Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
nsumato
434 views
Mystery ปริศนาที่กำลังรอการพิสูจน์
Mystery ปริศนาที่กำลังรอการพิสูจน์
Entertainment & Humor
◦
Read more
0
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 14 times
1
/ 36
2
/ 36
3
/ 36
4
/ 36
5
/ 36
6
/ 36
7
/ 36
8
/ 36
9
/ 36
10
/ 36
11
/ 36
12
/ 36
13
/ 36
14
/ 36
15
/ 36
16
/ 36
17
/ 36
18
/ 36
19
/ 36
20
/ 36
21
/ 36
22
/ 36
23
/ 36
24
/ 36
25
/ 36
26
/ 36
27
/ 36
28
/ 36
29
/ 36
30
/ 36
31
/ 36
32
/ 36
33
/ 36
34
/ 36
35
/ 36
36
/ 36
More Related Content
PPT
0110
by
guest1e71de3
PPT
จ้า
by
guest1e71de3
PPT
10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง
by
guest1e71de3
PPT
01
by
guest1e71de3
PPT
10 เหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง
by
guest1e71de3
PPT
110
by
guest1e71de3
PPT
11
by
guest1e71de3
PPT
1101
by
guest1e71de3
0110
by
guest1e71de3
จ้า
by
guest1e71de3
10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง
by
guest1e71de3
01
by
guest1e71de3
10 เหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง
by
guest1e71de3
110
by
guest1e71de3
11
by
guest1e71de3
1101
by
guest1e71de3
Similar to Mystery ปริศนาที่กำลังรอการพิสูจน์
PPT
12
by
guest1e71de3
PPT
2
by
guest1e71de3
PPT
011
by
guest1e71de3
PPT
10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง
by
guest1e71de3
PPT
13
by
guest1e71de3
PPT
130
by
guest1e71de3
PPT
131
by
guest1e71de3
12
by
guest1e71de3
2
by
guest1e71de3
011
by
guest1e71de3
10 เหตุการณ์ ที่ทำให้เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง
by
guest1e71de3
13
by
guest1e71de3
130
by
guest1e71de3
131
by
guest1e71de3
More from nsumato
PDF
013 japanese army air force aces 1937-1945
by
nsumato
PDF
Model aircraft january 2017
by
nsumato
PDF
โนวา ฉบับที่ 12 (มีนาคม 2526)
by
nsumato
PDF
มิติที่ 4 ฉบับที่ 45 (พฤษภาคม 2527) ราคาปก 15 บาท
by
nsumato
PDF
Miti tee4 27
by
nsumato
PDF
Miti4extra4 1989
by
nsumato
PDF
PDF โนวา 1 (กพ. พ.ศ.2525)
by
nsumato
PDF
Nova14
by
nsumato
PDF
Miti4extra4 1989
by
nsumato
PDF
มิติที่ 4 ฉบับที่ 22 (มกราคม 2525) Miti tee4 22
by
nsumato
PDF
Miti tee4 38
by
nsumato
PDF
Chaiyapruek wit 113
by
nsumato
PDF
P 424474
by
nsumato
PDF
Miti tee4 25
by
nsumato
PDF
Secretofthetime
by
nsumato
PDF
Nova01
by
nsumato
PDF
Miti tee4 20
by
nsumato
PDF
Miti tee4 11
by
nsumato
PDF
Lpr 2016 summary_th
by
nsumato
PDF
Lpr 2016 summary_th
by
nsumato
013 japanese army air force aces 1937-1945
by
nsumato
Model aircraft january 2017
by
nsumato
โนวา ฉบับที่ 12 (มีนาคม 2526)
by
nsumato
มิติที่ 4 ฉบับที่ 45 (พฤษภาคม 2527) ราคาปก 15 บาท
by
nsumato
Miti tee4 27
by
nsumato
Miti4extra4 1989
by
nsumato
PDF โนวา 1 (กพ. พ.ศ.2525)
by
nsumato
Nova14
by
nsumato
Miti4extra4 1989
by
nsumato
มิติที่ 4 ฉบับที่ 22 (มกราคม 2525) Miti tee4 22
by
nsumato
Miti tee4 38
by
nsumato
Chaiyapruek wit 113
by
nsumato
P 424474
by
nsumato
Miti tee4 25
by
nsumato
Secretofthetime
by
nsumato
Nova01
by
nsumato
Miti tee4 20
by
nsumato
Miti tee4 11
by
nsumato
Lpr 2016 summary_th
by
nsumato
Lpr 2016 summary_th
by
nsumato
Mystery ปริศนาที่กำลังรอการพิสูจน์
1.
TOP 10 OPARTS ปริศนา
กระโหลกแก้ว AREA 51 อาณาเขตต้องห้าม แผนการทดลองลับสุดยอด “ฟิลาเดลเฟีย” พลิกแฟ้มลับ คดีรอสเวลล์ เอเลียนหรือพระเจ้ากับนักบินอวกาศโบราณ ปริศนา Apollo11 เราไปดวงจันทร์จริงหรือ? www.mtsteryworld.com ถ้าไม่อ่าน จะเสียใจ ปริศนาที่กำลังรอการพิสูจน์
5.
MYSTERY contents 7 AREA51 อาณาเขตต้องห้าม 11
เอเลียนหรือพระเจ้ากับนักบินอวกาศโบราณ 14 พลิกแฟ้มลับ คดีรอสเวลล์ 15 แผนการทดลอง ฟิลาเดลเฟีย 7 14 15
6.
32 คนไฟลุก 29 เราไปดวงจันทร์มาแล้ว
จริงหรือ? 24 TOP10 OPARTS 19 ปริศนา กระโหลกแก้ว MYSTERY contents 19 29 32
8.
Area 51 เขตพื้นที่51”(Area51)ถ้าจะว่าไปแล้วในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ลึกลับหรือแปลกประหลาดยังพิสูจน์ไม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน หรือดิ นแดนแห่งตำนานต่างๆแต่สำหรับพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เขตพื้นที่ 51” (Area 51)รวมอยู่ในกฎนี้ไหม มันคืออะไรแต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสารเกี่ยวกั บสิ่งบินลึกลับ(จานบินนั่นแหละ)เชื่อว่าคงเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย อเรีย51คือฐานทัพลับของกองทัพอากาศสหรัฐซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวลึกเข้าไปในบริเวณต้อง ห้ามอันกว้างขวางของรัฐบาลซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายเนวาด้าซึ่งหากคุณๆคิดจะไปเฉียดกรายกันล่ะก็ลองใช้เวลาสั 2ชั่วโมงขับรถไปทางตะวันตกเฉียงหเนือของลาสเวกัส บริเวณที่เป็นที่รู้จักกันดี และมีข่าวลือเกี่ยวกับการทดลองของกองทัพสหรัฐนั้น ได้แก่ Groom Lake และ Papoose Lakeโดยทั่วไปเชื่อว่า แอเรีย 51 นี้ เป็นสถาน ที่ที่ใช้ฝึกและพัฒนาสำหรับโคงการลับที่สุดของทางทหาร โดยเฉพาะ เครื่องบินสอดแนมและเทคโนโลยีทางการบินที่แอบพัฒนากันอยู่ ข่าวลือเกี่ยวกับแอเรีย 51 นี้เริ่มมีหนาหูขึ้น จนประชาชนสงสัยว่าจริงๆแล้ว มีอะไรซ่อนอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้ มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารายงานว่า ได้เห็นวัตถุประหลา ดลอยอยู่เหนือฐานทัพ และหลายคนกล่าวว่า กองทัพได้ใช้ฐานทัพนี้ ใ นการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาจับกุมกัน มาได้ด้วย เขตพื้นที่ 51 เป็นชื่อเรียกของพื้นที่เขตหวงห้ามของรัฐบาลสหรัฐตั้ งอยู่ทางเหนือของลาสเวกัสประมาณ 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ทางตะวัน ออกทางหลวงสายที่ 375 บนถนนกรูมเลค (Grom Lake Road) ใกล้กับเมืองราเชล (Rachel) พื้นที่นี้ล้อมรอบไปด้วยเขตทดลองของรัฐเน วาด้า (The Nevada Test Site) และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศเนล ลิส (Nellis Air Force Range) ที่เรียกว่าพื้นที่ 51 ก็เพราะเป็นชื่อจุดที่ ตั้งซึ่งปรากฎบนแผนที่ ของเขตทดลองเนวาดา ที่แห่งนี้มีการร่ำลือกัน มานานแล้วว่าเป็น ที่ที่ใช้ซ่อนจานบินและมนุษย์ต่างดาวซึ่งตกในรอสเว ล (Roswell) และ รัฐบาลได้ปกปิดเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์แต่ดูเหมือนยิ่งปิ ดก็ยิ่งกระตุ่นต่อม อยากรู้ของผู้คนทั่วไป โดยมีการอ้างถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องและ ไม่เกี่ยวข้อง รายที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นรายของ บ๊อบ ลาซาร์ (Bob Lazar) บ๊อบ ลาซาร์ เป็นชาวลาสเวกัส เขาอ้างว่าเคยท ำงานอยู่ในเขตพื้นที่นี้ในช่วงปี 1988 – 1989 โดย ท 7
9.
ำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษแผนกอากาศยาน เขากล่าวว่าในเขตพื้นที่นี้มีเทคโนโลยี่ ที่ทันสมัยมา ก
และเขายังได้เห็น วัตถุสิ่งบินขนาดใหญ่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเขาบอกได้เลย ในทันทีว่านั้นเป็นจานบินอย่างแน่นอน เขาบอกว่าวัตถุสิ่งบินที่ลึกลับนี้อยู่ในส่วนที่ เรีย กว่า เอส-โฟร์ (S-4) ในปาปูส เลค (Papoose Lake) ซึ่ง อยู่ทางใต้ของกรูมเ ลคที่นั่นถูกก่อสร้างให้พรางตากลมกลืนไปกับพื้นทะเลทรายโดยรอบ หากดูอย่างผิ วเผินแล้วจะไม่มีทางสังเกตเห็นอย่างแน่น อน นอกจากนี้ลาซาร์ ยังบอกว่าเขาได้พ บมนุษย์ต่างดาวภายในนี้ด้วย โดยบอกว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” ที่สูงประมาณ 3-4 ฟุต หนักประมาณ 35-50 ปอนด์ มีผิวสีเทาและมีศีรษะที่ใหญ่มาก เหมือน เติมเชื้อฟืน หลังจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของลาซาร์ เผยแพร่ออกไป ผู้คนที่สนใจเรื่อง นี้จากเดิมที่เคยมาสอดแนมเป็นบางค รั้งบางคราว กลับกลายเป็นผู้คนจากทั่วทุกส ารทิศ ต่างหลั่งไหลมาคอยจับตา ดูสิ่งบินลึกลับตามที่ลาซาร์บอก และก็มีจำนวนม ากเหมือนกันที่บอกว่าเคยเห็นด้วย แต่ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นกลับบอก ว่าไม่ เคยเห็นมีอะไรผิดปกติ เกิดขึ้นแต่อย่างใด แน่นอนที่ทางรัฐบาลสหรัฐย่อมไม่ อยู่เฉยอยู่แล้ว โดยโต้กลับว่าสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นและอ้างว่าเป็ นจานบินนั้น แท้ จริงแล้วคือเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ของกองทัพอากาศต่างหาก โดยทางกองทัพมักจะใ ช้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองอากาศยาน รุ่นใหม่ ๆ ก่อนที่จะออกสู่สายตาสาธารณ ชน เช่น U-2, A-12, SR-71 และ F-117A นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องบิ นรุ่นใหม่ล่าสุด 2 ชนิดคือ เครื่องบินสอดแนมความเร็วสูงที่เรียกว่า Auro- ra และเครื่อง B-2 ที่จะมาแทน F-117A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าหากใครอยากจะมาดูจริง ๆ ละก็ลองขับรถมาประมาณ 130 ไมล์จากลาสเวกัส ขับตรงมาตรงจุดบอกหลักทางหลวงที่ 29.5 บนทางหลวงเนวาดาที่ 375 ที่ นั้นจะมีตู้รับไปรษณีย์เล็กๆตู้หนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวซึ่งเดิมเป็นของพวกคนเลี้ยง วัวใช้กัน คุณสามารถใช้ตู้รับไปรษณีย์นี้เป็นจุดสังเกตเพื่อสอด ส่องดูฐานทัพดังกล่าว ได้ นักสังเกตการณ์ หลายคนเคยมาปักหลักดูสิ่งลึกลับกันอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าพวกคนเลี้ยงวัวแถวนั้นจะบอกว่าไม่เคยเห็นอะไรเ ลยก็ตาม อย่างเคย ทางรัฐบาลสหรัฐบอกว่าที่นั่นมักจะมีการซ้อมรบอยู่เรื ่อย ๆ โดยมีการยิงพลุและทำแสงแวบ ๆ อยู่ตลอดบนท้องฟ้า ดังนั้น สิ่งที่พวกนัก สังเกตการณ์ทั้งหลายเห็นและคิดไปต่าง ๆ นานาน่าาจะเป็นการซ้อมรบดังกล่า วมากกว่า ยังมีจุดสังเกตการณ์อีก 2 จุดบนพื้นที่ที่เคยอนุญาตให้มาเฝ้าจับตากั นได้ คือบริเวณใกล้กับแนวเขตไวท์ไซด์ (White Side) กับ ฟรีด้อม ริดจ์ (Freedom Ridge) ผู้คนทั่วไปสามารถมา คอยจับตาดูความเป็นไปของฐานทัพอา กาศเนลลิสดังกล่ าวได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่อย่างใด แต่กว่า เสียดายที่ 2 จุดดังกล่าวถูกกองทัพอากาศสั่งปิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1995 นี้เอง ยัง…ยังมีอีกจุดที่น่าจะพอเฝ้าดูได้บ้างห่าง ๆ คือบริเวณยอดเขาติคาบู (Tikaboo Peak) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีการทะเร่อทะร่าเข้าไปในเขตห่วงห้ามของ Area 51 แน่ นอนที่จะต้องมีพวกกองกำลังรักษาความปลอดภัยคอยล าดตะเ วนอยู่ โดยพวกเขาจะสวมชุดทหารพราน แต่จะไม่ติด เครื่องหมายแสดงยศแต่อย่างใด และจะขับรถจี๊ปเชโรกีสีขาว พร้อมแผ่นประกาศของรัฐบาล ผู้ละเมิดจะถูกจับกุมทันที่ พร้อมถูกปรับอย่างน้อย600เหรียญหรือสองหมื่นสี่พันบาท ยั ง … ยั ง มี อี ก จุ ด ที่ น่ าจ ะ พ อ เ ฝ้ า ดู ไ ด้ บ้ า ง ห่ า ง ๆ คือบริเวณยอดเขาติคาบู (Tikaboo Peak) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีการทะเร่อทะร่าเข้าไปใน ยัง…ยังมีอีกจุดที่น่าจะพอเ ฝ้าดูได้บ้างห่าง ๆ คือบริเวณยอดเขาติคาบู (Tikaboo Peak) จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีการทะเร่อทะร่าเข้าไปใน ยัง…ยังมีอี กจุดที่น่าจะพอเฝ้าดูได้บ้างห่าง ๆ
10.
นักบินอวกาศชื่อดังของสหรัฐฯซึ่งเคยขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วเผยมนุษย์ ต่างดาว หน้าตาเหมือนอี.ที.มีอยู่จริงเอ็ดการ์ มิตเชล
นักบินอวกาศชาวอเมริกัน ซึ่งโดยสารยานอพอลโล14ขึ้นไปบนดวงจันทร์เมื่อปี1971กล่าวว่า มนุษย์ต่างดาวจะมีรูปร่างเล็ก ศีรษะใหญ่ ตาโต และเป็นมิตรกับมนุษย์“พ วกคุณเคยเห็นภาพถ่ายของมนุษย์ร่างเล็กเหล่านี้ซึ่ง ดูแปลกตามาบ้างแล้ว คนที่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาวบอกกับผมว่าพวกเขามีหน้าตาเหมือนในภาพ ถ่าย พวกเขาไม่ได้เป็นศัตรูกับมนุษย์ เพราะหากพวกเขาไม่เป็นมิตร ป่า นนี้มนุษย์ก็คงไม่เหลือแล้ว”มิตเชลกล่าวนอกจากนี้มิตเชลยังกล่าวด้วยว่า ปรากฎการณ์วัตถุลึกลับบนท้องฟ้า (ยูเอฟโอ) ที่มีผู้พบเห็นล้วนเป็นเรื่องจริงเช่น กัน ซึ่งเขารู้เรื่องนี้มาจากองค์การบริหารการบินและอวกา ศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาซา) ที่เขาทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในปัจจุบัน“ปรากฎการณ์ดังกล่าวถู กรัฐบาลประเทศต่างๆ ปิดเป็นความลับมานานกว่า 60 ปี ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกเ ปิดเผยทีละนิดหลังจากมีคนเห็นยูเอฟโอบนท้องฟ้า” เจ้าของสถิติมนุษย์อวกาศ ที่เดินบนดวงจันทร์เป็นเวลาน านมากที่สุดถึง 9 ชั่วโมง 17 นาทีกล่าวอย่างไรก็ ตามองค์การนาซาได้ออกมาระบุว่า มิตเชลเป็นชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ แต่นาซาไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นดังกล่าว “แอเรีย 51” (Area 51) เป็นชื่อที่คุ้นหูชาวอเมริกันและชาวโลกมานานร่วม 50 ปี ในแง่มุมหนึ่ง เป็นพื้นที่ลับสุดยอด ซึ่งลัทธิ บูชาต่างดาวเชื่อว่ากองทัพและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นสถานที่ควบคุมและเก็บมนุษย์ต่างดาว รวมถึงยานต่างดาว (ยูเอฟโอ) ที่เดินทางมายังพื้นโลก แต่ด้วยข้อมูลใหม่ๆ และภาพถ่ายดาวเทียมที่พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมากแสดงให ้เห็นเรื่องราวอีกมุม ว่า แอเรีย 51 แห่งนี้ หรือที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเรียกว่า “กรูม เลก” (Groom Lake) นั้น แท้จริงแล้วก็คือ ฐานทัพอากาศลับสุดยอด ที่กองทัพอากาศสหรัฐและบริษัทเอกชน เช่น ล็อกฮีดมาร์ติน และนอร์ธทร็อป กรัมแมน ใช้เป็นเขตวิจัย พัฒนา และทดสอบ “เครื่องบินรบ”ที่มีความทันสมัยและมีพลานุภาพร้ายแรงที่สุดในโลกแอเรีย51ตั้งอยู่ในเขตลินคอล์นเคาน์ตี้ทางตอนใต้รัฐเนวาดา มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 155 กิโลเมตร ท่ามกลางการอารักขาอย่างเข้มข้น ฐานทัพลับแห่งนี้ มีเรดาร์คอยตรวจตราผู้บุกรุกตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นแม้แต่เครื่องบินจากหน่วยอื่นๆ ของกองทัพสหรัฐ ถ้าพบผู้บุกรุกน่านฟ้า จะส่งเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธหนักเ ข้าสกัดทันทีด้วยความที่ข้อมูลแอเรีย 51 ถูกปิดเป็นความลับ ทำให้ตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดมากมายว่า แอเรีย 51 คือ จุดที่รัฐบาลสหรัฐนำยูเอฟโอ มาชำแหละตรวจวิเคราะห์ เพื่อสร้างอากาศยานรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้ นอกจากนั้น ยังเป็นจุดที่รัฐบา ลสหรัฐใช้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว และเป็นสถานที่ที่สำนักงานบริหารการบินและอวกาศสหรัฐ (นาซ่า) ใช้ สร้างฉากลวงโลก ถ่ายทอดสดนาทีเหยียบดวงจันทร์ของ “นีล อาร์มสตรอง” เมื่อปี 2512 อย่างไรก็ตามในรอบ40-50ปีที่ผ่านมา ข้อมูลใหม่ๆเริ่ม เปิดเผยสู่สาธารณะ หน้าที่ของแอเรีย51ก็คือ ฐานพัฒนาสุดยอดเครื่องบินรบรุ่น
11.
ใหม่และอาจมีฐานปฏิบัติการใต้ดินซ่อนอยู่ด้วยเครื่อง บินไฮเทคจากฐานแอเรีย51ซึ่งสร้างชื่อโด่งดังไปทั่วโล ก ได้แก่ เครื่อบินจารกรรม
“ยูทู” (the U-2 Spyplane) ที่มีเพดานบินสูงที่สุดในโลก กับ เครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธศ าสตร์ความเร็วเหนือเสียง“เอสอาร์-71แบล๊กเบิร์ด”(theSR-71 Blackbird) โดยเครื่องบินรบทั้ง2รุ่นมีบทบาทสูงสมัย “สงคราม เย็น”ซึ่งสหรัฐทำสงครามทั้งบนดิน-ใต้ดินกับสหภาพโซเวียตต่อม าในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐบุกโจมตีอิรักครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อนโลกก็ได้เห็นพลานุภาพเครื่องบินจู่โจมล่องหน “เอฟ-117 :สเตลธ์” (the F-117 Nighthawk) ซึ่งพัฒนาอยู่ในฐานแอเรีย 51 เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ คาดว่าบรรดาเครื่องบินจู่โจมอัตโนมัติ รุ่นต่างๆ ก็มีต้นกำเนิดจากแอเรีย 51 เช่นกัน บิลล์สวีตแมนผู้เชี่ย วชาญเทคโนโลยีอากาศยาน-ยานอวกาศระดับแถวหน้าของสหรัฐ มีผลงานเขียนหนังสือกว่า 30 เล่ม เขียนบทความเกี่ยวกับแอเรีย 5 1 ใ น นิ ต ย ส า ร วิ ท ยา ศ า ส ต ร์ “ พ็ อ พ พิ ว ลา ร์ ไซ น์ ” ฉบับล่าสุดเดือนกันยายน ว่านับตั้งแต่สเตลธ์ เอฟ-117 เปิดตัวสู่ สาธารณะก็มีต้นแบบอากาศยานไฮเทคหลุดออกมาใ ห้โลกรู้เพียง 3 ลำ ประกอบด้วย เครื่องสเตลธ์แบบไร้นักบิน รุ่น “โพลแคท” (LockheedPolecat),เครื่องสเตลธ์ที่เปลี่ยนพื้นผิวให้กลมกลืนกั บสภาพแวดล้อมรุ่น“เบิร์ดออฟเพรย์”(BoeingBirdofPrey) และเครื่องบินลาดตระเวน “แทซิท บลู” (Northrop Grum- man Tacit Blue)Boeing Bird of Preyแต่เมื่อวิเคราะห์จาก “ภาพถ่ายดาวเทียม”ล่าสุดพบบริเวณฐานแอเรีย 51 มีสิ่งปลูกส ร้างใหม่เกิดขึ้นหลายป ระเภท ทั้งรันเวย์ โรงเก็บเครื่องบิน และอาคารปฏิบัติการ นั่นห มายความว่ากองทัพสหรัฐยังคงซุ่มวิจัยเครื่องบินรบใหม่อย่างต่อ เ นื่อง Northrop Grumman Tacit Blue เมื่อประมวลจากข้ อมูลในมือและดูจากรายละเอียดการจดลิ ขสิทธิ์เทคโนโลยีการบิน สวีตแมนวิเคราะห์ว่าขณะนี้แอเรีย51กำลังทดสอบเครื่องบินรบทั้ง 4 รุ่นนี้อย่างขะมักเขม้นและปิดเป็นความลับสุดยอด 1. เครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ “Special-Ops Infiltrator” เป็ นเครื่องบินขนส่งทหารหน่วยรบพิเศษที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้ ติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ต 6 เครื่อง Special-Ops Infiltrator 2. เครื่องบินลาดตระเวนไร้นักบิน “Recon Platform” บินต่อเนื่องได้นานเป็นวันๆ หรือตลอดหลายสัปดาห์ เพราะใช้แสง อาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า Recon Platform 3. เครื่องบินจู่โจมล่องหน “Invisible Fighter” เป็นสเตลธ์รุ่น ใหม่ทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องมีนักบิน มีระบบฉายแสงเพื่อปรับเ ปลี่ยนลำตัวเครื่องบินให้กลมก ลืนกับสภาพแวดล้อม Invisible Fighter 4. เครื่องบินจู่โจมความเร็วเหนือเสียง ระดับ “มัค 6” “On-Time Delivery” ซึ่งเชื่อว่าใช้งบประมาณจำนวนมากOn-Time Deliv- ery การเดินหน้าโครงการอาวุธลับในแอเรีย 51 เป็นเหมือนสัญญาณชี้ว่า สหรัฐจะไม่ยอมให้ชาติอื่นขึ้นมาเทียบ รัศมีมหาอำนาจ อันดับ 1 ของโลกได้ง่ายๆ! 10
12.
เอเลี่ยนหรือพระเจ้ากับ นักบินอวกาศโบราณ ครั้งหนึ่งในอดีตช่วงสงครามอเมริกามักตั้งฐานทัพลับบนเก าะในมหาสมุทรแปซิฟิกชนพื้นเมืองที่ยังเป็นคนป่าเมื่อพวกเขาเห็นน กยักษ์เครื่องบินรบบินว่อนท้องฟ้า-ร่อนลงจอดก็เป็นที่ตื่นตระหนก บางโอกาสพวกทหารก็ให้สินค้า-อาหารกระป๋องแด่พวกเขาด้วย บ้างก็ส่งลงมาจากเครื่องบิน สำหรับพวกเขาแน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่อัศจรร ย์เหลือเชื่อ...ผลคือคนพื้นเมืองเหล่านั้นมองบรรดาทหาร-นักบินราวผู้วิเศ ษมาจากฟากฟ้าสรวงสวรรค์
เมื่อสิ้นภารกิจพวกทหารนักบินก็จากไป คนป่ าชนพื้นเมืองจึงเข้าไปสำรวจฐานทัพลานบิน-อุปกรณ์ที่ทิ้งไว้เบื้องหลังอย่า งถี่ถ้วน เก็บเศษสิ่งของเป็นที่ระลึก ที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือ ต่อมาพวกเข าได้เลียนแบบสร้างเครื่องบินจำลองจากไม้-หญ้า เป็นสัญลักษณ์ ไว้บูชา! ทั้งรอคอยการกลับมาของนักบินแจกสินค้า-อาหารกระป๋องอีกครั้ง... นี่คือกรณีตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่งที่นักทฤษฎีพระเจ้าอวกาศอ้าง อิง...ในอดีตดึกดำบรรพ์อาจมีมนุษย์ต่างดาวบินมาเยือนคนป่ามนุษย์ โบราณทำนองเดียวกันและความคิด-ตำนานเกี่ยวกับทวยเทพเจ้า-ศ าสนานับถือพระเจ้าต่างๆก็อาจถือกำเนิดจากสิ่งนี้นี่เอง! างดาวอาจมีส่วนในการก่อสร้างมหาพีระมิดหรือสิ่งก่อสร้างขนาดม หึมาอันน่าทึ่งต่างๆของอารยธรรมโบราณต่างๆทั่วโลกแม้กระทั่งอาจเ ข้ามามีส่วนในการจัดการกับวิวัฒนาการบางส่วนของเผ่ามนุษย์โบรา ณด้วย(ปรับ DNA!?) เพื่อให้มีโครงสร้างร่างกายที่ดีขึ้น-ฉลาดมาก ขึ้นกลายเป็นพันธุ์ที่ศัพท์วิชาการเรียกว่าพันธุ์ “Homo sapiens” แ ละได้วิวัฒนาการต่อจนกลายมาเป็นมนุษย์พวกเราในปัจจุบันนั่นเอง อย่างกรณีมหาพีระมิดแห่งอียิปต์ประเมินโดยภาพรวมแล้วว่าชาวไอยคุปต์ โบราณไม่น่าจะมีทางสร้างพีระมิดยักษ์ขนาดนี้ได้เลยหากปราศจากเทคโน โลยีชั้นสูงหลักฐานอันน่าทึ่งต่างๆในพีระมิดยังอาจสื่อถึงความสัมพันธ์อั นซับซ้อนระหว่างจักรวาล - เลขฐานสิบ - กับโครงสร้างของมหาพีระมิด นอกจากนั้นยังมีหลักฐานโบราณอันน่าสงสัยอีกมากมายอาทิสัญลักษณ์ ลายเส้นและลานกว้างคล้ายลาดจอดสนามบินบนยอดเขาแห่งทะเลทร ายนาซคา(Nazca Lines) ประเทศเปรู ลายเส้นเหล่านี้สามารถมองเห็ นได้ชัดเจนจากที่สูงทางอากาศเท่านั้นชาวนาซคาโบราณจะทำเช่นนี้เพื่อ วัตถุประสงค์อะไร? และหากเป็นลานบินจริงๆ เมื่อหลายพันปีที่แล้ว ยั งไม่พบหลักฐานใดๆเลยว่ามนุษย์โบราณเคยมีพาหนะในเชิงเครื่องบิน -หลักฐานทางโบราณคดีปริศนา-น่าสงสัยต่างๆมากมาย สถาปัตยกรรมรูปปั้นรูปสลักรูปวาดฯลฯปรากฏกระจายทั่วภูมิภาคทั่วโลก บรรพบุรุษของมนุษยชาติได้เห็นอะไรบางอย่าง!อันมีแนวโน้นที่อาจ สื่อไปในทางการเกี่ยวโยงไปถึงการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว!ในอดีต ในแง่ใดแง่หนึ่ง หรือเปล่า ? และจากหลักฐานจารึก-ตำนานเรื่องเล่าโบราณในบรรดาหลายๆช นชาติที่เจริญรุ่งเรืองในอดีตกรณีของการปรากฏของพระเจ้า-ทวยเ ทพผู้ทรงพาหนะบินไปมาในอากาศน่าสังเกตว่ามักมีการกล่าวถึงเ ป็นไปในทำนองเดียวยานพาหนะเหล่านั้นค่อนข้างมีโครงสร้างที่ มีหลักการหาใช่ว่าจะเป็นไปเชิงอิทธิปาฏิหาริย์เวทย์มนต์เสียทีเดียว ตัวอย่างในตำนานมหากาพย์“มหาภารตะ”ของอินเดียเมื่อหลายพันปีก่อ มีการกล่าวถึงยานอวกาศของเหล่าเทพเรียกว่า “วิมานะ” สิ่งที่เรีย กว่าวิมานะนี้สามารถขับเคลื่อนไปมาในอากาศโดยอาศัยโครงสร้า งที่ทำจากโลหะผสมอันเบาบางขับเคลื่อนได้ด้วยพลังงานความร้อ น มีหมอกควัน-ไฟ ฟุ้งกระจาย และเสียงกึกก้องคำรามน่าเกรงขาม -ในพระคัมภีร์หลายคัมภีร์ของหลายลัทธิ-ศาสนาเมื่อหล ายพันปีก่อนมักเอ่ยถึงการมาเยือนของพระเจ้า-ทวยเทพ-ทู ตสวรรค์ฯลฯที่มาพร้อมกับพาหนะประหลาดหรือมีปีกเรื่อง- ทำนองนี้อาจมาจากเค้าความจริง ? มันอาจเป็นเทคโนโลยียานอวกาศสุ ทฤษฎี พระเจ้าอวกาศ มาจากการตั้งข้อสังเกตของนักวิชาการหล ากหลายท่านด้วยกันแต่ที่จุดประกายแนวคิดได้โดดเด่นเป็นที่กล่าว ขวัญถึงคนแรกๆก็คือ“อีริช ฟอน ดานิเกน” (Erich Von Danik- en) ดานิเก้นได้เขียนหนังสือเล่มนึงออกมาในชื่อ “Chariots of the Gods”(1968) แปลไทยเป็น “รถม้าของพระผู้เป็นเจ้า” อันอุปมาถึง ยานอวกาศ! ซึ่งเป็นที่ฮือฮาสนใจกันมาก ขายดีกว่า 40 ล้านเล่มทั่วโลก เนื้อหาหนังสือเป็นเชิงสารคดี ว่าด้วยแนวคิดมองประวัติศาสตร์- อารยธรรมโลกในมุมมองใหม่ เกี่ยวกับหลักฐานทางโบราณคดีที่แปลกประ หลาดไม่ปกติ!ต่างๆ เขาตั้งได้ข้อสังเกตโดยกว้างๆ ทำนอง...ในอดีตโลก ของเราอาจได้รับการมาเยือนจากมนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญ ญาจากนอกโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณเพิ่งเริ่มสร้างเ ป็นสังคม-ก่อเกิดอารยธรรมต่างๆเมื่อหลายพันปีก่อนและมนุษย์ต่างดา วอาจได้ใช้ภูมิปัญญา-เทคโนโลยีล้ำสมัยของพวกเขา เข้ามามีส่วนช่วยอ ยู่เบื้องหลังบางอารยธรรมโบราณของมนุษย์ด้วย มนุษย์โบราณในอดีตจึ งให้ความชื่นชมเคารพมนุษย์ต่างดาวเหล่านั้น ส่งผลให้กำเนิดเป็นควา มเชื่อว่าพวกเขาคงเป็น พระเจ้า เทพ-เทวา ฯลฯ ผู้มาจากสวรรค์ชั้นฟ้า เมื่อพวกมนุษย์ต่างดาวจากไป ก็ได้เกิดการเล่าขานสืบต่อกันมาจนเป็นตำนา น ทั้งยังมีจารึก-บันทึกในสถานที่สำคัญต่างๆ และก็ได้ต่อยอดกลายมาเป็น ลัทธิความเชื่อ-ศาสนา!ต่างๆของสังคมมนุษย์ในเวลาต่อมาจวบจนปัจจุบัน ข้อเสนอของทฤษฎีพระเจ้าอวกาศอื่นๆ อาทิ สิ่งทรงภูมิปัญญามนุษย์ต่ 11
13.
ดล้ำ ? ที่คนโบราณได้เห็นและสรรหาคำมาอธิบายเท่าที่จะทำได้ในยุคนั่น
? นอกจากดานิเก้นแล้ว ก็ยังมีนักเขียนนักวิชาการอีกหลายคนที่ได้ตั้งข้อสังเกต และตั้งทฤษฎีในแนวพระเจ้าอวกาศ บางคนก็เจาะค้นคว้าไปในคัมภีร์ทางศาส นา-ลัทธิโบราณ ไบเบิล, พระเวทย์, วรรณคดีโบราณต่างๆ ฯลฯ ตลอดจนห ลักฐานทางโบราณคดีปลีกย่อยอื่นๆ ซึ่งพบว่ามีหลายแง่มุมที่น่าพิศวงซ่อนอยู่ มากมาย บางกรณีตีความออกมาแล้วก็ได้แง่มุมอันน่าทึ่งเป็นอย่างมาก อาทิ มีการสื่อไปในเชิงเหมือนมีการผ่าตัดดัดแปลง DNA จนถึงการทำโคลนนิ่ง!ได้ เพียงแต่ว่าวิธีการอธิบายของคนโบราณอาจจะแสดงออกในรูปของภาษาทางว รรณกรรมโบราณที่มักเป็นไปในเชิง อิทธิปาฏิหาริย์ เวทย์มนต์คาถา ก็ด้วยยุค โบราณยังไม่มีภาษาวิชาการเชิงวิท เพื่อให้มีโครงสร้างร่างกายที่ดีขึ้น-ฉลาดมากขึ้นกลายเป็นพั นธุ์ที่ศัพท์วิชาการเรียกว่าพันธุ์“Homosapiens”และได้วิวัฒ นาการต่อจนกลายมาเป็นมนุษย์พวกเราในปัจจุบันนั่นเอง ข้อเสนอของทฤษฎีพระเจ้าอวกาศอื่นๆอาทิสิ่งทรงภูมิปัญญามนุษย์ ต่างดาวอาจมีส่วนในการก่อสร้างมหาพีระมิดหรือสิ่งก่อสร้างขนาดม โบราณยังไม่มีภาษาวิชาการเชิงวิท ยาศาสตร์ ในแบบปัจจุบันนั่นเอง ข้อเสนอของทฤษฎีพระเจ้าอวก าศอื่นๆ อาทิ สิ่งทรงภูมิปัญญ ามนุษย์ต่างดาวอาจมีส่วนใน การก่อสร้างมหาพีระมิด หรือ สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาอันน่า ทึ่งต่างๆของอารยธรรมโบราณ ต่างๆทั่วโลก แม้กระทั่งอาจเข้า มามีส่วนในการจัดการกับวิวัฒ นาการบางส่วนของเผ่ามนุษย์ โบราณด้วย(ปรับDNA!?)เพื่อให้มีโครงสร้างร่างกายที่ดีขึ้น-ฉลาดม ากขึ้นกลายเป็นพันธุ์ที่ศัพท์วิชาการเรียกว่าพันธุ์“Homosapiens”แ ละได้วิวัฒนาการต่อจนกลายมาเป็นมนุษย์พวกเราในปัจจุบันนั่นเอง ข้อเสนอของทฤษฎีพระเจ้าอวกาศอื่นๆอาทิสิ่งทรงภูมิปัญญามนุษย์ต่างดาวอา จมีส่วนในการก่อสร้างมหาพีระมิดหรือสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาอันน่าทึ่งต่างๆ ของอารยธรรมโบราณต่างๆทั่วโลกแม้กระทั่งอาจเข้ามามีส่วนในการจัดการกับวิวั ฒนาการบางส่วนของเผ่ามนุษย์โบราณด้วย(ปรับDNA!?)เพื่อให้มีโครงสร้างร่า งกายที่ดีขึ้น-ฉลาดมากขึ้นกลายเป็นพันธุ์ที่ศัพท์วิชาการเรียกว่าพันธุ์“Homos apiens”และได้วิวัฒนาการต่อจนกลายมาเป็นมนุษย์พวกเราในปัจจุบันนั่นเอง สรุปย่อ แนวคิดทฤษฎี “พระเจ้าอวกาศ” โดยภาพรวมทั้งหมด - ครั้งหนึ่งโลกในอดีตของเรา ได้เคยมีการเยือนของสิ่งภูมิปัญญานอกโ ลก หรือ มนุษย์ต่างดาว ด้วยมีหลักฐานทางโบราณคดีแปลกประหลาด มากมายหลายอย่าง ที่ส่อนัยยะออกมาว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น...และแน่นอ นว่ามนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นมาเยือนโลกก็ด้วยการเดินทางท่องอวกาศม าจากดาวดาวอื่น โดยอาศัยยานพาหนะเทคโนโลยีชั้นสูงชนิดใดชนิดห นึ่งทำนอง ยานอวกาศ-จรวด-จานบินUFO ฯลฯ - มนุษย์ต่าวดาว ติดต่อกับมนุษย์ยุคโบราณอย่างเปิดเผย และได้ใช้ภูมิปัญญา-เทคโนโลยีของตนช่วยเหลือมนุษย์สร้างอาร ยธรรมด้วย(ทั้งเป็นการทดลองอะไรบางอย่างไปในตัว) สิ่งก่อสร้าง ใหญ่โตอันน่าทึ่งของอารยธรรมโบราณ ทั้งสถานโบราณแปลกๆลี้ลั บต่างๆนั้น ล้วนมีส่วนของภูมิปัญญา-เทคโนโลยีมนุษย์ต่างดาว ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม - มนุษย์ต่างดาวอาจมีการสั่งสอน-ชี้แนะ(หรือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง) ในกรณีวิถีการดำรงชีวิตแด่มนุษย์โบราณในอดีตนั้น ด้วย (หรืออาจไม่ได้สอน แต่มนุษย์เลียนแบบเอง) สิ่งนี้เองที่อาจเป็นที่มาของ วัฒนธรรม,
15.
ครบรอบ66ปีเหตุการณ์ยูเอฟโอตก ที่เมืองรอสเวลล์มลรัฐนิวเม็กซิโกอดีตสายลับซี ไอเอออกโรงแฉรัฐบาลวอชิงตันปกปิดความ จริงเรื่องจานบินมนุษย์ต่างดาวมีการร่ำลือกั นมานานแล้วว่าร่างของเอเลี่ยนจากจานบิน ได้ถูกนำไปผ่าตรวจเพื่อศึกษา และมีการนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ได้จากจานบินที่ตกนั้นมาพัฒนาเป็นอุปกรณ์สมัยใหม่มากมา ยเชส แบรนดอน
ซึ่งเคยทำงานเป็นสายลับของซีไอเอนาน 25 ปี บอกว่า ข้อมูลทั้งหมดได้ถูกเก็บไว้ในคลังใต้ดินที่สำนักงานให ญ่ของหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐในเมืองแลงลีย์ มลรัฐเวอร์จิเนีย “มันถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินในกล่องใบหนึ่งมีข้อความเขียนไว้ว่า‘รอสเวลล์’ ผมได้รื้อค้น ดูข้างในแล้วเก็บกล่องขึ้นชั้นไว้ตามเดิม พลางอุทานว่า ‘พระเจ้า! มันเป็นเรื่องจริง” เขาพูด“สิ่งที่ตกลงมานั้นไม่ใช่บอลลูนตรวจอากาศ มันคือสิ่งที่มีการรายงานกันใน ตอนแรกสุดที่พบเห็น มันเป็นอากาศยานซึ่งไม่ได้มาจากดาวเคราะห์ดวงนี้” แบรนดอนออกมาพูดในโอกาสครบรอบปีที่ 65 ของเหตุการณ์รอสเวลล์ โดยอ้ างว่าเขาได้เห็นหลักฐานการมาเยือนของมนุษย์ต่างดาวดังกล่าวเ ขาได้ทำงานอยู่ในแผนกปฏิบัติการลับของซีไอเอซึ่งเกี่ยวข้องกับก ารต่อต้านการก่อการร้ายvการปราบปรามความไม่สงบ การลัก ลอบค้ายาเสพติดและอาวุธตอนที่เกิดเหตุการณ์นี้เมื่อปี 2490 ห น่วยงานทหารได้ออกถ้อยแถลงระบุว่า“ข่าวลือเกี่ยวกับจานบินไ ด้กลายเป็นความจริงเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่การข่าวของฝูงบินทิ้งระ เบิดที่ 509 ของกองทัพอากาศ ที่สนามบินรอสเวลล์ ได้พบจาน บินลำหนึ่ง”อย่างไรก็ดีใน24ชั่วโมงต่อมากองทัพได้แถลงใหม่ว่า สิ่งที่เข้าใจว่าเป็นจานบินนั้น ที่จริงแล้วเป็นบอลลูนตรวจอากาศซึ่งไ ด้ตกลงในทุ่งปศุสัตว์มีเอกสารบางชิ้นซึ่งบ่งบอกว่า ทางการอเมริกัน ปกปิดเรื่องเอเลี่ยน เช่น บันทึกของเอฟบีไอ ซึ่งเผยแพร่ทางออนไล น์ในชื่อห้องใต้ดิน(TheVault)บันทึกของเจ้าหน้าที่เอฟบีไอชื่อกาย ฮอตเทล ที่มีถึงผู้อำนวยการ ในชื่อเรื่องว่า “จานบิน” ระบุว่า เจ้าห น้าที่ตรวจสอบของกองทัพอากาศเผยว่า ‘ได้เก็บชิ้นส่วนของจานบิน 3 ลำได้ในนิวเม็กซิโก”สายสืบฮอตเทลเขียนว่า “ได้รับ รายงานว่าจานบินนี้มีรูปทรงกลมตรงกลางโป่งนูนขึ้น มีความกว้างประมาณ 50 ฟุต แต่ละลำมีร่างของสิ่งมีชีวิ ตคล้ายมนุษย์ 3 ร่าง แต่สูงแค่ 3 ฟุต”“ร่างเหล่านั้นสว มชุดที่มีเส้นใยโลหะละเอียด และมีชุดปรับความดันแบบเ ดียวกับที่นักบินใช้กัน”. 14 พลิกแฟ้มลับ คดีรอสเวลล์
16.
แผนการทดลอง ลับสุดยอด ___________________ “ฟิลาเดลเฟีย” ______________ การเดินทางข้ามเวลา เป็นเรื่องที่เรามักจะอ่า นพบในนิยายวิทยาศาสตร์หลาย ๆ เรื่อง
อันที่จริงแล้วการเดินท างข้ามเวลาไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่อ งเพ้อฝันในนิยายเท่านั้น หากแต่ ในความเป็นจริงแล้วได้มีการเดิ นทางข้ามเวลาเกิดขึ้นจริงๆ!เพีย งแต่ว่าการเดินทางข้ามเวลาที่เกิ ดขึ้นนั้น เป็นเหตุบังเอิญที่เกิดจ ากการทดลองโครงการลับที่ใช้ใ นทางทหารสมัยสงครามโลกครั้ งที่ 2โครงการ“เรนโบว์”ในช่วงส งครามโลกครั้งที่2กองทัพเรือส หรัฐ ได้ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางการทหาร เพื่อนำไปใช้ในการ สงครามหนึ่งในการทดลองนั้นคื อ การพยายามทำให้เรือพิฆาตไม่ปรากฏบนจอเรดาร์ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นการทดลองเทคโนโลยีล่องหนครั้งแรกของโลกโครงการ “เรนโบว์” (Project Rainbow) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า การทดลองฟิลาเดลเฟีย (Phil- adelphia Experiment)ได้ทำก ารทดลองขึ้นที่ฐานทัพเรือสหรัฐ ในฟิลาเดเฟีย ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 1943 โดยการใช้เครื่องสร้า งพลังงานสนามแม่เหล็กขนาดให ญ่ติดตั้งบนเรือรบสนามแม่เหล็ กที่ถูกสร้างขึ้นจะทำการเบี่ยงเบ นคลื่นเรดาร์ ทำให้คลื่นเรดาร์ไ ม่กระทบลำเรือและสะท้อนกลับ ไปยังตัวรับสัญญาณข้าศึกจึงไม่ส ามารถใช้เรดาร์ในการตรวจจับเรื อรบดังกล่าวได้ ไม่เพียงแต่เท่า นั้นสนามแม่เหล็กยังได้หักเหการ เดินทางของแสงทำให้เรามองไม่เ ห็นมันอีกด้วย ซึ่งหลักการดังกล่ าวเหมือนกับการที่เราเห็นภาพล วงตาบนท้องถนนในวันที่แดดแร ง (Mirage) ใครคือ “อัลเฟรด เบเลก” อัลเฟรด เบเลก เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1916 ที่รัฐนิวยอร์ก เดิมทีนั้นเขาชื่อ เอ็ดวาร์ด เอ คาเมรอน (Ed- ward A. Cameron) ผู้ที่เปิดเผยเรื่องราว อเล็กซานเดอร์ ดันแคน คาเมรอน ซีเนียร์ (Alexan- der Duncan Cameron, Sr) จบการศึกษา ระดับปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยเอดินเบอร์ก ประเทศสก็อตแลนด์ ในปี ค.ศ.1939 15
17.
การทดลองครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากที่ดร.จอห์นได้แก้ไขเครื่ องสร้างสนามแม่เหล็กแล้วการทดลองเรือ รบล่องหน ก็เริ่มขึ้นอีกครั้งในวันเส้นตาย ที่กองทัพเรือกำหนดไว้
12 สิงหาคม ค.ศ. 1943 ลูกเรือชุดใหม่ได้ขึ้นประจำการบน เรือพิฆาตเอลดริจ เครื่องสร้างสนามแม่เ หล็กเริ่มทำงานเวลาผ่านไปราว 60 วินาที ทุกอย่างดูไปได้สวย เรือพิฆาตเอลดริจ เริ่มหายไปจากจอเรดาร์ แต่ก็ยังสามารถม องเห็นเป็นรูปโครงเรือลางๆ ได้ด้วยตา แ ต่ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างสีฟ้าวาบขึ้น!เรือ พิฆาตเอลดริจ ได้หายไปจากน่านน้ำ!ดร. จ อ ห์ น เริ่ ม มี อา การร ะ ส่ ำ ร ะ ส า ย เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาได้แก้ไขเครื่ องสร้างสนามแม่เหล็กแล้วแต่ทำไมเหตุก ารณ์เดิมยังเกิดขึ้น พวกเขาพยายามส่งวิท ยุติดต่อกับเรือพิฆาตเอลดริจ แต่ก็ไม่มีก ารตอบรับแต่อย่างใดราว 4 ชั่วโมงต่อมา เรือพิฆาตเอลดริจก็กลับมาปรากฏตัวขึ้น ที่เดิม เสาอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้ รับ-ส่ งคลื่นวิทยุหักโค่นลงเหล่าเจ้าหน้าที่ที่เ กี่ยวข้องต่างก็รีบรุดไปที่เรือพิฆาตเอล ดริจทันที เมื่อไปถึงเรือพวกเขาก็ต้องต กตะลึงกับสิ่งที่พบร่างของลูกเรือ 2 คน ถูกดูดจนตัวติดกับพื้นเรือ เหมือนประ หนึ่งว่าร่างกายของเขาเป็นโลหะชิ้นหนึ่ง เช่นเดียวกับลูกเรืออีก 2 คน ที่ถูกผนังเรือดู ดเข้าไปจนติดเป็นส่วนหนึ่งของผนังส่วนลู กเรือคนที่ 5 นับว่าโชคดีหน่อยที่เพียงแค่ แขนข้างหนึ่งของเขาเท่านั้นที่ติดอยู่กั 4 ชั่วโมงที่หายไป เมื่อเครื่องสร้างสนามแม่เหล็กทำงานเต็มที่ เหล่าลูกเรือก็พ บว่าเรือพิฆาตเอลดริจได้ปรากฏตัวบนฝั่งแห่งหนึ่ง พวกเขา จึงได้ลงจากเรือเพื่อมาสำรวจพื้นที่ พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่รัก ษาความปลอดภัย และสุนัขตรวจตราลาดตระเวณอยู่เต็มไป ทั่วบริเวณเมื่อมองไปบนท้องฟ้าพวกเขาก็เห็นเฮลิคอปเตอร์ ฉายไฟสปอตไลท์มาที่พวกเขา แต่ตอนนั้นพวกเขาไม่รู้จักเฮ ลิคอปเตอร์ครู่เดียวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็กรูกันม าที่พวกเขาแล้วพาพวกเขาลงไปยังห้องใต้ดินพวกเขาพบกับช ายสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งได้แนะนำตัวเองว่าเขาคือ ดร. จอห์น ฟอน นิวแมนอัลเฟรดถึงกับช็อค เพราะเขาเพิ่งจะจากกับ ดร.จอห์น เมื่อสักครู่นี้เอง และเขาก็หนุ่มกว่านี้มาก ดร.จอห์น อธิบายให้ฟังว่าสถานที่นี้คือสถานที่ทดลอง โครงการฟินิกส์ (Phoenix Project)ตั้งอยู่ที่มอนทอก เมืองลองไอส์แลนด์ (Montauk, Long Island)วันนี้คือวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1983ความเห็นส่วนตัวว่า น่าจะเป็นที่มาของภาพยนตร์เรื่อง Back To The Future, The Final Countdown และอื่นๆ) ดร. จอห์น เล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ “การทดลองฟิลาเดเฟีย” ในปี ค.ศ. 1943 จากนั้นก็สั่งให้ ทุกคนกลับไปที่เรือ และให้ปิดเครื่องสร้างสนามแ ม่เหล็กโดยเร็ว การทดลองฟิลาเดเฟีย ในปี ค.ศ. 1943และการทดลองฟินิกส์ ในปี ค.ศ. 1983 ได้ก่อให้เกิด “ช่องว่าง” ของเวลาและได้ดูดเอาเรือพิฆาตเอลดริจ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งซึ่งมีเวลาห่างกัน 40 ปีดร. จอห์น สั่งให้ทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ที่จะหยุดเครื่องสร้างสนา มแม่เหล็กไม่เช่นนั้นสนามแม่เหล็กจะก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จ นทำให้เกิดปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อโลกเมื่อพวกเขากลับไป ที่เรือ ก็ช่วยกันหยิบขวานขึ้นมาทุบไปบนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผงควบคุม และอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องจนในที่สุดเครื่ องสร้างสนามแม่เหล็กก็หยุดทำงาน และเรือพิฆาตเอลดริจ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่เดิม ในปี ค.ศ. 1943 อีกครั้งลูกเรื อทุกคนที่รอดชีวิตกลับมาได้จากการทดลองครั้งนั้น ได้ถูกรัฐบาลจัดการล้างสมอง ลบความจำจนหมดสิ้น และได้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเสียใหม่ พร้อมทั้งสร้างข้อมูล เปิดตำนาน เช้าวันที่ 22 กรกฏาคม ค.ศ. 1943 เวลา 9:00 น. การทดลอง ที่นำไปสู่การเดินทางข้ามเวลาได้เริ่มขึ้นบนเรือพิฆาต เอลดริจ หรือ ดีอี173 (USS Eldridge - DE-173)เครื่องสร้างพลังงานสนามแม่เหล็กเริ่มทำงา นมันสร้างหมอกควันสีเขียวขึ้นทีละน้อยรอบๆ ลำเรือ และเมื่อหมอกควันสี เขียวเริ่มจางลง เรือเอลดริจ ก็หายไปจากจอเรดาร์ และจากสายตาผู้คนที่ เฝ้าดูการทดลองครั้งนั้นประมาณ 15 นาทีต่อมา ก็มีคำสั่งให้ปิดเครื่องสร้ างสนามแม่เหล็ก หมอกควันสีเขียวเริ่มก่อตัวอีกครั้งหนึ่งแต่ดูเหมือนจะมีอ ะไรบางอย่างผิดพลาดอย่างมหันต์!บรรดาลูกเรือทั้งหมดที่อยู่บนกราบเรือ มีอาการคลื่นเหียน อาเจียน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ กองทัพเรือมีคำ สั่งให้เปลี่ยนลูกเรือชุดใหม่ เพื่อทำการทดลองต่อไป แต่ ดร. จอห์น ฟอน นิวแมน (Dr. John von Neumann)นักวิทยาศาสตร์ผู้รับผิดชอบการทด ลองครั้งนี้ ได้คัดค้านขอให้ยุติการทดลองไว้ชั่วคราว เพื่อขอเวลาในการตรวจ หาสาเหตุและทำการแก้ไขเสียก่อนกองทัพเรือขีดเส้นตายให้กับ ดร. จอห์น ไว้แค่วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1943 หรือเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์เท่านั้นโดย ชีวิตใหม่ให้กับพวกเขา และนี่คือเหตุผลที่ เอ็ดวาร์ด เอ คาเมรอน ได้หายไปจากโลก และมี อัลเฟรด เบเลก ขึ้นมาแทน ฟื้นความทรงจำ อย่างที่กล่าวไว้แหละครับเดิมที อัลเฟรด ได้ถูกรัฐบาล จับไปล้างสมองและล บความทรงจำไปจนหมดสิ้นแล้วเขาใช้ชีวิตในชื่ อของอัลเฟรด เบเลก ตลอดมาจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1983 บริษัทสร้างภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ขอ งอังกฤษอี เอ็ม ไอ ตรอน คอร์เปอเรชั่น (EMI Thron Corp.) ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง การท ดลองฟิลาเดลเฟีย(PhiladelphiaExperimen t)ภาพยนตร์เรื่องเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทดล องที่ อัลเฟรด ได้ประสบมา อีเอ็มไอ ได้กำหนด ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในประเทศสหรัฐช่วงสัปด าห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1984 แต่เมื่อก่ อนจะถึงกำหนดฉายเพียงแค่ 3 วันเท่านั้นทาง อีเอ็มไอ ก็ได้รับจดหมายจากรัฐบาลสหรัฐ มีข้ อความว่าพวกเขาไม่ประสงค์ให้มีการฉายภาพย นตร์เรื่องนี้ในประเทศสหรัฐ “““““““““““““““““““““““““ 16
18.
Mystery
20.
ว่ากันว่ามีกะโหลกแก้วลึกลับอันทรงพลังจากอารยธ รรมแห่งอดีตอยู่ 13 หัว
หากใครได้ครอบครองมันทั้งหมด อาจจะสามารถเป็นเจ้าโลกได้ด้วยอำนาจอันมหัศจรรย์!!! ตำนานว่าด้วยปริศนาแห่งกะโหลกแก้วเป็นเรื่องที่ เล่าลือกันมานานแล้ว และเมื่อพิพิธภัณฑ์ มนุษยชาติ แ ห่งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษได้มาหัวหนึ่งใน พ.ศ. 2441 หรือเมื่อ 110 ปีก่อน ก็ยิ่งทำให้คำเล่าลือโด่งดังขึ้น โดย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของกะ โหลกแก้ว ก็มักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่า ง พลังที่พนักงานของพิพิธภัณฑ์ไม่ยอมเข้าไปในห้องที่จัด แสดงกะโหลกนี้ในยามค่ำคืน หากไม่เอาผ้าดำปิดดวงต ากลวงคู่นั้นไว้เสียก่อน ไม่มีใครรู้แน่ว่ากะโหลกแก้วปริศ นาขนาดเท่าๆ กับกะโหลกคนจริงๆ นี้มาจากไหน พิพิธภั ณฑ์ซื้อมันมาจากร้านขายเครื่องเพชรทิฟฟานี่แห่งนิวยอร์ ก ซึ่งไม่ได้ระบุถึงที่มาอันชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจว่ากะโห ลกแก้วนี้น่าจะเป็นโบราณวัตถุจากอารยธรรมแอซเท็ค ซึ่ งนายทหารบางคนได้มันมาเมื่อครั้งไปร่วมรบที่เม็กซิโก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในขณะที่ปริศนาของกะโหลก แก้วแห่งพิพิธภัณฑ์นี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็มีการค้ นพบกะโหลกแก้วอีกหัวหนึ่งใน พ.ศ. 2467 เมื่อแอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส บุตรีบุญธรรมของเฟ็ดเดอริค อัล- เบิร์ท มิทเชลล์-เฮดจ์ส นักผจญภัยและนักสำรวจชื่อดัง ได้พบมันเข้าโดยบังเอิญ ตอนนั้นเฟ็ดเดอริคและทีมงา นกำลังสำรวจเมืองโบราณลูบานทูมในบริติชฮอนดูรัสแล้ วจู่ๆ แอนนาก็พบกะโหลกแก้วเข้าในวันเกิดครบรอบปีที่ 17 ของเธอ ทำให้คนขี้สงสัยบางรายอดค่อนแคะไม่ได้ว่า ที่จริงคุณพ่อผู้แสนดีอาจจะพบมาก่อนแล้ว แต่อยากให้ข องขวัญวันเกิดสุดเซอร์ไพรส์แก่ลูกสาว ก็เลยแอบเอาไปว างไว้ให้แอนนาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบ แต่ไม่ว่าการพบครั้ง แรกจะเป็นอย่างไรก็ตาม กะโหลกแก้วที่เรียกขานกันต่อ มาว่ากะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ ก็เป็นหนึ่งในกะโหล กแก้วที่โด่งดังที่สุดในโลก ด้วยความเชื่อที่ว่ามันเป็นมรด กตกทอดมาจากอดีตอันไกลโพ้น จากอารยธรรมขั้นสูงที่ สูญสลายไปแล้ว และหากมองดวงตาแก้วปริซึมนี้ให้ดีจ ะเห็นภาพของอนาคตปรากฏขึ้น กะโหลกของมิทเชลล์- เฮดจ์สนี้ทำจากแก้วบริสุทธิ์ ผ่านการขัดเกลาอย่างสมบูร ณ์ไม่มีที่ติ สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างขึ้นต้องใช้เวลากว่า 150 ปี จากรุ่นสู่รุ่นกว่าจะเกิดเป็นกะโหลกปริศนาที่มีการประ มาณการอายุกันคร่าวๆ ว่าน่าจะเก่าแก่กว่า 3,600 ปี เพื่ อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาช่วยรักษาเยียวยาความเ จ็บป่วย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นเครื่องมือกำหนด ความตายของผู้ที่กระทำสิ่งไม่เหมาะสม ทำให้กะโหลกนี้มี ปริศนา กระโหลกแก้ว 19
21.
ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะโหลกมรณะ
นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ตร วจสอบกะโหลกทั้งสอง และพบว่ามีลักษณะทางสรีรวิ ทยาร่วมกันกล่าวคือน่าจะเป็นกะโหลกที่ทำจำลองขึ้น มาจากหัวกะโหลกคนจริงๆ ที่เป็นผู้หญิงคนเดียวกัน เพราะเมื่อถ่ายภาพเชิงซ้อนแล้วพบว่าแนวของกระดู กเข้ากันพอดี หรืออีกนัยหนึ่ง กะโหลกแก้วอันใดอั นหนึ่งถูกทำขึ้นมาก่อน แล้วเป็นแบบให้อีกอันหนึ่ง กะโหลกแก้วทั้ง 2 ชิ้น ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้อ งกันนี้ นับเป็นกะโหลกแก้วที่ถูกจับตามองที่สุด แล ะถูกนำไปตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ นานามากที่สุด แต่ก็ยังไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจนเกี่ยว กับที่มาหรือวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้น และหลังจ ากที่กะโหลกแก้วทั้งสองกลายเป็นของมีชื่อเสียงขึ้นม า ก็มีการประกาศการค้นพบกะโหลกแก้วในลักษณะ คล้ายๆ กันอีกเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความเชื่อจาก ตำนานเก่าแก่ที่กล่าวถึงกะโหลกแก้ว 13 หัว ทำให้ต้ องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ไอ้ที่พบกันมากๆ เป็นของจริงหรือของเก๊ และเท่าที่ปรากฏมาหลายหั วก็เป็นของทำเทียมเลียนแบบด้วยเทคโนโลยีสมัยให ม่ แต่ก็มีอีกหลายหัวเหมือนกันที่ได้การยอมรับว่าเ ป็นของเก่าที่มีพลังบางอย่างแฝงอยู่ กะโหลกแก้ว ที่มีชื่อเสียงตามมิทเชลล์-เฮดจ์สมาติดๆ คือกะโหล กที่เคยเป็นของลามะทิเบตนามนอร์วู เชน ซึ่งคาดว่า น่าจะมาจากสุสานมายันในกัวเตมาลา ท่านลามะใช้ก
22.
ะโหลกนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยอย่างได้ผล จนกระทั่งก่อนที่ลามะนอร์วู เชน จะมรณภาพก็ได้มอบ กะโหลกนี้ไว้ให้แก่โจแอน
พาร์คส์ ชาวเท็กซัส ซึ่งฝาก ตัวเป็นศิษย์ของท่านมานานหลายปี หลังจากที่ท่านได้ ใช้กะโหลกนี้ช่วยรักษาอาการป่วยลูกสาวของเธอมาแล้ว โจแอนซึ่งได้กะโหลกนี้มาในพ.ศ.2523อ้างว่ากะโห ลกแก้วสื่อสารกับเธอ และพร่ำบอกว่าเขาชื่อแม็กซ์ และเขามีความสำคัญต่อมนุษยชาติ และแม็กซ์ก็ประก าศศักดาให้เห็นมาแล้วหลายครั้งด้วยการช่วยเหลือผู้ค นที่เจ็บป่วย กะโหลกแก้วที่สำคัญอีกหัวหนึ่งชื่อชานาร า ซึ่งเป็นของนิค โนเซอริโน ซึ่งไม่เพียงจะมีกะโหลกแ ก้วในครอบครองเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ศึกษาอย่าง จริงจังจนเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย นิคได้กะโหลกนี้มาจากการขุดค้นเมืองโบราณที่เม็กซิโก และเมื่อได้มันมา เขาก็เห็นภาพนิมิตว่ากะโหลกตามตำ นานมี13หัวโดย12หัวเป็นบริวารของกะโหลกที่เป็นหั วหน้าใหญ่ มีการตั้งทฤษฎีว่ากะโหลกเหล่านี้ไม่ใช่ของแ อซเท็คหรือมายันอย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่หลงเห ลือมาจากแอตแลนตีส อาณาจักรปริศนาที่ยังหาไม่พบ และกะโหลกเหล่านี้ทำหน้าที่ในการบันทึกภาพต่ างๆ ซึ่งหลายคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้า ของกะโหลกก็อ้างว่าในบางเวลาที่จังหวะและแส งเหมาะๆ ก็เคยเห็นภาพจากกะโหลกแก้วมาแล้ว โดยเฉพาะกะโหลกแก้วของมิทเชลล์-เฮดจ์ส ที่ว่ากันว่ ามีคนเห็นภาพยูเอฟโอสะท้อนออกมา มีเสียงเล่าลือว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่กะโหลกที่แท้จริงทั้ง 13 หัว ถูกค้นพบ และนำมาไว้ด้วยกันก็จะเห็นภาพของอนาคต แต่เป็นที่ น่าเสียดายว่าเรายังไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อนี้ เพรา ะยังมีเพียงไม่กี่หัวที่สามารถบอกได้ว่าเป็นของแท้ เช่น แม็กซ์และชานารา ซึ่งเคยถูกวิเคราะห์จากนักวิทยาศา สตร์แล้วคิดว่าน่าจะมีอายุราวๆ5,000ปีและของมิทเ ชลล์เฮดจ์สที่เก่าแก่เหมือนกัน ในขณะที่กะโหลกที่เคย โด่งดังมากอีกหัวหนึ่งที่พิ พิธภัณฑ์อังกฤษนั้น เพิ่งจะมีก ารตรวจสอบซ้ำด้วยเทคโนโล ยีสมัยใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา นี้ และผลปรากฏออกมาว่าน่า จะเป็นของที่ทำปลอมขึ้นในปล ายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ทำเอ านักโบราณคดีที่ชอบไปนั่งจ้อง ตากับกะโหลกหัวนี้เซ็งไปตาม ๆ กัน แต่ไม่ว่าอันไหนจะปลอม อันไหนจะจริง มันถูกสร้างขึ้นมาอ ย่างไรและทำไมก็ยังคงเป็นปริศน าที่นักโบราณคดีกุมขมับเพราะแก ะความลับไม่ออกมานานแสนนาน จนภาพยนตร์ดังระดับตำนานอย่าง อินเดียน่า โจนส์ ยอดนักโบราณคดี ที่เคยนำแฟนๆ ทั่วโลกไปผจญภัย ค้นหาสมบัติในดินแดนลึกลับมาแล้ วถึง 3 ภาค และในภาคล่าสุดนี้พ่อ มดแห่งฮอลลีวูด สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็ปิ๊งไอเดีย นำเรื่องของกะโหลกแก้ว มาสร้างเป็นตอนใหม่ คือ อินเดียน่า โจนส์ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า4: อาณาจักรกะโหลกแก้ว(Indiana JonesAndTheKingdomOfThe Crystal Skull) ปลุกกระแสความส นใจในปริศนากะโหลกแก้วให้กลับมา ฮือฮากันอีกครั้งหนึ่งในรอบ 110 ปีนี้ ซึ่งนั่นก็คือการย้ำเตือนว่าแม้จะมีกา รกล่าวขวัญกันมามากมายนานแสน นาน และบ่อยครั้งสักเพียงใด กะ โหลกแก้วยังคงมนต์ขลังแห่งควา มลี้ลับเหนือการพิสูจน์ที่ไม่มีวันเสื่ อมคลายอยู่เช่นเดิม 21
25.
TOP 10 OPARTS
2013 คือโลหะสีน้ำเงินอ่อน มีสีขาวเป็นจุดๆ อีกแบบเป็นทรงกลวง ข้างในบรรจุข้าวสาลี และจากการตรวจสอบหาอายุวัตถุลึกลับนี้จ ากชั้นของหินพบว่ามันมีอายุนานถึง 2,800 ล้านปี!!( ในวีพีมีเดีย อังกฤษบอกว่า 3,000 ล้านปี) ซึ่งมันเป็นยุคพรีแคมเบรียน(Pre cambrian)หรือบรมยุคกำเนิดโลก ดูจากยุคแล้วก็บอกได้แน่นอ นว่าไม่มีวิทยาการที่สามารถใช้ไฟหลอมโลหะเป็นทรงกลมได้แน่ๆ แถมเป็นยุคที่ไม่มีมนุษย์อีก ทำให้จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทราบคำ ตอบว่าใครเป็นทำโลหะทรงกลมเหล่านั้น?? และทำเพื่ออะไร?? ทำให้ตั้งข้อสมมุติฐานว่าเกิดจากธรรมชาติเท่านั้น..... นี้เป็นวัตถุอารยธรรมโบราณฝังรูปร่างเหมือนแผ่นศิลาทรงกลมหลายร้อยแผ่นฝังอยู่ฝุ่นตามพื้นถ้ ำ ศิลาเหล่านี้วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 9 นิ้ว แต่ละแผ่นมี รอยสลักเป็นวงกลมที่ศูนย์กลาง แล้วแกะหมุนวนแบบลายก้นหอย ดูคล้ายแผ่นเสียงทว่ามีอายุราว10,000-12,000 อันดับ10 Klerksdorp sphere หรือThe Grooved Spheres เป็นโลหะลึกลับที่มีกา รค้นพบกว่า3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยคนงานเหมืองใน Ottosdal เมืองเล็กๆ ในประเทศแอฟริกาใต้ได้ ขุดค้นพบวัตถุโลหะทรงกลมลึกลับจำนวนหนึ่ง ขึ้นมาในชั้นหินแร่ไพโรฟิลไลท์ โดยไม่ทราบที่มาและแห ล่งกำเนิดได้ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ มันเป็นวัต ถุโลหะทรงกลมลึกลับนี้วัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางรอบว งได้ประมาณ 1 นิ้วกว่าๆ (0.5-10 ซม.) และมี 2 แบบ อันดับ 9 The Dropa Stonesในปี 1938 นักโบราณคดีกลุ่มหนึ่งนำโดยดร.ชีปูเตย (Dr. Chi Pu) ได้เข้าไปสำรวจเทือกเขาเป่ยอัน-คารา-ยูลา vBaian-Kara- Ulaในเมืองจีน ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ในถ้ำแห่งหนึ่งเข้า สิ่งมหัศจรรย์ 24
26.
หินอิคาเป็นของที่กุขึ้นมาเอง แต่ก็ไม่เคยมีการ วิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงหรือหักล้างในเรื่องนี้
หินอิคาจึงเป็นก้อนหิ นที่น่าพิศวงต่อไป อันดับ 8 The Ica Stones ในช่วงทศวรรษ1930บิดาของดร.ฮาเวียร์คาบรีบรา นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรมผู้ศึกษาเรื่องราวของชนพื้นเมือ งในเปรูได้พบหินหลายร้อยก้อนตามหลุมศพของชาวอินคาโ บราณ ดร.คาบรีบราได้สานต่องานของพ่อ ด้วยการสะสมก้ อนหินซึ่งเป็นหินภูเขาไฟเหล่านี้ได้มากถึงกว่า 1,100 ก้อน ซึ่งประมาณว่ามีอายุราว 500-1,500 ปี และต่อมารู้จักกัน ในชื่อก้อนหินอิคา หินเหล่านี้มีรอยสลัก บางชิ้นเป็นเรื่องรา วvทางเการแพทย์เช่นผ่าตัด ตัดหัวใจ และปลูกถ่ายสมอง แต่ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือภาพสลักรูปไดโนเสาร์ทั้งบรอนโตซอ รัส ไทรเซอราท็อป สเตโกซอรัส และเทอโรซอร์ รูปของคนขี่ไดโนเสาร์ รูปกล้องโทรทัศน์ แล้วก็แผน ที่โลกที่มองลงมาจากทางอากาศ ปัจจุบัน ยังไม่มีนักโ บราณคดีคนใดอธิบายเรื่องนี้ได้ แม้นักวิชาการบอกว่า อันดับ 7 Giant Stone Balls of Costa Ricaเมื่อทศวรรษ1930ขณะกำลังหักร้ างถางพงในป่าทึบของประเทศคอ สตาริกาเพื่อทำสวนกล้วย พวกคน งานได้เจอลูกหินขนาดต่างๆหลาย สิบลูก หลายลูกมีรูปร่างกลมดิก ข นาดก็แตกต่างกันไปมีตั้งแต่เท่ าลูกเทนนิสไปจนถึงลูกที่มีเส้น ผ่าศูนย์กลาง8ฟุตหนักถึง16ตัน เห็นได้ชัดว่าลูกหินพวกนี้ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติแต่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ปัญหาก็คื อไม่ได้พบร่อยรอยมนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงแม้แต่น้อยแม้แต่เศษเครื่องปั้นดินเผาก็พบสักชิ้น มันไม่น่าจะเป็นฝีมือมนุษย์ เพราะว่าลูกบอลยักษ์กลมดิกมาก จากข้อสันนิษฐานพบว่าลูกบอ ลยักษ์เหล่านี้เกิดขึ้นก่อนมนุษย์จะเกิดเสียอีก คือเกิดในยุคแทร์เซียรีพีเรีนดซึ่งนานกว่า 40 ล้านปีมาแล้ว คนพวกไหนมาสร้างเอาไว้ ทำขึ้นมาด้วยจุดประ สงค์อันใด และที่สำคัญมีเครื่อง ไม้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีอะไรจึงทำลูกหิน ได้กลมเกลี้ยงถึงปานนี้?
27.
พบว่าเขียนในช่วงระหว่าง2194 ปีก่อนคริสตศักราช ถึง ค.ศ.803
ซึ่งสมัยนั้นไม่มีทางที่เขียนภาษาแบบนี้ได้แน่ ๆ แต่กระนั้นก็มีการโต้แย้งว่ามันอาจเขียนขึ้นก่อนหน้า นั้นแล้วทำให้ดูเหมือนโบราณเท่านั้น อันดับ 6 Oera Linda Book“OeraLindaBookเป็นหนังสือของพวกรีสแลนด์(ฟรีสแลนด์เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ท างตอนเหนือของประเทศเนเธอร์แลนด์) เป็นหนังสือที่เขียนด้วยมือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกั บประวัติศาสตร์ เทพนิยาย และศาสนา ที่ปรากฏออกมาเมื่อศตวรรษที่ 19 หนังสือนี้ ประกอบด้วยเรื่องความหายนะ,ชาตินิยมที่ผู้หญิงเป็นผู้นำครอบครัว,เทพนิยายพบว่ ามีการภาษาที่ใช้เขียนเล่มเป็นภาษาของชนชาติยุโรปและของชนชาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วย โดยเนื้อหาที่เขียนถูกรวบรวมและจัดเรียงโดย(เจ้า)แม่ผู้นำขนบธรรมเนียมท้องถิ่น ที่อุทิศตัวเป็นนักบวชหญิงของเฟรย่า ( Freya ) เทพีแห่งความรัก บุตรีแห่งมหาเทพ Wralda กับ Irtha มารดาแห่งปฐพี ด้วยเหตุนี้ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษากรีกโบราณแ ละภาษาฟีนิเชี่ยน ฉบับปัจจุบันถูกพบว่าเขียนในปี 1260 ส่วนฉบับที่เก่าแก่กว่าถูก เช่น ฟอสซิลรูปมือประทับของมนุษย์ที่พบในชั้นหินปูน ซึ่งประมาณว่ามีอายุ 110 ล้านปี เป็นต้น แล้วยังมีสิ่งที่เชื่อว่ าเป็นฟอสซิลนิ้วมือของมนุษย์ ที่พบในเขต อาร์กติกของแคนาดาอีก ชิ้นนี้มีอายุราว 100-110 ล้านปี ไม่แต่เท่านั้น ยังมีการพบรอยเท้ามนุษย์ ซึ่งมองเหมือนสวม รองเท้าแตะ ที่เมืองเดลตา มลรัฐยูทาห์ ในชั้นหินดินดาน อายุราว 300-600 ล้านปีด้วย อันดับ 5 Impossible Fossilsอย่างที่เราเคยเรียนกันสมัยมัธยมซากฟอสซิลที่ปรากฏอยู่ตามก้อนหิ นนั้นต้องใช้เวลาก่อตัวนานนับล้านปี แต่ก็มีฟอสซิลจำนวนหนึ่งซึ่งดูจะ ขัดกับหลักธรณีวิทยาหรือประวัติศาสตร์ ชนิดผิดฝาผิดตัวอย่างสุดๆ 26
28.
เช่นในปัจจุบันได้อย่างไรกัน?นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างกรณีทำนองนี้มีมากมาย เช่น...เมื่อปี 1885
มีการพบท่อ โลหะในก้อนถ่านหิน ซึ่งเห็นได้ว่าทำขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ ...เมื่อปี 1912 คนงานของโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งก็เจ อันดับ 4 Out-of-Place Metal Objects เมื่อ65ล้านปีก่อน ตามตำราบอกว่ามนุษย์ยั งไม่เกิดและแน่นอนเรื่องช่างโลหะย่อมไม่มีแน่ แต่แ ล้วในฝรั่งเศสดันมีการค้นพบท่อโลหะ ทรงกึ่งรูปไข่ ที่ขุดพบในหินชอล์ก ยุคครีเตเชียส(Cretaceous) ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของยุคเมโสโซอิค หรือ “ยุคไดโนเสาร์” ก่อนทวีปต่างๆ ก็ได้แยกออกจากกัน อกาน้ำโลหะใน ถ่านหินก้อนใหญ่ จากยุคหิน(Mesozoic) โดยรอบหีบด้านบนยกเป็นขอบสูงขึ้นเล็กน้อย ที่มุมสี่ด้านมีห่วงทองคำสำหรั บสอดไม้คาน เพื่อแบกหามเวลาเดินทาง และไม้คานทำจากไม้ชนิดเดียวกันหุ้ มด้วยแผ่นทอง(มีคำสั่งห้ามถอดไม้คานออกด้วย) ส่วนฝาหีบ เรียกว่าMercy Seat หรือ “การุณอาสน์” มีขนาดรับกับตัวหีบ และบุแผ่นทองเช่นเดียวกัน ด้านบนมีเทวดาสององค์สยายปีก หันหน้าเข้าหากัน ปีกทั้งสองโอบคล้ายซุ้มโ ค้งเหนือหีบมีเรื่องเล่ากันว่า หีบพันธะสัญญาเป็นหีบที่สร้างขึ้นตามพระบัญชาข องพระเจ้า(??) เพื่อเป็นที่บรรจุแผ่นหินจารึกบัญญัติ 10ประการของพระองค์ ที่ประทานแก่ โมเสส ในระหว่างที่เขาพาพวกฮีบรูเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทรา ย อันกันดาร โดยชนชาวฮีบรูจะแบกหีบแห่งพันธสัญญาตลอดการเดินทางในพระคัมภีร์ไบเบิลเล่าถึงควา มศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ของหีบที่มีพลังมากมายมหาศาลถึงขั้นสามารถทำลายล้างผู้บังอาจเข้าไปแตะต้อง อันดับ 3 Ark Of The Covenantหรือหีบพันธะสัญญานั้นเองครับ ที่จริงยังไม่มีใครเจอมันหรอก แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับมันนั้นช่างน่าพิศวงเ หลือเกินลักษณะของหีบพันธะสัญญาคร่าวๆ ตามตำนาน เล่าว่า เป็นหีบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยไม้ชิดติม (Shittim) ยาว 2.5 คิวบิท กว้าง และสูงเท่ากัน คือ 1.5 คิวบิท (เทียบหน่วยคิวบิทของอียิปต์ ซึ่ง 1 คิวบิทเท่ากับ 525 ซ.ม. หีบก็จะยาว 1.3 เมตร กว้างและสูง 76 ซ.ม. )บุด้านนอกและด้านในด้วยแผ่นทองคำ
29.
ทั้งสามชอบใจมากเพราะคิดว่าถ้าเอากลับไปข ายที่ร้านอัญมณีของตัวเอง คงได้ราคาพอควร แต่เมื่อกะเทาะออกดู ไมค์เซลก็เจอวัตถุชิ้นหนึ่ งอยู่ข้างใน
มองเหมือนเครื่องเคลือบสีขาว ตรงกลางมีแท่งโลหะแวววาว ผู้เชี่ยวชาญประ มาณว่าต้องใช้เวลาร่วม 500,000 ปี กว่าที่เ จ้าก้อนผลึกนี้จะก่อตัวห่อหุ้มวัตถุนี้ไว้ภายในไ ด้เช่นนี้ ทั้งๆ ที่วัตถุดังกล่าวมองเหมือนเป็น ผลงานจากน้ำมือของมนุษย์ อันดับ 2. The Coso Artifactขณะออกไปหาเก็บก้อนแร่และหินสวยงามบนเทือกเขาโอ ลัน คา ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในช่วงฤดูหนาวของปี 1961 วอลเลซ เลน(Wallace Lane), เวอร์จิเนีย แม็กซี(Virginia Maxey) และไมค์ ไมค์เซล(Mike Mikesell) ได้เจอหินที่เข้าใจว่าเป็นแก้วผลึก ก้อนหนึ่ง ทำให้มีการเรียกแผนที่นี้ว่า Piri Reis คาดว่ามันถูกทำขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1513แผนที่ของ Piri Reis เป็นสิ่งที่ท้าทาย นักประวัติศาสตร์อย่างมาก เนื่องด้วยแผนที่นี้มันแสดงภูมิศาสตร์สมบูร์แบบเกินกว่าแผนที่ธรรมดาทั่วไป อีกทั้ง ยังมีเส้นรุ้งเส้นแวงที่ชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการแผนที่สมัยใหม่ทุกประการ มันแสดงถึงพิ้นที่ของทวีปอาฟริ กาใต้อย่างละเอียดละออเป็นพิเศษ รวมไปถึงทวีปอื่นๆอย่างคร่าวๆ ซึ่งนับว่าเหลือเชื่อที่สุด เพราะถูกทำขึ้นหลังจา กโคลัมบัสคนเก่ง ค้นพบโลกใหม่ เพียง 21 ปีเท่านั้น เวลาสั้นๆแค่นี้ไม่น่า จะมีใครสำรวจจนทำแผนที่ที่แทบจะคร อบคลุมโลกแบบนี้ออกมาได้ ยิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีกคือมันมีทวีปแอนตาร์กติก้าด้วย ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีการค้นพบทวีปดัง กล่าวนี้เลย ( แอนตาร์กติก้าค้นพบราวๆ ปี 1800) เขาสามารถแสดงชายฝั่งของทวีปที่อยู่ภายใต้น้ำแข็งหนาเป็นกิ โลได้อย่างไรหากไม่ใช้กรรมวิธีสมัยใหม่ทางภูมิศาสตร์ที่เรียกกันว่าการสำรวจจากทางอากาศ จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครอ ธิบายได้ว่าคนวาดแผน Piri Reis นี้มีวิธีการวาดอย่างไรถึงทำให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลทางธรณีในยุคปัจจุบัน ทั้งๆที่มันถูกวาดขึ้นในปี 1513 อันดับ 1 Piri Reis ในปี ค.ศ. 1979 ในระหว่างที่มีการซ่อมแซ มมหาราชวังคอนสแตนทิโนเปิล (Constanti- nople) ในอิสตันบูล ประเทศตรุกี ก็ได้มีการ ค้นพบภาพวาดแผนที่ที่ถูกวาดลงบนหนังกวาง ซึ่งถูกวาดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1513 แผนที่ดังกล่ าวมีการลงชื่อแสดงความเป็นเจ้าของโดยของน ายทหารเรือชาวเติร์กชื่อ Piri Haji Memmed
30.
เราไปดวงจันทร์มาแล้ว จริงหรือ? เมื่อวันที่
25 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งวันที่มวลมนุษย ชาติต้องจดจำไว้ในประวัติศาสตร์ของ โลกใบนี้เพราะเป็นวันที่เราสูญเสียนีล อาร์มสตรอง บุคคลผู้เป็นตำนาน ผู้ร่วม เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษยช าติ สิ่งที่ทุกคนกล่าวขานถึงนีล แอลเดน อาร์มสตรอง (Neil Alden Armstrong; 5 สิงหาคม พ.ศ. 2473 - 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555) เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกัน และเป็นมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเหยียบพื้นผิวดวง จันทร์คนแรกของโลก อาร์มสตรองเกิดที่รัฐโอไฮโอ จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอ ร์เนีย และเป็นนักบินทดสอบให้กับองค์การนาซ ามาก่อนเขาได้รับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศเมื่อ ปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) และปฏิบัติภารกิจหล ายภารกิจในโครงการเจมินีและโครงการอะพอลโล ภารกิจประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ.1969). อาร์มสตรองได้เข้าร่วมปฏิบัติการยานอพอลโล 11 (Apollo11) ซึ่งมีลูกเรืออีก 2 คน คือ บัซ อัลดริน (Buzz Aldrin) ผู้รับหน้าที่ขับยานลูนาร์โมดูล (Lu- nar Module) และเป็นมนุษย์คนที่สองที่ก้าวย่างล งบนดวงจันทร์ และ ไมเคิล คอลลินส์ (Michael Collins) ผู้บัญชาการยานโมดูล ซึ่งไม่ได้เหยียบดวงจันทร์ยานอพอลโล 11 ทะยานจากฐานปล่อยจรวด 39 เอ (39A) ในศูนย์อวกาศเคนเนดี (Kennedy Space Center) ฟลอริดา สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 ก.ค.1969 โดยไม่มีการเลื่อนกำหนด และลงจอดบนดวงจันทร์ในวันที่ 20 ก .ค.ปีเดียวกันในภารกิจดังกล่าวอาร์มส ตรองได้ใช้เวลาบนดวงจันทร์ทั้งหมด 2 ชั่วโมง 36 นาที เขาและอัลดรินได้ช่วยกั 29
31.
นเก็บตัวอย่างดวงจันทร์รวมเป็นน้ำหนัก 22 กิโลกรัม ในจำนวนนั้นมีหินดวงจันทร์ประมาณ 50ก้อนและได้ทิ้งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์รวมถึง ปักธงชาติสหรัฐฯไว
อาร์มสตรองเสียชีวิตใน ซินซินนาติ รัฐโอไฮโอ ขณะอายุได้ 82 ปี เ นื่องด้วยภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดหั วใจถูกปิดกั้นเรื่องของเขายังคงเป็นตำนาน เมื่อเหยียบผิวดวงจันทร์ นีล อาร์มสตรองได้พู ดประโยคที่ทุกคนคงคุ้นหูและจำกันได้ นั่นคือ “that’s one small step for [a] man, one giant leap for mankind.”(นี่เป็นก้าวเล็ก ๆ ของมนุษย์(คนหนึ่ง) แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของ มนุษยชาติู้ชายคนนี้ถูกจดจำในฐานะวีรบุรุษขอ งมวลมนุษยชาติ เป็นมนุษย์คนแรกที่เหยียบด วงจนทร์ ทุกคนชื่นชม ทั่วโลกจับตามอ งแต่วีรบุรุษคนนี้ยังทิ้งปริศนา คำถาม หลายคำถามที่ผู้คนยังไม่ได้รับคำตอบ เขาเป็ นคนหนึ่งที่อาจจะกุมความลับเรื่องยานอะพอ ลโลเหยียบดวงจันทร์ ไว้จนวินาทีสุดท้ายขอ งชีวิตหลายๆคำถาม ที่คนทั้งโลกตั้งคำถาม หลายข้อสงสัยที่ยังคงเป็นปริศนา และด้วยเว ลาที่ล่วงเลยกว่าสามสิบปี ผู้คนที่เกี่ยวข้อง ผู้ คนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวต่างก็ล้ มหายตายจากกันไปทีละคนคนสองคนล่าสุด คือนีล อาร์มสตรอง มนุษย์คนแรกที่ได้เหยีย บดวงจันทร์ เขาน่าจะเป็นคนที่ตอบคำถามทั้ง หมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ทั้งขอครหาที่ว่ามีการเ หยียบดวงจันทร์จริงๆไหม และมีอะไรในด้าน มืดของดวงจันทร์จริงแล้วแฟ้มลับต่างๆของส หรัฐฯ จะมีการเปิดผยเมื่อมีอายุประมาณ 50 ปีหลังจากนั้น ในบรรดาหลายๆแฟ้มลับที่คน ทั้งโลกตั้งตารอการเปิดเผย มีเรื่องยานอะพอล โลเหยียบดวงจันทร์ เป็นเรื่องหนึ่งรวมอยู่ด้วย ปริศนาคำถามมากมายที่หลายคนตั้งข้องสงสั ย ไม่ว่าจะเรื่องของแสงเงาในการถ่ายภาพ ฉาก ท้องฟ้าสีดำมืดไม่มีแม้แต่ดวงดาว ภาพถ่ายนีล อาร์มสตรองขณะลงเหยียบดวงจันทร์ ที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน มีข้อพิรุธว่า เงาข องถาพถ่ายเหมือนมีการจัดแสงสป อตไลท์ หรือความพลิ้วไหวของธงชาติสหรั ฐบนดวงจันทร์ ทั้งที่นักวิทยศาสตร์ต่าง พากันบอกว่าไม่มีลมบนนั้น หรือภาพรอย รองเท้ามนุษย์อวกาศที่ย่ำบนผิวดาวงจันท ร์ชัดเจน ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะดวงจันทร์ มีแรงโน้มถ่วงไม่น่าเกิดรอยย่ำหนักเช่นนั้น ฐานของกระสวยที่ไปลงจอดวางอย่างง่าย ๆ ไม่มีหลุมที่เกิดจากไอพ่นของยาน ฯลฯ การส่งยานอะพอลโลไปเหยียบดวงจันทร์ ของสหรัฐฯ เป็นช่วงที่โลกอยู่ในภาวะสงค รามเย็น ที่สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริ กาแย่งชิงกันเป็นเจ้าโลก แผ่แสนยานุภาพ แข่งขันกันเป็นอภิมหาอำนาจ ห่ำหั่นกันด้ว ยเทคโนโลยีทางทหารและเรื่องของการสำ รวจอวกาศตอนนั้นเมื่อสหรัฐเหยียบดวงจั นทร์แล้ว โซเวียตกลับไม่มีการตอบโต้ใดๆ และไม่มีการส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์เ พิ่มเติม หรือแม้แต่สหรัฐเองเมื่อไปดวง จันทร์ได้แล้วก็มองข้ามไปยังดาวดวงอื่น ๆ แล้วทิ้งปริศนาและข้อสงสัยทั้งหมดไ ว้บนดวงจันทร์ระหว่างที่ความลับต่างๆ ยังคงมืดมิด ก็มีนักวิทยาศาสตร์มากมา ยที่ตั้งข้อสงสัยเรื่องต่างๆเหล่านี้ ว่าการ เหยียบดวงจันทร์ของสหรัฐนั้นจริงไหม ส่วนเรื่องด้านมืดของดวงจันทร์ มีหนังดัง หลายๆเรื่องได้หยิบมาล้อเลียนไม่ว่าจะทร
33.
คนไฟลุุกลค ดีพิศวง!หนุ่มใหญ่มะกันดับ ปริศ
น า ร่างกายระเบิดจากภายในซีบีเอสนิวส์ - คดีปริศนา ชายคนหนึ่งเสียชีวิต หลังร่างก ายระเบิดจากข้างในจนไฟลุกท่วม จากการต รวจสอบพบว่าศพถูกเผาผลาญยับเยินจาก ภายใน ขณะที่ตำรวจมลรัฐโอคลาโฮมายอม รับไม่เคยเจอคดีแบบนี้มาก่อนและจนถึงต อนนี้ทีมสืบสวนก็ยังมืดแปดด้านเจ้าหน้าที่ ของมลรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งกำลังสืบสวนคดีนี้ ไ ด้ ผ ล ส รุ ป ขั้ น ต้ น ที่ น่ า ข น ลุ ก โดยสันนิษฐานว่าหนุ่มใหญ่วัย 65 ปี เสียชีวิต หลังจากจู่ๆร่างกายก็ระเบิดแล้วลุกติดไฟสมาชิ กของครอบครัวพบศพนายแดนนี แวนซานด์ท วัย 65 ปี เสียชีวิตอยู่ภายในบ้านพักเมื่อวันจั นทร์(26) ขณะที่นายอำเภอ รอน ล็อคฮาร์ท เผยว่า “ศพผู้เสียชีวิตถูกไฟเผาผลาญมอดไหม้ จากภายใน”นายอำเภอรายนี้เชื่อว่าเหตุเสียชีวิ ตของนาย แวนซานด์ท น่าจะมีต้นตอจากปรา กฎการณ์ไฟลุกทั่วตัว(spontaneous human combustion)โดย spontaneous human combustion ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ร่างกายมนุษ ย์เกิดการลุกไหม้ ขึ้นเองโดยปราศจากแหล่งคว ามร้อนภายนอกซึ่งตลาดระยะเวลาหลายศตวร รษที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ลักษณะนี้ทั่วโลกแค่ร าวๆ 200 ครั้งเท่านั้นล็อคฮาร์ท เผยต่อว่าไฟไ ม่ได้ก่อความเสียหายแก่บ้านพักและไม่พบร่องร อยการดิ้นทุรนทุรายของผู้ตาย“ไม่พบความเสีย หายต่อเฟอร์นิเจอร์หรือข้างของอื่นๆจากไฟไหม้ ”เวลานี้ทีมสืบสวนส่งศพไปชันสูตรที่เมืองทูลซา และอยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบ อย่างไรก็ตามทาง ล็อคฮาร์ท ปักเชื่อว่าคดีนี้น่า จะมีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ไฟลุกทั่วตัว “ถ้าคุณอ่านปรากฏการณ์ไฟลุกทั่วตัว ทุกอย่าง ที่เรามีมันบ่งชี้ไปทางนั้น” ทั้ ง นี้ ด้ ว ย ที่ น า ย แ ว น ซ า น ด์ ท เป็นคนติดเหล้าและสูบบุหรี่จัด ผู้สื่อข่าวจึ งตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่ว่าผู้เสียชีวิ ตอาจเผลอทำบุหรี่ตกใส่แอลกอฮอล์จนไฟ ลุกท่วมตัวแต่นายอำเภอบอกปัดข้อสันนิษ ฐานนี้โดยชี้ว่า “ร่องรอยจากบุหรี่ลุกไหม้ไ ม่ได้เป็นแบบนี้” ....................... 32
Download