Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
EN
Uploaded by
ssuserb692c6
PPT, PDF
59 views
ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานป้องกันและระงับภัย.ppt
ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานป้องกันและระงับภัย
Recruiting & HR
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 266
2
/ 266
3
/ 266
4
/ 266
5
/ 266
6
/ 266
7
/ 266
8
/ 266
9
/ 266
10
/ 266
11
/ 266
12
/ 266
13
/ 266
14
/ 266
15
/ 266
16
/ 266
17
/ 266
18
/ 266
19
/ 266
20
/ 266
21
/ 266
22
/ 266
23
/ 266
24
/ 266
25
/ 266
26
/ 266
27
/ 266
28
/ 266
29
/ 266
30
/ 266
31
/ 266
32
/ 266
33
/ 266
34
/ 266
35
/ 266
36
/ 266
37
/ 266
38
/ 266
39
/ 266
40
/ 266
41
/ 266
42
/ 266
43
/ 266
44
/ 266
45
/ 266
46
/ 266
47
/ 266
48
/ 266
49
/ 266
50
/ 266
51
/ 266
52
/ 266
53
/ 266
54
/ 266
55
/ 266
56
/ 266
57
/ 266
58
/ 266
59
/ 266
60
/ 266
61
/ 266
62
/ 266
63
/ 266
64
/ 266
65
/ 266
66
/ 266
67
/ 266
68
/ 266
69
/ 266
70
/ 266
71
/ 266
72
/ 266
73
/ 266
74
/ 266
75
/ 266
76
/ 266
77
/ 266
78
/ 266
79
/ 266
80
/ 266
81
/ 266
82
/ 266
83
/ 266
84
/ 266
85
/ 266
86
/ 266
87
/ 266
88
/ 266
89
/ 266
90
/ 266
91
/ 266
92
/ 266
93
/ 266
94
/ 266
95
/ 266
96
/ 266
97
/ 266
98
/ 266
99
/ 266
100
/ 266
101
/ 266
102
/ 266
103
/ 266
104
/ 266
105
/ 266
106
/ 266
107
/ 266
108
/ 266
109
/ 266
110
/ 266
111
/ 266
112
/ 266
113
/ 266
114
/ 266
115
/ 266
116
/ 266
117
/ 266
118
/ 266
119
/ 266
120
/ 266
121
/ 266
122
/ 266
123
/ 266
124
/ 266
125
/ 266
126
/ 266
127
/ 266
128
/ 266
129
/ 266
130
/ 266
131
/ 266
132
/ 266
133
/ 266
134
/ 266
135
/ 266
136
/ 266
137
/ 266
138
/ 266
139
/ 266
140
/ 266
141
/ 266
142
/ 266
143
/ 266
144
/ 266
145
/ 266
146
/ 266
147
/ 266
148
/ 266
149
/ 266
150
/ 266
151
/ 266
152
/ 266
153
/ 266
154
/ 266
155
/ 266
156
/ 266
157
/ 266
158
/ 266
159
/ 266
160
/ 266
161
/ 266
162
/ 266
163
/ 266
164
/ 266
165
/ 266
166
/ 266
167
/ 266
168
/ 266
169
/ 266
170
/ 266
171
/ 266
172
/ 266
173
/ 266
174
/ 266
175
/ 266
176
/ 266
177
/ 266
178
/ 266
179
/ 266
180
/ 266
181
/ 266
182
/ 266
183
/ 266
184
/ 266
185
/ 266
186
/ 266
187
/ 266
188
/ 266
189
/ 266
190
/ 266
191
/ 266
192
/ 266
193
/ 266
194
/ 266
195
/ 266
196
/ 266
197
/ 266
198
/ 266
199
/ 266
200
/ 266
201
/ 266
202
/ 266
203
/ 266
204
/ 266
205
/ 266
206
/ 266
207
/ 266
208
/ 266
209
/ 266
210
/ 266
211
/ 266
212
/ 266
213
/ 266
214
/ 266
215
/ 266
216
/ 266
217
/ 266
218
/ 266
219
/ 266
220
/ 266
221
/ 266
222
/ 266
223
/ 266
224
/ 266
225
/ 266
226
/ 266
227
/ 266
228
/ 266
229
/ 266
230
/ 266
231
/ 266
232
/ 266
233
/ 266
234
/ 266
235
/ 266
236
/ 266
237
/ 266
238
/ 266
239
/ 266
240
/ 266
241
/ 266
242
/ 266
243
/ 266
244
/ 266
245
/ 266
246
/ 266
247
/ 266
248
/ 266
249
/ 266
250
/ 266
251
/ 266
252
/ 266
253
/ 266
254
/ 266
255
/ 266
256
/ 266
257
/ 266
258
/ 266
259
/ 266
260
/ 266
261
/ 266
262
/ 266
263
/ 266
264
/ 266
265
/ 266
266
/ 266
More Related Content
PDF
พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550
by
Poramate Minsiri
PDF
แนวข้อสอบเจ้าพนักงาน/นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ประชาสัมพันธ์ ไตรมาสที่ 1 2 ประจำปี 2560
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
PDF
แผนงาน.โครงการ11หลักสูตร ปี 2560 ไตรมาสที่ 1-2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
PDF
พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 แ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกิจการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนพ.ศ.2553
by
อินทนนท์ พูลทอง
PDF
นส.ประชาสัมพันธ์8หลักสูตร รอบแรก ไตรมาสที่ 3.4(ปรับปรุงใหม่)
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
PDF
นส.ประชาสัมพันธ์8หลักสูตร รอบแรก ไตรมาสที่ 1.2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550
by
Poramate Minsiri
แนวข้อสอบเจ้าพนักงาน/นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ประชาสัมพันธ์ ไตรมาสที่ 1 2 ประจำปี 2560
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
แผนงาน.โครงการ11หลักสูตร ปี 2560 ไตรมาสที่ 1-2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 แ...
by
ประพันธ์ เวารัมย์
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยกิจการอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนพ.ศ.2553
by
อินทนนท์ พูลทอง
นส.ประชาสัมพันธ์8หลักสูตร รอบแรก ไตรมาสที่ 3.4(ปรับปรุงใหม่)
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
นส.ประชาสัมพันธ์8หลักสูตร รอบแรก ไตรมาสที่ 1.2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
Similar to ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานป้องกันและระงับภัย.ppt
PDF
หนังสือประชาสัมพันธ์ไตรมาสที่ 1 และ 2(สถานประกอบกิจการ)
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
PDF
แนวข้อสอบพนักงานปฏิบัติการด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
kidsana pajjaika
PDF
แนวข้อสอบพนักงานปฏิบัติการด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
kidsana pajjaika
PDF
งานนำเสนองานป้องกันฯ 26 05- 60
by
gel2onimal
PDF
สำนักกฎหมาย กรมทางหลวง .pdf
by
ssuser16715c1
PDF
ชาวฉุกเฉินสบายใจ...ไม่ถูกฟ้อง อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์
by
taem
PDF
นส.ประชาสัมพันธ์ 2559 ไตรมาสที่ 1.2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
PDF
ประชาสัมพันธ์โครงการฝึกอบรมไตรมาส 1 2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
PDF
Safe work environment กฎกระทรวง2549
by
Moshimoro Moro
PDF
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานงานอาชีวอนามัยฯ ปี 2549 (กฎหมาย จป คปอ)
by
biology10000
PDF
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
PDF
Manager
by
Guest ขาวงาม
หนังสือประชาสัมพันธ์ไตรมาสที่ 1 และ 2(สถานประกอบกิจการ)
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
แนวข้อสอบพนักงานปฏิบัติการด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
kidsana pajjaika
แนวข้อสอบพนักงานปฏิบัติการด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
by
kidsana pajjaika
งานนำเสนองานป้องกันฯ 26 05- 60
by
gel2onimal
สำนักกฎหมาย กรมทางหลวง .pdf
by
ssuser16715c1
ชาวฉุกเฉินสบายใจ...ไม่ถูกฟ้อง อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์
by
taem
นส.ประชาสัมพันธ์ 2559 ไตรมาสที่ 1.2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
ประชาสัมพันธ์โครงการฝึกอบรมไตรมาส 1 2
by
วิทยาลัยป้องกันฯ วิทยาเขตขอนแก่น
Safe work environment กฎกระทรวง2549
by
Moshimoro Moro
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานงานอาชีวอนามัยฯ ปี 2549 (กฎหมาย จป คปอ)
by
biology10000
ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560
by
ประพันธ์ เวารัมย์
Manager
by
Guest ขาวงาม
More from ssuserb692c6
PPTX
บรรยาย เรื่องชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ชรบ..pptx
by
ssuserb692c6
PPTX
บรรยาย เรื่องการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน .pptx
by
ssuserb692c6
PDF
.กฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์ฉุกเฉิน2.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
handoutภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ปี65.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
ใช้สอน เภสัชวิทยาทั่วไป สอน EMR 65.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
บรรยายหลักการใช้วิทยุสื่อสาร EMR 65.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
.กฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์ฉุกเฉิน.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
บรรยายความรู้ด้านความปลอดภัยEMR63 (5).pdf
by
ssuserb692c6
PPTX
บรรยายให้ความรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น.pptx
by
ssuserb692c6
PPTX
การแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศไทยล.pptx
by
ssuserb692c6
PDF
ความรู้และความปลอดภัยกับก๊าซหุงต้ม ปตท_.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
handoutภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ปี65.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
บรรยายการช่วยฟื้นคืนชีพ 2020 สอน EMR.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
ปฏิบัติการช่วยคลอดฉุกเฉินปรับปรุงล่าสุด.pdf
by
ssuserb692c6
PDF
บรรยายความรู้เกี่ยวกับการจัดการสาธารณภัย.pdf
by
ssuserb692c6
PPT
ความรู้เกี่ยวกับงูที่มีพิษและไม่มีพิษ.ppt
by
ssuserb692c6
PPTX
วิธีการยกเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บemr2565.pptx
by
ssuserb692c6
บรรยาย เรื่องชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ชรบ..pptx
by
ssuserb692c6
บรรยาย เรื่องการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน .pptx
by
ssuserb692c6
.กฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์ฉุกเฉิน2.pdf
by
ssuserb692c6
handoutภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ปี65.pdf
by
ssuserb692c6
ใช้สอน เภสัชวิทยาทั่วไป สอน EMR 65.pdf
by
ssuserb692c6
บรรยายหลักการใช้วิทยุสื่อสาร EMR 65.pdf
by
ssuserb692c6
.กฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์ฉุกเฉิน.pdf
by
ssuserb692c6
บรรยายความรู้ด้านความปลอดภัยEMR63 (5).pdf
by
ssuserb692c6
บรรยายให้ความรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น.pptx
by
ssuserb692c6
การแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศไทยล.pptx
by
ssuserb692c6
ความรู้และความปลอดภัยกับก๊าซหุงต้ม ปตท_.pdf
by
ssuserb692c6
handoutภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ปี65.pdf
by
ssuserb692c6
บรรยายการช่วยฟื้นคืนชีพ 2020 สอน EMR.pdf
by
ssuserb692c6
ปฏิบัติการช่วยคลอดฉุกเฉินปรับปรุงล่าสุด.pdf
by
ssuserb692c6
บรรยายความรู้เกี่ยวกับการจัดการสาธารณภัย.pdf
by
ssuserb692c6
ความรู้เกี่ยวกับงูที่มีพิษและไม่มีพิษ.ppt
by
ssuserb692c6
วิธีการยกเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บemr2565.pptx
by
ssuserb692c6
ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานป้องกันและระงับภัย.ppt
1.
ความรู้เกี่ยวกับการให้ความคุ้มครอง ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและระงับ อัคคีภัย โครงการฝึกอบรมหลักสูตรพนักงานดับ เพลิงขั้นก้าวหน้า รุ่นที่ 1/2566 ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9
พิษณุโลก วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 โดย นายเฉลิมวุฒิ เครืออินทร์ โดย นายเฉลิมวุฒิ เครืออินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการคดีปกครอง รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการกลุ่มอำนวยการคดีปกครอง รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก ผู้อำนวยการสำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก
2.
ที่มาของผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกัน ที่มาของผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกัน และระงับอัคคีภัย และระงับอัคคีภัย • พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.
๒๕๕๐ มาตรา ๔ได้กำหนดให้มีเจ้าพนักงานเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพ ระราชบัญญัติดังกล่าวกระทรวงมหาดไทยจึงได้ออกระเบียบ กระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการ ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๓ ขึ้น • คำว่า “เจ้าพนักงาน” พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสา ธารณภัยพ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “เจ้า พนักงาน” หมายความว่าผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ใน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ตามพระ ราชบัญญัตินี้ 2 2
3.
คุณสมบัติ คุณสมบัติ • ระเบียบฯข้อ ๕
กำหนดให้ผู้อำนวยการมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้า พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากผู้มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย และมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นผู้ที่ ปฏิบัติงาน หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยและเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนด หรือ หลักสูตรอื่นที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้การ รับรอง และ (๒) เป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างประจำพนักงานราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล หรือสารวัตรกำนัน 3 3
4.
ผู้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ผู้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงาน • ผู้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ได้แก่
ผู้อำนวยการ ดังต่อไป นี้ ๑.) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยใน ฐานะผู้อำนวยการกลางมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ ปฏิบัติหน้าที่ได้ทั่วราชอาณาจักร ๒.) ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ในเขตจังหวัด ๓.) นายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการอำเภอมีอำนาจแต่งตั้ง เจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ในเขตอำเภอ 4 4
5.
๔.) ผู้บริหารท้องถิ่นขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นในฐานะ ผู้อำนวยการท้องถิ่น มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงาน ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ในเขต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ ๕.)
ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร มีอำนาจ แต่งตั้งเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ในเขต กรุงเทพมหานคร 5 5
6.
การสิ้นสุดลงของความเป็นเจ้า การสิ้นสุดลงของความเป็นเจ้า พนักงาน พนักงาน ๑.) ขาดคุณสมบัติตามระเบียบกระทรวง มหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการ ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ.
๒๕๕๓ ข้อ ๖(๑) ๒.) ผู้อำ นวยการมีคำสั่งให้พ้นจากหน้าที่ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๖ (๒) 6 6
7.
อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน • ๑. การเข้าดำเนินการเบื้องต้นเพื่อระงับสาธารณภั ย
(มาตรา ๒๔ และระเบียบฯ ข้อ ๑๐ (๑)) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ ประสบเหตุสาธารณภัยมีหน้าที่ต้องเข้าดำ เนินการเบื้อง ต้นเพื่อระงับสาธารณภัยแล้วรีบรายงานให้ผู้อำนวยการ ท้องถิ่นที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นเพื่อสั่งการต่อไป 7 7
8.
• ในการเข้าดำเนินการเบื้องต้นเพื่อระงับสาธารณภัยนั้น เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีอำนาจ ดำเนินการใด ๆ
เพื่อคุ้มครองชีวิตหรือป้องกันภยันตราย ที่จะเกิดแก่บุคคลได้ในกรณีมีเหตุจำเป็นอันไม่อาจหลีก เลี่ยงได้ โดยเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ประสบเหตุมีอำนาจดำเนินการใดๆเพื่อคุ้มครองชีวิต หรือป้องกันภยันตรายที่จะเกิดแก่บุคคลตามหลักเกณฑ์ มาตรฐานการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและภายใต้ เงื่อนไขของสถานการณ์ที่จำเป็นในการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยนั้น และอาจเรียกอาสาสมัคร หรือ ร้องขอพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในพื้นที่ช่วย เหลือในการดำ เนินการดังกล่าวด้วยก็ได้ 8 8
9.
• เนื่องจากสาธารณภัยอาจเกิดได้ทุกเวลาและสถานที่ การที่กำหนดให้ผู้อำนวยการต่าง ๆ
เป็นผู้ต้องรับผิด ชอบในการเข้าดำเนินการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยเสียทุกกรณีในข้อเท็จจริงไม่อาจจะ ดำเนินการได้และในแต่ละพื้นที่ย่อมจะมีเจ้าพนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอยู่เพื่อประโยชน์ใน การเข้าดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในเบื้องต้นก่อนที่ผู้อำนวยการจะเข้าดำนินการตาม ขั้นตอนของกฎหมายต่อไป จึงกำหนดให้เป็นหน้าที่ ของเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยที่ประสบสาธารณภัย ที่จะต้องเข้าดำเนิน การเบื้องต้นเพื่อระงับสาธารณภัยนั้น 9 9
10.
• ๒. การเข้าไปในอาคารหรือสถานที่
(มาตรา ๒๖ วรรค หนึ่ง และ ระเบียบฯ ข้อ ๑๐ (๒)) เมื่อเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมี ความจำเป็นต้องเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ใกล้เคียง กับพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยเพื่อทำการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยให้ดำเนินการ ดังนี้ (๑) แสดงเจตนาในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ต่อ เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือสถานที่ก่อน เมื่อได้ รับอนุญาตจึงเข้าไปได้เว้นแต่ 10 10
11.
(๑.๑) กรณีไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือสถานที่อยู่ในเวลานั้นและปรากฏว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดที่ จะลดความสูญเสีย ในชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สินของบุคคลอัน เนื่องจากเหตุสาธารณภัยนั้น เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปในอาคาร หรือสถานที่ ดังกล่าวได้ (๑.๒)
กรณีเมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ อนุญาตให้เข้าไปในอาคารหรือสถานที่แต่หากผู้อำนวยการ ซึ่งได้ควบคุมหรือร่วมในการปฏิบัติหน้าที่นั้น เห็นว่ามีความจำ เป็นต้องเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ดังกล่าว เพื่อทำการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและสั่งการให้เจ้าพนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ นั้นได้ 11 11
12.
(๒) กระทำการเท่าที่จำเป็นแห่งการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยเพื่อการยับยั้งแก้ไขความ เสียหายที่จะเกิดขึ้นโดยใช้ความระมัดระวัง (๓) เมื่อดำเนินการแล้วให้รายงานผู้อำนวย การในเขตพื้นที่ที่เกิด สาธารณภัยนั้นทราบโดยเร็ว 12 12
13.
• ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยบางกรณีอาจต้อง เข้าไปในอาคารหรือสถานที่ที่บุคคลอื่นมีกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิครอบครองอยู่ ซึ่งตามปกติไม่อาจเข้าไปได้เพราะจะ เป็นการล่วงละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของผู้นั้น(บุกรุก) •
เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดให้ใน กรณีจำ เป็นเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สามารถเข้าไปในอาคารหรือสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับ บริเวณที่เกิดสาธารณภัยเพื่อทำการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยได้แต่การเข้าไปนั้นจะกระท ได้ต่อเมื่อได้รับ อนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสถานที่ แล้ว เว้นแต่ไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองอยู่ในเวลานั้น หรือเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของผู้อำนวยการก็ให้กระทำ ได้แม้เจ้าของหรือผู้ครอบครองจะไม่ได้อนุญาต 13 13
14.
• โดยยังคงถือหลักการในเรื่องของกรรมสิทธิ์และ สิทธิครอบครองในอาคารหรือสถานที่นั้นอยู่ และการที่จะเข้าไปได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต นั้นก็จะมีได้เฉพาะกรณีจำเป็นหรือกระทำการ ภายใต้คำสั่งของผู้อำนวยการที่มีอำนาจตาม กฎหมายที่จะเข้าไปหรือใช้อาคารหรือสถานที่ ใดเพื่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 14 14
15.
• ๑.๓ การสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองขนย้ายทรัพย์สิน
หรือ การขนย้ายทรัพย์สินนั้นเอง (มาตรา ๒๖ วรรคสอง วรรคสาม และระเบียบฯ ข้อ ๑๐ (๓)) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีอำนาจ สั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองขนย้ายทรัพย์สินที่อยู่ใน อาคารหรือสถานที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยซึ่ง เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสาธารณภัยได้ง่ายออกจากอาคารหรือ สถานที่ดังกล่าวได้ ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ปฏิบัติตามคำ สั่งให้ขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานที่ดังกล่าว เจ้าพนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีอำนาจขนย้ายทรัพย์สินนั้น ได้ ตามความจำเป็นแก่การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่ต้องรับผิด ชอบบรรดาความเสียหายอันเกิดจากการกระทำดังกล่าว 15 15
16.
• ในการขนย้ายทรัพย์สินนั้น เจ้าพนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยต้องขนย้ายทรัพย์สินไปไว้ยังสถานที่ ที่ปลอดภัยเมื่อได้ ดำ
เนินการแล้วและทรัพย์สินดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายหรือ สารเคมีให้ประสานเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่ มีหน้าที่โดยตรงเพื่อ ดำ เนินการต่อไป • การใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยตามข้อนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายอัน อาจเกิดแก่ทรัพย์สินในอาคารหรือสถานที่ของเจ้าของหรือผู้ ครอบครอง จึงได้กำหนดให้เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยเข้าดำ เนินการดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบบรรดาความเสียหายอันเกิดจากการก ระทำดังกล่าวเนื่องจากได้มีการแจ้งให้ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ ครอบครองได้ทราบเพื่อดำเนินการแล้ว 16 16
17.
• ๑.๔ การแจ้งให้ตรวจสอบอาคารหรือสถานที่ (มาตรา
๔๐) ในกรณีที่เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยพบเห็นว่าอาคารหรือสถานที่ใดมีสภาพที่ อาจก่อให้เกิดสาธารณภัยได้โดยง่าย หรือมีวัสดุหรือ สิ่งของใดในอาคารหรือสถานที่ใด ที่อาจก่อให้เกิด สาธารณภัยได้ให้แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าด้วยการนั้นทราบ เพื่อตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ต่อไปเช่นตรวจสอบว่า อาคารใดไม่ได้มาตรฐาน หรือ อยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัยอาจก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ก็ให้มีอำนาจแจ้งเจ้าพนักงานควบคุมอาคารเพื่อ ทำการตรวจสอบตามกฎหมายควบคุมอาคาร เป็นต้น 17 17
18.
• ๑.๕ การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการท้องถิ่น
(มาตรา ๒๑) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีหน้าที่ ปฏิบัติตาม คำสั่งของผู้อำนวยการท้องถิ่นในกรณีเมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิด สาธารณภัย ขึ้นในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ผู้อำนวยการท้อง ถิ่นสั่งให้ เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัย ให้ปฏิบัติการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามความจำเป็นในการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย 18 18
19.
• ๑.๖ การดัดแปลง
ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้าง วัสดุ หรือ ทรัพย์สิน (มาตรา ๒๕ และระเบียบฯ ข้อ ๑๑) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีอำนาจ ดัดแปลงทำลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้าง วัสดุ หรือทรัพย์สิน ของบุคคลใดที่เป็น อุปสรรคแก่การบำบัดปัดป้องภยันตรายได้ตามที่ผู้อำนวยการสั่ง เฉพาะเท่าที่จำ เป็นแก่การยับยั้ง หรือแก้ไขความเสียหายที่จะ เกิดขึ้นจากสาธารณภัยนั้นในกรณีที่เกิดสาธารณภัยและ ภยันตรายจากสาธารณภัยนั้นใกล้จะถึง การดัดแปลง ทำลาย หรือเคลื่อนย้ายสิ่งก่อสร้าง วัสดุ หรือ ทรัพย์สินของบุคคลใดที่เป็นอุปสรรคแก่การบำบัดปัดป้อง ภยันตรายดังกล่าวนั้นหากกระทำ ภายในอาคารหรือสถานที่ ของบุคคลอื่นให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามข้อ ๑.๒ โดยอนุโลม และให้กระทำ เท่าที่จำเป็นแก่การยับยั้งหรือแก้ไขความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นจากสาธารณภัย 19 19
20.
• ๑.๗ การจัดให้มีสถานที่ชั่วคราว/การจัดระเบียบการจราจร ชั่วคราว/ การปิดกั้นมิให้เข้าไปในพื้นที่/การจัดให้มีการรักษาความสงบ เรียบร้อย
(มาตรา๒๗ (๑) - (๔) และระเบียบฯ ข้อ ๑๑ (๒)) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งได้รับ มอบหมาย จากผู้อำนวยการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ (๑) จัดให้มีสถานที่ชั่วคราวเพื่อให้ผู้ประสบภัยอยู่อาศัยหรือรับ การปฐมพยาบาล และการรักษาทรัพย์สินของผู้ประสบภัย (๒) จัดระเบียบการจราจรชั่วคราวในพื้นที่ที่เกิด สาธารณภัย และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย 20 20
21.
(๓) ปิดกั้นมิให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไป ในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยและพื้นที่ใกล้เคียง (๔) จัดให้มีการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุโจรผู้ร้าย ในการดำ
เนินการดังกล่าวข้างต้น เจ้า พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะ ดำเนินการเองหรือมอบหมายให้พนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ หรือ ช่วยดำ เนินการก็ได้ 21 21
22.
• ๑.๘ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและช่วยขนย้ายทรัพย์สิน (มาตรา๒๗
(๕) และระเบียบฯ ข้อ ๑๑ (๒)) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ มี อำนาจหน้าที่ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และช่วย ขนย้ายทรัพย์สินในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยและพื้นที่ใกล้ เคียง เมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินร้องขอ โดย ประสานกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในเขต พื้นที่ให้ร่วมปฏิบัติการด้วยสำหรับกรณีการช่วยเหลือผู้ ประสบภัยให้ประสานกับองค์การสาธารณกุศลให้ช่วย เหลือ อีกทางหนึ่งด้วย 22 22
23.
• ๑.๙ การจัดให้มีเครื่องหมายหรืออาณัติสัญญาณ
(มาตรา ๒๗วรรค สอง) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งได้รับมอบ หมาย จากผู้อำนวยการจะจัดให้มีเครื่องหมายหรืออาณัติสัญญาณเพื่อใช้ใน การ กำหนดสถานที่หรือการดำเนินการจัดให้มีสถานที่ชั่วคราว การจัด ระเบียบ การจราจรชั่วคราวการปิดกั้นมิให้เข้าไปในพื้นที่การจัดให้มีการรักษา ความ สงบเรียบร้อยตามข้อ ๑.๗ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและช่วยขนย้าย ทรัพย์สินตามข้อ ๑.๘ ก็ได้ 23 23
24.
• ๑.๑๐ การสั่งอพยพ
(มาตรา ๒๘) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยซึ่งได้รับมอบหมายมีอำนาจสั่ง อพยพผู้ซึ่งอยู่ในพื้นที่เกิดหรือใกล้จะเกิด สาธารณภัย และการที่ผู้ใดอยู่อาศัยในพื้นที่นั้น จะก่อให้เกิดภยันตรายหรือกีดขวางต่อการ ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย ออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวได้ เฉพาะเท่าที่จำ เป็นแก่การป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย 24 24
25.
• ๑.๑๑ การมอบหมายภารกิจหรือจัดสถานที่ให้ (มาตรา
๔๒) เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจมอบหมายภารกิจหรือจัดสถานที่ให้ องค์การสาธารณกุศลและบุคคลซึ่งเข้ามาช่วย เหลือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยในระหว่างเกิด สาธารณภัยได้ตามที่เห็นสมควร 25 25
26.
ความคุ้มครอง ความคุ้มครอง • พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐
มาตรา ๔๓ ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการ ตามหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นเจ้า พนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และในการปฏิบัติการ ตามหน้าที่ดังกล่าว หากได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ และได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุและมิได้ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากความรับผิดทั้งปวง และในการดำเนินการดังกล่าวหากเกิดความเสียหายแก่ ทรัพย์สินของผู้ใดซึ่งมิใช่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการ บำบัดภยันตรายจากสาธารณภัยนั้นให้ทางราชการชดเชย ความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้นั้นตามหลักเกณฑ์และวิธี การที่กำหนดในกฎกระทรวง 26 26
27.
ความรับผิดของบุคคล ความรับผิดของบุคคล • ความรับผิดทางอาญา -----ลงโทษทาง อาญา •
ความรับผิดทางแพ่ง-------รับผิดต่อความ เสียหาย • ความรับผิดทางวินัย-------ลงโทษทางวินัย • ความรับผิดทางวิชาชีพ----ลงโทษทาง วิชาชีพ 27 27
28.
การกระทำของเจ้าพนักงานป้องกัน การกระทำของเจ้าพนักงานป้องกัน และบรรเทา และบรรเทา สาธารณภัยที่อาจจะต้องรับผิด สาธารณภัยที่อาจจะต้องรับผิด ความรับผิดทางอาญา -ความผิดฐานบุกรุก มาตรา 362 ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น
เพื่อ ถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครอง อสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 28 28
29.
• มาตรา 363
ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้ อื่นเป็นของตนหรือของบุคคลที่สาม ยักย้ายหรือ ทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ • มาตรา 364 ผู้ใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เข้าไปหรือ ซ่อนตัวอยู่ในเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือ สำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น หรือไม่ยอม ออกไปจากสถานที่เช่นว่านั้นเมื่อผู้มีสิทธิที่จะห้ามมิ ให้เข้าไปได้ไล่ให้ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้ง ปรับ 29 29
30.
• มาตรา 365
ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 362 มาตรา 363 หรือมาตรา 364 ได้กระทำ (1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะ ใช้กำลังประทุษร้าย (2) โดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิด ด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือ (3) ในเวลากลางคืน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ • มาตรา 366 ความผิดในหมวดนี้ นอกจาก ความผิดตามมาตรา 365 เป็นความผิดอันยอมความได้ 30 30
31.
- ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ •ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
358 “ผู้ใดทำให้เสีย หาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่ง ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 31 31
32.
• มาตรา 359
“ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 358 ได้กระทำต่อ (1) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการ ประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม (2) ปศุสัตว์ (3) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะ ที่ใช้ในการ ขนส่งสาธารณ หรือในการประกอบกสิกรรม หรือ อุตสาหกรรม หรือ (4) พืชหรือพืชผลของกสิกร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” 32 32
33.
• มาตรา 360
“ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้ เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้ หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่น บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” • มาตรา 361 “ความผิดตามมาตรา 358 และ มาตรา 359 เป็นความผิดอันยอมความได้” 33 33
34.
• โดยบุคคลจักต้องรับผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ เมื่อกระทำครบองค์ประกอบความผิดที่กฎหมายบัญญัติ ไว้ โดยอาจจำแนกออกได้เป็น
3 ประการ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง องค์ประกอบภายนอกของ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ได้แก่ (1) ผู้กระทำนั้น ต้องมิใช่เจ้าของทรัพย์ที่ถูกทำให้เสียหายหรือถูก ทำลายลง แต่ผู้กระทำอาจเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์นั้น ได้ (2) มีการกระทำอันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ และ (3) การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อทรัพย์ซึ่งเป็นของ ผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ดังนั้นหาก เป็นการทำให้เสียทรัพย์ของตนเองย่อมไม่เป็นความผิด ตามมาตรา 358 34 34
35.
ประการที่สอง องค์ประกอบภายในของ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ได้แก่
การกระทำ โดยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลหรือ ย่อมเล็งเห็นผล และ ประการที่สาม เมื่อครบองค์ประกอบ ความผิดประการที่หนึ่ง และสองแล้ว การทำให้เสียทรัพย์นั้นต้องไม่มีเหตุ ที่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยผู้กระทำ จะมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ ต้องปรากฏว่าการกระทำดังกล่าว “ไม่มีกฎหมาย ยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษ” 35 35
36.
เหตุยกเว้นความผิด เหตุยกเว้นความผิด • มาตรา 68
บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดจำต้องกระทำการ ใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของ ผู้อื่นให้พ้น ภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้ กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการ ป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด” 36 36
37.
• จากบทบัญญัติ มาตรา
68 จะสังเกตได้ว่า การที่บุคคลหนึ่ง จำต้องทำความผิดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นปลอดภัยจาก อันตรายที่ผิดกฎหมายและเป็นอันตรายที่ใกล้จะถึงตัว หาก เป็นการกระทำที่ “สมควรแก่เหตุ” แล้ว จะไม่มีความผิด เรียก ได้ว่าเป็นการ “ป้องกันสมควรแก่เหตุ” • …เมื่อรู้จักการป้องกันตามมาตรา 68 แล้ว ต่อไปจะเป็นเรื่อง การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งถูกบัญญัติอยู่ในประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 69 ซึ่งวางหลักว่า “ถ้าผู้กระทำได้ กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งความ จำเป็นหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิด นั้น เพียงใดก็ได้แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่น เต้น ความ ตกใจหรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำ ก็ได้” 37 37
38.
• จากบทบัญญัติมาตรา 69
จะเห็นว่าหลักเกณฑ์การ ป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ มีดังนี้ 1. ผู้กระทำได้กระทำไปเพื่อป้องกันภยันตราย ตามมาตรา 68 2. การป้องกันได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ เกินกว่าความจำเป็น หรือเกินกว่าการจะต้องกระทำ เพื่อป้องกัน 3. จากเดิมที่การป้องกัน ตามมาตรา 68 ผู้ ป้องกันไม่มีความผิดตามกฎหมายเลย แต่หาก เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ผู้ป้องกันดังกล่าว ยังมีความรับผิดทางอาญาอยู่ เพียงแต่เป็นดุลพินิจ ของศาลในการกำหนดโทษ 38 38
39.
• การกระทำเพียงใดจึงจะถือว่าพอสมควรแก่เหตุนั้น ท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุด
แสงอุทัย ได้วางหลัก ในการวินิจฉัยไว้ 2 ทฤษฎี คือ (1) ทฤษฎีสัดส่วน ซึ่งตามทฤษฎีนี้ จะต้อง พิจารณาว่าอันตรายที่จะพึงเกิดขึ้นถ้าหากจะไม่ ป้องกัน จะได้สัดส่วนกับอันตรายที่ผู้กระทำได้ กระทำเนื่องจากการป้องกันนั้นหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คนเขาจะตบหน้าเรา เราจะใช้มีดแทงเขาตายไม่ได้ เพราะความเจ็บอันเนื่องจากการ ถูกตบหน้า เมื่อ เทียบกับความตายแล้วไม่ได้สัดส่วนกัน ฉะนั้นจึง ถือว่า การเอามีดมาแทงเขาตายนี้ เป็นการกระทำ ไปเกินสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำจึงไม่มีอำนาจทำได้ 39 39
40.
• (2) ทฤษฎีวิถีทางที่น้อยที่สุด
ตามทฤษฎีนี้ถือว่า ถ้าผู้กระทำใช้วิถีทางน้อยที่สุดที่จะทำให้เกิด อันตรายก็ถือว่าผู้กระทำได้กระทำไปพอสมควร แก่เหตุ.ตัวอย่างเช่น ก.เป็นง่อยไปไหนไม่ได้ ข.จึงเขกศีรษะ ก.เล่น โดยเห็นว่า ก.ไม่มีทาง กระทำตอบแทนได้เลย นายก.ห้ามปรามเท่าใด ข.ก็ไม่เชื่อฟัง ถ้าการที่ ก.จะป้องกันมิให้ ข.เขก ศีรษะมีวิธีเดียวคือใช้มีดแทง ข. ต้องถือว่าการที่ ก.ใช้มีดแทงนี้เป็นการกระทำไปพอสมควรแก่ เหตุ เพราะเป็นวิถีทางน้อยที่สุดที่จะป้องกันได้ 40 40
41.
เหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นโทษ • ผู้ใด #กระทำความผิดด้วยความจำเป็น
ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 (1) เพราะอยู่ ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจ ซึ่งไม่สามารถ หลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ (2) เพราะเพื่อให้ ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะ ความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการ เกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ 41 41
42.
• การกระทำโดยจำเป็นแยกได้เป็น 2
กรณี คือ กรณีตามมาตรา 67 (1) คือ จำเป็นเพราะอยู่ ในที่บังคับ มีหลัก ดังนี้ (1) อยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจ (2) ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ (3) ผู้กระทำจะต้องมิได้ก่อเหตุการณ์นั้นขึ้น โดยความผิดของตน (4) กระทำไปไม่เกินขอบเขต ได้แก่ ไม่เกิน สมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีแห่งความ จำเป็น 42 42
43.
• กรณีตามมาตรา 67
(2) คือ จำเป็นเพื่อให้พ้นจาก ภยันตราย มีหลัก ดังนี้ (1) มีภยันตราย (2) ภยันตรายนั้นใกล้จะถึง (3) เป็นภยันตรายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงโดยวิธี อื่นใดได้ (4) ภยันตรายนั้นผู้กระทำโดยจำเป็นมิได้ก่อให้ เกิดขึ้น (5) กระทำไปเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นภยันตราย (6) กระทำไปไม่เกินขอบเขต ได้แก่ ไม่เกินสมควร แกเหตุ หรือไม่เกิน กว่ากรณีแห่งความจำเป็น 43 43
44.
• ทั้งสองกรณี ถ้าการกระทำนั้นไม่เกินสมควรแก่ เหตุแล้ว
ผู้กระทำยังมีความผิด แต่กฎหมาย ยกเว้นโทษให้ • ตัวอย่างนายพลถูกคนร้ายกับพวกซึ่งมีอาวุธ ครบมือ ขู่บังคับให้เอาเรือรับคนร้ายข้ามฟากไป ทำการปล้นทรัพย์ ถือว่านายพลกระทำด้วย ความจำเป็นไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ 44 44
45.
ความรับผิดทางแพ่ง ความรับผิดทางแพ่ง • มาตรา 420
ปพพ. ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำ ต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพ ก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้ นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น • องค์ประกอบของการกระทำที่เป็นละเมิดตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 คือ 1. ผู้ใดกระทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย 2. เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ 3. ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น 4. ความเสียหายเป็นผลมาจากการกระทำนั้น 45 45
46.
ความรับผิดของฝ่าย ปกครอง 1. ความรับผิดตามสัญญา • สัญญาทางแพ่ง •
สัญญาทางปกครอง 2. ความรับผิดทางละเมิด • ละเมิดทางแพ่ง • ละเมิดทางปกครอง 3. ความรับผิดอย่างอื่น • กฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ความรับผิด • ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้
47.
ขอบเขตการบรรยาย 47 47 ●ส่วนที่ 1 ความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครอง
สาระสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ●ส่วนที่ 2 การสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละ เมิดฯ ●ส่วนที่ 3 คดีปกครองเกี่ยวกับความรับผิดทาง ละเมิด อำนาจศาล เงื่อนไขการฟ้องคดี แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง
48.
ประเด็น ประเด็น 1. ละเมิดคืออะไร 2. กรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก 1.
บุคคลภายนอกจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากใครได้บ้าง และ อย่างไร 2. ในกรณีที่หน่วยงานฯ ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว จะไล้เบี้ยเอากับเจ้า หน้าที่ผู้ทำละเมิดได้หรือไม่ เพียงใด 3. กรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานฯ หน่วยงานฯ จะเรียกให้ เจ้าหน้าที่ ผู้นั้นชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ เพียงใด 4. หน่วยงานฯ จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินด้วยวิธีใดได้บ้าง และอย่างไร 5. กรณีเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยโดยเห็นว่าตนเองไม่ต้องรับผิด จะโต้ แย้งเพื่อไม่ต้องชดใช้เงินได้อย่างไร ถ้าผู้บริหารรู้ว่าเกิดความเสียหายกับหน่วยงานฯ จะต้องทำ อย่างไรบ้าง 48 48
49.
พัฒนาการหลักความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครอง พัฒนาการหลักความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครอง • ความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครองก่อน พ.ศ.
2475 • ความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ถึง พ.ศ. 2539 • ความรับผิดทางละเมิดของฝ่ายปกครองตั้งแต่ พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา 49 49 กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ.ศ. 2539 • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์
50.
50 50 1. 1. เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดเมื่อ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดเมื่อ เจ้าหน้าที่ กระทำละเมิด และ กระทำโดยจงใจ
หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 1. ทำโดยผิดกฎหมาย 3. เกิดความเสียหาย 4. ความเสียหาย เป็นผลจากการกระทำนั้น + รับผิดเท่าไหร่ อย่างไร ต้องพิจารณา 1. ระดับความร้ายแรงแห่ง การกระทำ 2. ความผิดหรือความ บกพร่องของ หน่วยงานของรัฐ ระบบการดำเนินงาน ส่วนรวม 2. จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
51.
51 51 วิธีการเรียกค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่ การออกคำสั่งทาง ปกครองตาม มาตรา ๑๒ การฟ้องคดีต่อ ศาล เจ้าหน้าที่ฟ้องขอ ให้เพิกถอนคำ สั่งฯ ดังกล่าว
52.
เจ้าหน้าที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งฯ ดัง กล่าว 52 52 ประเด็นวินิจฉัย “คำสั่งฯ ดังกล่าว
ชอบด้วยกฎหมายหรือ ไม่” 1. เจ้าหน้าที่ทำละเมิด หรือไม่ 2. ต้องรับผิดหรือไม่ คือกระทำโดยจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทำ ละเมิด กระทำโดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง จึงต้องรับผิด 3. ต้องรับผิดเพียงใด มาตรา 437 มาตรา 8
53.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔๑
บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสาร สาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่ กฎหมายบัญญัติ (๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและ ได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว (๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการก ระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ 53 53
54.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ทำต่อ บุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่าง หนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนเพื่อการนั้น มาตรา 421 การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่ บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ข้อสังเกต : เปลี่ยนจาก “การใช้สิทธิ” เป็น “การใช้ อำนาจ” 54 54
55.
55 55 “ “การทำละเมิด” การทำละเมิด” มาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1. 1.
ผู้ใดทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ผู้ใดทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย 2. 2. กระทำโดย กระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ จงใจ หรือประมาทเลินเล่อ 3. 3. ให้เขาเสียหาย ให้เขาเสียหาย : : แก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ แก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด 4. 4. ความเสียหายเป็นผลโดยตรงจากการกระ ความเสียหายเป็นผลโดยตรงจากการกระ ทำนั้น ทำนั้น ผู้ทำละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
56.
ข้อสังเกต ข้อสังเกต 1 1 1. การจะเป็นการกระทำละเมิด
การกระทำนั้นต้องครบองค์ ประกอบทั้ง 4 ประการ หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ก็ไม่เป็น ละเมิด 2. หากการกระทำชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่เป็นละเมิด – อ.๙๖๙/๒๕๖๑ อบจ.หนองบัวลำภู เกิดภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัย หนาว นายกฯ จ่ายขาดเงินสะสม ๖ ล้านบาท ซื้อผ้าห่มกันหนาว แจกจ่ายประชาชน ชอบด้วยข้อ ๙๑ ของระเบียบฯ จึงไม่เป็น ละเมิด คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้เงินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย – อ. ๕๙๘/๒๕๖๑ เมื่อการเสนอความเห็นของผู้ฟ้องคดีที่ไม่ให้จ่าย เงินค่าที่ดินให้แก่ผู้ขายเป็นไปเพื่อรักษาประโยชน์ของทาง ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาทำให้ต้องเสียดอกเบี้ย ผิดนัด ก็ไม่เป็นละเมิด คำสั่งให้ ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้เงินจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
57.
3. แม้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากไม่ ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ก็ไม่เป็น ละเมิด 4. แม้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ แต่หาก ไม่เกิดความเสียหาย ก็ไม่เป็นการกระทำละเมิด 5. แม้เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำ ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อ และเกิดความ เสียหาย แต่ความเสียหายนั้น ไม่เกิดจากการกระทำ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว เป็นความเสียหายที่ เกิดจากการกระทำอื่น ก็ไม่เป็นการกระทำละเมิด ของผู้นั้นเช่นเดียวกัน
58.
• อ. ๔๙๙/๒๕๖๑
คดีรถเรือดับเพลิง (รมว.มท.) • คำสั่ง กทม. ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่า สินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๑,๒๙๖,๗๙๔,๙๑๐.๒๗ บาท กรณีจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง พร้อมอุปกรณ์ในราคาที่สูง เกินความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ • ศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ โดยผิดกฎหมาย ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับ ความเสียหายแก่ทรัพย์สิน จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และ ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ๑,๔๓๔,๔๖๓,๙๓๗.๐๗ บาท รวมทั้งค่าเสียหายอื่นๆ เช่น ค่าภาษีอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงิน เพิ่มค่าภาษี ค่าเก็บรักษาสินค้า ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ขอสงวนสิทธิที่จะเรียกร้องให้ชดใช้เพิ่มเติม ในภายหลัง ตามที่ระบุไว้ในคำสั่ง กทม. ที่ ๑๓๖๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๗ • ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 58 58
59.
• ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า • แม้ผู้ฟ้องคดีละเลยไม่ตรวจสอบสอบสวนเรื่องราวตลอดจนข้อเท็จจริงที่ ผ่านมาว่า
กทม. ได้ดำเนินการถูกต้องและชอบด้วยระเบียบกฎหมายหรือ ไม่ อันเป็นการงดเว้นการกระทำตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จึงเป็นการไม่ ดำเนินการควบคุมดูแลการบริหารราชการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ให้เป็นไป ด้วยความเรียบร้อยตามมาตรา ๑๒๓ แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ • แต่ผลการตรวจสอบดังกล่าวหากจะเป็นประโยชน์ก็คงเป็นประโยชน์แต่ เพียงให้ผู้ฟ้องคดีใช้ในการพิจารณาให้มีการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องใน ทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เท่านั้น ความเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับจากการดำเนินการเปิด L/C ให้แก่บริษัทฯ ตามข้อตกลงซื้อขาย ฉบับลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๗ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผลโดยตรงมา จากการที่ผู้ฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เช่น กัน • ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และไม่ต้องรับผิดจาก การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ต้องชำระราคารถดับเพลิง เรือดับเพลิง และอุปกรณ์ บรรเทาสาธารณภัยในงวดที่ ๑ ถึงงวดที่ ๙ รวมทั้งความเสียหายอื่นๆ 59 59
60.
• เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑
ได้รับรู้รับทราบและรับที่จะดำเนินการเอง มาตั้งแต่ต้น และ ผู้ฟ้องคดีเองก็ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องในการทำสัญญา หรือตกลงในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของสัญญา และเป็นเรื่องที่ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ ๑ ต้องรับผิดตามสัญญาเป็นการเฉพาะ • การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามคำสั่ง ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๗ ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๑,๔๓๔,๔๖๓,๙๓๗.๐๗ บาท ทั้งนี้ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วัน ที่มีคำสั่งดังกล่าว นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยในผล • พิพากษายืน • สรุปว่า – ผู้ฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แต่ ไม่เป็นผลโดยตรงให้ กทม.เสียหาย จึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อ กทม. 60 60
61.
• อ. 146/2562
คดีรถเรือดับเพลิง 2 (ผู้ว่าราชการ กทม.) • กรณีมีการร้องเรียนและอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ปปช. และรมว.มท. มีหนังสือยืนยันว่า เรื่องการลงนามในสัญญาการค้าต่างตอบแทน ไม่ ฝ่าฝืนต่อประกาศ พณ. ส่วนการที่มีผฟู้ยื่นเรื่องต่อ ปปช. ย่อมเป็นไป ตามอำนาจหน้าที่ของ ปปช. แต่คู่สัญญาจำต้องปฏิบัติตามสัญญา ซึ่ง ควรดำเนินการตามเงื่อนไขข้อตกลงของ AOU ต่อไป • ประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะ กรรมการพิจารณารายละเอียดการจัดซื้อรถดับเพลิงฯ เพื่อพิจารณา ตรวจสอบรายละเอียดในการจัดซื้อเพื่อเกิดประโยชน์และหมาะสมกับ การใช้งานก่อนการขอเปิด L/C ด้วยแล้ว • จึงเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ในภาวะเช่นนั้นผู้ฟ้องคดีได้คำนึงถึงผลที่อาจ จะเกิดขึ้นและได้ใช้ความระมัดระวังเพียงพอสมควรแก้เหตุตามกรอบ อำนาจหน้าที่ของตนในการรักษาผลประโยชน์ของทางราชการไว้ และ ได้กระทำครบถ้วนแล้ว หาได้เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรงเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเสียหาย กรณีจึงถือไม่ ได้ว่าผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมาตรา ๔๒๐ ปพพ. 61 61
62.
• เมื่อไม่เป็นการกระทำละเมิด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่
๑ ตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงไม่อาจออกคำ สั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความ เสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าว ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตาม มาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว • คำสั่งของ กทม. ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จำนวน ๑,๒๙๖,๗๙๔,๙๑๐.๒๗ บาท และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ยก อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย • การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำ วินิจฉัยอุทธรณ์ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่ง ศาล ปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย 62 62
63.
63 63
64.
64 64 กรณีวันกระทำการ กับวันที่เสียหายเป็นคนละวันกัน กรณีวันกระทำการ กับวันที่เสียหายเป็นคนละวันกัน ปัญหาว่า
กระทำละเมิดเมื่อใด ปัญหาว่า กระทำละเมิดเมื่อใด คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 823/๒๕๕๖ (ที่ประชุมใหญ่) กรณีกรมศุลกากร 1. วันตรวจปล่อยสินค้า แต่ไม่ได้ไปตรวจปล่อยสินค้า 2. 10 กุมภาพันธ์ 2538 นำใบขนสินค้าฯ ยื่นคำขอรับเงินชดเชยภาษีอากร 3. 24 กุมภาพันธ์ 2538 หน่วยงานฯ ออกบัตรภาษี 4. 27 กุมภาพันธ์ 2538 ได้รับบัตรภาษีจากหน่วยงานฯ 5. นำบัตรภาษีไปใช้ประโยชน์ในการชำระภาษีอากรแทนจำนวนเงิน 6. 12 มิถุนายน 2538 วางฎีกาการเบิกเงินตามมูลค่าบัตรภาษี
65.
65 65 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ อ.
823/๒๕๕๖ (ที่ประชุมใหญ่) เมื่อได้มีการวางฎีกาเบิกเงินตามมูลค่าบัตรภาษี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ทำให้ผู้ ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหายตามจำนวนมูลค่าของบัตรภาษีที่ได้นำไปใช้ประโยชน์ อันเป็นกรณีครบองค์ประกอบของการกระทำละเมิดแล้ว วันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่ง เป็นวันวางฎีกาจึงเป็นวันทำละเมิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ฟ้อง คดี โดยเริ่มนับอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องนับแต่วันทำละเมิดดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทำละเมิดที่จะพึงใช้ค่าสินไหม ทดแทนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันสั่งการท้ายรายงานของคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน ซึ่งผู้ ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 และมีหนังสืออุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 0 มิถุนายน 2548 ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งให้ใช้เงินหรือใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วัน ที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 และเมื่อนับแต่วันวางฎีกาเบิกเงินเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จนถึงวันที่มีคำสั่งลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน ยังอยู่ภายใน ระยะ 10 ปี ตามมาตรา 448
66.
66 66 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๕๖/๒๕๔๗
กรณีถือว่า วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี คือตั้งแต่วัน ที่ได้รับทราบความเสียหายและรู้ตัวผู้ที่กระทำให้ เกิดความเสียหาย การที่นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นเวลา ๑ ปี ตามมาตรา ๕๑ จึงไม่อาจรับคำขอนี้ไว้พิจารณา ได้
67.
ข้อสังเกต ข้อสังเกต 2 2 การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา
๙ วรรคหนึ่ง (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วย งานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำ อื่นใด เนื่องจากกระทำโดย 1) ไม่มีอำนาจหรือ 2) นอกเหนืออำนาจหน้าที่ 3) ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 4) ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 5) ขั้นตอน อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 6) วิธีการ อันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น 7) โดยไม่สุจริต 8) มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้น ตอนโดยไม่จำเป็น 9) สร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือ 10) เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ 67 67
68.
ลักษณะการกระทำที่ไม่ชอบด้วย ลักษณะการกระทำที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย กฎหมาย 1. ไม่มีอำนาจ 2. นอกเหนืออำนาจ 3.
ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย 4. ไม่ถูกต้องตามรูปแบบอันเป็นสาระสำคัญ 5. ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญ 6. ไม่ถูกต้องตามวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ 7. ไม่สุจริต 8. เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม 9. สร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น สร้างภาระเกิน สมควร 10. ใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ
69.
ความผิดวินัยทางงบประมาณและ การคลัง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย • อ. 1062/2560,
อ. 1056/2560, อ. 1039/2560, อ. 1013/2560 • การนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายผิดประเภทเป็นความผิด วินัย ทางงบประมาณและการคลัง • อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดวินัยทาง งบประมาณและการคลังจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ทางราชการหรือไม่ นั้น ย่อมต้องพิจารณา ด้วยว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นเหตุให้เกิดความ เสียหายแก่หน่วยงานของรัฐหรือไม่
70.
พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ พ ของรัฐ พ. .ศ ศ. .
๒๕๖๑ ๒๕๖๑ • มาตรา ๖๕ การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การก่อหนี้ผูกพัน และการบริหารทรัพย์สินของ อปท. ต้องทำอย่างโปร่งใสและตรวจ สอบได้ โดยต้องพิจารณาผลสัมฤทธิ์ ความคุ้มค่า ความประหยัด และภาระทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย • มาตรา ๖๖ การจัดทำงบประมาณประจำปีของ อปท. ให้พิจารณา ฐานะการคลังของ อปท. ความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณนั้น โดยให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่า ด้วยการจัดตั้ง อปท. และ พ.ร.บ. นี้ • มาตรา ๖๗ การก่อหนี้ของอ อปท. ตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย ว่าด้วยการจัดตั้ง อปท. นั้น ถ้าเป็นการกู้เงินหรือการออกพันธบัตร ให้อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. นี้ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่ ได้กำหนดขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะด้วย • การกู้เงินของ อปท. ที่เป็นการกู้เงินจากต่างประเทศหรือกู้เป็นเงิน ตราต่างประเทศ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก รมต. และ ครม. ก่อน ด้วย
71.
71 71 ลักษณะการกระทำที่ไม่เกิดความเสียหาย ●แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน คำสั่งฯ เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ อัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อข้อความในคำสั่ง
ไม่มีข้อความใดเป็นการใส่ความผู้ฟ้องคดี หรือกล่าว หรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดี เสียหายแก่สิทธิในชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเกียรติคุณแต่ อย่างใด อีกทั้งคำสั่งฯก็ไม่มีผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่สิทธิในความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการของผู้ ฟ้องคดี และ ไม่มีลักษณะหรือมีผลโดยตรงเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจของผู้ฟ้องคดี
72.
72 72 ลักษณะการกระทำที่ไม่เกิดความเสียหาย ●แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน คำสั่งฯ เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ อัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อข้อความในคำสั่ง
ไม่มีข้อความใดเป็นการใส่ความผู้ฟ้องคดี หรือกล่าว หรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดี เสียหายแก่สิทธิในชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเกียรติคุณแต่ อย่างใด อีกทั้งคำสั่งฯก็ไม่มีผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่สิทธิในความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการของผู้ ฟ้องคดี และ ไม่มีลักษณะหรือมีผลโดยตรงเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจของผู้ฟ้องคดี
73.
73 73 ลักษณะการกระทำที่ไม่เกิดความเสียหาย ●แม้ศาลปกครองชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน คำสั่งฯ เนื่องจากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ อัน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อข้อความในคำสั่ง
ไม่มีข้อความใดเป็นการใส่ความผู้ฟ้องคดี หรือกล่าว หรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงที่จะทำให้ผู้ฟ้องคดี เสียหายแก่สิทธิในชื่อเสียง เกียรติยศ หรือเกียรติคุณแต่ อย่างใด อีกทั้งคำสั่งฯก็ไม่มีผลโดยตรงที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แก่สิทธิในความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการของผู้ ฟ้องคดี และ ไม่มีลักษณะหรือมีผลโดยตรงเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือจิตใจของผู้ฟ้องคดี
74.
74 74 เมื่อไม่เสียหายก็ไม่เป็นการกระทำละเมิด ●เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเป็น พิเศษแต่อย่างใด แม้การออกคำสั่งดังกล่าวของผู้ ถูกฟ้องคดีจะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย กฎหมายก็ตาม จึงไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา
๔๒๐ ปพพ. และเมื่อไม่ เป็นการละเมิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิจารณาใน ประเด็นเกี่ยวกับจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนอีกต่อ ไป (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.๗๗/๒๕๔๗)
75.
เจ้าหน้าที่ไม่ประมาทเลินเล่อ เจ้าหน้าที่ไม่ประมาทเลินเล่อ แม้ได้รับความเสียหายก็ไม่เป็นการกระทำละเมิด แม้ได้รับความเสียหายก็ไม่เป็นการกระทำละเมิด • ผวจ. มีคำสั่งวินิจฉัยให้นาย
ก. นายกเทศมนตรี พ้นจากสมาชิกภาพ ของ สท. เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญา จึงต้องพ้นจาก ตำแหน่งนายกเทศมนตรีด้วย • ผวจ. มีหนังสือตอบข้อหารือว่าเทศมนตรี ที่เหลืออยู่ยังต้องอยู่ใน ตำแหน่งเพื่อดำเนินกิจการต่อไปจนกว่า คทม. ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะ เข้ารับหน้าที่ ทำให้เทศบาลต้องจัดการเลือกตั้ง สท. แทนตำแหน่งที่ ว่าง • นาย ส. ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเทศมนตรี จึงลงนามในประกาศ เทศบาลให้เลือกตั้งสมาชิก สท. และประกาศกำหนดคุณสมบัติของผู้ มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็น สท. 75 75
76.
• เทศบาลจึงปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่มีความจงใจให้เกิดความเสีย หายแก่ผู้อื่น
อีกทั้งได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการปฏิบัติ หน้าที่ โดยหารือกรณีดังกล่าวต่อ ผวจ. ผู้ควบคุมดูแลเทศบาล • การลงนามของนาย ส. ในประกาศฯ จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่อที่กระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ตามมาตรา 420 ปพพ.ประกอบกับมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ • เมื่อนาย ส. มิได้ทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีแล้ว เทศบาลจึงไม่ต้องรับผิด ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี 76 76
77.
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๓๗/๒๕๕๐ ความทุกข์ใจ • ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเกิดจากความทุกข์ใจ
เนื่องจาก ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลของมารดาได้นั้น ความทุกข์ใจ เป็นความเสียหายที่มิใช่ ตัวเงิน การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่ให้ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิ เบิก ค่ารักษาพยาบาลของมารดา จึงเกิดความทุกข์ใจนั้น ความทุกข์ใจ เป็นเพียงอารมณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ผลสืบเนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่ ของผู้ถูกฟ้องคดีกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัย ของผู้ฟ้องคดีหรือกระทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียเสรีภาพแต่อย่างใด ผู้ฟ้อง คดีจึงไม่อาจเรียกให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้ ได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนความเสียหายที่เกิดจากความทุกข์ใจ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีไม่ สามารถใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของมารดาได้ จำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท นั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย
78.
78 78 ยังไม่เสียหาย ยังไม่เสียหาย การเสนอให้แต่งตั้งหรือการแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับ ผิดทางละเมิด เป็นเพียงขั้นตอนการ ดำเนินการภายในเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ประกอบการ สั่งการ
เจ้าหน้าที่ผู้ที่จะถูกกล่าวหา ยัง ไม่เป็นผู้เสียหาย (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๘๖/๒๕๔๕)
79.
79 79 ยังไม่เสียหาย ยังไม่เสียหาย การพิจารณาและการเสนอความเห็น ของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดที่เสนอต่อผู้มีคำ สั่งแต่งตั้ง ไม่มีผลผูกพันโดยตรงต่อ เจ้าหน้าที่
ยังฟ้องต่อศาลปกครองไม่ ได้ (คำสั่งศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำ ที่ ๑๕๐๕/๒๕๔๕)
80.
80 80 กทพ. มีอำนาจยกเลิกการประกวดข้อเสนอได้ ภายใต้เงื่อนไขว่า หากภายหลังการประกวดข้อเสนอแล้ว
แต่ยังไม่ ทำสัญญาหรือตกลงซื้อหรือจ้าง ถ้ามีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ของ กทพ. เป็นเหตุให้ต้อง เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในรายละเอียดหรือ เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศ ตามข้อ ๓๘ วรรค ๑ ข้อ ๑๔๘ ข้อ ๑๕๐ ว ๒ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.๓๓/๒๕๔๘ (บ.วิทยุการบิน จำกัด และ กทพ.)
81.
81 81 เมื่อ คกก.กทพ.เห็นว่า
มีความจำเป็นเพื่อ ประโยชน์ของ กทพ. โดยเห็นว่า เงื่อนไขที่ กำหนดให้พื้นที่พัฒนา ๕ ปี น้อยไป อาจไม่คุ้ม ต่อการลงทุน ทำให้มีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงราย เดียว จึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขและข้อกำหนดอื่น ให้เหมาะสมชัดเจนยิ่งขึ้น และขยายเวลาพัฒนา เป็น ๑๐ ปี เพื่อให้ค่าตอบแทนการเช่าเป็นไป ตามมาตรฐานและสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ จึงเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของ กทพ. เป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ในรายละเอียดหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประ กาศฯ คกก.กทพ. ย่อมมีอำนาจยกเลิกการ ประกวดข้อเสนอและดำเนินการประกวดข้อ
82.
82 82 การที่หน่วยงานบรรจุแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีให้ไป ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ. ประจวบฯ
ไม่ชอบฯ เพราะไม่ให้ผู้ฟ้องคดี เลือกสถานที่ปฏิบัติงานตามลำดับก่อนหลังที่ สอบได้ เป็นเหตุให้ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติ หน้าที่บาดเจ็บเสียโฉม ศาลเห็นว่า การเกิดอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากคำสั่ง บรรจุแต่งตั้งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวแต่อย่าง ใด ดังนั้น ความเสียหายจึงไม่ได้เป็นผล คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ ๓๒/๒๕๔๔ (นายเฉลิมพลฯ และ กรมประชาสงเคราะห์)
83.
83 83 กรณีวันกระทำการ กับวันที่เสียหายเป็นคนละวันกัน กรณีวันกระทำการ กับวันที่เสียหายเป็นคนละวันกัน ปัญหาว่า
กระทำละเมิดเมื่อใด ปัญหาว่า กระทำละเมิดเมื่อใด กรณีกรมศุลกากร 1. วันตรวจปล่อยสินค้า แต่ไม่ได้ไปตรวจปล่อยสินค้า 2. 10 กุมภาพันธ์ 2538 นำใบขนสินค้าฯ ยื่นคำขอรับเงินชดเชยภาษีอากร 3. 24 กุมภาพันธ์ 2538 หน่วยงานฯ ออกบัตรภาษี 4. 27 กุมภาพันธ์ 2538 ได้รับบัตรภาษีจากหน่วยงานฯ 5. นำบัตรภาษีไปใช้ประโยชน์ในการชำระภาษีอากรแทนจำนวนเงิน 6. 12 มิถุนายน 2538 วางฎีกาการเบิกเงินตามมูลค่าบัตรภาษี
84.
84 84 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ อ.
823/๒๕๕๖ (ที่ประชุมใหญ่) เมื่อได้มีการวางฎีกาเบิกเงินตามมูลค่าบัตรภาษี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ทำให้ผู้ ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหายตามจำนวนมูลค่าของบัตรภาษีที่ได้นำไปใช้ประโยชน์ อันเป็นกรณีครบองค์ประกอบของการกระทำละเมิดแล้ว วันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่ง เป็นวันวางฎีกาจึงเป็นวันทำละเมิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ฟ้อง คดี โดยเริ่มนับอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องนับแต่วันทำละเมิดดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีรู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทำละเมิดที่จะพึงใช้ค่าสินไหม ทดแทนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันสั่งการท้ายรายงานของคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน ซึ่งผู้ ฟ้องคดีได้รับทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2548 และมีหนังสืออุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 0 มิถุนายน 2548 ผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งให้ใช้เงินหรือใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วัน ที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 และเมื่อนับแต่วันวางฎีกาเบิกเงินเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จนถึงวันที่มีคำสั่งลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงิน ยังอยู่ภายใน ระยะ 10 ปี ตามมาตรา 448
85.
ก่อน ๑๕ พฤศจิกายน
๒๕๓๙ ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 85 85
86.
86 86 ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76
ผู้แทน/ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล กระทำตามหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ บุคคลอื่น นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมฯ นิติบุคคลมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ก่อความเสียหายหาก เกิดจากการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์/อำนาจ หน้าที่ของนิติบุคคล ผู้ที่เห็นชอบหรือผู้กระทำต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสิน ไหมฯ แก่ผู้เสียหายด้วย • มาตรา 425 นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผล แห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น มาตรา 426 นายจ้างซึ่งได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก เพื่อละเมิดอันลูกจ้างได้ทำนั้น ชอบที่จะได้ชดใช้จากลูกจ้างนั้น
87.
87 87 รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ ตัวแทนตามมาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง
ปพพ. ลูกจ้าง นายจ้าง/ลูกจ้าง ตามมาตรา ๔๒๕ ปพพ. การทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อ บุคคลภายนอก ไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนราชการ - ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง - ผู้เสียหายฟ้องส่วนราชการให้ร่วมรับผิด กับเจ้าหน้าที่ได้ตามมาตรา ๗๖ฯ - ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง - ผู้เสียหายฟ้องส่วนราชการให้ร่วม รับผิดกับเจ้าหน้าที่ได้ตามมาตรา ๔๒๕ - ส่วนราชการชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว มีสิทธิไล่เบี้ย เอาจากเจ้าหน้าที่ได้ตามมาตรา ๗๖ฯ - ส่วนราชการชดใช้ค่าเสียหาย ให้แก่ผู้เสียหายแล้ว มีสิทธิไล่เบี้ย เอาจากเจ้าหน้าที่ได้ตามมาตรา ๔๒๖ - เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว - ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง - ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้
88.
88 88 ความรับผิดทางละเมิดของ ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ 1. ความรับผิดตาม ปพพ. ■
เจ้าหน้าที่เป็นจำเลยเอง ■ ไล่เบี้ยเต็มจำนวน ■ ไล่เบี้ยตามหลักลูกหนี้ร่วม ■ ไล่เบี้ยแม้ประมาทเพียงเล็กน้อย 2. ผลเสีย ■ ไม่กล้าตัดสินทำให้ล่าช้า ■ หลบเลี่ยงความรับผิดชอบโดยไม่กระทำ ■ ความรับผิดมีสูงมากตามผลความเสียหายโดยไม่เป็น สัดส่วนกับเงินเดือนและความรับผิดชอบของตำแหน่ง
89.
ความรับผิดอย่างลูกหนี้ ความรับผิดอย่างลูกหนี้ ร่วม ร่วม • มาตรา 291
ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการ ชำระหนี้โดยทำนอง ซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้ แม้ถึงว่า เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียง ครั้งเดียว (กล่าวคือลูกหนี้ร่วมกัน) ก็ดี เจ้าหนี้จะ เรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิง หรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้ง ปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้น จะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง 89 89
90.
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๙
เป็นต้นมา ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ 90 90
91.
91 91 ความรับผิดทางละเมิดของ ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ ตามหลักกฎหมายแพ่ง ตามหลักกฎหมายแพ่ง เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดเป็นส่วนตัว หน่วยงานของรัฐร่วมรับผิด แล้วไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐร่วมรับผิด แล้วไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ร่วมกันกระทำผิดต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เจ้าหน้าที่ร่วมกันกระทำผิดต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม
92.
92 92 เหตุผลในการตรา เหตุผลในการตรา กฎหมาย กฎหมาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อเกิดความเสียหาย
นำ ปพพ เมื่อเกิดความเสียหาย นำ ปพพ. . มาใช้บังคับ ไม่เหมาะสม มาใช้บังคับ ไม่เหมาะสม บางกรณีเจ้าหน้าที่ที่อาจกระทำโดยไม่ตั้งใจ หรือผิดพลาดเล็กน้อย บางกรณีเจ้าหน้าที่ที่อาจกระทำโดยไม่ตั้งใจ หรือผิดพลาดเล็กน้อย หลักลูกหนี้ร่วม ทำให้ต้องรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่อื่น หลักลูกหนี้ร่วม ทำให้ต้องรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่อื่น ด้วย ด้วย เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจเพราะเกรงต้องรับผิด บั่นทอนขวัญกำลัง เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจเพราะเกรงต้องรับผิด บั่นทอนขวัญกำลัง ใจ ใจ มีวิธีการบริหารงานบุคคลและวินัยควบคุมอยู่ ทำให้มีความรอบคอบ มีวิธีการบริหารงานบุคคลและวินัยควบคุมอยู่ ทำให้มีความรอบคอบ กฎหมายนี้ ประสงค์คุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความสุจริต และใช้ความ ระมัดระวังตามสมควร
93.
93 93 พ พ. .ร ร. .บ บ. . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ม ม. . ๔
ความหมาย ๔ ความหมาย ( (เจ้าหน้าที่ และ หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ และ หน่วยงานของรัฐ) ) ม ม. . ๕ การกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ๕ การกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ม ม. . ๖ การกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ๖ การกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่ไม่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ม ม. . ๗ หน่วยงาน ๗ หน่วยงาน/ /เจ้าหน้าที่ มีสิทธิขอให้ศาลเรียกอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาในคดี เจ้าหน้าที่ มีสิทธิขอให้ศาลเรียกอีกฝ่ายหนึ่งเข้ามาในคดี ได้ ได้ ม ม. . ๘ สิทธิไล่เบี้ยของหน่วยงาน ๘ สิทธิไล่เบี้ยของหน่วยงาน ( (จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้าย จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้าย แรง แรง) ) ม ม. . ๙ อายุความใช้สิทธิไล่เบี้ย ๙ อายุความใช้สิทธิไล่เบี้ย ม ม. . ๑๐ การกระทำละเมิดต่อหน่วยงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ ๑๐ การกระทำละเมิดต่อหน่วยงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ม ม. . ๑๑ ผู้เสียหายเรียกให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าเสียหาย ๑๑ ผู้เสียหายเรียกให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ค่าเสียหาย ( (ต้องออก ต้องออก ใบรับให้ ใบรับให้) ) ม ม. . ๑๒ หน่วยงานออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินค่าสินไหมฯ ๑๒ หน่วยงานออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินค่าสินไหมฯ ม ม. . ๑๓ ให้ ครม ๑๓ ให้ ครม. .มีอำนาจออกระเบียบให้เจ้าหน้าที่รับผิด ผ่อนชำระ มีอำนาจออกระเบียบให้เจ้าหน้าที่รับผิด ผ่อนชำระ ม ม. . ๑๔ ๑๔ จัดตั้ง จัดตั้ง “ “ ศาลปกครอง ศาลปกครอง” ” สิทธิร้องทุกข์ ครท สิทธิร้องทุกข์ ครท. ( . (ม ม. . 11 11) ) ให้ถือเป็นสิทธิ ให้ถือเป็นสิทธิ ฟ้องคดี ฟ้องคดี
94.
94 94 ความเป็นมา ความเป็นมา ● การทำงานของหน่วยงานมีปัญหามาก ● นำหลักความโปร่งใส
ตรวจสอบได้ มาใช้ ● แนวคิดปฏิรูประบบราชการ โดยใช้กฎหมายเป็น เครื่องมือ ● นำไปสู่การตรากฎหมายปกครองที่สำคัญ a.พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ b.พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ c.พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ d.พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
95.
ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย 1. วันบังคับใช้กฎหมาย วันที่
15 พฤศจิกายน 2539 – ในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ – ในส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติ 2. หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ – ส่วนราชการ – รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราช กฤษฎีกา – หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนด 3. การกระทำของเจ้าหน้าที่ – ละเมิดต่อบุคคลภายนอกที่เป็นเอกชน – ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ 95 95
96.
เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานของรัฐ ที่อยู่ ในบังคับของกฎหมาย •
"เจ้าหน้าที่" หมายความว่า – ข้าราชการ – พนักงาน – ลูกจ้าง หรือ – ผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็น กรรมการหรือฐานะอื่นใด • ข้อสังเกต – ลูกจ้าง (ลูกจ้างประจำ /ลูกจ้างชั่วคราว , จ้างแรงงาน/จ้างทำของ) 96 96
97.
• "หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า –
กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม – ราชการส่วนภูมิภาค – ราชการส่วนท้องถิ่น และ – รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราช กฤษฎีกา และ – ให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราช กฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราช บัญญัตินี้ด้วย 97 97
98.
98 98 หน่วยงานของรัฐ ■ ราชการส่วนกลาง ■ ราชการส่วนภูมิภาค ■
ราชการส่วนท้องถิ่น ■ รัฐวิสาหกิจจัดตั้งโดย พรบ./พรฎ. ■ หน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มี พรฎ.กำหนด หน่วยงานทางปกครอง ■ ราชการส่วนกลาง ■ ราชการส่วนภูมิภาค ■ ราชการส่วนท้องถิ่น ■ รัฐวิสาหกิจจัดตั้งโดย พรบ./พรฎ. ■ หน่วยงานอื่นของรัฐ เปรียบเทียบ “หน่วยงานของรัฐ” กับ “หน่วยงานทางปกครอง” ■ หน่วยงานที่ได้รับมอบ หมายให้ใช้อำนาจทาง ปกครอง/ดำเนินกิจการ ทางปกครอง (บขส. องค์กร กฎหมายละเมิดเจ้าหน้า ที่ฯ ๒๕๓๙ กฎหมายจัดตั้งศาลปก ครองฯ
99.
99 99 เจ้าหน้าที่ ■ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง
หรือ ■ ผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง ในฐานะกรรมการหรือ ฐานะอื่นใด เจ้าหน้าที่ของรัฐ ■ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ ปฏิบัติงานทางปกครอง ■ คณะกรรมการวินิจฉัยข้อ พิพาท คณะกรรมการ หรือ บุคคลซึ่งมีกฎหมายให้ อำนาจในการออกกฎ คำ สั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระ ทบต่อบุคคล ■ บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของหน่วย งานทางปกครอง หรือเจ้า หน้าที่ของรัฐตาม (๑)(๒) เปรียบเทียบ “เจ้าหน้าที่” กับ “เจ้าหน้าที่ ของรัฐ” กฎหมายละเมิดเจ้าหน้า ที่ฯ ๒๕๓๙ กฎหมายจัดตั้งศาลปก ครองฯ
100.
100 100 สถานีอนามัย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ
และโรง พยาบาลต่างๆ เป็นส่วนราชการประจำจังหวัดหรือส่วน ราชการประจำอำเภอ ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงไม่อยู่ใน ความหมายของหน่วยงานของรัฐ (เรื่องเสร็จที่ ๓๐๗/๒๕๔๑) สำนักงาน กลต. เป็นองค์การที่ควบคุมและกำกับการดำเนิน ธุรกิจหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามที่กฎหมาย กฎ และระเบียบ ที่รัฐกำหนด ไม่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเชิง ธุรกิจ เช่น การผลิต การขนส่ง หรือการจำหน่ายแต่อย่าง ใด แม้จัดตั้งโดย พ.ร.บ. แต่ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในความ หมายของหน่วยงานของรัฐ (เรื่องเสร็จที่ ๒๓๗/๒๕๔๒) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) / บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดย พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ฎ. กำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐ (เรื่องเสร็จที่ ๖๙๓/๒๕๔๕) กรณีไม่เป็น “หน่วยงานของ รัฐ”
101.
101 101 ปรส. เป็นหน่วยงานของรัฐ กรรมการ
อนุกรรมการ เลขาธิการ พนักงาน ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานอื่นของ ปรส. จึง เป็นเจ้าหน้าที่ (เรื่องเสร็จที่ ๒๘/๒๕๔๑) ลูกจ้างที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่มี ลักษณะเป็นงานประจำและต่อเนื่อง มีการกำหนดอัตราเงิน เดือน การเลื่อนขั้นเงินเดือน การลงโทษทางวินัยตามหลัก เกณฑ์ที่กฎหมาย/กฎ กำหนด จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ (เรื่อง เสร็จที่ ๘๔๙/๒๕๔๒) กรรมการใน กฟภ. เป็นเจ้าหน้าที่ประเภทผู้ปฏิบัติงาน ประเภทอื่นที่ได้รับแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการ (เรื่องเสร็จที่ ๘๙๖/๒๕๔๒) พนักงานสถานธนานุบาลของเทศบาลเป็นผู้ปฏิบัติงานประจำ ในสถานธนานุบาล การบริหารงานบุคคลเป็นไปตา กรณีเป็น “เจ้าหน้าที่”
102.
102 102 ลูกจ้างที่หน่วยงานของรัฐว่าจ้างให้ปฏิบัติงานเป็น ครั้งคราวเฉพาะงาน ไม่ว่าจะมีสัญญาจ้างหรือไม่ ก็ตาม ความสัมพันธ์เป็นไปตาม
ปพพ. หากลูกจ้าง กระทำละเมิด ความรับผิดเป็นไปตาม ปพพ. (เรื่อง เสร็จที่ ๘๔๙/๒๕๔๒) กฟภ. ทำสัญญาแต่งตั้งบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นบุคคล ธรรมดา นิติบุคคล หรือ อบต. ให้ทำหน้าที่แทน เช่น เป็นตัวแทนเก็บเงินค่าไฟฟ้าฯ เป็นสัญญาจ้างทำของ ตามมาตรา ๔๒๘ ปพพ. จึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ (เรื่อง เสร็จที่ ๘๙๖/๒๕๔๒) กรณีไม่เป็น “เจ้าหน้าที่”
103.
หน่วยงานของรัฐตามพระราช หน่วยงานของรัฐตามพระราช กฤษฎีกา กฤษฎีกา • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ •
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข • สำนักงานสนับสนุนการวิจัย • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ • องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก • สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง • สำนักงานศาลปกครอง • สำนักงานศาลยุติธรรม • ฯลฯ ฯลฯ 103 103
104.
104 104 การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ต่อผู้เสียหายที่ไม่ใช่ หน่วยงานของรัฐ (ม.5) ต่อหน่วยงานของรัฐ (ม.10) เจ้าหน้าที่ด้วยกัน บุคคลภายนอก • หน่วยงานฯ
ที่เจ้าหน้าที่สังกัด • หน่วยงานฯ อื่น • หน่วยงานฯ แห่งเดียว • หน่วยงานฯ หลายแห่ง
105.
ผู้เสียหาย (ไม่ใช่หน่วยงาน ของรัฐ) • ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จ
669/2551เจ้าหน้าที่ซึ่งได้ รับความเสียหายจากการกระทำของ เจ้าหน้าที่ผู้อื่นได้กระทำในการปฏิบัติ หน้าที่ ถือเป็น “ผู้เสียหาย” 105 105
106.
เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อผู้ เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อผู้ เสียหาย เสียหาย ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ
107.
107 107 การกระทำละเมิดต่อบุคคล ภายนอก การปฏิบัติหน้าที่ (ม.5) มิใช่การปฏิบัติ หน้าที่ (ม.6) หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย ฟ้องหน่วยงานของรัฐ ได้โดยตรง ฟ้องเจ้า หน้าที่ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัด เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด ต่อผู้เสียหายเป็นส่วน ตัว ฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง ฟ้องหน่วย งานของรัฐไม่ได้ เกิดจาก
108.
หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าการกระทำ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ ละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ใช่ในการปฏิบัติ ในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ใช่ในการปฏิบัติ หน้าที่ หน้าที่ 1.ถ้าเป็นการกระทำตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ นั้นกระทำหรือตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ นั้นกระทำ ก็เป็นการละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ 2.ถ้าการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ บุคคลภายนอกหรือแก่หน่วยงานของรัฐนั้นไม่ใช่การกระทำ ตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้กระทำหรือตามที่ผู้บังคับ บัญชามอบหมายให้กระทำก็ถือว่าเป็นการละเมิดไม่ใช่ในการ ปฏิบัติหน้าที่ 3.เจ้าหน้าที่อาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ทุจริตเป็นการ กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจตามกฎหมาย 108 108
109.
แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา “ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่” แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา “ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่” •
ฎ. 1181-1182/2516 (ป) ลูกจ้างซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการ วิเคราะห์วิจัยดิน หิน กรวด ไม่มีหน้าที่ในการขับรถยนต์ ได้ ขับรถยนต์ของกรมฯ ไปล้างโดยนายช่างผู้บังคับบัญชาใช้ให้ ไป เมื่อล้างเสร็จได้ขับรถกลับที่พักแต่ระหว่างทางได้ขับรถ แวะไปเอาของที่บ้านพี่สาว และเกิดชนกับรถยนต์อื่นโดย ประมาท เป็นเหตุให้คนตาย แม้ลูกจ้างนั้นไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง กับการขับรถยนต์ แต่การนำรถไปล้างก็โดยผู้บังคับบัญชาใช้ ให้ไป และการล้างรถก็เป็นกิจการของกรมฯ ย่อมถือได้ว่า ลูกจ้างนั้นได้กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของนายจ้างซึ่ง กรมผู้เป็นนายจ้างจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิด 109 109
110.
• ฎ. 702/2517
จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการมีหน้าที่ขับรถรับส่ง ไปรษณียภัณฑ์ จำเลยที่ 2 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์รับส่ง ข้าราชการกรมฯ นอกเวลาปฏิบัติงานปกติของทางราชการเพื่อ ประโยชน์ในการที่ข้าราชการกรมฯ จะไม่ต้องมาปฏิบัติราชการสาย ทั้งอำนวยความสะดวกสบายและประหยัดแก่ข้าราชการ อันเป็นการ ให้สวัสดิการแก่ข้าราชการ และเป็นประโยชน์แก่ราชการด้วย ถือว่า จำเลยที่ 1 ทำงานตามทางการที่จำเลยที่ 2 จ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะได้ รับค่าจ้างพิเศษจากเงินค่าโดยสารซึ่งเก็บจากข้าราชการที่โดยสาร รถยนต์นั้น ก็หาเป็นเหตุให้การกระทำของจำเลยที่ 1 มิใช่ราชการ ของจำเลยที่ 2 ไม่ • เมื่อจำเลยที่ 2 จัดรถรับส่งข้าราชการเป็นสวัสดิการ จำเลยที่ 2 ก็ อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำรถของจำเลยที่ 2 ไปบริการได้ การกระทำ ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติงานในราชการของจำเลยที่ 2 หา อยู่นอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถนั้นไป ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดด้วย 110 110
111.
• ฎ. 1931/2518
จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นบุรุษไปรษณีย์ ขับ รถยนต์ของกรมฯ จำเลยที่ 2 ไปเก็บไปรษณียภัณฑ์ตามตู้ ไปรษณีย์ตามหน้าที่ และจอดรถไว้ที่ขอบถนน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้า พนักงานควบคุมการจราจรบอกให้จำเลยที่ 1 ไปจอดรถบนไหล่ ถนน เพราะการจราจรคับคั่งจำเลยที่ 1 ด่าโจทก์แล้วกลับไปขึ้น รถ โจทก์ตามไปยืนเอามือเท้าขอบประตูรถตรงที่นั่งคนขับและ ชะโงกศีรษะเข้าไปในรถแจ้งข้อหาว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงาน จำเลย ที่ 1 ขับรถออกไปโดยเร็วและผลักโจทก์ตกจากรถ ทำให้โจทก์ ได้รับบาดเจ็บ การที่จำเลยที่ 1 ขัดขวางการจับกุมโดยขับรถ เคลื่อนออกไปและผลักโจทก์ตกจากรถจนได้รับบาดเจ็บนี้เป็น เรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และเป็นการทำร้ายร่างกายกันโดย เฉพาะ มิได้เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และไม่ได้เป็นการปฏิบัติราชการ ตามหน้าที่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดร่วมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย • (ละเมิดในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ / ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่) 111 111
112.
ทุจริตโดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติ หน้าที่ • คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๗
ขณะ เกิดเหตุโจทก์ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นหน่วยงานของ รัฐ จำเลยที่ ๑ รับราชการในสังกัดของโจทก์ ได้รับมอบหมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินได้อาศัย โอกาสในการปฏิบัติหน้าที่รับเงินค่าปรับจราจรทางบก เงิน ประกันตัวผู้ต้องหา ฯลฯ และได้เบียดบังยักยอกเอาเงินดังกล่าว ที่ตนเองมีหน้าที่ดูแลจัดการไปโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ได้ รับความเสียหาย เป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง 112 112
113.
ผู้บังคับบัญชาละเลยต่อหน้าที่ฯ • คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่
๒๐/๒๕๔๖ สำนักงาน ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยฟ้องข้าราชการในสังกัดซึ่งได้รับแต่งตั้ง ให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลเก็บรักษาและการเบิกจ่าย เงินว่า ประมาทเลินเล่อ ไม่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชายักยอก เงินของโจทก์ไปอันเป็นละเมิด ถือได้ว่าเป็นคดีละเมิดอันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง 113 113
114.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.122/2550
การที่ผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ไม่มีสิทธิครอบครองหรืออาศัยในที่ดินภายในเขตของ นิคมสร้างตนเอง อธิบดีจึงมีอำนาจตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี รื้อถอนฯออกจากนิคมฯ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง และหากไม่ปฏิบัติการภายในกำหนดเวลาอธิบดีหรือผู้ซึ่ง อธิบดีมอบหมายมีอำนาจรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้นออกจากที่ดิน ของนิคมสร้างตนเองได้ โดยจะเรียกค่าเสียหายไม่ได้ โดย กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น และ มิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ หากอธิบดีจะมอบอำนาจ จึงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. บริหารราชการแผ่นดินฯ กระบวนการดังกล่าว จึงเป็นขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ สำหรับการดำเนินการกับผู้ที่ไม่มีสิทธิครอบครองหรืออาศัยใน เขตนิคมฯ 114 114
115.
• ในเมื่อผู้ฟ้องคดีเข้าครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินที่ผู้ฟ้อง คดีไม่มีสิทธิ
และผู้ปกครองนิคมฯ มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อ ถอนฯ แต่ผู้ฟ้องคดี ไม่ปฏิบัติตาม การที่นิคมฯ ให้เจ้าหน้าที่นำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถ ดินในที่ดินเป็นเหตุให้ต้นไม้ที่ผู้ฟ้องคดีปลูกไว้เสียหาย โดยไม่มีคำ สั่งของอธิบดีที่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและสิ่ง อื่นออกจากที่ดินหรืออธิบดีได้มอบอำนาจให้บุคคลใดออกคำสั่ง ตามมาตรา 18ฯ การนำรถแทรกเตอร์เข้าไปไถดินในที่ดินซึ่งผู้ ฟ้องคดีครอบครองและทำประโยชน์อยู่ โดยไม่มีคำสั่งของอธิบดีที่ แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนฯ จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ตาม ขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระ ทำนั้น และถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อผู้ฟ้อง คดีได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี 115 115
116.
• แม้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับ ความเสียหายจะเป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ ปกครองนิคมฯ มีหนังสือแจ้งให้ ผู้ฟ้องคดีรื้อถอน
และการเข้ารื้อถอนจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่แม้จะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย แต่ก็ไม่มีผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของ นิคมฯ เป็นการกระทำที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการกระทำในเรื่องส่วนตัวที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำต้องรับ ผิดเป็นการส่วนตัวตามมาตรา 6 แต่อย่างใด ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่ง เป็นส่วนราชการระดับกรมและเป็นต้นสังกัดของนิคมฯ จึงต้อง รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 5 • ข้อสังเกต มีอำนาจหน้าที่ แต่กระทำโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำ นั้น 116 116
117.
• คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 20/2545 หัวหน้าศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนใช้ให้ คนมาทำร้ายร่างกาย
ไม่ใช่การทำละเมิด ในการปฏิบัติหน้าที่ • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 384/2546 ผู้ใหญ่บ้านสร้างถนน ที่ผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านยกที่ดินและสละเงิน ให้สร้างรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่ เป็นการทำในหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน 117 117
118.
• คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 12/2541 รัฐธรรมนูญ
มาตรา ๖๒ รับรองสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของ รัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคล เท่านั้น มิได้บัญญัติรับรองไปถึงสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็น บุคคลธรรมดาด้วย • การที่ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้า หน้าที่ไม่ได้ เป็นการที่กฎหมายรับรองสิทธิของบุคคลที่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒ โดยให้บุคคลที่เป็นผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของ รัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิด • ในส่วนที่บัญญัติว่าจะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ก็ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่แม้จะมีอยู่แต่ก็มิได้มีการบัญญัติ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญดังนั้น สิทธิในการฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงมิใช่ สิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ 118 118
119.
แนวคำวินิจฉัยประเด็น “สังกัดหน่วยงาน แนวคำวินิจฉัยประเด็น “สังกัดหน่วยงาน ของรัฐแห่งใด” ของรัฐแห่งใด” •
คำสั่งที่ 286/2547 การที่ ครม. มีมติให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่ง กรรมการอื่น ใน คอท. เพราะบกพร่องหรือไม่สุจริต ต่อหน้าที่หรือ หย่อนความสามารถเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. การ ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง หากคำสั่งฯ ละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี กค. จะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดในผลแห่ง ละเมิด • แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ฟ้อง กค. ให้รับผิดในผลแห่งละเมิด แต่ศาลอาจ เรียกให้ กค. เข้ามาเป็นคู่กรณีได้ด้วย การร้องสอดโดยหมายเรียก ให้เข้ามาเป็นคู่กรณีตามคำสั่งของศาล • ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของ รมต. และ ผว.ทอท. นั้น เป็นการพิจารณา ทางปกครอง มิได้เป็นผู้ออกคำสั่งทางปกครองเอง จึงมิได้เป็นการปฏิบัติ หน้าที่ที่ก่อให้เกิดผลละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คค. และ ทอท. จึงไม่จำ ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตน 119 119
120.
• คำสั่งที่ 147/2553
ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษอยู่ในเรือนจำฟ้องว่า ได้ รับความเดือดร้อนจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิบดีกรมราชทัณฑ์) มีคำสั่งให้หน่วยจู่โจมเข้าตรวจค้นเรือนจำโดยได้ตรวจค้นตัวและ ล็อกเกอร์ของผู้ฟ้องคดี ทำให้ทรัพย์สินได้รับความเสียหาย เป็นการปฏิบัติโดยมิชอบ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย • การกระทำของหน่วยจู่โจมเป็นการตรวจค้นโดยใช้อำนาจใน ฐานะเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้อง คดีตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ฯ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ ละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิด จากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตาม มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)ฯ และเป็นการกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 5ฯ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะ ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จึงมีคำสั่งเรียกกรมราชทัณฑ์เข้ามาเป็นผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2 • ส่วนข้อหาที่ฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของหน่วยจู่โจมกระทำความผิด ฐานลักทรัพย์เป็นการกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา อยู่ใน อำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลยุติธรรม 120 120
121.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.64/2552
ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่ง กกต.จ.ข. ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กกต.) ใช้อำนาจตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 ยกเลิกบัญชีรายชื่อ กกต.จ.ข. จึงเป็นการใช้อำนาจทาง บริหารหรือทางปกครองเป็น คดีพิพาทอยู่ในอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) (3)ฯ และ • กรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติให้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการแต่งตั้ง กกต.จ. ส่วนที่ 3 เป็นเพียงมติให้แก้ไขระเบียบ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องไปออกระเบียบและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะมีผลใช้ บังคับได้ เมื่อ กกต. อาศัยเพียงหลักเกณฑ์ตามมติฯ แต่งตั้ง กกต.จ.ข. ใหม่ โดยไม่ได้ดำเนินการตามส่วนที่ 3 ของระเบียบฯ คำสั่งของ กกต. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย • ส่วนที่ กกต. มีคำสั่งให้ยกเลิกบัญชีรายชื่อ กกต.จ.ข. ประกอบคำสั่ง ของ กกต. ที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 4 พ้นจากตำแหน่ง กกต.จ.ข. เป็นการเปลี่ยนแปลง สถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลเป็นคำสั่งทางปกครอง 121 121
122.
• โดยในส่วนของการพิจารณาทางปกครองไม่มีกฎหมายกำหนด ไว้โดยเฉพาะเมื่อ กกต.
ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และกรณีพิพาทไม่ เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสองฯ คำสั่งของ กกต. ที่ให้ผู้ ฟ้องคดีที่ 4 พ้นจากตำแหน่งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ • แต่ผู้ฟ้องคดีที่ 4 อุทธรณ์เฉพาะเรื่องค่าเสียหายในมูลละเมิด มิได้ โต้แย้งในประเด็นการการเพิกถอนคำสั่ง ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่ อาจมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งฯ ได้ เมื่อคำสั่งของ กกต. ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ 4 ซึ่ง การชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิด พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปก ครองฯ มิได้บัญญัติไว้ จึงต้องนำหลักในมาตรา 438 วรรคหนึ่ง ปพพ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดกับหลักกฎหมาย มหาชน 122 122
123.
• เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็น สมควรกำหนดให้เงินค่าตอบแทนรายเดือนและเงินค่าตอบแทนใน ระหว่างที่รักษาการช่วงการสรรหา
กกต.จ.ข. ชุดใหม่ เป็นค่าเสีย หายที่ กกต. ต้องชดใช้ • ส่วนค่าเสียหายจากการเสียโอกาสได้รับเลือกเป็น กกต.จ.ข. และ ค่าเสียหาย อันเกิดจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นเพียงการคาดหมายและไม่ อาจพิสูจน์ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงได้ ศาลไม่กำหนดค่าเสียหายใน ส่วนนี้ให้ • ส่วนค่าธรรมเนียมศาล เมื่อคดีนี้เป็นคดีเรื่องร้องทุกข์โอนมาเป็นคดี ในศาลปกครอง จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลทุกชั้นศาลตามข้อ 4 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยการดำเนิน กระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีปกครองที่โอนมาจากเรื่องร้อง ทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2544 123 123
124.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.26/2553
โครงการ ก่อสร้างท่อคอนกรีตฯ ตามสัญญาจ้าง ระหว่าง นายอำเภอ ว. กับ หจก. ค. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (จังหวัด ม. 1 กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยที่ 2) ได้รับอนุมัติงบประมาณประจำ ปี 2545 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นผู้ควบคุมการใช้งบ ประมาณ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือแจ้งนายอำเภอ ทราบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มอบให้กรมการปกครองซึ่งเป็นต้น สังกัดของนายอำเภอเป็นหน่วยงานเบิกจ่ายงบประมาณแทน และให้นายอำเภอดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่ได้รับ อนุมัติ • จึงฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นเจ้าของงบประมาณ โครงการที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณ การก่อสร้าง โครงการของนายอำเภอ เป็นการดำเนินการในฐานะผู้ได้รับ มอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นายอำเภอจึงอยู่ในฐานะผู้ แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 124 124
125.
• เมื่อการก่อสร้างก่อให้เกิดความเสียหายเพราะนายอำเภอใช้ดุลพินิจ กำหนดจุดก่อสร้างและเลือกรูปแบบโครงการโดยปราศจากความ รอบคอบและความระมัดระวังอย่างเพียงพอ อันเป็นการกระทำละเมิด อันเกิดจากการใช้อำนาจต่อ ผู้ฟ้องคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอมี ฐานะ เป็นตัวแทนของราชการส่วนกลาง และมิได้เป็นข้าราชการสังกัดของ จังหวัด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้ฟ้องคดี • ภายหลังที่ก่อสร้างเสร็จในช่วงฤดูฝนจะเกิดน้ำฝนไหลระบายตามช่อง ระบายน้ำดังกล่าวลงสู่ที่นาของผู้ฟ้องคดี ทำให้ต้นข้าวได้รับความเสีย หายถึงขั้นไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ การที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้องค่าเสียหาย โดยประมาณเอง ไม่มีหลักฐานมายืนยันให้ฟังได้แน่นอนว่าผู้ฟ้องคดี จะได้รับประโยชน์จากการทำนาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพียงใดหากน้ำ ไม่ท่วมขังที่ดิน 125 125
126.
• เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองการประเมินราคาที่ดินแปลง โฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี ที่ดินเสื่อมประโยชน์หรือเสื่อม ค่าเฉพาะฤดูกาลน้ำหลากเท่านั้น
ไม่ถือว่าเป็นการขาด ประโยชน์โดยสิ้นเชิงและเป็นการขาดประโยชน์เฉพาะ การทำนา ผู้ฟ้องคดีอาจใช้ประโยชน์ในทางอื่นได้ตาม สภาพและกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ฟ้องคดี จึงกำหนด ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายจากการรอนสิทธิ์ โดยถือเกณฑ์การกำหนด ค่าทดแทนกรณีการวาง สายส่งเสาไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. พาดผ่านเข้าไปใน ที่ดิน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่ากรณีที่ดินที่ถูกรอนสิทธิ์การใช้ ประโยชน์เป็นที่นา หากไม่ปรากฏว่าจะใช้ประโยชน์ เป็นประการอื่นด้วย ปกติจะกำหนดค่าทดแทนในอัตรา ร้อยละห้าสิบของราคาประเมินที่ดิน 126 126
127.
127 127 เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคล เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคล ภายนอก ภายนอก ในการปฏิบัติหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายดำเนินการได้ ๒ ทาง 1)
ยื่นคำขอต่อ หน่วยงาน 2) ยื่นฟ้อง ต่อศาล ศาล ศาล ปกครอง ปกครอง ม. ๑๑ ศาล ศาล ยุติธรรม ยุติธรรม
128.
การใช้สิทธิเรียกร้องของ การใช้สิทธิเรียกร้องของ บุคคลภายนอก บุคคลภายนอก • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 817/2550
พล ตำรวจเอก ก. ฟ้องว่า คำสั่งย้ายตนของ นรม. ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้เสียหาย เป็นการ ทำละเมิดต่อพลตำรวจเอก ก. จึงอาจยื่น คำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 11 หรืออาจใช้ สิทธิทางศาลเพื่อเรียกให้ นรม. ชดใช้ค่า สินไหมทดแทน แล้วแต่กรณี 128 128
129.
129 129 1) 1) ผู้เสียหายยื่นขอค่าเสียหายต่อ ผู้เสียหายยื่นขอค่าเสียหายต่อ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐ ผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานให้พิจารณาชดใช้ค่าเสียหาย ผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานให้พิจารณาชดใช้ค่าเสียหาย ได้ ได้
หน่วยงานต้องออกใบรับคำขอไว้ให้เป็นหลักฐาน หน่วยงานต้องออกใบรับคำขอไว้ให้เป็นหลักฐาน พิจารณาโดยไม่ชักช้า พิจารณาโดยไม่ชักช้า ( (เสร็จใน เสร็จใน 180 180 วัน ขอขยายต่อ รมต วัน ขอขยายต่อ รมต. . อีกไม่เกิน อีกไม่เกิน 180 180 วัน วัน) ) หน่วยงานมี หน่วยงานมี “ “ คำสั่ง คำสั่ง” ” แล้ว แล้ว ไม่พอใจ ไม่พอใจ อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อ อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อ ศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม แล้วแต่กรณี ศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม แล้วแต่กรณี ( (ไม่อาจฟ้องโต้แย้ง ไม่อาจฟ้องโต้แย้ง คำสั่ง คำสั่ง) ) คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 573/2549 573/2549 ผู้เสียหายต้อง ผู้เสียหายต้อง ยื่นคำขอตามมาตรา ยื่นคำขอตามมาตรา 11 11 ภายใน ภายใน 1 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิด ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน และรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน 10 10 ปี นับแต่ ปี นับแต่
130.
• เจตนารมณ์ของมาตรา 11
(ได้รับการเยียวยาโดยเร็ว ไม่ ต้องฟ้องคดีต่อศาล) • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.91/2547 ใบ ตอบรับของ ปณ. (ใบเหลือง) ไม่อาจถือเป็นใบรับ คำขอ การที่ไม่ออกใบรับคำขอให้จึงเป็นการ ละเลยต่อหน้าที่ • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 573/2549 ระยะเวลาการยื่น คำขอตามมาตรา 11 มีกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิด เช่นเดียวกับการฟ้องคดี • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 97/2544 เมื่อพ้น 180 วันแล้ว ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา จึงเป็นละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ 130 130
131.
• ไม่พอใจ นำคดีฟ้องต่อศาล –
คำสั่ง 836/2547 อาจเป็นศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรม ตามมาตรา 11 มาตรา 14 และมาตรา 106 – คำสั่ง 64/2547 ฟ้องเพิกถอนคำสั่งฯ ไม่ได้ ความประสงค์แท้จริงต้องการ ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) – คำพิพากษา อ.224/2550 หมอผ่าตัดเนื้องอกออก พบว่าท้อง ศาลชั้นต้นรับเป็นฟ้องเพิกถอนคำสั่ง แต่ศาลสูงเห็นว่าเป็นละเมิด เมื่อไม่ใช่ละเมิดที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจึงอยู่ในอำนาจ ศาลยุติธรรม – ระยะเวลาการฟ้องคดี • คำสั่ง 64/2547 รับแจ้งคำสั่งเมื่อ 16 กันยายน 2545 ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2545 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายใน 1 ปี ฯ ตามมาตรา 51 • คำสั่ง 37/2552 ต้องฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันที่ครบ 180 วันนับแต่วันที่ออก ใบรับคำขอ ตามมาตรา 11 มาตรา 14 มาตรา 106 (สิทธิร้องทุกข์) 131 131
132.
พ พ. .ร ร. .บ บ. . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ หน้าที่
พ. .ศ ศ. . ๒๕๓๙ ๒๕๓๙ มาตรา ๑๑ ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับ ผิดตามมาตรา ๕ ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณา ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ ในการนี้ หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณา คำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้ เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ให้มีสิทธิ ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะ กรรมการกฤษฎีกาได้ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการ วินิจฉัย ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้ว เสร็จภายใน ๑๘๐ วัน หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้น จะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกำกับหรือ ควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลา ออกไปได้ แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้ อีกได้ไม่เกินหนึ่ง ๑๘๐ วัน 132 132
133.
พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา
๑๔ เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ------------------------------------------------------------------------ ------------------- พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัย ร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจ ของศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้อง คดีต่อศาลยุติธรรม 133 133
134.
พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา
11 134 134 ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ตามมาตรา 11 ร้องทุกข์ต่อ ครท. ภายใน 90 วัน สิทธิฟ้องคดี ต่อศาลปกครอง สิทธิฟ้องคดี ต่อศาลยุติธรรม มาตรา 14 มาตรา 106 พรบ.จัดตั้ง
135.
พ พ. .ร ร. .บ บ. .จัดตั้งศาลปกครองและวิธี จัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครองฯ พิจารณาคดีปกครองฯ • มาตรา ๕๑
การฟ้องคดีตามมาตรา ๙ วรรค หนึ่ง (๓) ให้ยื่นฟ้องภายใน ๑ ปีและการฟ้องคดี ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) ให้ยื่นฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง คดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้อง คดี 135 135
136.
มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดัง ต่อไปนี้ (๑)
คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำ อื่นใดเนื่องจาก.. (๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควร (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วย งานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือ จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด (๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาล ปกครอง 136 136
137.
(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิด อย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอัน เกิด - จากการใช้อำนาจตามกฎหมาย
หรือ - จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือ - จากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้อง ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หมายเหตุ.- หากเป็นการกระทำละเมิดอื่น นอกเหนือ จาก (๓) อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ได้แก่ -นอกการปฏิบัติหน้าที่ -ในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ได้ใช้อำนาจ ตามกฎหมาย 137 137
138.
138 138 การกระทำละเมิดของเจ้า หน้าที่ นอกการปฏิบัติ หน้าที่ ในการปฏิบัติ หน้าที่ ใช้อำนาจตาม กฎหมายออก กฎ คำสั่งทาง ปกครอง คำสั่ง อื่น ไม่ได้ใช้อำนาจ ตามกฎหมาย “ปฏิบัติหน้าที่ ทั่วไป” ละเลยต่อหน้า ที่ฯ ปฏิบัติหน้าที่ ล่าช้าเกินสม ควรฯ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม
139.
ความเห็นคณะกรรมการ ความเห็นคณะกรรมการ กฤษฎีกา “ผู้เสียหาย” กฤษฎีกา “ผู้เสียหาย” •
เรื่องเสร็จที่ 669/2551 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับ ความเสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ของรัฐผู้อื่นที่ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ถือว่าเป็น “ผู้เสียหาย” ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ฯ ลูกจ้างประจำของ กทม. ได้รับความเสีย หายจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ของ กทม. ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกร้องให้ กทม. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 11 แม้ผู้ เสียหายจะได้ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก กทม. ไปแล้วก็ไม่ตัดสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอีก 139 139
140.
• เพราะการใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการ ละเมิดมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ถูกละเมิดกลับสู่ สภาพเดิมมากที่สุด ส่วนสิทธิในการเบิกค่า รักษาพยาบาลเป็นสวัสดิการที่หน่วยงาน ของรัฐจัดให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงาน
ซึ่งเป็นสิทธิ คนละส่วนและมีวัตถุประสงค์แตกต่างจาก เรื่องละเมิด ผู้ทำละเมิดจึงยังต้องรับผิดในผล ละเมิดเต็มจำนวนค่าเสียหายที่เกิดจากการ ละเมิดนั้น จะนำค่ารักษาพยาบาลมาหักออก จากค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ 140 140
141.
141 141 ขั้นตอนการดำเนินการกรณีทำละเมิด ขั้นตอนการดำเนินการกรณีทำละเมิด ต่อบุคคลภายนอก ต่อบุคคลภายนอก • เจ้าหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ • แจ้งต่อผู้บังคับบัญชา
รายงานถึงหัวหน้าหน่วยงาน นำ ข้อ ๙-๒๐ โดย อนุโลม • กรณีผู้เสียหายยื่นคำขอ (ม. ๑๑) ให้หน่วยงานฯ รับคำขอ และดำเนินการ ตามระเบียบ หากเกี่ยวกับตนให้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ • กรณีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้ยื่นคำขอ ให้ปฏิบัติตามที่ กค. กำหนด และให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยผิดนัด • กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาล ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ให้ ประสานงาน อส.เตรียมการสู้คดี พร้อมรายงาน กค. และปฏิบัติตามคำ แนะนำจาก กค. • หากเห็นว่าไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ให้เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาในคดี ด้วย • หากสรุปว่าเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ต้องไม่เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาในคดี หรือแถลงศาลให้เจ้าหน้าที่พ้นจากการเป็นคู่กรณีในคดี และขอให้อัยการ ช่วยเหลือทางคดี • กรณีหน่วยงานรับผิดต่อบุคคลภายนอก การไล่เบี้ยให้นำข้อ ๒๒ – ข้อ ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
142.
ข้อสังเกต ข้อสังเกต • การทำละเมิด “นอกการปฏิบัติหน้าที่”
เจ้าหน้าที่ ต้องรับผิดตาม ปพพ. เหมือนเอกชนกับเอกชน เอกชน/หน่วยงานของรัฐที่เสียหายจึงยื่นคำขอ ตามมาตรา ๑๑ นี้ไม่ได้
143.
143 143 2) 2) การฟ้องคดีเรียกค่า การฟ้องคดีเรียกค่า เสียหายต่อศาล เสียหายต่อศาล ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม
ละเมิดที่เกิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ ละเมิดเกิดจาก ๔ กรณี การใช้อำนาจตามกฎหมาย (เฉพาะกฎหมายปกครอง) กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือ คำสั่งอื่น ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนด ละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากการ ละเมิดที่ไม่ได้เกิดจากการ ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ ( (เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นส่วน เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นส่วน ตัว ตัว) ) ละเมิดที่เป็นการปฏิบัติ ละเมิดที่เป็นการปฏิบัติ หน้าที่ หน้าที่ แต่มิใช่เกิดจาก แต่มิใช่เกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมาย การใช้อำนาจตามกฎหมาย
144.
การกระทำของฝ่าย ปกครอง การกระทำ ทางปกครอง การกระทำ ทั่วไป การกระทำอื่น (ปฏิบัติการทางปกครอง) การกระทำ ฝ่ายเดียว กฎ คำสั่งทางปกครอง การกระทำ สองฝ่าย สัญญาของฝ่ายปกครอง กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒ เนื้อหา สัญญา ทางปกครอง สัญญา ทางแพ่ง คำสั่งทางปกครอง ทั่วไป
145.
ข้อสังเกต ข้อสังเกต 1) พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไป นี้ (๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงาน ทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือ จากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร 2) คดีความรับผิดทางละเมิดที่ฟ้องต่อศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรค หนึ่ง (๓) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า คดีนั้นอยู่ในบังคับของกฎหมายนี้หรือ ไม่ แต่ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ข้างต้น 3) ดังนั้น หน่วยงานของรัฐอาจไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายนี้ (เพราะ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐตามบทนิยามของกฎหมายนี้) แต่อยู่ใน อำนาจของศาลปกครองเพราะเจ้าหน้าที่ทำละเมิดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เช่น ออกคำสั่งทางปกครองแล้วไปทำละเมิดต่อบุคคล ภายนอก
146.
146 146 ฟ้องภายใน ๑ ปี
นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่ง ฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่ง การฟ้องคดี การฟ้องคดี แต่ไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ที่มีเหตุแห่ง แต่ไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ที่มีเหตุแห่ง การฟ้องคดี การฟ้องคดี กรณีฟ้องผิดตัว กรณีฟ้องผิดตัว : : ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ■ หากผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่าอีกฝ่ายต้องรับผิดหรือร่วมรับผิด มีสิทธิขอให้ศาลเรียกอีกฝ่ายมาในคดีได้ ■ หากศาลยกฟ้องเพราะฟ้องผิดตัว ให้ขยายอายุ หากศาลยกฟ้องเพราะฟ้องผิดตัว ให้ขยายอายุ ความฟ้องร้อง ผู้ที่ต้องรับผิดออกไปถึง ความฟ้องร้อง ผู้ที่ต้องรับผิดออกไปถึง 6 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ระยะเวลาการฟ้องหน่วย ระยะเวลาการฟ้องหน่วย งานฯ งานฯ
147.
• คำสั่ง 849/2548
คดีเดิมฟ้องคณะกรรมการสรรหาฯ และ ผอ.สำนักงานเขตการศึกษาฯ ศาลไม่อาจบังคับให้เป็นไป ตามคำขอได้ จึงพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุเจ้าหน้าที่มิใช่ผู้ ต้องรับผิดตามมาตรา 5 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2548 คดีไม่มี การอุทธรณ์จึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2548 การฟ้องผู้ ต้องรับผิดซึ่งไม่ได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีเดิม จึงต้องขยาย อายุความฟ้องร้องออกไป 6 เดือนนับแต่วันที่คำพิพากษาคดี เดิมถึงที่สุดตามมาตรา 7 เมื่อนำคดีมาฟ้องเป็นคดีใหม่ในวัน ที่ 22 กันยายน 2548 จึงเป็นการฟ้องภายใน 6 เดือนนับแต่ วันที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด • คดีเดิมพิพากษา 22 มีนาคม 2548 • คดีเดิมถึงที่สุด 21 เมษายน 2548 (ครบ 6 เดือน เมื่อ 21 ตุลาคม 2548) • นำคดีมาฟ้องใหม่ 22 กันยายน 2548 (จึงยังอยู่ในระยะเวลาการฟ้องคดี 6 เดือน) 147 147
148.
ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ปฏิบัติหน้าที่ ฟ้องเจ้าหน้าที่ รับ ผิดส่วนตัว ศาลยุติธรรม 1 ปี
หรือ 10 ปี ปพพ. ม. 448 ไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ฟ้องหน่วยงาน ใช้อำนาจตาม กฎหมาย ศาลยุติธรรม 1 ปี หรือ 10 ปี ปพพ ม. 448 ร้องขอต่อหน่วยงาน มีคำสั่ง ภายใน 180 + 180 วัน พอใจ ไม่พอใจ ใช้อำนาจตาม กฎหมายอื่น ใช้อำนาจตาม กฎหมายปกครอง • 1 ปี หรือ 10 ปี กม.จัดตั้งศาลฯ ม. 51 • ใช้กฎหมาย ปพพ. ฟ้องหน่วยงาน ร้องขอต่อหน่วยงาน ศาลปกครอง มาตรา 9 (3) มีคำสั่ง ภายใน 180 + 180 วัน พอใจ ไม่พอใจ ศาลปกครอง มาตรา 9(3) 90 วันนับแต่วันได้รับแจ้ง ม.11+14 พรบ.ละเมิดฯ + ม.106 +9(3)พรบ.จัดตั้งศาลฯ (คำสั่ง ๓๗/๒๕๕๒) * กฎหมายอื่น = ป.อาญา, ป.วิ.อาญา ป.แพ่ง, ป.วิ.แพ่ง. * กรณีหน่วยงานชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ฟ้องศาลยุติธรรม เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก (ใช้กฎหมาย ปพพ.) • 90 วันนับแต่วันได้รับแจ้ง คำวินิจฉัย • ใช้กฎหมาย ปพพ.
149.
พ พ. .ร ร. .บ บ. . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ หน้าที่
พ. .ศ ศ. . ๒๕๓๙ ๒๕๓๙ มาตรา ๘ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมี สิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่ หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียง ใดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมใน แต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้ ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงาน ของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดัง กล่าวออกด้วย ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่อง ลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหม ทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น 149 149
150.
มาตรา ๑๐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อ หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัด หรือไม่
ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่า สินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้ บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสอง ประการตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่ หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้อง รับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความ หนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของ กระทรวงการคลัง 150 150
151.
151 151 ผู้เสียหายยื่นคำขอต่อ หน่วยงาน หน่วยงานมีคำสั่งตามมาตรา ๑๑ ให้ชดใช้เงินค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้เสียหาย กรณีหน่วยงานชดใช้ค่าสินไหม กรณีหน่วยงานชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้กับผู้เสียหาย ทดแทนให้กับผู้เสียหาย การไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ผู้ การไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ผู้ กระทำละเมิด กระทำละเมิด ผู้เสียหายยื่นฟ้อง ต่อศาล ศาลมีคำพิพากษาให้ หน่วยงานชดใช้เงิน ให้เงินค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ผู้เสีย หาย
152.
152 152 การไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทน การไล่เบี้ยเรียกค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่ จากเจ้าหน้าที่ ประมาท เลินเล่อ ธรรมดา กระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง หน่วยงาน ของรัฐต้อง รับผิด หรือ ความเสีย หายเป็น พับกับ หน่วยงาน ของรัฐ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับ ผิดใด
ๆ ● พิจารณาความรับผิดจาก 1.ระดับความร้ายแรงแห่ง การกระทำ 2. ความผิดหรือความ บกพร่องของ หน่วยงานของรัฐ ระบบการดำเนินงานส่วนรวม 3.ความเป็นธรรมในแต่ละ กรณี ไม่ประมาท เลินเล่อ ไม่เป็น ละเมิด เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับ ผิดใด ๆ
153.
ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ • ไม่ประมาทเลินเล่อ • ประมาทเลินเล่อ •
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง • จงใจ 153 153
154.
ลักษณะของการกระทำ ลักษณะของการกระทำ ละเมิด ละเมิด • จงใจ คือ
จงใจให้เขาเสียหาย • ประมาทเลินเล่อ คือ การกระทำโดยไม่เจตนา แต่เป็นการ กระทำ โดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจะ ต้องมี ตามวิสัยและพฤติการณ์ ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวัง เช่นนั้นได้ แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ (สคก.) • “กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังรอบคอบตามควรแก่ กรณี ที่วิญญูชนพึงใช้ในสถานการณ์เช่นนั้น” 154 154
155.
• ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือ -
สคก. - กระทำโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไป จากมาตรฐานอย่างมาก เช่น คาดเห็นได้ว่าความเสีย หายอาจเกิดขึ้นได้หรือหากระมัดระวังสักเล็กน้อยก็คงได้ คาดเห็นการอาจเกิดความเสียหายเช่นนั้น - อ.วรพจน์ฯ การกระทำโดยรู้สึกอยู่แล้วว่าเป็นการเสี่ยงที่ จะเกิดภัยหรือความเสียหาย แต่ยังขืนทำทำลงโดยคิดว่า สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภัยหรือความเสียหายขึ้นได้ ผู้กระทำเพียงแต่คาดเห็นว่าผลอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่แน่ ว่าจะเกิด และคิดว่าคงสามารถหลีกเลี่ยงผลนั้นได้ - อ.วรเจตน์ฯ การกระทำที่เกือบจะเป็นเจตนาเล็งเห็นผล คือ ผู้กระทำแม้ไม่ได้เจตนา แต่ก็ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง แม้แต่นิดเดียว เป็นการกระทำที่ผู้กระทำเสี่ยงทำลงไปทั้ง ที่รู้ว่าอาจจะเกิดความเสียหาย 155 155
156.
จงใจ • จงใจ คือ
จงใจให้เขาเสียหาย รู้สำนึกของการกระทำว่า จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น แต่ไม่หมายเลยไป ถึงกับว่าจะต้องเจาะจงให้เกิดผลเสียหายอย่างใดอย่าง หนึ่งโดยเฉพาะเช่นการกระทำโดยเจตนาในทางอาญา • ฎ 1104/2509 ที่อ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย จึงไม่มี ความจงใจทำละเมิดนั้น เป็นการเลี่ยงเจตนารมณ์กฎหมาย เพราะการที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย ก็ได้ชื่อว่าทำละเมิด แต่ การละเมิดนั้นถึงกับมีเจตนาจะฆ่าหรือทำให้ตายโดยไม่มี เจตนานั้น เป็นเรื่องของเจตนาในทางอาญา การเจตนา กระทำการกับการจงใจกระทำจะตีความอนุโลมอย่าง เดียวกันหาได้ไม่ • กรณีทุจริต เป็นการกระทำโดยจงใจ 156 156
157.
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง • เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานอย่างมาก • ไม่ใช้ความระมัดระวัง
หากใช้เพียงเล็กน้อยก็จะสามารถ ป้องกันความเสียหายได้ • ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสีย หาย • ลำพังความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ไม่ก่อให้เกิด ความเสียหาย มีเหตุอื่นด้วยจึงเกิดความเสียหาย ไม่เป็น ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง • มีตัวอย่าง และการเตือนจาก 157 157
158.
ประมาทเลินเล่ออย่างร้าย ประมาทเลินเล่ออย่างร้าย แรง แรง • ฎ 1789/2518
ควันไฟอันเกิดจากไฟไหม้เศษปอจาก โรงงานของจำเลยถูกลมพัดลอยไปครอบคลุมผิวจราจรเป็น เหตุให้รถโจทก์ถูกชนท้าย ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มควันไฟอันเกิด จากการเผาเศษปอของจำเลยได้เคยถูกลมพัดพาไปครอบคลุม ถนนเป็นเหตุให้รถยนต์เกิดชนกันมาแล้ว ๒-๓ ครั้ง แต่ไม่ ปรากฏว่าจำเลยวางมาตรการป้องกัน คงปล่อยปละละเลยให้ เหตุการณ์เป็นเช่นเดิม กระทั่งได้เกิดเหตุคดีนี้อีก พฤติการณ์ไม่ เป็นเหตุสุดวิสัยเพราะจำเลยย่อมทราบดีว่าลมอาจจะพัดพาเอา ควันไฟไปครอบคลุมผิวจราจรได้ ซึ่งจำเลยอาจจะป้องกันได้ โดยย้ายบ่อเผาเศษปอให้ห่างไกลพอที่ลมไม่สามารถจะพัดพา ควันไฟมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้ จำเลยก็หาได้กระทำเช่นว่า นั้นไม่ คดีจึงฟังได้ว่าจำเลยได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิด 158 158
159.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๓๘-๓๓๙/๒๕๔๙ กรรมการตรวจการจ้างลงชื่อ ตรวจรับสินค้าโดยไม่ได้ตรวจสินค้าจริง
เป็นการ กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๒๖๗/๒๕๕๐ ผู้ ควบคุมงานก่อสร้างถนนไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ ควบคุมงานตามที่ระเบียบกำหนดไว้ ถือว่าเป็นการ กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 159 159
160.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๐/๒๕๕๒
การกระทำที่จะถือว่า เป็นการกระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น หมายถึง การกระทำโดยมิได้เจตนา แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ และหากใช้ความระมัดระวังแม้ เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย • แม้จะรับฟังได้อย่างที่กล่าวอ้างว่าขับรถเร็วเกินกว่าที่แจ้งจริง แต่ก็มิได้ แสดงให้เห็นว่า ในภาวะที่มีรถยนต์บรรทุกกระบะเร่งเครื่องแซงรถยนต์ บรรทุกสิบล้อเข้ามาในช่องทางเดินรถของผู้ฟ้องคดีอย่างกะทันหัน ผู้ ฟ้องคดีอาจใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยอย่างไรก็อาจป้องกันมิ ให้รถยนต์เกิดความเสียหายได้ แต่ผู้ฟ้องคดีกลับมิได้ใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นเลย เพราะการที่ผู้ฟ้องคดีขับรถมาด้วยความเร็วเกินกว่าที่แจ้ง เพียงประการเดียวยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุ ละเมิดในครั้งนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีรถยนต์บรรทุกกระบะ ขับแซงรถยนต์บรรทุกสิบล้อเข้ามาในช่องทางเดินรถของผู้ฟ้องคดีใน ระยะกระชั้นชิดด้วย ดังนั้น จึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้อง คดีขับรถด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 160 160
161.
อ. 921/2558 (ป)
ประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง • ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง • ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่า • คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ที่คัดค้านคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นมีเหตุผลรับ ฟังได้หรือไม่ • โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนว่า คำสั่งลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 398,284 บาท และคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นเงิน 161,992 บาท เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
162.
• มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้ง สองกระทำไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้าย แรงหรือไม่
เห็นว่า จากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง สองมีเจตนาที่จะทำให้เงินสูญหาย จึงไม่เป็นการกระทำด้วย ความจงใจ • จึงมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเฉพาะว่า พฤติการณ์ของผู้ฟ้อง คดีทั้งสองเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้าย แรงหรือไม่ เห็นว่า • การกระทำที่จะถือว่าเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงนั้น หมายถึง – การกระทำโดยมิได้เจตนา – แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความ เสียหายขึ้นได้ และหากได้ใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อย ก็ อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นเลย
163.
• ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้เดินทางจาก อำเภอชัยบาดาลไปรับเงินจำนวน
560,276 บาท จาก สนง.เกษตรและสหกรณ์จังหวัดลพบุรี ซึ่งได้รับเป็นเงินสด • ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้นำเงินใส่กระเป๋าเอกสารและเดินทาง กลับอำเภอชัยบาดาลด้วยรถยนต์ส่วนตัว • ในระหว่างเดินทาง แวะรับประทานอาหารกลางวัน โดย นำกระเป๋าใส่เงินไว้ในรถและล็อคประตูรถยนต์ไว้ • รถยนต์ดังกล่าวจอดอยู่ริมบาทวิถีห่างจากร้านอาหาร ประมาณ 25 เมตร และสามารถมองเห็นได้จากร้าน อาหาร • ใช้เวลารับประทานอาหารประมาณ 20 นาที • เมื่อกลับมาที่รถ ก็พบว่าประตูรถยนต์ถูกงัดและกระเป๋าใส่ เงินสูญหายไปแล้ว
164.
• พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้เก็บเงินไว้ในกระเป๋า เอกสาร
ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกว่าในกระเป๋าใส่เงินไว้ และเมื่อไปรับประทานอาหาร ก็ได้นำกระเป๋าใส่เงินไว้ในรถยนต์และ ล็อคประตูรถแล้ว • เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษา เงินตามสมควรแล้ว • แต่มีข้อพิจารณาเพิ่มเติมว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยังอาจเพิ่มความระมัดระวัง ให้มากกว่านี้ได้ เช่น อาจนำกระเป๋าใส่เงินติดตัวไปด้วยในระหว่างรับ ประทานอาหาร หรือในระหว่างที่รับประทานอาหาร ก็อาจให้คนหนึ่งเฝ้า กระเป๋าใส่เงินไว้ได้ • จึงอาจมีข้อพิจารณาว่าพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความประมาท เลินเล่อในการเก็บรักษาเงินหรือไม่ • แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นความประมาทเลินเล่อ ความประมาท เลินเล่อดังกล่าว ก็หาใช่เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ • เพราะพฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ได้ใช้ความระมัดระวังแล้ว มิใช่ไม่ใช้ความระมัดระวังเสียเลย • ที่ผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองควรใช้วิธีโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคาร หรือซื้อดร๊าฟ หรือตั๋วแลกเงิน แล้วไปเบิกเงินสด ณ ธนาคาร ท้องที่ในอำเภอชัยบาดาลจะปลอดภัยกว่า
165.
• การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเลือกวิธีถือเงินสดเป็นการละเว้นการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัย ถือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า
วิธีการต่างๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง มีความรัดกุมมากกว่า และมีความเสี่ยงน้อยกว่าวิธีการของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้กำหนดวิธีการไว้โดยเฉพาะ • ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงสามารถเลือกวิธีการเก็บรักษาและนำเงินกลับ สำนักงานตามที่เห็นสมควรได้ • นอกจากนั้น วิธีการต่างๆ ดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ได้รับ ประกันว่าเงินจะไม่ถูกขโมย เงินยังอาจถูกขโมยได้ เช่น ถ้าผู้ฟ้อง คดีทั้งสองได้เบิกเงินสดจากธนาคารท้องที่ในอำเภอชัยบาดาลแล้ว ในระหว่างการนำเงินสดไปเก็บรักษา ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะถูก ขโมยได้เสมอ • ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการใด ก็ยังมีความเสี่ยงที่เงินจะถูกขโมยได้ การพิจารณา จึงต้องพิจารณาที่พฤติการณ์ในการเก็บรักษาเงิน ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่า ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการ เก็บรักษาเงินหรือไม่ มากกว่าการพิจารณาในประเด็นเรื่องวิธีการ ในการเก็บรักษาเงินและนำเงินกลับไปของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
166.
• เมื่อพิจารณาว่าตามสมควรในการเก็บรักษาเงิน แล้ว แม้วิธีการที่ใช้จะมีความปลอดภัยน้อยกว่าวิธี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้าง
ก็ไม่ถือว่าเป็นการประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง ข้อวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่ถูกต้อง • การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย • อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟังขึ้น
167.
• อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีคำขอให้ศาลเพิก ถอนหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์
ของ ป.กษ. โดย มีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพื่อไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ทางราชการ • แต่คำขอดังกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า มีเจตนาที่จะฟ้องขอ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ด้วย เพราะการขอให้ผู้ฟ้อง คดีทั้งสองไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ย่อมหมายถึง การขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่า สินไหมทดแทนทุกฉบับ • พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ ป.กษ. ที่วินิจฉัยยืนยันว่า คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 398,284 บาท และคำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ค่า สินไหมทดแทนเป็นเงิน 161,992 บาท
168.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๐/๒๕๕๒
การกระทำที่จะถือว่า เป็นการกระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น หมายถึง การกระทำโดยมิได้เจตนา แต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ และหากใช้ความระมัดระวังแม้ เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ ความระมัดระวังเช่นว่านั้นเลย • แม้จะรับฟังได้อย่างที่กล่าวอ้างว่าขับรถเร็วเกินกว่าที่แจ้งจริง แต่ก็มิได้ แสดงให้เห็นว่า ในภาวะที่มีรถยนต์บรรทุกกระบะเร่งเครื่องแซงรถยนต์ บรรทุกสิบล้อเข้ามาในช่องทางเดินรถของผู้ฟ้องคดีอย่างกะทันหัน ผู้ ฟ้องคดีอาจใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยอย่างไรก็อาจป้องกันมิ ให้รถยนต์เกิดความเสียหายได้ แต่ผู้ฟ้องคดีกลับมิได้ใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านั้นเลย เพราะการที่ผู้ฟ้องคดีขับรถมาด้วยความเร็วเกินกว่าที่แจ้ง เพียงประการเดียวยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุ ละเมิดในครั้งนี้ เนื่องจากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีรถยนต์บรรทุกกระบะ ขับแซงรถยนต์บรรทุกสิบล้อเข้ามาในช่องทางเดินรถของผู้ฟ้องคดีใน ระยะกระชั้นชิดด้วย ดังนั้น จึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้อง คดีขับรถด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 168 168
169.
ประมาทเลินเล่อ ประมาทเลินเล่อ ( (เล็กน้อย เล็กน้อย/ /ธรรมดา ธรรมดา) ) • เก็บรักษาทรัพย์สินที่มีค่าของทางราชการไว้ที่เดียวกัน กับทรัพย์สินที่มีค่า ของตนเอง • คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่
๑๐๔๔/๒๕๕๐ การที่ผู้ ฟ้องคดีวางกระเป๋าเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ที่ชั้นวางของ ตามสภาพที่เป็นอยู่ภายในห้องพักและ วางไว้ใกล้เคียงกับทรัพย์สินที่มีค่าของตนเอง เป็นการ เก็บรักษาทรัพย์สิน ของทางราชการดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำใน สภาวการณ์และสถานที่เช่นนั้น และไม่อาจถือได้ว่า เป็นการเก็บรักษาโดยขาดความระมัดระวังอย่างผิดปกติ 169 169
170.
170 170 ประมาทเลินเล่อ ประมาทเลินเล่อ ● เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมดูแล การเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงินของ โครงการ ไม่ขีดเส้นหน้าตัวเลขและตัว อักษรของจำนวนเงินที่ระบุในเช็ค
ทำให้ เจ้าหน้าที่เพิ่มจำนวนเงินและยักยอกไป เป็นละเมิดจากการใช้อำนาจตาม กฎหมาย (คำวินิจฉัยชี้ขาดที่ ๒๐/๒๕๔๕)
171.
171 171 ● ผอ.สถานพินิจ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนอนุญาต และลงชื่อในใบถอนเงิน
ถ้าเงินจำนวนมากต้องตรวจสอบ หรือสอบถามผู้ปกครอง แต่ปล่อยให้มีการเบิกจ่ายตามที่เจ้า หน้าที่เสนอโดยไม่ตรวจสอบ เป็นเหตุให้มีการถอนเงินของผู้ เยาว์ไปหลายครั้งเป็นจำนวนมาก ลำพังเจ้าหน้าที่แม้จะไม่มี หน้าที่ตามกฎหมายในการเบิกถอนเงิน แต่ในฐานะส่วนตัว ย่อมไม่สามารถกระทำการดังกล่าวได้ ถือได้ว่า ผอ.ไม่ได้ใช้ ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นละเมิดทางปกครอง ● ถ้าโดยลำพังแล้ว เจ้าหน้าที่ในฐานะส่วนตัวไม่สามารถ กระทำการดังกล่าวอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นเพราะการที่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้ใช้ ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ถือเป็น ละเมิดทางปกครอง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๓๐๓/๒๕๔๕) ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง
172.
172 172 เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์ เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์ มาตรฐาน มาตรฐาน ● โรงงาน ก.
มีบ่อเผาเศษปอโดยมีลูกจ้างของตนเป็น คนควบคุม ผู้รับซื้อเศษปอฝอยได้นำเศษปอที่เหลือ จากการคัดเลือก ไปเผาในบ่อดังกล่าว ทำให้เกิด ควันดำและลมพัดไปปกคลุมถนน ข. ซึ่งจอดรถอยู่ข้างทางเนื่องจากไม่สามารถขับรถ ฝ่าควันไปได้ ได้ถูกรถคันอื่นขับมาชนท้าย กรณีนี้ เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ไม่ใช่ เหตุสุดวิสัย โรงงาน ก. ต้องรับผิด (คำพิพากษาฎีกา ที่ ๑๗๘๙/๒๕๑๘)
173.
173 173 ขับรถโดยประมาท ขับรถโดยประมาท ● ขับรถของทางราชการด้วยความเร็วในขณะฝนตก ถนนลื่นและเป็นทางโค้งโดยไม่ห้ามล้อและไม่ชะลอ ความเร็วจนรถแฉลบออกไปนอกทางโค้งชนเสา หลักข้างทางเป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้าย แรงในการปฏิบัติหน้าที่ แม้
พสส. จะเห็นว่าน่าเชื่อ ว่าไม่ได้เกิดจากการประมาทของผู้ฟ้องคดีก็ตาม ● ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดแก่รถยนต์ของ ทางราชการตามมาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๘ ● จำนวนเงินที่ต้องชดใช้ต้องพิจารณาระดับความ ร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละ กรณีเป็นเกณฑ์ (คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๙๕๓/๒๕๔๕)
174.
174 174 เสนอความเห็นให้งดตอก เสนอความเห็นให้งดตอก เสนาเข็ม เสนาเข็ม ● เป็นผู้ควบคุมงานและกรรมการตรวจการจ้างการกระทำ ละเมิดต่อกรมฯ ทำให้กรมฯ
ต้องจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญา สูงกว่าความเป็นจริง ● โดยเสนอความเห็นให้งดตอกเสาเข็มก่อนรับแจ้งผลการ พิจารณาจากกรมฯ เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด ไว้ในสัญญา อีกทั้งการอนุมัติให้ตอกหรือไม่ตอกเสาเข็ม ไม่ใช่กรณีเร่งด่วน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย ● ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น ๒ ใน ๕ ส่วน ● แต่กรมบัญชีกลางคำนวณความเสียหายไม่ใช่ตามราคา มาตรฐานฯ ที่ระบุในสัญญา จึงเป็นการคำนวณไม่ถูกต้อง คำสั่งให้ ชดใช้จึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๗/๒๕๔๘)
175.
175 175 หัวหน้าพัสดุ หัวหน้าพัสดุ ● หัวหน้างานอาคารและสถานที่กระทำละเมิดต่อ จฬ. โดยบกพร่องต่อหน้าที่ทำให้วิทยุสื่อสารและเลื่อยวง เดือนสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
เป็นการกระทำ ละเมิดโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ● ไม่ปรากฏรอบงัดแงะ เป็นผู้ถือกุญแจห้องพัสดุ การเบิก- จ่าย รับคืนพัสดุไม่มีการลงบันทึกสมุดยืมทุกครั้ง หรือลง บันทึกก็ไม่ระบุหมายเลขพัสดุ และกำหนดวันส่งคืน ● ผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ควบคุมดูแลพัสดุตามระเบียบพัสดุฯ ข้อ ๑๔๙ เมื่อวัสดุอุปกรณ์สูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไม่มีการลงบันทึกยืมคืนให้ถูกต้อง จึงถือว่าปล่อย ปละละเลยการควบคุมดูแล ฝ่าฝืนระเบียบเป็นการปฏิบัติ หน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คำสั่งเรียกให้ ชดใช้เงินคืนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๑๕๖๘/๒๕๔๖)
176.
176 176 รถราชการสูญหาย รถราชการสูญหาย ● ผู้ฟ้องคดีขออนุญาตนำรถของราชการไปเก็บรักษาที่ บ้านพัก ลักษณะตลอดเวลาเป็นเวลานาน
ซึ่งไม่เข้าหลัก เกณฑ์ตามระเบียบ สร. เมื่อรถสูญหายขณะเก็บที่บ้าน พัก จึงถือว่าเป็นการกระทำละเมิดโดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (กระทำไม่ถูกระเบียบฯ) ● รถยนต์ซื้อมาหลายปีให้หักค่าเสื่อมราคาด้วย ● รอง ผวจ. รกท. ผวจ. อนุญาตให้นำรถไปจอดไว้ที่บ้าน พักโดยไม่มีอำนาจ ถือว่ามีส่วนในการกระทำละเมิด ด้วย และยังไม่ได้ถูกพิจารณาให้ชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนเฉพาะส่วนของตนตามส่วนแห่งความร้ายแรง ● คำสั่งของ ผวจ. ที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินจึงไม่ถูก ต้องเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วย กฎหมายให้เพิกถอน (คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๑๓๔๗/๒๕๔๕)
177.
ไม่เป็นละเมิด เป็นละเมิด แต่ไม่ต้องรับ ผิด เป็นละเมิด และต้องรับ ผิด ไม่ประมาทเลินเล่อ
ประมาทเลินเล่อ เล็กน้อย/ธรรมดา ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง จงใจ ใช้ความระมัดระวัง เยี่ยงวิญญูชน พึงกระทำ ใช้ความระมัดระวัง แต่ใช้ไม่เพียงพอ ไม่ใช้ความ ระมัดระวังเลย หาก ใช้เพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถป้องกัน ความเสียหายได้ จงใจ/เจตนา ให้เสียหาย 177 177
178.
178 178 การพิจารณาความรับผิดของ เจ้าหน้าที่ 1. ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ และ ความเป็นธรรมในแต่ละกรณี
ไม่ต้องให้ ใช้เต็มจำนวนก็ได้ 2. ความผิดหรือความบกพร่องของหน่วย งานของรัฐ ให้หักส่วนความรับผิด 3. ความผิดหรือความบกพร่องของระบบ การดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนความ
179.
179 179 แผนผังความรับผิดของเจ้า แผนผังความรับผิดของเจ้า หน้าที่ หน้าที่ เจ้าหน้าที่ บุคคล ภายนอก กระทำ ละเมิด บุคคล ภายนอก หน่วยงาน ขอค่าเสียหาย ฟ้อง ชำระค่าสินไหมฯ หน่วยงาน เจ้า หน้า ไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ได้เฉพาะ กระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง รับผิดตาม
ปพพ. (จงใจ/ประมาทเลินเล่อธรรมดา) รับผิดตาม พรบ.ละเมิดฯ 39
180.
พ พ. .ร ร. .บ บ. . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ หน้าที่
พ. .ศ ศ. . ๒๕๓๙ ๒๕๓๙ มาตรา ๙ ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียก ให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มี กำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสีย หาย 180 180
181.
181 181 อายุความเรียกร้องค่าสิน อายุความเรียกร้องค่าสิน ไหมฯ ไหมฯ กรณีหน่วยงาน กรณีหน่วยงาน/ /เจ้าหน้าที่ใช้ค่าสินไหมฯแก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ใช้ค่าสินไหมฯแก่ผู้เสียหาย สิทธิเรียกให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าสินไหมฯแก่ตน
อายุความ สิทธิเรียกให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าสินไหมฯแก่ตน อายุความ 1 1 ปี ปี นับแต่ได้ใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหาย นับแต่ได้ใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหาย
182.
การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ (1) ใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ
คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น การกระทำอื่น ละเลย ล่าช้าฯ (2) ไม่ได้ใช้ อำนาจตามกฎหมาย กระทำต่อบุคคลภายนอก กระทำต่อหน่วยงานของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่ (1) + (2) มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 6) มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) ยื่นคำขอค่าเสีย หายต่อหน่วยงานฯ ม.11 ฟ้องหน่วยงานฯต่อ ศาล (ม.5) พอใจ ไม่พอใจ ฟ้องหน่วยงานฯ ละเมิดต่อศาล (2) ศาล ยุติธรรม • จงใจ หรือ • ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง ประมาทเลินเล่อ ธรรมดา เป็นพับ กับหน่วยงานฯ • ใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือ • เรียกให้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ชดใช้ ไม่ชดใช้ ออกคำสั่งทางปกครอง เรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินฯ ม.12 (1) ฟ้อง ศาลปกครอง เจ้าหน้าที่ไม่พอใจ อุทธรณ์คำสั่งฯ วินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ไม่พอใจฟ้องศาลปกครองเพิก ถอนคำวินิจฉัยได้ ไม่ชำระ ใช้มาตรการ บังคับทางปกครอง (1) ศาล ปกครอง การใช้สิทธิไล่เบี้ย การปฏิบัติหน้าที่ (1) + (2)
183.
การกระทำละเมิดต่อ หน่วยงานของรัฐ
184.
1. เจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก 2. หน่วยงานฯ
ชดใช้ค่าสินไหมฯ ให้แก่บุคคลภายนอกที่เสียหาย 3. ใช้สิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ 184 184 เจ้าหน้าที่ บุคคลภายนอก (ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ) ทำละเมิด หน่วยงานของรัฐ ประมาทเลินเล่อ ธรรมดา/ร้ายแรง ไล่เบี้ยได้เฉพาะกรณี ประมาทเลินเล่อร้ายแรง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
185.
การกระทำละเมิดต่อ หน่วยงานของรัฐ • หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด • หน่วยงานของรัฐอื่น •
หน่วยงานของรัฐแห่งเดียว • หน่วยงานของรัฐหลายแห่ง
186.
186 186 การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ต่อผู้เสียหายที่ไม่ใช่ หน่วยงานของรัฐ (ม.5) ต่อหน่วยงานของรัฐ
(ม.10) เจ้าหน้าที่ด้วยกัน บุคคลภายนอก • หน่วยงานฯ ที่เจ้าหน้าที่สังกัด • หน่วยงานฯ อื่น • หน่วยงานฯ เดียว • หลายหน่วยงาน
187.
187 187 ขั้นตอนการดำเนินการหาผู้รับ ขั้นตอนการดำเนินการหาผู้รับ ผิดชอบทางแพ่ง ผิดชอบทางแพ่ง 1. 1. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทาง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทาง ละเมิด ละเมิด 2. 2. รวบรวมหลักฐานและให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง รวบรวมหลักฐานและให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง 3. 3.
คณะกรรมการเสนอความเห็นไปยังผู้แต่งตั้ง คณะกรรมการเสนอความเห็นไปยังผู้แต่งตั้ง 4. 4. วินิจฉัยว่ามีผู้รับผิดหรือไม่ เท่าใด แต่ยังไม่แจ้งเจ้า วินิจฉัยว่ามีผู้รับผิดหรือไม่ เท่าใด แต่ยังไม่แจ้งเจ้า หน้าที่ หน้าที่ 5. 5. ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและพิจารณา ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและพิจารณา 6. 6. ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ตามความเห็นของ ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ตามความเห็นของ กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง 7. 7. แจ้งคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ พร้อมสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง แจ้งคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ พร้อมสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง
188.
188 188 ขั้นตอนการดำเนินการหาผู้รับ ขั้นตอนการดำเนินการหาผู้รับ ผิดชอบทางแพ่ง ผิดชอบทางแพ่ง 1. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทาง ละเมิด 2. รวบรวมหลักฐานและให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง 3.
คณะกรรมการเสนอความเห็นไปยังผู้แต่งตั้ง 4. วินิจฉัยว่ามีผู้รับผิดหรือไม่ เท่าใด แต่ยังไม่แจ้งเจ้า หน้าที่ 5. ส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบและพิจารณา 6. ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ตามความเห็นของ กระทรวงการคลัง 7. แจ้งคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ พร้อมสิทธิอุทธรณ์/ฟ้องคดี
189.
การดำเนินการหาผู้รับผิดทางละเมิดตามระเบียบฯ การดำเนินการหาผู้รับผิดทางละเมิดตามระเบียบฯ • ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การ ปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
“ความเสียหาย” ความเสียหายที่เกิดจาก การละเมิดอย่างใดๆ แต่ไม่รวมถึงการออกคำสั่งหรือกฎ • คณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 637/2549 ความ เสียหายเกิดขึ้นจากการดำเนินการต่างๆ ของ กกต. ซึ่ง มีลักษณะเป็นกฎเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จึงมิใช่ “ความ เสียหาย” ตามนิยามในข้อ ๔ แห่งระเบียบฯ ที่กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นจำ ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบดัง กล่าว 189 189
190.
190 190 การกระทำละเมิดต่อหน่วย งานเกิดจาก การปฏิบัติหน้าที่ มิใช่การปฏิบัติ หน้าที่ ●การเรียกร้องค่า สินไหมทดแทนจาก เจ้าหน้าที่ให้นำ มาตรา ๘
มาใช้ บังคับโดยอนุโลม ●เรียกค่าสินไหมฯ ได้ เฉพาะกรณีเป็นการ ให้บังคับตาม ปพพ.
191.
ทุจริตโดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติ หน้าที่ • คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ ๑๐/๒๕๔๗
ขณะ เกิดเหตุโจทก์ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นหน่วยงานของ รัฐ จำเลยที่ ๑ รับราชการในสังกัดของโจทก์ ได้รับมอบหมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่การเงินได้อาศัย โอกาสในการปฏิบัติหน้าที่รับเงินค่าปรับจราจรทางบก เงิน ประกันตัวผู้ต้องหา ฯลฯ และได้เบียดบังยักยอกเอาเงินดังกล่าว ที่ตนเองมีหน้าที่ดูแลจัดการไปโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ได้ รับความเสียหาย เป็นคดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราช บัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง 191 191
192.
ผู้บังคับบัญชาละเลยต่อหน้าที่ฯ • คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่
๒๐/๒๕๔๖ สำนักงาน ปลัดทบวงมหาวิทยาลัยฟ้องข้าราชการในสังกัดซึ่งได้รับแต่งตั้ง ให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลเก็บรักษาและการเบิกจ่าย เงินว่า ประมาทเลินเล่อ ไม่ควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้ผู้ใต้บังคับบัญชายักยอก เงินของโจทก์ไปอันเป็นละเมิด ถือได้ว่าเป็นคดีละเมิดอันเกิดจาก การใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่ง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง 192 192
193.
193 193 เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหาย หรือไม่ เพียงใด หรือไม่ เพียงใด ประมาท เลินเล่อ ธรรมดา กระทำโดยจงใจ
หรือ ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง หน่วยงาน ของรัฐต้อง รับผิด หรือ ความเสีย หายเป็น พับกับ หน่วยงาน ของรัฐ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับ ผิดใด ๆ ● พิจารณาความรับผิดจาก 1.ระดับความร้ายแรงแห่ง การกระทำ 2. ความผิดหรือความ บกพร่องของ หน่วยงานของรัฐ ระบบการดำเนินงานส่วนรวม 3.ความเป็นธรรมในแต่ละ กรณี ไม่ประมาท เลินเล่อ ไม่เป็น ละเมิด เจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับ ผิดใด ๆ
194.
194 194 เจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานฯ เรียกให้ จนท. ชดใช้ค่าเสียหายได้เฉพาะกรณี ประมาทเลินเล่อร้ายแรง เจ้าหน้าที่ทำละเมิด หน่วยงานของรัฐ ประมาทเลินเล่อ ธรรมดา/ร้ายแรง 1.
เจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ 2. หน่วยงานฯ เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมฯ ได้เฉพาะกรณี เจ้าหน้าที่ทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
195.
การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ (1) ใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ
คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น การกระทำอื่น ละเลย ล่าช้าฯ (2) ไม่ได้ใช้ อำนาจตามกฎหมาย กระทำต่อบุคคลภายนอก กระทำต่อหน่วยงานของรัฐ มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) • จงใจ หรือ • ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง ประมาทเลินเล่อ ธรรมดา เป็นพับ กับหน่วยงานฯ • ใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือ • เรียกให้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ออกคำสั่งทางปกครอง เรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินฯ ม.12 (1) ฟ้อง ศาลปกครอง เจ้าหน้าที่ไม่พอใจ อุทธรณ์คำสั่งฯ วินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ไม่พอใจฟ้องศาลปกครองเพิก ถอนคำวินิจฉัยได้ ไม่ชำระ ใช้มาตรการ บังคับทางปกครอง การปฏิบัติหน้าที่ (1) + (2)
196.
การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ (1) ใช้อำนาจตามกฎหมาย ออกกฎ
คำสั่งทางปกครอง คำสั่งอื่น การกระทำอื่น ละเลย ล่าช้าฯ (2) ไม่ได้ใช้ อำนาจตามกฎหมาย กระทำต่อบุคคลภายนอก กระทำต่อหน่วยงานของรัฐ การปฏิบัติหน้าที่ (1) + (2) มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 6) มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) ยื่นคำขอค่าเสีย หายต่อหน่วยงานฯ ม.11 ฟ้องหน่วยงานฯต่อ ศาล (ม.5) พอใจ ไม่พอใจ ฟ้องหน่วยงานฯ ละเมิดต่อศาล (2) ศาล ยุติธรรม • จงใจ หรือ • ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง ประมาทเลินเล่อ ธรรมดา เป็นพับ กับหน่วยงานฯ • ใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือ • เรียกให้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ชดใช้ ไม่ชดใช้ ออกคำสั่งทางปกครอง เรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินฯ ม.12 (1) ฟ้อง ศาลปกครอง เจ้าหน้าที่ไม่พอใจ อุทธรณ์คำสั่งฯ วินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ไม่พอใจฟ้องศาลปกครองเพิก ถอนคำวินิจฉัยได้ ไม่ชำระ ใช้มาตรการ บังคับทางปกครอง (1) ศาล ปกครอง การใช้สิทธิไล่เบี้ย การปฏิบัติหน้าที่ (1) + (2)
197.
ค่าสินไหมทดแทนความ เสียหาย 197 197
198.
198 198 มาตรา ๔๒๐ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น
โดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหาย ผู้นั้นกระทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนเพื่อการนั้น มาตรา ๔๓๘ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงชดใช้ โดยสถานใด เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควร แก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่ 1) การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือ 2) ใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้ง 3) ค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ ค่าสินไหมทดแทนตาม ปพพ.
199.
1. มาตรา 8
ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงาน ของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำ การนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 2.สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามวรรคหนึ่งจะมีได้เพียง ใดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็น ธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของ ความเสียหายก็ได้ 3.ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงาน ของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความ รับผิดดังกล่าวออกด้วย 4.ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่อง ลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่า สินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น 199 199
200.
200 200 • หลักกฎหมายในเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากการกระทำละเมิด ■ ไม่ใช่เรื่องการลงโทษผู้กระทำละเมิด ■
แต่เป็นการเยียวยาให้ผู้เสียหายกลับสู่สถานะที่ควรเป็น หาก ไม่มีการละเมิดเกิดขึ้น ■ ผู้เสียหายจึงไม่อาจได้รับการเยียวยาเกินกว่าความเสียหายที่ เกิดขึ้นจริงตามที่ได้รับ ■ ศาลจะต้องกำหนดโดย คำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด พิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด พิจารณาถึงผลการกระทำละเมิดว่าก่อให้เกิดความเสีย หายที่แท้จริงแก่ผู้เสียหายมากน้อยเพียงใด • โดยสรุป การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1) คืนทรัพย์สิน หรือใช้ราคาทรัพย์นั้นให้แก่ผู้ถูกกระทำละเมิด 2) หากได้รับความเสียหาย ก็จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.๘๐/๒๕
201.
อายุความ ระยะเวลาใช้สิทธิเรียกร้อง 201 201
202.
อายุความ อายุความ • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่า ขาดอายุความ เมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมาย ลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุ ความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ มาตรา 1754 วรรคสาม ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 แห่ง ประมวลกฎหมายนี้ ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่ง ปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควร ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก วรรคสี่ ถึงอย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องตามที่ว่ามาในวรรคก่อน ๆ นั้น มิ ให้ฟ้องร้อง เมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย 202 202
203.
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา • มาตรา ๕๑
ถ้าไม่มีผู้ใดฟ้องทางอาญา สิทธิของผู้เสียหายที่จะ ฟ้องทางแพ่งเนื่องจากความผิดนั้นย่อมระงับไปตามกำหนดเวลา ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเรื่องอายุความฟ้องคดี อาญา แม้ถึงว่าผู้เยาว์หรือผู้วิกลจริตในมาตรา ๑๙๓/๒๐ แห่ง ปพพ. จะเป็นผู้ฟ้องหรือได้ฟ้องต่างหากจากคดีอาญาก็ตาม • ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายัง ศาลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะ ฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๙๕ แห่งประมวล กฎหมายอาญา • ถ้าโจทก์ได้ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษาลงโทษจำเลยจนคดี เด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดี แพ่งย่อมมีตามกำหนดอายุความในมาตรา ๑๙๓/๓๒ แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • ถ้าโจทก์ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจน คดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายจะ ฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิช
204.
ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญา หมวด ๙ อายุความ มาตรา
๙๕ ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิด มายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาด อายุความ (๑) ยี่สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอด ชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี (๒) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ ถึงยี่สิบปี (๓) สิบปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งปีถึงเจ็ดปี (๔) ห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าหนึ่งเดือนถึงหนึ่งปี (๕) หนึ่งปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งเดือนลงมา หรือต้องระวางโทษอย่างอื่น ถ้าได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว ผู้กระทำความ ผิดหลบหนีหรือวิกลจริต และศาลสั่งงดการพิจารณาไว้จนเกินกำหนดดัง กล่าวแล้วนับแต่วันที่หลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา ก็ให้ถือว่าเป็น อันขาดอายุความเช่นเดียวกัน
205.
มาตรา ๑๔๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือ รักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดย ทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำ คุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพัน บาท ถึงสี่หมื่นบาท มาตรา ๑๔๘ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิ ชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่ง ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึง สี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต มาตรา ๑๔๙ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง รัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะ รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบ หรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำ คุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหาร ชีวิต
206.
มาตรา ๑๕๐ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
กระทำการหรือไม่ กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับ หรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึง ยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่น บาท มาตรา ๑๕๑ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการ เสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวาง โทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท มาตรา ๑๕๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
207.
• อ. ๘๗๖-๘๗๘/๒๕๖๑
ทน.ลำปาง ให้คณะกรรมการจัดซื้อ ที่ดินโดยวิธีพิเศษรับผิดจากการไม่ได้ซื้อจากเจ้าของที่ดิน โดยตรง และซื้อที่ดินแพง (อายุความละเมิดจากการกระ ทำความผิดอาญา ใช้อายุความอาญา ๒๐ ปี) • เมื่อสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องเรียกค่า เสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดพิพาทในคดีนี้ จึงมีอายุ ความยี่สิบปี ตามมาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง แห่ง ปวิอ. • เมื่อ ศ. ได้รับเงินค่าที่ดินไปจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงเป็นเวลาที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้รับความเสียหายจากการที่ต้องซื้อที่ดินในราคาที่สูงเกิน สมควร อันถือได้ว่าเป็นวันทำละเมิด • ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งลงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คนละ ๑๖๕,๘๕๖ บาท จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนด ระยะเวลา ๒๐ นับแต่วันทำละเมิดดังกล่าว ตามมาตรา ๔๔๘ วรรคสอง แห่ง ปพพ. ประกอบกับมาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ง (๑) แห่ง ปอ. และมาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง แห่ง ปวิอ.
208.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๙ สิทธิเรียกร้องใด
ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาด อายุความ มาตรา ๑๙๓/๑๐ สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มี สิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้ มาตรา ๑๙๓/๑๑ อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่ กรณีจะตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้ มาตรา ๑๙๓/๑๒ อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับ สิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำ การอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น มาตรา ๑๙๓/๑๓ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้ จนกว่าจะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน ให้เริ่มนับอายุความ ตั้งแต่เวลาแรกที่อาจทวงถามได้เป็นต้นไป แต่ถ้าลูกหนี้ยังไม่ต้อง ชำระหนี้จนกว่าระยะเวลาหนึ่งจะได้ล่วงพ้นไปแล้วนับแต่เวลาที่ ได้ทวงถามนั้น ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลานั้นได้สิ้นสุด ไปแล้ว
209.
มาตรา ๑๙๓/๑๔ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไป นี้ (๑)
ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็น หนังสือ รับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือ กระทำการใด ๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยายว่ายอม รับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง (๒) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ ชำระหนี้ (๓) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย (๔) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา (๕) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการ ฟ้องคดี มาตรา ๑๙๓/๑๕ เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับ อายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น
210.
• คำสั่ง คผ.
๒๐๙/๒๕๖๑ สำนักงานศาลยุติธรรม หน่วยงานฯ ใช้ สิทธิเรียกร้องโดยการออกคำสั่งตามมาตรา ๑๒ มีผลให้อายุความ ๒ ปี และ ๑๐ ปี สะดุดหยุดลง • การออกคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นกรณีที่ หน่วยงานของรัฐ ในฐานะเจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับ การฟ้องคดีตามมาตรา ๑๙๓/๑๔ (๕) ปพพ. • เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้รับแจ้งคำสั่งนั้นแล้ว ย่อมมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอายุความ สองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้า หน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ และอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด อันเป็นอายุความที่ยาวที่สุด ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหม ทดแทนจากผู้ที่กระทำละเมิดตนได้ตามมาตรา ๔๔๘ ปพพ. • โดยระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเริ่มนับ อายุความใหม่ตั้งแต่วันที่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด ลง ตามนัยมาตรา ๑๙๓/๑๕ ปพพ. ดังกล่าว
211.
• พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.
2539 มาตรา ๙ ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย มาตรา ๑๐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงาน ของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการ กระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำ ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่ง ปพพ. สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการตาม วรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการ ละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และกรณีที่ หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วเห็นว่าต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมี กำหนดอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็น ของกระทรวงการคลัง 211 211
212.
พ พ. .ร ร. .บ บ. . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ หน้าที่
พ. .ศ ศ. . ๒๕๓๙ ๒๕๓๙ มาตรา ๑๑ ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับ ผิดตามมาตรา ๕ ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณา ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ ในการนี้ หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักฐานและพิจารณา คำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้ เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ให้มีสิทธิ ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะ กรรมการกฤษฎีกาได้ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการ วินิจฉัย ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่งให้แล้ว เสร็จภายใน ๑๘๐ วัน หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้น จะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกำกับหรือ ควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบและขออนุมัติขยายระยะเวลา ออกไปได้ แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้ อีกได้ไม่เกินหนึ่ง ๑๘๐ วัน 212 212
213.
พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา
๑๔ เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ------------------------------------------------------------------------ ------------------- พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐๖ สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัย ร้องทุกข์ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจ ของศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้อง คดีต่อศาลยุติธรรม 213 213
214.
พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา
11 214 214 ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ตามมาตรา 11 ร้องทุกข์ต่อ ครท. ภายใน 90 วัน สิทธิฟ้องคดี ต่อศาลปกครอง สิทธิฟ้องคดี ต่อศาลยุติธรรม มาตรา 14 มาตรา 106 พรบ.จัดตั้ง
215.
• พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา
๕๑ การฟ้องคดีตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) ให้ยื่นฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีแต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี 215 215
216.
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1.1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึง ต้องใช้ค่าสินไหมฯ 2.10
ปีนับแต่วันทำละเมิด 3.อายุความทางอาญายาวกว่า ให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้น มาบังคับ 4.1 ปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้า มรดก พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 1.2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้า หน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ ค่าสินไหมทดแทน 2.กรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่ กค. เห็นว่าต้องรับผิด อายุความ 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงาน 216 216 อายุความ
217.
กรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วย งานของรัฐ กรณีเจ้าหน้าที่ทำ ละเมิดต่อบุคคล ภายนอก ปพพ. พ.ร.บ.ความรับผิดทาง ละเมิดฯ พ.ร.บ. จัดตั้งศาล ปกครองฯ 1
ปี นับแต่วันที่ผู้เสีย หายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้อง ใช้ค่าสินไหมฯ 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานฯ รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้า หน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่า สินไหมทดแทน มาตรา 51 ใช้เฉพาะ กรณีหน่วยงานฯ หรือ เจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อ บุคคลภายนอก และ บุคคลภายนอกใช้ สิทธิเรียกร้องค่าเสีย หายเอากับหน่วย งานฯ กรณีที่หน่วยงานฯ เห็นว่าเจ้า หน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่ กค. เห็นว่าต้องรับผิด อายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานฯ มีคำสั่ง ตามความเห็นของ กค. 10 ปีนับแต่วันทำ ละเมิด อายุความทางอาญา ยาวกว่า ให้เอาอายุความที่ 1 ปีนับแต่วันที่รู้หรือ ควรรู้ถึงเหตุแห่งการ 217 217
218.
• อ. 327/2561
(ส. กับ อบต. ทับใหญ่ กับพวกรวม 3 คน) • ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน • เนื่องจากโดยในกรณีนี้ความเสียหายจากการกระทำของผู้ฟ้องคดี เกิดขึ้นเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้จ่ายค่าจ้างตามสัญญาให้แก่ผู้รับ จ้างตามฎีกาเบิกเงินนอกงบประมาณในวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ดังนั้น จึงต้องถือว่าวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เป็นวันที่ผู้ฟ้องคดี กระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ • การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ให้ผู้ ฟ้องคดีและ ว. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็น เงินคนละ ๑,๓๐๔,๗๐๐ บาท ซึ่งแม้จะกระทำภายในกำหนดเวลา หนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ มีคำสั่งตามความเห็นของ กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลาง ตามนัยมาตรา ๑๐ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ก็ตาม • แต่ต้องถือว่า การออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ดังกล่าวได้กระทำ เมื่อพ้นกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดตาม มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง แห่ง ปพพ. แล้ว และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ตาม หนังสือลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เหตุดังกล่าวด้วยเช่นกัน
219.
สรุปอายุความการใช้สิทธิเรียกร้อง สรุปอายุความการใช้สิทธิเรียกร้อง 1. กรณีทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ (ไม่ว่าปฏิบัติหน้าที่หรือ มิใช่การปฏิบัติหน้าที่)
2 ปี ไม่เกิน 10 ปี [ปพพ. 1 ปี 10 ปี] [กฎหมายละเมิดฯ 2539 กำหนด 2 ปี] • กรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิด แต่ กค. เห็นว่าต้อง รับผิด อายุความ 1 ปี นับแต่มีคำสั่งตามความเห็นของ กค. • กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดตาย ถ้าอายุความเกินกว่า 1 ปี ให้ เหลือ 1 ปี นับแต่รู้ถึงการตาย – แนวที่ 1 ต้องรู้ว่ารับผิดด้วย – แนวที่ 2 ไม่ต้องรู้ว่ารับผิด • กรณีอายุความความผิดอาญายาวกว่าให้ใช้อายุความอาญา – ใช้เฉพาะอายุความอย่างยาว (10 ปี) – ต้องมีการดำเนินคดีอาญาด้วย 219 219
220.
220 220 ปัญหาว่า อายุความ ๒
ปี ต้องไม่เกิน ๑๐ ปี หรือไม่ ปัญหาว่า อายุความ ๒ ปี ต้องไม่เกิน ๑๐ ปี หรือไม่ • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ 491/2551 แต่เดิมมา มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ขาดอายุความเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและ รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันทำ ละเมิด แม้ต่อมา มาตรา 10 วรรคสอง จะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า 2 ปีฯ และกรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิด แต่ กค. เห็นว่าต้องรับ ผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งตามความเห็นของ กค. ก็ตาม • แต่มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษมีข้อความขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปและมีผลเป็นการยกเว้น บทบัญญัติมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ก็เฉพาะแต่ในส่วนที่กำหนดให้สิทธิ เรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้น 1 ปีฯ เท่านั้น หาได้มีข้อความขัดหรือแย้งกับมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง และมีผล เป็นการยกเลิกมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ในส่วนที่กำหนดว่า สิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่ วันทำละเมิดโดยปริยายแต่อย่างใดไม่
221.
กรณีอายุความตามมาตรา 51 กับมาตรา 10
วรรคสอง (หลักกฎหมายพิเศษกับกฎหมายทั่วไป) • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ 491/2551 • มาตรา 51 เป็นกฎหมายทั่วไปก็มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้ ยกเลิกมาตรา ๑๐ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษ • ดังนั้น จึงต้องถือว่าในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วย งานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย แก่หน่วยงานของรัฐ จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่โดยการอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๒ ออกคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมทดแทนภายในสองปีนับแต่วันที่รู้ ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทน หรือภายใน 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่ง ตามความเห็นของ กค. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้า หน้าที่ไม่ต้องรับผิดแต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่า ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด 221 221
222.
222 222 อายุความเรียกร้องค่าสินไหมฯ จากเจ้า อายุความเรียกร้องค่าสินไหมฯ จากเจ้า หน้าที่ หน้าที่ ( (มาตรา มาตรา
10 10 วรรคสอง วรรคสอง) ) ( (กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานฯ กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานฯ) ) ทั้งกรณีเป็น “การปฏิบัติหน้าที่” และ “มิใช่การปฏิบัติ หน้าที่” อายุความเรียกร้อง ๒ ปี นับแต่วันที่ ●“รู้ถึงการละเมิด” และ “รู้ตัวเจ้าหน้าที่” หากหน่วยงานเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่ กค. เห็นว่าต้องรับผิด ให้อายุความเรียกร้อง ๑ ปี นับแต่ หน่วยงานมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
223.
223 223 อายุความเรียกร้องค่าสินไหมฯ อายุความเรียกร้องค่าสินไหมฯ จากเจ้าหน้าที่ จากเจ้าหน้าที่ ( (กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วย กรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วย งานฯ งานฯ) ) ๒ ปี ๑
ปี ● นับแต่วันที่ นับแต่วันที่ “ “ รู้ถึงการ รู้ถึงการ ละเมิด ละเมิด” ” และ และ “ “ รู้ตัวเจ้า รู้ตัวเจ้า หน้าที่ หน้าที่” ” ● นับแต่วันที่หน่วยงานมี นับแต่วันที่หน่วยงานมี คำสั่งตามความเห็นของ คำสั่งตามความเห็นของ กค กค. . ● กรณีหน่วยงานเห็นว่า กรณีหน่วยงานเห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด ทั้งกรณีเป็นการกระทำละเมิดจาก “การปฏิบัติหน้าที่” และ “มิใช่การปฏิบัติหน้าที่”
224.
* * หากหน่วยงานเห็นว่า จนท หากหน่วยงานเห็นว่า
จนท. . ไม่ต้องรับผิด ไม่ต้องรับผิด แต่ กค แต่ กค. . เห็น เห็น ว่า ว่า ต้องรับผิด ต้องรับผิด * * ให้ ให้อายุความเรียกร้อง อายุความเรียกร้อง 1 1 ปี ปี นับแต่หน่วยงานมีคำสั่งตาม นับแต่หน่วยงานมีคำสั่งตาม ความเห็นของ กค ความเห็นของ กค. . 224 224 หน่วยงาน ของรัฐ กระทรวง การคลัง หน่วยงาน ของรัฐ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานฯ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับ ผิด กระทรวงการคลัง เห็นว่า เจ้าหน้าที่ ต้องรับผิด เจ้าหน้าที่ หน่วยงานฯ แจ้ง ความเห็น กค. ให้เจ้าหน้าที่ทราบ ตามระเบียบฯ ข้อ 18 หน่วยงานฯ ออกคำ สั่งทางปกครองเรียก ให้ให้เจ้าหน้าที่ ชดใช้ค่าสินไหมฯ ตามมาตรา 12ภายใ น 1 ปี 1 ปี หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ 1 ปี ?
225.
• อ. 355/2555 •
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ (ทม.ประจวบฯ) ซึ่งเป็นราชการส่วนท้องถิ่นมี หนังสือถึงผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีคำสั่งตาม ความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (กค.) และแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบทราบ ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงคำวินิจฉัยสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามข้อ ๑๘ และข้อ ๑๙ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักการเกณฑ์ การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ • เป็นการตั้งต้นสิทธิเรียกร้องของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ยังมิใช่เป็นการใช้ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ฟ้องคดีทั้งสิบด้วยการออกคำสั่ง ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบชำระเงิน ตามมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งมิได้มีผลกระทบต่อสิทธิหรือ หน้าที่หรือมีผลผูกพันให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด จึง ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง และไม่ได้ก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิ อาจหลีกเลี่ยงได้ที่ถึงขนาดต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา ๗๒ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ • ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว 225 225
226.
• พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๑๐ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วย งานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัด หรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่การเรียกร้องค่า สินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้ามิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้ บังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการ ตามวรรคหนึ่ง ให้มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วย งานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่า สินไหมทดแทน และกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ผู้ นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่า ต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนด อายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความ เห็นของกระทรวงการคลัง 226 226
227.
มาตรา ๑๒ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่า สินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสีย หายตามมาตรา
๘ หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่า สินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำ ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา ๑๐ ประกอบกับ มาตรา ๘ ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออก คำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายใน เวลาที่กำหนด 227 227
228.
ข้อกำหนดเดิม (ปัจจุบันแก้ไขข้อ ๑๘
และยกเลิกข้อ ๑๙) ข้อ ๑๘ เมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาเสร็จแล้ว ให้ผู้แต่งตั้งมีคำ สั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง และแจ้งคำสั่งนั้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ทราบ แต่ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เสียหายเป็นราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐแห่ง นั้นวินิจฉัยสั่งการให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวปฏิบัติตามที่เห็นว่าถูกต้อง ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เสียหายตามวรรคหนึ่งสั่งการตาม ความเห็นของกระทรวงการคลัง ให้ผู้แต่งตั้งดำเนินการเพื่อออกคำสั่งให้ ชำระค่าสินไหมทดแทน หรือฟ้องคดีต่อศาลอย่าให้ขาดอายุความหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้แต่งตั้งแจ้งคำสั่งให้ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทราบ ข้อ ๑๙ การแจ้งคำสั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบตามข้อ ๑๗ และข้อ ๑๘ ให้แจ้งด้วยว่า ผู้นั้นมีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และฟ้องคดีต่อศาล ได้พร้อมกับแจ้งกำหนดอายุความร้องทุกข์และอายุความฟ้องคดีต่อศาลให้ ทราบด้วย 228 228
229.
ข้อ ๑๘ เมื่อ
กค. พิจารณาเสร็จแล้ว ให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามความเห็น ของ กค. และแจ้งคำสั่งนั้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ รวมทั้งราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ฎ. หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตาม กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้ผู้แต่งตั้งของหน่วย งานของรัฐแห่งนั้นสั่งการไปตามความเห็นของ กค. เมื่อหน่วยงานของรัฐที่เสียหายตามวรรคหนึ่งสั่งการตามความเห็น ของ กค. แล้ว ให้ผู้แต่งตั้งดำเนินการเพื่อออกคำสั่งให้ผู้ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทน หรือฟ้องคดีต่อศาลอย่าให้ขาดอายุความ (ออกคำสั่ง/ฟ้องคดีต่อศาล) ในกรณีที่ปรากฏตามความเห็นของ กค. ว่ามีผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ค่า สินไหมทดแทน เพิ่มขึ้นหรือต่างไปจากสำนวนที่ผู้แต่งตั้งส่งให้ตรวจสอบ หากยังไม่เคยมีการสอบผู้นั้นในฐานะผู้ต้องรับผิดมาก่อน ให้ผู้แต่งตั้งส่งเรื่อง ให้คณะกรรมการทำการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดผู้นั้นเพื่อประกอบการ วินิจฉัยสั่งการ ถ้าผลของคำวินิจฉัยของผู้แต่งตั้งตรงกับความเห็นของ กค. ให้ผู้แต่งตั้งสั่งการให้ผู้นั้นรับผิด แล้วรายงาน กค. เพื่อทราบ ถ้าผลของคำ วินิจฉัยของผู้แต่งตั้งต่างไปจากความเห็นของ กค. ให้ผู้แต่งตั้งรายงาน กค. พิจารณาให้ความเห็นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ให้นำความในข้อ ๑๗ วรรคสี่และ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม” 229 229
230.
อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ตาย • คำสั่ง 491/2551
บทบัญญัติแห่ง ปพพ. มีเจตนารมณ์ที่จะให้ย่น อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกที่มี กำหนดยาวกว่า 1 ปีให้เหลือเพียง 1 ปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือ ควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะขยายอายุความใช้สิทธิเรียกร้องของ เจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกให้ยาวออกไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม หน่วยงานของรัฐที่ เสียหายก็ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากทายาท ของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดตนเมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำละเมิดซึ่งเป็นอายุความที่ยาวที่สุดที่ กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากผู้ที่กระทำละเมิดตนได้ • อายุความ 10 ปี ตาย 9 ปีเศษ อายุความอยู่ภายใน 10 ปี ไม่ ขยาย 230 230
231.
กรณีอายุความคดีอาญายาวกว่าให้ ใช้อายุความคดีอาญา • คำสั่ง 682/2551
(ทต.บ้านดู่ กับนางจันทร์สุขฯ) ผู้ฟ้องคดีก็คง กล่าวอ้างมาแต่เพียงว่า ในการจัดซื้อที่ดินที่ทิ้งขยะในครั้งนี้ ปรากฏว่าได้มีการร้องทุกข์ต่อ พสส. ให้ดำเนินคดีอาญากับ นาย พ. นายก อบต. ในขณะนั้น ในความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ปอ. ซึ่งเป็นความผิดที่มีอายุความทางอาญา 15 ปี เท่านั้น มิได้มีการกล่าวอ้างและแสดงพยานหลักฐานให้เห็น ได้ว่า ได้มีการร้องทุกข์ต่อ พสส. ให้ดำเนินคดีอาญากับนาย ด. ในความผิดฐานดังกล่าวก่อนที่นาย ด. จะถึงแก่ความตาย กรณีจึงไม่อาจจะถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่ง เป็นทายาทของนาย ด. ให้รับผิดฯ อันเนื่องมาจากการที่นาย ด. กระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นการเรียก ร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมาย ลักษณะอาญาแต่อย่างใด • สรุป ต้องมีการดำเนินคดีอาญาก่อนตายด้วย จึงจะนำมาใช้ได้ และนำมาใช้ได้ เฉพาะกรณีอายุความอย่างยาวเท่านั้น 231 231
232.
กรณีอายุความคดีอาญายาวกว่าให้ ใช้อายุความคดีอาญา • คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๖๙๒/๒๕๖๐
ผู้ถูกฟ้องคดีเขียนเช็คสั่ง จ่ายให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้อง คดีเป็นการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ การที่ผู้ฟ้องคดี (เทศบาล) ซึ่งเป็นเสียหายโดยตรงจาก การกระทำดังกล่าวนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการฟ้องคดีละเมิดในมูล อันเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายอาญา เมื่อความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ ซึ่งมาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งประมวลกฎหมาย อาญา กำหนดอายุความไว้สิบห้าปี • ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำ ทำของผู้ถูกฟ้องคดีภายใน ๑๕ ปีนับแต่วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ กระทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าว 232 232
233.
อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ตาย ตาย • คำสั่ง 491/2551
บทบัญญัติแห่ง ปพพ. มีเจตนารมณ์ที่จะให้ย่น อายุความใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกที่มี กำหนดยาวกว่า 1 ปีให้เหลือเพียง 1 ปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือ ควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิได้มีเจตนารมณ์ที่จะขยายอายุความใช้สิทธิเรียกร้องของ เจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกให้ยาวออกไปเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดก็ตาม หน่วยงานของรัฐที่ เสียหายก็ไม่อาจใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากทายาท ของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดตนเมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันที่ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำละเมิดซึ่งเป็นอายุความที่ยาวที่สุดที่ กฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากผู้ที่กระทำละเมิดตนได้ • อายุความ 10 ปี ตาย 9 ปีเศษ อายุความอยู่ภายใน 10 ปี ไม่ ขยาย 233 233
234.
234 234 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๔ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๘๔/ /๒๕๔๙ ๒๕๔๙ (กรมศุลกากร
กับ พต.ธรรมนูญฯ ทายาทของนางปราณี) ●กรมฯ ในฐานะเจ้าหนี้ในมูลละเมิดขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อ นาง ป. เจ้ามรดก จึงอยู่ในบังคับต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่เมื่อกรมฯ ได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อนาง ป. ตาย เมื่อ ๒๐ ธ.ค. ๔๐ ต่อมา กรมฯ สั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่ทายาท นาง ป. เมื่อวันที่ ๒๕ มี.ค. ๔๑ จึงถือว่า กรมฯ ได้รู้ถึงความตายของนาง ป. อย่างช้าเมื่อวันที่ ๒๕ มี.ค. ๔๑ การที่กรมฯ ยื่นคำฟ้องเมื่อวันที่ ๑๘ ส.ค. ๔๘ จึงพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่เมื่อกรมฯ ได้รู้ถึงความตายของนาง ป. สิทธิเรียกร้องของกรมฯ อันมีต่อนาง ป. เจ้ามรดก จึงขาดอายุความ ตาม ปพพ. มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม กรมฯ ไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้ ทายาทของนาง ป. ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์มรดกใด ๆ ให้แก่กรมฯได้ ●นับ 1 ปี แม้ไม่รู้ว่าต้องรับผิด (หากรู้ต้องรับผิดหลังจากรู้ว่าตายเกิน 1 ปี ขาด)
235.
235 235 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๖ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๗๓๖/ /๒๕๔๙ ๒๕๔๙ ( (กรมทางหลวงชนบท
กับนางนันทาวดีฯ ทายาทว่าที่ รต กรมทางหลวงชนบท กับนางนันทาวดีฯ ทายาทว่าที่ รต. .วิบูลย์ฯ วิบูลย์ฯ) ) ●นาย ว. เป็นเจ้าหน้าที่ของกรม ท. ดำเนินการจัดซื้อ-เบิกจ่ายน้ำมัน เชื่อเพลิงโดยมิชอบเป็นเหตุให้กรม ท. เสียหาย ●ได้รับรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการฯ เมื่อ ๑๙ ก.ค. ๔๕ และเมื่อได้รับผลการพิจารณาของ กค. และได้แจ้งให้กรมฯ ทราบ ตาม หนังสือ ลว. ๑๙ ส.ค. ๔๗ จึงได้เริ่มดำเนินการเพื่อมีคำสั่งให้ชดใช้ค่า สินไหมทดแทน ● การที่กรม ท. ไม่ได้ดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องแก่นาย ว. หรือทายาท นาย ว. ในระหว่างอายุความ ๒ ปี นับแต่วันที่ ๑๙ ก.ค. ๔๕ ●การที่นาย ว. ตายเมื่อ ๓ ก.ค. ๔๖ และกรม ท. อ้างว่า นาย ว. เพิ่งรู้การ ตายของนาย ว. เมื่อ ๘ เม.ย. ๔๘ จึงฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่ที่รู้หรือควร รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ปพพ. มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม นั้น เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๐ ที่กำหนดอายุความการฟ้อง คดีไว้ว่าให้มีอายุความ ๒ ปี ทั้งจะเป็นการขยายอายุความให้แก่ กรม ท. และจะเป็นโทษหรือไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้หรือทายาทฯ ●ใช้สิทธิเกิน 2 ปี แต่มาใช้สิทธิภายใน 1 ปีนับแต่รู้ว่าตาย ขาดอายุความ
236.
236 236 ● คำสั่ง 38/2549
นาย ว. ตายเมื่อ ๒๔ ก.ย. ๔๓ ต่อมา ผลการสอบสวนความรับ ผิดทางละเมิดสรุปว่า นาย ว. ต้องรับผิดในมูลละเมิด และเมื่อ กค. แจ้งผลการ พิจารณา กรม ศ. จึงได้มีคำสั่งให้นาย ว. รับผิดชดใช้ค่าเสียหายเมื่อ ๑ เม.ย. ๔๘ ●ทายาทฯ แจ้งว่า นาย ว. ตายไปแล้ว กรมฯ จึงมีหนังสือให้ทายาทชดใช้ค่า เสียหายในหนี้ของนาย ว. แต่ไม่ชดใช้ กรมฯ จึงฟ้องทายาทเมื่อ ๑๓ ต.ค.๔๘ ●นาย ว. ซึ่งเป็นลูกหนี้ตายเมื่อ ๒๔ ก.ย. ๔๓ ก่อนกรม ศ. เจ้าหนี้จะฟ้องเป็น คดีนี้ ปรากฏว่า กรมฯ ได้ขอให้กรมบัญชีกลางจ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ ทายาทของนาย ว. ในวันที่ ๑๕ พ.ย. ๔๓ แสดงว่า กรมฯ ได้รู้หรือควรรู้ถึง ความตายของนาย ว. ในวันดังกล่าว เมื่อกรมฯ ในฐานะเจ้าหนี้ของนาย ว. เจ้ามรดกยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๑๓ ต.ค. ๔๘ จึงเป็นการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนาย ว. เจ้ามรดก จึงต้องห้ามมิ ให้ฟ้องทายาทของนาย ว. ตาม ปพพ. มาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ตาย แนวที่ ตาย แนวที่ 1 1 ตายก่อนจึงมาทราบว่าต้องรับผิดทางละเมิดในภายหลัง นับอายุความ 1 ปี ตั้งแต่รู้ถึงการตาย
237.
อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด อายุความกรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิด ตาย แนวที่ ตาย แนวที่
2 2 ตายก่อนจึงมาทราบว่าต้องรับผิดทางละเมิดในภายหลัง นับอายุความ 1 ปี ตั้งแต่รู้ถึงการตายและรู้ว่ามีสิทธิเรียกร้อง ด้วย • คำสั่ง 491/2551 กรณีที่บทบัญญัติแห่ง ปพพ. มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องเมื่อพ้น กำหนด 1 ปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความ ตายของเจ้ามรดกนั้น หมายถึงกรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่า ตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียก ร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องร้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้า มรดก แต่ถ้าเจ้าหนี้ยังไม่ทราบว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อ เจ้ามรดกในขณะที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย ของเจ้ามรดก อายุความหนึ่งปีก็ยังไม่เริ่มนับ 237 237
238.
238 238 แต่ไม่เกิน แต่ไม่เกิน 2 2 ปี ปี 1 ปี ๒
ปี วินิจฉัยว่ามี ผู้รับผิดหรือไม่ เท่าใด ตั้งคณะ สั่งตามความ เห็น กค. ภายใน 2 ปี 1 ปี 7 วัน 1 ปี ส่งสำนวน ให้ กค. สั่งตาม กค. กรณี หน่วยงานเห็นว่า ไม่ต้องรับผิด แต่ กค.เห็นว่าต้อง รับผิด จนท.กระทำละเมิด ต่อหน่วยงาน รายงา น เจ้าหน้าที่ ตาย ภายใน 1 ปี เจ้าหน้าที่ ตาย ภายใน 1 ปี 1 ปี
239.
239 239 แต่ไม่เกิน แต่ไม่เกิน 2 2 ปี ปี 1 ปี ๒
ปี วินิจฉัยว่ามี ผู้รับผิดหรือไม่ เท่าใด ตั้งคณะ สั่งตามความ เห็น กค. ภายใน 2 ปี 1 ปี 6 เดือน 7 วัน 6 เดือน ส่งสำนวน ให้ กค. สั่งตาม กค. กรณี หน่วยงานเห็นว่า ไม่ต้องรับผิด แต่ กค.เห็นว่าต้อง รับผิด จนท.กระทำละเมิด ต่อหน่วยงาน รายงา น เจ้าหน้าที่ ตาย ภายใน 1 ปี เจ้าหน้าที่ ตาย ภายใน 1 ปี 1 ปี
240.
240 240 ปัญหาว่า อายุความ ๒
ปี ต้องไม่เกิน ๑๐ ปี หรือไม่ ปัญหาว่า อายุความ ๒ ปี ต้องไม่เกิน ๑๐ ปี หรือไม่ • คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ๔๙๑/๒๕๕๑ แต่เดิมมา มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ขาดอายุความเมื่อพ้น 1 ปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและ รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันทำ ละเมิด แม้ต่อมา มาตรา 10 วรรคสอง จะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่า 2 ปีฯ และกรณีหน่วยงานของรัฐเห็นว่าไม่ต้องรับผิด แต่ กค. เห็นว่าต้องรับ ผิด ให้มีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งตามความเห็นของ กค. ก็ตาม • แต่มาตรา 10 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษมีข้อความขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปและมีผลเป็นการยกเว้น บทบัญญัติมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ก็เฉพาะแต่ในส่วนที่กำหนดให้สิทธิ เรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้น 1 ปีฯ เท่านั้น หาได้มีข้อความขัดหรือแย้งกับมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง และมีผล เป็นการยกเลิกมาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ในส่วนที่กำหนดว่า สิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่ วันทำละเมิดโดยปริยายแต่อย่างใดไม่
241.
กรณีอายุความคดีอาญายาวกว่าให้ ใช้อายุความคดีอาญา • คำสั่ง 682/2551
(ทต.บ้านดู่ กับนางจันทร์สุขฯ) ผู้ฟ้องคดีก็คง กล่าวอ้างมาแต่เพียงว่า ในการจัดซื้อที่ดินที่ทิ้งขยะในครั้งนี้ ปรากฏว่าได้มีการร้องทุกข์ต่อ พสส. ให้ดำเนินคดีอาญากับนาย พ. นายก อบต. ในขณะนั้น ในความผิดตามมาตรา ๑๕๗ ปอ. ซึ่งเป็นความผิดที่มีอายุความทางอาญา 15 ปี เท่านั้น มิได้มีการก ล่าวอ้างและแสดงพยานหลักฐานให้เห็นได้ว่า ได้มีการร้องทุกข์ ต่อ พสส. ให้ดำเนินคดีอาญากับนาย ด. ในความผิดฐานดังกล่าว ก่อนที่นาย ด. จะถึงแก่ความตาย กรณีจึงไม่อาจจะถือได้ว่าผู้ฟ้อง คดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของนาย ด. ให้รับผิดฯ อันเนื่องมาจากการที่นาย ด. กระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีในการปฏิบัติ หน้าที่ ซึ่งเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมี โทษตามกฎหมายลักษณะอาญาแต่อย่างใด • สรุป ต้องมีการดำเนินคดีอาญาก่อนตายด้วย จึงจะนำมาใช้ได้ และนำมาใช้ได้เฉพาะ กรณีอายุความอย่างยาวเท่านั้น 241 241
242.
• คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.32-35/2551
( นาง ระเบียบฯ กับ กรมราชทัณฑ์ฯ) ที่อุทธรณ์ว่า เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดี อาญา เนื่องจากมูลละเมิดเป็นความผิดอาญาตามมาตรา ๑๔๗ ปวอ. คดีจึงมีอายุความฟ้องคดียี่สิบปี ตามมาตรา ๔๔๘ วรรคสอง ปพพ. นั้น เห็นว่า การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยว เนื่องกับคดีอาญา การจะนำเอาอายุความอาญาที่ยาวกว่า มาบังคับใช้นั้น ต้องมีการฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานนั้น และศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าจำเลยกระทำผิดอาญาฐาน นั้นด้วย แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินคดี อาญาใด ๆ กับผู้เกี่ยวข้อง จึงอ้างเอาอายุความคดีอาญาที่ ยาวกว่ามาบังคับใช้กับคดีนี้ไม่ได้ อุทธรณ์จึงฟังไม่ขึ้น 242 242
243.
ปฏิบัติ หน้าที่ ไม่ใช่ปฏิบัติ หน้าที่ หน่วยงานฯ ฟ้องเจ้า หน้าที่ให้รับ ผิด ศาลยุติธรรม ภายใน 2 ปี หรือ
1 ปี กม.ละเมิด ม.10 ว. 2 หน่วยงานฯ ออกคำสั่ง ทางปกครอง ให้เจ้าหน้าที่ ชดใช้เงิน ตาม มาตรา ๑๒ ภายใน ๒ ปี หรือ ๑ ปี กม.ละ เมิดฯ หน่วยงานฯ ฟ้องเรียกเงิน ค่าเสียหาย เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อ หน่วยงานฯ ไม่ชดใช้ ใช้มาตรการบังคับ ทางปกครอง ตามมาตรา ๕๕-๕๗ กฎหมายวิธีปฏิบัติฯ เจ้าหน้าที่ฟ้องเพิกถอน คำสั่งฯ ต่อศาลปกครองได้ โดย ต้องอุทธรณ์คำสั่งฯตาม กฎหมายวิธีปฏิบัติฯก่อน ไม่ใช้อำนาจตาม กฎหมาย หรือใช้อำนาจตาม กฎหมายอื่น ฟ้องศาล ยุติธรรม ภายใน 2 ปี หรือ 1 ปี กม.ละเมิด ม.10 ว. 2 ใช้อำนาจ ตาม กฎหมาย ปกครอง ฟ้องศาลปกครอง (เฉพาะกรณีเจ้า หน้าที่ตาย) (ฟ้องทายาทหรือ ผจก.มรดก) ภายใน 2 ปี หรือ 1 ปี กม.ละเมิด ม.10 ว. 2 / และไม่เกิน ๑ ปีนับแต่รู้
244.
244 244 วิธีการเรียกค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่ การออกคำสั่งทาง ปกครองตาม มาตรา ๑๒ การฟ้องคดีต่อ ศาล ●หน่วยงานที่ได้รับ ความเสียหาย ●ออกคำสั่งเรียกให้เจ้า หน้าที่ชำระเงินค่า สินไหมทดแทน ●ภายในระยะเวลาที่ กำหนด 1.กรณีเจ้าหน้าที่ตาย ฟ้องเรียกเงินค่า สินไหมทดแทนจาก ทายาทหรือกองมรดก 2.กรณีมีข้อจำกัดใน การใช้มาตรการ บังคับทางปกครอง
245.
245 245 วิธีการเรียกค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่ การออกคำสั่งทาง ปกครองตาม มาตรา ๑๒ การฟ้องคดีต่อ ศาล หน่วยงานฯ ฟ้องเจ้าหน้าที่ ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าเสีย หาย
เป็นคดีพิพาทตาม มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) เจ้าหน้าที่ฟ้องขอให้เพิก ถอนคำสั่งฯ เป็นคดี พิพาทตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)
246.
246 246 1. 1. การออกคำสั่งตามมาตรา ๑๒ การออกคำสั่งตามมาตรา
๑๒ เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงิน เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงิน ภายในระยะเวลาที่กำหนด ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ไม่ชำระใช้มาตรการบังคับ ทางปกครอง)
247.
คำสั่งตามข้อ ๑๘ และมาตรา
๑๒ คำสั่งตามข้อ ๑๘ และมาตรา ๑๒ • ข้อ 18 เมื่อ กค. พิจารณาเสร็จแล้ว ให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามความเห็น กค. และแจ้ง ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เสียหายสั่งการตามความเห็น กค. ให้ผู้แต่งตั้งดำเนินการเพื่อ (1) ออกคำสั่งให้ชำระค่าสินไหมทดแทน หรือ (2) ฟ้องคดีต่อศาล • อย่าให้ขาดอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้แต่งตั้งแจ้งคำสั่งให้ผู้รับผิดชดใช้ค่า สินไหมทดแทนทราบ 247 247 ● มาตรา 12 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานฯ ได้ใช้ ให้แก่ผู้เสียหาย หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจาก กระทำละเมิดต่อหน่วยงานฯ ให้หน่วยงานฯ ที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด
248.
248 248 คำสั่งตามมาตรา ๑๒ คำสั่งตามมาตรา ๑๒ ●
คำสั่งตามมาตรา ๑๒ เป็น “คำสั่งทางปกครอง” ดังนั้น ■ ความแตกต่างของคำสั่งตามมาตรา ๑๒ และคำสั่งตามข้อ ๑๘ ■ การออกคำสั่ง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ■ หากผู้รับคำสั่งไม่พอใจ อุทธรณ์ได้ตามมาตรา ๔๔ วิปฏิบัติฯ ■ หากไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ฟ้องศาลปกครองขอให้เพิก ถอนคำสั่งได้ ■ ออกคำสั่งได้ แม้เจ้าหน้าที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว (ลาออก/เกษียณ) ■ หากเจ้าหน้าที่ตาย ไม่อาจออกคำสั่งตามมาตรา ๑๒ ได้ จึงต้องฟ้อง ทายาทหรือ กองมรดก ■ หากเจ้าหน้าที่ไม่ชดใช้เงินตามคำสั่ง หน่วยงานจึงใช้มาตรการบังคับ ทางปกครอง ยึดอายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ และขายทอดตลาด ตามมาตรา ๕๗ วิ ปฏิบัติ
249.
249 249 กรณีสั่งต่างจากกระทรวง กรณีสั่งต่างจากกระทรวง การคลัง การคลัง ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน ผู้วินิจฉัยสั่งการต้องรับผิดชอบใน ความเสียหายที่เกิดขึ้น
250.
250 250 หน่วยงานออกคำสั่งเรียกให้เจ้า หน่วยงานออกคำสั่งเรียกให้เจ้า หน้าที่ ชำระเงินค่า หน้าที่ ชำระเงินค่า สินไหมทดแทน สินไหมทดแทน
( (ม ม. . ๑๒ ๑๒) ) ● เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ หน่วยงาน หน่วยงาน กรณีหน่วยงานฯ ชดใช้ค่าสินไหมให้ผู้เสียหาย กรณีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานฯ ● หน่วยงานที่เสียหายมีอำนาจออก หน่วยงานที่เสียหายมีอำนาจออก “ “ คำสั่ง คำสั่ง” ” เรียกให้ เจ้าหน้าที่ชำระเงินภายใน เรียกให้ เจ้าหน้าที่ชำระเงินภายใน กำหนดเวลาได้ กำหนดเวลาได้
251.
251 251 ●หน่วยงานฯ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทาง ราชการ (มาตรา
๑๒) และเจ้าหน้าที่ได้นำคดีมาฟ้องขอให้ เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ●แม้ต่อมาได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้และทำสัญญาผ่อนชำระ หนี้กับหน่วยงานฯ แล้วก็ตาม แต่ประเด็นที่ฟ้องต่อศาลขอให้ วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งดังกล่าวยังคงมีอยู่ ●ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าหนังสือรับสภาพหนี้เป็น โมฆะกรรมหรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็นกัน ●การทำหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาผ่อนชำระหนี้ไม่ได้มี ความประสงค์ให้มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีเพื่อให้เพิกถอนคำ สั่งหมดไป แต่ดำเนินการเพื่อไม่ให้ต้องถูกดำเนินการตาม กฎหมายเกี่ยวกับการบังคับชำระหนี้ เนื่องจากการฟ้องคดีไม่ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๓๐/๒๕๔๕ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ยังเดือดร้อนเสียหายอยู่ ฟ้องได้
252.
252 252 การบังคับทางปกครองตามกฎหมาย การบังคับทางปกครองตามกฎหมาย วิ วิ. .ปฎิบัติฯ ปฎิบัติฯ คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน ถึงกำหนด คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงิน
ถึงกำหนด แล้วไม่ชำระ แล้วไม่ชำระ ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่ ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสือเตือนให้ชำระภายในเวลาที่ กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๗ วัน กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๗ วัน ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับ ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการบังคับ ทางปกครองโดย ทางปกครองโดย “ยึด อายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขาย ทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน” การยึด อายัด และขายทอดตลาดฯ ปฏิบัติตาม ป วิ การยึด อายัด และขายทอดตลาดฯ ปฏิบัติตาม ป วิ. .แพ่ง แพ่ง โดยอนุโลม โดยอนุโลม การบังคับทางปกครองไม่ใช้กับเจ้าหน้าที่ด้วยกัน เว้นแต่ จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
253.
• หจก. อ.
ยื่นขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าส่งออก • ผู้ฟ้องคดีได้ออกบัตรภาษี ต่อมา บริษัท อ. ผู้รับโอนบัตรภาษีนำบัตร ภาษีไปใช้ประโยชน์ชำระค่าภาษีอากร โดยมีการวางฎีกาเบิกตามมูลค่า บัตรภาษีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2538 • วันวางฎีกาจึงเป็นวันกระทำละเมิด การที่ผู้ฟ้องคดีได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 1 เมษายน 2548 ให้นาย ผ. ผู้ตาย รับผิดชดใช้เงิน เป็นการดำเนินการตามมาตรา 12 หากนาย ผ. ไม่ชำระ ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง • แต่ถ้าผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ยังมีข้อขัดข้องเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองก็ไม่ ตัดสิทธิที่จะใช้สิทธิทางศาล หรือเสนอข้อพิพาทให้ศาลพิจารณา พิพากษาเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิ์ผลได้ ทั้งยังเป็นประโยชน์ ต่อคู่กรณีในอันที่จะได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิโดยศาล 253 253 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 127/2554 ออกคำสั่งฯ แล้ว มีข้อขัดข้องในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ฟ้อง ได้
254.
• เมื่อผู้ฟ้องคดีแจ้งให้นาย ผ.
ชำระเงิน แต่ไม่ชำระและตายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2549 • ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 8 สิงหาคม 2549 แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะ ทายาทของนาย ผ. ผู้ตาย ชดใช้เงิน แต่ไม่ชดใช้ ผู้ฟ้องคดีเจ้าหนี้จึงจำต้องใช้ สิทธิทางศาลเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อนาย ผ. เจ้ามรดก โดยขอให้ ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะทายาทฯ ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ ฟ้องคดี อันเป็นคำบังคับตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) • ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามาตรา 42 วรรคหนึ่ง • แต่โดยที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าหนี้ในมูลละเมิดขอบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมี ต่อนาย ผ. ผู้ตาย จึงอยู่ในบังคับต้องห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่ เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา 1754 วรรค สาม ปพพ. • เมื่อผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2549 ขอให้กรมบัญชีกลาง จ่ายบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทฯ ถือว่าเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้ถึงการที่นาย ผ. ถึงแก่ความตาย การที่ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 จึงเป็นการยื่น ฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม • ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา ศาลปกครองสูงสุดไม่ เห็นพ้องด้วย 254 254
255.
• วางฎีกาเบิกตามมูลค่าบัตรภาษีที่นำไปใช้เมื่อวันที่ ๑๘
กันยายน ๒๕๔๐ เป็น เหตุให้ผู้ฟ้องคดีเสียหาย จึงเป็นวันกระทำละเมิด (นับวันวางฎีกาเป็นวันทำ ละเมิด) • การที่มีคำสั่งลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ให้นาย ก. ผู้ตาย ชดใช้ค่าสินไหม ทดแทน จึงเป็นกรณีที่ออกคำสั่งให้ใช้เงินหรือใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 10 ปีนับแต่วันทำ ละเมิด • หากไม่ชำระชอบที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้ • แต่ถ้าหน่วยงานฯ ยังมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายในการบังคับทาง ปกครองก็ไม่ตัดสิทธิที่จะใช้สิทธิทางศาล เสนอข้อพิพาทให้ศาลเพื่อให้การ บังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิ์ผลได้ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีในอันที่จะได้รับ การรับรองและคุ้มครองสิทธิโดยศาล • เมื่อผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๒ แจ้งให้ทายาทผู้ตาย ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแทนแต่ไม่ชดใช้ จึงจำต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอบังคับตาม สิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดก โดยขอให้ศาลสั่งให้ทายาทใช้เงินหรือส่งมอบ ทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี 255 255 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 128/2554 ออกคำสั่งฯ แล้ว มีข้อขัดข้องในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ฟ้อง ได้
256.
• โดยที่คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าหนี้มูลละเมิดขอบังคับตาม สิทธิเรียกร้องอันมีต่อนาย ก.
ผู้ตายจึงอยู่ในบังคับต้องห้ามมิให้ฟ้อง เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ปพพ. • เมื่อผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑ ขอให้อธิบดีกรม บัญชีกลางจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่ทายาทของนาย ก. ผู้ตาย ถือว่าเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้ถึงการที่นาย ก. ถึงแก่ความตาย • การที่ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๒ จึงเป็นการยื่นฟ้อง ภายในกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ตามมาตรา ๑๗๕๔ วรรคสาม ปพพ. • ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่าย คดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย • คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงฟังขึ้น 256 256
257.
257 257 2. 2. การฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่า การฟ้องคดีต่อศาลเรียกเงินค่า สินไหมทดแทน สินไหมทดแทน (1) (1) กรณีเจ้าหน้าที่ตาย
หน่วยงานของรัฐ กรณีเจ้าหน้าที่ตาย หน่วยงานของรัฐ ฟ้องเรียกเงินจาก ฟ้องเรียกเงินจาก ทายาทหรือกองมรดก ทายาทหรือกองมรดก (2) (2) กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดยังมีชีวิต กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดยังมีชีวิต อยู่ แต่หน่วยงานของรัฐ อยู่ แต่หน่วยงานของรัฐ มีข้อขัดข้องในการใช้มาตรการ มีข้อขัดข้องในการใช้มาตรการ บังคับทางปกครอง บังคับทางปกครอง ( (คำสั่งที่ คำสั่งที่ 127/2554 127/2554 และ และ 128/2554) 128/2554)
258.
258 258 คดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาล คดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของศาล ปกครอง ปกครอง คู่กรณี (เป็นคดีพิพาทระหว่าง) •
หน่วยงานทางปกครอง/เจ้าหน้าที่ของรัฐ กับเอกชน • หน่วยงานทางปกครอง/เจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยกันเอง ลักษณะคดีพิพาท (พิพาทในเรื่อง) 1) หน่วยงานฯ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่น 2) หน่วยงานฯ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ ละเลยต่อหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร 3) ละเมิดเจ้าหน้าที่ และความรับผิดอย่างอื่น 4) สัญญาทางปกครอง 5) กฎหมายกำหนดให้หน่วยงานฯ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง 6) กฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง
259.
259 259 คำฟ้อง และคำขอให้ศาลกำหนดคำบังคับ 1) ฟ้องว่า
กระทำการออกกฎ คำสั่ง หรือกระทำการอื่น ใด โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สั่งให้เพิกถอน กฎ หรือคำสั่ง ทางปกครองหรือห้ามกระทำการ 2) ฟ้องว่า ละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกิน สมควร สั่งให้ปฏิบัติตามหน้าที่ภายในระยะ เวลาที่กำหนด 3) ฟ้องว่า กระทำละเมิด หรือความรับผิดอย่างอื่นอัน เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่ง หรือ ละเลยต่อหน้าที่ฯ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าฯ หรือ สัญญาทางปกครอง สั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการ หรือ งดเว้นกระทำการ 4) ฟ้องขอให้ศาลแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิ หรือ หน้าที่ สั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ ของบุคคล 5) ฟ้องกรณีกฎหมายกำหนด ให้ฟ้องเพื่อบังคับบุคคล ให้กระทำ หรือละเว้น สั่งให้บุคคลกระทำการ หรือละเว้น กระทำการ เพื่อให้เป็นไปตาม กฎหมาย
260.
260 260 1. อำนาจศาล : 1.
คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ 2. อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุด หรือศาลปกครองชั้นต้น หากอยู่ในอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น อยู่ในเขตอำนาจของ ศาลปกครองชั้นต้นใด 2. เงื่อนไขการฟ้องคดี 2.1 ผู้ฟ้องคดีต้องมีความสามารถตามกฎหมาย 2.2 คำฟ้องและเอกสารประกอบคำฟ้องครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ 2.3 เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.4 ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายครบขั้นตอน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ (เช่น อุทธรณ์/ร้องทุกข์) (ถ้ามี) 2.5 ฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 2.6 ชำระค่าธรรมเนียมศาลครบถ้วนหรือไม่ (กรณีฟ้องเรียกเงิน) 2.7 ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ หลักเกณฑ์การฟ้องคดี
261.
261 261 การแสวงหาข้อเท็จจริง การแสวงหาข้อเท็จจริง 4 4 ขั้นตอน ขั้นตอน ขั้นตอน
ระยะเวลา ข้อสังเกต คำฟ้อง ภายในระยะ เวลาการฟ้อง คดี • หลักทั่วไป : • ใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ใช้ถ้อยคำเสียดสี ส่อเสียด ข่มขู่ ดูถูก ดูหมิ่น ใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ใช้ถ้อยคำเสียดสี ส่อเสียด ข่มขู่ ดูถูก ดูหมิ่น • ศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเอกสารในสำนวนคดี ศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเอกสารในสำนวนคดี • รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง • อาจปรึกษาฝ่ายกฎหมาย อาจปรึกษาฝ่ายกฎหมาย คำให้การ 30 วัน หรือ ที่ศาลกำหนด • ศาลอาจกำหนดประเด็น • “ปฏิเสธ” หรือ “ยอมรับ”ข้อหา พร้อมส่งพยานหลักฐาน • อาจฟ้องแย้ง หรือแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ • ให้ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เหตุผลในการกระทำ “ที่แท้จริง” • หากข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความเห็นใด ตรงกันก็ให้ยอมรับ ไม่จำ ต้องปฏิเสธทุกเรื่อง คำคัดค้าน คำให้การ 30 วัน หรือ ที่ศาลกำหนด หากไม่ทำ แต่ดำเนินคดีต่อไป ให้แจ้งเป็นหนังสือให้ศาลทราบภายใน กำหนดเวลา หากไม่แจ้ง “ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีก็ได้” คำให้การ เพิ่มเติม 15 วัน หรือ ที่ศาลกำหนด • เมื่อศาลได้รับแล้ว จะส่งสำเนาคำให้ผู้ฟ้องคดีทราบ ศาลอาจย่นหรือขยายระยะเวลาทำคำให้การ คัดค้านคำให้การ คำให้การเพิ่มเติมได้ ศาลอาจแสวงหาข้อเท็จจริงไม่ครบ 4 ขั้นตอนก็ได้ หากเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอ
262.
262 262 คำฟ้อง คำให้การ ขั้นตอนการดำเนินคดีในศาลปกครอง ขั้นตอนการดำเนินคดีในศาลปกครอง แสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม /ไต่สวน กำหนดวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง สรุปข้อเท็จ จริง สรุปสำนวน ส่งคู่กรณี
ส่งตุลาการผู้ แถลงคดี นั่งพิจารณาคดี อ่านคำพิพากษา คำคัดค้านคำ ให้การ คำให้การ เพิ่มเติม สรุปข้อเท็จจริง และ ประเด็นแห่งคดี คู่กรณีแถลงด้วยวาจา แถลงการณ์ด้วยวาจา
263.
263 263 การทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำ สั่งทางปกครอง กฎหรือคำสั่งทางปกครองน่าจะ ไม่ชอบ
การให้มีผลบังคับต่อไปจะทำให้ เกิดความเสียหายที่ยากแก่การ เยียวยาแก้ไขในภายหลัง ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหาร งานของรัฐหรือแก่บริการ สาธารณะ การบรรเทาทุกข์ชั่วคราว มีมูล มีเหตุผลสมควรกำหนด ไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหาร งานของรัฐหรือแก่บริการ สาธารณะ วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา วิธีการชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา
264.
264 264 วิธีการเรียกค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่ การออกคำสั่งทาง ปกครองตาม มาตรา ๑๒ การฟ้องคดีต่อ ศาล เจ้าหน้าที่ฟ้องขอให้เพิก ถอนคำสั่งฯ เป็นคดี พิพาทตามมาตรา
๙ วรรคหนึ่ง (๑)
265.
เจ้าหน้าที่ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งฯ ดัง กล่าว 265 265 ประเด็นวินิจฉัย “คำสั่งฯ ดังกล่าว
ชอบด้วยกฎหมายหรือ ไม่” 1. เจ้าหน้าที่ทำละเมิด หรือไม่ 2. ต้องรับผิดหรือไม่ คือกระทำโดยจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เจ้าหน้าที่ทำ ละเมิด กระทำโดยจงใจหรือ ประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง จึงต้องรับผิด 3. ต้องรับผิดเพียงใด มาตรา 437 มาตรา 8
266.
Q & A Q
& A 266 266
Download