More Related Content
PPTX
PPTX
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
คุณครูอภิชาติเยี่ยมบ้านนักเรียนชั้น ป.2 PDF
คุณครูอภิชาติเยี่ยมบ้านนักเรียนชั้น ป.2 Featured
PDF
2024 Trend Updates: What Really Works In SEO & Content Marketing PDF
Storytelling For The Web: Integrate Storytelling in your Design Process PDF
Artificial Intelligence, Data and Competition – SCHREPEL – June 2024 OECD dis... PDF
How to Leverage AI to Boost Employee Wellness - Lydia Di Francesco - SocialHR... PDF
2024 State of Marketing Report – by Hubspot PDF
Everything You Need To Know About ChatGPT PDF
Product Design Trends in 2024 | Teenage Engineerings PDF
How Race, Age and Gender Shape Attitudes Towards Mental Health PDF
AI Trends in Creative Operations 2024 by Artwork Flow.pdf PDF
PDF
PEPSICO Presentation to CAGNY Conference Feb 2024 PDF
Content Methodology: A Best Practices Report (Webinar) PPTX
How to Prepare For a Successful Job Search for 2024 PDF
Social Media Marketing Trends 2024 // The Global Indie Insights PDF
Trends In Paid Search: Navigating The Digital Landscape In 2024 PDF
5 Public speaking tips from TED - Visualized summary PDF
ChatGPT and the Future of Work - Clark Boyd PDF
Getting into the tech field. what next PDF
Google's Just Not That Into You: Understanding Core Updates & Search Intent PDF
How to have difficult conversations ประวัติเบี้ยหอยโรงเรียนบ้านตึก
- 1.
- 2.
ในวันที่ 17มิถุนายน 2543 ในชั่วโมงวิชาเกษตร คุณครูอานวย อุปถัมภ์
นานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปขุดหลุมเพื่อปลูกกล้วยและ มะพร้าว บริเวณหลัง
โรงฝึกงาน ริมห้วยด้านทิศตะวันออกของโรงเรียนบ้านตึก
นักเรียนต่างก็แยกย้ายไปขุดหลุมตามที่คุณครูมอบหมาย เด็กชายไพศาล สุขสด
เป็นผู้ขุดพบโดยบังเอิญ โดยเสียหายเล็กน้อยที่ปากไหเพราะกระทบกับกระจอบที่ขุด พบ
จานวน 2 ไห สภาพดีเพียงไหเดียว เป็นไหโบราณอายุกว่า 700 ปี ภายในมีหอยเบี้ย
จานวน 2,669 ตัว (ต่อมาพบอีกหนึ้งไห บริเวณทางทิศเหนือริมห้วยของโรงเรียน
บ้านตึก โดยรถที่มาขุดลอกคลอง ภายในบรรจุกระดูก จึงไม่ทราบใครเก็บไว้)
ซึ่งแปลกมากที่ในการนับจานวนหอยเบี้ยในวันทาบุญ จะมีจานวนไม่ตรงกันกับปี
ก่อน ๆ และจานวนที่นับได้มักจะให้โชคลาภเสมอ
เล่าความเป็นมา
- 3.
หอยเบี้ยถูกใช้เป็นเครื่องประดับและเป็นสิ่งของเพื่อแลกเปลี่ยนตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการ
ขุดค้นพบตามหลุมศพต่างๆหอยถูกตีค่าในความหมายของเครื่องประดับที่มีค่า วัสดุอันทรงพลัง มี
คุณค่า ต่อมานามาใช้แลกเปลี่ยนเพื่อซื้อสิ่งของระหว่างกัน
วัฒนธรรมการใช้หอยแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินพบได้ใน จีน อินเดีย ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง
ซึ่งก็อยู่ในเส้นทางการค้าขายทางเรือนั่นเอง โดยประเทศที่ทาการส่งออกหอยเบี้ยคือ หมู่เกาะมัลดิลฟ์
ซึ่งพ่อค้าชาวอาหรับได้ทาการซื้อขายหอยเบี้ย นานกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ตามด้วยพ่อค้าชาวยุโรป ซึ่งมี
หลักฐานการค้าทาสของฝรั่งเศสกับอังกฤษ มีการซื้อขายทาสกับหอยเบี้ย
ในคริสศตวรรษที่ 17 มีเรือพ่อค้าไปติดต่อซื้อหอยเบี้ยที่หมู่เกาะมัลดิลฟ์ถึง 30-40 ลาต่อเดือน และ
นาหอยเบี้ยไปขายทากาไรบนแผ่นดินใหญ่ อีกทอดหนึ่ง หากปีไหนได้หอยเบี้ยมาก อัตราการแลกเงิน
กับหอยเบี้ยก็มีจานวนมาก เข้าหลักการของอุปสงค์และอุปทาน
ประวัติหอยเบี้ย
- 4.
- 5.
หลักฐานการใช้เบี้ยในดินแดนไทย มีมานานมากและขุดค้นพบในแหล่งโบราณสถานได้เสมอๆ
สมัยสุโชทัยมีหลักฐานการใช้หอยเบี้ย คือ
จารึกสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ระบุว่า พระองค์ทรงผนวชที่วัดป่ามะม่วง “…คิดพระราชทานทรัพย์
คือ ทอง(หมื่นหนึ่ง) เงินหมื่นหนึ่ง เบี้ย 10 ล้าน หมาก 2 ล้าน จีวร 400 เมตร หมอนนั่ง หมอนนอน เสื่อ
... เท่านั้น และเครื่องกระยาทานทั้งหลาย ยังมีอเนกประการซึ่งคณามิได้...”
สมัยสุโขทัยมีอัตราแลกเปลี่ยน 800 เบี้ยต่อเฟื้อง (6,400 เบี้ยต่อบาท)
สมัยกรุงศรีอยุธยา
“โยสเซาเต็น” พ่อค้าชาวฮอลันดาในสมัยของพระเจ้าทรงธรรม และพระเจ้าปราสาททอง ซึ่งได้เข้ามาตั้ง
ห้างร้านค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงเบี้ยว่า “เงินตราที่ใช้ในการค้าขายในกรุงศรีอยุธยานั้นทา
ด้วยเงินแท้ มีรูปช้างกลมและเครื่องหมายของพระเจ้าแผ่นดินประทับ มีอยู่ 3 ชนิด คือ เงินบาท เงินสลึง
และเงินเฟื้อง คือ 4 สลึง เท่ากับ 8 เฟื้อง หรือ 1 บาท แต่เพื่อสะดวกในการชาระเงินสาหรับราษฎรสามัญ
ทั่วๆไป ยังมีเงินตราอีกชนิดหนึ่งคือ เบี้ย ซึ่งเป็นหอยทะเลที่มาจากมะนิลา หรือเกาะบอร์เนียว เบี้ย
ดังกล่าวจานวน 800 หรือ 900 เบี้ย มีราคาเท่ากับ 1 เฟื้อง และกล่าวว่าพกเบี้ยไปจ่ายตลาดเพียง 5 เบี้ย
10 เบี้ย หรืออย่างมาก 20 เบี้ยก็เพียงพอแล้ว”
หลักฐานการใช้หอยเบี้ย
- 6.
- 7.
ประมาณช่วงปลายอยุธยา สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเบี้ยหอยขาดแคลนมาก จึงนิยมใช้ ประกับดินเผาที่ทาจากดินเป็น
รูปต่างๆ เช่น ดอกบัว, กระต่าย, ไก่ เป็นต้น ใช้แทนเบี้ยหอยในชั่ว ระยะหนึ่ง แต่เนื่องจากชารุดง่าย จึงใช้เป็นช่วงสั้นๆ
เท่านั้น
สมัยกรุงธนบุรี อยู่ในภาวะสงคราม อัตราแลกเปลี่ยน 200 เบี้ยต่อเฟื้อง (1,600 เบี้ยต่อบาท) ในขณะที่สภาพสังคม
การใช้เบี้ยในวันๆหนึ่งเพียง 3-4 เบี้ยก็พอซื้อของกินได้ ชี้ให้เห็นว่าเบี้ยมีมูลค่าสูงขึ้น
สมัยรัชกาลที่ 1 มีพระบรมราชโองการกาหนดโทษผู้ที่ขายเบี้ยมากกว่า 400 เบี้ยต่อเฟื้อง
สมัยรัชกาลที่ 3 มีการค้าขายมากมาย พ่อค้านาหอยเข้ามามาก เศรษฐกิจดี ทาให้เกิดภาวะเบี้ยเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน
1,300 เบี้ยต่อเฟื้อง (10,400 เบี้ยต่อบาท) รัชกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่สาคัญคือ มีพระราชดาริที่จะยกเลิกการใช้
หอยเบี้ย โดยดาริเห็นว่า หอยเป็นสัตว์ เป็นการทารุน เป็นบาป จึงโปรดให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) หาทางแก้ไข และ
ทรงเห็นว่า เมืองสิงคโปร์ ใช้เบี้ยโลหะ จึงพระราชทานให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) ปรึกษามิสเตอร์หันแตร ที่บ้านกุฎีจีน
สั่งทาแบบเหรียญโลหะแทนเบี้ย จากประเทศวิลาศ(อังกฤษ) คือเหรียญดอกบัว และเหรียญรูปช้าง สั่งทาแบบละ 500
เหรียญ แต่ไม่ทรงโปรดเนื่องด้วยเป็นยี่ห้อกรมท่า (เหรียญดอกบัว) และเหมือนลังกา (เหรียญช้าง) ไม่สื่อถึงประเทศ
จึงมีพระราชดาริอีกครั้งให้ทาเหรียญรูปปราสาท สั่งไปยังเจ้าวิลาศ แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน
ค่าของเบี้ย
- 8.
- 9.
สมัยรัชกาลที่ 4ระบุว่า “..กินอาหารมื้อหนึ่งใช้เบี้ยถึง 100 เบี้ย ก็ไม่เต็มอิ่ม...”
จนเมื่อการทาสนธิสัญญาการค้ากับต่างประเทศ ทาให้ประเทศมีอัตราการใช้เงินอย่างมาก
เงินพดด้วงไม่พอใช้และยังมีปลอมอีกมาก ประกอบกับได้รับบรรณาการเครื่องจักรผลิต
เหรียญมาแล้วจากอังกฤษ จึงมีการผลิตเหรียญดีบุกและทองแดงแทนเบี้ยหอย ทาให้
ระบบการใช้หอยเบี้ยยกเลิกไปในที่สุด อีกทั้งภาวะสินค้าเริ่มมีมูลค่าสูงขึ้นในตัว เงินระบบ
ย่อยก็หมดความหมายลง
สิ้นสุดหอยเบี้ย
- 10.
- 11.
- 12.
- 13.
- 14.
- 15.
- 16.