3. มาตรฐาน  IEEE  ที่ใช้ในการออกแบบระบบเครือข่ายข้างต้น  เป็นแบบใดได้บ้าง  และเปรียบเทียบหน่วยในการวัดปริมาณการส่งข้อมูลของระบบเครือข่าย  พร้อมอธิบายอย่างละเอียด
มาตรฐาน  IEEE  ที่ใช้ในการออกแบบเครือข่ายข้างต้นเป็นแบบ  IEEE 802.3  และ  IEEE 802.11 IEEE 802.3  หมายถึง   IEEE 802.3  IEEE 802.3  หรือ อีเทอร์เน็ต  ( Ethernet)  เป็นเครือข่ายที่มีความเร็วสูงการส่งข้อมูล  10  เมกะบิตต่อวินาที สถานีในเครือข่ายอาจมีโทโปโลยีแบบัสหรือแบบดาว  IEEE  ได้กำหนดมาตรฐานอีเทอร์เน็ตซึ่งทำงานที่ความเร็ว  10  เมกะบิตต่อวินาทีไว้หลายประเภทตามชนิดสายสัญญาณเช่น  •  10 Base5  อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบบัสซึ่งใช้สายโคแอกเชียลแบบหนา  ( Thick Ethernet)  ความยาวของสายในเซกเมนต์หนึ่ง ๆ ไม่เกิน  500  เมตร
•  10 Base2  อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบบัสซึ่งใช้สายโคแอ๊กเชียลแบบบาง  ( Thin Ethernet)  ความยาวของสายในเซกเมนต์หนึ่ง ๆ ไม่เกิน  185  เมตร  •  10 BaseT  อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบดาวซึ่งใช้ฮับเป็นศูนย์กลาง สถานีและฮับเชื่อมด้วยสายยูทีพี  ( Unshield Twisted Pair)  ด้วยความยาวไม่เกิน  100  เมตร รูปที่ข้างล่าง แสดงถึงลักษณะเครือข่ายอีเทอร์เน็ตแยกตามประเภทของสายสัญญาณ รหัสขึ้นต้นด้วย  10  หมายถึงความเร็วสายสัญญาณ  10  เมกะบิตต่อ วินาที
คำว่า “ Base”  หมายถึงสัญญาณชนิด “ Base”  รหัสถัดมาหากเป็นตัวเลขหมายถึงความยาวสายต่อเซกเมนต์ในหน่วยหนึ่งร้อยเมตร  (5=500, 2  แทนค่า  185)  หากเป็นอักษรจะหมายถึงชนิดของสาย เช่น  T  คือ  Twisted pair  หรือ  F  คือ  Fiber optics  ส่วนมาตรฐานอีเทอร์เน็ตความเร็ว  100  เมกกะบิตต่อวินาทีที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่  100 BaseTX  และ  100 BaseFX  สำหรับอีเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบกิกะบิตอีเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ตัวอย่างของมาตรฐานกิกะบิตอีเทอร์เน็ตในปัจจุบันได้แก่  100 BaseT, 100BaseLX  และ  100 BaseSX  เป็นต้น
เครือข่ายไร้สายมาตรฐาน  IEEE 802.11  ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ . ศ . 2540  โดยสถาบัน  IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers)  ซึ่งมีข้อกำหนดระบุไว้ว่า ผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายในส่วนของ  PHY Layer  นั้นมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็ว  1, 2, 5.5, 11  และ  54  เมกะบิตต่อวินาที โดยมีสื่อนำสัญญาณ  3  ประเภทให้เลือกใช้งานอันได้แก่ คลื่นวิทยุย่านความถี่  2.4  กิกะเฮิรตซ์ , 2.5  กิกะเฮิรตซ์และคลื่นอินฟราเรด
ส่วน . ในระดับชั้น  MAC Layer  นั้นได้กำหนดกลไกของการทำงานแบบ  CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance)  ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ  CSMA/CD (Collision Detection)  ของมาตรฐาน  IEEE 802.3 Ethernet  ซึ่งนิยมใช้งานบนระบบเครือข่ายแลนใช้สาย โดยมีกลไกในการเข้ารหัสข้อมูลก่อนแพร่กระจายสัญญาณไปบนอากาศ พร้อมกับมีการตรวจสอบผู้ใช้งานอีกด้วย
มาตรฐาน  IEEE 802.11  ในยุคเริ่มแรกนั้นให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพของการให้บริการที่เรียกว่า  QoS (Quality of Service)  ซึ่งมีความสำคัญในสภาพแวดล้อมที่มีแอพพลิเคชันหลากหลายประเภทให้ใช้งาน นอกจากนั้นกลไกในเรื่องการรักษาความปลอดภัยที่นำมาใช้ก็ยังมีช่องโหว่จำนวนมาก  IEEE  จึงได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุดด้วยกัน เพื่อทำการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานให้มีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้น
เปรียบเทียบหน่วยในการวัดปริมาณการส่งข้อมูลของระบบเครือข่าย
 
แหล่งอ้างอิง http://www.thaiall.com/internet/internet01.htm   http://www.buycoms.com/upload/coverstory/121/Wireless.html
โดย นายณัฐภัทร ปานทอง 533050182-7 E.D.Computer

Third

  • 1.
    3. มาตรฐาน IEEE ที่ใช้ในการออกแบบระบบเครือข่ายข้างต้น เป็นแบบใดได้บ้าง และเปรียบเทียบหน่วยในการวัดปริมาณการส่งข้อมูลของระบบเครือข่าย พร้อมอธิบายอย่างละเอียด
  • 2.
    มาตรฐาน IEEE ที่ใช้ในการออกแบบเครือข่ายข้างต้นเป็นแบบ IEEE 802.3 และ IEEE 802.11 IEEE 802.3 หมายถึง IEEE 802.3 IEEE 802.3 หรือ อีเทอร์เน็ต ( Ethernet) เป็นเครือข่ายที่มีความเร็วสูงการส่งข้อมูล 10 เมกะบิตต่อวินาที สถานีในเครือข่ายอาจมีโทโปโลยีแบบัสหรือแบบดาว IEEE ได้กำหนดมาตรฐานอีเทอร์เน็ตซึ่งทำงานที่ความเร็ว 10 เมกะบิตต่อวินาทีไว้หลายประเภทตามชนิดสายสัญญาณเช่น • 10 Base5 อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบบัสซึ่งใช้สายโคแอกเชียลแบบหนา ( Thick Ethernet) ความยาวของสายในเซกเมนต์หนึ่ง ๆ ไม่เกิน 500 เมตร
  • 3.
    • 10Base2 อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบบัสซึ่งใช้สายโคแอ๊กเชียลแบบบาง ( Thin Ethernet) ความยาวของสายในเซกเมนต์หนึ่ง ๆ ไม่เกิน 185 เมตร • 10 BaseT อีเทอร์เน็ตโทโปโลยีแบบดาวซึ่งใช้ฮับเป็นศูนย์กลาง สถานีและฮับเชื่อมด้วยสายยูทีพี ( Unshield Twisted Pair) ด้วยความยาวไม่เกิน 100 เมตร รูปที่ข้างล่าง แสดงถึงลักษณะเครือข่ายอีเทอร์เน็ตแยกตามประเภทของสายสัญญาณ รหัสขึ้นต้นด้วย 10 หมายถึงความเร็วสายสัญญาณ 10 เมกะบิตต่อ วินาที
  • 4.
    คำว่า “ Base” หมายถึงสัญญาณชนิด “ Base” รหัสถัดมาหากเป็นตัวเลขหมายถึงความยาวสายต่อเซกเมนต์ในหน่วยหนึ่งร้อยเมตร (5=500, 2 แทนค่า 185) หากเป็นอักษรจะหมายถึงชนิดของสาย เช่น T คือ Twisted pair หรือ F คือ Fiber optics ส่วนมาตรฐานอีเทอร์เน็ตความเร็ว 100 เมกกะบิตต่อวินาทีที่นิยมใช้ในปัจจุบันได้แก่ 100 BaseTX และ 100 BaseFX สำหรับอีเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบกิกะบิตอีเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ตัวอย่างของมาตรฐานกิกะบิตอีเทอร์เน็ตในปัจจุบันได้แก่ 100 BaseT, 100BaseLX และ 100 BaseSX เป็นต้น
  • 5.
    เครือข่ายไร้สายมาตรฐาน IEEE802.11 ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ . ศ . 2540 โดยสถาบัน IEEE (The Institute of Electronics and Electrical Engineers) ซึ่งมีข้อกำหนดระบุไว้ว่า ผลิตภัณฑ์เครือข่ายไร้สายในส่วนของ PHY Layer นั้นมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่ความเร็ว 1, 2, 5.5, 11 และ 54 เมกะบิตต่อวินาที โดยมีสื่อนำสัญญาณ 3 ประเภทให้เลือกใช้งานอันได้แก่ คลื่นวิทยุย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ , 2.5 กิกะเฮิรตซ์และคลื่นอินฟราเรด
  • 6.
    ส่วน . ในระดับชั้น MAC Layer นั้นได้กำหนดกลไกของการทำงานแบบ CSMA/CA (Carrier Sense Multiple Access/Collision Avoidance) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ CSMA/CD (Collision Detection) ของมาตรฐาน IEEE 802.3 Ethernet ซึ่งนิยมใช้งานบนระบบเครือข่ายแลนใช้สาย โดยมีกลไกในการเข้ารหัสข้อมูลก่อนแพร่กระจายสัญญาณไปบนอากาศ พร้อมกับมีการตรวจสอบผู้ใช้งานอีกด้วย
  • 7.
    มาตรฐาน IEEE802.11 ในยุคเริ่มแรกนั้นให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ค่อนข้างต่ำ ทั้งไม่มีการรับรองคุณภาพของการให้บริการที่เรียกว่า QoS (Quality of Service) ซึ่งมีความสำคัญในสภาพแวดล้อมที่มีแอพพลิเคชันหลากหลายประเภทให้ใช้งาน นอกจากนั้นกลไกในเรื่องการรักษาความปลอดภัยที่นำมาใช้ก็ยังมีช่องโหว่จำนวนมาก IEEE จึงได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุดด้วยกัน เพื่อทำการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานให้มีศักยภาพเพิ่มสูงขึ้น
  • 8.
  • 9.
  • 10.
    แหล่งอ้างอิง http://www.thaiall.com/internet/internet01.htm http://www.buycoms.com/upload/coverstory/121/Wireless.html
  • 11.