AR คืออะไร?
AR ย่อมาจาก Augmented Reality ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่
นาเอาภาพเสมือน 3 มิติจาลองเข้าส่่โลกจริงผ่านกล้องและ
มีการประมวลผลโดยการทาให้วัตถุ 3 มิติ (ภาพเสมือน)
ทับซ้อนเข้ากันกับภาพจริงเป็นภาพๆเดียว โดยเราสามารถ
มองผ่านกล้องได้โดยตรงเลย
ซึ่งเมื่อเราได้ยินคาว่า AR ก็มักจะได้ยินร่วมกับคาว่า VR
ซึ่งย่อมาจาก Virtual Reality เป็นเทคโนโลยีที่
คล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ VR คือการจาลองโลกเสมือนขึ้นมา
และเข้าถึงได้จากอุปกรณ์เสริมต่างๆ
เช่นแว่น OculusRift,PlayStationVRเป็นต้น
จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี AR น้นมีมาต้งแต่ปี2010
และถ้านึกถึงเทคโนโลยี AR ส่วนใหญ่ที่ผ้่คนนึกถึงก็
จะเป็นในด้านGameและEntertainmentกันเป็น
หลักเนื่องจากในช่วง 2–3 ปีมานี้แอพพลิเคชันที่
เป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AR ได้
เป็นอย่างดีเลยก็คือ Pokemon Go น่นเอง
โดยการที่เราจะใช้เทคโนโลยี AR ได้
น้น จาเป็นต้องมีปัจจัยท้งหมด 4 ส่วน ได้แก่
AR Code ที่เปรียบเสมือน Maker ในการกาหนด
ตาแหน่งของวัตถุ
Eye คือตาแหน่งของกล้องหรือตัวจับ Sens
or อื่นๆที่ใช้มอง AR Code แล้วประมวลผล
AR Engine คือตัวประมวลผลจากการอ่าน
ค่า AR Code
Display เป็นจอแสดงผลที่ทาให้เราเห็น
ข้อม่ลที่AR Engine ได้ประมวลเสร็จออกมา
เป็นร่ปภาพหรือวิดีโอสามมิติ โดยในปัจจุบัน
สมาร์ทโฟนที่ทุกคนใช้คือการรวม AR Engin
e และ Display เข้าไว้ด้วยกัน (ส่องและ
แสดงผลได้ในทันที)
ชนิดของ Augmented Reality
AR สามารถแบ่งแยกชนิดหลักๆ ได้ 2 ชนิดหลักๆ คือ
Marker-Based : ซึ่งจะอย่่ในร่ปแบบเครื่องหมาย สัญลักษณ์
ต่างๆ เป็นใบปลิว โบรชัวร์ต่างๆ ผ้่ใช้ทาการ scan ด้วย
กล้องจากตัว smartphone เพื่อแสดงภาพ 3 มิติ
Location-Based : ผ้่ใช้ไม่จาเป็นต้อง
ใช้ smartphone scan จากภาพ เพียง
แค่ใช้ GPS ของเครื่องน้นๆ ก็สามารถ
แสดงภาพ 3 มิติได้
การทางานหลักๆของ AR (ขึ้นอย่่กับ Eng
ine และ Toolkit ของแต่ละผ้่ผลิต)
ซึ่งส่วนหลักๆจะคล้ายๆกัน
Tracking : ติดตาม วัดแรงเฉื่อย วัดตาแหน่ง
องศาของโทรศัพท์ ทาให้ร้่ว่าอย่่ในทิศทางใด
Rendering : การแสดงผลพวกภาพ Model 3
มิติ ร่วมกับภาพจริงๆ ให้เป็นเหมือนภาพเดียวกัน
Scene : มีการเข้าใจรายละเอียดของฉากในภาพ
เช่น ถ้าห้องมืด ภาพก็จะสว่างๆ

Ar technology

  • 1.
  • 2.
    AR ย่อมาจาก AugmentedReality ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ นาเอาภาพเสมือน 3 มิติจาลองเข้าส่่โลกจริงผ่านกล้องและ มีการประมวลผลโดยการทาให้วัตถุ 3 มิติ (ภาพเสมือน) ทับซ้อนเข้ากันกับภาพจริงเป็นภาพๆเดียว โดยเราสามารถ มองผ่านกล้องได้โดยตรงเลย ซึ่งเมื่อเราได้ยินคาว่า AR ก็มักจะได้ยินร่วมกับคาว่า VR ซึ่งย่อมาจาก Virtual Reality เป็นเทคโนโลยีที่ คล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ VR คือการจาลองโลกเสมือนขึ้นมา และเข้าถึงได้จากอุปกรณ์เสริมต่างๆ
  • 3.
    เช่นแว่น OculusRift,PlayStationVRเป็นต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี ARน้นมีมาต้งแต่ปี2010 และถ้านึกถึงเทคโนโลยี AR ส่วนใหญ่ที่ผ้่คนนึกถึงก็ จะเป็นในด้านGameและEntertainmentกันเป็น หลักเนื่องจากในช่วง 2–3 ปีมานี้แอพพลิเคชันที่ เป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AR ได้ เป็นอย่างดีเลยก็คือ Pokemon Go น่นเอง
  • 4.
    โดยการที่เราจะใช้เทคโนโลยี AR ได้ น้นจาเป็นต้องมีปัจจัยท้งหมด 4 ส่วน ได้แก่ AR Code ที่เปรียบเสมือน Maker ในการกาหนด ตาแหน่งของวัตถุ
  • 5.
    Eye คือตาแหน่งของกล้องหรือตัวจับ Sens orอื่นๆที่ใช้มอง AR Code แล้วประมวลผล
  • 6.
  • 7.
    Display เป็นจอแสดงผลที่ทาให้เราเห็น ข้อม่ลที่AR Engineได้ประมวลเสร็จออกมา เป็นร่ปภาพหรือวิดีโอสามมิติ โดยในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนที่ทุกคนใช้คือการรวม AR Engin e และ Display เข้าไว้ด้วยกัน (ส่องและ แสดงผลได้ในทันที)
  • 8.
    ชนิดของ Augmented Reality ARสามารถแบ่งแยกชนิดหลักๆ ได้ 2 ชนิดหลักๆ คือ Marker-Based : ซึ่งจะอย่่ในร่ปแบบเครื่องหมาย สัญลักษณ์ ต่างๆ เป็นใบปลิว โบรชัวร์ต่างๆ ผ้่ใช้ทาการ scan ด้วย กล้องจากตัว smartphone เพื่อแสดงภาพ 3 มิติ
  • 9.
    Location-Based : ผ้่ใช้ไม่จาเป็นต้อง ใช้smartphone scan จากภาพ เพียง แค่ใช้ GPS ของเครื่องน้นๆ ก็สามารถ แสดงภาพ 3 มิติได้ การทางานหลักๆของ AR (ขึ้นอย่่กับ Eng ine และ Toolkit ของแต่ละผ้่ผลิต) ซึ่งส่วนหลักๆจะคล้ายๆกัน
  • 10.
    Tracking : ติดตามวัดแรงเฉื่อย วัดตาแหน่ง องศาของโทรศัพท์ ทาให้ร้่ว่าอย่่ในทิศทางใด
  • 11.
    Rendering : การแสดงผลพวกภาพModel 3 มิติ ร่วมกับภาพจริงๆ ให้เป็นเหมือนภาพเดียวกัน
  • 12.