โครงการศึกษาการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย จากการปรับเปลี่ยนสภาพอากาศ โดย สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน และเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย คณะที่ปรึกษา ดร . เดชรัต  สุขกำเนิด และคณะ สนับสนุนโดย Oxfam GB
I. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑ .  เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา  ( ตั้งแต่ปี  2500)  และแนวโน้มในอนาคตทั้งระดับชุมชนเป้าหมายและระดับจังหวัดเชียงใหม่ ๒ .  เพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนระบบและรูปแบบการผลิตของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงใหม่ ๓ .  เพื่อศึกษาผลกระทบจากระบบและรูปแบบเกษตรที่เปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านทางเลือกอื่น ๆของเกษตรกรรายย่อย
คำถามของประเด็นการวิจัย   ๑ .  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของชุมชนเป้าหมายและจังหวัดเชียงใหม่ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และแนวโน้มของสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๓๐ ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร  ? ๒ .  ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตทางการเกษตร  ?   และ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศต่อระบบ รูปแบบ ชนิดพืช ความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม จนมีส่วนผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบ รูปแบบ และชนิดของการปลูกพืช มีอะไรบ้าง  ?   ๓ .  มีวิธีในการปรับตัวทางการเกษตร โดยเฉพาะด้านระบบและรูปแบบการผลิตทางการเกษตรอะไรบ้างที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นปัจจุบัน  ?  จากการปรับเปลี่ยนระบบและรูปแบบเกษตรดังกล่าว ได้มีผลอะไรบ้างต่อความมั่นคงทางอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมของเกษตรกรรายย่อย ?
๔ .  นอกเหนือจากการผลิตทางการเกษตรแล้วมีทางเลือกอื่นอะไรบ้างที่สามารถทำให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นปัจจุบัน  ?  และมีผลที่เกิดขึ้นอะไรบ้างทางด้านความมั่นคงทางอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมของเกษตรกรรายย่อยจากการปรับเปลี่ยนจากการปรับเปลี่ยนเป็นอาชีพทางเลือกดังกล่าว  ? ๕ .  แนวทางและปัจจัยสนับสนุนในการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อยด้วยระบบเกษตรยั่งยืนที่สำคัญควรมีอะไรบ้าง  ?  ๖ .  แนวทางในการรณรงค์ด้านนโยบาย การสร้างความรู้และจิตสำนึกสาธารณะในการต่อกรกับปัญหาโลกร้อนและการสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อยที่ยากจนในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่สำคัญควรมีอะไรบ้าง  ?
II. ทบทวนวรรณกรรม แบบจำลองภูมิอากาศส่วนใหญ่ทำนายว่าอากาศจะร้อนขึ้นในเขตร้อน  ( ระหว่างเส้นรุ้ง  22½ ˚  เหนือและใต้ )  มากกว่าในเขตอบอุ่น โดยคาดว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น  1-2˚C  ระหว่างช่วงเวลา พ . ศ .  2523-2542  ถึงช่วงเวลา พ . ศ .  2563-2582  ในขณะที่ปริมาณฝนอาจลดลง  20%  ถึง เพิ่มขึ้น  5%  ( มิ่งสรรพ์ และคณะ  2552) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ได้ศึกษาพบว่า การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไชด์ เป็น  2  เท่า และอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ปริมาณผลผลิตข้าวอาจลดลง  ( IRRI 2007,   ในวิฑูรย์ และในดวงจันทร์ หน้า  181)  อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยตลอดฤดูที่เพิ่มขึ้นจากฐาน   22˚C  ลดจำนวนดอก / รวง ในอัตราที่ต่างกันในข้าวต่างพันธุ์  และเพิ่ม  %  ข้าวลีบหลังผสมเกสรแล้วต่างกันในข้าวต่างพันธุ์  ( มิ่งสรรพ์ ,  หน้า  251)
ทบทวนวรรณกรรม  ( ต่อ ) ผลผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานอาจลดต่ำลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อกระบวนการ พัฒนาของพืชถูกเร่งให้เร็วขึ้น เวลาในการสร้างใบสำหรับสังเคราะห์แสง และเวลาในการสะสมผลิตเมล็ด หรือหัว หรือน้ำตาลถูกจำกัดให้สั้นลงตลอดจนการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชจากสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไป  ( Mitchell  ในมิ่งสรรพ์ ,  หน้า  96 ,  239)  การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับความมั่นคงทางอาหาร :  ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้ฝนไม่ตกในช่วงเวลาที่ควรจะตก หรือฝกตกหนักแล้วทิ้งช่วง ฝนไม่กระจายตัวตามที่เคยเป็น อากาศร้อนเป็นระยะเวลายาวนาน หรือช่วงที่มีอากาศเย็นสั้นลง น้ำท่วมเป็นเวลานาน ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทั่วประเทศไทย
ความสามารถปรับตัวของระบบการเพาะปลูกไทยในเวลาประมาณ  50  ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยี่และตลาดใหม่ๆ การลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน  ( ระบบชลประทาน )  การปรับปรุงพันธุ์   การปรับตัวของเกษตรกรต่อระบบไร่นามีหลากหลายวิธี เช่น การเลือกใช้พันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้ง การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ การปลุกพืชหลายชนิดในแปลงเดียว การพัฒนาเทคนิคการอนุรักษ์น้ำและการจัดการการปลูกพืช  ( มิ่งสรรพ์ ,  หน้า  101)
III.  กระบวนการและวิธีการวิจัย ขั้นที่  1  การประเมินความเป็นไปได้ในการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม  1  และการสัมภาษณ์เกษตรกร ขั้นที่  2  การพัฒนาโครงการวิจัย ขั้นที่  3  การทบทวนวรรณกรรม  2 ขั้นที่  4  การออกแบบและทดสอบแบบสัมภาษณ์ ขั้นที่  5  การรวบรวมข้อมูล การสัมภาษณ์รายบุคคล / ครอบครัว การประชุมกลุ่มย่อย กรณีศึกษา ขั้นที่  6  การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล ขั้นที่  7  การเพิ่มเติมข้อมูล ระดับชุมชน / พื้นที่ และระดับระหว่างคณะทำงาน  4  โครงการ ขั้นที่  8  การเผยแพร่ ระดับชุมชน / จังหวัด และระดับชาติ
๔ . ๑ .  อุณหภูมิ   30  ปีที่ผ่านมาของเชียงใหม่
แนวโน้มอุณหภูมิของจังหวัดเชียงใหม่ ช่วง  30  ปีในอนาคต พ . ศ .  2552-2582
๔ . ๒ ระบบ รูปแบบการเกษตร และชนิดพืชที่ปลูกแต่ละพื้นที่ ลิ้นจี่ ลิ้นจี่ กล้วยน้ำว้า - - ชนิดพืชที่ปลูก ในที่สูง ลิ้นจี่ กล้วยน้ำว้า ลำไย ลำไย ผัก ข้าว - มันฝรั่ง - ข้าวโพด หรือ ข้าว - มันฝรั่ง - ผัก หรือ ข้าว - พริก - พริก หรือ ข้าว - พริก - ผัก ข้าว - ถั่วผักยาว ชนิดพืชที่ปลูก ในที่ดอน ข้าว - มันฝรั่ง ข้าว - ถั่วเหลือง ลำไย ข้าว - ข้าว   ข้าว - มันฝรั่ง ข้าว - มันฝรั่ง - ข้าวโพด ชนิดพืชที่ปลูก ในที่นาลุ่ม ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ระบบเกษตร ไชยปราการ อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันทราย
คณะผู้ศึกษาจึงได้กำหนดพืชหลักออกเป็น ๔ พืช ดังนี้ อำเภอ ไชยปราการ อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันทราย พื้นที่ศึกษา ลิ้นจี่ ข้าว ลำใย มันฝรั่ง ชนิดพืช
พื้นที่ศึกษา
อำเภอแม่แตง   :   ข้าว
อำเภอสันทราย  :  มันฝรั่ง
อำเภอสารภี :  ลำไย
อำเภอไชยปราการ :  ลิ้นจี่
๑ .  มันฝรั่ง
อุณหภูมิ  30  ปีอนาคตของจังหวัดเชียงใหม่   :   มันฝรั่ง
อุณหภูมิในพื้นที่ศึกษา
มันฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการสภาพอากาศเย็นในการเจริญเติบโต  โดยเฉพาะที่อุณหภูมิ  23  องศาเซลเซียส มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิของดินที่  20-28.8  องศาเซลเซียส ถ้าสูงมากกว่านี้ จะทำให้ลงหัวไม่ดี การสะสมแป้งในหัวไม่ดีเพราะสารพวกคาร์โบไฮเดรทและน้ำตาลจะถูกนำไปใช้ในการหายใจเป็นส่วนใหญ่ มันฝรั่ง  ( ไสว พงษ์เก่า ,  2534 )
ถ้าหากอุณหภูมิของดินสูงอยู่ระหว่าง  28-35  องศาเซลเซียส จะทำให้หัวพันธุ์มันฝรั่งที่ใช้ปลูกเกิดการเน่าหรือทำให้การเจริญเติบโตของหน่อไม่ดี เนื่องจากมีอัตราการหายใจสูงและได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออาจจะทำให้หัวที่เกิดใหม่เน่าได้  ( ประสิทธิ์ โนรี , 2542 )   อุณหภูมิต่ำ  ( ต่ำกว่า  15  องศาเซลเซียส )  จะชะงักการงอกของหน่อ ส่วนดินที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจะช่วยเร่งการเจริญของหน่อทำให้งอกได้เร็ว แต่ถ้าดินมีอุณหภูมิสูงเกินไปคือมีอุณหภูมิดินในเวลากลางคืนสูงกว่า  20  องศาเซลเซียส จะมีผลต่อการสร้างหัวมันฝรั่ง
ผลกระทบต่อเกษตรกรมันฝรั่ง จากการศึกษากลุ่มเป้าหมายในเขตอำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีเกษตรกรหลายคนที่เคยปลูกเดือนมกราคม ได้เลิกปลูก เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ เพราะมันแก่ไว หัวเล็ก  ขณะที่บางคนได้ขยับช่วงปลูกจากมกราคม เป็นตุลาคม และบางคนได้ย้ายพื้นที่ปลูกไปอำเภอที่มีอากาสหนาวเย็นในช่วงมกราคมถึงมีนาคม หลายคนบอกว่ามันฝรั่งเป็นโรดใบไหม้ ( เลท์ไบร์ท )  บ่อยและมากขึ้น เช่น นายถวิล  นันติแก้ว  171  ม . 6  ต . แม่แฝก อ . สันทราย จ . เชียงใหม่
การปรับตัวของเกษตรกรมันฝรั่ง เปลี่ยนช่วงเวลาการปลูกมันฝรั่งจากเดือนมกราคมมาเป็นเดือนตุลาคม   ใช้สารเคมีถี่ / บ่อยมากขึ้น  ย้ายพื้นที่ปลูกสู่พื้นที่ที่มีอากาศเย็นมากกว่า เลิกปลูกมันฝรั่ง หันไปปลูกพืชชนิดอื่น เลิกปลูกมัน หันไปปลูกพืชอื่นที่หลากหลาย และหรือทำเกษตรอินทรีย์หลากหลาย
๒ . ข้าว
ข้าว
อุณหภูมิมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของข้าวและการให้ผลผลิต พบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ในระหว่าง  25-33  องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป  ( ต่ำกว่า  15  องศาเซลเซียส สูงกว่า  35  องศาเซลเซียส )  จะมีผลต่อการงอกของเมล็ด การยืดของใบ การแตกกอ การสร้างดอกอ่อน การผสมเกสร เป็นต้น เช่น พบว่าอุณหภูมิที่สูงเกินไปและต่ำเกินไปช่วงที่มีการออกดอกจะทำให้ดอกข้าวเป็นหมัน ซึ่งจะส่งผลทำให้ได้ผลผลิตต่ำกว่าปกติ เป็นต้น    
ผลกระทบในระดับนาข้าวของเกษตรกรเคมี  จาก  11  ราย   อากาศร้อนแมลงเพิ่มมากขึ้น เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  4  ราย  ( นายประพันธ์  อินปั๋น  นายประเสริฐ  สิงห์ธร  นายสิงห์แก้ว  ศรีแท่นแก้ว   นายบุญรัตน์  สิงห์แก้ว )  หอยเพิ่มขึ้น  ปูเพิ่มขึ้น  2  ราย  ( นายสิงห์แก้ว  ศรีแท่นแก้ว   นายบุญรัตน์  สิงห์แก้ว ) ข้าวเป็นโรคมากขึ้น เช่น โรคตายคอ  2  ราย  ( นายสมาน  ดอนวิเศษ นายบุญรัตน์  สิงห์แก้ว ) ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้ได้ผลผลิตลดลง  1  ราย  ( นายประเสริฐ  สิงห์ธร ) ถ้าอากาศร้อนจะเป็นโรคถอดฝักดาบ  ( นางผิน  ชมพล ) ระบบน้ำเปลี่ยนแปลงคือ  7   วันปล่อยน้ำ  7   วันปิดน้ำทำให้ผลผลิตข้าวลดลง  ( นายคำจันทร์  ขอดแก้ว ) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในข้าวทำให้ผลผลิตลดลง หอยเชอรี่ระบาดเพิ่มมากขึ้น ( นางสังวาลย์  ขอดแก้วและนายอำพันธ์  อาทิ ) ถ้าฝนตกในเดือนสิงหาคมจะเกิดบั่ว ถ้าอากาศร้อนจัดจะแตกกอไวขึ้น ( นายประเสริฐ  คำหมื่น )
ผลกระทบในระดับนาข้าวของเกษตรกรอินทรีย์ จาก  4   ราย โรคแมลงจะเริ่มรบกวนหลังจากปลูกแล้ว  1  เดือน โรคที่พบคือ โรคใบไหม้จะพบในช่วงระยะกล้า และโรคไหม้คอรวงในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว  แมลงที่พบคือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยจักจั่นสีเขียว และจะระบาดมากถ้าหากเกิดฝนทิ้งช่วง ซึ่งปีนี้ไม่พบว่าแมลงระบาด แต่พบแมลงหวี่ขาวบ้างแต่ไม่เป็นปัญหา แต่ช่วง  2-3  ปีที่ผ่านมาเกิดฝนทิ้งช่วงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยจักจั่นสีเขียวระบาดจนทำให้ผลผลิตเสียหาย  ศัตรูอื่นๆ ที่พบคือ ปูและหอยเชอรี่ การจัดการคือ เก็บปูไปขายและเก็บหอยเชอรี่ทำน้ำหมัก  ( นายอนันต์  สมจักร ) อากาศร้อนทำให้น้ำแห้งส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง  ( นางสุวรินทร์  อินสวรรค์ ) อากาศร้อนทำให้ใบข้าวมีอาการแห้ง  ( นางอัมพร  จะวะนะ ) น้ำขาดแคลน ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ( นางสาวรัตนา  อินต๊ะ )
การปรับตัวของเกษตรกรเคมี  ( ข้าว )   พ่นสารฆ่าแมลง  3  ราย  ( นายประพันธ์  อินปั๋น  นายประเสริฐ  สิงห์ธร  นายบุญรัตน์  สิงห์แก้ว ) ยังไม่มีแนวทางการปรับตัว   3  ราย  ( นายประเสริฐ  คำหมื่น นายคำจันทร์  ขอดแก้วและนายอำพันธ์  อาทิ ) ยังไม่มีแนวทางในการปรับตัว  แต่จะช่วยกันปลูกป่าเพิ่มขึ้น  ( นายสิงห์แก้ว  ศรีแท่นแก้ว นายสมาน  ดอนวิเศษ )  ใช้สารเคมีฉีดพ่นใช้ฆ่าหอย  2  ราย  ( นางผิน  ชมพล  นางสังวาลย์  ขอดแก้ว )
การปรับตัวของเกษตรกรอินทรีย์  ( ข้าว ) ถ้าเกิดโรคถอดฝักดาบป้องกันโดย คือ แช่เมล็ดข้าวในน้ำบอระเพ็ด ก่อนหว่าน จะช่วยป้องกันโรคถอดฝักดาบได้  และขุดสระเก็บน้ำไว้ในสวนไร่นา  ( นายอนันต์  สมจักร ) ยังไม่มีแนวทางในการปรับตัว  3  ราย  ( นางสุวรินทร์  อินสวรรค์และนางอัมพร  จะวะนะนางสาวรัตนา  อินต๊ะ ) ปล่อยให้ตัวห้ำตัวเบียนในการจัดการเพลี้ยจั๊กจั่น นายไพบูลย์  ทิพย์มูล  เลือกพืชที่ต้องการน้ำน้อย ปลูกพืชพันธุ์พื้นบ้านมากขึ้นนายบุญแหลง  ทิพย์มูล
๓ .  ลำไย
อุณหภูมิที่เหมาะสมกับอุณหภูมิจริง
ลำไยตามฤดูกาลจะเริ่มแทงช่อดอกราวๆปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์  อุณหภูมิ  นับว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดตาดอกของลำไย โดยจะสังเกตได้ว่าในปีนี้มีอากาศหนาวเย็นมากและยาวนานสามารถชักนำให้ลำไยทั้งต้นที่สมบูรณ์และต้นที่โทรมออกดอกได้แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสภาพอุณหภูมิต่ำสลับกับอุณหภูมิสูงหรืออุณหภูมิไม่ต่ำพอ  ลำไยจะออกดอกน้อยทั้งๆที่ต้นสมบูรณ์
ระดับอุณหภูมิกลางวัน / กลางคืนที่  15/15   องศาเซลเซียสหรือ  20/10   องศาเซลเซียสกับลำไยพันธุ์แห้ว พบว่าต้นลำไยสามารถสร้างตาดอกได้ เมื่อได้รับอุณหภูมิดังกล่าวนาน   4   สัปดาห์  ( นพดล จรัสสัมฤทธิ์ จากการสัมภาษณ์ )  กิ่งตอนลำไยพันธุ์อีดอ ที่ได้รับอุณหภูมิ 18/10 องศาเซลเซียสประมาณ  35   วันสามารถแทงช่อดอกได้ เช่นกัน   บทบาทของอุณหภูมิ ต่อการออกดอกนั้นเชื่อกันว่า อุณหภูมิมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในพืช  ( พรีเดช  ,  2529
ลำไยติดผลต่อช่อน้อยอาจเกิดจากดอกลำไยบานในช่วงที่อากาศหนาวเย็นมีผลทำให้การผสมเกสรไม่ดีเท่าที่ควร ขณะที่ดอกบานหากมีฝนตกลงมาจะไปชะเอาน้ำเหนียวๆบนยอดเกสรตัวเมียออกทำให้ละอองเกสรไม่สามารถเกาะติดในขณะที่มีการถ่ายละอองเกสร  นอกจากนี้ในช่วงดอกบานถ้ามีฝนตกมากทำให้ดอกลำไยร่วงหล่นและยังทำให้การผสมเกสรลดลง
ผลกระทบของเกษตรกรเคมี  ( ลำไย ) ลำไย  อากาศร้อน ใบ ผล จะแห้ง  3  ราย  ( นางบังอร  ปีนัง  นางบุญญาพร  ประอินทร์  นางธนิดา  ปะอินทร์ ) ลำไย  ถ้าอากาศหนาวจะไม่ค่อยออกยอด  ( นางประไพร  ศรีจันทร์ ) ถ้าอากาศร้อนจัด  ลำไยร่วงถึง  30%  ถ้าอากาศหนาวจะแทงช่อดี  ถ้าฝนตกจะดีเพราะลำไยชอบเย็น  ( นายศรีนวล  อุ่นต๊ะ ) อากาศร้อน  ทำให้ใบลำไยไม่สวยมีอาการแห้งเหี่ยว  ( นายสิงห์แก้ว  กุนาธรรม ) อากาศไม่ค่อยหนาวในช่วงเดือน  ต . ค . - พ . ย .  ทำให้ลำไย ออกดอกดีแต่ไม่มีผล  ( นายเนตร  จะติ  ) หนอนคืบละหุ่ง หนอนบุ้งกินใบ  เพลี้ยไฟ ,  ระบาดเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อน  ( นายอาคม  โพธาวรรณ ) หลังจาการเก็บเกี่ยวจะต้องมีการเด็ดช่อ  แต่ก่อนจะโปร่งใบแล้วแทงช่อใหม่  แต่ปัจจุบันเด็ดแล้วไม่ค่อยโปร่งใบ  หนอนคืบระบาดเพิ่มมากขึ้น  การออกดอกช้าลง  ( นายเฉลิม  หน่อเรือง )
ผลกระทบของเกษตรกรอินทรีย์  ( ลำไย ) อยากออกดอกก็ออก  ไม่อยากออกก็ไม่ออก  ออกดอกช้า ในช่วงฤดูกาลผลิตปี  2541   ลำไยไม่ออกดอกเพราะอากาศไม่หนาว  ( นายดวงทิพย์  ต๊ะวนา ) อากาศร้อนขึ้น  ลำไยผลจะออกช้า  ลูกเล็กลง  แต่ก่อนออกดอกปลาย ม . ค .  ปัจจุบันออกดอกปลาย ก . พ .  การเก็บเกี่ยวลำไยสุกเร็วเพราะอากาศร้อน  แต่ก่อนเก็บเกี่ยว ส . ค .  ลูกใหญ่ดีผิวดี  ปัจจุบันเก็บเกี่ยวต้นเดือน ก . ค .  ลูกเล็กไม่เหมือนแต่ก่อน  ( นายบุญรัตน์  กันทา ) อากาศร้อนลำไยไม่ค่อยแทงช่อ จะโปร่งใบแทน ส่งผลให้ผลผลิตลดลง  อากาศแปรปรวนทำให้ดอกลำไยไม่ค่อยออก  ( นายสวัสดิ์  อินต๊ะโพก ) ลำไยจะเก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม แต่ปัจจุบันจะเก็บเกี่ยวปลายเดือนกรกฎาคม  ( นายธนศักด์  พุทธธรรมชัย ต .  สบเปิง อ .  แม่แตง )
วิธีการปรับตัวของเกษตรกรเคมี  ( ลำไย ) ใช้ปูนขาวโรยดิน  สูบน้ำรดลำไยให้มากและบ่อยขึ้นขึ้น  ( นางบังอร  ปีนัง ) ใส่ปุ๋ยปรับสภาพดิน  ( นางบุญญาพร  ปะอินทร์ ) ปรับปรุงดินให้เก็บน้ำได้มากขึ้น  ( นางธนิดา  ปะอินทร์ ) ใส่สารโพแทสเซียมคลอเรต  ถ้าไม่ใส่ลำไยจะไม่ค่อยออกดอก  ( นายอาคมโพธาวรรณ ) ใช้สารเพิ่มขึ้นเพื่อให้ลำไยออกดอก  ใส่ปีละครั้ง  ( นายเนตร  จะติ ) ปลูกให้หลากหลาย  ปลูกผลไม้  ปลูกพืชยืนต้น  ( นายเฉลิม  หน่อเรือง )
วิธีการปรับตัวของเกษตรกรอินทรีย์  ( ลำไย ) ปรับระบบจากเกษตรเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์เน้นความหลากหลายในสวน  และช่วยพลิกค้นนโยบายรัฐบาลให้ส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์  หันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง  ให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์  ( นายดวงทิพย์  ต๊ะวนา ) ปลูกต้นไม้เยอะๆ   ( นายบุญรัตน์  กันทา ) ปลูกพืชหลากหลาย  ( นายสวัสดิ์  อินต๊ะโพก )
๔ .  ลิ้นจี่
 
ปกติลิ้นจี่ที่ปลูกด้วยกิ่งตอนจะเริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ  4-5  ปีโดยลิ้นจี่จะเริ่มออกดอกหลังจากได้รับอากาศหนาวอยู่  4-6  สัปดาห์  ลิ้นจี่ทางภาคเหนือจะออกดอกประมาณเดือนมกราคม - ต้นเดือนเมษายน  และผลจะแก่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม - ต้นเดือนมิถุนายน
นับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกของลิ้นจี่  สภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเติบโตและการออกดอกติดผลของลิ้นจี่คือ  ควรมีอากาศเย็นในฤดูหนาวและไม่มีอากาศร้อนจัดคือระดับอุณหภูมิไม่ควรเกิน  40   องศาเซลเซียส  และเนื่องจากในช่วงก่อนออกดอกนั้นลิ้นจี่จำเป็นจะต้องผ่านความหนาวเย็นเพื่อช่วยชักนำให้เกิดตาดอก  เพราฉะนั้นในช่วงก่อนออกดอกลิ้นจี่จะต้องการระดับอุณหภูมิต่ำกว่า  15  องศาเซลเซียสไม่น้อยกว่า  250  ชั่วโมง  หรือระดับอุณหภูมิต่ำกว่า  10  องศาเซลเซียสไม่น้อยกว่า  50  ชั่วโมง อุณหภูมิ
ผลกระทบสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรเคมี ลิ้นจี่ออกช่อช้าลง  เพราะอากาศไม่หนาวเหมือนแต่ก่อน  บางต้นออกช่อ แต่ไม่ติดผลกลายเป็นโปร่งใบ  ( นางวิไล  รัตนะเวียงผา ) การออกดอกช้าลง  ถ้าปลายเดือนมกราคมยังไม่ออกช่อก็จะไม่มีผลผลิต  ( นายเมือง  พวงมาลา ) มีโรคราดำระบาด ทำให้ลิ้นจี่ร่วงไม่ได้ผลผลิต อากาศไม่หนาวลิ้นจี่ไม่ออกช่อ  2  ราย  ( นางนานู  สาทู นางวิภัทธ์  รัตนะเวียงผา ) ลิ้นจี่เป็นโรคราดำทำลายช่วงใกล้เก็บเกี่ยว  ทำให้ผลผลิตลดลง  แมลงเพิ่ม มากขึ้น เช่น หนอนเจาะขั้ว ถ้ากลางเดือนก . พ .  ยังไม่ยังออกช่อก็จะไม่มีผลปีนี้ก็จะไม่มีผลผลิตขาย  ( นายสมบูรณ์  ตาคุ ) ลิ้นจี่ห้ามโดนฝนจะทำให้ร่วง  ( นายประเสริฐ  กูนุ ) ลิ้นจี่โดนหนอนเจาะขั้ว  3  ราย  ( นายละแฮ  ทวีศักดิ์วนาไพร  นายสุรัตน์  ลี่โพ  นายเสถียรภาพสินพุ )
ผลกระทบต่อสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรอินทรีย์ อากาศร้อนลิ้นจี่ไม่ออกช่อ หนอนเจาะขั้วระบาดทำให้ลิ้นจี่ร่วง  2  ราย  ( นายไพบูลย์  ทิพย์มูล  นายสุคำ  ทิพย์มูล   ) ลิ้นจี่ถ้าอากาศร้อนจัดเปลือกจะเป็นรอยไหม้  ( นายสัมฤทธิ์  ปัญญาใจ ) น้ำในสวนลิ้นจี่ขาดแคลน  ( นายสุคำ  ทิพย์มูล )  แมลงในลิ้นจี่เพิ่มขึ้น . ( นายมงคล  แคเซอ ) ปกติปลายเดือน พ . ย .  ลิ้นจี่เริ่มออกช่อ ช่วงปี 49-50  ลิ้นจี่เริ่มออกดอกช้าจะขยับไปออกเดือนมกราคมเพราะอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง  ( นายธนศักดิ์  พุทธธรรมชัย )
การปรับตัวของเกษตรกรเคมีต่อสวนลิ้นจี่ ปล่อยตามธรรมชาติ  7  ราย  ( นายสุรัตน์  ลี่โพ   นายเสถียรภาพ  สินพุ นายสมบูรณ์  ตาคุ นางนานู  สาทู นายเมือง  พวงมาลา   นางวิภัทธ์  รัตนะเวียงผา  นางวิไล  รัตนะเวียงผา )
การปรับตัวของเกษตรอินทรีย์ต่อสวนลิ้นจี่ ปลูกลิ้นจี่ลดลงเพราะฤดูหนาวเริ่มลดลงฤดูร้อนเพิ่มขึ้น เปลี่ยนชนิดพืชทีชอบอากาศร้อน  ( นายสวน  ทิพย์มูล ) ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมให้ร่มเย็น  ( นายสัมฤทธิ์  ปัญญาใจ ) จัดการระบบน้ำให้ดี  ( นายสุคำ  ทิพย์มูล ) ปล่อยตามธรรมชาติ  ( นายมงคล  แคเซอ ) ในสวนไม่ให้มีสารฆ่าหญ้า ในสวนและนอกสวนให้มีป่าเยอะ ๆ  ( นายประเสริฐ  กูนุ ) ใช้น้ำส้มควันไม้  ( นายละแฮ  ทวีศักดิ์วนาไพร ) ปล่อยตามธรรมชาติ  ( นายธนศักดิ์  พุทธธรรมชัย )
สรุปการปรับตัวทางการเกษตร จากเกษตรกรที่ให้ข้อมูล จำนวน  103  ราย พบว่า ไม่มีประสบการณ์การปรับเปลี่ยนระบบ รูปแบบ และชนิดพืช จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ  ( ร้อยละ  42.72)  มีผู้มีประสบการณ์การปรับเปลี่ยนระบบ รูปแบบ และชนิดพืช จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ  ( ร้อยละ  57.28 )
แนวทางและวิธีการในการปรับเปลี่ยนจาก  69  ราย  ( เกษตรกรเคมี  30  ราย เกษตรกรอินทรีย์  39  ราย ) 32  ราย  ( 37.30%)  ปล่อยไปตามธรรมชาติ ,  13   ราย  ( 22.04%)  ปลูกใหม่อีกครั้ง ,  9  ราย   (15.25%)  เปลี่ยนชนิดพืช และเลื่อนเดือนปลูก ,  5   ราย   (8.47%)   ปรับระบบการผลิต ,  1  ราย  ( 1.69%)  เปลี่ยนอาชีพ ,  และ  ไม่มีใครเปลี่ยนพันธพืช ดังกราฟ ข้างล่างนี้
กราฟ
เกณฑ์เพื่อประกอบการตัดสินใจจำนวน  152  ราย ใช้เกณฑ์ของ Iibery, 1985   100.00 152 รวม 32.24 49 เกณฑ์ผลประโยชน์มากที่สุด  ( เกษตรกรจะเลือกปลูกพืชชนิดที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด )  3.95 6 เกณฑ์ความเสียใจน้อยที่สุด  ( เกษตรกรพยายามจะเลือกเอาวิธีการที่จะทำให้พวกเขาผิดหวังน้อยที่สุด โดยมีข้อแม้ว่าสามารถคาดการณ์สภาพแวดล้อมได้ถูกต้อง ) 5.91 9 เกณฑ์โอกาสดีที่สุด  ( เกษตรกรไม่สามารถที่จะคาดหวังว่าทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เกษตรกรจะคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่เกิดขึ้นในทางที่ดี )  22.37 34 เกณฑ์ค่าเฉลี่ยสูงสุด  ( เมื่อเกษตรกรไม่รู้ข้อมูลดีพอ โดยจะเรียนรู้และได้รับข้อมูลจากคนในพื้นที่  ) 35.53 54 เกณฑ์ต่ำสุด  ( เกิดผลเสียต่อผลผลิตน้อยที่สุด หรือการทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำสุดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ) ร้อยละ ราย เกณฑ์เพื่อประกอบการตัดสินใจ
การปรับตัวกับความมั่นคงทางอาหาร ความหมาย  :  การมีอาหารสำหรับบริโภคภายในครัวเรือน และชุมชนอย่างพอเพียง ปลอดภัยและมีคุณภาพ ตลอดเวลาและต่อเนื่อง  การมีระบบการจัดการผลผลิตที่เกื้อหนุนต่อความยั่งยืน  ความมั่นคงทางการผลิตทั้งที่ดิน น้ำ และทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่นๆ  มีระบบการกระจายผลผลิตที่เป็นธรรม และเหมาะสมทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศชาติ  ( FAO,  มิ่งสรรพ์ ,  หน้า   96)
สถานภาพของความมั่นคงทางอาหาร ซื้อ  30-50 % ซื้อเกือบ  90 % การมีอาหารบริโภค ปลอดภัยเพียงพอ สร้างตลาดด้วยตนเอง พึ่งตลาดคนอื่น ระบบตลาด ผสมผสาน หลากหลาย สมดุล เชิงเดี่ยว ระบบผลิต มีปัญหา มีปัญหา ปัจจัยการผลิตที่ดิน น้ำ อากาศ ระบบเกษตรอินทรีย์ ระบบเกษตรเคมี
แนวคิดการพัฒนาของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย พบว่าเกษตรกรเคมีและเกษตรกรอินทรีย์มีแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างกัน กล่าวคือ  เกษตรกรเคมีส่วนใหญ่มีแนวคิดและทางเลือกในการแก้ไขปัญหาแบบระยะสั้น ไม่ยั่งยืน มองประโยชน์เพียงรุ่นตนเอง  ขณะที่เกษตรกรอินทรีย์จะมีแนวคิดและทางเลือกการพัฒนาระยะยาว มองที่รุ่นลูก รุ่นหลาน ห่วงใย สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แนวทางในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ป่า และห่างป่า  อาจสรุปได้ดังนี้
เกษตรกรเขตอำเภอสันทราย - มันฝรั่ง ข้าว พริก ถั่วเหลือง  ( ทั้งใกล้และห่างป่า - เขตชลประทาน ) หากกลุ่มที่ติดป่า จะให้ความสำคัญของการฟื้นฟูป่า การปฏิรูปที่ดิน การทำระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การทำระบบตลาดชุมชนเกษตรอินทรีย์ และ รวบรวมพันธุกรรมพืชพื้นบ้านในสวนเกษตรกร เช่น ข้าวสาลี  ( ข้าวโพด ) ปรับปรุงมันฝรั่งพันธุ์ทนแล้ง มันอินทรีย์ การมีข้อมูลให้เกษตรกร เช่น มีเครื่องมือตรวจอุณหภูมิในดิน  ต้องวิจัย อุณหภูมิ  โรงแปรรูปมันฝรั่ง พัฒนากังหันลมดูดบาดาล
เกษตรกรเขตอำเภอสารภี - ลำไย  ( ไม่มีป่า - เขตชลประทาน ) เน้นการปฏิรูปที่ดิน ปรับจากลำใยเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรอินทรีย์หลากหลาย ( ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน )  เช่น พืชผักพื้นบ้าน สุกร เป็ด ไก่ ปลา การทำระบบตลาดชุมชนเกษตรอินทรีย์
รณรงค์ให้คนส่วนใหญ่ ( ทุกหน่วยงาน ผญบ .  กำนัน อบต .  เทศบาลเข้าใจผลกระทบจากโลกร้อน  ฟื้นฟูป่า ( ต . สบเปิงไม่เผาไฟ ต . ขี้เหล็กไฟป่าไหม้หมด )  พัฒนาระบบประปาภูเขา สร้างอ่างขนาดกลาง  ( 6,000  ไร่ )  ที่ดอนเจียง ต .  สบเปิง แม่แตง ขยายเกษตรอินทรีย์หลากหลายให้มากขึ้น ปลูกพืชอายุสั้น ทนแล้ง สร้างทีมวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวและถั่วเหลืองทนแล้งของเกษตรกรเอง โดยร่วมกับสถาบันวิจัย เกษตรกรเขตแม่แตง - ข้าว ถั่ว  ( มีป่า - เป็นเขตนอกชลประทาน )  แนวทาง
เกษตรกรในเขตไชยปราการ  ( มีป่า - เป็นเขตนอกชลประทาน ) เน้นการฟื้นฟูป่า เพื่อให้มีน้ำใช้ การปฏิรูปที่ดิน การสร้างอาหารจากป่าและน้ำธรรมชาติ การทำเกษตรอินทรีย์หลากหลาย การพัฒนาพืชและวิธีปลูกแบบทนแล้ง การทำระบบตลาดชุมชนเกษตรอินทรีย์
๕ .  แนวทางในการรณรงค์ด้านนโยบายที่สำคัญ เพื่อสร้างความรู้และจิตสำนึกสาธารณะและการสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย ความไม่เข้าใจถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ความไม่ตระหนักในด้านการอนุรักษป่า การบังคับใช้ทางกฏหมาย ของผู้นำทางการ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  แนวทางคือจัดฝึกอบรมผู้นำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
๖ .  ข้อเสนอทางนโยบายที่สำคัญที่สนับสนุนในการปรับตัว ด้านที่ดิน  รัฐต้องสนับสนุนการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน  โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจัดตั้งกองทุนที่ดินในระดับหมู่บ้าน และโฉนดชุมชน ด้านป่า  สนับสนุนให้มีการฟื้นฟูและจัดการป่าโดยองค์กรชุมชน รวมทั้งเร่งรัดการออกพ . ร . บ .  ป่าชุมชน ฉบับประชาชน  ด้านน้ำ   รัฐควรสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำขาดเล็กในชุมชน เช่น อ่าง ฝาย ประปาภูเขา และบ่อบาดาล
4.  ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและตลาดที่เป็นธรรม  ควรออกพ . ร . บ .  กองทุนวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและตลาดที่เป็นธรรม  5.  ด้านพันธุ์พืชพื้นบ้านและทนแล้ง  พัฒนาโครงการความร่วมมือการวิจัยพืชทนแล้งแบบมีส่วนร่วมระหว่างศูนย์วิจัยของกรมวิชาการและกลุ่มเกษตรกร เช่น กรมการข้าว ,  สถานีวิจัยพืชไร่ เป็นต้น
ขอบคุณครับ

ผลการผลิต เชียงใหม่

  • 1.
    โครงการศึกษาการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย จากการปรับเปลี่ยนสภาพอากาศ โดยสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน และเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย คณะที่ปรึกษา ดร . เดชรัต สุขกำเนิด และคณะ สนับสนุนโดย Oxfam GB
  • 2.
    I. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา ( ตั้งแต่ปี 2500) และแนวโน้มในอนาคตทั้งระดับชุมชนเป้าหมายและระดับจังหวัดเชียงใหม่ ๒ . เพื่อศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนระบบและรูปแบบการผลิตของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่เป้าหมายในจังหวัดเชียงใหม่ ๓ . เพื่อศึกษาผลกระทบจากระบบและรูปแบบเกษตรที่เปลี่ยนแปลงกับความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านทางเลือกอื่น ๆของเกษตรกรรายย่อย
  • 3.
    คำถามของประเด็นการวิจัย ๑ . การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของชุมชนเป้าหมายและจังหวัดเชียงใหม่ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และแนวโน้มของสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๓๐ ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ? ๒ . ปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตทางการเกษตร ? และ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศต่อระบบ รูปแบบ ชนิดพืช ความมั่นคงทางด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม จนมีส่วนผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบ รูปแบบ และชนิดของการปลูกพืช มีอะไรบ้าง ? ๓ . มีวิธีในการปรับตัวทางการเกษตร โดยเฉพาะด้านระบบและรูปแบบการผลิตทางการเกษตรอะไรบ้างที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นปัจจุบัน ? จากการปรับเปลี่ยนระบบและรูปแบบเกษตรดังกล่าว ได้มีผลอะไรบ้างต่อความมั่นคงทางอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมของเกษตรกรรายย่อย ?
  • 4.
    ๔ . นอกเหนือจากการผลิตทางการเกษตรแล้วมีทางเลือกอื่นอะไรบ้างที่สามารถทำให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นปัจจุบัน ? และมีผลที่เกิดขึ้นอะไรบ้างทางด้านความมั่นคงทางอาหาร ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมของเกษตรกรรายย่อยจากการปรับเปลี่ยนจากการปรับเปลี่ยนเป็นอาชีพทางเลือกดังกล่าว ? ๕ . แนวทางและปัจจัยสนับสนุนในการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อยด้วยระบบเกษตรยั่งยืนที่สำคัญควรมีอะไรบ้าง ? ๖ . แนวทางในการรณรงค์ด้านนโยบาย การสร้างความรู้และจิตสำนึกสาธารณะในการต่อกรกับปัญหาโลกร้อนและการสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อยที่ยากจนในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่สำคัญควรมีอะไรบ้าง ?
  • 5.
    II. ทบทวนวรรณกรรม แบบจำลองภูมิอากาศส่วนใหญ่ทำนายว่าอากาศจะร้อนขึ้นในเขตร้อน ( ระหว่างเส้นรุ้ง 22½ ˚ เหนือและใต้ ) มากกว่าในเขตอบอุ่น โดยคาดว่าอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 1-2˚C ระหว่างช่วงเวลา พ . ศ . 2523-2542 ถึงช่วงเวลา พ . ศ . 2563-2582 ในขณะที่ปริมาณฝนอาจลดลง 20% ถึง เพิ่มขึ้น 5% ( มิ่งสรรพ์ และคณะ 2552) สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ได้ศึกษาพบว่า การเพิ่มขึ้นของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไชด์ เป็น 2 เท่า และอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ปริมาณผลผลิตข้าวอาจลดลง ( IRRI 2007, ในวิฑูรย์ และในดวงจันทร์ หน้า 181) อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยตลอดฤดูที่เพิ่มขึ้นจากฐาน 22˚C ลดจำนวนดอก / รวง ในอัตราที่ต่างกันในข้าวต่างพันธุ์ และเพิ่ม % ข้าวลีบหลังผสมเกสรแล้วต่างกันในข้าวต่างพันธุ์ ( มิ่งสรรพ์ , หน้า 251)
  • 6.
    ทบทวนวรรณกรรม (ต่อ ) ผลผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานอาจลดต่ำลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อกระบวนการ พัฒนาของพืชถูกเร่งให้เร็วขึ้น เวลาในการสร้างใบสำหรับสังเคราะห์แสง และเวลาในการสะสมผลิตเมล็ด หรือหัว หรือน้ำตาลถูกจำกัดให้สั้นลงตลอดจนการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชจากสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนไป ( Mitchell ในมิ่งสรรพ์ , หน้า 96 , 239) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกับความมั่นคงทางอาหาร : ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้ฝนไม่ตกในช่วงเวลาที่ควรจะตก หรือฝกตกหนักแล้วทิ้งช่วง ฝนไม่กระจายตัวตามที่เคยเป็น อากาศร้อนเป็นระยะเวลายาวนาน หรือช่วงที่มีอากาศเย็นสั้นลง น้ำท่วมเป็นเวลานาน ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทั่วประเทศไทย
  • 7.
    ความสามารถปรับตัวของระบบการเพาะปลูกไทยในเวลาประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นจาก เทคโนโลยี่และตลาดใหม่ๆ การลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน ( ระบบชลประทาน ) การปรับปรุงพันธุ์ การปรับตัวของเกษตรกรต่อระบบไร่นามีหลากหลายวิธี เช่น การเลือกใช้พันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้ง การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ การปลุกพืชหลายชนิดในแปลงเดียว การพัฒนาเทคนิคการอนุรักษ์น้ำและการจัดการการปลูกพืช ( มิ่งสรรพ์ , หน้า 101)
  • 8.
    III. กระบวนการและวิธีการวิจัยขั้นที่ 1 การประเมินความเป็นไปได้ในการวิจัย การทบทวนวรรณกรรม 1 และการสัมภาษณ์เกษตรกร ขั้นที่ 2 การพัฒนาโครงการวิจัย ขั้นที่ 3 การทบทวนวรรณกรรม 2 ขั้นที่ 4 การออกแบบและทดสอบแบบสัมภาษณ์ ขั้นที่ 5 การรวบรวมข้อมูล การสัมภาษณ์รายบุคคล / ครอบครัว การประชุมกลุ่มย่อย กรณีศึกษา ขั้นที่ 6 การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล ขั้นที่ 7 การเพิ่มเติมข้อมูล ระดับชุมชน / พื้นที่ และระดับระหว่างคณะทำงาน 4 โครงการ ขั้นที่ 8 การเผยแพร่ ระดับชุมชน / จังหวัด และระดับชาติ
  • 9.
    ๔ . ๑. อุณหภูมิ 30 ปีที่ผ่านมาของเชียงใหม่
  • 10.
  • 11.
    ๔ . ๒ระบบ รูปแบบการเกษตร และชนิดพืชที่ปลูกแต่ละพื้นที่ ลิ้นจี่ ลิ้นจี่ กล้วยน้ำว้า - - ชนิดพืชที่ปลูก ในที่สูง ลิ้นจี่ กล้วยน้ำว้า ลำไย ลำไย ผัก ข้าว - มันฝรั่ง - ข้าวโพด หรือ ข้าว - มันฝรั่ง - ผัก หรือ ข้าว - พริก - พริก หรือ ข้าว - พริก - ผัก ข้าว - ถั่วผักยาว ชนิดพืชที่ปลูก ในที่ดอน ข้าว - มันฝรั่ง ข้าว - ถั่วเหลือง ลำไย ข้าว - ข้าว ข้าว - มันฝรั่ง ข้าว - มันฝรั่ง - ข้าวโพด ชนิดพืชที่ปลูก ในที่นาลุ่ม ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ทำเคมีเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด ระบบเกษตร ไชยปราการ อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันทราย
  • 12.
    คณะผู้ศึกษาจึงได้กำหนดพืชหลักออกเป็น ๔ พืชดังนี้ อำเภอ ไชยปราการ อำเภอแม่แตง อำเภอสารภี อำเภอสันทราย พื้นที่ศึกษา ลิ้นจี่ ข้าว ลำใย มันฝรั่ง ชนิดพืช
  • 13.
  • 14.
  • 15.
    อำเภอสันทราย : มันฝรั่ง
  • 16.
  • 17.
  • 18.
    ๑ . มันฝรั่ง
  • 19.
    อุณหภูมิ 30 ปีอนาคตของจังหวัดเชียงใหม่ : มันฝรั่ง
  • 20.
  • 21.
    มันฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการสภาพอากาศเย็นในการเจริญเติบโต โดยเฉพาะที่อุณหภูมิ 23 องศาเซลเซียส มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิของดินที่ 20-28.8 องศาเซลเซียส ถ้าสูงมากกว่านี้ จะทำให้ลงหัวไม่ดี การสะสมแป้งในหัวไม่ดีเพราะสารพวกคาร์โบไฮเดรทและน้ำตาลจะถูกนำไปใช้ในการหายใจเป็นส่วนใหญ่ มันฝรั่ง ( ไสว พงษ์เก่า , 2534 )
  • 22.
    ถ้าหากอุณหภูมิของดินสูงอยู่ระหว่าง 28-35 องศาเซลเซียส จะทำให้หัวพันธุ์มันฝรั่งที่ใช้ปลูกเกิดการเน่าหรือทำให้การเจริญเติบโตของหน่อไม่ดี เนื่องจากมีอัตราการหายใจสูงและได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออาจจะทำให้หัวที่เกิดใหม่เน่าได้ ( ประสิทธิ์ โนรี , 2542 ) อุณหภูมิต่ำ ( ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ) จะชะงักการงอกของหน่อ ส่วนดินที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจะช่วยเร่งการเจริญของหน่อทำให้งอกได้เร็ว แต่ถ้าดินมีอุณหภูมิสูงเกินไปคือมีอุณหภูมิดินในเวลากลางคืนสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส จะมีผลต่อการสร้างหัวมันฝรั่ง
  • 23.
    ผลกระทบต่อเกษตรกรมันฝรั่ง จากการศึกษากลุ่มเป้าหมายในเขตอำเภอสันทรายจังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีเกษตรกรหลายคนที่เคยปลูกเดือนมกราคมได้เลิกปลูก เนื่องจากผลผลิตตกต่ำ เพราะมันแก่ไว หัวเล็ก ขณะที่บางคนได้ขยับช่วงปลูกจากมกราคม เป็นตุลาคม และบางคนได้ย้ายพื้นที่ปลูกไปอำเภอที่มีอากาสหนาวเย็นในช่วงมกราคมถึงมีนาคม หลายคนบอกว่ามันฝรั่งเป็นโรดใบไหม้ ( เลท์ไบร์ท ) บ่อยและมากขึ้น เช่น นายถวิล นันติแก้ว 171 ม . 6 ต . แม่แฝก อ . สันทราย จ . เชียงใหม่
  • 24.
    การปรับตัวของเกษตรกรมันฝรั่ง เปลี่ยนช่วงเวลาการปลูกมันฝรั่งจากเดือนมกราคมมาเป็นเดือนตุลาคม ใช้สารเคมีถี่ / บ่อยมากขึ้น ย้ายพื้นที่ปลูกสู่พื้นที่ที่มีอากาศเย็นมากกว่า เลิกปลูกมันฝรั่ง หันไปปลูกพืชชนิดอื่น เลิกปลูกมัน หันไปปลูกพืชอื่นที่หลากหลาย และหรือทำเกษตรอินทรีย์หลากหลาย
  • 25.
  • 26.
  • 27.
    อุณหภูมิมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของข้าวและการให้ผลผลิต พบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ในระหว่าง 25-33 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป ( ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส สูงกว่า 35 องศาเซลเซียส ) จะมีผลต่อการงอกของเมล็ด การยืดของใบ การแตกกอ การสร้างดอกอ่อน การผสมเกสร เป็นต้น เช่น พบว่าอุณหภูมิที่สูงเกินไปและต่ำเกินไปช่วงที่มีการออกดอกจะทำให้ดอกข้าวเป็นหมัน ซึ่งจะส่งผลทำให้ได้ผลผลิตต่ำกว่าปกติ เป็นต้น    
  • 28.
    ผลกระทบในระดับนาข้าวของเกษตรกรเคมี จาก 11 ราย อากาศร้อนแมลงเพิ่มมากขึ้น เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 4 ราย ( นายประพันธ์ อินปั๋น นายประเสริฐ สิงห์ธร นายสิงห์แก้ว ศรีแท่นแก้ว นายบุญรัตน์ สิงห์แก้ว ) หอยเพิ่มขึ้น ปูเพิ่มขึ้น 2 ราย ( นายสิงห์แก้ว ศรีแท่นแก้ว นายบุญรัตน์ สิงห์แก้ว ) ข้าวเป็นโรคมากขึ้น เช่น โรคตายคอ 2 ราย ( นายสมาน ดอนวิเศษ นายบุญรัตน์ สิงห์แก้ว ) ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้ได้ผลผลิตลดลง 1 ราย ( นายประเสริฐ สิงห์ธร ) ถ้าอากาศร้อนจะเป็นโรคถอดฝักดาบ ( นางผิน ชมพล ) ระบบน้ำเปลี่ยนแปลงคือ 7 วันปล่อยน้ำ 7 วันปิดน้ำทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ( นายคำจันทร์ ขอดแก้ว ) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในข้าวทำให้ผลผลิตลดลง หอยเชอรี่ระบาดเพิ่มมากขึ้น ( นางสังวาลย์ ขอดแก้วและนายอำพันธ์ อาทิ ) ถ้าฝนตกในเดือนสิงหาคมจะเกิดบั่ว ถ้าอากาศร้อนจัดจะแตกกอไวขึ้น ( นายประเสริฐ คำหมื่น )
  • 29.
    ผลกระทบในระดับนาข้าวของเกษตรกรอินทรีย์ จาก 4 ราย โรคแมลงจะเริ่มรบกวนหลังจากปลูกแล้ว 1 เดือน โรคที่พบคือ โรคใบไหม้จะพบในช่วงระยะกล้า และโรคไหม้คอรวงในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว แมลงที่พบคือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยจักจั่นสีเขียว และจะระบาดมากถ้าหากเกิดฝนทิ้งช่วง ซึ่งปีนี้ไม่พบว่าแมลงระบาด แต่พบแมลงหวี่ขาวบ้างแต่ไม่เป็นปัญหา แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดฝนทิ้งช่วงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยจักจั่นสีเขียวระบาดจนทำให้ผลผลิตเสียหาย ศัตรูอื่นๆ ที่พบคือ ปูและหอยเชอรี่ การจัดการคือ เก็บปูไปขายและเก็บหอยเชอรี่ทำน้ำหมัก ( นายอนันต์ สมจักร ) อากาศร้อนทำให้น้ำแห้งส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลง ( นางสุวรินทร์ อินสวรรค์ ) อากาศร้อนทำให้ใบข้าวมีอาการแห้ง ( นางอัมพร จะวะนะ ) น้ำขาดแคลน ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ( นางสาวรัตนา อินต๊ะ )
  • 30.
    การปรับตัวของเกษตรกรเคมี (ข้าว ) พ่นสารฆ่าแมลง 3 ราย ( นายประพันธ์ อินปั๋น นายประเสริฐ สิงห์ธร นายบุญรัตน์ สิงห์แก้ว ) ยังไม่มีแนวทางการปรับตัว 3 ราย ( นายประเสริฐ คำหมื่น นายคำจันทร์ ขอดแก้วและนายอำพันธ์ อาทิ ) ยังไม่มีแนวทางในการปรับตัว แต่จะช่วยกันปลูกป่าเพิ่มขึ้น ( นายสิงห์แก้ว ศรีแท่นแก้ว นายสมาน ดอนวิเศษ ) ใช้สารเคมีฉีดพ่นใช้ฆ่าหอย 2 ราย ( นางผิน ชมพล นางสังวาลย์ ขอดแก้ว )
  • 31.
    การปรับตัวของเกษตรกรอินทรีย์ (ข้าว ) ถ้าเกิดโรคถอดฝักดาบป้องกันโดย คือ แช่เมล็ดข้าวในน้ำบอระเพ็ด ก่อนหว่าน จะช่วยป้องกันโรคถอดฝักดาบได้ และขุดสระเก็บน้ำไว้ในสวนไร่นา ( นายอนันต์ สมจักร ) ยังไม่มีแนวทางในการปรับตัว 3 ราย ( นางสุวรินทร์ อินสวรรค์และนางอัมพร จะวะนะนางสาวรัตนา อินต๊ะ ) ปล่อยให้ตัวห้ำตัวเบียนในการจัดการเพลี้ยจั๊กจั่น นายไพบูลย์ ทิพย์มูล เลือกพืชที่ต้องการน้ำน้อย ปลูกพืชพันธุ์พื้นบ้านมากขึ้นนายบุญแหลง ทิพย์มูล
  • 32.
    ๓ . ลำไย
  • 33.
  • 34.
    ลำไยตามฤดูกาลจะเริ่มแทงช่อดอกราวๆปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิ นับว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดตาดอกของลำไย โดยจะสังเกตได้ว่าในปีนี้มีอากาศหนาวเย็นมากและยาวนานสามารถชักนำให้ลำไยทั้งต้นที่สมบูรณ์และต้นที่โทรมออกดอกได้แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสภาพอุณหภูมิต่ำสลับกับอุณหภูมิสูงหรืออุณหภูมิไม่ต่ำพอ ลำไยจะออกดอกน้อยทั้งๆที่ต้นสมบูรณ์
  • 35.
    ระดับอุณหภูมิกลางวัน / กลางคืนที่ 15/15 องศาเซลเซียสหรือ 20/10 องศาเซลเซียสกับลำไยพันธุ์แห้ว พบว่าต้นลำไยสามารถสร้างตาดอกได้ เมื่อได้รับอุณหภูมิดังกล่าวนาน 4 สัปดาห์ ( นพดล จรัสสัมฤทธิ์ จากการสัมภาษณ์ ) กิ่งตอนลำไยพันธุ์อีดอ ที่ได้รับอุณหภูมิ 18/10 องศาเซลเซียสประมาณ 35 วันสามารถแทงช่อดอกได้ เช่นกัน บทบาทของอุณหภูมิ ต่อการออกดอกนั้นเชื่อกันว่า อุณหภูมิมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในพืช ( พรีเดช , 2529
  • 36.
    ลำไยติดผลต่อช่อน้อยอาจเกิดจากดอกลำไยบานในช่วงที่อากาศหนาวเย็นมีผลทำให้การผสมเกสรไม่ดีเท่าที่ควร ขณะที่ดอกบานหากมีฝนตกลงมาจะไปชะเอาน้ำเหนียวๆบนยอดเกสรตัวเมียออกทำให้ละอองเกสรไม่สามารถเกาะติดในขณะที่มีการถ่ายละอองเกสร นอกจากนี้ในช่วงดอกบานถ้ามีฝนตกมากทำให้ดอกลำไยร่วงหล่นและยังทำให้การผสมเกสรลดลง
  • 37.
    ผลกระทบของเกษตรกรเคมี (ลำไย ) ลำไย อากาศร้อน ใบ ผล จะแห้ง 3 ราย ( นางบังอร ปีนัง นางบุญญาพร ประอินทร์ นางธนิดา ปะอินทร์ ) ลำไย ถ้าอากาศหนาวจะไม่ค่อยออกยอด ( นางประไพร ศรีจันทร์ ) ถ้าอากาศร้อนจัด ลำไยร่วงถึง 30% ถ้าอากาศหนาวจะแทงช่อดี ถ้าฝนตกจะดีเพราะลำไยชอบเย็น ( นายศรีนวล อุ่นต๊ะ ) อากาศร้อน ทำให้ใบลำไยไม่สวยมีอาการแห้งเหี่ยว ( นายสิงห์แก้ว กุนาธรรม ) อากาศไม่ค่อยหนาวในช่วงเดือน ต . ค . - พ . ย . ทำให้ลำไย ออกดอกดีแต่ไม่มีผล ( นายเนตร จะติ ) หนอนคืบละหุ่ง หนอนบุ้งกินใบ เพลี้ยไฟ , ระบาดเพิ่มมากขึ้นจากแต่ก่อน ( นายอาคม โพธาวรรณ ) หลังจาการเก็บเกี่ยวจะต้องมีการเด็ดช่อ แต่ก่อนจะโปร่งใบแล้วแทงช่อใหม่ แต่ปัจจุบันเด็ดแล้วไม่ค่อยโปร่งใบ หนอนคืบระบาดเพิ่มมากขึ้น การออกดอกช้าลง ( นายเฉลิม หน่อเรือง )
  • 38.
    ผลกระทบของเกษตรกรอินทรีย์ (ลำไย ) อยากออกดอกก็ออก ไม่อยากออกก็ไม่ออก ออกดอกช้า ในช่วงฤดูกาลผลิตปี 2541 ลำไยไม่ออกดอกเพราะอากาศไม่หนาว ( นายดวงทิพย์ ต๊ะวนา ) อากาศร้อนขึ้น ลำไยผลจะออกช้า ลูกเล็กลง แต่ก่อนออกดอกปลาย ม . ค . ปัจจุบันออกดอกปลาย ก . พ . การเก็บเกี่ยวลำไยสุกเร็วเพราะอากาศร้อน แต่ก่อนเก็บเกี่ยว ส . ค . ลูกใหญ่ดีผิวดี ปัจจุบันเก็บเกี่ยวต้นเดือน ก . ค . ลูกเล็กไม่เหมือนแต่ก่อน ( นายบุญรัตน์ กันทา ) อากาศร้อนลำไยไม่ค่อยแทงช่อ จะโปร่งใบแทน ส่งผลให้ผลผลิตลดลง อากาศแปรปรวนทำให้ดอกลำไยไม่ค่อยออก ( นายสวัสดิ์ อินต๊ะโพก ) ลำไยจะเก็บเกี่ยวกลางเดือนกรกฎาคม แต่ปัจจุบันจะเก็บเกี่ยวปลายเดือนกรกฎาคม ( นายธนศักด์ พุทธธรรมชัย ต . สบเปิง อ . แม่แตง )
  • 39.
    วิธีการปรับตัวของเกษตรกรเคมี (ลำไย ) ใช้ปูนขาวโรยดิน สูบน้ำรดลำไยให้มากและบ่อยขึ้นขึ้น ( นางบังอร ปีนัง ) ใส่ปุ๋ยปรับสภาพดิน ( นางบุญญาพร ปะอินทร์ ) ปรับปรุงดินให้เก็บน้ำได้มากขึ้น ( นางธนิดา ปะอินทร์ ) ใส่สารโพแทสเซียมคลอเรต ถ้าไม่ใส่ลำไยจะไม่ค่อยออกดอก ( นายอาคมโพธาวรรณ ) ใช้สารเพิ่มขึ้นเพื่อให้ลำไยออกดอก ใส่ปีละครั้ง ( นายเนตร จะติ ) ปลูกให้หลากหลาย ปลูกผลไม้ ปลูกพืชยืนต้น ( นายเฉลิม หน่อเรือง )
  • 40.
    วิธีการปรับตัวของเกษตรกรอินทรีย์ (ลำไย ) ปรับระบบจากเกษตรเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์เน้นความหลากหลายในสวน และช่วยพลิกค้นนโยบายรัฐบาลให้ส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์ หันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง ให้หันมาทำเกษตรอินทรีย์ ( นายดวงทิพย์ ต๊ะวนา ) ปลูกต้นไม้เยอะๆ ( นายบุญรัตน์ กันทา ) ปลูกพืชหลากหลาย ( นายสวัสดิ์ อินต๊ะโพก )
  • 41.
    ๔ . ลิ้นจี่
  • 42.
  • 43.
    ปกติลิ้นจี่ที่ปลูกด้วยกิ่งตอนจะเริ่มออกดอกเมื่ออายุประมาณ 4-5 ปีโดยลิ้นจี่จะเริ่มออกดอกหลังจากได้รับอากาศหนาวอยู่ 4-6 สัปดาห์ ลิ้นจี่ทางภาคเหนือจะออกดอกประมาณเดือนมกราคม - ต้นเดือนเมษายน และผลจะแก่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม - ต้นเดือนมิถุนายน
  • 44.
    นับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกของลิ้นจี่ สภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการเติบโตและการออกดอกติดผลของลิ้นจี่คือ ควรมีอากาศเย็นในฤดูหนาวและไม่มีอากาศร้อนจัดคือระดับอุณหภูมิไม่ควรเกิน 40 องศาเซลเซียส และเนื่องจากในช่วงก่อนออกดอกนั้นลิ้นจี่จำเป็นจะต้องผ่านความหนาวเย็นเพื่อช่วยชักนำให้เกิดตาดอก เพราฉะนั้นในช่วงก่อนออกดอกลิ้นจี่จะต้องการระดับอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสไม่น้อยกว่า 250 ชั่วโมง หรือระดับอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียสไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง อุณหภูมิ
  • 45.
    ผลกระทบสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรเคมี ลิ้นจี่ออกช่อช้าลง เพราะอากาศไม่หนาวเหมือนแต่ก่อน บางต้นออกช่อ แต่ไม่ติดผลกลายเป็นโปร่งใบ ( นางวิไล รัตนะเวียงผา ) การออกดอกช้าลง ถ้าปลายเดือนมกราคมยังไม่ออกช่อก็จะไม่มีผลผลิต ( นายเมือง พวงมาลา ) มีโรคราดำระบาด ทำให้ลิ้นจี่ร่วงไม่ได้ผลผลิต อากาศไม่หนาวลิ้นจี่ไม่ออกช่อ 2 ราย ( นางนานู สาทู นางวิภัทธ์ รัตนะเวียงผา ) ลิ้นจี่เป็นโรคราดำทำลายช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตลดลง แมลงเพิ่ม มากขึ้น เช่น หนอนเจาะขั้ว ถ้ากลางเดือนก . พ . ยังไม่ยังออกช่อก็จะไม่มีผลปีนี้ก็จะไม่มีผลผลิตขาย ( นายสมบูรณ์ ตาคุ ) ลิ้นจี่ห้ามโดนฝนจะทำให้ร่วง ( นายประเสริฐ กูนุ ) ลิ้นจี่โดนหนอนเจาะขั้ว 3 ราย ( นายละแฮ ทวีศักดิ์วนาไพร นายสุรัตน์ ลี่โพ นายเสถียรภาพสินพุ )
  • 46.
    ผลกระทบต่อสวนลิ้นจี่ของเกษตรกรอินทรีย์ อากาศร้อนลิ้นจี่ไม่ออกช่อ หนอนเจาะขั้วระบาดทำให้ลิ้นจี่ร่วง 2 ราย ( นายไพบูลย์ ทิพย์มูล นายสุคำ ทิพย์มูล ) ลิ้นจี่ถ้าอากาศร้อนจัดเปลือกจะเป็นรอยไหม้ ( นายสัมฤทธิ์ ปัญญาใจ ) น้ำในสวนลิ้นจี่ขาดแคลน ( นายสุคำ ทิพย์มูล ) แมลงในลิ้นจี่เพิ่มขึ้น . ( นายมงคล แคเซอ ) ปกติปลายเดือน พ . ย . ลิ้นจี่เริ่มออกช่อ ช่วงปี 49-50 ลิ้นจี่เริ่มออกดอกช้าจะขยับไปออกเดือนมกราคมเพราะอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง ( นายธนศักดิ์ พุทธธรรมชัย )
  • 47.
    การปรับตัวของเกษตรกรเคมีต่อสวนลิ้นจี่ ปล่อยตามธรรมชาติ 7 ราย ( นายสุรัตน์ ลี่โพ นายเสถียรภาพ สินพุ นายสมบูรณ์ ตาคุ นางนานู สาทู นายเมือง พวงมาลา นางวิภัทธ์ รัตนะเวียงผา นางวิไล รัตนะเวียงผา )
  • 48.
    การปรับตัวของเกษตรอินทรีย์ต่อสวนลิ้นจี่ ปลูกลิ้นจี่ลดลงเพราะฤดูหนาวเริ่มลดลงฤดูร้อนเพิ่มขึ้น เปลี่ยนชนิดพืชทีชอบอากาศร้อน ( นายสวน ทิพย์มูล ) ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ รักษาสิ่งแวดล้อมให้ร่มเย็น ( นายสัมฤทธิ์ ปัญญาใจ ) จัดการระบบน้ำให้ดี ( นายสุคำ ทิพย์มูล ) ปล่อยตามธรรมชาติ ( นายมงคล แคเซอ ) ในสวนไม่ให้มีสารฆ่าหญ้า ในสวนและนอกสวนให้มีป่าเยอะ ๆ ( นายประเสริฐ กูนุ ) ใช้น้ำส้มควันไม้ ( นายละแฮ ทวีศักดิ์วนาไพร ) ปล่อยตามธรรมชาติ ( นายธนศักดิ์ พุทธธรรมชัย )
  • 49.
    สรุปการปรับตัวทางการเกษตร จากเกษตรกรที่ให้ข้อมูล จำนวน 103 ราย พบว่า ไม่มีประสบการณ์การปรับเปลี่ยนระบบ รูปแบบ และชนิดพืช จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ ( ร้อยละ 42.72) มีผู้มีประสบการณ์การปรับเปลี่ยนระบบ รูปแบบ และชนิดพืช จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ ( ร้อยละ 57.28 )
  • 50.
    แนวทางและวิธีการในการปรับเปลี่ยนจาก 69 ราย ( เกษตรกรเคมี 30 ราย เกษตรกรอินทรีย์ 39 ราย ) 32 ราย ( 37.30%) ปล่อยไปตามธรรมชาติ , 13 ราย ( 22.04%) ปลูกใหม่อีกครั้ง , 9 ราย (15.25%) เปลี่ยนชนิดพืช และเลื่อนเดือนปลูก , 5 ราย (8.47%) ปรับระบบการผลิต , 1 ราย ( 1.69%) เปลี่ยนอาชีพ , และ ไม่มีใครเปลี่ยนพันธพืช ดังกราฟ ข้างล่างนี้
  • 51.
  • 52.
    เกณฑ์เพื่อประกอบการตัดสินใจจำนวน 152 ราย ใช้เกณฑ์ของ Iibery, 1985 100.00 152 รวม 32.24 49 เกณฑ์ผลประโยชน์มากที่สุด ( เกษตรกรจะเลือกปลูกพืชชนิดที่ให้ผลประโยชน์สูงสุด ) 3.95 6 เกณฑ์ความเสียใจน้อยที่สุด ( เกษตรกรพยายามจะเลือกเอาวิธีการที่จะทำให้พวกเขาผิดหวังน้อยที่สุด โดยมีข้อแม้ว่าสามารถคาดการณ์สภาพแวดล้อมได้ถูกต้อง ) 5.91 9 เกณฑ์โอกาสดีที่สุด ( เกษตรกรไม่สามารถที่จะคาดหวังว่าทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เกษตรกรจะคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่เกิดขึ้นในทางที่ดี ) 22.37 34 เกณฑ์ค่าเฉลี่ยสูงสุด ( เมื่อเกษตรกรไม่รู้ข้อมูลดีพอ โดยจะเรียนรู้และได้รับข้อมูลจากคนในพื้นที่ ) 35.53 54 เกณฑ์ต่ำสุด ( เกิดผลเสียต่อผลผลิตน้อยที่สุด หรือการทำให้ต้นทุนในการผลิตต่ำสุดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด ) ร้อยละ ราย เกณฑ์เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  • 53.
    การปรับตัวกับความมั่นคงทางอาหาร ความหมาย : การมีอาหารสำหรับบริโภคภายในครัวเรือน และชุมชนอย่างพอเพียง ปลอดภัยและมีคุณภาพ ตลอดเวลาและต่อเนื่อง การมีระบบการจัดการผลผลิตที่เกื้อหนุนต่อความยั่งยืน ความมั่นคงทางการผลิตทั้งที่ดิน น้ำ และทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่นๆ มีระบบการกระจายผลผลิตที่เป็นธรรม และเหมาะสมทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศชาติ ( FAO, มิ่งสรรพ์ , หน้า 96)
  • 54.
    สถานภาพของความมั่นคงทางอาหาร ซื้อ 30-50 % ซื้อเกือบ 90 % การมีอาหารบริโภค ปลอดภัยเพียงพอ สร้างตลาดด้วยตนเอง พึ่งตลาดคนอื่น ระบบตลาด ผสมผสาน หลากหลาย สมดุล เชิงเดี่ยว ระบบผลิต มีปัญหา มีปัญหา ปัจจัยการผลิตที่ดิน น้ำ อากาศ ระบบเกษตรอินทรีย์ ระบบเกษตรเคมี
  • 55.
    แนวคิดการพัฒนาของเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย พบว่าเกษตรกรเคมีและเกษตรกรอินทรีย์มีแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างกัน กล่าวคือ เกษตรกรเคมีส่วนใหญ่มีแนวคิดและทางเลือกในการแก้ไขปัญหาแบบระยะสั้น ไม่ยั่งยืน มองประโยชน์เพียงรุ่นตนเอง ขณะที่เกษตรกรอินทรีย์จะมีแนวคิดและทางเลือกการพัฒนาระยะยาว มองที่รุ่นลูก รุ่นหลาน ห่วงใย สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แนวทางในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ป่า และห่างป่า อาจสรุปได้ดังนี้
  • 56.
    เกษตรกรเขตอำเภอสันทราย - มันฝรั่งข้าว พริก ถั่วเหลือง ( ทั้งใกล้และห่างป่า - เขตชลประทาน ) หากกลุ่มที่ติดป่า จะให้ความสำคัญของการฟื้นฟูป่า การปฏิรูปที่ดิน การทำระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การทำระบบตลาดชุมชนเกษตรอินทรีย์ และ รวบรวมพันธุกรรมพืชพื้นบ้านในสวนเกษตรกร เช่น ข้าวสาลี ( ข้าวโพด ) ปรับปรุงมันฝรั่งพันธุ์ทนแล้ง มันอินทรีย์ การมีข้อมูลให้เกษตรกร เช่น มีเครื่องมือตรวจอุณหภูมิในดิน ต้องวิจัย อุณหภูมิ โรงแปรรูปมันฝรั่ง พัฒนากังหันลมดูดบาดาล
  • 57.
    เกษตรกรเขตอำเภอสารภี - ลำไย ( ไม่มีป่า - เขตชลประทาน ) เน้นการปฏิรูปที่ดิน ปรับจากลำใยเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรอินทรีย์หลากหลาย ( ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ) เช่น พืชผักพื้นบ้าน สุกร เป็ด ไก่ ปลา การทำระบบตลาดชุมชนเกษตรอินทรีย์
  • 58.
    รณรงค์ให้คนส่วนใหญ่ ( ทุกหน่วยงานผญบ . กำนัน อบต . เทศบาลเข้าใจผลกระทบจากโลกร้อน ฟื้นฟูป่า ( ต . สบเปิงไม่เผาไฟ ต . ขี้เหล็กไฟป่าไหม้หมด ) พัฒนาระบบประปาภูเขา สร้างอ่างขนาดกลาง ( 6,000 ไร่ ) ที่ดอนเจียง ต . สบเปิง แม่แตง ขยายเกษตรอินทรีย์หลากหลายให้มากขึ้น ปลูกพืชอายุสั้น ทนแล้ง สร้างทีมวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวและถั่วเหลืองทนแล้งของเกษตรกรเอง โดยร่วมกับสถาบันวิจัย เกษตรกรเขตแม่แตง - ข้าว ถั่ว ( มีป่า - เป็นเขตนอกชลประทาน ) แนวทาง
  • 59.
    เกษตรกรในเขตไชยปราการ (มีป่า - เป็นเขตนอกชลประทาน ) เน้นการฟื้นฟูป่า เพื่อให้มีน้ำใช้ การปฏิรูปที่ดิน การสร้างอาหารจากป่าและน้ำธรรมชาติ การทำเกษตรอินทรีย์หลากหลาย การพัฒนาพืชและวิธีปลูกแบบทนแล้ง การทำระบบตลาดชุมชนเกษตรอินทรีย์
  • 60.
    ๕ . แนวทางในการรณรงค์ด้านนโยบายที่สำคัญ เพื่อสร้างความรู้และจิตสำนึกสาธารณะและการสนับสนุนการปรับตัวของเกษตรกรรายย่อย ความไม่เข้าใจถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ความไม่ตระหนักในด้านการอนุรักษป่า การบังคับใช้ทางกฏหมาย ของผู้นำทางการ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แนวทางคือจัดฝึกอบรมผู้นำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
  • 61.
    ๖ . ข้อเสนอทางนโยบายที่สำคัญที่สนับสนุนในการปรับตัว ด้านที่ดิน รัฐต้องสนับสนุนการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อจัดตั้งกองทุนที่ดินในระดับหมู่บ้าน และโฉนดชุมชน ด้านป่า สนับสนุนให้มีการฟื้นฟูและจัดการป่าโดยองค์กรชุมชน รวมทั้งเร่งรัดการออกพ . ร . บ . ป่าชุมชน ฉบับประชาชน ด้านน้ำ รัฐควรสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำขาดเล็กในชุมชน เช่น อ่าง ฝาย ประปาภูเขา และบ่อบาดาล
  • 62.
    4. ด้านเกษตรกรรมยั่งยืนและตลาดที่เป็นธรรม ควรออกพ . ร . บ . กองทุนวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและตลาดที่เป็นธรรม 5. ด้านพันธุ์พืชพื้นบ้านและทนแล้ง พัฒนาโครงการความร่วมมือการวิจัยพืชทนแล้งแบบมีส่วนร่วมระหว่างศูนย์วิจัยของกรมวิชาการและกลุ่มเกษตรกร เช่น กรมการข้าว , สถานีวิจัยพืชไร่ เป็นต้น
  • 63.