ข้อกาหนดการศึกษา (Terms of Reference)
โครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี
๑ หลักการและเหตุผล
๑.๑ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ได้กาหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง
มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และได้กาหนด
เป้าหมายและประเด็นยุทธศาสตร์ในระยะยาวของประเทศ รวม 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ยุทธศาสตร์
ด้านความมั่นคง (2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและ
เสริมสร้างศักยภาพคน (4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม
(5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (6) ยุทธศาสตร์ด้าน
การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็น
เครื่องมือหรือกลไกถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไปสู่การปฏิบัติในทุกๆ ระยะ 5 ปี เพื่อให้สามารถบรรลุ
เป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ซึ่งเป็น 5 ปีแรก
ของการขับเคลื่อนยุทธศาสต์ชาติ 20 ปีสู่การปฏิบัติ
๑.๒ การพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภาคและการพัฒนาเมืองเพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและกระจาย
โอกาสการพัฒนาไปสู่ภูภาคให้ทั่วถึงจะเป็นแนวทางการพัฒนาที่สาคัญในการลดความเหลื่อมล้าของสังคม
รวมทั้งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ในขณะที่สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว กฎกติกาใหม่ของโลก การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ
โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของจีนเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคด้านตะวันตก
(One Belt One Road) รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาวะโลกร้อน วิกฤตความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ภูมิภาคของ
ประเทศเป็นอย่างมากในอนาคต
๑.๓ ประกอบกับกระบวนการและกลไกการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาค
ประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจะมีบทบาทที่ชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้น โดยจะเกิดการรวมกลุ่ม
และ/หรือการจัดตั้งองค์กรในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นการพัฒนา
ในด้านต่างๆ และมีผลกระทบต่อทั้งการกาหนดแนวคิดทิศทางการพัฒนาและการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่
ระดับภาคของประเทศ
๑.๔ ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภาคมีความสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
รวมถึงมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และนโยบายสาคัญของรัฐบาล อาทิ ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนา
โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 –
2579) ไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับศักยภาพ โอกาสและภูมิสังคมของแต่ละภาค จึงควรมีการศึกษาเพื่อ
จัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่
ระดับภาคในระยะยาว และเป็นเครื่องมือแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผล
การกระจายการพัฒนานาไปสู่การลดความเหลื่อมล้าในมิติต่างๆ ระหว่างภาคและภายในภาค รวมถึงการ
- ๒ -
บริหารจัดการเชิงพื้นที่ตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้ทุกพื้นที่มีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่ม
ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ
๒ วัตถุประสงค์
๒.๑ เพื่อศึกษาบริบทการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ภูมิภาค ระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงใน
ระดับประเทศที่จะส่งผลต่อการกาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี
ซึ่งจะมีอิทธิพลถึงการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคของประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
๒.๒ เพื่อศึกษาสถานภาพปัจจุบัน (Existing Condition/ Business as Usual) ของประเทศไทยและ
พื้นที่ระดับภาค ซึ่งครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจรายสาขา สังคมและความเหลื่อมล้า ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม การเมืองการปกครอง กลไกการบริหารจัดการภาครัฐ ระบบเมือง โครงสร้างพื้นฐานและระบบ
โลจิสติกส์ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Sectoral based, Area based และ Issue based)
พร้อมทั้งวิเคราะห์ประเด็นปัญหา อุปสรรค ข้อจากัดการพัฒนาในทุกมิติซึ่งประเทศและพื้นที่ระดับภาค
เผชิญอยู่
๒.๓ เพื่อสังเคราะห์และฉายภาพการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับ
ประเทศและพื้นที่ระดับภาคของประเทศในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี ในทุกมิติการพัฒนา
อันเนื่องมาจากผลกระทบจากบริบทการเปลี่ยนแปลงในข้อ 2.1 ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรายสาขา
(Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงประเด็นร่วมที่เกี่ยวข้อง
กับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) อาทิ กลไกการบริหารจัดการภาครัฐระดับประเทศ/พื้นที่
กลไกการการเชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิรูปต่างๆ สู่ระดับปฏิบัติ ระบบการติดตาม
ประเมินผล และกลไกการทางานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นต้น
๒.๔ เพื่อวิเคราะห์และระบุช่องว่างการพัฒนา (Development Gap) ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและ
ส่งผลถึงพื้นที่ระดับภาคในทุกมิติ ครอบคลุมกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระดับประเทศ เชื่อมโยงกับภาค เมือง
และพื้นที่ พร้อมทั้งการศึกษาตัวแบบการพัฒนาที่ดีในการดาเนินแนวทางเพื่อเติมเต็มช่องว่างการพัฒนาในแต่
ละมิติ และวิเคราะห์ข้อดี ข้อด้อยของทางเลือกการพัฒนาในแต่ละรูปแบบ (Scenario Analysis) ที่เหมาะสม
กับแต่ละภาค เพื่อกาหนดและปรับทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง
ของโลกและภูมิภาค รวมถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศและในประเทศที่ประเทศไทยต้องยอมรับ
และเตรียมความพร้อม
๒.๕ เพื่อจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค (Regional Development Strategies)
ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ความเชื่อมโยงระหว่างภาค (Interregional Development Linkages)
และการจัดทาแนวทางการพัฒนารายภาค (Regional Development Guidelines) ในแต่ละช่วงระยะ 5 ปี
ที่ครอบคลุมมิติการพัฒนาทุกด้าน ตลอดจน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และความเข้าใจแก่ภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อ
ประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับปฏิบัติที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ
แผนยุทธศาสตร์ภาคและแนวทางการพัฒนารายภาค
๒.๖ เพื่อจัดทาข้อเสนอแผนงานและโครงการสาคัญ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกลไก
และมาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายของแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค
ระยะ ๒๐ ปี แนวทางการพัฒนารายภาคระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไป
- ๓ -
๒.๗ เพื่อวางระบบการติดตามและประเมินผลการพัฒนาภาคตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา
รายภาค ตั้งแต่การดาเนินการตามยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ
ในช่วงระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี เพื่อให้ผลการติดตามและประเมินผลสามารถนาไปใช้
ประโยชน์ในการปรับปรุงการพัฒนาภาคในระยะต่อไปได้อย่างเท่าทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็น
รูปธรรม
๓ เป้าหมาย
๓.๑ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและภาคีการพัฒนาประเทศในทุกระดับ มีข้อมูลบริบทการ
เปลี่ยนแปลงระดับโลก ภูมิภาค ระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศที่จะส่งผลต่อการ
กาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี และมีศักยภาพในการศึกษา
วิเคราะห์เพื่อมองภาพเชิงกลยุทธ์ การมองภาพแบบฉากทัศน์และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยา และ
นามาประกอบการจัดทายุทธศาสตร์/แนวทางการพัฒนาประเทศ เชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ สามารถ
มองภาพอนาคตระยะ 5-20 ปี ได้หลากหลายมิติมากขึ้น
๓.๒ ภาคีการพัฒนาได้รับทราบและเข้าใจถึงข้อดี ข้อด้อยของทางเลือกการพัฒนาที่เหมาะสมกับ
บริบทของแต่ละภาค เมือง และพื้นที่ ในแต่ละรูปแบบ พร้อมทั้งมีขีดความสามารถในการกาหนดและปรับ
ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคในบริบทของตนเอง/หน่วยงาน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเทศไทย
ต้องยอมรับและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
๓.๓ ประเทศไทยมีแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ ๒๐ ปี และแนวทางการพัฒนา
รายภาคระยะ 5 ปี ซึ่งเชื่อมโยงกันในช่วงเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา
ภาพรวมของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ
๓.๔ การพัฒนาพื้นที่ระดับภาคมีข้อเสนอแผนงานและโครงการสาคัญ รวมทั้งแนวทางการปรับปรุง
มาตรการและกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ตามกรอบแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา
รายภาคระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ในช่วงระยะเวลา ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี และ ๒๐ ปี ที่ชัดเจน เป็น
รูปธรรม
๓.๕ มีระบบการติดตามและประเมินผลการพัฒนาภาคตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาราย
ภาคที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การดาเนินการตามยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และ
ผลกระทบในช่วงระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี
๔ พื้นที่ดาเนินการศึกษา
ประกอบด้วย ๖ พื้นที่ศึกษา ครอบคลุม 76 จังหวัด และพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดังนี้
๔.๑ ภาคเหนือ
๔.๒ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
๔.๓ ภาคกลาง และพื้นที่กรุงเทพมหานคร
๔.๔ ภาคตะวันออก
๔.๕ ภาคใต้
- ๔ -
๔.๖ ภาคใต้ชายแดน
5 ขอบเขตและวิธีการศึกษา
๕.๑ การจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ ๒๐ ปี มีขอบเขตการศึกษา
โดยสังเขป ดังนี้
๕.๑.๑ ศึกษาและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงภายนอกและ
ภายในประเทศในทุกด้าน อาทิ แนวโน้มเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงของ
โลก การจัดทายุทธศาสตร์ชาติและการดาเนินการปฏิรูปประเทศ ภายใต้ พ.ร.บ. การจัดทายุทธศาสตร์ชาติ
และ พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดาเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นต้น โดย
บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในดังกล่าว จะส่งผลต่อการกาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทย
ในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี และเชื่อมโยงถึงทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ในแต่ละ
ช่วงเวลา ตามลาดับ
๕.๑.๒ ศึกษาสถานภาพปัจจุบันของประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ (Existing
Condition/ Business as Usual) โดยครอบคลุมมิติรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based)
และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่เป็นประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross
Cutting Issues) ได้แก่ เศรษฐกิจรายสาขา สังคมและความเหลื่อมล้า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การเมืองการปกครอง กลไกการบริหารจัดการภาครัฐ ระบบเมือง โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และระบบการติดตามประเมินผล เป็นต้น
พร้อมทั้งวิเคราะห์ประเด็นปัญหา อุปสรรค ข้อจากัดการพัฒนาในทุกมิติจาแนกตามบริบทของประเทศและ
บริบทของพื้นศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิและการสารวจข้อมูลในระดับพื้นที่
๕.๑.๓ นาเสนอเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจาลอง วิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยง
ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ อันเนื่องมาจากบริบท
การเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศในมิติการพัฒนาที่สาคัญ จาแนกเป็นรายสาขา (Sectoral
based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่ประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง
ที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) อาทิ กลไกการบริหารจัดการภาครัฐระดับประเทศ และภาค กลไกการ
ขับเคลื่อนการดาเนินงานที่เชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิรูปต่างๆ สู่ระดับปฏิบัติ ระบบ
การติดตามประเมินผล และกลไกการทางานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นต้น และฉายภาพผลการ
วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเชื่อมโยงถึงภาค เมือง พื้นที่ในระยะสั้น กลาง และระยะยาว
20 ปี โดยใช้เครื่องมือดังกล่าว
๕.๑.๔ นาเสนอผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างบริบทการเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยง
ผลกระทบ และโอกาส ที่มีต่อประเทศและพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ ในแต่ละช่วงเวลา (ระยะสั้น
กลาง และระยะยาว 20 ปี) โดยนาเสนอในรูปแบบของเมทริกซ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถ
นาเข้าบริบทการเปลี่ยนแปลงได้หลายด้าน/มิติ
๕.๑.๕ นาเสนอวิธีการและเครื่องมือในการวิเคราะห์และระบุช่องว่างการพัฒนา
(Development Gap) ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของ
ประเทศ อันเนื่องมาจากบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศ ครอบคลุมรายสาขา
(Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่เป็นประเด็นร่วม
- ๕ -
เกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) รวมทั้ง ศึกษา วิเคราะห์ และนาเสนอตัวแบบ
การพัฒนาที่ดีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ และวิเคราะห์ข้อดี ข้อด้อย
ของทางเลือกการพัฒนาในแต่ละตัวแบบที่นามาศึกษาวิเคราะห์เพื่อเทียบเคียงเพื่อเติมเต็มช่องว่างการพัฒนา
ในแต่ละมิติของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่
๕.๑.๖ นาเสนอกรอบแนวคิด วิธีการและเครื่องมือ ในการวิเคราะห์และกาหนดทิศทางการ
พัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศในระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2560 – 2579)
ที่สอดคล้องตามหลักวิชาการ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาคและพื้นที่ พร้อมทั้ง ระบุ
ประเด็นการพัฒนารายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) เชิงประเด็น (Issue based) และ
ประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) ที่สอดคล้องกับศักยภาพเชิงพื้นที่
ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ โดยนาเสนอการจัดทาผังเค้าโครงการพัฒนาภาค (Regional Spatial
Development Framework) บนฐานของทางเลือกและทิศทางการพัฒนาภาคและพื้นที่ที่สอดคล้องกับบริบท
การเปลี่ยนแปลงและศักยภาพเชิงพื้นที่ที่ได้สังเคราะห์มาแล้วอย่างรอบด้าน เพื่อเติมเต็มช่องว่างการพัฒนา
และกาหนดเป้าหมายการพัฒนาในอนาคตระยะ ๒๐ ปี
๕.๑.๗ จัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค (Regional Development
Strategy) ระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาค (Interregional Development
Linkage) และแนวทางการพัฒนาภาค (Regional Development Guideline) ในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี
15 ปี และ 20 ปี โดยใช้ทิศทางการพัฒนาประเทศและทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ของพื้นที่
ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศในระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ที่ได้จากผลการวิเคราะห์ในข้อ ๕.๑.๖
มาเป็นตัวตั้ง และจัดจาแนกประเด็นยุทธศาสตร์ตามภาค เมือง และพื้นที่ ระยะเวลา ประเด็นหลัก/รอง พร้อม
ระบุค่าเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแนวทางการพัฒนา เป็นต้น โดยทุกประเด็นยุทธศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในแผน
แม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค และแนวทางการพัฒนาระยะ ๕ ปี จะต้องสนับสนุนและสอดคล้อง
เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการพัฒนาภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังสามารถสืบทวนย้อนไปถึงที่มา
ของข้อเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าว พร้อมข้อเสนอแผนงานและโครงการสาคัญ เพื่อประโยชน์ในการ
ขับเคลื่อนการดาเนินงานและติดตามประเมินผลการดาเนินงานต่อไปในอนาคต
๕.๑.๘ นาเสนอกรอบแนวคิด วิธีการ เครื่องมือและระบบการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อน
การพัฒนาภาค ตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การดาเนินการตาม
ยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ในช่วงระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี
และ 20 ปี โดยวิธีการ เครื่องมือ และระบบการติดตามประเมินผลดังกล่าว จะต้องสอดคล้องตามหลักวิชาการ
มีหลักฐานเชิงประจักษ์ของกรณีตัวอย่างที่ประสบความสาเร็จในการนาไปใช้ติดตามประเมินผลแผนแม่บท
เชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคได้สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม
๕.๒ การจัดประชุมระดมความคิดเห็น
เพื่อให้ภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องได้รับทราบทิศทางการพัฒนาภาพรวมของประเทศที่เชื่อมโยงกับ
ภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ และให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์
การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาคในช่วง
ระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่/ภาคในแต่ละรูปแบบ โดยดาเนินการ
จัดประชุมระดมความคิดเห็น (Focus Group Meeting) ในระดับภาค และระดับประเทศ ดังนี้
- ๖ -
๕.๒.๑ ประชุมระดมความคิดเห็น (Focus Group Meeting) ในพื้นที่ศึกษา อย่างน้อย ๘ ครั้ง
โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หน่วยงานรัฐระดับปฏิบัติในพื้นที่/ภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรที่ได้รับการ
รับรองในพื้นที่ ภาคเอกชน ชุมชน ประชาชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นต้น จานวนอย่างน้อย ๑๕๐ คน/
ครั้ง) โดยมีเป้าประสงค์ในการประชุม ดังนี้
๑) ครั้งที่ ๑ เพื่อนาเสนอประเด็นปัญหา อุปสรรค ข้อจากัดการพัฒนาอันเนื่องมาจาก
บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ศึกษาทั้ง
๖ พื้นที่ ครอบคลุมรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based)
รวมถึงที่ประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) และรับฟังข้อคิดเห็นและ
ข้อเสนอแนะจากภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องในการกาหนดทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ของพื้นที่
ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงกับบริบทของประเทศในระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี
๒) ครั้งที่ ๒ เพื่อนาเสนอร่างแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ
20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาคและแนวทางการพัฒนารายภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี
และ 20 ปี รวมถึง ผังเค้าโครงการพัฒนาภาค และรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อสังเกต จากภาคี
การพัฒนาที่เกี่ยวข้องในการกาหนดทิศทางการพัฒนาภาค เมืองและพื้นที่ ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่
๕.๒.๒ ประชุมระดมความคิดเห็น (Focus Group Meeting) ระดับประเทศ จานวน ๑ ครั้ง
เพื่อเผยแพร่ ร่าง แผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยง
ระหว่างภาค และ แนวทางการพัฒนาภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 พร้อมทั้งรับฟังประเด็น
ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อนามาปรับปรุงร่างแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี
ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาค ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป โดยมี
กลุ่มเป้าหมายจากภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐจากส่วนกลางและหน่วยงานระดับภาค
และพื้นที่ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนชุมชน/ประชาชนจากพื้นที่ศึกษาทั้ง
๖ พื้นที่ จานวนอย่างน้อย ๒๐๐ คน
๕.๓ การถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่เจ้าหน้าที่สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการดาเนินงานด้านการวางแผนและติดตามประเมินผล รวมถึง
สามารถปรับประยุกต์เครื่องมือ วิธีการที่นามาใช้ภายใต้โครงการ ให้มีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการ
วางแผนพัฒนาภาค/ประเทศได้อย่างเหมาะสม อย่างน้อย ๑ ครั้ง ระยะเวลา ๒ วัน จานวน ๖๐ คน ณ โรงแรม
ในกรุงเทพมหานคร ดังนี้
๕.๓.๑ เทคนิคการคัดเลือก/สารวจข้อมูลในระดับพื้นที่ การใช้เครื่องมือ/แบบจาลอง เพื่อ
วิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยง ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและพื้นที่ศึกษา
ทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ
๕.๓.๒ วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และระบุช่องว่างการพัฒนา (Development
Gap)
๕.๓.๓ วิธีการกาหนดทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ รวมถึงการจัดทาผังเค้าโครงการ
พัฒนาภาค
- ๗ -
๕.๓.๔ แนวคิด วิธีการ เครื่องมือในการจัดทาระบบการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนการพัฒนา
ภาค ที่ครอบคลุมตั้งแต่การดาเนินการตามยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์
และผลกระทบ ในแต่ละช่วงระยะเวลาของแผน (5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี)
6 ระยะเวลาในการดาเนินการ
12 เดือน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษา
7 งบประมาณดาเนินการ
๓๗,๙๔๒,๙๐๐ บาท (สามสิบเจ็ดล้านเก้าแสนสี่หมื่นสองพันเก้าร้อยบาทถ้วน)
8 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
๘.๑ ประเทศไทยมีแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคระยะยาว ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยง
ระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ที่เชื่อมโยงกับทิศทางการ
พัฒนาประเทศ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการดาเนินการปฏิรูปประเทศที่ชัดเจน
๘.๒ ภาคสามารถระบุประเด็นการพัฒนา ขั้นตอน และวิธีการพัฒนาภาค จังหวัด และพื้นที่พัฒนา
ต่างๆ ทั้งเชิงรุกและรับ เชื่อมโยงกับภาคีการพัฒนาทุกระดับในพื้นที่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ
ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติตามระยะของแผน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๙ ผลผลิต
๙.๑ เอกสารรายงานการศึกษา โครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค
ระยะ 20 ปี ประกอบด้วย แผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนา
เชื่อมโยงระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี
๙.๒ รายงานผลการจัดประชุมระดมความคิดเห็น ในพื้นที่ศึกษา ๖ พื้นที่และระดับประเทศ พร้อม
ประเด็นความเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมในแต่ละครั้ง รวมทั้งผลการสังเคราะห์ความเห็น
และข้อเสนอแนะในภาพรวมจาแนกเป็นหมวดหมู่
๙.๓ เอกสารประกอบการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เจ้าหน้าที่สานักงานคณะกรรมการ
พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งจากส่วนกลางและสานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค ได้รับการ
ถ่ายทอดองค์ความรู้ และลงมือปฏิบัติในการใช้เครื่องมือ/แบบจาลอง/โปรแกรม/วิธีการที่นามาใช้ประกอบการ
วิเคราะห์สถานภาพ ช่องว่างการพัฒนา การกาหนดทางเลือก/ทิศทางการพัฒนาภาค และการจัดทาผัง
เค้าโครงการพัฒนาภาคภายใต้โครงการฯ อย่างน้อย ๑ ครั้ง
๙.๔ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประกอบการศึกษาวิเคราะห์ภายใต้การดาเนินโครงการฯ
๑๐ ผลลัพธ์
การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ มีความสอดคล้องกับศักยภาพและภูมิสังคมเฉพาะของพื้นที่ และ
สามารถปรับตัวดาเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเสริมจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและ
สังคมสู่ภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศอย่าง
- ๘ -
เท่าทัน ด้วยกลไกการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนการพัฒนาภาค เมืองและพื้นที่ ที่มีประสิทธิภาพ
สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์การพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม
๑๑ คุณสมบัติของที่ปรึกษา
๑๑.๑ที่ปรึกษาจะต้องเป็นส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรนิติบุคคล/มูลนิธิ/บริษัทที่ปรึกษาไทย
ซึ่งจดทะเบียนกับศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง ที่เคยมีประสบการณ์และผลงานอันเป็นที่ยอมรับ
ในเรื่องที่จะทาการศึกษา มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และสามารถปฏิบัติงานได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ
๑๑.๒มีบุคลากรหลักที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในสาขาต่าง ๆ
รวมทั้งจัดให้มีบุคลากรสนับสนุนการดาเนินงานอย่างเพียงพอ ประกอบด้วย
๑) หัวหน้าโครงการ ๑ คน มีประสบการณ์ด้านการวางแผนงาน และบริหารจัดการ ตลอดจน
อานวยการการดาเนินโครงการให้สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ขอบเขต เป้าหมาย และระยะเวลาของ
โครงการที่กาหนดไว้ มีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยปริญญาโทขึ้นไป มีประสบการณ์อย่างน้อย ๑๑-๒๐ ปี
๒) บุคลากรหลัก ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์ (โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์)
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการการมีส่วนร่วม และการจัดทาแผนพัฒนาเชิงพื้นที่/การวางแผน
พัฒนาเมือง ซึ่งมีประสบการณ์และทาหน้าที่เกี่ยวกับงานในสาขาที่เชี่ยวชาญ ๑๐-๒๐ ปี อย่างน้อย ๘ คน ที่มี
ความรู้ ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยเชิงลึกแต่ละด้าน ภายใต้เครื่องมือและ
วิธีการศึกษาที่เหมาะสม และให้คาปรึกษาแก่ทีมนักวิจัย
๓) บุคลากรสนับสนุน ประกอบไปด้วย นักวิจัย วุฒิการศึกษาอย่างน้อยปริญญาโทขึ้นไป
อย่างน้อย ๒๔ คน และเลขานุการ มาปฏิบัติงานที่สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค ๆ ละ ๑ คน รวม
๔ คน ตลอดระยะสัญญาจ้าง เพื่อทาหน้าที่ประสานงานกับที่ปรึกษาและสนับสนุนการดาเนินโครงการ
๑๑.๓ ต้องไม่เป็นผู้ถูกแจ้งเวียนชื่อเป็นผู้ทิ้งงานของทางราชการ หรือห้ามติดต่อ หรือห้ามเข้าเสนอราคา
กับ สศช.
๑๑.๔บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเข้าเป็นคู่สัญญาต้องไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ไม่แสดงบัญชีรายรับรายจ่ายหรือ
แสดงบัญชีรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วนในสาระสาคัญ
๑๑.๕บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐซึ่งได้ดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วย
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ต้องลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ
กรมบัญชีกลางที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
๑๑.๖คู่สัญญาต้องรับจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร เว้นแต่การรับจ่ายเงินแต่ละครั้ง ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน
สามหมื่นบาท คู่สัญญาอาจรับจ่ายเป็นเงินสดก็ได้
ทั้งนี้ ที่ปรึกษาหลายรายสามารถดาเนินการโครงการร่วมกันได้ โดยจัดให้มีที่ปรึกษาหลักหนึ่งราย
เป็นผู้รับผิดชอบ
- ๙ -
12 การจัดทาข้อเสนอโครงการ
ที่ปรึกษาที่ประสงค์จะยื่นข้อเสนอต้องจัดทาข้อเสนอโครงการโดยแยกเป็น ๓ ซอง ประกอบด้วย
๑๒.๑เอกสารแสดงคุณสมบัติ จานวน ๒ ชุด แยกเป็นฉบับจริง ๑ ชุด และสาเนา ๑ ชุด แต่ละชุด
ประกอบด้วย
๑๒.๑.๑ สาเนาหลักฐานการจดทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GovernmentProcurement:e-GP)
๑๒.๑.๒สาเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับในการ
จัดตั้งหน่วยงาน
๑๒.๑.๓ ผู้มีอานาจควบคุม (ถ้ามี) หรือผู้จัดการ หรือผู้มีอานาจสั่งการ
๑๒.๑.๔ สาเนาหนังสือบริคณห์สนธิ
๑๒.๑.๕ บัญชีรายชื่อกรรมการผู้จัดการ หรือ รายชื่อผู้บริหาร/คณะกรรมการ
๑๒.๑.๖ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่
(รายละเอียดตามเอกสารแนบท้าย : บัญชีเอกสารแสดงคุณสมบัติตามระเบียบฯ ข้อ ๑๕ จัตวา)
๑๒.๒ข้อเสนอด้านเทคนิค จานวน ๑๐ ชุด แยกเป็นตัวจริง ๑ ชุด สาเนา ๙ ชุด ประกอบด้วย
๑๒.๒.๑แนวความคิดและวิธีการทางาน : ความเข้าใจในการทางาน กลยุทธ์/วิธีการทางาน
เกณฑ์ในการศึกษา รวมทั้งรูปแบบโครงสร้างองค์กรในการบริหารจัดการ และการดาเนินโครงการ โดยคานึงถึง
วัตถุประสงค์ และขอบเขตการดาเนินการของการว่าจ้างอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
๑๒.๒.๒แผนการดาเนินงานและแผนปฏิบัติการ : แผนการทางานและแผนปฏิบัติการที่แสดง
รายละเอียดของแต่ละกิจกรรมซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตของงาน พร้อมทั้งกาหนดเวลาการทางานตั้งแต่เริ่มต้น
จนแล้วเสร็จในแต่ละกิจกรรม
๑๒.๒.๓บุคลากร : บุคลากรทั้งหมดที่ใช้ในการดาเนินโครงการ พร้อมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับ
ประวัติ คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์การทางาน และผลงานของบุคลากรที่เสนอในตาแหน่งต่าง ๆ
รวมทั้งแผนการทางานของบุคลากร จานวนคน – เดือนของแต่ละบุคคลและในภาพรวม
๑๒.๓ซองข้อเสนอด้านการเงิน จานวน ๑ ชุด (ฉบับจริง)
ข้อเสนอด้านการเงินจะต้องสอดคล้องกับข้อเสนอด้านเทคนิค โดยต้องสรุปค่าใช้จ่ายในการ
ดาเนินงานและรายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ ประกอบด้วย
๑๒.๓.๑ค่าจ้างบุคลากรหลักและบุคลากรสนับสนุน โดยแสดงรายละเอียด ดังนี้
๑) เจ้าหน้าที่ที่จะปฏิบัติงานและความรับผิดชอบ
๒) จานวนคน - เดือนของแต่ละบุคคลที่ใช้ปฏิบัติงาน อัตราต่อคน - เดือนที่บุคลากรนั้น
ได้รับ รวมทั้งจานวนคน - เดือนของบุคลากรรวมทั้งหมด
๑๒.๓.๒ค่าใช้จ่ายดาเนินการตามแผนงานพร้อมทั้งอัตราค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายสานักงาน
ค่าใช้จ่ายภาคสนาม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าจัดทารายงานและเอกสารต่างๆ เป็นต้น
- ๑๐ -
๑๒.๓.๓ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ/เช่าเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จาเป็นพร้อมทั้งอัตราค่าเช่า
๑๒.๔วิธีการยื่นข้อเสนอ
ที่ปรึกษาจะต้องปิดผนึกซองเอกสารทั้งหมดให้เรียบร้อยและจ่าหน้าซองถึงประธานคณะกรรมการ
ดาเนินการจ้างที่ปรึกษาโครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี สานัก
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง เลขที่ 88/38 หมู่ที่ 4 ตาบลตลาดขวัญ อาเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
รหัสไปรษณีย์ ๑๑๐๐๐
๑๓ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก
๑๓.๑การคัดเลือกข้อเสนอ ในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการจ้างที่ปรึกษาครั้งนี้ สานักงานฯ
จะพิจารณาคัดเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์ด้านคุณภาพและด้านราคา โดยพิจารณาให้คะแนนตามหัวข้อที่กาหนด
ดังนี้
๑๓.๑.๑หลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ กาหนดให้คะแนนรวมทั้งหมดเท่ากับ ๑๐๐ คะแนน และมี
เงื่อนไขประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมว่าคะแนนรวมของที่ปรึกษาจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ จึงจะถือว่า
ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพ โดยหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ประกอบด้วย
๑) ผลงานและประสบการณ์ของที่ปรึกษา ๒๐ คะแนน
๒) วิธีการบริหารและวิธีการปฏิบัติงาน ๕๐ คะแนน
๓) จานวนบุคลากรที่ร่วมงาน 2๐ คะแนน
๔) ประเภทของที่ปรึกษาที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ๕ คะแนน
๕) ข้อเสนอทางด้านการเงิน ๕ คะแนน
๑๓.๑.๒หลักเกณฑ์ด้านราคา กาหนดให้คะแนนรวมทั้งหมดเท่ากับ ๑๐๐ คะแนน ประกอบด้วย
เกณฑ์ ดังนี้
๑) ที่ปรึกษาที่เสนอราคาต่าสุดจะได้ ๑๐๐ คะแนน
๒) ที่ปรึกษาที่เสนอราคาต่าลาดับถัดไป จะให้คะแนนโดยคานวณจากสัดส่วนของราคา
ที่เพิ่มขึ้น
๑๓.๒การพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะหรือผู้ได้รับการคัดเลือก สานักงานฯ จะพิจารณาตัดสินโดยคัดเลือก
จากที่ปรึกษารายที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และยื่นเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอเป็นไป
ตามเงื่อนไขที่กาหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน รวมทั้งผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพที่สานักงานฯ กาหนด ที่ได้คะแนน
รวมด้านคุณภาพและด้านราคามากที่สุด
ทั้งนี้ ในกระบวนการพิจารณา สานักงานฯ อาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากที่ปรึกษารายใดก็ได้
และหากคณะกรรมการดาเนินงานจ้างที่ปรึกษาเห็นว่าที่ปรึกษารายใดมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่
กาหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน คณะกรรมการฯ จะตัดรายชื่อของที่ปรึกษารายนั้นออกจากการคัดเลือกในครั้งนั้น
- ๑๑ -
๑๔ รายงานที่ต้องส่งมอบ
ที่ปรึกษาจะต้องส่งมอบรายงาน ดังนี้
๑๔.๑รายงานการศึกษาขั้นต้น (Inception Report) โดยแสดงกรอบแนวคิดในการศึกษา กลไกใน
การบริหารงาน และแผนการปฏิบัติงานที่จะให้ได้ผลสาเร็จตามเป้าหมาย ขอบเขตการดาเนินงาน รวมทั้ง
การศึกษาบริบทการเปลี่ยนแปลงภายนอกและภายในประเทศที่จะส่งผลต่อการกาหนดทิศทางการพัฒนา
ประเทศไทยในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี และเชื่อมโยงถึงทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่
ในแต่ละช่วงเวลา ตามขอบเขตวิธีการศึกษาข้อ ๕.๑.๑ จานวน 3๐ ชุด ภายใน 1 เดือน นับจากวันลงนาม
ในสัญญาจ้างที่ปรึกษา
๑๔.๒รายงานการศึกษาขั้นกลาง ๑ (Interim Report 1) ประกอบด้วย การศึกษาสถานภาพปัจจุบัน
ของประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจาลอง วิเคราะห์ และคาดการณ์
ความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และพื้นที่ดาเนินการศึกษา ผลการประชุมระดมความ
คิดเห็นในพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ ครั้งที่ ๑ ตามขอบเขตและวิธีการศึกษาข้อ ๕.๑.๒ ข้อ ๕.๑.๓ และ ข้อ ๕.๒.๑
๑) จานวน 3๐ ชุด ภายในเดือนที่ ๔ นับจากวันลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษา
๑๔.๓รายงานการศึกษาขั้นกลาง ค ๒ (Interim Report 2) ประกอบด้วย ความเชื่อมโยงระหว่างบริบท
การเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาส ที่มีต่อประเทศและพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่
ของประเทศ ในแต่ละช่วงเวลา (๕ ปี ๑๐ ปี และ 20 ปี) การวิเคราะห์ช่องว่างการพัฒนา ทิศทางการพัฒนา
ประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ดาเนินการศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ในระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2560 –
2579) และผังเค้าโครงการพัฒนาภาค (Regional Spatial Development Framework) ตามขอบเขตวิธี
การศึกษาข้อ ๕.๑.๔ ๕.๑.๕ และ ๕.๑.๖ จานวน 3๐ ชุด ภายในเดือนที่ ๗ นับจากวันลงนามในสัญญาจ้าง
ที่ปรึกษา
๑๔.๔ร่างรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Draft Final Report) ประกอบด้วย แผนแม่บทเชิง
ยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค (Regional Development Strategies) ระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนา
เชื่อมโยงระหว่างภาค (Interregional Development Linkages) และแนวทางการพัฒนาภาค (Regional
Development Guidelines) ในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ระบบการติดตามประเมินผลการ
ขับเคลื่อนการพัฒนาภาค รวมถึงผลการประชุมระดมความคิดเห็นในพื้นที่ศึกษา ครั้งที่ ๒ ตามขอบเขตวิธี
การศึกษา ข้อ 5.๑.๗ ๕.๑.๘ และ ๕.๒.๑ ๒) จานวน 3๐ ชุด ภายในเดือนที่ 10 นับจากวันลงนามในสัญญา
จ้างที่ปรึกษา
๑๔.๕รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Final Report) ภายในเดือนที่ 12 นับจากวันที่ลงนามใน
สัญญาจ้างที่ปรึกษา ประกอบด้วยผลการประชุมระดมความคิดเห็นระดับประเทศ ตามขอบเขตวิธีการศึกษา
ข้อ ๕.๒.๒ และผลการดาเนินงานทั้งหมดซึ่งได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประกอบด้วย
๑) เอกสารรายงานโครงการศึกษาการจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์พัฒนารายภาคระยะ
20 ปี ฉบับสมบูรณ์ ของ ๖ พื้นที่ศึกษาๆ ละ ๑00 เล่ม
๒) เอกสารรายงานสรุปสาหรับผู้บริหาร (Executive Summary Report) เป็นภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ ของทั้ง ๖ พื้นที่ศึกษาในเล่มเดียวกัน จานวน ๘00 เล่ม
- ๑๒ -
๓) CD-ROM ซึ่งบรรจุเอกสารรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ รายงานสรุปสาหรับ
ผู้บริหารภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จานวน ๘00 ชุด
๔) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประกอบการศึกษาวิเคราะห์ภายใต้การดาเนินโครงการฯ
๑๕ การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการ
การจ่ายเงิน แบ่งออกเป็น ๕ งวด ดังนี้
งวดที่ ๑ กาหนดจ่ายร้อยละ ๒๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน
ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานการศึกษาขั้นต้น (Inception Report) และได้รับความเห็นชอบรายงาน
การศึกษาขั้นต้นจากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว
งวดที่ ๒ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน
ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๑ (Interim Report 1) และได้รับความเห็นชอบ
รายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๑ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว
งวดที่ ๓ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน
ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๒ (Interim Report 2) และได้รับความเห็นชอบ
รายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๒ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว
งวดที่ ๔ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน
ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ (Draft Final Report) และได้รับความเห็นชอบร่าง
รายงานฉบับสมบูรณ์ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว
งวดที่ ๕ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน
ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) และได้รับความเห็นชอบรายงานฉบับ
สมบูรณ์ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว
เงินประกันผลงานจะจ่ายคืนให้ที่ปรึกษาภายใน ๔๕ วัน นับแต่การจ่ายเงินงวดสุดท้าย
๑๖ การบริหารโครงการ
๑๖.๑ สศช. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในการตกลงจ้างที่ปรึกษา
๑๖.๒ สศช. จะแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษา ทาหน้าที่ตรวจสอบและ
ควบคุมการดาเนินโครงการให้เป็นไปตามข้อกาหนดการศึกษา
๑๖.๓ การดาเนินงานในทุกขั้นตอน ที่ปรึกษาที่ได้รับมอบหมายจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก
สศช. รวมทั้งจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษา และผู้ที่ได้รับมอบหมายเข้าร่วม
ดาเนินงานในฐานะผู้สังเกตการณ์
๑๗ หน่วยงานที่รับผิดชอบ
สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค (สพภ.) 4 ภาค และกลุ่มงานประสานนโยบายการกระจาย
อานาจ (กจ.) สศช.
- ๑๓ -
บัญชีเอกสารแสดงคุณสมบัติตามระเบียบฯ ข้อ ๑๕ จัตวา
กิจการ
เอกสาร หสน./หจก. บจก./บมจ.
บุคคล
ธรรมดา
รัฐวิสาหกิจ
มหาวิทยาลัย
มูลนิธิ, สมาคม,
องค์การ
มหาชน
 สาเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ออกให้หรือ
รับรองให้ไม่เกิน ๖ เดือน นับถึงวันยื่นข้อเสนอ
  
 บัญชีรายชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี)  
 ผู้มีอานาจควบคุม (ถ้ามี)   
 สาเนาหนังสือบริคณห์สนธิ 
 บัญชีรายชื่อกรรมการผู้จัดการ  
 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่  
 สาเนาบัตรประจาตัวประชาชน 
 กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับในการจัดตั้งหน่วยงาน 
 รายชื่อผู้บริหาร/คณะกรรมการ  
 ผู้จัดการ หรือผู้มีอานาจสั่งการ  
 เอกสารอื่น (ถ้ามี) เช่น สาเนาใบทะเบียนพาณิชย์
สาเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
    

ขอบเขตการศึกษา (Terms of Reference: TOR) โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาค 6 ภาคของประเทศไทย

  • 1.
    ข้อกาหนดการศึกษา (Terms ofReference) โครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ๑ หลักการและเหตุผล ๑.๑ (ร่าง) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ได้กาหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และได้กาหนด เป้าหมายและประเด็นยุทธศาสตร์ในระยะยาวของประเทศ รวม 6 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) ยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคง (2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและ เสริมสร้างศักยภาพคน (4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม (5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (6) ยุทธศาสตร์ด้าน การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็น เครื่องมือหรือกลไกถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไปสู่การปฏิบัติในทุกๆ ระยะ 5 ปี เพื่อให้สามารถบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยเริ่มจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ซึ่งเป็น 5 ปีแรก ของการขับเคลื่อนยุทธศาสต์ชาติ 20 ปีสู่การปฏิบัติ ๑.๒ การพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภาคและการพัฒนาเมืองเพื่อเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจและกระจาย โอกาสการพัฒนาไปสู่ภูภาคให้ทั่วถึงจะเป็นแนวทางการพัฒนาที่สาคัญในการลดความเหลื่อมล้าของสังคม รวมทั้งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ในขณะที่สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว กฎกติกาใหม่ของโลก การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของจีนเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคด้านตะวันตก (One Belt One Road) รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาวะโลกร้อน วิกฤตความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการพัฒนาทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ภูมิภาคของ ประเทศเป็นอย่างมากในอนาคต ๑.๓ ประกอบกับกระบวนการและกลไกการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาค ประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจะมีบทบาทที่ชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้น โดยจะเกิดการรวมกลุ่ม และ/หรือการจัดตั้งองค์กรในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นการพัฒนา ในด้านต่างๆ และมีผลกระทบต่อทั้งการกาหนดแนวคิดทิศทางการพัฒนาและการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ ระดับภาคของประเทศ ๑.๔ ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ระดับภาคมีความสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และนโยบายสาคัญของรัฐบาล อาทิ ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับศักยภาพ โอกาสและภูมิสังคมของแต่ละภาค จึงควรมีการศึกษาเพื่อ จัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ ระดับภาคในระยะยาว และเป็นเครื่องมือแปลงยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผล การกระจายการพัฒนานาไปสู่การลดความเหลื่อมล้าในมิติต่างๆ ระหว่างภาคและภายในภาค รวมถึงการ
  • 2.
    - ๒ - บริหารจัดการเชิงพื้นที่ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้ทุกพื้นที่มีบทบาทสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่ม ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ ๒ วัตถุประสงค์ ๒.๑ เพื่อศึกษาบริบทการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ภูมิภาค ระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงใน ระดับประเทศที่จะส่งผลต่อการกาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี ซึ่งจะมีอิทธิพลถึงการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคของประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ๒.๒ เพื่อศึกษาสถานภาพปัจจุบัน (Existing Condition/ Business as Usual) ของประเทศไทยและ พื้นที่ระดับภาค ซึ่งครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจรายสาขา สังคมและความเหลื่อมล้า ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม การเมืองการปกครอง กลไกการบริหารจัดการภาครัฐ ระบบเมือง โครงสร้างพื้นฐานและระบบ โลจิสติกส์ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ (Sectoral based, Area based และ Issue based) พร้อมทั้งวิเคราะห์ประเด็นปัญหา อุปสรรค ข้อจากัดการพัฒนาในทุกมิติซึ่งประเทศและพื้นที่ระดับภาค เผชิญอยู่ ๒.๓ เพื่อสังเคราะห์และฉายภาพการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับ ประเทศและพื้นที่ระดับภาคของประเทศในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี ในทุกมิติการพัฒนา อันเนื่องมาจากผลกระทบจากบริบทการเปลี่ยนแปลงในข้อ 2.1 ทั้งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงประเด็นร่วมที่เกี่ยวข้อง กับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) อาทิ กลไกการบริหารจัดการภาครัฐระดับประเทศ/พื้นที่ กลไกการการเชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิรูปต่างๆ สู่ระดับปฏิบัติ ระบบการติดตาม ประเมินผล และกลไกการทางานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เป็นต้น ๒.๔ เพื่อวิเคราะห์และระบุช่องว่างการพัฒนา (Development Gap) ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและ ส่งผลถึงพื้นที่ระดับภาคในทุกมิติ ครอบคลุมกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระดับประเทศ เชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ พร้อมทั้งการศึกษาตัวแบบการพัฒนาที่ดีในการดาเนินแนวทางเพื่อเติมเต็มช่องว่างการพัฒนาในแต่ ละมิติ และวิเคราะห์ข้อดี ข้อด้อยของทางเลือกการพัฒนาในแต่ละรูปแบบ (Scenario Analysis) ที่เหมาะสม กับแต่ละภาค เพื่อกาหนดและปรับทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ของโลกและภูมิภาค รวมถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศและในประเทศที่ประเทศไทยต้องยอมรับ และเตรียมความพร้อม ๒.๕ เพื่อจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค (Regional Development Strategies) ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ความเชื่อมโยงระหว่างภาค (Interregional Development Linkages) และการจัดทาแนวทางการพัฒนารายภาค (Regional Development Guidelines) ในแต่ละช่วงระยะ 5 ปี ที่ครอบคลุมมิติการพัฒนาทุกด้าน ตลอดจน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และความเข้าใจแก่ภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อ ประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับปฏิบัติที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ แผนยุทธศาสตร์ภาคและแนวทางการพัฒนารายภาค ๒.๖ เพื่อจัดทาข้อเสนอแผนงานและโครงการสาคัญ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกลไก และมาตรการในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายของแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค ระยะ ๒๐ ปี แนวทางการพัฒนารายภาคระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพและ สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไป
  • 3.
    - ๓ - ๒.๗เพื่อวางระบบการติดตามและประเมินผลการพัฒนาภาคตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา รายภาค ตั้งแต่การดาเนินการตามยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ในช่วงระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี เพื่อให้ผลการติดตามและประเมินผลสามารถนาไปใช้ ประโยชน์ในการปรับปรุงการพัฒนาภาคในระยะต่อไปได้อย่างเท่าทันต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็น รูปธรรม ๓ เป้าหมาย ๓.๑ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนและภาคีการพัฒนาประเทศในทุกระดับ มีข้อมูลบริบทการ เปลี่ยนแปลงระดับโลก ภูมิภาค ระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศที่จะส่งผลต่อการ กาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี และมีศักยภาพในการศึกษา วิเคราะห์เพื่อมองภาพเชิงกลยุทธ์ การมองภาพแบบฉากทัศน์และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยา และ นามาประกอบการจัดทายุทธศาสตร์/แนวทางการพัฒนาประเทศ เชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ สามารถ มองภาพอนาคตระยะ 5-20 ปี ได้หลากหลายมิติมากขึ้น ๓.๒ ภาคีการพัฒนาได้รับทราบและเข้าใจถึงข้อดี ข้อด้อยของทางเลือกการพัฒนาที่เหมาะสมกับ บริบทของแต่ละภาค เมือง และพื้นที่ ในแต่ละรูปแบบ พร้อมทั้งมีขีดความสามารถในการกาหนดและปรับ ทิศทางการพัฒนาพื้นที่ระดับภาคในบริบทของตนเอง/หน่วยงาน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเทศไทย ต้องยอมรับและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม ๓.๓ ประเทศไทยมีแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ ๒๐ ปี และแนวทางการพัฒนา รายภาคระยะ 5 ปี ซึ่งเชื่อมโยงกันในช่วงเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา ภาพรวมของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ๓.๔ การพัฒนาพื้นที่ระดับภาคมีข้อเสนอแผนงานและโครงการสาคัญ รวมทั้งแนวทางการปรับปรุง มาตรการและกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ตามกรอบแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา รายภาคระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ในช่วงระยะเวลา ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี และ ๒๐ ปี ที่ชัดเจน เป็น รูปธรรม ๓.๕ มีระบบการติดตามและประเมินผลการพัฒนาภาคตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาราย ภาคที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การดาเนินการตามยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และ ผลกระทบในช่วงระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ๔ พื้นที่ดาเนินการศึกษา ประกอบด้วย ๖ พื้นที่ศึกษา ครอบคลุม 76 จังหวัด และพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดังนี้ ๔.๑ ภาคเหนือ ๔.๒ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๔.๓ ภาคกลาง และพื้นที่กรุงเทพมหานคร ๔.๔ ภาคตะวันออก ๔.๕ ภาคใต้
  • 4.
    - ๔ - ๔.๖ภาคใต้ชายแดน 5 ขอบเขตและวิธีการศึกษา ๕.๑ การจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ ๒๐ ปี มีขอบเขตการศึกษา โดยสังเขป ดังนี้ ๕.๑.๑ ศึกษาและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงภายนอกและ ภายในประเทศในทุกด้าน อาทิ แนวโน้มเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงของ โลก การจัดทายุทธศาสตร์ชาติและการดาเนินการปฏิรูปประเทศ ภายใต้ พ.ร.บ. การจัดทายุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดาเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เป็นต้น โดย บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในดังกล่าว จะส่งผลต่อการกาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทย ในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี และเชื่อมโยงถึงทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ในแต่ละ ช่วงเวลา ตามลาดับ ๕.๑.๒ ศึกษาสถานภาพปัจจุบันของประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ (Existing Condition/ Business as Usual) โดยครอบคลุมมิติรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่เป็นประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) ได้แก่ เศรษฐกิจรายสาขา สังคมและความเหลื่อมล้า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเมืองการปกครอง กลไกการบริหารจัดการภาครัฐ ระบบเมือง โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และระบบการติดตามประเมินผล เป็นต้น พร้อมทั้งวิเคราะห์ประเด็นปัญหา อุปสรรค ข้อจากัดการพัฒนาในทุกมิติจาแนกตามบริบทของประเทศและ บริบทของพื้นศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิและการสารวจข้อมูลในระดับพื้นที่ ๕.๑.๓ นาเสนอเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจาลอง วิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยง ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ อันเนื่องมาจากบริบท การเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศในมิติการพัฒนาที่สาคัญ จาแนกเป็นรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่ประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง ที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) อาทิ กลไกการบริหารจัดการภาครัฐระดับประเทศ และภาค กลไกการ ขับเคลื่อนการดาเนินงานที่เชื่อมโยงจากระดับยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิรูปต่างๆ สู่ระดับปฏิบัติ ระบบ การติดตามประเมินผล และกลไกการทางานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เป็นต้น และฉายภาพผลการ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเชื่อมโยงถึงภาค เมือง พื้นที่ในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี โดยใช้เครื่องมือดังกล่าว ๕.๑.๔ นาเสนอผลการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างบริบทการเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาส ที่มีต่อประเทศและพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ ในแต่ละช่วงเวลา (ระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี) โดยนาเสนอในรูปแบบของเมทริกซ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถ นาเข้าบริบทการเปลี่ยนแปลงได้หลายด้าน/มิติ ๕.๑.๕ นาเสนอวิธีการและเครื่องมือในการวิเคราะห์และระบุช่องว่างการพัฒนา (Development Gap) ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของ ประเทศ อันเนื่องมาจากบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศ ครอบคลุมรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่เป็นประเด็นร่วม
  • 5.
    - ๕ - เกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน(Cross Cutting Issues) รวมทั้ง ศึกษา วิเคราะห์ และนาเสนอตัวแบบ การพัฒนาที่ดีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ และวิเคราะห์ข้อดี ข้อด้อย ของทางเลือกการพัฒนาในแต่ละตัวแบบที่นามาศึกษาวิเคราะห์เพื่อเทียบเคียงเพื่อเติมเต็มช่องว่างการพัฒนา ในแต่ละมิติของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ ๕.๑.๖ นาเสนอกรอบแนวคิด วิธีการและเครื่องมือ ในการวิเคราะห์และกาหนดทิศทางการ พัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศในระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ที่สอดคล้องตามหลักวิชาการ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาภาคและพื้นที่ พร้อมทั้ง ระบุ ประเด็นการพัฒนารายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) เชิงประเด็น (Issue based) และ ประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) ที่สอดคล้องกับศักยภาพเชิงพื้นที่ ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ โดยนาเสนอการจัดทาผังเค้าโครงการพัฒนาภาค (Regional Spatial Development Framework) บนฐานของทางเลือกและทิศทางการพัฒนาภาคและพื้นที่ที่สอดคล้องกับบริบท การเปลี่ยนแปลงและศักยภาพเชิงพื้นที่ที่ได้สังเคราะห์มาแล้วอย่างรอบด้าน เพื่อเติมเต็มช่องว่างการพัฒนา และกาหนดเป้าหมายการพัฒนาในอนาคตระยะ ๒๐ ปี ๕.๑.๗ จัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค (Regional Development Strategy) ระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาค (Interregional Development Linkage) และแนวทางการพัฒนาภาค (Regional Development Guideline) ในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี โดยใช้ทิศทางการพัฒนาประเทศและทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ของพื้นที่ ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศในระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ที่ได้จากผลการวิเคราะห์ในข้อ ๕.๑.๖ มาเป็นตัวตั้ง และจัดจาแนกประเด็นยุทธศาสตร์ตามภาค เมือง และพื้นที่ ระยะเวลา ประเด็นหลัก/รอง พร้อม ระบุค่าเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแนวทางการพัฒนา เป็นต้น โดยทุกประเด็นยุทธศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในแผน แม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค และแนวทางการพัฒนาระยะ ๕ ปี จะต้องสนับสนุนและสอดคล้อง เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการพัฒนาภาพรวมของประเทศ รวมทั้งยังสามารถสืบทวนย้อนไปถึงที่มา ของข้อเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าว พร้อมข้อเสนอแผนงานและโครงการสาคัญ เพื่อประโยชน์ในการ ขับเคลื่อนการดาเนินงานและติดตามประเมินผลการดาเนินงานต่อไปในอนาคต ๕.๑.๘ นาเสนอกรอบแนวคิด วิธีการ เครื่องมือและระบบการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อน การพัฒนาภาค ตามแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การดาเนินการตาม ยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ในช่วงระยะเวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี โดยวิธีการ เครื่องมือ และระบบการติดตามประเมินผลดังกล่าว จะต้องสอดคล้องตามหลักวิชาการ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ของกรณีตัวอย่างที่ประสบความสาเร็จในการนาไปใช้ติดตามประเมินผลแผนแม่บท เชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคได้สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม ๕.๒ การจัดประชุมระดมความคิดเห็น เพื่อให้ภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องได้รับทราบทิศทางการพัฒนาภาพรวมของประเทศที่เชื่อมโยงกับ ภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ และให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาคในช่วง ระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่/ภาคในแต่ละรูปแบบ โดยดาเนินการ จัดประชุมระดมความคิดเห็น (Focus Group Meeting) ในระดับภาค และระดับประเทศ ดังนี้
  • 6.
    - ๖ - ๕.๒.๑ประชุมระดมความคิดเห็น (Focus Group Meeting) ในพื้นที่ศึกษา อย่างน้อย ๘ ครั้ง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หน่วยงานรัฐระดับปฏิบัติในพื้นที่/ภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรที่ได้รับการ รับรองในพื้นที่ ภาคเอกชน ชุมชน ประชาชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เป็นต้น จานวนอย่างน้อย ๑๕๐ คน/ ครั้ง) โดยมีเป้าประสงค์ในการประชุม ดังนี้ ๑) ครั้งที่ ๑ เพื่อนาเสนอประเด็นปัญหา อุปสรรค ข้อจากัดการพัฒนาอันเนื่องมาจาก บริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศ ที่เชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ ครอบคลุมรายสาขา (Sectoral based) เชิงพื้นที่ (Area based) และเชิงประเด็น (Issue based) รวมถึงที่ประเด็นร่วมเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องที่สัมพันธ์กัน (Cross Cutting Issues) และรับฟังข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะจากภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องในการกาหนดทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ของพื้นที่ ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงกับบริบทของประเทศในระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 ปี ๒) ครั้งที่ ๒ เพื่อนาเสนอร่างแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาคและแนวทางการพัฒนารายภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี รวมถึง ผังเค้าโครงการพัฒนาภาค และรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนข้อสังเกต จากภาคี การพัฒนาที่เกี่ยวข้องในการกาหนดทิศทางการพัฒนาภาค เมืองและพื้นที่ ของพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ ๕.๒.๒ ประชุมระดมความคิดเห็น (Focus Group Meeting) ระดับประเทศ จานวน ๑ ครั้ง เพื่อเผยแพร่ ร่าง แผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยง ระหว่างภาค และ แนวทางการพัฒนาภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปีและ 20 พร้อมทั้งรับฟังประเด็น ความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อนามาปรับปรุงร่างแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยงระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาค ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ต่อไป โดยมี กลุ่มเป้าหมายจากภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐจากส่วนกลางและหน่วยงานระดับภาค และพื้นที่ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนชุมชน/ประชาชนจากพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ จานวนอย่างน้อย ๒๐๐ คน ๕.๓ การถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่เจ้าหน้าที่สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการดาเนินงานด้านการวางแผนและติดตามประเมินผล รวมถึง สามารถปรับประยุกต์เครื่องมือ วิธีการที่นามาใช้ภายใต้โครงการ ให้มีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการ วางแผนพัฒนาภาค/ประเทศได้อย่างเหมาะสม อย่างน้อย ๑ ครั้ง ระยะเวลา ๒ วัน จานวน ๖๐ คน ณ โรงแรม ในกรุงเทพมหานคร ดังนี้ ๕.๓.๑ เทคนิคการคัดเลือก/สารวจข้อมูลในระดับพื้นที่ การใช้เครื่องมือ/แบบจาลอง เพื่อ วิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยง ผลกระทบและโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและพื้นที่ศึกษา ทั้ง ๖ พื้นที่ของประเทศ ๕.๓.๒ วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์และระบุช่องว่างการพัฒนา (Development Gap) ๕.๓.๓ วิธีการกาหนดทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ รวมถึงการจัดทาผังเค้าโครงการ พัฒนาภาค
  • 7.
    - ๗ - ๕.๓.๔แนวคิด วิธีการ เครื่องมือในการจัดทาระบบการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนการพัฒนา ภาค ที่ครอบคลุมตั้งแต่การดาเนินการตามยุทธศาสตร์ และผลการดาเนินการในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ ในแต่ละช่วงระยะเวลาของแผน (5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี) 6 ระยะเวลาในการดาเนินการ 12 เดือน นับจากวันที่ลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษา 7 งบประมาณดาเนินการ ๓๗,๙๔๒,๙๐๐ บาท (สามสิบเจ็ดล้านเก้าแสนสี่หมื่นสองพันเก้าร้อยบาทถ้วน) 8 ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๘.๑ ประเทศไทยมีแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคระยะยาว ทิศทางการพัฒนาเชื่อมโยง ระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ที่เชื่อมโยงกับทิศทางการ พัฒนาประเทศ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการดาเนินการปฏิรูปประเทศที่ชัดเจน ๘.๒ ภาคสามารถระบุประเด็นการพัฒนา ขั้นตอน และวิธีการพัฒนาภาค จังหวัด และพื้นที่พัฒนา ต่างๆ ทั้งเชิงรุกและรับ เชื่อมโยงกับภาคีการพัฒนาทุกระดับในพื้นที่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปสู่การปฏิบัติตามระยะของแผน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๙ ผลผลิต ๙.๑ เอกสารรายงานการศึกษา โครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค ระยะ 20 ปี ประกอบด้วย แผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนา เชื่อมโยงระหว่างภาค และแนวทางการพัฒนาภาคในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ๙.๒ รายงานผลการจัดประชุมระดมความคิดเห็น ในพื้นที่ศึกษา ๖ พื้นที่และระดับประเทศ พร้อม ประเด็นความเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมในแต่ละครั้ง รวมทั้งผลการสังเคราะห์ความเห็น และข้อเสนอแนะในภาพรวมจาแนกเป็นหมวดหมู่ ๙.๓ เอกสารประกอบการฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เจ้าหน้าที่สานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งจากส่วนกลางและสานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค ได้รับการ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และลงมือปฏิบัติในการใช้เครื่องมือ/แบบจาลอง/โปรแกรม/วิธีการที่นามาใช้ประกอบการ วิเคราะห์สถานภาพ ช่องว่างการพัฒนา การกาหนดทางเลือก/ทิศทางการพัฒนาภาค และการจัดทาผัง เค้าโครงการพัฒนาภาคภายใต้โครงการฯ อย่างน้อย ๑ ครั้ง ๙.๔ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประกอบการศึกษาวิเคราะห์ภายใต้การดาเนินโครงการฯ ๑๐ ผลลัพธ์ การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ มีความสอดคล้องกับศักยภาพและภูมิสังคมเฉพาะของพื้นที่ และ สามารถปรับตัวดาเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเสริมจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและ สังคมสู่ภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในประเทศอย่าง
  • 8.
    - ๘ - เท่าทันด้วยกลไกการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนการพัฒนาภาค เมืองและพื้นที่ ที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์การพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม ๑๑ คุณสมบัติของที่ปรึกษา ๑๑.๑ที่ปรึกษาจะต้องเป็นส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/องค์กรนิติบุคคล/มูลนิธิ/บริษัทที่ปรึกษาไทย ซึ่งจดทะเบียนกับศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาไทย กระทรวงการคลัง ที่เคยมีประสบการณ์และผลงานอันเป็นที่ยอมรับ ในเรื่องที่จะทาการศึกษา มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และสามารถปฏิบัติงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ๑๑.๒มีบุคลากรหลักที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งจัดให้มีบุคลากรสนับสนุนการดาเนินงานอย่างเพียงพอ ประกอบด้วย ๑) หัวหน้าโครงการ ๑ คน มีประสบการณ์ด้านการวางแผนงาน และบริหารจัดการ ตลอดจน อานวยการการดาเนินโครงการให้สาเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ขอบเขต เป้าหมาย และระยะเวลาของ โครงการที่กาหนดไว้ มีวุฒิการศึกษาอย่างน้อยปริญญาโทขึ้นไป มีประสบการณ์อย่างน้อย ๑๑-๒๐ ปี ๒) บุคลากรหลัก ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมศาสตร์ (โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระบวนการการมีส่วนร่วม และการจัดทาแผนพัฒนาเชิงพื้นที่/การวางแผน พัฒนาเมือง ซึ่งมีประสบการณ์และทาหน้าที่เกี่ยวกับงานในสาขาที่เชี่ยวชาญ ๑๐-๒๐ ปี อย่างน้อย ๘ คน ที่มี ความรู้ ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยเชิงลึกแต่ละด้าน ภายใต้เครื่องมือและ วิธีการศึกษาที่เหมาะสม และให้คาปรึกษาแก่ทีมนักวิจัย ๓) บุคลากรสนับสนุน ประกอบไปด้วย นักวิจัย วุฒิการศึกษาอย่างน้อยปริญญาโทขึ้นไป อย่างน้อย ๒๔ คน และเลขานุการ มาปฏิบัติงานที่สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค ๆ ละ ๑ คน รวม ๔ คน ตลอดระยะสัญญาจ้าง เพื่อทาหน้าที่ประสานงานกับที่ปรึกษาและสนับสนุนการดาเนินโครงการ ๑๑.๓ ต้องไม่เป็นผู้ถูกแจ้งเวียนชื่อเป็นผู้ทิ้งงานของทางราชการ หรือห้ามติดต่อ หรือห้ามเข้าเสนอราคา กับ สศช. ๑๑.๔บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเข้าเป็นคู่สัญญาต้องไม่อยู่ในฐานะเป็นผู้ไม่แสดงบัญชีรายรับรายจ่ายหรือ แสดงบัญชีรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วนในสาระสาคัญ ๑๑.๕บุคคลหรือนิติบุคคลที่จะเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐซึ่งได้ดาเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ต้องลงทะเบียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ กรมบัญชีกลางที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ๑๑.๖คู่สัญญาต้องรับจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร เว้นแต่การรับจ่ายเงินแต่ละครั้ง ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน สามหมื่นบาท คู่สัญญาอาจรับจ่ายเป็นเงินสดก็ได้ ทั้งนี้ ที่ปรึกษาหลายรายสามารถดาเนินการโครงการร่วมกันได้ โดยจัดให้มีที่ปรึกษาหลักหนึ่งราย เป็นผู้รับผิดชอบ
  • 9.
    - ๙ - 12การจัดทาข้อเสนอโครงการ ที่ปรึกษาที่ประสงค์จะยื่นข้อเสนอต้องจัดทาข้อเสนอโครงการโดยแยกเป็น ๓ ซอง ประกอบด้วย ๑๒.๑เอกสารแสดงคุณสมบัติ จานวน ๒ ชุด แยกเป็นฉบับจริง ๑ ชุด และสาเนา ๑ ชุด แต่ละชุด ประกอบด้วย ๑๒.๑.๑ สาเนาหลักฐานการจดทะเบียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GovernmentProcurement:e-GP) ๑๒.๑.๒สาเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับในการ จัดตั้งหน่วยงาน ๑๒.๑.๓ ผู้มีอานาจควบคุม (ถ้ามี) หรือผู้จัดการ หรือผู้มีอานาจสั่งการ ๑๒.๑.๔ สาเนาหนังสือบริคณห์สนธิ ๑๒.๑.๕ บัญชีรายชื่อกรรมการผู้จัดการ หรือ รายชื่อผู้บริหาร/คณะกรรมการ ๑๒.๑.๖ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (รายละเอียดตามเอกสารแนบท้าย : บัญชีเอกสารแสดงคุณสมบัติตามระเบียบฯ ข้อ ๑๕ จัตวา) ๑๒.๒ข้อเสนอด้านเทคนิค จานวน ๑๐ ชุด แยกเป็นตัวจริง ๑ ชุด สาเนา ๙ ชุด ประกอบด้วย ๑๒.๒.๑แนวความคิดและวิธีการทางาน : ความเข้าใจในการทางาน กลยุทธ์/วิธีการทางาน เกณฑ์ในการศึกษา รวมทั้งรูปแบบโครงสร้างองค์กรในการบริหารจัดการ และการดาเนินโครงการ โดยคานึงถึง วัตถุประสงค์ และขอบเขตการดาเนินการของการว่าจ้างอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ๑๒.๒.๒แผนการดาเนินงานและแผนปฏิบัติการ : แผนการทางานและแผนปฏิบัติการที่แสดง รายละเอียดของแต่ละกิจกรรมซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตของงาน พร้อมทั้งกาหนดเวลาการทางานตั้งแต่เริ่มต้น จนแล้วเสร็จในแต่ละกิจกรรม ๑๒.๒.๓บุคลากร : บุคลากรทั้งหมดที่ใช้ในการดาเนินโครงการ พร้อมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับ ประวัติ คุณวุฒิ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์การทางาน และผลงานของบุคลากรที่เสนอในตาแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งแผนการทางานของบุคลากร จานวนคน – เดือนของแต่ละบุคคลและในภาพรวม ๑๒.๓ซองข้อเสนอด้านการเงิน จานวน ๑ ชุด (ฉบับจริง) ข้อเสนอด้านการเงินจะต้องสอดคล้องกับข้อเสนอด้านเทคนิค โดยต้องสรุปค่าใช้จ่ายในการ ดาเนินงานและรายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ ประกอบด้วย ๑๒.๓.๑ค่าจ้างบุคลากรหลักและบุคลากรสนับสนุน โดยแสดงรายละเอียด ดังนี้ ๑) เจ้าหน้าที่ที่จะปฏิบัติงานและความรับผิดชอบ ๒) จานวนคน - เดือนของแต่ละบุคคลที่ใช้ปฏิบัติงาน อัตราต่อคน - เดือนที่บุคลากรนั้น ได้รับ รวมทั้งจานวนคน - เดือนของบุคลากรรวมทั้งหมด ๑๒.๓.๒ค่าใช้จ่ายดาเนินการตามแผนงานพร้อมทั้งอัตราค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายสานักงาน ค่าใช้จ่ายภาคสนาม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าจัดทารายงานและเอกสารต่างๆ เป็นต้น
  • 10.
    - ๑๐ - ๑๒.๓.๓ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อ/เช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จาเป็นพร้อมทั้งอัตราค่าเช่า ๑๒.๔วิธีการยื่นข้อเสนอ ที่ปรึกษาจะต้องปิดผนึกซองเอกสารทั้งหมดให้เรียบร้อยและจ่าหน้าซองถึงประธานคณะกรรมการ ดาเนินการจ้างที่ปรึกษาโครงการศึกษาจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาคระยะ 20 ปี สานัก พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง เลขที่ 88/38 หมู่ที่ 4 ตาบลตลาดขวัญ อาเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี รหัสไปรษณีย์ ๑๑๐๐๐ ๑๓ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือก ๑๓.๑การคัดเลือกข้อเสนอ ในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอโครงการจ้างที่ปรึกษาครั้งนี้ สานักงานฯ จะพิจารณาคัดเลือกโดยใช้หลักเกณฑ์ด้านคุณภาพและด้านราคา โดยพิจารณาให้คะแนนตามหัวข้อที่กาหนด ดังนี้ ๑๓.๑.๑หลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ กาหนดให้คะแนนรวมทั้งหมดเท่ากับ ๑๐๐ คะแนน และมี เงื่อนไขประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมว่าคะแนนรวมของที่ปรึกษาจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ จึงจะถือว่า ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพ โดยหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ประกอบด้วย ๑) ผลงานและประสบการณ์ของที่ปรึกษา ๒๐ คะแนน ๒) วิธีการบริหารและวิธีการปฏิบัติงาน ๕๐ คะแนน ๓) จานวนบุคลากรที่ร่วมงาน 2๐ คะแนน ๔) ประเภทของที่ปรึกษาที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน ๕ คะแนน ๕) ข้อเสนอทางด้านการเงิน ๕ คะแนน ๑๓.๑.๒หลักเกณฑ์ด้านราคา กาหนดให้คะแนนรวมทั้งหมดเท่ากับ ๑๐๐ คะแนน ประกอบด้วย เกณฑ์ ดังนี้ ๑) ที่ปรึกษาที่เสนอราคาต่าสุดจะได้ ๑๐๐ คะแนน ๒) ที่ปรึกษาที่เสนอราคาต่าลาดับถัดไป จะให้คะแนนโดยคานวณจากสัดส่วนของราคา ที่เพิ่มขึ้น ๑๓.๒การพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะหรือผู้ได้รับการคัดเลือก สานักงานฯ จะพิจารณาตัดสินโดยคัดเลือก จากที่ปรึกษารายที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และยื่นเอกสารครบถ้วน ถูกต้อง มีคุณสมบัติและข้อเสนอเป็นไป ตามเงื่อนไขที่กาหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน รวมทั้งผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพที่สานักงานฯ กาหนด ที่ได้คะแนน รวมด้านคุณภาพและด้านราคามากที่สุด ทั้งนี้ ในกระบวนการพิจารณา สานักงานฯ อาจสอบถามข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากที่ปรึกษารายใดก็ได้ และหากคณะกรรมการดาเนินงานจ้างที่ปรึกษาเห็นว่าที่ปรึกษารายใดมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ กาหนดไว้ในหนังสือเชิญชวน คณะกรรมการฯ จะตัดรายชื่อของที่ปรึกษารายนั้นออกจากการคัดเลือกในครั้งนั้น
  • 11.
    - ๑๑ - ๑๔รายงานที่ต้องส่งมอบ ที่ปรึกษาจะต้องส่งมอบรายงาน ดังนี้ ๑๔.๑รายงานการศึกษาขั้นต้น (Inception Report) โดยแสดงกรอบแนวคิดในการศึกษา กลไกใน การบริหารงาน และแผนการปฏิบัติงานที่จะให้ได้ผลสาเร็จตามเป้าหมาย ขอบเขตการดาเนินงาน รวมทั้ง การศึกษาบริบทการเปลี่ยนแปลงภายนอกและภายในประเทศที่จะส่งผลต่อการกาหนดทิศทางการพัฒนา ประเทศไทยในระยะสั้น กลาง และระยะยาว 20 ปี และเชื่อมโยงถึงทิศทางการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่ ในแต่ละช่วงเวลา ตามขอบเขตวิธีการศึกษาข้อ ๕.๑.๑ จานวน 3๐ ชุด ภายใน 1 เดือน นับจากวันลงนาม ในสัญญาจ้างที่ปรึกษา ๑๔.๒รายงานการศึกษาขั้นกลาง ๑ (Interim Report 1) ประกอบด้วย การศึกษาสถานภาพปัจจุบัน ของประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจาลอง วิเคราะห์ และคาดการณ์ ความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และพื้นที่ดาเนินการศึกษา ผลการประชุมระดมความ คิดเห็นในพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ ครั้งที่ ๑ ตามขอบเขตและวิธีการศึกษาข้อ ๕.๑.๒ ข้อ ๕.๑.๓ และ ข้อ ๕.๒.๑ ๑) จานวน 3๐ ชุด ภายในเดือนที่ ๔ นับจากวันลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษา ๑๔.๓รายงานการศึกษาขั้นกลาง ค ๒ (Interim Report 2) ประกอบด้วย ความเชื่อมโยงระหว่างบริบท การเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยง ผลกระทบ และโอกาส ที่มีต่อประเทศและพื้นที่ศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ ของประเทศ ในแต่ละช่วงเวลา (๕ ปี ๑๐ ปี และ 20 ปี) การวิเคราะห์ช่องว่างการพัฒนา ทิศทางการพัฒนา ประเทศเชื่อมโยงกับภาค เมือง และพื้นที่ของพื้นที่ดาเนินการศึกษาทั้ง ๖ พื้นที่ในระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) และผังเค้าโครงการพัฒนาภาค (Regional Spatial Development Framework) ตามขอบเขตวิธี การศึกษาข้อ ๕.๑.๔ ๕.๑.๕ และ ๕.๑.๖ จานวน 3๐ ชุด ภายในเดือนที่ ๗ นับจากวันลงนามในสัญญาจ้าง ที่ปรึกษา ๑๔.๔ร่างรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Draft Final Report) ประกอบด้วย แผนแม่บทเชิง ยุทธศาสตร์การพัฒนารายภาค (Regional Development Strategies) ระยะ 20 ปี ทิศทางการพัฒนา เชื่อมโยงระหว่างภาค (Interregional Development Linkages) และแนวทางการพัฒนาภาค (Regional Development Guidelines) ในช่วงระยะ 5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ระบบการติดตามประเมินผลการ ขับเคลื่อนการพัฒนาภาค รวมถึงผลการประชุมระดมความคิดเห็นในพื้นที่ศึกษา ครั้งที่ ๒ ตามขอบเขตวิธี การศึกษา ข้อ 5.๑.๗ ๕.๑.๘ และ ๕.๒.๑ ๒) จานวน 3๐ ชุด ภายในเดือนที่ 10 นับจากวันลงนามในสัญญา จ้างที่ปรึกษา ๑๔.๕รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Final Report) ภายในเดือนที่ 12 นับจากวันที่ลงนามใน สัญญาจ้างที่ปรึกษา ประกอบด้วยผลการประชุมระดมความคิดเห็นระดับประเทศ ตามขอบเขตวิธีการศึกษา ข้อ ๕.๒.๒ และผลการดาเนินงานทั้งหมดซึ่งได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้วอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประกอบด้วย ๑) เอกสารรายงานโครงการศึกษาการจัดทาแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์พัฒนารายภาคระยะ 20 ปี ฉบับสมบูรณ์ ของ ๖ พื้นที่ศึกษาๆ ละ ๑00 เล่ม ๒) เอกสารรายงานสรุปสาหรับผู้บริหาร (Executive Summary Report) เป็นภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ ของทั้ง ๖ พื้นที่ศึกษาในเล่มเดียวกัน จานวน ๘00 เล่ม
  • 12.
    - ๑๒ - ๓)CD-ROM ซึ่งบรรจุเอกสารรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ รายงานสรุปสาหรับ ผู้บริหารภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จานวน ๘00 ชุด ๔) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ประกอบการศึกษาวิเคราะห์ภายใต้การดาเนินโครงการฯ ๑๕ การเบิกจ่ายงบประมาณโครงการ การจ่ายเงิน แบ่งออกเป็น ๕ งวด ดังนี้ งวดที่ ๑ กาหนดจ่ายร้อยละ ๒๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานการศึกษาขั้นต้น (Inception Report) และได้รับความเห็นชอบรายงาน การศึกษาขั้นต้นจากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว งวดที่ ๒ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๑ (Interim Report 1) และได้รับความเห็นชอบ รายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๑ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว งวดที่ ๓ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๒ (Interim Report 2) และได้รับความเห็นชอบ รายงานขั้นกลาง ครั้งที่ ๒ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว งวดที่ ๔ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ (Draft Final Report) และได้รับความเห็นชอบร่าง รายงานฉบับสมบูรณ์ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว งวดที่ ๕ กาหนดจ่ายร้อยละ 2๐ ของวงเงินทั้งหมด โดยหักเป็นเงินประกันผลงานร้อยละ ๕ ของเงิน ค่าจ้างงวด เมื่อที่ปรึกษาส่งมอบรายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) และได้รับความเห็นชอบรายงานฉบับ สมบูรณ์ จากคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษาและอนุมัติการเบิกจ่ายเงินแล้ว เงินประกันผลงานจะจ่ายคืนให้ที่ปรึกษาภายใน ๔๕ วัน นับแต่การจ่ายเงินงวดสุดท้าย ๑๖ การบริหารโครงการ ๑๖.๑ สศช. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงในการตกลงจ้างที่ปรึกษา ๑๖.๒ สศช. จะแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษา ทาหน้าที่ตรวจสอบและ ควบคุมการดาเนินโครงการให้เป็นไปตามข้อกาหนดการศึกษา ๑๖.๓ การดาเนินงานในทุกขั้นตอน ที่ปรึกษาที่ได้รับมอบหมายจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สศช. รวมทั้งจะต้องยินยอมให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างที่ปรึกษา และผู้ที่ได้รับมอบหมายเข้าร่วม ดาเนินงานในฐานะผู้สังเกตการณ์ ๑๗ หน่วยงานที่รับผิดชอบ สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค (สพภ.) 4 ภาค และกลุ่มงานประสานนโยบายการกระจาย อานาจ (กจ.) สศช.
  • 13.
    - ๑๓ - บัญชีเอกสารแสดงคุณสมบัติตามระเบียบฯข้อ ๑๕ จัตวา กิจการ เอกสาร หสน./หจก. บจก./บมจ. บุคคล ธรรมดา รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย มูลนิธิ, สมาคม, องค์การ มหาชน  สาเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ออกให้หรือ รับรองให้ไม่เกิน ๖ เดือน นับถึงวันยื่นข้อเสนอ     บัญชีรายชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี)    ผู้มีอานาจควบคุม (ถ้ามี)     สาเนาหนังสือบริคณห์สนธิ   บัญชีรายชื่อกรรมการผู้จัดการ    บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่    สาเนาบัตรประจาตัวประชาชน   กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับในการจัดตั้งหน่วยงาน   รายชื่อผู้บริหาร/คณะกรรมการ    ผู้จัดการ หรือผู้มีอานาจสั่งการ    เอกสารอื่น (ถ้ามี) เช่น สาเนาใบทะเบียนพาณิชย์ สาเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม     