Ch06th

Loading...

Flash Player 9 (or above) is needed to view presentations.
We have detected that you do not have it on your computer. To install it, go here.

0 comments

Post a comment

    Post a comment
    Embed Video
    Edit your comment Cancel

    Notes on slide 1

    บทที่ 6 การจัดลำดับงานของหน่วยประมวลผลกลาง CPU Scheduling แนวคิดพื้นฐาน Basic Concepts หลักการการจัดลำดับงาน Scheduling Criteria วิธีการจัดลำดับงาน Scheduling Algorithms การจัดลำดับงานของมัลติโปรเซสเซอร์ หรือหน่วยประมวลผลแบบหลายตัว Multiple-Processor Scheduling การจัดลำดับงานแบบเรียลไทม์ Real-Time Scheduling การจัดลำดับงานของเธรด Thread Scheduling ตัวอย่างระบบปฏิบัติการ Operating Systems Examples การจัดลำดับงานของเธรดในจาวา Java Thread Scheduling การประเมินวิธีการ Algorithm Evaluation

    Favorites, Groups & Events

    Ch06th - Presentation Transcript

    1. บทที่ 6 การจัดลำดับงานของหน่วยประมวลผลกลาง CPU Scheduling
      • แนวคิดพื้นฐาน Basic Concepts
      • หลักการการจัดลำดับงาน Scheduling Criteria
      • วิธีการจัดลำดับงาน Scheduling Algorithms
      • การจัดลำดับงานของมัลติโปรเซสเซอร์ หรือหน่วยประมวลผลแบบหลายตัว Multiple-Processor Scheduling
      • การจัดลำดับงานแบบเรียลไทม์ Real-Time Scheduling
      • การจัดลำดับงานของเธรด Thread Scheduling
      • ตัวอย่างระบบปฏิบัติการ Operating Systems Examples
      • การจัดลำดับงานของเธรดในจาวา Java Thread Scheduling
      • การประเมินวิธีการ Algorithm Evaluation
    2. แนวคิดพื้นฐาน Basic Concepts
      • การใช้งานหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการทำงานแบบมัลติโปรแกรม หรือหลายโปรแกรมพร้อมกัน
      • รอบการจัดการ หน่วยประมวลผล อินพุทเอ้าท์พุท หมายถึงการเอ็กซ์ซีคิวท์โปรเซสประกอบด้วยวงรอบของ การเอ็กซ์ซีคิวท์ของหน่วยประมวลผลและการรอคอยของอินพุทเอ้าท์พุท
      • การกระจายการดำเนินการหน่วยประมวลผล
    3. Alternating Sequence of CPU And I/O Bursts
    4. Histogram of CPU-burst Times
    5. ตัวจัดลำดับการทำงานของหน่วยประมวลผลกลาง CPU Scheduler
      • เป็นผู้เลือกว่าโปรเซสใดในหน่วยความจำที่พร้อมจะเข้าทำการเอ็กซ์ซีคิวท์ และเข้าใช้งานหน่วยประมวลผลกลาง
      • การตัดสินใจในการจัดลำดับการทำงานหน่วยประมวลผลกลางก่อนหลัง เกิดขึ้นเมื่อโปรเซสมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
      • เกิดเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะจากกำลังทำงานไปสู่สถานะการรอคอย
      • เกิดเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะจากกำลังทำงานไปสู่สถานะพร้อมที่จะเข้าทำงาน
      • เกิดเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะจากรอคอยไปสู่สถานะพร้อม
      • เกิดเมื่อโปรเซสสิ้นสุดการทำงาน
        • ทั้งนี้การจัดลำดับการทำงานดังกล่าวตั้งแต่ 1 ถึง 4 เป็นแบบ nonpreemptive หรือไม่คำนึงถึงลำดับความสำคัญของโปรเซส
        • ในขระที่การจัดลำดับการทำงานในรูปแบบอื่นๆ เป็นไปแบบ preemptive หรือคำนึงถึงความสำคัญของโปรเซส
    6. ตัวควบคุมการทำงานของระบบ ( ดีสแพทเชอร์ ) Dispatcher
      • โมดูลของดีสแพทเชอร์มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อเลือกโปรเซส ในการทำงานจากตัวจัดลำดับการทำงานระยะสั้น โดยการทำสิ่งต่อไปนี้
        • สลับสภาพแวดล้อมในการทำงาน
        • สลับการทำงานไปสู่โหมดผู้ใช้งาน
        • กระโดดไปสู่พื้นที่ที่ถูกต้องในการทำงานของโปรแกรมที่ผู้ใช้งานนั้นๆ เพื่อการเรียกโปรแกรมนั้นกลับมาทำงานอีกครั้ง
      • Dispatch latency หมายถึง ช่วงเวลาที่ถูกใช้ไปเพื่อการทำงานของดีสแพทเชอร์ ในการหยุดการทำงานของโปรเซสและทำให้อีกโปรเซสหนึ่งเริ่มทำงาน
    7. หลักการในการจัดลำดับการทำงาน Scheduling Criteria
      • การใช้งานหน่วยประมวลผลกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุด CPU utilization หมายถึงการทำให้หน่วยประผลกลางถูกทำงาน หรือใช้งานให้มากที่สุด
      • ผลสัมฤทธิ์ Throughput หมายถึง จำนวนโปรเซสที่สามารถทำงานเสร็จสิ้นหรือทำการเอ็กซ์ซีคิวท์ได้เสร็จสิ้น ต่อหนึ่งหน่วยเวลา
      • เวลาวนรอบ Turnaround time หมายถึงจำนวนเวาทั้งสิ้นที่แต่ละโปรเซสใช้ในการประมวลผล
      • เวลารอคอย Waiting time หมายถึงจำนวนเวลาทั้งสิ้นที่โปรเซสต้องรอคอยอยู่ในคิวที่พร้อมจะเข้าทำงาน
      • เวลาในการตอบสนอง Response time หมายถึงเวลาทั้งสิ้นที่ใช้ไปนับตั้งแต่คำสั่งร้องขอเกิดขึ้นจนกระทั่งเกิดการตอบสนองต่อคำสั่งร้องขอนั้น ทั้งนี้ไม่ใช้หมายถึงเอ้าพุทหรือผลลัพท์ที่ได้จากการประมวลผล ( ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบแบ่งสรรเวลา )
    8. หลักการในการทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด Optimization Criteria
      • ใช้งานหน่วยประมวลผลให้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด Max CPU utilization
      • ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการทำงานสูงสุด Max throughput
      • ลดระยะเวลาการวนรอบให้น้อยที่สุด Min turnaround time
      • ลดระยะเวลาการรอคอยให้น้อยที่สุด Min waiting time
      • ลดระยะเวลาในการตอบสนองให้น้อยที่สุด Min response time
    9. การจัดลำดับการทำงานแบบมาก่อนให้บริการก่อน First-Come, First-Served (FCFS) Scheduling
      • Process Burst Time
      • P 1 24
      • P 2 3
      • P 3 3
      • Suppose that the processes arrive in the order: P 1 , P 2 , P 3 The Gantt Chart for the schedule is:
      • Waiting time for P 1 = 0; P 2 = 24; P 3 = 27
      • Average waiting time: (0 + 24 + 27)/3 = 17
      P 1 P 2 P 3 24 27 30 0
    10. FCFS Scheduling (Cont.)
      • กำหนดให้ลำดับการทำงานของแต่ละโปรเซสเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
      • Suppose that the processes arrive in the order
      • P 2 , P 3 , P 1
      • The Gantt chart for the schedule is:
      • Waiting time for P 1 = 6 ; P 2 = 0 ; P 3 = 3
      • Average waiting time: (6 + 0 + 3)/3 = 3
      • Much better than previous case
      • Convoy effect short process behind long process
      P 1 P 3 P 2 6 3 30 0
    11. การจัดลำดับการทำงานแบบงานใดใช้เวลาในการทำงานสั้นที่สุดให้งานนั้นทำก่อน Shortest-Job-First (SJR) Scheduling
      • ด้วยแต่ละโปรเซสใช้เวลาในการทำงานแตกต่างกัน การจัดลำดับโปรเซสโดยพิจารณาจากระยะเวลาที่สั้นที่สุด ในการจัดลำดับการทำงาน
      • แบ่งออกเป็นสองแบบคือ
        • Nonpreemptive คือการทำงานที่หน่วยประมวลผลจะให้โปรเซสทำงานจนเสร็จสิ้นโดยไม่คำนึงถึงระดับความสำคัญ
        • Preemptive คือการทำงานที่พิจรณาถึงระดับความสำคัญ เมื่อเกิดโปรเซสขึ้นใหม่ที่ใช้ระยะเวลาในการทำงานสั้นกว่าโปรเซสเดิมที่กำลังทำงานอยู่ หน่วยประมวลผลจะให้โปรเซสใหม่ที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเกิดขึ้นภายหลังเข้าทำงานก่อน และให้โปรเซสเดิมที่ต้องใช้เวลาในการทำงานนานกว่าหยุดการทำงานโดยชั่วคราว
      • การทำงานด้วยวิธีนี้ SJF จึงสามารถช่วยลดระยะเวลาในการรอคอยของแต่ละโปรเซสโดยรวมเฉลี่ยลดลง
      • Process Arrival Time Burst Time
      • P 1 0.0 7
      • P 2 2.0 4
      • P 3 4.0 1
      • P 4 5.0 4
      • SJF (non-preemptive)
      • Average waiting time = (0 + 6 + 3 + 7)/4 - 4
      Example of Non-Preemptive SJF P 1 P 3 P 2 7 3 16 0 P 4 8 12
    12. Example of Preemptive SJF
      • Process Arrival Time Burst Time
      • P 1 0.0 7
      • P 2 2.0 4
      • P 3 4.0 1
      • P 4 5.0 4
      • SJF (preemptive)
      • Average waiting time = (9 + 1 + 0 +2)/4 - 3
      P 1 P 3 P 2 4 2 11 0 P 4 5 7 P 2 P 1 16
    13. การกำหนดขนาดของการทำงานโปรเซสถัดไป Determining Length of Next CPU Burst
      • สามารถประมาณการได้เฉพาะขนาด
      • สามารถดำเนินการให้ลุล่วงด้วยขนาดของระยะเวลาการทำงานของโปรเซสก่อนหน้า โดยการใช้ค่าเฉลี่ยเอ็กซ์โปแนนเชียล
    14. Prediction of the Length of the Next CPU Burst
    15. Examples of Exponential Averaging
      •  =0
        •  n+1 =  n
        • Recent history does not count
      •  =1
        •  n+1 = t n
        • Only the actual last CPU burst counts
      • If we expand the formula, we get:
          •  n+1 =  t n +( 1 -  )  t n - 1 + …
          • +(1 -  ) j  t n - 1 + …
          • +(1 -  ) n=1 t n  0
      • Since both  and (1 -  ) are less than or equal to 1, each successive term has less weight than its predecessor
    16. การจัดลำดับการทำงานแบบคำนึงถึงระดับความสำคัญ Priority Scheduling
      • จำนวนของระดับความสำคัญ ( จำนวนเต็ม integer ) จะสัมพันธ์กับแต่ละโปรเซส
      • โปรเซสที่เข้าใช้งานหน่วยประมวลผลจะต้องมีระดับความสำคัญสูงสุด ( ค่าน้อยสุด มีระดับความสำคัญสูงสุด )
        • แบบพรีเอ็มทีฟ Preemptive
        • แบบนอนพรีเอ็มทีฟ nonpreemptive
      • SJF หมายถึง การจัดลำดับการทำงานแบบคำนึงถึงระดับความสำคัญ เมื่อระดับความสำคัญเกิดจากการคาดการณ์ ระยะเวลาที่ใช้ในการประมวลผลของโปรเซสถัดไป
      • ปัญหาคือ โปรเซสที่ระดับความสำคัญต่ำสุดอาจไม่ได้รับการประมวลผลหรือไม่ถูกเอ็กซ์ซีคิวท์เลย ( สตาร์เวชั่น Starvation )
      • การแก้ไข โดยกำหนดให้เวลาที่สูญเสียในการรอคอยจะไปเพิ่มระดับความสำคัญของโปรเซสนั้นให้เพิ่มมากขึ้น ( เอจจิ้ง Aging )
    17. ราวโรบิน ( Round Robin RR)
      • กำหนดให้แต่ละโปรเซสได้รับเวลาในการประมวลผลหรือเวลาที่สามารถเข้าใช้หน่วยประมวลผล ระยะสั้นๆ เท่าๆ กัน เรียกว่าเวลาควอนตัม โดยทั่วไปประมาณ 10 – 100 มิลลิวินาที เมื่อแต่ละโปรเซสใช้เวลาที่ตนเองได้รับหมดไป โปรเซสนั้นก็จะต้องหยุดทำงานและถูกย้ายกลับเข้าไปอยู่ยังลำดับสุดท้ายของคิวเพื่อการรอคอยเข้าทำงานอีกครั้ง เพื่อให้โปรเซสในลำดับแรกสุดของคิวเข้าใช้งานหน่วยประมวลผลหรือเข้าทำงานตามเวลาที่โปรเซสนั้นได้รับวนเป็นรอบเช่นนี้
      • โดยที่จำนวนโปรเซส n จำนวนในคิวพร้อม และเวลาควอนตัมเท่ากับ q แต่ละโปรเซสจะได้เวลาเพื่อการเข้าใช้งานหน่วยประมวลผลเป็น 1/n ของเวลาที่หน่วยประมวลผลสามารถประมวลผลในหนึ่งช่วงเวลา ดังนั้นจึงไม่มีโปรเซสใดที่จะต้องรอนานเกินกว่า ( n-1)q หน่วยเวลา
      • ประสิทธิภาพ
        • Q มีขนาดใหญ่ ใช้ FIFO
        • Q มีขนาดเล็ก q จะต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถรองรับการสลับสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ย่อมเสียเวลาเพิ่มมากขึ้นด้วยในการทำการสลับการทำงาน
    18. Example of RR with Time Quantum = 20
      • Process Burst Time
      • P 1 53
      • P 2 17
      • P 3 68
      • P 4 24
      • The Gantt chart is:
      • โดยปกติ ค่าเฉลี่ยระยะเวลาในการวนรอบจะสูงกว่า SJF แต่ดีกว่า การตอบสนอง
      • Typically, higher average turnaround than SJF, but better response
      P 1 P 2 P 3 P 4 P 1 P 3 P 4 P 1 P 3 P 3 0 20 37 57 77 97 117 121 134 154 162
    19. เวลาควอนตัม กับเวลาในการสลับสภาพแวดล้อม Time Quantum and Context Switch Time
    20. เวลาในการวนรอบแปรผันตามเวลาควอนตัม Turnaround Time Varies With The Time Quantum
    21. คิวแบบหลายระดับ Multilevel Queue
      • คิวพร้อมจะถูกแบ่งออกเป็นคิวย่อยๆ หลายคิว โดยที่
        • ฟอร์กราวด์ ( อินเตอร์แอ็กทีฟ ) foreground (interactive)
        • แบคก์กราวด์ ( แบทช์ ) background (batch)
      • แต่ละคิวมีอัลกอริธึมในการจัดลำดับการทำงานเป็นของตนเอง
      • ฟอร์กราวด์ RR foreground – RR
      • แบคก์กราวด์ FCFS background – FCFS
      • การจัดลำดับการทำงานจะต้องดำเนินการระหว่างคิว
        • การกำหนดระดับความสำคัญของการจัดลำดับการทำงานแบบคงที่ อาจเกิด สตาร์เวชั่น
        • การแบ่งย่อยเวลา Time slice แต่ละคิวจะทราบถึงเวลารวมของการประมวลผลของหน่วยประมวลผลด้วยการจัดลำดับการทำงานระหว่างโปรเซส อาทิเช่น 80% ใช้กับโฟร์กราวด์ใน RR
      • 20% ใช้กับแบคกราวด์ ใน FCFS
    22. การจัดลำดับการทำงานของคิวแบบหลายระดับ Multilevel Queue Scheduling
    23. คิวของผลตอบกลับแบบหลายระดับ Multilevel Feedback Queue
      • โปรเซสสามาถเคลื่อนย้ายระหว่างคิวต่างๆ กัน ( สามารถใช้วิธีนี้ได้ในวิธีเอจจิ้ง )
      • ตัวจัดลำดับการทำงานของคิวของผลตอบกลับแบบหลายระดับถูกกำหนดโดยพารามิเตอร์ต่างๆ ดังต่อไปนี้
        • จำนวนของคิว
        • อัลกอริธึมในการจัดลำดับการทำงานของแต่ละคิว
        • ระเบียบวิธีที่ใช้ในการดำเนินการเมื่อทำการเพิ่มระดับโปรเซส
        • ระเบียบวิธีที่ใช้ในการดำเนินการเมื่อทำการลดระดับโปรเซส
        • ระเบียบวิธีที่ใช้ในการดำเนินการเพื่อทำการจัดคิวของโปรเซสเมื่อโปรเซสนั้นต้องการงานบริการ
    24. ตัวอย่างของคิวของผลตอบกลับแบบหลายระดับ Example of Multilevel Feedback Queue
      • Three queues:
        • Q 0 – time quantum 8 milliseconds
        • Q 1 – time quantum 16 milliseconds
        • Q 2 – FCFS
      • การจัดลำดับการทำงาน Scheduling
      • เมื่อเกิดงานใหม่ขึ้นเข้าไปอยู่ในคิว q0 ด้วยการทำงานแบบ FCFS เมื่อโปรเซสนั้นถึงลำดับที่สามารถเข้าใช้งานหน่วยประมวลผล งานนั้นจะได้รับเวลาในการทำงาน 8 มิลลิวินาที หากงานั้นไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 8 มิลลิวินาที งานนั้นจะถูกเคลื่อนย้ายไปยัง q1
      • ใน q1 งานั้นจะถูกจัดการด้วย FCFS อีกครั้งและได้รับเวลาในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก 16 มิลลิวินาที และหากยังคงไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นอีก ก็จะถูกทำการเพิ่มระดับความสำคัญและเคลื่อนย้ายเข้าสู่ คิว q2 ต่อไป
    25. Multilevel Feedback Queues
    26. การจัดลำดับการทำงานแบบหน่วยประมวลผลหลายหน่วย Multiple-Processor Scheduling
      • การจัดลำดับการทำงานให้แก่หน่วยประมวลแบบหลายหน่วยจะมีความสลับซับซ้อนเมื่อหน่วยประมวลผลหลายตัวพร้อมที่จะทำงานพร้อมๆ กัน
      • หน่วยประมวลผลที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน Homogeneous processors ในระบบหน่วยประมวลผลหลายหน่วย
      • การจัดสรรภาระให้เท่าเทียมกัน Load sharing
      • หน่วยประมวลผลหลายหน่วยแบบคุณสมบัติต่างกัน Asymmetric multiprocessing จะมีเพียงหน่วยประมวลผลเพียงหน่วยเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงโครงสร้างข้อมูลของระบบ เพื่อบรรเทาความต้องการการใช้ข้อมูลร่วมพร้อมๆ กัน
    27. การจัดลำดับการทำงานแบบเรียลไทม์ Real-Time Scheduling
      • ระบบเรียลไทม์แบบเข้มงวด Hard real-time systems จำเป็นจะต้องให้งานที่จำเป็นสามารถทำงานให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดแน่นอน
      • ระบบเรียลไทม์แบบไม่เข้มงวด Soft real-time computing จำเป็นต้องให้โปรเซสที่จำเป็นได้รับการจัดระดับความสำคัญสูงกว่าโปรเซสอื่นที่จำเป็นน้อยกว่า
    28. Dispatch Latency
    29. การประเมินอัลกอริธึม Algorithm Evaluation
      • Deterministic modeling – takes a particular predetermined workload and defines the performance of each algorithm for that workload
      • Queueing models
      • Implementation
    30. แบบจำลองการประเมินตัวจัดลำดับการทำงานของหน่วยประมวลผล Evaluation of CPU Schedulers by Simulation
    31. การจัดลำดับการทำงานของโซลาริส 2 Solaris 2 Scheduling
    32. ค่าระดับความสำคัญของวินโดวส์เอ็กซ์พี Windows XP Priorities
    33. การจัดลำดับการทำงานของ ลีนุกซ์ Linux Scheduling
      • อัลกอริธึมสองแบบ : การแบ่งสรรเวลา และเรียลไทม์
      • การแบ่งสรรเวลา Time-sharing
        • การพิจารณาระดับความสำคัญจากความน่าเชื่อถือ โดยโปรเซสที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดจะได้รับการจัดลำดับให้เข้าทำงานเป็นโปรเซสถัดมา
          • - ความน่าเชื่อถือจะถูกหักออกเมื่อเกิดการขัดจังหวะของตัวจับเวลา
          • - เมื่อความน่าเชื่อถือมีค่าเป็นศูนย์ โปรเซสอื่นๆ ก็จะเป็นผู้ถูกเลือก
          • - เมื่อทุกๆ โปรเซสมีความน่าเชื่อถือเป็นศูนย์ จะเกิดการปรับความน่าเชื่อถือให้กลับมีค่าดังเดิม
          • - โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ คือ ระดับความสำคัญและประวัติในการประมวลผล
    34. การจัดลำดับการทำงานของ ลีนุกซ์ Linux Scheduling
      • อัลกอริธึมสองแบบ : การแบ่งสรรเวลา และเรียลไทม์
      • เรียลไทม์ Real-time
        • เรียลไทม์แบบไม่เข้มงวด Soft real-time
        • พิจารณาตาม Posix.1b แบ่งเป็น สองคลาส
          • FCFS และ RR
          • โปรเซสที่มีระดับความสำคัญสูงสุดย่อมได้รับสิทธิในการทำงานก่อน
    35. การจัดลำดับการทำงานของเธรด Thread Scheduling
      • การจัดลำดับการทำงานแบบโลคอล Local Scheduling การที่เธรดไลบรารีตัดสินได้อย่างไรว่าเธรดใดควรนำไปไว้ยัง LWP ที่พร้อมทำงาน
      • การจัดลำดับการทำงานแบบโกลบอล Global Scheduling การที่เคอร์แนลตัดสินได้อย่างไรว่าเธรดของเคอร์แนลใดจะต้องเป็นเธรดที่ต้องทำงานในลำดับถัดไป
    36. การจัดลำดับการทำงานของเธรดในภาษาจาวา Java Thread Scheduling
      • JVM ใช้การจัดการแบบอัลกอริธึมที่คำนึงถึงระดับความสำคัญหรือ Preemptive
      • คิวแบบ FIFO ถูกใช้เมื่อเกิดเธรดหลายเธรดที่มีระดับความสำคัญเท่ากัน
    37. Java Thread Scheduling (cont)
      • JVM จะจัดลำดับการทำงานของเธรดเมื่อ
      • 1 เมื่อเธรดที่ทำงานอยู่ในขณะนั้นออกจากสถานะที่สามารถทำงาน
      • 2 เธรดที่มีระดับความสำคัญสูงสุด เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สถานะที่สามารถทำงาน
      • หมายเหตุ JVM ไม่สามารถทราบได้ว่าเธรดนั้นเป็นเธรดแบบถูกแบ่งย่อยเวลาหรือไม่
    38. การแบ่งย่อยเวลา Time-Slicing
      • เมื่อ JVM ไม่สามารถแน่ใจได้ว่า เป็นแบบแบ่งย่อยเวลาหรือไม่ เมทธอด yield() จึงอาจถูกเรียกใช้งาน
      • while (true) {
      • // perform CPU-intensive task
      • . . .
      • Thread.yield();
      • }
      • Yield จะทำการควบคุมเธรดอื่นๆ ที่มีระดับความสำคัญเท่ากัน
    39. ระดับความสัคญของเธรด Thread Priorities
      • Priority Comment
      • Thread.MIN_PRIORITY Minimum Thread Priority
      • Thread.MAX_PRIORITY Maximum Thread Priority
      • Thread.NORM_PRIORITY Default Thread Priority
      • การกำหนดระดับความสำคัญอาจใช้ เมทธอด setPriority()
      • setPriority(Thread.NORM_PRIORITY + 2);

    + Nuttha OtanasapNuttha Otanasap, 6 months ago

    custom

    1187 views, 0 favs, 1 embeds more stats

    Operating System
    ระบบปฏิบัติ more

    More info about this document

    © All Rights Reserved

    Go to text version

    • Total Views 1187
      • 1186 on SlideShare
      • 1 from embeds
    • Comments 0
    • Favorites 0
    • Downloads 0
    Most viewed embeds
    • 1 views on http://learning.sau.ac.th

    more

    All embeds
    • 1 views on http://learning.sau.ac.th

    less

    Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
    Flag as inappropriate

    Select your reason for flagging this presentation as inappropriate. If needed, use the feedback form to let us know more details.

    Cancel
    File a copyright complaint
    Having problems? Go to our helpdesk?

    Categories