับกำรสนับสนุน จำกหน่วยงำนภำครัฐในด้ำนต่ำงๆ นอกจำกนี้ กลุ่ม เกษตรกรยังไม่ได้รับกำรอบรมเรื่องกำรปลูกผักกำงมุ้ง อย่ำงจริงจัง หน่วยงำนที่เกี่ยวข้องขำดกำรดูแลกำร บริหำรจัดกำรกลุ่มอย่ำงใกล้ชิดและต่อเนื่อง จึงทำให้ กลุ่มซึ่งไม่มีควำมเข้มแข็งไม่สำมำรถดำรงควำมเป็น กลุ่มไว้ได้ กำรใช้ประโยชน์มุ้งจึงไม่เป็นระบบและไม่ คุ้มค่ำเท่ำที่ควร กำรปลูกผักกำงมุ้งในพื้นที่ดังกล่ำวจึง ไม่สำมำรถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับสมำชิกในกลุ่ม และ เกษตรกรในพื้นที่ได้ จำกปัญหำดังกล่ำวข้ำงต้นซึ่งได้จำกกำร วิเครำะห์ SWOT ได้มีกำรนำผลกำรวิเครำะห์ร่วม ปรึกษำหำรือกับกลุ่มเกษตรกร และสำมำรถกำหนด แผนกลยุทธ์ในกำรจัดกำรกำรผลิตผักกำงมุ้ง ภำยใต้ กำรดูแลของสำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำฬสินธุ์ ดังนี้ แผนกลยุทธ์ด้ำนกำรพัฒนำองค์กรเป็นกลยุทธ์ กำรพัฒนำองค์กรโดยกำรนำเอำจุดแข็งและโอกำสที่ หน่วยงำนภำครัฐให้กำรสนับสนุนโรงเรือนฟรี และ พร้อมที่จะสนับสนุนองค์ควำมรู้ด้ำนต่ำงๆ ให้แก่ เกษตรกร โดยกำรจัดทำโครงกำรฝึกอบรมหลักสูตร “กำรบริหำรจัดกำรองค์กรและกำรเป็นผู้นำ” เป็น โครงกำรที่มีผลมำจำกกลยุทธ์ด้ำนกำรพัฒนำองค์กร จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนำศักยภำพกำรบริหำรจัดกำรองค์กร และควำมเป็นผู้นำของสมำชิกกลุ่ม โดยเน้นให้องค์ ควำมรู้ในเรื่องควำมหมำยและควำมสำคัญของกำร รวมกลุ่ม หน้ำที่ของกรรมกำรบริหำรองค์กรแต่ละ ตำแหน่ง และหน้ำที่และควำมรับผิดชอบของสมำชิก กลุ่ม กำรเคำรพซึ่งกันและกัน กำรฝึกให้แสดงควำม คิดเห็นและกำรยอมรับควำมคิดเห็นของสมำชิกในกลุ่ม กำรให้ควำมร่วมมือในกำรปฏิบัติงำนในทุกๆ ด้ำน vegetable in nylon-net house a self-reliance community centre = 80% direct consumers = 20%
  • 63.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 51-61 59 ตลอดจนรู้จักกำรเสียสละประโยชน์ส่วนน้อยเพื่อ ประโยชน์ส่วนใหญ่ เพื่อให้กลุ่มมีควำมเข้มแข็ง สมำชิก ทุกคนมีลักษณะของกำรเป็นผู้นำ และสำมำรถถ่ำยทอด องค์ควำมรู้ให้กับผู้ที่มีควำมสนใจในเรื่องกำรปลูกผัก กำงมุ้งได้อย่ำงเต็มใจ แผนกลยุทธ์กำรพัฒนำกำรผลิต เป็นกำรใช้ จุดแข็งและโอกำสในกำรแก้ไขจุดอ่อนโดยกำรกำหนด โครงกำรฝึกอบรมหลักสูตร “แผนกำรผลิตผักกำงมุ้ง ภำยใต้กำรดำเนินงำนรูปแบบกลุ่ม” เป็นโครงกำรที่มี ผลมำจำกกลยุทธ์ด้ำนกำรพัฒนำกำรผลิต จัดทำขึ้น เพื่อพัฒนำประสิทธิภำพกำรใช้โรงเรือนให้เกิด ประโยชน์สูงสุด โดยเน้นบริหำรจัดกำรโรงเรือนทั้ง 4 หลัง อย่ำงเป็นระบบ วำงแผนกำรปลูกผักไม่ให้ซ้ำชนิด กันในแต่ละโรงเรือนแต่ละรอบกำรผลิต ตลอดจนกำร คัดเลือกพันธุ์ผักที่เหมำะสมกับกำรปลูกในโรงเรือน แต่ละฤดูกำล และตำมควำมต้องกำรของตลำด พัฒนำ กำรปลูกผักปลอดสำรพิษให้ได้มำตรฐำน GAP และ มำตรฐำน Organic Thailand เพื่อสร้ำงควำมเชื่อมั่นให้ ผู้บริโภคและสร้ำงมูลค่ำเพิ่มให้กับผักกำงมุ้งของกลุ่ม กำรดูแลควำมสะอำดในโรงเรือนเพื่อไม่ให้เกิดกำร สะสมโรค/แมลง กำรบริหำรจัดกำรเวลำในกำรปลูก และดูแลรักษำผักของสมำชิกอย่ำงมีประสิทธิภำพ กำรศึกษำดูงำนกำรปลูกผักกำงมุ้งของสมำชิกกลุ่มทั้ง 9 คน ณ นิคมกำรเกษตรตำบลคลองนครเนื่องเขต อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรำ เพื่อให้กลุ่มได้เรียนรู้ เทคนิคในกำรปลูกผักกำงมุ้ง ตลอดจนกำรดูแลรักษำ โรงเรือนให้ใช้ประโยชน์ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพและ ใช้ได้นำนเพื่อให้เกิดควำมคุ้มค่ำต่อกำรลงทุนมำกที่สุด แผนกลยุทธ์กำรตลำดต้องมีกำรขยำยตลำด ผักกำงมุ้ง เพื่อป้องกันกำรผูกขำดด้ำนรำคำ โดยกำร เพิ่มช่องทำงกำรจำหน่ำยผักให้มำกขึ้น มีกำรสร้ำงตรำ สินค้ำของกลุ่ม ตลอดจนขอรับกำรตรวจประเมิน เพื่อให้ได้ใบรับรองมำตรฐำนกำรผลิตทำงกำรเกษตรที่ ดีและเหมำะสม (GAP) แผนกลยุทธ์กำรพัฒนำด้ำนกำรเงิน มีควำม จำเป็นและสำคัญอย่ำงยิ่งต่อกำรพัฒนำองค์กร เพื่อให้ กลุ่มเข้ำใจและเห็นควำมสำคัญของกำรบริหำรทุน โดย กำรกำหนดโครงกำรฝึกอบรม หลักสูตร “กำรบริหำร จัดกำรทุนและกำรจัดทำบัญชีฟำร์ม” เป็นโครงกำร สำคัญที่จะมองข้ำมไม่ได้ คือ กำรบริหำรจัดกำรด้ำน กำรเงิน เพรำะกลุ่มต้องมีกำรระดมทุน กำรหำทุน กำร ใช้จ่ำยเงินทุน กำรจัดเก็บเงินทุน และกำรแบ่งปัน ผลประโยชน์ ตลอดจนกำรจัดทำบัญชีเพื่อให้รู้สถำนะ ทำงกำรเงินของกลุ่มและเป็นหลักฐำนแสดงกำร หมุนเวียนของทุน ทำให้รู้ต้นทุน ผลตอบแทนของกำร ผลิตผักแต่ละชนิดต่อรุ่น ต่อแปลง หรือต่อกิโลกรัม ซึ่งสำมำรถใช้ประกอบกำรตัดสินใจในกำรผลิตรุ่น ต่อไปได้ หำกกรรมกำรบริหำรกลุ่มและสมำชิกกลุ่ม ไม่มีควำมเข้ำใจ ก็จะเป็นปัญหำอุปสรรคในกำร ดำเนินงำน โครงกำรบริหำรจัดกำรทุนและกำรจัดทำ บัญชีฟำร์มจึงมีควำมจำเป็นอย่ำงยิ่ง สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ปัจจุบันสมำชิกกลุ่มที่ยังคงปลูกผักกำงมุ้งมี จำนวน 9 คน และเป็นกำรปลูกรำยบุคคลไม่ได้มีกำร รวมกลุ่มผลิต เนื่องจำกกลุ่มขำดองค์ควำมรู้ด้ำนกำร บริหำรจัดกำรองค์กร และขำดองค์ควำมรู้ด้ำนกำรผลิต ผักกำงมุ้งอย่ำงเหมำะสมทำให้ผลผลิตที่ได้รับต่อปีต่ำ และผลประโยชน์เป็นของรำยบุคคล และยังไม่สำมำรถ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กลุ่มและเกษตรกรผู้ที่สนใจได้ หำก จะให้กำรใช้มุ้งเกิดประสิทธิภำพสูงสุด ต้องดำเนิน กลยุทธ์กำรพัฒนำองค์กรและกลยุทธ์กำรพัฒนำกำร ผลิตไปพร้อมๆ กัน เพรำะเกษตรกรทั้งหมดมีทักษะใน กำรปลูกผักสำมำรถปลูกผักได้เป็นอย่ำงดี หำกได้ เรียนรู้กำรเลือกพันธุ์ผักที่เหมำะสมและวำงแผนกำร ปลูกผัก ได้สอดคล้องกับควำมต้องกำรของตลำด รวมทั้งกำรดูแลรักษำควำมสะอำดแปลงผักภำยในมุ้ง และบริเวณนอกมุ้งอย่ำงถูกวิธี จะช่วยทำให้กำรผลิตผัก
  • 64.
    วำรสำรวิจัยและส่งเสริมวิชำกำรเกษตร 31(1): 51-61 60 มีประสิทธิภำพมำกขึ้นมีกำรวำงแผนกำรดูแลแปลงผัก ให้สมำชิกทุกคนอย่ำงเป็นระบบและเท่ำเทียมกันใน รูปแบบกลุ่ม จะสำมำรถลดเวลำในกำรปลูกผักของ เกษตรกรแต่ละรำยได้ ทำให้เกษตรกรมีเวลำในกำรทำ กิจกรรมอื่นได้อย่ำงเต็มที่ กลยุทธ์กำรพัฒนำองค์กร และกลยุทธ์กำรพัฒนำกำรผลิตจึงจำเป็นต้องทำควบคู่ กันเป็นอันดับแรก จำกนั้นจึงพัฒนำควำมสำมำรถด้ำน กำรเงินขององค์กรให้เกิดควำมเข้มแข็ง ในส่วนของภำครัฐ หลังจำกมีกำรสนับสนุน โรงเรือนให้กับกลุ่มเกษตรกร ควรคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ อย่ำงใกล้ชิดจนกลุ่มมีควำมเข้ำใจในระบบกำรบริหำร จัดกำรกลุ่มและระบบกำรผลิตผักกำงมุ้งที่ถูกวิธี เพื่อ สร้ำงควำมเข้มแข็งกำรบริหำรจัดกำรเองได้ และมีกำร ประชำสัมพันธ์ผักกำงมุ้งของกลุ่มเพื่อเพิ่มรำคำต่อ กิโลกรัมในกำรจำหน่ำยผักแต่ละชนิด ซึ่งจะทำให้ เกษตรกรมีรำยได้เพิ่มขึ้น กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณผู้ช่วยศำสตรำจำรย์ ดร.สุภำภรณ์ พวงชมภู รองศำสตรำจำรย์อัมพน ห่อนำค และดร.หฤษฎ์ อินทะกนก ที่ได้กรุณำให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษำใน กำรทำวิจัยครั้งนี้ และขอขอบคุณสำนักงำนกำรปฏิรูป ที่ดินจังหวัดกำฬสินธุ์ ตลอดจนเกษตรกรกลุ่มปลูกผัก กำงมุ้งบ้ำนสะอำดสมศรี ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัด กำฬสินธุ์ ที่ให้ควำมช่วยเหลือในกำรให้ข้อมูลเป็นอย่ำงดี เอกสารอ้างอิง ไกรเลิศ ทวีกุล ปรำโมทย์ สฤษดิ์นิรันดร์ สุชีรำ เตชะวงค์เสถียร สำวิตร มีจุ้ย ศักดิ์ดำ จงแก้ววัฒนำ ถำวร อ่อนประไพ บุญมี ศิริ จินตนำ เอี่ยมละออ ธรรมศักดิ์ทองเกตุ และพูนทรัพย์ สืบมำ. 2547. โครงการศึกษาสถานภาพของการ ใช้โรงเรือนสาหรับผลิตพืชสวนในสภาพ ควบคุมเพื่อการค้าในประเทศไทย. 75 น. ใน รำยงำนผลกำรวิจัย. กรุงเทพฯ: สำนักงำน สนับสนุนกองทุนกำรวิจัย. จีรศักดิ์ศรชัย. 2538. ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อ สุขภาพ. อ้ำงโดย มงคล ดอนขวำ และนุจรี ดอนขวำ. 2541. ใน การศึกษาการ อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม: กรณีศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจาก การปลูกผักปลอดสารเคมี. 71 น. ใน รำยงำนผลกำรวิจัย. ขอนแก่น: มหำวิทยำลัยขอนแก่น. ชลำกร วรรณเกษม. 2546. การผลิตและการตลาด ผักปลอดภัย จังหวัดขอนแก่น. วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัย ขอนแก่น. 122 น. ชำตรี สิทธิกุล ชูชำติ สันธทรัพย์ อุษณีย์ ฉัตรตระกูล และอัญชัญ ชมพูพวง. 2548. โครงการ พัฒนาการผลิตผักคุณภาพและถ่ายทอด เทคโนโลยีการปลูกผักปลอดสารพิษในโรง ตาข่ายกันแมลง: ชุดโครงการพืชผักเพื่อ สุขภาพ. 81 น. ใน รำยงำนผลกำรวิจัย. กรุงเทพฯ: สำนักงำนกองทุนสนับสนุนกำรวิจัย. เรขำ ศิริเลิศวิมล. 2543. การยอมรับเทคโนโลยี การปลูกผักกางมุ้งของเกษตรกรใน จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยำนิพนธ์ปริญญำโท. มหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์. 147 น.
  • 65.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 51-61 59 ศุภกิจ นฤมิตร. 2554. โครงการฝึกอบรมเทคนิค การจัดทาโรงเรือนกางมุ้งและการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชผักเชิง ระบบ. กำฬสินธุ์: สำนักงำนกำรปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกำฬสินธุ์. 4 น. สมำคมกำรค้ำเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐ. มปป. SWOT เกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มำ http://www. oain.net/index.php/2011-10-19-14-17- 51/106-swot-เกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกำ (20 พฤษภำคม 2556). Fred, D. 1999. Strategic Management. อ้ำงโดย พักตร์ผจง วัฒนสินธุ์ และพสุ เดชะรินทร์. 2542. การจัดการเชิงกลยุทธ์และนโยบาย ธุรกิจ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ แห่งจุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย. 348 น. 61
  • 66.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70 62 การจัดการปัจจัยการผลิตของเกษตรกรภายใต้โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร อาเภอบ้านฝางจังหวัดขอนแก่น Agricultural Input Management of Farmers under the Farmer Credit Card Project in Ban Fang District, Khonkaen Province เวชยันต์ อบมาสุ่ย1* และสุภาภรณ์ พวงชมภู2 Wetchayan Obmasuyand1* and Supaporn Poungchompu2 1 สาขาวิชาธุรกิจการเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่น 40002 2 ภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่น 40002 1 An Independent Study Report for the Master of Science Thesis in Agribusiness, Graduate School Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand 40002 2 Department of Agricultural Economics, Faculty of Agriculture, Khon Kaen University, Khon Kaen, Thailand 40002 *Corresponding auther: wetchayan_obmasuy@hotmail.com Abstract The study of agricultural input management of farmers under the farmer credit card project authorized by the Bank for Agriculture and Agricultural Cooperatives in the Ban Fang district, Khon Kaen province, aimed to investigate the patterns of input management of farmers by farmer. The study also investigated farmers’ satisfaction in farmer credit card service. This study used 261 randomized samples from a total of 810 farmers who purchased agricultural input using a farmer credit card. The study found that most farmers spent their personal budget on labor management, seeds, and herbicide, but they purchased the fertilizers by farmer credit card and would repay their debt within 2-5 months although they understood 47.12% of the details of the project. The satisfaction of the credit limit of the farmer’s credit card project was the highest since they perceived that the credit limit was adequate for purchasing necessary agricultural input. The satisfaction of the number of available business taking farmer credit cards was high. According to the results, it was recommended that the bank acknowledge farmers of all details and rights provided by the project in order to reach its efficient management. Keywords: management, agricultural input, farmer credit
  • 67.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 62-70 63 บทคัดย่อ การศึกษาการจัดการปัจจัยการผลิตของ เกษตรกรภายใต้โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร อาเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาลักษณะการจัดการปัจจัยการผลิตของเกษตรกร ด้วยบัตรสินเชื่อเกษตรกร และความพึงพอใจของ เกษตรกรที่มีต่อการให้บริการบัตรสินเชื่อเกษตรกร โดยรวบรวมข้อมูลจากการสุ่มเลือกตัวอย่าง ด้วยการ อ้างอิงตารางของเครซี่และมอร์แกน จากกลุ่มเกษตรกร ที่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต จังหวัด ขอนแก่น จานวน 261 ราย จากทั้งหมด 810 ราย ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ทุนตนเอง ในการจัดหาปัจจัยการผลิตด้านแรงงาน เมล็ดพันธุ์และ ยาปราบศัตรูพืช แต่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปุ๋ย จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาด และส่วนใหญ่ คิดว่าจะชาระหนี้ภายใน 2-5 เดือน หลังจากซื้อสินค้า แล้ว แม้ว่าเกษตรกรเข้าใจรายละเอียดและสิทธิ ประโยชน์ต่างๆ ของโครงการเพียงแค่ 47.1% แต่พบว่า ด้านวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการบัตรสินเชื่อ เกษตรกร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่า วงเงินที่ได้รับเพียงพอต่อ ความต้องการซื้อปัจจัยการผลิต และความพึงพอใจ ด้านสถานที่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต มีอยู่ในระดับมาก จากข้อมูลดังกล่าวธนาคารควรจัด อบรมชี้แจงรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เกี่ยวกับโครงการให้เกษตรกรเข้าใจ เพื่อให้การบริหาร จัดการภายใต้โครงการดาเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ คาสาคัญ: การจัดการ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร บัตรสินเชื่อเกษตรกร คานา โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นนโยบาย ที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน ให้เกษตรกรสามารถจัดหา ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ที่มีคุณภาพและราคา ที่เป็นธรรม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและแบ่งเบาภาระ ด้านการเงินของเกษตรกร ทาให้เกษตรกรสามารถ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ซึ่งในระยะแรก ได้ดาเนินการนาร่อง จัดทาบัตรสินเชื่อให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูกข้าวเป็นอันดับแรก เพื่อให้สามารถจัดหาปัจจัย การผลิตที่จาเป็น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาปราบ ศัตรูพืช และน้ามันเชื้อเพลิง ส่วนในระยะต่อไป จะขยาย การจัดทาบัตรสินเชื่อเกษตรกรไปยังเกษตรกรผู้ปลูก พืชชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจ อาทิ ยางพารา อ้อย มันสาปะหลัง พร้อมขยายการจัดการปัจจัยการ ผลิตและระบบส่งเสริมการตลาดด้วย บัตรสินเชื่อเกษตรกรถือเป็นนวัตกรรมทาง การเงินใหม่สาหรับเกษตรกร ที่ช่วยอานวยความ สะดวกในการจ่ายหรือซื้อสินค้าแทนเงินสด เป็นการ เปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงบริการทางการเงิน ที่ทันสมัย เฉกเช่นคนในเมืองที่ถือบัตรเครดิต และได้ เริ่มดาเนินการเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2555 ที่จังหวัด ร้อยเอ็ด (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์, 2555) เกษตรกรสามารถนาบัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัย การผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย และ น้ามันเชื้อเพลิงจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทาให้ เกษตรกรสามารถจัดหาปัจจัยการผลิตได้รวดเร็ว และ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาปัจจัยการผลิต โครงการ บัตรสินเชื่อเกษตรกรเป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้รับนโยบาย จากรัฐบาลเพื่อสร้างความพึงพอใจ ให้แก่เกษตรกร ลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อการเกษตร โดยการอานวย ความสะดวกรวดเร็วในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ด้วย บัตรสินเชื่อเกษตรกรของธนาคารแทนการชาระด้วย เงินสด เพื่อลดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดหาปัจจัยการ
  • 68.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70 64 ผลิตของเกษตรกรเช่น ลดระยะเวลาในการจัดหาปัจจัย การผลิต ลดระยะเวลาในการทาสัญญา และเกษตรกร ไม่ต้องนาเงินสดไปซื้อสินค้า ทาให้เกษตรกรได้รับ ปัจจัยการผลิตในทันที ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจใน การศึกษาเกี่ยวกับการวางแผนการผลิต ของเกษตรกร ที่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกร และความพึงพอใจของ เกษตรกรในการได้รับการบริการ เพื่อเป็นแนวทางใน การแนะนาลูกค้าที่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกร และเป็น แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายฐานลูกค้า บัตรสินเชื่อเกษตรกร วิธีดาเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) สาหรับประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา (Descriptive method) และข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) มีกลุ่มประชากรเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรกรที่ใช้บัตร สินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต จานวน 810 ราย ซึ่งอาศัยข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร สาขาบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น และมีการ ใช้วิธีเลือกตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ขั้นแรกเลือก จานวนประชากรกลุ่มตัวอย่าง ด้วยการอ้างอิงตาราง ของเครซี่และมอร์แกน ได้จานวนประชากร กลุ่มตัวอย่าง 261 ตัวอย่าง จากนั้นทาการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ระดับตาบล ที่มีเกษตรกรใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ ปัจจัยการผลิตสูงสุดใน 3 ตาบลแรก ได้แก่ ตาบล หนองบัว ตาบลป่าหวายนั่ง และตาบลบ้านเหล่า และ เลือกหมู่บ้านในตาบลละ 4 หมู่บ้าน รวมทั้งหมด 12 หมู่บ้าน จากนั้นทาการเลือกเจาะจงตัวอย่างหมู่บ้านละ 24 ตัวอย่าง จานวน 3 หมู่บ้าน และหมู่บ้านละ 21 ตัวอย่าง จานวน 9 หมู่บ้าน ใช้แบบสอบถามในการ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นฐานทางสังคม เศรษฐกิจ ลักษณะการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ ปัจจัยการผลิต ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อ การให้บริการ เพื่ออธิบายลักษณะการใช้บัตรสินเชื่อ เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต และนาเสนอข้อมูลในรูป ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าสูงสุด (Maximum value) ค่าต่าสุด (Minimum value) ค่า เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ประกอบ การอธิบายผลข้อมูล โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี ทางสถิติ โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป SPSS for Windows และ Microsoft Excel พร้อมกาหนดเกณฑ์การแปล ความหมายของคะแนนเพื่อจัดระดับค่าเฉลี่ยออกเป็น ช่วง (ธานินทร์, 2550) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50-5.00 พอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50-4.49 พอใจมาก ค่าเฉลี่ย 2.50-3.49 พอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50-2.49 พอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00-1.49 พอใจน้อยที่สุด ผลการวิจัย สภาพทั่วไปของเกษตรกร ข้อมูลทั่วไปของเกษตรกรที่ใช้บัตรสินเชื่อ เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต จานวน 261 ราย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นลูกค้าของธนาคารมานาน และ อยู่ในวัยผู้สูงอายุ การประกอบอาชีพ พบว่า เกษตรกร ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักคิดเป็น ร้อยละ 65.10 จานวนแรงงานที่ใช้ทาการเกษตรภายใน ครัวเรือนเฉลี่ย 3.43 คน ส่วนใหญ่มีจานวนแรงงาน 3-4 คน คิดเป็นร้อยละ 62.50 มีพื้นที่ทาการเกษตร เฉลี่ย 12.21 ไร่ พืชหลักที่เกษตรกรทาการเพาะปลูก คือ ข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเฉลี่ย 14.37 ปี รายได้จากการเกษตรในปีการผลิตที่ผ่านมาเกษตรกร มีรายได้จากการเกษตร เฉลี่ยรายละ 55,862.07 บาท มีรายได้สูงสุด 160,000 บาท ต่าสุด 7,000 บาท ส่วนมาก เกษตรกรมีรายได้ระหว่าง 20,001-40,000 คิดเป็นร้อยละ 39.46 รองลงมามีรายได้ระหว่าง 40,001-60,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 19.54 ดังแสดงใน Table 1
  • 69.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 62-70 65 Table 1 The number and percentage of farmers who used the farmer credit card purchasing inputs divided by income from agriculture in the past year Items Frequency (farmers) Percentage Less than 20,000 Baht 20,001 - 40,000 Baht 40,001 - 60,000 Baht 60,001 - 80,000 Baht More than 10,000 Baht 34 103 51 31 42 13.03 39.46 19.54 11.88 16.09 Total 261 100.00 Mean (Baht) 55,862.07 Maximum (Baht) 7,000.00 Minimum (Baht) 160,000.00 การใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตและ ความต้องการปัจจัยการผลิตของเกษตรกร โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรมีวัตถุประสงค์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาปัจจัยการผลิต เพิ่ม ช่องทางการจัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร และ ให้เกษตรกรเกิดความสะดวก รวดเร็วในการจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์การเกษตร เกษตรกรสามารถนาบัตรสินเชื่อ เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาปราบ ศัตรูพืช ปุ๋ย และน้ามันเชื้อเพลิง จากร้านค้าที่เข้าร่วม โครงการ ทาให้เกษตรกรสามารถจัดหาปัจจัยการผลิต ได้รวดเร็วและลดภาระค่าใช้จ่าย ในการจัดหาปัจจัย การผลิตแทนการชาระด้วยเงินสด จากที่เกษตรกรได้ ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตแล้ว พบว่า เกษตรกรใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตปุ๋ย จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดทั้งหมด และมี หนี้สินที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรจัดหา ปัจจัยการผลิตเฉลี่ย 13,892.72 บาท ส่วนใหญ่เกษตรกร มีหนี้สินจากการจัดหาปัจจัยการผลิตน้อยกว่า 10,000 บาท คิดเป็น ร้อยละ 46.74 รองลงมา มีหนี้สินระหว่าง 10,001-15,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 42.54 ดังแสดงใน Table 2 เกษตรกรคิดว่าจะชาระหนี้หลังจากที่ใช้บัตร สินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตแล้วภายใน ระยะเวลาเฉลี่ย 5.26 เดือน ส่วนใหญ่จะชาระภายใน ระหว่าง 2-5 เดือน จานวน 203 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.70 รองลงมาระยะเวลา 10-12 เดือน จานวน 32 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.30 เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ ลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ย และเสีย ดอกเบี้ยน้อยที่สุด ดังแสดงใน Table 3
  • 70.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70 66 Table2 The number and percentage of farmers who used credit cards sorted by debts from purchases of the factors of production Items Frequency (farmers) Percentage Less than 10,000 Baht 10,001 - 15,000 Baht 15,001 - 20,000 Baht 20,001 - 25,000 Baht More than 25,000 Baht 122 111 7 7 14 46.74 42.54 2.68 2.68 5.36 Total 261 100.00 Mean (Baht) 13,892.72 Maximum (Baht) 50,000.00 Minimum (Baht) 3,000.00 Table 3 The number and percentage of farmers who used credit cards to purchase factors of production sorted by the repayment duration Period Frequency (farmers) Percentage 2 - 5 month 6 - 9 month 10 - 12 month 203 26 32 77.70 10.00 12.30 Total 261 100.00 Mean (month) 5.26 Maximum (month) 12 Minimum (month) 2 เกษตรกรที่ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัย การผลิต จาแนกตามการใช้บัตรสินเชื่อซื้อปัจจัยการ ผลิตและความต้องการปัจจัยการผลิต พบว่า เกษตรกร ทั้งหมดซื้อปัจจัยการผลิตประเภทปุ๋ ยจากสหกรณ์ การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) ส่วนปัจจัย การผลิตที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการ คือ ปุ๋ย จานวน 124 ราย คิดเป็นร้อยละ 47.50 รองลงมา คือ ยาปราบ ศัตรูพืช จานวน 98 ราย คิดเป็นร้อยละ 37.50 สาเหตุ ที่เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตปุ๋ ยจากสหกรณ์การ เกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) ทั้งหมด เพราะ เกษตรกรส่วนมากไม่ทราบว่ามีร้านค้าใดบ้าง ที่ สามารถใช้บัตรสินเชื่อการผลิตซื้อปัจจัยการผลิตได้ และที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) มีเฉพาะปัจจัยการผลิตปุ๋ยจาหน่ายเท่านั้น ดังแสดงใน Table 4
  • 71.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 62-70 67 Table 4 Number and Percentage of farmers the credit card used purchased inputs by demand inputs factor Inputs factor Frequency (farmers) Percentage Purchased inputs Fertilizer 261 100.00 total 261 100.00 Demand inputs factor Fertilizer Pesticide Seed Gasoline Other 124 98 21 13 5 47.50 37.50 8.00 5.10 1.90 total 261 100.00 จากที่เกษตรกรได้ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ ปัจจัยการผลิตแล้ว พบว่า เกษตรกรเข้าใจสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับจากโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรร้อยละ 47.21 ยังไม่เข้าใจ ร้อยละ 52.88 เนื่องจากธนาคาร ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับโครงการบัตร สินเชื่อเกษตรกรให้เกษตรกรเข้าใจ เพราะโครงการ บัตรสินเชื่อเกษตรกร เป็นโครงการเร่งด่วนที่ธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้รับนโยบาย จากรัฐบาล ทาให้ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดและ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ของโครงการให้เกษตรกรทราบ อย่างทั่วถึง จึงทาให้เกษตรกรยังไม่เข้าใจรายละเอียด ต่างๆ ของโครงการ และเกษตรกรทราบว่า มีร้านค้า ใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร ร้อยละ 37.20 ไม่ทราบ ร้อยละ 62.80 เกษตรกรส่วนมากจะ ซื้อปัจจัยการผลิตจากร้านที่รู้จักและสอบถามจากเพื่อน เกษตรกรทราบขั้นตอนการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อ ปัจจัยการผลิตร้อยละ 37.20 ไม่ทราบร้อยละ 62.80 และภายหลังจากมีโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกรแล้ว ปริมาณหนี้สินของเกษตรกรลดลงร้อยละ 28.70 เนื่องจากหนี้สินที่เกิดจากการเดินทางและอัตรา ดอกเบี้ยลดลง หนี้สินไม่ได้ลดลง ร้อยละ 71.30 เพราะ ส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อปัจจัยการผลิต เหมือนเดิม ดังแสดงใน Table 5
  • 72.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 68 Table 5 Number and percentage of farmers who used credit cards to purchase factors of production sorted by the level of understanding about benefits, places of credit card acceptance, how to purchase by credit card and the amount of debt after participated in the project Items Frequency (Farmers) Percentage Understanding of the advantage of the farmer credit card - Yes - No 123 138 47.12 52.88 Knowing the shops participating in the farmers credit card project - Yes - No 97 164 37.20 62.80 Know a process for using the farmer credit card - Yes - No 249 12 95.40 4.60 The number of debt has decreased after the project - Yes - No 75 186 28.70 71.30 ความพึงพอใจของเกษตรกร การศึกษาด้านความพึงพอใจของเกษตรกรที่ ได้รับจากการบริการของโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร ในด้านต่างๆ พบว่า ความพึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้ บัตรสินเชื่อเกษตรกร ซื้อปัจจัยการผลิตโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ด้านวงเงินสินเชื่อที่ได้รับจากโครงการบัตร สินเชื่อเกษตรกร มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่า วงเงินที่ได้รับเพียงพอต่อ ความต้องการซื้อปัจจัยการผลิต และยังสามารถขอเพิ่ม วงเงินได้อีก ส่วนระยะเวลาการรับสินค้าจากการใช้ บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต มีความพึง พอใจอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน เพราะเกษตรกร ได้รับสินค้าทันทีไม่ต้องรอเวลานาน เหมือนการทา สัญญากู้เงินซื้อปัจจัยการผลิตแบบเดิม และเกษตรกรมี ความพึงพอใจด้านวงเงินสินเชื่อ ที่ได้รับจากโครงการ บัตรสินเชื่อเกษตรกร และลักษณะการใช้งานบัตร สินเชื่อเกษตรกร ง่าย สะดวก รวดเร็ว อยู่ในระดับมาก รวมถึงความพอใจของเกษตรกรที่มีต่อปัจจัยการผลิต ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ และน้ามันเชื้อเพลิง มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เนื่องจากเป็นปัจจัย ที่มีความสาคัญและมีความจาเป็นอย่างมากในการผลิต ดังแสดงใน Table 6
  • 73.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70 69 Table6 Level of satisfaction of the farmers who used credit card to purchase the factors of production Satisfaction of inputs factor from farmer credit card project n=261 Percentage S.D Level Fertilizer 3.94 0.48 high Pesticide 3.82 0.57 high Seed 3.88 0.53 high Gasoline 3.81 0.13 high Amount of credit under the farmer credit card project 4.52 0.50 highest Interest rate of bank under the farmer credit card project 4.18 0.70 high Duration of the credit 4.32 0.47 high Duration of delivery 4.72 0.45 highest Period service 4.19 0.39 high Characteristic of credit card usage: easy, rapid 4.47 0.50 high Location 3.58 0.64 high ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกร จัดการปัจจัยการผลิต 1. ความสะดวกรวดเร็วในการได้รับการ บริการและได้รับสินค้าเกษตรกรเห็นว่ามีระดับดีขึ้น (88.89%) เพราะมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น เมื่อ เปรียบเทียบกับการทาสัญญาตามระบบเดิม ที่ต้องใช้ เวลานานในการทาสัญญาและรับปัจจัยการผลิต 2. ด้านหนี้สิน เกษตรกรเห็นว่ายังมีหนี้สินอยู่ เหมือนเดิม เพราะเปลี่ยนจากหนี้ที่เกิดขึ้นจากการทา สัญญากู้เงินในระบบเดิมมาเป็นหนี้บัตรเครดิตสินเชื่อ เกษตรกร แต่มีเกษตรบางส่วน (17.24%) มีหนี้สินที่ ลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจากโครงการบัตรสินเชื่อ เกษตรกร น้อยกว่าดอกเบี้ยในการทาสัญญากู้แบบเดิม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางลดลง 3. เกษตรกรมีรายได้เท่าเดิมไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือลดลงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับที่ยังไม่มีบัตร สินเชื่อเกษตรกร เพราะสถานที่ทาการเพาะปลูกเท่า เดิมและผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น โดยรายได้ลดลง (4.21%) และเพิ่มขึ้น (8.05%) 4. ด้านค่าใช้จ่ายดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการ ทาสัญญาแบบเดิม (44.06%) คือ เกษตรกรมีภาระ ค่าใช้จ่ายลดลง ส่วนใหญ่จะลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพราะสามารถรับสินค้าได้ทันทีไม่ต้องรอทาสัญญา ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง และไม่ต้องใช้เวลารอนาน 5. ด้านผลผลิตเกษตรกรมีผลผลิตเท่าเดิม ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับที่ยัง ไม่มีบัตรสินเชื่อเกษตรกร โดยผลผลิตลดลง (6.15%) และเพิ่มขึ้น (21.48%) ดังแสดงใน Table 7
  • 74.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 62-70 70 Table7 Impact after using the farmer credit card purchasing inputs Items Impact level Total Worse Same Better Quick 0 0.00 29 11.11 232 88.89 261 100.00 Liabilities 5 1.92 211 80.84 45 17.24 261 100.00 Revenue 11 4.21 229 87.74 21 8.05 261 100.00 Expense 22 8.43 124 47.51 115 44.06 261 100.00 Yield 17 6.51 187 71.65 57 21.84 261 100.00 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ เกษตรกรทาการเกษตรเพาะปลูกข้าวเป็น อาชีพหลัก ใช้บัตรสินเชื่อเกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิต ปุ๋ยน้อยกว่า 10,000 บาท จากสหกรณ์การเกษตรเพื่อ การตลาดลูกค้า (สกต.) ทั้งหมด ส่วนปัจจัยการผลิต ที่ต้องการ คือ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช ซึ่งเป็นปัจจัย การผลิตที่มีความสาคัญ และเกษตรกรคิดว่าจะชาระหนี้ หลังจากซื้อปัจจัยการผลิตแล้วภายในระยะเวลา 2-5 เดือน เกษตรกรส่วนมากยังไม่เข้าใจในสิทธิประโยชน์ ที่ได้รับจากโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร และไม่ ทราบว่ามีร้านค้าใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการ เกษตรกร ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก แต่ความพึงพอในด้านสถานที่ที่ใช้บัตรสินเชื่อ เกษตรกร ซื้อปัจจัยการผลิตและรับสินค้าเกษตรกรมี ความพึงพอใจในลาดับสุดท้าย เนื่องจากสหกรณ์ การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) มีปัจจัยการ ผลิตที่ไว้บริการเพียงอย่างเดียว คือ ปุ๋ย และพนักงาน บริการก็ไม่เพียงพอ ทาให้บางครั้งเกษตรกรที่ซื้อสินค้า ต้องยกสินค้าขึ้นรถเอง ดังนั้น จากข้อมูลข้างต้นธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร ควรมีการจัดอบรมให้ เกษตรกรได้เข้าใจในรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ โครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร แนะนาให้สหกรณ์ การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า (สกต.) จัดหาปัจจัย การผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าและจัดหา พนักงานไว้คอยบริการให้เพียงพอ กิตติกรรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาภรณ์ พวงชมภู ที่ได้กรุณาให้คาแนะนาและ เป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาวิจัย เกษตรกร และ พนักงานธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การ เกษตร สาขาบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น สาหรับความ ร่วมมือในการให้สัมภาษณ์เป็นอย่างดี เอกสารอ้างอิง ธานินทร์ ศิลป์จารุ. 2550. การวิจัยและวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS. กรุงเทพฯ: บิสซิเนสอาร์แอนด์ดี. 359 น. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์. 2555. จุลสาร ธ.ก.ส. ฉบับที่ 431. กรุงเทพฯ: สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิสซิ่ง. 50 น. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.baac.or.th/content-product.php (10 พฤษภาคม 2555).
  • 75.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 71-78 71 ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดาริดอยแบแล อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ Factors Affecting Participation of Karen Villagers in Forest Resource Conservation at Baelae Highland Agricultural Development Station, Omkoi District, Chiang Mai พงศ์วิชญ์ กันทะวงศ์* และวรทัศน์ อินทรัคคัมพร Pongwit Kantawong* and Wallratat Intaruccomporn ภาควิชาเศรษฐศาสตร์และส่งเสริมการเผยแพร่การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50200 Department of Agricultural Economics and Agricultural Extension, Faculty of Agriculture, Chiang Mai University Chiang Mai, Thailand 50200 *Corresponding auther: legip@hotmail.com Abstract The objectives of this research aimed to study the Karen's participation on irrigation management at Baelae Highland Agricultural Development Station, and to analyze the relationship between personal characteristics, social and economic factors and their participation on irrigation management. Data was collected by questionnaires from a sample of 219 informant, one per household, and for descriptive statistics and stepwise multiple regression . The results showed that most of the samples were male (73.1%), age between 31-40 years old (32.9%). Most of them were uneducated (84.5%) as well as their language skill was just medium level. However, had received information about forest conservation from television (48.4%). The main income of the samples was from agriculture (87.7%), and the average income was approximately 3,001-4,000 Baht per month (72.6%). Aspects of participation in the forest conservation activities studied included reforestation, forest protection, forest fire prevention and knowledge promotion of forest conservation aspects. The overall participation were in moderate range, whereas knowledge promotion aspect was in low range. This might be because of the disadvantage communication, due to their language skill, The hypothesis test showed that age, social position and understanding of forest conservation knowledge are significantly associated with the participation in forest conservation at P=0.05. Keywords: participation, forest resource, conservation
  • 76.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78 72 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และปัจจัย ที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการศึกษาวิจัย คือ หัวหน้าครัวเรือนหรือตัวแทน ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง จานวน 219 ราย เครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสูด ค่าต่าสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบความสัมพันธ์ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอย พหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็น เพศชาย (ร้อยละ 73.1) มีอายุระหว่าง 31-40 ปี (ร้อยละ 32.9) ไม่ได้เรียนหนังสือ (ร้อยละ 84.5) มีความรู้ความ เข้าใจในภาษาระดับปานกลาง ได้รับข้อมูลข่าวสารจาก โทรทัศน์ (ร้อยละ 48.4) แหล่งที่มาของรายได้หลัก คือ เกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 87.7 มีรายได้เฉลี่ย 3,001-4,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 72.6) การศึกษา ด้านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้ ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การปลูกป่า การป้องกันรักษาป่า การป้องกันไฟป่า และ การเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้ พบว่า โดยภาพรวมมีส่วนร่วมในระดับปานกลาง ในด้านการเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ พบว่า ภาพรวมทั้งหมด อยู่ในระดับน้อย เนื่องจากมีการศึกษาน้อย และมี ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ป่าน้อย ความรู้ความเข้าใจ ในภาษาไทยมีไม่มากทาให้การสื่อสารลาบาก จึงทาให้ ประเด็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ มีระดับการมีส่วนร่วมน้อย ผลการ ทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาความ สัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม พบว่า อายุ ตาแหน่งทาง สังคม และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยสาคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 คาสาคัญ: การมีส่วนร่วม ทรัพยากรป่าไม้ การอนุรักษ์ คานา พื้นที่สูงส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ใน ภาคเหนือ และมีชาวเขาเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่และ ประกอบอาชีพทางการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขา เผ่าต่างๆ ได้แก่ กะเหรี่ยง ม้ง ลีซอ มูเซอ อีก้อ เย้า และลั๊วะ เป็นต้น ชาวไทยภูเขาเหล่านี้มีวัฒนธรรม ประเพณี และมีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมแตกต่างกัน ประกอบกับการขยายตัวเพิ่มขึ้นของประชากรเป็น ไปอย่างต่อเนื่อง ความต้องการอาหารสาหรับบริโภค เพิ่มมากขึ้น การเกษตรยังอาศัยเทคโนโลยีพื้นบ้าน ที่สืบทอดกันมาแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยเฉพาะการทา ไร่เลื่อนลอย ปัญหาการทาลายทรัพยากร ธรรมชาติ อันเป็นแหล่งต้นน้า ลาธาร และการทาลายระบบนิเวศ ลุ่มน้ายังมีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรป่าไม้ กลายเป็นปัญหาที่มีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา ประเทศ ทั้งนี้เนื่องมาจากการทาลายองค์ประกอบทาง ธรรมชาติของระบบนิเวศ ทาให้ขาดความสมบูรณ์ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม (ชูเกียรติ, 2531) กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาที่ยังคงยึดประเพณีการ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบทาไร่หมุนเวียน ประชากรส่วนใหญ่ของชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ใน ประเทศพม่า ต่อมาได้เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนพม่า เข้ามาในเขตประเทศไทย มีภาษาพูดเรียกว่า ภาษา กะเหรี่ยง ซึ่งจัดเป็นตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ชาว กะเหรี่ยงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายอย่าง ชาวเขาเผ่า นี้นอกเหนือจากภาษาพูดแล้ว ยังมีการแต่งกาย ศิลปะการแสดง และประเพณีต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่
  • 77.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 71-78 73 ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยราษฎรเกษตรกรในพื้นที่สูง จึงจัดตั้งสถานี ทดลองเกษตรในพื้นที่สูงขึ้น โดยนาพื้นที่ที่ถูกบุกรุก แผ้วถางแล้วมาจัดทาแปลงปลูกพืชเมืองหนาว และให้ ประชาชนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทา การเกษตรอย่างถูกหลักวิชาการ นอกจากนั้นรัฐบาล ได้ให้ความสาคัญกับการพัฒนาพื้นที่สูงมาอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อเน้นการแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น แก้ไข ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อขยายพื้นที่ทาการเกษตร การตัดไม้เพื่อแปรรูปส่งขายนายทุน ควบคู่กับการ แก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงเป็นหลัก ปัจจุบันพื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้างบนพื้นที่ สูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้กลับมี แนวโน้มลดลง เป็นผลเนื่องมาจากการจานวนประชากร ที่เพิ่มขึ้น เกิดขยายตัวของชุมชน และมีการใช้ประโยชน์ จากป่าไม้มากขึ้น ทั้งในลักษณะของการเป็นที่อยู่อาศัย การตัดไม้เพื่อการค้า การใช้และการเผาพื้นที่ป่า เพื่อ ทาการเกษตรและเพื่อหาของป่า การล่าสัตว์และการ เผาไร่ ต่อมาการพัฒนาบนพื้นที่สูง จึงเน้นการพัฒนา ในเชิงบูรณาการมากขึ้น โดยเน้นการส่งเสริมและ พัฒนาการเกษตร เพื่อมุ่งการส่งออกขายยังตลาดใน เมืองเป็นหลัก ทาให้ชาวเขาให้ความสนใจมาปลูกพืช เศรษฐกิจ โดยมีโครงการพัฒนาการเกษตรที่สูงเข้ามา ส่งเสริม สร้างความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการแก้ไข ปัญหา และการบริหารจัดการป่าไม้ เพื่อให้สามารถใช้ ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ได้ในแนวทางการอนุรักษ์ที่ ยั่งยืน อีกทั้งยังลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของ รัฐและประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มี ส่วนร่วมในการดูแล และการบริหารจัดการพื้นที่ โครงการบางส่วน และให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยและ ทากินได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น ผู้ทาวิจัย จึงมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับ ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงในโครงการสถานีพัฒนา การเกษตรที่สูงตามพระราชดาริดอยแบแล ซึ่งชาวไทย ภูเขาเหล่านี้ มีส่วนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มาก น้อยเพียงใด และนาผลที่ได้จากการวิจัยไปวิเคราะห์ เพื่อแก้ปัญหา พัฒนาและส่งเสริมชาวไทยภูเขาเผ่า กะเหรี่ยงได้รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้มากขึ้น กว่าเดิม อันจะส่งผลต่อความสมดุลของธรรมชาติและ ระบบนิเวศต่อไปในอนาคต วิธีดาเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีศึกษาเชิงปริมาณ โดยทา การสัมภาษณ์หัวหน้าหรือตัวแทนครัวเรือนชาวไทย ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง (เพศชายหรือเพศหญิง) ในพื้นที่ โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดาริ ดอยแบแล จานวน 483 คน กาหนดขนาดของกลุ่ม ตัวอย่างโดยใช้สูตร Yamane (อ้างโดย สุชาติ, 2546) ได้กลุ่มตัวอย่าง 219 คน และเทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบ ง่าย (Simple random sampling) สร้างแบบสัมภาษณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูล และนาข้อมูลที่ได้มาประมวลผลทาง สถิติโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่าสุด เพื่ออธิบาย ลักษณะข้อมูลต่างๆ และการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ทางสถิติ ระหว่างตัวแปรอิสระ ได้แก่ ลักษณะส่วนบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา ความ เข้าใจในภาษาไทย และจานวนสมาชิกในครัวเรือน ปัจจัยด้านเศรษฐกิจซึ่งประกอบไปด้วย รายได้ทั้งหมด ของครัวเรือน และพื้นที่ของครัวเรือน และปัจจัยสังคม ประกอบไปด้วยการ เป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้ การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และความรู้ความ เข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ กับตัวแปรตาม คือ ระดับการมีส่วนร่วมของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การวิจัยครั้งนี้ได้กาหนดวิธีการวัดค่าของตัว แปรตามจัดโดยแบ่งช่วงคะแนนจากสูตรอันตรภาคชั้น (กัญจนา, 2535) จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง
  • 78.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78 72 ได้แก่การปลูกป่า การป้องกันรักษาป่า การป้องกันไฟป่า การเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ มีส่วนร่วมมากให้คะแนน 3 คะแนน มีส่วนร่วม ปานกลางให้คะแนน 2 คะแนน และมีส่วนร่วมน้อย ให้ คะแนน 1 คะแนน จัดลาดับช่วงคะแนน และแปลผล ระดับการมีส่วนร่วม โดยจัดกลุ่มแบ่งช่วงคะแนนแจก แจงความถี่ข้อมูลเป็นอันตรภาคชั้น ดังนี้ ระดับคะแนน 2.33-3.00 มีส่วนร่วมมาก ระดับคะแนน 1.67-2.32 มี ส่วนร่วมปานกลาง และระดับคะแนน 1.00-1.66 มีส่วน ร่วมน้อย ผลการวิจัยและวิจารณ์ ลักษณะส่วนบุคล ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง จากการศึกษา พบว่า หัวหน้าหรือตัวแทน ครัวเรือนชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่เป็นเพศ ชาย คิดเป็นร้อยละ 73.1 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี คิด เป็นร้อยละ 32.9 ไม่ได้เรียนหนังสือ คิดเป็น ร้อยละ 84.5 มีความรู้ความเข้าใจในภาษาไทยในระดับปานกลาง มากกว่าครึ่งหนึ่ง จานวนร้อยละ 62.1 เคยได้รับการ ฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ หัวหน้า ครัวเรือนชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่มีจานวนสมาชิก ในครัวเรือนที่ทาการเกษตร 1-2 คน ในด้านการได้ รับข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์ จานวนร้อยละ 48.4 จากวิทยุกระจายเสียง ร้อยละ 38.4 จากเจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 32.4 จากเอกสารต่างๆ ร้อยละ 11.4 และจาก โปสเตอร์ ร้อยละ 11.0 และจานวนร้อยละ 99.0 ไม่เคย ได้รับข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ เช่น โปสเตอร์ หรือเอกสารแผ่นพับ แหล่งที่มาของรายได้หลัก คือ เกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 87.7 ชาวไทยภูเขาเผ่า กะเหรี่ยงร้อยละ 72.6 มีรายได้เฉลี่ย 3,001-4,000 บาทต่อเดือน มีขนาดพื้นที่ถือครองอยู่ในครอบครอง มากที่สุดจานวน 1 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 47.9 การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง พบว่า ชาวไทยภูเขา เผ่ากะเหรี่ยงมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรอยู่ใน ระดับปานกลาง คือ ในด้านการป้องกันรักษาป่า การ ป้องกันไฟป่า และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชาวไทย ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงยังมีความสนใจในการมีส่วนร่วมใน สามประเด็นดังกล่าวยังไม่มาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชาว ไทยภูเขาส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจในบทบาท และหน้าที่ของตนเองต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ไม่มากนัก เช่นจากประเด็น ที่ว่าป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง ป่าไม้ ของประเทศไทยเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอแล้วตัด เท่าไรก็ไม่หมดสิ้น จากการสัมภาษณ์ชาวไทยภูเขา ตอบถูก คิดเป็นจานวนร้อยละ 85.5 และส่วนใหญ่ไม่มี ความรู้ในเรื่องการอนุรักษ์ป่า จึงทาให้ความสนใจใน สามประเด็นนี้ไม่มากนัก มีบางประเด็นที่ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีระดับการมีส่วนร่วมน้อย คือ การเผยแพร่ความรู้ และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้ ได้แก่ 1) แนะนาเพื่อนบ้านให้ทราบถึงประโยชน์ ของป่าไม้และโทษอันเกิดจากการตัดไม้ทาลายป่า 2) แนะนาเพื่อนบ้านให้ทราบถึงอันตรายอันเกิดจากไฟป่า 3) ชักชวนเพื่อนบ้านให้ช่วยกันถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ ป่าไม้ 4) ชักชวนเพื่อนบ้านให้เข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับ การดารงชีพอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน 5) เผยแพร่ความรู้และ การปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ให้แก่ลูกหลาน มีค่าระดับการมีส่วนร่วมในระดับน้อย ซึ่งอาจจะเนื่อง มาจากชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้ ในเรื่องการอนุรักษ์ป่า และปัญหาในด้านการสื่อสาร ภาษาไทย ทาให้เกิดการติดต่อสื่อสารลาบาก จึงทาให้ ประเด็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้มีระดับการมีส่วนร่วมน้อย 74
  • 79.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 71-78 73 การทดสอบความสัมพันธ์ทางสถิติ ผลการวิเคราะห์ พบว่า อายุการเป็นสมาชิก องค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ อายุของชาวไทยภูเขาเผ่า กะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับระดับการมี ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ แสดงให้เห็นว่า ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงมีอายุมาก มีการปฏิบัติใน การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ มากกว่าชาวไทย ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีอายุน้อยกว่า เนื่องจากหัวหน้า หรือตัวแทนชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่ทาการ สัมภาษณ์ มีอายุระหว่าง 31-40 ปี จะเป็นผู้ที่ให้ข้อมูล และมีส่วนร่วมต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ของทางสถานีฯ มากที่สุด แสดงว่า ชาวไทยภูเขาเผ่า กะเหรี่ยงส่วนใหญ่ที่มีอายุเฉลี่ยอยู่ในช่วงนี้ มีแนวโน้ม ที่จะแสดงพฤติกรรมการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติด้าน ความรับผิดชอบในการมีส่วนร่วมสูงกว่าชาวไทยภูเขา เผ่ากะเหรี่ยงที่อายุยังน้อย ซึ่งสอดคล้องกับเกศแก้ว (2545) ได้ศึกษาพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของประชาคม ในการสร้างเศรษฐกิจชุมชน กรณีศึกษาจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา พบว่า คนที่มีอายุมากอยู่ในช่วงวัยทางาน 30-50 ปี จะมีพละกาลังในการทางานมากและมีการ ร่วมปฏิบัติกับกลุ่มที่มาก มีการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง กลุ่มสมาชิกคนในชุมชน เพื่อที่จะช่วยเหลือกันในการ ทางานของกลุ่ม ขณะเดียวกันกลุ่มที่อายุมากกว่า 50 ปี จะมีส่วนร่วมในระดับมากในการให้ความรู้แก่เพื่อนบ้าน เกี่ยวกับกิจกรรมของชุมชน เพื่อต้องการให้ชุมชนได้ ตระหนักถึงความสาคัญและประโยชน์ที่จะได้รับทั้ง ส่วนตนและชุมชนในการสร้างรายได้ เช่นเดียวกับจาเนียร (2553) ได้ทาการศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้ น้าชลประทาน ในเขตจัดรูปที่ดินด้านการบริหารจัดการ การใช้น้า ศึกษากรณีโครงการส่งน้าและบารุงรักษา พนมทวน อาเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า อายุ และการเป็นสมาชิกมีความสัมพันธ์กับระดับการมีส่วน ร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้าชลประทาน ประสบการณ์ด้านอายุ เป็นปัจจัยที่มีส่วนในการช่วยในการตัดสินใจ ให้เห็น ความสาคัญของการเข้าร่วมประชุม แสดงข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เสนอปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ร่วมประชาสัมพันธ์ ร่วมปฏิบัติตามข้อตกลง ระเบียบ ข้อบังคับ มีส่วนร่วมในกิจกรรมและให้ข้อมูลต่อ โครงการ และการเป็นสมาชิกมีความสัมพันธ์กับระดับ การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้าชลประทานในภาพรวม ด้านการมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์และบารุงรักษา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการเป็นสมาชิก มีผลทาให้มีความ เข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติและบารุงรักษา การดาเนินงานตามภารกิจซึ่งมีความใกล้ชิด และ ผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกโดยตรง วิวัฒน์ (2536) กล่าวไว้ว่า สิทธิชุมชนจะมุ่งเน้นถึงพันธะหน้าที่ความ รับผิดชอบร่วมกันภายในชุมชนและระหว่างชุมชน ที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาทรัพยากรและธรรมชาติ แวดล้อม โดยนัยนี้สิทธิชุมชนจึงเป็นเสมือนหนึ่งใน เครื่องมือหรือกลไกของความสมดุลต่อกระแสอานาจ และผลประโยชน์ จึงเท่ากับเป็นหลักประกันการจัดการ ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวไทยภูเขา เผ่ากะเหรี่ยงที่เป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ที่ศึกษามี ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้มากกว่าชาวไทยภูเขา เผ่ากะเหรี่ยงที่ไม่เป็นสมาชิกขององค์กรใดๆ เลย ส่วนประเด็นเรื่องความรู้ความเข้าใจในการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ในเชิงลบ แสดงว่า ผู้ที่มีความรู้ความ เข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย จะมีผลต่อ ระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มากกว่าผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้มาก ในประเด็นนี้ผลที่ได้ออกมาเชิงลบ ซึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มาก ไม่ค่อยให้ความ ร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้อาจ เนื่องมาจากปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น การที่ชาวไทย ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ มีความรู้ ความเข้าใจในภาษาระดับปานกลาง จึงเกิดการสื่อสาร 75
  • 80.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78 72 กันลาบากและอีกประการหนึ่ง คือ ในเรื่องของการ ขาดแรงจูงใจ เพราะชาวไทยภูเขามีฐานะที่ค่อนข้าง ยากจน ดังนั้นการเข้าร่วมทากิจกรรมจาเป็นที่ต้องมี แรงจูงใจ หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น เรื่องของ การบริจาคของวัตถุปัจจัยต่างๆ ผลตอบแทนในการ เข้าร่วมกิจกรรมการสื่อสาร เพื่อที่จะทาให้ผลการ ปฏิบัติที่ออกมานั้น ประสบความสาเร็จและได้รับการ ให้ความร่วมมือ งามตา (2535) กล่าวว่า การขาดแรงจูงใจ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ตัวอย่างเช่น บุคคลที่มี แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงจึงมักทางานและให้ความร่วมมือ เพื่อให้ได้ผลงานออกมาดีที่สุด ถ้าทักษะการมีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ในการทางานสูง ทาให้คนที่เข้ามาปฏิบัติ งานในหน่วยงานทางานเพื่อความสาเร็จของผลงาน เป็นหลัก โดยมีความสาคัญขององค์ประกอบภายนอก อื่นๆ เช่น เรื่องของการบริจาคของ เงิน วัตถุปัจจัยต่างๆ ผลตอบแทนในการเข้าร่วมกิจกรรม ความดีความชอบ หรือผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ สิ่งสาคัญในการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้ ประชาชนหรือชุมชนได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ข้อมูลที่ต้องการสื่อสารนั้น ต้องอาศัยกระบวนการมี ส่วนร่วมของประชาชน เพราะถือว่าเป็นส่วนช่วยให้ กระบวนการติดต่อสื่อสารสัมพันธ์หรือแลกเปลี่ยน ข่าวสารระหว่างสมาชิกในสังคมเป็นไปได้โดยสะดวก ขึ้น การร่วมกิจกรรมต่างๆ ต้องเกิดจากความเต็มใจ และความร่วมมือ สุนีย์ (2545) พบว่า บางครั้งประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา เพราะเกิดจากค่านิยม ความเกรงใจหรือเกรงกลัวผู้นาท้องถิ่น การถูกบีบ บังคับจากผู้มีอานาจหรือภาครัฐ จึงไม่ค่อยแสดงความ คิดเห็นและการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ ดังนั้น บางครั้ง การแก้ไขปัญหาจึงไม่สนองตอบต่อความต้องการของ ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุที่คนมีความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย จะมีผล ต่อระดับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มากกว่าผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้มาก เพราะคนที่มีความรู้ความเข้าใจมากกว่า ไม่มีแรงจูงใจหรือผลประโยชน์อื่นๆ ในการเข้ามามี ส่วนร่วมในกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ Table 1 Factors affecting participation of Karen villagers in forest resource conservation Independent factor Sig. B t R2 SEE Age 0.045 0.059 2.014 - - Membership organization in the village 0.033 0.155 2.152 - - Knowledge about conversation forest resources 0.014 -.039 -2.486 - - Total 1.138 3.795 0.810 0.493 Statistically significant at P<0.05 สรุปผลการวิจัย จากการศึกษา พบว่า หัวหน้าหรือตัวแทน ครัวเรือนชาวไทยภูเขาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ ระหว่าง 31-40 ปี ซึ่งไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ มีความรู้ ความเข้าใจในภาษาไทยระดับปานกลาง ส่วนใหญ่เคย ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มีจานวนสมาชิกในครัวเรือนที่ทาการเกษตร 1-2 คน ได้รับข้อมูลข่าวสารจากการดูสื่อโทรทัศน์ รายได้หลัก ได้มาจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ เฉลี่ย 3,100-4,000 บาทต่อเดือน และมีขนาดพื้นที่ถือ ครองเฉลี่ย 1 ไร่ ในด้านการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ 76
  • 81.
    Journal of Agr.Research & Extension 31(1): 71-78 77 ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง พบว่า ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากรอยู่ในระดับปานกลาง คือ การป้องกันรักษา ป่า การป้องกันไฟป่า และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากชาว ไทยภูเขาส่วนใหญ่ ยังมีความรู้ความเข้าใจในบทบาท และหน้าที่ของตนเอง ต่อการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ความสนใจในสามประเด็นนี้ จึงมีไม่มากนัก และการมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้น้อย ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อิสระและตัวแปรตาม กับการปฏิบัติในการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง ผลการ ทดสอบสมมุติฐานเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร อิสระและตัวแปรตาม สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ พบว่า ตัวแปรอิสระที่มีผลต่อการปฏิบัติในการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ของชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง มี 3 ตัวแปร คือ อายุการเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน และความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้อย่างมีนัยสาคัญ โดยอายุและการเป็น สมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน มีความสัมพันธ์กับการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในเชิงบวก แสดงให้เห็นว่าชาว ไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีอายุมาก มีการปฏิบัติในการ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้มากกว่าชาวไทยภูเขา เผ่ากะเหรี่ยงที่มีอายุน้อย ดังนั้นควรมีการสนับสนุนให้ คนที่มีอายุต่ากว่า 30 ปี เข้ามามีบทบาท และมีส่วนร่วม ในกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เห็นความสาคัญของประโยชน์ ของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การเข้าร่วมในการทา กิจกรรมทาให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดการ บารุงรักษา รักและหวงแหน ซึ่งจะทาให้ชาวไทยภูเขา เผ่ากะเหรี่ยงที่ยังมีอายุน้อย เห็นคุณค่าของการทา กิจกรรมร่วมกัน การเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้านมี ความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์ป่าไม้ แสดงให้เห็นว่า ชาวไทยภูเขาเผ่า กะเหรี่ยงที่เป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ในหมู่บ้าน จะมี ส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้มากกว่าชาวไทยภูเขาเผ่า กะเหรี่ยงที่ไม่เป็นสมาชิกขององค์กรใดๆ เลย แสดงว่า ในการเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ นามาซึ่งพันธะหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ต้องมีมากกว่าบุคคลทั่วไป มีผล ทาให้สมาชิกเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ และบารุงรักษา การดาเนินงานตามภารกิจซึ่งมีความ ใกล้ชิด และมีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกโดยตรง ทาให้มีส่วนร่วมมากเมื่อเป็นสมาชิกองค์กรต่างๆ ดังนั้นควรมีการจัดตั้งกลุ่มและการสร้างเครือข่ายให้ ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงได้ร่วมกันเป็นสมาชิกภายใน องค์กร เช่น องค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ปาชุมชน เพื่อที่ จะได้ให้ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการปลูกฝัง และมีส่วนร่วมในการช่วยกันอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ ส่วนความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากร ป่าไม้ มีความสัมพันธ์กับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ในเชิงลบ แสดงว่า ผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย จะมีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มากกว่าผู้ที่มีความรู้ความ เข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มาก ทั้งนี้อาจเนื่อง มาจากการที่ชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงมีความรู้ความ เข้าใจการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มากขาดแรงจูงใจ เพราะชาวไทยภูเขามีฐานะที่ค่อนข้างยากจน ดังนั้น การเข้าร่วมในการทากิจกรรมจาเป็นที่ต้องมีแรงจูงใจ หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น เรื่องของการบริจาค ของ วัตถุปัจจัยต่างๆ ผลตอบแทนในการเข้าร่วม กิจกรรมการสื่อสาร เพื่อที่จะทาให้ผลการปฏิบัติที่ ออกมานั้นประสบความสาเร็จและได้รับความร่วมมือ และชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่มีความรู้ ความเข้าใจ การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อย ต้องการที่จะเข้ามามี ส่วนร่วมในการทากิจกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และต้องการที่จะมีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรป่าไม้ที่เพิ่มขึ้น
  • 82.
    วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 31(1): 71-78 78 กิตติกรรมประกาศ ผู้วิจัยขอขอบคุณหน่วยงานในพื้นที่โครงการ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดาริดอยแบแล อาเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้ความอนุเคราะห์ ข้อมูล และอานวยความสะดวกในการเก็บรวมรวมข้อมูล ภาคสนาม และขอขอบคุณหัวหน้าและตัวแทนชาวไทย ภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงผู้ให้ข้อมูล เอกสารอ้างอิง กัญจนา ลินทรัตนศิริกุล. 2535. สถิติวิจัยและ ประเมินผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: สานักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช. 287 น. เกศแก้ว เจริญวิริยะภาพ. 2545. พฤติกรรมการมี ส่วนร่วมของประชาคมในการสร้าง เศรษฐกิจชุมชน: กรณีศึกษาจังหวัดพัทลุง. 171 น. ใน รายงานการวิจัย. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ. งามตา วนินทานนท์ . 2535. จิตวิทยาสังคม. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. 528 น. จาเนียร โกมลวานิช. 2553. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้น้า ชลประทานในเขตจัดรูปที่ดิน ด้านการ บริหารจัดการการใช้น้า: ศึกษากรณี โครงการส่งน้าและบารุงรักษาพนมทวน อาเภอท่าม่วงจังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัย ราชภัฏกาญจนบุรี. 150 น. ชูเกียรติ ลีสุวรรณ. 2531. การให้ความรู้ความ เข้าใจแบบมีส่วนร่วมในระดับตาบลใน เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในจังหวัดลาปาง. 24-30 น. ใน รายงานการวิจัย. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์. 2536. สิทธิชุมชน: การ กระจายอานาจการจัดการทรัพยากร. กรุงเทพฯ: สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา. 502 น. สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์. 2546. ระเบียบการวิจัยทาง สังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ: เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง. 681 น. สุนีย์ มัลลิกะมาลย์. 2545. รัฐธรรมนูญกับการมี ส่วนร่วมของประชาชนในการพิทักษ์รักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. 271 น.
  • 83.
    79 การเตรียมต้นฉบับ วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4เดือน กาหนดออกปีละ 3 ฉบับ โดยเริ่มฉบับที่ 1 ในเดือน มกราคม มีจุดประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศ เรื่องที่จะตีพิมพ์ในวารสาร นอกจากบทความวิจัยแล้ว บทความทางวิชาการอื่นๆ ที่เป็นการแสดงความคิดใหม่ หรือสมมุติฐานใหม่ที่มี หลักฐานอ้างอิง หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางหรือลึกซึ้งในสาขาวิชาการใดสาขาวิชาการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ การเกษตร หรือเป็นการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน การเตรียมต้นฉบับ 1. ต้นฉบับ ตีพิมพ์บทความเป็นภาษาไทย การพิมพ์ใช้ตัวอักษร Browallia New ขนาดตัวอักษร 16 ตัวหนา ในส่วนของหัวข้อเรื่อง และขนาดตัวอักษร 15 ตัวปรกติ ในส่วนของเนื้อหา พิมพ์หน้าเดียวในกระดาษขนาด A4 เว้นขอบทั้ง 4 ด้าน 1 นิ้ว (2.5 ซม.) พร้อมระบุเลขหน้า ความยาวของเนื้อเรื่อง รวมรูปภาพ ตาราง และเอกสารอ้างอิงต้องไม่เกิน 10 หน้า 2. ชื่อเรื่อง ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ควรกระชับและตรงกับเนื้อเรื่อง ขนาดตัวอักษร 18 ตัวหนา 3. ชื่อผู้แต่ง และสถานที่ติดต่อ ต้องมีชื่อเต็ม-นามสกุลเต็มทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขนาดตัวอักษร 15 ตัวหนา และระบุ หน่วยงานหรือสถาบันที่สังกัด ของผู้แต่งหลักและผู้แต่งร่วมทุกคน และ E-mail address ของผู้แต่งหลักไว้ด้วย ขนาดตัวอักษร 12 ตัวปรกติ 4. บทคัดย่อ (Abstract) บทความวิจัย/บทความทางวิชาการอื่นๆ จะต้องมีบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 15 บรรทัด โดยเขียนให้กะทัดรัด ตรงประเด็น และให้สาระสาคัญ 5. คาสาคัญ (Keywords) ต้องมีคาสาคัญทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษไว้ท้ายบทคัดย่อของแต่ละภาษา อย่างละไม่เกิน 5 คา 6. เนื้อเรื่อง (1) คานา อธิบายความสาคัญของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการวิจัย อาจรวมการตรวจเอกสารเข้าไว้ด้วย ในการอ้างอิง เอกสารให้เขียนชื่อผู้แต่ง และปีที่ตีพิมพ์ อยู่ในวงเล็บเดียวกัน หรือเขียนชื่อผู้แต่ง แล้วเขียนปีที่ตีพิมพ์ ไว้ในวงเล็บแล้วแต่ กรณี ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้ “..........โรคใบหงิกมีพบทั่วไปในประเทศบังคลาเทศ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย (Boccardo and Milne, 1984; Ling et al., 1978) ในประเทศไทยนั้น นอกจากก่อความเสียหายกับข้าวปลูกทั้งชนิด Japonica และ Indica (Oryza sativa) พันธุ์ต่างๆ แล้ว ทวัช (2544) ยังพบว่า ทาความเสียหายได้กับข้าวไร่และข้าวป่าต่างๆ..........” (2) อุปกรณ์และวิธีการ/วิธีดาเนินการวิจัย อธิบายเครื่องมือ พร้อมระบุวิธีการวิจัย วิธีการเก็บข้อมูล ระยะเวลาและปีที่ทาการ วิจัย รวมทั้งวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ให้บรรยายโดยสรุปและไม่จาเป็นต้องระบุวิธีการที่เป็นที่รู้กันทั่วไป (3) ผลการวิจัย ไม่จาเป็นต้องแสดงวิธีการวิเคราะห์ทางสถิติ แต่ให้เสนอในรูปของตาราง และรูปภาพโดยสรุปหลังจากวิเคราะห์ ทางสถิติแล้ว ทั้งนี้ คาอธิบายและรายละเอียดต่างๆ ของตารางและรูปภาพ ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยมีความ ชัดเจน กะทัดรัด และมีหมายเลขกากับด้านล่างของรูปภาพ และเมื่ออ้างถึงในเนื้อหาให้ใช้เป็นคาว่า Table และ Figure (4) การวิจารณ์ผล การสรุปผล และข้อเสนอแนะ ควรวิจารณ์ผลการวิจัยพร้อมทั้งสรุปประเด็น และสาระสาคัญของงานวิจัย หรือให้ข้อเสนอแนะบนพื้นฐานของผลการวิจัย หมายเหตุ: หน่วยวัดตามระบบต่างๆ ให้ใช้ตัวย่อตามมาตรฐานในการเขียนที่กาหนดไว้ เช่น เซนติเมตร = ซม. ตาราง เมตร = ตร.ม. มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม = มก./กก. แต่ถ้าเป็นหน่วยวัดที่มีพยางค์เดียวให้ใช้คาเต็มตามปรกติ เช่น เมตร กรัม ลิตร 7. กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณแก่ผู้ให้ทุนวิจัย หรือผู้ที่ได้ให้ความช่วยเหลือในการวิจัย 8. เอกสารอ้างอิง รายชื่อเอกสารที่ใช้เป็นหลักในการค้นคว้าวิจัยและมีการอ้างถึงในเนื้อหา โดยจัดเรียงลาดับตามตัวอักษร นาโดย กลุ่มเอกสารภาษาไทยแล้วตามด้วยกลุ่มเอกสารภาษาอังกฤษ ตามคาแนะนาวิธีการเขียน ดังนี้
  • 84.
    82 การเขียนเอกสารอ้างอิง 1. บทความจากวารสารวิชาการมาตรฐาน 1.1 ผู้เขียนคนเดียวหรือหลายคน ชื่อผู้เขียนบทความคนที่1,/ผู้เขียนบทความคนที่ 2/และ/ผู้เขียนบทความคนสุดท้าย.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อบทความ.//ชื่อวารสาร/ เลขปีที่(เลขฉบับที่):/เลขหน้า. หทัยพัฒน์ ค่อยประเสริฐ และ ปนัดดา นิรนาทล้าพงศ์. 2547. แนวทางการตรวจประเมินสาหรับการใช้ลวดอาร์กในการพ่น เคลือบเหล็กกล้าไร้สนิมด้วยวิธีอาร์กไฟฟ้า. ว.สงขลานครินทร์ 27(1): 91-100. Nadeem, M. Y. and M. Ibrahim. 2002. Phosphorus management in wheat-rice cropping system. Pak. J. Soil Sci. 21(4): 21-23. Chowdhury, M. A. H., R. Begum, M. R. Kabit and H. M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition and transformation of S and P in soil. Pakistan Journal of Biological Sciences 5(7): 736-739. 2. หนังสือ 2.1 ผู้เขียนคนเดียวหรือหลายคน ชื่อผู้แต่งคนที่ 1,/ผู้แต่งคนที่ 2/และผู้แต่งคนสุดท้าย.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อหนังสือ.//ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์.// จานวนหน้า. สุรินทร์ ปิยะโชคณากุล. 2543. พันธุวิศวกรรมเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 256 น. Aksornkoae, S. 1999. Ecology and Management of Mangroves. Bangkok: Kasetsart University Press. 198 p. Rajeshwar, K. and J. G. Ibanez. 1997. Environmental Electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p. 2.2 บทหนึ่งในหนังสือ ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อบทความ.//น./เลขหน้าที่ปรากฏเรื่อง.//ใน/ชื่อผู้รับผิดชอบ.//ชื่อหนังสือ.//รายละเอียดอื่นๆ (ถ้ามี).//ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์. Hill, S. E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G. M. (ed.). Methods of Testing Protein Functionality. London: Chapman & Hall. Jacober, L. F. and A. G. Rand. 1982. Biochemical of seafood. pp. 347-365. In Martin, R. E., G. J. Flick, C. E. Hebard and D. R. Ward (eds.). Chemistry and Biochemistry of Marine Food Products. Westport: AVI Inc. 2.3 หนังสือที่มีผู้รับผิดชอบในหน้าที่เป็นผู้รวบรวม ผู้เรียบเรียง หรือบรรณาธิการ ชื่อผู้รับผิดชอบ.//(หน้าที่รับผิดชอบ).// ปีที่พิมพ์.//ชื่อเรื่อง.//ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์:/สานักพิมพ์.//จานวนหน้า. กอชัย โตศิริโชค. (บรรณาธิการ). 2537. การรักษาด้วยสมุนไพร. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: มายิกสานักพิมพ์. 172 น. Byrappa, K. and M. Yoshimura. (eds.). 2001. Handbook of Hydrothermal Technology. New Jersey: Noyes Publication. 854 p. 3. เอกสารอื่นๆ 3.1 วิทยานิพนธ์ ชื่อผู้แต่ง.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อวิทยานิพนธ์.//ระดับของวิทยานิพนธ์.//ชื่อสถาบันการศึกษา.//จานวนหน้า. ประเชิญ สร้อยทองคา. 2530. การสกัดแยกสารแทนนินจากเปลือกไม้โกงกางเพื่อใช้ในการฟอกหนังชนิดฟอกทับ. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 113 น. Saiklao, W. 2002. Adaptive Bandwidth Allocation Control for Virtual Paths in Broadband Networks. Doctoral dissertation. Georgia Institute of Technology. 86 p. 80
  • 85.
    81 3.2 รายงานการประชุมวิชาการ รายงานการสัมมนาปาฐกถา รายงานประจาปี ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่พิมพ์.//ชื่อบทความ.//น./เลขหน้าที่ปรากฏเรื่อง.//ใน/ชื่อการประชุม.//รายละเอียดอื่นๆ (ถ้ามี).// ครั้งที่พิมพ์ (ถ้ามี).//สถานที่พิมพ์: สานักพิมพ์. กมลรัฐ อินทรทัศน์ กษิติธร ภูภราดัย และวันดี กริชอนันต์. 2548. Telecenter: ยุทธศาสตร์แห่งการกระจายโอกาส การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาชนบท. น. 423-432. ใน รายงานการประชุม ทางวิชาการภาคโปสเตอร์ ครั้งที่ 6 19-20 พฤษภาคม 2548. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้. Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings of ACVIM Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College of Veterinary Internal Medicine (ACVIM). 3.3 รายงานผลการวิจัย ชื่อผู้เขียนงานวิจัย.//ปีที่พิมพ์.//ชื่องานวิจัย.//จานวนหน้า.//ใน/รายงานผลการวิจัย.//สถานที่พิมพ์:/ชื่อหน่วยงาน. พรพันธ์ ภู่พร้อมพันธ์ ขนิษฐา ดวงสงค์ และรัฐพล ศรีบัวเผื่อน. 2544. การตรวจหาลายพิมพ์ดีเอ็นเอของกล้วยไม้ ไทยสกุลแวนด้าฟ้ ามุ่ย. 62 น. ใน รายงานผลการวิจัย. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยแม่โจ้. Theraumpon, N. 2003. Automatic classification of white blood cells in bone marrow images. 74 p. In Research report. Chiangmai: Chiangmai University. 3.4 บทความจากนิตยสาร ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่ตีพิมพ์.//ชื่อบทความ.// ชื่อนิตยสาร.//ปีที่ของนิตยสาร(เล่มที่): เลขที่หน้าที่อ้างอิง. นาชัย ทนุผล. 2543. การพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในชุมชนป่าบ้านโปง อาเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่. นิตยสารการท่องเที่ยว 21(1): 44-54. 3.5 บทความจากหนังสือพิมพ์ ชื่อผู้เขียนบทความ.//ปีที่ตีพิมพ์.//ชื่อบทความ.//ชื่อหนังสือพิมพ์.//(วันที่/เดือน/ปี):/เลขที่หน้าที่อ้างอิง. สมศักดิ์มานะไพศาล. 2549. เกษตรกรไทยในอนาคต. ไทยรัฐ. (10 มกราคม 2549): 7. 4. แหล่งข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ ผู้แต่งหรือผู้รับผิดชอบ.//ปีที่บันทึกข้อมูล.//ชื่อเรื่อง.//[ระบบออนไลน์].//แหล่งที่มา/ระบุแหล่งการติดต่อเครือข่ายหรือการ ถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล ชื่อแฟ้มข้อมูล/(วันที่/เดือน/ปี ที่ค้นข้อมูล). ฐานิตย์ เมธิยานนท์ นิวัติ พิริยะรุ่งโรจน์ และสมชาติ โสภณรณฤทธิ์. 2547. เตาเผาไหม้วอร์เทค-ฟลูอิไดซ์เบดแบบสอง ห้องเผาไหม้สาหรับเชื้อเพลิงแกลบ. ว.สงขลานครินทร์ 26(6): 875-893. [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www2.psu.ac.th/PresidentOffice/EduService/Journal/Firstpage.htm (22 กันยายน 2548). National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand. [Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001). Singh, M. and R. P. Singh. 2001. Siderophore producing bacteria-as potential biocontrol agents of mushroom disease. [Online]. Available http://www.uio.no/conferences June2000.htm# Samuels (3 July 2001).
  • 86.
    82 Guide for Authors Manuscriptssubmitted for publication should be of high academic merit and are accepted on condition that they are contributed solely to the Journal of Agricultural Research and Extension. Manuscripts, parts of which have been previously published in conference proceedings, may be accepted if they contain additional material not previously published and not currently under consideration for publication elsewhere. Submission of a multi-authored manuscript implies the consent of all the participating authors. All manuscripts considered for publication will be peer-reviewed by independent referees. Submission checklist Manuscript submission must include title page, abstract, key words, text, tables, figures, acknowledgments, reference list and appendices (if necessary). The title page of this file should include the title of the article, full names, official name and affiliations of all authors, E-mail address, telephone and fax numbers and full postal address of the corresponding author. Preparation and Submission of Manuscripts Authors submitting manuscripts for consideration for publication should follow the following guidelines. 1. Manuscript texts must be written using high-quality language. For non-native English language authors, the article should be proof-read by a language specialist before it is sent to Journal. 2. Manuscript texts should not exceed than 10 pages and the combined number of figures and tables. The inclusion of more figures and tables will reduce the word allowance, and vice versa. 3. The manuscript text and tables should be created using Microsoft Word. 4. Manuscript texts should be prepared single column, with sufficient margins (1.0 inch) for editorial and proof-reader’s marks. 12 pt Times New Roman font should be used throughout and all pages numbered consecutively. 5. Abstracts should not exceed than 200 words. About 5 keywords should also be provided. 6. All measures in the text should be reported in abbreviation 7. Tables and figures should each be numbered consecutively. 8. Acknowledgments should be as brief as possible, in a separate section before the references, not in the text or as footnotes. 9. Citations of published literature in the text should be given in the form of author and year in parentheses; (Hoffmann et al., 2001), or, if the name forms part of a sentence, it should be followed by the year in parenthesis; Hoffmann et al. (2001). All references mentioned in the reference list must be cited in the text, and vice versa. The references section at the end of the manuscript should list all and only the references cited in the text in alphabetical order of the first author’s surname. The following are examples of reference writing. Reference to a journal article: Chowdhury, M. A. H., R. Begum, M. R. Kabit and H. M. Zakir. 2002. Plant and animal residue decomposition and transformation of S and P in soil. Pak. J. Bio. Sci. 5: 736-739. Reference to article or abstract in a conference proceedings: Coates, J. 2013. Clinical Trial for Canine Degenerative Myelopathy. pp. 29-31. In Proceedings of ACVIM Specialty Symposium (Pre-forum) 12-15 June 2013. Seattle: American College of Veterinary Internal Medicine (ACVIM). Reference to a book: Rajeshwar, K. and J. G. Ibanez. 1997. Environmental electrochemistry. San Diego: Academic Press. 327 p. Reference to an edited book: Hill, S. E. 1996. Emultions. pp. 153-185. In Hall, G. M. (ed.). Methods of testing protein functionality. London: Chapman & Hall. Reference to an electronic data source (used only when unavoidable): Supplier/Database name (Database identifier or number)/Item or accession number (Access date) should be included National Economic and Social Development Board (NESDB). 2001. Input-output tables of Thailand. [Online]. Available http://www.nesdb.go.th (8 August 2001). 10. Submission of manuscript includes 3 copies in which one of them must conform to the format of the Journal of Agricultural Research and Extension. The other must be submitted without the author’s name and office with diskette/CD and cover letter to the editor. All should be directed to the editor at the address given.
  • 87.
    83 การส่งต้นฉบับ การตรวจสอบเบื้องต้น และการแก้ไข 1)ส่งต้นฉบับ 3 ชุด โดย 1 ชุด ให้มีรายละเอียดครบตรงตามคาแนะนาในการเตรียมต้นฉบับ และอีก 2 ชุด ไม่ต้องพิมพ์ชื่อเจ้าของบทความและสถานที่ทางาน พร้อมแผ่นบันทึกข้อมูล (Diskette/CD) และหนังสือนาส่งถึง บรรณาธิการ โดยนาส่งด้วยตนเอง/ทางไปรษณีย์/E-mail มายังบรรณาธิการวารสารวิจัยฯ ตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้ 2) กองบรรณาธิการจะพิจารณาบทความในเบื้องต้น ในกรณีที่ต้องแก้ไขจะแจ้งให้เจ้าของบทความทาการ แก้ไขก่อนนาส่งต่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาในลาดับต่อไป สาหรับบทความที่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ดาเนินการต่อ จะส่งต้นฉบับและแผ่นบันทึกข้อมูลคืนให้เจ้าของบทความ 3) บทความที่ได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการให้ดาเนินการต่อ จะได้รับการตรวจสอบทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้นๆ และบทความที่ได้รับการพิจารณาให้ตีพิมพ์ กองบรรณาธิการจะส่งข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมทั้งต้นฉบับและแผ่นบันทึกข้อมูลคืนให้ เจ้าของบทความปรับปรุงแก้ไข 4) เมื่อบทความได้รับการตีพิมพ์เรียบร้อยแล้ว กองบรรณาธิการจะจัดส่งวารสารฯ ให้เจ้าของบทความ จานวน 2 เล่ม
  • 88.
    JOURNAL OF AGRICULTURALRESEARCH AND EXTENSION Honorable Consultants: Asst. Prof. Dr. Chamnian Yosraj Asst. Prof. Dr. Pawin Monochai Assoc. Prof. Dr. Duang Buddhasukh Directing Editors: Assoc. Prof. Dr.Yongyut Khamsee Assoc. Prof. Jamnian Bunmark Asst. Prof. Dr. Jiraporn Inthasan Dr. Sureewan Mekkamol Editor-in Chief: Dr. Weerasak Prokati Editorial Board: Prof. Chalermpol Sampet Prof. Dr. Siriwat Wongsiri Prof. Dr. Prisarn Sithigorngul Prof. Dr. Tanongkiat Kiatsiriroat Prof. Dr. Pranom Chantaranothai Prof. Dr. Anurak Panyanuwat Prof. Dr. Sanchai Jaturasitha Assoc. Prof. Dr. Pramot Seetakoses Assoc. Prof. Dr. Prasert Janyasupab Assoc. Prof. Dr. Sittisin Bovonsombut Assoc. Prof. Dr. Nopmanee Topoonyanont Assoc. Prof. Aomtip Mekruksawannich-Kampe Asst. Prof. Dr. Jatuphong Varith Asst. Prof. Teerapong Sawangpanyangkura Dr. Sakesan Ussahatanonta Operation committee: Ms. Varee Rahong Mrs. Thanyarat Thawatmongkonsuk Ms. Rungsima Ampawan Mrs. Thipsuda Pookmanee Mr. Somyot Meesuk Ms. Ampar Sansai Mrs. Chiranan Senanan Ms. Dissawan Sutadsunti PR and Publishing: Mr. Prinya Painusa Mr. Prasit Chaikum Mrs. Prapaisri Thongjang Mrs. Suree Apichai Journal of Agricultural Research and Extension is a publication of the Office of Agricultural Research and Extension Maejo University and is intended to make available the results of technical work in the agricultural and related social sciences. Articles are contributed by MJU faculty members as well as by relevant the general public. Journal of Agricultural Research and Extension is published three times per year, contact with the Journal should be addressed to: The Editor, Journal of Agricultural Research and Extension Innovation and Technology Transfer Section, Office of Agricultural Research and Extension Maejo University, Chiang Mai 50290, Thailand Tel: +66-53-87-3935 Fax: +66-53-878-106 E-mail: res_journal@mju.ac.th Web site: www.rae.mju.ac.th
  • 89.
    Effects of Paclobutrazolon Leaf Development of Adenium obesum cv. Holland-Miss Thailand Nitipat Pattanachatchai 1-12 Effect of Naphthalene Acetic Acid and Benzyladenine on Fluorene and Fluoranthene Toxicity in Rice cv. RD 47 Waraporn Chouychai, Pannee Chatchai and Khanitta Somtrakoon 13-22 The Culture of Hybrid Catfish with Recirculation System Kamonwan Suphawinyoo, Yuttana Savangarrom, Sinchai Maneekat and Nichapon Baotong 23-32 Environmental Contamination and Degradation of Endosulfan by Microorganisms Khanitta Somtrakoon 33-50 The Strategy of Production Management of Vegetable Production in Nylon-net House for Ban Sa-at Som Sri Farmers Group in Phupor Sub-district, Mueang District, Kalasin Province Nongnapat Siriwanhom and Supaporn Poungchompu 51-61 Agricultural Input Management of Farmers under the Farmer Credit Card Project in Ban Fang District, Khonkaen Province Wetchayan Obmasuyand and Supaporn Poungchompu 62-70 Factors Affecting Participation of Karen Villagers in Forest Resource Conservation at Baelae Highland Agricultural Development Station, Omkoi District, Chiang Mai Pongwit Kantawong and Wallratat Intaruccomporn 71-78 JOURNAL OF Office of Agricultural Research & Extension Maejo University Vol. 31 No.1 January – April 2014 ISSN 0125-8850 AGRICULTURAL RESEARCH AND EXTENSION