1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6
ปีการศึกษา 2561
ชื่อโครงงาน การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
ในชุมชนกึ่งเมือง
ชื่อผู้ทำโครงงาน
1. นายฑีฆ์ โกฎธิ เลขที่ 23 ชั้น 6 ห้อง 9
2. นางสาว ผกวรรณ ใจมา เลขที่ 44 ชั้น 6 ห้อง 9
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดำเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทำข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม .……
1. นายฑีฆ์ โกฎธิ เลขที่ 23
2. นางสาวผกวรรณ ใจมา เลขที่ 44
คำชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนกึ่งเมือง
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
STROKE PREVENTION IN HYPERTENSIVE PATIENTS IN SUBURBAN COMMUNITY
ประเภทโครงงาน โครงงานเพื่อศึกษา
ชื่อผู้ทำโครงงาน นายฑีฆ์ โกฎธิ
นางสาวผกวรรณ ใจมา
ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ชื่อที่ปรึกษาร่วม -
ระยะเวลาดำเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561
ที่มาและความสำคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทำโครงงาน)
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic
HeartDisease - IHD)และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 145,000รายต่อปี หรือ
ประมาณ ร้อยละ29 ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งและสามของการ
เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือด
สมอง ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง จำนวน 26 คน โดย
กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการสร้างความตระหนักรู้ จำนวน 4 สัปดาห์ และติดตามหลังโปรแกรมฯ 1 เดือน เก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .81 และ
วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่า t-test
จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้วิจัยและชุมชนได้ร่วมกันวางแผน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้
อย่างมีส่วนร่วมเติมเต็มความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง และแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ เรื่องอาหารและการออกกำลังกายโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ผลการดำเนินงานพบว่า
กิจกรรมที่จัดขึ้นสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้ เพิ่มขึ้น มี
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสม
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทำโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1. เพื่อศึกษาบริบท ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยป้องกัน ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
2. เพื่อออกแบบการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
3. เพื่อประเมินผลการปฏิบัติตามกิจกรรมการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
3
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต เงื่อนไขและข้อจำกัดของการทำโครงงาน)
โรงพยาบาทฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 50240 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 100 คน
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทำโครงงาน)
โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่มีอันตรายอย่างยิ่งถึงชีวิต คือโรคที่อยู่ในภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอด
เลือดตีบตันหรือหลอดเลือดแตก เป็นเหตุให้เนื้อเยื่อในสมองนั้นถูกทำลายลงส่งผลให้การท างานของสมองหยุดชะงัก
และเสียชีวิตได้ความผิดปกติที่เกิดขึ้น
ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากอาการสมองขาดเลือด โดยแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้
1.หลอดเลือดสมองตีบหรือเกิดอุดตัน (ischemic stroke) สามารถพบได้ถึง 80% ของโรคหลอดเลือดสมอง
เกิดได้จากลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นจากบริเวณอื่นของร่างกาย ได้ไหลตามกระแสเลือดจนเข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดของสมอง
หรืออาจจะเกิดลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในเส้นเลือดสมอง และได้ขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นและอุดตันเส้นเลือดของสมอง ส่วน
สาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดของสมองเกิดการตีบตันนั้นอาจจะเกิดจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดแคบ
ลง ความยืดหยุ่นและความสามารถในการลำเลียงเลือดลดน้อยลง
2.หลอดเลือดสมองปริแตกหรือเกิดการฉีกขาด (hemorrhagic stroke) สามารถพบได้ 20% ของโรคหลอด
เลือดสมอง มีสาเหตุมาจากเส้นเลือดเกิดความเปราะบางร่วมกับโรคความดันโลหิตสูงทำให้บริเวณนั้นเกิดการโป่งพอง
และแตกออก หรืออาจจะเกิดจากเส้นเลือดนั้นสูญเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด จึงทำให้เส้น
เลือดปริแตกได้ง่าย ส่งผลให้ปริมาณที่เลือดจะไปเลี้ยงสมองเกิดการลดลงอย่างเฉียบพลัน และเมื่อเส้นเลือดปริแตก ก็
อาจจะก่อให้เกิดเลือดออกในสมองได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งออกเป็นแบบหลักๆ ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่
สามารถป้องกันได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถป้องกันได้
• อายุ : เมื่ออายุมากขึ้น เป็นปกติที่หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามอายุไปด้วยเช่นกัน โดยผิวชั้นในของหลอดเลือด
จะหนาและแข็งขึ้นเพราะสาเหตุจากคราบหินปูนและไขมันมาเกาะ ทำให้ช่องทางที่เลือดไหลผ่านแคบลง
เรื่อยๆ
• เพศ : ได้มีการค้นพบว่าเพศชายนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าเพศหญิง
• ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ : จะส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเลือดและเกิดลิ่ม
เลือดได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป
2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้
• ความดันโลหิตสูง : นี่คือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว
• เบาหวาน : เป็นต้นเหตุให้เส้นเลือดแข็งทั่วร่างกาย และถ้าหากเกิดเส้นเลือดแข็งในสมองก็จะมีโอกาสเกิดโรค
หลอดเลือดสมองสูงกว่าคนปกติ 2 - 3 เท่า
• ไขมันในเลือดสูง : เป็นทั้งความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูงคือ
ภาวะที่ไขมันเกาะสะสมอยู่ตามผนังของเส้นเลือด ทำให้เป็นอุปสรรคกีดขวางการลำเลี้ยงเลือดไปยังส่วนต่างๆ
ของร่างกาย
• โรคหัวใจ : อันได้แก่ โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิด
ลิ่มเลือด และถ้าลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดสมองก็จะทำให้สมองเกิดอาการขาดเลือดได้
4
• การสูบบุหรี่ : ในบุหรี่มีสารนิโคตินและคาร์บอน ทำให้ประมาณออกซิเจนที่ร่างกายได้รับลดลง และยังเป็นตัว
ที่ทำลายผนังของหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว มีการค้นพบว่าสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวก็ทำ
ให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 3.5%
• ยาคุมกำเนิด : ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยง
ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
• โรคซิฟิลิส : เป็นหนึ่งในสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบทำให้เส้นเลือดแข็งตัว
• การไม่ออกกำลังกาย : สาเหตุหลักๆของหลายโรค
อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อสมองเกิดการขาดเลือด จะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นมาโดยจะเป็น
มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและตำแหน่งที่สมองนั้นเสียหาย เช่น มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่บริเวณ
ใบหน้าตามร่างกาย หรือชาครึ่งซีกของร่างกาย พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก ปวดศีรษะ
เวียนศีรษะทันทีทันใด ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวอย่างฉับพลัน เดินเซ ทรงตัว
ลำบาก อาการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ในรายที่เป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวจะเกิดอาการเหล่านี้
ขึ้นมาเตือนพักหนึ่งแล้วจะหายไปเอง หรือก็อาจจะเกิดขึ้นหลายๆ ครั้งก่อนที่จะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวรการ
ป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ
การป้องกันนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และควรจะทำก่อนที่จะเกิดโรคนี้ขึ้น คือต้อง
ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบตันหรือแตก เช่นความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันใน
เลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น
• หมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจสอบปัจจัยเสี่ยง ถ้าพบจะได้รีบรักษาแต่ต้น
• ถ้าพบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบตันหรือแตก ให้รีบรักษาและทานยาอย่างสม่ าเสมอตามแพทย์สั่ง
และห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด และถ้าพบอาการผิดปกติให้รีบเข้าพบแพทย์
• คอยควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน น้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ
• ทานอาหารให้สมดุล เลี่ยงการทานเค็ม หวาน มัน
• ออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ และคอยควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
• งดการสูบบุหรี่ และเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
• ถ้ามีอาการเตือนว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเป็นการชั่วคราวให้รีบเข้าพบแพทย์ถึงอาการเหล่านั้นจะหายเป็น
ปกติ
• ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันไปแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ทานยาเพื่อป้องกันการ
กลับมาเกิดซ้ำของโรค แต่การให้ยานั้นก็ต้องมีการติดตามผลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
เนื่องจากการให้ยาผิด หรือประมาท หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างดีอาจจะเกิดผลร้ายอย่างรุนแรงและเป็น
อันตรายแก่ชีวิตได้
ดังนั้นถ้าพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาในทันที เนื่องจาก
อาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นอาการที่ร้ายแรงอย่างมาก และอาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากไม่ถึงแก่ชีวิต
ก็อาจจะกลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูร่างกาย
ต่อไป
5
วิธีดำเนินงาน
แนวทางการดำเนินงาน
1.สำรวจวัดความดันโลหิตประชาชนที่มีอายุ30 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิงในชุมชน
จำนวน 100 คนเพื่อหาจำนวนผู้ป่วยทั้งรายเก่าและรายใหม่
2.สัมภาษณ์ผู้ป่วยและสังเกตพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยตามแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ
แบบสังเกตพฤติกรรม เพื่อต้องการทราบข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและบุคคลใน
ครอบครัวเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง
3.วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เป็นปัญหา
4.สร้างโครงการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแบบแผนการดำเนินชีวิตของ
ผู้ป่วยแต่ละคน
5.ดำเนินการโครงการแก้ไขด้วยการจัดโครงการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย
แต่ละรายจัดสนทนากลุ่มและทำกิจกรรมร่วมกัน รวม 6 ครั้งเดือนละครั้งจำนวน 50รายในระหว่างการ
ดำเนินโครงการผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ค่าความดันโลหิตสูงขึ้น
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1. เครื่องวัดความดันโลหิตและหูฟัง
2. แบบสัมภาษณ์ข้อมูลพื้นฐานและความรู้เกี่ยวกับโรคและการดูแลตนเอง หาความตรงเชิงเนื้อหา
และหาความเที่ยงตรงโดยใช้แอลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงตรง 0.93 และนำไปทดลองใช้
3.แบบสังเกตพฤติกรรมการดูแลตนเองผู้ป่วย
4.โครงการการให้ความรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง
งบประมาณ -
ขั้นตอนและแผนดำเนินงาน
ลำดั
บ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
1
2
1
3
1
4
1
5
1
6
1
7
1 คิดหัวข้อโครงงาน
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล
3 จัดทำโครงร่างงาน
4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน
5 ปรับปรุงทดสอบ
6 การทำเอกสารรายงาน
7 ประเมินผลงาน
8 นำเสนอโครงงาน
6
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทำโครงงาน)
ผู้คนรู้จักสาเหตุและโทษของโรคความดันโลหิตสูงนำสู่การความตระหนักถึงอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนเกิดการ
สะท้อนคิดถึงปัจจัยเสี่ยงของตนเองนำไปสู่การหาแนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
สถานที่ดำเนินการ
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
แหล่งอ้างอิง (เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาใช้การทำโครงงาน)
กัตติกา ธนะขว้าง. (2554). การวิเคราะห์อภิมานงานวิจัย
เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุใน
ประเทศไทย. วารสารพยาบาลทหารบก. ปีที่12
ฉบับที่ 2, 7-13.
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2550). โครงการ
รณรงค์ตรวจวัดความดันโลหิตฟรีแก่ประชาชนที่
มีอายุ 35 ปีขึ้นไป พร้อมกัน 76 จังหวัดทั่ว
ประเทศ. กรุงเทพฯ
คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ กรมการ
แพทย์กระทรวงสาธารณสุข. (2536). นโยบาย
และเป้าหมายการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ.
กรุงเทพฯ
จุฑารัตน์ ภาตะนันท์, รัชนี นามจันทรา และปิ่นหทัย
ศุภเมธาพร. (2555). ผลของโปรแกรมการ
พยาบาลที่บ้านต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและ
ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ที่ไม่สามารถควบคุมระดับความโลหิต. วารสาร
พยาบาลทหารบก. ปีที่ 12 ฉบับที่ 2, 72-80.

5

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201-33202 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5- 6 ปีการศึกษา 2561 ชื่อโครงงาน การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ในชุมชนกึ่งเมือง ชื่อผู้ทำโครงงาน 1. นายฑีฆ์ โกฎธิ เลขที่ 23 ชั้น 6 ห้อง 9 2. นางสาว ผกวรรณ ใจมา เลขที่ 44 ชั้น 6 ห้อง 9 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดำเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทำข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม .…… 1. นายฑีฆ์โกฎธิ เลขที่ 23 2. นางสาวผกวรรณ ใจมา เลขที่ 44 คำชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนกึ่งเมือง ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) STROKE PREVENTION IN HYPERTENSIVE PATIENTS IN SUBURBAN COMMUNITY ประเภทโครงงาน โครงงานเพื่อศึกษา ชื่อผู้ทำโครงงาน นายฑีฆ์ โกฎธิ นางสาวผกวรรณ ใจมา ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ชื่อที่ปรึกษาร่วม - ระยะเวลาดำเนินงาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน (อธิบายถึงที่มา แนวคิด และเหตุผล ของการทำโครงงาน) โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease) ซึ่งรวมถึงโรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic HeartDisease - IHD)และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 145,000รายต่อปี หรือ ประมาณ ร้อยละ29 ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งและสามของการ เสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือด สมอง ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง จำนวน 26 คน โดย กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมการสร้างความตระหนักรู้ จำนวน 4 สัปดาห์ และติดตามหลังโปรแกรมฯ 1 เดือน เก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .81 และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่า t-test จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้วิจัยและชุมชนได้ร่วมกันวางแผน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ อย่างมีส่วนร่วมเติมเต็มความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ เรื่องอาหารและการออกกำลังกายโดยใช้สมาธิบำบัดแบบ SKT ผลการดำเนินงานพบว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นสามารถตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีความรู้ เพิ่มขึ้น มี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสม วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทำโครงงาน ระบุเป็นข้อ) 1. เพื่อศึกษาบริบท ปัจจัยเสี่ยงปัจจัยป้องกัน ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2. เพื่อออกแบบการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 3. เพื่อประเมินผลการปฏิบัติตามกิจกรรมการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
  • 3.
    3 ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขตเงื่อนไขและข้อจำกัดของการทำโครงงาน) โรงพยาบาทฮอด จังหวัดเชียงใหม่ 50240 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 100 คน หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทำโครงงาน) โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่มีอันตรายอย่างยิ่งถึงชีวิต คือโรคที่อยู่ในภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอด เลือดตีบตันหรือหลอดเลือดแตก เป็นเหตุให้เนื้อเยื่อในสมองนั้นถูกทำลายลงส่งผลให้การท างานของสมองหยุดชะงัก และเสียชีวิตได้ความผิดปกติที่เกิดขึ้น ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากอาการสมองขาดเลือด โดยแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้ 1.หลอดเลือดสมองตีบหรือเกิดอุดตัน (ischemic stroke) สามารถพบได้ถึง 80% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดได้จากลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นจากบริเวณอื่นของร่างกาย ได้ไหลตามกระแสเลือดจนเข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดของสมอง หรืออาจจะเกิดลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในเส้นเลือดสมอง และได้ขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นและอุดตันเส้นเลือดของสมอง ส่วน สาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดของสมองเกิดการตีบตันนั้นอาจจะเกิดจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดแคบ ลง ความยืดหยุ่นและความสามารถในการลำเลียงเลือดลดน้อยลง 2.หลอดเลือดสมองปริแตกหรือเกิดการฉีกขาด (hemorrhagic stroke) สามารถพบได้ 20% ของโรคหลอด เลือดสมอง มีสาเหตุมาจากเส้นเลือดเกิดความเปราะบางร่วมกับโรคความดันโลหิตสูงทำให้บริเวณนั้นเกิดการโป่งพอง และแตกออก หรืออาจจะเกิดจากเส้นเลือดนั้นสูญเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด จึงทำให้เส้น เลือดปริแตกได้ง่าย ส่งผลให้ปริมาณที่เลือดจะไปเลี้ยงสมองเกิดการลดลงอย่างเฉียบพลัน และเมื่อเส้นเลือดปริแตก ก็ อาจจะก่อให้เกิดเลือดออกในสมองได้ ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งออกเป็นแบบหลักๆ ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ สามารถป้องกันได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ 1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถป้องกันได้ • อายุ : เมื่ออายุมากขึ้น เป็นปกติที่หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามอายุไปด้วยเช่นกัน โดยผิวชั้นในของหลอดเลือด จะหนาและแข็งขึ้นเพราะสาเหตุจากคราบหินปูนและไขมันมาเกาะ ทำให้ช่องทางที่เลือดไหลผ่านแคบลง เรื่อยๆ • เพศ : ได้มีการค้นพบว่าเพศชายนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าเพศหญิง • ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ : จะส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเลือดและเกิดลิ่ม เลือดได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป 2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ • ความดันโลหิตสูง : นี่คือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้ที่มีความดันโลหิตสูง จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว • เบาหวาน : เป็นต้นเหตุให้เส้นเลือดแข็งทั่วร่างกาย และถ้าหากเกิดเส้นเลือดแข็งในสมองก็จะมีโอกาสเกิดโรค หลอดเลือดสมองสูงกว่าคนปกติ 2 - 3 เท่า • ไขมันในเลือดสูง : เป็นทั้งความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูงคือ ภาวะที่ไขมันเกาะสะสมอยู่ตามผนังของเส้นเลือด ทำให้เป็นอุปสรรคกีดขวางการลำเลี้ยงเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย • โรคหัวใจ : อันได้แก่ โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิด ลิ่มเลือด และถ้าลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดสมองก็จะทำให้สมองเกิดอาการขาดเลือดได้
  • 4.
    4 • การสูบบุหรี่ :ในบุหรี่มีสารนิโคตินและคาร์บอน ทำให้ประมาณออกซิเจนที่ร่างกายได้รับลดลง และยังเป็นตัว ที่ทำลายผนังของหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว มีการค้นพบว่าสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวก็ทำ ให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 3.5% • ยาคุมกำเนิด : ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง • โรคซิฟิลิส : เป็นหนึ่งในสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบทำให้เส้นเลือดแข็งตัว • การไม่ออกกำลังกาย : สาเหตุหลักๆของหลายโรค อาการของโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อสมองเกิดการขาดเลือด จะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นมาโดยจะเป็น มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและตำแหน่งที่สมองนั้นเสียหาย เช่น มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่บริเวณ ใบหน้าตามร่างกาย หรือชาครึ่งซีกของร่างกาย พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก ปวดศีรษะ เวียนศีรษะทันทีทันใด ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวอย่างฉับพลัน เดินเซ ทรงตัว ลำบาก อาการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ในรายที่เป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวจะเกิดอาการเหล่านี้ ขึ้นมาเตือนพักหนึ่งแล้วจะหายไปเอง หรือก็อาจจะเกิดขึ้นหลายๆ ครั้งก่อนที่จะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวรการ ป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ การป้องกันนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และควรจะทำก่อนที่จะเกิดโรคนี้ขึ้น คือต้อง ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบตันหรือแตก เช่นความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันใน เลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น • หมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจสอบปัจจัยเสี่ยง ถ้าพบจะได้รีบรักษาแต่ต้น • ถ้าพบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบตันหรือแตก ให้รีบรักษาและทานยาอย่างสม่ าเสมอตามแพทย์สั่ง และห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด และถ้าพบอาการผิดปกติให้รีบเข้าพบแพทย์ • คอยควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน น้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ • ทานอาหารให้สมดุล เลี่ยงการทานเค็ม หวาน มัน • ออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ และคอยควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม • งดการสูบบุหรี่ และเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ • ถ้ามีอาการเตือนว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเป็นการชั่วคราวให้รีบเข้าพบแพทย์ถึงอาการเหล่านั้นจะหายเป็น ปกติ • ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันไปแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ทานยาเพื่อป้องกันการ กลับมาเกิดซ้ำของโรค แต่การให้ยานั้นก็ต้องมีการติดตามผลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากการให้ยาผิด หรือประมาท หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างดีอาจจะเกิดผลร้ายอย่างรุนแรงและเป็น อันตรายแก่ชีวิตได้ ดังนั้นถ้าพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาในทันที เนื่องจาก อาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นอาการที่ร้ายแรงอย่างมาก และอาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากไม่ถึงแก่ชีวิต ก็อาจจะกลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูร่างกาย ต่อไป
  • 5.
    5 วิธีดำเนินงาน แนวทางการดำเนินงาน 1.สำรวจวัดความดันโลหิตประชาชนที่มีอายุ30 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิงในชุมชน จำนวน100 คนเพื่อหาจำนวนผู้ป่วยทั้งรายเก่าและรายใหม่ 2.สัมภาษณ์ผู้ป่วยและสังเกตพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยตามแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ แบบสังเกตพฤติกรรม เพื่อต้องการทราบข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและบุคคลใน ครอบครัวเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง 3.วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เป็นปัญหา 4.สร้างโครงการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแบบแผนการดำเนินชีวิตของ ผู้ป่วยแต่ละคน 5.ดำเนินการโครงการแก้ไขด้วยการจัดโครงการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย แต่ละรายจัดสนทนากลุ่มและทำกิจกรรมร่วมกัน รวม 6 ครั้งเดือนละครั้งจำนวน 50รายในระหว่างการ ดำเนินโครงการผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ค่าความดันโลหิตสูงขึ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1. เครื่องวัดความดันโลหิตและหูฟัง 2. แบบสัมภาษณ์ข้อมูลพื้นฐานและความรู้เกี่ยวกับโรคและการดูแลตนเอง หาความตรงเชิงเนื้อหา และหาความเที่ยงตรงโดยใช้แอลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงตรง 0.93 และนำไปทดลองใช้ 3.แบบสังเกตพฤติกรรมการดูแลตนเองผู้ป่วย 4.โครงการการให้ความรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเอง งบประมาณ - ขั้นตอนและแผนดำเนินงาน ลำดั บ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 1 2 1 3 1 4 1 5 1 6 1 7 1 คิดหัวข้อโครงงาน 2 ศึกษาและค้นคว้าข้อมูล 3 จัดทำโครงร่างงาน 4 ปฏิบัติการสร้างโครงงาน 5 ปรับปรุงทดสอบ 6 การทำเอกสารรายงาน 7 ประเมินผลงาน 8 นำเสนอโครงงาน
  • 6.
    6 ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทำโครงงาน) ผู้คนรู้จักสาเหตุและโทษของโรคความดันโลหิตสูงนำสู่การความตระหนักถึงอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนเกิดการ สะท้อนคิดถึงปัจจัยเสี่ยงของตนเองนำไปสู่การหาแนวทางป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สถานที่ดำเนินการ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แหล่งอ้างอิง(เอกสาร หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาใช้การทำโครงงาน) กัตติกา ธนะขว้าง. (2554). การวิเคราะห์อภิมานงานวิจัย เกี่ยวกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุใน ประเทศไทย. วารสารพยาบาลทหารบก. ปีที่12 ฉบับที่ 2, 7-13. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2550). โครงการ รณรงค์ตรวจวัดความดันโลหิตฟรีแก่ประชาชนที่ มีอายุ 35 ปีขึ้นไป พร้อมกัน 76 จังหวัดทั่ว ประเทศ. กรุงเทพฯ คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ กรมการ แพทย์กระทรวงสาธารณสุข. (2536). นโยบาย และเป้าหมายการป้องกันควบคุมโรคไม่ติดต่อ. กรุงเทพฯ จุฑารัตน์ ภาตะนันท์, รัชนี นามจันทรา และปิ่นหทัย ศุภเมธาพร. (2555). ผลของโปรแกรมการ พยาบาลที่บ้านต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและ ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ที่ไม่สามารถควบคุมระดับความโลหิต. วารสาร พยาบาลทหารบก. ปีที่ 12 ฉบับที่ 2, 72-80.