Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
kanjana2536
4,409 views
Science project
Read more
4
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 72 times
1
/ 228
2
/ 228
3
/ 228
4
/ 228
5
/ 228
6
/ 228
7
/ 228
8
/ 228
9
/ 228
10
/ 228
11
/ 228
12
/ 228
13
/ 228
14
/ 228
15
/ 228
16
/ 228
17
/ 228
18
/ 228
19
/ 228
20
/ 228
21
/ 228
22
/ 228
23
/ 228
24
/ 228
25
/ 228
26
/ 228
27
/ 228
28
/ 228
29
/ 228
30
/ 228
31
/ 228
32
/ 228
33
/ 228
34
/ 228
35
/ 228
36
/ 228
37
/ 228
38
/ 228
39
/ 228
40
/ 228
41
/ 228
42
/ 228
43
/ 228
44
/ 228
45
/ 228
46
/ 228
47
/ 228
48
/ 228
49
/ 228
50
/ 228
51
/ 228
52
/ 228
53
/ 228
54
/ 228
55
/ 228
56
/ 228
57
/ 228
58
/ 228
59
/ 228
60
/ 228
61
/ 228
62
/ 228
63
/ 228
64
/ 228
65
/ 228
66
/ 228
67
/ 228
68
/ 228
69
/ 228
70
/ 228
71
/ 228
72
/ 228
73
/ 228
74
/ 228
75
/ 228
76
/ 228
77
/ 228
78
/ 228
79
/ 228
80
/ 228
81
/ 228
82
/ 228
83
/ 228
84
/ 228
85
/ 228
86
/ 228
87
/ 228
88
/ 228
89
/ 228
90
/ 228
91
/ 228
92
/ 228
93
/ 228
94
/ 228
95
/ 228
96
/ 228
97
/ 228
98
/ 228
99
/ 228
100
/ 228
101
/ 228
102
/ 228
103
/ 228
104
/ 228
105
/ 228
106
/ 228
107
/ 228
108
/ 228
109
/ 228
110
/ 228
111
/ 228
112
/ 228
113
/ 228
114
/ 228
115
/ 228
116
/ 228
117
/ 228
118
/ 228
119
/ 228
120
/ 228
121
/ 228
122
/ 228
123
/ 228
124
/ 228
125
/ 228
126
/ 228
127
/ 228
128
/ 228
129
/ 228
130
/ 228
131
/ 228
132
/ 228
133
/ 228
134
/ 228
135
/ 228
136
/ 228
137
/ 228
138
/ 228
139
/ 228
140
/ 228
141
/ 228
142
/ 228
143
/ 228
144
/ 228
145
/ 228
146
/ 228
147
/ 228
148
/ 228
149
/ 228
150
/ 228
151
/ 228
152
/ 228
153
/ 228
154
/ 228
155
/ 228
156
/ 228
157
/ 228
158
/ 228
159
/ 228
160
/ 228
161
/ 228
162
/ 228
163
/ 228
164
/ 228
165
/ 228
166
/ 228
167
/ 228
168
/ 228
169
/ 228
170
/ 228
171
/ 228
172
/ 228
173
/ 228
174
/ 228
175
/ 228
176
/ 228
177
/ 228
178
/ 228
179
/ 228
180
/ 228
181
/ 228
182
/ 228
183
/ 228
184
/ 228
185
/ 228
186
/ 228
187
/ 228
188
/ 228
189
/ 228
190
/ 228
191
/ 228
192
/ 228
193
/ 228
194
/ 228
195
/ 228
196
/ 228
197
/ 228
198
/ 228
199
/ 228
200
/ 228
201
/ 228
202
/ 228
203
/ 228
204
/ 228
205
/ 228
206
/ 228
207
/ 228
208
/ 228
209
/ 228
210
/ 228
211
/ 228
212
/ 228
213
/ 228
214
/ 228
215
/ 228
216
/ 228
217
/ 228
218
/ 228
219
/ 228
220
/ 228
221
/ 228
222
/ 228
223
/ 228
224
/ 228
225
/ 228
226
/ 228
227
/ 228
228
/ 228
More Related Content
PDF
ชุดข้อสอบแยกตามตัวชี้วัด หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
PDF
แผนBioม.4 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
บทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 1 สสารและสาร
by
Ketsarin Prommajun
PDF
ใบงาน 2.1 ข้อมูลและสารสนเทศ
by
โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
PDF
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
by
Aomiko Wipaporn
PDF
ประโยคความซ้อน ม.๒
by
ssuser456899
PDF
ใบงานที่ 1 ธาตุและสารประกอบ
by
website22556
PDF
แบบทดสอบประชากร
by
Wichai Likitponrak
ชุดข้อสอบแยกตามตัวชี้วัด หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
แผนBioม.4 2
by
Wichai Likitponrak
บทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 1 สสารและสาร
by
Ketsarin Prommajun
ใบงาน 2.1 ข้อมูลและสารสนเทศ
by
โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
by
Aomiko Wipaporn
ประโยคความซ้อน ม.๒
by
ssuser456899
ใบงานที่ 1 ธาตุและสารประกอบ
by
website22556
แบบทดสอบประชากร
by
Wichai Likitponrak
What's hot
DOCX
ตัวอย่างประวัติส่วนตัว
by
Anussara Thathaisong
PDF
แบบฝึกทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ป.1สิ่งมีชีวิต
by
sripayom
PDF
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
PDF
ทัศนธาตุ
by
Nattapon
PDF
แบบฟอร์มเค้าโครงโครงงาน
by
pongtum
PDF
คำกล่าวเปิดค่ายจริยธรรม
by
niralai
PDF
ใบความรู้วิชาห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ 2
by
Ploykarn Lamdual
PDF
การเขียนชื่อวิทยาศาสตร์
by
PinNii Natthaya
PDF
วิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ และจ...
by
พรทิพย์ สิงหรา
PDF
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 1
by
dnavaroj
PDF
ใบงาน 8.1 8.2
by
oraneehussem
PDF
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน
by
krupornpana55
DOC
กระดาษคำตอบ20ข้อ
by
wisheskerdsilp
PDF
การสกัดด้วยตัวทำละลาย
by
ศศิกัญญา ดอนดีไพร
PDF
2ใบกิจกรรม
by
krupornpana55
PPT
ความพกพร่องทางการพูดและภาษา
by
guesta3f6cb
PDF
โครงงานออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
by
Winthai Booloo
PDF
พลังงานความร้อน
by
พัน พัน
PPTX
บรรยากาศ
by
Supaluk Juntap
PDF
ใบงานคำคล้อง .pdf
by
ssuserdd44c01
ตัวอย่างประวัติส่วนตัว
by
Anussara Thathaisong
แบบฝึกทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ป.1สิ่งมีชีวิต
by
sripayom
แบบทดสอบ สุขศึกษา ม.3
by
teerachon
ทัศนธาตุ
by
Nattapon
แบบฟอร์มเค้าโครงโครงงาน
by
pongtum
คำกล่าวเปิดค่ายจริยธรรม
by
niralai
ใบความรู้วิชาห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้ 2
by
Ploykarn Lamdual
การเขียนชื่อวิทยาศาสตร์
by
PinNii Natthaya
วิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ และจ...
by
พรทิพย์ สิงหรา
แบบทดสอบ วิทยาศาสตร์ 2 ชั้น ม.1 ชุดที่ 1
by
dnavaroj
ใบงาน 8.1 8.2
by
oraneehussem
การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน
by
krupornpana55
กระดาษคำตอบ20ข้อ
by
wisheskerdsilp
การสกัดด้วยตัวทำละลาย
by
ศศิกัญญา ดอนดีไพร
2ใบกิจกรรม
by
krupornpana55
ความพกพร่องทางการพูดและภาษา
by
guesta3f6cb
โครงงานออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
by
Winthai Booloo
พลังงานความร้อน
by
พัน พัน
บรรยากาศ
by
Supaluk Juntap
ใบงานคำคล้อง .pdf
by
ssuserdd44c01
Viewers also liked
PDF
ตัวชี้วัดและสาระศิลปะ
by
พิพัฒน์ ตะภา
PDF
โครงงานการประดิษฐ์กระถางจากขวดพลาสติก
by
พัน พัน
PDF
โครงงาน คอมพิวเตอร์
by
xavi2536
PPT
เรื่อง ไฟฟ้า
by
Maliwan303fkk
DOC
คำนำ
by
Paweena Kittitongchaikul
PDF
1ธรรมชาติของฟิสิกส์
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
PDF
กล้องจุลทรรศน์กาญจนา
by
krunidhswk
PDF
เครือข่ายคอมพิวเตอร์
by
พัน พัน
PDF
คณิต ป.6 หน่วยที่1
by
Thanakorn Kamsan
PPT
ไฟฟ้า1
by
Kitipnog Tot
PDF
9789740331889
by
CUPress
DOCX
ชุดการสอนรายบุคคลชุดที่ 3
by
Apivat Vongkanha
ตัวชี้วัดและสาระศิลปะ
by
พิพัฒน์ ตะภา
โครงงานการประดิษฐ์กระถางจากขวดพลาสติก
by
พัน พัน
โครงงาน คอมพิวเตอร์
by
xavi2536
เรื่อง ไฟฟ้า
by
Maliwan303fkk
คำนำ
by
Paweena Kittitongchaikul
1ธรรมชาติของฟิสิกส์
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
กล้องจุลทรรศน์กาญจนา
by
krunidhswk
เครือข่ายคอมพิวเตอร์
by
พัน พัน
คณิต ป.6 หน่วยที่1
by
Thanakorn Kamsan
ไฟฟ้า1
by
Kitipnog Tot
9789740331889
by
CUPress
ชุดการสอนรายบุคคลชุดที่ 3
by
Apivat Vongkanha
Similar to Science project
PDF
แผนการจัดหน่วยการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556
by
dnavaroj
PDF
Keydesign
by
ตะกั่วป่าเสนานุกูล
PPT
การทำโครงงาน 5 ขั้น
by
Pongtong Kannacham
PDF
คู่มือการเขียนรายงาน การอ้างอิง การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์ ...
by
Totsaporn Inthanin
DOC
การเขียนเค้าโครง
by
vittaya411
DOC
มาตรฐานและตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
by
Boonlert Aroonpiboon
PDF
เล่ม 1 ตอนที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์
by
Ausa Suradech
PDF
Slกำหนดการสอนพรพนา 2 วิชา 1 56.5 พ.ค. 56doc
by
krupornpana55
PDF
3หลักสูตรวิทยาศาสตร์
by
nang_phy29
PDF
GSprojectscience reprot2562_1_kruwichai
by
Wichai Likitponrak
PDF
วิทยาศาสตร์ ต้น
by
กลุ่มงาน วิชาการ
PDF
เล่ม 1 ตอนที่ 2 การสอนวิทยาศาสตร์ด้วยโครงงาน
by
Ausa Suradech
PPT
รูปแบบโครงงาน
by
yut38
PDF
Gst uprojectcurriculum
by
Wichai Likitponrak
PDF
Practicsproject gstu62
by
Wichai Likitponrak
PDF
Gst uprojectlearningunit
by
Wichai Likitponrak
PDF
บทที่2 ส่งเทคโน
by
Pew Juthiporn
DOC
Science dep curr2551
by
Padungsee Komhoi
PDF
วิทยาศาสตร์
by
กลุ่มงาน วิชาการ
PDF
หลักสูตรแกนกลาง สาระและตัวชี้วัดชั้นปี หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
แผนการจัดหน่วยการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556
by
dnavaroj
Keydesign
by
ตะกั่วป่าเสนานุกูล
การทำโครงงาน 5 ขั้น
by
Pongtong Kannacham
คู่มือการเขียนรายงาน การอ้างอิง การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์ ...
by
Totsaporn Inthanin
การเขียนเค้าโครง
by
vittaya411
มาตรฐานและตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
by
Boonlert Aroonpiboon
เล่ม 1 ตอนที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์
by
Ausa Suradech
Slกำหนดการสอนพรพนา 2 วิชา 1 56.5 พ.ค. 56doc
by
krupornpana55
3หลักสูตรวิทยาศาสตร์
by
nang_phy29
GSprojectscience reprot2562_1_kruwichai
by
Wichai Likitponrak
วิทยาศาสตร์ ต้น
by
กลุ่มงาน วิชาการ
เล่ม 1 ตอนที่ 2 การสอนวิทยาศาสตร์ด้วยโครงงาน
by
Ausa Suradech
รูปแบบโครงงาน
by
yut38
Gst uprojectcurriculum
by
Wichai Likitponrak
Practicsproject gstu62
by
Wichai Likitponrak
Gst uprojectlearningunit
by
Wichai Likitponrak
บทที่2 ส่งเทคโน
by
Pew Juthiporn
Science dep curr2551
by
Padungsee Komhoi
วิทยาศาสตร์
by
กลุ่มงาน วิชาการ
หลักสูตรแกนกลาง สาระและตัวชี้วัดชั้นปี หลักสูตรแกนกลาง 2551
by
Weerachat Martluplao
More from kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง
by
kanjana2536
DOCX
ใบงาน1จุด
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 2 มุมชนิดมุม
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 4 เรื่อง ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 2 เรื่องการทดลองสุ่ม
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 8
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 3 เรื่อง เหตุการณ์
by
kanjana2536
DOCX
ใบงาน5เรื่อง การสร้างมุมให้มีขนาดเท่ากับมุมที่กำหนดให้
by
kanjana2536
DOCX
ใบงาน1จุด
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 6 เรื่อง การแบ่งครึ่งมุม
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 5 เรื่องความน่าจะเป็นและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 12
by
kanjana2536
DOCX
7การสร้างเกี่ยวกับส่วนของเส้นตรงและมุม
by
kanjana2536
DOCX
ใบ'งาน4
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 11 การสร้างมุมที่มีขนาดเท่ากับ 90
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 1 เรื่อง โอกาสที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่10 เรื่อง การสร้างเส้นขนาน
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 9
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 6 เรื่องความน่าจะเป็นและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
by
kanjana2536
DOCX
ใบงานที่ 13 เรื่อง การใช้ความรู้เรื่องมุมไปใช้ในการสร้างรูปต่างๆ
by
kanjana2536
ใบงานที่ 1 เรื่อง เลขยกกำลัง
by
kanjana2536
ใบงาน1จุด
by
kanjana2536
ใบงานที่ 2 มุมชนิดมุม
by
kanjana2536
ใบงานที่ 4 เรื่อง ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์
by
kanjana2536
ใบงานที่ 2 เรื่องการทดลองสุ่ม
by
kanjana2536
ใบงานที่ 8
by
kanjana2536
ใบงานที่ 3 เรื่อง เหตุการณ์
by
kanjana2536
ใบงาน5เรื่อง การสร้างมุมให้มีขนาดเท่ากับมุมที่กำหนดให้
by
kanjana2536
ใบงาน1จุด
by
kanjana2536
ใบงานที่ 6 เรื่อง การแบ่งครึ่งมุม
by
kanjana2536
ใบงานที่ 5 เรื่องความน่าจะเป็นและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
by
kanjana2536
ใบงานที่ 12
by
kanjana2536
7การสร้างเกี่ยวกับส่วนของเส้นตรงและมุม
by
kanjana2536
ใบ'งาน4
by
kanjana2536
ใบงานที่ 11 การสร้างมุมที่มีขนาดเท่ากับ 90
by
kanjana2536
ใบงานที่ 1 เรื่อง โอกาสที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น
by
kanjana2536
ใบงานที่10 เรื่อง การสร้างเส้นขนาน
by
kanjana2536
ใบงานที่ 9
by
kanjana2536
ใบงานที่ 6 เรื่องความน่าจะเป็นและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
by
kanjana2536
ใบงานที่ 13 เรื่อง การใช้ความรู้เรื่องมุมไปใช้ในการสร้างรูปต่างๆ
by
kanjana2536
Science project
1.
เอกสารประกอบการสอนเอกสารประกอบการสอน รหัสรหัส 33000000--11442288 วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชันสูงหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชันสูง พุทธศักราชพุทธศักราช
22554466 สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ เรียบเรียงโดยเรียบเรียงโดย ไตไตรภพรภพ เทียบพิมพ์เทียบพิมพ์ ศศษษ..มม.. ((วิทยาศาสตร์ศึกษาวิทยาศาสตร์ศึกษา))
2.
เอกสารประกอบการสอนเอกสารประกอบการสอน รหัสรหัส33000000--11442288 วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชันสูงหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชันสูง พุทธศักราชพุทธศักราช 22554466 สํานักงานคณะกรรมการสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาการอาชีวศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงศึกษาธิการ เรียบเรียงโดยเรียบเรียงโดย ไตรภพไตรภพ เทียบพิมพ์เทียบพิมพ์ ศษศษ..มม.. ((วิทยาศาสตร์ศึกษาวิทยาศาสตร์ศึกษา))
3.
คํานํา เนืองจากการจัดการเรียนการสอน วิชาโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (3000-1428) เป็นไปด้วยความยากลําบาก
และสับสน เนืองจากเป็นวิชาปฏิบัติ ซึงต้องใช้เวลานอกเหนือจากการ เรียนการสอนปกติในการทําเป็นส่วนใหญ่ หาตําราทีใช้ประกอบการเรียนการสอนได้ยาก ตําราเรียนที มีอยู่ในท้องตลาดก็มีเนือหาน้อย ไม่มีรายละเอียดเพียงพอทีจะยึดเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการ สอนได้ จากเหตุผลดังกล่าว ทําให้ผู้เรียบเรียงได้จัดทําเอกสารประกอบการสอนเล่มนีขึนมา โดยยึดเอา จุดประสงค์ของหลักสูตร จุดประสงค์รายวิชา มาตรฐานรายวิชา และคําอธิบายรายวิชา เป็นหลัก เพือ ใช้เป็นคู่มือและแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาดังกล่าว จากประสบการณ์ในการสอนวิชาโครงงานฯ มากว่า 30 ปี ทําให้ทราบปัญหาต่างๆ ทีเกิดจาก การเรียนการสอนเป็นอย่างดี จึงจัดทําเอกสารเล่มนีขึนมาเพือแก้ปัญหาดังกล่าว เอกสารเล่มนีจะบอก วิธีการ ขันตอน ตลอดจนแนวทางในการทําโครงงานอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหัวข้อ โครงงาน การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การดําเนินงาน การออกแบบการทดลอง กําหนดตัวแปร สร้าง แบบสอบถาม แบบประเมิน ตารางบันทึกผล การอภิปรายและสรุปผลการดําเนินงาน ตลอดจนการ วิเคราะห์และประเมินโครงงาน เพือตรวจสอบคุณภาพของโครงงานทีจัดทํา เอกสารเล่มนีเป็นแนวทางในการดําเนินการเท่านัน ครูผู้สอนอาจประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ ธรรมชาติหรือบริบทของการจัดการเรียนการสอน โดยไม่จําเป็นต้องสอนตามลําดับเนือหาในบทเรียน ครูผู้สอนจะดําเนินการสอนเนือหาใดก่อนก็ได้ ทีคิดว่ามีความเหมาะสมกับช่วงเวลา ในการจัดทํา โครงงานในแต่ละภาคเรียน ผู้เรียบเรียงหวังเป็นอย่างยิงว่า เอกสารประกอบการสอนเล่มนี จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และผู้สนใจไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เรียบเรียงขอ น้อมรับ และยินดีรับข้อเสนอแนะด้วยความขอบคุณยิง ไตรภพ เทียบพิมพ์
4.
จุดประสงค์รายวิชา 1. เพือให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไปประยุกต์ใช้ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ 2.
เพือให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้วยการทํางานเป็นทีม วางแผน ออกแบบ เขียนรายงาน และเสนอผลงานอย่างเป็นระบบ ในเชิงวิจัยทาง วิทยาศาสตร์ 3. เพือให้ผู้เรียนมีเจตคติทีดีต่อการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ สามารถสือสารสิงทีเรียนรู้และ นําความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในวิชาชีพและชีวิตประจําวัน มาตรฐานรายวิชา 1. บูรณาการความรู้ ทางด้านวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ 2. ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหาความรู้แก้ปัญหา 3. นําเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ต่อสาธารณชน 4. สือสารสิงทีเรียนรู้ และนําความรู้ไปใช้ประโยชน์ คําอธิบายรายวิชา ศึกษาความหมาย ประเภท และขันตอนการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ วางแผนและดําเนินการจัดทําโครงงานวิทยาศาสตร์ เขียนรายงาน จัดแสดงนิทรรศการ และนําเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์
5.
สารบัญสารบัญ หน้า บททีบทที 11 ธรรมชาติของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์
11 1. วิทยาศาสตร์คืออะไร 3 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 4 3. ประเภทของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 6 4. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึนได้อย่างไร 8 5. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ 10 สรุป 12 แบบฝึกหัดท้ายบท 12 แบบทดสอบท้ายบท 14 บททีบทที 22 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1166 1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 18 2. ทักษะกระบวนการขันพืนฐาน 18 3. ทักษะกระบวนการขันบูรณาการ 33 สรุป 38 แบบฝึกหัดท้ายบท 38 แบบทดสอบท้ายบท 40 บททีบทที 33 โครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไรโครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไร 4433 1. โครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไร 44 2. หลักการของโครงงานวิทยาศาสตร์ 48 3. จุดมุ่งหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ 48 4. ลักษณะของโครงงานวิทยาศาสตร์ 48 5. คุณค่าของโครงงานวิทยาศาสตร์ 49 6. ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ 51
6.
สรุป 56 แบบฝึกหัดท้ายบท 56 แบบทดสอบท้ายบท
58 บททีบทที 44 การเลือกหัวข้อโครงงานการเลือกหัวข้อโครงงาน 6611 1. การเลือกหัวข้อโครงงาน 62 2. การตังชือโครงงาน 66 3. การศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง 69 4. การจัดทําเค้าโครงย่อของโครงงาน 72 สรุป 74 แบบฝึกหัดท้ายบท 74 แบบทดสอบท้ายบท 76 บททีบทที 55 การลงมือทําโครงงานการลงมือทําโครงงาน 7788 1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานทีในการทําโครงงาน 80 2. การดําเนินงาน 83 2.1 โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล 83 2.2 โครงงานประเภททดลอง 103 2.3 โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ 111 สรุป 114 แบบฝึกหัดท้ายบท 115 แบบทดสอบท้ายบท 117 บททีบทที 66 การเขียนรายการเขียนรายงานงาน 112211 1. รูปแบบการเขียนรายงาน 123 1.1 ตัวพิมพ์ 123 1.2 การจัดหน้ากระดาษ 124 1.3 การจัดหัวข้อในการพิมพ์ 125
7.
2. องค์ประกอบของรายงาน 127 2.1
ส่วนหน้า 127 2.2 ส่วนเนือเรือง 134 2.3 ส่วนอ้างอิง 149 2.4 ส่วนเพิมเติม 152 สรุป 157 แบบฝึกหัดท้ายบท 157 แบบทดสอบท้ายบท 159 บททีบทที 77 การจัดแสดงโครงงานการจัดแสดงโครงงาน 116622 1. การจัดแสดงโครงงาน 164 2. การจัดแผงโครงงาน 166 3. การจัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงาน 168 4. การทําแผ่นพับ 169 5. การรายงานปากเปล่า 171 สรุป 173 แบบฝึกหัดท้ายบท 174 แบบทดสอบท้ายบท 175 บททีบทที 88 การการวิเคราะห์และประเมินโครงงานวิเคราะห์และประเมินโครงงาน 117777 1. การวิเคราะห์โครงงาน 179 2. การประเมินโครงงาน 184 3. เครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงาน 186 4. กรอบการประเมินโครงงาน 189 สรุป 195 แบบฝึกหัดท้ายบท 195 แบบทดสอบท้ายบท 198
8.
ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ทีมีผู้ทําไว้แล้ว 201 1. โครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา-เอสโซ่
201 2. โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล 205 3. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ 206 4. โครงงานประเภทการทดลอง 210 5. โครงงานวิทยาศาสตร์จากสถานศึกษาต่างๆ 218 บรรณานุกรม 219
9.
บททีบทที 11 ธรรมชาติของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์ มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ■
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะ หาความรู้และแก้ปัญหา
10.
บทที 1 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ■
สาระการเรียนรู้ 1. วิทยาศาสตร์คืออะไร 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ 3. ประเภทของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 4. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึนได้อย่างไร 5. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้ว นักศึกษาควรจะ 1. บอกหรืออธิบายความหมายของวิทยาศาสตร์ได้ 2. บอกความหมายและขันตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ 3. บอกหรืออธิบายประเภทของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ 4. บอกหรืออธิบายทีมาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ 5. ให้ความหมายและรายละเอียดของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ได้
11.
1. วิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์ มาจากคําในภาษาละตินว่า
“Scientia” หมายถึงความรู้ ซึงตรงกับคําใน ภาษาอังกฤษว่า “Science” ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐได้ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์เอาไว้ว่า วิทยาศาสตร์หมายถึงเนือหาหรือองค์ความรู้ (knowledge) ทีได้จากการศึกษาค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ อย่างเป็นระเบียบ และกระบวนการ (process) ในการแสวงหาความรู้ ดังนั นวิทยาศาสตร์จึง ประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ 1. เนือหาหรือองค์ความรู้ องค์ความรู้ทีได้รับการยอมรับว่าเป็นวิทยาศาสตร์นัน จะต้องเป็น ความรู้ทีเป็นจริง สามารถทดลองและพิสูจน์ได้ 2. กระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู้ ■ จงบอกว่าข้อใดเป็นวิทยาศาสตร์และไม่เป็นวิทยาศาสตร์เพราะเหตุใด ข้อมูล คําตอบ เหตุผล 1. หมาหอนเพราะเห็นผี 2. นํ าแข็งลอยนํ าได้เพราะมีความหนาแน่นน้อยกว่านํ า 3. ถ้ามดขนไข่แสดงว่าฝนจะตก 4. อากาศร้อนจะขยายตัวลอยขึนสู่ทีสูง 5. ถ้าเอามือชีรุ้งกินนํ าแล้วมือจะกุด 6. ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก 7. ถ้าบรรจุนํ าอัดลมเต็มขวดแล้วนําไปแช่แข็งขวดจะแตก 8. นํ าแข็งละลายเพราะได้รับความร้อน 9. วันนีโชคไม่ดีเพราะจิงจกทักตังแต่เช้า 10. เอานํ าทะเลไปต้มจะได้เกลือเค็มๆ 11. เอาแม่เหล็ก 2 แท่งมาใกล้กัน ถ้าไม่ดูดกันก็ผลักกัน 12. วันนีจามทังวันแสดงว่ามีคนคิดถึง 13. วันนีตาเขม่นข้างขวาทังวันอาจจจะมีเรืองไม่ดี วิทยาศาสตร์ = ความรู้ + กระบวนการในการแสวงหาความรู้
12.
ในการศึกษาค้นคว้าเพือสร้างองค์ความรู้ หรือเพือให้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ นัน
นักวิทยาศาสตร์ จะใช้วิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบ ทีได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการทีดีทีสุด ในการศึกษาค้นคว้าหา คําตอบในเรืองทีต้องการศึกษา เรียกวิธีการนีว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) ซึงจะมี การดําเนินการเป็นขันตอนตามลําดับ นอกจากจะใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และความชํานาญด้านวิทยาศาสตร์ มาประกอบการศึกษาค้นคว้า ความรู้ความสามารถ และความชํานาญด้านวิทยาศาสตร์นี เรียกว่าทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Science process skill) 2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการทีนักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นแนวทาง ในการศึกษาค้นคว้าหา คําตอบของปัญหา เพือให้ได้มาซึงข้อเท็จจริง มีลําดับขันตอนต่างๆ ในการดําเนินการ พอสรุปได้ดังนี 1. กําหนดปัญหา โดยปกติการค้นคว้าหาความรู้หรือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ มักจะเริมต้นจากปัญหาหรือข้อ สงสัยทีต้องการคําตอบ เช่น เมือสตาร์ทรถจักรยานยนต์แล้วเครืองยนต์ไม่ทํางาน ปัญหาทีเกิดขึนก็คือ เครืองยนต์ไม่ทํางาน รถไม่สามารถวิงได้ ทําให้ต้องการทราบต่อไปอีกว่าเครืองยนต์ไม่ทํางานเพราะ อะไร หรือเกิดจากสาเหตุใด และจะมีวิธีการอย่างไรทีจะทําให้เครืองยนต์ทํางาน หัวข้อของปัญหาที กําหนดได้ในกรณีนีคือ มีปัจจัยใดบ้างทีทําให้เครืองยนต์ของรถจักรยานยนต์ ไม่สามารถทํางานได้ นอกจากปัญหานีแล้ว นักศึกษาคงเคยพบหรือสัมผัสกับปัญหาอีกมากมายทีเกิดขึนในชีวิตประจําวัน ■ ยกตัวอย่างปัญหาทีเกิดหรือพบเห็นในชีวิตประจําวันมา4 อย่าง _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ 2. ตังสมมติฐาน การตังสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนถึงสาเหตุของปัญหา เพือเป็นแนวทางในการหาคําตอบ ล่วงหน้าว่าปัญหาทีเกิดขึนนัน น่าจะมีสาเหตุหรือเกิดจากอะไร จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร สมมติฐาน อาจมีได้มากกว่า 1 ข้อก็ได้ในแต่ละปัญหา สมมติฐานทีตังขึนมาอาจถูกต้องหรือผิดพลาดก็ได้ ซึงเรา สามารถพิสูจน์ได้จากการทดลอง
13.
■ นักศึกษาคิดว่าการทีเครืองยนต์ของรถจักรยานยนต์ไม่ทํางาน เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ 3.
ทดลอง เมือตังสมมติฐานหรือคาดคะเนสาเหตุของปัญหาได้แล้วว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุใดขันต่อไปก็ คือการทดลอง เพือพิสูจน์ว่าสมมติฐานทีตังขึนมานันถูกต้องหรือไม่ ถ้าปัญหานั นค่อนข้างละเอียด ซับซ้อน หรือยากแก่การหาคําตอบ ต้องมีการออกแบบการทดลองให้รัดกุม และควบคุมตัวแปร หรือ ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ให้ดี เพือป้องกันความผิดพลาด และอาจจําเป็นต้องทดลองซํ า หลายครั ง เพือให้ข้อมูลทีได้มีความน่าเชือถือมากทีสุด ■ นักศึกษาคิดว่าข้อใดเป็นสาเหตุ และข้อใดไม่ใช่สาเหตุ ทีทําให้เครืองยนต์ของ รถจักรยานยนต์ไม่ทํางาน __________ นํ ามันไม่มี __________ ยางแบน __________ ลืมเปิดสวิตซ์กุญแจ __________ แบตเตอรีไม่มีไฟฟ้า __________ หัวเทียนไม่มีประกายไฟฟ้า __________ โซ่ขาด __________ สายไฟฟ้าแบตเตอรีหลุด __________ ท่อนํ ามันอุดตัน __________ นํ าเข้าเครืองยนต์ 4. รวบรวม/วิเคราะห์ข้อมูล เมือทดลองและพิสูจน์สมมติฐานจนได้ผลเป็นทีแน่นอนแล้ว นําข้อมูลทีได้มารวบรวมและจัด กลุ่มหรือหมวดหมู่ เพือสะดวกต่อการอภิปรายผล ลงข้อสรุปและนําเสนอ ปัญหาบางอย่างอาจมี คําตอบหลายคําตอบ หรือมีหลายสาเหตุ ดังนั น ต้องมีการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ เพือเลือกว่าคําตอบ ใดหรือวิธีการใดทีเหมาะสมทีสุด หรือดีทีสุดในการแก้ปัญหา
14.
5. สรุปผล เป็นการลงความเห็นหรือข้อสรุป ในการค้นคว้าหาคําตอบของปัญหา
ว่าปัญหาทีเกิดนันเกิด จากสาเหตุใด และจะมีวิธีการหรือขันตอนอย่างไรในการแก้ปัญหานันๆ ต่อไปถ้ามีปัญหาในลักษณะ เดียวกันนี ก็สามารถนําวิธีการและข้อสรุปทีได้ไปใช้ในการแก้ปัญหาในครั งต่อไป โดยไม่ต้องทดลอง ซํ าอีก การสรุปผลนีส่วนมากมักจะนําเสนอ ในลักษณะทีเป็นรูปเล่มของรายงาน 3. ประเภทของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทีเกิดจากการศึกษาค้นคว้า โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่า จะอยู่ในสาขาใด เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา หรือวิทยาศาสตร์กายภาพ ชีวภาพ สามารถจําแนก ออกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี 1. ข้อเท็จจริง (Fact) เป็นความรู้ขันพืนฐานคือความเป็นจริงในธรรมชาติ ทังทีสามารถสังเกตได้โดยตรง และไม่ สามารถสังเกตได้โดยตรง แต่ไม่ว่าจะสังเกตได้โดยวิธีใด ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ จะต้องเป็นจริง เสมอ สามารถทดสอบได้ผลเหมือนเดิมทุกครั งตัวอย่างข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ได้แก่ - แมงมุมมีขา 8 ขา - ค้างคาวเป็นสัตว์เลียงลูกด้วยนม - เมือนํ าได้รับความร้อนจะกลายเป็นไอ - โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ - สิงมีชีวิตต้องกินอาหาร 2. ความคิดรวบยอด(Concept) เป็นความคิดหลัก ทีคนเรามีต่อสิงหนึงสิงใด ซึงจะช่วยให้เรารู้และเข้าใจเกียวกับวัตถุ หรือ ปรากฏการณ์ต่างๆความคิดรวบยอดของแต่ละบุคคลต่อวัตถุหรือปรากฏการณ์เดียวกันอาจจะแตกต่าง กันไปตามประสบการณ์ เช่น ถ้าพูดถึงเก้าอี บางคนอาจนึกถึงเก้าอีกลม บางคนอาจนึกถึงเก้าอีมีทีพิง หรือบางคนอาจนึกถึงเก้าอีพับ บางคนนึกถึงเก้าอีทีมีทีวางแขนและล้อหมุน เป็นต้น ตัวอย่างของ ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ - นํ าทะเลเป็นนํ ากระด้าง - แสงเป็นคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า - อะตอมประกอบด้วยอิเล็กตรอน โปรตอน และนิวตรอน
15.
3. หลักการ(Principle) เป็นกลุ่มของความคิดรวบยอดทีเป็นเหตุและผลซึงกันและกัน เป็นความสัมพันธ์แบบมีเงือนไข สามารถนํามาทดลองซํ
าได้ผลเหมือนเดิมทุกครั งตัวอย่างหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้แก่ - (ถ้า)แม่เหล็กขัวเหมือนกัน(ดังนัน)จะผลักกัน (ถ้า) ขัวต่างกัน(ดังนัน) จะดูดกัน - เมือโลหะได้รับความร้อนจะขยายตัว - โลหะต่างชนิดกันจะนําไฟฟ้าได้ไม่เท่ากัน - ทีอุณหภูมิและความดันเท่ากันสารชนิดเดียวกันจะมีความหนาแน่นเท่ากัน 4. กฎ (Law) เป็นหลักการทีสามารถเขียนเป็นสมการ แทนความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลได้ ตัวอย่าง ของกฎทางวิทยาศาสตร์ได้แก่ - กฎของบอยล์ - กฎของความโน้มถ่วง - กฎทรงมวลของสสาร - กฎการเคลือนทีของวัตถุ ภาพที 1.1 รถยนต์ในความคิดรวบยอดของแต่ละคน อาจจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ภาพที 1.2 แม่เหล็กขัวต่างกันจะดูดกัน ภาพที 1.3 แม่เหล็กขัวเหมือนกันจะผลักกัน
16.
5. ทฤษฎี (Theory) หมายถึง
ข้อความหรือคําบรรยายทีสร้างขึนมา เพือใช้อธิบายหรือทํานายปรากฏการณ์ และ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆในปรากฏการณ์เหล่านัน ทฤษฎีทีสร้างหรือคิดขึนมาอาจจะถูกต้อง หรือไม่ก็ได้ ถ้ามีทฤษฎีใหม่ๆทีสามารถอธิบายปรากฏการณ์นันๆได้ดีกว่า ทฤษฎีเก่าก็จะถูกยกเลิกไป ตัวอย่างทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ได้แก่ - ทฤษฎีอะตอม - ทฤษฎีเซลล์ - ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ■ ความรู้ต่อไปนี จัดเป็นความรู้ประเภทใด - เครืองบินจะมีปีกใหญ่ 2 ปีก ปีกเล็ก 2 ปีก มีกระโดงอยู่ด้านท้ายของลําตัวมีเครืองยนต์ อยู่ทีปีกใหญ่ข้างละ2 เครือง_____________________________________________ - เราสามารแยกเกลือออกจากนํ าทะเลได้โดยการนําไปต้ม________________________ - สิงมีชีวิตทุกชนิดต้องการอาหาร __________________________________________ - วิญญาณเป็นพลังงานทีเป็นคลืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึง ถ้าเราสามารถผลิตเครืองมือที สามารถจูนความถีให้ตรงกันได้ เราก็อาจจะสามารถติดต่อกับวิญญาณได้_________________ - อัตราเร็วหาได้จากระยะทางทีเคลือนทีได้ หารด้วยเวลาทีใช้ในการวิง____________________ 4. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึนได้อย่างไร เมือวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้และกระบวนการทีทําให้ได้มาซึงความรู้ ดังนัน การได้มาซึง ความรู้วิทยาศาสตร์ จึงเกิดขึนได้หลายทาง ได้แก่ 1. เกิดการสังเกต (observation) การสังเกต เป็นทักษะเบืองต้นทีสําคัญในการศึกษาและสร้าง องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้พืนฐานทางวิทยาศาสตร์ ส่วนมากเกิดจากการสังเกต และคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบของนักวิทยาศาสตร์ การสังเกตทีถูกต้องนัน ต้องมีการจดบันทึกข้อมูลเอาไว้ อย่างละเอียดเพือป้องกันการหลงลืมและสูญหายของข้อมูล ตัวอย่างของความรู้ทีเกิดจาการสังเกต เช่น ฟรานซิส เรดิ (Francis Redi)ทีสังเกตพบว่าตัวหนอนในเนือเน่าเกิดจากไข่แมลงวัน 2. เกิดจาการทดลองและการวัด(experimentation and measurement) การทดลองและการวัด ทําให้เรารู้ปรากฎการณ์ และการเปลียนแปลงในธรรมชาติมากมาย ในการวัดบางครั งเราสามารถใช้ ประสาทสัมผัสของร่างกายวัดได้ แต่ในบางครั ง จําเป็นต้องใช้เครืองมือทางวิทยาศาสตร์ทีให้ความ ถูกต้อง แม่นยํามากว่าเช่น เครืองชัง เทอร์มอมิเตอร์ ไม้บรรทัด เป็นต้น ตัวอย่างของความรู้ทีได้จาก
17.
การทดลองและการวัด ได้แก่ นํ
าจะแข็งตัวทีอุณหภูมิ0 องศาเซลเซียส และเดือดทีอุณหภูมิ 100 องศา เซลเซียส เป็นต้น ภาพที 1.4 การทดลองทําให้เกิดการค้นพบองค์ความรู้ 3. เกิดจากความบังเอิญ (accidental) ความบังเอิญเป็นอีกสาเหตุหนึง ทีทําให้ได้มาซึงความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ โดยทีนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ตังเป้าหมายเอาไว้และคาดไม่ถึง เช่น การบังเอิญของ เรินต์เกน(Roentgen) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ทีผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดสุญญากาศและพบรังสี เอกซ์ (X-rays) ในปี พ.ศ. 2438 หรือการทดลองเหนียวนําไฟฟ้าของเฮิรตซ์ (Herzt) ทีทําให้เขาพบ คลืนวิทยุ ซึงเป็นคลืนแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึงในปี พ.ศ. 2430 4. เกิดจากการจัดระบบระเบียบโดยอาศัยการสังเกต เช่น การจัดระบบหรือหมวดหมู่ของพืช และสัตว์ เช่น การจําแนกประเภทของสิงมีชีวิตของลินเนียส (Linnaeus) ทีได้จัดระบบการจําแนก สิงมีชีวิตออกเป็นลําดับขัน หรือการจัดอนุกรมวิธาน จากลําดับใหญ่ไปหาลําดับย่อย ได้แก่ อาณาจักร (kingdom) ไฟลัม(phylum) ชัน(class) อันดับ(order) วงศ์(family) สกุล (genus) ชนิด (species) ทังนี แต่ละกลุ่มจะสามารถจําแนกแยกย่อย ต่อไปอีกได้ละเอียดมากน้อยเพียงใด ขึนอยู่กับจํานวนและ ความสัมพันธ์ของสิงมีชีวิตในกลุ่มนันๆ การจัดกลุ่มของสิงมีชีวิต หรือสิงของอืนๆ ในลักษณะเช่นนีจะ ทําให้ง่ายและสะดวกในการศึกษาค้นคว้า Phylum Class Order Family Genus Species Kingdom Phylum Class Order Family Genus Species Phylum Class Order Family Genus Species ภาพที 1.5 การจําแนกสิงมีชีวิตตามหลักของลินเนียส
18.
5. เกิดจากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นการศึกษาค้นคว้าทีใช้วิธีการ ขันตอน
และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการค้นคว้าหาคําตอบของปัญหาทีต้องการทราบ ทําให้ได้องค์ความรู้ทีถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นทีมาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทีสําคัญในปัจจุบัน เช่น การวิจัยข้าวเพือผลิตข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ทีมีความต้านทานโรคและแมลงให้ผลผลิตสูง การวิจัยเกียวกับ จุลินทรีย์เพือหาทางผลิตวัคซีนป้องกันโรค เป็นต้น การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในระดับนักเรียน นักศึกษา ก็คือการทําโครงงานวิทยาศาสตร์นันเอง 5. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Science attitude)เป็นจิตหรือการคิดและการกระทําทีเป็นวิทยาศาสตร์ คือเป็นลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์ ทีใช้ทักษะกระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ใน การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ผู้ทีมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ หรือมีจิตวิทยาศาสตร์ ควรเป็นผู้มีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี 1. ใฝ่ รู้ เป็นลักษณะนิสัยทีสําคัญทีสุดของผู้ทีเป็นนักวิทยาศาสตร์ คือนักวิทยาศาสตร์ต้องมีความ กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็นอยู่ตลอดเวลา ช่างคิด ช่างทํา ช่างสงสัย ทังในเรืองทีเป็นปรากฏการณ์ ธรรมชาติ หรือเรืองอืนๆทัวไป ต้องการคําตอบหรือทีมาของข้อสงสัยนันๆ และจะมีความยินดีมากที ได้ค้นพบความรู้ใหม่ 2. มีความเพียรพยายาม นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความเพียรพยายาม ไม่ท้อถอยเมือมีอุปสรรค หรือมีความล้มเหลว ในการทดลอง มีความตังใจแน่วแน่ในการเสาะแสวงหาความรู้ เมือได้คําตอบทีไม่ถูกต้องก็จะได้ทราบ ว่า วิธีการเดิมใช้ไม่ได้ ต้องหาแนวทางในการแก้ปัญหาใหม่ และความล้มเหลวทีเกิดขึนนั น ถือว่า เป็นข้อมูลทีต้องบันทึกไว้ 3. มีเหตุผล นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีเหตุผล ไม่งมงาย เชือโชคลาง คําทํานาย หรือสิงศักดิ สิทธิ ต่างๆ ยอมรับในคําอธิบายเมือมีหลักฐานหรือข้อมูลมาสนับสนุนอย่างเพียงพออธิบายหรือแสดงความคิดเห็น อย่างมีเหตุผล หาความสัมพันธ์ของเหตุและผลทีเกิดขึน ตรวจสอบความถูกต้อง สมเหตุสมผลของ แนวคิดต่างๆ กับแหล่งข้อมูลทีเชือถือได้ แสวงหาหลักฐานและข้อมูลจากการสังเกตหรือการทดลอง
19.
เพือสนับสนุนหรือคิดค้นหาคําอธิบาย มีหลักฐานข้อมูลเพียงพอเสมอก่อนจะสรุปผล เห็นคุณค่าใน การใช้เหตุผล
ยินดีให้มีการพิสูจน์ตามเหตุผลและข้อเท็จจริง 4. มีความซือสัตย์ นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความซือสัตย์ บันทึกผลหรือข้อมูลตามความเป็นจริงด้วยความ ละเอียด ถูกต้อง ไม่ลําเอียงหรือคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าผลการทดลองน่าจะเป็นแบบนั น หรือแบบนี ตามทีเราคิด เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง ผู้อืนสามารถตรวจสอบในภายหลังได้ 5. มีความละเอียดรอบคอบ นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้เห็นคุณค่าของความมีระเบียบ และความละเอียดรอบคอบ ความมี ระเบียบมีประโยชน์ต่อการทํางานเป็นอย่างมาก ทังการจัดระบบการทํางาน การรวบรวม เรียบเรียง การจัดกระทํากับข้อมูล ตลอดจนการนําเสนออย่างเป็นระบบ ระเบียบ จะทําให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย นอกจากนี ความละเอียดรอบคอบ นําวิธีการหลายๆอย่างตรวจสอบผลการทดลองหรือวิธีการทดลอง ไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด ถีถ้วน จะทําให้ได้ข้อมูลทีถูกต้อง มีโอกาสผิดพลาดน้อย คิด อย่างละเอียดรอบคอบก่อนการตัดสินใจ 6. ใจกว้าง นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีใจกว้างทีจะรับฟังความคิดเห็นของคนอืน รับฟังคําวิพากษ์วิจารณ์ ข้อโต้แย้งหรือข้อคิดเห็นทีมีเหตุผลของผู้อืน โดยไม่ยึดมันในความคิดเห็นของตนฝ่ายเดียว ยอมรับการ เปลียนแปลง หรือเปลียนแนวคิดหากมีผู้เสนอแนวคิดทีมีเหตุผลสนับสนุนทีดีกว่า ยอมพิจารณาข้อมูล หรือความคิดทียังสรุปแน่นอนไม่ได้ และพร้อมทีจะหาข้อมูลเพิมเติม คุณลักษณะทัง6 ประการนี รวมกันเรียกว่า เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์นี ไม่ใช่สิงจําเป็นสําหรับนักวิทยาศาสตร์เท่านัน แม้บุคคลทัวไปหากเป็นผู้มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ก็ สามารถนําไปใช้เป็นหลักในการปรับปรุงและพัฒนาการทํางาน ซึงจะเป็นประโยชน์แก่การทํางานและ การดํารงชีวิตเป็นอย่างยิงทําให้การงานทีเคยมีปัญหา เป็นไปอย่างราบรืน ไม่ติดขัด ซึงผลทีจะตามมา คือ ประสิทธิภาพ และผลผลิตในการทํางาน
20.
สรุป วิทยาศาสตร์เป็นวิชาทีว่าด้วยความเป็นจริง สามารถทดลองและพิสูจน์ได้ ประกอบด้วย องค์ประกอบ
2 ส่วน คือความรู้ และกระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู้ นักวิทยาศาสตร์ใช้ วิธีการทีได้รับการยอมรับว่าดีทีสุดในการค้นคว้าหาความรู้ คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึง ประกอบด้วยขันตอนสําคัญได้แก่ การกําหนดปัญหาหรือเรืองทีต้องการศึกษา ตังสมมติฐาน ทดลอง รวบรวม/วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผล ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จําแนกออกได้เป็นหลายประเภท ตาม ธรรมชาติหรือหมวดหมู่ของความรู้ทีคล้ายคลึงกัน ได้แก่ ข้อเท็จจริงซึงเป็นความจริงของธรรมชาติที สามารถทดลองและพิสูจน์ได้ ความคิดรวบยอด หลักการ กฎ และทฤษฎี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ การสังเกต การทดลองและการวัด ความบังเอิญ การจัดระบบของสิงทีมีอยู่แล้ว และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ซึงเป็นแหล่งก่อเกิดความรู้ ทีสําคัญในปัจจุบัน ซึงก็คือการทําโครงงานของนักเรียน นักศึกษานันเอง คุณสมบัติสําคัญของนักวิทยาศาสตร์คือ มีความเป็นวิทยาศาสตร์ หรือการกระทําทีเป็น วิทยาศาสตร์ เรียกว่าเจตคติวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาศาสตร์ คือมีลักษณะนิสัย ใฝ่รู้หรืออยากรู้อยาก เห็น มีความเพียรพยายาม มีเหตุผล ซือสัตย์ ละเอียดรอบคอบ และใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อืน แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. วิทยาศาสตร์หมายถึง _____________________________________________________________ ประกอบด้วยองค์ประกอบ____________ ส่วน ได้แก่__________________________________ ______________________________________________________________________________
21.
2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง
____________________________________________________ ประกอบด้วยขันตอนทังหมด ขันตอน________________ ได้แก่ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 3. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มี ___________ อย่าง ได้แก่____________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 4. ความรู้ทีเป็นข้อเท็จจริงจะมีลักษณะอย่างไร____________________________________________ ตัวอย่าง เช่น____________________________________________________________________ 5. ความรู้ทีเป็นหลักการจะมีลักษณะอย่างไร_____________________________________________ ตัวอย่าง เช่น____________________________________________________________________ 6. ความรู้ทีเป็นทฤษฎีจะมีลักษณะสําคัญอย่างไร__________________________________________ หากทฤษฎีนั นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง ทฤษฎีนันจะเป็นอย่างไรต่อไป_____________ ______________________________________________________________________________ หากพิสูจน์แล้วปรากฏว่าไม่เป็นความจริง ทฤษฎีนันจะเป็นอย่างไรต่อไป____________________ ______________________________________________________________________________ 7. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึนได้โดยวิธีใดบ้าง ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 8. เด็กเอามือไปแหย่เปลวไฟจึงรู้ว่าไฟร้อน เป็นการเรียนรู้ทีเกิดความรู้โดยวิธีใด_________________ 9. เจตคติทางวิทยาศาสตร์หมายถึง _____________________________________________________ ผู้ทีมีจิตวิทยาศาสตร์ จะมีลักษณะสําคัญอย่างไรบ้าง_____________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________
22.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. วิทยาศาสตร์หมายถึง ก. ความรู้ ข. ความจํา ค. ความเข้าใจ ง. การสือสาร จ. การนําไปใช้ 2. วิทยาศาสตร์ประกอบด้วยองค์ประกอบใด ก. ความรู้-ความจํา ข. ความจํา-ความเข้าใจ ค. ความเข้าใจ-การนําไปใช้ ง. ความรู้-การนําไปใช้ จ. ความรู้-การแสวงหาความรู้ 3. ข้อใดเป็นวิทยาศาสตร์ ก. จามทังวันแสดงว่ามีคนคิดถึง ข. ถูกไฟฟ้าดูดแน่ถ้าตัวเปียก ค. โชคไม่ดีเพราะออกบ้านไม่ถูกเวลา ง. วันนีหกล้มเพราะถูกจิงจกทัก จ. เคราะห์ไม่ดีเพราะอายุครบ 25 ปี 4. วิธีการทางวิทยาศาสตร์เริมต้นด้วยข้อใด ก. ทดลอง ข. ปัญหา ค. สรุป ง. สมมติฐาน จ. รวบรวมข้อมูล 5. ขันตอนใดเป็นการคาดคะเนถึงสาเหตุของปัญหา (ใช้คําตอบในข้อ4) 6. ลักษณะสําคัญทีสุดของนักวิทยาศาสตร์คือข้อใด ก. ใฝ่รู้ ข. มีเหตุผล ค. มีความพยายาม ง. ละเอียด รอบคอบ จ. สอดรู้ สอดเห็น 7. เด็กน้อยเอามือไปแหย่เปลวไฟจึงรู้ว่าเปลวไฟ ร้อน จัดว่าเป็นการเรียนรู้โดยวิธีใด ก. การสังเกต ข. การทดลอง ค. ความบังเอิญ ง. การจัดระบบ จ. การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 8. ใครเป็นคนค้นพบรังสีเอกซ์ ก. คาโรลัส ลินเนียส ข. โทมัส เอลวา เอดิสัน ค. ไมเคิล ฟาราเดย์ ง. เบนจามิน แฟรงคลิน จ. วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกนต์
23.
9. ใครเป็นคนค้นพบคลืนแม่เหล็กไฟฟ้า ก. คาโรลัส
ลินเนียส ข. โทมัส เอลวา เอดิสัน ค. เบนจามิน แฟรงคลิน ง. ไฮน์ริช รูดอล์ฟ เฮริตซ์ จ. วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกนต์ 10. ใครเป็นผู้จําแนกประเภทของสิงมีชีวิตทีได้รับ การยอมรับมากทีสุด ก. คาโรลัส ลินเนียส ข. โทมัส เอลวา เอดิสัน ค. เบนจามิน แฟรงคลิน ง. ไฮน์ริช รูดอล์ฟ เฮริตซ์ จ. วิลเฮล์ม คอนราด เรินต์เกนต์ 11. ข้อใดเรียงลําดับการจําแนกสิงมีชีวิต จากหัวข้อ ใหญ่ไปหาหัวข้อย่อยได้ถูกต้อง ก. Specie Class Order Phylum ข. Phylum Class Order Specie ค. Phylum Order Specie Class ง. Order Specie Class Phylum จ. Class Specie Order Phylum 12. สิงมีชีวิตทุกชนิดต้องกินอาหาร เป็นความรู้ ประเภทใด ก. กฎ ข. ทฤษฎี ค. ข้อเท็จจริง ง. หลักการ จ. ความคิดรวบยอด 13. ถ้าเอาก๊าซA ซึงเบากว่าอากาศบรรจุในลูกโป่ง ลูกโป่งจะลอยได้ เป็นความรู้ประเภทใด ก. กฎ ข. ทฤษฎี ค. ข้อเท็จจริง ง. หลักการ จ. ความคิดรวบยอด 14. ลักษณะสําคัญทีสุดของผู้มีจิตวิทยาศาสตร์คือ ก. ใฝ่รู้ ข. ขยัน ค. มีเหตุผล ง. ซือสัตย์ จ. ละเอียด รอบคอบ
24.
บททีบทที 22 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ■
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะ หาความรู้และแก้ปัญหา
25.
บทที 2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ■
สาระการเรียนรู้ 1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1.1 ทักษะกระบวนการขันพืนฐาน 1.2 ทักษะกระบวนการขันบูรณาการ ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้วนักศึกษาควรจะ 1. บอกหรืออธิบายความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ 2. บอกความหมายและยกตัวอย่างทักษะกระบวนการขันพืนฐานได้ 3. บอกความหมายและยกตัวอย่างทักษะกระบวนการขันสูงได้ 4. มีความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 5. มีเจตคติหรือจิตวิทยาศาสตร์
26.
1. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (science
process skills) ประกอบด้วยคํา 2 คําคือทักษะ (skill) หมายถึงความชํานาญ และกระบวนการ(process) หมายถึง การปฏิบัติงานเป็นขันตอนตามลําดับ รวมความแล้วทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชํานาญในการใช้1) ความสามารถใน การคิด 2) เครืองมือ และ 3) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในการศึกษาค้นคว้าหาคําตอบเพือให้ได้มาซึง ความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 13 ทักษะ ทักษะที 1-8 เป็นทักษะ กระบวนการขันพืนฐานส่วนทักษะที 9-13 เป็นทักษะกระบวนการขันสูงหรือขันบูรณาการ 2. ทักษะกระบวนการขันพืนฐาน มีทังหมด8 ทักษะ ได้แก่ 1. การสังเกต (observation) เป็นการใช้ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึง หรือหลายอย่างรวมกัน เช่น หู ตา จมูก ปาก และประสาทสัมผัส ไปตรวจสอบวัตถุหรือเหตุการณ์ เพือเก็บรวบรวมข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ บางครังต้องใช้เครืองมือทางวิทยาศาสตร์ช่วย เพือให้ได้ข้อมูลทีถูกต้องและมันใจ ยิงขึน เช่น แว่นขยายไม้บรรทัด กล้องจุลทรรศน์ กล้องโทรทัศน์ เป็นต้น การสังเกต เป็นทักษะเบืองต้นทีสําคัญทีสุดในการเรียนวิทยาศาสตร์ ข้อมูลทีได้จากการสังเกต จัดว่าเป็น ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือข้อมูลทีไม่สามารถวัดและตรวจสอบได้ด้วยเครืองมือตรวจวัด แต่ สามารถอธิบายคุณลักษณะของสิงทีสังเกตได้ด้วยการบรรยายเช่น การเปลียนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ลักษณะนิสัย เจตคติ ความสามารถในการทําสิงใดสิงหนึง ความคิดเห็น เป็นต้น ภาพที 2.1 การสังเกตเป็นทักษะเบืองต้นทีสําคัญของวิทยาศาสตร์
27.
■ ให้นักศึกษาสังเกตลักษณะของเทียนไข(หรือวัตถุอย่างใดอย่างหนึง) อย่างละเอียด รอบคอบและบันทึกลักษณะทีสังเกตได้ให้ได้มากทีสุด
จะบันทึกด้วยการบรรยาย หรือ บอกเป็นข้อๆ ก็ได้________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________ - ในการสังเกตครั งนี นักศึกษาใช้ประสาทสัมผัสใดในการสังเกตบ้าง __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ - ในการสังเกตนันประสาทสัมผัสใดก่อให้เกิดการเรียนรู้มากทีสุด_____________________
28.
ผลการสังเกต คําสัง.ให้นักศึกษาสังเกตรูปภาพห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์แห่งหนึงอย่างมีวิจารณญาณ เป็นเวลา2นาทีแล้วบันทึกสิงทีได้จากการสังเกตเป็นข้อๆอย่างละเอียด หลัง/ไกล ซ้ายขวา หน้า/ใกล้
29.
ผลการสังเกต _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ เกณฑ์การประเมิน/ ตรวจสอบกับภาพต้นฉบับ สิงทีสังเกตได้แต่ละอย่างให้ 1
คะแนน หากบอกจํานวนด้วยให้ 2 คะแนน คะแนน 21-25 ถือว่ามีทักษะการสังเกตดีเยียม คะแนน 16-20 ถือว่ามีทักษะการสังเกตดีมาก คะแนน 11-15 ถือว่ามีทักษะการสังเกตพอใช้ คะแนนตํากว่า 10 ยังต้องฝึกทักษะเพิมเติม สรุป นักศึกษามีทักษะการสังเกตอยู่ในระดับ___________________________________________
30.
2. การวัด(Measurement) การวัดเป็นทักษะทีสําคัญอย่างหนึง เพราะการสังเกตเพียงอย่างเดียว
ทําให้ทราบลักษณะ รูปร่างและสมบัติทัวไปของวัตถุเท่านัน ไม่สามารถบอกรายละเอียดเป็นตัวเลขทีแน่นอนได้ การวัดโดย ใช้ประสาทสัมผัสของร่างกาย บางครังเชือถือไม่ได้และไม่ถูกต้อง จําเป็นต้องอาศัยเครืองมือต่างๆ ช่วย ในการวัด เช่น ไม้บรรทัด เครืองชัง เทอร์มอมิเตอร์ ข้อมูลทีได้จากการวัดส่วนมากจะมีหน่วยวัด มาตรฐานกํากับอยู่ด้วยเสมอ เช่น5 มิลลิเมตร, 25 กรัม, 37º เซลเซียส เป็นต้น ข้อมูลทีได้จากการวัดจัดว่าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณคือข้อมูลทีสามารถวัดและตรวจสอบได้อย่าง ชัดเจน ด้วยเครืองมือตรวจวัด สามารถระบุจํานวน ขนาด หรือปริมาณ เป็นตัวเลขได้ เช่น ความ กว้าง ความยาว ความสูง ความเร็ว นํ าหนัก เวลา เป็นต้น ภาพที 2.2 เครืองมือทีใช้ในการวัดบางชนิด ผู้ทีมีทักษะในการวัด ต้องมีความสามารถในด้านต่อไปนี 1. เลือกเครืองมือทีใช้ในการวัดได้อย่างเหมาะสมกับสิงทีจะวัด 2. ใช้เครืองมือนันๆ วัดปริมาณของสิงต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แม่นยํา และรวดเร็ว 3. อ่านค่าทีได้จากการวัดได้ถูกต้อง รวดเร็ว พร้อมทังมีหน่วยกํากับเสมอ
31.
หน่วยการวัด การคํานวณในทางเคมีและทางฟิสิกส์ มักจะเกียวข้องกับการวัดสิงต่างๆทีเกียวข้องอยู่เสมอ ในอดีตหน่วยการวัดมีหลายระบบแตกต่างกันออกไป ทีสําคัญได้แก่ระบบอังกฤษและระบบเมตริก ระบบอังกฤษ
เป็นระบบทีใช้กันมากในอังกฤษและอเมริกา มีหน่วยหลักทีสําคัญ3 หน่วย คือ ความยาวมีหน่วยวัดเป็นฟุต(foot) นํ าหนักมีหน่วยวัดเป็นปอนด์(pound) และเวลามีหน่วยวัดเป็นวินาที (second) ระบบอังกฤษนี บางทีเรียกว่าระบบF P S ระบบเมตริก เป็นระบบทีใช้กันโดยทัวไปนอกจากในอังกฤษและอเมริกา บางทีเรียกง่ายๆ ว่า ระบบ C G S (centimeter–gram-second) มีหน่วยหลักทีสําคัญ3 หน่วยคือ ความยาว มีหน่วยวัด เป็นเซนติเมตร (cm) นํ าหนักมีหน่วยวัดเป็นกรัม(g) และเวลามีหน่วยวัดเป็นวินาที (s) เนืองจากหน่วยการวัดมีหลายระบบ ทําให้เกิดความสับสนในการวัด เพราะบางประเทศใช้ ระบบการวัดแบบหนึง แต่อีกประเทศใช้ระบบการวัดอีกแบบหนึง ทําให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน ดังนัน เพือให้การวัดทางวิทยาศาสตร์เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงมีการประชุมใหญ่ทีกรุงปารีส ตกลงให้ การวัดปริมาณต่างๆเป็นมาตรฐานเดียวกันเรียกว่าระบบหน่วยระหว่างชาติ (System International & Unit) และใช้ชือย่อว่า ระบบ เอสไอ (S.I.) ระบบ เอส ไอ ประกอบด้วยหน่วยมูลฐาน หน่วยอนุพันธ์ และคําอุปสรรคทีใช้เพิมหรือลด ขนาดของหน่วยหลัก 1. หน่วยมูลฐาน(Base units) ระบบ เอส ไอ มีหน่วยมูลฐาน 7 หน่วย ตารางที 2.1 หน่วยมูลฐานของระบบ เอส ไอ ปริมาณ ชือหน่วย สัญลักษณ์ ความยาว มวล เวลา กระแสไฟฟ้า อุณหภูมิ ปริมาณสาร ความเข้มของการส่องสว่าง เมตร กิโลกรัม วินาที แอมแปร์ เคลวิน โมล แคนเดลา m kg s A K mol cd
32.
2. หน่วยอนุพันธ์ (Derived
units) เป็นหน่วยทีเกิดจากหน่วยมูลฐานหลายหน่วย มาเกียวเนือง กัน เช่น ความถีจะเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างจํานวนคลืนกับหน่วยเวลา ตัวอย่างหน่วยอนุพันธ์ดัง แสดงในตาราง ตารางที2.2 หน่วยอนุพันธ์บางหน่วยของระบบ เอส ไอ ปริมาณ ชือหน่วย สัญลักษณ์ ความถี แรง งาน ความดัน กําลัง เฮิรตซ์ นิวตัน จูล พาสคัล วัตต์ Hz N J Pa W 3. คําอุปสรรค (prefixes) เป็นตัวเลขทีใช้เขียนเพือเพิมหรือลดขนาดของหน่วยอนุพันธ์ เมือ หน่วยอนุพันธ์มีค่ามากหรือน้อยเกินไป เราสามารถเขียนค่าตัวเลขนันคูณด้วยตัวพหุคูณ (เลขสิบยก กําลังบวกหรือลบ) ตารางที 2.3 แสดงคําอุปสรรคและสัญลักษณ์ ตัวพหุคูณ ชือคําอุปสรรค สัญลักษณ์ 1018 1015 1012 109 106 103 102 101 100 = 1 10-1 10-2 10-3 เอกซะ (exa) เพตะ (peta) เทระ (tera) จิกะ(giga) เมกะ(mega) กิโล (kilo) เฮกโต (hecto) เดคา (deca) หน่วยหลัก เดซิ (deci) เซนติ (centi) มิลลิ (milli) E P T G M k h da ขึนอยู่กับหน่วยวัด d c m
33.
ตัวพหุคูณ ชือคําอุปสรรค สัญลักษณ์ 10-6 10-9 10-12 10-15 10-18 ไมโคร(micro) นาโน
(nano) พิโก (pico) เฟมโต (femto) อัตโต(atto) n p f a ในชีวิตประจําวัน เราอาจพบเห็นการวัด ทีเกียวข้องกับคําอุปสรรคอยู่บ่อยๆ เช่น ถ้าหน่วยหลัก เป็นเมตร เราจะพบว่า 10 มิลลิเมตร = 1 เซนติเมตร 10 เซนติเมตร = 1 เดซิเมตร 10 เดซิเมตร = 1 เมตร 10 เมตร = 1 เดคาเมตร 10 เดคาเมตร = 1 เฮกโตเมตร 10 เฮกโตเมตร = 1 กิโลเมตร ถ้าหน่วยหลักเป็นกรัม ลิตร เบล หรือเฮิรตซ์ ก็จะวัดได้ในทํานองเดียวกัน แต่ในการวัดทาง วิทยาศาสตร์ ทีมีหน่วยเล็กมากหรือใหญ่มากๆ นิยมบอกเป็นตัวเลขคูณด้วยตัวพหุคูณ เช่น 0.000005 แอมแปร์ เขียนได้เป็น 5 X 10-6 แอมแปร์ = 5 ไมโครแอมแปร์ หรือ 6,000,000 วัตต์ เขียนได้เป็น 6 X 106 วัตต์ = 6 เมกะวัตต์ ■ ให้นักศึกษาวัด ขนาด มวล และปริมาตร ของเหรียญ 1 บาท 5 บาท และ 10 บาท ว่ามีขนาด มวล และปริมาตรเท่าใด พร้อมทังบอกด้วยว่าในการวัดแต่ละอย่างนันใช้ เครืองมืออะไรในการวัด เหรียญ 1 บาท มีความหนา _______ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง________ เซนติเมตร มีมวล ________________ กรัม ปริมาตร_______________มิลลิลิตร เหรียญ 5 บาท มีความหนา _______ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง________ เซนติเมตร มีมวล ________________ กรัม ปริมาตร_______________มิลลิลิตร
34.
เหรียญ 10 บาท
มีความหนา_______ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง________ เซนติเมตร มีมวล ________________ กรัม ปริมาตร_______________มิลลิลิตร การวัดขนาดของเหรียญ ใช้เครืองมืออะไรในการวัด________________________________ การวัดมวลของเหรียญ ใช้เครืองมืออะไรในการวัด__________________________________ การวัดปริมาตรของเหรียญ ใช้เครืองมืออะไรในการวัด______________________________ การบอกหน่วยการวัดในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์นัน ผู้ทําโครงงานจะต้องบอกหน่วยการ วัด ทีเป็นหน่วยหลักทีได้รับการยอมรับทางวิทยาศาสตร์เช่น การวัดปริมาตรของของเหลว ต้องบอก หน่วยวัดเป็น มิลลิลิตร ลูกบาศก์เซนติเมตร ซี.ซี. (cubic centimetre) หรือลิตร ไม่ควรบอกเป็นถ้วยตวง ช้อนชา หรือช้อนโต๊ะ เพราะวัดปริมาตรได้ไม่แน่นอน ส่วนมวลของของแข็ง ควรบอกเป็น กรัม หรือกิโลกรัม เป็นต้น 3. การแยกประเภท(classification) เป็นกระบวนการทีนักวิทยาศาสตร์ ใช้จําแนกสิงต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่ เพือสะดวกใน การศึกษาและจดจําสิงเหล่านัน โดยอาศัยเกณฑ์บางอย่างในการจัดแบ่ง เกณฑ์ดังกล่าวอาจใช้ความ เหมือน ความแตกต่างหรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึง เช่นตารางธาตุของนักเคมี จะรวมหมู่ธาตุ ทีมีสมบัติคล้ายคลึงกันเข้าไว้ด้วยกัน การจัดกลุ่มของวัตถุแต่ละกลุ่มอาจใช้เกณฑ์ได้หลายเกณฑ์ ทีผู้ จําแนกตังขึน ถ้าใช้เกณฑ์ในการจําแนกต่างกัน วัตถุทีเคยอยู่ในกลุ่มเดียวกันอาจเปลียนไปอยู่ในกลุ่ม อืนได้ แต่ไม่ว่าจะใช้เกณฑ์ใดก็ตาม จะต้องสามารถแยกประเภทและระบุชนิดของวัตถุต่างๆ ออกจาก กันได้อย่างชัดเจน ตัวอย่าง เช่น การแยกประเภทของสาร สารสาร สารเนือผสม สารเนือเดียว สารละลาย สารบริสุทธิ ธาตุ สารประกอบ ภาพที 2.3 การแยกประเภทของสาร
35.
■ให้นักศึกษาจําแนกยานพาหนะทีมีทังหมดในโลก ออกเป็นหมวดหมู่ โดยการเขียนแผนผัง หรือแผนภูมิทีคิดว่ามีความเหมาะสมในการจําแนก
แสดงการจําแนกจากกลุ่มใหญ่ลงไปจนถึงกลุ่มย่อย และบอกด้วยว่าในการแบ่งแต่ละครัง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 4. การคํานวณ(using number) หมายถึงการนําค่าทีได้จากการสังเกตเชิงปริมาณ การวัด การทดลอง และจากแหล่งอืนๆ มา จัดกระทําให้เกิดค่าใหม่ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร หาค่าเฉลีย ยกกําลัง ฯลฯ เพือให้ได้ข้อมูลทีมี ความหมายในเชิงสถิติ เพือประโยชน์ในการแปลความหมายและสรุปผลต่อไป
36.
5. การหาความสัมพันธ์ของสเปส(space relationship) สเปส
(space) หรือมิติของวัตถุ หมายถึงทีว่างทีวัตถุนันครอบครองอยู่ ซึงจะมีรูปร่างและ ลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั น เช่น ถ้าเอาลูกฟุตบอลไปวางไว้ในทีว่าง ทีว่างทีถูกแทนทีก็จะประกอบกัน เป็นปริมาตร ซึงมีปริมาตรและรูปร่างเช่นเดียวกันกับลูกฟุตบอล โดยทัวไปแล้วสเปสของวัตถุจะมี3 มิติ คือความกว้าง ความยาวและความสูง ความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติ(space/space relationship) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตําแหน่งทีอยู่ของวัตถุหนึงกับอีกวัตถุหนึง เช่น ลูกฟุตบอลในกล่อง ภาพที 2.4 สเปสของลูกบอลภายในกล่อง สเปสกับเวลา(space/time relationship) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างตําแหน่งของวัตถุกับเวลา ทีเปลียนไป เช่น รถยนต์ทีกําลังวิง หรือความสูงของต้นไม้ทีเปลียนไปในเวลา1 สัปดาห์ เป็นต้น ภาพที 2.5 แสดงสเปสกับเวลาของรถดับเพลิง นาทีที 0 นาทีที 1
37.
6. การสือความหมาย (communication) การสือความหมาย
เป็นการนําเอาข้อมูลทีได้จากการสังเกต การวัดและการทดลอง หรือจาก แหล่งอืนๆ มาจัดกระทําให้อยู่ในรูปแบบทีมีความหมาย หรือมีความสัมพันธ์กันมากขึน จนง่ายต่อการ แปลความหมายในขันต่อไป อาจทําได้หลายรูปแบบ เช่น คําบรรยาย สัญลักษณ์ สมการ ตาราง กราฟ แผนภูมิ แผนที รูปภาพ เป็นต้น ภาพที 2.6 ตัวอย่างการนําเสนอข้อมูลเป็นกราฟ 1. ถ้าปริมาณผลผลิตของพืชผักและผลไม้ในปี พ.ศ. 2548 เป็นดังนี ข้าว 3.25 ล้านตัน เงาะ1.5 ล้านตัน ลําไย1.75 ล้านตัน ส้มเขียวหวาน 2.25 ล้านตัน ข้าวโพด 2.75 ล้านตัน ถัวเหลือง1.25 ล้านตัน ยางพารา3.00 ล้านตัน มันสําปะหลัง2.75 ล้าน ตัน อ้อย 4.5 ล้านตัน จงนําเสนอข้อมูลทีเข้าใจง่ายทีสุด
38.
2. ถ้าปริมาณผลผลิตข้าวในแต่ละปีเป็นดังนี ปี พ.ศ.
2505 3.2 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2510 2.8 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2515 3.0 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2520 2.75 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2525 3.5 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2530 4.0 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2535 4.25 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2540 3.75 ล้านตัน ปี พ.ศ. 2545 4.5 ล้านตัน จงนําเสนอข้อมูลทีเข้าใจง่ายทีสุด การนําเสนอข้อมูลต้องพยายามนําเสนอในลักษณะทีเข้าใจง่าย อธิบายข้อมูลได้ชัดเจน อาจ นําเสนอในรูปแบบของกราฟแท่ง กราฟเส้น กราฟวงกลม กราฟรูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ ผัง ความคิด (concept mapping) แผนภูมิก้างปลา การเลือกรูปแบบการเสนอข้อมูล ขึนอยู่กับลักษณะของข้อมูลและวัตถุประสงค์ของการศึกษา นอกจากนียังต้องคํานึงถึง ความชัดเจน ความถูกต้อง และความกะทัดรัดของข้อมูลอีกด้วย
39.
7. การลงความเห็นจากข้อมูล(Infering) การลงความเห็นจากข้อมูล หมายถึง
การอธิบายข้อมูลทีมีอยู่อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้ หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลนีอาจได้มาจากการสังเกต การวัด หรือการทดลอง เราลงความ คิดเห็นจากข้อมูล เพือหาความหมายของข้อมูลทีได้ การลงความเห็นจากข้อมูลชุดเดียวกันของแต่ละ คนอาจแตกต่างกันได้ เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนแตกต่างกัน เมือนักวิทยาศาสตร์พบวัตถุหรือ ปรากฏการณ์ต่างๆ มักจะลงความเห็นทีอาจเป็นไปได้หลายๆ อย่าง ต่อจากนันจึงตรวจสอบว่า การลง ความเห็นในข้อใดมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเพียงพอ การลงความเห็นไม่ใช่การทํานาย เพราะการลงความเห็นไม่ได้บอกเหตุการณ์ในอนาคต เป็น แต่เพียงอธิบาย หรือหาความหมายของข้อมูล ทีอาจจะมีความเป็นไปได้ โดยอาศัยหลักฐาน ร่องรอย ทีปรากฏหลงเหลือให้เห็น และนําความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาประกอบเท่านัน ■ จากหลักฐานฟอสซิลของรอยเท้า จงลงความเห็นว่าเหตุการณ์ทีเกิดขึนน่าจะเป็นเช่นใด _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________
40.
8. การพยากรณ์ (Prediction) หมายถึงการทํานาย
หรือคาดคะเนสิงทีจะเกิดขึนล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูล ปรากฏการณ์ที เกิดขึนซํ าๆ หลักการ กฎ หรือทฤษฎี ในเรืองนันมาช่วยในการทํานายผล ■ การพยากรณ์ต่างจากการเดาอย่างไร__________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ การพยากรณ์กับการเดา อย่างใดมีโอกาสถูกมากกว่ากัน__________________________ เพราะเหตุใด____________________________________________________________ ■ จากข้อมูลการละลายนํ าของสาร A จงทํานายสิงทีจะเกิดขึน อุณหภูมิของนํ า(องศาเซลเซียส) ปริมาณของสารทีละลายในนํ า(กรัม) 50 60 70 80 20 25 30 35 - ถ้าอุณหภูมิ 40 C นักเรียนคิดว่าสาร A จะละลายนํ าได้กีกรัม____________________ - ถ้าอุณหภูมิ 100 C นักเรียนคิดว่าสาร A จะละลายนํ าได้กีกรัม___________________ - ถ้าอุณหภูมิ 65 C นักเรียนคิดว่าสาร A จะละลายนํ าได้กีกรัม_______________ ____ - การละลายนํ าทีอุณหภูมิสูงและตําของสารA จะเป็นอย่างไร______________________ ■ จงพยากรณ์ความน่าจะเป็นจากข้อมูลต่อไปนี 1. 1 2 3 5 8 13 ……… เหตุผล ______________________________________ 2. 10 12 15 19 20 ……… เหตุผล ______________________________________ 3. 20 30 38 44 48 ……… เหตุผล ______________________________________ 4. 3 8 14 21 29 ……… เหตุผล ______________________________________ 5. 10 15 25 40 65 ……… เหตุผล ______________________________________ 6. 83 80 76 71 65 ……… เหตุผล ______________________________________ 7. 47 49 53 59 67 ….…… เหตุผล ______________________________________ 8. 85 78 71 64 57 ……… เหตุผล ______________________________________ 9. 15 19 23 27 31 ……… เหตุผล ______________________________________ 10. 4 6 10 16 26 ……… เหตุผล ______________________________________
41.
3. ทักษะกระบวนการขันบูรณาการ มี
5 ทักษะ ได้แก่ 1. การตังสมมติฐาน (Formulating hypothesis) การตังสมมติฐาน หมายถึง การคาดคะเนคําตอบทีเป็นไปได้ล่วงหน้าก่อนการทดลอง โดย อาศัยการสังเกต ความรู้และประสบการณ์เดิมหรือหลักการ กฎและทฤษฎีอืนๆ ทีเกียวข้อง สมมติฐาน หมายถึง การคาดคะเนหาคําตอบ หรือทีมาของปัญหา โดยยังไม่มีการทดลองเพือ พิสูจน์ความเป็นไปได้ของปัญหา สมมติฐานอาจถูกหรือผิดก็ได้ ถ้าทดสอบแล้วปรากฏว่าไม่เป็นความ จริง สมมติฐานนันก็จะถูกยกเลิกไป ส่วนสมมติฐานทีได้รับการทดสอบยืนยันแล้วว่าเป็นความจริง ก็ จะกลายเป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎี แล้วแต่กรณี ■ หากนักศึกษาเปิดสวิตซ์พัดลมแล้ว ปรากฏว่าพัดลมไม่หมุน นักศึกษาคิดว่าน่าจะเกิดจาก สาเหตุใดได้บ้าง บอกมา 5 ข้อ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ 2. การให้คํานิยามเชิงปฏิบัติการ ทักษะการให้คํานิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง ความสามารถในการให้ความหมาย หรือคํา จํากัดความของคําศัพท์เฉพาะ เพือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน คําจํากัดความทีให้ต้องใช้ภาษาทีเข้าใจได้ ง่าย มีความรัดกุมและเหมาะสมกับระดับการศึกษา นิยามเชิงปฏิบัติการจะต้องระบุสิงทีสังเกตและการ เปลียนแปลงทีเกิดขึนได้อย่างชัดเจน นิยามศัพท์ หมายถึงการให้ ความหมายของสิงทีต้องการ ศึกษาให้เข้าใจตรงกัน = ?
42.
3. การกําหนดและควบคุมตัวแปร(Identifying andcontrolling
variables) หมายถึงความสามารถในการบ่งชีตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม ในสถานการณ์ หนึงๆ ทีต้องการศึกษา ในการทดลองต่างๆ ทีต้องการผลการทดลองทีถูกต้อง เชือถือได้ จึงต้องมีการ ควบคุมตัวแปรเป็นอย่างดี ตัวแปรมี 3 ประเภท ได้แก่ 1. ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ เป็นตัวแปรทีมีอิทธิพลต่อผลทีต้องการศึกษา เป็นตัวแปรทีเรา ต้องการศึกษาว่าจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์นั นๆ จริงหรือไม่ โดยปกติในแต่ละการทดลองเราจะ กําหนดให้มีตัวแปรต้นเพียงชนิดเดียว แต่มีหลายค่า 2. ตัวแปรตาม เป็นผลทีเกิดขึนเมือมีการเปลียนแปลงตัวแปรต้น ถ้าตัวแปรต้นมีค่าเปลียนไป ผลทีเกิดขึนหรือตัวแปรตามจะเปลียนตามไปด้วย 3. ตัวแปรควบคุม หมายถึงสิงอืนๆ ทีนอกเหนือจากตัวแปรต้น ซึงต้องควบคุมให้เหมือนกัน เพือไม่ให้ผลการทดลองคลาดเคลือน ■ จากการทดลองปลูกข้าวโพดพันธุ์ซุปเปอร์สวีท ในแปลงทดลอง 3 แปลง โดยใช้ปุ ๋ ย3 ชนิด คือ ปุ ๋ ยA B และ C ในปริมาณทีเท่ากัน ปรากฏว่าต้นข้าวโพดมีการเจริญเติบโต ขนาดของฝัก สีของใบ และความหวานของเมล็ดแตกต่างกัน จากผลการทดลอง จงบอกชนิดของตัวแปร รายการ ชนิดของตัวแปร ชนิดพันธุ์ข้าวโพด ชนิดของปุ ๋ ย ปริมาณของปุ ๋ ยทีให้ ความถีของการให้ปุ๋ ย การเจริญเติบโตของต้นข้าวโพด ขนาดของฝัก ความสูงของต้นข้าวโพด สีของใบข้าวโพด ความหวานของเมล็ด ชนิดของดิน ขนาดของแปลง ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________
43.
รายการ ชนิดของตัวแปร การให้นํ า การให้แสงสว่าง การพรวนดิน การกําจัดวัชพืช จํานวนของเมล็ดในฝัก ขนาดของเมล็ดในฝัก ปริมาณของแป้งในฝัก ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ ________________________________ 4.
การทดลอง (Experimenting) ทักษะการทดลอง เป็นความสามารถในการออกแบบการทดลอง กําหนดและควบคุมตัวแปร เลือกวัสดุอุปกรณ์และดําเนินการทดลอง เพือพิสูจน์สมมติฐานทีตังขึนว่าเป็นจริงหรือไม่ ก่อนการ ทดลองนั นจะต้องมีปัญหาก่อน จากปัญหาจะทําให้เราแยกตัวแปรประเภทต่างๆ ทีเกียวข้องว่ามี อะไรบ้าง แล้วจึงเลือกตัวแปรทีเกียวข้องนี มาตังสมมติฐาน ต่อมาจึงออกแบบการทดลอง เพือ ควบคุมตัวแปร เลือกวัสดุอุปกรณ์ทีเหมาะสม แล้วจึงดําเนินการต่อไป ■ จงออกแบบการทดลองเพือพิสูจน์ว่าแสงสีต่างๆ มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช หรือ ทําให้พืชเจริญเติบโตไม่เท่ากัน พร้อมทังวาดรูปประกอบ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________
44.
5. การแปลความหมายข้อมูลและการสรุป(Interpretting data
and conclusion) ทักษะการแปลความหมายของข้อมูล คือความสามารถในการทีจะบอกความหมายของข้อมูล ซึงอาจอยู่ในรูปของตาราง กราฟ หรือแผนภูมิต่างๆ และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทังหมด ทักษะ การแปลความหมายของข้อมูลนัน จะนําไปสู่การทํานาย การลงความคิดเห็น และการสรุปผลต่อไป ■ จากตารางความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วทีเวลาต่างๆ ของรถยนต์A B C D และ E จงนําเสนอข้อมูลเป็นกราฟแท่งและกราฟเส้นตรง เวลา (วินาทีที) อัตราเร็วของรถ(เมตร/วินาที) A B C D E 10 10 10 10 10 10 20 10 15 5 15 10 30 10 20 5 20 15 40 10 25 5 15 5 50 10 20 5 10 5 อัตราเร็ว(เมตร/วินาที) 510152025 เวลา (วินาทีที) 10 20 30 40 50 กราฟแท่ง
45.
อัตราเร็ว(เมตร/วินาที) 510152025 เวลา (วินาทีที) 10
20 30 40 50 กราฟเส้นตรง ■ กราฟแท่งและกราฟเส้น กราฟชนิดใดลงข้อมูลได้ง่ายกว่ากัน_____________________ ■ จากข้อมูลอัตราเร็วของรถยนต์ทัง5 คัน การนําเสนอข้อมูลเป็นกราฟแท่งกับกราฟเส้น ข้อมูลจากกราฟชนิดใด เข้าใจง่าย ทําให้สามารถลงความเห็นและสรุปผลได้ง่ายกว่า _____________________________________________________________________ ■ จากข้อมูลกําลังผลิตไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2540 ซึงมีกําลังผลิตจากพลังนํ า19.4 % พลัง ความร้อน 47.1 % พลังความร้อนร่วม 31.7 % พลังกังหันก๊าซและดีเซล1.8 % นักศึกษาคิดว่า การนําเสนอข้อมูลโดยกราฟชนิดใด จะทําให้เข้าใจได้ง่ายทีสุด _____________________________________________________________________ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทีกล่าวมาทัง 13 ทักษะ เป็นพฤติกรรมทีนักวิทยาศาสตร์ ควรปฏิบัติ และฝึกฝนความคิดอย่างมีระบบในขณะทีทําการทดลองค้นคว้า เพือให้ได้มาซึงความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ต่อไป นอกจากจะมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว การทํางานทีจะประสบ ผลสําเร็จนัน ผู้ทีทําการศึกษาค้นคว้าในเรืองต่างๆ จะต้องมีเจตคติหรือทัศนคติทางวิทยาศาสตร์ด้วย
46.
สรุป ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชํานาญในการใช้ความสามารถในการคิด ความชํานาญในการใช้เครืองมือ
และความชํานาญในการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในการศึกษา ค้นคว้าหาคําตอบ เพือให้ได้มาซึงความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีทังหมด 13 ทักษะ แบ่งออกเป็น ทักษะกระบวนการขันพืนฐาน ซึงไม่ต้องใช้ระดับการคิดและการปฏิบัติทีซับซ้อนมาก นัก และทักษะกระบวนการขันสูง ซึงต้องใช้ความรู้ความสามารถ ระดับการคิดและการปฏิบัติที ซับซ้อนมากกว่า ทักษะกระบวนการขันพืนฐาน มี 8 ทักษะ ได้แก่ การสังเกต การวัด การแยก ประเภท การคํานวณ การหาความสัมพันธ์ของสเปส การสือความหมาย การลงความเห็นจากข้อมูล และการพยากรณ์ ทักษะกระบวนการชันสูงได้แก่ การตังสมมติฐาน การให้คํานิยามเชิงปฏิบัติการ การควบคุมตัวแปร การทดลอง และการแปลความหมายข้อมูลและสรุปผล แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. ทักษะ หมายถึง__________________________________________________________________ กระบวนการ หมายถึง____________________________________________________________ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง__________________________________________ _______________________________________________________________________________ 2. ทักษะกระบวนการขันพืนฐาน หมายถึง_______________________________________________ มี _______ ทักษะ ได้แก่__________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________
47.
3. ทักษะกระบวนการขันบูรณาการ หมายถึง_____________________________________________ มี
_______ ทักษะ ได้แก่__________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 4. เราใช้ประสาทสัมผัสใดบ้างในการสังเกต______________________________________________ _______________________________________________________________________________ ประสาทสัมผัสใดก่อให้เกิดการเรียนรู้มากทีสุด_________________________________________ 5. ข้อมูลเชิงคุณภาพ หมายถึง_________________________________________________________ ตัวอย่างเช่น_____________________________________________________________________ 6. ข้อมูลเชิงปริมาณ หมายถึง_________________________________________________________ ตัวอย่างเช่น_____________________________________________________________________ 7. ผู้ทีมีทักษะในการวัด ต้องมีความสามารถในด้านใดบ้าง _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 8. การสือความหมายของข้อมูลให้ผู้อืนเข้าใจ จะนําเสนอในรูปแบบใดได้บ้าง___________________ _______________________________________________________________________________ 9. การลงความเห็นกับการพยากรณ์ต่างกันอย่างไร _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________
48.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. ทักษะ หมายถึงอะไร ก. ความรู้ ข. ความจํา ค. ความเข้าใจ ง. ความชํานาญ จ. การนําไปใช้ 2. กระบวนการหมายถึงอะไร ก. การทํางานตามขันตอน ข. การทํางานตามเวลา ค. การทํางานในขอบเขตทีกําหนด ง. การทํางานจากง่ายไปหายาก จ. การทําเรืองยากให้เป็นเรืองง่าย 3. ทักษะใดต้องใช้ประสาทสัมผัสทัง5 อย่าง ละเอียด รอบคอบ ก. การสังเกต ข. การวัด ค. การทดลอง ง. การสือความหมาย จ. การพยากรณ์ 4. “เกลือ หมายถึงสารทีเป็นของแข็งมีรูปร่าง เป็น เม็ดเล็กๆ รสเค็มละลายนํ าได้ดี” จัดว่าเป็นทักษะใด ก. การสังเกต ข. การแยกประเภท ค. การสือความหมาย ง. การตังสมมติฐาน จ. การให้คํานิยาม 5. สิงทีใช้ในการจําแนกประเภทของสิงต่างๆ เรียกว่าอะไร ก. กฎ ข. เกณฑ์ ค. กติกา ง. ข้อตกลง จ. กฎเกณฑ์ 6. ข้อมูลทีนําเสนอด้วยการอธิบายหรือบรรยาย เรียกว่า ก. ข้อมูลเชิงอธิบาย ข. ข้อมูลเชิงบรรยาย ค. ข้อมูลเชิงพรรณนา ง. ข้อมูลเชิงปริมาณ จ. ข้อมูลเชิงคุณภาพ 7. ข้อมูลทีสามารถบอกเป็นตัวเลข และนําไปคํานวณ ได้เรียกว่าอะไร (ใช้คําตอบในข้อ6) 8. “ถ้า A = 1, B = 2, ดังนันC = 3” เป็นทักษะใด ก. การตังสมมติฐาน ข. การพยากรณ์ ค. การลงความเห็น ง. การแปลความหมาย จ. การสรุปผล
49.
จากข้อมูล จงตอบคําถามข้อ9-11 นายแดงอ่านหนังสือพบว่า ฮอร์โมนA
ทําให้ ปลาทอง มีสีสันสวยงาม และพบว่าฮอร์โมน A มีอยู่ในยาเม็ดคุมกําเนิด จึงทดลองนํายาเม็ด คุมกําเนิด ไปบดผสมกับอาหารให้ปลาทองกิน พบว่าปลาทองทีกินอาหารผสมมีสีสันสวยงาม กว่ากลุ่มทีไม่ได้กิน 9. ตัวแปรต้นคืออะไร ก. ชนิดของปลา ข. ขนาดของตู้ปลา ค. ชนิดของอาหารปลา ง. สีสันของปลา จ. ปริมาณของนํ าในตู้ปลา 10. ตัวแปรตามคืออะไร ก. ชนิดของปลา ข. ขนาดของตู้ปลา ค. ชนิดของอาหารปลา ง. สีสันของปลา จ. ปริมาณของนํ าในตู้ปลา 11. ข้อใดคือตัวแปรควบคุม ก. ชนิดของปลา ข. ขนาดของตู้ปลา ค. ปริมาณของนํ าในตู้ปลา ง. ปริมาณของอาหารปลา จ. ถูกทุกข้อ 12. ดินทีเหมาะแก่การเพาะปลูก ประกอบด้วยสาร อินทรีย์5%สารอนินทรีย์45 % นํ า25 % และ อากาศ 25 % ข้อมูลทีกล่าวมาจะนําเสนอให้เห็น ชัดเจนทีสุดได้อย่างไร ก. เสนอเป็นแผนภาพก้างปลา ข. เสนอเป็นกราฟแท่ง ค. เสนอเป็นกราฟวงกลม ง. เสนอเป็นกราฟเส้นตรง จ. เสนอเป็นกราฟรูปภาพ 13. ระบบอังกฤษ มีหน่วยวัดความยาว นํ าหนัก และเวลาเป็น ก. เมตร กิโลกรัม ชัวโมง ข. ฟุต ปอนด์ วินาที ค. เมตร กรัม วินาที ง. เซนติเมตร กรัม วินาที จ. เมตร กิโลกรัม วินาที 14. ระบบเมตริก มีหน่วยวัดความยาว นํ าหนัก และเวลาเป็น ก. เมตร กิโลกรัม ชัวโมง ข. ฟุต ปอนด์ วินาที ค. เมตร กรัม วินาที ง. เซนติเมตร กรัม วินาที จ. เมตร กิโลกรัม วินาที 15. ความถี มีหน่วยวัดเป็น ก. จูล ข. นิวตัน ค. เฮิรตซ์ ง. วัตต์ จ. ปาสคาล 16. กําลัง มีหน่วยวัดเป็น (ใช้คําตอบในข้อ15)_____________ 17. งานมีหน่วยวัดเป็น (ใช้คําตอบในข้อ15)_____________
50.
18. 1 เมกะเฮิรตซ์
เท่ากับกีเฮิรตซ์ ก. 103 เฮิรตซ์ ข. 104 เฮิรตซ์ ค. 105 เฮิรตซ์ ง. 106 เฮิรตซ์ จ. 107 เฮิรตซ์ 19. แสงมีความเร็ว 300,000,000 เมตร/วินาที เขียน เป็นเลขยกกําลังได้เท่าใด ก. 3 X 108 ข. 3 X 109 ค. 3 X 1010 ง. 3 X 10-9 จ. 3 X 10-8 20. ข้อใดไม่ใช่ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ ก. มีความมานะพยายาม ไม่ท้อถอย ข. ใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น ค้นหาความรู้ใหม่ ค. ละเอียด รอบคอบ มีวิจารณญาณ ง. ใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อืน จ. มันใจในตัวเองว่าสิงทีเราคิดนันถูกทีสุด
51.
บททีบทที 33 โครงงานโครงงานวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์คืออะไรคืออะไร มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ■
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะ หาความรู้และแก้ปัญหา
52.
บททีบทที 33 โครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไรโครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไร ■
สาระการเรียนรู้ 1. โครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไร 2. หลักการของโครงงานวิทยาศาสตร์ 3. จุดมุ่งหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ 4. ลักษณะของโครงงานวิทยาศาสตร์ 5. คุณค่าของโครงงานวิทยาศาสตร์ 6. ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้ว นักศึกษาควรจะ 1. บอกหรืออธิบายความหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ 2. บอกหลักการและจุดมุ่งหมายในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ 3. บอกหรืออธิบายคุณค่าของการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ 4. เข้าใจและจําแนกประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ 5. บอกหรืออธิบายลักษณะของโครงงานวิทยาศาสตร์แต่ละประเภทได้ 1. โครงงานวิทยาศาสตร์คืออะไร เป็นทียอมรับกันโดยทัวไปว่าการจัดการเรียนการสอน ทีก่อให้เกิดการเรียนรู้ทีแท้จริงนัน คือ การให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ความสามารถ และเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ดังนันการจัดการเรียน การสอน โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง(Child centre) จึงเป็นการพัฒนาผู้เรียนทีแท้จริง คือ หากผู้เรียน รู้ เข้าใจ และมีทักษะในการเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเองแล้ว ผู้เรียนก็จะสามารถสืบค้นความรู้ จาก
53.
แหล่งความรู้ต่างๆทีมีอยู่มากมายได้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ทียังยืน โดยเฉพาะในการเรียนการสอน วิชาวิทยาศาสตร์
จําเป็นต้องฝึกให้ผู้เรียนมีความสามารถ ในการนําความรู้ ความคิด วิธีการ ตลอดจน ทักษะในด้านต่างๆ ไปใช้ในการแก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้น หรือค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง วิธีการอย่างหนึง ทีจะสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถดังกล่าว คือการจัดทําโครงงาน วิทยาศาสตร์ เพราะผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาคําตอบด้วยตัวเอง โดยมีครูหรือผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ดูแล และให้คําปรึกษา โครงงานวิทยาศาสตร์ (Scienceproject)มีชือเต็มว่าโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็น งานวิจัย(Research)ทีผู้เรียนรวมกลุ่มกันทํากิจกรรม โดยใช้วิธีการทักษะกระบวนการ และเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้าหาคําตอบ ในเรืองใดเรืองหนึงทีเป็นปัญหา หรือทีต้องการคําตอบ Research = Re + search การวิจัย การทําซํ าๆ การสืบค้น จากรากศัพท์ดังกล่าว การวิจัยจึงหมายถึง การศึกษาหาความรู้ซํ าๆหรือค้นแล้วค้นอีก จนกว่า จะเกิดองค์ความรู้ หรือทราบคําตอบของสิงทีต้องการศึกษาอย่างชัดเจน กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเป็นกิจกรรมทีผู้จัดทําโครงงาน ใช้วิธีการและทักษะทางวิทยาศาสตร์ สังเคราะห์องค์ความรู้ขึนมา ใหม่ หรือประยุกต์จากความรู้เดิม ทีมีผู้ศึกษาค้นคว้าไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่การทําตามหรือเลียนแบบ ของเดิมทีมีอยู่แล้ว เพราะการทําตามสูตรหรือวิธีการทีมีผู้ศึกษาและบันทึกไว้แล้วนัน ผลงานทีเกิดขึน ไม่จัดว่าเป็นโครงงาน เพราะไม่มีการสังเคราะห์ให้เกิดความรู้ใหม่ จึงไม่มีคุณค่าในการศึกษา ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์นัน ทุกคนจะต้องช่วยกันคิด ค้นคว้าหาคําตอบ มีการแบ่งงาน และมอบหมายหน้าทีรับผิดชอบ ดังนันจํานวนสมาชิกในกลุ่มโครงงาน ควรจะมีจํานวนระหว่าง2-4 คน หากมีน้อยเกินไปก็อาจมีภาระรับผิดชอบมากและเสียค่าใช้จ่ายต่อคนสูง แต่หากสมาชิกในกลุ่มมี มากเกินไป อาจเกิดการเกียงงานและเอาเปรียบกัน ได้ลงมือปฏิบัติน้อยจนไม่เกิดการเรียนรู้ทีคุ้มค่า การทํางานเป็นทีมกับการทํางานทีต่างคนต่างทํา ให้ผลเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรนักศึกษา จะได้ศึกษาจากกิจกรรมที 1
54.
กิจกรรมที 1 กิจกรรมความร่วมมือ จุดประสงค์ เปรียบเทียบความสามารถในการทํางานคนเดียวกับการทํางานเป็นกลุ่ม วิธีการ ครั
งที1. นักศึกษา 1 คน ต่อแผ่นหมากรุกตัวเลข1 แผ่น วิธีการ. ให้นักศึกษาใช้ปากกาหรือดินสอ วงกลมล้อมรอบตัวเลขตามลําดับตังแต่1 เป็น ต้นไป จับเวลา 5 นาที นับจํานวนตัวเลขทีได้ ครั งที2. นักศึกษา 2 คน ต่อแผ่นหมากรุกตัวเลข1 แผ่น วิธีการ. ให้นักศึกษาช่วยกันใช้ปากกาหรือดินสอ วงกลมล้อมรอบตัวเลขตามลําดับตังแต่ 1 เป็นต้นไป จับเวลา 5 นาที แล้วนับจํานวนตัวเลขทีได้ เปรียบเทียบกับตอนที 1 ครังทีครังที11 59 5 65 75 10 45 96 32 3 56 85 19 83 41 88 54 28 98 74 40 29 47 55 94 18 80 95 9 100 68 67 2 77 39 73 86 38 60 97 17 11 70 22 62 6 12 66 53 71 26 57 43 27 91 50 99 24 93 20 82 35 31 4 78 16 84 33 1 58 30 46 21 89 44 81 13 76 42 79 48 36 64 8 52 37 69 87 23 92 14 25 72 49 61 15 90 34 63 51 7
55.
ครังที 2 59 5
65 75 10 45 96 32 3 56 85 19 83 41 88 54 28 98 74 40 29 47 55 94 18 80 95 9 100 68 67 2 77 39 73 86 38 60 97 17 11 70 22 62 6 12 66 53 71 26 57 43 27 91 50 99 24 93 20 82 35 31 4 78 16 84 33 1 58 30 46 21 89 44 81 13 76 42 79 48 36 64 8 52 37 69 87 23 92 14 25 72 49 61 15 90 34 63 51 7 คําถาม. 1. จํานวนตัวเลขทีได้ครั งที1 = __________ จํานวนตัวเลขทีได้ครั งที2 = ______ 2. จํานวนตัวเลขทีได้ในครั งที2 เป็นอย่างไร เมือเทียบกับครั งที1 _________________ เหตุใดจึงเป็นเช่นนัน ___________________________________________________ _____________________________________________________________________ 3. จากกิจกรรมนี นักศึกษาจะสรุปได้ว่าอย่างไร_________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________ _____________________________________________________________________
56.
2. หลักการของโครงงานวิทยาศาสตร์ การทําโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนัน มุ่งหวังให้เกิดการเปลียนแปลงทีดีงามขึนใน ตัวผู้เรียน
เป็นผู้มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ คิดและทําอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มีทักษะและความชํานาญ ในการใช้กระบวนการคิด ดําเนินการอย่างมีระบบ เป็นระเบียบ และเชียวชาญในการใช้อุปกรณ์และ เครืองมือทางวิทยาศาสตร์ ในการศึกษาค้นคว้าหาคําตอบ หลักการสําคัญของการทําโครงงาน วิทยาศาสตร์ ได้แก่ 1. เน้นการเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนเป็นผู้ริเริม วางแผน และดําเนินการ ศึกษาด้วยตนเอง ครูมีหน้าทีเพียงเป็นพีเลียง คอยชีแนะแนวทางและให้คําปรึกษา 2. เน้นกระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู้ โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เริมตังแต่การ กําหนดปัญหา หรือเลือกหัวข้อทีตนสนใจต้องการศึกษา วางแผนการศึกษาค้นคว้า ดําเนินการทดลอง รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลการศึกษาค้นคว้า 3. เน้นให้ผู้เรียนคิดเป็น ทําเป็น แก้ปัญหาเป็น 4. มุ่งฝึกให้ผู้เรียนรู้และมีทักษะในการคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ รู้จักวิธีการในการศึกษาค้นคว้า และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง มิได้เน้นการส่งเข้าประกวดเพือรับรางวัล สรุปได้ว่า หลักการของการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ คือการพัฒนาให้ผู้เรียนคิดเป็น ทําเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยนําเอากระบวนการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการแก้ปัญหา 3. จุดมุ่งหมายของโครงงานวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(2531) ได้กําหนดจุดมุ่งหมายของการทํา โครงงานวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี 1. เพือให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ เลือกทําโครงงานวิทยาศาสตร์ตามทีตนสนใจ 2. เพือให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง 3. เพือให้ผู้เรียนได้แสดงออกซึงความคิดริเริมสร้างสรรค์ 4. เพือให้ผู้เรียนมีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ และเห็นคุณค่าของการใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา 4. ลักษณะของโครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดว่าเป็นงานวิจัยในระดับชันเรียน หรือเป็นงานวิจัยของ ผู้เรียนนันเอง โครงงานวิทยาศาสตร์จะมีลักษณะดังต่อไปนี
57.
1. เป็นกิจกรรมเกียวกับวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี 2. ผู้เรียนเป็นผู้ริเริมและเลือกเรืองทีจะศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง
ตามความสนใจและระดับ ความรู้ความสามารถ 3. เป็นกิจกรรมทีใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาค้นคว้า 4.ผู้เรียนดําเนินการด้วยตนเองโดยมีครู อาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นผู้ให้คําปรึกษา เพือให้ ผู้เรียนเกิดทักษะและการเรียนรู้จากการดําเนินโครงงาน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ทีกําหนดไว้ 5. คุณค่าของโครงงานวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า นอกจากจะมีคุณค่าด้านการฝึก ให้นักเรียนมีความรู้ ความชํานาญและมีความมันใจ ในการนําเอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการ แก้ปัญหา และค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว โครงงานวิทยาศาสตร์ยังมีคุณค่าด้านอืนๆ อีก มากดังนี 1. สร้างสํานึกและความรับผิดชอบในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง 2. เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พัฒนาและแสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเอง 3. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษา ค้นคว้า และเรียนรู้เรืองทีสนใจได้อย่างลึกซึ งกว่าปกติ 4. นักเรียนทีมีความสามารถพิเศษได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตนเอง 5. กระตุ้นความสนใจด้านการเรียนวิทยาศาสตร์ และประกอบอาชีพทางวิทยาศาสตร์ 6. นักเรียนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ 7. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพือนนักเรียนและครู-อาจารย์ 8. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา สถานศึกษามีโอกาสเผยแพร่ความรู้ และเทคโนโลยีแก่ชุมชน ซึงจะกระตุ้นความสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาพที 3.1 อภิปรายและศึกษาค้นคว้าเป็นหมู่คณะ เราจะทําโครงงาน เรืองอะไรดีนะ เรืองนีดีไหมคะ 1……………….. 2………………..
58.
■ จงบอกว่ากิจกรรมต่อไปนี จัดว่าเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์หรือไม่
เพราะเหตุใด 1. ทาทาทํายาหม่องนํ าตามสูตรทีได้มาจนประสบผลสําเร็จ ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 2. เจนนีทดลองนําวิธีการทําไส้กรอกหมู ไปทดลองทําไส้กรอกไก่จนประสบผลสําเร็จ ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 3. พรชิตาทดลองทําไอศครีมตามสูตรทีได้รับมาจนสําเร็จ ได้ผลิตภัณฑ์เหมือนต้นตํารับ ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 4. ชาคริตศึกษาการร้องของจิงหรีดดําในแต่ละวันจนเข้าใจธรรมชาติการร้องของจิงหรีดดํา ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 5. ศรรามศึกษาวงจรชีวิตของผีเสือรังไหม จนทราบการเปลียนแปลงวงจรชีวิต ของผีเสือ รังไหมตังแต่เกิดจนตาย ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 6. ปาล์มมีทําการสํารวจสภาพการใช้โทรศัพท์มือถือ ของนักศึกษาในวิทยาลัย นําข้อมูลที ได้มาจําแนกหมวดหมู่ และนําเสนอด้วยแผนภูมิ ให้เห็นรายละเอียดต่างๆ อย่างชัดเจน ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 7. โดมกับเดียร์ประดิษฐ์เครืองมือบีบขนมจีน จนได้เครืองมือบีบขนมจีนราคาถูก และใช้ งานง่ายกว่าเครืองมืออันเดิม ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________ 8. ภราดรทดลองหาวิธีการใช้สารละลายจากสมุนไพรธรรมชาติ ทาล้อรถยนต์ป้องกัน สุนัขปัสสาวะใส่จนประสบผลสําเร็จ ตอบ________________ เหตุผล __________________________________________ _____________________________________________________________________
59.
6. ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์ เนืองจากการจัดทํากิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ มีขอบเขตกว้างขวางไม่จํากัด
ผู้เรียน สามารถศึกษาค้นคว้าได้ทุกเรืองทีต้องการรู้คําตอบ กิจกรรมใดๆ ทีผู้เรียนทําการศึกษาค้นคว้าด้วย ตนเอง โดยอาศัยวิธีการและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการหาคําตอบ ถือว่าเป็น โครงงานวิทยาศาสตร์ทังสิน ดังนั นเพือให้การจัดทํากิจกรรมโครงงาน มีกรอบหรือขอบเขตที ชัดเจน จึงแยกโครงงานออกเป็นประเภทต่างๆ โดยพิจารณาจากลักษณะความเหมือนและความ แตกต่าง ได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล 2. โครงงานประเภทการทดลอง 3. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ 4. โครงงานประเภททฤษฎี จุดมุ่งหมายสําคัญในการทําโครงงาน ไม่ได้อยู่ทีการส่งผลงานเข้าประกวดเพือรับรางวัล แต่ เป็นการฝึกให้นักเรียน ได้ใช้ประสบการณ์ ความสามารถ ทักษะและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในการ แก้ปัญหาหรือค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ เพือให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิด การทํา และการ แก้ปัญหา ทําให้คิดเป็น ทําเป็น แก้ปัญหาเป็น อย่างไรก็ตาม การทําโครงงานวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี จะสมบูรณ์และมีคุณค่าได้ก็ต่อเมือ ผู้ทําโครงงาน ได้นําผลทีได้จากการทําโครงงานไป เผยแพร่ให้บุคคลอืนๆ ได้ทราบ 6.1 โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล โครงงานประเภทนี จะไม่มีการจัดกระทํากับตัวแปรชนิดต่างๆ คือไม่มีการกําหนดตัวแปรใน การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น ตัวแปรตาม หรือตัวแปรควบคุม ผู้ทําโครงงานทํา หน้าทีเพียงสํารวจและรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด นําข้อมูลเหล่านันมาจําแนกเป็นหมวดหมู่ให้ถูกต้อง ชัดเจน ตามหลักวิชาการ แล้วนําเสนอในรูปแบบต่างๆ เพือให้เห็นรายละเอียด หรือความสัมพันธ์ใน เรืองทีศึกษา อย่างชัดเจน ในการสํารวจและรวบรวมข้อมูลของโครงงานประเภทนี อาจทําได้หลายรูปแบบ เช่น การ เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามผู้ทําโครงงานต้องออกไปเก็บข้อมูล ในสถานทีจริงทีต้องการสํารวจโดย ไม่ต้องนําตัวอย่าง มาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอีก ตัวอย่างของโครงงานประเภทนีได้แก่ - การสํารวจชนิดของพืชทีมีในท้องถิน - การสํารวจชนิดของสัตว์ต่างๆ ทีพบในท้องถิน
60.
- การสํารวจชนิดและปริมาณของรถยนต์ในชุมชน - การสํารวจปริมาณความเข้มของแสงในแต่ละเดือน -
การสํารวจปริมาณของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ บริเวณต่างๆ ในชุมชน - การสํารวจชนิดและปริมาณของขยะทีถูกทิงในชุมชน - ฯลฯ บางครั งการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม จากประชากรทังหมด อาจจะไม่สามารถทําได้ เพราะประชากรมีจํานวนมาก ทําให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากเกินความจําเป็น จึงอาจเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างซึงมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับประชากร และมีจํานวนมากพอทีจะเป็นตัวแทนของประชากร ทังหมดได้ กลุ่มทีได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของประชากรทังหมด เรียกว่ากลุ่มตัวอย่าง(Sampling group) ซึงอาจได้มาโดยการสุ่มเลือก (Random) แบบต่างๆ ตามระเบียบวิธีวิจัย ตัวอย่างโครงงาน ประเภทดังกล่าวได้แก่ - การสํารวจการใช้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษา - การสํารวจการใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนของนักศึกษา - การสํารวจการใช้เครืองสําอางของนักศึกษาในสถานศึกษา - การสํารวจการใช้รถจักรยานยนต์ของนักศึกษาในสถานศึกษา - การสํารวจค่าใช้จ่ายประจําวันของนักเรียน นักศึกษา - การสํารวจการหารายได้พิเศษของนักเรียน นักศึกษาในระหว่างการศึกษา - ฯลฯ โครงงานประเภทนี มีลักษณะคล้ายกับการสํารวจความคิดเห็นของประชาชน ในเรืองใดเรือง หนึงทีกําลังอยู่ในความสนใจ ทีเรียกกันว่าการสํารวจความคิดเห็นหรือโพล (Pole) คือต้องมีเครืองมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึงอาจจะเป็นแบบสํารวจ แบบสอบถาม แบบประเมินความคิดเห็น แบบ สังเกต แบบสัมภาษณ์ ฯลฯ ในส่วนทีแตกต่างกันคือการสํารวจความคิดเห็นหรือการทําโพล มีเฉพาะ เครืองมือเก็บรวบรวมข้อมูล ไม่มีรายละเอียด หลักการหรือทฤษฎีรองรับในเรืองทีต้องการสํารวจ แต่ โครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องมีรายละเอียด หลักการหรือทฤษฎีรองรับและสนับสนุนในเรืองดังกล่าว พร้อมอธิบายวิธีการและขันตอนในการดําเนินงาน ตลอดจนผลทีได้จากการทําโครงงานอย่างละเอียด บางครั ง การสํารวจเพือเก็บรวบรวมข้อมูล จากแหล่งข้อมูลโดยตรง อาจไม่ได้ผลทันทีทันใด อาจจําเป็นต้องเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึงให้ความสะดวกในการศึกษา และมี เครืองมือทีพร้อมในการทํางานมากกว่า เช่น - การศึกษาวงจรชีวิตของผีเสือถุงทอง
61.
- การศึกษาธรรมชาติการร้องของจิงหรีด - การศึกษาพฤติกรรมการวางไข่ของปลากัด -
การสํารวจค่า D.O. และ B.O.D. ของนํ าในบริเวณต่างๆ ในชุมชน - การสํารวจค่าความเป็นกรดและเบสของดิน - การสํารวจปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ บริเวณทางแยกต่างๆ ในชุมชน - ฯลฯ จะเห็นว่าโครงงานประเภทนี แม้จะมีการทดลองก็จริง แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นโครงงานประเภทการ ทดลอง เพราะไม่มีการจัดกระทํากับตัวแปร คือไม่มีการกําหนดและควบคุมตัวแปร มีเพียงการทดลอง เพือสังเกตและบันทึกผลเท่านัน 6.2 โครงงานประเภทการทดลอง ลักษณะสําคัญของโครงงานประเภทนีคือ เป็นโครงงานทีมีการออกแบบการทดลอง และการ จัดกระทํากับตัวแปร เพือศึกษาผลของตัวแปรหนึงทีมีต่อตัวแปรอีกตัวหนึง โดยควบคุมตัวแปรอืนๆที อาจมีผลต่อตัวแปรทีต้องการศึกษาไว้ นันคือโครงงานประเภทการทดลอง จะต้องมีการจัดกระทํากับ ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ มีการวัดหรือตรวจสอบผลการทดลอง หรือตัวแปรตามทีเปลียนไปเมือ เปลียนตัวแปรต้น และควบคุมตัวแปรอืนๆ ทีไม่ต้องการศึกษา โครงงานประเภทนี สามารถศึกษาค้นคว้าได้อย่างกว้างขวาง เพราะสามารถกําหนดขอบเขต ของตัวแปรอิสระทีต้องการศึกษาได้อย่างมากมาย เช่น การศึกษาเรืองการงอกรากของกิงชําโดยใช้ ฮอร์โมนเร่งราก อาจกําหนดตัวแปรอิสระได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ชนิดของฮอร์โมน ความเข้มข้น ของฮอร์โมน ชนิดของพืชทีใช้ในการทดลอง อายุของพืช ชนิดของวัสดุทีใช้ในการปักชํา ลักษณะ การตัดกิง อุณหภูมิทีใช้ทดลอง เป็นต้น ■ นักศึกษากลุ่มหนึงทําการทดลองเรือง “ผลของสารสกัดจากพืชสมุนไพร ต่อการ ป้องกันศัตรูพืช” นักศึกษากลุ่มนีจะสามารถกําหนดตัวแปรอิสระทีต้องการศึกษา อะไรได้บ้างบอกมา 3 ชนิด ____________________________________________________________________ ____________________________________________________________________ ____________________________________________________________________
62.
6.3 โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ โครงงานประเภทนี เป็นโครงงานทีนําหลักการหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์
มาประยุกต์ใช้เพือ ประดิษฐ์เป็นเครืองมือ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ รวมไปถึงการสร้างแบบจําลองเพืออธิบายแนวคิด ต่างๆ ด้วย โครงงานนีจะมีคุณค่ามากทีสุด หากสิงประดิษฐ์นันเป็นสิงประดิษฐ์ทีสร้างขึนมาใหม่ ยัง ไม่มีใครทํามาก่อน นอกจากประดิษฐ์ขึนมาใหม่แล้ว โครงงานประเภทนี ยังรวมถึง การพัฒนา สิงประดิษฐ์ทีมีอยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพในการทํางานสูงขึน ตัวอย่างของโครงงานประเภทนี เช่น - เครืองอบมันสําปะหลังพลังงานแสงอาทิตย์ - เครืองไล่ความชืนข้าวเปลือกพลังงานแสงอาทิตย์ - เครืองเก็บกวาดโลหะพลังแม่เหล็ก - เครืองกลันแยกแอลกอฮอล์จากการหมัก - แบบจําลองบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ - ฯลฯ โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์นี จะต้องนําเสนอรายการวัสดุอุปกรณ์ วิธีการ ขันตอน และ รายละเอียดต่างๆ ในการประดิษฐ์ตลอดจนคุณสมบัติหรือความสามารถในการทํางานของสิงประดิษฐ์ อย่างชัดเจน หากมีรายงานการปรับปรุง พัฒนา หรือแก้ไขสิงประดิษฐ์ ว่ามีการพัฒนาหรือปรับปรุง แก้ไข เป็นลําดับขันตอนต่างๆ จนได้สิงประดิษฐ์ทีมีประสิทธิภาพดีทีสุด ประกอบการนําเสนอ จะทํา ให้การทําโครงงานมีคุณค่ามากขึน 6.4 โครงงานประเภททฤษฎี โครงงานประเภทนี เป็นโครงงานทีผู้ทําโครงงาน ได้เสนอทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดใหม่ๆ ซึงอาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือคําอธิบายก็ได้ โดยผู้เสนอตังกติกาหรือข้อตกลงขึนมาเอง แล้ว เสนอทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือจินตนาการของตนเอง ตามกติกาหรือข้อตกลงนั น หรืออาจใช้ กติกาหรือข้อตกลงเดิม มาอธิบายสิงหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ในแนวใหม่ ทฤษฎี หลักการ แนวคิด หรือจินตนาการทีเสนอขึนมาอาจจะเป็นของใหม่ ยังไม่มีใครนําเสนอมาก่อน หรืออาจเป็นแนวคิดใหม่ ทีมีคําอธิบายทีขัดแย้งกับทฤษฎีเดิม หรือเป็นการขยายทฤษฎีหรือแนวความคิดเดิมก็ได้ การทํา โครงงานประเภทนี ผู้เสนอโครงงานต้องมีความรู้ในเรืองทีนําเสนอเป็นอย่างดี มีหลักการ หรือทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร์รองรับในการอธิบายหรือนําเสนอ จึงจะมีความน่าเชือถือโครงงานประเภทนี มักเป็น โครงงานประเภทคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ สรุปได้ว่าโครงงานประเภทนี เป็นทฤษฎีหรือจินตนาการ ทีผู้เสนอโครงงานได้คิดขึนมาเพือ อธิบายสิงหรือปรากฏการณ์ใดๆบนหลักการณ์พืนฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึงอาจจะเป็นความจริงหรือไม่
63.
ก็ได้ โดยทัวไปแล้วโครงงานประเภทนีเป็นโครงงานระดับสูง ซึงผู้เสนอโครงงานได้ทําการศึกษา ค้นคว้า
อย่างละเอียดลึกซึ ง บนพืนฐานหลักการ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ จนได้แนวคิดใหม่ หรือ แนวคิดทีแตกต่างไปจากแนวคิดเดิม จึงนํามาเสนอ โดยปกติผู้ทําโครงงานในระดับนักเรียน นักศึกษา มักจะไม่เลือกทําโครงงานประเภทนี เพราะต้องใช้ทักษะและความรู้ในระดับสูงและลึกซึ งเกินไป ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทนี เช่น - โครงงานทฤษฎีอะตอมแนวใหม่ - โครงงานการอธิบายอวกาศแนวใหม่ - โครงงานการควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันด้วยก๊าซฮีเลียม - โครงงานพลังงานไอออนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน - โครงงานการคํานวณตัวเลขทางคณิตศาสตร์แนวใหม่ - โครงงานทฤษฎีของจํานวนเฉพาะ - โครงงานการหนีแรงดึงดูดของโลกด้วยสุญญากาศด้านตรงกันข้าม - ฯลฯ ■ ให้นักศึกษาแต่งเรืองสัน หรือสร้างจินตนาการแนววิทยาศาสตร์ โดยนําเอา กฎ หลักการแนวคิด หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________
64.
สรุป โครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทีส่งเสริมการคิดของผู้เรียน เป็นการจัดการเรียนรู้ทียึดผู้เรียนเป็นสําคัญ
คือให้ผู้เรียนพัฒนาศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ เสาะ แสวงหาและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเลือกหัวข้อและศึกษาค้นคว้าหาคําตอบด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้คําแนะนําและช่วยเหลือ หลักการสําคัญของการทําโครงงาน คือผู้เรียนใช้ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาและแสดง ความสามารถ ตามศักยภาพของตนเอง เพือให้รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตนเองคิดเป็น ทําเป็น แก้ปัญหา เป็น เกิดจิตสํานึกและความรับผิดชอบในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองซึงเป็นคุณค่าสําคัญของโครงงาน เพราะเป็นคุณลักษณะทีพึงประสงค์ ทีเกิดขึนและจะคงติดตัวผู้ทําโครงงานตลอดไป โครงงานวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่โครงงานประเภทการสํารวจและ รวบรวมข้อมูล โครงงานประเภทการทดลอง โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ และโครงงานประเภท ทฤษฎี แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. การจัดการเรียนรู้ทีมีคุณค่าและก่อให้เกิดการเรียนรู้ทีแท้จริงคือการจัดการเรียนรู้ทียึด_________ เป็นศูนย์กลาง และการจัดการเรียนรู้ทียึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีลักษณะสําคัญคือ __________ ____________________________________________________________________________ 2. โครงงานวิทยาศาสตร์มีชือเต็มว่า__________________________________________________ 3. โครงงานวิทยาศาสตร์มีคุณค่าเทียบได้กับงาน_______________________________________ ของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี
65.
4. งานวิจัย(Research)ตามรากศัพท์ มีความหมาย
หมายถึง______________________________ 5. ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ใครเป็นคนเลือกเรืองทีจะทําโครงงาน_________________ 6. ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรมีสมาชิกในกลุ่มทําโครงงาน_____________ คน หากสมาชิกในกลุ่มน้อยเกินไปจะมีผลอย่างไร_______________________________________ หากสมาชิกในกลุ่มมากเกินไปจะมีผลอย่างไร_______________________________________ 7. จุดมุ่งหมายสําคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์คือ_____________________________________ ____________________________________________________________________________ 8. หลักการสําคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์คือ_______________________________________ ____________________________________________________________________________ 9. โครงงานวิทยาศาสตร์มีลักษณะสําคัญคือ__________________________________________ ____________________________________________________________________________ 10. คุณค่าสําคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์คือ_________________________________________ คุณค่าของโครงงานกับประโยชน์ของโครงงาน อย่างใดมีความหมายต่อผู้เรียนมากกว่ากัน ____________________________________________________________________________ เพราะเหตุใด__________________________________________________________________ ____________________________________________________________________________ 11. โครงงานวิทยาศาสตร์มี______ ประเภท ได้แก่___________________________________ ____________________________________________________________________________ ____________________________________________________________________________ 12. โครงงานประเภทใดทีต้องนําตัวเลข หรือวิธีการทางสถิติมาใช้มากทีสุด _________________ ____________________________________________________________________________ 13. โครงงานประเภทใดทีต้องมีการจัดกระทําหรือควบคุมตัวแปร__________________________ ____________________________________________________________________________ 14. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ จะมีคุณค่ามากทีสุดเมือโครงงานนันมีลักษณะอย่างไร________ โครงงานประเภทนีจะต้องนําเสนอการจัดทําในเรืองใดบ้าง_____________________________ ____________________________________________________________________________ 15. โครงงานประเภทใดทีต้องใช้ความรู้และทักษะชันสูง ซึงนักศึกษาไม่ค่อยทํากัน____________ ____________________________________________________________________________
66.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. โครงงานวิทยาศาสตร์มีชือเต็มว่าอย่างไร ก. โครงงาน ข. โครงงานวิทยาศาสตร์ ค. โครงงานเทคโนโลยี ง. โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จ. โครงงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและ นวัตกรรมการศึกษา 2. โครงงานวิทยาศาสตร์เปรียบได้กับงานใด ก. การบ้าน ข. งานวิจัย ค. แบบฝึกหัด ง. รายงาน จ. วิทยานิพนธ์ 3. ข้อใดเป็นความหมายของโครงงาน ก. Re use ข. Recycle ค. Research ง. Reaction จ. Recombinant 4. Child centre เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะใด ก. ครูค้นคว้าหาความรู้มาสอน ข. ครูมอบหมายให้ผู้เรียนทํารายงาน ค. ผู้เรียนนําการบ้านทีทําไม่ได้มาถามครู ง. ผู้เรียนนํางานทีค้นได้มารายงานหน้าชัน จ. ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าหาคําตอบด้วยตนเอง 5. ใครเป็นคนเลือกโครงงานทีจะศึกษา ก. ครู ข. ผู้เรียน ค. ผู้ปกครอง ง. ผู้ทรงคุณวุฒิ จ. ทีปรึกษาโครงงาน 6. สมาชิกในการทําโครงงานควรมีจํานวนเท่าใด ก. 1 คน ข. 2-4 คน ค. 5-7 คน ง. 8-10 คน จ. จํานวนเท่าใดก็ได้ 7. หลักการสําคัญของโครงงานคืออะไร ก. ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ข. ผู้เรียนทํางานตามคําแนะนําของผู้เชียวชาญ ค. ส่งผลงานเข้าประกวดเพือให้ได้รับรางวัล ง. ครูทีปรึกษาโครงงานชีแนะแนวทางในการ ทําโครงงาน จ. ผู้เรียนนําผลงานของคนอืนมาพัฒนาให้ดีขึน มากกว่าเดิม 8. โครงงานวิทยาศาสตร์มีลักษณะสําคัญอย่างไร ก. ใช้เทคโนโลยีชันสูง ข. ใช้เครืองมือและอุปกรณ์ทีทันสมัย ค. นําผลงานทีได้ไปพัฒนาท้องถิน ง. มีผู้เชียวชาญต่างประเทศเป็นทีปรึกษา จ. เป็นกิจกรรมทีเกียวกับวิทยาศาสตร์หรือ เทคโนโลยี
67.
9. คุณค่าสําคัญของโครงงานคืออะไร ก. เป็นโครงงานทีได้รับรางวัล ข.
ผู้ทําได้แสดงความสามารถพิเศษ ค. สถานศึกษาได้รับการยอมรับ มีชือเสียง ง. เกิดความสัมพันธ์กับเพือนในกลุ่มโครงงาน จ. ผู้เรียนเกิดสํานึกและรับผิดชอบในการศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง คําตอบต่อไปนีใช้ตอบคําถามข้อ10 -13 ก. โครงงานประเภทสํารวจ ข. โครงงานประเภทการทดลอง ค. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ ง. โครงงานประเภททฤษฎี 10. โครงงานทีมีการจัดกระทําและควบคุมตัวแปร 11. โครงงานทีใช้ทฤษฎีและหลักการชันสูง 12. โครงงานทีนิยมใช้กันมากในด้านเศรษฐศาสตร์ การค้า 13. โครงงานทีใช้สอบถามความคิดเห็นของ ประชาชน 14. โครงงานประเภทใดทีสามารถกําหนดขอบเขต ของการศึกษาได้อย่างกว้างขวาง ก. โครงงานประเภทสํารวจ ข. โครงงานประเภทการทดลอง ค. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ ง. โครงงานประเภททฤษฎี จ. โครงงานทุกประเภท 15. สิงประดิษฐ์ทีมีคุณค่าจะมีลักษณะอย่างไร ก. เลียนแบบให้เหมือนผลงานของผู้อืน ข. นําผลงานของคนอืนมาพัฒนาให้ดีขึน ค. เป็นสิงประดิษฐ์ทีสร้างขึนมาใหม่ ง. ใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในประเทศทังหมด จ. นําภูมิปัญญาชาวบ้านมาพัฒนาให้สามารถ ใช้งานได้จริง
68.
บททีบทที 44 การเลือกหัวข้อโครงงานการเลือกหัวข้อโครงงาน มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ■
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหา ความรู้และแก้ปัญหา
69.
บทที 4 การเลือกหัวข้อโครงงาน ■
สาระการเรียนรู้ 1. การเลือกหัวข้อโครงงาน 2. การตังชือโครงงาน 3. การศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง 4. การจัดทําเค้าโครงย่อของโครงงาน ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้ว นักศึกษาควรจะ 1. บอกหรืออธิบายแนวทางในการเลือกหัวข้อเรืองในการทําโครงงานได้ 2. บอกหรืออธิบายหลักการตังชือโครงงานได้ 3. สามารถตังชือโครงงานเชิงวิจัยได้ 4. บอกหรืออธิบายได้ว่าการตังชือโครงงานเชิงวิจัย มีประโยชน์อย่างไร 5. บอกความสําคัญของเอกสารทีเกียวข้องกับโครงงานได้ 6. บอกแหล่งความรู้ทีใช้ในการศึกษาค้นคว้าประกอบการทําโครงงานได้ 7. บอกส่วนประกอบเค้าโครงย่อของโครงงานได้ 8. เขียนเค้าโครงย่อของโครงงานได้
70.
การทําโครงงานวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกิจกรรมต่อเนือง ทีมีการดําเนินงานหลายขันตอน ตามลําดับ
ตังแต่เริมต้นจนสุดท้าย ขันตอนทีสําคัญทีสุดขันตอนหนึงของการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ คือการเลือกหัวข้อเรืองในการทําโครงงาน ซึงมีส่วนทีสัมพันธ์ เกียวข้อง และเชือมโยงกันดังนี 1. การเลือกหัวข้อโครงงาน 2. การตังชือโครงงาน 3. การศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง 4. การจัดทําเค้าโครงย่อของโครงงาน 1. การเลือกหัวข้อโครงงาน เป็นขันตอนทีสําคัญทีสุดในการทําโครงงาน นอกเหนือจากการวางแผนการดําเนินงาน ซึง นักศึกษาจะต้องคิดและเลือกด้วยตนเอง หัวข้อเรืองของโครงงาน ควรจะมีความเฉพาะเจาะจงและ ชัดเจน บ่งชัดว่าจะศึกษาอะไรหรือตัวแปรใด มีขอบเขตการศึกษากว้างแค่ไหน โครงงานทีมีคุณค่า ควรเป็นเรืองแปลกใหม่ หรือเรืองทียังไม่มีใครศึกษามาก่อน มีประโยชน์ และสามารถนําผลการศึกษา ทีได้ ไปประยุกต์ใช้ได้ ซึงจะแสดงถึงความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ของผู้ทําโครงงาน โดย ทัวๆ ไป หัวข้อเรืองทีจะทําโครงงาน มักจะได้มาจากปัญหาทีเกิดในชีวิตประจําวัน คําถาม หรือความ อยากรู้อยากเห็นของผู้เรียนเอง การได้มาของหัวข้อเรืองทีจะทําโครงงานนั น มีทีมาจากแหล่งความคิดมากมายหลายแหล่ง ด้วยกัน ได้แก่ 1. จากปัญหาทีพบในชีวิตประจําวัน ทีผู้เรียนต้องการแก้ไข เช่น ปัญหาสุนัขปัสสาวะรดล้อ รถยนต์ทําให้ล้อรถยนต์เป็นสนิมและผุกร่อน ปัญหาข้าวสารทีเก็บไว้มีมอดหรือแมลงมากิน ปัญหา รอยเปือนบนเสือผ้าหรือเครืองนุ่งห่มจากหมากฝรังหรือยางไม้ ปัญหากลินอับทีไม่พึงประสงค์ในตู้เย็น หรือชันเก็บรองเท้า ปัญหาสุนัขเฝ้าบ้านกินอาหารจากคนแปลกหน้าแล้วไม่ยอมเห่า เป็นต้น 2. จากงานอดิเรกของนักเรียนนักศึกษาเอง เช่น การเลียงปลาเงินปลาทองให้มีสีสวยงาม การ ปลูกดอกไม้ให้มีดอกใหญ่และสีสวย การป้องกันแมลงศัตรูพืชมากัดกินพืชผักสวนครัว การป้ องกับ เห็บเหาให้สัตว์เลียง เป็นต้น 3. จากการไปท่องเทียวและเยียมชมแหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น แหล่งชุมชน สถานประกอบการ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ หน่วยงานวิจัย โรงงาน อุตสาหกรรม เป็นต้น
71.
4. จากสืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และอินเทอร์เน็ต
โดยเฉพาะแหล่งความรู้จากอินเทอร์เน็ตเป็น แหล่งความรู้ทีถือว่าเป็นแหล่งความรู้ไร้ขอบเขต เป็นแหล่งความรู้ทีผู้ทําโครงงาน จะค้นหาข้อมูลที ต้องการ ได้อย่างไม่มีทีสินสุด และมีความรู้ความก้าวหน้าใหม่ๆ เกิดขึนทุกวันในอินเทอร์เน็ต 5. การอ่านหนังสือต่างๆ เช่น ตํารา หนังสือพิมพ์ วารสาร จุลสาร บทความ เป็นต้น 6. จากการฟังบรรยายทางวิชาการ การฟังและชมรายการวิทยุและโทรทัศน์ 7. จากการศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ทีผู้อืนทําไว้แล้ว 8. จากกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน 9. จากการเข้าชมนิทรรศการ หรือการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 10. จากการสนทนากับครู อาจารย์ เพือนๆ หรือบุคคลอืนๆ 11. จากการสังเกตปรากฏการณ์ และการเปลียนแปลงต่างๆ รอบตัว ข้อพิจารณาในการคัดเลือกหัวข้อเรืองทีจะทําโครงงาน ในการคัดเลือกหัวข้อเรืองทีจะทําโครงงานนั น มีหลักสําคัญคือ นักศึกษาควรเลือกหรือคิด หัวข้อเรืองทีจะทําโครงงานไว้หลายๆ หัวข้อ แล้วจึงพิจารณาคัดหรือตัดเรืองทีเห็นว่ามีความเป็นไปได้ น้อย ไม่ค่อยมีคุณค่าหรือได้ประโยชน์น้อย ตลอดจนเรืองทีคิดว่าเมือทําไปแล้วน่าจะมีปัญหา หรือเกิด การเลือกหัวข้อ ในการทําโครงงาน การเลือกหัวข้อเป็นขันตอน สําคัญในการทําโครงงาน
72.
ความยุ่งยาก จนเหลือเรืองทีคิดว่าจะทํามากทีสุดเพียงเรืองเดียว โดยพิจารณาในเรืองต่อไปนี ประกอบการตัดสินใจ 1.
เหมาะสมกับระดับความรู้ความสามารถของผู้เรียน 2. มีความเป็นไปได้ทีโครงงานจะประสบผลสําเร็จ 3. มีวัสดุอุปกรณ์ทีจําเป็นต้องใช้ในการดําเนินงานอย่างเพียงพอ 4. มีงบประมาณหรือค่าใช้จ่ายเพียงพอ หรือไม่สินเปลืองค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป 5. มีสถานทีทีใช้ในการทดลองหรือปฏิบัติการเพียงพอ 6. มีเวลาเพียงพอในการทําโครงงาน 7. มีครู อาจารย์ ผู้เชียวชาญ หรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นทีปรึกษา 8. มีความปลอดภัย หรือเป็นโครงงานทีไม่เป็นอันตราย 9. มีแหล่งให้ค้นคว้าความรู้ หรือเอกสารทางวิชาการสนับสนุนอย่างเพียงพอ โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทการทดลองบางชนิด ต้องใช้ความระมัดระวังในการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้ของโครงงาน เพราะหากการวัดตัวแปรตาม หรือผลทีเกิดจากการทดลองไม่มีความ ชัดเจน โครงงานนันก็จะไม่มีคุณค่า เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่าผลทีได้จากการทดลอง เป็นไปตาม สมมติฐานทีตังไว้หรือไม่ เช่น โครงงานครีมขัดสิวเสี ยนจากเนือในของผลสาลี หรือโครงงานโลชัน บํารุงผิวจากสารสกัดจากขมิน ผู้ทําโครงงานต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ครีมขัดสิวเสียนทีผลิตขึนมา สามารถ ขจัด สิวเสียนได้จริง และมีผลการวัดทีสามารถแสดงให้เห็นจริงได้ หรือโลชันบํารุงผิว ต้องแสดงให้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าบํารุงผิวได้ วัดได้จากอะไร หรือมีตัวบ่งชีใดทีสามารถบอกได้ว่าทําให้ผิวดีขึน หากการวัดนัน ไม่มีเครืองมือทางวิทยาศาสตร์ทีใช้ในการวัดโดยตรง แต่ใช้ประสาทสัมผัสของร่างกาย ในการวัด ควรใช้ผู้เชียวชาญหรือผู้ทีมีความชํานาญในเรืองนั นๆ เป็นผู้วัด และควรมีจํานวนคนมาก พอทีจะทําให้เกิดความน่าเชือถือ หากเป็นโครงงานทีไม่สามารถวัดผลทีเกิดขึนได้ชัดเจน หรือไม่ สามารถนําเสนอให้เห็นได้อย่างชัดเจน ควรหลีกเลียงการทําโครงงานประเภทนี ในการเลือกหัวข้อทําโครงงานนัน เป็นขันตอนทีสําคัญมาก เพราะถ้าเลือกเรืองทีเหมาะสมใน การทําโครงงานได้แล้ว ก็เหมือนกับว่าได้ทําโครงงานเสร็จไปแล้วครึงหนึง เพราะหัวข้อทีดีจะทําให้ การดําเนินงานเป็นไปอย่างราบรืน ปราศจากอุปสรรค และมีโอกาสประสบผลสําเร็จสูง หลังจากได้หัวข้อเรืองทีจะทําโครงงานแล้ว นักศึกษาควรได้ศึกษาหาความรู้ในเรืองทีทํา ให้ เข้าใจเสียก่อนจึงจัดทําเค้าโครงย่อของโครงงาน เพือขออนุญาตต่ออาจารย์ทีปรึกษา ในการดําเนินการ ขันต่อไป
73.
กิจกรรมที2 การเลือกหัวข้อโครงงาน จุดประสงค์ ระดมสมองเลือกหัวข้อโครงงาน วิธีดําเนินการ 1. ให้นักศึกษาจับกลุ่มหรือรวมกลุ่มกับเพือนทีคิดว่าจะทําโครงงานร่วมกัน
โดยให้มี สมาชิกในกลุ่ม 2-4 คน 2. ตังชือกลุ่ม โดยให้สมาชิกแต่ละคนมีโอกาสเสนอความคิด และเลือกชือกลุ่มที ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในกลุ่ม ซึงในโอกาสต่อไปถ้าเรียกชือกลุ่มก็จะ หมายถึงสมาชิกทุกคนในกลุ่มโครงงานนั น 3. คัดเลือกคําขวัญประจํากลุ่ม คําขวัญทีตังหรือเลือกนันควรเป็นคําหรือประโยคที กระตุ้นให้มีพลัง สร้างขวัญหรือกําลังใจในการทํางานเช่น“ความพยายามอยู่ทีไหน ความสําเร็จอยู่ทีนัน” “ลําบากในวันนี จะสบายในวันหน้า” ฯลฯ 4. ศึกษาตัวอย่างโครงงานทีมีผู้ทําไว้แล้ว(ในภาคผนวก) เพือเป็นแนวทางใน การศึกษา ตลอดจนนําปัญหาทีพบเห็นในชีวิตประจําวัน มาอภิปรายและระดม สมองร่วมกันว่าจะทําโครงงานเรืองอะไร เพราะอะไร หรือมีเหตุผลอย่างไร สนับสนุน จึงคิดทีจะทําโครงงานนัน คัดเลือกไว้5 โครงงาน ผลการดําเนินงาน ชือกลุ่ม _________________________________________________________ คําขวัญ__________________________________________________________ __________________________________________________________ ■ หัวข้อโครงงานทีคิดว่าจะทําการศึกษา _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ เหตุผลทีเลือกหรือคิดว่าจะทําโครงงานเหล่านีคือ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________
74.
2. การตังชือโครงงาน เมือเลือกหัวข้อทีจะทําโครงงานนําเสนอเค้าโครงย่อและสอบปากเปล่า จนครูทีปรึกษาอนุญาต ให้ดําเนินการได้แล้ว
หัวข้อเรืองทีจะทําโครงงาน ก็จะกลายมาเป็นชือโครงงาน ทีผู้เรียนจะดําเนินงาน ในขันต่อไปจนกว่าจะจบกระบวนการ ในการตังชือโครงงานนัน โดยปกติจะตังชือได้2 แบบ ได้แก่ 1. การตังชือแบบธรรมดา การตังชือแบบนี เป็นการตังชือแบบธรรมดาทัวๆ ไป หรือเรียกว่า เป็นการตังชือแบบชาวบ้าน การตังชือโครงงานแบบนี มักจะเป็นชือสั นๆไม่บอกรายละเอียดในการทํา มากนัก แต่มีจุดเด่นคือเป็นชือทีสะดุดความรู้สึกของผู้พบเห็นในทันทีทีได้เห็น ทําให้เกิดความรู้สึกว่า โครงงานนีน่าสนใจ และชวนให้ติดตามรายละเอียด เช่น - โครงงานนมข้าวโพด - โครงงานนํ าฟักทอง - โครงงานไส้กรอกไก่ - โครงงานข้าวเกรียบข้าวโพด - โครงงานขนมอบกรอบจากซังขนุน - โครงงานเครืองเก็บและตากผ้าอัตโนมัติ - โครงงานเครืองอบพลังงานแสงอาทิตย์ - โครงงานรถเข็นไฟฟ้าสําหรับคนพิการ - ฯลฯ 2. การตังชือเชิงวิจัย การตังชือโครงงานโดยวิธีนี มักจะได้ชือค่อนข้างยาว และเป็นทางการ มากกว่าการตังชือแบบแรก ก่อนการตังชือ ผู้ศึกษาโครงงานต้องรู้รายละเอียดก่อนว่า โครงงานที ต้องการศึกษานั น มีขอบเขตหรือรายละเอียดการศึกษาครอบคลุมในเรืองใดบ้าง แล้วจึงนํามาเป็น องค์ประกอบในการตังชือโครงงาน การตังชือแบบนี ไม่ก่อให้เกิดความสนใจแก่ผู้พบเห็นเท่าใดนัก แต่การตังชือแบบนี จะบอกรายละเอียดของโครงงาน ว่าผู้ทําโครงงานได้ศึกษาค้นคว้าเกียวกับเรือง ใดบ้าง เช่น โครงงานนมข้าวโพด อาจตังชือเชิงวิจัยได้ว่า โครงงานการศึกษาชนิด วิธีการ ขันตอน และส่วนผสมทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด หรือ โครงงานการศึกษาชนิด วิธีการ ขันตอนและ ส่วนผสมทีเหมาะสมในการแปรรูปข้าวโพดให้เป็นนํ านมข้าวโพด จะพบว่าการตังชือเชิงวิจัยนี จะ บอกรายละเอียดในการทําโครงงานเกือบครบถ้วน ได้แก่ (1) ชนิดของข้าวโพดทีนํามาใช้แปรรูป (2) วิธีการในการแปรรูปข้าวโพดให้เป็นนํ านมข้าวโพด(3) ขันตอนในการดําเนินงาน(4) เครืองปรุงหรือ ส่วนผสมทีทําให้นํ านมข้าวโพดมีรสชาติดี จากรายละเอียดทีได้จากชือโครงงานนี จะทําให้ผู้ทํา
75.
โครงงาน รู้ว่าจะต้องศึกษาเอกสารทีเกียวข้องในเรืองใดบ้าง เช่น
จากตัวอย่างโครงงานนมข้าวโพด จะพบว่า มีคําสําคัญ (key word) ทีผู้ศึกษาโครงงานต้องศึกษาค้นคว้าในเรืองนั นๆ ได้แก่คําว่า ข้าวโพด วิธีการ ขันตอน ส่วนผสม และนมข้าวโพด คําสําคัญดังกล่าว จะบอกให้ผู้ทําโครงงาน ดําเนินการต่อไปได้ในอีก 2 ด้าน คือเอกสารทีเกียวข้อง และนิยามศัพท์ ดังนี ข้าวโพด เอกสารทีเกียวข้อง รายละเอียดเกียวกับข้าวโพด นิยามศัพท์ ความหมายของข้าวโพด วิธีการ เอกสารทีเกียวข้อง วิธีการในการทํานมข้าวโพด นิยามศัพท์ ความหมายของวิธีการ ขันตอน เอกสารทีเกียวข้อง ขันตอนในการทํานมข้าวโพด นิยามศัพท์ ความหมายของขันตอน ส่วนผสม เอกสารทีเกียวข้อง ส่วนผสมในการทํานมข้าวโพด นิยามศัพท์ ความหมายของส่วนผสม นมข้าวโพด เอกสารทีเกียวข้อง รายละเอียดเกียวกับนมข้าวโพด นิยามศัพท์ ความหมายของนมข้าวโพด ■ การตังชือโครงงานต่อไปนีเป็นการตังชือแบบใด - สาหาคู่ _______________________________________ - สบู่ศัตรูหมัด _______________________________________ - การเพิมคุณค่ามะนาว _______________________________________ - ตู้เย็นพลังแสงอาทิตย์ _______________________________________ - ธรรมชาติกําจัดเหา _______________________________________ - ผงเนือนุ่มจากมะละกอ _______________________________________ - ตะเกียงไอนํ ามันเบนซิน _______________________________________ - การศึกษาเปรียบเทียบวิตามินซีในผักและผลไม้____________________________________ - การหาปริมาณยางมะละกอทีเหมาะสมในการทําให้เนือนุ่ม___________________________ - การศึกษาเปรียบเทียบองค์ประกอบและคุณสมบัติบางประการของสารซักล้าง____________ - การกําจัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์โดยใช้ประจุไฟฟ้าแรงสูง_________________________ - การใช้สารสกัดจากขมินชันและว่านนํ าเพือป้องกันและขับไล่แมลงวันบ้าน______________
76.
- การศึกษาเปรียบเทียบกระดาษจากฟาง กก
และฟางผสมกก __________________________ - การศึกษาปัจจัยทีมีอิทธิพลต่อการสลายตัวของวิตามินซี_____________________________ ■ จงตังชือเชิงวิจัยของโครงงานต่อไปนี - โครงงานไข่หวาน______________________________________________________ _____________________________________________________________________ - โครงงานนํ าฟักทอง_____________________________________________________ _____________________________________________________________________ - โครงงานข้าวเกรียบข้าวโพด______________________________________________ _____________________________________________________________________ - โครงงานขนมอบกรอบจากซังขนุน_________________________________________ _____________________________________________________________________ - โครงงานข้าวเกรียบตับไก่________________________________________________ _____________________________________________________________________ ■ นักศึกษากลุ่มหนึงทําโครงงานเรือง“ การศึกษาเปรียบเทียบ ความสามารถในการ ป้องกันแมลงวันผลไม้ของลูกเหม็น ตะไคร้หอม และใบหนาด” นักศึกษากลุ่มนี จะต้องศึกษาค้นคว้าและให้นิยามศัพท์ ในหัวข้อใดบ้าง _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ การศึกษาเอกสารทีเกียวข้องกับนิยามศัพท์นัน ขึนอยู่กับวิจารณญาณของผู้ทําโครงงานเอง ว่า จะเพิมหรือลดรายละเอียดในเรืองใดบ้าง เพือให้เหมาะสมและครอบคลุมกับการทําโครงงานเรืองนันๆ เราสามารถเขียนแผนผังแสดงรายละเอียดของโครงงาน จากชือเชิงวิจัยได้ดังนี
77.
นิยาม ข้าวโพด เอกสาร เอกสาร
เอกสาร วิธีการ/ขันตอน ชือโครงงาน ส่วนผสม นิยาม นิยาม นมข้าวโพด เอกสาร นิยาม แผนภาพที 1 แสดงรายละเอียดทีได้จากการตังชือเชิงวิจัย 3. การศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง (Literacy) จะเป็นแนวทางหรือแนวคิด ตลอดจนกําหนด ขอบเขตในการทําโครงงาน ว่าโครงงานทีจะศึกษานัน มีขอบเขตทีจะศึกษาครอบคลุมในเรืองใดบ้าง หรือมีขอบเขตกว้างแค่ไหน มีรายละเอียดมากน้อยหรือเจาะลึกเพียงใด ผู้ทําโครงงานต้องศึกษาค้นคว้า รายละเอียดทีเกียวข้อง และจําเป็นในการทําโครงงานให้มากทีสุด เพือแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ใน เรืองทีทํา ในการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง เพือนํามาสนับสนุนและอ้างอิงการทํา โครงงานวิทยาศาสตร์นัน ผู้ทําโครงงานต้องมีความรู้ความชํานาญ หรือมีทักษะในการสืบค้นข้อมูล จากแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ห้องสมุด ทังห้องสมุดในสถานศึกษาของตัวเอง ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ต่างๆ หรือแม้แต่ห้องสมุดประชาชน การสืบค้นจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือการสืบค้นจาก อินเทอร์เน็ต จะบอกให้ทราบว่าเรืองทีกําลังสนใจศึกษาค้นคว้านัน จะได้มาจากทีใด ดังนั น ผู้จัดทํา
78.
โครงงาน จะต้องมีความรู้ ความชํานาญในการสืบค้นเอกสารหรือข้อมูลทีต้องการ
จากห้องสมุด และ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากอินเทอร์เน็ต ■ จงบอกว่ารายละเอียดในเรืองต่อไปนี จะหาได้จากหนังสือใดหรือเว็บไซต์ใด - พฤติกรรมวัยรุ่น________________________________________________________ - สารเสพติด ____________________________________________________________ - เครืองสําอาง___________________________________________________________ - การเพาะเห็ดฟาง _______________________________________________________ - สัตว์ป่าสงวน__________________________________________________________ ■ จงอธิบายวิธีการและขันตอนในการสืบค้นและคัดลอกรูปภาพ จากอินเทอร์เน็ต มาไว้ ในเอกสาร Microsoft word ________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ จงบอกว่าจะหารูปภาพต่อไปนี ได้จากหนังสือใดหรือ web site ใด - อาการ Down’s syndrome _______________________________________________ - เรือดํานํ า_____________________________________________________________ - แรด _________________________________________________________________ - แบบจําลอง DNA ______________________________________________________ - การผ่าเหล่า หรือmutation _______________________________________________ การศึกษาเอกสารทีเกียวข้องนัน เป็นการจํากัดกรอบในการศึกษาค้นคว้า ว่าโครงงานทีศึกษา ค้นคว้านันมีขอบเขตกว้างและลึกเพียงใด และจะศึกษาเอกสารหรืองานวิจัยทีเกียวข้องในเรืองใดบ้าง เช่น โครงงาน “นมข้าวโพด” ผู้จัดทําโครงงานต้องศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้องใน2 เรือง ใหญ่ๆ ได้แก่ นม และ ข้าวโพด และจากหัวข้อสําคัญ 2 เรืองดังกล่าว ผู้จัดทําโครงงานต้องศึกษา ค้นคว้าและขยายความจากทัง 2 หัวข้อให้เห็นรายละเอียดชัดเจนและครบถ้วนในเรืองดังกล่าว โดยมี รายละเอียดสําคัญในแต่ละหัวข้อทีขาดไม่ได้คือ - ความหมายหรือนิยามศัพท์ของหัวข้อนันๆ ว่าหมายถึงอะไร - ชนิดหรือประเภทว่าหัวข้อนันๆ มีรายละเอียดทีเป็นหัวข้อย่อยกีหัวข้อ อะไรบ้าง - รายละเอียดของหัวข้อย่อยแต่ละหัวข้อ - ส่วนประกอบอืนๆ ทีเกียวข้อง เช่น คุณค่า ประโยชน์ การนําไปใช้ ฯลฯ
79.
ส่วนหัวข้อนมข้าวโพดซึงเป็นเรืองทีศึกษาหรือจะผลิตขึนมานัน อาจจะมีข้อมูลน้อย เนืองจาก ยังไม่มีคนทํา
มีคนทําน้อย หรือมีการปกปิดข้อมูลเพือผลประโยชน์ทางการค้า ดังนั น ผู้ทําโครงงาน จึงต้องประยุกต์หรืออนุมานการผลิตนมอย่างอืนมาใช้เป็นแนวทางในการผลิตนมข้าวโพด ทังนีหาก พิจารณาการผลิตนมจากสัตว์ เช่น นมโค กับนมจากพืช เช่น นมถัวเหลือง จะพบว่าวิธีการผลิตนม ถัวเหลือง มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกับการผลิตนมจากข้าวโพดมากกว่านมโค เพราะเป็นธัญพืช เหมือนกัน วิธีการผลิตนมถัวเหลืองจึงน่าจะนํามาประยุกต์ใช้ในการผลิตนมจากข้าวโพดได้ ดังนั น โครงงานนมข้าวโพด จึงควรมีรายละเอียดเกียวกับขันตอนหรือวิธีการ ในการทํานมถัวเหลืองแทรกลง ไปด้วย การศึกษาเอกสาร และงานวิจัยทีเกียวข้องกับการทําโครงงานนัน ผู้จัดทําโครงงานควรนํามา อ้างอิงเฉพาะในส่วนทีจําเป็น และเกียวข้องกับโครงงานเท่านัน ไม่ควรนํามาทังหมดหากไม่เกียวข้อง หรือข้อมูลมีมากเกินไปและไม่ควรนํามาจากแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียวเพราะอาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือไม่ครอบคลุมกับการทําโครงงาน เมือได้ข้อมูลมาแล้วควรมีการนําข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ดังกล่าว มารวมหรือสังเคราะห์และขัดเกลาข้อความให้เชือมเป็นเรืองเดียวกันมีความกลมกลืนกัน และทีสําคัญ ทีขาดไม่ได้คือ ผู้ทําโครงงานต้องนําแหล่งทีมาของข้อมูลเหล่านัน อันได้แก่ ชือผู้เขียนชือหนังสือหรือ เอกสาร ครังทีพิมพ์สํานักพิมพ์ ปีทีพิมพ์ แจ้งไว้ในบรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิงด้วย เพราะจะทํา ให้การทําโครงงานถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความน่าเชือถือ เป็นการเคารพสิทธิของผู้เขียนหนังสือที นํามาอ้างอิง เป็นแนวทางในการให้ผู้สนใจศึกษาหาความรู้เพิมเติม ตลอดจนเป็นแหล่งตรวจสอบ ข้อเท็จจริงของหลักฐานดังเดิม หากเป็นการอ้างอิงจากอินเตอร์เน็ต ต้องบอกชือผู้เขียน ชือเรือง เวบ ไซต์ และวัน เดือน ปี ทีสืบค้นด้วย ■ เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง มีประโยชน์ต่อการทําโครงงานอย่างไร ______________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที เกียวข้อง จะทําให้ผู้ทําโครงงาน มีความมันใจในการทําโครงงาน
80.
4. การจัดทําเค้าโครงย่อของโครงงาน หลังจากผู้ทําโครงงาน ได้หัวข้อของโครงงาน
ทีคิดว่ามีคุณค่าพอทีจะทําการศึกษา มีความ เป็นไปได้และมีแนวโน้มทีจะประสบผลสําเร็จ หาแหล่งความรู้ทีจะมาสนับสนุนการทําโครงงาน ศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีจําเป็นจะต้องใช้ในการทําโครงงาน อย่างครบถ้วนและเพียงพอแล้ว ขัน ต่อไปคือการเขียนเค้าโครงย่อของโครงงานเสนอต่ออาจารย์ทีปรึกษา เพือขอความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะในการดําเนินการต่อไป ในการเขียนเค้าโครงย่อเพือขออนุญาตทําโครงงานนัน ผู้ทําโครงงานต้องมีความมันใจแล้วว่า โครงงานทีเสนอไปจะได้รับอนุญาตให้ดําเนินการได้ เพราะอาจารย์ทีปรึกษาต้องพิจารณาอย่างละเอียด รอบคอบแล้วว่า โครงงานทีจะทํานั นมีคุณค่าพอ มีความเป็นไปได้ และมีแนวโน้มทีจะประสบ ผลสําเร็จ ตลอดจนมีเวลา สถานที และทรัพยากรทีจะสนับสนุนการทําโครงงานอย่างเพียงพอ ดังนั น เพือป้องกันความผิดหวัง ผู้ทีจะทําโครงงานอาจจะขอคําปรึกษาจากอาจารย์ทีปรึกษาก่อน โดยนําเสนอ โครงงานหลายๆโครงงานทีสนใจ เพือให้อาจารย์ทีปรึกษาให้คําแนะนําประกอบการตัดสินใจ แล้วจึง ทําเค้าโครงย่อ เสนอต่ออาจารย์ทีปรึกษาอีกครั งหนึง การนําเสนอเค้าโครงย่อนีมีความสําคัญต่อการทํา โครงงานเป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นการสอบหัวข้อในการทําโครงงานเลยทีเดียวและหากอาจารย์ที ปรึกษาอนุญาตให้ดําเนินการได้ ก็เป็นการรับประกันว่าโครงงานมีโอกาสประสบผลสําเร็จ อาจารย์ทีปรึกษาบางท่าน อาจจะไม่ให้นักศึกษาเสนอเค้าโครงย่อของโครงงานก็ได้ หากไม่ แน่ใจว่าโครงงานจะประสบผลสําเร็จเพราะหากเสนอเค้าโครงย่อไม่ผ่านก็ต้องหาหัวข้อในการทําเรือง และเสนอเค้าโครงย่อใหม่ ทําให้เสียเวลา โดยอาจจะเปลียนจากการเสนอเค้าโครงย่อ เป็นการสอบปาก เปล่าแทนซึงนักศึกษาทีทําโครงงานในกลุ่มทุกคนต้องตอบคําถามของอาจารย์ทีปรึกษาให้ได้ทุกหัวข้อ ซึงคําถามทีอาจารย์ทีปรึกษาจะถาม ก็คือหัวข้อทังหมดทีมีอยู่ในเค้าโครงย่อนันเองเช่น - ทําไมถึงอยากทําโครงงานนี - โครงงานนีมีความสําคัญอย่างไร - โครงงานนีมีประโยชน์อย่างไร - มีใครเคยทํามาบ้างหรือยัง - โครงงานนีมีการทดลองทังหมดกีการทดลอง - ตัวแปรของแต่ละการทดลองคืออะไร - ใช้อุปกรณ์อะไรบ้างในการทดลอง - มีอุปกรณ์ทีใช้ในการทดลองเพียงพอไหม - ใช้ทุนในการทําโครงงานประมาณเท่าใด
81.
- ใช้เวลาในการทําโครงงานนานเท่าใด มีเวลาพอไหม -
จะเริมลงมือทําเมือใด - จะดําเนินงานทีไหน - มีใครคอยให้คําแนะนําหรือไม่ - จะค้นเอกสารหรือความรู้ในเรืองดังกล่าวได้จากทีใด - มีแผนการดําเนินงานอย่างไร -ฯลฯ เค้าโครงย่อของโครงงาน ก็คือกรอบหรือขอบเขต ในการดําเนินงานจัดทําโครงงาน วิทยาศาสตร์นันเอง โดยทัวๆ ไปเค้าโครงย่อของโครงงาน จะประกอบไปด้วยหัวข้อต่อไปนี ชือโครงงาน ชือผู้ทําโครงงาน ชืออาจารย์ทีปรึกษา ทีมาและความสําคัญของโครงงาน จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า(ถ้ามี) วิธีดําเนินงาน - วัสดุอุปกรณ์ - วิธีการดําเนินงาน แผนปฏิบัติงาน ผลทีคาดว่าจะได้รับ เอกสารอ้างอิง เค้าโครงย่อนี นอกจากจะเป็นกรอบในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเป็นแนวทางใน การป้องกันความผิดพลาด และปัญหาทีอาจเกิดขึนได้ในการทําโครงงานได้อีกด้วย นอกจากนีเค้าโครง ย่อของโครงงาน ยังเป็นแกนหรือโครงสร้างสําคัญ ในการจัดทําเอกสาร หรือรายงานผลการ ดําเนินงานในตอนท้าย หลังสินสุดการทําโครงงานได้อีกด้วย
82.
สรุป การเลือกหัวข้อโครงงาน เป็นขันตอนสําคัญในการทําโครงงาน โครงงานทีทําจะประสบ ผลสําเร็จหรือไม่ส่วนหนึงอยู่ทีหัวข้อโครงงาน
โครงงานทีเลือกทําควรเป็นโครงงานทีมีคุณค่า มี ประโยชน์ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ทีแท้จริง หัวข้อโครงงานอาจได้มาจากปัญหาทีพบในชีวิตประจําวัน การท่องเทียว งานอดิเรก การเรียนการสอน การศึกษาโครงงานของคนอืน อินเทอร์เน็ต และอืนๆ อีกมากมาย การตังชือโครงงานสามารถตังได้2 แบบ คือแบบธรรมดา และการตังชือเชิงวิจัย ซึงบอก รายละเอียดของโครงงานได้มากกว่า เมือเลือกหัวข้อได้แล้ว ผู้จัดทําโครงงานต้องจัดทําเค้าโครงย่อ เสนอต่ออาจารย์ทีปรึกษาโครงงาน เพือขออนุญาตดําเนินงานขันต่อไป เค้าโครงย่อจะบอกรายละเอียด คร่าวๆ ของกรอบ ขันตอน และวิธีการในการทําโครงงาน เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้องจะให้รายละเอียด แนวทางหรือแนวคิดในการทําโครงงาน การ นํารายละเอียดของข้อมูลมาอ้างอิง ควรนํามาเฉพาะส่วนทีจําเป็นและเกียวข้องกับโครงงานเท่านันและ ต้องบอกแหล่งทีมาของข้อมูลไว้ในเอกสารอ้างอิง หรือบรรณานุกรมด้วย แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. ขันตอนทีสําคัญทีสุดในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์คือ__________________________________ 2. ใครเป็นคนเลือกหัวข้อเรืองทีจะทําโครงงาน___________________________________________ หัวข้อเรืองทีจะทําโครงงานได้มาจากแหล่งใด__________________________________________ _______________________________________________________________________________ 3. โครงงานทีมีคุณค่าควรมีลักษณะอย่างไร______________________________________________
83.
4. หลักสําคัญในการคัดเลือกหัวข้อเรืองทีจะทําโครงงานคือ _________________________________ _______________________________________________________________________________ 6.
ถ้าโครงงานทีทํามีแนวโน้มว่าจะไม่ประสบผลสําเร็จ นักศึกษาจะมีวิธีการในการแก้ปัญหาอย่างไร _______________________________________________________________________________ 7. การตังชือโครงงาน โดยปกติตังได้________ แบบ ได้แก่ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 8. การตังชือแบบใดทําให้เกิดความน่าสนใจแก่ผู้พบเห็นมากกว่ากัน___________________________ การตังชือแบบใดให้รายละเอียดในการทําโครงงานมากกว่ากัน_____________________________ 9. จากชือของโครงงาน จะบอกให้ผู้ทําโครงงาน สามารถดําเนินการต่อไปได้อีก 2 ด้าน ได้แก่ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 10. เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง มีประโยชน์ต่อการทําโครงงานอย่างไร_____________________ _______________________________________________________________________________ 11. การนํารายละเอียดของเอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง ไปใช้อ้างอิงในการทําโครงงาน มีหลักการ สําคัญอย่างไร__________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 12. สิงทีจะบอกหรือเป็นหลักฐานได้ว่า ผู้ทําโครงงานได้ศึกษาเอกสารทีเกียวข้องอะไรบ้างคืออะไร _______________________________________________________________________________ 13. การอ้างอิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมีหลักการอย่างไร ____________________________________ _______________________________________________________________________________ 14. เค้าโครงย่อของโครงงานคืออะไร___________________________________________________ เหตุใดจึงต้องทําเค้าโครงย่อเสนออาจารย์ทีปรึกษา______________________________________ _______________________________________________________________________________ 15. เค้าโครงย่อของโครงงานบอกอะไรให้ทราบบ้าง_______________________________________ _______________________________________________________________________________ 16. เค้าโครงย่อของโครงงานมีประโยชน์อย่างไร__________________________________________ _______________________________________________________________________________
84.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. ขันตอนใดทีสําคัญทีสุดในการทําโครงงาน ก. ทดลอง ข. ตังสมมติฐาน ค. เลือกหัวข้อโครงงาน ง. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ จ. วิเคราะห์ผล สรุปผล 2. ขันตอนใดทีจะทําให้โครงงานเป็นไปอย่าง ราบรืนและประสบผลสําเร็จ ก. ทดลอง ข. เลือกหัวข้อโครงงาน ค. วางแผนการดําเนินงาน ง. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ จ. วิเคราะห์ผล สรุปผล 3. หัวข้อทีจะทําโครงงานควรมีลักษณะอย่างไร ก. มีความเฉพาะเจาะจง ข. บอกชัดเจนว่าจะศึกษาอะไร ค. ใช้คําทันสมัยและไฮเทค ง. ใช้คําสละสลวยไพเราะเพราะพริง จ. ข้อ ก และ ข ถูก 4. โครงงานทีมีคุณค่าควรมีลักษณะอย่างไร ก. เป็นเรืองใหม่ทียังไม่มีใครทํา ข. สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ ค. กําลังเป็นทีสนใจของประชาชน ง. ใช้เครืองมือทันสมัยจากต่างประเทศ จ. ข้อ ก และ ข ถูก 5. โครงงานจากข้อใดควรทํามากทีสุด ก. จากความสนใจของผู้เรียน ข. จากงานอดิเรกทีทําในยามว่าง ค. จากปัญหาทีพบในชีวิตประจําวัน ง. จากการท่องเทียวตามแหล่งต่างๆ จ. จากตํานานการบอกเล่าของผู้รู้ 6. โครงงานในข้อใดน่าจะทํามากทีสุด ก. ใช้เทคโนโลยีทีทันสมัย ข. กําลังอยู่ในความสนใจของผู้คน ค. มีทีปรึกษาทีรอบรู้และชํานาญ ง. ท้าทายความรู้ความสามารถของผู้เรียน จ. มีประโยชน์และมีโอกาสประสบผลสําเร็จ 7. โครงงานใดทีไม่สามารถใช้เครืองมือวิทยาศาสตร์ วัดการเปลียนแปลงได้ ก. เครืองฉีดพ่นนํ าอัตโนมัติ ข. การวัดความเข้มของแสงในแต่ละวัน ค. ระยะเวลาทีเหมาะสมในการต้มไข่มะตูม ง. แป้ งฝุ่นสมุนไพรจากขมิน จ. การเปรียบเทียบความหวานของนํ าตาลผลไม้
85.
8. การตังชือแบบใดทีสะดุดความรู้สึกของผู้พบเห็น ก. การตังชือเชิงวิจัย ข.
การตังชือแบบธรรมดา ค. การตังชือเป็นภาษาต่างประเทศ ง. การตังชือโดยใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์ จ. ข้อ ค และ ง ถูก 9. การตังชือแบบใดทีบอกรายละเอียดของโครงงาน (ใช้คําตอบในข้อ8) 10. การตังชือเชิงวิจัยจะทําให้สามารถดําเนินการต่อ ไปได้ในเรืองใด ก. บทคัดย่อ ข. นิยามศัพท์ ค. เอกสารทีเกียวข้อง ง. กิตติกรรมประกาศ จ. ข้อ ข และ ค ถูก 11. หัวข้อใดให้รายละเอียดหรือแนวทางในการทํา โครงงาน ก. นิยามศัพท์ ข. เอกสารทีเกียวข้อง ค. ทีมาและความสําคัญ ง. ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า จ. เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม 12. หัวข้อใดทีบอกให้ทราบว่าผู้ทําโครงงานศึกษา ค้นคว้าในเรืองใดมาบ้าง (ใช้คําตอบในข้อ11) 13. การอ้างอิงข้อมูลจากเอกสารของบุคคลอืน มีหลักการอย่างไร ก. นํามาอ้างอิงเฉพาะหัวข้อ ข. อ้างอิงรายละเอียดทังหมด ค. อ้างอิงเฉพาะส่วนทีเกียวข้อง ง. อ้างอิงเฉพาะชือผู้แต่ง จ. อ้างอิงแบบใดก็ได้ไม่จํากัด 14. การอ้างอิงข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตต้องบอก รายละเอียดอะไรบ้าง ก. ชือเรือง ข. ชือผู้เขียน ค. เว็บไซต์ ง. วัน เดือน ปี ทีสืบค้น จ. ทุกข้อทีกล่าวมา 15. ข้อใดเป็นกรอบการทําโครงงานอย่างคร่าวๆ ก. เค้าโครงย่อ ข. บทคัดย่อ ค. นิยามศัพท์ ง. สมมติฐาน จ. กิตติกรรมประกาศ 16. ข้อใดไม่จําเป็นต้องมีในเค้าโครงย่อ ก. ชือโครงงาน ข. ชือผู้ทําโครงงาน ค. จุดประสงค์ ง. เอกสารทีเกียวข้อง จ. ผลทีคาดว่าจะได้รับ 17. เค้าโครงย่อสามารถเป็นแนวทางในการดําเนินการ ต่อในเรืองใด ก. การนําเสนอ ข. การจัดแสดงโครงงาน ค. การทํารูปเล่มรายงาน ง. การรายงานปากเปล่า จ. การเขียนบทคัดย่อ
86.
บททีบทที 55 การลงมือทําโครงงานการลงมือทําโครงงาน มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ■
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหา ความรู้และแก้ปัญหา
87.
บทที 5 การลงมือทําโครงงาน ■
สาระการเรียนรู้ 1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และสถานทีในการทําโครงงาน 2. การดําเนินงาน 2.1 โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล 2.2 โครงงานประเภทการทดลอง 2.3 โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้ว นักศึกษาควรจะ 1. บอกขันตอนในการลงมือทําโครงงานได้ 2. เข้าใจและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ทีเหมาะสมกับการทดลอง 3. มีทักษะในการใช้วัสดุอุปกรณ์การทดลอง 4. ออกแบบวิธีการในการทดลองได้ 5. ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองได้เหมาะสมกับการทดลอง 6. บันทึกผลการทดลองได้สอดคล้องกับวิธีการทดลอง
88.
การลงมือทําโครงงาน การดําเนินงาน เป็นขันตอนทีสําคัญอีกขันตอนหนึงในการทําโครงงาน เพราะโครงงานจะไม่ มีทางสําเร็จได้
หากปราศจากการดําเนินงานหรือลงมือปฏิบัติ การดําเนินงานทีมีการวางแผน และ เตรียมการเป็นอย่างดี ตลอดจนการปฏิบัติงานอย่างละเอียดรอบคอบ ระมัดระวัง จะช่วยให้การทํา โครงงานประสบผลสําเร็จ ลดปัญหาและอุปสรรคในการดําเนินงาน ทําให้ผลงานทีออกมามีคุณภาพ น่าเชือถือ และได้รับการยอมรับตามหลักวิชาการ เมือเค้าโครงย่อของโครงงาน ได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ทีปรึกษาแล้ว ขันตอนต่อไป ก็ คือการลงมือปฏิบัติตามขันตอนทีระบุไว้ในเค้าโครงย่อ ซึงควรคํานึงถึงในเรืองต่อไปนี 1. เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานทีให้พร้อมก่อนลงมือทดลอง 2. มีสมุดสําหรับบันทึกกิจกรรมประจําวันว่าได้ทําอะไรไป ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อ คิดเห็นอย่างไร 3. ปฏิบัติการทดลองด้วยความละเอียดรอบคอบ บันทึกข้อมูลไว้ให้เป็นระเบียบและครบถ้วน 4. คํานึงถึงความประหยัดและความปลอดภัยในการทํางาน 5. พยายามทําตามแผนงานทีวางไว้ในตอนแรก แต่อาจเปลียนแปลงหรือเพิมเติมบ้าง หลังจาก ทีได้ทํางานไปแล้ว ถ้าคิดว่าจะทําให้ผลงานดีขึน 6. ควรปฏิบัติการทดลองซํ า เพือให้ได้ข้อมูลทีเชือถือได้มากขึน 7. ควรแบ่งงานเป็นส่วนย่อยๆ และทําแต่ละส่วนให้สําเร็จ ก่อนทําส่วนอืนต่อไป 8. ควรทํางานส่วนทีเป็นหลักสําคัญๆ ให้เสร็จก่อน แล้วจึงทําส่วนทีเป็นส่วนประกอบ หรือ ส่วนเสริม เพือตกแต่งโครงงาน 9. อย่าทํางานต่อเนืองจนเมือยล้า จะทําให้ขาดความระมัดระวัง 10. ถ้าเป็นโครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ สิงประดิษฐ์นั นต้องมีประสิทธิภาพ ทํางานได้จริง และควรคํานึงถึงความคงทน แข็งแรง และขนาดทีเหมาะสมของสิงประดิษฐ์นัน 1. การเตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานทีในการทําโครงงาน การเตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานทีในการทําโครงงานนี เป็นการระดมทรัพยากรทังหมดทีมี และจําเป็นต้องใช้ในการทําโครงงาน โครงงานทุกประเภทจําเป็นต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ และสถานทีใน การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเหมือนกัน ต่างกันตรงทีว่าอาจใช้วัสดุอุปกรณ์คนละอย่าง คนละ ชนิด และใช้สารเคมีในการทดลองแตกต่างกันออกไป ตามความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน ผู้ทํา โครงงานต้องจัดหาและเตรียมการให้พร้อมก่อนการดําเนินงาน ว่าโครงงานทีจะทํานัน จะใช้วัสดุ
89.
อุปกรณ์อะไรบ้าง ขนาดเท่าใด อย่างละเท่าใด
จะหาได้จากแหล่งใด จะทําการทดลองทีใด เช่น ใน การทดลองเพือทดสอบสมมติฐานทีว่า ไก่ทีกินหนอนจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าไก่ทีกินรํา วัสดุอุปกรณ์ที ใช้ในการทดลองก็จะต้องมี ไก่ หนอน รํา นํ า ภาชนะใส่นํ าและอาหาร ตราชังทีใช้ชังอาหารและ นํ าหนักไก่ โรงเรือน ฯลฯ หากเป็นการทดลองทีต้องมีการใช้เครืองมือ และการวัดทีได้มาตรฐาน ผู้ทําโครงงานควรบอกรายละเอียดของวัสดุอุปกรณ์ ทีใช้ในการทดลองด้วยว่าเป็นประเภท ชนิด หรือ ขนาดใด จํานวนเท่าใด มีชือวิทยาศาสตร์หรือสูตรเคมีหรือไม่ อย่างไร เพือแสดงถึงทักษะในการใช้ อุปกรณ์ และความสามารถในการทดลอง เช่น ตารางที 5.1 แสดงตัวอย่างวัสดุทีใช้ในการทดลอง ลําดับที รายการวัสดุ 1 นํ ากลัน(H2O) 2 เกลือแกง(โซเดียมคลอไรด์: NaCl) 3 นํ าตาลทรายขาว(ซูโครส : C12H22O11) 4 นํ าส้มสายชู(สารละลายกรดอะซิติก 5 % : CH3COOH) 5 นํ าปูนใส(สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซด์: Ca(OH)2) ความเข้มข้น1 โมล 6 แป้ งข้าวโพด 7 แป้ งสาลี 8 ฯลฯ ตารางที 5.2 แสดงตัวอย่างอุปกรณ์ทีใช้ในการทดลอง ลําดับที รายการอุปกรณ์ ขนาด จํานวน 1 ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมทีกันลมและตะแกรงลวด - 1 ชุด 2 หลอดทดลอง เล็ก 6 หลอด 3 บีกเกอร์ 50 มิลลิลิตร 4 ใบ 4 กระบอกตวง 50 มิลลิลิตร 1 อัน 5 หลอดฉีดยา (ซีรินจ์) 5 มิลลิลิตร 4 อัน 6 แท่งแก้วคนสาร - 1 อัน 7 ฯลฯ
90.
ผู้ทําโครงงานควรพยายามหลีกเลียงการใช้อุปกรณ์การวัด ทีไม่ได้รับการรับรองและอาจเกิด ความคลาดเคลือนได้มาก เช่น
ช้อนชา ช้อนตวง ถ้วยตวง แก้ว เหยือก ฯลฯ เพราะเครืองมือ ประเภทนี ให้ความละเอียดไม่มากพอและมีโอกาสคลาดเคลือนสูง อันจะทําให้ไม่ได้ผลการทดลองที ถูกต้อง ควรเปลียนมาใช้เครืองมือทีได้มาตรฐานมากกว่า เช่น ของแข็งควรวัดเป็นนํ าหนัก โดยใช้ตรา ชังทีได้มาตรฐานและมีความละเอียดเพียงพอ เช่น ตราชังแบบสามแขน(Triple beam) ส่วนของเหลว ควรตวงด้วยกระบอกตวง บีกเกอร์ หรือซีรินจ์ เป็นต้น การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และสถานทีก่อนการทดลองนี หากเป็นโครงงานทีต้องใช้สัตว์ในการ ทดลอง ผู้ทดลองต้องเรียนรู้ธรรมชาติของสัตว์ทีจะใช้ทดลองเป็นอย่างดี และทดลองด้วยความ ระมัดระวัง โดยต้องดูแลสัตว์ทดลองเป็นอย่างดีในทุกๆด้าน และต้องไม่เป็นการทารุณสัตว์ ไม่ควร ใช้สัตว์ทดลองทีมีพิษหรือเป็นอันตราย มาใช้ในการทดลอง นอกจากนี ในการทําโครงงานประเภท การทดลองหรือสิงประดิษฐ์ ทีต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ทีเป็นอันตราย เช่น โครงงานทีต้องใช้ไฟฟ้ าในการ ทดลอง ผู้ทดลองต้องมีความรู้เรืองไฟฟ้าเป็นอย่างดี ต้องทดลองอย่างระมัดระวัง มีการป้องกันทีดีและ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ทีปรึกษาหรือผู้เชียวชาญอย่างใกล้ชิด ภาพที 5.1 ตัวอย่างอุปกรณ์การทดลองพืนฐานทีใช้ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์
91.
■ ถ้านักศึกษาจะทดลองเรือง ผลของความเข้มข้นของฮอร์โมนเร่งราก
กับปริมาณการงอก รากของกิงกุหลาบ นักศึกษาจะต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ 2. การดําเนินงาน เนืองจากโครงงานแต่ละประเภท มีหลักการ ขันตอน และวิธีการแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ สามารถอนุมานมาใช้ด้วยกันได้ จึงขอแยกกล่าวเป็นแต่ละประเภท ดังนี 2.1 โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล โครงงานประเภทนีแตกต่างจากโครงงานประเภทการทดลองทีว่าไม่มีการจัดกระทํากับตัวแปร คือไม่มีการกําหนดตัวแปรอิสระทีต้องการศึกษา ผู้ทําโครงงานเพียงสํารวจและรวบรวมข้อมูล แล้วนํา ข้อมูลเหล่านั นมาจําแนกเป็นหมวดหมู่ และนําเสนอในรูปแบบต่างๆ หากแบ่งตามลักษณะและ คุณสมบัติของข้อมูลทีต้องการศึกษาสํารวจ สามารถแบ่งโครงงานประเภทนีออกได้เป็น2 ประเภท ได้แก่ 2.1.1 การสํารวจสํามะโนประชากร การสํารวจสํามะโนประชากร เป็นการสํารวจเชิงสถิติ คือสํารวจและบันทึกข้อมูลทุกชนิดที พบและอยู่ในกรอบทีต้องการสํารวจ แล้วนําข้อมูลทีได้มาจําแนกหมวดหมู่ โดยอาศัยความเหมือนและ ความแตกต่าง ตามหลักการจัดอนุกรมวิธานของพืชและสัตว์ ตัวอย่างเช่น โครงงานเรือง ชนิดของพืช
92.
ทีพบในป่าชุมชนบ้านป่าแดง ผู้ทําโครงงานจะต้องสํารวจและเก็บรวบรวมข้อมูลพืชทุกชนิด ทีพบใน ป่าดังกล่าวอย่างละเอียด
แล้วนํามาจัดหมวดหมู่โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ ดังตัวอย่างในแผนภาพที4.1 พืช ใบเลียงคู่ ใบเลียงเดียว ดอก ไร้ดอก ดอก ไร้ดอก ยืนต้น ล้มลุก ภาพที 5.2 ตัวอย่างการจําแนกพันธุ์พืชออกเป็นหมวดหมู่ แผนภาพดังกล่าว เป็นตัวอย่างทียกตัวอย่างขึนมา ให้เห็นภาพเพือเป็นแนวทางในการจําแนก เท่านั นจึงไม่ใช่แผนภาพทีดีทีสุด ผู้ทําโครงงานอาจใช้เกณฑ์และจําแนกหมวดหมู่ทีแตกต่างกันออกไป การจําแนกหมวดหมู่ของสิงมีชีวิต ทีได้รับการยอมรับระบบหนึง คือการจําแนกสิงมีชีวิต ออกเป็น หมวดหมู่ตามหลักอนุกรมวิธาน(taxonomy) ของลินเนียส (Carolus Linnaeus) นักพฤกษศาสตร์ชาว สวีเดน ทีใช้ระบบการเรียกชือสิงมีชีวิตแบบทวินาม (Binomial name) หรือ ชือวิทยาศาสตร์ (Scientific name) และยึดหลักวิวัฒนาการในการจําแนก ซึงได้มีการจําแนกสิงมีชีวิตจากกลุ่มใหญ่ไปสู่กลุ่มย่อย ดังนี อาณาจักร(Kingdom) ไฟลัม(Phylum : สัตว์), ดิวิชัน(Division : พืช) คลาส (Class) ออร์เดอร์ (Order) แฟมิลี (Family) จีนัส (Genus) สปีชีส์ (Species) ภาพที 5.3 คาโรลัส ลินเนียส
93.
นักศึกษากลุ่มหนึงทําโครงงานเรือง การสํารวจชนิดของพืชทีมีในชุมชน จงตอบคําถาม ■
การจําแนกพืชออกเป็นพืชใบเลียงคู่ใบเลียงเดียว ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจําแนก _______________________________________________________________________ ■ การจําแนกพืชออกเป็นพืชดอกกับพืชไร้ดอก ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจําแนก _______________________________________________________________________ ■ การจําแนกพืชออกเป็นพืชยืนต้นกับพืชล้มลุก ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจําแนก _______________________________________________________________________ ■ จากภาพที 5.2 นักศึกษาคิดว่าจะสามารถจําแนกต่อไปอีกได้หรือไม่_________________ หากสามารถจําแนกได้จงจําแนกต่อไป___________________________________ ____ _______________________________________________________________________ ■ นักศึกษารู้จักพืชทุกชนิดในป่าชุมชนหรือไม่____________________________________ หากพบพืชทีไม่รู้จักจะทําอย่างไร____________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ หากพบสัตว์ทีน่าสนใจในป่าทีสํารวจ ท่านจะนํามาจัดหมวดหมู่ด้วยหรือไม่___________ เพราะเหตุใด _____________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ บางครั ง การสํารวจเพือเก็บรวบรวมข้อมูล จากแหล่งข้อมูลโดยตรง อาจไม่สะดวก และไม่ ได้ผลในทันทีทันใด อาจจําเป็นต้องเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ หรือจําลองสถานการณ์ในห้องปฏิบัติการ ซึงให้ความสะดวกในการศึกษา และมีเครืองมือทีพร้อมในการทํางานมากกว่า เช่น - การศึกษาวงจรชีวิตของผีเสือถุงทอง - การศึกษาธรรมชาติการร้องของจิงหรีด - การศึกษาพฤติกรรมการวางไข่ของปลากัด โครงงานประเภทนี ถึงแม้ว่าจะมีการทดลองก็จริง แต่ไม่จัดว่าเป็นโครงงานประเภทการ ทดลอง เพราะไม่มีการกําหนดและควบคุมตัวแปร การทดลองในลักษณะนีต้องพยายามควบคุมสภาวะ แวดล้อม ให้เหมือนกับสถานการณ์จริงในธรรมชาติ เพราะหากควบคุมสภาวะแวดล้อมไม่เหมือน ธรรมชาติจนสัตว์ทดลองเกิดความรู้สึกผิดปกติ ก็จะไม่แสดงพฤติกรรมทีเป็นธรรมชาติออกมา ผลการ ทดลองทีได้ก็จะไม่ถูกต้องกับความเป็นจริง
94.
2.1.2 การสํารวจความคิดเห็น การสํารวจความคิดเห็น เป็นโครงงานทีจัดกระทํากับประชากรมนุษย์ทีเป็นกลุ่มเป้าหมาย
เพือ หาคําตอบ หรือข้อมูลทีต้องการทราบในเรืองใดเรืองหนึง โครงงานประเภทนี ไม่ต้องมีการออกแบบ การทดลองและจัดกระทํากับตัวแปร ปัจจุบันโครงงานประเภทนี มีความสําคัญและความจําเป็นมาก ขึนทุกวัน โดยเฉพาะในเชิงธุรกิจ ซึงส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันในชือการวิจัยการตลาด ซึงข้อมูลทีได้มี ความสําคัญมากในเชิงพาณิชย์ โครงงานประเภทนีสามารถทําได้ทุกเรือง ไม่จําเป็นว่าจะต้องเป็นเรือง การวิจัยการตลาดเท่านัน เช่น การสํารวจพฤติกรรมการขับขีรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาการสํารวจ พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียน นักศึกษา การสํารวจพฤติกรรมการคบเพือนต่างเพศของ นักศึกษา การสํารวจพฤติกรรมการใช้เครืองสําอางของนักศึกษา การสํารวจพฤติกรรมการใช้เครืองดืม แอลกอฮอล์ของนักศึกษาชาย เป็นต้น โครงงานประเภทนี มีลักษณะคล้ายๆกับจะเป็นนามธรรม คือเป็นการสํารวจความคิดเห็นของ พฤติกรรมบุคคลซึงเป็นสิงทีไม่มีตัวตนจึงต้องแปลงระดับของพฤติกรรมเป็นค่าตัวเลข เพือให้สามารถ นําข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ แล้วจึงแปลงความหมายของข้อมูลทีได้ กลับคืนมาเป็นพฤติกรรม โครงงาน ประเภทนีจะมีองค์ประกอบสําคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1) เครืองมือทีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3) การวิเคราะห์และสรุปผล 1) เครืองมือทีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครืองมือทีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ตามจุดประสงค์ของ โครงงานทีแตกต่างกันออกไป ซึงผู้ทําโครงงานต้องสร้างขึนมาเอง โดยคําแนะนําและความช่วยเหลือ ของทีปรึกษาโครงงาน (Advisors) และผู้เชียวชาญ (Expert) เครืองมือทีนิยมใช้และเป็นทีรู้จักกัน โดยทัวไป ได้แก่ แบบทดสอบ (Test) แบบสังเกต (Observation form) แบบสัมภาษณ์ (Interview form) แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) การจะเลือกใช้เครืองมือชนิดใด ต้องยึดหลักการว่าเครืองมือชนิดนันจะต้องวัดในสิงทีต้องการ ได้ มีความเทียงตรง(Validity) และเชือถือได้(Reliability) เครืองมือทีเหมาะสมกับการทําโครงงาน
95.
แบบนี และนิยมใช้กันมาก คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าตามวิธีของLikert
(Likert scale) ซึงแบ่งมาตราส่วน(scale) ของการวัดออกเป็น 3, 4 หรือ 5 สเกล ได้แก่ ตารางที 5.3 แสดงระดับความคิดเห็นของแบบสอบถามแบบประมาณค่า ตามวิธีของLikert สเกลการวัด ระดับความคิดเห็น 3 ระดับ มาก ปานกลาง น้อย 4 ระดับ มากทีสุด มาก น้อย น้อยทีสุด 5 ระดับ มากทีสุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีสุด โดยปกติแบบสอบถามทีนิยมใช้มากทีสุด จะเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ แบบสอบถาม ประเภทนี มีองค์ประกอบสําคัญ3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนนีจะเป็นสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึงเป็นข้อมูลกว้างๆ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา แผนก คณะ สถานศึกษา ฯลฯ และข้อมูล อืนๆ ทีต้องการทราบ ยกเว้นชือและรายละเอียดส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม เช่น ทีอยู่ เบอร์ โทรศัพท์ ฯลฯ ซึงเป็นข้อมูลเชิงลึก ส่วนที 2 รายละเอียดของแบบสอบถาม เป็นการถามรายละเอียดทัวๆ ไปในเรืองทีต้องการ สํารวจ ซึงจะต้องมีข้อคําถามไม่มากหรือน้อยเกินไป หากน้อยเกินไปอาจได้ข้อมูลไม่ครบ แต่หากมาก เกินไปอาจทําให้ผู้ตอบเกิดความเบือหน่าย และตอบโดยไม่พิจารณาให้ละเอียด ซึงจะทําให้ข้อมูลทีได้ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยปกติแบบสอบถามควรมีจํานวน 2-3 หน้า นอกจากมีจํานวนทีเหมาะสม แล้ว แบบสอบถามดังกล่าว ต้องเจาะลึกและครอบคลุมในทุกเรืองทีต้องการทราบ ส่วนที 3 ปลายเปิด เป็นตอนสุดท้ายของแบบสอบถาม เป็นส่วนทีเปิดโอกาสให้ผู้ตอบ แบบสอบถามได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เกียวกับเรืองดังกล่าว ตัวอย่าง เช่น แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา ใน สถานศึกษาแห่งหนึง อาจสร้างแบบสอบถามได้ดังตัวอย่าง ทังนีผู้ทําโครงงานต้องการทราบข้อมูลใน เรืองใด ก็สามารถออกแบบพลิกแพลงเครืองมือได้ตามต้องการ เพือให้ได้ข้อมูลทีต้องการทราบ ทังนี ต้องไม่ถามในเรืองทีเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ตอบ หรือคําถามนันต้องไม่ทําให้ผู้ตอบอึดอัด ใจ จนไม่อยากตอบ
96.
แบบสอบถาม เรือง พฤติกรรมการใช้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัย……………………………….. ภาคเรียนที…….….ปีการศึกษา……………….….. ตอนที
1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม 1. เพศ ชาย หญิง 2. อายุ 15-16 ปี 17-18 ปี 19-20 ปี มากกว่า 20 ปี 3. ระดับชันการศึกษา ปวช. 1 ปวช. 2 ปวช.3 ปวส. 1 ปวส. 2 4. คณะวิชา บริหารธุรกิจ คหกรรม ศิลปกรรม การโรงแรม 5. รอบการศึกษา เช้า บ่าย ตอนที 2 พฤติกรรมการขับขีรถจักรยานยนต์ ระดับพฤติกรรม 5 4 3 2 1 ความหมายของ พฤติกรรม มากทีสุด บ่อยทีสุด มาก บ่อย ปานกลาง น้อย นานๆ ครั ง น้อยทีสุด ไม่เคย ข้อที พฤติกรรม ระดับพฤติกรรม 5 4 3 2 1 1 ทราบ/รู้/เข้าใจ กฎหมายจราจร 2 ทราบความหมายของป้ายห้าม/ป้ายบังคับ 3 ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 4 ตังมันอยู่ในความไม่ประมาท 5 ตรวจเช็คสภาพรถทุกครั งก่อนขับขี 6 สวมหมวกนิรภัยทุกครั ง
97.
ข้อที พฤติกรรม ระดับคะแนน 5 4
3 2 1 7 รัดสายรัดคางทุกครังทีสวมหมวก 8 หมวกนิรภัยของท่านมีคุณภาพได้มาตรฐาน 9 มองหลังทุกครั งก่อนออกรถ 10 เปิดไฟเลียวทุกครั งก่อนออกรถ 11 เปิดไฟเลียวทุกครั งทีเลียวรถ 12 หยุดหรือชลอความเร็วเมือถึงทางแยก/ทางตัดกัน 13 จอดรถบนทางม้าลายคนข้าม 14 หยุดรถทับเส้นขาวบริเวณทางแยกทีมีสัญญาณไฟจราจร 15 ขับขีรถจักรยานยนต์คู่กัน2 คัน 16 ขับขีรถจักรยานยนต์ไม่เปิดไฟหน้าในเวลากลางวัน 17 ขับขีรถจักรยานยนต์ไม่เปิดไฟหน้าในเวลากลางคืน 18 แซงในทีคับขัน 19 แซงซ้ายในขณะทีรถยนต์คันหน้ากําลังจะเลียวซ้าย 20 ขับรถฝ่าสัญญาณไฟเหลือง 21 ขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดง 22 ขับรถย้อนศร 23 ขับรถในขณะมึนเมา 24 ขับรถด้วยความเร็วสูงหรือเกินทีกฎหมายกําหนด 25 ขับรถด้วยความคึกคะนอง 26 เคยเห็นการแข่งรถจักรยานยนต์บนถนนหลวงยามคําคืน 27 เคยร่วมการแข่งรถจักรยานยนต์บนถนนหลวงยามคําคืน 28 จอดรถโดยเสียบกุญแจทิงไว้ทีรถ 29 โดนขโมยรถจักรยานยนต์ 30 เคยประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์
98.
ข้อเสนอแนะ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ _________________________________________________________________________________ ขอขอบคุณทีให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม ในการสร้างแบบสอบถามนั น ควรให้มีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ทัง3
ส่วน เมือสร้าง แบบสอบถามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรนําไปให้อาจารย์ทีปรึกษาตรวจสอบความสมบูรณ์ และความถูก ต้อง ของแบบสอบถามก่อน แล้วนําไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึน และก่อนทีจะนําแบบสอบถามไปเก็บ ข้อมูลภาคสนาม ผู้ทําโครงงานควรนําแบบสอบถามไปหาคุณภาพและความเชือมันของแบบสอบถาม ก่อน ว่าแบบสอบถามนั น ถามได้ตรงตามจุดประสงค์ทีต้องการวัดหรือไม่ ถามได้ครบถ้วนหรือ ครอบคลุมในสิงทีต้องการทราบหรือไม่วิธีทีนิยมใช้กันก็คือนําแบบสอบถาม ไปหาค่าความสอดคล้อง ระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนือหา(Index of item objective congruence : IOC) โดย ผู้เชียวชาญ ซึงโดยปกติจะใช้ผู้เชียวชาญเป็นจํานวนเลขคีคือ3 หรือ 5 คน เพือป้ องกันไม่ให้เกิด ปัญหาค่าความสอดคล้องกลํ ากึง ในการหาค่าความสอดคล้องนี ผู้ทําโครงงานต้องแนบ แบบสอบถามไปพร้อมกับ ตารางประเมินทีจะให้ผู้เชียวชาญลงความเห็นด้วย ตัวอย่างแบบประเมิน เช่น การประเมินความคิดเห็นของผู้เชียวชาญเกียวกับแบบสอบถาม เรืองพฤติกรรมการใช้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา จากผู้เชียวชาญ 5 คน
99.
แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ กับความสอดคล้องของพฤติกรรมทีต้องการวัด เรืองพฤติกรรมการใช้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา คําชีแจง ความสอดคล้อง
หมายถึง ข้อคําถามของแบบทดสอบ ทีสามารถวัดพฤติกรรมการใช้รถ จักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษาได้ตรงและครอบคลุมในสิงทีต้องการทราบ โปรดทําเครืองหมาย ลงในช่องทีตรงกับความคิดเห็นของท่าน ว่าแบบสอบถามแต่ละข้อ มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมทีต้องการวัดโดยพิจารณาดังนี + 1 หมายถึง ท่านคิดว่าแบบสอบถามข้อนัน สอดคล้องกับพฤติกรรมทีต้องการวัด 0 หมายถึง ท่านไม่แน่ใจว่าแบบสอบถามข้อนัน สอดคล้องกับพฤติกรรมทีต้องการวัด -1 หมายถึง ท่านคิดว่าแบบสอบถามข้อนัน ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมทีต้องการวัด คําถามแบบสอบถาม ความสอดคล้อง ข้อเสนอแนะ +1 0 -1 ข้อที 1 ข้อที 2 ข้อที3 ข้อที 4 ข้อที 5 ข้อที….. จากนันนําความคิดเห็นของผู้เชียวชาญทุกคนมาสรุปค่าความคิดเห็นโดยใช้สูตร IOC = เมือ IOC = ค่าดัชนีความสอดคล้อง ƩR = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ N = จํานวนผู้เชียวชาญ ƩR N
100.
สรุปความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ เกียวกับความสอดคล้องของแบบสอบถามเรือง พฤติกรรมการการใช้รถจักรยานยนต์ของนักเรียน นักศึกษา (ตัวอย่าง) ข้อที ความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ ΣR
IOC +1 0 -1 1 5 - - 5 1 2 4 - 1 3 0.60 3 5 - - 5 1 4 4 1 - 4 0.80 …… ….. ….. ….. ….. ….. การคํานวณหาค่า IOC นี ถ้าได้ค่าตังแต่0.50 ขึนไป แสดงว่าแบบสอบถามข้อนั นมีคุณภาพ ดี ผู้เชียวชาญมีความเห็นตรงกันค่อนข้างมาก หากค่า IOC มีค่า 1.00 แสดงว่าแบบสอบถามข้อนันมี คุณภาพดีมาก ผู้เชียวชาญทุกคนมีความเห็นตรงกัน แต่หากค่า IOC มีค่าน้อยกว่า 0.50 หรือมีค่าเป็น ลบ แสดงว่าแบบสอบถามข้อนันมีคุณภาพตํา หรือไม่ตรงกับเรืองทีต้องการทราบ ควรปรับปรุงหรือ ตัดทิงไป 2) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทีต้องการศึกษาก็คือประชากรทังหมด ทีผู้ทําโครงงานต้องการทราบข้อมูล แต่ เนืองจากประชากร(Population) ทีต้องการสํารวจอาจมีเป็นจํานวนมาก เช่น การสํารวจพฤติกรรมการ ใช้รถจักรยานยนต์ของนักศึกษา หรือการสํารวจพฤติกรรมการใช้เครืองสําอางของนักศึกษาหญิง จะ พบว่าประชากรทีต้องการสํารวจมีเป็นจํานวนมาก ทําให้ผู้ทําโครงงานไม่สามารถสํารวจ และเก็บ ข้อมูลจากประชากรได้ทังหมด จึงจําเป็นต้องเลือกประชากรมากลุ่มหนึง เพือเป็นตัวแทนของ ประชากรทังหมด ประชากรกลุ่มทีเลือกเป็นตัวแทนของประชากรทังหมดนี เรียกว่ากลุ่มตัวอย่าง (Sampling group) ซึงจะต้องมีคุณลักษณะเหมือนกัน(Homogeneity) กับประชากรทังหมด การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง(Samplesize)นันโดยทัวไปจะใช้วิธีเลือกแบบสุ่ม(Random) จากประชากรทังหมด ซึงทําได้หลายแบบ เช่น การจับสลาก สุ่มแบบใช้ตาราง สุ่มเป็นห้อง หรือสุ่ม แบบบังเอิญ ฯลฯ ทังนี กลุ่มตัวอย่างต้องมีจํานวนทีเหมาะสมและเพียงพอ ทีจะเป็นตัวแทนของ ประชากรทังหมดได้ การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ทําได้หลายวิธีซึงวิธีทีง่ายและนิยมใช้กัน ได้แก่
101.
1. การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ เป็นวิธีทีง่ายวิธีหนึงทีนิยมใช้กันมาก
ทําได้ โดย ต้องทราบจํานวนประชากรทังหมดก่อน แล้วจึงคํานวณหากลุ่มตัวอย่างจากเกณฑ์ต่อไปนี - ถ้าประชากรมีจํานวนเป็นเลขหลักร้อย ใช้กลุ่มตัวอย่าง 15-30 % - ถ้าประชากรมีจํานวนเป็นเลขหลักพัน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 10-15 % - ถ้าประชากรมีจํานวนเป็นเลขหลักหมืน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 5-10 % 2. การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie & Morgan Robert V. Krejcie แห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา และ Earyle W.Morgan แห่งมหาวิทยาลัย เท็กซัส ได้สร้างตารางขนาดของประชากร และขนาดของกลุ่มตัวอย่างขึนมา เพือให้ผู้วิจัยสามารถ เลือกขนาดของกลุ่มตัวอย่างไปใช้ได้เลย โดยดูจากตารางทีกําหนด ตารางที 5.4 แสดงจํานวนประชากรและจํานวนกลุ่มตัวอย่างของKrejcie and Morgan จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 60 65 10 14 19 24 28 32 36 40 44 48 52 56 150 160 170 180 190 200 210 220 230 240 250 260 108 113 118 123 127 132 136 140 144 148 152 155 460 480 500 550 600 650 700 750 800 850 900 950 210 214 217 226 234 242 248 254 260 265 269 274 2,200 2,400 2,600 2,800 3,000 3,500 4,000 4,500 5,000 6,000 7,000 8,000 327 331 335 338 341 346 351 354 357 361 364 367
102.
จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง จํานวน ประชากร จํานวน กลุ่ม ตัวอย่าง 70 75 80 85 90 95 100 110 120 130 140 69 63 66 70 73 76 80 86 92 97 103 270 280 290 300 320 340 360 380 400 420 440 159 162 165 169 175 181 186 191 196 201 205 1,000 1,100 1,200 1,300 1,400 1,500 1,600 1,700 1,800 1,900 2,000 278 285 291 297 302 306 310 313 317 320 322 9,000 10,000 15,000 20,000 30,000 40,000 50,000 75,000 100,000 368 370 375 377 379 380 381 382 384 3. การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามวิธีของ Yamane Taro
Yamane ได้กําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ในกรณีทีทราบจํานวนประชากรทีแน่นอน เอาไว้ โดยใช้สูตร n = เมือ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง N = ขนาดของประชากร e = ความคลาดเคลือนของการสุ่มตัวอย่าง นอกจากจะคํานวณโดยใช้สูตรแล้ว ยังสามารถใช้ตารางสําเร็จรูปของYamane ในการกําหนด จํานวนประชากรของกลุ่มตัวอย่างเลยก็ได้ ซึงโดยทัวไปแล้ว การกําหนดค่าความเชือมันทางสถิติใน การทําวิจัย มักจะกําหนดค่าความเชือมันทีระดับนัยสําคัญทางสถิติทีระดับ0.05 (ความเชือมัน95%) หมายความว่า หากทดลอง 100 ครั ง จะมีความผิดพลาดไม่เกิน5 ครัง N 1 + Ne2
103.
ตารางที 5.5 ขนาดของตัวอย่างประชากร
ของYamane ทีระดับความมีนัยสําคัญ.05 คิดขนาดความคลาดเคลือน (e) เป็นร้อยละ ขนาดของ ประชากร(N) ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง(n) สําหรับความคลาดเคลือนทีกําหนด(e) คิดเป็นร้อยละ + 1% + 2% + 3% + 4% + 5% + 10% 500 1,000 1,500 2,000 2,500 3,000 3,500 4,000 4,500 5,000 6,000 7,000 8,000 9,000 10,000 15,000 20,000 25,000 50,000 100,000 - - - - - - - - - - - - - - 5,000 6,000 6,667 7,143 8,333 9,091 10,000 - - - - 1,250 1,364 1,458 1,538 1,607 1,667 1,765 1,842 1,905 1,957 2,000 2,143 2,222 2,273 2,381 2,439 2,500 - - 638 714 769 811 843 870 891 909 938 959 976 989 1,000 1,034 1,053 1,064 1,087 1,099 1,111 - 385 441 476 500 517 530 541 549 556 566 574 580 584 588 600 606 610 617 621 625 222 286 316 333 345 353 359 364 367 370 375 378 381 383 385 390 392 394 397 398 400 83 91 94 95 96 97 97 98 98 98 98 99 99 99 99 99 100 100 100 100 100
104.
■ ถ้านักศึกษาต้องการศึกษาพฤติกรรมการใช้เครืองสําอางของนักศึกษาหญิง จํานวน1,250 คน
ท่านจะเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์มากีคน____________________________ ■ ถ้านักศึกษาต้องการสํารวจความคิดเห็น เรืองการใช้โทรศัพท์มือถือของนักศึกษา725 คน ท่านจะเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ตามวิธีของ(Krejcie & Morgan) มากีคน _______________ ■ ถ้านักศึกษาต้องการสํารวจ การใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนของนักศึกษา จํานวน 600 คน โดยใช้วิธีของ Yamane กําหนดระดับนัยสําคัญทีระดับ0.05 อนุญาตให้เกิดความ คลาดเคลือน 5 % นักศึกษาจะเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างมากีคน ________________________ 3) การวิเคราะห์และสรุปผล หลังจากเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามได้แล้ว ก็จะนําข้อมูลทีได้ไปวิเคราะห์ เพือแปล ความหมายของข้อมูล ก่อนสรุปผลและนําเสนอ โดยปกติการวิเคราะห์ข้อมูลในการทําโครงงานใน ระดับนี จะไม่ใช้ค่าสถิติทียุ่งยากมากนัก โดยทัวๆ ไปจะวิเคราะห์โดยใช้สถิติเบืองต้น ซึงเป็นสถิติ อย่างง่าย ได้แก่ ความถี ค่าเฉลีย และเปอร์เซ็นต์ จากนั นจึงนําค่าสถิติทีได้ไปแปลความหมายและ นําเสนอ ซึงโดยปกติการนําเสนอ ทีจะทําให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายทีสุด คือการนําเสนอในลักษณะทีเป็น กราฟ โดยเฉพาะกราฟวงกลม เพราะกราฟวงกลม จะสือความหมายของข้อมูลในแต่ละข้อได้ตรง ทีสุด คือพืนทีแต่ละส่วน จะเป็นตัวแทนของเปอร์เซ็นต์การแสดงความคิดเห็น ของผู้ตอบ แบบสอบถามในแต่ละข้อ ซึงสามารถสรุปขันตอนการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี 1. นําข้อมูลทีได้จากแบบสอบถามทังหมดมาหาความถี โดยลงรอยขีด ( ) ในตารางบันทึก ความถี ซึงผู้ทําโครงงานต้องออกแบบขึนมาเอง ให้เหมาะสมและสะดวกต่อการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น โครงงาน การสํารวจพฤติกรรมการใช้เครืองสําอางของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชันสูงปี ที 2 สาขาวิชาการบัญชี จํานวน 260 คน ของสถานศึกษาแห่งหนึง สุ่มตัวอย่างโดยการจับสลากตอบ กําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie & Morgan ได้กลุ่มตัวอย่าง 155 คน จาก แบบสอบถาม (ยกตัวอย่างมาให้ดูเป็นบางข้อ)พบว่า ด้านสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม 1) เพศ ชาย รอยขีด .......... (2) หญิง รอยขีด ……… (153)
105.
2) อายุ น้อยกว่า19 ปี
รอยขีด ………. (2) 19 ปี รอยขีด ………. (49) 20 ปี รอยขีด ………. (96) 21 ปี รอยขีด ………. (5) มากกว่า 21 ปี รอยขีด ………. (3) 3) ฯลฯ ด้านความคิดเห็น 1. จุดประสงค์ของการใช้เครืองสําอาง เสริมบุคลิก รอยขีด ………. (62) สร้างความมันใจให้ตนเองรอยขีด ………. (67) ดึงดูดเพศตรงข้าม รอยขีด ………. (23) อืน ๆ รอยขีด ………. (3) 2) เมือพูดถึงเครืองสําอาง นักศึกษาจะนึกถึง โลชัน รอยขีด ………. (31) ครีมทาหน้า รอยขีด ………. (73) นํ าหอม รอยขีด ………. (11) แป้ งทาหน้า รอยขีด ………. (30) ลิปสติก รอยขีด ………. (7) ครีมบํารุงผม รอยขีด ………. (1) แชมพูสระผม รอยขีด ………. (1) อืน ๆ รอยขีด ………. (1) 3) เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซือเครืองสําอาง จากปริมาณ รอยขีด ………. (19) จากราคา รอยขีด ………. (32) จากสรรพคุณ รอยขีด ………. (56) จากยีห้อ รอยขีด ………. (25) ความนิยม รอยขีด ………. (14) จากจํานวนเงินทีมี รอยขีด ………. (9)
106.
4) ฯลฯ 2. จากตารางความถี
เปลียนข้อมูลจากรอยขีดเป็นตัวเลขบอกจํานวน จะได้ ด้านสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม 1) เพศ ชาย จํานวน 2 คน หญิง จํานวน 153 คน 2) อายุ น้อยกว่า19 ปี จํานวน 2 คน 19 ปี จํานวน 49 คน 20 ปี จํานวน 96 คน 21 ปี จํานวน 5 คน มากกว่า 21 ปี จํานวน 3 คน 3) ฯลฯ ด้านความคิดเห็น 1. จุดประสงค์ของการใช้เครืองสําอาง เสริมบุคลิก จํานวน 62 คน สร้างความมันใจให้ตนเองจํานวน 67 คน ดึงดูดเพศตรงข้าม จํานวน 23 คน อืน ๆ จํานวน 3 คน 2) เมือพูดถึงเครืองสําอาง นักศึกษาจะนึกถึง โลชัน จํานวน 31 คน ครีมทาหน้า จํานวน 73 คน นํ าหอม จํานวน 11 คน แป้ งทาหน้า จํานวน 30 คน ลิปสติก จํานวน 7 คน ครีมบํารุงผม จํานวน 1 คน แชมพูสระผม จํานวน 1 คน อืน ๆ จํานวน 1 คน
107.
เพศ หญิง 99% ชาย 1% หญิง ชาย 3) เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซือเครืองสําอาง จากปริมาณ จํานวน
19 คน จากราคา จํานวน 32 คน จากสรรพคุณ จํานวน 56 คน จากยีห้อ จํานวน 25 คน ความนิยม จํานวน 14 คน จากจํานวนเงินทีมี จํานวน 9 คน 4) ฯลฯ 3. นําตัวเลขข้อมูลทีได้ไปสร้างเป็นกราฟวงกลม วิเคราะห์ และอภิปรายผล โดยใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ เพือเปลียนจํานวนตัวเลขให้เป็นพืนที แสดงปริมาณความคิดเห็นในแต่ละตัวเลือก ซึงมี โปรแกรมคอมพิวเตอร์หลายโปรแกรม ทีสามารถตอบสนองการทํางานในลักษณะนีได้ โปรแกรม หนึงทีสามารถตอบสนองการทํางานนีได้เป็นอย่างดี และมีผู้นิยมใช้กันมากคือโปรแกรมSPSS for windows (Statistical Package for Social Sciences : SPSS) ซึงผู้ทําโครงงานประเภทนีควรใช้ให้เป็น เพือความสะดวกในการการวิเคราะห์ข้อมูล และสามารถนําไปใช้ในการทําวิทยานิพนธ์(Thesis) และ การวิจัยอืนๆ ในโอกาสต่อไป จากข้อมูลทีป้ อนเข้าไป โปรแกรมจะวิเคราะห์และสร้างกราฟให้โดยอัตโนมัติ พร้อมทัง คํานวณเปอร์เซ็นต์จากพืนทีให้เรียบร้อย ดังตัวอย่าง ด้านสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม 1) เพศ
108.
จากแผนภูมิวงกลม ผลสํารวจผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า เพศชาย จํานวน
2 คน คิดเป็นร้อยละ 1 เพศหญิง จํานวน 153 คน คิดเป็นร้อยละ 99 2) อายุ จากแผนภูมิวงกลม ผลสํารวจพบว่าผู้ตอบแบบสอบถาม น้อยกว่า19 ปี จํานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1 19 ปี จํานวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 32 20 ปี จํานวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 62 21 ปี จํานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 3 มากกว่า 21 ปี จํานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 2 3) ฯลฯ อายุ 20ปี 62% 19 ปี 32% มากกว่า21 ปี 2% น้อยกว่า19 ปี 1% 21ปี 3% น้อยกว่า19 ปี 19 ปี 20 ปี 21 ปี มากกว่า21 ปี
109.
ด้านความคิดเห็น 1. จุดประสงค์ของการใช้เครืองสําอาง จากแผนภูมิวงกลม ผลสํารวจพบว่า
จุดประสงค์ในการใช้เครืองสําอางของนักศึกษาได้แก่ เสริมบุคลิก จํานวน 62 คน คิดเป็นร้อยละ 40 สร้างความมันใจให้ตนเองจํานวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 43 ดึงดูดเพศตรงข้าม จํานวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 15 อืน ๆ จํานวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 2 2) เมือพูดถึงเครืองสําอาง นักศึกษาจะนึกถึง 2. วัตถุประสงค์ของการใช้เครืองสําอาง(ตอบได้มากกว่า 1 อย่าง) เสริมบุคลิก 40% สร้างความ มั นใจให้ตนเอง 43% ดึงดูดเพศตรงข้าม 15% อืน ๆระบุ 2% เสริมบุคลิก สร้างความมันใจให้ ตนเอง ดึงดูดเพศตรงข้าม อืน ๆ ระบุ 3. เครืองสําอางทีท่านนึกถึงเป็นอันดับแรก นํ าหอม 7% แป้ง 19% โลชั น 20% ลิปสติก 5% อืน ๆ ระบุ 1%แชมพูสระผม 1% ครีมบํารุงผม 1% ครีมทาหน้า 46% โลชั น ครีมทาหน้า นํ าหอม แป้ง ลิปสติก ครีมบํารุงผม แชมพูสระผม อืน ๆ ระบุ
110.
จากแผนภูมิวงกลม ผลสํารวจพบว่าเมือพูดถึงเครืองสําอาง สิงแรกทีนักศึกษาจะนึกถึงได้แก่ โลชัน
จํานวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 20 ครีมทาหน้า จํานวน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 46 นํ าหอม จํานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 7 แป้ งทาหน้า จํานวน 30 คน คิดเป็นร้อยละ 19 ลิปสติก จํานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 5 ครีมบํารุงผม จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1 แชมพูสระผม จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1 อืน ๆ จํานวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1 3) เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซือเครืองสําอาง จากแผนภูมิวงกลม ผลสํารวจพบว่าเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซือเครืองสําอางของ นักศึกษา ได้แก่ จากปริมาณ จํานวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 12 จากราคา จํานวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ21 จากสรรพคุณ จํานวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ36 จากยีห้อ จํานวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 16 4.ปัจจัยทีทําให้ตัดสินใจซือเครืองสําอาง(ตอบได้มากกว่า 1 อย่าง) สรรพคุณ 36% ตามจํานวนเงินทีมี 6% ความนิยม 9% อืน ๆระบุ 0% ปริมาณ 12% ราคา 21% ยีห้อ 16% ปริมาณ ราคา สรรพคุณ ยีห้อ ความนิยม ตามจํานวนเงินทีมี อืน ๆ ระบุ
111.
ความนิยม จํานวน 14
คน คิดเป็นร้อยละ 9 จากจํานวนเงินทีมี จํานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ6 4) ฯลฯ ในการนําผลการสํารวจทีได้ ไปนําเสนอในบทคัดย่อนั น หากผลการสํารวจทีได้จาก แบบสอบถาม มีจํานวนหลายข้อมากเกินไปไม่ควรจะนําไปลงทังหมด เพราะจะไม่ทําให้เกิดความน่า สนใจ และทําให้บทคัดย่อมีความยาวมากเกินไป ควรนําไปเฉพาะส่วนทีน่าสนใจและมีความสําคัญ ทีสุด ใช้ข้อความทีกระชับ ชัดเจน ไม่ใช้คําฟุ่มเฟือยหรือมีรายละเอียดมากเกินไป เช่นด้านสภาพภาพ ของผู้ตอบแบบสอบถาม ก็อาจจะบอกแค่เพียงว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นใคร กําลังศึกษาอยู่ในสาขาใด ภาค เรียนใด สถานศึกษาใด มีจํานวนเท่าใด จากจํานวนประชากรเท่าใด คัดเลือกโดยวิธีใด ด้านความ คิดเห็น หากมีจํานวนมากข้อ ก็ควรเลือกข้อทีสําคัญๆ ทีต้องการรู้และเป็นประโยชน์ต่อการทํา โครงงานจริงๆ ไม่ควรเกิน 10 ข้อ พร้อมข้อมูลร้อยละของความคิดเห็น ปรับเปลียนข้อคําถามใน แบบสอบถาม ให้เหมาะสม สละสลวย และคล้องจองกันในแบบการเขียนความเรียง เช่น จากการ สอบถามกลุ่มตัวอย่าง เมือพูดถึงเหตุผลในการใช้เครืองสําอาง พบว่านักศึกษาใช้เครืองสําอางเพือสร้าง ความมันใจให้ตัวเองมากทีสุด คิดเป็นร้อยละ43 เมือพูดถึงเครืองสําอางนักศึกษาจะนึกถึงครีมทาหน้า มากทีสุด คิดเป็นร้อยละ 46 นักศึกษาตัดสินใจเลือกซือเครืองสําอาง จากคุณภาพหรือสรรพคุณ มาก ทีสุด คิดเป็นร้อยละ 36 ฯลฯ การเขียนบทคัดย่อทีดี ควรนําเสนอให้ครบทัง3 ส่วน คือแรงบันดาลใจหรือแรงจูงใจในการ ทําโครงงาน วิธีการดําเนินงานตังแต่ต้นจนจบ และคําตอบหรือข้อสรุปของเรืองทีต้องการศึกษา และ ควรสรุปให้จบภายใน 1 หน้ากระดาษ 2.2 โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทนี มีลักษณะเด่นคือต้องมีการออกแบบการทดลอง เพือศึกษาผลของตัวแปร ต้น(ตัวแปรอิสระ) ทีมีต่อตัวแปรตาม(ผลการทดลอง) และควบคุมตัวแปรอืนๆ ทีไม่ต้องการศึกษา ซึงอาจมีผลต่อการทดลอง โดยทัวไปแล้ว โครงงานประเภทนี จะมีการดําเนินการ5 ขันตอน ได้แก่ 1. กําหนดปัญหาหรือหัวข้อทีต้องการศึกษา เช่น สารละลายชนิดใดจะทําให้ดอกกุหลาบสด คงสภาพอยู่ได้นานทีสุด 2. ตังสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนถึงสาเหตุของปัญหา หรือคําตอบล่วงหน้า ว่าปัญหานั น เกิดจากอะไรหรือน่าจะมีคําตอบเป็นอย่างไร เช่น สารละลายน่าจะมีผลในการรักษาความสดของดอก
112.
กุหลาบได้ดีกว่านํ าบริสุทธิ ปัญหาแต่ละปัญหาอาจมีจํานวนข้อสมมติฐานแตกต่างกันออกไป
บาง ปัญหาอาจมีสมมติฐานเพียงข้อเดียว หรือบางปัญหาอาจมีได้หลายสมมติฐาน 3. การออกแบบการทดลอง เป็นการกําหนดกรอบของโครงงานทีทํา ว่าจะมีการทดลองใน เรืองใดบ้าง กีการทดลอง แต่ละการทดลองมีการควบคุมตัวแปรอย่างไร วัดผลการทดลองอย่างไร และจะสรุปผลได้อย่างไร 4. ทดลอง เป็นการดําเนินการเพือหาคําตอบ หรือพิสูจน์สมมติฐานทีตังไว้ ว่าสมมติฐานทีตัง ไว้นันเป็นสาเหตุของปัญหาหรือไม่ 5. วิเคราะห์ข้อมูล แปลผล และสรุปผล เป็นการนําข้อมูลทีได้จากการทดลองทังหมด มา วิเคราะห์หรือพิจารณาอย่างละเอียด เพือหาคําตอบและลงความเห็นว่าคําตอบทีต้องการนันคืออะไร การออกแบบการทดลอง ขันตอนสําคัญอีกขันตอนหนึง ของโครงงานประเภทนี คือการทดลองเพือพิสูจน์สมมติฐาน หากสามารถออกแบบการทดลองและควบคุมตัวแปร ได้อย่างถูกต้อง ผลการทดลองจะบอกสาเหตุ ของปัญหาหรือคําตอบได้ทันที แต่หากออกแบบการทดลอง ไม่รัดกุมหรือจัดกระทําตัวแปรไม่ถูกต้อง ก็จะทําให้ผลการทดลองคลาดเคลือนไป ซึงจะทําให้คําตอบทีได้ไม่ถูกต้อง การออกแบบการทดลอง ในแต่ละโครงงาน จึงควรดําเนินการในเรืองต่อไปนี 1. กําหนดกรอบการทดลอง เป็นการวิเคราะห์โครงงานว่าโครงงานทีทํานั น จะทําการศึกษา ในเรืองใดบ้าง และควรมีการทดลองทังหมดกีการทดลอง บางโครงงานอาจมีการทดลองเพียงการ ทดลองเดียว แต่บางโครงงานอาจมีการทดลองได้มากกว่า 1 การทดลอง เช่น โครงงานการศึกษา ความสามารถในการละลายนํ าของนํ าตาลซูโครสทีอุณหภูมิต่างๆ อาจมีเพียงการทดลองเดียว แต่หาก เป็นโครงงานนมข้าวโพด อาจมีหลายเรืองทีต้องการศึกษา ซึงแต่ละเรืองก็คือแต่ละการทดลองนันเอง เช่น 1) การศึกษาชนิดของข้าวโพดทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด 2) การศึกษาอายุของข้าวโพดทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด 3) การศึกษาลักษณะทางกายภาพของข้าวโพด(ดิบ ต้ม ปิ ง)ทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด 4) การศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ ากับข้าวโพด 5) การศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ านมข้าวโพดกับนํ าตาลซูโครส 6) การศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ านมข้าวโพดกับเกลือแกง
113.
จะพบว่าโครงงานนมข้าวโพดโครงงานเดียว อาจมีองค์ประกอบทีต้องการศึกษาถึง 6
เรือง จึงมีการทดลองถึง 6 การทดลอง 2. กําหนดตัวแปรในการศึกษา เนืองจากโครงงานประเภทการทดลอง ต้องมีการจัดกระทํากับ ตัวแปร และการทดลองแต่ละการทดลอง มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ดังนันตัวแปรทีใช้ในการทดลอง จึง ต่างกันออกไปด้วย และตัวแปรทีสําคัญทีสุดในการทดลองคือตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ เพราะเมือ ตัวแปรต้นเปลียนไป ผลการทดลองหรือตัวแปรตามก็จะเปลียนไปด้วย โดยทัวไปแล้วชือของการ ทดลอง จะบอกว่าผู้ทดลองต้องการศึกษาในเรืองใด เรืองทีต้องการศึกษาก็คือตัวแปรต้น หรือตัวแปร อิสระนันเอง เช่น 1) การศึกษาชนิดของข้าวโพดทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด ตัวแปรต้นก็คือ ชนิดของ ข้าวโพด 2) การศึกษาอายุของข้าวโพดทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด ตัวแปรต้นก็คือ อายุของ ข้าวโพด 3) การศึกษาลักษณะทางกายภาพของข้าวโพด(ดิบ ต้ม ปิ ง)ทีเหมาะสมในการทํานมข้าวโพด ตัวแปรต้นก็คือ ลักษณะทางกายภาพของข้าวโพด 4) การศึกษา อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ ากับข้าวโพดตัวแปรต้นก็คือ นํ าหรือข้าวโพด 5) การศึกษา อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ านมข้าวโพดกับนํ าตาลซูโครสตัวแปรต้นก็คือ นํ านมข้าวโพด หรือ นํ าตาลซูโครส 6) การศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ านมข้าวโพดกับเกลือแกง ตัวแปรต้นก็คือนํ านม ข้าวโพด หรือ เกลือแกง จากตัวอย่างการกําหนดตัวแปร จะพบว่าการทดลองที1-3 มีตัวแปรต้นมีเพียง 1 ตัว แต่การ ทดลองที 4-6 มีองค์ประกอบ ทีสามารถจะกําหนดให้เป็นตัวแปรต้นได้ถึง2 ตัว ซึงผู้ทดลองสามารถ กําหนดองค์ประกอบใดเป็นตัวแปรต้นก็ได้ แต่ต้องขึนอยู่กับความเหมาะสม และความสะดวกในการ ทดลอง เช่น ในการทดลองที 5 เรือง การศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสม ระหว่างนํ านมข้าวโพดกับ นํ าตาลซูโครส จะพบว่าหากกําหนดให้ปริมาณนํ าตาลคงที แล้วเติมนํ านมข้าวโพดลงไปในปริมาณ ต่างๆ กัน กับการกําหนดให้ปริมาณนํ านมข้าวโพดคงที แล้วเติมนํ าตาลในปริมาณต่างกัน จะให้ความ สะดวกในการทดลองต่างกัน จากการทดลองจะพบว่า หากกําหนดให้ปริมาณนํ านมข้าวโพดคงที แล้วค่อยๆ เติมนํ าตาล ซูโครสลงไป จะง่ายและสะดวกต่อการทดลองมากว่า ดังนันปริมาณนํ านมข้าวโพด จึงควรเป็นตัวแปร
114.
ควบคุม (เท่ากัน) และปริมาณนํ
าตาลซูโครสเป็นตัวแปรต้น(ต่างกัน) เมือกําหนดให้องค์ประกอบใด เป็นตัวแปรต้นแล้ว องค์ประกอบที2 ก็จะกลายเป็น ตัวแปรควบคุมทันที ในบางกรณีทีตัวแปรทีต้องการศึกษา เป็นองค์ประกอบทีมีคุณลักษณะคล้ายกัน และมี อิทธิพลต่อกันและกัน ตัวแปรต้นทีต้องการศึกษาอาจใช้ทัง2 ตัวคู่กันไปในลักษณะทีเป็นอัตราส่วนก็ ได้ เช่น การศึกษาเรืองการทําเส้นขนมจีนจากถัวเขียวและแป้งข้าวเหนียว จะพบว่าองค์ประกอบทัง2 ส่วนมีความสําคัญ และมีผลต่อคุณภาพของเส้นขนมจีนเท่าๆ กัน ดังนัน จึงใช้ทัง2 อย่างเป็นตัวแปร ต้น ในลักษณะทีเป็นอัตราส่วน ดังนี อัตราส่วนระหว่างถัวเขียว : แป้ งข้าวเหนียว ลักษณะ/ คุณภาพของเส้นขนมจีน 90 : 10 80 : 20 70 : 30 60 : 40 50 : 50 40 : 60 30 : 70 20 : 80 10 : 90 ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… ………………………………………………… การกําหนดตัวแปรในลักษณะนี ควรใช้กับตัวแปรทีมีคุณลักษณะเดียวกัน เช่น ของแข็งกับ ของแข็ง หรือของเหลวกับของเหลว หากตัวแปรนันมีคุณลักษณะไม่เหมือนกัน เช่น ของแข็งกับ ของเหลว ไม่ควรกําหนดตัวแปรในลักษณะทีเป็นอัตราส่วน แต่ควรเลือกตัวใดตัวหนึงทีเหมาะสมมาก ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
115.
ทีสุดเป็นตัวแปรต้น และเมือเลือกตัวใดเป็นตัวแปรต้นแล้ว ตัวทีเหลือก็จะกลายเป็นตัวแปรควบคุมโดย อัตโนมัติในทันที การออกแบบตารางบันทึกผลการทดลอง ตารางบันทึกผลการทดลอง
เป็นการนําเสนอผลทีได้จากการทดลองในรูปแบบของตาราง เพือให้เกิดความกระชับ กะทัดรัดของข้อมูล เข้าใจง่ายและสะดวกต่อการอธิบายผล โดยปกติโครงงาน ประเภทการทดลอง มักจะบันทึกผลในลักษณะตาราง ตารางบันทึกผลทีดีจะต้องทําให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย สามารถอธิบายหรือแปลผลได้ทันที ดังนันผู้ทําโครงงานจึงต้องออกแบบตารางบันทึกผลให้กะทัดรัด กระชับ แต่อธิบายผลการทดลองได้ครบถ้วน โดยปกติตารางบันทึกผลการทดลอง จะประกอบด้วยส่วนประกอบสําคัญ 2 ส่วน คือ 1. ส่วนทีเป็นตัวแปรต้น หรือตัวแปรอิสระทีต้องการศึกษา 2. ส่วนทีเป็นตัวแปรตามคือตัวแปรทีเปลียนไปเมือเปลียนตัวแปรต้น ซึงตัวแปรตามนีก็คือผล การทดลองนันเอง ส่วนตัวแปรควบคุมซึงเหมือนกันหรือมีค่าเท่ากัน มักจะไม่ลงในตาราง เพราะไม่มีผลต่อการ ทดลอง ทําให้ตารางมีขนาดใหญ่ และอาจก่อให้เกิดการสับสนในการอธิบายผล เช่น นักศึกษากลุ่ม หนึงทําการทดลองเรือง เครืองดืมธัญพืชจากฟักทอง หรือนํ าฟักทอง ทําการทดลองเพือหาอัตราส่วนที เหมาะสมระหว่างปริมาณของฟักทอง : นํ า โดยใช้นํ า500 มิลลิลิตร : ฟักทอง 100, 200, 300, 400, และ 500 กรัม ตามลําดับ นําไปปัน กรอง และทดสอบด้วยการชิมโดยผู้เชียวชาญ เพือหารสชาติที เหมาะสม ตารางบันทึกผลจึงควรประกอบด้วยส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ปริมาณของฟักทอง และ รสชาติของนํ าฟักทองดังนี ปริมาณฟักทอง(กรัม) รสชาติของนํ าฟักทอง 100 200 300 400 500 …………………………………………………………………. …………………………………………………………………. …………………………………………………………………. …………………………………………………………………. ………………………………………………………………….
116.
จะเห็นว่าตัวแปรควบคุมซึงเป็นตัวแปรทีมีค่าเท่ากันหรือเหมือนกัน คือปริมาณนํ า
ไม่ จําเป็นต้องลงในตาราง แต่นําไปบอกไว้ในขันตอนการทดลอง เพราะนอกจากจะไม่มีผลต่อการ ทดลองแล้ว ยังอาจทําให้ผู้อ่านงงหรือสับสนต่อการแปลผลได้ เช่นตารางข้างล่างซึงเป็นตารางทีไม่ เหมาะสม ปริมาณฟักทอง (กรัม) ปริมาณนํ า (มิลลิลิตร) ความเร็วในการปัน (รอบ/นาที) เวลาในการปัน (วินาที) รสชาติของ นํ าฟักทอง 100 200 300 400 500 500 500 500 500 500 18,000 18,000 18,000 18,000 18,000 10 10 10 10 10 …………………………. …………………………. …………………………. …………………………. …………………………. จะเห็นว่าปริมาณนํ า ความเร็วในการปัน เวลาในการปัน เป็นตัวแปรควบคุม มีค่าเท่ากันและ ไม่มีผลต่อการทดลอง คือไม่ทําให้ผลการทดลองแตกต่างกันจึงไม่จําเป็นต้องลงในตาราง แต่ควร อธิบายเป็นรายละเอียดในขันตอนการทดลอง ข้อควรระวังอีกอย่างหนึงในการทดลอง คือช่วงกว้างหรือความห่างของตัวแปรต้น หากเป็น ตัวแปรชนิดเดียวกันแต่ปริมาณต่างกัน ควรกําหนดให้ช่วงกว้างหรือความห่างของตัวแปรแต่ละค่า มี ความเหมาะสม ไม่กว้างหรือแคบเกินไป เพราะถ้าแต่ละค่ามีความกว้างเกินไป อาจทําให้ได้ผลการ ทดลองไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้ค่าทีดีทีสุด แต่ถ้าช่วงกว้างแคบเกินไป ก็จะทําให้ต้องทดลองหลายครั ง ทําให้เกิดการสินเปลือง และเสียเวลาเกินกว่าเหตุ นอกจากจะกําหนดช่วงกว้างของตัวแปรต้นให้มี ความเหมาะสมแล้ว การกําหนดช่วงกว้างของตัวแปรต้นก็ควรจะมีค่าเท่ากันด้วย เช่น การเพิมปริมาณ ฟักทองเริมจาก 100 กรัม ไปเป็น 200, 300, 400 และ 500 กรัม เป็นการกําหนดตัวแปรทีเหมาะสม แล้ว เพราะการเพิมปริมาณฟักทองแต่ละช่วงมีค่าเท่ากัน คือเพิมขึนครังละ100 กรัม หากพิจารณาการทดลองของนักศึกษากลุ่มหนึง ทีทําการทดลองทํานํ าฟักทอง โดยใช้ปริมาณ นํ า500 มิลลิลิตร : ปริมาณฟักทองทีมีค่าต่างกัน 3 ชุด เมือพิจารณาตารางบันทึกผลการทดลองของ ทัง 3 ชุด จะพบความเหมาะสมและไม่เหมาะสมของการออกแบบการทดลองแต่ละแบบดังนี
117.
จะเห็นว่าหากใช้อัตราส่วนฟักทอง: นํ า
ดังตารางที1 ซึงมีช่วงกว้างของปริมาณฟักทองห่าง กันมาก ผลทีได้อาจไม่ถูกต้องหรือเกิดความคลาดเคลือนมาก เพราะค่าทีดีหรือเหมาะสมทีสุด อาจอยู่ ระหว่างกลางของอัตราส่วนแต่ละค่า ส่วนตารางที 3 น่าจะเป็นตารางทีดีทีสุด และในงานวิจัย ปริมาณฟักทอง (กรัม) รสชาติ นํ าฟักทอง 200 400 600 800 ปริมาณฟักทอง (กรัม) รสชาติ นํ าฟักทอง 100 200 300 400 500 600 700 800 ปริมาณฟักทอง (กรัม) รสชาติ นํ าฟักทอง 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500 550 600 650 700 750 800 ตาราง 1 ตาราง 2 ตาราง 3
118.
ระดับสูง มักใช้อัตราส่วนในลักษณะนี แต่จะทําให้ผู้ทําโครงงาน
ต้องทดลองหลายครั งมากเกินไป ในการทําโครงงานในระดับของนักศึกษา จึงควรทดลองและใช้ตารางบันทึกผลดังตาราง2 ■ จากตารางบันทึกผลการทดลองจงตอบคําถาม สูตรอาหาร จํานวนลูกไก่ (ตัว) นํ าหนักลูกไก่ (กรัม) เวลาในการเลียง (วัน) นํ าหนักไก่หลัง การทดลอง (กรัม) A B C D E 50 50 50 50 50 50 50 50 50 50 15 15 15 15 15 450 475 420 430 480 - ตัวแปรต้นคือ_____________________________________________________________ - ตัวแปรตามคือ_____________________________________________________________ - ตัวแปรควบคุมคือได้แก่_____________________________________________________ _________________________________________________________________________ - ตัวแปรใดบ้างทีไม่จําเป็นต้องลงในตาราง________________________________________ _________________________________________________________________________ - ข้อมูลในช่องใดคือผลการทดลอง______________________________________________ ■ จงออกแบบตารางใหม่ให้เหมาะสม ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………
119.
■ นักศึกษากลุ่มหนึงทดลองหาประสิทธิภาพของปุ ๋ยเคมีสูตร16
: 20 : 0 ทีปริมาณ 10, 15, 20, 25, 30, 35, และ 40 กิโลกรัมต่อไร่ ต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดพันธุ์ ซุปเปอร์สวีต ทีปลูกในดินร่วน ใช้เวลาในการทดลอง 30 วัน จงออกแบบตาราง บันทึกผลการทดลอง ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… 2.3 โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ ได้แก่การประดิษฐ์คิดค้นสิงของ เครืองมือ ใหม่ๆ ทีเมือ นํามาใช้แล้ว ทําให้ผลผลิตเพิมขึน ลดค่าใช้จ่ายในการทํางาน หรือใช้เวลาในการทํางานน้อยลง สรุป ง่ายๆ คือสิงประดิษฐ์ทีสร้างขึนมา ต้องทํางานได้มากขึน เร็วขึน ให้ผลผลิตเพิมขึน เมือใช้ต้นทุนเท่า เดิม สิงประดิษฐ์ทีสร้างขึน มีได้ตังแต่ขนาดเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่ เช่น ตะเกียบปรุงรสทีสามารถ บีบซอสออกมาจากปลายตะเกียบได้ กาวดักแมลงวัน แผ่นรองพืนรองเท้าป้องกันกลินเหม็นอับ เครือง ดักจับแมลงวัน นกหวีดไล่สุนัข สัญญาณกันขโมย ประตูปิดเปิดอัตโนมัติ ลูกบอลดับเพลิง ไปจนถึง เครืองปลูกอ้อย เครืองปลูกมันสําปะหลัง เครืองเกียวข้าว เครืองนวดข้าว เครืองกําจัดผักตบชวา เครืองแยกขยะ เครืองสูบนํ าพลังลม เป็นตัน สิงประดิษฐ์จะมีคุณค่า คือสิงประดิษฐ์ทีประดิษฐ์ขึนมาใหม่ ยังไม่มีใครทํามาก่อน ทํางานได้ จริงและเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เช่น การประดิษฐ์หลอดไฟฟ้ าของเอดิสัน เครืองกําเนิดไฟฟ้ าของ ไมเคิล ฟาราเดย์ สายล่อฟ้าของเบนจามิน แฟรงคลิน รถจักรไอนํ าของ เจมส์ วัตต์ เป็นต้น
120.
โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ อาจจะเป็นการนําเอาสิงประดิษฐ์ทีมีคนเคยทําไว้ก่อนแล้ว มา พัฒนาเปลียนแปลงไปทีละเล็กละน้อย
ทีเรียกกันว่าการต่อยอด ซึงอาจจะเป็นการทดลองแบบลองผิด ลองถูก จนในทีสุด เมือพัฒนาต่อไปเรือยๆ ก็จะได้สิงประดิษฐ์ ทีมีความสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพสูง ในการทําสิงประดิษฐ์นัน ผู้ทําต้องแน่ใจว่าโครงงานมีความเป็นไปได้ คุ้มค่าแก่การประดิษฐ์ และก่อให้เกิดการเรียนรู้ หากเป็นสิงประดิษฐ์ทีต้องใช้ทักษะชั นสูง และอาจเป็นอันตราย เช่น สิงประดิษฐ์ทีเกียวข้องกับไฟฟ้ า หรือใช้ไฟฟ้าในการทํางาน ผู้ประดิษฐ์ต้องมีความรู้ความชํานาญใน เรืองนันๆ และมีผู้เชียวชาญเป็นทีปรึกษาดูแลอย่างใกล้ชิด ขันแรกของการทําโครงงานประเภทนี คือศึกษาความเป็นไปได้ของโครงงาน จากเอกสาร งานวิจัย และโครงงานทีมีผู้ศึกษาเอาไว้แล้ว ว่าสิงประดิษฐ์ทีจะทํานั น มีความเป็นไปได้มากน้อย เพียงใด ใช้งบประมาณเท่าใด มีเวลาในการประดิษฐ์และพัฒนาเพียงพอหรือไม่ มีความรู้ความชํานาญ ในการประดิษฐ์คิดค้นเพียงพอหรือไม่ หลังจากศึกษาข้อมูลจนแน่ใจและมันใจในความเป็นไปได้ว่าโครงงานทีทําจะประสบผลสําเร็จ ขันตอนต่อไปคือ ออกแบบสิงประดิษฐ์ทีจะทําว่ามีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทํา อะไรบ้าง หาได้จากแหล่งใด จากนันจัดหาและเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ตลอดจนสถานทีในการทํางานให้ พร้อม แล้วลงมือประดิษฐ์ตามโครงการทีวางไว้ เมือสิงประดิษฐ์เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้วนําไป ทดสอบความสามารถในการทํางาน พัฒนาและปรับปรุงความสามารถในการทํางานจนได้สิงประดิษฐ์ ทีมีประสิทธิภาพ สามารถเขียนแผนภาพแสดงขันตอนในการประดิษฐ์ได้ดังนี ภาพที 5.4 ตัวอย่างสิงประดิษฐ์ทีเกิดจากการทําโครงงาน
121.
ภาพที 5.5 ขันตอนในการทําสิงประดิษฐ์ จะเห็นว่าขันตอนสําคัญขันตอนหนึงในการทําสิงประดิษฐ์
คือการพัฒนาประสิทธิภาพของ สิงประดิษฐ์ ให้มีความสามารถในการทํางานสูงสุด ไม่ใช่ประดิษฐ์ขึนมาให้สามารถทํางานได้ก็พอ วางแผนการดําเนินงาน ศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง ออกแบบสิงประดิษฐ์ จัดเตรียมอุปกรณ์ ลงมือทํา ทดสอบการทํางาน พัฒนาประสิทธิภาพ สิงประดิษฐ์
122.
เช่น โครงงานจรวดขวดนํ าอัดลมแรงดันก๊าซ
ทีใช้หลักการอัดอากาศเข้าไปในขวดนํ าอัดลมพลาสติก ให้มีแรงดันสูง จนสามารถขับดันให้ขวดนํ าอัดลมลอยไปได้ไกลๆ ผู้ประดิษฐ์ต้องอธิบายให้เห็นการ พัฒนาการทํางานของสิงประดิษฐ์ด้วย เช่น ถ้าใช้ขวดนํ าอัดลมขนาดต่างกัน ระยะทางทีได้จากการยิง จะเป็นอย่างไร ถ้าใช้ขวดนํ าอัดลมขนาดเท่ากันแต่มีรูปร่างต่างกัน จะได้ระยะทางต่างกันหรือไม่ ถ้ายิง ในมุมหรือองศาความชันต่างกันระยะทางทีได้จะเป็นอย่างไร ยิงในมุมใดได้ระยะทางไกลทีสุด เพราะ เหตุใด ถ้าใช้แรงดันต่างกันผลจะเป็นอย่างไร แรงดันเท่าใดทําให้จรวดไปได้ไกลเท่าใด ขวดนํ าอัดลม สามารถรับแรงดันสูงสุดได้เท่าใดเป็นต้นการพัฒนาหรือทดสอบเหล่านี ผู้ประดิษฐ์ต้องทําการทดสอบ หลายๆ ครัง แล้วหาค่าเฉลียออกมา เพือความน่าเชือถือของข้อมูล รายงานการทดสอบและพัฒนา เหล่านี ผู้ประดิษฐ์ต้องนําเสนอในรายงานการดําเนินงานของโครงการด้วย สรุป การลงมือทําโครงงานประกอบด้วยขันตอนสําคัญ 2 ขันตอน ได้แก่การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และสถานทีในการทดลอง และการดําเนินงาน ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์นัน ผู้ทําโครงงานต้องเตรียม วัสดุอุปกรณ์ทีจําเป็นต้องใช้ทีได้มาตรฐาน ครบถ้วนและเพียงพอแก่การใช้งาน หากเป็นเครืองมือต้อง วัดได้เทียงตรงถูกต้องตามหลักวิชาการและบอกหน่วยการวัดทีถูกต้องตามหลักการวัดทางวิทยาศาสตร์ สถานทีทีใช้ในการทดลองควรมีความเหมาะสม ให้ความสะดวกสบายและปลอดภัยในการทดลอง จากนันจึงลงมือทดลองตามแผนงานทีวางไว้ และควรทําการทดลองซํ าหลายๆครังเพือความน่าเชือถือ ของข้อมูล ระหว่างการดําเนินงานต้องมีการบันทึกผลหรือเก็บข้อมูลไว้ตลอดเวลา ผู้ทําโครงงานต้องมี ทักษะในการใช้เครืองมือการทดลอง สามารถกําหนดกรอบการดําเนินงาน ออกแบบการทดลองและ ตารางบันทึกผลการดําเนินงานได้เหมาะสม ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง ละเอียด รอบคอบ จึงจะ ทําให้ผลการดําเนินงานออกมาเป็นทีน่าพอใจและประสบผลสําเร็จ
123.
แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. การลงมือทําโครงงานมีขันตอนสําคัญ_______
ขันตอน ได้แก่ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 2. ในการทําโครงงาน ควรทําส่วนใดให้เสร็จก่อน________________________________________ ส่วนใดทีนํามาทําทีหลัง__________________________________________________________ 3. วัสดุอุปกรณ์หรือเครืองมือทีนํามาใช้ในการทดลองต้องมีสมบัติอย่างไร_____________________ ______________________________________________________________________________ 4. สถานทีทีใช้ในการทดลองหรือการทําโครงงาน ควรมีลักษณะอย่างไร______________________ ______________________________________________________________________________ 5. การเรียกชือสิงมีชีวิตแบบทวินามมีหลักในการเรียกอย่างไร_______________________________ ______________________________________________________________________________ 6. การศึกษาสัตว์ในห้องทดลอง ต้องควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมือนธรรมชาติจริงเพืออะไร ______________________________________________________________________________ 7. เหตุใดในการสํารวจความคิดเห็น จึงไม่สํารวจโดยการสอบถามประชากรทังหมด_____________ ______________________________________________________________________________ หากสอบถามข้อมูลจากประชากรทังหมด จะมีผลทีตามมาอย่างไร_________________________ ______________________________________________________________________________ 8. จงบอกขันตอนการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงงานประเภทการสํารวจความคิดเห็น ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 9. สถิติทีนิยมใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลของโครงงานประเภทการสํารวจได้แก่___________________ ______________________________________________________________________________ โปรแกรมสําเร็จรูปของคอมพิวเตอร์ทีนิยมใช้วิเคราะห์ข้อมูลของโครงงานประเภทนีได้แก่ ______________________________________________________________________________
124.
10. การนําข้อมูลทีได้จากการสํารวจไปนําเสนอในบทคัดย่อมีหลักการอย่างไร___________________ ______________________________________________________________________________ บทคัดย่อทีดีควรมีลักษณะอย่างไร___________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 11. เหตุใดในการทดลองจึงต้องทําการทดลองซํ
าหลายๆ ครั ง________________________________ ถ้าทดลองเพียงครั งเดียวผลทีเกิดขึนจะเป็นอย่างไร______________________________________ 12. เหตุใดจึงไม่ควรใช้อุปกรณ์การวัดทีเป็นช้อนชา ช้อนตวง แก้ว โถ หรือเหยือก______________ ______________________________________________________________________________ 13. ตารางบันทึกผลการทดลอง ควรประกอบด้วยองค์ประกอบ_______ ส่วน ได้แก่ ______________________________________________________________________________ ______________________________________________________________________________ 14. ตัวแปรควบคุม ควรนําเสนอในตารางบันทึกผลหรือไม่________________________________ เพราะเหตุใด ___________________________________________________________________ หากไม่นําเสนอในตารางบันทึกผล จะนําเสนอไว้ในส่วนใด______________________________
125.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. การทําโครงงานจะราบรืน และไม่มีปัญหาขึนอยู่ กับขันตอนใดมากทีสุด ก. วางแผนการดําเนินงาน ข. ศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง ค. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที ง. ทดลอง/ลงมือดําเนินงาน จ. วิเคราะห์ผล/สรุปผล 2. หัวข้อใดไม่จําเป็นต้องมีในเค้าโครงย่อ ก. ชือโครงงาน ข. ชือผู้ทําโครงงาน ค. นิยามศัพท์ ง. วัตถุประสงค์ จ. ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ 3. ข้อใดไม่จําเป็นในการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ ก. มีขนาดเหมาะสม ข. มีจํานวนเพียงพอ ค. อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ง. มีเครืองหมายมาตรฐาน มอก. จ. สามารถใช้งานได้จริง 4. โครงงานใดเป็นโครงงานประเภทสํารวจ ก. การละลายนํ าของนํ าตาลทีอุณหภูมิต่างๆ ข. ปริมาณเกลือทีเหมาะสมในการดองเค็ม ค. พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนเก่งและอ่อน ง. การทําไข่เค็มโดยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าแรงตํา จ. ความสามารถในการป้องกันยุงของสมุนไพร 5. โครงงานประเภทใดทีต้องมีการจัดกระทําและ ควบคุมตัวแปร ก. สํารวจ ข. ทดลอง ค. สิงประดิษฐ์ ง. ทฤษฎี จ. ทุกประเภท 6. สิงทีใช้ในการแยกประเภทของสิงต่างๆ เรียกว่า ก. เกณฑ์ ข. ลักษณะ ค. คุณสมบัติ ง. เอกลักษณ์ จ. สถิติ 7. การจําแนกประเภทของสิงต่างๆ อาศัยคุณสมบัติ ในด้านใด ก. สถานะ ข. ขนาดและรูปร่าง ค. ความเหมือนและความคล้ายคลึง ง. ความผิดแผกและความแตกต่าง จ. ความเหมือนและความแตกต่าง
126.
8. สิงทีใช้เก็บข้อมูลในการศึกษาพฤติกรรมหรือ ความคิดเห็นของมนุษย์เรียกว่า ก. ต้นทุนวิจัย ข.
เครืองมือวิจัย ค. อุปกรณ์การวิจัย ง. วัตถุดิบการวิจัย จ. รายงานการวิจัย 9.เครืองมือชนิดใดนิยมใช้ในการเก็บข้อมูลมากทีสุด ก. แบบทดสอบ ข. แบบสังเกต ค. แบบประเมิน ง. แบบสัมภาษณ์ จ. แบบสอบถาม 10. เครืองมือทีใช้เก็บข้อมูลต้องมีคุณสมบัติสําคัญ อย่างไร ก. เชือถือได้ ข. มีความเทียงตรง ค. เก็บข้อมูลได้ครบ ง. วัดสิงทีต้องการทราบได้ จ. ครอบคลุมเนือหา 11. ข้อใดไม่ต้องมีในแบบสอบถาม ก. ชือผู้ตอบแบบสอบถาม ข. สถานภาพของผู้ตอบ ค. รายละเอียดแบบสอบถาม ง. ระดับความคิดเห็น จ. ข้อเสนอแนะ 12. ค่าใดบอกคุณภาพและความน่าเชือถือของแบบ สอบถาม ก. IOC ข. ATP ค. CPU ง. KFC จ. MENU 13. ปกติการหาค่าความสอดคล้องของแบบสอบถาม จะใช้ผู้เชียวชาญกีคน ก. 1-2 คน ข. 2-3 คน ค. 2,4 คน ง. 3,5 คน จ. เท่าไรก็ได้ยิงมากยิงดี 14. ประชากรทีถูกเลือกมาเพือการสํารวจเรียกว่า ก. กลุ่มสํารวจ ข. กลุ่มประชากร ค. กลุ่มตัวอย่าง ง. กลุ่มสุ่มเก็บ จ. กลุ่มตัวเลือก 15. กลุ่มตัวอย่างทีเลือกมาเพือสํารวจ ต้องมีสมบัติ อย่างไร ก. เป็นกลุ่มทีเรียนเก่ง ข. เป็นกลุ่มทีเรียนอ่อน ค. เป็นกลุ่มทีมีความสามารถพิเศษ ง. มีสมบัติเหมือนกลุ่มประชากรทัวไป จ. เป็นกลุ่มทีเรียนคนละห้องหรือคนละแผนก 16. การเลือกกลุ่มทีจะทําการสํารวจโดยใช้เกณฑ์ ของประชากรไม่เกิน 100 จะเลือกมาเท่าใด ก. 1-15 % ข. 15-30 % ค. 30-45 %
127.
ง. 45-60 % จ.
เลือกมาทังหมด 17.ขันตอนแรกของการวิเคราะห์ข้อมูลทีได้จากแบบ สอบถามคือ ก. การลงรอยขีดในตารางความถี ข. เปลียนความถีเป็นตัวเลข ค. เปลียนตัวเลขให้เป็นร้อยละ ง. เปลียนร้อยละให้เป็นพืนทีในกราฟวงกลม จ. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 18. สถิติทีนิยมใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ก. ความถี ค่าเฉลีย ข. ค่าเฉลีย ร้อยละ ค. ร้อยละ ความถี ง. มัธยฐาน ฐานนิยม จ. ค่าเฉลีย ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน 19. โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลทีนิยมใช้ได้แก่ ก. SPSS ข. ACDSee ค. Photo shop ง. CorelDraw จ. Publisher 20. การนําเสนอข้อมูลทีได้จากแบบสอบถาม มักจะ นิยมนําเสนอในรูปแบบใด ก. กราฟแท่ง ข. กราฟเส้นตรง ค. กราฟรูปภาพ ง. กราฟวงกลม จ. แผนภูมิก้างปลา 21. ตัวแปรชนิดใดมีค่าไม่เท่ากันหรือไม่เหมือนกัน ก. ตัวแปรต้น ข. ตัวแปรตาม ค. ตัวแปรควบคุม ง. ตัวแปรต้นและตัวแปรควบคุม จ. ทุกตัวแปร 22. ตัวแปรชนิดใดเป็นผลของการทดลอง (ใช้คําตอบในข้อ21) 23. การคาดคะเนถึงสาเหตุของปัญหาเรียกว่า ก. การคาดคะเน ข. การพยากรณ์ ค. การลงความเห็น ง. การตังสมมติฐาน จ. การพิสูจน์ทฤษฎี 24. การทดลองเป็นขันตอนทีทําเพืออะไร ก. หาคําตอบ ข. ให้มีกิจกรรม ค. พิสูจน์สมมติฐาน ง. สร้างทฤษฎีใหม่ จ. สืบเสาะแสวงหาความรู้ จากข้อมูลจงตอบคําถามข้อ 25-29 นางสาว ก อยากทราบว่าระยะเวลาทีเหมาะสม ในการต้มไข่ทีทําให้ไข่สุกในระดับทีคนส่วนมาก ชอบรับประทานจึงนําไข่ไก่ไปต้มในนํ าเดือดใน ภาชนะปากกว้าง ปิดฝาในระยะเวลาต่างกัน นําไข่ที ต้มไปให้คน 10 คนชิมทดสอบ พบว่า 6 ใน 10 คน ชอบคุณสมบัติของไข่ทีต้มนาน 6 นาที
128.
25. ข้อใดคือปัญหาหรือเรืองทีต้องการศึกษา ก. ไข่ไก่ ข.
นํ าเดือด ค. เวลาทีต้มไข่ ง. คุณสมบัติของไข่ต้ม จ. 6 ใน 10 คน 26. ข้อใดคือตัวแปรต้นหรือตัวแปรทีต้องการศึกษา ก. ไข่ไก่ ข. นํ าเดือด ค. เวลาทีต้มไข่ ง. ชิมทดสอบ จ. คุณสมบัติของไข่ต้ม 27. ข้อใดเป็นตัวแปรตาม ก. ไข่ไก่ ข. ปิดฝา ค. ภาชนะปากกว้าง ง. ชิมทดสอบ จ. คุณสมบัติของไข่ต้ม 28. ข้อใดเป็นตัวแปรควบคุม ก. ไข่ไก่ ข. ปิดฝา ค. ภาชนะปากกว้าง ง. คน 10 คนชิมทดสอบ จ. ถูกทุกข้อ 29. ข้อใดเป็นการสรุปผลการทดลอง ก. ชิมทดสอบ ข. คน 10 คน ค. 6 นาที ง. 6 ใน 10 จ. คุณสมบัติของไข่ต้ม 30. ตารางบันทึกผลทีสมบูรณ์ ต้องประกอบด้วย องค์ประกอบใดบ้าง ก. ตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ข. ตัวแปรตามและตัวแปรควบคุม ค. ตัวแปรต้นและตัวแปรควบคุม ง. ตัวแปรต้นและตัวแปรอิสระ จ. ตัวแปรตามและผลการทดลอง 31. สิงประดิษฐ์ทีมีคุณค่า คือสิงประดิษฐ์ทีมีคุณ ลักษณะอย่างไร ก. ยังไม่มีใครทํามาก่อน ข. เลียนแบบของเก่า ค. พัฒนาจากสิงทีมีอยู่แล้ว ง. เอาของทีมีอยู่แล้วมาปรับปรุง จ. แบบใดก็ได้ 32. ขันตอนใดทีแสดงว่าสิงประดิษฐ์นันผ่านการ ปรับปรุงแก้ไขจนมีประสิทธิภาพสูงสุด ก. ออกแบบสิงประดิษฐ์ ข. จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ค. ลงมือประดิษฐ์ ง. ทดสอบการทํางาน จ. พัฒนาประสิทธิภาพ
129.
บททีบทที 66 การเขียนรายงานการเขียนรายงาน มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ บูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิชาชีพ ในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ ■
ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหา ความรู้และแก้ปัญหา
130.
บทที 6 การเขียนรายงาน ■
สาระการเรียนรู้ 2. รูปแบบการเขียนรายงาน 3. ตัวพิมพ์ 4. การจัดหน้ากระดาษ 5. การจัดหัวข้อ 3. องค์ประกอบของรายงาน 3.1 ส่วนหน้า 3.2 ส่วนเนือหา 3.3 ส่วนอ้างอิง 3.4 ส่วนเพิมเติม ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้ว นักศึกษาควรจะ 1. ใช้รูปแบบในการทํารายงานได้ถูกต้อง 2. จัดหน้ากระดาษรายงานได้ถูกต้อง 3. จัดหัวข้อในการทํารายงานได้ถูกต้อง 4. เรียงลําดับและเขียนองค์ประกอบของรายงานได้ถูกต้อง 5. อ้างอิงทีมาของเอกสารรายงานได้ถูกต้อง 6. วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลได้
131.
การเขียนรายงาน เมือดําเนินการทําโครงงานจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขันตอนต่อไปคือการเขียนรายงาน แสดง รายละเอียดในการทําโครงงาน
เสนออาจารย์ทีปรึกษาและเป็นการเผยแพร่ผลงานการทําโครงงาน ให้ คนอืนๆ ทราบ รายงาน (Report)หมายถึง ผลงานการศึกษาค้นคว้า หรือการปฏิบัติงานเรืองใดเรืองหนึงอย่าง ละเอียด แล้วนํามาเรียบเรียงขึนใหม่อย่างเป็นระบบ เพือให้ผู้สังงานหรือรับรายงาน และผู้สนใจทัวไป พิจารณา เนืองจากโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นงานวิจัยในระดับนักเรียน นักศึกษา ดังนัน การเขียน รายงานจึงอ้างอิงรูปแบบการเขียนรายงานการวิจัย หรือการทําวิทยานิพนธ์ นันคือการเขียนรายงาน ต้องใช้รูปแบบทีมาตรฐาน เป็นสากลทีคนทัวไปยอมรับ ใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทังเล่ม ไม่เปลียนไป เปลียนมา หรือใช้หลายรูปแบบ 1. รูปแบบการเขียนรายงาน รูปแบบการเขียนรายงาน หรือแบบฟอร์มในการทํารูปเล่ม ทีได้รับการยอมรับของแต่ละ สถานศึกษาหรือแต่ละหน่วยงาน จะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่จะมีองค์ประกอบคล้ายคลึงกัน จะใช้ แบบใดก็ได้แต่ต้องให้เป็นแบบเดียวกันตลอดทังเล่ม ตัวอย่างต่อไปนี เป็นรูปแบบการเขียนรายงาน แบบหนึง ทีได้รับการยอมรับโดยทัวไป 1.1 ตัวพิมพ์ โดยปกติเอกสารทีจัดทําอย่างเป็นทางการ จะใช้ชนิดของตัวพิมพ์ (Font type) เป็นแบบ Angsana UPC หรือ Angsana New ตลอดทังเล่ม ไม่ควรใช้ชนิดของตัวพิมพ์หลายชนิดปนกัน ส่วน ขนาด (Font size) และรูปแบบตัวอักษร(Font style) ควรใช้ดังนี ชือบท หรือหัวข้อสําคัญ เช่น บทคัดย่อ คํานํา กิตติกรรมประกาศ สารบัญ ฯลฯ ใช้ขนาด 18 พอยต์ ตัวพิมพ์หนา(Bold) หัวข้อใหญ่ในส่วนเนือเรือง ใช้ขนาด 16-18 พอยต์ตัวพิมพ์หนา หัวข้อรองหรือหัวข้อย่อย ใช้ขนาด16 พอยต์ตัวพิมพ์หนา เนือเรืองและรายละเอียดของส่วนต่างๆ โดยทัวไปภายในเล่ม ใช้ขนาด 16 พอยต์ตัวพิมพ์ ธรรมดา
132.
1.2 การจัดหน้ากระดาษ การจัดหน้ากระดาษในการทํารูปเล่มรายงานโดยปกติจะใช้กระดาษขนาด A4
สีขาวไม่มีเส้น บรรทัด ชนิดไม่ตํากว่า 80 แกรม ซึงเป็นขนาดมาตรฐานการทํารายงานทัวไป เว้นขอบกระดาษดังนี ขอบบนและขอบซ้าย 1.5 นิว ขอบล่างและขอบขวา 1 นิว ตัวอย่างการเว้นขอบกระดาษและการใส่เลขหน้า ขอบบนของหน้ากระดาษ ขอบล่างของหน้ากระดาษ ภาพที 6.1 การเว้นขอบกระดาษและการใส่เลขหน้า 1.5 นิว 1.5 นิว 1 นิว 1 นิว เลขหน้า
133.
1.3 การจัดหัวข้อในการพิมพ์ การจัดหัวข้อในการพิมพ์ ต้องให้เป็นแบบเดียวกันตลอดทังเล่ม
สามารถทําได้หลายแบบ ใน ทีนีจะขอยกตัวอย่างรูปแบบการจัดหัวข้อทีได้รับการยอมรับแบบหนึง ดังนี บทที .. (ชือบท) 1. หัวข้อใหญ่ ****** ย่อหน้า……………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………... ****** 1.1 หัวข้อย่อยระดับที 1 *********** ย่อหน้า……………………………………………………………………………... ……………………………………………………………………………………………………... 1.1.1 หัวข้อย่อยระดับที2 1.1.2 หัวข้อย่อยระดับที2 1.1.2.1 หัวข้อย่อยระดับที 3 1) หัวข้อย่อยระดับที4 2) หัวข้อย่อยระดับที4 1.1.2.2 หัวข้อย่อยระดับที3 1.1.3 หัวข้อย่อยระดับที2 1.2 หัวข้อย่อยระดับที 1 2. หัวข้อใหญ่ 2.1 หัวข้อย่อยระดับที 1 2.1.1 หัวข้อย่อยระดับที2 2.1.1.1 หัวข้อย่อยระดับที3 2.2 หัวข้อย่อยระดับที 1 2.3 หัวข้อย่อยระดับที 1 ภาพที 6.2 การจัดหัวข้อและการย่อหน้า
134.
รายละเอียดในการแบ่งหัวข้อและย่อหน้าเป็นดังนี 1. การแบ่งหัวข้อในแต่ละบท ให้แบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่(Mainheading)และหัวข้อย่อย(Sub heading)
ตามลําดับ 2. การแบ่งหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อยในแต่ละบท ให้ใช้ตัวเลขกํากับหัวข้ออย่างชัดเจน แต่ไม่ ควรใช้ตัวเลขมากกว่า 4 ตัว เช่น 1.1.1.1.1 ถ้าเกิน 4 ตัวให้ใช้วงเล็บแทน เช่น 1) 1.1) เป็นต้น 3. ไม่ใช้สัญลักษณ์ เช่น แทนหัวข้อย่อย 4. ชือบทให้พิมพ์ไว้กลางหน้ากระดาษด้านบนสุด ระหว่างชือบทกับบรรทัดต่อไป ให้เว้น บรรทัด 1 บรรทัด 5. การพิมพ์หัวข้อใหญ่ให้พิมพ์ชิดริมซ้ายสุดของขอบกระดาษ 6. การพิมพ์หัวข้อย่อยและการย่อหน้า ให้พิมพ์โดยเว้นระยะห่างจากขอบซ้าย6 ช่วงตัวอักษร หรือ 1 tab โดยเริมพิมพ์ตรงตําแหน่งตัวอักษรที7 ■ เหตุใดจึงต้องจัดหน้ากระดาษด้านซ้ายให้มีช่องว่างมากกว่าด้านขวา__________________ _______________________________________________________________________ ■ เหตุใดจึงต้องจัดหน้ากระดาษด้านบนให้มีช่องว่างมากกว่าด้านล่าง___________________ _______________________________________________________________________ ■ เหตุใดจึงมีการกําหนดขนาด(Font size)และรูปแบบ (Font style) ของตัวพิมพ์ในแต่ละ ส่วนให้มีขนาดแตกต่างกัน___________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ เหตุใดเอกสารทางราชการ จึงต้องกําหนดชนิดของตัวพิมพ์(Font type) เป็นแบบเดียวกัน _______________________________________________________________________ หากเขียนรายงานโดยใช้ชนิดของตัวพิมพ์แตกต่างกันออกไปจะมีผลตามมาอย่างไร _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ ตัวพิมพ์ทีใช้ขนาดใหญ่ ตัวหนา หมายความว่าอย่างไร____________________________ _______________________________________________________________________ ■ หากนักศึกษาต้องการเน้นข้อความในเนือหาให้ผู้อ่านทราบหรือเข้าในว่าข้อความนีมีความ สําคัญมาก จะทําได้อย่างไรได้บ้าง___________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________
135.
2. องค์ประกอบของรายงาน องค์ประกอบของรายงานทีสมบูรณ์ ครบถ้วน
และถูกต้อง ควรมีส่วนประกอบทีสําคัญ 4 ส่วน ได้แก่ 2.1 ส่วนหน้า (Frontage) ส่วนหน้าหรือส่วนนํา ประกอบด้วยปกนอก ปกใน บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ และ สารบัญ 2.1.1 ปกนอก ควรเป็นปกแข็งหรือกระดาษทําปกรายงานทีมีความแข็งมากกว่ากระดาษ A4 ในส่วนของปกนอกประกอบด้วย - ชือโครงงาน พิมพ์ด้วยตัวอักษรทีมีขนาดใหญ่พอสมควร หากชือโครงงานมีความ ยาวมากกว่า 1 บรรทัด ให้แบ่งบรรทัดพิมพ์ในลักษณะสามเหลียมกลับหัวให้สวยงาม - ชือผู้ทําโครงงาน ให้พิมพ์กลางหน้ากระดาษ พร้อมบอกคํานําหน้าชือ เช่น นาย นาง นางสาว และชันการศึกษา - ประเภทของโครงงาน ควรระบุด้วยว่าเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทใด - ระดับการศึกษา ควรบอกด้วยว่าเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ในระดับใด - สาขาวิชา และสถานศึกษา บอกสาขาวิชาและสถานศึกษาทีนักศึกษากําลังศึกษาอยู่ - ปีการศึกษา ให้บอกปีการศึกษาทีทําโครงงาน ในการทําโครงงานนันไม่ได้มีข้อห้ามระบุเอาไว้ ดังนั นผู้ทําโครงงานจึงอาจแบ่งพืนทีปกหน้า ลงรูปทีสําคัญและเกียวข้อง สือถึงการทําโครงงานโครงงานมากทีสุด นําเสนอในปกหน้าด้วยก็ได้ เพือให้เกิดความน่าสนใจ
136.
โครงงานโ โครงงานวิทยาศาสตร์ เรือง …………………………………………….. โดย 1…………………………………………………….. 2…………………………………………………….. 3…………………………………………………….. ระดับ……………………… ปีพุทธศักราช………………. วิทยาลัย……….……….อาชีวศึกษาจังหวัด………………. สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ภาพที 6.3 ตัวอย่างปกหน้ารายงาน* * รูปแบบการประกวดโครงงานอาชีวศึกษา – เอสโซ่ ปี พ.ศ. 2552
137.
2.1.2 ปกใน ใช้กระดาษทํารายงานสีขาวขนาด
A4 ประกอบด้วย - ชือโครงงาน - ชือผู้ทําโครงงาน และทีปรึกษาโครงงาน - ข้อความทีระบุประเภทของโครงงาน ระดับการศึกษา สถานศึกษา ปีการศึกษาทีทํา โครงงาน โครงงานวิทยาศาสตร์ เรือง …………………………………………………………. โดย 1…………………………………………………….. 2…………………………………………………….. 3…………………………………………………….. ครูทีปรึกษา 1…………………………………………………….. 2…………………………………………………….. 3…………………………………………………….. ทีปรึกษาพิเศษ (ถ้ามี) 1…………………………………………………….. 2…………………………………………………….. ภาพที 6.4 ตัวอย่างปกในรายงาน* * รูปแบบการประกวดโครงงานอาชีวศึกษา – เอสโซ่ ปี พ.ศ. 2552
138.
2.1.3 บทคัดย่อ (Abstract)
เป็นส่วนทีอยู่หน้าสุดถัดจากปกใน เป็นข้อความสรุปเนือหา ของโครงงานทังหมด ให้ผู้อ่านทราบถึงการทําโครงงานอย่างคร่าวๆ โดยไม่จําเป็นต้องอ่านเนือหา ทังหมด ดังนั นผู้ทําโครงงานต้องเขียนสรุปรายละเอียดให้เห็นชัดเจนถึง1) จุดประสงค์ในการทํา โครงงาน 2) วิธีดําเนินการ 3) ผลการดําเนินงานโดยย่อ และ 4) การนําผลการดําเนินงานไป ประยุกต์ใช้ โดยปกติจะใช้ข้อความประมาณ 300-350 คํา หรือประมาณ ¾ ของหน้ากระดาษ A4 การเขียนบทคัดย่อนีจะเขียนได้ก็ต่อเมือการทําโครงงานสินสุดลงแล้ว เพราะต้องนําผลการดําเนินงาน มาสรุปในบทคัดย่อด้วย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้คําแนะนําเอาไว้ว่าบทคัดย่อทีดีควรมีลักษณะดังนี 1) มีความถูกต้อง(Accurately)เนือหาของบทคัดย่อต้องถูกต้อง สอดคล้องกับเนือหาทีปรากฏ ในรายงาน 2) มีความสมบูรณ์ (Comprehensively) มีเนือหาครอบคลุมครบถ้วน ตามกระบวนการในการ จัดทําโครงงาน ให้ผู้อ่านได้รับความรู้เกียวกับการดําเนินงานในการทําโครงงาน ตังแต่ต้นจนจบอย่าง คร่าวๆ 3) มีความกระชับ (Precisely) ให้ข้อมูลตรงตามความหมายมากทีสุด ไม่เยินเย้อ ไม่อธิบาย รายละเอียดมากจนเกินไป 4) ให้ข้อเท็จจริง(Informatively)เนือหาของบทคัดย่อ เป็นการให้ข้อมูลความรู้ทีเป็นจริง จึง ไม่ควรมีการวิจารณ์อยู่ในบทคัดย่อ 5) มีความน่าอ่าน (Readable)ควรเขียนเป็นความเรียง ไม่แบ่งเป็นข้อๆ เรียบเรียงด้วยภาษาที สละสลวย ถูกต้องตามหลักวิชาการและหลักการใช้ภาษา ใช้ประโยคบอกเล่าและเป็นประโยคสมบูรณ์ แบ่งเนือหาออกเป็นย่อหน้าตามความเหมาะสม ไม่ใช้คําย่อทีไม่เป็นทีรู้จัก ไม่ยกตัวอย่างข้อความทีไม่ จําเป็น สูตร สมการ ตาราง หรือรูปภาพ และไม่ควรมีการอ้างอิง ตัวอย่างบทคัดย่อโครงงาน เรือง การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรรางจืดในการลดระดับ ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย
139.
บทคัดย่อ การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรรางจืดในการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายครัง นี มีจุดประสงค์เพือศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบรางจืด ซึงเป็นพืชสมุนไพรทีมีในท้องถิน ในการลดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย
โดยใช้ใบรางจืดอายุปานกลางจํานวน 2 กิโลกรัม : นํ า 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร นํามาปันให้ละเอียดและกรองด้วยผ้าขาวบาง ตังทิงไว้ให้ตกตะกอน รินเอาเฉพาะ ส่วนทีเป็นสารละลายใส นําไปทดลองกับอาสาสมัครทีเป็นกลุ่มตัวอย่าง2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 4 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างทัง 2 กลุ่ม ดืมเครืองดืมแอลกอฮอล์สุราขาว 40 ดีกรีปริมาณ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร หลังจากดืมเครืองดืมแอลกอฮอล์แล้ว 10 นาที วัดระดับ แอลกอฮอล์ในร่างกาย โดยใช้เครืองตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจแบบเป่าทีใช้ในงานจราจร จากนันให้กลุ่มทดลองดืมสารสกัดจากใบรางจืดคนละ 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร ส่วนกลุ่มควบคุมให้ ดืมนํ าเปล่าในปริมาณเท่ากัน ให้กลุ่มตัวอย่างทัง2 กลุ่มนอนพักผ่อนเป็นเวลา 30 นาที จากนั น นํา กลุ่ม ตัวอย่างทัง2 กลุ่มมาตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์โดยการเป่าเครืองตรวจวัดอีกครั งหนึง ผลการทดลองพบว่าค่าเฉลียในการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ครั งที1 ของกลุ่มทดลองวัดได้ 60.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ครั งที 2 วัดได้ 41.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ลดลง 19 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นร้อยละ 31.54 ส่วนกลุ่มควบคุม ครั งที 1 วัดได้ 55.75 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ครั งที 2 วัดได้ 50.25 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ลดลง 5.6 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นร้อยละ 10.04 สรุปได้ว่าสารสกัด จากสมุนไพรรางจืด มีผลในการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายมากกว่านํ าเปล่า ผลทีได้จาก การทดลองหากนําไปใช้ในชีวิตประจําวันโดยเฉพาะด้านงานจรจรอาจช่วยลดการบาดเจ็บและสูญเสีย จากการจราจรได้เป็นอย่างดี 2.1.4 กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgement) เป็นส่วนทีให้ผู้ทําโครงงานแสดงความ ขอบคุณผู้ให้ความร่วมมือ ให้คําแนะนํา หรือให้ความช่วยเหลือในการทําโครงงาน ทําให้การทํา โครงงานสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ถือเป็นมรรยาททีผู้ทําโครงงานควรถือปฏิบัติ ควรเขียนเป็นความเรียง เหมือนบทคัดย่อ และควรมีข้อความไม่เกิน1 หน้ากระดาษ ตัวอย่างการเขียนกิตติกรรมประกาศ โครงงานวิทยาศาสตร์ เรือง การศึกษาประสิทธิภาพของ สมุนไพรรางจืดในการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย
140.
กิตติกรรมประกาศ โครงงานการศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรรางจืด ในการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ใน ร่างกายครั งนี
สําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลหลายฝ่าย ได้กรุณาให้ คําแนะนําในการทําโครงงานทุกขันตอน ตังแต่การวางแผนการดําเนินงาน การออกแบบการทดลอง กระบวนการศึกษาทดลองเพือให้ได้คําตอบตามหลักวิชาการ การจัดทําเอกสาร การตรวจสอบความ ถูกต้องของรายงาน การสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเครืองมือทีใช้ในการตรวจวัด คณะผู้จัดทํา ขอขอบคุณคุณครูไตรภพ เทียบพิมพ์ ครูผู้สอนและทีปรึกษาในการทําโครงงาน ทีให้ความรู้ ให้ คําแนะนํา ในการทําโครงงาน ช่วยเหลือและช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทีเกิดขึนระหว่างการทําโครงงาน ตลอดจน ตรวจสอบความถูกต้องของรูปเล่มเอกสารรายงาน ขอขอบคุณ ด.ต. ประยูร ทุมแก้ว เจ้าหน้าทีงาน จราจร สถานีตํารวจภูธรภาค 4 ทีให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และอํานวยความสะดวกในการใช้ เครืองมือตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ตลอดจนอนุเคราะห์สถานทีในการทดลอง ขอขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ ของสมาชิกผู้จัดทําโครงงานทีให้กําลังใจและให้คําปรึกษาเกียวกับ สมุนไพรรางจืด ขอขอบคุณเพือนสมาชิกในชั นเรียน ทียอมเสียสละตัวเองเป็นอาสาสมัครในการ ทดลอง จนทําให้การทดลองสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอขอบคุณบุคคลอีกหลายๆ ท่านทีไม่ สามารถเอ่ยนามในทีนี สุดท้ายนี หากผลจากการทําโครงงานครั งนีมีประโยชน์อยู่บ้าง ความดีความงามทังปวงทีเกิด จากการทําโครงงานนี ขอมอบให้แก่บิดา มารดา ผู้ส่งเสียให้ได้รับการศึกษาครู อาจารย์ทีได้ประสิทธิ ประสาทความรู้ให้แก่ข้าพเจ้า รวมทังเจ้าของเอกสารและตําราทีได้นํามาอ้างอิงตลอดจนเพือนร่วมงาน และผู้มีส่วนร่วมทุกคน คณะผู้จัดทํา 2.1.5 สารบัญ (Table of contents) เป็นส่วนทีให้ข้อมูลรายการส่วนต่างๆ ทีปรากฏใน รายงาน พร้อมทังบอกเลขหน้าทีปรากฏ โดยเริมตังแต่บทคัดย่อ ไปจนถึงเอกสารอ้างอิง ในส่วนที เป็นเนือเรืองควรใส่บทที ชือบท หัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย หัวข้อทีลงในสารบัญต้องตรงกับหัวข้อ และเลขหน้าทีปรากฏในเนือเรือง หัวข้อทีลงในสารบัญควรลงเฉพาะหัวข้อใหญ่ หรือหัวข้อใหญ่กับ หัวข้อย่อย ไม่ควรลงหัวข้อรองจากหัวข้อย่อยอีก เพราะมีในรายละเอียดของเนือเรืองอยู่แล้ว
141.
นอกจากสารบัญเนือหาแล้ว ยังอาจเพิมสารบัญตารางและสารบัญภาพลงไปด้วย เพือให้ผู้อ่าน สามารถค้นหาหรือตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึน สารบัญตาราง(List
oftable)เป็นส่วนทีบอกถึงตารางทังหมดทังหมดในรายงาน(ถ้ามี)รวมทัง ตารางในภาคผนวก พร้อมระบุเลขหน้า หากมีตารางเดียวไม่ต้องจัดทําสารบัญตารางก็ได้ สารบัญภาพ(List of figures) เป็นส่วนทีบอกถึงรายการภาพได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ แผนที กราฟ ฯลฯ ทังหมด(ถ้ามี) รวมทังในภาคผนวก พร้อมระบุเลขหน้า หากมีภาพเดียวไม่ต้องจัดทํา สารบัญตารางก็ได้ การลงเลขหน้าทีเป็นตัวเลขนัน ให้เริมลงหน้า1 ถัดจากหน้าสารบัญ ส่วนหน้าที อยู่ก่อนหน้าสารบัญ ให้บอกเลขหน้าด้วยตัวอักษร เช่น บทคัดย่อเป็นหน้า ก กิตติกรรมประกาศเป็น หน้า ข สารบัญตารางเป็นหน้า ค สารบัญภาพเป็นหน้า ง เป็นต้น และการจัดเรียงหน้าสารบัญนั น ให้จัดเรียงสารบัญเนือหาก่อน ตามด้วยสารบัญตารางและสารบัญภาพตามลําดับ ส่วนหน้าทีขึนบท ใหม่ ไม่ต้องใส่เลขหน้า ■ บทคัดย่อคืออะไร_________________________________________________________ เหตุใดจึงนําเสนอบทคัดย่อเป็นอันดับแรก_____________________________________ _______________________________________________________________________ บทคัดย่อบอกอะไรให้ทราบบ้าง_____________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ การเขียนบทคัดย่อจะเขียนเมือใด_____________________________________________ จะเขียนบทคัดย่อก่อนการทําโครงงานได้หรือไม่________________________________ เพราะเหตุใด ____________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ กิตติกรรมประกาศคืออะไร _________________________________________________ ทําไมจึงต้องลงหัวข้อกิตติกรรมประกาศ_______________________________________ _______________________________________________________________________ การลงกิตติกรรมประกาศมีข้อดีอย่างไร________________________________________ จะนําไปลงในตอนท้ายของรายงานได้หรือไม่___________________________________ หากนําไปลงในตอนท้ายของรายงานจะใช้คําว่า_________________________________ หากลงเป็นกิตติกรรมประกาศแล้วจะต้องลงคําขอบคุณหรือไม่_____________________
142.
การลงเป็นกิตติกรรมประกาศกับคําขอบคุณ ส่วนใดทีแสดงว่าผู้ให้การช่วยเหลือมีความ สําคัญต่อการทําโครงงานมากกว่ากัน__________________________________________ _______________________________________________________________________ 2.2 ส่วนเนือเรือง
(Context) ส่วนเนือเรืองเป็นส่วนทีแสดงรายละเอียด ของเนือหาทังหมดของโครงงาน ว่ามีรายละเอียด อะไรบ้าง โดยปกติรายงานการวิจัยหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ จะแบ่งเนือหาออกเป็นบท ประกอบด้วย เนือหาในบทต่างๆ ดังนี 2.2.1 บทที 1 บทนํา บทนํา (Introduction) เป็นบทแรกของรายงาน เป็นการกําหนดกรอบในการทําโครงงาน ว่ามีจุดประสงค์อย่างไร จะศึกษาในเรืองใด กว้างและลึกเพียงใด และผลทีคาดว่าจะได้รับในการทํา โครงงานควรจะเป็นอย่างไร ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ดังนี 1) ทีมาและความสําคัญ เป็นการนําเสนอให้เห็นปัญหาของการทําโครงงาน ว่าผู้ทํา โครงงานมีปัญหาอย่างไร ต้องการทราบคําตอบหรืออยากรู้ในเรืองใดถึงได้ทําโครงงานนั น มีแรง บันดาลใจหรือแรงจูงใจอย่างไร ผู้ทําโครงงานต้องเขียนเป็นความเรียงบรรยาย ให้ผู้อ่านเห็นคล้อยตาม ว่าโครงงานทีทํามีความน่าสนใจ น่าศึกษาค้นคว้าหาคําตอบ มีประโยชน์และมีคุณค่าสมควรแก่ การศึกษาค้นคว้า ตัวอย่าง เช่น ทีมาและความสําคัญของโครงงาน การศึกษาประสิทธิภาพของ สมุนไพรรางจืด ในการลดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย อาจเขียนได้ดังนี ปัญหาการดืมเครืองดืมแอลกอฮอล์ เป็นปัญหาสําคัญอย่างหนึงของสังคมไทย และจากรายงาน การสํารวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี พ.ศ. 2551 พบว่าประชาชนคนไทย ดืมเครืองดืม แอลกอฮอล์ ติดอันดับ1 ใน 5 ของโลก ไม่ว่าจะเป็นสุราหมัก สุรากลัน สุราสี สุราขาว ไวน์ หรือ เบียร์ และสาเหตุการเสียชีวิตสําคัญอย่างหนึงของคนไทย มีสาเหตุสําคัญมาจากอุบัติเหตุการ จราจรบน ท้องถนน ซึงส่วนใหญ่เกิดจากการดืมเครืองดืมแอลกอฮอล์แล้วขับขี จนต้องรณรงค์กันอยู่เป็นประจํา ทุกปี และปัจจุบันผู้คนในหลายกลุ่มทังในวัยเด็กและวัยทํางาน นิยมดืมแอลกอฮอล์กันเป็นจํานวนมาก ซึงเมือดืมแอลกอฮอล์แล้วไปขับขียานพาหนะ จะทําให้การรับรู้และการตอบสนองช้าลง ตลอดจนการ ตัดสินใจผิดพลาด อันเป็นสาเหตุสําคัญทีทําให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว นอกจากก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากการ
143.
จราจรแล้ว การมึนเมาซึงมีสาเหตุมาจากการดืมแอลกอฮอล์ ทีผู้ดืมไม่มีสติสัมปชัญญะ
ไม่สามารถ ควบคุมตนเองได้ ยังก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและปัญหาสังคมตามมามากมาย เช่น ทําให้เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ขาดเงินใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน ทําให้คุณภาพชีวิตด้อยลง เกิดการทะเลาะ วิวาท การฉกชิงวิงราว ลักเล็กขโมยน้อย ตลอดจนการก่อคดีร้ายแรงต่างๆ คณะผู้จัดทําโครงงาน มีความสนใจใคร่รู้ว่า มีวิธีการใดบ้าง ทีจะช่วยลดปัญหาดังกล่าวให้ น้อยลงคือลดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ให้เร็วกว่าการทําลายโดยเมแทบอลิซึม ในอัตราปกติของ ร่างกาย ซึงจากข้อมูลของภูมิปัญญาชาวบ้าน และตําราสมุนไพรไทย พบว่าสมุนไพรไทยอย่างสมุนไพร รางจืด มีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ลดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย ใช้เป็นยาถอนพิษ ใช้แก้ร้อนใน รักษาโรคหอบหืด และแก้ผืนคัน เกษตรกรทีใช้สารเคมีในการกําจัดศัตรูพืช ซึงอาจได้รับพิษจากสาร เคมีเหล่านัน สามารถคันนํ าสมุนไพรรางจืด หรือนําใบรางจืดมาต้มเป็นนํ าชา ดืมแทนนํ าธรรมดาเพือ ทําลายหรือขับสารพิษ สารเคมีในร่างกายได้ จากสาเหตุดังกล่าว ทําให้คณะผู้จัดทําโครงงานสนใจ และอยากจะทราบว่าสมุนไพรรางจืดนัน มีประสิทธิภาพ ในการลดปริมาณแอลกอฮอล์ได้จริงหรือไม่ จึงได้ทําการศึกษาหาประสิทธิภาพของ สมุนไพรรางจืด ในการลดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย เพราะถ้าสามารถลดระดับแอลกอฮอล์ได้จริง จะช่วยลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิต ทีมีสาเหตุจากการดืมแอลกอฮอล์ได้เป็นจํานวนมาก 2) จุดประสงค์ของการทําโครงงาน เป็นส่วนทีบอกให้ทราบว่าผู้ทําโครงงาน มีความ ต้องการอย่างไรในการทําโครงงาน ต้องการทราบคําตอบหรือต้องการแก้ปัญหาในเรืองใดจุดประสงค์ ของโครงงาน อาจแยกย่อยออกได้เป็นจุดประสงค์เฉพาะของโครงงานและจุดประสงค์ทัวไปการบอก จุดประสงค์ของโครงงานควรบอกเป็นข้อๆ จุดประสงค์เฉพาะของโครงงาน เป็นการบอกความต้องการในการทําโครงงานนันๆ โดยเฉพาะและเกียวข้องกับโครงงานโดยตรง เช่น นักศึกษาทีทําโครงงานนํ าฟักทอง ก็อาจบอก จุดประสงค์เฉพาะของโครงงานได้เป็น 1. แปรสภาพฟักทองให้เป็นนํ าฟักทอง 2. หาชนิดของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง 3. หาอายุของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง 4. หาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง ในการทํานํ าฟักทอง 5. หาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างปริมาณนํ าฟักทอง: นํ าตาลซูโครส 6. ฯลฯ
144.
จุดประสงค์ทัวไป เป็นผลพลอยได้ทีเกิดจากการทําโครงงาน
ซึงจะเกิดขึนกับผู้ทํา โครงงานทุกโครงงาน ดังนันจุดประสงค์ประเภทนี จึงเหมือนกันในทุกโครงงาน ผู้ทําโครงงานอาจ เพิมเติมลงไป ต่อจากจุดประสงค์เฉพาะของโครงงาน เช่น - ฝึกการแก้ปัญหาโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - ฝึกความรับผิดชอบในการทํางาน - สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ - สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน - ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ - ฯลฯ ในการบอกจุดประสงค์การทําโครงงานนี ไม่ต้องแยกเป็นจุดประสงค์เฉพาะโครงงาน และ จุดประสงค์ทัวไป แต่ให้บอกรวมๆ เรียงข้อกันไปตามลําดับ โดยบอกเป็นจุดประสงค์เฉพาะของ โครงงานก่อนแล้วตามด้วยจุดประสงค์ทัวไป 3) สมมติฐานในการทําโครงงาน เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงคําตอบ หรือสาเหตุของ ปัญหา ว่าคําตอบของปัญหาน่าจะเป็นอย่างไร หรือปัญหาทีต้องการศึกษานั นน่าจะมีสาเหตุมาจาก อะไร โดยปกติการตังสมมติฐานนี จะใช้กับโครงงานประเภทการทดลอง ทีมีการจัดกระทํากับตัวแปร โครงงานประเภทอืนๆ จะมีหรือไม่มีสมมติฐานก็ได้ สมมติฐานเป็นการคาดคะเนถึงสาเหตุหรือคําตอบ ของปัญหา ไม่ใช่คําตอบของปัญหา ดังนัน จึงมักจะใช้คําว่าน่าจะ หรือ อาจจะ ในการตังสมมติฐาน เช่น โครงงานการศึกษาธรรมชาติการร้องของจิงหรีดดํา อาจตังสมมติฐานได้เป็น - ช่วงเวลาทีแตกต่างกันน่าจะมีผลต่อการร้องของจิงหรีดดํา - ปริมาณแสงสว่างทีแตกต่างกันน่าจะมีผลต่อการร้องของจิงหรีดดํา - อุณหภูมิทีแตกต่างกันน่าจะมีผลต่อการร้องของจิงหรีดดํา - ฯลฯ สมมติฐานนีจะมีข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ ถ้าสมมติฐานนันครอบคลุมถึงความน่าจะเป็นของ คําตอบของปัญหา สมมติฐานทีตังขึนมานีไม่ใช่คําตอบของปัญหา ดังนันสมมติฐานทีตังเอาไว้อาจถูก หรือผิดก็ได้ 4) ขอบเขตของการศึกษา เป็นการกําหนดกรอบของการศึกษาค้นคว้า ว่าผู้ทําโครงงาน จะศึกษาในเรืองใด กว้างและลึกเพียงใด เป็นตัวกําหนดว่าผู้ทําโครงงานจะทําการศึกษาในเรืองที
145.
กําหนดกรอบหรือขอบเขตเอาไว้ จะไม่ศึกษาในเรืองอืนทีอยู่นอกขอบเขตทีกําหนด เช่น
หากผู้ทํา โครงงานจะศึกษาการแปรสภาพข้าวโพดไปเป็นข้าวเกรียบ ก็อาจกําหนดขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า เอาไว้ว่า โครงงานนีมีขอบเขตในการศึกษาค้นคว้าดังนี 1. ศึกษาชนิดของข้าวโพดทีเหมาะสมในการทําข้าวเกรียบ 2. ศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างแป้งข้าวเจ้า: ข้าวโพดในการทําข้าวเกรียบ 3. ศึกษาส่วนผสมปรุงรสทีเหมาะสมในการทําข้าวเกรียบข้าวโพด 4. ฯลฯ หรืออาจจะกําหนดของเขตของการศึกษาเป็นความเรียง สรุปรวมในการทําข้าวเกรียบข้าวโพด เอาไว้ว่า โครงงานนีมีขอบเขตในการศึกษาค้นคว้าคือ ศึกษาชนิดของข้าวโพด อัตราส่วนทีเหมาะสม ระหว่างแป้ งข้าวเจ้า: ข้าวโพด และส่วนผสมปรุงรสทีเหมาะสมในการทําข้าวเกรียบข้าวโพด จะพบว่าขอบเขตของการศึกษาจะบอกไว้ชัดเจนว่า จะศึกษาเฉพาะการนําข้าวโพด มาแปรูป เป็นข้าวเกรียบเท่านัน ไม่ต้องนําธัญพืชหรือผลไม้ชนิดอืนมาทําข้าวเกรียบ และในการศึกษานันก็จะนํา ข้าวโพดไปแปรรูปเป็นข้าวเกรียบเท่านัน ไม่ต้องนําไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดอืน นอกเหนือจาก ข้าวเกรียบอีก 5) นิยามศัพท์ เป็นการให้ความหมายและกําหนดขอบเขตของคําสําคัญต่างๆ ทีเกียวข้อง กับการทําโครงงาน ให้เข้าใจตรงกันว่าคําสําคัญทีเกียวข้องกับการทําโครงงานนั น คืออะไรหรือ หมายถึงอะไร เพราะบางครั งคําสําคัญทีใช้ในการทําโครงงานนันเป็นศัพท์เฉพาะทีผู้อ่านอาจไม่เข้าใจ ดังนันจึงต้องให้ความหมายเอาไว้เพือให้ผู้อ่านเข้าใจ คําศัพท์หรือคําสําคัญทีนํามาให้นิยามนี ก็คือคํา สําคัญทีได้มาจากชือโครงงานเชิงวิจัยนันเอง ในการให้นิยามของศัพท์หรือคําสําคัญนี ต้องให้ความหมายทีสั น กระชับ กะทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ควรอธิบายรายละเอียดมากเกินไป การให้ความหมายของคําสําคัญนี ต้องให้ถูกต้องตาม หลักพจนานุกรม ซึงสามารถค้นหาความหมายได้จากพจนานุกรม หรือสารานุกรมนันเอง หากไม่ สามารถค้นหาความหมายจากพจนานุกรม หรือสารานุกรมได้ ผู้ทําโครงงานสามารถนิยามหรือให้ ความหมายขึนมาได้เอง แต่ต้องให้ผู้อ่านเข้าใจว่าหมายถึงสิงเดียวกัน กับทีผู้ทําโครงงานต้องการให้ ความหมาย หากมีปัญหาผู้ทําโครงงานควรปรึกษาผู้เชียวชาญหรือทีปรึกษาโครงงาน การให้นิยามศัพท์ของโครงงานนัน ควรจัดเรียงตามลําดับความสําคัญหรือความสัมพันธ์กับ โครงงาน และจัดพิมพ์ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม ง่ายต่อการอ่านและการทําความเข้าใจ เช่น
146.
การให้นิยามศัพท์ของโครงงาน การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรรางจืดในการลดปริมาณ แอลกอฮอล์ในร่างกาย เราอาจให้นิยามศัพท์จากคําสําคัญได้ดังนี การศึกษา
หมายถึง การค้นคว้าหรือเรียนรู้เพือให้เกิดความรู้ใหม่ รางจืด หมายถึง ต้นไม้เถาชนิดหนึงใช้เป็นยาถอนพิษ ประสิทธิภาพ หมายถึง ความสามารถทีทําให้เกิดผล ในทีนีหมายถึงประสิทธิภาพ ของรางจืด ลดระดับ หมายถึง ลดขัน ลดลง ทําให้น้อยลง ปริมาณ หมายถึง ความมากน้อยของจํานวน แอลกอฮอล์ หมายถึง สารเสพติดทีดืมแล้วก่อให้เกิดการมึนเมา ได้จากการหมัก ผัก ผลไม้ หรือเมล็ดพืชชนิดต่างๆ ทีมีแป้งเป็นเป็นส่วน ประกอบสําคัญ ในทีนีหมายถึง เอทิลแอลกอฮอล์ (C2H5OH) 6) ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ เป็นการคาดหวังล่วงหน้าว่าในการทําโครงงานนั น จะ ได้รับประโยชน์หรือก่อให้เกิดผลดีอย่างไรบ้าง ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับนี ควรให้สอดคล้องกับ จุดประสงค์ในการทําโครงงาน คือตังจุดประสงค์ในการทําโครงงานไว้อย่างไร ประโยชน์ทีคาดว่าจะ ได้รับก็ควรจะเป็นอย่างนัน เช่น หากตังจุดประสงค์เอาไว้ว่าต้องการ - แปรสภาพฟักทองให้เป็นนํ าฟักทอง - หาชนิดของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง - สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ - ฝึกความรับผิดชอบในการทํางาน - ฯลฯ ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับก็ควรจะเป็น - ได้นํ าฟักทองทีแปรสภาพมาจากฟักทอง - ทราบชนิดของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง - เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ - เกิดความรับผิดชอบในการทํางาน - ฯลฯ
147.
2.2.2 บทที 2
เอกสารทีเกียวข้อง เอกสารทีเกียวข้อง(Literature review) เป็นการนําเสนอรายละเอียดของข้อมูล เกียวกับการทํา โครงงาน ทีผู้ทําโครงงานได้ทําการศึกษาค้นคว้า มาใช้ประกอบการทําโครงงาน ส่วนนีจะบอกให้ ทราบว่า ผู้ทําโครงงานได้ศึกษาเอกสารทีเกียวข้องในเรืองใดบ้าง ซึงอาจได้มาจากหนังสือ ตําราเรียน เอกสารสิงพิมพ์ วิดีทัศน์ อินเตอร์เน็ต ตลอดจนเอกสารโครงงาน หรืองานวิจัยทีผู้อืนทําไว้ รวมถึง คําแนะนํา จากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีความรู้ความชํานาญในเรืองนั นๆ ด้วย การศึกษาเอกสารที เกียวข้องนี จะทําให้ผู้ทําโครงงานได้แนวคิด และรายละเอียดในเรืองทีทําโครงงาน ได้เฉพาะเจาะจง มากขึน จนสามารถออกแบบและวางแนวทาง ในการทําโครงงานได้ถูกต้อง เหมาะสม ในการนําเสนอเอกสารทีเกียวข้องนี ผู้ทําโครงงานควรนําเสนอเฉพาะส่วนทีเกียวข้อง กับการ ทําโครงงานเท่าทีจําเป็น และเขียนเรียบเรียงให้เป็นข้อความของตนเอง ไม่ควรนําข้อมูลของผู้อืนมา นําเสนอทังหมดโดยไม่มีการปรับปรุง การนําเสนอเอกสารทีเกียวข้องนี ผู้ทําโครงงานควรบอก รายละเอียดของหัวข้อเรืองทีทําการศึกษาก่อนว่าผู้ทําโครงงานได้ทําการศึกษาค้นคว้าในเรืองใดบ้าง จากนันจึงนําหัวข้อทีทําการศึกษา ไปให้รายละเอียดเพิมเติมในแต่ละเรือง เช่น ในการทําโครงงานเรือง การศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของลูกไก่ทีเลียงโดยรํา ข้าว ปลายข้าว และอาหารไก่สําเร็จรูป อาจศึกษาเอกสารทีเกียวข้องดังนี 1. การเลียงไก่ 2. รําข้าว 3. ปลายข้าว 4. อาหารไก่สําเร็จรูป 1. การเลียงไก่ (รายละเอียด) …………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... ฯ ลฯ 2. รําข้าว (รายละเอียด) …………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... ฯ ลฯ
148.
3. ปลายข้าว (รายละเอียด) …………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... ฯ
ลฯ 4. อาหารไก่สําเร็จรูป (รายละเอียด) …………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... …………………………………………………………………………………………………………... ฯ ลฯ ในการนําเสนอเอกสารทีเกียวข้องนี หากมีหัวข้อรองหรือหัวข้อย่อย ทีแยกออกมาจากหัวข้อ ใหญ่ ผู้ทําโครงงานก็สามารถนําเสนอเป็นหัวข้อรอง และหัวข้อย่อยพร้อมรายละเอียดได้ตามหลักการ จัดหัวข้อในการพิมพ์ 2.2.3 บทที 3 วิธีดําเนินการ วิธีดําเนินการ(Research methodology) ขันตอนนีเป็นการนําเสนอการลงมือปฏิบัติงาน ทังหมด หลังจากการวางแผนดําเนินงาน และศึกษารายละเอียดของเอกสารทีเกียวข้อง ขันตอนนีอาจ แยกออกได้เป็น 2 ข้อย่อย ได้แก่ 1) วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี ผู้ทําโครงงานต้องแจ้งรายละเอียด ของวัสดุอุปกรณ์ทีใช้ในการ ทดลองว่าวัสดุทีใช้ในการทดลองได้แก่อะไรบ้าง อุปกรณ์หรือเครืองมือทีใช้ในการทดลองได้แก่ อะไรบ้าง หากสามารถบอกรายละเอียดของอุปกรณ์ได้ ก็ควรระบุลงไปด้วยว่ามีขนาดเท่าใด จํานวน เท่าใด (ตัวอย่างในบทที3 หน้า 47) 2) วิธีดําเนินการทดลอง ผู้ทําโครงงานต้องอธิบายขันตอนการทดลอง หรือขันตอนการ ดําเนินการอย่างละเอียด ชัดเจน ว่ามีการดําเนินการอย่างไร หากโครงงานนันมีการทดลองมากกว่า1 การทดลอง ควรแจ้งกรอบการทดลองให้ทราบก่อนว่า โครงงานนันมีการทดลองกีการทดลอง เรือง ใดบ้าง เช่น หากนักศึกษาทําโครงงานเรืองนํ าฟักทอง ซึงนักศึกษาต้องการทราบ ชนิดของฟักทองที เหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง อัตราส่วนทีเหมาะสม ระหว่างนํ าฟักทอง: นํ าตาลซูโครส และอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าฟักทอง: เกลือแกง รวม ทังหมด 4 เรือง ดังนันโครงงานนีจึงประกอบด้วยการทดลอง4 การทดลอง ได้แก่
149.
การทดลองที 1 เรือง
ชนิดของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง การทดลองที 2 เรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง การทดลองที 3 เรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าฟักทอง: นํ าตาลซูโครส การทดลองที 4 เรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าฟักทอง: เกลือแกง หลังจากแจ้งกรอบการทดลองให้ทราบแล้ว ผู้ทําโครงงานจึงนําเสนอรายละเอียด และขันตอน การทดลองแต่ละการทดลองว่า มีวิธีการและขันตอนอย่างไร โดยอธิบายวิธีการทดลองอย่างละเอียด ชัดเจนเป็นข้อๆ เพือให้เข้าใจได้ง่าย หากผู้อ่านต้องการนําวิธีการของผู้ทดลองไปใช้ โดยปกติการ ทดลองแต่ละการทดลอง จะประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี 1) ลําดับทีและชือการทดลอง เป็นการบอกให้ทราบว่าเป็นการทดลองทีเท่าไร ต้องการศึกษา เรืองอะไร หากมี 1 การทดลองไม่ต้องบอกว่าเป็นการทดลองที 1 แต่ให้ระบุลงไปเลยว่าเป็นการ ทดลองเรืองอะไร โดยปกติลําดับทีและชือการทดลอง จะเขียนไว้กลางหน้ากระดาษด้วยตัวพิมพ์หนา 2) ตัวแปรทีต้องการศึกษา ประกอบด้วย 2.1) ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ เป็นตัวแปรทีต้องการศึกษา ตัวแปรนีจะบอกให้ทราบ ว่า ผู้ทําโครงงานต้องการศึกษาเรืองอะไร เป็นตัวแปรทีมีความแตกต่างหรือไม่เหมือนกัน หากเป็นตัว แปรชนิดเดียวกันหรือเหมือนกัน ก็จะมีค่าหรือปริมาณไม่เท่ากัน โดยปกติแล้วตัวแปรต้นก็จะเป็นชือ ของการทดลองนันเอง 2.2) ตัวแปรตาม เป็นผลของการทดลองทีเปลียนไป เมือเปลียนตัวแปรต้น พูดง่ายๆ ตัว แปรตามก็คือผลการทดลองนันเอง 2.3) ตัวแปรควบคุม เป็นปัจจัยทีมีอิทธิพลต่อการทดลอง ทีอาจทําให้ผลการทดลอง เปลียนแปลงหรือคลาดเคลือนไปจากความเป็นจริง จึงต้องควบคุมให้เหมือนกันหรือมีค่าเท่ากัน ■ การทดลองเรือง ชนิดของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทอง ตัวแปรต้นคือ____________________________________________________________ ตัวแปรตามคือ___________________________________________________________ ตัวแปรควบคุม ได้แก่______________________________________________________ ■ การทดลองเรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง ตัวแปรต้นคือ____________________________________________________________ ตัวแปรตามคือ___________________________________________________________ ตัวแปรควบคุม ได้แก่______________________________________________________
150.
■ การทดลองเรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ
าฟักทอง: นํ าตาลซูโครส ตัวแปรต้นคือ____________________________________________________________ ตัวแปรตามคือ___________________________________________________________ ตัวแปรควบคุม ได้แก่______________________________________________________ ■ การทดลองเรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าฟักทอง: เกลือแกง ตัวแปรต้นคือ____________________________________________________________ ตัวแปรตามคือ___________________________________________________________ ตัวแปรควบคุม ได้แก่______________________________________________________ ■ ในการแข่งขันชกมวยตัวแปรควบคุมทีสําคัญคือ_________________________________ ■ ในการแข่งขันวิง 100 ตัวแปรควบคุมได้แก่อะไรบ้าง_____________________________ _______________________________________________________________________ ■ ในการแข่งขันฟุตบอล ตัวแปรควบคุมได้แก่อะไรบ้าง____________________________ _______________________________________________________________________ 3) วิธีการทดลอง ผู้ทําโครงงานต้องออกแบบ และอธิบายขันตอนการทดลองโดยละเอียด ชัดเจนเป็นข้อๆ ง่ายต่อการทําความเข้าใจและการนําไปปฏิบัติ หากมีการใช้วัสดุการทดลอง ต้องบอก ปริมาณทีใช้ให้ชัดเจนว่าใช้ปริมาณเท่าใด และบอกหน่วยให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น นักศึกษา ต้องการทราบอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า:ฟักทองในการทํานํ าฟักทอง อาจออกแบบการทดลอง ได้ดังนี วิธีการทดลอง 1. นําฟักทองดิบไปล้างนํ า ปอกเปลือก คว้านเอาไส้ในและเมล็ดออก 2. นําไปหันเป็นชินเล็กๆ 3. ชังฟักทองทีหันแล้ว100 กรัม ใส่ในโถปันของเครืองปันนํ าผลไม้ 4. เติมนํ าสะอาด500 มิลลิลิตร ปันนาน 1 นาที 5. นํานํ าฟักทองทีปันได้ไปกรองด้วยผ้าขาวบาง 6. นํานํ าฟักทองทีกรองแล้วไปต้มให้เดือด 5 นาที 7. นําไปทดสอบคุณภาพโดยให้ผู้เชียวชาญ 10 คน ชิมทดสอบ 8. บันทึกผลการทดลอง 9. ทดลองซํ าเหมือนข้อ1-8 แต่เปลียนปริมาณฟักทองเป็น 200, 300, 400 และ 500 กรัมตามลําดับ
151.
4) ผลการทดลอง เป็นการนําเสนอผลทีได้จากการทดลอง
ว่ามีผลเป็นอย่างไร การนําเสนอ ผลการทดลองนัน ผู้ทําโครงงานต้องนําเสนอผลการทดลองทีให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายทีสุด โดยปกติการ นําเสนอผลการทดลอง มักจะนําเสนอในรูปแบบของตารางบันทึกผล ดังนั น ผู้ทําโครงงานจึงต้องมี ความเข้าใจ และทักษะ ในการออกแบบตารางบันทึกผลให้เหมาะสมกับการทดลอง ตัวอย่างเช่น การ ทดลองเรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง อาจออกแบบตารางบันทึกผลได้เป็น ผลการทดลอง ปริมาณฟักทอง (กรัม) ผลการทดลอง 100 200 300 400 500 นํ าฟักทองมีสีเหลืองจางๆ รสชาติจืด นํ าฟักทองมีสีเหลืองเข้มขึน รสชาติมันเล็กน้อย นํ าฟักทองมีสีเหลืองข้น รสชาติมัน มีกลินฟักทอง นํ าฟักทองมีสีเหลืองขุ่นข้น มีตะกอน รสชาติมัน มีกลินฟักทอง นํ าฟักทองมีสีเหลืองเหนียวข้น ตะกอนมาก รสชาติมัน มีกลินฟักทอง 5) สรุปผลการทดลอง เป็นการเปรียบเทียบผลการทดลองแต่ละครั ง(treatment) หรือแต่ละ ชนิด (ตัวแปรต้น)ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร พร้อมลงความเห็นว่า ผลการทดลองครั งใดมีค่าดีทีสุด แต่ในการทําโครงงานนั น ผู้ทําโครงงานลงเฉพาะข้อมูลทีเป็นผลการทดลอง ยังไม่ต้องสรุปผลการ ทดลอง ทังนีเพือนําผลการทดลองไปอภิปรายในบทที4 แล้วจึงสรุปผลการทดลอง หากการทดลอง นัน ต้องใช้ประสาทสัมผัสของร่างกายในการวัด เช่น การวัดลักษณะทางกายภาพ สี กลิน รส ของ ผลิตภัณฑ์หรือผลทีเกิดจากการทดลอง ควรวัดโดยผู้เชียวชาญหรือผู้ชํานาญการในเรืองนั นๆ และมี จํานวนคนทีมากพอ ทีจะก่อให้เกิดความน่าเชือถือ อาจมีจํานวน 5-10 คน ดังนัน ผู้ทําโครงงานต้อง ออกแบบ หรือสร้างแบบประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทีเกิดจากการทดลองให้เหมาะสม และ สอดคล้องกับการทดลองแต่ละการทดลอง ให้สามารถนําความคิดเห็นจากผู้เชียวชาญเหล่านี ไปหา ค่าเฉลีย เพือตัดสินคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ทีเกิดจากการทดลองได้ ตัวอย่างเช่น
152.
แบบประเมินคุณภาพของนําฟักทอง คําชีแจง จงเติมตัวเลขประเมินคุณภาพด้านต่างๆ ของนํ
าฟักทองดังต่อไปนี ดีมาก/ดีทีสุด = 3 ปานกลาง = 2 น้อย/น้อยทีสุด = 1 ปริมาณฟักทอง (กรัม) คุณภาพนํ าฟักทอง ลักษณะ สี กลิน รส รวม 100 200 300 400 500 ข้อเสนอแนะ_______________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ __________________________________________________________________________ ลงชือ…………………………………ผู้ประเมิน (………………………………..) แบบประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์นี จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละการทดลอง โดยส่วนที เป็นผลการทดลองอาจมีหัวข้อการประเมินเหมือนกันได้ แต่ส่วนทีแตกต่างกันอย่างแน่นอนคือส่วนที เป็นตัวแปรต้น แบบประเมินคุณภาพของผลิตภัณฑ์นี ผู้ทําโครงงานควรนําไปใส่ไว้ในภาคผนวก และลงเลขหน้าเหมือนเนือหา เพือเป็นการยืนยันและสร้างความน่าเชือถือให้กับโครงงาน 2.2.4 บทที 4 วิเคราะห์และอภิปรายผล วิเคราะห์และอภิปรายผล (Analysis and discussion) เป็นการนําเอาผลการทดลองทีได้ จากการทดลองในบทที3 มาวิเคราะห์และอภิปรายผล ว่าการทดลองแต่ละtreatment มีผลเป็นอย่างไร
153.
เหตุใดจึงเป็นเช่นนัน และตัดสินผลการทดลอง โดยสรุปผลว่าการทดลองในtreatment
ใดให้ผลการ ทดลองดีทีสุด โดยอาจอ้างอิงค่าเฉลีย(X) จากแบบประเมินคุณภาพจากผู้เชียวชาญประกอบ เช่น จาก ตารางบันทึกผลการทดลอง เรือง อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง อาจนํามาอภิปรายผลได้ ดังนี ผลการทดลอง ปริมาณฟักทอง (กรัม) ผลการทดลอง 100 200 300 400 500 นํ าฟักทองมีสีเหลืองจางๆ รสชาติจืด นํ าฟักทองมีสีเหลืองเข้มขึน รสชาติมันเล็กน้อย นํ าฟักทองมีสีเหลืองข้น รสชาติมัน มีกลินฟักทอง นํ าฟักทองมีสีเหลืองขุ่นข้น มีตะกอน รสชาติมัน มีกลินฟักทอง นํ าฟักทองมีสีเหลืองเหนียวข้น ตะกอนมาก รสชาติมัน มีกลินฟักทอง อภิปรายผล 1. ปริมาณฟักทอง 100 กรัม : นํ า500 มิลลิลิตร พบว่า นํ าฟักทองมีสีเหลืองจางๆ รสชาติ จืด เมือนําไปทดสอบคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ 10 คน ชิมทดสอบ นําคะแนนทีได้มาหาค่าเฉลีย ได้ ค่าเฉลีย 0.5 ซึงยังไม่ใช่ค่าทีดีทีสุด ทังนีอาจเป็นเพราะว่า ฟักทองมีปริมาณน้อย จึงทําให้นํ าฟักทองที ได้มีสีจาง ยังไม่มีรสมัน และยังไม่มีกลินฟักทอง 2. ปริมาณฟักทอง 200 กรัม : นํ า500 มิลลิลิตร พบว่า นํ าฟักทองมีสีเหลืองเข้มขึน รสชาติ มันเล็กน้อย เมือนําไปทดสอบคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ 10 คน ชิมทดสอบ นําคะแนนทีได้มาหา ค่าเฉลีย ได้ค่าเฉลีย 2.0 ทังนี อาจเป็นเพราะว่า ฟักทองมีปริมาณมากขึน จึงทําให้นํ าฟักทองทีได้มีสี เหลืองเข้มขึน รสชาติมันเล็กน้อย 3. ปริมาณฟักทอง 300 กรัม : นํ า500 มิลลิลิตร พบว่า นํ าฟักทองมีสีเหลืองข้น รสชาติมัน มีกลินฟักทองเล็กน้อย เมือนําไปทดสอบคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ 10 คน ชิมทดสอบ นําคะแนนที ได้มาหาค่าเฉลีย ได้ค่าเฉลีย 2.6 ซึงเป็นค่าเฉลียทีได้รับการยอมรับมากทีสุด ทังนี อาจเป็น เพราะว่าฟักทองมีปริมาณมากขึน จึงทําให้นํ าฟักทองมีสีเหลืองสวยงาม มีรสชาติมันของฟักทอง และ มีกลินฟักทองไม่ฉุนจนเกินไป 4. ปริมาณฟักทอง 400 กรัม : นํ า500 มิลลิลิตร พบว่า นํ าฟักทองมีสีเหลืองขุ่นข้นมีตะกอน รสชาติมัน มีกลินฟักทองมาก เมือนําไปทดสอบคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ 10 คน ชิมทดสอบ นํา
154.
คะแนนทีได้มาหาค่าเฉลีย ได้ค่าเฉลีย 2.2
นํ าฟักทองทีได้ข้นและมีตะกอน รสชาติมันและมีกลินของ ฟักทองค่อนข้างฉุน อาจเป็นเพราะว่ามีปริมาณของเนือฟักทองมากเกินไป 5. ปริมาณฟักทอง 500 กรัม : นํ า 500 มิลลิลิตร พบว่า นํ าฟักทองมีสีเหลืองเหนียวข้น ตะกอนมาก รสชาติมัน มีกลินฉุนของฟักทอง เมือนําไปทดสอบคุณภาพ โดยผู้เชียวชาญ10 คนชิม ทดสอบ นําคะแนนทีได้มาหาค่าเฉลีย ได้ค่าเฉลีย 0.4 นํ าฟักทองทีได้มีสีเหลืองเข้ม ข้นมากและมี ตะกอนมาก เมือชิมทดสอบมีรสชาติมันมากและมีกลินฉุนของฟักทอง เป็นเพราะว่ามีปริมาณของเนือ ฟักทองมากเกินไป สรุปผล จากการทดลองทํานํ าฟักทอง โดยใช้ปริมาณฟักทอง5 ค่า คือ 100, 200, 300, 400 และ 500 กรัม : นํ า500 มิลลิลิตร พบว่า อัตราส่วนทีเหมาะสมทีสุด ในการทํานํ าฟักทอง คือ ปริมาณ ฟักทอง 300 กรัม : นํ า500 มิลลิลิตร โดยมีค่าเฉลียคะแนนคุณภาพจากผู้เชียวชาญ = 2.6 ในการอภิปรายผลนัน ผู้ทําโครงงานต้องอภิปรายให้เห็นความแตกต่างของผลการทดลอง(ตัว แปรตาม) เมือตัวแปรต้นเปลียนไป โดยอภิปรายจากตัวแปรต้นทุกชนิดหรือทุกค่า จากนันจึงสรุปหรือ ลงความเห็นว่าตัวแปรต้นชนิดใดหรือค่าใด ให้ผลการทดลองดีทีสุด ในการอภิปรายผลนี หากมีการ ทดลองมากกว่า 1 การทดลอง ผู้ทําโครงงานต้องอภิปรายและหาข้อสรุปทุกการทดลอง ทังนีในแต่ละ การทดลอง จะได้ข้อทีดีทีสุด 1 ข้อ ดังนัน หากโครงงานนํ าฟักทองมี4 การทดลอง ก็จะได้ข้อสรุป รวม 4 ข้อ ได้แก่ 1. ชนิดของฟักทองทีเหมาะสมในการทํานํ าฟักทองคือ…………………………… 2. อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ า: ฟักทอง ในการทํานํ าฟักทอง= นํ า……… มิลลิลิตร : ฟักทอง………..กรัม 3. อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าฟักทอง: นํ าตาลซูโครส = นํ าฟักทอง……….มิลลิลิตร: นํ าตาลซูโครส……….กรัม 4. อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าฟักทอง: เกลือแกง = นํ าฟักทอง……….มิลลิลิตร : เกลือแกง……….กรัม 2.2.5 บทที 5 สรุปและข้อเสนอแนะ สรุปและข้อเสนอแนะ(Conclusions and suggestions) เป็นการสรุปผลการดําเนินงาน ว่า ในการทําโครงงานนันได้ผลเป็นอย่างไร เริมทําโครงงานเมือใดและสินสุดลงเมือใด ใช้งบประมาณ
155.
เท่าใด พร้อมทังข้อเสนอแนะในการทําโครงงาน หัวข้อทีควรนํามาสรุปในบทนี
ได้แก่ สรุปและ อภิปรายผลการทดลอง ระยะเวลาในการดําเนินงาน งบประมาณทีใช้ในการดําเนินการ ประโยชน์ที ได้รับจากการทําโครงงาน และข้อเสนอแนะในการทําโครงงานหากมีการตังสมมติฐานควรระบุด้วย ว่า ผลทีได้เป็นไปตามสมมติฐานทีตังไว้หรือไม่ หรือยังสรุปไม่ได้ นอกจากนีควรกล่าวถึง การนําผล ทีได้จากการทําโครงงานไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคในการทําโครงงาน ข้อสังเกตทีสําคัญ หรือ ข้อผิดพลาดบางประการในการทําโครงงาน จากนั นผู้ทําโครงงานควรให้ข้อเสนอแนะ เพือพัฒนา ปรับปรุงแก้ไข หรือการนําผลการทําโครงงานไปขยายผลหรือต่อยอด หากจะมีผู้ทําโครงงานใน ทํานองนีต่อไปในอนาคต เช่น หากนักศึกษาทําโครงงานนํ าฟักทอง ก็อาจให้ข้อเสนอแนะได้ใน ลักษณะดังนี - ควรให้มีการนําเอาผลไม้หรือธัญพืชชนิดอืน มาแปรรูปเป็นเครืองดืมบ้าง - นํ าฟักทองทีได้อาจนําไปทําเป็นนํ าฟักทองเข้มข้นดืมพร้อมนํ าแข็ง - นํ าฟักทองทีได้อาจนําไปแปรรูปเป็นซอสฟักทอง - ฯลฯ ระยะเวลาในการดําเนินงาน เป็นส่วนทีบอกให้ทราบว่า ขันตอนการดําเนินงานในแต่ละขันตอน ดําเนินการไปในช่วงเวลา ใด เป็นการกําหนดกรอบการดําเนินงาน ให้สัมพันธ์กับช่วงเวลา เพือให้การทําโครงงานเสร็จสินใน เวลาทีกําหนด การนําเสนอระยะเวลาในการดําเนินงานนี ควรนําเสนอในรูปแบบของตารางปฏิบัติงาน ตัวอย่างเช่น ขันตอนการดําเนินงาน ระยะเวลา พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. 1. วางแผนการดําเนินงาน 2. เลือกหัวข้อโครงงาน 3. ศึกษาเอกสาร 4. จัดทําเค้าโครงย่อ 5. ลงมือทําโครงงาน 6. เขียนรายงาน 7. นําเสนอผลงาน
156.
งบประมาณในการดําเนินงาน เป็นการแจ้งค่าใช้จ่ายทีใช้ในการทําโครงงาน ว่าในการทําโครงงานนัน มีค่าใช้จ่ายในการทํา โครงงานเท่าใด
เป็นค่าใช้จ่ายในด้านใดบ้าง หากสามารถแยกค่าใช้จ่ายเป็นหมวดหมู่ได้ ควรแจ้งเป็น ข้อๆ เช่น 1. ค่าวัสดุอุปกรณ์ ……………..บาท 2. ค่าจัดทําเอกสารรายงาน ……………..บาท 3. ค่าใช้จ่ายอืนๆ ……………..บาท ฯลฯ รวม ……………..บาท โครงงานแต่ละประเภทอาจมีบทสรุป และข้อเสนอแนะแตกต่างกันออกไป เช่น โครงงาน ประเภทการทดลองอาจมีการตังสมมติฐานการทดลองเอาไว้ด้วย ในขณะทีโครงงานประเภทอืนๆอาจ ไม่จําเป็นต้องมีการตังสมมติฐาน โครงงานประเภทสํารวจพฤติกรรมหรือความคิดเห็นของบุคคล อาจ ต้องนําเสนอประชากรและกลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการศึกษา ซึงโครงงานประเภทอืนไม่จําเป็นต้องมี ทังนี ผู้ทําโครงงานต้องเขียนรายงาน ในแบบฉบับทีเป็นธรรมชาติของโครงงานทีตัวเองทํา ซึงจะแตกต่าง กันออกไปในโครงงานแต่ละประเภท ■ บทนําบอกอะไรให้ทราบบ้าง_______________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ จุดประสงค์ประเภทใดทีต้องลงในรายงาน______________________________________ จุดประสงค์ประเภทนี แต่ละโครงงานจะเหมือนกันหรือไม่_________________________ เพราะเหตุใด _____________________________________________________________ จุดประสงค์ประเภทใดทีแต่ละโครงงานอาจเหมือนกันได้__________________________ จุดประสงค์ประเภทนีบอกอะไรให้ทราบ_______________________________________ _______________________________________________________________________ ■ เหตุใดการตังสมมติฐานจึงมักใช้คําว่า น่าจะ หรือ อาจจะ ก่อนสิงทีคิดว่าจะเป็น _______________________________________________________________________ ■ ในบทที 1 หัวข้อใดกับหัวข้อใดทีต้องให้สอดคล้องและสัมพันธ์กัน_________________ ______________________________________________________________________
157.
■ บทที 3
มีชือบทว่า _______________________________________________________ แบ่งออกเป็นส่วนสําคัญ_________ ส่วน ได้แก่ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ การทดลองโดยทัวไป จะประกอบด้วยหัวข้อสําคัญ__________ หัวข้อ ได้แก่ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ 2.3 ส่วนอ้างอิง ส่วนอ้างอิง(Citation)เป็นการบอกแหล่งทีมาของข้อมูล ทีผู้ทําโครงงานนํามาใช้อ้างอิง หรือ เป็นแนวทางในการทําโครงงาน เป็นการแสดงหลักฐานสําคัญ ซึงจะทําให้การทําโครงงานนัน เป็นที ยอมรับและมีความน่าเชือถือ เป็นการให้เกียรติแก่ผู้เขียนเดิม ซึงได้นําเสนอผลงานนั นๆ ไว้ก่อนแล้ว และเป็นการแสดงเจตนาบริสุทธิ ของผู้เขียนว่า ไม่ได้ขโมยความคิดหรือลอกเลียนข้อมูลของผู้อืนมาใช้ โดยไม่มีการอ้างอิง ส่วนอ้างอิงนีจะบอกให้ทราบว่าผู้ทําโครงงาน ได้ศึกษาเอกสารหรือค้นคว้าข้อมูลจากแหล่ง ใดบ้าง ซึงอาจจะเป็นหนังสือ ตําราเรียน เอกสารสิงพิมพ์ สือวิดีทัศน์ ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ อินเตอร์เน็ตตลอดจนแหล่งข้อมูลอืนๆ รวมทังคําแนะนําและข้อเสนอแนะจากผู้เชียวชาญในเรืองนันๆ ส่วนอ้างอิงนี หากนํามาใช้อ้างอิงเฉพาะในเนือหาการเขียนรายงาน เรียกว่าเอกสารอ้างอิงแต่ หากนํามาใช้อ้างอิงทังในส่วนทีเป็นเนือหารายงาน รวมทังส่วนทีนอกเหนือจากรายงาน เช่น นําไปใช้ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานหรือแนวทางดําเนินงาน คําแนะนําหรือเคล็ดลับต่างๆในการปฏิบัติงาน จะใช้คําว่าบรรณานุกรม ซึงในการทําโครงงานนั น นักศึกษาได้ใช้อ้างอิงทังในเนือหาของรายงาน และนอกเหนือจากรายงาน จึงควรใช้คําว่าบรรณานุกรม เอกสารอ้างอิง = อ้างอิงเฉพาะในเนือหาของรายงาน บรรณานุกรม = อ้างอิงในเนือหาของรายงาน + นอกเหนือจากรายงาน
158.
ในการเขียนบรรณานุกรมนัน สามารถเขียนได้หลายแบบ ซึงหน่วยงานทางการศึกษา
หรือ มหาวิทยาลัยต่างๆ อาจใช้รูปแบบทีแตกต่างกันออกไป ในทีนีจะนําเสนอการเขียนบรรณานุกรม รูปแบบหนึง ทีได้รับความนิยมและเป็นทียอมรับกันทัวไป การเขียนบรรณานุกรมแบบนี จะเขียนหัวข้อ“บรรณานุกรม”โดยใช้ตัวอักษรขนาด18 พอยต์ ตัวพิมพ์หนาไว้กลางหน้ากระดาษ เว้น1 บรรทัดแล้วจึงลงรายการชิดขอบซ้ายของหน้ากระดาษ ซึง จะ ขึนต้นด้วยชือผู้แต่งใส่จุดหลังชือ วงเล็บปีพิมพ์ใส่จุดหลังวงเล็บ ชือหนังสือหรือเอกสารสิงพิมพ์ (ใช้ตัวพิมพ์หนา) ใส่จุดหลังชือหนังสือ ครังทีพิมพ์ (หากเป็นการพิมพ์ครังที 2 ขึนไป)ใส่จุด สถานที พิมพ์ (จังหวัด) ตามด้วยเครืองหมาย : และสํานักพิมพ์ใส่จุด ตัวอย่าง เช่น จักรพันธุ์ ปัญจะสุวรรณ. (2543). หนังสือเรียนหมวดวิชาชีพเลือก โครงงานวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ หากหนังสือหรือสิงพิมพ์นัน ไม่ปรากฏชือผู้แต่ง ปีพิมพ์ สถานทีพิมพ์ และสํานักพิมพ์ ให้ ปฏิบัติดังนี 1. ไม่ปรากฏชือผู้แต่ง ให้ใส่ชือหนังสือหรือชือเอกสารแทนชือผู้แต่ง 2. ไม่ปรากฏปีพิมพ์ ให้ใช้คําว่า ม.ป.ป. ในเครืองหมาย [] = [ม.ป.ป.]. 3. ไม่ปรากฏสถานทีพิมพ์พิมพ์ ให้ใช้คําว่า ม.ป.ท. ในเครืองหมาย [] = [ม.ป.ท.]. 4. ไม่ปรากฏสํานักพิมพ์ ให้ใช้คําว่า ม.ป.พ. ในเครืองหมาย [] = [ม.ป.พ.]. ตัวอย่างเช่น กิงฟ้า สินธุวงษ์. [ม.ป.ป.]. หลักสูตรและการสอนวิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.] : เอกสารอัดสําเนาเย็บเล่ม. ไตรภพ เทียบพิมพ์. [ม.ป.ป.]. หนังสือเรียนหมวดวิชาพืนฐาน วิทยาศาสตร์พืนฐาน 2000-1401. ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาธรรม. ชือผู้แต่ง. (ปีพิมพ์). ชือหนังสือ. สถานทีพิมพ์: สํานักพิมพ์.
159.
ในการลงรายการบรรณานุกรมแต่ละรายการนัน ให้ลงโดยให้ชือผู้แต่งชิดขอบซ้าย หากไม่พอ ในบรรทัดเดียว
บรรทัดต่อๆ ไปให้ย่อหน้า6 ตัวอักษร(1 tab) หากมีเอกสารหลายรายการ ให้เรียงชือ ผู้แต่งตามลําดับตัวอักษรจาก ก–ฮ หากชือผู้แต่งเป็นพยัญชนะซํ ากัน ให้เรียงลําดับตามพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ทีใช้สะกด การอ้างอิงในบรรณานุกรมทีเป็นภาษาไทยนัน ให้รวมถึงการอ้างอิงคําบอกเล่าจากภูมิรู้ หรือ ภูมิปัญญาจากผู้เชียวชาญ ผู้ชํานาญการ หรือผู้ทรงความรู้ในท้องถินด้วย เช่น คําภา ประจันตเสน. (2552). การทําข้าวโป่ งหรือข้าวเกรียบว่าวตามวิถีชาวบ้าน บ้านหนองบัว อ. บ้านฝาง จ. ขอนแก่น. (คําบอกเล่า). ถ้ามีเอกสารอ้างอิงภาษาอังกฤษด้วยให้ลงรายการต่อจากรายการภาษาไทยเรียงลําดับพยัญชนะ จาก A – Z เช่นเดียวกัน หากมีการอ้างอิงจากเวบไซต์ในอินเตอร์เน็ต ให้อ้างอิงต่อจากรายการภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาไทย เรียงลําดับเวบไซต์ตามตัวอักษร พร้อมทังลงวัน เดือน ปี ทีสืบค้นด้วย ■ นางสาวเนตรชนก ศึกษาตัวอย่างโครงงานจากหนังสือ 272 แนวคิดโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึงเขียนโดย ผศ.ดร. ชาตรี เกิดธรรม จัดพิมพ์ทีกรุงเทพฯ โดยสํานักพิมพ์ เบ็นพับลิชชิง เมือปี พ.ศ. 2547 จํานวน 104 หน้า ราคา 120 บาท จงลงรายการในบรรณานุกรมให้ถูกต้อง _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ นายศิรวิชญ์ ศึกษารายละเอียดขันตอนการทําโครงงาน และการเขียนรายงาน จากเอกสาร อัดสําเนาเย็บเล่มชือเอกสารประกอบการสอนวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์ จํานวน 150 หน้า จัดทําในปี พ.ศ. 2552 เรียบเรียงโดยนายไตรภพ เทียบพิมพ์ จงลงรายการในบรรณานุกรมให้ถูกต้อง _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ ■ นางสาวเกียรติสุดา นําวิธีการทําแหนมเห็ดนางฟ้า ทีทํากันในหมู่บ้านท่าหิน ต. ศิลา อ. เมือง จ. ขอนแก่น ตามคําบอกเล่าของนางศรี สมวงษ์ อายุ 65 ปี ไปประยุกต์ใช้ในการทํา โครงงาน จงลงรายการในบรรณานุกรมให้ถูกต้อง _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________ _______________________________________________________________________
160.
2.4 ส่วนเพิมเติม(Supplement) เป็นส่วนทีประกอบด้วยรายละเอียดเพิมเติม เพือประกอบการอ่านให้เข้าใจเนือหาของรายงาน ได้ดียิงขึน
แต่ไม่เหมาะสมทีจะแทรกลงในเนือเรือง เช่น รายละเอียดวิธีการคํานวณหรือการวิเคราะห์ ข้อมูล สูตรในการคํานวณ เครืองมือทีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล รูปภาพแสดงขั นตอนการ ดําเนินงาน หรือแบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ เป็นต้น ก่อนถึงภาคผนวก ให้ใส่หน้ากระดาษ ระบุคําว่า ภาคผนวก กลางหน้ากระดาษคันระหว่าง ส่วนอ้างอิงและส่วนเพิมเติม หากส่วนเพิมเติม มีความสัมพันธ์กันเป็นกลุ่มๆ ผู้ทําโครงงานอาจแยก ภาคผนวกออกเป็นส่วนๆ เช่น ภาคผนวก ก รูปภาพแสดงขันตอนการทดลอง(ควรลงลําดับทีของ ภาพและคําอธิบายภาพด้วย) ภาคผนวก ข แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ เป็นต้น ภาคผนวก ภาคผนวก ก ภาพแสดงขันตอนการดําเนินงาน ภาคผนวก ข แบบประเมินความคิดเห็น ผู้เชียวชาญ ภาพที 6.5 ตัวอย่างใบปะหน้าภาคผนวก
161.
กิจกรรมที 3 การจัดรูปเล่มรายงาน จุดประสงค์ เพือให้ผู้ทําโครงงานสามารถจัดรูปเล่มรายงานได้ถูกต้อง วิธีการ ครั
งที1. 1. ครูแจกบัตรบันทึกคะแนน 1 แผ่นและกระดาษ เปล่าขนาด A4 จํานวน 6 แผ่นให้ นักศึกษาแต่ละคน 2. ให้นักศึกษาตัดกระดาษ A4 แต่ละแผ่นออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน 3. ลงข้อมูลในกระดาษแต่ละแผ่นว่ารูปเล่มของรายงาน ประกอบด้วยองค์ประกอบกีส่วน อะไรบ้าง หัวข้อละแผ่น จัดเรียงให้ถูกต้องตามลําดับ 4. ส่งให้เพือนตรวจให้คะแนน ถ้าตอบได้ถูกต้องครบถ้วนให้4 คะแนน เรียงลําดับได้ ถูกต้องให้อีก 1 คะแนน รวม 5 คะแนน เรียงลําดับผิดตัด1 คะแนน 5. ส่งงานคืนให้เจ้าของ พร้อมแจ้งคะแนนทีได้ 6. แต่ละคนบันทึกคะแนนทีได้ลงในบัตรบันทึกคะแนนของตนเอง บัตรบันทึกคะแนน ชือ _____________________ เลขที____ กลุ่ม________ ชัน_______ คะแนนทีได้ ครั งที1_______________ คะแนน (เต็ม5 คะแนน) ครั งที2_______________ คะแนน (เต็ม10 คะแนน) ครั งที3_______________ คะแนน (เต็ม6 คะแนน) ครั งที4_______________ คะแนน (เต็ม8 คะแนน) ครั งที5_______________ คะแนน (เต็ม6 คะแนน) รวม___________ คะแนน
162.
เฉลยคําตอบ ครั งที2. 1. ให้นักศึกษานํากระดาษทีตัดไว้
เขียนองค์ประกอบของส่วนหน้าว่าประกอบด้วย องค์ประกอบใดบ้าง หัวข้อละแผ่น ทังนีให้มีสารบัญ3 ด้าน คือ สารบัญเนือหา สารบัญภาพ และสารบัญตารางจัดเรียงให้ถูกต้องตามลําดับ 2. ส่งให้เพือนตรวจให้คะแนน ถ้าตอบได้ถูกต้องครบถ้วนให้7 คะแนน เรียงลําดับได้ ถูกต้องให้อีก 3 คะแนน รวม 10 คะแนน เรียงผิดทีตัดทีละ 1 คะแนน แต่ไม่เกิน 3 คะแนน 5. ส่งงานคืนให้เจ้าของ พร้อมแจ้งคะแนนทีได้ 6. แต่ละคนบันทึกคะแนนทีได้ลงในบัตรบันทึกคะแนนของตนเอง เฉลยคําตอบ ครั งที3. 1. ให้นักศึกษานํากระดาษทีตัดไว้ เขียนองค์ประกอบของส่วนเนือหาว่าประกอบด้วย องค์ประกอบใดบ้าง หัวข้อละแผ่น จัดเรียงให้ถูกต้องตามลําดับ 2. ส่งให้เพือนตรวจให้คะแนน ถ้าตอบได้ถูกต้องครบถ้วนให้5 คะแนน เรียงลําดับได้ ถูกต้องให้อีก 1 คะแนน รวม 6 คะแนน เรียงผิดตัด 1 คะแนน 5. ส่งงานคืนให้เจ้าของ พร้อมแจ้งคะแนนทีได้ 6. แต่ละคนบันทึกคะแนนทีได้ลงในบัตรบันทึกคะแนนของตนเอง ส่วนหน้า ส่วนเนือเรือง ส่วนอ้างอิง ส่วนเพิมเติม ปกนอก บทคัดย่อปกใน กิตติกรรมประกาศ สารบัญ(เนือหา) สารบัญตาราง สารบัญภาพ
163.
เฉลยคําตอบ ครังที4. 1. ให้นักศึกษานํากระดาษทีตัดไว้ เขียนองค์ประกอบของบทที1
ว่าประกอบด้วย องค์ประกอบใดบ้าง หัวข้อละแผ่น จัดเรียงให้ถูกต้องตามลําดับ 2. ส่งให้เพือนตรวจให้คะแนน ถ้าตอบได้ถูกต้องครบถ้วนให้6 คะแนน เรียงลําดับได้ ถูกต้องให้อีก 2 คะแนน รวม 8 คะแนน เรียงผิดทีตัดทีละ 1 คะแนน แต่ไม่เกิน 2 คะแนน 5. ส่งงานคืนให้เจ้าของ พร้อมแจ้งคะแนนทีได้ 6. แต่ละคนบันทึกคะแนนทีได้ลงในบัตรบันทึกคะแนนของตนเอง เฉลยคําตอบ บทที 1 บทนํา บทที 3 วิธีดําเนินการ บทที 2 เอกสารที เกียวข้อง บทที 4 วิเคราะห์ และอภิปรายผล บทที 5 สรุป และข้อเสนอแนะ 1. ทีมาและ ความสําคัญ 3. สมมติฐาน2. จุดประสงค์ 4. ขอบเขตของ การศึกษาค้นคว้า 5. นิยามศัพท์ 6. ประโยชน์ที คาดว่าจะได้รับ
164.
ครั งที5. 1. ให้นักศึกษานําหัวข้อทังหมดตังแต่ครั
งที1- 4 มารวมเข้าด้วยกันเป็นเล่ม 2. จัดเรียงลําดับให้ถูกต้อง 2. ส่งให้เพือนตรวจให้คะแนน ถ้าเรียงลําดับได้ถูกต้องทังหมดให้6 คะแนน ถ้าเรียงลําดับ ผิดทีให้ตัดทีละ 1 คะแนน แต่ไม่เกิน 6 คะแนน 3. ส่งงานคืนให้เจ้าของ พร้อมแจ้งคะแนนทีได้ 4. แต่ละคนบันทึกคะแนนทีได้ลงในบัตรบันทึกคะแนนของตนเอง 5. รวมคะแนนในบัตรบันทึกคะแนน เฉลยคําตอบ สรุปผล ประเมินผล ได้คะแนน 31-35 ถือว่ามีความรู้ในการจัดรูปเล่มรายงานอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนหน้า ส่วนเนือเรือง ส่วนอ้างอิง ส่วนเพิมเติม ปกนอก บทคัดย่อปกใน กิตติกรรมประกาศ สารบัญ(เนือหา) สารบัญตาราง สารบัญภาพ บทที 1 บทนํา บทที 3 วิธีดําเนินการ บทที 2 เอกสารที เกียวข้อง บทที 4 วิเคราะห์ และอภิปรายผล บทที 5 สรุป และข้อเสนอแนะ
165.
สรุป รายงานการจัดทําโครงงาน เป็นการนําเสนอผลการดําเนินงานการทําโครงงานตังแต่ต้นจนจบ เพือให้ผู้สนใจได้ทราบรายละเอียด และผลทีเกิดจากการทําโครงงาน
การเขียนรายงานควรใช้รูปแบบ ทีเป็นมาตรฐานทีคนทัวไปยอมรับ และใช้รูปแบบเดียวกันตลอดทังเล่ม ทังชนิด รูปแบบ และขนาด ของตัวอักษรทีใช้พิมพ์ การจัดหน้ากระดาษ การจัดหัวข้อในการพิมพ์ รายงานทีถูกต้องตามรูปแบบ ควรมีองค์ประกอบครบถ้วน ได้แก่ส่วนหน้า ส่วนเนือเรือง ส่วนอ้างอิงและส่วนเพิมเติม ส่วนหน้า ประกอบด้วยปกหน้า ปกใน บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ และสารบัญ ส่วนเนือหา ประกอบด้วย เนือหา 5 บท ได้แก่ บทนํา เอกสารทีเกียวข้อง วิธีดําเนินการ การวิเคราะห์อภิปรายผล สรุปและ ข้อเสนอแนะของผู้ทําโครงงานส่วนอ้างอิง และส่วนเพิมเติมหรือภาคผนวก ซึงอาจแยกออกได้เป็น หลายภาคตามกลุ่มของข้อมูลทีสัมพันธ์กัน การเขียนรายงานนัน อาจแตกต่างกันออกไปในโครงงานแต่ละประเภท ซึงผู้ทําโครงงาน ต้อง เขียนให้เข้ากับธรรมชาติของโครงงานทีตัวเองทํา อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงงานประเภทใด ต้อง ให้ถูกต้อง สมบูรณ์ และจัดทําให้เรียบร้อย สวยงาม แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. โดยปกติเอกสารทางราชการ จะใช้ตัวอักษรแบบใด_____________________________________ ขนาดเท่าใด _____________________________________________________________________ 2. การจัดขอบหน้ากระดาษ ด้านใดบ้างทีต้องจัดให้เท่ากัน และเว้นระยะขอบกระดาษไว้เท่าใด _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 3. การพิมพ์ลําดับทีขอบบท และชือบท จะพิมพ์ไว้ส่วนใดของหน้ากระดาษ____________________ การพิมพ์หัวข้อใหญ่หรือหัวข้อสําคัญ จะพิมพ์ไว้ส่วนใดของหน้ากระดาษ____________________
166.
4. รูปเล่มรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ จะประกอบด้วยองค์ประกอบ___________
ส่วน ได้แก่ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 5. ส่วนหน้าของรายงาน ประกอบด้วยหัวข้อใดบ้าง_______________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 6. ส่วนใดเป็นการสรุปผลการทําโครงงานโดยย่อ__________________________________________ ส่วนใดจะเขียนได้ก็ต่อเมือการทําโครงงานสินสุดลง_____________________________________ ส่วนใดเป็นการขอบคุณผู้มีส่วนช่วยเหลือในการทําโครงงาน______________________________ 7. บทนําหัวข้อใดทีบอกให้ทราบว่าจะทําโครงงานกว้างและลึกเพียงใด________________________ หัวข้อใดบอกแรงจูงใจ หรือความน่าสนใจในการทําโครงงาน_____________________________ หัวข้อใดเป็นการคาดคะเนคําตอบของเรืองทีทําการศึกษา_________________________________ หัวข้อใดบอกให้ทราบว่าทําโครงงานเพืออะไร_________________________________________ หัวข้อใดบอกให้ทราบว่าทําโครงงานแล้วจะได้อะไร_____________________________________ หัวข้อใดเป็นการอธิบายคําสําคัญให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้เขียนและผู้อ่านรายงาน______________ 8. ส่วนเนือหาประกอบด้วยองค์ประกอบ____________ บท แต่ละบทมีชือบทว่าอย่างไร _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 9. การเขียนรายการในบรรณานุกรม มีหลักในการเขียนอย่างไร______________________________ _______________________________________________________________________________ 10. ส่วนเพิมเติม เรียกอีกอย่างหนึงว่า__________________________________________________ เอกสารหรือรายละเอียดอะไรบ้าง ทีควรใส่ไว้ในส่วนเพิมเติม_____________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________
167.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. ปกติเอกสารทางราชการจะใช้ตัวพิมพ์ชนิดใด ก. Angsana ข. Cordia ค. Jasmine ง. Eucrosia จ. Kodching 2. ขนาดมาตรฐานของตัวอักษรทีใช้ คือขนาดใด ก. 12 พอยต์ ข. 14 พอยต์ ค. 16 พอยต์ ง. 18 พอยต์ จ. 20 พอยต์ 3. หัวข้อสําคัญจะใช้ขนาดตัวอักษรเท่าใด ก. 14 พอยต์ ข. 16 พอยต์ ค. 18 พอยต์ ง. 20 พอยต์ จ. 22 พอยต์ 4. การเว้นขอบกระดาษด้านซ้ายจะเว้นไว้เท่าใด ก. 0.5 นิว ข. 1.0 นิว ค. 1.5 นิว ง. 2 นิว จ. 2.5 นิว 5. การเว้นขอบกระดาษด้านบนจะเว้นไว้เท่าใด ก. 0.5 นิว ข. 1.0 นิว ค. 1.5 นิว ง. 2 นิว จ. 2.5 นิว 6. ขอบกระดาษด้านใดทีต้องเว้นไว้ให้เท่ากัน ก. ด้านบนกับด้านซ้าย ข. ด้านซ้ายกับด้านขวา ค. ด้านขวากับด้านล่าง ง. ด้านล่างกับด้านบน จ. ข้อ ก และ ค ถูก 7. หัวข้อใหญ่จะพิมพ์ไว้ส่วนใดของหน้ากระดาษ ก. กลางหน้ากระดาษ ข. ชิดขอบซ้ายหน้ากระดาษ ค. ชิดขอบขวาหน้ากระดาษ ง. ห่างกันซ้าย 6 ตัวอักษร จ. ห่างกันซ้าย 1 Tab 8. การแบ่งหัวข้อ ไม่ควรใช้ตัวเลขเกินกีหลัก ก. 2 หลัก ข. 3 หลัก ค. 4 หลัก ง. 5 หลัก จ. 6 หลัก
168.
9. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของรายงาน ก. ส่วนหน้า ข.
ส่วนเนือเรือง ค. ส่วนอ้างอิง ง. ส่วนสรุปผล จ. ส่วนเพิมเติม 10. องค์ประกอบใดไม่จัดอยู่ในส่วนหน้า ก. ปกนอก ข. ปกใน ค. กิตติกรรมประกาศ ง. นิยามศัพท์ จ. บทคัดย่อ 11. หัวข้อใดอยู่หน้าสุดต่อจากปกใน ก. บทคัดย่อ ข. กิตติกรรมประกาศ ค. คําขอบคุณ ง. ทีมาและความสําคัญ จ. คํานํา 12. หัวข้อใดไม่ต้องมีในรายงาน ก. คํานํา ข. สารบัญ ค. บทคัดย่อ ง. กิตติกรรมประกาศ จ. บรรณานุกรม 13. เนือเรืองของโครงงานประกอบด้วยเนือหากีบท ก. 2 บท ข. 3 บท ค. 4 บท ง. 5 บท จ. 6 บท 14. บทที 1 จะขึนต้นด้วยหัวข้อใด ก. ทีมาและความสําคัญ ข. จุดประสงค์ ค. สมมติฐาน ง. ขอบเขตของการศึกษา จ. นิยามศัพท์ 15. ข้อใดเป็นจุดประสงค์เฉพาะของโครงงาน ก. สร้างเครืองตากและเก็บผ้าอัตโนมัติ ข. สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ค. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ง. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน จ. ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา 16. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของบทคัดย่อ ก. มีความถูกต้อง ข. มีความสมบูรณ์ ค. ให้ข้อเท็จจริง ง. มีความน่าอ่าน จ. ใช้ศัพท์ทันสมัย 17. ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ ต้องสอดคล้องกับ หัวข้อใด ก. ทีมาและความสําคัญ ข. จุดประสงค์ ค. สมมติฐาน ง. นิยามศัพท์ จ. ขอบเขตของการศึกษา
169.
18. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการทดลอง ก. ชือการทดลอง ข.
ตัวแปรทีต้องการศึกษา ค. วิธีการทดลอง ง. ผลการทดลอง จ. อภิปรายผล 19. องค์ประกอบของการทดลองข้อใดไม่จําเป็นต้อง ลงในบทที 3 ก. ชือการทดลอง ข. ตัวแปรทีต้องการศึกษา ค. วิธีการทดลอง ง. ผลการทดลอง จ. อภิปรายและสรุปผล 20. เรืองทีต้องการศึกษาจัดว่าเป็นตัวแปรชนิดใด ก. ตัวแปรต้น ข. ตัวแปรตาม ค. ตัวแปรควบคุม ง. ตัวแปรแทรกซ้อน จ. ข้อ ก-ค ถูก 21. ผลการทดลองจัดว่าเป็นตัวแปรชนิดใด (ใช้คําตอบในข้อ20) 22. ส่วนอ้างอิงของรายงานควรใช้คําว่าอะไร ก. หนังสือประกอบ ข. เอกสารอ้างอิง ค. บรรณานุกรม ง. เอกสารสําคัญ จ. ใช้คําใดก็ได้ 23. ข้อใดเรียงลําดับการลงรายการในส่วนอ้างอิงได้ ถูกต้อง ก. ชือหนังสือ ชือผู้แต่ง ปีพิมพ์ สถานทีพิมพ์ สํานักพิมพ์ ข. ชือผู้แต่ง ชือหนังสือ ปีพิมพ์ สถานทีพิมพ์ สํานักพิมพ์ ค. ชือผู้แต่ง ปีพิมพ์ ชือหนังสือ สถานทีพิมพ์ สํานักพิมพ์ ง. ชือหนังสือ ชือผู้แต่ง สํานักพิมพ์ สถานทีพิมพ์ ปีพิมพ์ จ. ชือหนังสือ ปีพิมพ์ ชือผู้แต่ง สถานทีพิมพ์ สํานักพิมพ์ 24. หากไม่ปรากฏชือผู้แต่งจะลงรายการอย่างไร ก. ใช้คําว่า ม.ป.ต. ในเครืองหมาย [] ข. ใช้คําว่า ม.ป.ป. ในเครืองหมาย [] ค. ใช้คําว่า ม.ป.พ. ในเครืองหมาย [] ง. ใช้คําว่า ม.ป.ท. ในเครืองหมาย [] จ. ใส่ชือเอกสารแทนชือผู้แต่ง 25. หากไม่ปรากฏสถานทีพิมพ์จะลงรายการอย่างไร (ใช้คําตอบในข้อ24) 26. ผู้แต่งต่อไปนีรายการใดต้องมาก่อน ก. กนกอร ข. กิรณา ค. กรรณิการ์ ง. เกษตร จ. กาเหว่า 27. หัวข้อใดไม่ควรลงในภาคผนวก ก. รูปภาพประกอบการทําโครงงาน ข. แบบสอบถามทีใช้เก็บข้อมูล ค. แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชียวชาญ ง. ตารางหาค่า IOC จ. ข้อเสนอแนะของผู้ทําโครงงาน
170.
บททีบทที 77 การจัดแสดงโครงงานการจัดแสดงโครงงาน มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ นําเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณชน ■
สื อสารสิ งที เรียนรู้และนําความรู้ไปใช้ประโยชน์
171.
บทที 7 การจัดแสดงโครงงาน ■
สาระการเรียนรู้ 2. การจัดแสดงโครงงาน 3. การจัดแผงโครงงาน 4. การจัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงาน 5. การทําแผ่นพับ 6. การรายงานปากเปล่า ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้ว นักศึกษาควรจะ 1. อธิบายองค์ประกอบในการนําเสนอโครงงานได้ 2. จัดรายละเอียดการนําเสนอในแผงโครงงานได้ถูกต้อง ครบถ้วน 3. จัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงานได้สมบูรณ์ สวยงาม 4. จัดทําแผ่นพับได้เรียบร้อย สวยงาม น่าสนใจ 5. อธิบาย หรือนําเสนอโครงงานได้อย่างมันใจ
172.
1. การจัดแสดงโครงงาน การจัดแสดงโครงงาน เป็นการนําผลงานทีได้จากการทําโครงงาน
นําเสนอหรือจัดแสดงให้ คนอืนได้รับรู้ เป็นขันตอนสําคัญขันตอนหนึงในการทําโครงงานวิทยาศาสตร์ การนําเสนอผลงานหรือ จัดแสดงโครงงานจะทําได้ก็ต่อเมือการทําโครงงานเสร็จสินลงแล้ว เป็นการแสดงผลิตผลของโครงงาน ความคิดเห็นและความพยายามทังหมด ทีผู้ทําโครงงานได้ทุ่มเทลงไป และเป็นวิธีทีจะทําให้ผู้อืน ได้ รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั นๆ มีผู้กล่าวเอาไว้ว่า การวางแผนออกแบบเพือจัดแสดงผลงานนั น มี ความสําคัญเท่าๆ กับการทําโครงงานนันเอง ผลงานทีทําขึนจะดียอดเยียมเพียงใด แต่หากการนําเสนอ ทําได้ไม่ดี ก็เท่ากับไม่ได้แสดงความดียอดเยียมของผลงานนันเอง พืนทีทีใช้ในการจัดแสดงโครงงาน ควรมีพืนทีขนาดใหญ่เพียงพอต่อการจัดแสดงโครงงาน มี พืนทีเพียงพอสําหรับการนําเสนอหน้าแผงนิทรรศการ ตลอดจนสาธิตการทํางานของอุปกรณ์หรือ สิงประดิษฐ์ทีเกิดจากการทําโครงงาน มีเครืองอํานวยความสะดวกพืนฐาน ทีจําเป็ นต่อการจัด นิทรรศการ เช่น ระบบแสงสว่าง ระบบไฟฟ้า นํ าประปา ควรเป็นสถานทีโล่ง อากาศถ่ายเทได้ สะดวก การจัดแสดงโครงงานอาจทําได้หลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป แต่รูปแบบทีเป็นทีนิยมกัน ในการนําเสนอได้แก่ 1. การรายงานปากเปล่า หรือรายงานประกอบสือ ซึงอาจจะเป็นตาราง กราฟ รูปภาพ แผ่นใสประกอบเครือง Overhead projector หรือ Powerpoint เป็นต้น ภาพที 7.1 พืนทีแสดงโครงงาน
173.
2. การจัดนิทรรศการโดยไม่มีการอธิบายประกอบ 3. การจัดนิทรรศการประกอบการนําเสนอด้วยคําพูดของผู้ทําโครงงาน การนําเสนอทีได้รับการยอมรับว่าดีทีสุด
คือการจัดนิทรรศการประกอบการนําเสนอด้วยคําพูด ของผู้ทําโครงงาน เพราะผู้ชมได้เห็นของจริง สามารถซักถามเรืองทีสนใจ สงสัย หรือไม่เข้าใจจาก ผู้ทําโครงงานได้โดยตรง การจัดแสดงโครงงาน ไม่ว่าจะจัดในรูปแบบใดหรือลักษณะใด ก็ควรจะจัดให้ครอบคลุม ประเด็นสําคัญ ซึงประกอบด้วย 1. ชือโครงงาน ชือผู้ทําโครงงาน ชือทีปรึกษา สถานศึกษา 2. คําอธิบายย่อๆ ถึงเหตุจูงใจในการทําโครงงาน และความสําคัญของโครงงาน 3. วิธีการดําเนินงาน เลือกเฉพาะขันตอนทีเด่นและสําคัญ 4. การสาธิตหรือแสดงผลทีได้จากการทดลอง 5. ผลการสังเกตและข้อมูลเด่นๆ ทีได้จากการทําโครงงาน 6. สรุปผลทีได้จากการทําโครงงานหรือผลทีเกิดจากโครงงาน ภาพที 7.2 การจัดแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์โดยการจัดนิทรรศการประกอบคําอธิบาย
174.
2. การจัดแผงโครงงาน การจัดนิทรรศการโครงงานโดยทัวไป จะนําเสนอข้อมูลลงในแผงจัดแสดงโครงงาน
ซึงมีการ กําหนดขนาดไว้เป็นมาตรฐาน กําหนดให้มีจํานวน 3 แผ่น คิดกันเป็นชุดเดียวกัน คือแผ่นกลางซึงมี ขนาดใหญ่ทีสุดมีขนาด 60 เซนติเมตร X 120 เซนติเมตร และแผ่นทีเป็นปีกติดอยู่ทัง2ข้าง สามารถ พับเก็บได้ มีขนาดเท่ากันคือ 60 เซนติเมตร X 60 เซนติเมตร โดยปกติมักจะทํามาจากแผ่นไม้อัด หรือแผ่นฟอร์ไมกา ซึงมีขนาดเท่ากัน และเป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานทีนิยมใช้ในงานทัวไป ปัจจุบันนิยม ใช้แผ่นพลาสติกลูกฟูก หรือทีเรียกกันโดยทัวไปว่าฟิวเจอร์บอร์ด มีขนาดเท่ากันกับแผ่นไม้อัด แต่ สามารถตัดแต่งได้ง่ายด้วยมีดหรือคัตเตอร์ นํ าหนักเบา มีหลายสีให้เลือก และราคาไม่แพงจนเกินไป แต่มีข้อเสียคือ มีความแข็งแรงทนทานน้อย อาจหักพับหรือรูปทรงบิดเบียวได้ง่าย 120 ซม. ■ แผ่นไม้อัดขนาดมาตรฐาน 1 แผ่นจะมีความกว้าง_______________ เซนติเมตร ยาว _____________ เซนติเมตร แผ่นไม้อัด 1 แผ่น สามารถทําแผงโครงงานได้ _____________ แผง มีส่วนทีต้องตัดทิงไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือไม่_____________________________ ■ ทําไมแผงจัดแสดงโครงงาน จึงต้องกําหนดขนาดดังกล่าว_________________________ _______________________________________________________________________ ภาพที 7.3 แผงจัดแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ 60 ซม. 60 ซม. 60 ซม. 60 ซม. แผ่นกลาง ปีกซ้าย ปีกขวา
175.
แผงโครงงาน 1 แผง
เปรียบเสมือนหนังสือหรือรายงาน 1 เล่ม ดังนั นจึงต้องทําให้สมบูรณ์ และจบในตัวเอง โดยปกติการอ่านหนังสือจะเริมตังแต่คํานํา สารบัญ บทที 1 ไปจนถึงบทสุดท้าย บทสรุปและข้อเสนอแนะ การลงรายละเอียดการทําโครงงานก็เช่นเดียวกัน จะนําเสนอข้อมูลโดยเริม ตังแต่ด้านปีกซ้าย ไล่ไปจนจบการนําเสนอในปีกขวา ดังนันข้อมูลทีนําเสนอควรประกอบด้วยหัวข้อ ดังนี แผ่นปีกซ้าย ควรประกอบด้วยหัวข้อ 1. ชือโครงงาน ควรใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ สีสันสดใสมองเห็นได้ชัดเจน ทีด้านบนสุด หาก ชือโครงงานมีขนาดยาว ไม่สามารถบรรจุในแผ่นปีกซ้ายได้หมด อนุโลมให้นําไปใส่ไว้ด้านบนสุดใน แผ่นกลาง 2. ชือผู้ทําโครงงาน ลงชือผู้ทําโครงงานทั งหมด อาจนํารูปถ่ายใบหน้าของผู้ทําโครงงาน ประกอบด้วยก็ได้ 3. ชือทีปรึกษาโครงงาน หากมีหลายคนอาจพิจารณานํามา2-3 คน 4. สถานศึกษา 5. ทีมาและความสําคัญในการทําโครงงาน 6. จุดประสงค์การทําโครงงาน แผ่นกลาง ควรประกอบด้วยหัวข้อ 1. วิธีดําเนินงาน ควรแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ - วัสดุอุปกรณ์ - วิธีดําเนินงาน วิธีดําเนินงานนี อาจเป็นการสํารวจ การทดลอง หรือการทําสิงประดิษฐ์ก็ได้ ตามลักษณะ โครงงานทีทํา ในส่วนนีผู้ทําโครงงานต้องอธิบายขันตอนการดําเนินงานให้ละเอียด ชัดเจน และควร อธิบายแยกเป็นข้อๆ หากมีภาพถ่ายอธิบายวิธีการและขันตอนการดําเนินงาน ก็สามารถนําเสนอโดย การแทรกลงในส่วนนีก็ได้ หรืออาจแยกนําเสนอเป็นกลุ่มเฉพาะรูปภาพและคําอธิบายภาพไว้ด้านล่างก็ ได้ ไม่มีรูปแบบตายตัว ขึนอยู่กับวิจารณญาณของผู้ทําโครงงาน ทังนีต้องจัดให้เหมาะสมและสวยงาม แผ่นปีกขวา ควรประกอบด้วยหัวข้อ 1. ผลการทดลองหรือผลการดําเนินงาน 2. อภิปรายและสรุปผล
176.
3. คําขอบคุณ ซึงก็คือกิตติกรรมประกาศนันเอง
หากนําเสนอในตอนต้นของรายงานเรียกว่า กิตติกรรมประกาศ แต่หากนําเสนอในส่วนท้ายรายงานจะเรียกว่าคําขอบคุณ ทังนีให้เลือกนําเสนอ อย่างใดอย่างหนึง ไม่ควรนําเสนอพร้อมกันทัง2 ส่วน หัวข้อต่างๆ ในการจัดแผงโครงงานทียกมาเป็นตัวอย่างนี เป็นเพียงแนวทางในการนําเสนอ ข้อมูลเท่านั น ผู้ทําโครงงานอาจเปลียนแปลงให้มีความเหมาะสม ตามธรรมชาติโครงงานของตัวเอง ทังนีต้องให้เริมต้นจากด้านซ้ายของแผง และจบการนําเสนอในแผงด้านขวา 3. การจัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงาน การจัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงานนัน หากเป็นโครงงานทีสามารถสาธิตการทดลองให้ ผู้ชมได้ดูได้ก็จะเป็นการดี ผู้ทําโครงงานสามารถสาธิตการทดลองบริเวณหน้าแผงงานของตัวเอง หาก ไม่สามารถสาธิตได้ ก็ควรนําองค์ประกอบในการทําโครงงาน นําเสนอบนโต๊ะหน้าแผงโครงงาน เช่น วัสดุหรือวัตถุดิบทีใช้ในการทําโครงงาน วัสดุอุปกรณ์ประกอบการดําเนินงานผลิตภัณฑ์หรือผลผลิตที เกิดจากการทําโครงงาน ฯลฯ จัดนําเสนอให้สวยงามน่าสนใจ ไม่ควรปล่อยให้โต๊ะนิทรรศการว่าง จนเกินไป หรือไม่วางสิงของต่างๆ แน่นจนเกินไป จนขาดความสวยงามขององค์ประกอบทางศิลป์ ทังนี วัสดุอุปกรณ์และผลผลิตจากการทําโครงงาน ควรติดป้ ายบอกชือให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร หากผลผลิตจากการทําโครงงาน เป็นสิงประดิษฐ์ทีมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนําเสนอบนโต๊ะ นิทรรศการได้ ก็สามารถวางบนพืนหน้าแผงโครงงานหรือบริเวณใกล้เคียง ทีไม่กีดขวางการอธิบาย หรือนําเสนอของผู้ทําโครงงาน ภาพที 7.4 การเตรียมโต๊ะจัดนิทรรศการ
177.
แผงจัดแสดงโครงงานนี ปกติจะนําเสนอโดยการวางบนโต๊ะทดลอง หรือโต๊ะยาวทีสามารถ วางและกางแผงออกได้กว้างพอสมควร
ให้ผู้เข้าชมได้เห็นรายละเอียดของข้อมูลในแผงโครงงาน ได้ อย่างชัดเจน โต๊ะทีใช้วางแผงโครงงานและจัดนิทรรศการนี ควรตกแต่งให้เรียบร้อยสวยงาม เพือความ เรียบร้อยสวยงามของนิทรรศการโดยภาพรวม โดยปกติจะปูผ้าและจับจีบรอบโต๊ะให้เรียบร้อย สวยงาม การนําเสนอข้อมูลการทําโครงงาน และจัดนิทรรศการประกอบ ต้องนําเสนอให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ตังแต่ต้นจนจบ สรุปง่ายๆ ก็คือ การนําเสนอข้อมูลการทําโครงงานทังหมด บรรจุลงในแผง โครงงานแผงเดียว ดังนัน ข้อมูลทีนํามาลงในแผงโครงงาน จึงควรนํามาเฉพาะหัวข้อสําคัญและ น่าสนใจ ใช้ข้อความทีกระทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย การจัดนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ ควร คํานึงถึงสิงต่างๆ ดังนี 1. ความปลอดภัยของการจัดแสดง 2. ความเหมาะสมกับพืนทีทีจัดแสดง 3. คําอธิบายทีเขียนแสดงควรเน้นเฉพาะประเด็นสําคัญ และสิงทีน่าสนใจเท่านัน โดยใช้ ข้อความทีกระทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย 4. ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชม โดยใช้รูปแบบการแสดงทีน่าสนใจ ใช้สีทีสดใส แต่ไม่ควร ใช้สีสะท้อนแสง เพราะอาจทําให้เกิดการแสบตา ระคายเคืองในการมอง เน้นจุดสําคัญ หรือใช้วัสดุที เร้าความสนใจในการตกแต่ง 5. ใช้ตารางและรูปภาพประกอบ โดยจัดวางให้เหมาะสม 6. สิงทีแสดงทุกอย่างต้องถูกต้อง ไม่มีการสะกดผิด หรืออธิบายหลักการทีผิด 7. ในกรณีทีเป็นสิงประดิษฐ์ สิงนันควรอยู่ในสภาพทีทํางานได้อย่างสมบูรณ์ 4. การทําแผ่นพับ แผ่นพับ หรือทีนิยมเรียกกันทัวไปว่าโบชัวร์ เป็นเอกสารการนําเสนอรายละเอียด ในสิงที ต้องการให้ผู้ชมได้รับรู้รายละเอียดการทําโครงงาน นอกเหนือจากแผงโครงงาน ในการนําเสนอ โครงงานนั น แผ่นพับก็มีส่วนสําคัญ ทีจะอธิบายรายละเอียดการทําโครงงานให้ผู้ชมรับรู้ นอกเหนือจากการอธิบายปากเปล่าของผู้ทําโครงงาน และหากมีผู้สนใจต้องการนํารายละเอียดของการ ทําโครงงาน ไปศึกษาเพิมเติม ก็สามารถดูได้จากแผ่นพับทีทําประกอบ แผ่นพับจะบอกให้ทราบถึงชือ โครงงาน ผู้จัดทําสถานศึกษา จุดมุ่งหมาย แรงจูงใจในการทํา วิธีการและขันตอนการดําเนินงาน ผล การดําเนินงาน สรุปผล ตลอดจนข้อเสนอแนะของผู้ทําโครงงาน
178.
แผ่นพับนี นอกจากจะบอกรายละเอียดของโครงงานแล้ว ยังแสดงถึงความสามารถ
ความ ชํานาญและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ทําโครงงานด้วย เพราะแผ่นพับนีต้องจัดทําให้เรียบร้อย สวยงาม ดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบตัวอักษร ซึงผู้ทําสามารถเลือกใช้ตัวอักษร ชนิดใด รูปแบบใด ขนาดเท่าใดก็ได้ทีเหมาะสม การเลือกสีตัวอักษร การเลือกสีของพืนหลัง หรือ background ในการจัด ตลอดจนการใส่ (insert) รูปภาพในแผ่นพับ ซึงผู้ทําโครงงานต้องช่วยกัน ออกแบบ ตกแต่ง ให้เรียบร้อย สวยงาม ได้รายละเอียดของเนือหาครบถ้วน สมบูรณ์ ดังนั น ผู้ทํา โครงงานจึงต้องมีความรู้ ความชํานาญ ในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมต่างๆ ทีจําเป็นต้องใช้ในการ ทําแผ่นพับเช่น โปรแกรม Publisherเป็นต้น ภาพที 7.5 การจัดหน้ากระดาษแผ่นพับ คอลัมน์ที 1 คอลัมน์ที 2 คอลัมน์ที 3 รอยพับ รอยพับ
179.
ข้อมูลรายละเอียดทีจะนํามาจัดทําแผ่นพับ ก็คือข้อมูลทีนําเสนอในแผงโครงงานนันเอง อาจมี การปรับปรุงรายละเอียด
โดยการปรับลด แก้ไข หรือเพิมเติมให้เหมาะสม แต่รายละเอียดส่วนใหญ่ก็ ยังคงเหมือนเดิม สรุปง่ายๆ คือนําข้อมูลจากแผงโครงงานมาลงในแผ่นพับนันเอง เพียงแต่ว่าข้อมูลที นําเสนอในแผงโครงงาน เป็นข้อมูลทีนําเสนอด้านหน้าด้านเดียว แต่ข้อมูลทีนําเสนอในแผ่นพับ ต้อง นําเสนอทังด้านหน้าและด้านหลัง 5. การรายงานปากเปล่า ในการแสดงผลงานถ้าผู้นําเสนอต้องอธิบาย รายงานปากเปล่า หรือตอบคําถามต่างๆ ต่อผู้ชม หรือต่อกรรมการตัดสินโครงงาน การอธิบาย ตอบคําถาม หรือรายงานปากเปล่านัน ควรคํานึงถึงสิง ต่างๆ ต่อไปนี 1. ทําความเข้าใจกับเรืองทีจะอธิบายเป็นอย่างดี 2. ใช้ภาษาทีเหมาะสมกับระดับของผู้ฟัง ชัดเจน เข้าใจง่าย 3. ควรรายงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม 4. หลีกเลียงการนําเสนอโดยการอ่านรายงาน แต่อาจจดหัวข้อสําคัญๆ ไว้เพือช่วยให้การ รายงานเป็นไปตามขันตอน 5. อย่าท่องจํารายงาน เพราะทําให้ดูไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ควรอธิบายตามความเข้าใจ 6. ขณะรายงานควรมองตรงไปยังผู้ฟัง ไม่ควรก้มหน้า หลบหน้าหลบตา หรือแสดงอาการ เขินอาย ภาพที 7.6 ตัวอย่างแผ่นพับ
180.
7. เตรียมตัวตอบคําถามเกียวกับเรืองนันๆ ให้ดี 8.
ตอบคําถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่จําเป็นต้องกล่าวถึงสิงทีไม่ได้ถาม 9. หากติดขัดในการอธิบาย หรือไม่สามารถอธิบายได้ ควรยอมรับโดยดี ไม่ควรกลบเกลือน หรือหาทางเลียงเป็นอย่างอืน 10. ควรรายงานให้เสร็จในระยะเวลาทีกําหนด 11. ใช้สือประกอบการรายงาน เช่น แผ่นโปร่งใส หรือ Power point เป็นต้น ภาพที 7.8 ตัวอย่างการนําเสนอโครงงานประกอบสือPowerpoint ภาพที 7.7 ตัวอย่างห้องนําเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์
181.
ข้อพิจารณาในประเด็นต่างๆ ทียกตัวอย่างมาในการแสดงผลงานนั น
จะคล้ายคลึงกันในการ แสดงผลงานทุกประเภท แต่อาจแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยเพียงเล็กน้อย สิงสําคัญก็คือ พยายามให้การนําเสนอผลงานนันดึงดูดความสนใจผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้อง ในเนือหา สรุป การจัดแสดงโครงงาน เป็นการนําเสนอผลงานทีได้จากการทําโครงงาน นําเสนอหรือจัดแสดง ให้ผู้อืนได้รับรู้ การจัดแสดงโครงงานนี จะนําเสนอเมือการจัดทําโครงงานสินสุดลงแล้ว การจัดแสดง โครงงานรูปแบบทีเป็นทีนิยมได้แก่ รายงานปากเปล่าหรือรายงานประกอบสือ การจัดนิทรรศการโดย ไม่มีการอธิบายประกอบ และการจัดนิทรรศการประกอบการนําเสนอด้วยคําพูด การจัดนิทรรศการที ได้รับการยอมรับว่าดีทีสุด คือการจัดนิทรรศการประกอบการนําเสนอด้วยคําพูด การนําเสนอโครงงานทีครบถ้วนและสมบูรณ์แบบจะประกอบด้วย การจัดแผงโครงงาน การ จัดนิทรรศการประกอบแผง แผ่นพับประกอบนิทรรศการ และการนําเสนอด้วยคําพูด แผงโครงงานทีนําเสนอข้อมูล ต้องมีขนาดมาตรฐานตามเกณฑ์ทีกําหนด ข้อมูลทีนําเสนอใน แผงโครงงาน ต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และจบในตัวเอง การจัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงาน ควรออกแบบให้สวยงาม น่าสนใจ และสอดคล้องกับข้อมูลในแผงโครงงาน การทําแผ่นพับต้องให้มี ข้อมูลครบถ้วน และสมบูรณ์เหมือนข้อมูลในแผงโครงงาน ออกแบบและตกแต่งให้เรียบร้อย สวยงาม ดึงดูดความสนใจ ส่วนการรายงานปากเปล่าประกอบนิทรรศการนั น ผู้รายงานต้องมีความเข้าใจใน เรืองทีนําเสนออย่างลึกซึง รายงานอย่างเป็นธรรมชาติตามความเข้าใจ และตอบคําถามได้ถูกต้อง
182.
แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. การจัดแสดงโครงงานจะจัดเมือใด___________________________________________________ 2.
รูปแบบการจัดแสดงโครงงานทีเป็นทีนิยมได้แก่ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ การจัดแสดงโครงงานรูปแบบทีดีทีสุดคือ______________________________________________ 3. แผงโครงงานขนาดมาตรฐานจะประกอบด้วยแผงข้อมูล___________ แผ่น แต่ละแผ่นมีขนาดเท่าใดบ้าง________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 4. การจัดข้อมูลลงแผงมีหลักการอย่างไร________________________________________________ _______________________________________________________________________________ 5. หัวข้อใดบ้างทีควรนําเสนอในแผงข้อมูล______________________________________________ _______________________________________________________________________________ 6. การจัดนิทรรศการประกอบแผงโครงงาน มีหลักการอย่างไร_______________________________ _______________________________________________________________________________ 7. ข้อมูลทีนําเสนอในแผ่นพับ ควรมีข้อมูลเหมือนข้อมูลจากแหล่งใด_________________________ 8. การรายงานปากเปล่าควรคํานึงถึงเรืองใดบ้าง บอกมา 5 ข้อ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________ _______________________________________________________________________________
183.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. จุดประสงค์ของการจัดแสดงโครงงานคืออะไร ก. จัดอันดับของโครงงาน ข. แข่งขันเพือรับรางวัล ค. แสดงความสามารถให้คนอืนเห็น ง. เผยแพร่ชือเสียงให้กับสถานศึกษา จ. นําเสนอผลงานทีเกิดจากการทําโครงงาน 2. การจัดแสดงโครงงานจะจัดเมือใด ก. ก่อนลงมือทําโครงงาน ข. เมือทีปรึกษาอนุญาตให้ทําโครงงาน ค. เมือทําเค้าโครงย่อของโครงงานเสร็จสมบูรณ์ ง. เมือได้ผลการทดลองครบทุกการทดลอง จ. เมือการทําโครงงานสินสุดลง 3. การจัดแสดงแบบใดถือว่าดีทีสุด ก. แจกแผ่นพับ ข. รายงานปากเปล่า ค. จัดนิทรรศการ ง. จัดแผงโครงงาน จ. อธิบายประกอบการจัดนิทรรศการ 4. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบในการจัดแสดงโครงงาน ก. การโฆษณา ข. แจกแผ่นพับ ค. จัดแผงโครงงาน ง. จัดนิทรรศการประกอบแผง จ. อธิบายประกอบนิทรรศการ 5. แผ่นไม้อัด ฟอร์ไมกา หรือพลาสติกลูกฟูกขนาด มาตรฐาน 1 แผ่น จะใช้ทําแผงโครงงานได้กีแผง ก. 1 แผง ข. 2 แผง ค. 3 แผง ง. 4 แผง จ. 5 แผง 6. แผงโครงงานปีกซ้ายและปีกขวาจะมีขนาดเท่าใด ก. 60 เซนติเมตร X 60 เซนติเมตร ข. 60 เซนติเมตร X 90 เซนติเมตร ค. 60 เซนติเมตร X 120 เซนติเมตร ง. 90 เซนติเมตร X 120 เซนติเมตร จ. 120 เซนติเมตร X 120 เซนติเมตร 7. แผงโครงงานแผ่นกลาง จะมีขนาดเท่าใด (ใช้คําตอบในข้อ6) 8. การจัดข้อมูลลงแผงโครงงาน มีหลักการอย่างไร ก. นําเสนอจากซ้ายไปขวา ข. นําเสนอจากขวาไปซ้าย ค. นําเสนอจากบนลงล่าง ง. นําเสนอจากล่างขึนบน จ. ข้อ ก และ ค ถูก
184.
9.ข้อใดไม่ต้องนําเสนอในแผงโครงงานและแผ่นพับ ก. ทีมาและความสําคัญ ข. เอกสารทีเกียวข้อง ค.
วัสดุ อุปกรณ์ ง. ผลการทดลอง จ. สรุปผลโครงงาน 10. โปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปโปรแกรมใดที นิยมใช้ในการออกแบบ และทําแผ่นพับให้ สวยงาม ก. SPSS ข. ACDSee ค. Powerpoint ง. Photo shop จ. Publisher 11. โปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูปโปรแกรมใดที นิยมใช้ในการนําเสนอประกอบการรายงาน ปากเปล่า ก. SPSS ข. Publisher ค. Powerpoint ง. CorelDRAW จ. Photoshop 12. ข้อใดไม่ใช่ หลักในการรายงานปากเปล่า ก. ทําความเข้าใจเรืองทีจะรายงาน ข. ใช้ภาษาเหมาะสม ชัดเจน เข้าใจง่าย ค. นํารายงานทีทําไว้มาอ่านนําเสนอ ง. นําเสนอเหมือนเป็นการพูดคุยกับผู้ฟัง จ. รายงานให้เสร็จในเวลาทีกําหนด
185.
บททีบทที 88 การวิเคราะห์และประเมินโครงงานการวิเคราะห์และประเมินโครงงาน มาตรฐานการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ ■ นําเสนอผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณชน ■
สื อสารสิ งที เรียนรู้และนําความรู้ไปใช้ประโยชน์
186.
บทที 8 การวิเคราะห์และประเมินโครงงาน ■
สาระการเรียนรู้ 1. การวิเคราะห์โครงงาน 2. การประเมินโครงงาน 3. เครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงาน 4. กรอบการประเมินโครงงาน ■ ผลการเรียนรู้ทีคาดหวัง เมือศึกษาจบบทเรียนแล้วนักศึกษาควรจะ 1. บอกหรืออธิบายความหมายและเหตุผลในการวิเคราะห์โครงงานได้ 2. บอกหรืออธิบายความหมายและเหตุผลในการประเมินโครงงานได้ 3. สร้างเครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงานได้ 4. บอกและอธิบายข้อควรพิจารณาในการประเมินโครงงานได้
187.
1. การวิเคราะห์โครงงาน การวิเคราะห์ (analysis)หมายถึงการแยกเรืองใหญ่หรือหัวข้อใหญ่
ออกเป็นองค์ประกอบย่อย แล้วพิจารณาแต่ละองค์ประกอบนัน อย่างละเอียดรอบคอบ เพือให้เห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ต่างๆ ทีประกอบกันเป็นสิงนันหรือเรืองนัน ซึงจะช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อสิงหนึงสิงใดอย่างแท้จริง โดยพืนฐานแล้วทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลถือเป็นทักษะทีมนุษย์สามารถฝึกได้ การวิเคราะห์เป็นความสามารถและทักษะทีสูงกว่าความจํา ความเข้าใจ และการนําไปใช้ มี ลักษณะเป็นการแยกแยะสิงทีพิจารณา ออกเป็นส่วนย่อยทีมีความสัมพันธ์กัน รวมทังสืบค้น ความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ เพือดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยนันสามารถเข้ากันได้หรือไม่ การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ นัน เป็นการคิดโดยการใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก เป็นการคิดเชิงลึก คิดอย่างละเอียดจากเหตุไปสู่ผล ตลอดจนเชือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล การคิดวิเคราะห์ มีประโยชน์ดังนี 1. ทําให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุ รู้ผลของสิงทีเกิดขึน เข้าใจความเป็นมา เป็นไปของสิงต่างๆ 2. เป็นฐานความรู้ในการนําไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา 3. ช่วยให้สามารถอธิบายเหตุผลทีเหมาะสมในเรืองทีเกิดขึน 4. ช่วยประมาณความน่าจะเป็น การวิเคราะห์โครงงานวิทยาศาสตร์ (science project analysis) การวิเคราะห์โครงงานจะช่วยให้ผู้ทําโครงงานและผู้สนใจโครงงาน รู้และเข้าใจรายละเอียด เหตุผล ความเหมาะสม และความถูกต้องในการทําโครงงาน ตลอดจนค้นพบข้อบกพร่องทีควร ปรับปรุงแก้ไขในการทําโครงงาน เพือให้โครงงานทีทํานัน มีความถูกต้องสมบูรณ์แบบมากทีสุด ซึง จะทําให้โครงงานนันมีคุณค่ามากยิงขึน การวิเคราะห์ข้อมูลนี จะเป็นพืนฐานหรือข้อมูลประกอบการ ประเมินโครงงาน คือต้องมีการวิเคราะห์โครงงานก่อน จึงประเมินคุณภาพของโครงงาน หัวข้อการวิเคราะห์โครงงาน โดยปกติการวิเคราะห์โครงงานวิทยาศาสตร์ จะวิเคราะห์องค์ประกอบย่อยต่างๆ ตามหัวข้อที นําเสนอในรายงาน ซึงประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ ดังนี 1. ชือโครงงาน 2. ชือผู้ทําโครงงาน 3. สถานศึกษา 4. จุดประสงค์ของโครงงาน
188.
5. ทีมาและความสําคัญ 6. ตัวแปรทีต้องการศึกษา 7.
ข้อสรุปของโครงงาน 8. ความแปลกใหม่หรือความคิดริเริมสร้างสรรค์ 9. แนวคิดในการขยายหรือปรับปรุงโครงงาน 10. สาเหตุทีสนใจเลือกวิเคราะห์โครงงานนี หัวข้อการวิเคราะห์ทีกําหนดไว้ในแบบฟอร์มทีให้มานี เป็นตัวอย่างหรือแนวทางในการ วิเคราะห์เท่านัน ผู้วิเคราะห์อาจพิจารณาในหัวข้ออืนๆเพิมเติมนอกเหนือไปจากนี หรือพิจารณาหัวข้อ ทีให้มาแยกย่อยลึกลงไปอีก ในการวิเคราะห์โครงงานนั น ผู้วิเคราะห์ต้องพิจารณาองค์ประกอบของ โครงงานไปทีละเรือง ตามลําดับรายละเอียดในเอกสารรายงาน ซึงโดยปกติแล้วจะมีหัวข้อสําคัญๆ ที ควรวิเคราะห์ดังนี 1. ชือโครงงาน ผู้วิเคราะห์ควรพิจารณาดูว่าชือโครงงานทีตัง ไม่ว่าจะเป็นการตังชือแบบธรรมดา หรือตังชือ เชิงวิจัย มีความน่าสนใจ จูงใจ หรือเชิญชวนให้ติดตามรายละเอียดของโครงงานมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะความสอดคล้องหรือความสัมพันธ์กับเรืองทีทํา บางโครงงานตังชือได้น่าสนใจ ชวนให้ ติดตามรายละเอียดของโครงงาน แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับเรืองทีทํา คือตังชือไว้อย่างหนึง แต่ รายละเอียดในการทําโครงงานกลับเป็นอีกเรืองหนึง การตังชือในลักษณะนีจึงไม่เหมาะสม เช่น นักศึกษากลุ่มหนึง ตังชือโครงงานว่า“ขนมจีนกึงสําเร็จรูป” แต่ในรายละเอียด กลับเป็นการวิเคราะห์ คุณภาพของเส้นขนมจีน ทีมีส่วนผสมจากพืช 3 ชนิดได้แก่ เผือก ฟักทอง และมันฝรัง การตังชือ โครงงานในลักษณะนี ไม่สัมพันธ์กับรายละเอียดของโครงงานทีทํา ผู้วิเคราะห์จึงควรให้คําแนะนํา หรือข้อเสนอแนะในการตังชือโครงงานลงไปด้วยว่า ควรตังชือให้สัมพันธ์ กับรายละเอียดในการทํา โครงงาน เช่น อาจตังชือแบบธรรมดาได้เป็น โครงงานขนมจีนธัญพืช, ขนมจีนวิตามินสูง, ขนมจีน จากธัญพืช หรือขนมจีนจากพืชผักพืนบ้าน ก็ได้ หรืออาจตังชือเชิงวิจัยได้เป็น คุณภาพของเส้น ขนมจีนจากธัญพืช, การศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพของเส้นขนมจีนจากธัญพืช, การศึกษาเปรียบเทียบ คุณภาพของเส้นขนมจีนทีมีส่วนผสมของพืชผักพืนบ้าน ก็ได้ ■ นักศึกษากลุ่มหนึงทดลองทํากระดาษจากเปลือกต้นสา โดยนําเปลือกต้นสามาตัดเป็นชิน เล็กๆ ทุบให้แตกยุ่ย นําไปต้มกับสารเคมี5 ชนิด เพือศึกษาคุณภาพของกระดาษทีได้ว่าสารชนิดใด มี ความเหมาะสมในการทํากระดาษจากต้นสามากทีสุด จึงตังชือโครงงานนีว่า“สาหาคู่” อยากทราบว่า
189.
- การตังชือโครงงานนีมีความเหมาะสมหรือไม่ เหมาะสม เพราะ
______________________________________________________ ไม่เหมาะสม เพราะ ______________________________________________________ การตังชือโครงงานนีมีจุดเด่นอย่างไร___________________________________________ มีจุดด้อยในเรืองใด_________________________________________________________ - ควรมีการตังชือใหม่หรือไม่ ควร เพราะ __________________________________________________________ ไม่ควร เพราะ ___________________________________________________________ - หากมีการตังชือใหม่ควรตังชือเป็น_____________________________________________ ■ นักศึกษากลุ่มหนึงตั งชือโครงงานว่า“ผัดกระเพรากึงสําเร็จรูป” ทําการทดลองโดยนํา เนือสัตว์ 4 ชนิด ได้แก่ เนือหมู เนือวัว เนือไก่ และเนือปลา มาทําผัดกระเพรา โดยใช้ปริมาณ เนือสัตว์ ส่วนผสม และเครืองปรุงรส ในปริมาณทีเท่ากัน นําไปให้ผู้เชียวชาญด้านอาหารตรวจสอบ คุณภาพด้านรสชาติเปรียบเทียบกัน เพือตัดสินว่าเนือสัตว์ชนิดใดทําผัดกระเพราได้อร่อยทีสุด - การตังชือโครงงานนีมีความเหมาะสมหรือไม่ เหมาะสม เพราะ ______________________________________________________ ไม่เหมาะสม เพราะ ______________________________________________________ การตังชือโครงงานนีมีจุดเด่นอย่างไร___________________________________________ มีจุดด้อยในเรืองใด_________________________________________________________ - ควรมีการตังชือใหม่หรือไม่ ควร เพราะ __________________________________________________________ ไม่ควร เพราะ ___________________________________________________________ - หากมีการตังชือใหม่ควรตังชือเป็น_____________________________________________ 2. จุดประสงค์ของโครงงาน ในการตังจุดประสงค์ของโครงงานนั นผู้วิเคราะห์ต้องพิจารณาดูว่า ใช่สิงทีต้องการศึกษา หรือไม่ จุดประสงค์ทีต้องการทราบหรือต้องการให้เกิด ต้องเป็นเรืองเดียวกันกับปัญหาทีต้องการรู้ หรือต้องการศึกษา หากจุดประสงค์ของโครงงานกับเรืองทีต้องการศึกษา ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน ก็ ต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้เป็นเรืองเดียวกัน หากนักศึกษาทําโครงงานเรือง“ผัดกระเพราะกึงสําเร็จรูป” แล้วตังจุดประสงค์เอาไว้ว่า เพือศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพด้านรสชาติของผัดกระเพรา ทีทําจากเนือหมู เนือวัว เนือไก่ และเนือปลา ก็เป็นการตังจุดประสงค์ทีไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับเรืองทีต้องการศึกษา
190.
3. ทีมาและความสําคัญ เป็นการบรรยายให้เห็นถึงทีมาของปัญหาหรือเรืองทีต้องการศึกษาของโครงงานว่ามีเหตุจูงใจ หรือแรงบันดาลใจอย่างไร จึงได้ศึกษาเรืองดังกล่าว
ในการนําเสนอทีมาของปัญหานี ผู้ทําโครงงาน ควรนําเสนอรายละเอียดด้านต่างๆ ของปัญหา เพือโน้มน้าวจูงใจให้ผู้อ่านคล้อยตามและเห็นด้วยกับ เรืองทีทําการศึกษาว่า เป็นเรืองสําคัญ มีประโยชน์และมีคุณค่าสมควรแก่การศึกษา จากนั นจึงขมวด ปมลงท้ายการนําเสนอทีมาและความสําคัญของปัญหาด้วยว่า ด้วยเหตุดังกล่าวผู้จัดทํา/คณะผู้จัดทําจึง ได้ทําการศึกษาค้นคว้า เพือแก้ปัญหาหรือหาคําตอบในเรืองดังกล่าว ในการนําเสนอทีมาและความสําคัญของปัญหานี เป็นการนําเสนอเฉพาะปัญหาหรือแรง บันดาลใจ ทีทําให้ผู้ทําโครงงาน สนใจศึกษาค้นคว้าในเรืองดังกล่าวเท่านั น ไม่ได้รวมถึงขันตอน วิธีการ หรือผลทีได้จากการศึกษา การนําเสนอทีมาและความสําคัญ จึงไม่ควรมีรายละเอียดในเรือง ดังกล่าวเพิมเติมเข้ามา 4. กรอบการทดลอง ในการวิเคราะห์กรอบการทดลองของผู้ทําโครงงานนั น ผู้วิเคราะห์ควรพิจารณาดูว่าการ ออกแบบการทดลองแต่ละโครงงานนัน มีความเหมาะสมและครอบคลุมในการทําโครงงานมากน้อย เพียงใด บางโครงงานอาจมีเพียงการทดลองเดียว แต่บางโครงงานอาจมีหลายการทดลองการทํา โครงงานจึงจะสมบูรณ์ เช่น โครงงานการศึกษาระยะเวลาทีเหมาะสมในการต้มไข่มะตูมจากไข่ไก่ มี เพียงการทดลองเดียวก็สมบูรณ์ แต่หากเป็นโครงงานทีซับซ้อนมากขึน เช่น โครงงานข้าวเกรียบปลา ก็อาจต้องมีหลายการทดลอง เพราะมีตัวแปรทีต้องทําการศึกษาหลายตัว ได้แก่ ชนิดของปลาที เหมาะสมในการทําข้าวเกรียบ, อัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างแป้ ง: เนือปลา, อัตราส่วนทีเหมาะสม ระหว่างสวนผสม : เกลือ, ระยะเวลาทีเหมาะสมในการนึงส่วนผสม, ระยะเวลาทีเหมาะสมในการผึง ส่วนผสมก่อนหันเป็นแว่น ฯลฯ ซึงผู้วิเคราะห์ต้องพิจารณาดูว่าการทดลองทีผู้ทําโครงงานใช้ในการทํา โครงงานนัน ครอบคลุมและทําให้โครงงานสมบูรณ์หรือไม่ ควรทดลองเพิมเติมในเรืองใด หรือตัดลด การทดลองใดทีไม่จําเป็นออก เพือลดขันตอนและความยุ่งยากในการทําโครงงาน การทดลองง่ายๆ และไม่จําเป็นบางอย่างก็สามารถตัดออกได้ เช่น การศึกษาอัตราส่วนระหว่างส่วนผสม: ปริมาณนํ าที ใช้ในการนวดแป้ง, การศึกษาระยะเวลาทีเหมาะสมในการทอดข้าวเกรียบ เป็นต้น เพราะในการนวด แป้ งนัน หากไม่ใส่นํ า หรือนํ าน้อย ส่วนผสมก็จะไม่เข้ากันหรือเกาะกัน ไม่สามารถนวดได้ หากใส่ นํ ามากเกินไปส่วนผสมก็จะเหลว ไม่สามารถปั นได้ หรือระยะเวลาในการทอด หากใช้เวลาน้อยไป ข้าวเกรียบก็ไม่ไม่สุกและไม่พอง แต่หากใช้เวลาในการทอดนานเกินไปข้าวเกรียบก็จะไหม้ เป็นต้น ซึงการทดลองเหล่านี เป็นองค์ประกอบย่อยทีไม่ค่อยสําคัญ ผู้ทําโครงงานสามารถตัดออกไปได้เลย
191.
เพือลดขันตอนและความยุ่งยากในการทําโครงงาน แต่หากเป็นการทําในปริมาณมากๆ เช่น
การทําใน ระบบอุตสาหกรรม การผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์หนึงตําบล(One Tumbon One Product : OTOP) หรือ การผลิตสินค้าส่งตลาด ทีต้องทําในปริมาณมากๆ ทุกวัน การทดลองเพือหาค่าความเหมาะสมในเรือง ดังกล่าวยังมีความจําเป็นต้องทํา เพราะจะทําให้สามารถผลิตสินค้าได้รวดเร็ว ประหยัดเวลา และ ควบคุมคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐานสมําเสมอกันทุกส่วน นอกจากกรอบการทดลองแล้ว ผู้วิเคราะห์ควรพิจารณาการออกแบบตารางบันทึกผลการ ทดลองด้วย ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับการทดลองทีทําหรืไม่ โดยเฉพาะการกําหนดตัวแปร ทีต้องการศึกษา(ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ) ในตาราง ต้องให้สอดคล้องกับเรืองทีต้องการศึกษา ตารางบันทึกผลการทดลองทีดี ควรเป็นตารางทีเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน คือควรจะมีเพียง 2 ช่อง ได้แก่ ช่องด้านซ้ายควรจะเป็นเรืองทีต้องการศึกษาหรือตัวแปรต้น ส่วนช่องด้านขวาควรจะเป็นผลการ ทดลองหรือตัวแปรตาม ส่วนอืนทีไม่จําเป็น เช่น ตัวแปรควบคุม ไม่ควรนํามาลงในตาราง เพราะจะ ทําให้ตารางมีขนาดใหญ่ และอาจทําให้สับสนในการพิจารณาข้อมูล ควรนําไปใส่ไว้ในขันตอนการ ทดลอง นอกจากตารางบันทึกผลแล้ว หากมีการทดลองทีต้องใช้การตรวจสอบ และความคิดเห็นของ ผู้เชียวชาญประกอบการสรุปผล ควรพิจารณาแบบประเมินสําหรับผู้เชียวชาญทีสร้างขึ นมา ประกอบด้วยว่า ถูกต้อง ครบถ้วน และถามได้ตรงกับเรืองทีต้องการทราบหรือไม่ 5. ตัวแปรทีต้องการศึกษา ในการกําหนดตัวแปรนัน ต้องพิจารณาดูว่าผู้ทําโครงงาน กําหนดตัวแปรทีต้องการศึกษาได้ ถูกต้องหรือไม่ โดยปกติโครงงานทีมีการศึกษาในเรืองเดียวหรือปัญหาเดียว ผู้ทําโครงงานสามารถ กําหนดตัวแปรทีต้องการศึกษาไว้ในบทที 1 ได้เลยว่าโครงงานดังกล่าวต้องการศึกษาในเรืองใด หรือ ตัวแปรทีต้องการศึกษาคืออะไร แต่หากโครงงานนันมีหลายการทดลอง คือมีการศึกษาองค์ประกอบ ย่อยในหลายเรือง เช่น โครงงานนํ าผักโขมกลินแคนตาลูป ซึงผู้ทําโครงงานทําการศึกษาใน3 เรือง ย่อยคือ 1. ศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างปริมาณนํ า: ปริมาณผักโขม 2. ศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างปริมาณนํ าผักโขมทีได้จากการทดลองที1 : ปริมาณ ผงแคนตาลูปทีใช้ในการดับกลินผักโขม 3. ศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมระหว่างนํ าผักโขม: นํ าตาลซูโครส จะเห็นว่าโครงงานดังกล่าว มีการศึกษาใน 3 เรืองย่อย ดังนัน การกําหนดตัวแปรจึงต้องแยก เป็น 3 เรืองดังกล่าว เพราะการศึกษาแต่ละเรือง มีหัวข้อทีต้องการศึกษาไม่เหมือนกัน การกําหนดตัว แปรจึงแตกต่างกันออกไปตามเรืองทีต้องการศึกษา
192.
6. การอภิปราย วิเคราะห์
และสรุปผลการทดลอง ผู้วิเคราะห์โครงงานควรพิจารณาว่าการอภิปราย วิเคราะห์ และสรุปผลของผู้ทําโครงงาน สามารถอภิปรายผลการทดลองได้ถูกต้อง ตรงประเด็น หรือสัมพันธ์ผลการทดลองทีได้หรือไม่ พร้อม ทังวิเคราะห์ผลการทดลองและสรุปผลได้ถูกต้อง ตรงกับเรืองทีต้องการศึกษาหรือไม่ นอกจากหัวข้อใหญ่ๆ ทีกล่าวมาแล้ว ในการวิเคราะห์โครงงานนัน ผู้วิเคราะห์อาจแสดงความ คิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการทําโครงงานด้วยว่า โครงงานทีทํานันมีข้อดีหรือจุดเด่นในเรืองใด เช่น ความคิดริเริมสร้างสรรค์ ความแปลกใหม่ของโครงงาน ประโยชน์และคุณค่าทีได้จากการทําโครงงาน สามารถนําไปพัฒนาหรือต่อยอดในด้านใด ในการทําโครงงานครั งต่อไป ฯลฯ และมีข้อควรปรับปรุง อย่างไรหากมีการทําโครงงานในครั งต่อไป ทังนี การแสดงความคิดเห็น คําแนะนํา และข้อเสนอแนะ นัน ควรเป็นไปในลักษณะทีเป็นกัลยาณมิตร สร้างสรรค์ และให้กําลังใจกับผู้ทําโครงงาน 2. การประเมินโครงงาน การประเมินโครงงาน เป็นกิจกรรมทีมีความสําคัญ และจําเป็นอีกอย่างหนึงในการทํา โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา เป็นการให้คะแนนโครงงานทีนักศึกษาทํา เพือประเมินว่า โครงงานทีทํานั น มีคุณภาพในด้านต่างๆ มากน้อยเพียงใด เพือปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึนในโอกาสต่อไป ในการประเมินโครงงานแต่ละโครงงานนั น ผู้ประเมินต้องคิดพิจารณาและวิเคราะห์โครงงานอย่าง ละเอียด รอบคอบ ครอบคลุมทุกๆด้านก่อนให้คะแนน ตามปกติครูผู้สอนในรายวิชาจะเป็นผู้ประเมิน และให้ค่าคะแนนเพือเก็บคะแนน และตัดสินผลการเรียน หรือเป็นส่วนหนึงในการประเมินผลการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ถ้ากําหนดให้การทําโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนหนึงของกิจกรรมการเรียน การสอนปกติ หากมีการคัดเลือกโครงงานเพือส่งไปจัดแสดงหรือส่งเข้าประกวด ในการจัดนิทรรศการ ทางวิชาการ ก็อาจประเมินโดยคณะกรรมการของสถานศึกษา ซึงอาจประกอบด้วยครูผู้สอนวิชา วิทยาศาสตร์ และผู้เชียวชาญจากสาขาวิชาอืน ทีมีความรู้และความชํานาญในเรืองทีนักศึกษาทํา ส่วน การประเมินโครงงานเพือตัดสินให้รางวัล ในการประกวดโครงงานในระดับทีสูงขึน เช่น การ ประกวดโครงงานในระดับจังหวัด ระดับภาค หรือระดับประเทศ ซึงมีสถานศึกษาต่างๆ ส่งโครงงาน เข้าร่วมประกวดเป็นจํานวนมากนั น ส่วนใหญ่มักจะประเมินโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จาก บุคคลภายนอกทีได้รับเชิญ การประเมินโครงงานไม่ว่าจะเพือวัตถุประสงค์ใด ก็จะมีหลักใหญ่ๆ ที คล้ายกัน จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด และเครืองมือทีใช้ประเมิน ซึงอาจใช้ได้หลายรูปแบบ ซึง ผู้ประเมินอาจดัดแปลงได้ตามความเหมาะสม
193.
ตัวอย่างทีนําเสนอในทีนี เป็นการสรุปการประเมินโครงงานรูปแบบหนึง รายงานผลการประเมินโครงงาน ชือโครงงาน ____________________________________________________________________ ชือผู้ทําโครงงาน1.
______________________________________________ 2. ______________________________________________ 3. ______________________________________________ ชัน/ห้อง____________________ สถานศึกษา _________________________________________ คะแนนทีได้____________________________ ลําดับที__________________________________ ชือผู้ประเมิน____________________________________________________________________ ภาพที 8.1 การประเมินโครงงาน จากเอกสาร และการนําเสนอของ ผู้ทําโครงงาน ภาพที 8.2 การประเมินโครงงาน จากการเยียมชมการจัดนิทรรศการ
194.
รายงานผลหน้านี เป็นสรุปผลหรือใบปะหน้าการประเมินโครงงาน เพือสะดวกในการจัด อันดับ
หรือตัดสิน หากมีการประกวดหรือแข่งขัน ส่วนรายละเอียดและเกณฑ์ทีใช้ในการประเมินนั น ผู้ประเมินอาจสร้างเครืองมือขึนมาใช้ในการประเมินเอง ทังนี เครืองมือทีสร้างขึนมา ควรสามารถ ประเมินคุณภาพของโครงงานได้รอบด้าน ครอบคลุม และครบทุกส่วน และนําเสนอแนบหลังใบปะ หน้าหรือใบสรุปผลการประเมินโครงงาน เพือแจ้งรายละเอียดการประเมิน และเพือเป็นหลักฐานการ ประเมิน 3. เครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงาน ในการประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ทีถูกต้องตามหลักวิชาการนั น ผู้ประเมินควรจะมี เครืองมือทีใช้ในการประเมิน ประกอบการให้คะแนนก่อนการตัดสิน และประเมินคุณภาพของ โครงงาน โดยปกติแล้วเครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงานทีนิยมใช้กัน มักจะใช้แบบประเมินที ผสมผสานกันระหว่างแบบสังเกต (Observation form) และแบบสัมภาษณ์ (Interview form)ซึงมีการให้ คะแนนเป็นแบบประมาณค่า (Ratingscale)ซึงอาจเป็นแบบทีให้ผู้ประเมินเช็คเครืองหมายถูก()ลง ในช่องค่าคะแนนทีกําหนดไว้ ซึงอาจเป็น5 4 3 2 1 หรือวงกลม ล้อมรอบค่าคะแนนทีเห็นว่า เหมาะสมกับคุณภาพของแต่ละหัวข้อทีกําหนดไว้ให้ เครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงานนี หาก เป็นเครืองมือทีมีผู้จัดทําไว้แล้ว และผู้ประเมินมีความเห็นว่ามีความเหมาะสมกับงานทีใช้ สามารถวัด ได้ครบถ้วนและครอบคลุมเรืองทีต้องการวัด ก็สามารถนํามาดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้ในการประเมิน ได้ ดังตัวอย่าง* * ดัดแปลงจากเอกสารการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา-เอสโซ่ พ.ศ. 2552
195.
แบบประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงงาน _______________________________________________________ ให้วงกลมล้อมรอบคะแนนทีท่านเห็นว่าเหมาะสมในตาราง ลําดับ หัวข้อ คะแนน
คะแนน ทีได้ดีเยียม ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง 1 การเขียนรายงาน (20 คะแนน) 1.1 การเขียนรายงานทําได้อย่างสมบูรณ์ ครอบคลุม สาระสําคัญ ทังเนือหาและองค์ประกอบ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 1.2 การใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 2 การนําเสนอผลงาน (20 คะแนน) 2.1 มีสือนําเสนอทีทําให้เข้าใจได้โดยง่ายในเวลา ตามทีกําหนด 5 4 3 2 1 2.2 สามารถอธิบายและตอบข้อซักถามโดยแสดงให้ เห็นถึงความรู้ความเข้าใจในเรืองทีทํา 5 4 3 2 1 2.3 อธิบายและตอบข้อซักถามทีแสดงให้เห็นถึงการ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 5 4 3 2 1 2.4 อธิบายและตอบข้อซักถามทีแสดงให้เห็นถึงการ มีความคิดริเริมสร้างสรรค์ 5 4 3 2 1 3 การจัดบอร์ดแสดงโครงงาน (20 คะแนน) 3.1 ตัวอักษรรูปภาพมีขนาดเหมาะสม สามารถมอง เห็นได้ชัดเจน น่าสนใจ 5 4 3 2 1 3.2 ความสามารถในการสาธิต/อธิบายขันตอนการ ทดลองได้ชัดเจน 5 4 3 2 1 3.3 ความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 5 4 3 2 1 3.4 มีความคิดริเริมสร้างสรรค์ในการจัดแสดงและ น่าสนใจ 5 4 3 2 1
196.
ลําดับ หัวข้อ คะแนน คะแนน ทีได้ดีเยียม
ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง 4 ความคิดริเริมสร้างสรรค์ (20 คะแนน) 4.1 ความแปลกใหม่ของปัญหาและการระบุตัวแปรที ต้องการศึกษา 5 4 3 2 1 4.2 ความแปลกใหม่ของการออกแบบการทดลอง 5 4 3 2 1 4.3 การแสดงหลักฐานการบันทึกข้อมูลอย่างเพียงพอ 5 4 3 2 1 4.4 การอภิปรายผลและการให้ข้อเสนอแนะอย่าง สร้างสรรค์ 5 4 3 2 1 5 ประโยชน์ของโครงงาน (20 คะแนน) 5.1 สามารถนําไปใช้งานและเผยแพร่ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 5.2 การประยุกต์โครงงานเพือพัฒนาต่อยอด 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 รวมคะแนน ____________________ ได้ลําดับที___________________ ลงชือ __________________________ผู้ประเมิน (_________________________ ) ในการประเมินโครงงานนัน ไม่ควรมีคําว่าตก ใช้ไม่ได้ หรือไม่ผ่าน เพราะการทีนักเรียน นักศึกษา สามารถทําโครงงานจนสําเร็จ และนํามาจัดแสดงในงานได้ แสดงว่าผู้ทําโครงงานได้ใช้ สติปัญญา ความรู้ความสามารถทักษะกระบวนการต่างๆในการแก้ปัญหาและสืบเสาะแสวงหาความรู้ จนเกิดการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ขึนมาแล้ว ทุกโครงงานทีนํามาแสดง จึงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ การแปลความหมายของคะแนนทีได้ จึงอาจแสดงได้ดังนี 90 – 100 ดียอดเยียม 60 – 89 ดีเยียม 30 – 59 ดี 10 – 29 พอใช้
197.
■ ถ้านักศึกษาจะซือรถจักรยานยนต์สักคัน นักศึกษาจะใช้ข้อมูลในด้านใดบ้าง
มา ประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจซือ ให้เรียงลําดับหัวข้อจากสําคัญมากไปหาน้อย ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ■ ถ้านักศึกษาจะเลือกคบเพือนต่างเพศสักคน นักศึกษาจะใช้ข้อมูลในด้านใดบ้าง มา ประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจ ให้เรียงลําดับหัวข้อจากสําคัญมากไปหาน้อย ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ ________________________________________________________________________ 4. กรอบการประเมินโครงงาน ในการประเมินคุณภาพของโครงงานนั น ผู้ประเมินต้องวิเคราะห์ การดําเนินงาน การทํา โครงงานด้านต่างๆ ให้ครอบคลุมและครบถ้วนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิธีดําเนินการ การเขียนรายงาน การจัดแสดงโครงงาน ตลอดจนการรายงานปากเปล่า โดยอาจพิจารณารายละเอียดในด้านต่างๆ ดังนี 1. ความรู้ ความเข้าใจในเรืองทีทํา เป็นการวิเคราะห์ความรู้ ความเข้าใจของผู้ทําโครงงานว่ามี ความเข้าใจในเรืองทีทํามากน้อยเพียงใด ดําเนินการถูกต้องตามขันตอนของการทําโครงงานหรือไม่ ซึงอาจพิจารณาได้จากองค์ประกอบของการทําโครงงานด้านต่างๆดังนี 1.1 ใช้ศัพท์เทคนิคได้ถูกต้อง และมีความเข้าใจในศัพท์เทคนิคทีใช้ 1.2 ค้นหาเอกสารอ้างอิงได้เหมาะสมกับเรืองทีทํา และมีความเข้าใจรายละเอียดในเรืองที นํามาอ้างอิง 1.3 เข้าใจหลักการสําคัญๆ ในเรืองทีทํา 1.4 ได้รับความรู้หรือเกิดองค์ความรู้เพิมเติมจากการทําโครงงาน นอกเหนือจากการเรียน การสอนปกติ
198.
2. ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการทําโครงงาน หรืเทคนิคในการประดิษฐ์คิดค้น
เป็นการ ประเมินความรู้ ความสามารถ และทักษะของผู้ทําโครงงาน ในการใช้วิธีการและทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ สืบเสาะค้นหาเพือสร้างองค์ความรู้ พิจารณาจากด้านต่างๆ ของโครงงานแต่ละ ประเภทได้ดังนี โครงงานประเภทการทดลอง และโครงงานประเภทสํารวจรวบรวมข้อมูล พิจารณาในด้าน ต่างๆ ดังนี 1. กําหนดปัญหาหรือตังสมมติฐานได้ชัดเจนมากน้อยเพียงใด 2. การออกแบบการทดลองหรือการวางแผนการเก็บรวบรวมข้อมูล ทําได้รอบคอบ ครอบคลุม และรัดกุมเพียงใด เก็บข้อมูลได้ครบถ้วนหรือไม่ 3. การวัดและควบคุมตัวแปรต่างๆ ทําได้ดีเพียงใด 4. การจัดกระทําและการนําเสนอข้อมูล ทําได้เหมาะสมเพียงใด 5. การแปลผลทีได้จากการทดลองหรือการทําโครงงาน ตังอยู่บนรากฐานของข้อมูล หรือมี ความสัมพันธ์กับข้อมูลทีรวบรวมได้เพียงใด 6. การบันทึกข้อมูลประจําวันเกียวกับการทําโครงงาน ทําไว้เรียบร้อย ครบถ้วน ครอบคลุม และเหมาะสมเพียงใด การประเมินโครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ สามารถพิจารณาในหัวข้อต่างๆ ดังนี 1. การเลือกใช้วัสดุในการทําโครงงานมีความเหมาะสมเพียงใด 2. การออกแบบสิงประดิษฐ์ มีความเหมาะสมกับงานทีต้องการใช้เพียงใด เช่น ขนาดหรือมิติ ของสิงประดิษฐ์ รูปร่าง การควบคุม ตําแหน่งของปุ่มควบคุม ความสามารถในการทํางานของ สิงประดิษฐ์ ความยากง่ายในการบังคับควบคุม เป็นต้น 3. มีความคงทนถาวรเพียงใด 4. มีความปลอดภัยในการใช้งานมากน้อยเพียงใด 5. การออกแบบการใช้งาน คํานึงถึงการบํารุงรักษามากน้อยเพียงใด เช่น ส่วนจําเป็นทีต้อง ถอดเปลียน หรือซ่อมบํารุงรักษาบ่อยๆเช่น ถ่านไฟฟ้า แบตเตอรี หรือถังนํ ามัน อยู่ในตําแหน่งที เหมาะสมเพียงใด สะดวกต่อการใช้งานหรือไม่ 6. มีความประณีต เรียบร้อย สวยงาม จูงใจผู้ใช้เพียงใด 7. เทคนิควิธีการทีใช้มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันเพียงใด
199.
โครงงานประเภททฤษฎี อาจพิจารณาในด้านต่างๆ ดังนี 1.
แนวคิดของโครงงานมีความสอดคล้องและต่อเนืองกันมากเพียงใด 2. แนวความคิดมีเหตุผลและมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด 3. กติกาหรือข้อตกลงเบืองต้นทีใช้ มีความเหมาะสมเพียงใด 4. การอธิบายหรือการสรุปแนวความคิด ตังอยู่บนกติกาหรือข้อตกลงเบืองต้นทีตังไว้หรือไม่ เพียงใด 3. การเขียนรายงาน การจัดแสดงโครงงาน และการอธิบายปากเปล่า การประเมินโครงงาน ในหัวข้อนี ควรประเมินในด้านต่างๆ ดังนี 1. รายงานทีจัดทําขึนมีความเหมาะสมเพียงใด ซึงอาจพิจารณาได้จากองค์ประกอบของ รายงานด้านต่างๆ ได้แก่ ความถูกต้องของแบบฟอร์มการเขียน ความชัดเจนและครอบคลุมของ บทคัดย่อ ศัพท์ทีใช้ ความชัดเจนและรัดกุมของภาษาทีใช้ ความเหมาะสมในการนําเสนอข้อมูล ตาราง กราฟ และรูปภาพทีใช้ประกอบ 2. การจัดแสดงโครงงาน ทําได้เหมาะสมเพียงใด คําอธิบายทีเขียนในสือการนําเสนอชัดเจน และช่วยให้เข้าใจโครงงานทีทําได้มากน้อยเพียงใด วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ทีนํามาจัดแสดง จัดได้ เหมาะสมเพียงใด ดึงดูดความสนใจเพียงใด ช่วยให้เข้าใจโครงงานได้ดีขึนเพียงใด 3. การอธิบายปากเปล่า อธิบายได้ชัดเจน รัดกุมเพียงใด ใช้ภาษาได้เหมาะสมเพียงใด ตอบ คําถามได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและคล่องแคล่วเพียงใด 4. ความคิดริเริมสร้างสรรค์ การประเมินในข้อนี ต้องคํานึงถึงระดับความรู้ ความสามารถ และวุฒิภาวะของผู้ทําโครงงานด้วยคือเป็นการประเมินความคิดริเริมสร้างสรรค์ หรือความแปลกใหม่ ในระดับผู้ทําโครงงาน ไม่ใช่ในระดับของผู้ประเมินโครงงาน ซึงอาจพิจารณาในด้านต่างๆ ได้ดังนี 1. ปัญหาหรือเรืองทีทํา มีความสําคัญและมีความแปลกใหม่เพียงใด 2. มีการดัดแปลง เปลียนแปลง หรือเพิมเติมแนวความคิดทีแปลกใหม่ ลงไปในโครงงานที ทํามากน้อยเพียงใด 3. มีการคิดและใช้วิธีการทีแปลกใหม่ ในการควบคุมหรือวัดตัวแปร หรือเก็บรวบรวมข้อมูล ต่างๆ มากน้อยเพียงใด 4. มีการประดิษฐ์คิดค้นเครืองมือทีแปลกใหม่ ในการทําโครงงานมากน้อยเพียงใด 5. มีการออกแบบ ประดิษฐ์ ดัดแปลง หรือใช้วัสดุทีแปลกใหม่ ในการทําโครงงานมากน้อย เพียงใด
200.
จะเห็นว่าการวิเคราะห์และประเมินโครงงานทีดีนั น ผู้ประเมินต้องพิจารณาอย่างละเอียด รอบคอบ
และครอบคลุมทุกๆ ด้าน เนืองจากโครงงานมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะมีลักษณะ แตกต่างกันออกไป จึงต้องพิจารณาตามกรอบการประเมินของโครงงานประเภทนันๆ พร้อมทังใช้ วิจารณญาณในการตัดสินใจ ลงความเห็นในการตัดสินคุณภาพของโครงงาน เพือให้โครงงานทีทํานัน มีคุณภาพมากทีสุด ซึงจะทําให้โครงงานนันมีคุณค่ามากขึนด้วย กิจกรรมที 4 การวิเคราะห์และประเมินโครงงาน จุดประสงค์ 1. เพือให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้ความสามารถในการประเมินโครงงาน และประเมินโครงงาน ได้ถูกต้องตามความเป็นจริง 2. พัฒนาโครงงานทีนําเสนอหรือจัดแสดง มีคุณภาพมากขึน วิธีการการ 1. ครูผู้สอนแจกแบบประเมินโครงงานให้นักศึกษาคนละ 1 ชุด พร้อมชีแจงรายละเอียด และวิธีการในการประเมินให้นักศึกษาทราบ 2. นักศึกษาวิเคราะห์โครงงานทีนําเสนอหรือจัดแสดง โดยพิจารณาคุณภาพของโครงงาน ในด้านต่างๆ ตามแบบประเมินทีได้รับมา 3. ประเมินคุณภาพของโครงงาน โดยการให้คะแนนด้านต่างๆ ของแต่ละโครงงานลงใน แบบประเมิน 4. รวมคะแนนทีได้ของแต่ละโครงงาน 5. เปรียบเทียบและจัดอันดับคุณภาพของแต่ละโครงงาน 6. ให้คําแนะนําและข้อเสนอแนะในด้านต่างๆ ทีควรปรับปรุงหรือพัฒนาว่ามีโครงงานใดบ้าง ทีควรปรับปรุงหรือแก้ไข และบอกด้วยว่าควรปรับปรุงหรือแก้ไขในเรืองใด 7. นําข้อมูลทีได้มาอภิปรายร่วมกันในชันเรียนว่าแต่ละโครงงานมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไร ควร ปรับปรุงแก้ไข พัฒนาหรือต่อยอดในเรืองใด ทังนี ผู้จัดทําโครงงานทีถูกอภิปรายต้องทําใจ ให้เป็นกลาง ใจกว้าง และยอมรับฟังคําแนะนําของเพือนนักศึกษา 8. ชมเชยหรือให้รางวัลกับโครงงานทีได้รับการตัดสินจากเพือนนักศึกษา ว่าเป็นโครงงานทีดี มีคุณภาพ พร้อมทังให้กําลังใจกับผู้ทําโครงงานอืนๆ ทุกโครงงาน
201.
แบบประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลําดับที ชือโครงงาน คะแนนทีได้ (ด้านละ
20 คะแนน) รวม 100 คะแนน การเขียนรายงาน การนําเสนอผลงาน การจัดบอร์ดแสดงโครงงาน ความคิดริเริมสร้างสรรค์ ประโยชน์ของโครงงาน
202.
ข้อเสนอแนะ/ปรับปรุงแก้ไข ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ___________________________________________________________________________ ลงชือ __________________________ผู้ประเมิน (_________________________ )
203.
สรุป การวิเคราะห์โครงงาน หมายถึง การพิจารณารายละเอียดด้านต่างๆ
ในการทําโครงงานว่า โครงงานนัน มีรายละเอียดในส่วนต่างๆ ครบถ้วน ถูกต้อง และเหมาะสมหรือไม่ ซึงจะทําให้ทราบ ข้อบกพร่องทีควรแก้ไขในการทําโครงงานนัน เพือให้โครงงานมีความถูกต้องสมบูรณ์มากทีสุด ซึงจะ ทําให้โครงงานนันมีคุณค่ามากยิงขึน ส่วนการประเมินโครงงานนัน เป็นการลงความเห็นและตัดสินว่า โครงงานนัน มีคุณภาพในด้านต่างๆมากน้อยเพียงใด โดยใช้ข้อมูลทีได้จากการวิเคราะห์ เป็นพืนฐาน ประกอบการประเมิน การประเมินทีดีนัน ต้องพิจารณาและวิเคราะห์โครงงานอย่างละเอียด รอบคอบ และครอบคลุมทุกส่วน โดยใช้เครืองมือหรือแบบประเมินทีเหมาะสม มีความน่าเชือถือ และวัดในสิง ทีต้องการวัดได้ รวมความแล้วการวิเคราะห์และประเมินโครงงานกคือ การพิจารณาและตัดสิน คุณภาพของโครงงานนันเอง แบบฝึกหัดท้ายบท คําสัง. จงเติมคําหรือตอบคําถามในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. การวิเคราะห์โครงงานหมายถึง _____________________________________________________ การวิเคราะห์โครงงานมีหลักการอย่างไร______________________________________________ มีประโยชน์ในการทําโครงงานอย่างไร_______________________________________________ ใครเป็นผู้วิเคราะห์โครงงาน________________________________________________________ 2. การประเมินโครงงานหมายถึง ______________________________________________________ การประเมินโครงงานมีประโยชน์ในการทําโครงงานอย่างไร_______________________________ ใครเป็นผู้ประเมินโครงงาน________________________________________________________
204.
3. การวิเคราะห์โครงงานและการประเมินโครงงานต่างกันอย่างไร____________________________ ______________________________________________________________________________ การวิเคราะห์และประเมินโครงงานควรทําอย่างใดก่อน___________________________________ การวิเคราะห์และประเมินโครงงานมีจุดประสงค์เพืออะไร________________________________ 4. หัวข้อใดบ้างทีสามารถนํามาวิเคราะห์ได้______________________________________________ หัวข้อใดไม่จําเป็นต้องวิเคราะห์_____________________________________________________ 5.
ใครจะเป็นผู้ประเมินโครงงานของสถานศึกษา เพือคัดเลือกโครงงานส่งเข้าประกวด___________ _____________________________________________________________________________ 6. ในการประกวดโครงงานระหว่างสถานศึกษา ใครจะเป็นผู้ประเมิน________________________ 7. เครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงานทีนิยมใช้กันคืออะไร______________________________ 8. การประเมินโครงงานควรให้มีการตกหรือไม่ผ่านหรือไม่ _________________________________ เพราะเหตุใด __________________________________________________________________ 9. การประเมินโครงงานควรพิจารณาในด้านใดบ้าง _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ 10. โครงงานประเภทการสํารวจฯ และทดลองควรพิจารณาในด้านใดบ้าง _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ 11. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ควรพิจารณาในด้านใดบ้าง _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________
205.
12. การประเมินเอกสารรายงาน ควรพิจารณาในด้านใดบ้าง _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ 13.
การจัดแสดงโครงงานควรพิจารณาในด้านใดบ้าง _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ 14. การอธิบายปากเปล่าควรเป็นไปในลักษณะใด _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ _____________________________________________________________________________ 15. ความคิดริเริมสร้างสรรค์ พิจารณาได้จากอะไร_________________________________________ _____________________________________________________________________________ 16. การให้คําแนะนําและข้อเสนอแนะในการทําโครงงานควรเป็นไปในลักษณะใด ______________ _____________________________________________________________________________ 17. การวิเคราะห์และประเมินโครงงานจะบอกอะไรให้ทราบ________________________________ _____________________________________________________________________________
206.
แบบทดสอบท้ายบท คําสัง. จงกากบาท (X)
ทับคําตอบทีถูกทีสุดเพียงข้อเดียว 1. การวิเคราะห์หมายถึงอะไร ก. การพิจารณารายละเอียด ข. การตรวจสอบความถูกต้อง ค. การสํารวจหาข้อผิดพลาด ง. การแก้ไขข้อบกพร่อง จ. การให้คะแนนคุณภาพ 2. ทักษะใดมีคุณค่าต่อผู้เรียนมากทีสุด ก. ความจํา ข. ความเข้าใจ ค. การนําไปใช้ ง. การวิเคราะห์ จ. มีคุณค่าเท่ากันทุกทักษะ 3. การวิเคราะห์จะทําให้ทราบอะไร ก. ความถูกต้อง ข. ความเหมาะสม ค. ข้อผิดพลาด ง. สิงทีต้องแก้ไข จ. ถูกทุกข้อ 4. หัวข้อใดไม่จําเป็นต้องทําการวิเคราะห์ ก. ชือโครงงาน ข. ผู้จัดทําและสถานศึกษา ค. จุดประสงค์ของโครงงาน ง. ทีมาและความสําคัญ จ. ตัวแปรทีต้องการศึกษา 5. การตังชือโครงงานมีหลักสําคัญอย่างไร ก. เท่และทันสมัย ข. ดึงดูดใจผู้พบเห็น ค. ใช้คําทันสมัยไฮเทค ง. สัมพันธ์กับเรืองทีทํา จ. ตังชือแบบใดก็ได้ 6. การเขียนจุดประสงค์โครงงานมีหลักสําคัญอย่างไร ก. บอกว่าจะทําอะไร ข. บอกว่าจะทําเพืออะไร ค. บอกว่าจะได้ประโยชน์อย่างไร ง. บอกว่าจะทําอย่างไร จ. บอกรายละเอียดทีทํา 7. ทีมาและความสําคัญควรบอกอะไรให้ทราบ ก. คําตอบทีควรจะเป็น ข. ขันตอนการทดลอง ค. สิงทีจะเกิดจากการทําโครงงาน ง. สิงทีจะได้จากการทําโครงงาน จ. ปัญหาทีต้องการทราบคําตอบ 8. ตารางบันทึกผลควรประกอบด้วยหัวข้อใดบ้าง ก. ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ข. ตัวแปรต้น ตัวแปรควบคุม ค. ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม ง. ตัวแปรต้น ระยะเวลา จ. ตัวแปรตาม ระยะเวลา
207.
9. หากโครงงานนั นมีการทดลองเดียว
ตัวแปรที ต้องการศึกษาสามารถนําไป ใส่ไว้ทีใด ก. บทที 1 ข. บทที 2 ค. บทที 3 ง. บทที 4 จ. ภาคผนวก 10. ข้อใดเป็นการประเมินโครงงาน ก. การพิจารณารายละเอียดของโครงงาน ข. การหาข้อผิดพลาดของโครงงาน ค. การปรับปรุงแก้ไขโครงงาน ง. การให้คะแนนโครงงาน จ. การส่งโครงงานเข้ารับการประกวด 11. ใครเป็นผู้ประเมินโครงงาน ก. ผู้ทําโครงงาน ข. เพือนนักเรียน ค. ครูผู้สอน ง. ผู้เข้าชมโครงงาน จ. ทุกข้อทีกล่าวมา 12. ใครเป็นผู้ประเมินโครงงานของสถานศึกษาเพือส่ง เข้าประกวดหรือนําไปจัดแสดง ก. ผู้ทําโครงงาน ข. เพือนนักศึกษา ค. ครูผู้สอน ง. ผู้บริหารสถานศึกษา จ. คณะกรรมการสถานศึกษา 13. ใครเป็นผู้ประเมินโครงงานทีเป็นการประกวด ระหว่างสถานศึกษา ก. ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ข. คณะกรรมการสถานศึกษา ค. คณะผู้บริหารสถานศึกษา ง. ผู้ทําโครงงานทุกโครงงาน จ. ครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ของแต่ละสถานศึกษา 14. เครืองมือทีใช้ในการประเมินโครงงาน ทีนิยมใช้ กันมักจะเป็นแบบใด ก. แบบสอบถาม ข. แบบสังเกต ค. แบบสัมภาษณ์ ง. แบบสังเกตผสมกับแบบสัมภาษณ์ จ. ทุกข้อทีกล่าวมา 15. การประเมินโครงงานควรมีการให้ตกหรือไม่ เพราะเหตุใด ก. มี หากโครงงานไม่มีคุณภาพ ข. หากไม่ได้มาตรฐาน ค. ไม่มี เพราะจะเป็นการสูญเปล่า ง. ไม่มี เพราะผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ขึนมาแล้ว จ. มีหรือไม่มีก็ได้ 16. ข้อใดไม่ใช่ ข้อทีจําเป็นต้องนํามาประกอบการ พิจารณาประเมินโครงงาน ก. ใช้เทคโนโลยีทันสมัย ข. ผู้ทํารู้และเข้าใจในเรืองทีทํา ค. ใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกต้อง ง. การจัดแสดงทําได้ถูกต้อง เหมาะสม จ. แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริม สร้างสรรค์
208.
17. ข้อใดไม่ใช่ การแสดงความรู้ความเข้าใจในเรืองที ทําของผู้ทําโครงงาน ก.
ใช้ศัพท์เป็นภาษาต่างประเทศ ข. ใช้ศัพท์เทคนิคในการทําโครงงานได้ถูกต้อง ค. เข้าใจหลักสําคัญในเรืองทีทํา ง. ค้นหาเอกสารอ้างอิงได้เหมาะสมกับเรืองทีทํา จ. เกิดองค์ความรู้ใหม่จากการทําโครงงาน 18. องค์ประกอบใดไม่จําเป็นในการทําโครงงาน ประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล ก. กําหนดปัญหาได้ชัดเจน ข. ตังสมมติฐานได้ถูกต้อง ค. ออกแบบการทดลองได้ถูกต้อง ง. จัดกระทําและนําเสนอข้อมูลได้เหมาะสม จ. แปลผลได้ถูกต้อง ชัดเจน เข้าใจง่าย 19. ข้อใดแสดงถึงความคิดริเริมสร้างสรรค์ของผู้ทํา โครงงานมากทีสุด ก. โครงงานทีทํามีความแปลกใหม่ ข. มีการเปลียนแปลงไปจากของเดิม ค. พัฒนาโครงงานให้ดีกว่าเดิม ง. ปรับปรังให้ของใหม่ทํางานได้ดีกว่าของเขา จ. ถูกทุกข้อทีกล่าวมา 20. การวิเคราะห์และประเมินโครงงานจะทําให้ทราบ ในเรืองใด ก. ความถูกต้องของโครงงาน ข. ข้อผิดพลาดของโครงงาน ค. รายละเอียดของโครงงาน ง. ประโยชน์ของโครงงาน จ. คุณภาพของโครงงาน
209.
ตัวอย่างตัวอย่างหัวข้อหัวข้อโครงงานวิทยาศาสตร์โครงงานวิทยาศาสตร์ทีมีผู้ทําไว้แล้วทีมีผู้ทําไว้แล้ว 11.. โครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษากษา--เอสโซ่เอสโซ่ 1.1 โครงงานวิทยาศาสตร์
ระดับ ปวช.(ปี พ.ศ. 2552) ที ชือโครงงาน สถานศึกษา ชนะเลิศ รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 ตะแกรงดักกลินและแมลงท่อนํ าทิง การพัฒนาผงปรุงรสต้มส้มจากใบชะมวงผง กระเบืองคําแก้ว เครืองตัดไฟ 220 โวลต์ ในโหมดสแตนด์บาย เครืองใช้ไฟฟ้า การศึกษาคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนจากใยตาล ชุดควบคุมเครืองเชือมเพือประหยัดพลังงาน การใช้ลูกหว้าเป็นส่วนผสมในขนมทองม้วน ศึกษาการทํางานของเครืองขอดเกล็ดปลา การเปรียบเทียบดินระเบิดอินทรีย์ ทีมีผลต่อคุณภาพนํ าใน บ่อเลียงปลา การศึกษาเปรียบเทียบการตายของเห็บด้วยสมุนไพรต่างๆ สีธรรมชาติบนรกมะพร้าว เครืองฆ่าเชืออัตโนมัติ สีย้อมผ้าจากต้นมะม่วงหิมพานต์ อุปกรณ์ตัดและเก็บต้นธูปฤาษี ผลิตบอร์ดจากผักตบชวาและขีเลือยยางพารา สบู่สมุนไพรนํ ามันมะรุม มะขามเปียกสําเร็จรูป มีดกรีดยางพารา บอร์ดนิทรรศการไฮเทค ประสิทธิภาพการล้างสารพิษจากยาฆ่าแมลง วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคพะเยา วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สุโขทัย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สุพรรณบุรี วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคลําปาง วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท วิทยาลัยเทคนิคชุมพร วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา วิทยาลัยการอาชีพบึงกาฬ วิทยาลัยเทคนิคสตูล วิทยาลัยสารพัดช่างขอนแก่น
210.
1.2 โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับ
ปวส.(ปี พ.ศ. 2552) ที ชือโครงงาน สถานศึกษา ชนะเลิศ รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 การพัฒนาพิซซ่าจากแป้ งข้าวกล้องงอก แป้ งหอยทอดสําเร็จรูป ECO Cam เครืองลดความชืนข้าวเปลือกแบบโรตารี การเสริมประสิทธิภาพการทํางานของเครืองตัดหญ้าแบบ สะพายด้วยอุปกรณ์ป้องกันหญ้าพันใบมีด การศึกษาสิงเร้าทีมีผลต่อปลาหางนกยูง เครืองเกมส์ตอบปัญหาวิชาการ ชุดต้นแบบเครืองปัดรายาง ผลิตภัณฑ์ถ่านอัดตะกอนนํ าเสีย นํ ายาตรวจโรคเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการในโคนม ข้าวแกงเขียวหวานทอดกรอบ เครืองแยกเนือลูกสํารอง เครืองรีไซเคิลทินเนอร์พลังงานแสงอาทิตย์ การศึกษาประสิทธิภาพพืชสมุนไพรในการกําจัดปลวก การศึกษาการใช้นํ าเย็นเพือทดแทนสารทําความเย็นใน เครืองปรับอากาศ การผลิตไม้อัดจากเศษเหลือของปาล์มนํ ามัน ตู้อบแห้งชนิดแท่งปฎิกรณ์ความร้อน หน้ากากอนามัยสู้ภัยหวัด2009 ไฟฉุกเฉินจากสายโทรศัพท์ การเสริมEMในนํ าดืมกระต่าย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยการอาชีพฝาง วิทยาลัยเทคนิคสตูล วิทยาลัยการอาชีพไชยา วิทยาลัยเทคนิคดุสิต วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เพชรบุรี วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท วิทยาลัยเทคนิคตราด วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ วิทยาลัยพนิชยการบึงพระ พิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท วิทยาลัยเทคนิคชุมพร วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอียมละออ วิทยาลัยเกษตรกรรมและ เทคโนโลยีร้อยเอ็ด
211.
1.3 โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับ
ปวช.(ปี พ.ศ. 2551) ที ชือโครงงาน สถานศึกษา ชนะเลิศ รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย ข้าวปั นนํ าพริกกะปิห่อไข่ การทดสอบเปรียบเทียบคุณสมบัติของถ่านกลีเซอรีน ทีมีอัตราส่วนผสมของดินก้นสระต่างกัน การศึกษาคุณลักษณะและความคิดเห็นเกียวกับผลิตภัณฑ์ และประติมากรรมมวลเบาจากวัสดุต่างชนิดกัน อิทธิพลของระดับนํ าต่อการเจริญเติบโตและปริมาณ แคลเซียมของหอยกาบนํ าจืดโดยใช้กระเป๋าแขวนแทน นํ าหมึกพิมพ์จากธรรมชาติ การย้อมผ้าด้วยสีจากเปลือกและใบมะฮอกกานี สีเพ้นต์ตัวจากผลมะคังแดง เปรียบเทียบคุณภาพผงปรุงรสส้มตํา เครืองเช็คหัวเทียน แป้ งบัวลอยสําเร็จรูป แผ่นดับกลินรองเท้าสมุนไพร การทดสอบฟอร์มาลีนจากวัสดุธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์บรรจุไข่ไม่แตก การศึกษาคุณลักษณะและความนิยมของชาจากดอกลีลาวดี อุปกรณ์ดักยุงประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ขึนต้นมะพร้าว การผลิตอิฐบล็อกจากซีเมนต์โฟม หัวแร้ง(Unplug)จากถ่านไฟฉาย ต้นไม้พูดได้ หม้อดินไฟฟ้าประหยัดพลังงาน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สุโขทัย วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคพะเยา วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอียมละออ วิทยาลัยเทคนิคสกลนคร วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม วิทยาลัยเทคนิคอํานาจเจริญ วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท วิทยาลัยการอาชีพตรัง วิทยาลัยเทคนิคกําแพงเพชร วิทยาลัยการอาชีพโคกสําโรง วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
212.
1.4 โครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับ
ปวส.(ปี พ.ศ. 2551) ที ชือโครงงาน สถานศึกษา ชนะเลิศ รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ1 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ2 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รองฯ อันดับ3 รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย รางวัลชมเชย ตู้โชว์นิรภัย เคียวตัดทะลายปาล์มนํ ามันใช้ระบบส่งกําลังด้วยเครือง ตัดหญ้า การศึกษาผลการใช้แก้วมังกรพัฒนาลอดช่องสิงคโปร์ แป้ งเบเกอรีเพือสุขภาพ อุปกรณ์เติมากาศในระบบฉีดเชือเพลิง เครืองเตือนก๊าซเชือเพลิงรัวในห้องโดยสารรถยนต์ เครืองตัดข้าวดีด ผลิตภัณฑ์จากเปลือกไข่ เครืองตรวจสอบความสุกของผลไม้ การศึกษาการนําเม็ดขนุนมาทําดินเพือประดิษฐ์วัสดุใน งานคหกรรม ศึกษาขันตอนการผลิตข้าวกล้องงอกสังข์หยดอินทรีย์ อบแห้ง การพัฒนาคุ้กกีข้าวกล้องหอมมะลิด้วยผักต่างชนิดกัน หวดนึงข้าวประหยัดพลังงาน ชุดรีโมทควบคุมหลอดไฟฟ้าสําหรับผู้พิการด้านการเดิน การสร้างเตาเผาถ่านเพือผลิตนํ าส้มผลไม้แบบท่อระบาย ความร้อนด้วยนํ า ม่านปรับแสงจากกระดาษต้นธูปฤาษี รถสามล้อพลังงานแสงาทิตย์ เครืองผลิตโยเกิร์ต ชุดสาธิตวงจรเรียงกระแส เครืองล้างหอยแครง วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฏร์ธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี วิทยาลัยเทคนิคกําแพงเพชร วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี วิทยาลัยการอาชีพตรัง วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี พัทลุง วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีและ อุตสาหกรรมการต่อเรือหนองคาย วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท วิทยาลัยเกษตรกรรมและ เทคโนโลยีสระแก้ว วิทยาลัยเทคนิคสตูล วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก
213.
2. โครงงานประเภทสํารวจและรวบรวมข้อมูล ที ชือโครงงาน
สถานศึกษา 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 ชีวิตและพฤติกรรมของมดและสารกําจัดมด การเพาะเลียงนางพญาผึง การศึกษาพฤติกรรมของแมงมุมทีชักใยได้ โรคระบาดในปลานํ าจืด การเลียงผึงโพรงไทย การเพาะเลียงปลากัดเพือเศรษฐกิจ การเลียงไรแดงเพือการค้า การสํารวจอัตลักษณ์นักศึกษาชายระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ การสํารวจพฤติกรรมการดัดแปลงรถจักรยานยนต์ ของนักศึกษาชาย พฤติกรรมการขับขีรถจักรยานยนต์ของนักศึกษา การสํารวจพฤติกรรมการเรียนและพฤติกรรม การดําเนินชีวิตของนักศึกษาทีมีปัญหาครอบครัว การสํารวจพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของ นักศึกษา การสํารวจพฤติกรรมการใช้เครืองสําอางของ นักศึกษาหญิง พฤติกรรมการวางไข่ของปลากัด การสํารวจสภาพการดืมนมพร้อมดืมของนักศึกษา พฤติกรรมการคบเพือนต่างเพศของนักศึกษาหญิง ระดับ ปวช. การสํารวจพฤติกรรมการใช้สารเสพติดถูกกฎหมาย ของนักศึกษาชาย การสํารวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของ นักศึกษาระดับ ปวส. โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ โรงเรียนรังษีวิทยา โรงเรียนวิเศษไชยชาญ “ตันติวิทยาภูมิ” โรงเรียนบางมูลนากวิทยา โรงเรียนปากช่อง โรงเรียนบางกะปิ โรงเรียนปราจีนราษฎร์บํารุง วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
214.
33.. โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์โครงงานประเภทสิงประดิษฐ์ ที ชือโครงงาน
สถานศึกษา 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 เครืองปัมลมจากคอมเพรสเซอร์ เครืองทํานํ าอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์ พัดลมเซลล์สุริยะ ไม้กวาด2 in 1 อุปกรณ์หันเนือ ไม้ถูพืน อีซีม๊อบ เครืองบดเอนกประสงค์ สวิตซ์เปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ เครืองดักจับแมลงแบลคไลท์ กล่องบรรจุอาหารลดภาวะโลกร้อน กล่องถนอมอาหาร เครืองปิงอัตโนมัติ อุปกรณ์แยกไข่แดงจากไข่ขาวโดยใช้เส้นไนลอน เครืองไล่แมลงวัน เครืองห่อผลไม้ สือเคลือนทีเอนกประสงค์ เครืองล้างหอยแครง เครืองขูดมะพร้าวยุคใหม่ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ถังขยะจิงโจ้ เครืองฟอกอากาศ เตาอบหม้อดินไฟฟ้า เตาเผาถ่านไฮเทค เครืองตรวจนับคะแนนข้อสอบ บอลลูนแสงอาทิตย์ เครืองวัดหมู่เลือด วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น โรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย กรุงเทพฯ โรงเรียนสวนกุหลาบ กรุงเทพฯ โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม จ. พิจิตร
215.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 เครืองตรวจข้อสอบแบบปรนัย กับดักแมงมุมอัลตราไวโอเลต เครืองกําจัดแมลงวันด้วยไฟฟ้า เครืองมือหาออกซิเจนในนํ
า เครืองเจาะกระดาษคําตอบ กระสวยอัดอากาศ จานรับพลังงานแสงอาทิตย์ เครืองอบเมล็ดจากพลังงานแสงแดด ไม้เท้ากายสิทธิ ลิฟต์พลังโน้มถ่วง รถไฟฟ้า รถแม่เหล็ก เครืองให้ปุ ๋ ยและนํ าหยดอัตโนมัติ เครืองฉายสไลด์จุลทรรศน์ มือกล เครืองรดนํ าต้นไม้อัตโนมัติ รถพลังลม รถรางแม่เหล็กไฟฟ้า ยานอัดอากาศวิถีโค้ง กล่องสะสมพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ การสร้างเทอร์มอมิเตอร์ก๊าซ ชุดสาธิตการเคลือนทีของวัตถุบนรางโค้ง ไซเคิลวีล รถถูบ้านอัตโนมัติ เครืองฉายภาพวัตถุทึบแสง กรงดักหนูแสนกล กล่องดักจับแมลงวันไฮเทค กล่องแยกเหรียญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ โรงเรียนประจักรศิลปาคาร จ. อุดรธานี โรงเรียนวัดประสาท โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จ. นครสวรรค์ โรงเรียนนครสวรรค์ จ. นครสวรรค์ โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพฯ โรงเรียนศรีบุญยานนท์ โรงเรียนสิรินธร โรงเรียนสตรีราชินูทิศ โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย จ. เชียงใหม่ โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพฯ โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพฯ โรงเรียนสตรีภูเก็ต จ. ภูเก็ต โรงเรียนสมุทรปราการ จ. สมุทรปราการ โรงเรียนวัดราชาธิราช กรุงเทพฯ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดราชโอรส กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดราชโอรส กรุงเทพฯ โรงเรียนพระปฐมวิทยา จ. นครปฐม โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ. เชียงใหม่ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กรุงเทพฯ โรงเรียนวาปีปทุม จ. มหาสารคาม โรงเรียนวัดราชาธิวาส กรุงเทพฯ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ. เชียงใหม่ โรงเรียนอัสสัมชันลําปาง จ. ลําปาง โรงเรียนคลองลานวิทยา จ. กําแพงเพชร โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ 2 จ.ฉะเชิงเทรา โรงเรียนชลราษฎรอํารุง จ. ฉะเชิงเทรา
216.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 กังหันดูดซับคราบนํ
ามัน กับดักแมลงวันทองจากขวดพลาสติกใช้แล้ว กับดักยุงรักษ์สิงแวดล้อม การชาร์จแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือด้วยจักรยาน ขวดดักจับแมลงวันทอง เครืองแกะเมล็ดข้าวโพดเลียงสัตว์ แผ่นกรองแยกไขมัน เครืองทํานํ าอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์ ขวดดักแมลงสาบ เข็มขัดนิรภัยกําลังสอง คีมควันกิงตอนสําเร็จรูป เครืองกรองนํ าจากผักตบชวา เครืองกังหันบําบัดนํ าเสียแบบสลัดมวลนํ า เครืองป้องกันการถูกข่มขืน เครืองเก็บนํ ายาง เครืองขยายเสียงเพือครู เครืองขอดเกล็ดปลามอเตอร์ เครืองขูดมะพร้าวแบบพอเพียง เครืองควบคุมเครืองใช้ไฟฟ้าทางโทรศัพท์ เครืองคันกะทิแบบประหยัด เครืองคัวถัวอัตโนมัติ เครืองดักจับกุ้งแบบกระบอกไม้ไผ่ เครืองดักจับแมลง เครืองดูดฝุ่น เครืองตรวจค่า pH ของดิน โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ โรงเรียนสามพรานวิทยา จ. นครปฐม โรงเรียนสุรนารีวิทยา จ. นครราชสีมา โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช โรงเรียนวัฒนานุศาสน์ จ. ชลบุรี โรงเรียนศรียาภัย จ. ชุมพร โรงเรียนประศาสน์วิทยา จ. ภูเก็ต โรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์ จ. สตูล โรงเรียนมงคลวิทยา จ. ระยอง โรงเรียนบ้านยางเปียง จ. เชียงใหม่ โรงเรียนหนองฉาง จ. อุทัยธานี โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จ. นครปฐม โรงเรียนผักไห่“สุทธาประมุข” จ. พระนคร ศรีอยุธยา โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย กรุงเทพฯ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จ. สุราษฎร์ธานี โรงเรียนจ.ละแมวิทยา จ. ชุมพร โรงเรียนหัวเรือพิทยาคม จ. มหาสารคาม โรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์ จ. สตูล โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ จ. นนทบุรี โรงเรียนนวมินทราชูทิศ จ.นครสวรรค์ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ จ. ฉะเชืงเทรา โรงเรียนสันทรายวิทยาคม จ. เชียงใหม่ โรงเรียนคลองลานวิทยา จ. กําแพงเพชร โรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บํารุง จ. กาญจนบุรี โรงเรียนนํ าพองพัฒนศึกษารัชมังคลาภิเษก จ. ขอนแก่น
217.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 เครืองตรวจนับจํานวนนักเรียนอัตโนมัติ เครืองตรวจสิงเจือปนในนํ
า เครืองตัดมันสําปะหลังอัตโนมัติ เครืองตากเนือแบบสะท้อนความร้อน เครืองทาสีกึงอัตโนมัติ เครืองป้องกันการขโมยรองเท้า เครืองพ่นยาPVC เครืองพ่นหมอกควันไล่ยุง เครืองแพ็คถุงสุญญากาศ เครืองฟักไข่ไฟฟ้าอัตโนมัติ เครืองแยกไข่แดง เครืองรดนํ าต้นไม้ใต้ดินอัตโนมัติ เครืองวัดพลังงานแสงอาทิตย์ เครืองวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายภาคสนาม เครืองส่งกลินไล่ยุง เครืองสูบนํ าพลังลม เครืองหยอดเมล็ดข้าวโพด เครืองหันกล้วยฉาบ จานรับสัญญาณโทรทัศน์จากร่ม ตู้ฟักไข่แบบกองทราย โถปัสสาวะประหยัดนํ า ระบบการป้องกันรถจักรยานยนต์ โรงเรียนนาบ่อคําวิทยาคม จ. กําแพงเพชร โรงเรียนศรัทธาสมุทร จ.สมุทรสงคราม โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม จ. นครสวรรค์ โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม จ. นครสวรรค์ โรงเรียนสตรีภูเก็ต จ.ภูเก็ต โรงเรียนกงไกรลาศวิทยา จ. สุโขทัย โรงเรียนประชารัฐธรรมคุณ จ. ลําปาง โรงเรียนบ้านนาบุญโหล่งขอด จ. เชียงใหม่ โรงเรียนศรีนคร จ. สุโขทัย โรงเรียนสิงหราชพิทยาคม กรุงเทพฯ โรงเรียนสุราษฎร์พิยา จ.สุราษฎร์ธานี โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่ โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม จ. พิจิตร โรงเรียนสตรีภูเก็ต จ. ภูเก็ต โรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์วิทยาคม จ. อ่างทอง โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม กรุงเทพฯ โรงเรียนเทคนิคนครสวรรค์ จ. นครสวรรค์ โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จ. ภูเก็ต โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ. เชียงใหม่ โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ จ. กาฬสินธุ์ โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จ. ภูเก็ต โรงเรียนเทศบาลขลุง จ. จันทบุรี
218.
44.. โครงงานประเภทการทดลองโครงงานประเภทการทดลอง ที ชือโครงงาน
สถานศึกษา 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 ทับทิมกรอบจากผักและผลไม้ คุกกีจากแป้งเมล็ดถัวลิสง ชาสมุนไพรจากขมิน ขนมลูกชุบ ยาย้อมผมจากใบกาว การศึกษาส่วนผสมทีเหมาะสมในการทําดินขนมปัง ข้าวโป่งโปรตีนสูง ข้าวเกรียบจากแป้ งเม็ดขนุน เส้นขนมจีนจากฟักทอง การป้องกันศัตรูพืชจากพืชธรรมชาติ การศึกษาส่วนผสมและขันตอนในการทําไก่หยอง ครองแครงธัญพืช ขนมจีนโปรตีนสูง ไส้กรอกไก่ แป้ งเบเกอร์รีเพือสุขภาพ ใบน้อยหน่ากําจัดเหา เทียนหอมเพือสุขภาพ ปุ๋ยชีวภาพ ยางกล้วยช่วยเพ้นท์ผ้า สารสกัดจากข่าและพริกไทยปราบศัตรูพืช ครีมขัดผิวจากขมิน ว่านหางจระเข้ และนํ าผึง สาโทข้าวเหนียวดํา โยเกิร์ตจากธรรมชาติ การกําจัดปลวกจากสารละลายชุมเห็ดไทย ปูนขาวจากเปลือกหอยแครง ข้าวแต๋นไข่แดงโปรตีนสูง วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
219.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 การศึกษาประสิทธิภาพการป้องกันยุงของสมุนไพร พืนบ้าน การศึกษาสีและคุณภาพสีของผ้าไหมทีย้อมด้วย เปลือกหอมใหญ่โดยใช้สารช่วยย้อม การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรพืนบ้านไล่ แมลงวันในการทําปลานิลแดดเดียว การทําวุ้นสวรรค์จากกากส้มเขียวหวาน ภาพประดิษฐ์จากฟางข้าวย้อมสีธรรมชาติ การเก็บรักษาอุณหภูมิของลูกประคบโดยใช้ธัญพืช การศึกษาการทําผลิตภัณฑ์จากนํ
ากากส่าลดกลินใน ห้องนํ า การถนอมเนือหมูด้วยขิงไทย สีเพ้นท์จากธรรมชาติ การศึกษาเปรียบเทียบวัตถุดิบทีเหมาะสมในการทํา อิฐมอญ การเปรียบเทียบอัตราส่วนทีเหมาะสมในการ ทําข้าวเกรียบข้าวโพด2 ชนิด การเปรียบเทียบอัตราส่วนทีเหมาะสมในการทําชา สมุนไพร การเปรียบเทียบอัตราส่วนทีเหมาะสมในการทํา ข้าวเกรียบแก้วมังกรแดง การศึกษาสีจากเนือแก้วมังกรในการทําขนม สิงคโปร์ ย่านางผงสําเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อาหารจากเทานํ า ทองม้วนจากแป้งข้าวโพด เผือก และฟักทอง การทําเส้นขนมจีนโดยใช้ถัวเหลืองเป็นส่วนผสม วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
220.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 การทําลูกชินสอดไส้นํ
าจิมรสสุกีและรสแจ่วฮ้อน กาแฟธัญพืช ยากันยุงจากสมุนไพร การศึกษาเปรียบเทียบการทํานํ ามันไบโอดีเซลจาก นํ ามันเก่าระหว่างนํ ามันพืชกับนํ ามันสัตว์ นํ าหมักชีวภาพ EM จากพืชสมุนไพร ชนมจีนเบญจรงค์ เส้นใยจากผักตบชวา เครืองดืมเพือสุขภาพ วุ้นเส้นลูกเดือย บรัชออนจากเปลือกแก้วมังกร ตุ๊กตาจากดินทราย ผ้าลายมัดหมี ผงชาสมุนไพร พลังงานทดแทน เครืองต้มยําสําเร็จรูป แผ่นใสไข่ขาว การหมักเนือเปือยโดยใช้สารสกัดจากผักและผลไม้ กาวจากโฟม การเปรียบเทียบความสามารถในการไล่แมลงวัน ผลไม้โดยใช้ลูกเหม็น ตะไคร้หอมและไม้ไล่หนู การทําไข่หวาน ขนมลูกชุบจากเม็ดขนุน คุกกีจากแป้งเม็ดขนุน เครืองต้มยําสําเร็จรูป ส้มเห็ดนางฟ้า ขนมอบกรอบจากซังขนุน วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
221.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 ข้าวเกรียบกล้วยหอม นวดทาริมฝีปากจากนํ
ามันมะพร้าว เส้นขนมจีนจากถัวเขียว เยลลีกรอบจากว่านหางจระเข้ การทําหน่อไม้ดองหวาน ไข่เค็มจากไข่นกกระทา ไข่เป็ด และไข่ไก่ ซาลาเปาจากแป้งข้าวโพด ไข่เค็มใบเตย ไข่เค็มสมุนไพร การสกัดและแยกสารเพกตินจากเปลือกแก้วมังกร ไส้กรอกเปรียวปลา ขนมดอกจอกจากข้าวโพดซุปเปอร์สวีท เครืองดืมธัญพืชจากฟักทอง นํ าสํารองเพือสุขภาพ ข้าวแต๋นนํ าสับปะรด ขนมเปียกปูนจากฟักทอง การศึกษาส่วนประกอบทีเหมาะสมในการทํา นํ าตะขบ การศึกษาส่วนประกอบทีเหมาะสมในการทํา นํ าคึนช่าย ขนมรังนกจากมะละกอดิบ ผงชูรสสมุนไพร ผงปรุงรสจากใบหม่อน ลูกประคบสมุนไพร นํ ามันมะพร้าว3 สี ยาหม่องสมุนไพร สารกําจัดเพลียและแมลง โดนัทจากแป้ งฟักทองและเผือก วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
222.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 การศึกษาระยะเวลาทีเหมาะสมในการกัดกระจก การศึกษาอัตราส่วนทีเหมาะสมในการทําสาโท ลินจี อาหารจิงหรีดจากใบหม่อน สีย้อมผ้าจากพืชธรรมชาติ ไข่เค็มเพือสุขภาพ ขนมฟูจากผงย่านกระพังโหม ผงหมักเนือนุ่มรสกระเทียมพริกไทยจากยาง มะละกอ ผลิตภัณฑ์อาหารจากไข่นํ
า ไส้กรอกนํ าพริก ลูกนํ าอบแห้ง สมุนไพรกําจัดมด เครืองดืมสมุนไพรว่านหางจระเข้ การทําแยมจากมะเม่า ผลิตภัณฑ์จากลูกหว้า เส้นด้ายจากใยกาบกล้วย การย้อมผ้าฝ้ายและเส้นฝ้ายด้ายครัวโดยใช้สาร ช่วยย้อม นํ ายาขนมจีนอบแห้ง ผงใบย่านางสําเร็จรูป ยาจุดกันยุงตะไคร้หอม นํ าปลากลินตะไคร้ นํ ามันนวดกล้ามเนือ การสกัดแยกสารจากพืชธรรมชาติ ชาชงสมุนไพรว่านชักมดลูก ไวน์กล้วยไข่ สาโทข้าวกล้อง วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
223.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133 134 135 136 137 138 139 140 141 142 143 144 145 146 147 148 149 150 นํ
ายาบ้วนปากจากใบฝรัง ปุ๋ยนํ าชีวภาพ นํ ายาขัดพืนกลินตะไคร้ แชมพูกําจัดเหา นางเล็ดทรงคุณค่า ตะไคร้และไพลไล่มด มะพร้าวแก้วสมุนไพร แชมพูสมุนไพร สบู่เหลวขมินชัน เทียนหอมไล่ยุง แยมมะเฟือง นํ ายาเช็ดกระจก กล่องทิชชูจากเสือกก กระถางต้นไม้จากเศษกระดาษ FlowerofFoam กระดาษจากใบตะไคร้ ไวน์สับปะรด แชมพูมะกรูด ข้าวเกรียบใบหม่อนวุ้นสมุนไพร แยมเงาะ ลําไยกวน แยมเปลือกส้มโอ เทียนเจล ข้าวแตนนํ าแตงโม ข้าวเกรียบถัวลิสง วุ้นผลไม้ ข้าวแต๋นทรงเครือง ดอกไม้วิทยาศาสตร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
224.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 151 152 153 154 155 156 157 158 159 160 161 162 163 164 165 166 167 168 169 170 171 172 173 174 175 176 177 178 นํ
ายาล้างจานจากมะกรูด ครีมขัดเครืองเงินและทองเหลือง นํ าปันสมุนไพร กระดาษรีไซเคิล ลูกยอผง คุกกีกากถัวเหลือง วุ้นมะตูม วุ้นมะตูม ไวน์ลูกยอ ดอกไม้ใยบัว เห็ดฉาบ นมถัวเหลืองกลินผลไม้ ไวน์กระเจียบ เห็ดทอดกรอบ การสํารวจสารเจือปนในอาหาร ข้าวเกรียบ 3 รส นมถัวเขียว Frence Fire มันสําปะหลัง เทียนน้อยลอยนํ า เทียนไขไล่ยุง เคลือบดอกไม้ด้วยเทียน ไวน์ข้าวเหนียว นํ าตะไคร้หอม นํ ายาล้างจานสูตรสมุนไพร ชาใบเตย พิมเสนนํ า ข้าวเกรียบข้าวกล้อง ลอดช่องกึงสําเร็จรูป วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
225.
ที ชือโครงงาน สถานศึกษา 179 180 181 182 183 184 185 186 187 188 189 190 191 192 193 194 195 196 197 198 199 200 201 202 203 ยาดมแก้หวัด สบู่สมุนไพร ก้อนดับกลิน วุ้นฟักทองผสมขิง การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรรางจืดในการ ลดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย การศึกษาระยะเวลาทีเหมาะสมในการหมัก ไข่เยียวม้าจากไข่เป็ด
ไข่ไก่ และไข่นกกระทา การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการซึมซับ ของผ้าอนามัย นํ าเปลือกมังคุด หน่อไม้ดองหวาน ดอกไม้จากใบไม้ ครีมขัดรองเท้าจากผงถ่านกาบมะพร้าว นํ าทะลายพุง ขนมเม็ดขนุนขากฟักทอง สเปรย์สมุนไพรไล่ยุง แชมพูน้อยหน่ากําจัดเหา ขนมอบกรอบจากซังขนุน สมุนไพรไล่หอยเชอรี ไส้กรอกธัญพืช ข้าวเกรียบไข่แดง นวดทาปากจากมะพร้าว ผลคูณกําจัดหอยเชอรี ถัวเหลืองอบกรอบ เครืองตัดหญ้าแบบไส นํ าสับปะรดหมักเนือนุ่ม สมุนไพรไล่ยุง วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น
226.
55.. ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์จากสถานศึกษาต่างๆตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์จากสถานศึกษาต่างๆ ที ชือโครงงาน
สถานศึกษา 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 การทําปูนปั นผสมเส้นใยธูปฤาษี ไฟเบอร์กลาสจากใยธูปฤาษี แผ่นเซลโลกรีตผสมเส้นใยใบธูปฤาษี ถ่านเชือเพลิงจากกากมะพร้าว ดอกไม้จากลูกตะแบบ ไข่เค็มอนามัยรสตะไคร้ การศึกษาการปลูกไม้ประดับในอาคารเรียนไม่ต้องรดนํ า การให้นํ าต้นไม้โดยใช้กระบวนการAcetive Transport การทํานําส้มสายชู นํ าปรุงรสก๋วยเกียว คุ๊กกีขิง กระเบืองเทียมจากโฟม ท๊อฟฟีเมียง ไข่เค็มดินสอพองสมุนไพรชีวภาพ ผ้าบาติกสีพืชธรรมชาติ(ปวส.) ผลิตภัณฑ์นํ าหอมแห้ง ไฟฉุกเฉินจากสายโทรศัพท์ ทอดมันหัวปลี อุปกรณ์ป้องกันขโมยรถยนต์ ขนมบัวลอยสมุนไพร การศึกษาการเจริญเติบโตของต้นบอนสี เครืองนวดฝ่าเท้า จักรยานรีไซเคิล วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี วิทยาลัยพณิชยการบางนา วิทยาลัยพณิชยการบางนา วิทยาลัยพณิชยการบางนา วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย วิทยาลัยศิลปะหัตกรรมกรุงเทพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอียมลออ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอียมลออ วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเทียว กรุงเทพ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก วิทยาลัยการอาชีพกาญจนาภิเษกหนองจอก
227.
บรรณานุกรม กิงฟ้า สินธุวงษ์. [ม.ป.ป.].
หลักสูตรและการสอนวิทยาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น: [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.]. เอกสารอัดสําเนาเย็บเล่ม. จักรพันธุ์ ปัญจะสุวรรณ. (2543). หนังสือเรียนหมวดวิชาชีพเลือก โครงงานวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ.: สํานักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ ณัฏติยาภรณ์ หยกอุบล. [ม.ป.ป.]. การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขันพืนฐานโดยใช้ การ์ตูนระดับประถมศึกษา. โรงเรียนสาธิตพิบูลบําเพ็ญ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย บูรพา. [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.]. ไตรภพ เทียบพิมพ์. [ม.ป.ป.]. หนังสือเรียนหมวดวิชาพืนฐาน วิทยาศาสตร์พืนฐาน. 2000-1401. ขอนแก่น : โรงพิมพ์คลังนานาธรรม. ชาตรี เกิดธรรม. (2550). 272 แนวคิดโครงงานวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั งที2. กรุงเทพฯ: เบ็นพับลิชชิง. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยสําหรับครู. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สุวีริยาสาส์น บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. (2550). คู่มือการทําวิทยานิพนธ์2550. พิมพ์ครั งที5. ขอนแก่น.: หจก. โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา ยุทธ ไกรวรรณ์. (2545). พืนฐานการวิจัย ฉบับปรับปรุงใหม่. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สุวีริยาสาส์น. วรรณทิพา รอดแรงค้า. (2532). กิจกรรมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สําหรับครู. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. วิชิน หมืนศรีจูม. [ม.ป.ป.]. ลับสมองกับการทดลองวิทยาศาสตร์. ขอนแก่น : บริษัท เพ็ญพรินติง จํากัด วิมลศรี สุวรรณรัตน์& มาฆะ ทิพย์คีรี. (2547). ชุดกระบวนการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์ บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) จํากัด. วิมลศรี สุวรรณรัตน์& มาฆะ ทิพย์คีรี. (2547). คู่มือการจัดการเรียนรู้โครงงานวิทยาศาสตร์. : กรุงเทพฯ.: สํานักพิมพ์ บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.) จํากัด. วลัยรัตน์ จันทรวงศ์ & จารุรัตน์ เชาว์เลิศ. (2549). โครงงานวิทยาศาสตร์ SCIENCE PROJECT. กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจํากัด โรงพิมพ์ชวนพิมพ์. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. (2531). คู่มือการทําและ การจัดแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. เอกสารอัดสําเนาเย็บเล่ม.
228.
_______. (2536). แนวการสอนวิชาวิทยาศาสตร์
ว014 เริมต้นกับโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตุรุสภาลาดพร้าว. _______. (2541). แนวการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ว017 โครงงานวิทยาศาสตร์กับคุณภาพชีวิต ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตุรุสภาลาดพร้าว. สํานักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา. [ม.ป.ป.]. คู่มือการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา-เอส โซ่ ประจําปี พ.ศ. 2552. [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.]. อภิชาต ณ พิกุล. [ม.ป.ป.]. โครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษา พัฒนาทักษะการคิดและ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์. [ม.ป.ท.: ม.ป.พ.]. เอกสารอัดสําเนาเย็บเล่ม. http://www.drpaitoon.com/vijai/ioc.pdf http://gotoknow.org/blog/eduresearch/68585 http://scienceproject.makewebeasy.com/index.php?c_id=0&ct_id=42698&type=customize
Download