บ้านจ๊างนัก พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนัก ตั้งอยู่ที่  56/1   หมู่  2   ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเล็กๆ ในหมู่บ้านบวกค้าง อันเป็นชุมชนเล็กๆ ของคนยองซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เก่าแก่เท่ากับประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่เลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบัน คนยองยังคงอนุรักษ์ และรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และภาษาพูดอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนักแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปีพ . ศ .  2528   โดยสล่าเพชร วิริยะ ที่เรียกว่าบ้านจ๊างนัก หมายถึง บ้านที่มีช้างมากมายมีช้างแกะสลักทั้งตัวเล็ก ช้างตัวใหญ่ สล่าเพชรเล่าว่าด้วยความผูกพันกับช้าง และช้างก็เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองล้านนามาแต่อดีต จึงได้รวบรวมเพื่อนฝูงตลอดจนลูกศิษย์ผู้มีความรักในศิลปะในการแกะสลักไม้ แบบล้านนามารวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแกะสลักนี้ขึ้นมาจนได้เป็นพิพิธภัณฑ์บ้าน จ๊างนักแห่งนี้
บ้านถวาย หมู่บ้านหัตถกรรมไม้แกะสลัก ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด เชียงใหม่ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นแหล่งกำเนิดของงานแกะสลักไม้ในจังหวัดเชียงใหม่ จนผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งด้านคุณค่า และคุณภาพของสินค้า  จุดรวมความหลากหลายของงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่น เช่น งานแกะสลักไม้  ,  งานเดินเส้น แต่งลาย  ,  งานลงรัก  –  ปิดทอง  ,  แอนติค  ,  เครื่องเงิน  ,  เครื่องเขิน  ,  ผ้าทอ  ,  เครื่องจักรสาน และเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น
กว่าจะมาเป็นบ้านถวายหมู่บ้านไม้แกะสลัก  อดีตที่ผ่านมา  40   กว่าปี บ้านถวายได้สืบสานงานไม้แกะสลัก จากรุ่นสู่รุ่น จากการก่อกำเนิดขึ้น ของปูชนียบุคคล  3   ท่าน คือ พ่อหนานแดง พันธุสา  ,  พ่อใจมา อิ่นแก้ว และ พ่อเฮือน พันธุศาสตร์ ที่ได้เดินทางไปทำงาน และเรียนแกะสลักไม้ที่ร้านน้อมศิลป์ บ้าน วัวลาย ประตูเชียงใหม่ เมื่อ พ  .  ศ  .  2500 – 2505   และได้นำมาแพร่หลายในหมู่บ้านถวาย จนกลายเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมไม้แกะสลักที่มีฝีมือ และมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ  หัตถศิลป์ที่ขึ้นชื่อของบ้านถวาย      •  งานแกะสลักไม้  :  ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของบ้านถวาย และจังหวัดเชียงใหม่         •  งานเทคนิคสีเนื้อไม้  :  เป็นงานที่โชว์ให้เห็นถึงความสวยงามของเนื้อไม้ตามธรรมชาติ         •  งานเทคนิคสีแตกลายงา  :  เป็นงานที่ตั้งใจให้สีเกิดการแตกแยกตัว เพื่อให้ดูคล้ายของเก่า  –  โบราณ         •  งานแอนติค  :  เป็นงานที่ทำขึ้น โดยใช้เทคนิคสีต่าง ๆ ทำเลียนแบบของเก่า  –  โบราณ
บ้านเหมืองกุง เครื่องเคลือบดินเผาสังคโลก เครื่องสังคโลกเป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดพิเศษและมีชื่อเสียงมาก มีลักษณะเป็นสีเขียวไข่กา ปั้นด้วยมือเคลือบน้ำยาแล้วเข้าเตาเผา เป็นวิธีเดียวกันกับที่ทำมาแล้วในสมัยโบราณ สินค้าสำเร็จรูปที่เป็นสังคโลก นี้นิยมกันแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลก มีตั้งแต่ของใช้จนกระทั่งถึงโป๊ะตะเกียง แจกัน จาน ที่เขี่ยบุหรี่ ขันและเครื่องถ้วยชามอื่น ๆ แหล่งผลิตอยู่แถวถนนเชียงใหม่  -  สันกำแพง ถนนโชตนาและแหล่งอื่นๆ ได้แก่         หมู่ บ้านเครื่องปั้นดินเผาเหมืองกุง ต .  หนองควาย อ .  หางดง เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่าง ๆ เช่น หม้อแกง หม้อน้ำ แจกัน โดยเฉพาะน้ำต้น ( คนโทใส่น้ำที่ชาวเหนือนิยมวางไว้หน้าบ้านให้ผู้ผ่านไปมาได้ ดื่มดับกระหาย )  นั้นเป็นที่นิยมทั่วไปแก่คนที่พบเห็น ปัจจุบันได้มีการพัฒนากรรมวิธีในการผลิตและรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาเพื่อให้ ผลิตภัณฑ์มีสีสันสดขึ้น บ้านเหมืองกุงอยู่ห่างจากตัว จังหวัดเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางเชียงใหม่  -  หางดง ประมาณ  10   กิโลเมตร หรือจากถนนสายวงแหวน ทางหลวงหมายเลข  11   สนามบิน ประมาณ  6   กิโลเมตร โดยอยู่ก่อนถึงทางแยกตัดใหม่สายหางดง  -  สะเมิงเพียง
ศิลาดล ศิลาดลเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ความร้อนสูง เคลือบด้วยขี้เถ้าไม้ผสมดินหน้านาทำให้เคลือบเป็นสีเขียวเหมือนหยก เป็นการเคลือบธรรมชาตไม่ใช้สารเคมี  ศิลาดล   ( celadon )  หรือเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบด้วยวัสดุธรรมชาติมีลักษณะเป็นเคลือบใสสีเขียว หยกมองทะลุเนื้อดินได้ ผิวเคลือบจะราน  (  แตกลายงา  crack )  สีเขียวที่เกิดขึ้นทำได้โดยการเอาไม้ก่อไม้รกฟ้ามาเผาเอาขี้เถ้า แล้วนำมาผสมกับดินหน้าผิวนาแล้วเผาเคลือบด้วยวิธี ลดออกซิเจน   ( reducing )  เผาความร้อนสูงประมาณ  1,2060-1,300  องศาเซลเซียส  ซิลากลหรือสังคโลก มาจากคำภาษอังกฤษสันสกฤตคำว่า  "  ศิลา  "   แปลว่าหิน   "  ดล  "   แปลว่าเขียว รวมกันแปลว่ าหินสีเขียว  เป็นผลงานความพยายามของมนุษย์ที่จะเลียนแบบ หยก ในธรรมชาติ โดยที่หยกได้รับความนิยมว่าเป็๋นหินที่ได้รับความนิยมว่าเป็นหินธรรมชาติที่แข็งแกร่งสวยงาม และนำโชคลาภมาให้  "  ศิลาดล " ทำขึ้นโดยวัสดุธรรมชาติล้วนๆไม่มีสารเคมีใด ๆ เจือปนจึงได้รับยกย่องว่ามีความปลอดภัยสุงจึงใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร  " ศิลาดล " มักตกแต่งให้สวยงามโดยการขูดแกะสลักเซาะร่องหรือ กด ประทับ ก่อนที่จะเคลือบ
ขั้นตอนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภท  " ศิลาดล "  1.  การเตรียมดินโดยการย่อยบดให้ละเอียดแล้วนำมาร่อนเพื่อให้แน่ใจว่าดินที่ได้ เป็นดินที่มีคุณภาพจริง ๆ  2.  นำดินที่ได้จากขั้นตอนที่หนึง ไหผสมน้ำล้าให้สะอาดไม่ให้มีเศษขี้เหล็กหรือวัตถุอื่นใดปะปนอยู่แล้วนำไปใส่ ในเครื่องอัดดิน เพื่ออัดเอาน้ำในดินออกให้เหลือดินเป็นแผ่น ๆ  3.  หลังจากผ่านเครื่องอัดดินแล้วจะต้องทิ้งไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกชั่วครู่เพื่อให้อินทรีย์สารในดินนั้นเกิดการรวมตัว  4.  นำดินที่ได้จากขั้นตอนที่  3  มานวดเพื่อไล่ฟองอากาศ  5.  นำดินที่ได้จากขั้นที่  4  มาขึ้นรูปบนแป้นหมุน  (  การปั้นเป็นภาชนะต่าง ๆ  )  6.  หลังจากขึ้นรูปเรียบร้อยแล้ว ต้องปล่อยให้ชิ้นงานนั้นแห้งตามธรรมชาติ  7.  นำขึ้นงานที่ได้นั้นมารแกะสลักตามที่เราต้องการ  (  แกะเนื้อดิน  )  8.  นำชิ้นงานนั้นไปเผาในเตาเผา ซึ่งมีอุณหภูมิ ประมาณ  800  องศาเซลเซียสหรือที่เรียกว่า  "  บิสกิ๊ต "(  BISCGUE FIRED ) ซึ่ งสามารถโดนน้ำได้ ขั้นตอนนี้หลังจากเผาเสร็จจะต้องเฃ็ครอบร้าวหรือความลกพร่องต่าง ๆ  9.  นำชิ้นงาน  ( " บิสนกิ๊ต  " )  ที่ผ่านการตรวจเช็คคุณภาพแล้วไปตกแต่งเขียนลายตามที่ต้องการก่อนนำไปเคลือลด้วยน้ำเคลือบที่มีส่วนผสม ของดินหน้านา และผสมกับขี้เถ้าไม้ก่อไม้รกฟ้า หลังจากนั้นจุ่มในน้ำเคลือบแล้วทิ้งไว้ให้แหงแล้วตกแต่งเครือบให้ละเอียด  10.  นำไปเผาในเตาเผาซึ่งใฃ้อุณหภูมิประมาณ  1260-1300  องศาเซลเซียส
วิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา วัตถุดิบ คือ ดินซึ่งได้จากท้องนา การสังเกตดินที่ดีคือ ต้องมีสีดำเป็นมันเลื่อม และหน้าแล้งจะแตก ท้องนาบางแห่งต้องขุดเอาหน้าดินออกก่อนชั้นต่อไปจึงใช้ได้  การเตรียมดิน นำดินมาททุบให้เป็นก้อนเล็ก ๆ นำไปตากแดดให้แห้งเอามาทุบให้ละเอียดใส่ลงเป๊าะ  (  ตระกร้า  )  นำไปแช่น้ำในหลุมที่ทำไว้โดยแช่ไว้  1  คืน ตอนเช้าก็เอามานวดผสมทราย อันราส่วนประมาณดิน  3  ส่วนต่อทราย  1  ส่วน   การขึ้นรูปและการปั้นหม้อดินเผา วิธีการขึ้นรูปจะกดดินเป็นแผ่นกลมแบนเป็นส่วนก้นหม้อวางบนแป้นไม้ ทำการปั้นบนตอไม้ที่ฝังแน่นหรือภาชนะที่สูงขนาดแทนตอไม้ได้ แล้วปั้นดินเหนียวให้กลมยาวนำมาวางเป็นวงกลมบนส่วนก้นหม้อ ใช้มือบีบดินวงกลมให้เป็ทรงกระบอกใช้ไม้สำหรับตบแต่งกับมือขึ้นรูปหม้อต่อไป
การขึ้นรูปและปั้นจะวางชิ้นงานไว้บนตอไม้และปั้นโดยการเดินรอบตอไม้แทนการใช้แป้นหมุน ดังจะลำดับขั้นตอนการปั้นหม้อดินเผาดังนี้ 1.  ก่อปาก เป็นการขึ้นรูปครั้งแรก ต่อจากการทำก้นหม้อ เป็นรูปแบนวงกลมต่อไปก่อขอบดินกลมยาวที่คลึงให้เป็นลักษณะ แท่งนำมาก่อขึ้นรูป ขั้นตอนนี้จะต้องเดินหมุนรอบตอไม้แทนแป้นหมุนจนเป็นรูปทรงกระบอก แล้วแต่งให้กลมเรียบมีปากหม้อเพียงส่วนเดียวที่มองเป็นว่าเป็นปากหม้อดิน ทำลักษณะนี้ทุกใบจนดินที่ตรียมไว้หมด ผึ่งลมไว้ในที่ร่ม  2.  ไหไหลปากหม้อ ใช้หินกลมรองข้างในใช้ไม้ตีข้างนอกให้ได้รูปหม้อส่วนบน แล้วตีด้วยไม้ทำลายแล้วนำไปผึ่งลม นำกลับมาทำเกลียวลายนูนด้วยดินเส้นกลมนำไปผึ่งลมอีกครั้งหนึ่ง  3.  ไหก้น ใช้หินรองข้างในใช้ไม้ตีข้างนอกให้ก้นหม้อเป็นรูปกลม ขั้นตอนนี้ถ้าเป็นหม้อต่อม หม้อสาว หม้อแก๋ง หม้อแก๋งแลว หม้อต้ม หม้อน้ำป๋วย จะเสร็จสมบูรณ์ในขั้นตอนนี้แต่ถ้าเป็นการปั้นหม้อน้ำดอก ผึ่งลมต่อไปเพื่อทำขั้นตอนนี้แต่ถ้าเป็นการปั้นหม้อน้ำดอก ผึ่งลมต่อไปเพื่อทำขั้นต่อไป คือ ติด ส่วนก้น โดยเอาดินติดส่วนก้นทำเป็นฐานสำหรับตั้งหม้อน้ำดอกก็เสร็จเป็นหม้อดินเผา  (  หม้อน้ำดอก  )  1  ใบ
·   การย้อม สีในระยะช่วงผระมาณ พ . ศ .  2490 - 2500 มีการนำเอาดิน สีแดงมาละลายน้ำแล้วทาหม้อดินให้เป็นสีแดง เพื่อความสวยงาม ปัจจุบันใช้ดินจากอำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งมีสีแดงเข้มมากกว่าที่อื่น  ·  การเผา การเผาใช้ลานกว้างบริเวณบ้าน ก่อนจะเผาต้องเอาหม้อดินตากแดดให้ร้อนเสียก่อน หากวันไหนไม่มีแดดก็เผาไม่ได้ ใช้เศษหม้อดินเผาที่แตกรองพื้นดินเผาที่แตกรองพื้นดิน เอาหม้อดินลงเรียง ซอนกันแล้วเอาไม้และฟาง ปกคลุมให้ครอบคลุมหม้อดินเผาให้หมด แล้วคลุมด้วยไม้และฟาง ปกคลุมให้ครอบคลุมหม้อดินเผาให้หมด แล้วคลุมด้วยขี้เถ้าเสร็จแล้วจุดไฟตรงขอบที่ติดดินรอบ ๆ กอง
บทสรุป หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบนี้ ในแต่ละท้องที่จะมีการผลิตเฉพาะหม้อดินที่นำไปใช้สอยต่างกัน และแต่ละแห่งก็จะมีรูปแบบและการผลิตเป็นจองตนเอง เช่น บ้านเปมืองกุง มักจะมีการปั้นหม้อน้ำและน้ำต้น ซึ่งรูปรงของหม้อน้ำจะเป็นหม้อปากแคบกลางป่อง ก้นสอบ มีฝา ที่ไหล่หม้อจะทำเป็นลวดลาย ผิวหม้อน้ำทาเคลือบด้วยดินแดงขัดมัน ส่วนน้ำต้นเป็นคนโทคอยาว มีฝา และได้พัฒนารูปทรงตามความต้องการของตลาด เช่น หม้อก็อก หม้อกลีบมะเฟือง หม้อทรงมะยม ฯลฯ รวมทั้งขั้นตอนการผลิตเป็นแบบแป้นหมุม หรือบ้านหารแก้ว และบ้านกวน มักจะทำเป็นหม้อดินเผาประเภทเป็นภาชนะสำหรับหุงต้มอาหารพื้นบ้าน ขั้นตอนการผลิตจะไม่ใช้แป้นหมุน แต่จะใช้วิธีขึ้นรูปโดยวางชิ้นงานไว้บนตอไม้แล้วปั้นโดยการเดินรอบตอไม้ เป็นต้น อย่างไรก็ดีช่างปั้นดินเผาก็ได้พัฒนารูปแบบและลวดลาย ตลอดจนประเภทของภาชนะที่ได้ผลิตขึ้นนั้นให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดดัง ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าการปั้นหม้อดินเผาจะเป็นงานที่มีความละเอียดและมีขั้นตอนการทำมากมาย ก็ตาม แต่ก็มีปัญหาเรื่องผู้ที่จะสืบทอดวิชาช่างแขนงนี้เพราะคนหนุ่มสาวหันไปทำ อาชีพอย่างอื่น คงเหลือแต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ยังคงผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่อย่างเดิม
จัดทำโดย นายบุญทวี  จันทะพันธ์ รหัส  5419101004 สาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์  (2  ปี ) เสนอ อาจารย์ บรรจง สมบูรณ์ชัย

ถอดบทเรียน

  • 1.
    บ้านจ๊างนัก พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนัก ตั้งอยู่ที่ 56/1 หมู่ 2 ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเล็กๆ ในหมู่บ้านบวกค้าง อันเป็นชุมชนเล็กๆ ของคนยองซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เก่าแก่เท่ากับประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่เลยทีเดียว ซึ่งปัจจุบัน คนยองยังคงอนุรักษ์ และรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และภาษาพูดอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี พิพิธภัณฑ์บ้านจ๊างนักแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปีพ . ศ . 2528 โดยสล่าเพชร วิริยะ ที่เรียกว่าบ้านจ๊างนัก หมายถึง บ้านที่มีช้างมากมายมีช้างแกะสลักทั้งตัวเล็ก ช้างตัวใหญ่ สล่าเพชรเล่าว่าด้วยความผูกพันกับช้าง และช้างก็เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองล้านนามาแต่อดีต จึงได้รวบรวมเพื่อนฝูงตลอดจนลูกศิษย์ผู้มีความรักในศิลปะในการแกะสลักไม้ แบบล้านนามารวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแกะสลักนี้ขึ้นมาจนได้เป็นพิพิธภัณฑ์บ้าน จ๊างนักแห่งนี้
  • 2.
    บ้านถวาย หมู่บ้านหัตถกรรมไม้แกะสลัก ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นแหล่งกำเนิดของงานแกะสลักไม้ในจังหวัดเชียงใหม่ จนผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งด้านคุณค่า และคุณภาพของสินค้า จุดรวมความหลากหลายของงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่น เช่น งานแกะสลักไม้ , งานเดินเส้น แต่งลาย , งานลงรัก – ปิดทอง , แอนติค , เครื่องเงิน , เครื่องเขิน , ผ้าทอ , เครื่องจักรสาน และเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น
  • 3.
    กว่าจะมาเป็นบ้านถวายหมู่บ้านไม้แกะสลัก อดีตที่ผ่านมา 40 กว่าปี บ้านถวายได้สืบสานงานไม้แกะสลัก จากรุ่นสู่รุ่น จากการก่อกำเนิดขึ้น ของปูชนียบุคคล 3 ท่าน คือ พ่อหนานแดง พันธุสา , พ่อใจมา อิ่นแก้ว และ พ่อเฮือน พันธุศาสตร์ ที่ได้เดินทางไปทำงาน และเรียนแกะสลักไม้ที่ร้านน้อมศิลป์ บ้าน วัวลาย ประตูเชียงใหม่ เมื่อ พ . ศ . 2500 – 2505 และได้นำมาแพร่หลายในหมู่บ้านถวาย จนกลายเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมไม้แกะสลักที่มีฝีมือ และมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ หัตถศิลป์ที่ขึ้นชื่อของบ้านถวาย     • งานแกะสลักไม้ : ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของบ้านถวาย และจังหวัดเชียงใหม่        • งานเทคนิคสีเนื้อไม้ : เป็นงานที่โชว์ให้เห็นถึงความสวยงามของเนื้อไม้ตามธรรมชาติ        • งานเทคนิคสีแตกลายงา : เป็นงานที่ตั้งใจให้สีเกิดการแตกแยกตัว เพื่อให้ดูคล้ายของเก่า – โบราณ        • งานแอนติค : เป็นงานที่ทำขึ้น โดยใช้เทคนิคสีต่าง ๆ ทำเลียนแบบของเก่า – โบราณ
  • 4.
    บ้านเหมืองกุง เครื่องเคลือบดินเผาสังคโลก เครื่องสังคโลกเป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดพิเศษและมีชื่อเสียงมากมีลักษณะเป็นสีเขียวไข่กา ปั้นด้วยมือเคลือบน้ำยาแล้วเข้าเตาเผา เป็นวิธีเดียวกันกับที่ทำมาแล้วในสมัยโบราณ สินค้าสำเร็จรูปที่เป็นสังคโลก นี้นิยมกันแพร่หลาย ทั่วประเทศและทั่วโลก มีตั้งแต่ของใช้จนกระทั่งถึงโป๊ะตะเกียง แจกัน จาน ที่เขี่ยบุหรี่ ขันและเครื่องถ้วยชามอื่น ๆ แหล่งผลิตอยู่แถวถนนเชียงใหม่ - สันกำแพง ถนนโชตนาและแหล่งอื่นๆ ได้แก่        หมู่ บ้านเครื่องปั้นดินเผาเหมืองกุง ต . หนองควาย อ . หางดง เป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่าง ๆ เช่น หม้อแกง หม้อน้ำ แจกัน โดยเฉพาะน้ำต้น ( คนโทใส่น้ำที่ชาวเหนือนิยมวางไว้หน้าบ้านให้ผู้ผ่านไปมาได้ ดื่มดับกระหาย ) นั้นเป็นที่นิยมทั่วไปแก่คนที่พบเห็น ปัจจุบันได้มีการพัฒนากรรมวิธีในการผลิตและรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาเพื่อให้ ผลิตภัณฑ์มีสีสันสดขึ้น บ้านเหมืองกุงอยู่ห่างจากตัว จังหวัดเชียงใหม่ ไปตามเส้นทางเชียงใหม่ - หางดง ประมาณ 10 กิโลเมตร หรือจากถนนสายวงแหวน ทางหลวงหมายเลข 11 สนามบิน ประมาณ 6 กิโลเมตร โดยอยู่ก่อนถึงทางแยกตัดใหม่สายหางดง - สะเมิงเพียง
  • 5.
    ศิลาดล ศิลาดลเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้ความร้อนสูง เคลือบด้วยขี้เถ้าไม้ผสมดินหน้านาทำให้เคลือบเป็นสีเขียวเหมือนหยกเป็นการเคลือบธรรมชาตไม่ใช้สารเคมี ศิลาดล ( celadon ) หรือเครื่องปั้นดินเผาสังคโลก หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่เคลือบด้วยวัสดุธรรมชาติมีลักษณะเป็นเคลือบใสสีเขียว หยกมองทะลุเนื้อดินได้ ผิวเคลือบจะราน ( แตกลายงา crack ) สีเขียวที่เกิดขึ้นทำได้โดยการเอาไม้ก่อไม้รกฟ้ามาเผาเอาขี้เถ้า แล้วนำมาผสมกับดินหน้าผิวนาแล้วเผาเคลือบด้วยวิธี ลดออกซิเจน ( reducing ) เผาความร้อนสูงประมาณ 1,2060-1,300 องศาเซลเซียส ซิลากลหรือสังคโลก มาจากคำภาษอังกฤษสันสกฤตคำว่า " ศิลา " แปลว่าหิน " ดล " แปลว่าเขียว รวมกันแปลว่ าหินสีเขียว เป็นผลงานความพยายามของมนุษย์ที่จะเลียนแบบ หยก ในธรรมชาติ โดยที่หยกได้รับความนิยมว่าเป็๋นหินที่ได้รับความนิยมว่าเป็นหินธรรมชาติที่แข็งแกร่งสวยงาม และนำโชคลาภมาให้ " ศิลาดล " ทำขึ้นโดยวัสดุธรรมชาติล้วนๆไม่มีสารเคมีใด ๆ เจือปนจึงได้รับยกย่องว่ามีความปลอดภัยสุงจึงใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร " ศิลาดล " มักตกแต่งให้สวยงามโดยการขูดแกะสลักเซาะร่องหรือ กด ประทับ ก่อนที่จะเคลือบ
  • 6.
    ขั้นตอนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภท "ศิลาดล " 1. การเตรียมดินโดยการย่อยบดให้ละเอียดแล้วนำมาร่อนเพื่อให้แน่ใจว่าดินที่ได้ เป็นดินที่มีคุณภาพจริง ๆ 2. นำดินที่ได้จากขั้นตอนที่หนึง ไหผสมน้ำล้าให้สะอาดไม่ให้มีเศษขี้เหล็กหรือวัตถุอื่นใดปะปนอยู่แล้วนำไปใส่ ในเครื่องอัดดิน เพื่ออัดเอาน้ำในดินออกให้เหลือดินเป็นแผ่น ๆ 3. หลังจากผ่านเครื่องอัดดินแล้วจะต้องทิ้งไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกชั่วครู่เพื่อให้อินทรีย์สารในดินนั้นเกิดการรวมตัว 4. นำดินที่ได้จากขั้นตอนที่ 3 มานวดเพื่อไล่ฟองอากาศ 5. นำดินที่ได้จากขั้นที่ 4 มาขึ้นรูปบนแป้นหมุน ( การปั้นเป็นภาชนะต่าง ๆ ) 6. หลังจากขึ้นรูปเรียบร้อยแล้ว ต้องปล่อยให้ชิ้นงานนั้นแห้งตามธรรมชาติ 7. นำขึ้นงานที่ได้นั้นมารแกะสลักตามที่เราต้องการ ( แกะเนื้อดิน ) 8. นำชิ้นงานนั้นไปเผาในเตาเผา ซึ่งมีอุณหภูมิ ประมาณ 800 องศาเซลเซียสหรือที่เรียกว่า " บิสกิ๊ต "( BISCGUE FIRED ) ซึ่ งสามารถโดนน้ำได้ ขั้นตอนนี้หลังจากเผาเสร็จจะต้องเฃ็ครอบร้าวหรือความลกพร่องต่าง ๆ 9. นำชิ้นงาน ( " บิสนกิ๊ต " ) ที่ผ่านการตรวจเช็คคุณภาพแล้วไปตกแต่งเขียนลายตามที่ต้องการก่อนนำไปเคลือลด้วยน้ำเคลือบที่มีส่วนผสม ของดินหน้านา และผสมกับขี้เถ้าไม้ก่อไม้รกฟ้า หลังจากนั้นจุ่มในน้ำเคลือบแล้วทิ้งไว้ให้แหงแล้วตกแต่งเครือบให้ละเอียด 10. นำไปเผาในเตาเผาซึ่งใฃ้อุณหภูมิประมาณ 1260-1300 องศาเซลเซียส
  • 7.
    วิธีการทำเครื่องปั้นดินเผา วัตถุดิบ คือดินซึ่งได้จากท้องนา การสังเกตดินที่ดีคือ ต้องมีสีดำเป็นมันเลื่อม และหน้าแล้งจะแตก ท้องนาบางแห่งต้องขุดเอาหน้าดินออกก่อนชั้นต่อไปจึงใช้ได้ การเตรียมดิน นำดินมาททุบให้เป็นก้อนเล็ก ๆ นำไปตากแดดให้แห้งเอามาทุบให้ละเอียดใส่ลงเป๊าะ ( ตระกร้า ) นำไปแช่น้ำในหลุมที่ทำไว้โดยแช่ไว้ 1 คืน ตอนเช้าก็เอามานวดผสมทราย อันราส่วนประมาณดิน 3 ส่วนต่อทราย 1 ส่วน การขึ้นรูปและการปั้นหม้อดินเผา วิธีการขึ้นรูปจะกดดินเป็นแผ่นกลมแบนเป็นส่วนก้นหม้อวางบนแป้นไม้ ทำการปั้นบนตอไม้ที่ฝังแน่นหรือภาชนะที่สูงขนาดแทนตอไม้ได้ แล้วปั้นดินเหนียวให้กลมยาวนำมาวางเป็นวงกลมบนส่วนก้นหม้อ ใช้มือบีบดินวงกลมให้เป็ทรงกระบอกใช้ไม้สำหรับตบแต่งกับมือขึ้นรูปหม้อต่อไป
  • 8.
    การขึ้นรูปและปั้นจะวางชิ้นงานไว้บนตอไม้และปั้นโดยการเดินรอบตอไม้แทนการใช้แป้นหมุน ดังจะลำดับขั้นตอนการปั้นหม้อดินเผาดังนี้ 1. ก่อปาก เป็นการขึ้นรูปครั้งแรก ต่อจากการทำก้นหม้อ เป็นรูปแบนวงกลมต่อไปก่อขอบดินกลมยาวที่คลึงให้เป็นลักษณะ แท่งนำมาก่อขึ้นรูป ขั้นตอนนี้จะต้องเดินหมุนรอบตอไม้แทนแป้นหมุนจนเป็นรูปทรงกระบอก แล้วแต่งให้กลมเรียบมีปากหม้อเพียงส่วนเดียวที่มองเป็นว่าเป็นปากหม้อดิน ทำลักษณะนี้ทุกใบจนดินที่ตรียมไว้หมด ผึ่งลมไว้ในที่ร่ม 2. ไหไหลปากหม้อ ใช้หินกลมรองข้างในใช้ไม้ตีข้างนอกให้ได้รูปหม้อส่วนบน แล้วตีด้วยไม้ทำลายแล้วนำไปผึ่งลม นำกลับมาทำเกลียวลายนูนด้วยดินเส้นกลมนำไปผึ่งลมอีกครั้งหนึ่ง 3. ไหก้น ใช้หินรองข้างในใช้ไม้ตีข้างนอกให้ก้นหม้อเป็นรูปกลม ขั้นตอนนี้ถ้าเป็นหม้อต่อม หม้อสาว หม้อแก๋ง หม้อแก๋งแลว หม้อต้ม หม้อน้ำป๋วย จะเสร็จสมบูรณ์ในขั้นตอนนี้แต่ถ้าเป็นการปั้นหม้อน้ำดอก ผึ่งลมต่อไปเพื่อทำขั้นตอนนี้แต่ถ้าเป็นการปั้นหม้อน้ำดอก ผึ่งลมต่อไปเพื่อทำขั้นต่อไป คือ ติด ส่วนก้น โดยเอาดินติดส่วนก้นทำเป็นฐานสำหรับตั้งหม้อน้ำดอกก็เสร็จเป็นหม้อดินเผา ( หม้อน้ำดอก ) 1 ใบ
  • 9.
    · การย้อม สีในระยะช่วงผระมาณ พ . ศ . 2490 - 2500 มีการนำเอาดิน สีแดงมาละลายน้ำแล้วทาหม้อดินให้เป็นสีแดง เพื่อความสวยงาม ปัจจุบันใช้ดินจากอำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งมีสีแดงเข้มมากกว่าที่อื่น · การเผา การเผาใช้ลานกว้างบริเวณบ้าน ก่อนจะเผาต้องเอาหม้อดินตากแดดให้ร้อนเสียก่อน หากวันไหนไม่มีแดดก็เผาไม่ได้ ใช้เศษหม้อดินเผาที่แตกรองพื้นดินเผาที่แตกรองพื้นดิน เอาหม้อดินลงเรียง ซอนกันแล้วเอาไม้และฟาง ปกคลุมให้ครอบคลุมหม้อดินเผาให้หมด แล้วคลุมด้วยไม้และฟาง ปกคลุมให้ครอบคลุมหม้อดินเผาให้หมด แล้วคลุมด้วยขี้เถ้าเสร็จแล้วจุดไฟตรงขอบที่ติดดินรอบ ๆ กอง
  • 10.
    บทสรุป หัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบนี้ ในแต่ละท้องที่จะมีการผลิตเฉพาะหม้อดินที่นำไปใช้สอยต่างกันและแต่ละแห่งก็จะมีรูปแบบและการผลิตเป็นจองตนเอง เช่น บ้านเปมืองกุง มักจะมีการปั้นหม้อน้ำและน้ำต้น ซึ่งรูปรงของหม้อน้ำจะเป็นหม้อปากแคบกลางป่อง ก้นสอบ มีฝา ที่ไหล่หม้อจะทำเป็นลวดลาย ผิวหม้อน้ำทาเคลือบด้วยดินแดงขัดมัน ส่วนน้ำต้นเป็นคนโทคอยาว มีฝา และได้พัฒนารูปทรงตามความต้องการของตลาด เช่น หม้อก็อก หม้อกลีบมะเฟือง หม้อทรงมะยม ฯลฯ รวมทั้งขั้นตอนการผลิตเป็นแบบแป้นหมุม หรือบ้านหารแก้ว และบ้านกวน มักจะทำเป็นหม้อดินเผาประเภทเป็นภาชนะสำหรับหุงต้มอาหารพื้นบ้าน ขั้นตอนการผลิตจะไม่ใช้แป้นหมุน แต่จะใช้วิธีขึ้นรูปโดยวางชิ้นงานไว้บนตอไม้แล้วปั้นโดยการเดินรอบตอไม้ เป็นต้น อย่างไรก็ดีช่างปั้นดินเผาก็ได้พัฒนารูปแบบและลวดลาย ตลอดจนประเภทของภาชนะที่ได้ผลิตขึ้นนั้นให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดดัง ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าการปั้นหม้อดินเผาจะเป็นงานที่มีความละเอียดและมีขั้นตอนการทำมากมาย ก็ตาม แต่ก็มีปัญหาเรื่องผู้ที่จะสืบทอดวิชาช่างแขนงนี้เพราะคนหนุ่มสาวหันไปทำ อาชีพอย่างอื่น คงเหลือแต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ยังคงผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่อย่างเดิม
  • 11.
    จัดทำโดย นายบุญทวี จันทะพันธ์ รหัส 5419101004 สาขาเทคโนโลยีภูมิทัศน์ (2 ปี ) เสนอ อาจารย์ บรรจง สมบูรณ์ชัย