GNR : Episode IV
มนุษยคุมกําเนิด, หุนยนตสืบพันธุ ?!?!
ในขณะที่นักประชากรศาสตรทั่วโลก กําลังพยายามควบคุมจํานวนประชากรโลกไมใหมีมาก
จนเกินไป ดวยเกรงวาจะถึงจุดที่ประชากรมากลนจนทรัพยากรที่มีอยูจํากัดบนผืนพิภพจะไมเพียงพอใหบริโภคและ
แบงปน นักวิทยาศาสตรอีกกลุมหนึ่งก็กําลังพยายามพัฒนาใหหุนยนตสามารถสืบถอดเผาพันธุของมันไดเองโดยไม
จําเปนตองอาศัยการพัฒนาและออกแบบจากมนุษยอีกตอไป คําถามจึงมีอยูวา เราจะใชทฤษฎีวิวัฒนาการที่วา
"สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดกวา แข็งแกรงกวาเทานั้นที่จะดํารงชีวิตอยูได" มาใชคาดการณอนาคตของโลกไดหรือไม ?" และ
"คน กับ หุนยนตคอมพิวเตอร ใครมีความฉลาดและความแข็งแกรงมากกวากัน ?" ตลอดจนกระทั่ง หลักการ
พื้นฐานทางชีววิทยาที่เราร่ําเรียนกันมาแตชั้นมัธยมวา "การสืบพันธุ คือ ขอบงชี้ที่แยก สิ่งมีชีวิต ออกจาก
สิ่งไมมีชีวิต" นั้นจะถึงเวลาที่ตองไดรับการวิเคราะหทบทวนใหมแลวหรือยัง ?
จุดเปลี่ยนแหงศตวรรษ
มันเปนที่รับรูกันมานานแลววา หุนยนต นั้น
เปนประดิษฐกรรมของมนุษย เปนผลงานที่แสดงถึงความคิด
สรางสรร และความวิริยะอุตสาหะของผูประดิษฐ โดยที่เรา
อาจจะศึกษายอนประวัติของการประดิษฐหุนยนตกลับไปได
นับเปนพันปจากประวัติศาสตรและตํานานที่ถูกเลาขานกันสืบ
ตอกันมา ไมวาจะเปนเรื่องกองทัพหุนยนตในพงศาวดารสามกก
หรือ มาไมเมืองทรอยแหงมหากาพยโอดิสซี อยางไรก็ตาม การ
รับรูวาหุนยนตเปนผลงานของมนุษยอาจจะตองเปลี่ยนไปใน
อนาคต หากผลการทดลองของนักวิทยาศาสตรกลุมที่กําลัง
พยายามพัฒนาใหหุนยนตมีการสืบพันธ (Mating robots) เพิ่ม
ประชากรขึ้นไดดวยตัวของมันเองสามารถปรากฏขึ้นไดจริงๆ
นิตยสารเพอรซันนัล คอมพิวเตอร เวิลด ฉบับเดือนกันยายนที่ผานมา ระบุวา ริชารด วัตสัน และเซ
วาน ฟซิซี แหงมหาวิทยาลับแบรนเดสในรัฐแมสซาชูเซ็ททกําลังสรางผลงานที่พวกเขาเรียกวา "วิวัฒนาการแหงตัวตน
(Embodied revolution)” โดยมีแนวคิดอยูที่การสรางชุมชนอิสระของหุนยนตขึ้นมาภายใตสภาพแวดลอมที่มี
ลักษณะเฉพาะ แลวเฝารอใหบรรดาหุนยนตเหลานั้นมีการจับคู สืบพันธ และวิวัฒนาการไปดวยตัวของมันเอง
(ผูสนใจในงานนี้อาจเขาไปเยี่ยมชมไดทางเว็บไซท http://demo.cs.brandeis.edu/pr/ee)
ในการทดลองสรางวิวัฒนาการของหุนยนตที่วานี้ พวกเขาไดพัฒนาหุนยนตกระปองรูปแบบงายๆ
ขึ้นมาเรียกวา "ทัปเปอรบ็อท" ซึ่งแตละตัวจะมีขนาดเล็กพอๆ กับจานที่เขี่ยบุหรี่ ภายในตัวถังพลาสติกจะประกอบไป
ดวยอุปกรณตรวจจับสัญญาณแสงสองตัว, ไมโครโพรเซสเซอรควบคุมการทํางานหนึ่งตัว, มอเตอร และอุปกรณรับ/สง
สัญญาณสื่อสารไรสาย สวนพลังงานไฟฟาที่ใชขับเคลื่อนประชากรหุนยนตเหลานี้ก็ไดมาจากพื้นหองที่ติดไวดวยแถบ
ตัวนําไฟฟาแสตนเลส เพื่อนํากระแสไฟฟาเขาไปเลี้ยงหุนยนตผานฐานดานลางที่อยูระหวางลอ สิ่งที่ถือวาคอนขาง
พิเศษในหุนยนตทัปเปอรบ็อตเหลานี้ คือ แตละตัวจะไดรับการปอนขอมูลเฉพาะซึ่งอาจจะเรียกวาเปน "สารพันธุกรรม
(Genetic Algorithm : GA)" ของพวกมันไว
หุนยนตกระปองทุกตัวของริชารดและเซวานมีหนาที่จะตองเคลื่อนที่เขาไปหาแสงไฟที่ติดตั้งไว
กึ่งกลางหอง และดวยโปรแกรมที่กําหนดใหทุกตัวเคลื่อนเขาแสง ทําใหบรรดาหุนยนตพากันไปคราคร่ําอยูที่บริเวณแสง
ไฟ เมื่อหุนยนตสองตัวเคลื่อนเขามาใกลกันในระยะหางที่เหมาะสมก็จะมีการสงผานขอมูลสารพันธุกรรม (GA) ไปมา
ระหวางกันผานอุปกรณสื่อสารไรสาย (ถามองแบบสิ่งมีชีวิต ก็ตองบอกวาหุนยนตสองตัวนี้กําลังผสมพันธุกันอยู) ผล
จากการแลกเปลี่ยนโปรแกรมพันธุกรรมในแบบที่วานี้ สงผลใหหุนยนตทดลองเริ่มมีขอมูลภายในโปรแกรม
เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผูทดลองไดเขียนใหไวแตแรก ซึ่งอาจจะเรียกวามีการกลายพันธุ (Mutation) ก็คงได แตที่
นาสนใจยิ่งไปกวานั้นก็คือ ปรากฏวาหลังจากเกิดการกลายพันธุไปแลว หุนยนตกระปองพวกนี้กลับมีความสามารถใน
การเคลื่อนที่เขาหาแสงไดดีขึ้น และนั่นเองคือขอสรุปที่นักทดลองกลุมนี้บอกวาหุนยนตของเขามีวิวัฒนาการ (วิวัฒ =
พัฒนาใหดีขึ้น)
นอก
จากจะมีงานหุนยนต
กลายพันธุของริชารด
และเซวานใหดูแลว
มหาวิทยาลัยแบรนเด
สยังมีงานทดลอง
ลักษณะคลายๆ กัน
ของ ฮ็อด ลิปสัน
(www.demo.cs.bra
ndeis.edu/golem/)
ซึ่งไปไกลถึงขนาดที่วางแผนจะทําใหหุนยนตมีการปรับปรุงรูปรางตนเองไดดวย โดยลิปสันและคณะจะสรางอัลกอริ
ทึ่มสําหรับวิวัฒนาการขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอรกอน ทําใหอัลกอริทึ่มที่วานี้สามารถสั่งงานใหเครื่องพิมพสามมิติ
แลวพิมพโครงสรางรางกายของหุนยนตขึ้นมาดวยพลาสติกไวตอความรอน (thermoplastic) ซึ่งหากโครงการนี้สําเร็จ
ทีมงานของลิปสันก็จะถายโอนอัลกอริทึ่มที่วาเขาไปอยูในตัวหุนยนต และจะสงผลใหหุนยนตสามารถสรางอวัยวะของ
ตนเอง สรางแขนสรางขาขึ้นมาได หรือในทายที่สุดก็อาจจะสรางลูกหลานหุนยนตรุนถัดไปขึ้นมาไดดวย
(สําหรับผูที่อยากจะเห็นวาโปรแกรมจําลองแบบการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมที่อยูในรูปภาษาจาวานั้นมี
ลักษณะเชนไร ก็อาจจะแวะเวียนไปที่เว็บไซท www.demo.cs.brandeis.edu/~miguel/cgi-bin/Bots/ โดยบนเว็บ
ไซทเดโมของมหาวิทยาลัยแบรนเดสนี้ยังมีบทคัดยอของงานทดลองเกี่ยวกับหุนยนตอยูอีกเปนจํานวนมาก เทาที่
ผูเขียนลองประมาณดูก็นาเกือบครึ่งรอยการทดลองเลยทีเดียว)
ความคึกคักในแวดวงนักสรางหุนยนต
ปจจุบัน วงการวิทยาศาสตรดูเหมือนวาจะใหความสนใจในหุนยนตศาสตร (Robotics) มากเปน
พิเศษ เห็นไดจากการที่มีโครงการวิจัยดานนี้อยูในบรรดามหาวิทยาลัย ในบริษัทผูผลิตคอมพิวเตอร และใน
บริษัทผูผลิตอุปกรณไฟฟาชั้นนําของโลกแทบทุกแหง (ลําพังที่ผูเขียนเคยเก็บมาเลาไวในนิตยสารไอทีซอฟทก็นับวาไม
นอย ไมวาจะเปนการทดลองผาตัดฝงไมโครชิปเขาไปในรางกายของตนเองของ เควิน วอรวิค แหงมหาวิทยาลัยรีด
อังกฤษ หรือ การสรางระบบอินเทอรเฟซที่เลียนแบบหนาตามนุษยของโซนี่)
อยางลาสุดนี้ บริษัทโซนี่ไดผลิตหุนยนตสุนัขไอโบออกมาจําหนายขายดิบขายดี
จนผลิตไมทันแลวถึงสองรุน (หุนยนตสุนัขของโซนี่ นี่ดังขนาดนายกรัฐมนตรี
ญี่ปุนเอามาเปนของขวัญใหกับแขกเมืองสําคัญอยางประธานธิบดีรัสเซียเลยดวย
ซ้ํา)
รูปที่ 1 หุนยนตสุนัขไอโบ (AIBO) เปนหุนยนตตนแบบยอดนิยมอีกตัวที่มักจะถูกนํามาใชทดสอบเรื่องการเคลื่อนไหว
อยางองคการอวกาศนาซาของสหรัฐฯ นั้นก็มีการใหทุนสนับสนุนแกผูวิจัยที่ทํางานดานหุนยนต
ออกมาเปนจํานวนมากดวยความหวังที่จะนําเอาผลงานเหลานี้ไปใชเพื่อการสํารวจอวกาศ รวมทั้งยังมีการดําเนิน
กิจกรรมในลักษณะเรงประชาสัมพันธใหเกิดความตื่นตัวในหมูนักประดิษฐหุนยนตทั้งหลาย ดวยการกอตั้งเว็บไซทชื่อ
NASA Space Telerootics Program (http://ranier.hq.nasa.gov/teleroboticspage/coolrobots.html) และมี
การประกาศเกียรติคุณใหกับผลงานหุนยนตที่เจงที่สุดในแตละสัปดาห (Cool Robot of The Week) ออกมา ซึ่ง
กิจกรรมที่วานี้ก็ไดดําเนินการตอเนื่องมาไดรวมหาป หรือคิดเปนจํานวนหุนยนตที่ไดรับประกาศเชิดชูไปแลวไมนอย
กวา 250 โครงการ
การคัดเลือกผลงานหุนยนตขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของนาซานี้อาจจะไมไดมีผลตอบแทนใหกับ
เจาของโครงการในรูปตัวเงิน แตการไดปรากฏชื่อบนเว็บไซทของนาซาก็ถือเปนเกียรติประวัติที่นาภาคภูมิใจไมนอย
อีกทั้งยังเปนชองทางเผยแพรผลงานใหเปนที่รับรูแกสาธารณชนและบรรดาเจาของทุนวิจัยไดเปนอยางดี ตัวอยางของ
หุนยนตที่ไดรับการคัดเลือกใหเปนสุดยอดหุนยนตประจําสัปดาหจากนาซา นับยอนหลังไปสักสองเดือนก็จะมี
ดังตอไปนี้
7 พฤศจิกายน 00 หุนยนตกระโดด (Hopping Robot) เปนหุนขาเดียวทําจากลูกสูบชนิดจุดระเบิด
สามารถโดดไดสูงถึง 20 ฟุต ในแตละครั้ง
30 ตุลาคม 00 หุนยนตเคลื่อนที่ตามเสียงจําลองแบบจากจิ้งหรีด (Phonotaxis in crickets and
robots) เปนเทคโนโลยีที่ไดรับแรงบันดาลใจจากพฤติกรรมของจิ้งหรีด นํามาเปนแนวคิดสําหรัการ
เคลื่อนที่อยางอัตโนมัติของหุนยนต
23 ตุลาคม 00 หุนยนตกุงลอบสเตอร (Robolobster) เปนหุนยนตเคลื่อนที่ใตน้ําที่ใชติดตามรองรอย
มลพิษทางเคมี โดยจําลองรูปแบบการเคลื่อนที่ของกุงลอบสเตอร
16 ตุลาคม 00 งานแขงขันหุนยนตป 2000 (Robot Games 2000) ที่จัดขึ้นโดยสมาคมหุนยนตศาสตร
แหงซานฟรานซิสโก
9 ตุลาคม 00 รถยนต V-Car ซึ่งสามารถควบคุมการดําเนินการตางๆ ไดจากระยะไกล จาก MP3.com
จุดเดนของมันคือรูปแบบการติดตอควบคุมที่สะดวก กระชับ ไมเยิ่นเยอ
2 ตุลาคม 00 ชุดประกอบหุนยนตสําหรับเครื่องพาลม PPRK (the Palm Pilot Robo Kit) เปนแนวคิดที่
จะนําเอาอะหลั่ยเหลือใชขของเครื่องพาลมมาประกอบเขาเปนหุนยนต แทนที่จะปลอยทิ้งไวเปลาๆ
หลังจากการอัพเกรดเครื่อง
รูปที่ 2 หุนยนตตนแบบเคพเพรา (Khepera) ถูกประยุกตไปใชใน
งานศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ตามเสียง ซึ่งจําลองแบบ
จากจิ้งหรีด (Phonotaxis incrickets and robots)
25 กันยายน 00 การแขงขันฟุตบอลหุนยนตป 2000 (FIRA
2000) คําวา FIRA ยอมาจากชื่อสมาพันธแหงสมาคม
ฟุตบอลหุนยนตนานาชาติ (Federation of
International robot-socer association) ซึ่งปนี้จัด
แขงขันขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย ไลๆ กับกีฬาโอลิมปก
18 กันยายน 00 โครงการลูนา 16 (LUNA 16) อันนี้ใหเปนเกียรติ
ประวัติแกโครงการอวกาศของรัสเซีย เพราะในสัปดาหเดียวกันนี้ของเมื่อ 30 ปที่แลว สหภาพ
โซเวียตรัสเซียไดสงหุนยนตนักสํารวจสามตัวขึ้นไปกับยานอวกาศสํารวจดวงจันทร และไดเก็บ
รวบรวมตัวอยางจากพื้นผิวดวงจันทรกลับมายังโลกมนุษยไดสําเร็จ
11 กันยายน 00 โครงการมาโคร (Project Makro) เปนการผลิตหุนยนตตนแบบของสถาบัน GMD
Institute for Autonomous intelligent โดยหุนยนตตัวที่วานี้ประกอบไปดวยชิ้นสวนขอตอเปน
จํานวนมาก สําหรับใชเลื้อยเขาไปสํารวจตามทอตางๆ ที่มนุษยไมสามารถจะเขาไปภึงได
4 กันยายน 00 โครงการโกเลม (Golem Project) เปนการสรางสิ่งมีชีวิตเทียม (Artificial life) ของทีม
วิจัยแหงมหาวิทยาลัยแบรนเดส โดยพยายามออกแบบ ประดิษฐ และจําลองสภาพแวดลอมที่เอื้อ
ตอการเกิดวิวัฒนาการของหุนยนต
นอกเหนือจากบรรดาหุนยนตที่มีโครงการพัฒนากันอยางใหญโต หุนยนตที่นาสนใจอีกประเภท
ไดแก "หุนยนตขยะ" หรือ "จังกบอต" ของมารค ทิลดอน แหงบริษัทโซลาริส เปนผลงานที่เกิดขึ้นจากการเที่ยวเก็บ
รวบรวมวัสดุเหลือใชภายในหองทํางานของของเขามาปะติดปะตอเขาดวยกัน มีทั้งกลไกจากวิทุซาวนอเบาทที่เสียแลว,
เศษชิ้นสวนของเครื่องพิมพ, แถบโซลารเซลลที่เคยใชปอนพลังงานใหกับเครื่องคิดเลข ฯลฯ และโดยสาเหตุที่มันถูก
ผลิตขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช หุนยนตแตละตัวของมารค ทิลดอน จึงมีลักษณะเฉพาะที่ไมคอยจะเหมือนใคร มีอยูตัวหนึ่ง
ทํามาจากมอเตอรที่ใชเลื่อนแผนดิสกเขาออกจากไดรฟ มันเคลื่อนที่ดวยการเลื้อยไปมายังกับปลาไหลยุคดึกดําบรรพ
(Lamprey)
แมวาหุนยนตของมารค ทิลดอน จะไมใชหุนที่มีขีดสมรรถนะการทํางานสูงสงโดดเดน แตมันก็
นาสนใจในแงที่สรางแรงบันดาลใจใหกับบรรดาเยาวชนที่มีใจรักดานกลไกอิเล็กทรอนิกสอีกเปนจํานวนมากทั่วโลก
เพราะมันบอกใหพวกเขารูวา ความรูดานหุนยนตนั้นไมจําเปนตองอาศัยเงินทุนหรือเครื่องไมเครื่องมือวิจัยที่วิเศษวิโส
อะไรเลย ขอแคมีความรูความเขาใจ และมีไอเดียที่สรางสรรก็เหลือเฟอแลว หรือถานักประดิษฐหุนยนตรุนเยาจะ
รูสึกมืดแปดดานไมรูจะเริ่มตนพัฒนาหุนยนตขึ้นจากเศษอาหลั่ยอิเล็กทรอนิกสเหลือใชไดอยางไร วงการหุนยนตเขาก็
ยังมีหุนยนตพื้นฐานใหลองเลนลองฝกควบคุมกันได เรียกวาหุนยนตตระกูล K-Robot Family
หุนยนตตระกูล K-Family นี้ประกอบไปดวย องคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก โปรแกรมจําลอง
(Simulation) ซึ่งจัดเปนขั้นแรกของการเรียนรูที่ประหยัดไมสิ้นเปลือง เพราะไมตองลงทุนกับหุนยนตจริงๆ แคติดตั้ง
โปรแกรมแลวทดลองไดเลย สวนถัดมาของ K-Family คือหุนยนต Khepera ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5.5 เซนติเมตร
เล็กพอที่จะลองใหเดินเลนไปมาบนโตะอยูใกลๆ คอมพิวเตอรที่ควบคุมมัน และสวนสุดทายคือหุนยนต Koala ซึ่ง
จริงๆ แลวก็มีโครงสรงการทํางานคลายๆ กับ Khepera นั่นแหละ แตมีขนาดใหญโตกวาเยอะ จึงใชสําหรับหนวย
งานวิจัยที่มีพื้นที่กวางขวางเพียงพอที่จะใหเจานี่เดินเลนไปมาได
แนวคิดใหมในการพัฒนาหุนยนต
นอกจากแนวความคิดที่จะนําเอาชิ้นสวนอิเล็กทรอนิกสมา
สรางหุนยนตที่จําลองการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตแลว ก็ยังมีนักวิทยาศาสตรอีก
กลุมที่พยายามศึกษาหุนยนตศาสตรในทิศทางที่ดูเหมือนวาจะสวนทางกับกลุมที่
ไดกลาวถึงมาแลวขางตน คือ ใชวิธีเลาะเอาระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตมาใช
สั่งงานกลไกอิเล็กทรอนิกสแทน เชนงานของวิตตอริโอ แซงกวินเนติ แหง
มหาวิทยาลัยเจนัว ที่เลาะเอาสมองและแนวไขสันหลังของปลาไหล (lamprey)
มาขึงติดไวกับหุนยนตทดลองพื้นฐาน Khepera ซึ่งมีลักษณะเหมือนขวดแยม
ติดลอยังไงยังงั้น จากนั้น วิตตอริโอ ไดทดลองกระตุนเนื้อสมองของปลาไหลดวยการสองไฟเขาไปที่กลุมเซลล
ประสาทรับสัมผัส นาแปลกวาสมองของเจาปลาไหลเคราะหรายนั้นสามารถสั่งงานใหหุนยนตกระปองเคลื่อนที่ใน
ลักษณะที่ตอบสนองกับแสงไฟไดดวย (หากเราจะจินตนาการตอไป ผลลัพธสุดทายของการทดลองประเภทอาจจะ
นําไปสูวิธีกระตุนใหผูปวยอัมพาตตั้งแตคอลงไปสามารถเคลื่อนไหวรางกายของตนได)
ที่นาแปลกใจอีกอยางคือ ดูเหมือนวาบรรดานักวิทยาศาสตรที่ทํางานดานหุนยนตชีวภาพ (Biological
Robots) เหลานี้จะมีความนิยมใชปลาไหลเปนสัตวทดลองเสียจริงๆ (ไมรูวามีเหตุผลอะไรอยางอื่นอีก นอกเหนือจาก
ความนิยม ที่ทําใหเซลลประสาทของปลาไหลถูกนํามาวิเคราะหเจาะลึกกันจนทะลุปรุโปรงไปหมด) อยางงานวิจัยของ
ศาสตราจารย บิลล ดิตโต แหงมหาวิทยาลัยจอรเจียเท็คนั้นก็เปนการเก็บเอาเซลลประสาทของปลาไหล (Leech) มา
เลี้ยงรวมกันไวในจานทดลอง แลวลองปอนตัวเลขเขาไปเพื่อดูการตอบสนองของเซลลประสาทดังกลาว ซึ่งทีมวิจัย
พบวามันมีการตอบสนองที่แตกตางกันไปในแตละตัวเลขประหนึ่งวามันสามารถคํานวนตัวเลขได พวกเขาเลยเรียกมัน
แบบชวนใหขันวา Leechulator โดยเลียนแบบคําวา Calculator ที่แปลวาเครื่องคิดเลข
อยางไรก็ตาม การนําเอาเซลลประสาทของสิ่งมีชีวิตมาใชศึกษาและพัฒนาขึ้นเปนหุนยนตนั้นยังไม
อาจจะนับวาเปนแนวคิดใหมของการประดิษฐหุนยนตไดอยางแทจริง เพราะจริงๆ แลว มนุษยเราไดอาศัยการเฝา
สังเกตุพฤติกรรมของสัตวอื่นๆ มาใชประดิษฐเครื่องจักรกล และหุนยนตขึ้นมานับเปนพันๆ ปแลว สิ่งที่นาจะถือเปน
ปรากฏการณใหมในแวดวงของนักประดิษฐหุนยนตไดอยางแทจริงนาจะอยูที่แนวคิดที่มีการนําเอาศาสตรสมัยใหม
อยางคอมพิวเตอร พันธุวิศวกรรม และจุณเทคโนโลยีมาใชเพื่อการสรางหุนมากกวา
นั่นคือ เวลาที่ตองการจะสรางหุนยนตสักหนึ่งตัว สมัยกอนก็คงตองรางแบบไวในพิมพเขียว แลวเที่ยว
ไปหาอะหลั่ย หรือสั่งทําชิ้นสวนกลไกที่ตนตองการมาเพื่อปะกอบกันเขาเปนตัวหุน หลังจากนั้น เมื่อประกอบหุนเสร็จ
แลวก็ยังไมแนวาจะทํางานไดดั่งใจของผูออกแบบ ยังตองมีการปรับแกตรงนั้นตรงนี้อีกหลายรอบกวาจะออกมาเปน
หุนยนตตนแบบดังใจของผูสราง แตในอนาคตอันใกลนี้ ผูออกแบบหุนยนตจะใชวิธีสรางหุนของตนเองขึ้นมาบน
เครื่องคอมพิวเตอรกอน แลวก็ใชโปรแกรมจําลองการทํางาน (Simulation) ทดสอบดูวาหุนของตนจะเคลื่อนไหวและ
ตอบสนองไดอยางที่ตนตองการไดหรือไม หากไมไดก็ปรับแกกันเสียตั้งแตที่ยังเปนแคขอมูลบนเครื่องคอมพิวเตอรนี่แห
ละ
หลังจากที่ไดหุนตนแบบในรูปของขอมูลคอมพิวเตอรออกมาแลว ผูออกแบบหุนก็จะสั่งใหเครื่อง
ประกอบหุนผลิตหุนใหออกมาเหมือนอยางที่ตนเองไดออกแบบไวโดยไมตองลองผิดลองถูก (ตรงนี้แหละคือจุดที่ศาสตร
ดานจุณเทคโนโลยีจะเขามาเกี่ยวของไดในอนาคต) ซึ่งในระยะแรกๆ นั้นตัวหุนอาจจะมีความหยาบอยูคอนขางมาก
เพราะชิ้นสวนตางๆ ในรางกายของหุนนั้นจะยังคงเปนชิ้นสวนใหญๆ ที่เวลาตอเรียงกันขึ้นมาแลวดูเหมือนหุนเลโกของ
เด็กๆ (โครงการวิจัย Golem Project ของมหาวิทยาลัยแบรนเดส คือ โครงการหนึ่งที่พยายามสรางชิ้นสวนเลโกเล็กๆ
พวกนี้ขึ้นมาเพื่อใชประกอบเปนตัวหุน เชน ชิ้นสวนกลุมหนึ่งใชสําหรับเปนสวนขอตอ กลุมหนึ่งใชเปนระบบประสาท
กลุมหนึ่งใชเปนตัวเคลื่อนไหวเหมือนมัดกลามเนื้อ และอีกสวนหนึ่งอาจจะถูกออกแบบมาใหเปนพื้นผิวที่ใชตกแตง
ภายนอกตัวหุน)
รูปที่ 3 แสดงใหเห็นวิธีการเปลี่ยนแบบจําลองหุนยนตในรูปโปรแกรมคอมพิวเตอรใหกลายมาเปนหุนยนตตัวจริงของ
โครงการกาเล็ม แหงมหาวิทยาลัยแบรนเดส
พระเจาสราง, มนุษยทําลาย ?
จากที่กลาวผานๆ มา ดูเหมือนวาเทคโนโลยีหุนยนตศาสตรจะมีแตดานดี และเปนการพัฒนาไปสู
ความเจริญของโลก แตผูเขียนเองก็ยังไมคอยมั่นใจนักวามันจะไมมีดานที่เลวรายแฝงอยูดวย เชนในบทความจีเอ็นอาร
ที่ผานๆ มา ผูเขียนไดยกตัวอยางถึงเหตุการณหลายตอหลายครั้งที่ความฉลาดของมนุษยไดนําไปสูการทําลายตนเองได
อยางเหลือเชื่อ ไมวาจะเปนการเกิดสงครามโลก การผลิตอาวุธมหาประลัย
นิวเคลียร อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรือการที่มนุษยทําลายสภาพแวดลอมรอบๆ
ตัวเองลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งในทายที่สุด ผูเขียนจึงไดสรุปไวในบทความ
"พุทธศาสตรฉุดโลกพนหายนะ" วาแนวทางที่ถูกตองของการพัฒนาเทคโนโลยี
นั้น ควรจะเปนแนวทางที่ไดนําเอาหลักทางพุทธศาสนามากํากับ โดยไดอางอิงถึง
ความเชื่อของบิลล จอย, คําสอนของทานทไลลามะ และพระธรรมปฎก (ป.อ.
ปยุตต ปยุตโต) มาประกอบ
อยางไรก็ตาม การที่จะใหบรรดานักวิทยาศาสตรผูสราง
เทคโนโลยีนอมรับเอาคําสอนทางพุทธศาสนาไปใชปฏิบัติอาจจะทําไดยากยิ่ง
เพราะผูพัฒนาเทคโนโลยีสวนใหญมักจะไมใชพุทธศาสนิก บางทานอาจจะไมเคย
ไดสัมผัสกับพุทธธรรมเลยตั้งแตเกิดจนตาย บางทานอาจจะไดเคยสัมผัสมาบางแตติดขอหามทางศาสนาของตนวา
ไมใหนับถือศรัทธาในคําสอนของศาสดาองคอื่นๆ ที่นอกเหนือจากศาสดาของตนเอง
เมื่อกลาวถึงเรื่องศาสนา หลวงพอพุทธทาสไดแบงศาสนาบนโลกนี้ไวเปนสองกลุมเพื่อความเขาใจงาย
กลุมหนึ่งเรียกวา กลุมที่มีผูสราง (Creator) อีกกลุมหนึ่งเรียกวา กลุมที่ไมมีผูสราง โดยทั้งสองกลุมตางมีวิถีและ
แนวทางปฎิบัติที่มุงเนนใหคนทําดี เพื่อสังคมที่รมเย็นเปนสุขดวยกันทั้งนั้น เพียงแตกลุมศาสนาที่มีผูสรางอันไดแก
คริสต อิสลาม ฮินดู ฯลฯ นั้น ไดระบุไวในคัมภีรอยางชัดเจนถึงการสรางโลกของพระเจา โดยเฉพาะคริสตดวยแลวจะ
มีเรื่องราวของการสรางสิ่งมีชีวิต อยางอาดัม และอีฟที่เปนมนุษยสองคนแรกที่เสวยสุขอยูในสวนอีเดน จนกระทั่งถูก
พระเจาขับไลออกจากแดนสวรรคเพราะละเมิดขอหามเรื่องกินผลไมที่ถูกสั่งไวแตแรก
เรื่องแปลกก็คือ ขณะที่นักวิทยาศาสตรผูประดิษฐเทคโนโลยีในโลกสวนใหญมักจะเปน
คริสตศาสนิกชน ซึ่งเชื่อในเรื่องพระเจาและการสรางโลก แตกลุมชนกลุมเดียวกันนี้ก็เปนผูบุกเบิกและพิสูจนใหเห็น
จริงถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolution) เรื่องโลกเย็นตัวลง และการคัดเลือกพันธตามธรรมชาติ นาแปลกที่พวกเขา
สามารถแยกการรับรูสองอยางนี้ออกจากกันได คือโลกจะมีวิวัฒนาการมาหลังจากหลุดออกจากดวงอาทิตยและเย็นตัว
ลงเชนไรก็เปนเรื่องหนึ่ง พระเจาจะสรางโลกเสร็จภายในเจ็ดวัน และสรางมนุษยคนแรกขึ้นมาเปนอาดัมเชนไรก็เปน
อีกเรื่องหนึ่ง
กระนั้น เมื่อบทบาทการเปนผูสรางของพระเจาเริ่มถูกทาทาย เพราะมีมนุษยบางกลุมพยายาม
เปลี่ยนบทบาทมาเปนผูสรางบางโดยอาศัยเทคโนโลยีจีเอ็นอาร (พันธุวิศวกรรม, จุณเทคโนโลยี และ หุนยนตศาสตร)
มันก็ทําใหเกิดเปนประเด็นใหถกวิเคราะหตามมาอยางมากมายในกลุมนักวิทยาศาสตรตะวันตก ผูเปนทั้งนักสราง
เทคโนโลยี และคริสตศาสนิกชน ปจจุบัน เราจึงไดเห็นเว็บไซทจํานวนมากที่พยายามดึงเอาเรื่องราวในพระคัมภีร
กลับมาศึกษาตีความกันใหมโดยเฉพาะประเด็นที่วา "ถูกตองแลวหรือ ที่พระเจาสรางมนุษย แลวมนุษยเองก็พยายาม
จะสรางสิ่งมีชีวิตพันธุใหม หรือมนุษยพันธุใหมที่เรียกวา "หุนยนต" ขึ้นมา
ตัวอยางของพระคัมภีรสวนที่ถูกนํามาถกวิเคราะหกันมาก
เปนพิเศษก็คือ บทที่ 2 และ 3 ของ "เจเนซิส" ซึ่งกลาวถึงอาดัม และอีฟ ที่แต
แรกนั้นดํารงชีพแบบมีความสุขอยางไรเดียงสาอยูในสวนสววรคอีเดน พระ
เจาตรัสอนุญาตใหมนุษยคูแรกของโลกนี้สามารถเก็บกินผลไมทุกชนิดที่ขึ้นใน
สวนได ยกเวนตนไมแหงความรับรูถึงความชั่วและความดี (Tree of
Knowledge of Good and Evil) แตแลวมนุษยทั้งสองไดถูกลอลวงจาก
ซาตานในรูปของอสรพิษ (serpent) วาการกินผลไมจากตนไมดังกลาวจะชวย
ใหทั้งสองฉลาดขึ้น พวกเขาจึงไดละเมิดคําสั่ง แลวก็เกิดความละอายใน
รางกายที่เปลือยเปลาของตนเอง ตองหาใบไมมาปกปดที่อวัยวะเพศ
เมื่อพระเจาปรากฏตัวขึ้น และสอบถามถึงสาเหตุที่ตอง
นําเอาใบไมมาปกปดอวัยวะของตน อีฟก็สารภาพผิดพรอมกลาวโทษไปที่อสรพิษ จากนั้นอาดัมก็เลยสารภาพบางแต
กลาวโทษไปที่อีฟ แถมยังลามปามไปกลาวโทษพระเจาเสียอีกวาเปนเพราะ "ผูหญิงที่ทานประทานใหขาพเจา (the
woman You gave me" พระเจาจึงทรงลงโทษมนุษยทั้งสองดวยการขับไลออกจากสวนอีเดน พรอมกับทัณฑ 3
ประการ หนึ่ง ใหผูหญิงตองทนทุกขทรมาณจากการใหกําเนิดบุตร สอง ผูชายจะไมสุขสบายในการดํารงชีวิตอีกตอไป
แตจะตองทํางานจนเหงื่อโทรมกาย สาม มนุษยจะไมเปนอมตะ และจะตองรับรูดวยวาตนเองนั้นจะตองตายสักวัน
หนึ่ง
จากเรื่องราวที่บันทึกไวในคัมภีรเจเนซีสนี้ หากมองกันดวยสายตาของคนนอกศาสนาเชนผูเขียนก็อด
จะสงสัยวา มีความเปนไปไดมากนอยเพียงไรที่มนุษยคูแรกนี้อาจจะเปนหุนยนตที่ถูกสรางขึ้นโดยพระเจา ผูสราง
สภาพแวดลอมที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิตไวอยางพรอมสรรพภายในไบโอโดม หรือที่รูจักกันในชื่อสวนอีเดน
หุนยนตคูนี้แรกๆ ก็มีความไรเดียงสาเฉกเชนทารกเกิดใหมทั่วๆ ไปที่ไมเคยไดสัมผัสถึงการ เกิด แก เจ็บ ตาย และ ไตร
ลักษณ (อนิจจังง ทุกขัง อนัตตา) อันเปนความจริงแทของโลกเรา แตหลังจากที่พวกเขาเติบโตขึ้น พวกเขาจึงเริ่ม
ตระหนักถึงสภาพแวดลอมในฐานะของผูใหญ สวนการนําเอาใบไมมานุงหม และการกินแอปเปลนั้นอาจจะเปนผลตอ
เนื่องมาจากความเปนผูใหญของคนทั้งคู นั่นคือ เริ่มรูจักปฏิเสธการเชื่อฟง (Disobedient)
อยางไรก็ดี ประเด็นที่ผูเขียนยกขึ้นมานี้ ไมใชแนวความคิดใหมของผูเขียนเอง แตเปนผลสืบ
เนื่องมาจากการอานบทสนมนาระหวางนักวิทยาศาสตร "เคน โกลดเบิรก" และและนักศาสนาศาสตร "โอวิด จาคอบ"
ซึ่งปรากฏอยูบนเว็บไซท hhttp://www.sirius.com/~ovid/agr.html โดยเคนไดสรุปเรื่องราวของพระเจา, อาดัม
และอีฟไวอยางนาสนใจวา "เมื่อใดก็ตาม ที่ผูสรางรูสึกวาสูญเสียการควบคุมสิ่งที่เปนผลงานของตน เวลานั้นแหละ คือ
จุดเริ่มตนของพัฒนาการแหงตัวผลงานเอง" และ "ในความเปนจริงแลว พระเจาอาจจะไมไดพิโรธอะไรตอมนุษยทั้ง
สองเลยดวยซ้ํา เพราะทานทรงทราบดีอยูแลววา การปฏิเสธความเชื่อฟงตอพระองคนั้นเปนสวนหนึ่งของการเติบโต
ของมนุษย"
อันความรู รูกระจางแตอยางเดียว .......
แม เคน โกลดเบิรก และ โอวิด จาคอบ จะเปนคริสเตียนที่มีใจเปดกวางขนาดนําเอาเนื้อหาในคัมภีร
มาวิเคราะหและตีความใหม แตเขาก็ไมสนับสนุนความคิดของนักวิทยาศาสตรสมัยใหมที่จะเที่ยวไปสรางโนนสรางนี่
แขงกับพระเจา (God) หรือธรรมชาติ (Mother Nature) เพราะประวัติศาสตรที่ผานมาไดใหบทเรียนแกมนุษยมา
หลายตอหลายครั้งวาการฝนธรรมชาตินั้นมักจะนํามาซึ่งมหันตภัย โดยเฉพาะการสรางสิ่งที่ใหญโตเกินกวาที่ผูสรางจะ
ควบคุมไดดวยแลว สุดทายมนุษยผูสรางก็อาจจะตกเปนเหยื่อของผลงานตนเองไดในที่สุด เปรียบเหมือน
ศาสตราจารยแฟรงเกนสไตนที่ตองประสบชะตากรรมถึงชีวิตจากซากศพอันเปนผลงานที่ตนเองพยายามปลุกชีพขึ้นมา
หรือหากจะยกตัวอยางที่ใกลตัว ก็ไดแก การที่บรรดานักวิทยาศาสตรรุนแรกๆ ที่มีสวนรวมในการ
พัฒนามหันตภัย นิวเคลียร อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธเคมีทั้งหลายขึ้นมา แรกๆ พวกเขาเหลานี้ก็อาจจะมีเจตนาแงดี แต
เมื่อผลงานเหลานี้พนออกจากการควบคุมของผูพัฒนาคนแรก ไปสูผูพัฒนาคนที่สอง ที่สาม .... ตัวผลงานก็เริ่มจะ
ใหญโตจนเกิดขีดความสามารถของผูสรางเทคโนโลยีคนแรกๆ จะจํากัดขอบเขตการใชประโยชนจากมันได สุดทาย
เราจึงไดเห็นคนญี่ปุนที่โอกินาวา และนางาซากิ ตองตายไปนับเปนแสนคน โดยที่อัลเบิรต ไอนสไตน เจาของทฤษฎี
สัมพันธภาพนึกไมถึง และในขณะที่ ออพเพนไฮเมอรหัวหนาทีมวิจัยแมนฮัตตันก็ขี้ขลาดเกินกวาจะหยุดยั้งโครงการ
สรางระเบิดนิวเคลียรลงเสียตั้งแตตอนที่สัมพันธมิตรมีชัยชนะเหนือนาซีในยุโรป
ตรงนี้แหละ ที่เคน โกลดเบิรก ใชสนับสนุนแนวคิดของเขาที่วา "เมื่อใดที่ผูสรางสูญเสีย
ความสามารถในการควบคุมผลงาน นั่นคือ จุดเริ่มตนการพัฒนาของตัวผลงานเอง (The event wherein the
creator loses control of the creature is a necessary step toward the development of the
creature)" เชน กรณีของอาดัม และอีฟนั้น จุดที่มนุษยเริ่มไมเชื่อฟงพระเจาคือจุดเริ่มตนของวิวัฒนาการมนุษย
ในขณะที่จุดซึ่งนักวิทยาศาสตรในทีมวิจัยแมนฮัตตันเริ่มไมสามารถบอกยกเลิกงานวิจัยของตนเองได ก็เปนจุดเริ่มตน
ของวิวัฒนาการอาวุธนิวเคลียรเชนเดียวกัน
แนวความคิดของ เคน โกลดเบิรก นี้นับวานาสนใจมากเมื่อนํามาประกอบกับการพิจารณาเรื่อง
วิวัฒนาการของหุนยนต เพราะถาหากนักวิทยาศาสตรสรางหุนยนตที่สามารถสืบพันธุดวยตนเองขึ้นมาได โดยไม
วางแผนควบคุมใหดีใหรอบคอบ มันก็อาจจะนํามาซึ่งปญหาอันหนักหนวงแสนสาหัสไดในอนาคตเมื่อหุนยนตเริ่มรูจัก
ปฏิเสธการควบคุมจากผูสราง เชน นักวิทยาศาสตรที่พัฒนาหุนยนตสํารวจทองทะเลลึกหรือหุนยนตสํารวจอวกาศ ที่
ตองอยูภายใตบรรยากาศที่มนุษยไมสามารถจะดํารงชีพอยูได อาจจะอยากทําใหหุนยนตของตนสามารถสืบพันธและ
เพิ่มปริมาณไดเอง เพื่อเปนประโยชนตอการสํารวจ แตถาหากการเพิ่มปริมาณนั้นเกินขีดความควบคุม เกิดมีหุนยนต
ตัวเล็กตัวนอยกลาดเกลื่อนไปทั่วทองสมุทรก็คงจะเปนมหันตภัยอยางใหญหลวงของโลก เพราะไปรบกวนระบบนิเวศน
ใตทองน้ํา
ดังนั้น นักวิทยาศาสตรทุกคนที่เกี่ยวของการสรางสรรประดิษฐกรรมใหมๆ จึงควรตองระมัดระวัง
ผลงานของตนไมใหกอปญหาติดตามมา โดยเฉพาะปญหาที่เกิดขึ้นจากการแกปญหา หรือที่เรียกวา "Technofix" ซึ่ง
เปนศัพทที่ถูกบัญญัติขึ้นมาใชประชดประชันวิธีการแกปญหาที่ผูแกมีความรูเฉพาะเพียงดานใดดานหนึ่ง ทําใหเมื่อแก
ประเด็นปญหาหนึ่งไปแลว กลับกลายไปเปนปญหาใหมที่ใหญโตหนักหนวงขึ้นไปอีก ยกตัวอยางเชน นักเทคโนที่ไมมี
ความรูดานชีววิทยา หรือสังคมศาสตร มีแตความรูเรื่องวิศวกรรม และการคํานวนตนทุนกอสราง เมื่อเดินสายไฟ
สายโทรศัพทไปเจอตนไมใหญอายุพันปขวางทางอยูก็อาจจะตัดสินใจตัดโคนไมลงดวยเห็นวาเปนวิธีการเดินสายที่
ถูกตองที่สุด ประหยัดที่สุด โดยไมรูเลยวาตนไมดังกลาวนั้นมีคุณคามากเพียงใดในแงของชีววิทยา ระบบนิเวศน หรือ
คุณคาในทางจิตใจของผูคนในชุมชน
หรือในกรณีนักสรางเขื่อนก็อาจจะเปน Technofix ได
เชนเดียวกัน คือผูสรางเขื่อนอาจจะมองแตในแงของความคุมคาของ
ปริมาณกระแสไฟ การเก็บกักน้ําไวในหนาแลงเพื่อเพิ่มผลผลิตทาง
การเกษตรเชิงทุนนิยม แตลืมประเมินคาของปาไมอันอุดมสมบูรณที่เสีย
ไป ระบบนิเวศนที่แปรปรวน โรคภัยไขเจ็บชนิดใหมๆ ที่อาจจะติดตาม
มา ฯลฯ สําหรับวิธีการแกปญหาที่ถูกตองนั้น ผูเขียนอยากจะยกคํา
สอนของพระธรรมปฎก ที่ทานไดเคยสอนไววา ชาวพุทธจะตองมอง
ปญหาใหเปน คือจะตองมองใหรูซึ้งซึ่งสาเหตุ มองอยางครอบคลุม และ
สืบเนื่อง (Dynamic & Continuous) ไมมองอะไรเพียงดานเดียว หรือมองเสมือนวาทุกอยางหยุดนิ่งอยูกับที่
เอกสารอางอิง
1. Tom Howard "Mating Robots" Personal Computing World, September 2000, 158
2. Rodney Brooks Artificial Life : From robot dreams to Reality Nature 406, 945 - 947 August 2000
3. Hod Lipson and Jordan B. Pollack Automati and manufacture of robotic lifeforms Nature 406, 974 - 978
August 2000
4. Sci/Tech Biological computer born (http://news.bbc.co.uk/hi/english/sci/tech/newsid358000/358822.stm)
5. KhepOnTheWeb (http://diwww.epfl.ch/lami/robots/K-Family/KOTW/khepera.html)
6. NASA Space Telerobotics Program "Cool Robot Of The Week" (http://ranier.hq.nasa.gov/teleroboticspage/coolrobots.html)
7. DEMO : Dynmical & Evolutionary Machine Organization (http://www.demo.cs.brandeis.edu/pr/robotics.html
8. สุรพล ศรีบุญทรง GNR: episode I, II, II “2001 นับถอยหลังสูการสูญพันธุของมนุษย” “เทคโนโลยีจีเอ็นอาร, ภัยแฝง
เรน” “พุทธศาสตรฉุดโลกพนหายนะ” นิตยสารไอทีซอฟท ปที่ 9 ฉบับที่ 99,, 100, และ 102

Gnr4 มนุษย์คุมกำเนิด หุ่นยนต์สืบพันธุ์

  • 1.
    GNR : EpisodeIV มนุษยคุมกําเนิด, หุนยนตสืบพันธุ ?!?! ในขณะที่นักประชากรศาสตรทั่วโลก กําลังพยายามควบคุมจํานวนประชากรโลกไมใหมีมาก จนเกินไป ดวยเกรงวาจะถึงจุดที่ประชากรมากลนจนทรัพยากรที่มีอยูจํากัดบนผืนพิภพจะไมเพียงพอใหบริโภคและ แบงปน นักวิทยาศาสตรอีกกลุมหนึ่งก็กําลังพยายามพัฒนาใหหุนยนตสามารถสืบถอดเผาพันธุของมันไดเองโดยไม จําเปนตองอาศัยการพัฒนาและออกแบบจากมนุษยอีกตอไป คําถามจึงมีอยูวา เราจะใชทฤษฎีวิวัฒนาการที่วา "สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดกวา แข็งแกรงกวาเทานั้นที่จะดํารงชีวิตอยูได" มาใชคาดการณอนาคตของโลกไดหรือไม ?" และ "คน กับ หุนยนตคอมพิวเตอร ใครมีความฉลาดและความแข็งแกรงมากกวากัน ?" ตลอดจนกระทั่ง หลักการ พื้นฐานทางชีววิทยาที่เราร่ําเรียนกันมาแตชั้นมัธยมวา "การสืบพันธุ คือ ขอบงชี้ที่แยก สิ่งมีชีวิต ออกจาก สิ่งไมมีชีวิต" นั้นจะถึงเวลาที่ตองไดรับการวิเคราะหทบทวนใหมแลวหรือยัง ? จุดเปลี่ยนแหงศตวรรษ มันเปนที่รับรูกันมานานแลววา หุนยนต นั้น เปนประดิษฐกรรมของมนุษย เปนผลงานที่แสดงถึงความคิด สรางสรร และความวิริยะอุตสาหะของผูประดิษฐ โดยที่เรา อาจจะศึกษายอนประวัติของการประดิษฐหุนยนตกลับไปได นับเปนพันปจากประวัติศาสตรและตํานานที่ถูกเลาขานกันสืบ ตอกันมา ไมวาจะเปนเรื่องกองทัพหุนยนตในพงศาวดารสามกก หรือ มาไมเมืองทรอยแหงมหากาพยโอดิสซี อยางไรก็ตาม การ รับรูวาหุนยนตเปนผลงานของมนุษยอาจจะตองเปลี่ยนไปใน อนาคต หากผลการทดลองของนักวิทยาศาสตรกลุมที่กําลัง พยายามพัฒนาใหหุนยนตมีการสืบพันธ (Mating robots) เพิ่ม ประชากรขึ้นไดดวยตัวของมันเองสามารถปรากฏขึ้นไดจริงๆ นิตยสารเพอรซันนัล คอมพิวเตอร เวิลด ฉบับเดือนกันยายนที่ผานมา ระบุวา ริชารด วัตสัน และเซ วาน ฟซิซี แหงมหาวิทยาลับแบรนเดสในรัฐแมสซาชูเซ็ททกําลังสรางผลงานที่พวกเขาเรียกวา "วิวัฒนาการแหงตัวตน (Embodied revolution)” โดยมีแนวคิดอยูที่การสรางชุมชนอิสระของหุนยนตขึ้นมาภายใตสภาพแวดลอมที่มี ลักษณะเฉพาะ แลวเฝารอใหบรรดาหุนยนตเหลานั้นมีการจับคู สืบพันธ และวิวัฒนาการไปดวยตัวของมันเอง (ผูสนใจในงานนี้อาจเขาไปเยี่ยมชมไดทางเว็บไซท http://demo.cs.brandeis.edu/pr/ee) ในการทดลองสรางวิวัฒนาการของหุนยนตที่วานี้ พวกเขาไดพัฒนาหุนยนตกระปองรูปแบบงายๆ ขึ้นมาเรียกวา "ทัปเปอรบ็อท" ซึ่งแตละตัวจะมีขนาดเล็กพอๆ กับจานที่เขี่ยบุหรี่ ภายในตัวถังพลาสติกจะประกอบไป ดวยอุปกรณตรวจจับสัญญาณแสงสองตัว, ไมโครโพรเซสเซอรควบคุมการทํางานหนึ่งตัว, มอเตอร และอุปกรณรับ/สง สัญญาณสื่อสารไรสาย สวนพลังงานไฟฟาที่ใชขับเคลื่อนประชากรหุนยนตเหลานี้ก็ไดมาจากพื้นหองที่ติดไวดวยแถบ ตัวนําไฟฟาแสตนเลส เพื่อนํากระแสไฟฟาเขาไปเลี้ยงหุนยนตผานฐานดานลางที่อยูระหวางลอ สิ่งที่ถือวาคอนขาง
  • 2.
    พิเศษในหุนยนตทัปเปอรบ็อตเหลานี้ คือ แตละตัวจะไดรับการปอนขอมูลเฉพาะซึ่งอาจจะเรียกวาเปน"สารพันธุกรรม (Genetic Algorithm : GA)" ของพวกมันไว หุนยนตกระปองทุกตัวของริชารดและเซวานมีหนาที่จะตองเคลื่อนที่เขาไปหาแสงไฟที่ติดตั้งไว กึ่งกลางหอง และดวยโปรแกรมที่กําหนดใหทุกตัวเคลื่อนเขาแสง ทําใหบรรดาหุนยนตพากันไปคราคร่ําอยูที่บริเวณแสง ไฟ เมื่อหุนยนตสองตัวเคลื่อนเขามาใกลกันในระยะหางที่เหมาะสมก็จะมีการสงผานขอมูลสารพันธุกรรม (GA) ไปมา ระหวางกันผานอุปกรณสื่อสารไรสาย (ถามองแบบสิ่งมีชีวิต ก็ตองบอกวาหุนยนตสองตัวนี้กําลังผสมพันธุกันอยู) ผล จากการแลกเปลี่ยนโปรแกรมพันธุกรรมในแบบที่วานี้ สงผลใหหุนยนตทดลองเริ่มมีขอมูลภายในโปรแกรม เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผูทดลองไดเขียนใหไวแตแรก ซึ่งอาจจะเรียกวามีการกลายพันธุ (Mutation) ก็คงได แตที่ นาสนใจยิ่งไปกวานั้นก็คือ ปรากฏวาหลังจากเกิดการกลายพันธุไปแลว หุนยนตกระปองพวกนี้กลับมีความสามารถใน การเคลื่อนที่เขาหาแสงไดดีขึ้น และนั่นเองคือขอสรุปที่นักทดลองกลุมนี้บอกวาหุนยนตของเขามีวิวัฒนาการ (วิวัฒ = พัฒนาใหดีขึ้น) นอก จากจะมีงานหุนยนต กลายพันธุของริชารด และเซวานใหดูแลว มหาวิทยาลัยแบรนเด สยังมีงานทดลอง ลักษณะคลายๆ กัน ของ ฮ็อด ลิปสัน (www.demo.cs.bra ndeis.edu/golem/) ซึ่งไปไกลถึงขนาดที่วางแผนจะทําใหหุนยนตมีการปรับปรุงรูปรางตนเองไดดวย โดยลิปสันและคณะจะสรางอัลกอริ ทึ่มสําหรับวิวัฒนาการขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอรกอน ทําใหอัลกอริทึ่มที่วานี้สามารถสั่งงานใหเครื่องพิมพสามมิติ แลวพิมพโครงสรางรางกายของหุนยนตขึ้นมาดวยพลาสติกไวตอความรอน (thermoplastic) ซึ่งหากโครงการนี้สําเร็จ ทีมงานของลิปสันก็จะถายโอนอัลกอริทึ่มที่วาเขาไปอยูในตัวหุนยนต และจะสงผลใหหุนยนตสามารถสรางอวัยวะของ ตนเอง สรางแขนสรางขาขึ้นมาได หรือในทายที่สุดก็อาจจะสรางลูกหลานหุนยนตรุนถัดไปขึ้นมาไดดวย (สําหรับผูที่อยากจะเห็นวาโปรแกรมจําลองแบบการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมที่อยูในรูปภาษาจาวานั้นมี ลักษณะเชนไร ก็อาจจะแวะเวียนไปที่เว็บไซท www.demo.cs.brandeis.edu/~miguel/cgi-bin/Bots/ โดยบนเว็บ ไซทเดโมของมหาวิทยาลัยแบรนเดสนี้ยังมีบทคัดยอของงานทดลองเกี่ยวกับหุนยนตอยูอีกเปนจํานวนมาก เทาที่ ผูเขียนลองประมาณดูก็นาเกือบครึ่งรอยการทดลองเลยทีเดียว) ความคึกคักในแวดวงนักสรางหุนยนต ปจจุบัน วงการวิทยาศาสตรดูเหมือนวาจะใหความสนใจในหุนยนตศาสตร (Robotics) มากเปน พิเศษ เห็นไดจากการที่มีโครงการวิจัยดานนี้อยูในบรรดามหาวิทยาลัย ในบริษัทผูผลิตคอมพิวเตอร และใน บริษัทผูผลิตอุปกรณไฟฟาชั้นนําของโลกแทบทุกแหง (ลําพังที่ผูเขียนเคยเก็บมาเลาไวในนิตยสารไอทีซอฟทก็นับวาไม
  • 3.
    นอย ไมวาจะเปนการทดลองผาตัดฝงไมโครชิปเขาไปในรางกายของตนเองของ เควินวอรวิค แหงมหาวิทยาลัยรีด อังกฤษ หรือ การสรางระบบอินเทอรเฟซที่เลียนแบบหนาตามนุษยของโซนี่) อยางลาสุดนี้ บริษัทโซนี่ไดผลิตหุนยนตสุนัขไอโบออกมาจําหนายขายดิบขายดี จนผลิตไมทันแลวถึงสองรุน (หุนยนตสุนัขของโซนี่ นี่ดังขนาดนายกรัฐมนตรี ญี่ปุนเอามาเปนของขวัญใหกับแขกเมืองสําคัญอยางประธานธิบดีรัสเซียเลยดวย ซ้ํา) รูปที่ 1 หุนยนตสุนัขไอโบ (AIBO) เปนหุนยนตตนแบบยอดนิยมอีกตัวที่มักจะถูกนํามาใชทดสอบเรื่องการเคลื่อนไหว อยางองคการอวกาศนาซาของสหรัฐฯ นั้นก็มีการใหทุนสนับสนุนแกผูวิจัยที่ทํางานดานหุนยนต ออกมาเปนจํานวนมากดวยความหวังที่จะนําเอาผลงานเหลานี้ไปใชเพื่อการสํารวจอวกาศ รวมทั้งยังมีการดําเนิน กิจกรรมในลักษณะเรงประชาสัมพันธใหเกิดความตื่นตัวในหมูนักประดิษฐหุนยนตทั้งหลาย ดวยการกอตั้งเว็บไซทชื่อ NASA Space Telerootics Program (http://ranier.hq.nasa.gov/teleroboticspage/coolrobots.html) และมี การประกาศเกียรติคุณใหกับผลงานหุนยนตที่เจงที่สุดในแตละสัปดาห (Cool Robot of The Week) ออกมา ซึ่ง กิจกรรมที่วานี้ก็ไดดําเนินการตอเนื่องมาไดรวมหาป หรือคิดเปนจํานวนหุนยนตที่ไดรับประกาศเชิดชูไปแลวไมนอย กวา 250 โครงการ การคัดเลือกผลงานหุนยนตขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของนาซานี้อาจจะไมไดมีผลตอบแทนใหกับ เจาของโครงการในรูปตัวเงิน แตการไดปรากฏชื่อบนเว็บไซทของนาซาก็ถือเปนเกียรติประวัติที่นาภาคภูมิใจไมนอย อีกทั้งยังเปนชองทางเผยแพรผลงานใหเปนที่รับรูแกสาธารณชนและบรรดาเจาของทุนวิจัยไดเปนอยางดี ตัวอยางของ หุนยนตที่ไดรับการคัดเลือกใหเปนสุดยอดหุนยนตประจําสัปดาหจากนาซา นับยอนหลังไปสักสองเดือนก็จะมี ดังตอไปนี้ 7 พฤศจิกายน 00 หุนยนตกระโดด (Hopping Robot) เปนหุนขาเดียวทําจากลูกสูบชนิดจุดระเบิด สามารถโดดไดสูงถึง 20 ฟุต ในแตละครั้ง 30 ตุลาคม 00 หุนยนตเคลื่อนที่ตามเสียงจําลองแบบจากจิ้งหรีด (Phonotaxis in crickets and robots) เปนเทคโนโลยีที่ไดรับแรงบันดาลใจจากพฤติกรรมของจิ้งหรีด นํามาเปนแนวคิดสําหรัการ เคลื่อนที่อยางอัตโนมัติของหุนยนต 23 ตุลาคม 00 หุนยนตกุงลอบสเตอร (Robolobster) เปนหุนยนตเคลื่อนที่ใตน้ําที่ใชติดตามรองรอย มลพิษทางเคมี โดยจําลองรูปแบบการเคลื่อนที่ของกุงลอบสเตอร 16 ตุลาคม 00 งานแขงขันหุนยนตป 2000 (Robot Games 2000) ที่จัดขึ้นโดยสมาคมหุนยนตศาสตร แหงซานฟรานซิสโก 9 ตุลาคม 00 รถยนต V-Car ซึ่งสามารถควบคุมการดําเนินการตางๆ ไดจากระยะไกล จาก MP3.com จุดเดนของมันคือรูปแบบการติดตอควบคุมที่สะดวก กระชับ ไมเยิ่นเยอ 2 ตุลาคม 00 ชุดประกอบหุนยนตสําหรับเครื่องพาลม PPRK (the Palm Pilot Robo Kit) เปนแนวคิดที่ จะนําเอาอะหลั่ยเหลือใชขของเครื่องพาลมมาประกอบเขาเปนหุนยนต แทนที่จะปลอยทิ้งไวเปลาๆ หลังจากการอัพเกรดเครื่อง
  • 4.
    รูปที่ 2 หุนยนตตนแบบเคพเพรา(Khepera) ถูกประยุกตไปใชใน งานศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ตามเสียง ซึ่งจําลองแบบ จากจิ้งหรีด (Phonotaxis incrickets and robots) 25 กันยายน 00 การแขงขันฟุตบอลหุนยนตป 2000 (FIRA 2000) คําวา FIRA ยอมาจากชื่อสมาพันธแหงสมาคม ฟุตบอลหุนยนตนานาชาติ (Federation of International robot-socer association) ซึ่งปนี้จัด แขงขันขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย ไลๆ กับกีฬาโอลิมปก 18 กันยายน 00 โครงการลูนา 16 (LUNA 16) อันนี้ใหเปนเกียรติ ประวัติแกโครงการอวกาศของรัสเซีย เพราะในสัปดาหเดียวกันนี้ของเมื่อ 30 ปที่แลว สหภาพ โซเวียตรัสเซียไดสงหุนยนตนักสํารวจสามตัวขึ้นไปกับยานอวกาศสํารวจดวงจันทร และไดเก็บ รวบรวมตัวอยางจากพื้นผิวดวงจันทรกลับมายังโลกมนุษยไดสําเร็จ 11 กันยายน 00 โครงการมาโคร (Project Makro) เปนการผลิตหุนยนตตนแบบของสถาบัน GMD Institute for Autonomous intelligent โดยหุนยนตตัวที่วานี้ประกอบไปดวยชิ้นสวนขอตอเปน จํานวนมาก สําหรับใชเลื้อยเขาไปสํารวจตามทอตางๆ ที่มนุษยไมสามารถจะเขาไปภึงได 4 กันยายน 00 โครงการโกเลม (Golem Project) เปนการสรางสิ่งมีชีวิตเทียม (Artificial life) ของทีม วิจัยแหงมหาวิทยาลัยแบรนเดส โดยพยายามออกแบบ ประดิษฐ และจําลองสภาพแวดลอมที่เอื้อ ตอการเกิดวิวัฒนาการของหุนยนต นอกเหนือจากบรรดาหุนยนตที่มีโครงการพัฒนากันอยางใหญโต หุนยนตที่นาสนใจอีกประเภท ไดแก "หุนยนตขยะ" หรือ "จังกบอต" ของมารค ทิลดอน แหงบริษัทโซลาริส เปนผลงานที่เกิดขึ้นจากการเที่ยวเก็บ รวบรวมวัสดุเหลือใชภายในหองทํางานของของเขามาปะติดปะตอเขาดวยกัน มีทั้งกลไกจากวิทุซาวนอเบาทที่เสียแลว, เศษชิ้นสวนของเครื่องพิมพ, แถบโซลารเซลลที่เคยใชปอนพลังงานใหกับเครื่องคิดเลข ฯลฯ และโดยสาเหตุที่มันถูก ผลิตขึ้นมาจากวัสดุเหลือใช หุนยนตแตละตัวของมารค ทิลดอน จึงมีลักษณะเฉพาะที่ไมคอยจะเหมือนใคร มีอยูตัวหนึ่ง ทํามาจากมอเตอรที่ใชเลื่อนแผนดิสกเขาออกจากไดรฟ มันเคลื่อนที่ดวยการเลื้อยไปมายังกับปลาไหลยุคดึกดําบรรพ (Lamprey) แมวาหุนยนตของมารค ทิลดอน จะไมใชหุนที่มีขีดสมรรถนะการทํางานสูงสงโดดเดน แตมันก็ นาสนใจในแงที่สรางแรงบันดาลใจใหกับบรรดาเยาวชนที่มีใจรักดานกลไกอิเล็กทรอนิกสอีกเปนจํานวนมากทั่วโลก เพราะมันบอกใหพวกเขารูวา ความรูดานหุนยนตนั้นไมจําเปนตองอาศัยเงินทุนหรือเครื่องไมเครื่องมือวิจัยที่วิเศษวิโส อะไรเลย ขอแคมีความรูความเขาใจ และมีไอเดียที่สรางสรรก็เหลือเฟอแลว หรือถานักประดิษฐหุนยนตรุนเยาจะ รูสึกมืดแปดดานไมรูจะเริ่มตนพัฒนาหุนยนตขึ้นจากเศษอาหลั่ยอิเล็กทรอนิกสเหลือใชไดอยางไร วงการหุนยนตเขาก็ ยังมีหุนยนตพื้นฐานใหลองเลนลองฝกควบคุมกันได เรียกวาหุนยนตตระกูล K-Robot Family
  • 5.
    หุนยนตตระกูล K-Family นี้ประกอบไปดวยองคประกอบพื้นฐาน 3 สวน ไดแก โปรแกรมจําลอง (Simulation) ซึ่งจัดเปนขั้นแรกของการเรียนรูที่ประหยัดไมสิ้นเปลือง เพราะไมตองลงทุนกับหุนยนตจริงๆ แคติดตั้ง โปรแกรมแลวทดลองไดเลย สวนถัดมาของ K-Family คือหุนยนต Khepera ขนาดเสนผานศูนยกลาง 5.5 เซนติเมตร เล็กพอที่จะลองใหเดินเลนไปมาบนโตะอยูใกลๆ คอมพิวเตอรที่ควบคุมมัน และสวนสุดทายคือหุนยนต Koala ซึ่ง จริงๆ แลวก็มีโครงสรงการทํางานคลายๆ กับ Khepera นั่นแหละ แตมีขนาดใหญโตกวาเยอะ จึงใชสําหรับหนวย งานวิจัยที่มีพื้นที่กวางขวางเพียงพอที่จะใหเจานี่เดินเลนไปมาได แนวคิดใหมในการพัฒนาหุนยนต นอกจากแนวความคิดที่จะนําเอาชิ้นสวนอิเล็กทรอนิกสมา สรางหุนยนตที่จําลองการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตแลว ก็ยังมีนักวิทยาศาสตรอีก กลุมที่พยายามศึกษาหุนยนตศาสตรในทิศทางที่ดูเหมือนวาจะสวนทางกับกลุมที่ ไดกลาวถึงมาแลวขางตน คือ ใชวิธีเลาะเอาระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตมาใช สั่งงานกลไกอิเล็กทรอนิกสแทน เชนงานของวิตตอริโอ แซงกวินเนติ แหง มหาวิทยาลัยเจนัว ที่เลาะเอาสมองและแนวไขสันหลังของปลาไหล (lamprey) มาขึงติดไวกับหุนยนตทดลองพื้นฐาน Khepera ซึ่งมีลักษณะเหมือนขวดแยม ติดลอยังไงยังงั้น จากนั้น วิตตอริโอ ไดทดลองกระตุนเนื้อสมองของปลาไหลดวยการสองไฟเขาไปที่กลุมเซลล ประสาทรับสัมผัส นาแปลกวาสมองของเจาปลาไหลเคราะหรายนั้นสามารถสั่งงานใหหุนยนตกระปองเคลื่อนที่ใน ลักษณะที่ตอบสนองกับแสงไฟไดดวย (หากเราจะจินตนาการตอไป ผลลัพธสุดทายของการทดลองประเภทอาจจะ นําไปสูวิธีกระตุนใหผูปวยอัมพาตตั้งแตคอลงไปสามารถเคลื่อนไหวรางกายของตนได) ที่นาแปลกใจอีกอยางคือ ดูเหมือนวาบรรดานักวิทยาศาสตรที่ทํางานดานหุนยนตชีวภาพ (Biological Robots) เหลานี้จะมีความนิยมใชปลาไหลเปนสัตวทดลองเสียจริงๆ (ไมรูวามีเหตุผลอะไรอยางอื่นอีก นอกเหนือจาก ความนิยม ที่ทําใหเซลลประสาทของปลาไหลถูกนํามาวิเคราะหเจาะลึกกันจนทะลุปรุโปรงไปหมด) อยางงานวิจัยของ ศาสตราจารย บิลล ดิตโต แหงมหาวิทยาลัยจอรเจียเท็คนั้นก็เปนการเก็บเอาเซลลประสาทของปลาไหล (Leech) มา เลี้ยงรวมกันไวในจานทดลอง แลวลองปอนตัวเลขเขาไปเพื่อดูการตอบสนองของเซลลประสาทดังกลาว ซึ่งทีมวิจัย พบวามันมีการตอบสนองที่แตกตางกันไปในแตละตัวเลขประหนึ่งวามันสามารถคํานวนตัวเลขได พวกเขาเลยเรียกมัน แบบชวนใหขันวา Leechulator โดยเลียนแบบคําวา Calculator ที่แปลวาเครื่องคิดเลข อยางไรก็ตาม การนําเอาเซลลประสาทของสิ่งมีชีวิตมาใชศึกษาและพัฒนาขึ้นเปนหุนยนตนั้นยังไม อาจจะนับวาเปนแนวคิดใหมของการประดิษฐหุนยนตไดอยางแทจริง เพราะจริงๆ แลว มนุษยเราไดอาศัยการเฝา สังเกตุพฤติกรรมของสัตวอื่นๆ มาใชประดิษฐเครื่องจักรกล และหุนยนตขึ้นมานับเปนพันๆ ปแลว สิ่งที่นาจะถือเปน ปรากฏการณใหมในแวดวงของนักประดิษฐหุนยนตไดอยางแทจริงนาจะอยูที่แนวคิดที่มีการนําเอาศาสตรสมัยใหม อยางคอมพิวเตอร พันธุวิศวกรรม และจุณเทคโนโลยีมาใชเพื่อการสรางหุนมากกวา นั่นคือ เวลาที่ตองการจะสรางหุนยนตสักหนึ่งตัว สมัยกอนก็คงตองรางแบบไวในพิมพเขียว แลวเที่ยว ไปหาอะหลั่ย หรือสั่งทําชิ้นสวนกลไกที่ตนตองการมาเพื่อปะกอบกันเขาเปนตัวหุน หลังจากนั้น เมื่อประกอบหุนเสร็จ แลวก็ยังไมแนวาจะทํางานไดดั่งใจของผูออกแบบ ยังตองมีการปรับแกตรงนั้นตรงนี้อีกหลายรอบกวาจะออกมาเปน หุนยนตตนแบบดังใจของผูสราง แตในอนาคตอันใกลนี้ ผูออกแบบหุนยนตจะใชวิธีสรางหุนของตนเองขึ้นมาบน
  • 6.
    เครื่องคอมพิวเตอรกอน แลวก็ใชโปรแกรมจําลองการทํางาน (Simulation)ทดสอบดูวาหุนของตนจะเคลื่อนไหวและ ตอบสนองไดอยางที่ตนตองการไดหรือไม หากไมไดก็ปรับแกกันเสียตั้งแตที่ยังเปนแคขอมูลบนเครื่องคอมพิวเตอรนี่แห ละ หลังจากที่ไดหุนตนแบบในรูปของขอมูลคอมพิวเตอรออกมาแลว ผูออกแบบหุนก็จะสั่งใหเครื่อง ประกอบหุนผลิตหุนใหออกมาเหมือนอยางที่ตนเองไดออกแบบไวโดยไมตองลองผิดลองถูก (ตรงนี้แหละคือจุดที่ศาสตร ดานจุณเทคโนโลยีจะเขามาเกี่ยวของไดในอนาคต) ซึ่งในระยะแรกๆ นั้นตัวหุนอาจจะมีความหยาบอยูคอนขางมาก เพราะชิ้นสวนตางๆ ในรางกายของหุนนั้นจะยังคงเปนชิ้นสวนใหญๆ ที่เวลาตอเรียงกันขึ้นมาแลวดูเหมือนหุนเลโกของ เด็กๆ (โครงการวิจัย Golem Project ของมหาวิทยาลัยแบรนเดส คือ โครงการหนึ่งที่พยายามสรางชิ้นสวนเลโกเล็กๆ พวกนี้ขึ้นมาเพื่อใชประกอบเปนตัวหุน เชน ชิ้นสวนกลุมหนึ่งใชสําหรับเปนสวนขอตอ กลุมหนึ่งใชเปนระบบประสาท กลุมหนึ่งใชเปนตัวเคลื่อนไหวเหมือนมัดกลามเนื้อ และอีกสวนหนึ่งอาจจะถูกออกแบบมาใหเปนพื้นผิวที่ใชตกแตง ภายนอกตัวหุน) รูปที่ 3 แสดงใหเห็นวิธีการเปลี่ยนแบบจําลองหุนยนตในรูปโปรแกรมคอมพิวเตอรใหกลายมาเปนหุนยนตตัวจริงของ โครงการกาเล็ม แหงมหาวิทยาลัยแบรนเดส พระเจาสราง, มนุษยทําลาย ? จากที่กลาวผานๆ มา ดูเหมือนวาเทคโนโลยีหุนยนตศาสตรจะมีแตดานดี และเปนการพัฒนาไปสู ความเจริญของโลก แตผูเขียนเองก็ยังไมคอยมั่นใจนักวามันจะไมมีดานที่เลวรายแฝงอยูดวย เชนในบทความจีเอ็นอาร ที่ผานๆ มา ผูเขียนไดยกตัวอยางถึงเหตุการณหลายตอหลายครั้งที่ความฉลาดของมนุษยไดนําไปสูการทําลายตนเองได อยางเหลือเชื่อ ไมวาจะเปนการเกิดสงครามโลก การผลิตอาวุธมหาประลัย นิวเคลียร อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรือการที่มนุษยทําลายสภาพแวดลอมรอบๆ ตัวเองลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งในทายที่สุด ผูเขียนจึงไดสรุปไวในบทความ "พุทธศาสตรฉุดโลกพนหายนะ" วาแนวทางที่ถูกตองของการพัฒนาเทคโนโลยี นั้น ควรจะเปนแนวทางที่ไดนําเอาหลักทางพุทธศาสนามากํากับ โดยไดอางอิงถึง ความเชื่อของบิลล จอย, คําสอนของทานทไลลามะ และพระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตต ปยุตโต) มาประกอบ อยางไรก็ตาม การที่จะใหบรรดานักวิทยาศาสตรผูสราง เทคโนโลยีนอมรับเอาคําสอนทางพุทธศาสนาไปใชปฏิบัติอาจจะทําไดยากยิ่ง เพราะผูพัฒนาเทคโนโลยีสวนใหญมักจะไมใชพุทธศาสนิก บางทานอาจจะไมเคย
  • 7.
    ไดสัมผัสกับพุทธธรรมเลยตั้งแตเกิดจนตาย บางทานอาจจะไดเคยสัมผัสมาบางแตติดขอหามทางศาสนาของตนวา ไมใหนับถือศรัทธาในคําสอนของศาสดาองคอื่นๆ ที่นอกเหนือจากศาสดาของตนเอง เมื่อกลาวถึงเรื่องศาสนาหลวงพอพุทธทาสไดแบงศาสนาบนโลกนี้ไวเปนสองกลุมเพื่อความเขาใจงาย กลุมหนึ่งเรียกวา กลุมที่มีผูสราง (Creator) อีกกลุมหนึ่งเรียกวา กลุมที่ไมมีผูสราง โดยทั้งสองกลุมตางมีวิถีและ แนวทางปฎิบัติที่มุงเนนใหคนทําดี เพื่อสังคมที่รมเย็นเปนสุขดวยกันทั้งนั้น เพียงแตกลุมศาสนาที่มีผูสรางอันไดแก คริสต อิสลาม ฮินดู ฯลฯ นั้น ไดระบุไวในคัมภีรอยางชัดเจนถึงการสรางโลกของพระเจา โดยเฉพาะคริสตดวยแลวจะ มีเรื่องราวของการสรางสิ่งมีชีวิต อยางอาดัม และอีฟที่เปนมนุษยสองคนแรกที่เสวยสุขอยูในสวนอีเดน จนกระทั่งถูก พระเจาขับไลออกจากแดนสวรรคเพราะละเมิดขอหามเรื่องกินผลไมที่ถูกสั่งไวแตแรก เรื่องแปลกก็คือ ขณะที่นักวิทยาศาสตรผูประดิษฐเทคโนโลยีในโลกสวนใหญมักจะเปน คริสตศาสนิกชน ซึ่งเชื่อในเรื่องพระเจาและการสรางโลก แตกลุมชนกลุมเดียวกันนี้ก็เปนผูบุกเบิกและพิสูจนใหเห็น จริงถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ (evolution) เรื่องโลกเย็นตัวลง และการคัดเลือกพันธตามธรรมชาติ นาแปลกที่พวกเขา สามารถแยกการรับรูสองอยางนี้ออกจากกันได คือโลกจะมีวิวัฒนาการมาหลังจากหลุดออกจากดวงอาทิตยและเย็นตัว ลงเชนไรก็เปนเรื่องหนึ่ง พระเจาจะสรางโลกเสร็จภายในเจ็ดวัน และสรางมนุษยคนแรกขึ้นมาเปนอาดัมเชนไรก็เปน อีกเรื่องหนึ่ง กระนั้น เมื่อบทบาทการเปนผูสรางของพระเจาเริ่มถูกทาทาย เพราะมีมนุษยบางกลุมพยายาม เปลี่ยนบทบาทมาเปนผูสรางบางโดยอาศัยเทคโนโลยีจีเอ็นอาร (พันธุวิศวกรรม, จุณเทคโนโลยี และ หุนยนตศาสตร) มันก็ทําใหเกิดเปนประเด็นใหถกวิเคราะหตามมาอยางมากมายในกลุมนักวิทยาศาสตรตะวันตก ผูเปนทั้งนักสราง เทคโนโลยี และคริสตศาสนิกชน ปจจุบัน เราจึงไดเห็นเว็บไซทจํานวนมากที่พยายามดึงเอาเรื่องราวในพระคัมภีร กลับมาศึกษาตีความกันใหมโดยเฉพาะประเด็นที่วา "ถูกตองแลวหรือ ที่พระเจาสรางมนุษย แลวมนุษยเองก็พยายาม จะสรางสิ่งมีชีวิตพันธุใหม หรือมนุษยพันธุใหมที่เรียกวา "หุนยนต" ขึ้นมา ตัวอยางของพระคัมภีรสวนที่ถูกนํามาถกวิเคราะหกันมาก เปนพิเศษก็คือ บทที่ 2 และ 3 ของ "เจเนซิส" ซึ่งกลาวถึงอาดัม และอีฟ ที่แต แรกนั้นดํารงชีพแบบมีความสุขอยางไรเดียงสาอยูในสวนสววรคอีเดน พระ เจาตรัสอนุญาตใหมนุษยคูแรกของโลกนี้สามารถเก็บกินผลไมทุกชนิดที่ขึ้นใน สวนได ยกเวนตนไมแหงความรับรูถึงความชั่วและความดี (Tree of Knowledge of Good and Evil) แตแลวมนุษยทั้งสองไดถูกลอลวงจาก ซาตานในรูปของอสรพิษ (serpent) วาการกินผลไมจากตนไมดังกลาวจะชวย ใหทั้งสองฉลาดขึ้น พวกเขาจึงไดละเมิดคําสั่ง แลวก็เกิดความละอายใน รางกายที่เปลือยเปลาของตนเอง ตองหาใบไมมาปกปดที่อวัยวะเพศ เมื่อพระเจาปรากฏตัวขึ้น และสอบถามถึงสาเหตุที่ตอง นําเอาใบไมมาปกปดอวัยวะของตน อีฟก็สารภาพผิดพรอมกลาวโทษไปที่อสรพิษ จากนั้นอาดัมก็เลยสารภาพบางแต กลาวโทษไปที่อีฟ แถมยังลามปามไปกลาวโทษพระเจาเสียอีกวาเปนเพราะ "ผูหญิงที่ทานประทานใหขาพเจา (the woman You gave me" พระเจาจึงทรงลงโทษมนุษยทั้งสองดวยการขับไลออกจากสวนอีเดน พรอมกับทัณฑ 3 ประการ หนึ่ง ใหผูหญิงตองทนทุกขทรมาณจากการใหกําเนิดบุตร สอง ผูชายจะไมสุขสบายในการดํารงชีวิตอีกตอไป
  • 8.
    แตจะตองทํางานจนเหงื่อโทรมกาย สาม มนุษยจะไมเปนอมตะและจะตองรับรูดวยวาตนเองนั้นจะตองตายสักวัน หนึ่ง จากเรื่องราวที่บันทึกไวในคัมภีรเจเนซีสนี้ หากมองกันดวยสายตาของคนนอกศาสนาเชนผูเขียนก็อด จะสงสัยวา มีความเปนไปไดมากนอยเพียงไรที่มนุษยคูแรกนี้อาจจะเปนหุนยนตที่ถูกสรางขึ้นโดยพระเจา ผูสราง สภาพแวดลอมที่เหมาะสมตอการดํารงชีวิตไวอยางพรอมสรรพภายในไบโอโดม หรือที่รูจักกันในชื่อสวนอีเดน หุนยนตคูนี้แรกๆ ก็มีความไรเดียงสาเฉกเชนทารกเกิดใหมทั่วๆ ไปที่ไมเคยไดสัมผัสถึงการ เกิด แก เจ็บ ตาย และ ไตร ลักษณ (อนิจจังง ทุกขัง อนัตตา) อันเปนความจริงแทของโลกเรา แตหลังจากที่พวกเขาเติบโตขึ้น พวกเขาจึงเริ่ม ตระหนักถึงสภาพแวดลอมในฐานะของผูใหญ สวนการนําเอาใบไมมานุงหม และการกินแอปเปลนั้นอาจจะเปนผลตอ เนื่องมาจากความเปนผูใหญของคนทั้งคู นั่นคือ เริ่มรูจักปฏิเสธการเชื่อฟง (Disobedient) อยางไรก็ดี ประเด็นที่ผูเขียนยกขึ้นมานี้ ไมใชแนวความคิดใหมของผูเขียนเอง แตเปนผลสืบ เนื่องมาจากการอานบทสนมนาระหวางนักวิทยาศาสตร "เคน โกลดเบิรก" และและนักศาสนาศาสตร "โอวิด จาคอบ" ซึ่งปรากฏอยูบนเว็บไซท hhttp://www.sirius.com/~ovid/agr.html โดยเคนไดสรุปเรื่องราวของพระเจา, อาดัม และอีฟไวอยางนาสนใจวา "เมื่อใดก็ตาม ที่ผูสรางรูสึกวาสูญเสียการควบคุมสิ่งที่เปนผลงานของตน เวลานั้นแหละ คือ จุดเริ่มตนของพัฒนาการแหงตัวผลงานเอง" และ "ในความเปนจริงแลว พระเจาอาจจะไมไดพิโรธอะไรตอมนุษยทั้ง สองเลยดวยซ้ํา เพราะทานทรงทราบดีอยูแลววา การปฏิเสธความเชื่อฟงตอพระองคนั้นเปนสวนหนึ่งของการเติบโต ของมนุษย" อันความรู รูกระจางแตอยางเดียว ....... แม เคน โกลดเบิรก และ โอวิด จาคอบ จะเปนคริสเตียนที่มีใจเปดกวางขนาดนําเอาเนื้อหาในคัมภีร มาวิเคราะหและตีความใหม แตเขาก็ไมสนับสนุนความคิดของนักวิทยาศาสตรสมัยใหมที่จะเที่ยวไปสรางโนนสรางนี่ แขงกับพระเจา (God) หรือธรรมชาติ (Mother Nature) เพราะประวัติศาสตรที่ผานมาไดใหบทเรียนแกมนุษยมา หลายตอหลายครั้งวาการฝนธรรมชาตินั้นมักจะนํามาซึ่งมหันตภัย โดยเฉพาะการสรางสิ่งที่ใหญโตเกินกวาที่ผูสรางจะ ควบคุมไดดวยแลว สุดทายมนุษยผูสรางก็อาจจะตกเปนเหยื่อของผลงานตนเองไดในที่สุด เปรียบเหมือน ศาสตราจารยแฟรงเกนสไตนที่ตองประสบชะตากรรมถึงชีวิตจากซากศพอันเปนผลงานที่ตนเองพยายามปลุกชีพขึ้นมา หรือหากจะยกตัวอยางที่ใกลตัว ก็ไดแก การที่บรรดานักวิทยาศาสตรรุนแรกๆ ที่มีสวนรวมในการ พัฒนามหันตภัย นิวเคลียร อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธเคมีทั้งหลายขึ้นมา แรกๆ พวกเขาเหลานี้ก็อาจจะมีเจตนาแงดี แต เมื่อผลงานเหลานี้พนออกจากการควบคุมของผูพัฒนาคนแรก ไปสูผูพัฒนาคนที่สอง ที่สาม .... ตัวผลงานก็เริ่มจะ ใหญโตจนเกิดขีดความสามารถของผูสรางเทคโนโลยีคนแรกๆ จะจํากัดขอบเขตการใชประโยชนจากมันได สุดทาย เราจึงไดเห็นคนญี่ปุนที่โอกินาวา และนางาซากิ ตองตายไปนับเปนแสนคน โดยที่อัลเบิรต ไอนสไตน เจาของทฤษฎี สัมพันธภาพนึกไมถึง และในขณะที่ ออพเพนไฮเมอรหัวหนาทีมวิจัยแมนฮัตตันก็ขี้ขลาดเกินกวาจะหยุดยั้งโครงการ สรางระเบิดนิวเคลียรลงเสียตั้งแตตอนที่สัมพันธมิตรมีชัยชนะเหนือนาซีในยุโรป ตรงนี้แหละ ที่เคน โกลดเบิรก ใชสนับสนุนแนวคิดของเขาที่วา "เมื่อใดที่ผูสรางสูญเสีย ความสามารถในการควบคุมผลงาน นั่นคือ จุดเริ่มตนการพัฒนาของตัวผลงานเอง (The event wherein the creator loses control of the creature is a necessary step toward the development of the creature)" เชน กรณีของอาดัม และอีฟนั้น จุดที่มนุษยเริ่มไมเชื่อฟงพระเจาคือจุดเริ่มตนของวิวัฒนาการมนุษย
  • 9.
    ในขณะที่จุดซึ่งนักวิทยาศาสตรในทีมวิจัยแมนฮัตตันเริ่มไมสามารถบอกยกเลิกงานวิจัยของตนเองได ก็เปนจุดเริ่มตน ของวิวัฒนาการอาวุธนิวเคลียรเชนเดียวกัน แนวความคิดของ เคนโกลดเบิรก นี้นับวานาสนใจมากเมื่อนํามาประกอบกับการพิจารณาเรื่อง วิวัฒนาการของหุนยนต เพราะถาหากนักวิทยาศาสตรสรางหุนยนตที่สามารถสืบพันธุดวยตนเองขึ้นมาได โดยไม วางแผนควบคุมใหดีใหรอบคอบ มันก็อาจจะนํามาซึ่งปญหาอันหนักหนวงแสนสาหัสไดในอนาคตเมื่อหุนยนตเริ่มรูจัก ปฏิเสธการควบคุมจากผูสราง เชน นักวิทยาศาสตรที่พัฒนาหุนยนตสํารวจทองทะเลลึกหรือหุนยนตสํารวจอวกาศ ที่ ตองอยูภายใตบรรยากาศที่มนุษยไมสามารถจะดํารงชีพอยูได อาจจะอยากทําใหหุนยนตของตนสามารถสืบพันธและ เพิ่มปริมาณไดเอง เพื่อเปนประโยชนตอการสํารวจ แตถาหากการเพิ่มปริมาณนั้นเกินขีดความควบคุม เกิดมีหุนยนต ตัวเล็กตัวนอยกลาดเกลื่อนไปทั่วทองสมุทรก็คงจะเปนมหันตภัยอยางใหญหลวงของโลก เพราะไปรบกวนระบบนิเวศน ใตทองน้ํา ดังนั้น นักวิทยาศาสตรทุกคนที่เกี่ยวของการสรางสรรประดิษฐกรรมใหมๆ จึงควรตองระมัดระวัง ผลงานของตนไมใหกอปญหาติดตามมา โดยเฉพาะปญหาที่เกิดขึ้นจากการแกปญหา หรือที่เรียกวา "Technofix" ซึ่ง เปนศัพทที่ถูกบัญญัติขึ้นมาใชประชดประชันวิธีการแกปญหาที่ผูแกมีความรูเฉพาะเพียงดานใดดานหนึ่ง ทําใหเมื่อแก ประเด็นปญหาหนึ่งไปแลว กลับกลายไปเปนปญหาใหมที่ใหญโตหนักหนวงขึ้นไปอีก ยกตัวอยางเชน นักเทคโนที่ไมมี ความรูดานชีววิทยา หรือสังคมศาสตร มีแตความรูเรื่องวิศวกรรม และการคํานวนตนทุนกอสราง เมื่อเดินสายไฟ สายโทรศัพทไปเจอตนไมใหญอายุพันปขวางทางอยูก็อาจจะตัดสินใจตัดโคนไมลงดวยเห็นวาเปนวิธีการเดินสายที่ ถูกตองที่สุด ประหยัดที่สุด โดยไมรูเลยวาตนไมดังกลาวนั้นมีคุณคามากเพียงใดในแงของชีววิทยา ระบบนิเวศน หรือ คุณคาในทางจิตใจของผูคนในชุมชน หรือในกรณีนักสรางเขื่อนก็อาจจะเปน Technofix ได เชนเดียวกัน คือผูสรางเขื่อนอาจจะมองแตในแงของความคุมคาของ ปริมาณกระแสไฟ การเก็บกักน้ําไวในหนาแลงเพื่อเพิ่มผลผลิตทาง การเกษตรเชิงทุนนิยม แตลืมประเมินคาของปาไมอันอุดมสมบูรณที่เสีย ไป ระบบนิเวศนที่แปรปรวน โรคภัยไขเจ็บชนิดใหมๆ ที่อาจจะติดตาม มา ฯลฯ สําหรับวิธีการแกปญหาที่ถูกตองนั้น ผูเขียนอยากจะยกคํา สอนของพระธรรมปฎก ที่ทานไดเคยสอนไววา ชาวพุทธจะตองมอง ปญหาใหเปน คือจะตองมองใหรูซึ้งซึ่งสาเหตุ มองอยางครอบคลุม และ สืบเนื่อง (Dynamic & Continuous) ไมมองอะไรเพียงดานเดียว หรือมองเสมือนวาทุกอยางหยุดนิ่งอยูกับที่
  • 10.
    เอกสารอางอิง 1. Tom Howard"Mating Robots" Personal Computing World, September 2000, 158 2. Rodney Brooks Artificial Life : From robot dreams to Reality Nature 406, 945 - 947 August 2000 3. Hod Lipson and Jordan B. Pollack Automati and manufacture of robotic lifeforms Nature 406, 974 - 978 August 2000 4. Sci/Tech Biological computer born (http://news.bbc.co.uk/hi/english/sci/tech/newsid358000/358822.stm) 5. KhepOnTheWeb (http://diwww.epfl.ch/lami/robots/K-Family/KOTW/khepera.html) 6. NASA Space Telerobotics Program "Cool Robot Of The Week" (http://ranier.hq.nasa.gov/teleroboticspage/coolrobots.html) 7. DEMO : Dynmical & Evolutionary Machine Organization (http://www.demo.cs.brandeis.edu/pr/robotics.html 8. สุรพล ศรีบุญทรง GNR: episode I, II, II “2001 นับถอยหลังสูการสูญพันธุของมนุษย” “เทคโนโลยีจีเอ็นอาร, ภัยแฝง เรน” “พุทธศาสตรฉุดโลกพนหายนะ” นิตยสารไอทีซอฟท ปที่ 9 ฉบับที่ 99,, 100, และ 102