Vol19 4 09 อุปนิสัยการใช้ยา-[บทความพิเศษ]

786 views
640 views

Published on

อุปนิสัยการใช้ยาเองในคนไทย - สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย
www.tsh.or.th/.../vol19-4%2009_อุปนิสัยการใช้ยา_%5Bบท
URL : http://www.app1.fda.moph.go.th/drug/zone_search/sea001. asp. 2. สำานัก นโยบายและยุทธศาสตร กระทรวงสาธารณสุข การสาธารณสุขไทย. 2548 – 2550 ISBN ...

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
786
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
8
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Vol19 4 09 อุปนิสัยการใช้ยา-[บทความพิเศษ]

  1. 1. 309 บทความพิเศษ อุปนิสัยการใชยาเองในคนไทย พิณทิรา ตันเถียร ศูนยบริการโลหิตแหงชาติ สภากาชาดไทย ไดมีการวิพากษวิจารณผานสื่อตางๆ อยูเปนประจำ�วาคนไทย มีอุปนิสัยในการใชยาเกินความจำ�เปนและไมสมเหตุสมผลจน ทำ�ใหประเทศไทยตองนำ�สั่งยาเขามาในประเทศเปนจำ�นวนเงินปละ หลายหมื่นลานบาท และอัตรานำ�เขาเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ป นอกจาก นี้การใชยาอยางไมสมเหตุผลยังกอใหเกิดการดื้อยาและเปน ปญหาตอประสิทธิภาพของยาในการบำ�บัดรักษาโรคดวยโดยเฉพาะ ยากลุมปฏิชีวนะ บทความนี้ไดแสดงใหเห็นถึงสถิติเกี่ยวกับมูลคาของการผลิต การนำ�เขาและการใชยาของประชากรไทย รวมทั้งรายจายดานยา การใชบริการสุขภาพ พฤติกรรมการซื้อยากินเอง อิทธิพลจาก การโฆษณายา ตลอดจนปญหาการใชยา ซึ่งเปนการบงบอกไดวา อุปนิสัยในการใชยาของคนไทยเปนอยางไร และผลที่เกิดขึ้นเปนอยาง ไรบาง ซึ่งอาจจะชวยใหผูที่มีสวนเกี่ยวของไดชวยกันหาหนทางใน การปรับปรุงแกไขใหการใชยาของคนไทยสมเหตุผลขึ้น 2004) มูลคา 61,037 ลานบาท ป พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) มูลคา 75,032 ลานบาท และในป พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) สูงถึง 98,375 ลานบาท ถาคิดเปนคายาตอประชากร 1 คนตอป ป พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) เทากับ 683 บาท ป พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) เทา กับ 1,194 บาท และป พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) เทากับ 1,552 บาท ซึ่งยาที่ใชภายในประเทศเปนยาที่ผลิตภายในประเทศรวม กับยานำ�เขาจากตางประเทศ สัดสวนการนำ�เขายาจากตางประเทศ เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องจากรอยละ 46 ในป พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) เปนรอยละ 65.5 ในป พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008)1 (ตาราง​ ี่ 1) ท มูลคาการใชยา จำ�แนกตามกลุมยา กลุมยาที่มีมูลคาการใชสูงสุดไดแก ยาฆาเชื้อ รวมถึงยาปฏิชีวนะ (general anti-infectives-systemic) ป พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) มูลคา 20,094 ลานบาท คิดเปนรอยละ 21.6 ของมูลคายาที่ใช ทั้งหมด รองลงมาไดแก กลุมยารักษาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ขอมูลสถิติแสดงการใชยาของประชากรไทย (alimentary tract and metabolism ) มูลคา 15,747 ลานบาท แนวโนมการใชยาของประชากรไทยเพิ่มสูงขึ้นทุกป โดยป พ.ศ. คิดเปนรอยละ 16.9 ของมูลคายาที่ใชทั้งหมด1 ตาราง​ ี่ 2 ท 2545 (ค.ศ. 2002) มีมูลคา 42,907 ลานบาท ป พ.ศ. 2547 (ค.ศ. ตาราง​ ี่ 1 Local Manufactured, Import, Export and Drug Expenditure in Thailand, 2000-2008 ท Year Local Manufactured Import Export Drug Expenditure % Increase % Import Population Drug Expenditure/capita   (Million Baht) (Million Baht) (Million Baht) (Million Baht)     Person Baht/year % Increase 2000 21,671.3 16,824.9 1,989.4 36,506.8   46.09 61,878,746 589.97   2001 23,824.8 20,114.2 1,966.5 41,972.5 14.97 47.92 62,308,887 673.62 14.18 2002 25,013.4 20,035.5 2,141.9 42,907.1 2.23 46.70 62,799,872 683.23 1.43 2003 27,789.5 26,227.6 2,377.9 51,639.2 20.35 50.79 63,189,479 817.21 19.61 2004 33,096.3 30,744.8 2,804.1 61,037.0 18.20 50.37 61,973,621 984.89 20.52 2005 31,189.6 38,687.5 3,268.2 66,608.9 9.13 58.08 62,418,054 1,067.14 8.35 2006 33,108.2 45,248.8 3,324.2 75,032.7 12.65 60.31 62,828,706 1,194.24 11.91 2007 43,416.2 53,270.6 3,756.4 92,930.3 23.85 57.32 63,038,247 1,474.19 23.44 2008 37,866.0 64,478.8 3,969.5 98,375.2 5.86 65.54 63,389,730 1,551.91 5.27 วารสาร​ ลหิต​ ิทยา​ ละ​วชศาสตร​ ริการ​ ลหิต ป​ ี่ 19 ฉบับ​ ี่ 4 ตุลา​ ม-ธันวาคม​2552 โ ว แ เ บ โ ท ท ค
  2. 2. พิณทิรา ตันเถียร 310 ตาราง​ ี่ 2 Drug Expenditure by Category, 2006-2007 ท Category   ALIMENTARY TRACT AND METABOLISM BLOOD AND BLOOD FORMING ORGANS CARDIOVASCULAR SYSTEM DERMATOLOGICALS GENITO-URINARY SYSTEM AND SEX HORMONES SYSTEMIC HORMONAL PREPARATIONS GENERAL ANTI-INFECTIVES-SYSTEMIC HOSPITAL SOLUTIONS ANTINEOPLASTICS MUSCULO-SKELETAL SYSTEM CENTRAL NERVOUS SYSTEM PARASITOLOGY RESPIRATORY SYSTEM SENSORY ORGANS DIAGNOSTIC AGENTS VARIOUS 2006 Million Baht 2007 Million Baht 11,535.51 6,139.37 6,248.14 2,919.57 2,407.79 1,126.00 15,901.41 2,886.92 5,601.62 6,335.16 6,685.20 351.16 5,440.64 1,946.33 170.86 217.97 15,747.05 9,542.90 9,908.81 3,106.06 4,799.79 1,278.63 20,094.00 3,124.65 5,606.64 7,327.32 13,718.99 458.57 6,027.99 4,421.99 1,321.81 363.73 คำ�แนะนำ�จากผูประกอบวิชาชีพ (แพทย เภสัชกร และเจาหนาที่ สาธารณสุขอื่นๆ) ประมาณ 2 ใน 3 และบริโภคโดยการตัดสินใจ ของตนเอง โดยอาศัยคำ�แนะนำ�จากญาติ เพื่อน หรือการโฆษณา ประมาณ 1 ใน 3 โดยมีแนวโนมที่จะบริโภคผานการตัดสินใจและ แนะนำ�จากผูประกอบวิชาชีพมากขึ้นเรื่อยๆ2 (ตาราง​ ี่​3) ท จากการศึกษาพบวามีการบริโภคยาอยางไมเหมาะสมและ เกินความจำ�เปนในทุกระดับ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ประชาชน จำ�นวนไมนอยตัดสินใจใชยาตานจุลชีพดวยตนเองกอนจะไป พบแพทยหรือเจาหนาที่สาธารณสุข โดยเฉพาะอยางยิ่งกรณีที่มี อาการโรคระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสวน ใหญเปนการใชยาโดยไมจำ�เปนหรือมีการใชยาไมครบขนาด ซึ่ง กอใหเกิดการดื้อยา ผูปวยรอยละ 38.6 มีประวัติการใชยาปฏิชีวนะ กอนมาโรงพยาบาล2 และจากการสำ�รวจภาวะสุขภาพอนามัยประชาชน ไทยโดยการตรวจรางกายครั้งที่ 3 พ.ศ. 2546-2547 (ค.ศ. 20032004) พบวาประมาณ 8-9 ลานคนที่อายุตั้งแต 15 ปขึ้นไปมีการ พฤติกรรมการบริโภคยาของคนไทย การบริโภคยาของคนไทยพบวาบริโภคโดยผานการตัดสินใจหรือ ใชยาอยางใดอยางหนึ่งติดตอกัน เปนเวลาไมนอยกวา 1 เดือน และ รายจายดานยาเทียบกับรายจายดานสุขภาพ รายจายดานยามีแนวโนมสูงขึ้นอยางตอเนื่อง คิดเปนรอยละ ของผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product, GDP) เทากับ 1.63 ในป พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) รอยละ 2.08 ในป พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) และ 2.63 ในป พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) รายจายดานการใชยาของคนไทยเทียบกับรายจายดานสุขภาพทั้ง หมดคิดเปนรอยละ 30.1 ในป พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) รอยละ 34.2 ในป พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) และรอยละ 42.8 ในป พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) (รูป​ ี่ 1) ซึ่งนับวาสูงมาก เมื่อเทียบกับประเทศ ท ที่พัฒนาแลวซึ่งสัดสวนนี้จะประมาณรอยละ 10-20 เทานั้น (รูปที่ ​ 2) ในชวงป พ.ศ. 2531-2548 (ค.ศ. 1988-2005) มูลคาการใชยา มีอัตราเพิ่มสูงกวาอัตราเพิ่มของรายจายดานสุขภาพและอัตราการ เติบโตทางเศรษฐกิจ2 Journal of Hematology and Transfusion Medicine Vol. 19 No. 4 October-December 2009
  3. 3. อุปนิสัยการใชยาเองในคนไทย 311 Percentage 50 45 43.97 40 35 30.08 30 31.63 32.88 30.02 32.09 34.16 36.35 36.04 42.84 38.92 Drug,%GDP 25 Health,%GDP 20 Drug,%Health Expenditure 15 10 5.43 1.63 5 0 5.58 1.77 5.96 1.98 6.13 1.98 5.97 1.82 1995 1996 1997 1998 6.09 2.08 6.26 2.27 1999 2000 2001 6.12 2.21 6.24 2.43 6.05 2.66 6.14 2.63 2002 2003 2004 2005 Year รูป​ ี่ 1 Expenditure on Drugs and Health in Relation to GDP and Drug Expenditure as Percentage of Health ท Expenditure,1995-2005 Percentage 42.8 45 40 35 30 25 20 15 17.7 18.9 18.9 16.3 12.8 12.3 10 5 0 USA. Canada Japan England France Australia Thailand Country รูปที่ 2 Comparison of Health Expenditure among Some Countries, 2005 ตาราง​ ี่ 3 Percentage of Health Utilization Behavior 1996-2006 ท Type of service No treatment Traditional care Self-medication Health centres Government hospitals Private hospitals and clinics 1996 6.9 2.8 37.9 20.8 12.9 18.7 2001 5.4 2.5 24.2 17.4 34.8 15.0 2003 5.9 2.9 21.5 23.9 33.1 19.4 2004 5.3 4.4 20.9 24.6 30.2 22.7 2006 5.1 2.3 25.1 16.3 29.9 26.3 วารสาร​ ลหิต​ ิทยา​ ละ​วชศาสตร​ ริการ​ ลหิต ป​ ี่ 19 ฉบับ​ ี่ 4 ตุลา​ ม-ธันวาคม​2552 โ ว แ เ บ โ ท ท ค
  4. 4. 312 พิณทิรา ตันเถียร ยาที่ใชเปนประจำ� ตามลำ�ดับดังนี้ ยาแกปวด ยาบำ�รุงรางกาย ยา ประเทศไทยซึ่งนอยกวาปจจัยการพิจารณาของลูกคาในตลาดราน นอนหลับ ยากลอมประสาท ยาลดความอวน 3 ยาประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้อาจเกิดจากความแตกตางของตลาด ระหวางตลาดใบสั่งยาในประเทศสหรัฐอเมริกา และตลาดแพทยจาย การศึกษาพฤติกรรมการซื้อยากินเอง ยาในเมืองไทยสวนหนึ่ง อีกสวนหนึ่งอาจเกิดจากวัฒนธรรมที่คน จากการศึกษา ไดขอสรุปพฤติกรรมของผูบริโภคที่เลือกราน ไทยสวนใหญมักจะเปนคนงายๆ เพราะฉะนั้นกลไกในการตัดสินใจ ยาเปนที่พึ่งยามเจ็บปวย ดังนี้ : จึงไมซับซอนและไมเรียกรองเหมือนผูบริโภคยาในสหรัฐอเมริกา4 1. รอยละ 80 ของกลุมตัวอยางนิยมใชบริการสุขภาพจากราน ยา อิทธิพลจากการโฆษณายา 2. ผูใชบริการสุขภาพจากรานยาสวนใหญเขารานยาประมาณ พบวาประชาชนบริโภคยาโดยการตัดสินใจของตนเอง ประมาณ 2-3 ครั้งในรอบหนึ่งป ซึ่งสูงกวาสถิติของกลุมที่เลือกแพทยเปนที่ 1 ใน 3 ของปริมาณยาที่ใชทั้งหมด โดยอาศัยคำ�แนะนำ�จากญาติ พึ่ง และกลุมตัวอยางที่อยูในชวงอายุระหวาง 45-60 ป รวมทั้งกลุม เพื่อน หรือการโฆษณาและผูเลือกใชบริการรานยาประมาณครึ่งหนึ่ง ที่มีโรคประจำ�ตัว (เชน เบาหวาน ความดันโลหิต และโรคภูมิแพ) (รอยละ 54) ของผูบริโภคที่มีชื่อยาที่ตนเองตองการซื้ออยูแลว การ จะเขารานยาบอยครั้งกวากลุมยอยอื่นๆ โฆษณายาเปนสาเหตุหนึ่งที่ทำ�ใหเกิดการใชยามากเกินจำ�เปนของ 3. ผูบริโภคเลือกเขารานยาที่ตนเชื่อวามีเภสัชกรอยูประจำ�ราน คนไทย มูลคาการโฆษณาเพิ่มสูงขึ้นถึงเทาตัวระหวางป พ.ศ. 2539ตลอดวัน 2549 (ค.ศ. 1996-2006)2 ซึ่งมูลคาการโฆษณายาสูงขึ้น แตความ 4. ในดานการรักษาความเจ็บปวย : ประมาณครึ่งหนึ่ง (รอยละ พยายามในการเผยแพรความรูดานยาแกประชาชนผานสื่อตางๆ ใน 54) ของผูบริโภคที่เลือกใชบริการรานยามีชื่อยาที่ตนเองตองการ ประเทศไทยยังมีนอยมาก ทำ�ใหผูบริโภคไดขอมูลขาวสารดานยาสวน ซื้ออยูแลว และสวนใหญก็ซื้อไดดังใจตองการ อีกสวนหนึ่งที่ไมมี ใหญจากผูประกอบธุรกิจยา รูปที่ 3 รายการยาที่เจาะจงจะซื้อ แตจะซื้อตามที่เภสัชกรแนะนำ� ผูบริโภค ​ สวนใหญจายคายาที่ซื้อจากรานยาเฉลี่ยประมาณคนละ 100 บาทตอ แหลงยาสำ�หรับชาวบาน ครั้ง ผูที่อยูในเศรษฐานะในระดับ A และ B จะจายเงินมากกวาผูที่ โดยปกติแหลงยาที่สามารถหาซื้อยาไดควรจะเปนรานขายยาที่ อยูในระดับ C มีใบอนุญาต แตจากการศึกษาพบวามีแหลงยาที่ชาวบานสามารถ 5. อันดับความเจ็บปวยของผูบริโภคกลุมลูกคารานยา ไดแก หายามาใชไดมีหลายประเภท คือรานขายของชำ� ยาเร (ทั้งยาแผน ผูมีอาการของโรคไขหวัดใหญ ตัวรอนรอยละ 39 ปวดศีรษะ โบราณและยาแผนปจจุบัน) หมอฉีดยาและคลินิก แหลงยาเหลานี้ รอยละ 25 เจ็บคอรอยละ 17 ปวดกลามเนื้อออนเพลียรอยละ ใหทั้งยาและขอมูลสำ�หรับชาวบาน รานคาขนาดเล็กมียาประเภท 6 ทองเดินรอยละ 6 ลดไข บรรเทาปวด ยาแผนโบราณ ยาใชภายนอก และยาหวัดขณะ พฤติกรรมการเลือกรานยา : เหตุผลของการเลือกรานยา ที่รานคาขนาดใหญจะมีทุกประเภทขางตน รวมถึงยาอันตรายอื่นๆ เรียงลำ�ดับความสำ�คัญของคะแนนหาอันดับแรก ไดแก ใกลบาน เชนยาปฏิชีวนะ ยาลดอาการอักเสบขอ ยาชุด สเตียรอยดและยา มีเภสัชกรใหความรูเรื่องยากับลูกคา ความนาไววางใจ พนักงาน แผนโบราณนานาชนิด ผูขายของรานชำ�ไมจำ�เปนตองมีความรูเรื่อง ในรานแนะนำ�ยาดี รานยามีชื่อเสียง และนาเชื่อถือ รอยละ 54 ของ ยามากกวาผูซื้อ ลูกคาจะเปนผูเลือก ยาที่มาขายอาจใสถุงพลาสติก จำ�นวนผูบริโภคทั้งหมดที่สำ�รวจครั้งนี้เจาะจงซื้อยาที่ตองการเวลา เขียนวายาสำ�หรับแกอะไรไมมีขอมูลอื่นเชน สรรพคุณ วิธีใช สวน เขารานยา และไดยาตามที่ตองการคิดเปนรอยละ 98 ของผูบริโภค ประกอบ ขอควรระวัง วันที่ยาสิ้นอายุ การเก็บรักษาเสี่ยงตอความ กลุมนี้ อีกรอยละ 2 เปลี่ยนยาตามคำ�แนะนำ�ของเภสัชกร เสื่อมสภาพของยา ในจำ�นวนรอยละ 98 ที่ไดยาตามตองการ มีเหตุผลดังนี้ ใชยานี้ ยาเร อาจเปนรูปแบบเดินเรขาย หรือโดยรถโฆษณาไปตาม มากอน มั่นใจในสรรพคุณของยาไมอยากเสี่ยงกับการเปลี่ยนไปใชตัว หมูบาน รถฉายหนัง ซึ่งยาที่นำ�มาเรขายตามหมูบานมีทั้งยาแผน ยาอื่น รานยาไมไดแนะนำ�ยาอื่นแทน และยาที่รานยาแนะนำ�แพงเกิน โบราณและแผนปจจุบัน ซึ่งผูขายไมมีความรูความเขาใจดาน ไป ในจำ�นวนผูบริโภคสวนนอย (รอยละ 2) ที่ไมไดยาตามที่ตอง ยาอยางแทจริง5 การจะซื้อ แตไดยาอื่นแทน มีเหตุผลดังนี้ รานยาแนะนำ�ใหใชยาตัว อื่นแทน รานยาไมมียาที่ตองการ เลยซื้อยาอื่นแทน ตามผลการ ปญหาดานการใชยาของคนไทย ศึกษานี้ชี้ใหเห็นถึงประเด็นปจจัยหลักๆ ในการเลือกเขารานยาใน ผลการสำ�รวจเบื้องตนในโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลชุมชน Journal of Hematology and Transfusion Medicine Vol. 19 No. 4 October-December 2009
  5. 5. อุปนิสัยการใชยาเองในคนไทย 313 Million Baht 3000 2500 2423 2402 2346 2496 2000 1769 1500 1000 1127 1053 1012 1197 1503 1335 500 0 1996 1997 1998 1999 2000 2001 2002 2003 2004 2005 2006 Year รูป​ ี่ 3 Cost of Promotion, 1996-2006 ท รานยา และรานขายของชำ� ใน 40 อำ�เภอ 20 จังหวัดของ 4 ภูมิภาค6 พบวา ยาบางตัวที่ถอนทะเบียนในประเทศไทยแลวก็ยังพบในบาง พื้นที่ โดยเฉพาะรานขายของชำ�ทั้ง 116 แหง ที่มีการสำ�รวจพบการ ขายยาไมเหมาะสมทุกแหง เชน Chloramphenicol syrup ยาฆา เชื้อใชในเด็กและการเลี้ยงไก, Oxytetracycline HCl (Noxy) ขึ้น ทะเบียนยาสำ�หรับสัตว และมียาชื่อใกลเคียงกัน แตนำ�ไปใชในคน Piroxicam (Pox-99) ยาแกปวดเมื่อย มีผลขางเคียงสูง เปนตน  l ความเชื่อเรื่องการใชยา คนไทยยังมีความเชื่อที่ผิด เมื่อมีอาการปวยเล็กๆ นอยๆ ก็ กินยา ทั้งๆ ที่ไมจำ�เปน คนไทยใชยามากกวาคนในประเทศพัฒนา แลว มีความเชื่อวาตองใชยาปฏิชีวนะเพื่อลดไข จึงมีการใชยา อะม็อกซี แอมพิซิลลิน คลาซิด คราวิท ซีแด็กซ ฯลฯ บางครั้งเขียน กำ�กับไววา ยาฆาเชื้อ ทำ�ใหเขาใจผิดเพราะไมสามารถฆาเชื้อไวรัส ออกฤทธิ์ไดเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคทองเสีย ทองเดิน สวนใหญเกิดจากเชื้อไวรัสหรืออาหารเปนพิษ มีเพียง 5 ใน 100 คนเทานั้นที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นการกินยาปฏิชีวนะ หรือยาฆาเชื้อจึงไมจำ�เปน สวนอีกอาการที่ไมควรใชยาปฏิชีวนะ ก็คือ แผลเลือดออก ไมจำ�เปนตองกินยาพวกนี้ เพราะไมไดปอง กันการติดเชื้อ ยกเวนผูปวยเบาหวานบางคนมีความคิดวา กิน ยาปองกันไวกอนปวย7 l การใชยาอยางไมสมเหตุสมผล คนไทยใชยาเพื่อรักษาโรค รวมถึงเรื่องความสวยงาม สมรรถภาพ รางกาย ไลฟสไตลเพื่อสุขภาพที่ดี การแกปญหาสุขภาพ ไมไดมีวิธี เดียวคือ การใชยา ประชาชนยังขาดความรูเรื่องนี้ การใชยาอยาง สมเหตุผลคือ จำ�เปนตองใช มีประโยชนจริง มีความเสี่ยงต่ำ� มีความ คุมคา บางครั้งตัวเลขที่ตรวจวัดออกมา อาจไมใชเครื่องบงชี้ทั้งหมด เพราะยังมีปจจัยแวดลอมเปนทางเลือกในการตัดสินใจใชยา ยก ตัวอยางการใชยาเพิ่มมวลกระดูกเพราะกระดูกบาง หรือใชยาลดไข มันเพราะไขมันสูง ใชยาปฏิชีวนะเพราะเจ็บคอ เปนการใชการคาด เดาหรือสันนิษฐานโดยไมตรวจสอบกับหลักฐานเชิงประจักษทางการ แพทย ซึ่งมีงานวิจัยที่นาเชื่อถือทางการแพทยยืนยันจำ�นวนมาก นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัส รางกายจะสรางระบบภูมิตานทานเชื้อ ไวรัส เพื่อไมใหเพิ่มปริมาณมากขึ้นและปองกันไมใหแพรกระจาย ไปยังอวัยวะอื่นๆ และสารภูมิตานทานตัวนี้จะจดจำ�ลักษณะสำ�คัญ ของไวรัสไวในเม็ดเลือดขาวที่เรียกวา ลิมโฟไซต ดังนั้นถารางกาย รับเชื้อไวรัสชนิดเดิมเขามาในอนาคต รางกายก็จะปลอดภัยเพราะมี ความจำ�ภูมิตานทานชนิดนั้นๆ เก็บไวในเม็ดเลือดขาว ทำ�ใหสามารถ ถูกกระตุนครั้งใหมโดยเชื้อเดิมใหสรางภูมิตานทานใหมากขึ้นและ รวดเร็วขึ้น โรคติดเชื้อไวรัสจึงเปนโรคที่หายเองดวยภูมิตานทาน ของรางกาย แตเชื้อไวรัสบางชนิดก็เปนอันตราย เชน ไขเลือดออก จำ�เปนตองพบแพทยเพื่อรักษา l ใชยาผิดประเภท ผิดขนาด กินยาไมถูกวิธี การใชยาไมถูกตองเชนคนสวนใหญยังเขาใจผิดคิดวา ผูใหญควร กินยาพาราเซตามอลครั้งละ 2 เม็ด ซึ่งปริมาณการกินยาตองแปรผัน ตามน้ำ�หนักของผูปวย วิธีใชยาทำ�ไมถูกวิธีเชน กอนกินยาตองเขยา ขวดทุกครั้ง ซึ่งหากไมเขยาขวดหรือนำ�ยาไปผสมกับเครื่องดื่มอื่น เชน นม จะทำ�ใหเด็กไดรับยาไมครบตามปริมาณที่ใชในการรักษา จึงมีโอกาสดื้อยาสูงมาก การใชยาผิดประเภทและเกินจำ�เปนมี วารสาร​ ลหิต​ ิทยา​ ละ​วชศาสตร​ ริการ​ ลหิต ป​ ี่ 19 ฉบับ​ ี่ 4 ตุลา​ ม-ธันวาคม​2552 โ ว แ เ บ โ ท ท ค
  6. 6. 314 พิณทิรา ตันเถียร หลายกลุม เชน ใชเปนยาแกปวดในกลุม NSAIDs ซึ่งเปนยาตาน การอักเสบแตไมไดฆาเชื้อโรค ไมควรใชยากลุมตานการอักเสบเปน ระยะเวลานาน ใหใชระยะสั้นๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด แตพบวาคน ที่ปวดเขาจะกินยาชนิดนี้ติดตอเปนระยะเวลา 5-10 ป ก็จะเกิดปญหา l ปญหา เชื้อดื้อยา ติดยา การใชยาปฏิชีวนะที่ไมถูกตอง พอรูสึกอาการดีขึ้นก็หยุดกินยา กินยาไมครบจำ�นวนทำ�ใหเกิดการดื้อยา จำ�เปนตองหายาปฏิชีวนะ ตัวใหม ซึ่งมีราคาแพง แตก็ไมไดแกปญหาเชื้อดื้อยา ทำ�ใหหมด ทางรักษา เพราะไมสามารถคิดคนยาตัวใหมไดทันอัตราการเกิด ของเชื้อดื้อยา ภาวะการดื้อยามากขึ้นเรื่อยๆ บางโรคนาจะรักษา ได แตมีอาการดื้อยากวารอยละ 80 มีการศึกษาพบวาคนไทยมีการกินยาเพราะติดยา ยาที่ติดสวน มากไดแก ยานอนหลับ ยาคลายประสาท ยาแกไอ ยาสเตียรอยด ซึ่งในปจจุบันรานขายยาจะขายยาดังกลาวไดตองมีใบสั่งแพทยและ แสดงบัญชีใหตรวจสอบได แตกฎหมายยังเปดชองทางใหกับคลินิก เอกชนทำ�ใหภาวะการติดยายังคงมีอยู l ยาแบบไหนอันตราย ยาบางชนิดมีผลขางเคียงที่อันตราย เชนแอสไพริน กอใหเกิด แผลในกระเพาะได สวนคนไขเปนโรคหอบหืด ถากินแอสไพริน จะกระตุนใหอาการหอบเกิดขึ้นและอันตรายมาก กรณีของยา พาราเซตามอล กินในปริมาณมากจะทำ�ใหเสียชีวิตได ดังนั้น การใชยาควรอานเอกสารกำ�กับยาใหเขาใจเพื่อปองกันและหลีก เลี่ยงอันตรายได l ปญหาดานผูบริโภค พบวา คนไทยมีปญหาดานขาดขอมูลทางสาธารณสุข เชน จาก มาตรการปองกันสถานการณระบาดโรคไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 ที่ผานมากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไดมีการแจกคูมือปอง กันโรคใหประชาชน แตจากการสำ�รวจของทางสาธารณสุขพบวา ประชาชนสวนใหญไมอานรายละเอียด จึงทำ�ใหไมมีความรูวิธีปอง กันโรคที่ถูกตอง จึงเห็นไดวาประชาชนขาดความเขาใจและไมใสใจ ในการควบคุมปองกันโรคตางๆ ที่เกิดขึ้นอยางจริงจัง สถานบริการทางสุขภาพ สถานบริการทางสุขภาพจะประกอบดวยสถานบริการสุขภาพ ภาครัฐไดแก โรงพยาบาลระดับตางๆ 986 แหง ศูนยบริการสาธารณสุข เทศบาล สถานีอนามัยครบทุกตำ�บล 9,762 แหง ศูนยสาธารณสุข มูลฐานชุมชน ครอบคลุมรอยละ 89 ของหมูบาน จำ�นวน 66,223 แหง และสถานบริการสุขภาพเอกชน ไดแก รานขายยา รวม 15,425 แหง สถานพยาบาลที่ไมมีเตียงรับผูปวยคางคืน (คลินิก) 16,800 แหง สถานพยาบาลรับผูปวยคางคืน (โรงพยาบาลเอกชน) 344 แหง2 แนวโนมการซื้อยากินเองและการใชบริการสถานบริการสาธารณสุข จากรายงานการสำ�รวจภาวะเศรษฐกิจสังคมของครัวเรือน สำ�นักงานสถิติแหงชาติ พบวาการซื้อยากินเองของครัวเรือนมี แนวโนมลดลงตอเนื่องจากป พ.ศ. 2529-2539 (ค.ศ. 1986-1996) ยกเวนในภาวะที่มีวิกฤตเศรษฐกิจป พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) ประชาชน จะหันมาซื้อยากินเองเพิ่มขึ้น โดยในป พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ประชาชนหันมาซื้อยากินเองเพิ่มมากขึ้นเปนรอยละ 18.6 และป พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว ประกอบกับการมี หลักประกันสุขภาพใหกับประชาชน มีการใชบัตร 30 บาทรักษาทุก โรคมาใช ทำ�ใหรายจายในการซื้อยากินเองลดลงเหลือรอยละ 13.9 และการใชสถานบริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้น 2 (รูป​ ี่​4) ท สรุป อุปนิสัยในการใชยาเองในคนไทย มีการบริโภคยาอยางฟุมเฟอย และไมเหมาะสมเปนปญหาใหญของสังคมไทย เชนเดียวกับที่ เกิดกับประเทศกำ�ลังพัฒนาทั่วโลก พบวาประมาณ 1 ใน 3 ของ คาใชจายดานสุขภาพถูกใชไปกับการบริโภคยาและประมาณ 1 ใน 3 ของมูลคาการบริโภคดังกลาว เกิดจากพฤติกรรมการรักษาตนเอง ของประชาชนซึ่งเปนที่มาของปญหาการใชยาที่ไมเหมาะสมหลายชนิด กอใหเกิดผลเสียตอสุขภาพของประชาชนทั้งโดยตรงและโดยออม กระทบถึงความสิ้นเปลืองและความไมคุมคาของการใชจายดานสุข ภาพซึ่งเปนปญหาเศรษฐกิจเชิงมหภาค การปองกันหรือวิธีการลด พฤติกรรมการใชยาที่ไมถูกตองจำ�เปนตองรวมมือกันในทุกภาค สวน ทั้งภาครัฐและเอกชนรวมถึงองคกรและสภาวิชาชีพทางการ แพทยและเภสัชศาสตร การใหความรูดานยาที่ถูกตองและวิธีการ รับรูขาวสารตองไปถึงยังกลุมเปาหมายในชนบท ควรทบทวนหรือ ปรับปรุงการขายยาใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภาครัฐและสภา วิชาชีพทางการแพทยและเภสัชศาสตรตองสงเสริมใหรานขายยา ที่มีเภสัชกรมีบทบาทและสามารถใหความรูกับประชาชนไดกวาง ขวางครอบคลุมมากขึ้น ปจจุบันประเทศไทยเปนประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพแหง ชาติ หรือ บัตรทอง ที่ภาครัฐเปนผูรับผิดชอบคาใชจายทั้งหมด โดย ประชาชนไมตองรวมจายในคารักษาพยาบาล ทำ�ใหประชาชนจำ�นวน มากมาใชบริการมากขึ้นเกินความจำ�เปน และภาครัฐตองแบกรับ ภาระมากขึ้นอยางตอเนื่อง แตในดานการซื้อยากินเองของคนไทย ยังคงมีอยูโดยเฉพาะในชนบท ยังมียาในรานขายของชำ�และรานเร ซึ่งทำ�ใหมีการใชยาที่ผิด การรักษาตนเองของชาวบานมีสาเหตุ หลายอยางเชนการไปพบแพทยตองเสียเวลามาก จำ�เปนตองทำ�งาน เก็บเกี่ยวหยุดไมไดเปนตน ดังนั้นการแกปญหาจะตองประกอบ กันหลายดาน ทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเปนพื้นฐานใหเกิดการ Journal of Hematology and Transfusion Medicine Vol. 19 No. 4 October-December 2009
  7. 7. อุปนิสัยการใชยาเองในคนไทย 315 Percentage of Health Expenditure 100 90 80 70 73.5 86.1 84.7 85.1 88.1 83.3 81.4 82.6 81.1 82.7 78.3 60 50 Self-Medication 40 30 20 10 26.5 21.7 18.9 17.3 14.9 11.9 16.7 Health Facilities 18.6 17.4 13.9 15.3 0 1986 1988 1990 1992 1994 1996 1998 2000 2001 2002 2004 Year รูป​ ี่ 4 Proportion of Health Expenditure in Self-medication and Health Facilities ท มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปวยนอยลง มีขอมูลขาวสารรับรูถูกตอง และ มีสติปญญาความรูความเขาใจในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษา บทบาทของธุรกิจยา ธุรกิจยาที่ไมเอื้อตอสุขภาพตองไดรับการ ควบคุมหรือจำ�กัด วิชาชีพทางการแพทยและภาคอื่นๆ ในสังคม ชวยสรางสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการมีสุขภาพดีและการชวยตนเอง ไดของประชาชน ความรูที่จำ�เปนทางสุขภาพจะตองแพรกระจาย สูสาธารณะและทั่วถึง กิติกรรมประกาศ ขอบคุณ ศาสตราจารยพิเศษ ดร. จอมจิน จันทรสกุล ที่ปรึกษา ศูนยบริการโลหิตแหงชาติ ที่ทบทวนและใหคำ�แนะนำ�ในการเขียน บทความนี้ เอกสารอางอิง 1. กองควบคุมยา สำ�นักงานคณะกรรมการอาหารและยา ขอมูลเชิงสถิติ มูลคา การผลิต นำ�หรือสั่งยา [ออนไลน ] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึงไดจาก ชื่อ URL : http://www.app1.fda.moph.go.th/drug/zone_search/sea001. asp 2. สำ�นักนโยบายและยุทธศาสตร กระทรวงสาธารณสุข การสาธารณสุขไทย 2548 – 2550 ISBN 978-974-8072-76-0 [ออนไลน] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึงไดจาก ชื่อ URL : http://www.moph.go.th/ops/health_50 3. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำ�นักนโยบายและยุทธศาสตร กระทรวงสาธารณสุข การสำ�รวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทยโดยการตรวจรางกาย ครั้ง ที่ 3 พ.ศ. 2546 – 2547 [ออนไลน] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึงไดจาก ชื่อ URL : http://www.hiso.or.th/hiso/HealthReport/report2546-2547. php?manu=1 4. ชมรมเภสัชกรจังหวัดชลบุรี ผลการวิจัยการใชบริการรานยาเมืองไทย [ออนไลน] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึงไดจาก ชื่อ URL : http://www.rxchon. com/forum/index.php?topic=19.msg36#msg36 5. ลือชัย ศรีเงินยวง มิติทางสังคมและวัฒนธรรมของการใชยาในชุมชน : การพัฒนา องคความรูจากทฤษฎีและการวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข [ออนไลน] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึงไดจาก ชื่อ URL : http://dspace.hsri.or.th/ dspace/handle/123456789/1688 6. ศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ผลการสำ�รวจเบื้องตนในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาล ชุมชน รานยา และรานขายของชำ� [ออนไลน] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึง ไดจาก ชื่อ URL : http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25313 7. เพ็ญลักษณ ภักดีเจริญ เลือกยาใหถูกโรค [ออนไลน] [วันที่เขาถึง 2009 Oct 3] เขาถึงไดจาก ชื่อ URL : http://www.bangkokbiznews.com/ bodyheart/20080401/news.php?news=column_26110753.php วารสาร​ ลหิต​ ิทยา​ ละ​วชศาสตร​ ริการ​ ลหิต ป​ ี่ 19 ฉบับ​ ี่ 4 ตุลา​ ม-ธันวาคม​2552 โ ว แ เ บ โ ท ท ค
  8. 8. 316 Journal of Hematology and Transfusion Medicine Vol. 19 No. 4 October-December 2009

×