More Related Content
PDF
การทำโครงงานต้องทำอย่างไร PDF
กิจกรรมที่4 ขั้นตอนการทำโครงงาน PPTX
PDF
PPTX
PPTX
PPTX
PDF
What's hot
PPTX
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PPTX
PPTX
PDF
PPTX
PDF
ใบความรู้ที่ 2 วิธีการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
PPTX
4 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PPTX
PDF
PPTX
PPTX
PDF
PPTX
PDF
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
PPTX
กิจกรรมที่ 4 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PPTX
กิจกรรมที่ 4 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ Similar to ใบงานที่4
PPTX
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
PPTX
PPTX
PPTX
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PPTX
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
กิจกรรมที่4 โครงงานคอมพิวเตอร์ PPTX
PPTX
กิจกรรมที่2,3,4 โครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
ขั้นตอนการจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์1 PPTX
PPTX
PDF
PDF
PPTX
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ PPTX
PDF
PDF
PPTX
ใบงานที่4
- 1.
- 2.
- 3.
• 1. การคัดเลือกหัวข้อโครงงาน(การตั้งชื่อโครงงานคอมพิวเตอร์ที่สนใจจะทา)
• ปัญหาสาคัญในการทาโครงงานคอมพิวเตอร์ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนไม่ทราบว่าจะทาโครงงานเรื่องอะไร โดยทั่วไปเรื่องที่จะ
นามาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากเรื่องทั่วๆไป จากปัญหา คาถาม หรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่ง
ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือสิ่งต่างๆรอบตัว
• อย่างไรก็ตาม ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนามาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสาคัญๆ ดังนี้
• - เห็นประโยชน์และความคุ้มค่าของเรื่องที่จะทาโครงงาน
• - ต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
• - สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องได้
• - มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคาปรึกษาซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ให้คาปรึกษา
• - มีเวลาเพียงพอ
• - มีงบประมาณเพียงพอ
• - มีความปลอดภัย
- 4.
• 2. การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
•การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่งรวมถึงการขอคาปรึกษาจากครูผู้เชี่ยวชาญปราชญ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่ใช้ใน
การกาหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดาเนินการทา
โครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ในการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว ผู้เรียนจะต้องบันทึกสรุปสาระสาคัญไว้ด้วย แหล่งข้อมูลที่สาคัญอีกแหล่งหนึ่งคือ การศึกษาผลงาน
ของโครงงานคอมพิวเตอร์จากงานแสดงนิทรรศการ หรือจากเอกสารรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจค้นหาได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก จะช่วยเพิ่มพูน
ประสบการณ์ให้กับผู้เรียนในด้านความรู้ เทคนิคและวิธีการพัฒนา นอกจากนี้ยังทาให้เกิดแนวคิดที่จะดัดแปลงผลงานดังกล่าว มาจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์ใน
หัวข้อที่ตนสนใจด้วย ตัวอย่างเว็บไซต์ เช่น
• 1) http://oho.ipst.ac.th เป็นเว็บไซต์ของสาขาคอมพิวเตอร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการสอนวิชา
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์
• 2) http://www.nectec.or.th/nsc เป็นเว็บไซต์ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้ทุน
วิจัยกับเยาวชนในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างโครงงาน และจัดการแข่งขัน
• 3) http://www. nectec.or.th/ysc เป็นเว็บไซต์ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน
นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ที่จัดการแข่งขันคัดเลือกโครงงานของผู้เรียน เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในโครงการของบริษัทอินเทลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
• 4) http://www.toryod.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมสิทธิบัตร สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปศึกษา แนวคิดเพื่อนามาใช้สร้าง
โครงงาน หรือต่อยอดได้
• 5) http://www.ipthailand.org เป็นเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา
• 6) http://www.bangcare.net เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ที่อานวยความสะดวกให้กับคนพิการ
- 5.
• 3. การจัดทาข้อเสนอโครงงาน
•โดยทั่วไป การทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนที่สาคัญดังนี้
• 3.1 กาหนดขอบเขตงาน
• วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารวิชาการ เพื่อนามากาหนดขอบเขต ลักษณะ และแนวทางใน
การวางแผนจัดทาโครงงาน
• 3.2 การออกแบบการพัฒนา
• การออกแบบพัฒนา มีการกาหนดลักษณะของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ตัวแปล ภาษา และวัสดุต่างๆ ที่
ต้องใช้กาหนด คุณลักษณะของผลงาน ระบุเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนา พร้อมทั้งกาหนดตารางการปฏิบัติงาน
- 6.
• 3.3 พัฒนาโครงงานขั้นต้น
•การพัฒนาโครงงานขั้นต้น เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นโดยอาจทาการ
พัฒนาส่วนย่อยๆ บางส่วนตามที่ได้ออกแบบไว้โดยนาผลจากการปฏิบัติ ไปปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานที่
ออกแบบไว้ในครั้งแรกให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ขั้นตอนนี้เป็นทางเลือกสาหรับผู้เสนอโครงงานที่ต้องการตรวจสอบ
ความเป็นไปได้ของโครงงานและหลักการ
• 3.4 จัดทาและเสนอข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
• เขียนข้อเสนอโครงงานนาเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่ออาจารย์ที่ปรึกษาจะได้แนะนาในส่วนที่ยัง
บกพร่องอยู่อีกครั้ง ซึ่งจะทาให้การวางแผนและดาเนินการทาโครงงานเป็นไปอย่างราบรื่น
- 7.
• ขั้นตอนการจัดทาข้อเสนอโครงงาน
• 4.การลงมือพัฒนาโครงงาน
• เมื่อข้อเสนอโครงงานได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ก็เสมือนว่าการจัดทาโครงงานได้ผ่าน
พ้นไปแล้วมากกว่า50% ขั้นต่อไปจะเป็นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ดังนี้
• 4.1 การเตรียมการ
• ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการทดลอง พร้อมทั้งจัดเตรียม
สถานที่สาหรับใช้ในการพัฒนาให้พร้อมด้วย และควรเตรียมสมุดบันทึก หรือบันทึกเป็นแฟ้มข้อความไว้ในระบบ
คอมพิวเตอร์ สาหรับบันทึกการทากิจกรรมต่างๆ ระหว่างทาโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร มี
ปัญหาและแก้ไขได้หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ
- 8.
• 4.2 การลงมือพัฒนา
•4.2.1 ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ถ้าพบว่าจะช่วยทาให้
ผลงานดีขึ้น
• 4.2.2 จัดระบบการทางานโดยทาส่วนที่เป็นหลักสาคัญให้แล้วเสร็จก่อน จึงค่อยทาส่วนที่เป็น
ส่วนประกอบหรือส่วนเสริมเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทา ให้ทาความตกลง
ในการต่อเชื่อมชิ้นงานที่ชัดเจนด้วย
• 4.2.3 พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบและครบถ้วน
• 4.2.4 คานึงถึงความประหยัด ความปลอดภัย และระยะเวลาในการทางาน
• 4.3 การตรวจสอบผลงานและแก้ไข
• การตรวจสอบความถูกต้องของผลงานเป็นความจาเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พัฒนาขึ้นทางานได้
ถูกต้องตรงกับความต้องการที่ระบุไว้ในเป้าหมาย และทาด้วยประสิทธิภาพสูงด้วย
- 9.
• 4.4 การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
•เมื่อพัฒนาผลงานเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทาสรุปด้วยข้อความที่สั้นกะทัดรัดอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยให้
ผู้อ่านได้เข้าใจถึงสิ่งที่ค้นพบจากการทาโครงงาน และทาการอภิปรายผลด้วย เพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้พร้อม
กับนาไปหาความสัมพันธ์กับหลักการ ทฤษฎี หรือผลงานที่ผู้อื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยังรวมถึงการนาหลักการ
ทฤษฎี หรือผลงานของผู้อื่นมาใช้ประกอบ
• การอภิปรายผลที่ได้ด้วย
• 4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ
• เมื่อทาโครงงานเสร็จสิ้นลงแล้ว ผู้เรียนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สาคัญหรือปัญหา ซึ่งสามารถเขียน
เป็นข้อเสนอแนะและสิ่งที่ควรจะศึกษาหรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้
- 10.
• 5. การจัดทารายงาน
•เมื่อทาโครงงานจนได้ข้อมูลอย่างเพียงพอและทาการวิเคราะห์ผล และสรุปผลแล้วขั้นตอนต่อไปที่ต้องทาคือการจัดทารายงาน ซึ่งจะรวมถึงรายละเอียด
ต่างๆ ในการพัฒนา และคู่มือการใช้งานรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์เป็นวิธีสื่อความหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดาเนินการศึกษา
ค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ
• เกี่ยวกับโครงงาน ในการเขียนรายงานนั้น ผู้เรียนควรใช้ภาษาที่อ่านและเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้
• 1. ส่วนนา
• ประกอบด้วย
• 1.1 ปกนอก
• 1.2 ใบรองปก
• 1.3 ปกใน
• 1.4 บทคัดย่อ
• 1.5 กิตติกรรมประกาศ
• 1.6 สารบัญ
• 1.7 คาอธิบายสัญลักษณ์และคาย่อ (ถ้ามี)
- 11.
• 2. ส่วนเนื้อเรื่อง
•ส่วนนี้กาหนดให้ทาแบบเป็นบท จานวน 5 บท ประกอบด้วย
• 2.1 บทที่ 1 บทนา
• 2.2 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
• 2.3 บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีดาเนินการ
• 2.4 บทที่ 4 ผลการดาเนินงาน
• 2.5 บทที่ 5 สรุปผลการดาเนินงาน/อภิปรายผลการดาเนินงาน
• 3. ส่วนอ้างอิง
• เป็นส่วนท้ายของรายงานโครงงานประกอบด้วย รายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม และภาคผนวก
• 3.1 รายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม
• 3.2 ภาคผนวก
• 3.3 คู่มือการใช้งาน (ถ้ามี)
- 12.
• หากโครงงานที่ผู้เรียนจัดทาเป็นการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมา ให้ผู้เรียนจัดทาคู่มืออธิบายวิธีการใช้งานผลงานนั้นโดยละเอียดซึ่ง
ประกอบด้วย
• - ชื่อผลงาน
• - ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ (ถ้ามี) ระบุรายละเอียดของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้
• - ความต้องการของซอฟต์แวร์ (ถ้ามี) ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ต้องมีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้นทางานได้
อย่างสมบูรณ์
• - คุณลักษณะของผลงานอธิบายว่าผลงานนั้นทาหน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็นข้อมูลเข้า และส่งอะไรออกมาเป็นข้อมูลออก
• - วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชันอธิบายว่าจะต้องกดคาสั่งใด หรือกดปุ่มใด
• - ข้อแนะนาในการใช้งาน เพื่อให้ผลงานนั้นสามารถทางานได้ดีที่สุด
• คู่มือการใช้งาน สามารถแยกออกจากรายงานฉบับสมบูรณ์หรือใส่ไว้เป็นภาคผนวกของรายงานฉบับสมบูรณ์ก็ได้แล้วแต่
ดุลยพินิจของผู้จัดทา ที่กล่าวมานี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการเขียนรายงานซึ่งเป็นการเขียนรายงานในลักษณะทั่วๆไป รูปแบบดังกล่าวนี้อาจ
ไม่เหมาะสมกับโครงงานบางประเภทก็ได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงานซึ่งสิ่งที่สาคัญที่สุดที่
• ผู้เขียนรายงานควรตระหนักไว้อยู่เสมอคือควรเขียนรายงานให้ชัดเจน ใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และ
ครอบคลุมประเด็นสาคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน
- 13.
• 6. การนาเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน
•การนาเสนอและการแสดงผลงานเป็นขั้นตอนที่สาคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการทาโครงงาน เพื่อแสดงออก
ถึงผลิตผลของความคิด ความพยายามในการทางานที่ผู้ทาโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีที่ทาให้ผู้อื่นได้รับรู้และ
เข้าใจถึงผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทาได้ในหลายรูปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิบาย
ประกอบ การรายงานด้วยคาพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์ และอธิบายด้วยคาพูด โดยผลงานที่
นามาเสนอหรือจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
• 1) ชื่อโครงงาน
• 2) ชื่อผู้จัดทาโครงงาน
• 3) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา
• 4) คาอธิบายถึงที่มาและความสาคัญของโครงงาน
• 5) วิธีการดาเนินการที่สาคัญ
- 14.
• 6) การสาธิตผลงาน
•7) ผลการสังเกตและข้อสรุปสาคัญที่ได้จากการทาโครงงาน
• ถ้าเป็นการรายงานด้วยคาพูดต่อที่ประชุมควรมีการเตรียมการในประเด็นต่อไปนี้
• 1) จัดลาดับความคิดในการนาเสนออย่างเป็นระบบและนาเสนออย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
• 2) ทาความเข้าใจกับเรื่องที่จะอธิบายให้ดี รวมถึงเตรียมข้อมูลที่อาจต้องใช้ในการตอบคาถาม
• 3) หลีกเลี่ยงการนาเสนอด้วยวิธีอ่านรายงาน
• 4) ควรมองไปยังผู้ฟังขณะรายงาน
• 5) ตอบคาถามอย่างตรงไปตรงมา
• 6) รายงานให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กาหนด
• 7) ควรใช้โปรแกรมนาเสนอประกอบการรายงาน
• 8) ความเหมาะสมของเนื้อหาต่อผู้ฟัง
• 9) ถ้าเป็นโครงงานพัฒนาผลงานผลงานนั้นควรจะอยู่ในสภาพที่ทางานได้เป็นอย่างดี
- 15.
• การแสดงผลงานในรูปแบบของนิทรรศการ
• การทาโครงงานคอมพิวเตอร์นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นาความรู้ทางคอมพิวเตอร์
มาใช้แก้ปัญหา พัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสนใจที่จะทางานวิจัย
และประกอบอาชีพทางคอมพิวเตอร์มากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายประเทศทั่วโลกขาดแคลนบุคลากร
ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงน่าที่จะจัดให้การทาโครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมใน
ทุกระดับชั้น เพื่อนาไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต