ครูผู้สอน นางสาวปรารถนา  พันธุราช
พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอดีตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่ใช้หลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และอายุการใช้งานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ที่ทำจากชินซิลิกอนเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ และผลิตได้จำนวนมาก ราคาถูก ต่อมาสามารถสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนหลายแสนตัวบรรจุบนชิ้นซิลิกอนเล็ก ๆ เป็นวงจรรวมที่เรียกว่า  ไมโครชิป  (microchip)  และใช้ไมโครชิปเป็นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่ง ไมโครโพรเซสเซอร์  หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู  (Central Processing Unit : CPU)
การพัฒนาไมโครชิปที่ทำหน้าที่เป็นไมโครโพรเซสเซอร์มีการกระทำอย่างต่อเนื่องทำให้มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้นเสมอ จึงเป็นการยากที่จะจำแนกชนิดของคอมพิวเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอาจมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามพอจะจำแนกชนิดคอมพิวเตอร์ตามสภาพการทำงานของระบบเทคโนโลยีที่ประกอบอยู่และสภาพการใช้งานได้ดังนี้  ไมโครคอมพิวเตอร์  (Micro Computer)   สถานีงานวิศวกรรม  (Engineering Workstation)   มินิคอมพิวเตอร์  (Mini Computer)   เมนเฟรมคอมพิวเตอร์  (Mainframe Computer)   ซูเปอร์คอมพิวเตอร์  (Super Computer)
ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่า พีซี  (Personal Computer : PC)  สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง  (Terminal)  ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย  อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
-  คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ   (Desktop Computer)  เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้งบนโต๊ะ มีการแยกชิ้นส่วนประกอบเป็น ซีพียู จอภาพ และแผงแป้งอักขระ  -  แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์   (laptop Computer)  เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่วางใช้งานบนตักได้ จอภาพที่ใช้เป็นแบบแบนราบชนิดจอภาพผนึกเหลว  (Liquid Crystal Display : LCD)  น้ำหนักของเครื่องประมาณ  3-8  กิโลกรัม
โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์  (Notebook Computer)  เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดและความหนามากกว่าแล็ปท็อป น้ำหนักประมาณ  1.5-3  กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบชนิดมีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว หรือแบบหลายสี โน้ตบุ๊กที่มีขายทั่วไปมีประสิทธิภาพและความสามารถเหมือน กับแล็ปท็อป
ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์  (Palmtop Computer)  เป็นไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานเฉพาะอย่าง เช่นเป็นพจนานุกรม เป็นสมุดจนบันทึกประจำวัน บันทึกการนัดหมายและการเก็บข้อมูลเฉพาะบางอย่างที่สามารถพกพาติดตัวไปมาได้สะดวก
ผู้ใช้สถานีงานวิศวกรรมส่วนใหญ่เป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก และนักออกแบบ สถานีงานวิศวกรรมมีจุดเด่นในเรื่องกราฟิก การสร้างรูปภาพและการทำภาพเคลื่อนไหว การเชื่อมโยงสถานีงานวิศวกรรมรวมกันเป็นเครือข่ายทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์หลายบริษัทได้พัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จสำหรับใช้กับสถานีงานวิศวกรรมขึ้น เช่นโปรแกรมการจัดทำต้นฉบับหนังสือ การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิคส์งานจำลองและคำนวณทางวิทยาศาสตร์ งานออกแบบทางด้านวิศวกรรมและการควบคุมเครื่องจักร การซื้อสถานีงานวิศวกรรมต่างจากการซื้อเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เพราะไมโครคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถใช้โปรแกรมสำเร็จสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ได้ และมีลักษณะการใช้งานเหมือนกัน ส่วนการซื้อสถานีงานวิศวกรรมนั้นยุ่งยากกว่า สถานีงานวิศวกรรมมีราคาแพงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์มาก การใช้งานก็ต้องการบุคลากรที่มีการฝึกหัดมาอย่างดี หรือต้องใช้เวลาเรียนรู้
สถานีงานวิศวกรรมส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ประสิทธิภาพของซีพียูของระบบอยู่ในช่วง  50-100  ล้านคำสั่งต่อวินาที  (Million Instruction Per Second : MIPS)  อย่างไรก็ตามหลักจากที่ใช้ซีพียูแบบริสก์  (Reduced Instruction Set Computer :RISC)  ก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถเชิงคำนวณของซีพียูสูงขึ้นได้อีก ทำให้สร้างสถานีงานวิศวกรรมให้มีขีดความสามารถเชิงคำนวณได้มากกว่า  100  ล้านคำสั่งต่อวินาที
มินิคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องที่สามารถใช้งานพร้อม ๆ กันได้หลายคน จึงมีเครื่องปลายทางต่อได้ มินิคอมพิวเตอร์เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีราคาสูงกว่าสถานีงานวิศวกรรม นำมาใช้สำหรับประมวลผลในงานสารสนเทศขององค์การขนาดกลาง จนถึงองค์การขนาดใหญ่ที่มีการวางระบบเป็นเครือข่ายเพื่อใช้งานร่วมกัน เช่น งานบัญชีและการเงิน งานออกแบบทางวิศวกรรม งานควบคุมการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
มินิคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์การที่เรียกว่าเครื่องให้บริการ  (Server)  มีหน้าที่ให้บริการกับผู้ใช้บริการ  (Client)  เช่น ให้บริการแฟ้มข้อมูล ให้บริการข้อมูล ให้บริการช่วยในการคำนวณ และการสื่อสาร
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนามาตั้งแต่เริ่มแรก เหตุที่เรียกว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์เพราะตัวเครื่องประกอบด้วยตู้ขนาดใหญ่ที่ภายในตู้มีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆอยู่เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมนเฟรมคอมพิวเตอร์มีขนาดลดลงมาก เมนเฟรมเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาสูงมาก มักอยู่ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์หลักขององค์การ และต้องอยู่ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี บริษัทผู้ผลิตเมนเฟรมได้พัฒนาขีดความสามารถของเครื่องให้สูงขึ้น ข้อเด่นของการใช้เมนเฟรมอยู่ที่งานที่ต้องการให้มีระบบศูนย์กลาง และกระจายการใช้งานไปเป็นจำนวนมาก เช่น ระบบเอทีเอ็มซึ่งเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลที่จัดการโดยเครื่องเมนเฟรม อย่างไรก็ตามขนาดของเมนเฟรมและมินิคอมพิวเตอร์  ก็ยากที่จะจำแนกจากกันให้เห็นชัด ปัจจุบันเมนเฟรมได้รับความนิยมน้อยลง ทั้งนี้เพราะคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก  มีประสิทธิภาพและความสามารถดีขึ้น ราคาถูกลง ขณะเดียวกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ดีขึ้นจนทำให้  การใช้งานบนเครือข่ายกระทำได้เหมือนการใช้งานบนเมนเฟรม
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานคำนวณที่ต้องมีการคำนวณตัวเลขจำนวนหลายล้านตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่น งานพยากรณ์อากาศ ที่ต้องนำข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับอากาศทั้งระดับภาคพื้นดิน และระดับชั้นบรรยากาศเพื่อดูการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของอากาศ งานนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงมาก นอกจากนี้มีงานอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเร็วสูง เช่น งานควบคุมขีปนาวุธ งานควบคุมทางอวกาศ งานประมวลผลภาพทางการแพทย์ งานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านเคมี เภสัชวิทยา และงานด้านวิศวกรรมการออกแบบ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็ว และ มีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น การที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็ว เพราะมีการพัฒนาให้มีโครงสร้างการคำนวณพิเศษ เช่นการคำนวณแบบขนานที่เรียกว่า เอ็มพีพี  (Massively Parallel Processing : MPP)  ซึ่งเป็นการคำนวณที่กระทำกับข้อมูลหลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกัน
 
คอมพิวเตอร์   (Computer) หมายถึง อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิคส์ ที่สามารถกำหนดชุดคำสั่ง   (Programmed)  เพื่อให้เกิดการรับข้อมูลจากส่วนนำเข้า   (Input Unit)  แล้วนำมาทำการประมวลผล   (Processing)  ให้เกิดเป็นสารสนเทศในส่วนแสดงผลลัพธ์   (Output Unit)  ที่เกิดประโยชน์และเราเก็บสารสนเทศเหล่านี้ไว้ในส่วนสำรองข้อมูล   (Secondary Storage)  ที่เราสามารถนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ           
เครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำงานได้นั้นจะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบ   3  ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ส่วนแรกนั้นจะต้องเป็นตัวเครื่องหรือที่เรียกว่า ฮาร์ดแวร์   (Hardware)  ซึ่งประกอบด้วยจอภาพ ชุดซีพียู คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ และแผ่นดิสก์ ส่วนที่   2  เรียกว่า ซอฟต์แวร์   (Software)  ซึ่งหมายถึงโปรแกรมต่าง ๆ ที่ไว้ใช้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ ส่วนสุดท้ายเรียกว่า พิเพิลแวร์   (Peopleware)  ซึ่งส่วนนี้จะหมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานป้อนข้อมูล นักเขียนโปรแกรม หรือนักวิเคราะห์ออกแบบระบบงานต่าง ๆ
มีหลายคนสงสัยว่าคอมพิวเตอร์ เอาข้อมูลเข้ามาทำงานเพื่อให้ได้เป็นสารสนเทศได้อย่างไร เราดูได้จากหน้าที่ในการทำงานของฮาร์ดแวร์   4  ส่วนนี้ เมื่อเริ่มต้น อุปกรณ์นำเข้า   (Input Unit)  ได้รับข้อมูลหรือคำสั่งที่อยู่ใน รูปแบบที่คอมพิวเตอร์ใช้ได้เข้ามา   ( รูปแบบข้อมูลที่มีลักษณะเป็นดิจิตอล รหัส   0  และ   1)  คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลหรือคำสั่งเหล่านี้ไปยังส่วนความจำหลัก   (Primary Storage)  ของคอมพิวเตอร์เพื่อให้ส่วนประมวลผล   (Processing Unit)  นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำงานต่อไปส่วนประมวลผล จะมีตัวโปรเซสเซอร์   (Processor)  ซึ่งเป็นแผงวงจรทางอิเล็กทรอนิคส์ที่เราเรียกว่า   " หน่วยประมวลผลกลาง " (Central Processing Unit : CPU)  คอยจัดการข้อมูล หรือคำสั่งที่เข้ามาเหล่านี้ให้ได้ผลลัพธ์เป็นสารสนเทศที่คนต้องการ เมื่อได้ผลลัพธ์มาก็จะนำมาแสดงในส่วนแสดงผลลัพธ์   (Output Unit)  โดยผ่านอุปกรณ์ เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
นอกจากนี้เรายังสามารถเก็บสารสนเทศเหล่านี้ไว้ได้ ในส่วนสำรองข้อมูล   (Secondary Storage)  เพื่อที่จะนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ แผ่นดิสก์เก็ต   ( เรียกสั้น ๆ ว่า แผ่นดิสก์ )  ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในส่วนความจำสำรองนี้จะไม่หายไปเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ต่างจากข้อมูลในส่วนความจำหลักที่ข้อมูลจะหายไป ต่อไปเราพิจารณาว่าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง และเพื่อให้เราเข้าใจได้ง่าย เราจะพิจารณาจากอุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีอยู่ทั่วไป
     อุปกรณ์ของไมโครคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ภายนอกซึ่งแบ่งออกเป็น   5  ส่วนด้วยกัน คือ                1.  อุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูล (Input device)              2.  หน่วยของระบบคอมพิวเตอร์ (The system unit)              3.  หน่วยความจำสำรอง   (Secondary storage)              4.  อุปกรณ์สำหรับการแสดงผล   (Output device)  และ              5.  อุปกรณ์สำหรับการติดต่อสื่อสารข้อมูล  (Communication device)        
  โดยที่อุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูล (Input device) ทำหน้าที่แปลข้อมูลและโปรแกรมข้อมูลที่มนุษย์เข้าใจได้ไปเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถนำไปประมวลผลได้อุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูลส่วนใหญ่ของไมโครคอมพิวเตอร์ ก็คือ แป้นพิมพ์   (Keyboard)  เมาส์ (Mouse) โดยแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีดทั่วไปแต่จะเพิ่มปุ่มพิเศษเข้าไปด้วย ส่วนเมาส์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ลูกกลมกลิ้งไปบนโต๊ะ ใช้สำหรับควบคุม เคอร์เซอร์ (Cursor) ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยเมาส์จะมีปุ่มสำหรับเพื่อการ เลือกใช้คำสั่งอยู่หนึ่งหรือสองปุ่มและเมาส์ยังใช้สำหรับการวาดรูปอีกด้วย
         จากความหมายของคอมพิวเตอร์   (Computer)   หมายถึง อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิคส์ ที่สามารถกำหนดชุดคำสั่ง   (Programmed)  เพื่อให้เกิดการรับข้อมูลจากส่วนนำเข้า   (Input Unit)  แล้วนำมาทำการประมวลผล   (Processing)  ให้เกิดเป็นสารสนเทศในส่วนแสดงผลลัพธ์   (Output Unit)  ที่เกิดประโยชน์และเราเก็บสารสนเทศเหล่านี้ไว้ในส่วนสำรองข้อมูล   (Secondary Storage)  ที่เราสามารถนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ มีหลายคนสงสัยว่าคอมพิวเตอร์เอา ข้อมูลเข้ามาทำงานเพื่อให้ได้เป็นสารสนเทศได้อย่างไร
1.  อุปกรณ์นำเข้า   (Input Unit)  ได้รับข้อมูลหรือคำสั่งที่อยู่ใน รูปแบบที่คอมพิวเตอร์ใช้ได้เข้ามา   ( รูปแบบข้อมูลที่มีลักษณะเป็นดิจิตอล รหัส   0  และ   1)  คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลหรือคำสั่งเหล่านี้ไปยังส่วนความจำหลัก   (Primary Storage)  ของคอมพิวเตอร์เพื่อให้ส่วนประมวลผล   (Processing Unit)  นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำงานต่อไป 2.  ส่วนประมวลผล จะมีตัวโปรเซสเซอร์   (Processor)  ซึ่งเป็นแผงวงจรทางอิเล็กทรอนิคส์ที่เราเรียกว่า   " หน่วยประมวลผลกลาง " (Central Processing Unit : CPU)  คอยจัดการข้อมูล หรือคำสั่งที่เข้ามาเหล่านี้ให้ได้ผลลัพธ์เป็นสารสนเทศที่คนต้องการ   3.  ส่วนแสดงผลลัพธ์   (Output Unit)  โดยผ่านอุปกรณ์ เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
  4.  ส่วนสำรองข้อมูล   (Secondary Storage)  เพื่อที่จะนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ แผ่นดิสก์เก็ต   ( เรียกสั้น ๆ ว่า แผ่นดิสก์ )  ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในส่วนความจำสำรองนี้จะไม่หายไปเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่างจากข้อมูลในส่วนความจำหลักที่ข้อมูลจะหายไป ต่อไปเราพิจารณาว่าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง และเพื่อให้เราเข้าใจได้ง่าย  เราจะพิจารณาจากอุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีอยู่ทั่วไป
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล   (Personal Computer Technology)  ภาพรวมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี ส่วนสำคัญหลักในเครื่องพีซีประกอบด้วย           1.  แผงวงจรหลัก   (Main Board or Mother Board)           2.  ฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับการอ่านหรือเขียนข้อมูล             3.  แผงวงจรไฟฟ้าเพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์อื่นที่มาต่อพ่วง
         เดิมเราเคยมองภาพของพีซีตามลักษณะของข้อมูล ว่าส่วนไหนเป็นฮาร์ดแวร์ที่นำข้อมูลเข้ามาหรือส่วนไหนเป็นส่วนที่นำข้อมูลไปทำการประมวลผล ตลอดจนถึงว่าส่วนไหนนำเอาผลลัพธ์มาแสดงและเราจะเก็บผลลัพธ์นั้นไว้ได้อย่างไร แต่ถ้าเรามองภาพในการทำงานของเครื่องพีซีแล้ว เราจะพบว่า พีซี แบ่งการทำงานได้เป็น   2  ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวของพีซีเอง จะมีส่วนที่สำคัญภายในเครื่อง   3  ส่วนคือ แผงวงจรหลัก ฮาร์ดแวร์สำหรับเก็บข้อมูลและแผงวงจรที่มาเสียบเพิ่มเติม กับอีกส่วนหนึ่งจะเป็นฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์รอบข้าง   (Peripherals)  ได้แก่ คีย์บอร์ด เมาส์ จอภาพ เครื่องพิมพ์และสแกนเนอร์
 
เมื่อพิจารณาส่วนของแผงวงจรหลัก   (Main Board or Mother Board)  ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่มีฮาร์ดแวร์สำคัญๆ อยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น ซีพียูสำหรับใช้ในการประมวลผล หน่วยความจำรอม   (Read Only Memory- ROM)  ที่เก็บชุดคำสั่งที่สำคัญเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในการเริ่มทำงานได้เป็นลำดับแรก หน่วยความจำหลัก   (Random Access Memory-RAM)  สำหรับเก็บข้อมูลเพื่อส่งให้ซีพียูทำงาน รวมถึงเส้นทางที่ใช้ในการส่งข้อมูลที่เราเรียกว่า   " บัส " (Bus)  เป็นต้น
          ในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับการอ่านหรือเขียนข้อมูล ประกอบด้วย   2  ส่วน คือส่วนที่เป็นเครื่องอ่านและเขียน กับส่วนที่เป็นสื่อที่ใช้อ่านหรือเขียน เช่นเดียวกับเครื่องเสียงที่เราพบเห็นทั่วไป เราจะพบว่าต้องมีเครื่องเล่นเทปและตลับเทป มีเครื่องเล่นซีดีและแผ่นซีดี ฮาร์ดแวร์ที่มีใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ ดิสก์เก็ตและซีดีรอม นอกจากนี้ยังมีแผงวงจรไฟฟ้าที่มาเสียบบนแผงวงจรหลัก หรือที่เรียกว่า   Expansion Cards  เพื่อทำหน้าที่ควบคุมฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์อื่น เช่น กราฟิกการ์ด   (Graphics Card)  ใช้สำหรับควบคุมการทำภาพ
เน็ตเวิร์คการ์ด   (Network Card)  ใช้ควบคุมเพื่อการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ซาวด์การ์ด   (Sound Card)  ใช้ในการควบคุมการทำงานของระบบเสียง เป็นต้น มองภาพลึกภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เมื่อเราได้เห็นถึงฮาร์ดแวร์ที่ปรากฏอยู่ภายนอกแล้ว ต่อไปเราน่าที่จะทำความเข้าใจให้มากขึ้นต่อไปว่า ภายในตัวเครื่องของคอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบอะไรที่สำคัญบ้างและแต่ละส่วนมีหน้าที่อย่างไร ซึ่งการศึกษาภายในเครื่องจะทำให้เรานำไปประกอบการพิจารณาซื้อเครื่องตามที่เราต้องการได้อย่างถูกต้องต่อไป         
 

3.ระบบคอมพิวเตอร์

  • 1.
  • 2.
    พัฒนาการทางคอมพิวเตอร์ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จากอดีตเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ที่ใช้หลอดสุญญากาศขนาดใหญ่ ใช้พลังงานไฟฟ้ามากและอายุการใช้งานต่ำ เปลี่ยนมาใช้ทรานซิสเตอร์ที่ทำจากชินซิลิกอนเล็ก ๆ ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ และผลิตได้จำนวนมาก ราคาถูก ต่อมาสามารถสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนหลายแสนตัวบรรจุบนชิ้นซิลิกอนเล็ก ๆ เป็นวงจรรวมที่เรียกว่า ไมโครชิป (microchip) และใช้ไมโครชิปเป็นชิ้นส่วนหลักที่ประกอบอยู่ในคอมพิวเตอร์ ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง ไมโครชิปที่มีขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้หลายหน้าที่ เช่น ทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำสำหรับเก็บข้อมูล ทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมอุปกรณ์รับเข้าและส่งออก หรือทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลกลาง ที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ซึ่ง ไมโครโพรเซสเซอร์ หมายถึงหน่วยงานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU)
  • 3.
    การพัฒนาไมโครชิปที่ทำหน้าที่เป็นไมโครโพรเซสเซอร์มีการกระทำอย่างต่อเนื่องทำให้มีคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเกิดขึ้นเสมอจึงเป็นการยากที่จะจำแนกชนิดของคอมพิวเตอร์ออกมาอย่างชัดเจน เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอาจมีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามพอจะจำแนกชนิดคอมพิวเตอร์ตามสภาพการทำงานของระบบเทคโนโลยีที่ประกอบอยู่และสภาพการใช้งานได้ดังนี้ ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) สถานีงานวิศวกรรม (Engineering Workstation) มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer)
  • 4.
    ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็ก บางคนเห็นว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนบุคคล หรือเรียกว่าพีซี (Personal Computer : PC) สามารถใช้เป็นเครื่องต่อเชื่อมในเครือข่าย หรือใช้เป็นเครื่องปลายทาง (Terminal) ซึ่งอาจจะทำหน้าที่เป็นเพียงอุปกรณ์รับและแสดงผลสำหรับป้อนข้อมูลและดูผลลัพธ์ โดยดำเนินการการประมวลผลบนเครื่องอื่นในเครือข่าย อาจจะกล่าวได้ว่าไมโครคอมพิวเตอร์ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ ใช้งานง่าย ทำงานในลักษณะส่วนบุคคลได้ สามารถแบ่งแยกไมโครคอมพิวเตอร์ตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้
  • 5.
    - คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้งบนโต๊ะ มีการแยกชิ้นส่วนประกอบเป็น ซีพียู จอภาพ และแผงแป้งอักขระ - แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (laptop Computer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่วางใช้งานบนตักได้ จอภาพที่ใช้เป็นแบบแบนราบชนิดจอภาพผนึกเหลว (Liquid Crystal Display : LCD) น้ำหนักของเครื่องประมาณ 3-8 กิโลกรัม
  • 6.
    โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ (NotebookComputer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดและความหนามากกว่าแล็ปท็อป น้ำหนักประมาณ 1.5-3 กิโลกรัม จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบชนิดมีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว หรือแบบหลายสี โน้ตบุ๊กที่มีขายทั่วไปมีประสิทธิภาพและความสามารถเหมือน กับแล็ปท็อป
  • 7.
    ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ (PalmtopComputer) เป็นไมโครคอมพิวเตอร์สำหรับทำงานเฉพาะอย่าง เช่นเป็นพจนานุกรม เป็นสมุดจนบันทึกประจำวัน บันทึกการนัดหมายและการเก็บข้อมูลเฉพาะบางอย่างที่สามารถพกพาติดตัวไปมาได้สะดวก
  • 8.
    ผู้ใช้สถานีงานวิศวกรรมส่วนใหญ่เป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิกและนักออกแบบ สถานีงานวิศวกรรมมีจุดเด่นในเรื่องกราฟิก การสร้างรูปภาพและการทำภาพเคลื่อนไหว การเชื่อมโยงสถานีงานวิศวกรรมรวมกันเป็นเครือข่ายทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์หลายบริษัทได้พัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จสำหรับใช้กับสถานีงานวิศวกรรมขึ้น เช่นโปรแกรมการจัดทำต้นฉบับหนังสือ การออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิคส์งานจำลองและคำนวณทางวิทยาศาสตร์ งานออกแบบทางด้านวิศวกรรมและการควบคุมเครื่องจักร การซื้อสถานีงานวิศวกรรมต่างจากการซื้อเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เพราะไมโครคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถใช้โปรแกรมสำเร็จสำหรับไมโครคอมพิวเตอร์ได้ และมีลักษณะการใช้งานเหมือนกัน ส่วนการซื้อสถานีงานวิศวกรรมนั้นยุ่งยากกว่า สถานีงานวิศวกรรมมีราคาแพงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์มาก การใช้งานก็ต้องการบุคลากรที่มีการฝึกหัดมาอย่างดี หรือต้องใช้เวลาเรียนรู้
  • 9.
    สถานีงานวิศวกรรมส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ประสิทธิภาพของซีพียูของระบบอยู่ในช่วง 50-100 ล้านคำสั่งต่อวินาที (Million Instruction Per Second : MIPS) อย่างไรก็ตามหลักจากที่ใช้ซีพียูแบบริสก์ (Reduced Instruction Set Computer :RISC) ก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถเชิงคำนวณของซีพียูสูงขึ้นได้อีก ทำให้สร้างสถานีงานวิศวกรรมให้มีขีดความสามารถเชิงคำนวณได้มากกว่า 100 ล้านคำสั่งต่อวินาที
  • 10.
    มินิคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องที่สามารถใช้งานพร้อม ๆ กันได้หลายคนจึงมีเครื่องปลายทางต่อได้ มินิคอมพิวเตอร์เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีราคาสูงกว่าสถานีงานวิศวกรรม นำมาใช้สำหรับประมวลผลในงานสารสนเทศขององค์การขนาดกลาง จนถึงองค์การขนาดใหญ่ที่มีการวางระบบเป็นเครือข่ายเพื่อใช้งานร่วมกัน เช่น งานบัญชีและการเงิน งานออกแบบทางวิศวกรรม งานควบคุมการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
  • 11.
    มินิคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์การที่เรียกว่าเครื่องให้บริการ (Server) มีหน้าที่ให้บริการกับผู้ใช้บริการ (Client) เช่น ให้บริการแฟ้มข้อมูล ให้บริการข้อมูล ให้บริการช่วยในการคำนวณ และการสื่อสาร
  • 12.
    เมนเฟรมคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนามาตั้งแต่เริ่มแรก เหตุที่เรียกว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์เพราะตัวเครื่องประกอบด้วยตู้ขนาดใหญ่ที่ภายในตู้มีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆอยู่เป็นจำนวนมากแต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมนเฟรมคอมพิวเตอร์มีขนาดลดลงมาก เมนเฟรมเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีราคาสูงมาก มักอยู่ที่ศูนย์คอมพิวเตอร์หลักขององค์การ และต้องอยู่ในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี บริษัทผู้ผลิตเมนเฟรมได้พัฒนาขีดความสามารถของเครื่องให้สูงขึ้น ข้อเด่นของการใช้เมนเฟรมอยู่ที่งานที่ต้องการให้มีระบบศูนย์กลาง และกระจายการใช้งานไปเป็นจำนวนมาก เช่น ระบบเอทีเอ็มซึ่งเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลที่จัดการโดยเครื่องเมนเฟรม อย่างไรก็ตามขนาดของเมนเฟรมและมินิคอมพิวเตอร์ ก็ยากที่จะจำแนกจากกันให้เห็นชัด ปัจจุบันเมนเฟรมได้รับความนิยมน้อยลง ทั้งนี้เพราะคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพและความสามารถดีขึ้น ราคาถูกลง ขณะเดียวกันระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็ดีขึ้นจนทำให้ การใช้งานบนเครือข่ายกระทำได้เหมือนการใช้งานบนเมนเฟรม
  • 13.
    ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานคำนวณที่ต้องมีการคำนวณตัวเลขจำนวนหลายล้านตัวภายในเวลาอันรวดเร็ว เช่น งานพยากรณ์อากาศที่ต้องนำข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับอากาศทั้งระดับภาคพื้นดิน และระดับชั้นบรรยากาศเพื่อดูการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงของอากาศ งานนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะสูงมาก นอกจากนี้มีงานอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความเร็วสูง เช่น งานควบคุมขีปนาวุธ งานควบคุมทางอวกาศ งานประมวลผลภาพทางการแพทย์ งานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านเคมี เภสัชวิทยา และงานด้านวิศวกรรมการออกแบบ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็ว และ มีประสิทธิภาพสูงกว่าคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น การที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็ว เพราะมีการพัฒนาให้มีโครงสร้างการคำนวณพิเศษ เช่นการคำนวณแบบขนานที่เรียกว่า เอ็มพีพี (Massively Parallel Processing : MPP) ซึ่งเป็นการคำนวณที่กระทำกับข้อมูลหลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกัน
  • 14.
  • 15.
    คอมพิวเตอร์ (Computer) หมายถึง อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิคส์ ที่สามารถกำหนดชุดคำสั่ง (Programmed) เพื่อให้เกิดการรับข้อมูลจากส่วนนำเข้า (Input Unit) แล้วนำมาทำการประมวลผล (Processing) ให้เกิดเป็นสารสนเทศในส่วนแสดงผลลัพธ์ (Output Unit) ที่เกิดประโยชน์และเราเก็บสารสนเทศเหล่านี้ไว้ในส่วนสำรองข้อมูล (Secondary Storage) ที่เราสามารถนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ         
  • 16.
    เครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำงานได้นั้นจะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ ส่วนแรกนั้นจะต้องเป็นตัวเครื่องหรือที่เรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งประกอบด้วยจอภาพ ชุดซีพียู คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ และแผ่นดิสก์ ส่วนที่ 2 เรียกว่า ซอฟต์แวร์ (Software) ซึ่งหมายถึงโปรแกรมต่าง ๆ ที่ไว้ใช้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ ส่วนสุดท้ายเรียกว่า พิเพิลแวร์ (Peopleware) ซึ่งส่วนนี้จะหมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานป้อนข้อมูล นักเขียนโปรแกรม หรือนักวิเคราะห์ออกแบบระบบงานต่าง ๆ
  • 17.
    มีหลายคนสงสัยว่าคอมพิวเตอร์ เอาข้อมูลเข้ามาทำงานเพื่อให้ได้เป็นสารสนเทศได้อย่างไร เราดูได้จากหน้าที่ในการทำงานของฮาร์ดแวร์ 4 ส่วนนี้ เมื่อเริ่มต้น อุปกรณ์นำเข้า (Input Unit) ได้รับข้อมูลหรือคำสั่งที่อยู่ใน รูปแบบที่คอมพิวเตอร์ใช้ได้เข้ามา ( รูปแบบข้อมูลที่มีลักษณะเป็นดิจิตอล รหัส 0 และ 1) คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลหรือคำสั่งเหล่านี้ไปยังส่วนความจำหลัก (Primary Storage) ของคอมพิวเตอร์เพื่อให้ส่วนประมวลผล (Processing Unit) นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำงานต่อไปส่วนประมวลผล จะมีตัวโปรเซสเซอร์ (Processor) ซึ่งเป็นแผงวงจรทางอิเล็กทรอนิคส์ที่เราเรียกว่า " หน่วยประมวลผลกลาง " (Central Processing Unit : CPU) คอยจัดการข้อมูล หรือคำสั่งที่เข้ามาเหล่านี้ให้ได้ผลลัพธ์เป็นสารสนเทศที่คนต้องการ เมื่อได้ผลลัพธ์มาก็จะนำมาแสดงในส่วนแสดงผลลัพธ์ (Output Unit) โดยผ่านอุปกรณ์ เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
  • 18.
    นอกจากนี้เรายังสามารถเก็บสารสนเทศเหล่านี้ไว้ได้ ในส่วนสำรองข้อมูล (Secondary Storage) เพื่อที่จะนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ แผ่นดิสก์เก็ต ( เรียกสั้น ๆ ว่า แผ่นดิสก์ ) ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในส่วนความจำสำรองนี้จะไม่หายไปเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่างจากข้อมูลในส่วนความจำหลักที่ข้อมูลจะหายไป ต่อไปเราพิจารณาว่าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง และเพื่อให้เราเข้าใจได้ง่าย เราจะพิจารณาจากอุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีอยู่ทั่วไป
  • 19.
       อุปกรณ์ของไมโครคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ภายนอกซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน คือ              1. อุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูล (Input device)             2. หน่วยของระบบคอมพิวเตอร์ (The system unit)             3. หน่วยความจำสำรอง (Secondary storage)             4. อุปกรณ์สำหรับการแสดงผล (Output device) และ              5. อุปกรณ์สำหรับการติดต่อสื่อสารข้อมูล (Communication device)        
  • 20.
      โดยที่อุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูล (Inputdevice) ทำหน้าที่แปลข้อมูลและโปรแกรมข้อมูลที่มนุษย์เข้าใจได้ไปเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถนำไปประมวลผลได้อุปกรณ์สำหรับการป้อนข้อมูลส่วนใหญ่ของไมโครคอมพิวเตอร์ ก็คือ แป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) โดยแป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีดทั่วไปแต่จะเพิ่มปุ่มพิเศษเข้าไปด้วย ส่วนเมาส์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ลูกกลมกลิ้งไปบนโต๊ะ ใช้สำหรับควบคุม เคอร์เซอร์ (Cursor) ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยเมาส์จะมีปุ่มสำหรับเพื่อการ เลือกใช้คำสั่งอยู่หนึ่งหรือสองปุ่มและเมาส์ยังใช้สำหรับการวาดรูปอีกด้วย
  • 21.
             จากความหมายของคอมพิวเตอร์ (Computer) หมายถึง อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิคส์ ที่สามารถกำหนดชุดคำสั่ง (Programmed) เพื่อให้เกิดการรับข้อมูลจากส่วนนำเข้า (Input Unit) แล้วนำมาทำการประมวลผล (Processing) ให้เกิดเป็นสารสนเทศในส่วนแสดงผลลัพธ์ (Output Unit) ที่เกิดประโยชน์และเราเก็บสารสนเทศเหล่านี้ไว้ในส่วนสำรองข้อมูล (Secondary Storage) ที่เราสามารถนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ มีหลายคนสงสัยว่าคอมพิวเตอร์เอา ข้อมูลเข้ามาทำงานเพื่อให้ได้เป็นสารสนเทศได้อย่างไร
  • 22.
    1. อุปกรณ์นำเข้า (Input Unit) ได้รับข้อมูลหรือคำสั่งที่อยู่ใน รูปแบบที่คอมพิวเตอร์ใช้ได้เข้ามา ( รูปแบบข้อมูลที่มีลักษณะเป็นดิจิตอล รหัส 0 และ 1) คอมพิวเตอร์จะส่งข้อมูลหรือคำสั่งเหล่านี้ไปยังส่วนความจำหลัก (Primary Storage) ของคอมพิวเตอร์เพื่อให้ส่วนประมวลผล (Processing Unit) นำข้อมูลเหล่านั้นไปทำงานต่อไป 2. ส่วนประมวลผล จะมีตัวโปรเซสเซอร์ (Processor) ซึ่งเป็นแผงวงจรทางอิเล็กทรอนิคส์ที่เราเรียกว่า " หน่วยประมวลผลกลาง " (Central Processing Unit : CPU) คอยจัดการข้อมูล หรือคำสั่งที่เข้ามาเหล่านี้ให้ได้ผลลัพธ์เป็นสารสนเทศที่คนต้องการ 3. ส่วนแสดงผลลัพธ์ (Output Unit) โดยผ่านอุปกรณ์ เช่น จอภาพ เครื่องพิมพ์ เป็นต้น
  • 23.
      4. ส่วนสำรองข้อมูล (Secondary Storage) เพื่อที่จะนำกลับมาใช้หรือปรับแก้ได้ตามต้องการ อุปกรณ์เหล่านี้ได้แก่ แผ่นดิสก์เก็ต ( เรียกสั้น ๆ ว่า แผ่นดิสก์ ) ฮาร์ดดิสก์ ซึ่งถ้าเป็นข้อมูลที่เก็บไว้ในส่วนความจำสำรองนี้จะไม่หายไปเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ต่างจากข้อมูลในส่วนความจำหลักที่ข้อมูลจะหายไป ต่อไปเราพิจารณาว่าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง และเพื่อให้เราเข้าใจได้ง่าย เราจะพิจารณาจากอุปกรณ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีอยู่ทั่วไป
  • 24.
    เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer Technology) ภาพรวมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี ส่วนสำคัญหลักในเครื่องพีซีประกอบด้วย           1. แผงวงจรหลัก (Main Board or Mother Board)          2. ฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับการอ่านหรือเขียนข้อมูล           3. แผงวงจรไฟฟ้าเพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์อื่นที่มาต่อพ่วง
  • 25.
             เดิมเราเคยมองภาพของพีซีตามลักษณะของข้อมูล ว่าส่วนไหนเป็นฮาร์ดแวร์ที่นำข้อมูลเข้ามาหรือส่วนไหนเป็นส่วนที่นำข้อมูลไปทำการประมวลผลตลอดจนถึงว่าส่วนไหนนำเอาผลลัพธ์มาแสดงและเราจะเก็บผลลัพธ์นั้นไว้ได้อย่างไร แต่ถ้าเรามองภาพในการทำงานของเครื่องพีซีแล้ว เราจะพบว่า พีซี แบ่งการทำงานได้เป็น 2 ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวของพีซีเอง จะมีส่วนที่สำคัญภายในเครื่อง 3 ส่วนคือ แผงวงจรหลัก ฮาร์ดแวร์สำหรับเก็บข้อมูลและแผงวงจรที่มาเสียบเพิ่มเติม กับอีกส่วนหนึ่งจะเป็นฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์รอบข้าง (Peripherals) ได้แก่ คีย์บอร์ด เมาส์ จอภาพ เครื่องพิมพ์และสแกนเนอร์
  • 26.
  • 27.
    เมื่อพิจารณาส่วนของแผงวงจรหลัก (Main Board or Mother Board) ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่มีฮาร์ดแวร์สำคัญๆ อยู่หลายอย่างด้วยกัน เช่น ซีพียูสำหรับใช้ในการประมวลผล หน่วยความจำรอม (Read Only Memory- ROM) ที่เก็บชุดคำสั่งที่สำคัญเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในการเริ่มทำงานได้เป็นลำดับแรก หน่วยความจำหลัก (Random Access Memory-RAM) สำหรับเก็บข้อมูลเพื่อส่งให้ซีพียูทำงาน รวมถึงเส้นทางที่ใช้ในการส่งข้อมูลที่เราเรียกว่า " บัส " (Bus) เป็นต้น
  • 28.
              ในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับการอ่านหรือเขียนข้อมูล ประกอบด้วย 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นเครื่องอ่านและเขียน กับส่วนที่เป็นสื่อที่ใช้อ่านหรือเขียน เช่นเดียวกับเครื่องเสียงที่เราพบเห็นทั่วไป เราจะพบว่าต้องมีเครื่องเล่นเทปและตลับเทป มีเครื่องเล่นซีดีและแผ่นซีดี ฮาร์ดแวร์ที่มีใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ ดิสก์เก็ตและซีดีรอม นอกจากนี้ยังมีแผงวงจรไฟฟ้าที่มาเสียบบนแผงวงจรหลัก หรือที่เรียกว่า Expansion Cards เพื่อทำหน้าที่ควบคุมฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์อื่น เช่น กราฟิกการ์ด (Graphics Card) ใช้สำหรับควบคุมการทำภาพ
  • 29.
    เน็ตเวิร์คการ์ด (Network Card) ใช้ควบคุมเพื่อการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ซาวด์การ์ด (Sound Card) ใช้ในการควบคุมการทำงานของระบบเสียง เป็นต้น มองภาพลึกภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เมื่อเราได้เห็นถึงฮาร์ดแวร์ที่ปรากฏอยู่ภายนอกแล้ว ต่อไปเราน่าที่จะทำความเข้าใจให้มากขึ้นต่อไปว่า ภายในตัวเครื่องของคอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบอะไรที่สำคัญบ้างและแต่ละส่วนมีหน้าที่อย่างไร ซึ่งการศึกษาภายในเครื่องจะทำให้เรานำไปประกอบการพิจารณาซื้อเครื่องตามที่เราต้องการได้อย่างถูกต้องต่อไป         
  • 30.