Uthairatt  Phangphol Informatics  of  faculty Sripatum  University  Chonburi  Campus BCS213  หลักการโปรแกรมทางธุรกิจ
หลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ มี  4  ขั้นตอน  คือ Input Processing Out put Storage Raw  Data 1 2 3 4 Information ภาพแสดงลักษณะการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ลักษณะที่สำคัญของ  Computer 1.  ความเร็ว  ( Speed) 2.  ความน่าเชื่อถือได้  (Reliability) 3.  เก็บบันทึกข้อมูล  (Storage)
ลักษณะที่สำคัญของ  Computer การทำงานของ  Computer  ต้องอาศัยโปรแกรม  /  ชุดคำสั่งที่เรียกว่า  Computer  Program  Instructions  /  Software   ถึงจะสามารถทำงานได้ ข้อมูล Main  Memory Program Load ป้อนเข้า Output ทำการประมวลผล ( Execute)
องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ 1.  Hardware -  Input  Device -  Processing  Device -  Output  Device -  Storage  Device -  Other  Device  (CPU e.g. Pentium III,  Monitor,Keyboard   & Mouse,Memory,Hard disk) 2.  Software -  System  Software   Operating System e.g. Window , DOS Compiler e.g.  C Compiler -  Application  Software
องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ 3.  Peopleware -  System  Analyst -  Programmer -  User -  Computer  Operators -  Data  Entry  Operators 4.  Data -  Primary  Data -  Secondary  Data
ภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ 1.  Machine  Language 2.  Low  Level  Language  เช่น  Assembly 3.  Midern  Level  Language  เช่น  C ,  Forth   4.  High  Level  Language  เช่น  Ada  ,  Modula-2,  Pascal,  Cobol,  Fortran,  Basic
ผังงาน  (Flow Chart) ผังงาน  (Flowchart) -  เป็นแผนภูมิที่แสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน โดยใช้ภาพสัญลักษณ์ที่มีความหมาย  สามารถเห็นขั้นตอนการทำงานเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน  ตัวอย่าง  Template  สำหรับเขียนผังงาน
ผังงาน  (Flow Chart) ผังงานระบบ  (System Flowchart)   -  คือผังแสดงขั้นตอนการทำงาน ภายในระบบ คำว่า  “ระบบงาน”  นั้นมีความหมายกว้างขวางกว่าโปรแกรม เพราะหมายถึงส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทั้งหมด ทั้งวัสดุ เครื่องจักรอุปกรณ์และบุคลากร ผังระบบงานจะแสดงขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นว่ามีเอกสารเบื้องต้นเริ่มจากส่วนใดของระบบงาน  และผ่านไปยังหน่วยงานใด มีกิจกรรมอะไรในหน่วยงานนั้น ส่งงานต่อไปที่ใดจึงเสร็จสิ้น ดังนั้นบางส่วนจะเกี่ยวข้องกับคน  ในขณะที่บางส่วนจะเป็นวิธีการที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์  ซึ่งจะต้องนำส่วนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาแยกเขียนโปรแกรม รวมทั้งแสดงรายละเอียดการทำงานแยกออกมาเป็น ผังงานโปรแกรม  (Program Flowchart)
ผังงาน  (Flow Chart) ผังงานโปรแกรม  (Program Flowchart)  -   ผังแสดงลำดับขั้น  ตอนการทำงานในโปรแกรม  ดังนั้นจึงมีส่วนแสดงการทำงานในขั้นการรับข้อมูล  การคำนวณหรือการประมวลผล  และการแสดงผลลัพธ์ ผังงานโปรแกรมนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า  ผังการเขียนโปรแกรม  หรือ  ผังงาน
ประโยชน์ของการเขียนผังงาน การเขียนผังงานนี้ทำต่อเนื่องจากการวิเคราะห์ปัญหา ผู้เขียนผังงานสามารถถ่ายทอดความเข้าใจ และผลที่ได้จากการวิเคราะห์  แสดงออกมาเป็นภาพตามลำดับ เพื่อแสดงลักษณะการทำงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น  นอกจากนี้ผังงานจะช่วยให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของลำดับขั้นตอนในการทำงานได้สะดวก
ประโยชน์ของการเขียนผังงาน การศึกษาโปรแกรมโดยดูจากผังงานก่อน  จะทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น ช่วยลดเวลาสำหรับผู้อื่นที่ต้องการดูโปรแกรม การบำรุงรักษาโปรแกรม  (Program Maintenance)  สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโดยปกติโปรแกรมที่เขียนเสร็จและนำไปใช้งานแล้วจะต้องมีการบำรุงรักษาให้ตรงกับความต้องการของการใช้งานอยู่เสมอ ๆ
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน ภาพ ความหมาย การเริ่มต้น หรือ การลงท้าย รับข้อมูลหรือแสดงข้อมูลโดยไม่ระบุชนิดของอุปกรณ์ บัตรเจาะข้อมูล ใช้รับข้อมูล หรือแสดงข้อมูล การรับข้อมูลเข้าทางแป้นพิมพ์ การคำนวณ การเปรียบเทียบ การกำหนดค่าล่วงหน้า หรือกำหนดค่าเป็นชุดตัวเลข
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน ภาพ ความหมาย การแสดงผลทางจอภาพ การแสดงผลทางเครื่องพิมพ์ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก การทำงานย่อย เส้นแสดงทิศทาง จุดต่อเนื่องในหน้าเดียวกัน จุดต่อเนื่องคนละหน้า คำอธิบาย
ลักษณะการเขียนผังงานที่ดี ในหนึ่งผังงานมีทางเข้า หรือจุดเริ่มต้นและทางออกหรือจุดสิ้นสุด   เพียงทางเดียว ลำดับขั้นตอนการทำงานควรเริ่มจากบนลงล่างหรือจากซ้ายไปขวา ในสัญลักษณ์ใด ๆ มีทางออกเพียงทางเดียวยกเว้นสัญลักษณ์แสดง   การตัดสินใจหรือทางเลือกสามารถมีทางออกไปอย่างน้อยสองทาง เส้นทางเดินในผังงานควรชัดเจน เป็นระเบียบ ข้อความหรือคำสั่งใด ๆ ที่อยู่ในสัญลักษณ์ควรสั้นกระชับได้ใจความ   และสามารถเข้าใจได้ง่าย ใช้สัญลักษณ์ที่มีขนาดเหมาะสมกับคำสั่ง
รูปแบบของผังงาน สามารถเขียนได้โดยใช้รูปแบบพื้นฐานของผังงาน  3  รูปแบบ คือ 1.  รูปแบบเรียงลำดับ  (Simple  Sequence Structure)   รูปแบบเรียงลำดับ เป็น ลักษณะงานแบบเรียงลำดับลง มาเริ่มตั้งแต่การเริ่มต้นจนกระทั่ง เสร็จสิ้น เริ่มต้น อ่านข้อมูล ประมวลผล พิมพ์ผลลัพธ์ หยุดการทำงาน
ตัวอย่าง 1.  จงเขียน  Algorithm  ,  เขียน  Flow  Chart  และ  โปรแกรมภาษาซี  เพื่อทำการคำนวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า 2.  จงเขียน  Algorithm  ,  เขียน  Flow  Chart  และ  โปรแกรมภาษาซี  เพื่อทำการคำนวณหาพื้นที่สามเหลี่ยม 3.  จงเขียน  Algorithm  ,  เขียน  Flow  Chart  และ  โปรแกรมภาษาซี  เพื่อทำการคำนวณหาคะแนนรวม  ของคะแนนทดสอบ  คะแนนสอบกลางภาค  คะแนนสอบปลายภาค 4.  จงเขียน  Algorithm  ,  เขียน  Flow  Chart  และ  โปรแกรมภาษาซี ในการคำนวณหารายได้ของพนักงาน  ซึ่งเกิดจากเงินเดือน  และ  ค่าเงินล่วงเวลาที่ได้รับ  ( ค่าเงินล่วงเวลา  =  จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน  *  อัตราค่าล่วงเวลา )
รูปแบบของผังงาน 2.  รูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไข  (If - Then Structure) -  เป็นรูปแบบที่มีการสร้างเงื่อนไข  (Condition)  ให้เลือก คือ ข้อมูลที่ผ่านเงื่อนไขนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ก็จะไปตามเส้นทางการไหลของ  Flow  นั้น
รูปแบบของผังงาน 3.  รูปแบบที่มีการวนการทำงานซ้ำ  (Looping)   เป็นรูปแบบที่มีการทำงานวนซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้ง  ทั้งนี้การวนซ้ำแต่ละครั้งจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน  ในผังงานรูปแบบชนิดนี้อาจเป็นรูปแบบที่ใช้ในการตรวจสอบเงื่อนไข และตรวจเช็คผลลัพธ์ที่ได้มาว่าถูกต้องแล้วหรือยัง  เป็นการประมวลผล  1  เรคคอร์ด  จนกระทั่งเรคคอร์ดภายในข้อมูลนั้นจะถูกทำการประมวลผลจนหมดไฟล์ข้อมูล ซึ่งเป็นการทำงานวนซ้ำกันเรื่อยๆไป
รูปแบบของผังงาน การทำงานวนรอบมี  2  ประเภท คือ   1.  Pre-condition  Loop  คือ การทำงานที่เช็คเงื่อนไข  ก่อน การทำซ้ำ เช่น   Loop For  และ  Loop While 2.  Post-condition Loop  คือ การเช็คเงื่อนไขหลังจาก  ปฏิบัติงานในส่ว ของการทำซ้ำมาแล้วอย่างน้อย  1    ครั้ง เช่น   Do…While
รูปแบบของผังงาน รูปแบบการทำงานซ้ำ เริ่มต้น อ่านข้อมูล ประมวลผล หมดข้อมูล พิมพ์ผลลัพธ์ หยุดทำงาน yes Yes NO
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม แบ่งเป็นดังนี้ 1.  การวิเคราะห์ปัญหา ( Problem  Analysis) 1.1  เอกสารความต้องการของผู้ใช้ (User  Requirement  Document) 1.2  การวิเคราะห์ความต้องการ ( Requirements  Analysis)  เทคนิคที่ช่วยในการพิจารณาความต้องการของระบบ 1.  การสัมภาษณ์ ( Interviewing) 2.  การสังเกตุ ( Observation) 3.  แบบสอบถาม ( Questionaies) -  คำถามแบบเปิด -  คำถามแบบปิด
1.3  การกำหนดขอบเขตของปัญหา ( Problem  Definition) -  ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ารายละเอียดของปัญหามีอะไรบ้าง  เป็นอย่างไร -  กำหนดขอบเขตการแก้ไข -  กำหนดตัวแปร  -  ค่าคงที่ที่ต้องใช้มีลักษณะใดบ้าง -  ถ้าเราไม่กำหนดขอบเขต  จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการ  แก้ไขปัญหา -  การกำหนดขอบเขตของปัญหานี้  ถือว่ามีความสำคัญอย่างหนึ่งระหว่างผู้ใช้ระบบ ( User)   กับผู้พัฒนาระบบ  โดยจะถือว่าเป็นข้อตกลงที่จะพัฒนาโปรแกรมไปตามขอบเขตที่กำหนดไว้ ( ถือเป็นสัญญาว่าจ้างในการพัฒนาระบบ ) ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
1.4  การกำหนดคุณลักษณะของข้อมูลเข้าและออกจากระบบ ( Input/Output)  Specification) -  กำหนดว่าข้อมูลที่จะส่งเข้าไปเป็นอย่างไร -  กำหนดวิธีการนำข้อมูลเข้า  เช่น  รับค่าจาก  Keyboard,Mouse -  กำหนดข้อมูลที่จะแสดงออกมา ( ผลลัพธ์จะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน ) -  กำหนดลักษณะของการแสดงออกของข้อมูล  เช่น  Monitor,  Printer ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
1.5  การกำหนดโครงสร้างข้อมูลที่ใช้ในโปรแกรมและข้อมูลที่เข้าและ  ออกของโปรแกรม ( Global  Variable  Definition) -  กำหนดโครงสร้างของข้อมูลที่ใช้ในโปรแกรม -  กำหนดชนิดของตัวแปรที่เข้าและออกจากระบบ EX.  กำหนดให้ตัวแปร  Data   เป็นตัวแปรที่เก็บข้อมูลจำนวน  10  ข้อมูล ( ตัวแปร  Array )  ข้อมูลที่รับเป็นข้อมูลจำนวนจริง -  รับข้อมูลจำนวน  10  ข้อมูล -  รับข้อมูลเข้าทาง  Keyboard  ทีละค่า  และเมื่อคำนวณเสร็จให้แสดงผลบนจอภาพ -  กำหนดตัวแปร  Average   เป็นตัวแปรที่เก็บผลลัพธ์  มีชนิดเป็นจำนวนจริง -  ผลลัพธ์ที่แสดงเป็นเลขจำนวนจริง  มีทศนิยม  5  ตำแหน่ง ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
2.  การออกแบบขั้นตอนการแก้ไขปัญหา ( Algorithm  Design) เมื่อเราได้กำหนดการวิเคราะห์ปัญหา ( Problem  Analysis)  เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เราจะนำเอาผลการวิเคราะห์ปัญหา  มาจัดการต่อดังนี้ 2.1  ร่างแนวการแก้ไขปัญหา คือการกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา  โดยยึดหลักจากก่อนมาหลัง  ในกรรมวิธีการแก้ไขปัญหาจะประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอนอยู่เรียงกัน  ขั้นตอนที่จะต้องทำก่อนก็จะอยู่ก่อนขั้นต้อนที่จะทำภายหลัง ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
EX 1.  รับค่าจาก  Keyboard 1.  Read Value1,Value2,Value3  2.  หาค่า  Average 2.  Compute  Average 3.  แสดงผลทาง  Monitor 3.  Write  Average 2.2  การเขียนอัลกอลิทึม ( Algorithm)  หรือคำสั่งเทียม (Pseudocode) การเขียนคำสั่งเทียมจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับร่างที่เราร่างในขั้นต้น  แต่จะมีรูปแบบชัดเจนและกำหนดตัวแปรแน่นอน ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
Ex.  Algorithm  average 1.1  Read(value1) 1.2  Read(value2)  1.3  Read(value3) 2.1  Sum  =  value1 + value2 + value3 2.2  Average  =  sum/3 3.1  Write  Average ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม _ _ _ _ 10 20 30 20
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม  ( ข้อสอบ ) Ex.  Algorithm  average 1.1  Write  “Please Input Number1 =“ 1.2  Read(value1) 1.3  Write “Please Input Number2=“ 1.4  Read(value2)  1.5  Write “Please Input Number3=“ 1.6  Read(value3) 2.1  Sum  =  value1 + value2 + value3 2.2  Average  =  sum/3 3.1  Write  “Total = “ 3.2  Write  Sum 3.3  Write  “Average =“ 3.4   Write  Average Please Input  Number1= 10  Please Input  Number2= 20 Please Input  Number3= 30 Total = 60 Average  = 20
2.3  การเขียนผังงานระบบ ( Flowchart ) Flowchart  คือ  แผนภาพที่ใช้อธิบายการทำงาน  โดยอาศัยรูปทรงต่าง ๆ ควบไปกับลูกศร  โดยในแต่ละรูปจะหมายถึงการทำงานหนึ่งขึ้นตอน  และลูกศรจะแทนลำดับการทำงานของขั้นตอนต่าง ๆ ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
3.  ใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ไขปัญหา  ( Computer  Solution) 3.1  การเขียนโปรแกรม (Writing  a Program) 3.2  การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม 1.  Syntax  Error  ไวกรณ์ผิด 2.  Run  Time  Error  3.  Logic  Error  การคิดคำนวณผิดขั้นตอน ไม่แสดงข้อมูลให้เราเห็น 4.  การจัดทำคู่มือ ( Documentation) 4.1  คู่มือการใช้งาน 4.2  คู่มือสำหรับผู้พัฒนาหรือผู้เขียนโปรแกรม ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม Define  the  problem Outline  the  solution Develop the  Outline  into  an  algorithm Test  the  algorithm  for  correctness  Code  the  algorithm  into  a specific   programming  language Run  the  program  on  the  computer Document  and  maintain  the  program
5.  บำรุงรักษาโปรแกรม ( Maintenance)  เป็นขั้นตอนที่ได้นำโปรแกรมไปตัดทิ้ง ( Install)  ใช้งานแล้ว  จะต้องคอยตรวจสอบ  การใช้งานจริงของโปรแกรม  เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง  หรือเพื่อพัฒนาโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น  และเมื่อเวลาผ่านไป   ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
1.  การกำหนดปัญหา ( Define  the  problem) เป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข เพื่อต้องการให้โปรแกรมตรงตามวัตถุประสงค์ของงานและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด จุดมุ่งหมายของโปรแกรมที่จะเขียนขึ้นคืออะไร Input  ในโปรแกรมต้องเป็นข้อมูลประเภทใด  และจำเป็นต้องมีข้อมูลเข้าอะไรบ้าง  ข้อมูลเหล่านี้มาจากที่ใด Output   ของโปรแกรมจะมีรูปแบบหรือลักษณะใด มีวิธีการประมวลผล ( Processing) อย่างไร
2.  โครงร่างของการแก้ปัญหา ( Outline  the  Solution) เป็นการกำหนดลำดับขั้นตอนการประมวลผลก่อนหลังอย่างหยาบ ๆ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการแก้ป้ญหาให้ได้คำตอบหรือผลลัพธ์ เพื่อให้ได้  โครงร่างของการแก้ปัญหา ( Outline  the  solution)
2.  Develop the  Outline  into an algorithm นำโครงร่างของการแก้ปัญหาที่ได้ออกแบบลำดับขั้นตอนมาแล้ว นำมาพัฒนาเป็นอัลกอริทึม ( Algorithm) จะมีความละเอียดมากขึ้นกว่าโครงร่างการแก้ปัญหา ทำให้เห็นภาพลำดับของคำสั่งเมื่อลงมือเขียนโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์  ที่เรียกว่า  ลำดับขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหา Algorithm  หมายถึง   ขั้นตอนวิธีที่เกี่ยวข้องกับรายการของคำสั่งที่ระบุคำบรรยายอย่างชัดเจน  เป็นขั้นตอนของกระบวนการที่รับประกันได้ว่าจะสิ้นสุดหลังจากการทำงานตามจำนวนขั้นตอนที่จำกัด  โดยมีผลลัพธ์ที่ถูกต้องสำหรับทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นของปัญหา
3.  Develop the  Outline  into an algorithm เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาอัลกอริทึมที่นิยมใช้ Pseudocode Flowchart Nassi – Schneiderman  diagrams(N-S Chart)
4.  Test  the  algorithm  for  correctness เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ  Algorithm  ที่ออกแบบไว้ เพื่อให้  Algorithm  นั้นสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้องการได้ โดยใช้วิธี  “ Desk  Checking”  โดยสุ่มข้อมูลมาทำการตรวจ ให้ผ่านขั้นตอนการทำงานของ  Algorithm จากนั้นก็ให้นำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ควรจะเป็น
5.  Code  the  algorithm  into  a  specific  programming  Language เป็นขั้นตอนลงรหัสโปรแกรม หรือการเขียนโปรแกรม โดยเลือกภาษาในการเขียนโปรแกรม ( Programming  Language)  ให้เหมาะกับลักษณะของงาน ควรเลือกภาษาให้เหมาะสมกับงานที่ตนเองกำลังจะพัฒนางานขึ้น
6. Run  the  program  on  the  computer โดยทำการนำข้อมูลเข้า  เพื่อใช้ในการทดสอบ ( Data  Test)  เข้าไปทำงานกับโปรแกรมที่เขียนขึ้นมา แล้วทำการพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าถูกต้องหรือไม่ วิธีการทดสอบระบบ  แบ่งเป็น Integration  Test System  Test Acceptance  Test
6. Run  the  program  on  the  computer Bug   หมายถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทำงานของโปรแกรม ที่ได้ทำการทดสอบ Debugging   หมายถึง  วิธีการแก้ไขข้อผิดพลาด ( Bug)  ที่เกิดขึ้นในการทดสอบโปรแกรม
6. Run  the  program  on  the  computer เมื่อเราทำการเขียนโปรแกรมและทดสอบเรียบร้อยแล้ว  จะต้องมี  การเขียนคู่มือ ( Documentation)   ต่าง ๆ คือ คู่มือระบบและโปรแกรม ( Technical  Documentation) คู่มือปฏิบัติงาน ( Operation  Documentation) คู่มือผู้ใช้ ( User  Documentation)
7. Program  Maintenance ทำหลังจากที่มีการใช้โปรแกรมไปแล้วระยะหนึ่ง เพื่อให้โปรแกรมสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยทำการปรับปรุงโปรแกรมให้เหมาะสม  ดังนั้นเอกสารต่าง ๆ ที่ได้จัดทำขึ้นจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการ   Maintenance การปรับปรุงแก้ไขโปรแกรม  สามารถทำได้  2  ลักษณะ  คือ การบำรุงรักษา ( Maintenance) การเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด ( Redevelopment)
7. Program  Maintenance การบำรุงรักษา ( Maintenance)  เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย  ไม่มีผลกระทบ  และเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด ( Redevelopment)  จะสิ้นเปลืองทั้งกำลังคนและค่าใช้จ่าย  ทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก
ลักษณะของโปรแกรมที่ดี มีความถูกต้อง ( Correctness) มีความเชื่อถือได้ ( Reliability) มีความเข้ากันได้ ( Portability) มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ( User-friendliness) มีความสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ( Reusability) ต้องอ่านง่าย ( Readability) มีความปลอดภัย ( Security)
ประเภทข้อผิดพลาดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Syntax  Error Run - Time  Error Logic  Error
สรุปขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม 1)  การวิเคราะห์ปัญหา ผู้ใช้แจ้งความต้องการ ผู้พัฒนาระบบวิเคราะห์ความต้องการ กำหนดขอบเขตของปัญหาให้เป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดลักษณะของข้อมูลเข้าและออก กำหนดลักษณะของโครงสร้างข้อมูล 2)  การออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหา เขียน   Flowchart ออกแบบหน้าจอ เขียน  Algorithms 3.  เขียน  Algorithms Top  Level  Design กำหนดการทำงานแบบคราวในการทำงานของโปรแกรม Final  Level  Design กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา   ทำการเขียนวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างละเอียด  3)   เขียนโปรแกรม ทำตามโครงสร้างของโปรแกรม  ว่าการเขียนโปรแกรมนั้นมีหลักการอย่างไรบ้าง ประกาศชนิดของตัวแปร เขียนโปรแกรมตามลำดับการทำงานของโปรแกรมที่เราต้องการให้ทำงานออกมา

C:\Documents And Settings\Administrator\Desktop\Ch00 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น

  • 1.
    Uthairatt PhangpholInformatics of faculty Sripatum University Chonburi Campus BCS213 หลักการโปรแกรมทางธุรกิจ
  • 2.
    หลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ มี 4 ขั้นตอน คือ Input Processing Out put Storage Raw Data 1 2 3 4 Information ภาพแสดงลักษณะการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
  • 3.
    ลักษณะที่สำคัญของ Computer1. ความเร็ว ( Speed) 2. ความน่าเชื่อถือได้ (Reliability) 3. เก็บบันทึกข้อมูล (Storage)
  • 4.
    ลักษณะที่สำคัญของ Computerการทำงานของ Computer ต้องอาศัยโปรแกรม / ชุดคำสั่งที่เรียกว่า Computer Program Instructions / Software ถึงจะสามารถทำงานได้ ข้อมูล Main Memory Program Load ป้อนเข้า Output ทำการประมวลผล ( Execute)
  • 5.
    องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ 1. Hardware - Input Device - Processing Device - Output Device - Storage Device - Other Device (CPU e.g. Pentium III, Monitor,Keyboard & Mouse,Memory,Hard disk) 2. Software - System Software Operating System e.g. Window , DOS Compiler e.g. C Compiler - Application Software
  • 6.
    องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ 3. Peopleware - System Analyst - Programmer - User - Computer Operators - Data Entry Operators 4. Data - Primary Data - Secondary Data
  • 7.
    ภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์ 1. Machine Language 2. Low Level Language เช่น Assembly 3. Midern Level Language เช่น C , Forth 4. High Level Language เช่น Ada , Modula-2, Pascal, Cobol, Fortran, Basic
  • 8.
    ผังงาน (FlowChart) ผังงาน (Flowchart) - เป็นแผนภูมิที่แสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน โดยใช้ภาพสัญลักษณ์ที่มีความหมาย สามารถเห็นขั้นตอนการทำงานเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน ตัวอย่าง Template สำหรับเขียนผังงาน
  • 9.
    ผังงาน (FlowChart) ผังงานระบบ (System Flowchart) - คือผังแสดงขั้นตอนการทำงาน ภายในระบบ คำว่า “ระบบงาน” นั้นมีความหมายกว้างขวางกว่าโปรแกรม เพราะหมายถึงส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานทั้งหมด ทั้งวัสดุ เครื่องจักรอุปกรณ์และบุคลากร ผังระบบงานจะแสดงขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นว่ามีเอกสารเบื้องต้นเริ่มจากส่วนใดของระบบงาน และผ่านไปยังหน่วยงานใด มีกิจกรรมอะไรในหน่วยงานนั้น ส่งงานต่อไปที่ใดจึงเสร็จสิ้น ดังนั้นบางส่วนจะเกี่ยวข้องกับคน ในขณะที่บางส่วนจะเป็นวิธีการที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องนำส่วนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์มาแยกเขียนโปรแกรม รวมทั้งแสดงรายละเอียดการทำงานแยกออกมาเป็น ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart)
  • 10.
    ผังงาน (FlowChart) ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) - ผังแสดงลำดับขั้น ตอนการทำงานในโปรแกรม ดังนั้นจึงมีส่วนแสดงการทำงานในขั้นการรับข้อมูล การคำนวณหรือการประมวลผล และการแสดงผลลัพธ์ ผังงานโปรแกรมนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า ผังการเขียนโปรแกรม หรือ ผังงาน
  • 11.
    ประโยชน์ของการเขียนผังงาน การเขียนผังงานนี้ทำต่อเนื่องจากการวิเคราะห์ปัญหา ผู้เขียนผังงานสามารถถ่ายทอดความเข้าใจและผลที่ได้จากการวิเคราะห์ แสดงออกมาเป็นภาพตามลำดับ เพื่อแสดงลักษณะการทำงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ผังงานจะช่วยให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของลำดับขั้นตอนในการทำงานได้สะดวก
  • 12.
    ประโยชน์ของการเขียนผังงาน การศึกษาโปรแกรมโดยดูจากผังงานก่อน จะทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น ช่วยลดเวลาสำหรับผู้อื่นที่ต้องการดูโปรแกรม การบำรุงรักษาโปรแกรม (Program Maintenance) สามารถทำได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโดยปกติโปรแกรมที่เขียนเสร็จและนำไปใช้งานแล้วจะต้องมีการบำรุงรักษาให้ตรงกับความต้องการของการใช้งานอยู่เสมอ ๆ
  • 13.
    สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน ภาพ ความหมายการเริ่มต้น หรือ การลงท้าย รับข้อมูลหรือแสดงข้อมูลโดยไม่ระบุชนิดของอุปกรณ์ บัตรเจาะข้อมูล ใช้รับข้อมูล หรือแสดงข้อมูล การรับข้อมูลเข้าทางแป้นพิมพ์ การคำนวณ การเปรียบเทียบ การกำหนดค่าล่วงหน้า หรือกำหนดค่าเป็นชุดตัวเลข
  • 14.
    สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน ภาพ ความหมายการแสดงผลทางจอภาพ การแสดงผลทางเครื่องพิมพ์ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก การทำงานย่อย เส้นแสดงทิศทาง จุดต่อเนื่องในหน้าเดียวกัน จุดต่อเนื่องคนละหน้า คำอธิบาย
  • 15.
    ลักษณะการเขียนผังงานที่ดี ในหนึ่งผังงานมีทางเข้า หรือจุดเริ่มต้นและทางออกหรือจุดสิ้นสุด เพียงทางเดียว ลำดับขั้นตอนการทำงานควรเริ่มจากบนลงล่างหรือจากซ้ายไปขวา ในสัญลักษณ์ใด ๆ มีทางออกเพียงทางเดียวยกเว้นสัญลักษณ์แสดง การตัดสินใจหรือทางเลือกสามารถมีทางออกไปอย่างน้อยสองทาง เส้นทางเดินในผังงานควรชัดเจน เป็นระเบียบ ข้อความหรือคำสั่งใด ๆ ที่อยู่ในสัญลักษณ์ควรสั้นกระชับได้ใจความ และสามารถเข้าใจได้ง่าย ใช้สัญลักษณ์ที่มีขนาดเหมาะสมกับคำสั่ง
  • 16.
    รูปแบบของผังงาน สามารถเขียนได้โดยใช้รูปแบบพื้นฐานของผังงาน 3 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบเรียงลำดับ (Simple Sequence Structure) รูปแบบเรียงลำดับ เป็น ลักษณะงานแบบเรียงลำดับลง มาเริ่มตั้งแต่การเริ่มต้นจนกระทั่ง เสร็จสิ้น เริ่มต้น อ่านข้อมูล ประมวลผล พิมพ์ผลลัพธ์ หยุดการทำงาน
  • 17.
    ตัวอย่าง 1. จงเขียน Algorithm , เขียน Flow Chart และ โปรแกรมภาษาซี เพื่อทำการคำนวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า 2. จงเขียน Algorithm , เขียน Flow Chart และ โปรแกรมภาษาซี เพื่อทำการคำนวณหาพื้นที่สามเหลี่ยม 3. จงเขียน Algorithm , เขียน Flow Chart และ โปรแกรมภาษาซี เพื่อทำการคำนวณหาคะแนนรวม ของคะแนนทดสอบ คะแนนสอบกลางภาค คะแนนสอบปลายภาค 4. จงเขียน Algorithm , เขียน Flow Chart และ โปรแกรมภาษาซี ในการคำนวณหารายได้ของพนักงาน ซึ่งเกิดจากเงินเดือน และ ค่าเงินล่วงเวลาที่ได้รับ ( ค่าเงินล่วงเวลา = จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน * อัตราค่าล่วงเวลา )
  • 18.
    รูปแบบของผังงาน 2. รูปแบบที่มีการกำหนดเงื่อนไข (If - Then Structure) - เป็นรูปแบบที่มีการสร้างเงื่อนไข (Condition) ให้เลือก คือ ข้อมูลที่ผ่านเงื่อนไขนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ก็จะไปตามเส้นทางการไหลของ Flow นั้น
  • 19.
    รูปแบบของผังงาน 3. รูปแบบที่มีการวนการทำงานซ้ำ (Looping) เป็นรูปแบบที่มีการทำงานวนซ้ำใหม่หลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้การวนซ้ำแต่ละครั้งจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน ในผังงานรูปแบบชนิดนี้อาจเป็นรูปแบบที่ใช้ในการตรวจสอบเงื่อนไข และตรวจเช็คผลลัพธ์ที่ได้มาว่าถูกต้องแล้วหรือยัง เป็นการประมวลผล 1 เรคคอร์ด จนกระทั่งเรคคอร์ดภายในข้อมูลนั้นจะถูกทำการประมวลผลจนหมดไฟล์ข้อมูล ซึ่งเป็นการทำงานวนซ้ำกันเรื่อยๆไป
  • 20.
    รูปแบบของผังงาน การทำงานวนรอบมี 2 ประเภท คือ 1. Pre-condition Loop คือ การทำงานที่เช็คเงื่อนไข ก่อน การทำซ้ำ เช่น Loop For และ Loop While 2. Post-condition Loop คือ การเช็คเงื่อนไขหลังจาก ปฏิบัติงานในส่ว ของการทำซ้ำมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง เช่น Do…While
  • 21.
    รูปแบบของผังงาน รูปแบบการทำงานซ้ำ เริ่มต้นอ่านข้อมูล ประมวลผล หมดข้อมูล พิมพ์ผลลัพธ์ หยุดทำงาน yes Yes NO
  • 22.
    ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม แบ่งเป็นดังนี้ 1. การวิเคราะห์ปัญหา ( Problem Analysis) 1.1 เอกสารความต้องการของผู้ใช้ (User Requirement Document) 1.2 การวิเคราะห์ความต้องการ ( Requirements Analysis) เทคนิคที่ช่วยในการพิจารณาความต้องการของระบบ 1. การสัมภาษณ์ ( Interviewing) 2. การสังเกตุ ( Observation) 3. แบบสอบถาม ( Questionaies) - คำถามแบบเปิด - คำถามแบบปิด
  • 23.
    1.3 การกำหนดขอบเขตของปัญหา( Problem Definition) - ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ารายละเอียดของปัญหามีอะไรบ้าง เป็นอย่างไร - กำหนดขอบเขตการแก้ไข - กำหนดตัวแปร - ค่าคงที่ที่ต้องใช้มีลักษณะใดบ้าง - ถ้าเราไม่กำหนดขอบเขต จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการ แก้ไขปัญหา - การกำหนดขอบเขตของปัญหานี้ ถือว่ามีความสำคัญอย่างหนึ่งระหว่างผู้ใช้ระบบ ( User) กับผู้พัฒนาระบบ โดยจะถือว่าเป็นข้อตกลงที่จะพัฒนาโปรแกรมไปตามขอบเขตที่กำหนดไว้ ( ถือเป็นสัญญาว่าจ้างในการพัฒนาระบบ ) ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 24.
    1.4 การกำหนดคุณลักษณะของข้อมูลเข้าและออกจากระบบ( Input/Output) Specification) - กำหนดว่าข้อมูลที่จะส่งเข้าไปเป็นอย่างไร - กำหนดวิธีการนำข้อมูลเข้า เช่น รับค่าจาก Keyboard,Mouse - กำหนดข้อมูลที่จะแสดงออกมา ( ผลลัพธ์จะต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการใช้งาน ) - กำหนดลักษณะของการแสดงออกของข้อมูล เช่น Monitor, Printer ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 25.
    1.5 การกำหนดโครงสร้างข้อมูลที่ใช้ในโปรแกรมและข้อมูลที่เข้าและ ออกของโปรแกรม ( Global Variable Definition) - กำหนดโครงสร้างของข้อมูลที่ใช้ในโปรแกรม - กำหนดชนิดของตัวแปรที่เข้าและออกจากระบบ EX. กำหนดให้ตัวแปร Data เป็นตัวแปรที่เก็บข้อมูลจำนวน 10 ข้อมูล ( ตัวแปร Array ) ข้อมูลที่รับเป็นข้อมูลจำนวนจริง - รับข้อมูลจำนวน 10 ข้อมูล - รับข้อมูลเข้าทาง Keyboard ทีละค่า และเมื่อคำนวณเสร็จให้แสดงผลบนจอภาพ - กำหนดตัวแปร Average เป็นตัวแปรที่เก็บผลลัพธ์ มีชนิดเป็นจำนวนจริง - ผลลัพธ์ที่แสดงเป็นเลขจำนวนจริง มีทศนิยม 5 ตำแหน่ง ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 26.
    2. การออกแบบขั้นตอนการแก้ไขปัญหา( Algorithm Design) เมื่อเราได้กำหนดการวิเคราะห์ปัญหา ( Problem Analysis) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะนำเอาผลการวิเคราะห์ปัญหา มาจัดการต่อดังนี้ 2.1 ร่างแนวการแก้ไขปัญหา คือการกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา โดยยึดหลักจากก่อนมาหลัง ในกรรมวิธีการแก้ไขปัญหาจะประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ หลายขั้นตอนอยู่เรียงกัน ขั้นตอนที่จะต้องทำก่อนก็จะอยู่ก่อนขั้นต้อนที่จะทำภายหลัง ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 27.
    EX 1. รับค่าจาก Keyboard 1. Read Value1,Value2,Value3 2. หาค่า Average 2. Compute Average 3. แสดงผลทาง Monitor 3. Write Average 2.2 การเขียนอัลกอลิทึม ( Algorithm) หรือคำสั่งเทียม (Pseudocode) การเขียนคำสั่งเทียมจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับร่างที่เราร่างในขั้นต้น แต่จะมีรูปแบบชัดเจนและกำหนดตัวแปรแน่นอน ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 28.
    Ex. Algorithm average 1.1 Read(value1) 1.2 Read(value2) 1.3 Read(value3) 2.1 Sum = value1 + value2 + value3 2.2 Average = sum/3 3.1 Write Average ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม _ _ _ _ 10 20 30 20
  • 29.
    ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม (ข้อสอบ ) Ex. Algorithm average 1.1 Write “Please Input Number1 =“ 1.2 Read(value1) 1.3 Write “Please Input Number2=“ 1.4 Read(value2) 1.5 Write “Please Input Number3=“ 1.6 Read(value3) 2.1 Sum = value1 + value2 + value3 2.2 Average = sum/3 3.1 Write “Total = “ 3.2 Write Sum 3.3 Write “Average =“ 3.4 Write Average Please Input Number1= 10 Please Input Number2= 20 Please Input Number3= 30 Total = 60 Average = 20
  • 30.
    2.3 การเขียนผังงานระบบ( Flowchart ) Flowchart คือ แผนภาพที่ใช้อธิบายการทำงาน โดยอาศัยรูปทรงต่าง ๆ ควบไปกับลูกศร โดยในแต่ละรูปจะหมายถึงการทำงานหนึ่งขึ้นตอน และลูกศรจะแทนลำดับการทำงานของขั้นตอนต่าง ๆ ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 31.
    3. ใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ไขปัญหา ( Computer Solution) 3.1 การเขียนโปรแกรม (Writing a Program) 3.2 การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม 1. Syntax Error ไวกรณ์ผิด 2. Run Time Error 3. Logic Error การคิดคำนวณผิดขั้นตอน ไม่แสดงข้อมูลให้เราเห็น 4. การจัดทำคู่มือ ( Documentation) 4.1 คู่มือการใช้งาน 4.2 คู่มือสำหรับผู้พัฒนาหรือผู้เขียนโปรแกรม ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 32.
    ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม Define the problem Outline the solution Develop the Outline into an algorithm Test the algorithm for correctness Code the algorithm into a specific programming language Run the program on the computer Document and maintain the program
  • 33.
    5. บำรุงรักษาโปรแกรม( Maintenance) เป็นขั้นตอนที่ได้นำโปรแกรมไปตัดทิ้ง ( Install) ใช้งานแล้ว จะต้องคอยตรวจสอบ การใช้งานจริงของโปรแกรม เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายหลัง หรือเพื่อพัฒนาโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งานให้มากยิ่งขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม
  • 34.
    1. การกำหนดปัญหา( Define the problem) เป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข เพื่อต้องการให้โปรแกรมตรงตามวัตถุประสงค์ของงานและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด จุดมุ่งหมายของโปรแกรมที่จะเขียนขึ้นคืออะไร Input ในโปรแกรมต้องเป็นข้อมูลประเภทใด และจำเป็นต้องมีข้อมูลเข้าอะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้มาจากที่ใด Output ของโปรแกรมจะมีรูปแบบหรือลักษณะใด มีวิธีการประมวลผล ( Processing) อย่างไร
  • 35.
    2. โครงร่างของการแก้ปัญหา( Outline the Solution) เป็นการกำหนดลำดับขั้นตอนการประมวลผลก่อนหลังอย่างหยาบ ๆ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการแก้ป้ญหาให้ได้คำตอบหรือผลลัพธ์ เพื่อให้ได้ โครงร่างของการแก้ปัญหา ( Outline the solution)
  • 36.
    2. Developthe Outline into an algorithm นำโครงร่างของการแก้ปัญหาที่ได้ออกแบบลำดับขั้นตอนมาแล้ว นำมาพัฒนาเป็นอัลกอริทึม ( Algorithm) จะมีความละเอียดมากขึ้นกว่าโครงร่างการแก้ปัญหา ทำให้เห็นภาพลำดับของคำสั่งเมื่อลงมือเขียนโปรแกรมสั่งงานคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า ลำดับขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหา Algorithm หมายถึง ขั้นตอนวิธีที่เกี่ยวข้องกับรายการของคำสั่งที่ระบุคำบรรยายอย่างชัดเจน เป็นขั้นตอนของกระบวนการที่รับประกันได้ว่าจะสิ้นสุดหลังจากการทำงานตามจำนวนขั้นตอนที่จำกัด โดยมีผลลัพธ์ที่ถูกต้องสำหรับทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นของปัญหา
  • 37.
    3. Developthe Outline into an algorithm เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาอัลกอริทึมที่นิยมใช้ Pseudocode Flowchart Nassi – Schneiderman diagrams(N-S Chart)
  • 38.
    4. Test the algorithm for correctness เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของ Algorithm ที่ออกแบบไว้ เพื่อให้ Algorithm นั้นสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่ต้องการได้ โดยใช้วิธี “ Desk Checking” โดยสุ่มข้อมูลมาทำการตรวจ ให้ผ่านขั้นตอนการทำงานของ Algorithm จากนั้นก็ให้นำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ควรจะเป็น
  • 39.
    5. Code the algorithm into a specific programming Language เป็นขั้นตอนลงรหัสโปรแกรม หรือการเขียนโปรแกรม โดยเลือกภาษาในการเขียนโปรแกรม ( Programming Language) ให้เหมาะกับลักษณะของงาน ควรเลือกภาษาให้เหมาะสมกับงานที่ตนเองกำลังจะพัฒนางานขึ้น
  • 40.
    6. Run the program on the computer โดยทำการนำข้อมูลเข้า เพื่อใช้ในการทดสอบ ( Data Test) เข้าไปทำงานกับโปรแกรมที่เขียนขึ้นมา แล้วทำการพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าถูกต้องหรือไม่ วิธีการทดสอบระบบ แบ่งเป็น Integration Test System Test Acceptance Test
  • 41.
    6. Run the program on the computer Bug หมายถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทำงานของโปรแกรม ที่ได้ทำการทดสอบ Debugging หมายถึง วิธีการแก้ไขข้อผิดพลาด ( Bug) ที่เกิดขึ้นในการทดสอบโปรแกรม
  • 42.
    6. Run the program on the computer เมื่อเราทำการเขียนโปรแกรมและทดสอบเรียบร้อยแล้ว จะต้องมี การเขียนคู่มือ ( Documentation) ต่าง ๆ คือ คู่มือระบบและโปรแกรม ( Technical Documentation) คู่มือปฏิบัติงาน ( Operation Documentation) คู่มือผู้ใช้ ( User Documentation)
  • 43.
    7. Program Maintenance ทำหลังจากที่มีการใช้โปรแกรมไปแล้วระยะหนึ่ง เพื่อให้โปรแกรมสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยทำการปรับปรุงโปรแกรมให้เหมาะสม ดังนั้นเอกสารต่าง ๆ ที่ได้จัดทำขึ้นจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการ Maintenance การปรับปรุงแก้ไขโปรแกรม สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ การบำรุงรักษา ( Maintenance) การเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด ( Redevelopment)
  • 44.
    7. Program Maintenance การบำรุงรักษา ( Maintenance) เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบ และเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด ( Redevelopment) จะสิ้นเปลืองทั้งกำลังคนและค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก
  • 45.
    ลักษณะของโปรแกรมที่ดี มีความถูกต้อง (Correctness) มีความเชื่อถือได้ ( Reliability) มีความเข้ากันได้ ( Portability) มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ( User-friendliness) มีความสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ( Reusability) ต้องอ่านง่าย ( Readability) มีความปลอดภัย ( Security)
  • 46.
  • 47.
    สรุปขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรม 1) การวิเคราะห์ปัญหา ผู้ใช้แจ้งความต้องการ ผู้พัฒนาระบบวิเคราะห์ความต้องการ กำหนดขอบเขตของปัญหาให้เป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดลักษณะของข้อมูลเข้าและออก กำหนดลักษณะของโครงสร้างข้อมูล 2) การออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหา เขียน Flowchart ออกแบบหน้าจอ เขียน Algorithms 3. เขียน Algorithms Top Level Design กำหนดการทำงานแบบคราวในการทำงานของโปรแกรม Final Level Design กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ทำการเขียนวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างละเอียด 3) เขียนโปรแกรม ทำตามโครงสร้างของโปรแกรม ว่าการเขียนโปรแกรมนั้นมีหลักการอย่างไรบ้าง ประกาศชนิดของตัวแปร เขียนโปรแกรมตามลำดับการทำงานของโปรแกรมที่เราต้องการให้ทำงานออกมา