1 
 
ประชุมวิชาการ โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14
วันที่ 25-26 พฤษภาคม 2559
วิถีแห่งความสุข ของมนุษย์วัยทํางาน
ณ ห้องประชุมรําไพพรรณี โรงพยาบาลพระปกเกล้า
คํานํา
การประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ประจําปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๑๔ แล้ว ภายใต้แนวคิดหลัก
(Theme) “วิถีแห่งความสุข ของมนุษย์วัยทํางาน” ซึ่ง Theme งานนี้ได้มาจากการระดมความเห็นและโหวต
จากบุคลากรภายในโรงพยาบาล เนื้อหาการประชุมวิชาการในปี นี้จึงประกอบด้วย ปาฐกถาพิเศษ
จากผู้ตรวจราชการ เขตสุขภาพที่ ๖ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ทํางานอย่างไรให้มีความสุข โดย
รศ.(พิเศษ)นพ.อัษฎา ตียพันธ์ ผอ.รพ.สมิติเวชศรีราชา อดีตผอ.รพ.พระปกเกล้า ต่อด้วยเรื่อง สุขภาพดีวิถี
คนทํางาน โดย นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์ รพ.พระจอมเกล้า ลงท้ายด้วยเรื่อง ชะลอวัยทํางานด้วยโยคะ
โดย พญ.เสาวนิตย์กมลธรรม นอกจากหัวข้อบรรยายดังกล่าวแล้ว ยังมีหัวข้อสาระน่ารู้ update ทางวิชาการ
จากแพทย์ทุกๆสาขาเช่น CPR update 2016 , update wound care เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการนําเสนอ
ผลงานทางวิชาการเช่นเคยทั้ง R2R, CQI, IVT
ผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้ในการดูแลสุขภาพกาย-ใจของตนเองแล้ว
ยังสามารถนําความรู้ไปแนะนําผู้ป่วยและญาติที่อยู่ในวัยทํางานได้ด้วย เพื่อในที่สุดแล้วเราจะมีบุคลากร
สาธารณสุขที่มีสุขภาพดี สามารถให้บริการแก่ผู้ป่วยที่มีคุณภาพต่อไป
(พญ.กนกกร สวัสดิไชย)
ประธานคณะกรรมการจัดงานประชุมวิชาการ
โรงพยาบาลพระปกเกล้าครั้งที่ ๑๔
ข
 
 
สารบัญ
หน้า
บทนํา ก
ส่วนที่1 1
กําหนดการประชุม 2
กําหนดการนําเสนอ 3
รายชื่อกองบรรณาธิการและคณะกรรมการพิจารณางานวิจัย 5
ผลงานวิชาการ 7
ส่วนที่2 17
บทคัดย่อ 18
ส่วนที่3 144
รายชื่อบริษัทผู้สนับสนุน 145
สาระน่ารู้ 147
 
 
1 
 
ส่วนที่1
♥ กําหนดการประชุม
♥ กําหนดการนําเสนอผลงาน
♥ รายชื่อกองบรรณาธิการและ
คณะกรรมการพิจารณางานวิจัย
♥ ผลงานวิชาการ
2 
 
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2559
ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี
08.30-08.45 น. การแสดงเปิดงาน
08.45-10.00 น. พิธีเปิด โดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข
เขตสุขภาพที่ 6
ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
10.00 -10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster
10.15-12.00 น. บรรยาย "ทํางานอย่างไร ให้มีความสุข"
โดย : รศ.นพ.อัษฎา ตียพันธ์ ผอ.รพ.สมิติเวช ศรีราชา
12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 น. บรรยาย " สุขภาพดีวิถีคนทํางาน "
โดย : นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์ รพ.พระจอมเกล้า
นําเสนอสาระน่ารู้ Update วิชาการทางการแพทย์และการรักษา
13.00-13.25 น. • การวัดพังผืดของตับในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังด้วยเครื่อง Transient elastography
โดย : นายแพทย์พุทธ เมืองไพศาล กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.พระปกเกล้า14.30-14.40 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster
14.40-16.00 น. บรรยาย " สุขภาพดีวิถีคนทํางาน " (ต่อ)
โดย : นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์ รพ.พระจอมเกล้า
13.25-13.50 น. • การรักษาเบาหวานในเด็ก
โดย : แพทย์หญิงฐาปนา รุ่งหิรัญวัฒน์ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม รพ.พระปกเกล้า
13.50-14.15 น. • Presurgical nasoalveolar molding technique for infant cleft lip and palate
patient: A case report
โดย : ทันตแพทย์ปฐมพร จงจรวยสกุล กลุ่มงานทันตกรรม รพ.พระปกเกล้า
14.15-14.40 น. • Diffuse sclerosing osteomyelitis of the mandible : a case report
โดย : ทันตแพทย์กําธร อุทรักษ์ กลุ่มงานทันตกรรม รพ.พระปกเกล้า
14.40-14.50 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster
14.50-15.15 น. • Update in Cervical cancer prevention
โดย : แพทย์หญิงวินียา ศุขนิคม กลุ่มงานสูติ นรีเวชกรรม รพ.พระปกเกล้า
15.15-15.40 น. • ACL (เอ็นไขว้หน้าบาดเจ็บ)
โดย : นายแพทย์พลชัย วงษ์ทองสาลี กลุ่มงานศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ รพ.พระปกเกล้า
15.40-16.05 น. • เครื่องถอนหัวเข็มฉีดยาออกจาก hub : ป้องกันอุบัติเหตุบุคลากรถูกเข็มทิ่มตํา
โดย : นายแพทย์พรศักดิ์ ลิ้มวัฒนากุล กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.พระปกเกล้า
ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี อาคารประชาธิปกศักดิเดชน์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า
กําหนดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
 
 
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม 2559
ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี
08.30-10.00 น. นําเสนอผลงานด้วยวาจา R2R 08.30-10.10 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CR/R2R/CQI
10.00-10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 10.10-10.25 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster
10.15-12.00 น. นําเสนอผลงานด้วยวาจา R2R/CQI 10.25-12.00 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CQI
12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 น. นําเสนอผลงานด้วยวาจา CQI/IVT 13.00-14.10 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CQI
14.30-14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 14.10-14.25 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster
นําเสนอสาระน่ารู้ Update วิชาการทางการแพทย์และการรักษา 14.25-15.55 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CQI/IVT
14.45-15.10 น. • CPR update in 2016 โดย :
นายแพทย์โพธิ์ จรรยาวนิชย์ กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.พระปกเกล้า
15.10-15.35 น. • Scrub the Hub ร่วมด้วยช่วยป้องกัน BSI
โดย : น.ส.มุจรินทร์ แจ่มแสงทอง งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน
โรงพยาบาล รพ.พระปกเกล้า
15.35-16.00 น. • Update Wound Care
โดย : นายแพทย์กฤษณ์ จงแจ่มฟ้า กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.พระปกเกล้า
ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี อาคารประชาธิปกศักดิเดชน์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า
กําหนดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
4 
 
หมายเหตุ ; กําหนดการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม
วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม 2559
ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี
08.30-09.00 น. ชมภาพบรรยากาศการประชุม
09.00-10.00 น. บรรยาย “ชะลอวัยทํางานด้วยโยคะ”
โดย : พญ.เสาวนิตย์ กมลธรรม
10.00 -10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster
10.15 -11.30 น. บรรยาย “ชะลอวัยทํางานด้วยโยคะ” (ต่อ)
โดย : พญ.เสาวนิตย์ กมลธรรม
11.30-12.00 น. มอบรางวัลผลงาน เหรียญทอง/เงิน/ทองแดง และชมเชย
หน่วยงานที่ส่งผลงานมากที่สุดในโรงพยาบาล
ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี อาคารประชาธิปกศักดิเดชน์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า
กําหนดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
 
 
กองบรรณาธิการด้านเอกสารประกอบการประชุมวิชาการ
โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 ประจําปี 2559
1. นายแพทย์โกมล ประภาสิต ประธานกรรมการ
2. นางอรสา ศิริวุฒิ กรรมการ
3. นางสาวจรินญา กาบสันเทียะ กรรมการ
4. นางสาวอุกายเกตุ ปิยารมย์ กรรมการ
5. นางสาวจตุพร เชยทอง กรรมการ
6. นางสาวรัชนิญา สนธิวรุณ กรรมการ
7. นางสาวธนัชชา แท่งทอง กรรมการ
8. นางสาววรัษฐา หอมมะลิ กรรมการ
6 
 
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานวิชาการ
โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 ประจําปี 2559
ประเภท clinical research และ R2R
1. นายแพทย์ภัทร์พงศ์ อุดมพัฒน์
2. ดร.ยศพล เหลืองโสมนภา
3. ดร.ชดช้อย วัฒนะ
ประเภท CQI และ IVT
1. ดร.ทองสวย สีทานนท์
2. ดร.พรฤดี นิธิรัตน์
3. ดร.บัญชา พร้อมดิษฐ์
 
 
ผลงานวิชาการด้วยวาจา
ประเภท งานวิจัยจากงานประจํา
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
R2R-O-1 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยา จากการคัดลอก
คําสั่งการใช้ยางานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลลําพูน
สุวรรณ ภิญโญจิตต์
นิตยา ชนะกอก
จารุวรรณ วานม่วง
19
R2R-O-2 ผลลัพธ์ของการใช้Standing order Cryptococcal menigoencephalitis และ
Pneumocystis Carinii pneumonia (PCP) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลสมเด็จ
พระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร 
นัดดา พรหมสาขา ณ สกลนคร
21
R2R-O-3 เปรียบเทียบผลการใช้วิธีการดูดเสมหะระบบปิดกับระบบเปิดต่ออัตราการเกิดปอด
อักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและค่าใช้จ่ายการดูดเสมหะในผู้ป่วยที่ใช้
เครื่องช่วยหายใจ 
ปาริชาต คุณวงศ์
23
R2R-O-4 ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ จากการ
ให้ยาและสารละลายที่มีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลสมเด็จพระ
ยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ณัฐธิดา ทะคง 
สุกันดา ศรีชาติ 
เอี่ยมศิริ ฮดโสดา 
ดรุณี มณีสิงห์ 
ปานใจ ฤาเดช
25
R2R-O-5 ผลการใช้แนวปฏิบัติเพื่อประเมินความสําเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ 
นางสาวมณีรัตน์ โสมศรีแพง 
ปานใจ ฤาเดช
27
 
8 
 
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
R2R-O-6 งานวิจัยจากงานประจํา การจัดการความรู้เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการลด
พุงลดโรคลดเสี่ยง 
บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ 
ศุภรัตน์ แจ่มแจ้ง
ดวงแข พิทักษ์สิน
29
R2R-O-7 ศึกษาผลโดยการใช้หลักปรับภาวะเสียสมดุลโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทาง
กลศาสตร์ [Kinematic linkageImbalance- K.L.I.M.B]ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทยจังหวัดชลบุรี 
ศุภวรรณ ตันติพิพัฒนา
31
R2R-O-8 การสร้างพลังใจเหนือกาย ในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี โดยโรงพยาบาล
โคกเจริญ อําเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี 
พิมฉวี จันทร์เพ็ญ
33
R2R-O-9 เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารด้วยเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ของฝ่ายการพยาบาล
ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ 
สมนึก สุทธิรักษ์ศิริ
38
R2R-O-10 การพัฒนาสุขภาพนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยใช้กระบวนการจิตตปัญญา ใน
เขตอําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร 
ชนิกา ทองอันตัง 
รศ.(พิเศษ) สุขสมัย สมพงษ์
42
 
 
ประเภท งานพัฒนาคุณภาพ
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
CQI-O-1 โครงการเตรียมก่อนคลอดด้วยจิตประภัสสร โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย
จังหวัดแพร่ 
วาสนา มณีทิพย์
45
CQI-O-2 ปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่รักษาด้วยไฟฟ้า ทําให้ไม่พบผู้ป่วยพลัดตกหกล้ม
และกระดูกหักข้อเคลื่อน หลังการรักษาด้วยไฟฟ้า 
สามภพ สาระกุล 
พรรณี มงคลศิริ 
อัญชลี นักเสียง
47
CQI-O-3 การใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพเพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่คา
สายสวนปัสสาวะ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร 
ปาริชาต คุณวงศ์ 
สันทนา สัพโส
49
CQI-O-4 รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใน
คลินิกพิเศษโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ตามกรอบแนวคิดของ
B.I.C3
.S Model 
ปิยพงศ์ สอนลบ 
กัญญมล สุมาลี 
สายสวาท คําสัตย์ 
อติมาน ศรีจักร
51
CQI-O-5 Pap Smear Mobility Unit in Community 
สุรภา สุขสวัสดิ์
53
CQI-O-6 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันครบวงจร
โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ 
นาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข 
เรือเอกหญิงกอบกุล บัวสมบูรณ์ 
พันจ่าเอกจอมนรา ราชโพธิ์ทอง
55
CQI-O-7 นมแม่วิถีแห่งความสุขกับชีวิตคนทํางาน 
วาสนา งามการ
57
10 
 
ประเภท นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
IVT-O-1 นวัตกรรม VAP kit (ชุดอุปกรณ์ป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ) 
ปาริชาต คุณวงศ์ 
มณีรัตน์ โสมศรีแพง 
เอี่ยมศิริ ฮดโสดา 
ณัฐธิดา ทะคง 
สุพรรษา ผลมุ่ง
60
IVT-O-2 Casting model for the cast training 
เรือโทกฤตนัย สารภี
62
ผลงานวิชาการประเภทโปสเตอร์
ประเภท งานวิจัยจากงานประจํา
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
R2R-P-1 การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้ กลุ่ม
การพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร 
พรศิริ เรือนสว่าง
กรุณา ลิ้มเจริญ
ปิยะวดี ฉาไธสง
65
R2R-P-2 การค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จากผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด 
ปิยะวดี ฉาไธสง
เสาวลักษณ์ อภิสุข
68
R2R-P-3 การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรับประทานยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุง
และสูตรเดิม ในผู้ป่วยเด็กที่ต้องส่งตรวจพิเศษ 
สมฤดี เลิศงามมงคลกุล 
ลัคณา สฤษดิ์ไพศาล 
ลัทธยา อัศวจารุวรรณ
70
 
 
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
R2R-P-4 แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด 
จินตนา ดาวเรือง 
กมลพร ศิริสกุลเดชะ 
ปิยะวดี ฉาไธสง
เจษฎากรณ์ ฐานคร
72
R2R-P-5 การคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ด้วยผลคูณระหว่างความสูงของมดลูกกับ
เส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือเมื่อเจ็บครรภ์คลอด 
อรพินทร์ เตชรังสรรค์  
วันเพ็ญ สุขส่ง
74
R2R-P-6 ผลการปรับระบบการต่อเครื่องช่วยหายใจและการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ 
ปาริชาต คุณวงศ์ 
มณีรัตน์ โสมศรีแพง 
ภิญญดา กองแก้ว
75
R2R-P-7 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยต่อความรู้และความเชื่อด้าน
สุขภาพในการป้องกันตนเองจากการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการ
ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นหญิง 
สมบัติ รัตนะนาม 
ชําเรือง แสงสุวรรณ 
พรฤดี นิธิรัตน์ 
เพ็ญนภา พิสัยพันธ์
77
R2R-P-8 ผลการใช้พลาสติกป้องกันการสูญเสียความร้อนในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนิ่วที่ไต
โดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) 
วรนารถ สุจินต์ 
บวรวรรณ นาคลําภา
79
12 
 
ประเภท งานพัฒนาคุณภาพ
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
CQI-P-1 ประเมินระบบเฝ้าระวังไข้เลือดออก 
รัชนี ทําจํารัส
84
CQI-P-2 พัฒนาระบบ “การให้ยาระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีพยาบาล” 
รฐา โดนสูงเนิน 
ระพีพรรณ มีสูงเนิน
86
CQI-P-3 วิสัญญีสัญจรเพื่อประชาชน 
อรสา ตันตินพเก้า 
รัชดาวรรณ ฉันทสุเมธี
88
CQI-P-4 การพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินค่า
รักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก 
จันทริกา สนั่นเกียรติเจริญ 
ปิยวัฒน์ เมฆแดง
90
CQI-P-5 New look Emergency Cart 
บุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส 
กาญจนา โกกิละนันทน์ 
มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์
ณภัทร ไวปุรินทะ
92
CQI-P-6 เปลี่ยนหลอดไฟห้องผู้ป่วยเป็นหลอดไฟแบบ ดาวน์ไลท์( Down light) แบบฝังฝ้า
ทั้งหมด ทําให้ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงไม่สามารถปีนขึ้นไปถอด
หลอดไฟมาทําลายและใช้เป็นอาวุธได้ 
สามภพ สาระกุล 
พรรณี มงคลศิริ 
อัญชลี นักเสียง
94
CQI-P-7 เอกสารประกอบการประชุม อบรม สัมมนา อิเล็กทรอนิกส์ (E- Annual General
Meeting)
วิภาวดี ต่อวงษ์
พิมพ์พนิต มงคลวงษ์
ภัทรวดี สุวรรณอาจ
95
 
 
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
CQI-P-8 การปรับต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบด้วยนวัตกรรม
รีไซเคิล
วรชัย นามวงษา
นงคราญ วงษ์ดี
97
CQI-P-9 Two Days PPK Cath Lab
วิรัตน์ ทักษ์คีรี
ธันวา พิทักษ์สุธีพงศ์
ปิยะนันท์ ทิพโสต
รัตนา เดิมสมบูรณ์
ปภาดา สุวรรณหิตาธร
99
CQI-P-10 การพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล
ปาริชาต คุณวงศ์
สุกันดา ศรีชาติ
ลาวัลย์ เพชรคํา
101
CQI-P-11 ผลของกิจกรรมพัฒนาต่อการลดลงของความคลาดเคลื่อนในงานผสมสารอาหารที่
ให้ทางหลอดเลือดดํา
ยุคล จันทเลิศ
กนกวรรณ ส่องสุข
103
CQI-P-12 วิถีแห่งความสุขของคนในห้องเอกซเรย์
มนูญ ตนัยโชติ
105
CQI-P-13 ผลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลคีรีมาศตามกรอบแนวคิดของ
4 P model
ปิยพงศ์ สอนลบ
มาตุพร นทีประสิทธิพร
เพ็ญทหัย ธรรม์ปพนธ์
ฉัตรนัยน์ พุฒฟัก
107
 
14 
 
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
CQI-P-14 พัฒนาการดูแลแผลผู้ป่วยเบาหวาน
อรุณรัตน์ เพิ่มผล
ฉวีวรรณ ศรีอําไพ
วรัตถ์นันท์ เวียสุวรรณ
กัณฑิมา วงษ์บุญมี
109
CQI-P-15 การบริหารจัดการหอผู้ป่วยวัณโรค
อุทัยวรรณ สิงห์คํา
นรกมล ใหม่ทอง
พัชรี ปุญญศรี
พัชรินทร์ ชอบค้า
ศิริมา เทพสุภา
111
CQI-P-16 การพัฒนารูปแบบการเปลี่ยนสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเครื่องดม
ยาสลบ
อมรา ลีแสน
เรืองอุไร ธิเดช
ดวงใจ วงศ์วิชิต
ญานิณทร สมเนตร
อจิราวดี ราชมณี
114
CQI-P-17 การพัฒนาระบบเพื่อดูแลภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด ( Neonatal Jaundice)
เรณู จําชาติ  
วิภารัตน์ ลครพล
116
CQI-P-18 การเปลี่ยนชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา 
สุวิมล ทรัพย์เรืองศรี
118
 
 
 
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
CQI-P-19 “หมอไม่ต้องลงมา เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง”ร่วมคิด พาทํา สู่ความเข้มแข็งในการ
การควบคุมป้องโรคไข้เลือดออก กรณีศึกษา บ้านโนนรัง หมู่ที่ 2
ตําบลแก้งสนามนาง โรงพยาบาลแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี 
นางรุ่งทิวา พลอยสุวรรณ์ 
นางสาวภคอร เกษนอก 
นางสาววรุณยุภา ภักดีไทย  
นางสาวโชติกา คําสิงห์นอก
120
ประเภท นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
IVT-P-1 วีดีทัศน์คําแนะนําการปฏิบัติตัวก่อน-หลังดมยาสลบและผ่าตัด ภาษาพม่า-กัมพูชา 
สุพรรณิการ์ อมรวิจิตร 
ระพีพรรณ มีสูงเนิน
123
IVT-P-2 “EASY GOAL” 
อัจฉรา ประสิทธิสุขสม 
มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ 
นภาพร บัวเอี่ยม
125
IVT-P-3 คล้องสาย By stylet 
สุภาพร สงวนดี 
ทักษร เค้าแก้ว 
วิยดา บุญประสิทธิ์ 
วิมลมาน ว่องไว 
เพ็ญประภา ศรีรัตนบุตร
127
 
16 
 
รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า)
IVT-P-4 “AN Handbook” (ความรู้สําหรับประชาชนข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับวิสัญญี) 
นภาพร บัวเอี่ยม 
บุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส 
อัจฉรา ประสิทธิสุขสม 
มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์
129
IVT-P-5 การพัฒนาการประเมินทางเดินหายใจด้วยการใช้BMR(Bamrasnaradura Multi
Ruler) 
ติณณ์ธฤต ทัพโคกสูง 
มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ 
บุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส
131
IVT-P-6 นวัตกรรมองศาเตียง
เอี่ยมศิริ ฮดโสดา
ปานใจ ฤาเดช
133
IVT-P-7 อุปกรณ์ป้องกันสาย Permanent Pacemaker เลื่อนหลุด
ปรมาภรณ์ มากทรัพย์
ขนิษฐา ถังไชย
135
IVT-P-8 ที่นอนแผ่นเจลเพื่อลดอาการปวดหลัง
สุดา วิทูรธีรศานต์
138
IVT-P-9 Syringe เป๊ะ!!!
ศิริมา เทพสุภา
อุทัยวรรณ สิงห์คํา
นรกมล ใหม่ทอง
พัชรี ปุญญศรี
พัชรินทร์ ชอบค้า
140
IVT-P-10 มหัศจรรย์กล่องพิชิตความหวาน
วราวรรณ บุราณสาร
143
 
 
ส่วนที่2
บทคัดย่อ
18 
 
ผลงานวิชาการด้วยวาจา
ประเภท งานวิจัยจากงานประจํา
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา : การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยา จาก
การคัดลอกคําสั่งการใช้ยางานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลลําพูน
โรงพยาบาล/ สถาบัน : โรงพยาบาลลําพูน จังหวัด : ลําพูน
ชื่อเจ้าของผลงาน : นายสุวรรณ ภิญโญจิตต์, บธ.บ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน : นิตยา ชนะกอก, ปพ.ส. จารุวรรณ วานม่วง, พย.ม.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน : นายสุวรรณ ภิญโญจิตต์, บธ.บ.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):จากการศึกษาข้อมูลรายงานอุบัติการณ์ความ
ระหว่างเดือน พ.ย. 2555 ถึงเดือน มี.ค. 2557 พบความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคําสั่งการใช้ยาโดย
เจ้าหน้าที่พยาบาล จํานวน 64 ครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบถึงการส่งต่อข้อมูลในแผนการรักษาและการบริหารยาแก่
ผู้ป่วย ทางผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดที่จะปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานโดยนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาแก้ไข
ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลการสั่งใช้ยา
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) : เพื่อพัฒนาระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการช่วยลดความ
คลาดเคลื่อนในกระบวนการคัดลอกคําสั่งการใช้ยา ในแบบบันทึกการให้ยา ให้มีความถูกต้องปลอดภัย และ
รวดเร็ว
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology): ประชากรเป้าหมายเป็นพยาบาลที่มีหน้าที่ในการคัดลอกคําสั่งการ
ใช้ยา ซึ่งการวิจัยเพื่อการพัฒนา(Research and development) โดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมเพื่อค้นหาจุด
เสี่ยงในการปฏิบัติงานโดยนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาแก้ไขปัญหา ระหว่างเดือน มิ.ย. 2557 ถึง พ.ค. 2558
และใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จํานวนและร้อยละ และใช้แบบสอบถามในการประเมินผลความพึงพอใจต่อ
การใช้งานโปรแกรม
ผลการศึกษา (Results): ผลการศึกษา ระหว่างเดือน มิ.ย 2557 ถึง พ.ค. 2558 พบว่าอุบัติการณ์ความเสี่ยงที่
เกี่ยวข้องกับการคัดลอกคําสั่งการใช้ยาคลาดเคลื่อน งานผู้ป่วยในของโรงพยาบาลลําพูนนั้น ลดลงจาก 64
ครั้ง เป็น 5 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 92.19 และความพึงพอใจในการใช้งานโปรแกรมอยู่ในระดับมาก
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ: การนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในการจัดการข้อมูลในการจัดทํา
แบบบันทึกการให้ยา ทดแทนการคัดลอกโดยเจ้าหน้าที่พยาบาล ช่วยลดข้อผิดพลาด และยังช่วยเพิ่ม
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทํางานสามารถทํางานได้รวดเร็วขึ้นช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลา
การทํางาน
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
20 
 
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา : ได้นําเอาระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นไปใช้ใน
การจัดทําแบบบันทึกการให้ยาผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ในหอผู้ป่วยในทั้งหมดภายในโรงพยาบาลลําพูน
บทเรียนที่ได้รับ: การนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยสร้างระบบป้ องกันที่ดีสามารถป้ องกันความคลาด
เคลื่อนที่เกิดขึ้นได้
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ : เป็นการแก้ไขปัญหาภายใต้กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เป็นหัวใจหลักสําคัญใน
การบริหารงานของโรงพยาบาล ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาและร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาจากทีมสห
วิชาชีพ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารความ
เสี่ยงโรงพยาบาลลําพูนและกลุ่มงานเภสัชกรรม กลุ่มงานหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลลําพูน ในการศึกษา
ข้อมูลและทดสอบการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และสถานที่
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัย ผลลัพธ์ของการใช้Standing order Cryptococcal menigoencephalitis และ Pneumocystis
Carinii pneumonia (PCP) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ชื่อเจ้าของผลงาน น.ส.นัดดา พรหมสาขา ณ สกลนคร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภ.บ. (บริบาลเภสัชกรรม)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นายสุเมธ รัตนมณีกรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พ.บ.ว.ว. (อายุรศาสตร์)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นายสุเมธ รัตนมณีกรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พ.บ.ว.ว. (อายุรศาสตร์)
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background&Rationale): จากการทํางานพบว่าแม้จะมีแนวทางในการรักษา
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็น Cryptococcal meningoencephalitis และ Pneumocystis carinii pneumonia (PCP) แต่
มักจะได้รับการดูแลรักษาไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ในส่วนของ severity of disease ขนาดยา ระยะเวลาการให้
ยา การประเมินผลข้างเคียงจากการใช้ยา ฯลฯ จึงเกิดการจัดทําและใช้Standing order ขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives): เพื่อให้แพทย์เภสัชกร และพยาบาล ให้การรักษาผู้ป่วยเอชไอวีที่
เป็นโรค Cryptococcal meningoencephalitis และ PCP ได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง มากขึ้น
ระเบียบวิธีวิจัย (ResearchMethodology): เป็นการวิจัยโดยการสังเกตเชิงวิเคราะห์ โดยการใช้Standing order ใน
กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็น Cryptococcal meningoencephalitis และ PCP ที่นอนโรงพยาบาลทั้งหมด โดย
ทบทวนแฟ้มประวัติย้อนหลังก่อนใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2555 ถึง 30 ก.ย. 2557 และหลังใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2557 ถึง
30 มิ.ย. 2558 เปรียบเทียบสัดส่วนความถูกต้องครบถ้วนของการรักษาตาม Standing order วิเคราะห์ข้อมูลด้วย
สถิติ Chi-square test
ผลการศึกษา (Results): กลุ่มใช้Standing order ของ Cryptococcal meningoencephalitis การรักษาทุกระยะมี
ความครบถ้วนถูกต้องมากขึ้น โดยระยะ consolidation, maintenance และ secondary prophylaxis มีความถูก
ต้องครบถ้วนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิต (P<0.05) ภาวะ Hypokalemia และ Acute renal failure ก่อนและหลัง
ใช้อัตราการเกิดใกล้เคียงกัน (6.71±3.29,7.00±3.50วันและ7.25±3.67,8.25±2.36วันตามลําดับ)กลุ่มใช้Standing
order ของ PCP ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างก่อนและหลังใช้ ยกเว้นเรื่องระยะเวลา
การรักษาของ Secondary prophylaxis มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P=0.007)
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ: การใช้Standingorderของทั้ง2โรคทําให้การรักษาทําได้อย่างครบถ้วน
ถูกต้องมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่ครั้งนี้จํานวนตัวอย่างที่น้อยอาจยังไม่เพียงพอต่อการประเมินทั้งยังไม่มีการเก็บความ
ยากง่ายของการใช้ความพึงพอใจของผู้ใช้Standingorderและต้องมีการเก็บจํานวนผู้ป่วยที่มีการกลับเป็นซํ้าของโรค
เพิ่มเติมในครั้งต่อไป
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา : การนํา Standing order มาใช้เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้ง 2
โรคให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องครบถ้วนจะนํามาซึ่งประสิทธิภาพของการดูแลรักษาสูงสุด
บทเรียนที่ได้รับ: การมีแบบแผนที่เป็นรูปธรรมให้เห็นชัดเจนนําไปสู่การรักษาที่ครบถ้วนถูกต้องมากขึ้น
22 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ: คณะกรรมการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อและทีมผู้รักษามีความตั้งใจที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยให้
หายจากโรคและได้รับการรักษาที่ดีที่สุด นําไปสู่การคิดพัฒนาปรับปรุงงาน จึงเกิด Standing order ขึ้น
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: คณะผู้บริหารให้ความสําคัญและสนับสนุนการให้การ
ดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเต็มที่
การติดต่อกับทีมงาน: นัดดา พรหมสาขาฯ 086-8599594 nadtoy@live.com, สุเมธ รัตนมณีกรณ์ 091-
0615717 sumeth_saebe@hotmail.com
 
 
ชื่อเรื่อง เปรียบเทียบผลการใช้วิธีการดูดเสมหะระบบปิดกับระบบเปิดต่ออัตราการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อ
จากการใช้เครื่องช่วยหายใจและค่าใช้จ่ายการดูดเสมหะในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
เจ้าของผลงาน ปาริชาต คุณวงศ์ พย.บ.งานผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัด
สกลนคร
ความสําคัญ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รับการรักษาที่หอผู้ป่วยหนักมักจะระบบหายใจล้มเหลวได้รับการรักษาโดย
ใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ และในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหรือสงสัยว่าเป็น
วัณโรค ผู้ป่วยจะได้รับการจัดไว้ในห้องแยกและใช้การดูดเสมหะแบบระบบปิดเนื่องจากเชื้อวัณโรคเป็นเชื้อ
ที่แพร่กระจายทางอากาศ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจว่านอกจากการป้องกันแพร่กระจายของเชื้อโรคแล้วการดูด
เสมหะระบบปิดจะสามารถใช้ป้องกันปอดอักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ และมีค่าใช้จ่าย
ที่แตกต่างกันมากน้อยเท่าใด
วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวิธีการดูดเสมหะระบบปิดกับวิธีการดูดเสมหะระบบเปิดต่อ
อุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ค่าใช้จ่ายในการดูดเสมหะ และระดับความคิดเห็นของ
พยาบาลต่อวิธีการดูดเสมหะระเบียบวิธีวิจัย เป็นการวิจัยแบบ retrospective study กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่
ใช้วิธีการดูดเสมหะระบบปิด 25 ราย และ ผู้ป่วยที่ใช้วิธีการดูดเสมหะระบบเปิด 25 ราย พยาบาลวิชาชีพที่
ปฏิบัติงานในไอซียู12 คน ช่วงเดือนตุลาคม 2555 ถึงเดือน มีนาคม 2558 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบ
รายงานการเฝ้าระวังการติดเชื้อปอดอักเสบจากผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจของ รพ.
สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน รายงานค่าใช้จ่ายของงานผู้ป่วยหนักจากระบบ HosXp ของ รพ.สมเด็จพระ
ยุพราชสว่างแดนดิน แบบสอบถามระดับความคิดเห็นพยาบาลต่อการดูดเสมหะระบบปิดและระบบเปิด
วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่คํานวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน P value
ผลการศึกษา การดูดเสมหะระบบปิดมีอัตราการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจน้อยกว่า
ระบบเปิด 1.2 ครั้งต่อ 1000วันนอนใช้เครื่องช่วยหายใจ P < .002 ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ การ
ดูดเสมหะทั้งสองระบบไม่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดอุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจแต่อาจ
มีผลกับระยะเวลาการเกิดปอดอักเสบซึ่งต้องเก็บข้อมูลต่อ ด้านค่าใช้จ่าย เมื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้นการดูดเสมหะ
ระบบปิดค่าใช้จ่ายลดลง ตรงข้ามกับดูดเสมหะระบบเปิดเมื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตาม ด้าน
ระดับความคิดเห็น การสัมผัสกับเสมหะผู้ป่วย ระยะเวลาการปฏิบัติงาน ความสะดวกในการใช้งาน ความพึง
พอใจของผู้ปฏิบัติต่อการดูดเสมหะระบบปิดจะมากกว่าระบบเปิด ส่วนด้านประสิทธิภาพในการดูดเสมหะ
นั้นวิธีการดูดเสมหะระบบเปิดจะมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเปิด
สรุปผลและข้อเสนอแนะ การดูดเสมหะทั้งสองระบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ถ้าผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ
ได้รับการดูดเสมหะอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้วก็จะไม่ทําให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ป้องกัน
ภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการดูดเสมหะ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค และยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้ได้
ประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าคุ้มทุน
การนําผลงานไปใช้ เป็นตัวเลือกในการใช้วิธีดูดเสมหะ และนําไปพัฒนาแนวปฏิบัติการดูดเสมหะใน รพ.
24 
 
บทเรียนที่ได้รับ นอกจากการดูแลผู้ป่วยที่ดี ต้องคิดถึงแง่มุมด้านผู้ปฏิบัติ และความคุ้มทุนในการใช้วัสดุ
อุปกรณ์ด้วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การช่างสังเกตและนําหลักฐานเชิงประจักษ์มาช่วยในการดูแลผู้ป่วยจะทําให้ดูแล
ผู้ป่วยดียิ่งขึ้น
การสนับสนุนจากองค์กร สนับสนุนให้ทําการวิจัยในการทํางานและหาวิธีการทํางานโดยใช้หลักฐานเชิง
ประจักษ์
 
 
ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้ องกันการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ จากการให้ยาและสารละลาย
ที่มีความเสี่ยงสูงในผู้ป่ วยวิกฤต โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
นางสาวณัฐธิดา ทะคง พย.บ., นางสุกันดา ศรีชาติ พย.บ.
นางสาวเอี่ยมศิริ ฮดโสดา พย.บ., นางสาวดรุณี มณีสิงห์ พย.บ., นางสาวปานใจ ฤาเดช พย.บ.
บทคัดย่อ
ที่มา : การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ เป็นอุบัติการณ์หนึ่งที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต จากการ
ทบทวนอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบในหอผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน ปี 2555 - 2557 พบว่า
คิดเป็นอัตรา 3.13, 3.87 และ 6.07
วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ เพื่อประเมินผล
การใช้แนวปฏิบัติ และประเมินระดับความคิดเห็นของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ
ระเบียบวิธีวิจัย : การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อ
ป้องกัน การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ประชากรคือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก
รพร.สว่างแดนดิน ในระหว่างวันที่ 1 มี.ค. - 31 พ.ค. 2558 จํานวนทั้งหมด 77 คน และพยาบาลวิชาชีพใน
หอผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน จํานวน 12 คน วิธีการศึกษา สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกัน
การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ จากการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ และดําเนินการวิจัยโดยใช้วงจรคุณภาพ
PDCA เก็บรวบรวมอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ
และระดับความคิดเห็น ของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าจํานวน ร้อยละ
และค่าเฉลี่ย
ผลการศึกษา : พบว่า หลังใช้แนวปฏิบัติ ในเดือน มี.ค. - พ.ค. 2558 พบอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดํา
อักเสบ คิดเป็นอัตรา 5.37, 6.68 และ 13.33 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ได้แก่ ปัจจัยด้าน
อายุ โรคประจําตัว การติดเชื้อในร่างกาย ภาวะโภชนาการ ตําแหน่งการแทงเข็ม ชนิดของยาปฏิชีวนะที่
ได้รับ ชนิดของยาเสี่ยงสูง ที่ได้รับระดับความคิดเห็นของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ อยู่ในระดับพอใจ
มาก ที่ค่าเฉลี่ยรวม 4.11
สรุป อภิปรายผล และเสนอแนะ : จากผลการศึกษา พบว่ายังมีอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ
ผู้วิจัยจึงมีการพัฒนาแนวปฏิบัติ โดยได้เพิ่มการเฝ้าระวังดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาและสารละลายที่มีความเสี่ยง
สูงอย่างต่อเนื่อง ให้มากขึ้น เพื่อการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพและนําไปสู่การลดอุบัติการณ์การเกิดหลอด
เลือดดําอักเสบต่อไป
26 
 
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา : ได้แนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการเกิดหลอด
เลือดดําอักเสบ จากการให้ยาและสารละลายที่มีความเสี่ยงสูงมาใช้ในหน่วยงาน และได้ผลการวิจัยมา
พัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น
บทเรียนที่ได้รับและปัจจัยแห่งความสําเร็จ : คือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุก
คน
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร : ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและหัวหน้าใน
หน่วยงาน
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัย: ผลการใช้แนวปฏิบัติเพื่อประเมินความสําเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ
นางสาวมณีรัตน์ โสมศรีแพง พย.บ.,นางสาวปานใจ ฤาเดช พย.บ.
แผนกผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน
ความสําคัญ จากสถิติโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน ปีงบประมาณ 2555 -2556 พบว่า หย่า
เครื่องช่วยหายใจสําเร็จ ร้อยละ 61.58 และ 79.23 ทําให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล และยังทําให้
เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น เกิดภาวะเครียด ภาวะหมดหนทางรักษาและภาวะสิ้นหวัง
ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ดูแลใกล้ชิดควรให้ความใส่ใจต่อปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อความสําเร็จและความ
ล้มเหลวในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ5
ด้วยเหตุนี้เพื่อช่วยให้การประเมินการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้สําเร็จ
จึงได้จัดทําแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมความสําเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
มากยิ่งขึ้น จากประสบการณ์การทํางานในหอผู้ป่วยวิกฤตของผู้ศึกษา พบว่า การหย่าเครื่องช่วยหายใจจะให้
แพทย์เป็นผู้พิจารณาเท่านั้น บุคลากรจบใหม่ประสบการณ์น้อยเกิดความไม่มั่นใจ ไม่มีแนวปฏิบัติในการ
หย่าเครื่องช่วยหายใจที่ชัดเจนเพื่อสื่อสารระหว่างวิชาชีพ เกิดความล่าช้าและใช้เวลาในการหย่าเครื่องช่วย
หายใจมากขึ้น ทางผู้ศึกษาจึงได้สร้างแนวปฏิบัติขึ้นเพื่อใช้ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการหย่า
เครื่องช่วยหายใจ
วัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ 2.เพื่อประเมินผลการใช้แนว
ปฏิบัติในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ 3.เพื่อประเมินระดับความคิดเห็นของพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติทางการ
พยาบาล
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology): รูปแบบการวิจัยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ(action
research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยทุกราย ที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยหนัก
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 –
30 กันยายน 2556 จํานวน 307 คน เปรียบเทียบกับหลังใช้แนวปฏิบัติในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2556 – 30
กันยายน 2558 จํานวน 288 ราย
ขั้นตอนการศึกษา ;โดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA
เครื่องมือ แนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจและแบบสํารวจความคิดเห็น
28 
 
การวัด การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
ระยะเวลาการศึกษา 1กันยายน 2554 -30 กันยายน 2558
ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลผู้ใช้มีความพึงพอใจในการใช้แนวปฏิบัติ ร้อยละ92.31 ผู้ป่วยสามารถหย่า
เครื่องช่วยหายใจสําเร็จ ร้อยละ 93.06
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ การใช้แนวปฏิบัติอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องอาศัยประสบการณ์
ในการดูแลผู้ป่วยด้วย เช่น การวัด Cuff leak test และควรมีการทํา cuff leaked volume เพื่อให้เกิดคุณภาพ
มากขึ้น
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา มีการนําแนวปฏิบัติไปใช้และขยายผลในหน่วยงานลักษณะ
เดียวกัน
บทเรียนที่ได้รับ: ผลการประเมินผ่านเพียงอย่างเดียว ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะผ่านเสมอไป
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความสําเร็จไม่ได้มาจากผู้ป่วยอย่างเดียว ขึ้นกับประสิทธิภาพการทํางานเจ้าหน้าที่
ร่วมด้วย
การสนับสนุน -
ติดต่อ Image_nee@hotmail.com
 
 
ชื่อเรื่อง งานวิจัยจากงานประจํา การจัดการความรู้เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการลดพุงลดโรคลดเสี่ยง
สถาบัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี จังหวัด.ราชบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาว บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา กศด.(ประชากรศึกษา)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นาง ศุภรัตน์ แจ่มแจ้ง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม. (การพยาบาลผู้ใหญ่)
2. นาง ดวงแข พิทักษ์สิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม. (การพยาบาลผู้ใหญ่)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา กศด.(ประชากรศึกษา)
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):-
เนื่องจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี มีบุคลากรที่มีไขมันใต้ผิวหนัง เกินจํานวน 56 คน
จาก 73 คน คิดเป็นร้อยละ 76.71 และเข้าข่ายอ้วน 27 คนใน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 3.70 โดยการวิจัย เชิง
ปฏิบัติการเพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีในการเฝ้าระวังลดพุงลดโรคลดเสี่ยง , ในเพศหญิงและเพศชาย โดย นําผล
การตรวจร่างกายประจําปี 2557 มาวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ปฏิบัติการเพื่อหาแนวทาง
ปฏิบัติการลดพุงลดความเสี่ยงจากโรคที่กําลังจะเกิดเช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives).วิเคราะห์หาแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านการลดพุงลดโรคลดเสี่ยง
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรของวิทยาลัยจํานวน 110 คน
ตั้งแต่วันที่ ธันวาคม 2557 – ธันวาคม 2558วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ( X )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.) และเปรียบเทียบผลการตรวจร่างกายก่อนและหลังการทดลองรายบุคคล
ผลการศึกษา (Results):-ผลการวิจัย พบว่าประชากร มีอายุระหว่าง 35-55 ปีจํานวน 54 คนคิดเป็นร้อยละ 74
มีโรคประจําตัว 34 คนคิดเป็นร้อยละ 46.57 พฤติกรรมการบริโภคเพิ่มขึ้น ทั้งมื้อ/จํานวน รับประทานอาหาร
หวานเค็มเผ็ด ของทอดเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลเป็นองค์ประกอบเพิ่มขึ้น กินผักผลไม้ลดลง การออกกําลังกาย
มากขึ้น การควบคุมความเครียดได้มากขึ้น ผู้ที่มีโรคประจําตัว เป็นอาจารย์จํานวน 13 คน สายสนับสนุน 21
คน ภายหลังการเสร็จสิ้นกระบวนการปฏิบัติการของบุคลากรทั้ง 34 คน พบว่า ความดันโลหิตที่มีค่าเกิน
มาตรฐานลดลงจาก 6 คน เหลือ 2 คน ค่า Cholesterol ที่เกินมาตรฐาน 9 คนลดลงเหลือ 3 คน Triglyceride ที่
เกินมาตรฐาน 11 คนลดลงเหลือ 2 คน BMI ที่เกินมาตรฐาน 24 คนยังคงเหลือ 24 คนเท่าเดิม รอบเอวที่เกิน
มาตรฐาน 11 คนเพิ่มเป็น 13 คน ผู้มีนํ้าหนักเพิ่มขึ้นรอบ 3 เดือนนี้ 15 คน และมีผู้ที่มีนํ้าหนักลดลง 8 คน
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ
สรุปผล บทสรุปสําหรับแนวปฏิบัติที่ดีในการลดพุงลดโรคและลดเสี่ยงคือการลดนํ้าหนักที่เพิ่มและBMIยัง
เกินมาตรฐานโดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เกินให้ลดลงและการออกกําลังเพื่อเพิ่มการเผา
ผลาญอาหารส่วนเกินตามหลักการดุลยภาพของชีวิตคืออาหารเพื่อพลังงานที่เข้าไปเท่ากับพลังงานที่ใช้ไป
แนวปฏิบัติที่ดีคือการให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทาน การลดอาหารที่เป็น Trans fat ลดแป้ง นํ้าตาล
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
30 
 
ของหวาน นํ้าอัดลม เพิ่มการรับประทานผักผลไม้2-3 มื้อ/วัน การลดนํ้าหนักที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาว
คือการลดพลังงานจาก อาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่ เป้าหมายที่เหมาะสมในการลด
นํ้าหนัก คือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ5-10ในช่วง 6-12เดือนและเพิ่มการออกกําลังกาย ครั้งละ
20-30 นาทีสัปดาห์ละ 5 วัน การลดนํ้าหนักในระยะยาวที่จะได้ผลดีนั้นจําเป็นทีจะต้องมีการออกกําลังกาย
ร่วมด้วยเสมอ
ข้อเสนอแนะเนื่องจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบไร้พุงจึงควรมีการ
ประกาศนโยบายในการบริโภคอาหารอ่อนหวาน อ่อนเค็ม ขยับกาย สลายไขมัน ฯลฯควรมีการจัดการให้
ความรู้ในการส่งเสริมและการป้องกันโรคตามหลัก 3 อ.2 ส. อย่างต่อเนื่องจนเกดพฤติกรรมที่เหมาะสมมี
การวิจัยการจัดการความรู้เรื่องการบริโภคอย่างไรสุขภาพร่างกายแข็งแรงปลอดโรคหรืออื่นๆเช่นอาหารไทย
เหมาะกับคนไทยอย่างไรควรมีการส่งเสริมการกินอยู่อย่างไทย เพื่อดํารงเอกลักษณ์ไทยและส่งเสริมอาหาร
ไทยสู่อาหารโลก
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา: ได้นํามาใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการปฏิบัติตนในเรื่อง
พฤติกรรมการบริโภค การออกกําลังกายและการควบคุมความเครียดกับบุคลกรของสถาบัน จนวิทยาลัยเป็น
สถาบันองค์กรไร้พุงต้นแบบและถ่ายโอนความรู้สู่ชุมชนดอนตะโกและดอนแจงเพื่อชุมชนสุขภาพดี
บทเรียนที่ได้รับ: พบว่า ความรู้ทางวิชาการอธิบายจนเข้าใจแต่หากขาดความตั้งใจนําไปใช้ปฏิบัติย่อมไม่เกิด
ผลสําเร็จดังนั้นหากรู้เข้าใจและนําไปใช้จริงย่อมเกิดผลสําเร็จที่เป็นรูปธรรม(เช่นค่าผลการตรวจเลือดและ
ร่างกายมีแนวโน้มทางที่ดีขึ้น สมรรถภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น) ดังนั้นควรนําแนวปฏิบัตินี้ไปทําอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ คือ:ความมีวินัยในตนเอง การมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลตนเอง (เพื่อ
จะได้ไม่เป็นภาระพึ่งพึงผู้อื่นในอนาคต)
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร:ได้รับเงินสนับสนุนในการทําวิจัยและการทํากิจกรรม
ต่างๆจากวิทยาลัยฯ
การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail)บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ เบอร์
โทรศัพท์มือถือ 0818571669 E-mail: phongphetdit@gmail.com
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา
ศึกษาผลโดยการใช้หลักปรับภาวะเสียสมดุลโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทางกลศาสตร์ [Kinematic
linkageImbalance- K.L.I.M.B]ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
สภากาชาดไทยจังหวัดชลบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน กภ.ศุภวรรณ ตันติพิพัฒนา นักกายภาพบําบัด 5
ฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขากายภาพบําบัด
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):
ในปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมพบได้บ่อยถึงร้อยละ 50 ของจํานวนผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการปวด
ข้อในผู้ป่วยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอาการปวดรุนแรงมากกว่า เนื่องจากเป็นข้อที่รับนํ้าหนักและใช้งาน
มาก
ดังนั้น ผู้วิจัยในฐานะนักกายภาพบําบัด งานกายภาพบําบัด ฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู จึงจัดทําโครงการ
เพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจําวันในผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมโดยใช้หลักการปรับภาวะเสียสมดุล
โครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทางกลศาสตร์เพื่อให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมีความรู้ความเข้าใจในพยาธิสภาพของ
รอยโรคเพิ่มมากขึ้น และนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้จึงส่งผลให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตที่
ดีขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives)
เพื่อศึกษาผลการใช้หลักปรับภาวะเสียสมดุลโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทางกลศาสตร์ [Kinematic
linkage Imbalance] ในการเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจําวันในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
ระเบียบวิธีวิจัย(Research Methodology):เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลผู้ป่วยนอก
ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย
จังหวัดชลบุรี เดือนตุลาคม 2556 ถึง ธันวาคม 2558 จํานวน 40 ราย กลุ่มทดลองซึ่งได้รับการรักษาด้วย
Physical modalities ร่วมกับให้โปรแกรมการออกกําลังกาย โดยใช้หลัก K.L.I.M.B ทํา 20-30 นาที /ครั้ง
สัปดาห์ 3 วัน /สัปดาห์ นาน 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมินความ
ปวดVAS แบบประเมินข้อเข่า KOOSแบบทดสอบสมรรถภาCST แบบประเมิน SCTก่อนและหลังการรักษา
ผู้ป่วยได้รับการเก็บข้อมูลก่อนการรักษาด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-
Square t-test และPaired t-test
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
32 
 
ผลการศึกษา (Results):พบว่ากลุ่มทดลองซึ่งได้รับการรักษาด้วย Physical modalities ร่วมกับโปรแกรมโดย
ใช้หลัก K.L.I.M.B ผลคะแนนความปวด(VAS)เฉลี่ยก่อน 7.55 + 1.48 และมีคะแนนความปวด(VAS)เฉลี่ย
หลังรับบริการ 2.90 + 1.17 พบว่าผลคะแนนแบบสอบถาม KOOS ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีค่าเฉลี่ย ก่อนการ
รักษา 100.18 + 33.07 และมีลดลง 46.10 + 19.90 พบว่าค่าเวลาการทดสอบจากนั่งลุกยืน (CST) มีค่าเฉลี่ย
ก่อนการรักษา 5.10 + 2.67 วินาที และมีค่าเฉลี่ยหลังการรักษาลดลง 2.50 + 1.35วินาที พบว่าค่าเวลาทดสอบ
การขึ้นลงบันได (SCT) มีค่าเฉลี่ยก่อนการรักษา 38.17 + 34.53 วินาที และลดลง 22.32+ 18.50 วินาที หลัง
การรักษา อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในบริการ พบว่าผลคะแนนความพึง
พอใจเฉลี่ยก่อนมารับบริการ คิดเป็นร้อยละ76.42 + 7.64 และเฉลี่ยหลังมารับบริการ คิดเป็นร้อยละ 94.23 +
6.54
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:
พบว่าการรักษาด้วยPhysical modalities ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี อย่างไรก็ดีกลุ่มทดลองซึ่ง
ได้รับการรักษาด้วย Physical modalities ร่วมกับโปรแกรมโดยใช้หลัก K.L.I.M.B ทําให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมี
ระดับความปวดลดลง ช่วยเพิ่มสมดุลย์การทรงตัว (Balance) และยังช่วย Function mobility ได้เพิ่มขึ้น
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา
นักกายภาพบําบัดได้นําเทคนิค K.L.I.M.B มาใช้ประยุกต์ในการตรวจประเมิน วางแผนการรักษา
และให้การรักษาทางกายภาพบําบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมแบบองค์รวม เพื่อ
เพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจําวันในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
บทเรียนที่ได้รับ:
1.มีแบบประเมินการวัดความรู้ก่อน-หลังการจัดการสอนให้ความรู้เรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมเป็น
รายบุคคลและญาติ ให้มีส่วนร่วมในโปรแกรมการออกกําลังกายโดยกลับไปทําที่บ้านเองอย่างต่อเนื่องและ
สมํ่าเสมอ
2.ทําการเปรียบเทียบผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ระหว่างกลุ่มการรักษาทางกายภาพบําบัดทั่วไป กับการใช้
เทคนิค K.L.I.M.B ว่ามีผลการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีความสําคัญอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ
นักกายภาพบําบัดต้องมีความเข้าใจในพยาธิสภาพของโรคข้อเข่าเสื่อมและเทคนิค K.L.I.M.B มาใช้
ประยุกต์ได้อย่างถูกต้องครอบคลุมถึงปัญหาผู้ป่วยอย่างแท้จริง และสามารถนําโปรแกรมการรักษากลับไป
ทําต่อเนื่องที่บ้าน รวมทั้งยังมีองค์ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
ผู้อํานวยการ หัวหน้าฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู และหัวหน้าหน่วยงานสนับสนุนในเรื่องการดําเนินการของ
อนุมัติจัดทําโครงการ และเป็นที่ปรึกษา
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การสร้างพลังใจเหนือกาย ในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี
โดยโรงพยาบาลโคกเจริญ อําเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวพิมฉวี จันทร์เพ็ญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทม.(จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน..กลุ่มพลังหนุมาน สสจ.ลพบุรี
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวพิมฉวี จันทร์เพ็ญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทม.(จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale )
ปัจจุบันโรคติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม
สถานการณ์ของประเทศไทยจากข้อมูลสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ พบว่าอัตราตายต่อประชากรแสนคน
ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease : CHD) ทุกกลุ่มอายุ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เปรียบเทียบปี
พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๗ เท่ากับ ๒๒.๔๗ , ๒๓.๔๕ , ๒๖.๙๑ และ ๒๗.๘๓ ตามลําดับ และอัตรา
ผู้ป่วยในต่อประชากรแสนคนด้วย CHD เปรียบเทียบปีพ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๖ เท่ากับ ๓๙๗.๒๔ ,
๔๑๒.๗๐ , ๔๒๗.๕๓ และ ๔๓๕.๑๘ ตามลําดับ และจากการสํารวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้น
ไป โดยการตรวจร่างกาย เปรียบเทียบครั้งที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๔๖) และครั้งที่ ๔ (พ.ศ.๒๕๕๑) พบว่า ความชุก
ของโรคความดันโลหิตสูงเป็น ร้อยละ ๒๒.๐ ลดลงเป็น ๒๑.๔ และความชุกของโรคเบาหวานเป็นร้อยละ
๖.๙ และปัจจัยเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ ๑๕.๕ เพิ่มเป็น ๑๙.๔ ภาวะอ้วน ๒๘.๖ เพิ่มเป็น ๓๔.๗
รอบเอวเกิน ๒๖.๐ เพิ่มเป็น ๓๒.๑ กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอร้อยละ ๗๘.๑ เพิ่มเป็น ๘๒.๓ และกิจกรรม
ทางกายไม่เพียงพอร้อยละ ๒๒.๕ เป็น ๑๘.๕ ตามลําดับ ผลการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิต
สูง (MedResNet ๒๕๕๘) พบว่าสามารถควบคุมระดับนํ้าตาลและความดันโลหิตได้ร้อยละ ๓๘.๒ และ
๔๑.๕
จังหวัดลพบุรีการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉพาะเบาหวานพบว่าปี ๒๕๕๓-
๒๕๕๖มีอัตราความชุกสูงขึ้นทุกปีคือ ๒.๗, ๓.๕, ๓.๖, และ ๖.๕ ตามลําดับ และมีอัตราการตายสูงขึ้นทุกปี
เช่นกันคือ๙.๑๔, ๗.๒๘, ๑๒.๐๒, และ ๑๕.๑๗ จังหวัดลพบุรีใช้กลยุทธการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ
ในเรื่อง๓อ.แต่การเกิดโรคยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรีตระหนักและให้
ความสําคัญมาโดยตลอดจึงมีการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้มีความยั่งยืน
ได้นั้นบุคลากรสาธารณสุขเป็นบุคคลสําคัญที่ต้องมีความเข้าใจตนเองจึงจะสามารถเข้าใจผู้อื่นหรือผู้ป่วยได้
การปรับพฤติกรรมไม่ใช่เพียงการบอกให้รู้เท่านั้น ดังนั้นจึงมีความจําเป็นต้องเรียนรู้ใจของตนเองที่มีผลต่อ
การปรับพฤติกรรมตนเอง จึงจะสามารถเข้าใจคนอื่น พฤติกรรมคนอื่นได้เช่นกัน จึงมีการสร้างพลังใจเหนือ
กาย ในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ขึ้น
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
34 
 
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives)
1.เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เรียนรู้การพัฒนาพฤติกรรมภายในของตนเพื่อเข้าใจพฤติกรรมคนอื่น
2.เพื่อให้บุคลากร เรียนรู้ในการสร้างพลังใจได้ด้วยตัวเองเพื่อนําไปสู่การปรับพฤติกรรมของตน
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):-
รูปแบบการวิจัย วิจัยเชิงคุณภาพ
กลุ่มตัวอย่าง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการจํานวน ๑๘ คน
ขั้นตอนการศึกษา 1.ระยะเชิญชวน ( engagement) ด้วยใจที่บริสุทธิ์ งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตา
และปรารถนาดี โดยการใช้กุญแจ 11 ดอก
2.ระยะอบรม 2ครั้ง ครั้งละ 2 วัน และปฐมนิเทศ ครึ่งวัน โดยมีรายละเอียดดังนี้
แนวคิดการพัฒนาพฤติกรรม
1.1 อ่านตัวออก บอกตัวได้ใช้ตัวเป็น เห็นตัวแจ้ง
1.2 กินให้ถูก ปลูกจิตกุศล เห็นผลการออกกําลังกายโดยใช้ออกซิเจน
เนื้อหาหลักสูตร
-รู้จักตัวเองผ่านชื่อ
-ความรู้เรื่องกุญแจอินซูลิน
-ความรู้เรื่องเส้นเลือด เม็ดเลือด
-Sculpting การไหลเวียนเลือด
-คลิป อจ.บุญชัย และคลิปการนับเคี้ยว
-พิจารณาอาหาร เพื่อเข้าใจปริมาณนํ้าตาลในอาหาร/การเลือกอาหารที่คุ้นชิน หรืออาหารที่
ควรกิน พิจารณาโดย 3 step ( มอง อยาก ใส่ปากเคี้ยว)
-สวดมนต์/นั่งสมาธิ
-life force
-จิตกุศล –จิตอกุศล (neurotransmitter)
-Sculpting ระบบย่อยอาหาร
- Sculpting ภาวะนํ้าตาลในเลือด และอินซูลิน
-Resilience (สายสัมพันธ์ที่ดีที่มีอยู่รอบตัว)
-การสื่อสารอย่างสันติ
-ภพภูมิ
-การออกกําลังกายโดยการใช้ออกซิเจน
 
 
เครื่องมือและการวัด
แบบประเมินตนเองในเรื่อง การกิน การปลูกจิตกุศล และการออกกําลังกายโดยการใช้ออกซิเจน
จํานวน 20 ข้อ และแบบ Iceberg feedback form ของ รศ.ดร.ทิพาวดี เอมะวรรธนะ
การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการบันทึกด้วยตนเองก่อนและหลังอบรม
การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ร้อยละ
ระยะเวลาการศึกษา 7-30 ธันวาคม ๒๕๕๙ engagement
12 มกราคม ๒๕๕๙ ปฐมนิเทศ
19-20 มกราคม ๒๕๕๙ อบรมครั้งที่ 1
27-28 มกราคม ๒๕๕๙ อบรมครั้งที่ 2
ผลการศึกษา (Results):-
คะแนนความสุขของทุกคน เพิ่มขึ้น 81.40% (ก่อนอบรม 97 คะแนน หลังอบรม 176 คะแนน)
จากการทําประเมิน แบบสอบถามก่อน-หลังอบรม พบว่าคะแนน เรื่องการกินอาหารเคี้ยวช้าๆ
มากกว่า30 ครั้ง/คําเพิ่มสูงสุด(100%) รองลงมาคือรู้วิธีการคํานวณนํ้าตาลในอาหารในแต่ละมื้อได้ (94.4%)
กินผักก่อนอาหารทุกมื้อและส่งกระแสจิตดีๆให้กับคนรอบข้างมากขึ้น (83.3%) ระมัดระวังตนเองสร้างจิตที่
เป็นกุศลให้กับใจตนมากขึ้น และรู้จักปล่อยวางมากขึ้น และ การออกกําลังกายหลังรับประทานอาหาร
(77.7%) ระมัดระวังคําพูดที่ไม่ทําร้ายจิตใจคนอื่นมากขึ้น และมีความสุขจิตใจเบิกบานมากขึ้น (61.1%)
ทุกคนมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครู ผู้มีพระคุณสถานที่ทํางานและประเทศชาติ จากเดิม 89% เพิ่มขึ้นอีก11%
แบบ Iceberg feedback form พบว่าทุกคนได้รับพลังใจที่ดี และตัวเองมีสติมากขึ้น 44.4% (8คน) รัก
ตัวเองมากขึ้น๘๓.๓% (15คน) รักผู้อื่นมากขึ้น66.6% ( 12 คน) ปรับเรื่องการกิน นํ้าหนักลด16.6% (3คน)
โดยมีรายละเอียดดังนี้
คน1.มีพลังจิต พลังกาย ที่จะทําตามเป้าหมาย มีสติ
คน2.ก่อนนี้ไม่เคยสังเกตใจตน มีสติ นึกถึงคนรอบข้างมากขึ้น
คน3.รักตนมีสติ เลือกกิน ใจเย็น ใช้เหตุผลพิจารณา นน.ลดลง2 กก.
คน4.รักตนเอง เผื่อให้คนอื่นสุขจากการเป็นผู้ให้ มีสติ
คน5.มีสติ คิดบวก มีพลัง โปร่ง โล่ง สบาย คิดก่อนพูด รักตัวเองสู่คนรอบข้าง
คน6.ใจตัวเองมีพลังมหาศาล ปิติ อิ่มเอมใจ สุขใจ ปป.เรื่องเคี้ยวอาหาร 30
คน7.สงบ ปล่อยวางเข้าใจตนเองผู้อื่นมากขึ้นไม่กินเพื่อสนองกิเลสรู้จักสั่งสมบุญ อิ่มเอมใจชุ่มชื่นใจ
คน8.มีพลัง กินอย่างมีสติ มีสติในการใช้ชีวิต ไม่สะสมอารมณ์เศร้า โกรธ
คน9.รู้จักดูแลใจ กาย เอาใจเขามาใส่ใจเรา รักตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น สุขสงบ อบอุ่น
คน10.รู้กระบวนการค้นหาใจตัวเองบริหารจิต แบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
รู้เท่าทันใจตนเอง ความสุขเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติวาง
36 
 
คน11.เรียนรู้เข้าใจใจตนเองพร้อมจะเป็นผู้ให้เข้าใจสภาวะใจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาสุขใจมากขึ้น
ประคองใจรักษาใจมากขึ้นไม่หวั่นไหวกับพลังไม่ดี วางใจเป็นพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ เราคือผู้ที่ยอดเยี่ยมที่จะ
ให้ผู้อื่น
คน12.ตั้งที่ใจจะทําได้ทุกอย่าง อิ่มเอมใจ ภูมิใจในตนเอง
คน13.ดูแลร่างกายและจิตใจตนเองรู้จักขอบคุณ ขอโทษการกอดจะดูแลคนอื่นได้ต้องปป.ที่ตนเอง
ก่อน
นน.ลดลง จาก78เหลือ 72
คน14.รู้จักสติ ดูแลใจตนเองและคนรอบข้างเป็น นนลดลง 1 กก.
คน15.รู้จักการทําใจให้ผ่อนคลาย รักตัวเองและคนรอบข้างเพิ่มขึ้น คิดบวก ไม่ประมาทในการใช้
ชีวิต เลือกกิน สงสาร เม็ดเลือดแดง
คน16.รักตัวเอง รักคนอื่น ให้อภัยตนเองให้อภัยคนอื่นจิตเป็นสุข
คน17.รักษาความสงบในใจตนเอง ตั้งมั่น สุข รอยยิ้ม นิ่ง รักษาใจให้เป็นสุข
คน18.จิตนิ่ง ลดอัตตา ส่งสุขให้คนอื่น สุข สว่าง สงบ ยอมรับตนเอง และนิ่งขึ้น ทุกสิ่งล้วน
ขึ้นที่ใจ เห็นพลังแห่งกัลยาณมิตร ตั้งใจทําดีเพื่อคนอื่นๆต่อไป
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- การปรับพฤติกรรมต้องปรับที่ใจของแต่ละคนเมื่อใจเปลี่ยนพฤติกรรม
ก็เปลี่ยนตาม การสร้างพลังใจที่เหนือกายโดยการนําแก่นพุทธศาสนามาใช้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อให้เกิด
การเรียนรู้ภายใต้ภูเขานํ้าแข็งของแต่ละคนและการเห็นภาพจากของจริงทําให้จําได้ชัดเจน จนเกิดความรัก
และปรารถนาดีต่อตนเอง โดยตัวเองเป็นคนเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง รวมทั้งการเชื่อมมิตรไมตรีด้วย
หัวใจที่บริสุทธิ์ของกลุ่มที่มีต่อกันและกันทุกคนจะสัมผัสรับรู้ได้ด้วยตัวเองจึงทําให้เกิดพลังดีๆในใจตนเอง
เผื่อแผ่ไปสู่คนรอบข้าง
ข้อเสนอแนะ การเรียนรู้พลังใจเหนือกายนี้ ไม่สามารถทําได้เพียงคนๆเดียวต้องมีทีมที่มีการเรียนรู้
และเข้าใจprocessแต่ละขณะ พื้นฐานที่ทีมต้องมีคือการเจริญสติและฝึกปฏิบัติ ดังนั้นการขยายให้แพร่หลาย
มากยิ่งขึ้นจึงทําได้ยากและช้า ควรมีการสร้างทีมและฝึกทักษะเรียนรู้ผ่านตัวเองเช่นกัน
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา
๑.นําไปใช้ในชีวิตประจําวัน ในเรื่องกินให้ถูก การมีสติระลึกรู้ การปลูกจิตกุศล และการ
ออกกําลังกายโดยการใช้ออกซิเจน
๒.นําไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวาน ในพื้นที่รับผิดชอบ
บทเรียนที่ได้รับ:- การเรียนรู้ครั้งนี้ได้เรียนรู้การปรับที่ฐานใจของคนด้วยกระบวนการด้วยใจที่
บริสุทธิ์ งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตาและปรารถนาดี เพื่อให้เขาเหล่านั้น อ่านตัวออก บอกตัวได้ใช้ตัวเป็น
เห็นตัวแจ้ง ทุกคนที่ผ่านกระบวนการนี้มีความสุข ค้นพบตัวเองระมัดระวังจิตให้เป็นจิตที่เป็นกุศล เห็น
คุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองส่งผลต่อบุคคลที่อยู่รอบข้างจนกระทั่งรู้และปฏิวัติตัวเองได้
 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ๑.การสนับสนุนจาก รศ.ดร.ทิพาวดี เอมะวรรธนะ
๒.ความมุ่งมั่นเสียสละทุ่มเทของทีมงานพลังหนุมาน “ทําเผื่อแผ่นดิน”.
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร คําชื่นชม /งบประมาณ
การติดต่อกับทีมงาน:- พิมฉวี จันทร์เพ็ญ รพ.โคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ๑๕๒๕๐ Email
pim.2506@hotmail.comหมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
38 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา
เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารด้วยเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ของฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์
สมเด็จพระเทพรัตน์
โรงพยาบาล/ สถาบัน
ฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
จังหวัด
กรุงเทพมหานคร
ชื่อเจ้าของผลงาน
นางสาวสมนึก สุทธิรักษ์ศิริ
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา
รศ.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการภาครัฐและเอกชน สถาบันบัณฑิตพัฒนบ
ริหารศาสตร์)
พย.บ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน
นางสาวสมนึก สุทธิรักษ์ศิริ รศ.ม พย.บ.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale)
ด้วยปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร
ต่างๆ สามารถนํามาใช้กับชีวิตประจําวันได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลให้การรับส่งข้อมูลต่างๆทํา
ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ เล็งเห็นความสําคัญของ
เทคโนโลยียุคดิจิตอล โดยเฉพาะเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ ที่สามารถนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ
ปฏิบัติงานได้ เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารข้อมูลต่างๆระหว่างเจ้าหน้าที่ อีกทั้งรูปแบบของเครื่องมือ
สื่อสารออนไลน์สามารถนํามาประยุกต์ใช้การบันทึกข้อมูลต่างๆอย่างง่ายได้ และดูผลการบันทึกข้อมูลได้
อย่างรวดเร็ว อาจนําไปสู่การทําวิจัยอย่างง่ายในอนาคต เช่น การสร้างแบบสอบถามออนไลน์ ส่งผลให้เกิด
ความคล่องตัวในการเลือกนําข้อมูลทางคลินิกมาประกอบการตัดสินใจในการทํางาน เป็นการเตรียมความ
พร้อมสําหรับการก้าวผ่านจากยุคการทํางานด้วยวิธีปฏิบัติเดิมๆเป็นการปฏิบัติงานในยุคดิจิตอล
ฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ตระหนักถึงความสําคัญและความจําเป็นใน
การใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์เพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์
สมเด็จพระเทพรัตน์ จึงได้จัดการอบรมการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานเจ้าหน้าที่
ให้มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ เพื่อสามารถนํามาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
้ ่
 
 
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives)
1. เข้าใจในแนวคิดและพื้นฐานของระบบเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ประเภทต่างๆ
2. สามารถประยุกต์ใช้ในการลงข้อมูลพื้นฐานได้
3. สามารถประยุกต์ใช้ในการออกแบบแบบสอบถามออนไลน์เบื้องต้นได้
4. สามารถสร้างและจัดหมวดหมู่เอกสารใน Share point ได้อย่างเป็นระบบ
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology)
เป็นการวิจัยเชิงบรรยายชนิดกรณีศึกษา ( Case study research ) ทําการศึกษาในกลุ่มของ หัวหน้า
ฝ่าย หัวหน้างาน หัวน้าหน่วย หัวหน้าหอผู้ป่วย พยาบาลหัวหน้าเวร เจ้าหน้าที่ธุรการของฝ่ายการพยาบาล
ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ และเจ้าหน้าที่ธุรการของฝ่ายบริหารของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ
รัตน์ จํานวนทั้งหมด 60 คน และทีมพยาบาล Admin Share point ของฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์
สมเด็จพระเทพรัตน์ จํานวน 15 คน ใช้รูปแบบการบรรยายและฝึกทดลองปฏิบัติในคราวเดียวกันแก่ผู้เข้า
อบรม โดยวิทยากรผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากนอกรพ. ใช้แบบประเมินความ
เข้าใจเรื่องการใช้เครื่องมือออนไลน์ในการปฏิบัติงานประเมินก่อนอบรมและหลังอบรม ใช้การวัดแบบ
Likert scale และวัดความสามารถในประยุกต์ใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ในด้านการลงข้อมูลพื้นฐาน การ
ออกแบบแบบสอบถามออนไลน์เบื้องต้น และในกลุ่ม Admin SharePoint นําข้อมูลที่ได้มาประมวลผลแล้ว
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ คํานวณค่าร้อยละและเก็บข้อมูลด้านการประยุกต์ใช้จากการส่ง
ข้อมูลผ่านเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ไปยังฝ่ายการพยาบาล การสร้างแบบสอบถามออนไลน์ของผู้ทํา
โครงการต่างๆนอกเหนือจากการส่งงานหลังจากวิทยากรมอบหมายหลังอบรม รวมถึงการปรับปรุงรูปแบบ
ของ Share point ของฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ได้อย่างเป็นระบบ ทําการศึกษา
ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 – 15 มีนาคม 2558
ผลการศึกษา (Results)
เก็บแบบสอบถามจากผู้เข้าอบรมได้44 คน คิดเป็นร้อยละ 74ของจํานวนผู้เข้าอบรมทั้งหมด พบว่า
ภายหลังการอบรม ผู้เข้าอบรมรู้จักเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ในระดับมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.55 เป็นร้อย
ละ 54.55 โดย ความรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลในระดับน้อยลดลงจากร้อยละ 40.90 เป็นร้อยละ
2.27 ผู้เข้าอบรมสามารถเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ให้ตรงกับลักษณะข้อมูล ในระดับปานกลางถึง
มาก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 เช่นเดียวกับการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจจากเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ก็
เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางถึงมาก ซึ่งผู้เข้าอบรมเห็นว่าเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ช่วยประหยัดเวลาการ
บันทึกข้อมูลจากบุคคลหลายคนในเวลาเดียวกันได้เพิ่มขึ้นในระดับมาก จากร้อยละ 38.64 เป็นร้อยละ 88.64
และ เป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกในทุกๆสถานที่แม้ไม่ได้อยู่ในที่ทํางาน ใน
ระดับมากถึงร้อยละ 90.90 ส่วนด้านการประยุกต์ใช้พบว่าผู้เข้าอบรมสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือสื่อสาร
ออนไลน์ได้ในระดับดี โดยสังเกตจากการส่งข้อมูลผ่านเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ไปยังฝ่ายการพยาบาล
40 
 
และการทําโครงการต่างๆโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ Share point
ของฝ่ายการพยาบาลให้มีการใช้งานที่สะดวก รวดเร็วและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ
จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าผู้เข้าอบรมเรื่องเครื่องมือสื่อสารออนไลน์รู้จักเครื่องมือสื่อสารออนไลน์
เพิ่มมากขึ้น และเข้าใจในคุณลักษณะของเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ที่เอื้อต่อระบบการทํางานในยุคปัจจุบัน
ที่อาศัยความสะดวกรวดเร็ว ข้อมูลที่ต้องทันสมัยตลอดเวลา และนําไปใช้ได้ทันเหตุการณ์ อีกทั้งสามารถ
ประยุกต์ใช้ในการลงข้อมูลอย่างง่ายของฝ่ายการพยาบาล สามารถลดขั้นตอนที่ไม่จําเป็นออกไป และผู้ส่ง
สารและผู้รับสารมีความสุขในการทํางานมากขึ้นเมื่อต้องทํางานร่วมกัน อีกทั้งการประยุกต์ใช้ด้านอื่นๆ
สามารถนําไปสู่การทําวิจัยโดยมีเครื่องมือสื่อสารออนไลน์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เก็บข้อมูลสามารถกระทํา
ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การนําเครื่องมือสื่อสารออนไลน์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
สื่อสารของฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ถือได้ว่ามีประโยชน์และเหมาะสมต่อการ
ทํางานในยุคปัจจุบัน แต่ยังมีข้อด้อยบางอย่างที่เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ที่เลือกนํามาใช้ ควรใช้ด้วยความ
ระมัดระวังและในกลุ่มที่เป็นหน่วยงานเดียวเท่านั้น
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา
ปัจจุบันฝ่ายการการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ได้นําเครื่องมือสื่อสารออนไลน์มา
ใช้ในการติดต่อสื่อสารให้กับหัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน หัวหน้าหอผู้ป่วย หัวหน้าหน่วยตรวจฯโดยเลือกใช้
Google drive เพื่อให้หัวหน้าลงข้อมูลตามที่มีการขอข้อมูล เช่น การส่งเจ้าหน้าที่อบรมเรื่องต่างๆโดยมี
โควต้าเป็นตัวกํากับ การบันทึกสถิติของOPD.และ Premium ซึ่งหัวหน้าทุกท่านสามารถลงข้อมูลได้อย่าง
คล่องแคล่ว อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นผู้สร้าง drive ด้วยตัวเองอีกหลายท่านเมื่อต้องทําโครงการของ
ตนเอง รวมถึงมีการทําวิจัยที่ต้องเก็บข้อมูล มีการออกแบบแบบสอบถามออนไลน์เพื่อใช้เก็บข้อมูลโดยไม่
ต้องใช้กระดาษอีกต่อไป เช่น แบบสอบถามเรื่องเครื่องแต่งการพยาบาล และ ข้อสอบ Pre test Post test ของ
ทีม Pressure sore เป็นต้น
บทเรียนที่ได้รับ
การเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานแบบเดิมๆไปสู่วิธีใหม่โดยใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันมาเกื้อหนุน
ช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว อย่างเห็นผลชัดเจน
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ
โครงการสําเร็จลุล่วงได้ด้วยดีจากความร่วมมือของหัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน หัวหน้าหน่วย หัวหน้า
หอผู้ป่วย ตลอดจนพยาบาล เจ้าหน้าที่งานบริหารที่เกี่ยวข้องในการเข้ารับการอบรมเพื่อนํามาใช้ในการ
ปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
 
 
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
สามารถขอทุนจาก R2R ของทาง โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อนํามาดําเนินการได้ถึง 24,800 บาท
และจัดกิจกรรมแบ่งปันความรู้โดยนําเสนอในกิจกรรม R2R club ในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558
การติดต่อกับทีมงาน
นางสาวสมนึก สุทธิรักษ์ศิริ โทร.085-9081345 Email – nuk610@gmail.com
42 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การพัฒนาสุขภาพนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยใช้กระบวนการจิตต
ปัญญา ในเขตอําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
โรงพยาบาล/สถาบัน รพ.สต.บ้านหนองปลาน้อย /มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ
สกลนคร
ชื่อเจ้าของผลงาน ชนิกา ทองอันตัง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ส.ม.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน รองศาสตราจารย์พิเศษ สุขสมัย สมพงษ์, ส.ด.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน ชนิกา ทองอันตัง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ส.ม.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Backgound & Rationale) จากการตรวจสุขภาพเด็กวัยเรียนในทุกปีที่
ผ่านมายังพบว่าเด็กป่วยด้วยโรคที่สามารถป้ องกันได้ด้วยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ดังนั้นการพัฒนา
สุขภาพนักเรียนโดยการปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกต้องและมีความเหมาะสม จะทําให้เด็กปฏิบัติพฤติกรรมนั้น
จนเป็นสุขนิสัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) เพื่อศึกษาผลของกระบวนการจิตตปัญญาในการ
พัฒนาสุขภาพนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 อําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีจํานวน 82 คน แบ่งเป็น
กลุ่มทดลอง 41 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 41 คน กลุ่มทดลองได้รับการพัฒนาสุขภาพ โดยใช้กระบวนการ
จิตตปัญญาที่ผู้วิจัยจัดทําขึ้น ใช้เวลาในการศึกษา 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และ
แบบบันทึกที่จัดทําขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ
ความแตกต่างของคะแนนค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired Sample t-test และ Independent t-test
ผลการศึกษา (Results) ภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสะอาดของร่างกาย
และเครื่องแต่งกาย ความสะอาดในช่องปาก และคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และ
สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P < 0.001) มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพที่พึง
ประสงค์ด้านอนามัยส่วนบุคคล การทําความสะอาดมือ การทดสอบสมรรถภาพทางกาย ในกลุ่มทดลอง
สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P < 0.001)ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ
หลังการทดลอง พบว่าไม่แตกต่างกัน (P = 0.787, P = 0.479, P = 0.002) ตามลําดับ
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ ผู้ปกครองเด็กมีความพึงพอใจในกระบวนการของการพัฒนาใน
ระดับสูงทุกด้าน ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมเฉลี่ยคนละ 305.12 บาท จากผลการวิจัยแสดงว่าการพัฒนา
สุขภาพโดยใช้กระบวนการจิตตปัญญา ทําให้นักเรียนมีการพัฒนาสุขภาพไปในทางที่ดีขึ้น
การนําผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา สร้างเครือข่ายโดยการบูรณาการเข้ากับงานอนามัยโรงเรียน
เพื่อพัฒนาสุขภาพนักเรียนตามแนวทางสุขบัญญัติ
แบบบทคัดย่อ “งานวิจัยจากงานประจํา/R2R”
การประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
บทเรียนที่ได้รับ การกําหนดเป็นนโยบายร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่จะทําให้มี
ทิศทางในการพัฒนาสุขภาพนักเรียน และเกิดความต่อเนื่องยั่งยืน
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง งบประมาณที่ได้รับสนับสนุน และการคิดค้นรูปแบบ
ในการทํางานเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วยวิธีการใหม่ๆ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร การสนับสนุนงบประมาณ และวิทยากรในการออก
ปฎิบัติงาน
การติดต่อกับทีมงาน : นางชนิกา ทองอันตัง เบอร์โทรศัพท์ 081-2622050, E-mail :
pook_took@hotmail.com
44 
 
ผลงานวิชาการด้วยวาจา
ประเภท งานพัฒนาคุณภาพ
 
 
ชื่อผลงาน โครงการเตรียมก่อนคลอดด้วยจิตประภัสสร โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่
ชื่อเจ้าของผลงาน.... นางวาสนา มณีทิพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พย.บ
ชื่อผู้ร่วมผลงาน...(ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) ..คณะเจ้าหน้าที่ห้องคลอด กลุ่มการพยาบาล รพร.เด่นชัย
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน.....นางวาสนา มณีทิพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา.. พย.บ
เป้ าหมาย:-
เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และสามีหรือญาติมีความรู้เรื่องจิตประภัสสรและนําแนวคิดเรื่องจิตประภัสสร
ไปดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงระยะคลอดหลังคลอด สามารถดูแลทารกหลังคลอด และ มีความรู้
เรื่องการคลอด ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดสามารถเผชิญความเจ็บปวดในระยะคลอดได้อย่าง
เหมาะสม คลอดปกติทางช่องคลอดและไม่มีภาวะแทรกซ้อน
ปัญหาและสาเหตุ:-
การดูแลมารดาและทารกเพื่อให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน ควรจะดูแลเริ่มทางด้านจิตใจควบคู่
กับการดูแลและเดรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย โดยการรักษาใจของแม่ เพื่อเป็นการพัฒนาจิตทั้งแม่และ
ลูกไปพร้อมกันตลอด 9 เดือน ที่ใช้ลมหายใจเดียวกัน โดยมีพ่อและญาติเป็นผู้เกื้อกูล ให้แม่สามารถรักษา
ภาวะ จิตประภัสสรได้อย่างต่อเนื่อง การสร้างจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ประกอบด้วยการที่พ่อแม่
ได้เรียนรู้การจัดการอารมณ์และการสื่อสารในครอบครัวระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อเด็กที่เป็นจังหวะที่ชีวิต
ปฏิสนธิขึ้น พ่อแม่เป็นผู้สร้างโลกให้มีอริยะด้วยการสร้างลูก เพราะเด็กที่มีพื้นจิตที่ดี จะมีโอกาสพัฒนา
ศักยภาพได้สูงสุดทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและปัญญา จะทําให้พ่อแม่มีทักษะในการครองชีวิต
ครอบครัว เลี้ยงลูกอย่างมีสติและปัญญาตั้งแต่แรกเกิด และการที่บิดามารดามีจิตประภัสสร จึงเป็นแนวทาง
นําให้ทารกมีจิตประภัสสร ร่วมกับการเตรียมความพร้อมของมารดาขณะตั้งครรภ์ให้มีความรู้ในเรื่องการ
ดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์และการเตรียมความพร้อมก่อนคลอด จะส่งผลให้มารดาสามารถเผชิญความ
เจ็บปวดขณะรอคลอด สามารถคลอดได้เอง ลดปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะคลอด
กิจกรรมการพัฒนา
ประชาสัมพันธ์โครงการและเริ่มรับสมัครกลุ่มเป้ าหมายจํานวน ๒๕-๓๐ คู่ กําหนดกิจกรรม
โครงการจิตประภัสสรทุก ๓ เดือน โดยแต่ละกลุ่มจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ๒ ครั้ง แต่ละครั้งจะมี
กิจกรรมโดย ในช่วงเช้า : นําเข้าสู่บรรยากาศของจิตประภัสสร ชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดกิจกรรม
ของโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ,ภาวนากับบทเพลงแห่งสติ (ดั่งดอกไม้บาน,ความสุขเล็ก)
, กายบริหารขณะตั้งครรภ์อย่างไรให้การคลอดง่าย,นวดอย่างไร เพื่อผ่อนคลายขณะตั้งครรภ์ ช่วงบ่าย : แบ่ง
๒ กลุ่ม ตามอายุครรภ์(กลุ่มที่๑ อายุครรภ์ < ๒๘ สัปดาห์, กลุ่มที่ ๒ อายุครรภ์ >๓๒ สัปดาห์) กลุ่มที่๑ : ลูก
พร้อมแล้วพ่อแม่พร้อมหรือยัง....บทบาทของพ่อแม่เพื่อลูกรัก ,การพัฒนาทารกในครรภ์การสื่อสารกับทารก
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
46 
 
ในครรภ์ และสายสัมพันธ์ในครอบครัว,ทําอย่างไรให้ลูกรักนํ้าหนักดีการปฏิบัติตัว/การดูแลสุขภาพคุณแม่
เพื่อลูกรัก/การใช้สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก , กลุ่มที่ ๒ : การคลอดปกติ กลไกการคลอด ระยะต่างๆของ
การคลอด การปฏิบัติตัวขณะรอคลอดเพื่อการคลอดง่ายและคลอดเร็ว ,ความเจ็บปวดในระยะคลอดและการ
ลดความเจ็บปวดในระยะคลอด, จิตประภัสสรกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อสร้างความเป็นแม่ และต้อง
เริ่มต้นอย่างไรให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสําเร็จ สรุปผลและประเมินโครงการจาก
แบบสอบถาม และข้อมูลการคลอดของผู้เข้าโครงการ การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง
หญิงตั้งครรภ์ที่เข้าโครงการคลอดทางช่องคลอด ๗๘.๐๕%, ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะรอคลอดและ
คลอด ๘๗.๘๐% ทารกแรกคลอดไม่มีภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด ๑๐๐%
ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 30 ราย มีสามีเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ๘๖.๖๗% ขณะรอคลอด ผู้ดูแล
เป็น สามี ๗๖.๖๗%, ได้การใช้เก้าอี้เร่งคลอด ๕๓.๓๓%, เฉลี่ยระยะการคลอด ระยะที่ ๑= ๘.๘๘ ชั่วโมง,
ระยะที่ ๒= ๒๙ นาที, ระยะที่ ๓ =๑๐ นาที ๙๖.๖๗% คลอด N/D นํ้าหนักแรกคลอด > ๒๕๐๐=๑๐๐%
ภาวะขาดออกซิเจน = ๐%
บทเรียนที่ได้รับ:- หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนคลอด จะมีความพร้อมในการตั้งครรภ์และ
สามารถเผชิญความเจ็บปวดในขณะคลอดได้เป็นอย่างดีโดยมีสามีหรือญาติดูแลอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ..ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของเจ้าหน้าที่ห้องคลอดที่จะต้องมาร่วมกิจกรรมครบ
๑๐๐%
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร...การอนุมัติงบประมาณในการดําเนินงาน
การติดต่อกับทีมงาน:- นางวาสนา มณีทิพย์ (E-mail …w.thip_dcph@hotmail.com เบอร์โทร 089-
4317200)
 
 
1. สรุปผลงานโดยย่อ : ปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่รักษาด้วยไฟฟ้า ทําให้ไม่พบผู้ป่วยพลัดตกหกล้ม
และกระดูกหักข้อเคลื่อน หลังการรักษาด้วยไฟฟ้า
2. เป้ าหมาย : 1.จํานวนผู้ป่วยพลัดตกหกล้มหลังรักษาด้วยไฟฟ้า =0
2.จํานวนผู้ป่วยมีภาวะกระดูกหักข้อเคลื่อนจากการรักษาด้วยไฟฟ้า =0
3. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : การรักษาด้วยไฟฟ้า หลังทําผู้ป่วยจะมีอาการมึนงงสับสนระยะหนึ่งเฉลี่ยแล้ว
ไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังทํา ซึ่งในช่วงนั้นจําเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากผู้ป่วยที่ทําการรักษาเพิ่ม
มากขึ้น บุคลากรที่ให้การดูแลมีจํานวนจํากัด ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงรวดเร็วทันการณ์ และ
พบว่ามีจํานวนผู้ป่วยที่เกิดการพลัดตกหกล้ม ตกเตียง เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังพบผู้ป่วยหลังทําการรักษามีภาวะ
กระดูกหักด้วย
4. กิจกรรมการพัฒนา : 1.ปรับแนวทางจากการผูกยึดผู้ป่วยเฉพาะในรายที่มีอาการมึนงงสับสน มาเป็นผูกยึด
ผู้ป่วยหลังทําทุกราย
2.ปรับแนวทางจากการผูกยึดด้วยผ้าที่แขนขาในรายที่มีประวัติ /หรือมีอาการสับสนดิ้น
อย่างรุนแรง ให้ใช้ผ้าผูกยึดที่มีที่คาดอกร่วมด้วย
3. เตียงที่ใช้รักษาด้วยไฟฟ้า ปรับให้เป็นเตียงที่มีไม้กั้นเตียงทุกราย
4. มีการประเมิน PAIN SCALE ผู้ป่วยหลังรักษาด้วยไฟฟ้าทุกราย ทุกเวร และถ้าพบ
ผู้ป่วยที่มีภาวะปวดกล้ามเนื้อ PAIN SCALE =6 ขึ้นไป แพทย์ต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนทําการ
รักษาครั้งต่อไป
5. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง :
1.จํานวนการเกิดพลัดตกหกล้ม ปี 2555 = 3 ราย , 2556 = 3ราย , 2557 = 5 ราย หลังปรับแนวทาง
ในปี 2558 = 0 ราย
2. จํานวนผู้ป่วยกระดูกหักข้อเคลื่อน ปี 2558 = 1ราย หลังปรับแนวทาง ในช่วง 6 เดือน ( กันยายน –
กุมภาพันธ์ 2559) = 0 ราย
6. บทเรียนที่ได้รับ : 1.การผูกยึดผู้ป่วยให้ผูกยึดที่ผู้ป่วยเท่านั้น ไม่ผูกไว้ที่เตียง ก่อนการปล่อยกระแสไฟฟ้า
เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และต้องรอผู้ป่วยหยุดชักเกร็งก่อนผูกยึดผู้ป่วยไว้ที่เตียง เพราะอาจจะทําให้ผู้ป่วย
กระดูกหักข้อเคลื่อนได้
2. ก่อนการปล่อยการจํากัดพฤติกรรมผู้ป่วย ไม่ควรปล่อยเร็วเกินไปให้รอจนแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่
มีอาการมึนงงสับสนแล้ว
48 
 
7. การติดต่อกับทีมงาน :
ชื่อผู้ที่สามารถติดต่อได้ อัญชลี นักเสียง หอผู้ป่วยจิตเวชเบอร์ : 3325
โทรศัพท์(มือถือ) 0832201228 Email (ภายนอก) unshalee08@gmail.com
8. สมาชิกทีม :
1. นายแพทย์สามภพ สาระกุล นายแพทย์ชํานาญการพิเศษ
2. นางพรรณี มงคลศิริ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการพิเศษ
3. นางอัญชลี นักเสียง พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ
 
 
ชื่อโครงการพัฒนา การใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพเพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่คาสาย
สวนปัสสาวะ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร
เจ้าของผลงาน งานผู้ป่วยหนัก ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน
ผู้ร่วมผลงาน ปาริชาต คุณวงศ์พย.บ., สันทนา สัพโส พย.บ.
ผู้นําเสนอ สันทนา สัพโส พย.บ.
เป้ าหมาย เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยขณะคาสายสวนปัสสาวะ เพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อใน
โรงพยาบาลในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะให้น้อยกว่า 5 ครั้ง/1000 วันนอน เพื่อประเมินระดับความคิดเห็น
ของเจ้าหน้าที่หลังพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวน
ปัสสาวะ
ปัญหาและสาเหตุ การติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะเป็นปัญหาการติดเชื้อที่
สําคัญและพบบ่อยในผู้ป่ วยหนัก งานผู้ป่ วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน พบอุบัติการณ์การติดเชื้อใน
โรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะ เพิ่มสูงเรื่อยๆ และพบว่าปัญหาการเกิดการติดเชื้อใน
โรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะแม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่หากเจ้าหน้าที่ทุกคนมีส่วนช่วย
ในการป้ องกันการเกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการแก้ปัญหาจะเป็นการ
แก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
กิจกรรมการพัฒนา ระยะที่ 1 เม.ย.56–มี.ค.57 นําเสนอกิจกรรมกลุ่มคุณภาพและปัญหาอุบัติการณ์การติดเชื้อ
ในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะต่อเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันค้นหาปัญหาโดยแผนภูมิก้างปลา
ในการค้นหาปัญหาร่วมกันศึกษางานวิจัย หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องและร่วมกันกําหนดแนวปฏิบัติ
เพื่อลดอุบัติการณ์การติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะด้านบุคคล(ผู้ป่วย,เจ้าหน้าที่)
ประเมินผลอุบัติการณ์เป็น 0 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือนมีอุบัติการณ์ติดเชื้อเกิดขึ้นอีก ระยะที่สอง ต.ค.57-
มี.ค.58 ทบทวนและค้นหาปัญหาอีกครั้ง ทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ พบ มาตรฐานการปฏิบัติการ
พยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล 9 มาตรฐาน
การประเมินผล การพัฒนาช่วงแรก เม.ย.56–มี.ค.57 สามารถลดอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่
สวนคาสายสวนปัสสาวะ เป็น 0 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือนมีอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่
สวนคาสายสวนปัสสาวะ เม.ย.57 พบ 18.4 ครั้งต่อ 1000 วันนอน มิ.ย.57 พบ 7.52 ครั้งต่อ 1000 วันนอน จึง
ต้องมีการพัฒนาแนวปฏิบัติปรับกลยุทธ์การใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ การพัฒนาระยะที่ 2 อุบัติการณ์ลดลง
อัตราการเกิด 2.38 ครั้งต่อ 1000 วัน เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจมากต่อแนวปฏิบัติเพื่อป้ องกันอุบัติการณ์ติด
เชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะ
บทเรียนที่ได้รับ การกําหนดทิศทางและกิจกรรมการพัฒนาโดยผู้ที่ประสบกับปัญหาเองจะสามารถแก้ไข
ปัญหาได้ตรงจุดและเกิดการพัฒนาที่ยังยืน เกิดความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทุกระดับและเกิดบรรยากาศที่ดีใน
การทํางาน เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกได้ว่าเป็นปัญหาที่ตนเองจะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขและกําหนด
แนวทางร่วมกัน
50 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทุกระดับและบรรยากาศที่ดีในการทํางาน
การสนับสนุนขององค์กร สนับสนุนให้ดูแลผู้ป่วยโดยมีพื้นฐานจากหลักฐานเชิงประจักษ์และการมีกิจกรรม
ร่วมกัน
การติดต่อทีมงาน ปาริชาต คุณวงศ์ มือถือ 086-079-0641 Email parichart.er@hotmail.com
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา......รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ในคลินิกพิเศษโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ตามกรอบแนวคิดของ B.I.C3
.S Model………..
ชื่อเจ้าของผลงาน ปิยพงศ์สอนลบ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่
ชื่อผู้ร่วมผลงาน กัญญมล สุมาลี พย.บ.,สายสวาท คําสัตย์พย.บ.,อติมาน ศรีจักรโคตร์ พย.บ.
ผู้นําเสนอ ปิยพงศ์สอนลบ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่
เป้ าหมาย:เพื่อจัดรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ให้มีคุณภาพตามกรอบแนวคิดของ
B.I.C3
.S Model
ปัญหาและสาเหตุ:- เครือข่ายบริการทางสุขภาพของอําเภอคีรีมาศให้การบริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยเฉลี่ยปี
ละ 4,000 ถึง 5,000 ราย ส่งผลให้ระยะเวลาการรอบริการยาวนาน สถานที่ให้บริการแออัด ผู้ป่วยไม่มาตาม
นัด/ขาดการรักษาที่ต่อเนื่องทําให้ไม่สามารถควบคุมภาวะโรคให้เป็นปกติ จากปัญหาดังกล่าวทีมสหสาขา
วิชาชีพ จึงร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้องรัง เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ได้เข้าถึง
การบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีความเสมอภาค และบุคลากรทางสุขภาพมีความสุขในการปฏิบัติงาน
กิจกรรมการพัฒนา:- รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใน
คลินิกพิเศษโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ตามกรอบแนวคิดของ B.I.C3
.S Model
ประกอบด้วย 1).การวิเคราะห์ปัญหาการดูแลผู้ป่วย 2).การกําหนดกลุ่มเป้ าหมาย ตามกรอบแนวคิดของ
B.I.C3
.S Model ประกอบด้วย 1. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่มีดัชนีมวลมากกว่า 30 2. ผู้ป่วยความ
ดันโลหิตสูง (IFG) 3. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีระดับ CVD risk สูง 4. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน
โลหิตสูง มีภาวะไตเสื่อม (CKD stage 3-5)5. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่ไม่สามารถควบคลุมภาวะ
โรคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 6. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่สูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา และ รูปแบบการดูแล
ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลักของ 3อ.2ส. 3).การให้ดูแลผู้ป่วย
เบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 4).การติดตามผล
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- จากการติดตามผลการดําเนินงานตั้งเดือนตุลาคม 2558 ถึง เดือน
กุมภาพันธ์ 2559 ดังนี้ 1).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่สามารถควบคลุมระดับนํ้าตาลใน
เลือด 45.08 % หรือ สามารถควบคลุมระดับความดันโลหิต 91.16 % 2).อัตราการวินิจฉัยโรคเบาหวานราย
ใหม่ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 5.48% 3).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีดัชนีมวลมากกว่า 30 ที่
ได้รับการดูแลต่อเนื่อง 23.13 % 4).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่สามราถเลิกสูบ
บุหรี่ 13.95% เลิกดื่มสุรา 18.36% 5).ร้อยละผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อม (CKD stage
3-5)ได้รับการลงทะเบียนคลินิกโรคไต 45.2% 6).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตที่มี
ภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดสมองดูแลต่อเนื่อง81.91% หรือโรคหลอดเลือดหัวใจได้รับการดูแลต่อเนื่อง
72.26%
52 
 
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร โรงพยาบาลคีรีมาศ จ. สุโขทัย
การติดต่อกับทีมงาน:- โรงพยาบาลคีรีมาศ โทร. 055-695168 / 08-95656366 E-mail :
Piyapong_sonlop@hotmail
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา Pap Smear Mobility Unit in Community
โรงพยาบาล/ สถาบัน สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสุรภา สุขสวัสดิ์
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. (สาขาการพยาบาลชุมชน)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสุรภา สุขสวัสดิ์
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. (สาขาการพยาบาลชุมชน)
เป้ าหมาย:- เพื่อจัดระบบบริการและเพิ่มจํานวนตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแก่สตรีกลุ่มเสี่ยง ในชุมชน
ปัญหาและสาเหตุ:- มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสุขภาพที่สําคัญของหญิงไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิต
จากโรคมะเร็งเป็นอันดับหนึ่ง ประเทศไทยใช้วิธีการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบวิธี Pap smear มานาน
กว่า 50 ปี แต่พบว่ายังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากช่องทางเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปาก
มดลูกยังมีข้อจํากัด ทําให้อุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูกยังคงสูงอยู่ อีกทั้ง ๆเป็นโรคที่สามารถป้ องกันได้
ดังนั้นผู้ศึกษาจึงจัดรูปแบบบริการเพื่อการค้นหาเซลล์ปากมดลูกที่ผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็งเพื่อให้
สามารถคัดกรองมะเร็งปากมดลูกให้ได้มากที่สุด
กิจกรรมการพัฒนา:- 1. ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ชุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเคลื่อนที่โดยวิธี
Pap smear ที่สามารถเข้าถึงสตรีกลุ่มเสี่ยงได้ทุกที่ สามารถประกอบอุปกรณ์ได้เอง ไม่ยุ่งยากและไม่
ซับซ้อน เคลื่อนย้ายสะดวก
2. ประสานงานกับเครือข่ายนอกโรงพยาบาลเพื่อจัดเวลาและสถานที่ ให้บริการแก่สตรี
กลุ่มเสี่ยงในชุมชน ได้แก่ สถานประกอบการ โรงเรียน วัด ห้างสรรพสินค้า ที่ทําการชุมชน สนามกอล์ฟ และ
โรงแรม เป็นต้น
3. จัดให้มีบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามวันเวลาที่นัดหมาย และรายงานผล
ตอบกลับไปที่ผู้รับบริการพร้อมคําอธิบายผล ในกรณีที่ผลการตรวจผิดปกติจะส่งต่อไปตามสิทธิการ
รักษาพยาบาลของตน ให้ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-..สตรีกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรองตามเป้ าหมายและจํานวนเพิ่ม
มากขึ้น ผู้ที่ผลผิดปกติมีแนวโน้มลดลงและได้รับการดูแลต่อเนื่อง เป็นการป้ องกันการเกิดมะเร็งปาก
มดลูกระยะลุกลามรายใหม่ ทําให้ลดความทุกข์ทรมาน และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
54 
 
บทเรียนที่ได้รับ:- 1.การกําหนดเป้ าหมายการคัดกรองแต่ละปี ทําให้มีการใช้กลยุทธให้งานสําเร็จตาม
เป้าหมาย
2. บริการที่เป็นมิตร บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน จะช่วยให้มีการตัดสินใจใช้
บริการ
3. จัดให้มีชุดตรวจที่หน่วยบริการในชุมชน โดยไม่ต้องขนย้าย จะเพิ่มเวลาให้บริการได้มากยิ่งขึ้น รับบริการ
ได้มากขึ้น
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ...การสร้างเครือข่ายการทํางาน และการคิดค้นนวัตกรรมงานบริการที่เหมาะสมกับวิถี
ชีวิต
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร...อิสระในการคิดรูปแบบบริการ และสนับสนุนอุปกรณ์ที่
จําเป็น
การติดต่อกับทีมงาน นส.สุรภา สุขสวัสดิ์ Tel:081 8619707 , mail surapa.pae@gmail.com, Fax : 038 310860
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา.การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันครบวงจร
โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ
โรงพยาบาล/ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กรมแพทย์ทหารเรือ จังหวัด ชลบุรี
ชื่อเจ้าของผลงานนาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม.สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่
ชื่อผู้ร่วมผลงาน เรือเอกหญิงกอบกุล บัวสมบูรณ์ พยบ.,พันจ่าเอกจอมนรา ราชโพธิ์ทอง
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน.นาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม.
เป้ าหมาย:- เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าถึงโรงพยาบาลภายใน 3 ชม.มากกว่าร้อยละ 80 เพื่อเพิ่มอัตราการปฏิบัติ
ตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยฯ ให้ได้ร้อยละ 100 และเพื่อลดอัตราการตายในระยะแรกที่ห้องฉุกเฉินของ
ประชากรพื้นที่สัตหีบและใกล้เคียงให้ตํ่ากว่าร้อยละ 2 ภายใน ปี 2558
ปัญหาและสาเหตุ:- ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ห้องฉุกเฉินล่าช้าเกิน3 ชั่วโมงภายหลังเกิดอาการเจ็บหน้าอก มี
มากถึง ร้อยละ 80 สาเหตุจากการรู้ไม่เท่าทันอาการของโรค ฯ ส่งผลให้อัตราตายก่อนถึงโรงพยาบาลรวมถึง
ตายที่ห้องฉุกเฉินพบร้อยละ 25 การเข้าถึงการรักษาในกระบวนดูแลที่ห้องฉุกเฉินต้องผ่านกระบวนการ
หลายขั้นตอนทําให้เกิดความล่าช้าและมีแนวทางปฏิบัติหลากหลาย
กิจกรรมการพัฒนา:- โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาแบบครบวงจรตั้งแต่ 1. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยการ
รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้รู้ทันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้แนวคิดการดูแลโรคเรื้อรัง (Chronic care
model) 2. กิจกรรมการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน(Emergency Medical Service) 3.กิจกรรมการ
พัฒนาระบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยเพื่อการส่งต่อ ตั้งแต่ภาคีเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน เครือข่ายหน่วยปฐม
ภูมิ ภาคีเครือข่ายชุมชนต่างๆ 4.กิจกรรม การพัฒนาระบบช่องทางด่วน ACS Fast Track 5.การวางแผน
จําหน่ายโดยแนวคิดการเปลี่ยน Transitional model
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-
1 ระยะก่อนโรงพยาบาล ( Pre hospital care ) ประชาชนมีความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจ
เฉียบพลันมากขึ้น ทําให้อัตราการเข้าถึงการรักษาภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงภายหลังมีอาการเจ็บหน้าอก มี
มากขึ้นถึงร้อยละ 80 และไม่พบอัตราตาย ณ ที่เกิดเหตุหรือที่ห้องฉุกเฉิน
2. ระยะโรงพยาบาล ( In hospital care) ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาในระบบช่องทางด่วนอย่างรวดเร็ว
ตามมาตรฐานประเทศไทย(Thailand Hospital Indicator Project;THIP) ผู้ป่วย ฯ ได้รับการตรวจคลื่นหัวใจ
ภายใน 10 นาที เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ซึ่งทําได้ร้อยละ 100 และสามารถส่งผู้ป่วยทําหัตถการสวนหัวใจได้
อย่างรวดเร็วภายใน 90 นาที ในอัตราร้อยละ 100 อัตราตายที่โรงพยาบาลลดลงร้อยละ 4.5
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
56 
 
3. ระยะจําหน่ายผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน (Discharge care ) ผู้ป่วยได้รับการนัดตรวจทุกราย ร้อยละ 100
ได้รับแต่อย่างไรก็ตามทําได้เพียงร้อยละ 60 ด้านการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่ชุมชนโดยการให้ความรู้
การปฏิบัติตนเอง ทั้งด้านการมีกิจกรรมที่เหมาะสม การรับประทานอาหารเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง การ
รับประทานยา
บทเรียนที่ได้รับ:- 1. การแก้ไขปัญหาสุขภาพ ด้วยความเข้าใจบริบทวิถีชีวิตที่แตกต่างของประชาชนจะได้รับ
บริการที่ดีได้รับการยอมรับในศักยภาพของบุคคล 2. การทํางานเป็นทีม จะเป็นพลังสําคัญ การดูแลระบบ
สุขภาพของประชาชน 3.การติดตามคุณภาพการพัฒนาฯ จําเป็นต้องกําหนดตัวชี้วัดให้ครอบคลุมกระบวน 4.
การสร้างเครือข่ายปฐมภูมิเพื่อการดูแลต่อเนื่อง
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- การเห็นความสําคัญ ตระหนักในการดูแลตนเองจากกลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงโรค
หลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ความร่วมมือร่วมใจและความเสียสละของภาคีเครือข่ายปฐมภูมิที่ร่วมให้การ
ดูแลผู้ป่วย
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร:- ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณดําเนินการโดย
ใช้รายรับสถานพยาบาลของโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ
การติดต่อกับทีมงาน:- นาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข โทร.0816870405 E-mail pitark_thong@yahoo.co.th
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา. นมแม่วิถีแห่งความสุขกับชีวิตคนทํางาน
โรงพยาบาล/ สถาบัน....โรงพยาบาลพระปกเกล้า...จังหวัด.จันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน.นางวาสนา งามการ...................ชื่อย่อวุฒิการศึกษา.....พบ..............
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน....นางวาสนา งามการ................ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พบ......
เป้ าหมาย…...เพื่อช่วยเหลือบุคลากรของโรงพยาบาลพระปกเกล้าให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว
อย่างน้อย 6 เดือน มากกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2558
ปัญหาและสาเหตุ:- บุคลากรของโรงพยาบาลพระปกเกล้า เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง จากภาระงานที่ต้องดูแล
คนไข้ ทําให้ไม่มีเวลาในการคงสภาพนํ้านม พบอัตราการให้นมแม่สําเร็จลดลงจากร้อยละ 54.28 ในปี
2555 เหลือร้อยละ 39.58 , 35.29 ในปี 2556,2557 ตามลําดับ การที่ลูกไม่ได้รับนมแม่ ทําให้เจ็บป่วยบ่อย
ส่งผลให้บุคลากรเกิดความเครียด ขาดสมาธิในการทํางานส่งผลกระทบต่อการให้บริการดูแลผู้ป่วย
กิจกรรมการพัฒนา 1.บุคลากรมีเวลาพักที่จํากัดในการเก็บตุนนมแม่เมื่อกลับมาทํางาน พัฒนางานโดยการ
เปิดช่องทางด่วนให้บุคลากรสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือเมื่อกลับมาทํางาน และเมื่อมีปัญหานมแม่ได้
ทันเวลา
2.ประเด็นการพัฒนา
2.1 การเข้าถึงผู้บริหาร/คณะกรรมการบริหารกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล มีมติ ให้หัวหน้ากลุ่มงานทุก
สาขาดําเนินการติดตาม ช่วยเหลือและสนับสนุนบุคลากรในสาขาให้เลี้ยงลูกนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน
2.2 เพิ่มการให้ความรู้เพิ่มเติมที่คลินิกนมแม่ จัดบริการตรวจและแก้ไขปัญหาหัวนมผิดปกติให้แก่
บุคลากรที่คลินิกนมแม่ และนัดติดตามประเมินผลให้หัวนมลานนมมีความพร้อมก่อนคลอด
2.3 นวดกระตุ้นลานนมก่อนคลอดเมื่ออายุครรภ์ 37˃ สัปดาห์เพื่อนวดกระตุ้นลานนมให้นุ่มทําให้ทารก
ดูดได้ดี
2.4 เยี่ยมหลังคลอดโดยเร็วขณะอยู่โรงพยาบาล เพื่อให้มารดาสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างถูกวิธี
2.5 ทบทวนทักษะการให้นมแม่ การบีบเก็บตุนนม การคงสภาพนํ้านมก่อนจําหน่ายซํ้าทุกราย
2.6 นัดติดตามที่คลินิกนมแม่เป็นระยะ เมื่อพบปัญหามารดาไม่มั่นใจ ยังปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือยังมีปัญหา
นมแม่
2.7 เมื่อมารดากลับมาทํางานเปิดบริการทางด่วนในช่วงเวลา 12.00-13.00 16.00-18.00 น. เพื่อให้บริการ
2.8 ให้บริการสายด่วนนมแม่ 0922486697 ,0898314673 , Line จัดทําVDO ให้ง่ายต่อการปฏิบัติ
2.9 จัดซื้อเครื่องปั๊มนมไว้ในหน่วยงานที่มีภาระงานมาก ได้แก่ ที่อาคารเทพรัตน์ อาคารอายุรกรรม
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง - อัตราการให้นมแม่สําเร็จอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนเพิ่มเป็นร้อยละ
57.57 ในปี 2558 และติดตามพบว่ามารดายังให้นมแม่ต่อควบคู่กับอาหารตามวัยมากกว่า 1 ปี
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
58 
 
บทเรียนที่ได้รับ 1.การจัดบริการให้เหมาะสมกับเวลาพักของบุคลากร รวมทั้งบุคลากรที่มีปัญหาซับซ้อน
ควรรีบเข้าช่วยเหลือเพื่อจะได้รับการแก้ไขทันเวลา 2. ควรมีการตรวจและแก้ไขปัญหาหัวนมลานนมให้
สําเร็จก่อนคลอดในรายที่พบปัญหา 3.การพัฒนาบุคลากรให้สามารถช่วยเหลือแม่หลังคลอดที่มีปัญหานม
แม่ที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 1.มีเจ้าหน้าที่คลินิกนมแม่ที่มีศักยภาพที่สามารถช่วยเหลือมารดาหลังคลอดได้
และ 2.มารดาและครอบครัวเชื่อมั่นในนมแม่ทําให้มีความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้บริหารทุกระดับช่วยกํากับติดตามช่วยเหลือ
การติดต่อกับทีมงาน: นางวาสนา งามการ 089-8314673: e-mail nommae_kaitaksin@hotmail.com
 
 
ผลงานวิชาการด้วยวาจา
ประเภท นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์
60 
 
นวัตกรรม VAP kit (ชุดอุปกรณ์ป้ องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ)
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ปาริชาต คุณวงศ์,มณีรัตน์ โสมศรีแพง,เอี่ยมศิริ ฮดโสดา,ณัฐธิดา ทะคง,สุพรรษา ผลมุ่ง; พย.บ.
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น งานผู้ป่วยหนักเป็นหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่ใช้การรักษาโดย
เครื่องช่วยหายใจ มีอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ มกราคม 58 พบ 8.69 และ
กุมภาพันธ์ 58 พบ 19.32 อุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพบริการ
พยาบาล ข้อมูลเชิงประจักษ์ปัจจุบันใช้ VAP Bundle ในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ดังนั้น งาน
ผู้ป่วยหนักจึงคิดและประดิษฐ์ชุดอุปกรณ์ป้ องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP Kit) ซึ่งมี
แนวคิดจาก VAP Bundle
วัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจและลดอัตราการเกิด VAP
ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 มีนาคม 2558 – 31 พฤษภาคม 2558 งบประมาณที่ใช้ 500 บาท
วัสดุอุปกรณ์สําหรับสิ่งประดิษฐ์
1. แผ่นวัดองศาเตียง ประกอบด้วย กระดาษแข็ง ครึ่งวงกลม เอ็น
2. ถุงมือป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจ ประกอบด้วย ผ้า ฟองนํ้าแบบบาง
3. อุปกรณ์วัดถุงลมท่อช่วยหายใจ ประกอบด้วย three way ,extension tube, syring 5 cc,เครื่องวัด
ความดัน
4. แม่แบบพลาสเตอร์ ประกอบด้วย ฟิล์มเอกซเรย์ที่ไม่ใช้แล้ว ไม้บรรทัด
5. นาฬิกาพลิกตะแคงตัว ประกอบด้วย วงเวียน กระดาษแข็ง รูปภาพ
วิธีการและขั้นตอนการทํา
1. แผ่นวัดองศาเตียง ตัดกระดาษเป็นรูปครึ่งวงกลม วัดองศาติดกระดาษสี 15,30,45 องศา นําลูกตุ้มผูกเอ็น
ถ่วง
2 ถุงมือป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจ ตัดผ้าและฟองนํ้าแบบบางให้เป็นรูปนวม เย็บติดกัน ทําที่ติด
3. อุปกรณ์วัดถุงลมท่อช่วยหายใจ นําอุปกรณ์มาประกอบกับเครื่องวัดความดัน
4. แม่แบบพลาสเตอร์ วัดขนาดฟิล์มเอกซเรย์และตัดเป็นแม่แบบไว้ใช้ในการตัดพลาสเตอร์ที่ใช้ติดท่อช่วย
หายใจ
5. นาฬิกาพลิกตะแคงตัว ตัดกระดาษแข็งเป็นรูปวงกลม นํารูปภาพนอนหงาย นอนควํ่า ตะแคงซ้ายขวา มา
ติด
ผลการทดสอบประสิทธิภาพ VAP kit พบอัตรา VAP มีนาคม-พฤษภาคม 58 คิดเป็นร้อยละ 4.42-9.13 ระดับ
ความคิดผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากร้อยละ 91.14 เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจมากคิดเป็นร้อยละ 85.71
สรุปผล และเสนอแนะ อุปกรณ์จะเกิดประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ร่วมกับVAP bundle และต้องสะอาดปราศจาก
เชื้อ
 
 
ประโยชน์และการขยายผล ใช้เป็นอุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในหน่วยงานและ
โรงพยาบาล
บทเรียนที่ได้รับ การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกหน้าที่ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีและดีกว่าเสมอ
การสนับสนุนของหน่วยงาน สนับสนุนให้ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการคิดค้นนวตกรรมในการดูแลผู้ป่วย
การติดต่อทีมงาน งานผู้ป่ วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน 042-721111 ต่อ 1212 E-mail
parichart.er@hotmail.com
62 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ Casting model for the cast training
โรงพยาบาล/ สถาบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กรมแพทย์ทหารเรือ จังหวัด ชลบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน เรือโท กฤตนัย สารภี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.ระดับต้น
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน เรือโท กฤตนัย สารภี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.ระดับต้น
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ห้องเฝือกแผนกตรวจโรคออร์โธปิดิกส์
เป็นแหล่งเรียนรู้หัตถการเกี่ยวกับการรักษาโดยการเข้าเฝือกทุกชนิด บางครั้งไม่สามารถเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ตรงกับผู้ป่วยได้ทั้งหมดเนื่องจากเวลาจํากัดหรือการเข้าเฝือกบางชนิดเป็นรูปแบบเฉพาะที่ไม่มี
โอกาสพบบ่อยทําให้ผู้เรียนไม่มีรูปแบบหรือกรณีตัวอย่าง วิธีการเข้าเฝือกแต่ละชนิดทําให้ยากต่อการเรียนรู้
แม้แต่ผู้สอนก็ไม่สะดวกในการสอนแบบเดิมซํ้าๆ
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อสร้างสื่อการสอนหัตถการการเข้าเฝือกชนิดต่างๆให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจง่าย
2. เพื่อสร้างรูปแบบการสอนโดยการปฏิบัติตามขั้นตอนการทําหัตถการเข้าเฝือกและใช้Model เฝือกชนิด
ต่างๆ
ระยะเวลาการดําเนินงาน 2 ปี วันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการดําเนินงาน เริ่มปี งบ 58 ถึง ปี งบ 60
งบประมาณที่ใช้ 5000 บาท
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials)
1. วัสดุสิ่งของเหลือใช้เช่น หนังสือพิมพ์ขวดนํ้า แก้กาแฟ แกลลอน รังกระดาษ เป็นต้น
2. เฝือกปูน
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ (Methods&Process)
1. ศึกษาวิธีการสร้างรูปแบบการเข้าเฝือกชนิดต่างๆ
2. สร้างรูปแบบเฝือกชนิดต่างๆจากวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้และให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test)
1 นํามาให้ผู้เรียนทดลองเรียนรู้และปฏิบัติการกับผู้ป่วยโดยใช้รูปแบตัวอย่างเป็นรูปแบบเปรียบเทียบ
2. ประเมินผลการเรียนรู้เป็นกรณีนําร่อง(Pilot study) ก่อนใช้เป็นรูปแบการสอนจริง
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency)
1 ผู้สอนเกิดความพึงพอใจ ใช้เวลาการสอนลดลง โดยสามารถสอนรูปแบบเฝือกชนิดต่างๆได้ร้อยละ 100
2 ผู้เรียนร้อยละ98 เข้าใจรูปแบบเฝือกชนิดต่างๆ สามารถเข้าเฝือกได้ถูกต้องโดยประเมินจากการปฏิบัติจริง
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- วัสดุเหลือใช้ไร้คุณค่านํามาประดิษฐ์ Casting model for the cast
training ผู้สอนไม่เหนื่อยอธิบายผู้เรียนเห็นภาพและเข้าใจ ทีมดูแลพึงพอใจ เห็นผลเชิงประจักษ์
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization)
1. ประหยัดเวลา สะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการสื่อสารของผู้สอน
2 ผู้เรียนได้เรียนรู้รูปแบบการเข้าเฝือกชนิดต่างๆได้อย่างเข้าใจ
บทเรียนที่ได้รับ:- การประยุกต์ใช้วัสดุเหลือใช้มีข้อจํากัดการดัดแปลง ให้เหมาะสมกับสื่อเฝือกที่ต้องการ
ผลิตแต่สามารถสร้างคุณค่า เกิดประโยชน์ ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ควรสร้างเป็นรูปแบบเฝือกที่มีความ
สมจริงเพื่อประโยชน์ในการสอนที่ดีมากขึ้น
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ.ผู้นํา ผู้บริหารของโรงพยาบาลให้การสนับสนุนความคิดการสร้างนวตกรรมอย่าง
ต่อเนื่อง
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ได้รับเวลาและเงินสนับสนุนในการสร้างสิ่งประดิษฐ์
และใช้จริงในการสอน
การติดต่อกับทีมงาน:- เรือโทกฤตนัย สารภี โทร.0901350499 E-mail kittanaisarapee@gmail.com
64 
 
ผลงานวิชาการประเภทโปสเตอร์
ประเภท งานวิจัยจากงานประจํา
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้
กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร
โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางพรศิริ เรือนสว่าง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พบ.ม. (รัฐประศาสนศาสตร)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางกรุณา ลิ้มเจริญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา สธ.ม. (การพัฒนาระบบสาธารณสุข)
นางปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน ปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย:- จากการติดตามนิเทศประเมินผลคุณภาพการให้บริการพยาบาลพบว่า
กิจกรรมการนิเทศงานการพยาบาลไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้นิเทศแต่สายการนิเทศที่
แตกต่างกัน ส่วนใหญ่การนิเทศในปัจจุบันมุ่งเน้นการช่วยแก้ปัญหาหน้างาน สั่งการ จับผิด ตรวจสอบ อาจ
เนื่องจากสถานการณ์หรือนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงและช่องว่างอายุของบุคลากรพยาบาลวิชาชีพที่พบว่า
พยาบาลวิชาชีพมีอายุเฉลี่ย 44 ปี มีช่องว่างอายุของพยาบาลวิชาชีพที่อยู่ในช่วง generation Y( คือคนที่เกิด
ช่วงพ.ศ.2523-2543) ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าและเป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีความอดทน และมี
พยาบาลจํานวนหนึ่งที่จะเกษียณอายุซึ่งมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานเนื่องจากผู้ที่จะเกษียณอายุส่วนใหญ่
เป็นผู้ทรงความรู้และประสบการณ์ด้านการพยาบาลเฉพาะทาง และจากรายงานของงานจัดการความรู้ งาน
พัฒนาคุณภาพ สถาบันบําราศนราดูร พบว่า สถาบัน มีการจัดการความรู้ในอยู่ในระดับมาก ซึ่งพบว่า การ
สร้างความรู้และแสวงหาความรู้มีคะแนนสูงสุด รองลงมาคือการบ่งชี้ความรู้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะ
พัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โดยประยุกต์กรอบแนวคิดการจัดการความรู้ เพื่อให้ผู้นิเทศมีแนว
ทางการนิเทศงานการพยาบาลไปใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลอย่าง
ต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบริการทางการพยาบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย1. เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้
กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตาม
แนวคิดการจัดการความรู้ กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร
ระเบียบวิธีวิจัยการศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนา (Descriptive Research ) ดําเนินการศึกษาระหว่าง
วันที่ 1 มีนาคม 2557 – 30 กันยายน 2557 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ 1) พยาบาล
วิชาชีพระดับปฏิบัติงาน จํานวน146 ราย 2) พยาบาลวิชาชีพระดับบริหารจํานวน 24 คน การวิจัยแบ่งเป็น 3
ระยะคือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบและทดลองใช้ ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผล
ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แนวคําถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนา
กลุ่ม คู่มือการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลของรูปแบบ
สําหรับผู้รับการนิเทศ และผู้นิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบค่าที
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
66 
 
ผลการศึกษา พบว่าได้รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้ของกลุ่มการพยาบาล
สถาบันบําราศนราดูรประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)การเตรียมความพร้อม2) การบ่งชี้ความรู้ 3)
การสร้างและแสวงหาความรู้ 4) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ 5) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ 6) การ
เข้าถึงความรู้ 7) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 8) การเรียนรู้ 9)การทบทวนประเมินผลและสะท้อนกลับของ
ข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นของผู้รับการนิเทศทางการพยาบาล
ก่อนและหลังทดลองต่อรูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นโดยรวมพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
(p=.011) และ คะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นของผู้นิเทศทางการพยาบาลก่อนและหลังทดลองต่อรูปแบบการ
นิเทศที่พัฒนาขึ้นโดยรวมพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=.67) อย่างไรก็ตามหลังการ
ทดลองพบว่า ผู้รับการนิเทศมีความสัมพันธ์กับผู้นิเทศและเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น มีการปฏิบัติงานบรรลุ
วัตถุประสงค์ที่กําหนดและมีความพึงพอใจต่อรูปแบบนิเทศที่พัฒนานี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศใน
การทํางานที่ดีและมีคุณภาพ
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนรา
ดูร รูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นได้มาจากการศึกษาจากเอกสาร ตําราวิชาการ ข้อมูลสภาพการณ์การนิเทศที่
เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาอุปสรรคที่พบและแนวทางการปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการนิเทศ
ทางการพยาบาลให้มีความเหมาะสม มีการจัดทําแนวทางการนิเทศทางการพยาบาลที่ชัดเจนมากขึ้นโดยใช้
แนวคิดการจัดการความรู้ ประกอบด้วยขั้นตอนดําเนินงาน9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)การเตรียมความพร้อมผู้
นิเทศ2) การบ่งชี้ความรู้ 3) การสร้างและแสวงหาความรู้ 4) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ 5) การประมวล
และกลั่นกรองความรู้ 6) การเข้าถึงความรู้
7) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 8) การเรียนรู้ 9)การทบทวนประเมินผลและสะท้อนกลับข้อมูลและเมื่อนํา
รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้พบว่ารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่
พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการนําไปใช้เนื่องจากผู้นิเทศทางการพยาบาลให้คะแนนความคิดเห็นเกี่ยวกับ
ประสิทธิภาพในการใช้รูปแบบในภาพรวมหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองใช้รูปแบบ และผู้รับการนิเทศ
ทางการพยาบาลให้คะแนนความคิดเห็นประสิทธิภาพของการใช้รูปแบบในด้านความพึงพอใจการใช้
รูปแบบการนิเทศ
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา จะเห็นได้ว่าการประยุกต์แนวความคิดของการจัดการความรู้
ไปพัฒนารูปแบบการนิเทศนั้นส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การปฏิบัติงานและความพึงพอใจ
ต่อการนิเทศเพิ่มมากขึ้นและส่งผลต่อคุณภาพการพยาบาลต่อไป
บทเรียนที่ได้รับ ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางพยาบาลควรสนับสนุนงบประมาณ
ในการพัฒนาศักยภาพพยาบาลวิชาชีพในการจัดการความรู้ในมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเครือข่าย
 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ในปัจจุบันหลังจากมีการนําการจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรพยาบาล มักจะมี
กิจกรรมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของแต่ละหน่วยงานมากยิ่งขึ้น ไม่ว่ากิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
รวมถึงการพัฒนาระบบงานให้สอดคล้องกันทั้งองค์กรพยาบาล
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
การติดต่อกับทีมงาน:- ปิยะวดี ฉาไธสง มือถือ0819401004 E-mail : psumalai@hotmail.com
68 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จากผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด
โรงพยาบาล/ สถาบัน บําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา),พยบ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางเสาวลักษณ์ อภิสุข ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางปิยะวดี ฉาไธสงชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)พยบ.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย วัณโรคยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สําคัญของประเทศไทย การวินิจฉัยให้
ได้รวดเร็วและรักษาผู้ป่วยให้หายเป็นการป้ องกันการแพร่กระจายเชื้อ ในปี2555 องค์การอนามัยโลกคาด
ประมาณว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ86,000รายต่อปีหรือคิดเป็นอัตราอุบัติการณ์124ต่อ
ประชากรแสนคน ขึ้นทะเบียนรักษาประมาณ60000ราย มีผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นกลุ่มประชากรข้ามชาติ(ต่าง
ด้าว) ขึ้นทะเบียนรักษาปีละประมาณ1500-2000 ราย ถ้าค้นพบได้หมดน่าจะมีผู้ป่วยประมาณ10000กว่าราย
ต่อปี
วัตถุประสงค์ ของการวิจัยเพื่อศึกษาการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จากกลุ่มผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดใน
สถาบันบําราศนราดูร
ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนา (Descriptive Research ) โดยมีประชากรเป้าหมายคือ
ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่ วยวัณโรครายใหม่ ที่มารับการรักษาในสถาบันบําราศนราดูรและพักรักษาตัวที่
ตึกอายุรกรรม4
กลุ่มตัวอย่างคือ เป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วย ที่รับการรักษาตัวที่ตึกอายุรกรรม4 สถาบัน
บําราศนราดูรในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ2557ถึงเดือนพฤษภาคมพ.ศ2558 โดยกลุ่มผู้สัมผัสโรคจะ
ได้รับการคัดกรองวัณโรคโดยการตรวจเสมหะและการถ่ายภาพรังสีปอด
ผลการศึกษา พบว่ามีผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะพบเชื้อ 26 ราย โดยมีผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด 32 ราย โดยมี
อายุเฉลี่ย 40.88 ปี เป็นเพศชาย 20ราย(58.8%) เพศหญิง 14 ราย(41.2%) ส่วนมากจบการศึกษาระดับ
ปริญญาตรี 19 ราย(55.9%) ส่วนมากจะเป็นคู่สมรส 20 ราย(58.8%) มี 8 ราย(23.53%)ที่มีโรคประจําตัว มี3
ราย(8.8%) จากการคัดกรองวัณโรคเบื้องต้นทั้งผลการตรวจเสมหะและการถ่ายภาพรังสีปอดของผู้สัมผัส
ใกล้ชิดทั้ง34รายพบว่าผลการตรวจปกติทั้งหมด
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- จากการศึกษาครั้งนี้ไม่พบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ทั้งนี้อาจเป็นช่วง
ระยะเวลาที่เก็บข้อมูลระยะสั้นอีกทั้งผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทําให้เกิดโรค
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา ฉะนั้นทางหน่วยงานทําการคัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้านเพื่อ
ค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ซึ่งยังจะต้องปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยจะต้องค้นหาไปในทุกกลุ่มรวมถึง
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
บทเรียนที่ได้รับ:-ดังนั้นการส่งเสริมการให้ความรู้ในเรื่องวัณโรค แนวทางการรักษา การดูแลตนเอง ในกลุ่ม
ผู้ป่วย และผู้ดูแล รวมถึงประชาชนทั่วไปยังเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าวัณโรคไม่ใช่
เรื่องไกลตัว
ปัจจัยแห่งความสําเร็จการได้รับความร่วมมือจากผู้ดูแลในการคัดกรองวัณโรค
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน ทางสถาบันฯเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมในการ
ทํางานวิจัย
การติดต่อกับทีมงาน:- ปิยะวดี ฉาไธสง เบอร์โทรศัพท์02-590-3538 email : psumalai@hotmail.com
70 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรับประทานยา Chloral hydrate สูตร
ปรับปรุงและสูตรเดิม ในผู้ป่วยเด็กที่ต้องส่งตรวจพิเศษ
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสมฤดี เลิศงามมงคลกุล
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (พย.ม)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางลัคณา สฤษดิ์ไพศาล พยาบาลศาสตร์ และ ภก.ญ.ลัทธยา อัศวจารุวรรณ เภสัชศาสตร์
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสมฤดี เลิศงามมงคลกุล
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (พย.ม)
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale) การตรวจพิเศษในเด็ก เช่น Ultrasound CT
EEG เป็นวิธีการตรวจที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยในเด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการและความสามารถในการ
เรียนรู้ ความเข้าใจเหตุผลที่ต่างกัน ตื่นกลัวคนแปลกหน้า ทําให้การตรวจทําได้ยาก จากการไม่ให้ความ
ร่วมมือ ไม่อยู่นิ่ง ยา Chloral hydrate เป็นยานอนหลับใช้ในเด็ก สามารถให้ซํ้าได้แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเด็ก
ที่รับประทานยามักจะอาเจียน บ้วนยา เนื่องจากยามีรสชาติไม่ดี ต้องป้อนยาซํ้า ทําให้ญาติเป็นกังวล ดังนั้น
ผู้ศึกษาจึงได้พัฒนาปรับปรุงรสชาติยาใหม่โดยมุ่งหวังให้เด็กสามารถรับประทานยาได้ง่ายขึ้น และญาติพึง
พอใจ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของจํานวนครั้งในการป้ อนยา
Chloral hydrate สูตรปรับปรุง และ Chloral hydrate สูตรเดิม ในผู้ป่วยเด็กที่ส่งตรวจพิเศษ
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- การวิจัยกึ่งทดลอง เก็บข้อมูลในผู้ป่วยเด็กอายุ 7 วัน- 4ปี ที่รักษา
ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 1 (สค. 58 -มค.59) ที่ต้องส่งตรวจพิเศษ ได้แก่ U/S CT EEG จํานวน 87 ราย สุ่ม
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกรับประทานยาสูตรเดิม 46 ราย และกลุ่มที่สองรับประทานยาสูตรที่ปรับปรุง
รสชาติ 41 ราย (รสชาติของยาได้ทดลองให้ผู้ป่วย 5 รายได้เลือกรับประทานแล้วรู้สึกพอใจ) และเก็บข้อมูล
ทั่วไป ได้แก่ จํานวนครั้งที่ป้ อนยาใหม่ จํานวนครั้งที่อาเจียน/สําลัก การเลื่อนเวลาการนัดตรวจ และข้อมูล
ความพึงพอใจของญาติ วิเคราะห์ข้อมูล แจกแจงความถี่ ร้อยละ และทดสอบความแตกต่างด้วยไคว์สแควร์
และทดสอบความแตกต่างของอุณหภูมิกายด้วย t-test
ผลการศึกษา (Results):- ผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุงมีจํานวนครั้งของการ
อาเจียน/บ้วนยาจํานวนครั้งของการป้อนยาใหม่น้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานยาสูตรเดิมอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .005 และ .009 ความพึงพอใจของญาติผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานยา Chloral hydrate สูตร
ปรับปรุง รู้สึกชอบ เห็นประโยชน์ของยา และรู้สึกว่ายารับประทานได้ง่ายกว่าญาติของกลุ่มที่รับประทานยา
สูตรเดิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ. 000, .049 และ. 000 ตามลําดับ
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- หน่วยงาน/หอผู้ป่วยที่มีเด็กส่งตรวจพิเศษ สามารถนํายา Chloral
hydrate สูตรปรับปรุง ไปใช้ได้ โดยยารับประทานได้ง่าย เด็กได้รับการตรวจตามกําหนด และญาติผู้ป่วย
รู้สึกดี เกิดความพึงพอใจ ดังคํากล่าวว่า “การให้ยาสูตรปรับปรุงรู้สึกเหมือนการให้รับประทานนํ้าหวาน เด็ก
มีความสุขและทําให้หลับได้”
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา:- สามารถใช้ยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุง ในผู้ป่วยเด็ก
ก่อนส่งตรวจพิเศษ ทั้งในหอผู้ป่วยและหน่วยตรวจพิเศษ
บทเรียนที่ได้รับ:- การได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยเด็กในการตรวจพิเศษเป็นสิ่งสําคัญ ซึ่งการให้ยาเป็น
ทางเลือกหนึ่ง และควรเป็นยาที่รับประทานได้ง่าย หรือรู้สึกชอบ จะทําให้เด็กไม่รู้สึกกลัว และญาติพึงพอใจ
เกิดทัศนะคติที่ดีต่อการตรวจพิเศษของเด็ก
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 1) ความร่วมมือของสหสาขา ได้แก่ พยาบาลและเภสัชกร
2) การกระตุ้นเตือนจากทีมในหน่วยงาน และความมุ่งมั่นในการพัฒนางานประจําสู่
งานวิจัย
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
- การส่งเสริมจากหัวหน้าหอผู้ป่วยและทีมวิจัยรพ.พระปกเกล้า
การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail) m-srd@hotmail.com Tel
0869089683
72 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด
โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทุบรี
ชื่อเจ้าของผลงาน.นางสาวจินตนา ดาวเรือง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวกมลพร ศิริสกุลเดชะ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
นางปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษาวทม.(จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)
นายเจษฎากรณ์ ฐานครชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นายเจษฎากรณ์ ฐานครชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย สถาบันบําราศนราดูร เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเปิดให้ บริการกับประชาชนทั่วไปแต่เน้นด้านโรคติดต่อ เช่น วัณโรคปอด เอดส์,
พิษสุนัขบ้า จากโรคดังกล่าวจะพบว่า บางครั้งผู้ป่วยโรคติดต่อเหล่านี้ อาจจะป่วยเป็นโรคที่ต้องได้รับการ
ผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางชัดเจนในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคติดต่อที่จะเข้าผ่าตัด เพื่อให้
บุคลากรและผู้ป่วยรายอื่นปลอดภัยไม่ติดโรค ดังนั้นผู้ศึกษาจึงได้สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ขึ้นเพื่อใช้
เป็นแนวทางในการทํางานของบุคลากรทางการแพทย์ต่อไปและ เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและป้องกัน
การแพร่กระจายเชื้อ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อสร้างแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในงานห้องผ่าตัด
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):-เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา( Descriptive Research) โดยศึกษา
ระหว่าง 15 ตุลาคม 2558-20ธันวาคม 2558 เมื่อสร้างแนวปฏิบัติขึ้นมาแล้วนําแนวปฏิบัติไปให้ผู้เชี่ยวชาญ
ตรวจสอบและนําคําแนะนําที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะมาแก้ไขปรับปรุงจากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจความ
สมบูรณ์อีกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นนําแนวปฏิบัติที่ได้นําเผยแพร่
ผลการศึกษาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัดนี้ได้สร้างตามกรอบแนวคิดการ
ควบคุมโรคติดเชื้อของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ในการกําหนดมาตรฐานการควบคุมโรคติดเชื้อ
ในห้องผ่าตัด ได้แก่ การเตรียมผู้ป่วย การเตรียมทีมบุคลากรและการเตรียมเครื่องมือ โดยมีขั้นตอนคือ
สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล โดยการทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแนวปฏิบัติพยาบาลนี้ได้มีการ
ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ 5 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาการ
ควบคุมโรคติดเชื้อ การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน มีความเห็นชอบกับแนวทาง
ปฏิบัติการพยาบาลที่ได้สร้างขึ้นทั้งในด้านความถูกต้องของเนื้อหา ภาษา ความเหมาะสมและความเป็นไป
ได้สําหรับการนําไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity
Index:CVI) มีระดับคะแนนความสอดคล้องเท่ากับ 0.98
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-แนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ใช้ในการป้ องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด
สําหรับผู้ป่วยวัณโรคปอด,ผู้ป่วยวัณโรคตําแหน่งอื่น,ผู้ป่วยเอชไอวี(HIV+),ผู้ป่วยเชื้อดื้อยา โดยประกอบด้วย
การเตรียมผู้ป่วย การเตรียมทีมบุคลากรและการเตรียมเครื่องมือ และ ควรนําแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ไป
ทดลองใช้จริงในหน่วยงานห้องผ่าตัด เพื่อยืนยันว่าเหมาะสําหรับการนําไปใช้ปฏิบัติการพยาบาลจริง
ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป ควรนําแนวปฏิบัติการพยาบาลไปทดลองใช้จริงในห้องผ่าตัดและเมื่อมี
ผู้ป่วยกลุ่มโรคดังกล่าวมาทําการผ่าตัด
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจําเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่งานห้องผ่าตัดในการ
บริการผู้ป่วย และเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
บทเรียนที่ได้รับ:- อาจจะต้องมีการต่อยอดงานวิจัยต่อไปอีกเพื่อให้แนวปฏิบัติมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือในการตรวจสอบเครื่องมือของผู้ทรงคุณวุฒิ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ทางสถาบันมีการสนับสนุนให้บุคลากรได้ทํางานวิจัย
ตลอด
การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวจินตนา ดาวเรือง ห้องผ่าตัด สถาบันบําราศนราดูร โทร.025903615
74 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ด้วยผลคูณระหว่างความสูงของมดลูก
กับ เส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือเมื่อเจ็บครรภ์คลอด
โรงพยาบาล/ สถาบัน..โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย...จังหวัด ชลบุรี
ชื่อเจ้าของผลงานและผู้นําเสนอผลงาน นางอรพินทร์ เตชรังสรรค์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางวันเพ็ญ สุขส่ง พย.ม.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):-
การคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์เป็นสิ่งสําคัญในการตัดสินใจให้การบริบาลมารดาเมื่อเจ็บครรภ์
ในภาวะต่าง ๆ ให้ปลอดภัยทั้งมารดาและทารก สูติแพทย์จะนิยมใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในการ
คาดคะเนนํ้าหนักทารก ส่วนพยาบาลห้องคลอดใช้วิธีการตรวจทางหน้าท้อง ถ้าไม่มีประสบการณ์มากพอมี
โอกาสที่จะเกิดความคาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นการคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ขณะดูแลการคลอดควรจะ
เป็นวิธีที่ง่าย ไม่จําเป็นต้องใช้อุปกรณ์และความชํานาญเฉพาะมากเกินไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives)
เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ของผลคูณความสูงมดลูกกับเส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือใน
หญิงตั้งครรภ์กับนํ้าหนักทารกแรกเกิด
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2558
จํานวน 100 ราย เครื่องมือที่ใช้ในประกอบด้วย สายเทปวัด แบบบันทึกข้อมูลทางสูติศาสตร์และแบบเก็บ
ข้อมูลการวัด ใช้สถิติ pair t-test วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
แบบขั้นตอน กําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ .05
ผลการศึกษา (Results):- นํ้าหนักทารกจริงกับนํ้าหนักทารกจากการคาดคะเนไม่แตกต่างกัน (p > .05) มีค่า
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันเท่ากับ 0.743 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ R2
= 0.552 (P < .05) โดย
ค่าความคาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์ของสมการเท่ากับ 234.4 และอํานาจพยากรณ์ร้อยละ 74.3
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-การวัดความสูงมดลูกกับเส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือ
สามารถคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ได้
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา:-นํามาตรวจร่างกายเพื่อประเมินนํ้าหนักทารกในครรภ์แก่ผู้
คลอดที่มาคลอดทุกราย
บทเรียนที่ได้รับ:- ควรศึกษาวิธีการวัดความหนาของผนังหน้าท้องเป็นปัจจัยคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ด้วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:-มุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิชาชีพให้มีมาตรฐานทั้งในเรื่องการดูแลและศักยภาพของตัวเอง
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร:-ผู้บังคับบัญชาทุกท่าน ผู้ร่วมงาน ฝ่ายการพยาบาล
และ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของโรงพยาบาล
การติดต่อกับทีมงาน:- นางอรพินทร์ เตชรังสรรค์โทร 081-4241909 E-mail orapin.t2515@gmail.com
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา ผลการปรับระบบการต่อเครื่องช่วยหายใจและการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วย
หายใจ
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวปาริชาต คุณวงศ์ วุฒิการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต
ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1.มณีรัตน์ โสมศรีแพง พย.บ. , 2. ภิญญดา กองแก้ว พย.บ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว ภิญญดา กองแก้ว ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ความสําคัญ ไอซียูเป็นหน่วยงานที่ให้บริการผู้ป่วยหนักที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเป็นส่วนมาก
ที่ต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเครื่องช่วยหายใจมีหลากหลายยี่ห้อ ในแต่ละยี่ห้อก็มีความเฉพาะเจาะจงใน
การประกอบชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ ประกอบกับประสบการณ์ในการทํางานของพยาบาลแต่ละคน ทํา
ให้ใช้ระยะเวลาในการต่อที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการประกอบชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ
มีปัญหาอุปกรณ์ไม่พร้อมใช้ ทดสอบไม่ผ่าน ทําให้ต้องเปิดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจใหม่ ผลที่ตามมาคือ
เกิดค่าใช้จ่ายในการทําให้ปราศจากเชื้อ บุคลากรใช้เวลาในการต่ออุปกรณ์มากขึ้น และสูญเสียโอกาสในการ
ใช้อุปกรณ์ที่เปิด จึงปรับระบบการต่อเครื่องช่วยหายใจและการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ
วัตถุประสงค์1. เพื่อลดความสูญเปล่าของกระบวนการต่อเครื่องช่วยหายใจ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดสายต่อ
เครื่องช่วยหายใจและลดระยะเวลาในการประกอบเครื่องช่วยหายใจ,2. เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในการต่อ
และการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจแบบใหม่,3.เพื่อศึกษาอุบัติการณ์เกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วย
หายใจ
กลุ่มตัวอย่าง : พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานที่ไอซียูระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 57 - 31 มี.ค. 58 จํานวน 14 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล :แบบประเมินเวลาในการต่อเครื่องช่วยหายใจก่อนและหลังการปรับระบบ
การต่อเครื่องช่วยหายใจ และแบบประเมินระดับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่
ผลการศึกษา พบว่าลดการส่งอุปกรณ์เพื่อทํา re-sterile ลดระยะเวลาในการต่อเครื่องช่วยหายใจ และยังช่วย
ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสายต่อเครื่องช่วยหายใจ บุคลากรในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานมีความพึง
พอใจมากขึ้น
บทเรียนที่ได้รับ การจัดเตรียมเครื่องช่วยหายใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้สามารถเตรียม
เครื่องมือที่พร้อมใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทําให้ลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของ
รพ.ด้วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ เจ้าหน้าทุกคนในหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางที่พัฒนา
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้บริหารคอยดูแลติดตามความก้าวหน้าและให้
ข้อเสนอในการปรับปรุงแนวปฏิบัติ
ข้อเสนอแนะ ควรตรวจเช็คอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทํา Sterile เพื่อป้องกันความเสียหายของเครื่องมือ
การนําไปใช้: เป็นแนวปฏิบัติในการเตรียมอุปกรณ์ในหน่วยงาน
76 
 
การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวภิญญดา กองแก้ว Tel : 088-3337071 ,
E-mail : pinyadakongkaew@gmail.com
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยทางคลินิก ผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยต่อความรู้และความเชื่อ
ด้านสุขภาพในการป้องกันตนเองจากการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ใน
วัยรุ่นหญิง
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า ,วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสมบัติ รัตนะนาม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้ร่วมผลงานนาง ชําเรือง แสงสุวรรณ,พย.บ,นางสาว พรฤดี นิธิรัตน์,ปร.ด.,นางสาว เพ็ญนภา พิสัยพันธ์
,พย.ม.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสมบัติ รัตนะนาม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):- ขณะนี้วัยรุ่นกําลังเผชิญกับปัญหาการเป็น
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ สถิติวัยรุ่นหญิงที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทาง
เพศสัมพันธ์ที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยสูติกรรมโรงพยาบาลพระปกเกล้า ระหว่างปีพ.ศ.2553 ถึงพ.ศ.2555พบ
ร้อยละ12.4,15.2และ23.6ตามลําดับ ส่วนการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี ในช่วงเวลาเดียวกัน พบ
ร้อยละ17.3,18.8และ16.7 ของผู้คลอดทั้งหมดในโรงพยาบาล
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives)
1.เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพในการป้ องกันตนเองจาการเป็นโรคติดต่อทาง
เพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นหญิงที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่ วยสูติกรรม
โรงพยาบาลพระปกเกล้า ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยทั้งในกลุ่ม
ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ
2.เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพในการป้ องกันตนเองจากการเป็น
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นหญิงที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยสูติ
กรรมโรงพยาบาลพระปกเกล้า ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและ
กลุ่มที่ได้รับความรู้ตามปกติ
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):-เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่ม
ตัวอย่างคือวัยรุ่นหญิงที่มีอายุ10-19ปี ที่มารับการรักษาในหน่วยงานสูติกรรม โรงพยาบาลพระปกเกล้า
ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 จํานวน30คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15คน และกลุ่ม
เปรียบเทียบ15คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยคะแนนความรู้และค่าคะแนนตามแบบแผนความเชื่อด้าน
สุขภาพ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับความรู้
ตามปกติเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง เกี่ยวกับความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพใน
การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยทางคลินิก/ CR”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
78 
 
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้1)สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ2)
สถิติวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ได้แก่ Repeated One-way ANOVA(ทดลอบความ
แตกต่างรายคู่ด้วย pairwise comparisons) wilcoxon signed ranks test,independent t-testและMann-Whitney
U test
ผลการศึกษา (Results):- พบว่ากลุ่มทดลองมีความรู้ภายหลังการได้รับโปรแกรมและระยะติดตาม สูงกว่า
ก่อนการได้รับการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของความเชื่อด้าน
สุขภาพ สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติใน2ด้าน คือด้านการรับความเสี่ยงสูงขึ้น(ใน
ระยะติดตามผล)และด้านการรับรู้ความรุนแรงสูงขึ้น(หลังได้รับโปรแกรม)
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า ภายหลังจากการได้รับการโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความรู้สูงกว่า
กลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของความเชื่อด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่ม
เปรียบเทียบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติใน2ด้านคือ ด้านการรับรู้ความเสี่ยง และด้านการรับรู้ความรุนแรง
ส่วนในเรื่องการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรคและการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการมีเพศสัมพันธ์
อย่างปลอดภัย กลุ่มทดลองที่มีค่าเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพไม่แตกต่างกันทั้งก่อนและหลังการได้รับ
โปรแกรม และไม่แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบ
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- โปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทําให้หญิงวัยรุ่นมี
ความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพ ในการป้ องกันตนเองเพิ่มมากขึ้นดังนั้น โรงพยาบาลควรสนับสนุนให้มี
การจัดโปรแกรมสอนที่ปลอดภัยการมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธีแก่หญิงวัยรุ่นระหว่างเข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาล
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 1.เป็นแนวทางการสอนการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การคุมกําเนิด
ผลกระทบ อันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หญิงวัยรุ่นระหว่างเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
2.ศึกษาต่อยอดถึงผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในวัยรุ่นหญิงต่อพฤติกรรม
การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ชัดเจนว่าโปรแกรมสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเป้าหมาย
ชัดเจนหรือไม่
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 1.ความร่วมมือในทําวิจัยของพยาบาลในโรงพยาบาลกับอาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาล
2.ได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยของโรงพยาบาลพระปกเกล้า
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร1. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสํานักวิจัย
โรงพยาบาลพระปกเกล้า
2.ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมความรู้เรื่องการทําวิจัยจากกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาล
พระปกเกล้า
 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา “ผลการใช้พลาสติกป้ องกันการสูญเสียความร้อนในผู้ป่ วยที่มารับการผ่าตัด
นิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL)”
โรงพยาบาล/ สถาบัน พระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน วรนารถ สุจินต์
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตรพยาบาลและผดุงครรภ์ชั้นสูง (ปพส.)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน (ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) คุณบวรวรรณ นาคลําภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปพส.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน วรนารถ สุจินต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปพส.
ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):- ระบุถึงความสําคัญของปัญหาและ
ความต้องการในการแก้ไชปัญหา เหตุผลความจําเป็น คุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับจาการวิจัย
การทําผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) ทําให้เกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่า และอาการ
หนาวสั่นหลังผ่าตัดได้มากทั้งนี้เนื่องจากการต้องทําความสะอาด ผิวหนังก่อนผ่าตัด การเปิ ด
เครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ
ตํ่ากว่า 25 องศาเซลเซียสและการใช้นํ้าสวนล้าง(irrigate) ขณะผ่าตัดจํานวนมาก ซึ่งอันตรายของภาวะ
อุณหภูมิกายตํ่าและอาการหนาวสั่นที่สําคัญได้แก่ทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ(Arrythmia) ซึ่งอาจรุนแรงถึงทํา
ให้หัวใจห้องล่าง
สั่นพลิ้ว (Ventricular fibrillation;VF) ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างมาก นอกจากนี้อาการหนาวสั่นจะ
ทําให้ร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น 4-5 เท่าของระยะพัก ส่งผลทําให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาด
เลือดเฉียบพลันได้ง่ายซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายอย่างมากถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้วิจัย
จึงมีความสนใจที่จะศึกษาการป้ องกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่าและอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัด โดยใช้พลาสติก
คลุมตัวผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) ร่วมกับการดูแลตามปกติและ
เปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพการให้บริการการพยาบาลวิสัญญีให้มีประสิทธิภาพ
มากขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives)
1.เพื่อศึกษาผลของการใช้พลาสติกในการป้ องกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่าในขณะผ่าตัดในผู้ป่วยที่มา
รับการผ่าตัดผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL)
2.เพื่อศึกษาผลของการใช้พลาสติกในการป้ องกันอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่มารับการ
ผ่าตัดผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL)
แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
80 
 
ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- รูปแบบการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอน
การศึกษา เครื่องมือและการวัด การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ระยะเวลาการศึกษา
รูปแบบการวิจัย...การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi experimental research) แบบสองกลุ่ม
ประชากรตัวอย่าง (Sample) ได้แก่ ผู้ป่วยระบบทางเดินปัสสาวะที่มารับการผ่าตัดนิ่วในไตโดยการ
เจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559-31 พฤษภาคม
2559 โดยสุ่มเข้ากลุ่มเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองจํานวน 30 คนและกลุ่มควบคุมจํานวน 30 คน
1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
ใช้ถุงพลาสติกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่สุด(28×36)จํานวน 3 ถุง และ ถุงพลาสติกเล็ก
จํานวน 1ถุง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย สายวัดอุณหภูมิชนิดที่ต่อกับ
เครื่องเฝ้าระวัง(monitor) ขณะผ่าตัด ซึ่งสามารถบอกเวลาตามระยะเวลาที่แท้จริงในการคํานวณ(real time)
แบบบันทึกซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ1.แบบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับอุณหภูมิร่างกายในขณะผ่าตัด
(anesthetic record) และแบบบันทึกอาการในห้องพักฟื้น (post anesthetic record) สําหรับบันทึกอาการ
หนาวสั่น
ขั้นตอนการศึกษาผู้วิจัยส่งโครงร่างวิจัยให้คณะกรรมการการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน
โรงพยาบาลพระปกเกล้าพิจารณาและเมื่อได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลพระปกเกล้าแล้วผู้วิจัย
เริ่มดําเนินการเก็บข้อมูล ดังนี้
1. ผู้วิจัยเข้าชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนในการเก็บข้อมูลกับ
หัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีพยาบาล วิสัญญีพยาบาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมูล
2. ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดและทําการสุ่มตัวอย่างโดยการ
จับฉลากเพื่อจัดเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมโดยผู้วิจัยได้ชี้แจงข้อมูลของการทําวิจัยและได้รับความ
ยินยอมในการเข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้อย่างอิสระ
3. ขั้นตอนในการดําเนินการเก็บข้อมูลมีดังนี้
กลุ่มทดลอง เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดหลังใส่ท่อช่วยหายใจเสร็จเรียบร้อยใส่ สายวัดอุณหภูมิ
(esophageal probe) โดยความลึกวัดจากติ่งหูถึงปลายจมูก บันทึกอุณหภูมิลงในใบ anesthetic record
ทุก 15 นาที คลุมพลาสติกทั้งแขน ขา ศีรษะ หลังจากจัดท่าทําผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้
ถุงพลาสติกใหญ่คลุมส่วนล่างตั้งแต่บริเวณต้นขา ถึงปลายเท้าทั้ง 2 ข้าง คลุมส่วนบนตั้งแต่บริเวณใต้รักแร้
ขึ้นมาด้วยถุงพลาสติกใหญ่ ถึงปลายมือทั้ง 2 ข้าง และคลุมบริเวณศีรษะด้วยถุงพลาสติกเล็ก
กลุ่มควบคุม เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดหลังใส่ท่อช่วยหายใจเสร็จเรียบร้อยใส่ สายวัดอุณหภูมิ
(esophageal probe) โดยความลึกวัดจากติ่งหูถึงปลายจมูก บันทึกอุณหภูมิลงในใบ anesthetic record ทุก 15
นาที หลังการฟอกทําความสะอาดผิวหนังบริเวณทําผ่าตัดเรียบร้อยแล้วแพทย์ผู้ทําผ่าตัดจะปูผ้าสะอาด
 
 
ปราศจากเชื้อโรคคลุมส่วนต่างๆของร่างกายในบริเวณที่ไม่ได้ทําผ่าตัดโดยไม่มีการใช้พลาสติกคลุมบริเวณ
แขนขา ศีรษะร่วมด้วย
4. ทั้ง 2 กลุ่ม จะมีการบันทึกอุณหภูมิลงในใบ anesthetic record ทุก 15 นาที ถึงผ่าตัดเสร็จและ
ย้าย
ผู้ป่วยเข้าห้องพักฟื้นวิสัญญีพยาบาลประจําห้องพักฟื้นจะสังเกตอาการหนาวสั่นทุก15 นาทีและบันทึกไว้ใน
ใบ post anesthetic record
วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลมี 2 ขั้นตอนตามลําดับดังนี้
1. การเปรียบเทียบอุณหภูมิร่างกายเฉลี่ยของทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติทดสอบค่าที
ชนิด 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Student,s t-test for independent sample)
2. การเปรียบเทียบอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัด ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้
สถิติทดสอบเพียร์สันไคว์สแคว (Pearson Chi-Square)
ผลการศึกษา (Results):- อธิบายผลการศึกษาที่สําคัญ และสอดคล้องกับวิธีการศึกษา ห้ามมีตาราง
แสดงผลในบทคัดย่อ
ผลการศึกษาพบว่าระยะเวลาทําผ่าตัดที่มากขึ้นจาก 15 นาที 30 นาที 45 นาที และ60 นาที อุณหภูมิ
ของกลุ่มควบคุมจะน้อยลงกว่ากลุ่มทดลองตามลําดับคือ 0.09 องศาเซลเซียส 0.18 องศาเซลเซียส 0.28 องศา
เซลเซียส และ 0.35 องศาเซลเซียสตามลําดับ และอุณหภูมิเฉลี่ยของกลุ่มทดลองเท่ากับ 36.18 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมเท่ากับ 35.82 องศาเซลเซียส และอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดของกลุ่มทดลองมี
จํานวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ13.3 อาการหนาวสั่นของกลุ่มควบคุมมีจํานวน 8 รายคิดเป็นร้อยละ 26.6 เมื่อ
เปรียบเทียบความแตกต่างอุณหภูมิเฉลี่ยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับค่า P< .05 และ
เปรียบเทียบอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดมีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับค่า P<.05
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ
สรุปการใช้พลาสติกคลุมร่างกายในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง
(PCNL) สามารถการป้องกันการสูญเสียความร้อนในขณะผ่าตัดได้ดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ใช้พลาสติกคลุมร่างกาย
แต่ไม่สามารถป้องกันอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดได้
การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา
การป้ องกันภาวะอุณหภูมิการตํ่าในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง
(PCNL)
สามารถทําได้โดยการใช้พลาสติกคลุมร่างกายผู้ป่ วยทั้งลําตัว แขน ขา และศีรษะร่วมกับการปรับ
อุณหภูมิห้องผ่าตัดที่ 25 องศาเซลเซียส
82 
 
บทเรียนที่ได้รับ:- สรุปข้อมูลที่ชัดเจนพอที่จะทําให้ผู้อ่านเข้าใจว่าควรทําอะไร ทําไมสิ่งนั้นจึงมี
ความสําคัญ สิ่งที่คาดหวังว่าจะทําในครั้งหน้าที่แตกต่างไปจากเดิม โอกาสในการพัฒนาและข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาทราบว่าพลาสติกมีผลในการป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกายผู้ป่วยได้ดังนั้น
วิธีการหนึ่งที่จะป้องกันการสูญเสียความร้อนได้คือการใช้นํ้าที่มีอุณหภูมิที่เท่ากันหรือมากกว่าร่างกายในการ
สวนล้าง
การการทําผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) ทําให้เกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่า และ
อาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดได้มากทั้งนี้เนื่องจากมีการใช้นํ้าสวนล้าง(irrigate) ขณะผ่าตัดจํานวนมาก ดังนั้น
ควรจะมีการศึกษาอุณหภูมิของนํ้าสวนล้างที่มีผลต่อการป้ องกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่า ทั้งนี้เนื่องจากนํ้าที่ใช้
สวนล้างเข้าไปในช่องโพรงของไตจะเป็นตัวพาความร้อนอกจากผู้ป่วยได้อย่างมาก
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ
การได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้แก่ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างยินยอมให้ความร่วมมือ
ในการศึกษาวิจัย แพทย์เจ้าของไข้ให้โอกาสในการใช้พลาสติกคลุมร่างกายก่อนการทําผ่าตัด เจ้าหน้าห้อง
ผ่าตัดยินยอมเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องสาเซลเซียส วิสัญญีพยาบาลและวิสัญญีแพทย์ทุกท่านให้
ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล รวมทั้งคณะกรรมการ R2R ของฝ่ายการพยาบาลทุกท่านที่ให้คําชี้แนะช่วย
วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทํารายงาน
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
หน่วยงานวิสัญญีให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลอย่างดีและคณะกรรมการR2Rได้ให้การสนับสนุนในการ
ให้คําแนะนําและแปรผลข้อมูลและจัดทํารายงานอย่างดียิ่ง
การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-Mail)
วรนารถ สุจินต์หน่วยงาน ....กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี.....หมายเลขโทรศัพท์..4420 4307
มือถือ .084-0930757..........e-mail: ...wor.sugint@gmail.com
 
 
ผลงานวิชาการประเภทโปสเตอร์
ประเภท งานพัฒนาคุณภาพ
84 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา ประเมินระบบเฝ้าระวังไข้เลือดออก
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวรัชนี ทําจํารัส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ส.บ.
เป้ าหมาย:- เพื่อศึกษาคุณลักษณะเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ รวมถึงพัฒนาปรับปรุงระบบเฝ้าระวังโรค
ไข้เลือดออกของโรงพยาบาลพระปกเกล้า
ปัญหาและสาเหตุ:- โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สําคัญระดับประเทศ จังหวัดจันทบุรีมีอัตรา
ป่วยสูงเป็นอันดับที่ 6 ของประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558) แสดงให้เห็นว่ามีการระบาดโรค
ไข้เลือดออกในจังหวัดจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวังและรายงานโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและทัน
ต่อเหตุการณ์ในการควบคุมโรคไข้เลือดออกไม่ระบาดมากขึ้น จึงได้ดําเนินการประเมินระบบเฝ้ าระวัง
ไข้เลือดออกในโรงพยาบาลพระปกเกล้า เพื่อนําข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวางแผนพัฒนาปรับปรุงระบบ
เฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กิจกรรมการพัฒนา:-
- เปรียบเทียบข้อมูลการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกในระบบเฝ้าระวัง 506 ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
กับข้อมูลเวชระเบียน(โปรแกรม PPK 11) ที่มารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2557
- แจกแบบสอบถามให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระบบรายงานเฝ้ าระวังโรคไข้เลือดออก ซึ่ง
ประกอบด้วยผู้บริหาร 3 คน แพทย์ประจํา 5 คน พยาบาลประจําตึกผู้ป่วยนอก/อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน 2 คน
พยาบาลประจําตึกผู้ป่วยใน 7 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 3 คน
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-
การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ด้านเชิงปริมาณ พบว่าความไวของระบบเฝ้ าระวัง
เท่ากับร้อยละ 51.42 ค่าพยากรณ์บวก เท่ากับร้อยละ 87.80 ความทันเวลาเท่ากับร้อยละ 95.16 ความ
ถูกต้องของการบันทึกข้อมูล ชื่อ นามสกุล เพศ เท่ากับร้อยละ 100 อายุ,ที่อยู่เท่ากับร้อยละ 95.16 วันที่เริ่ม
ป่วยเท่ากับร้อยละ 38.7 ด้วยเหตุนี้รายงานตามระบบเฝ้าระวังสามารถเป็นตัวแทนได้ในตัวแปรเพศและอายุ
ด้านเชิงคุณภาพ พบว่าความยากง่ายของระบบเฝ้าระวังทุกหน่วยงานสามารถรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกเข้า
ระบบได้อย่างสมํ่าเสมอและต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นสูง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการดําเนินงาน
ตามระบบเฝ้าระวังเป็นอย่างดีรวมทั้งมีช่องทางในการรายงานโรคไปยังเจ้าหน้าที่ระบาดวิทยาหลายช่องทาง
การยอมรับในระบบเฝ้ าระวังทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติเห็นว่าระบบเฝ้ าระวังโรคมีสําคัญและได้มีการ
มอบหมายงานที่ชัดเจน ระดับพื้นที่มีนโยบายที่ชัดเจนกําหนดให้เป็นตัวชี้วัดหลักในระดับจังหวัดประกอบ
กับคู่มือและมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและมีการนําข้อมูลไปใช้ประโยชน์
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
หลังจากประเมินระบบเฝ้าระวังไข้เลือดออกเรียบร้อยแล้วมีข้อเสนอแนะ แจ้งเวียนหนังสือไปยัง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งที่ประชุมคณะกรรมการอุบัติใหม่ อุบัติชํ้าของโรงพยาบาล ได้รับความร่วมมือ
จากทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี
บทเรียนที่ได้รับ:-
ระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับและให้ความสําคัญแต่ยังพบว่าความไวหรือ
ความครบถ้วนยังอยู่ในระดับพอใช้เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลุ่มงานเวชกรรม
สังคมได้มีแผนการดําเนินงานดังนี้
1. เพิ่มความตระหนักของโรคไข้เลือดออกให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล โดยการจัด
ประชุมทบทวนการรายงาน ปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
2. เพิ่มช่องทางการรายงานโรคให้มีหลากหลายมากขึ้น
3. แจ้งสถานการณ์ของการระบาดโรคต่างๆทางการประชุมคณะกรรมการบริหาร
ทางอินทราเน็ตของโรงพยาบาล และแจ้งเวียนหนังสือ คู่มือการดําเนินงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความสามัคคีความร่วมมือของทุกหน่วยงานเป็นแรงขับเคลื่อนช่วยให้งานสําเร็จอย่าง
ดีเยี่ยม
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร การให้คําปรึกษา คําแนะนําที่ดีของหัวหน้ากลุ่มงาน
และความร่วมมือของทีมงานเวชกรรมสังคม
การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวรัชนี ทําจํารัส E-mail ratnq@hotmail.com
86 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา พัฒนาระบบ “การให้ยาระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีพยาบาล”
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวรฐา โดนสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
เป้ าหมาย: เพื่อป้ องกันภาวะแทรกซ้อนจากการระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัด และช่วยเหลือทันเมื่อเกิด
ภาวะวิกฤติ
ปัญหาและสาเหตุ: เดือนพ.ย.57 มีผู้ป่วย BMI=38.28 ประวัติ Asthma c HT มารับบริการขูดมดลูกที่ ER
ประสานวิสัญญีช่วยประเมินพิจารณาให้MDZ+Propofol แทน Ketamine หลังให้ยาเกิดทางเดินหายใจอุดตัน
, SpO2<90% ตามวิสัญญีอีกคนช่วยใส่ ET-tube หลังขูดมดลูก ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวดี หายใจสะดวก ถอดท่อ
ช่วยหายใจก่อนกลับตึก จําหน่ายได้วันรุ่งขึ้น เดิมการให้ Ketamine เพื่อขูดมดลูกเป็นหน้าที่ของพยาบาล
วิชาชีพ ER ในความควบคุมของแพทย์โดยปฏิบัติตามมาตรการ: การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก
นอกห้องผ่าตัดโดยพยาบาลทั่วไป ซึ่งทําโดยวิสัญญีๆประเมินการปฏิบัติตามมาตรการทุก 6 เดือน ทีมงานได้
วางแผนปรับระบบการให้ยาระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัดให้ทําโดยวิสัญญีพยาบาลทั้งหมด เพื่อความ
ปลอดภัยของผู้ป่วย
กิจกรรมการพัฒนา:
1. มีระบบการประสานงานระหว่าง ER กับวิสัญญี เมื่อมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการระงับความรู้สึกนอกห้อง
ผ่าตัด
2. จัดอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพ มาไว้ที่ห้องขูดมดลูก เดิมไม่มี เพื่อสะดวกต่อการหยิบใช้เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ
3. ทําแผ่นพับคําแนะนําการปฏิบัติตัวเมื่อต้องขูดมดลูกแจกผู้ป่วย, Flow เมื่อเกิดภาวะวิกฤติติดไว้ที่ห้อง
4. นําระบบการดูแลผู้ป่วยก่อน-ขณะ-หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องผ่าตัด มาใช้ที่นอกห้องผ่าตัด (ซัก
ประวัติ ตรวจร่างกาย วางแผนให้ยาสลบ, บันทึกใน Doctor's Order Sheet for Ketamine, ส่งผู้ป่วยกลับ
ตึก, IPD ดูแลเฝ้าระวังผู้ป่วยหลังได้รับยาสลบ ตามแบบฟอร์ม PAR Score ซึ่งจัดทําโดยวิสัญญี, ติดตาม
เยี่ยมภายใน 24 ชม.)
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
การประเ
ก่อน-ขณ
ให้บริกา
ภาวะแท
บทเรียน
ประสาน
ปัจจัยแห
การสนับ
ค่าใช้จ่าย
การติดต่
เมินผลของกา
ณะ-หลังได้ยาร
ารโดยพยาบ
รกซ้อนใดๆ
นที่ได้รับ: ใ
นแพทย์ทําในห
ห่งความสําเร็จ
บสนุนที่ได้รับ
ยต่างๆ
ต่อกับทีมงาน:
ารเปลี่ยนแปล
ระงับความรู้สึ
บาล ER
ในกลุ่มเสี่ยง (
ห้องผ่าตัด ซึ่ง
จ ทีมงานมีคว
บจากผู้บริหา
นางสาวระพี
ลง: หลังปรับ
สึกนอกห้องผ
นอกเวลารา
(BMI≥35 มีโ
งสะดวกต่อกา
วามมุ่งมั่นที่จะ
ารหน่วยงาน/
พีพรรณ มีสูงเ
 
 
ระบบ (ธ.ค.5
ผ่าตัดโดยวิสัญ
าชการตามแน
โรคประจําตัว
ารช่วยเมื่อเกิด
ะพัฒนาเพื่อแ
/องค์กร เปิ
นิน มือถือ 08
57-ก.ย.58) ผู้ป
ญญีพยาบาลร้
นวทางที่กําห
ัว มีข้อห้ามใช
ดภาวะวิกฤติ
แก้ปัญหาหน้า
ปิดโอกาสให้
81-2641169 E
ป่วยได้รับการ
ร้อยละ 95.83
หนด และทุก
ช้ Ketamine)
และอาจต้องใ
งาน และผู้นํา
ห้คิดริเริ่มงาน
Email: kunrap
รประเมินและ
(23/24 ราย) มี
กรายปลอดภั
ที่ต้องขูดม
ใช้ยาตัวอื่นแท
าให้การสนับส
นใหม่ๆและส
pee1169@gm
ะเฝ้าระวัง
มี 1 รายที่
ภัย ไม่พบ
มดลูก จะ
ทน
สนุน
สนับสนุน
mail.com
88 
 
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
โครงการพัฒนา วิสัญญีสัญจรเพื่อประชาชน รพ ราชวิถี จังหวัด กรุงเทพมหานคร
เจ้าของผลงาน และผู้นําเสนอ นางสาวอรสา ตันตินพเก้า วท.ม
ผู้ร่วมผลงาน นางสาวรัชดาวรรณ ฉันทสุเมธี ป.พ.ส.
เป้ าหมาย เพื่อเป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในเรื่องการดมยาสลบและการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ปัญหาและสาเหตุ ปัญหาจากการขาดความรู้และความเข้าใจในการได้รับยาระงับความรู้สึก และการเตรียม
ตัวก่อนผ่าตัด ของผู้ป่วยทําให้เกิดความวิตกกังวล และไม่สามารถเตรียมพร้อมเพื่อรับการผ่าตัด ส่งผลทําให้
เกิดการงดเลื่อนผ่าตัด และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
กิจกรรมพัฒนา - แนวคิดผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดโดยเฉพาะผู้ที่ทําผ่าตัดในครั้งแรก จะรู้สึกกลัวและวิตก
กังวลมากเพราะไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ทําให้เกิดผลเสียโดยตรงต่อผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกาย
จิตใจ เศรษฐกิจ ครอบครัว การมีกิจกรรมสัญจรเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดมยาสลบและการทําผ่าตัดจะช่วย
แก้ปัญหาดังกล่าวได้
-ส สัญจร เพื่อให้ข้อมูลเชิงรุก จะช่วยให้การพัฒนาด้านการให้คําแนะนํา การให้ความรู้
-ส สนับสนุน ให้ผู้ป่วยสามารถมีพฤติกรรมดูแลตัวเองก่อนผ่าตัด ได้ถูกต้อง
-ส สื่อ การมีสื่อการสอน และการสื่อสารโต้ตอบกับผู้ป่วย จะช่วยให้การให้ข้อมูลความรู้เป็นไปได้ดีมากขึ้น
1. ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงใช้แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นและความวิตกกังวลที่ลดลง
กราฟแสดงความรู้ความเข้าใจในการเตรียมพร้อมในการผ่าตัดและดมยาสลบ กราฟแสดงความวิตกกังวลที่ลดลงหลัง
ได้รับความรู้ในการเตรียมพร้อมในการผ่าตัดและดมยาสลบ
บทเรียนที่ได้รับ
-ปัญหาเรื่องเวลาที่สัญจรจะเป็นช่วงเวลา 7.00 น. – 8.00 น.ของวันราชการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้สอนต้อง
เสียสละเวลาส่วนตัวมาแต่เช้าเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ ต่างๆเกี่ยวกับเอกสารและความพร้อมของสื่อ แต่ทางทีม
ก็ทํางานด้วยความเสียสละและอดทนโดยไม่รับค่าตอบแทน
-ปัญหาเรื่องสถานที่ การที่เป็นโครงการที่ต้องสัญจรไป ณ ตึกผู้ป่วยนอกศัลยกรรม ตึกผู้ป่วยนอกหูคอจมูก
ตึกผู้ป่วยนอกสูตินารีเวช สถานที่แต่ละแห่งมีข้อจํากัดในการเดินทางเคลื่อนย้ายอุปกรณ์การสอน ความคับ
คั่งของผู้ป่วย เสียงต่างๆรอบข้างที่อาจรบกวนการสอน แต่ทางทีมก็พยายามแก้ไขปัญหาโดยการจัดระเบียบ
เรื่องต่างๆด้วยความเข็มแข็ง
0
50
100
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
น้อย
น้อยที่สุด
การบรรยาย
โปสเตอร์
แผ่นผับ
0
50
100
ดีมาก
ดี
ปานกลาง
น้อย
น้อยที่สุด
การบรรยาย
โปสเตอร์
แผ่นผับ
 
 
-สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ ในส่วนของการให้ความรู้และคําแนะนําแก่ผู้ป่วยและญาติในรูปแบบวิสัญญีสัญจรใน
เรื่องการดมยาสลบและการปฏิบัติตัวก่อนผ่าตัดนั้นต้องอาศัยการMotivate ให้ผู้ป่วยและญาติเห็นความสําคัญ
ของการเตรียมร่างกาย และจิตใจให้พร้อมก่อนการผ่าตัด
-สิ่งที่จะแตกต่างไปจากเดิมในโครงการสัญจรครั้งหน้าคือนอกจากจะมีเพาว์เวอร์ พอยด์ เป็นสื่อการสอน
ประกอบคําบรรยายและการซักถามแล้ว จะมีสื่อวิดิทัศน์เพิ่มด้วยเพื่อสร้างความน่าสนใจและเพิ่มความรู้
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือของทีมให้ความรู้สัญจร เนื้อหาและองค์ประกอบของสื่อที่ให้ความรู้ได้
ดีและน่าสนใจ
การสนับสนุนที่ได้รับ องค์กรให้ความสนับสนุนด้านปัจจัย และหน่วยงานวิสัญญีสนับสนุนเรื่ององค์ความรู้
หน่วยงานตึกผูป่วยนอกและห้องผ่าตัดให้การสนับสนุนด้านสถานที่
การติดต่อกับทีมงาน นางสาว อรสา ตันตินพเก้า0869068875 aurasa48@gmail.com
90 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา การพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินค่า
รักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางจันทริกา สนั่นเกียรติเจริญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภบ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน (ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) นายปิยวัฒน์ เมฆแดง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางจันทริกา สนั่นเกียรติเจริญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภบ.
เป้ าหมาย: ลดมูลค่าค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจาก
กรมบัญชีกลาง เนื่องจากปัญหาฐานข้อมูลด้านยา
ปัญหาและสาเหตุ : กรมบัญชีกลางได้มีการปรับเปลี่ยนการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรง
ผู้ป่วยนอกเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาที่พบคือรายการที่ส่งเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจาก
กรมบัญชีกลาง ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลางเนื่องจากปัญหาฐานข้อมูลด้านยา ค่ารักษาพยาบาล
ที่เบิกไม่ผ่านกรมบัญชีกลาง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556-กุมภาพันธ์ 2558 มีมูลค่ารวมสูงถึง
21,702,054.40 เภสัชกรงานเภสัชสนเทศและงานคลังยา จึงร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาฐานข้อมูล
ด้านยาที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลาง
กิจกรรมการพัฒนา
- ตรวจสอบข้อมูลรายการค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่ผ่านกรมบัญชีกลางในส่วนของฐานข้อมูลด้านยา เพื่อหา
สาเหตุที่เบิกไม่ผ่านและแนวทางการแก้ปัญหาในแต่ละประเด็น
- ปรับปรุงฐานข้อมูลรหัสยามาตรฐานไทย (Thai Medicines Terminology TMT) ในโปรแกรม PPK 11 ให้
ตรงกับฐานข้อมูลยาที่ส่งขออนุมัติกรมบัญชีกลาง
- จัดอบรมเภสัชกรและเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเภสัชกรรม เรื่องปัญหาและแนวทางการแก้ไขเรื่องค่า
รักษาพยาบาลที่เบิกไม่ผ่านกรมบัญชีกลาง เพื่อให้รับทราบปัญหา และทราบแนวทางที่มีการแก้ไขระบบใน
โปรแกรม PPK11 และการเพิ่ม pop-up เพื่อแจ้งเตือน ป้องกันการคีย์ยาผิดสิทธิการรักษา
- ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ในการปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยา เพื่อให้การส่งข้อมูลเบิกรม
บัญชีกลางถูกต้อง ครบถ้วน
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง
จากการพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในระบบ
เบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก จากกรมบัญชีกลาง สามารถลดจํานวนใบสั่งยาและมูลค่าค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่
ผ่านกรมบัญชีกลางได้ ทําให้โรงพยาบาลได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ลดปัญหาที่จะเกิดต่อสถานะทาง
การเงินของโรงพยาบาล
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
บทเรียน
-
ปัจจัยแห
การคลังแ
ค่ารักษาพ
การสนับ
ให้มีกําลั
ตรวจสอ
ตรวจสอ
การติดต
joy_sana
ที่ได้รับ
ต้องมีการติด
เนื่องจากราย
รหัสยามาตร
มาตรฐานไท
ห่งความสําเร็
และศูนย์คอม
พยาบาลในระ
บสนุนที่ได้รับ
ลังใจในการท
อบไม่ผ่านกร
อบ
ต่อกับทีมงา
an@yahoo.co
ตามตรวจสอ
ยการยาในโรง
รฐานไทยเพื่
ย อาจจะมีรา
จ การประสา
มพิวเตอร์ ช่วย
ะบบเบิกจ่ายต
บจากผู้บริหาร
ทํางานเพื่อตร
รมบัญชีกลา
าน:-
om
อบแก้ไขปัญห
งพยาบาลมีกา
อขออนุมัติจ
ยการยาใหม่ที
านงานที่ดีระห
ยให้การพัฒน
ตรงผู้ป่วยนอก
รหน่วยงาน/อ
รวจสอบแก้ไ
างมีจํานวนม
นางจันทริ
 
 
หาฐานข้อมูลด
ารปรับเปลี่ยน
จากกรมบัญชี
ที่ไม่ผ่านการต
หว่างงานเภสั
นาและปรับปรุ
ก จากกรมบัญ
งค์กร การสนั
ขปัญหาฐาน
มาก และต้อง
ริกา สนั่นเกี
ด้านยาที่เบิกไ
นบริษัทที่จัดซ
ชีกลางเพิ่มเติ
ตรวจสอบส่ง
สัชสนเทศ งา
รุงฐานข้อมูลด
ญชีกลางสําเร็จ
นับสนุนและใ
ข้อมูลยา เนื่อ
งใช้เวลาในก
กียรติเจริญ โ
ไม่ผ่านกรมบั
ซื้อยาเป็นระย
ิม ซึ่งในช่วง
กลับมา
นคลังยา กลุ่ม
ด้านยาเพื่อปร
จลุล่วงด้วยดี
ให้กําลังใจจาก
องจากฐานข้
การวิเคราะห์
โทร.085-90
ัญชีกลางอย่า
ยะ ทําให้ต้อง
งรอการอนุมั
มภารกิจด้านเ
ระกอบการเบิ
กทีมนําเภสัช
้อมูลยาและใ
ห์สาเหตุที่ไม่
002804
งต่อเนื่อง
งส่งข้อมูล
ัติรหัสยา
เศรษฐกิจ
บิกจ่ายเงิน
ชกรรม ทํา
ใบสั่งยาที่
ม่ผ่านการ
E-mail
92 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา New look Emergency Cart
โรงพยาบาล/ สถาบัน สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวบุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวกาญจนา โกกิละนันทน์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
นางสาวมนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(พยาบาล)/
วิสัญญีพยาบาล
นางสาวณภัทร ไวปุรินทะ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวบุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
เป้ าหมาย:- ลดระยะเวลาในการตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency และ ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ
เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 80
ปัญหาและสาเหตุ:-การตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency เป็นสิ่งจําเป็น เดิมต้องเปิดทุกชั้นเพื่อนับ
จํานวนและตรวจเช็ควันหมดอายุของยาและอุปกรณ์ มีหลายขั้นตอนทําให้เสียเวลา
กิจกรรมการพัฒนา:- งานวิสัญญีได้หาวิธีลดขั้นตอนในการตรวจเช็คยาหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งาน
เพื่อลดเวลาการตรวจสอบ และผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ
1. ประชุมในหน่วยงานเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติการตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency
2. จับเวลาการตรวจเช็ครถ Emergency ก่อนและหลังพัฒนา แล้วคํานวณหาค่าเฉลี่ย
3. ดําเนินการปรับปรุงพัฒนารถ Emergency อย่างต่อเนื่อง ตามแผนงานที่วางไว้
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- เปรียบเทียบเวลาเฉลี่ยในการตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ
Emergency ก่อนพัฒนาได้ 4.58 นาที หลังพัฒนา 0.12 นาที ส่วนความพึงพอใจของผู้ปฎิบัติ ด้านความ
สะดวกและด้านการลดเวลา ก่อนพัฒนามีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยและระดับปานกลาง หลังพัฒนาอยู่
ในระดับมาก คิดเป็น 100 %
บทเรียนที่ได้รับ:-1.ปัญหาจากการพัฒนาได้ทดลองใช้เทปกาวหลายชนิดและเปลี่ยนวิธีการติดหลายแบบเพื่อ
จะสามารถตรวจเช็คยาและอุปกรณ์แยกชั้นกัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนเทปกาวใหม่ทุกชั้น
2. การตรวจสอบวันหมดอายุของยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency เดิมใช้สติ๊กเกอร์เขียน
วันหมดอายุติดไว้บางครั้งป้ายหลุดหรือตัวหนังสือเล็กมองเห็นไม่ชัด จึงได้ปรับมาทําการ์ดยา/อุปกรณ์ และ
เขียนวันหมดอายุติดหน้ารถ Emergency เพื่อมองเห็นชัดเจน และติดสติ๊กเกอร์ยาและอุปกรณ์ในรถที่
หมดอายุไว้ที่ใบตรวจสอบยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency ใหม่ก่อนวันหมดอายุ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้
ตรวจสอบสามารถเบิกมาเปลี่ยนได้ก่อนวันหมดอายุ
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือในหน่วยงาน ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์การลดขั้นตอนการทํางาน
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนางาน ส่งเสริมให้
นําเสนอผลงานทั้งในและนอกสถาบันบําราศนราดูรจากวิสัญญีแพทย์
การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวบุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส โทร.0863448150 E-mail :
ANBIDI.54@gmail.com
หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
94 
 
1. สรุปผลงานโดยย่อ : เปลี่ยนหลอดไฟห้องผู้ป่วยเป็นหลอดไฟแบบ ดาวน์ไลท์ ( Down light) แบบฝังฝ้า
ทั้งหมด ทําให้ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงไม่สามารถปีนขึ้นไปถอดหลอดไฟมาทําลายและใช้เป็น
อาวุธได้
2. เป้าหมาย : อุบัติการณ์ผู้ป่วยทําลายหลอดไฟ = 0
3. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : เดิมหลอดไฟในห้องผู้ป่วยเป็นหลอดไฟแบบ ฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent)ทํา
ให้ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงสามารถยืนบนเตียงขึ้นไปถอดหลอดไฟมาทําลายและใช้เป็นอาวุธ ทํา
ให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
4. กิจกรรมการพัฒนา :
1. ประสานแจ้งช่างไฟฟ้าให้เปลี่ยนหลอดไฟในห้องผู้ป่วยทั้งหมดให้เป็นหลอดไฟแบบดาวน์ไลท์ ( Down
light) แบบฝังฝ้า
2.ประสานแจ้งช่างตัดขาเตียงในห้องผู้ป่วยให้เตี้ยลง ทําให้ผู้ป่วยไม่สามารถยืนบนเตียงขึ้นไปถอดหลอดไฟ
ได้
5. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง : ปี 2557 พบอุบัติการณ์การทําลายหลอดไฟฟ้า จํานวน 4 ครั้ง
หลังจากปรับเปลี่ยนแก้ไข พบว่า อุบติการณ์การทําลายหลอดไฟฟ้า ปี 2558= 0
6. บทเรียนที่ได้รับ : 1.หลังจากปรับเปลี่ยนหลอดไฟเป็นแบบดาวน์ไลท์( Down light) พบว่าแสงไฟไม่
สว่างพอสําหรับทําหัตการในห้องผู้ป่วย จึงต้องเพิ่มหลอดไฟดาวน์ไลท์( Down light) เฉพาะจุดด้วย
7. การติดต่อกับทีมงาน :
ชื่อผู้ที่สามารถติดต่อได้อัญชลี นักเสียง
ที่อยู่ (ระบุหน่วยงาน) หอผู้ป่วยจิตเวช เบอร์ : 3325
โทรศัพท์(มือถือ) 083-2201228
Email (ภายนอก) unshalee08@gmail.com
8. สมาชิกทีม :
ชื่อสมาชิก
1.นายแพทย์สามภพ สาระกุล
2.นางพรรณี มงคลศิริ
3.นางอัญชลี นักเสียง
ตําแหน่ง
นายแพทย์ชํานาญการพิเศษ
พยาบาลวิชาชีพชํานาญพิเศษ
พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ
 
 
แบบบทคัดย่อ “งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา เอกสารประกอบการประชุม อบรม สัมมนา อิเล็กทรอนิกส์
(E- Annual General Meeting)
โรงพยาบาล/สถาบัน โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัด ชลบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางวิภาวดี ต่อวงษ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ศศ.ม
ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. น.สพิมพ์พนิต มงคลวงษ์ วุฒิ ป.ตรี 2. น.สภัทรวดี สุวรรณอาจ วุฒิ ป.ตรี
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางวิภาวดี ต่อวงษ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ศศ.ม
เป้ าหมาย เพื่อลดงบประมาณ การใช้กระดาษ และขั้นตอนในการจัดทําเอกสารประกอบการ
ประชุมอบรม สัมมนา
ปัญหาและสาเหตุ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีการจัดประชุม อบรม สัมมนา
เป็นประจําทุกปี โดยเฉพาะการประชุมวิชาการประจําปี มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 – 300 คน
งบประมาณส่วนหนึ่งเป็นค่าเอกสารประมาณการปีละ 50,000 บาท ดังนั้นเพื่อลดงบประมาณและขั้นตอนใน
การจัดทําเอกสารประกอบการประชุม อบรม สัมมนา จึงได้จัดทําเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ลงในฐานข้อมูล
เว็บไซต์www.library.somdej.or.th
กิจกรรมการพัฒนา 1. ประชุมทีมงานเพื่อสร้างความเข้าใจ แสดงความคิดเห็น 2. ดําเนินการจัดทํา
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์นําลงในฐานข้อมูล 3. จัดทําวีดิทัศน์แนะนําขั้นตอนการดาวน์โหลดเอกสาร 4. จัดทํา
ใบติดประกาศประชาสัมพันธ์แก่ผู้เข้าร่วมอบรม 5. ประเมินผลโดยใช้แบบสอบถาม
การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง ประเมินผลโดยใช้แบบสอบถาม ถามผู้เข้าร่วมประชุมจํานวน 417 คน ใน
งานประชุมวิชาการประจําปี 2558 ในด้านความสะดวก และการเข้าถึงเว็บไซต์ในการดาวน์โหลดเอกสาร มี
ผู้ตอบกลับคืนมาจํานวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 21.00 สําหรับด้านงบประมาณ และด้านการลดขั้นตอนการ
เตรียมเอกสารใช้วิธีการสอบถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดประชุม สรุปผลที่ได้จากการสอบถามสามารถ
ลดงบประมาณ ขั้นตอน และการจัดเตรียมเอกสารประกอบการประชุม อบรมได้ ผู้ตอบแบบสอบถาม
ส่วนมาก มีความพอใจในการดาวน์โหลดเอกสารโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยแสดงเป็นตาราง
ได้ดังนี้
96 
 
ระดับความพอใจ (n=87)
พอใจ ร้อยละ ไม่พอใจ ร้อยละ
ด้านความสะดวกในการดาวน์โหลดเอกสาร 79 90.80 มาก 8 9.19 น้อย
ด้านการเข้าถึงเว็บไซด์ในการดาวน์โหลดเอกสาร 75 86.20 มาก 12 13.79 น้อย
ระดับความพอใจโดยรวม 88.50 มาก 20.00 น้อย
บทเรียนที่ได้รับ ควรมีการแนะนําการเข้าเว็บไซด์ให้มากกว่านี้ จัดสถานที่เพื่ออํานวยความสะดวก
ในการ เข้าถึงข้อมูลให้มากกว่านี้
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การมีส่วนร่วมของทีมงาน และความมุ่งมั่นเพื่อผลสําเร็จของงาน
การสนับสนุนจากผู้บริหารหน่วยงาน /องค์กร ให้คําชี้แนะ สนับสนุน และเป็นแรงผลักดันในการทํางาน
อย่างเต็มที่
การติดต่อกับทีมงาน วิภาวดี ต่อวงษ์ โทร. 0897498334 E-Mail : vipawadeet@yahoo.com
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา การปรับต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบด้วยนวัตกรรม
รีไซเคิล
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัด อุบลราชธานี
ชื่อเจ้าของผลงาน นายวรชัย นามวงษา ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ม 6.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน...(ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) นางนงคราญ วงษ์ดี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปวส.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นายวรชัย นามวงษา ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ม 6.
เป้ าหมาย:- (ระบุเป้ าหมายของโครงการในหนึ่งประโยค โดยมี format ดังนี้: เพื่อเพิ่ม/ ลด (อะไร/เท่าไร)
ภายในเวลาเท่าไร [อาจจะระบุพื้นที่ด้วย] สําหรับโครงการด้าน humanized healthcare อาจไม่ต้องระบุ
เป้าหมายที่เป็นตัวเลข)
1. เพื่อปรับต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบได้อย่างเหมาะสม
2. เพื่อให้ผู้ป่วยดมยาสลบได้รับยาพ่นขยายหลอดลมได้อย่างเต็มที่
ปัญหาและสาเหตุ:- (ระบุว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขคืออะไร มีผลกระทบต่องานหรือการดูแลผู้ป่วยอย่างไร
เกิดขึ้นที่ไหน เกี่ยวข้องกับใครบ้าง มีสาเหตุสําคัญจากอะไร)
งานวิสัญญีพยาบาลเป็นงานบริการให้ยาระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดทั้งในและ
นอกเวลาราชการ ซึ่งขณะผ่าตัดมีผู้ป่วยบางรายมีปัญหาระบบหายใจระหว่างที่ดมยาสลบ จําเป็นต้องอาศัย
การพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เดิมการต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมเข้ากับวงจรดมยาสลบ
สามารถต่อเข้าทางด้านขาข้าวของแก๊สดมยาสลบได้เลย แต่ปัจจุบันวงจรดมยาสลบต้องใส่ตัวกรองแบคทีเรีย
( Bacteria filter ) ร่วมด้วย ทําให้ไม่สามารถต่อชุดพ่นยาเข้ากับวงจรดมยาสลบในลักษณะเดิมได้จําเป็นต้อง
วางชุดพ่นยา ฯ อยู่หน้าต่อตัวกรองแบคทีเรียเพื่อให้ยาขยายหลอดลมไม่ถูกกรองเอาไว้ ทําให้ต้องหา
อุปกรณ์เสริมหรือต้องเพิ่มความหนาของข้อต่อโดยการใช้กระดาษกาวพัน นอกจากจะเกิดความยุ่งยากใน
การใช้ชุดพ่น ฯ แล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดสิ่งแปลกปลอมตกหล่นในวงจรเครื่องดมยาสลบได้ ดังนั้นพนักงาน
ช่วยเหลือคนไข้จึงได้คิดหาอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในหน่วยงานมารีไซเคิลใช้เป็นนวัตกรรมการปรับต่อชุดพ่น
ยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบให้เหมาะสม
กิจกรรมการพัฒนา:- (1.ระบุแนวคิดการออกแบบกิจกรรมการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง 2. ระบุประเด็น
การพัฒนาในลักษณะของ bullet หรือแต่ละ bullet มีความชัดเจนในตัวเอง โดยเริ่มประโยคด้วยคํากริยาที่
เน้นวิธีการลงมือทํากิจกรรม ให้รายละเอียดที่เพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทีมได้ทําอะไรไปบ้าง (การใช้คํา
ย่อคําแรกขอให้ระบุคําเต็มไว้ด้วย)
1) ประชุมกลุ่มเพื่อค้นหาสาเหตุและจัดหาอุปกรณ์มาปรับใช้งาน 2) ทดลองใช้และเก็บข้อมูลการใช้ 3)
วิเคราะห์ผล 4) สรุปผลการประเมิน 5) นําเสนอผลงานนวัตกรรมให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรับทราบ 6)
ประเมินผลการใช้เป็นระยะ 7)เผยแพร่ผลงานให้หน่วยงานอื่นๆ ทราบ
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
98 
 
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- (1.ระบุวิธีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นการประเมิน
เชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ 2.ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้แสดงกราฟผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
โดย แนบ Excel spreadsheet ซึ่งมี run chart ของข้อมูลที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงการ โดย plot
ตามลําดับเวลา อย่างน้อยควรจะมีกราฟผลลัพธ์หนึ่งภาพ 3.วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้แก้ปัญหาที่เป็น
จุดเริ่มต้นได้เพียงใด
เก็บข้อมูลประสิทธิภาพของข้อต่อพ่นยาขยายหลอดลมกับวงจรดมยาสลบโดยให้ผู้ใช้ประเมิน
ระดับคุณภาพได้แก่ ดีมากดี ปานลางและพอใช้ในการศึกษาข้อมูลดังนี้
1. ข้อต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมสามารถเข้ากับวงจรดมยาสลบได้พอดีโดยไม่มี
การเลื่อนหลุด หรือพบว่ามีแก๊สดมยาสลบออกมาตามข้อต่อ ฯ ต่าง ๆ
2. ความสะดวกในการใช้ชุดพ่นยา ฯ
3. ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ
บทเรียนที่ได้รับ:- (เขียนบทเรียนที่ได้รับในลักษณะของ bullet ในประเด็นต่อไปนี้ 1.ปัญหาหรือความท้า
ทายที่เกิดขึ้นในระหว่างดําเนินโครงการและวิธีการจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น 2.ข้อแนะนําในสิ่งที่ควร
ปฏิบัติในลักษณะที่เป็น action-oriented และเหตุผลซึ่งชี้ให้เห็นความสําคัญของเรื่องนั้น 3.สิ่งที่จะแตกต่าง
ไปจากเดิมในคราวหน้า)
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร งานวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
อุบลราชธานี
การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail) 061-1561795
namtan.W@gmail.comหมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา Two Days PPK Cath Lab
โรงพยาบาล/ สถาบัน ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางวิรัตน์ ทักษ์คีรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน
1. นายแพทย์ธันวา พิทักษ์สุธีพงศ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พ.บ.
2. นางปิยะนันท์ ทิพโสต ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
3. นางรัตนา เดิมสมบูรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
4. นางสาวปภาดา สุวรรณหิตาธร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางวิรัตน์ ทักษ์คีรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
เป้ าหมาย:-
เพื่อลดความแออัดในหอผู้ป่วยอายุรกรรมและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่ผู้ป่วยที่มาใช้บริการ
ปัญหาและสาเหตุ:-
ห้องตรวจสวนหัวใจ (cath lab) โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี เปิดให้บริการผู้ป่วยนัด
ตรวจสวนหัวใจ มีผู้ป่วยที่นัดมานอนโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวตรวจสวนหัวใจ เฉลี่ย 25-30 ราย/
สัปดาห์ เพิ่มเป็น 29-38 ราย/ สัปดาห์ มีผลกระทบทําให้ไม่มีเตียงรองรับในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ จึงต้อง
ส่งผู้ป่วยไปที่หอผู้ป่วยสามัญ วันละ 4-8 ราย ซึ่งมีความแออัดอยู่เดิม จึงได้ประชุมและหาแนวทางพัฒนางาน
เพื่อลดความแออัดและทําให้ผู้ป่วยมีความสะดวกในการมานอนโรงพยาบาลมากขึ้น ลดจํานวนวันนอนและ
ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลได้
กิจกรรมการพัฒนา:-
• ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลโรงพยาบาลที่เคยปรับเปลี่ยนระบบ
• ศึกษาด้านภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ผู้ป่วยเตรียมตัวมานอนโรงพยาบาลเอง
• ประชุมทีมสหสาขา ได้แก่ ศูนย์โรคหัวใจ ทีมนําอายุรกรรม เพื่อปรึกษาหารือ หาแนวทางแก้ไข
• ปรับเปลี่ยนระบบการเตรียมตัวตรวจสวนหัวใจ เป็นแบบไม่ต้อง Admit โดยออกแบบเป็น OPD
case
• กําหนดแนวทางปฏิบัติสําหรับผู้ป่วยและญาติในการปฏิบัติตน
• ออกแบบเอกสารคําแนะนําแก่ผู้ป่วยและญาติ
• กําหนดแนวทางปฏิบัติสําหรับเจ้าหน้าที่ Cath lab และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ
• ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง (ห้องบัตร ศูนย์สิทธิประโยชน์ ห้องแลป)
• เก็บข้อมูลปัญหา อุปสรรค/ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
100 
 
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-
รายการ ปี 2558 ไตรมาส 1
(ระบบเดิม)
ปี 2559 ไตรมาส 1
(ระบบใหม่)
หมายเหตุ
1. จํานวนผู้ป่วย 352 ราย 223 ราย ลดลง
แพทย์ลาศึกษาต่อ 1 คน
2. จํานวนวันนอน 3 วัน 2 คืน 2 วัน 1 คืน ลดลง 1 วัน 1 คืน
3. ต้นทุนค่าบริการ
(ค่าห้อง, ค่าบริการในหอผู้ป่วย,
EKG Monitor, Infusion pump)
Admit CCU = 7,140 บาท
Admit Med = 4,740 บาท
Admit CCU = 4,760 บาท
Admit Med = 3,340 บาท
ลดลง 2,380 บาท
(33.33 %)
ลดลง 1,400 บาท
(25.54 %)
4. ร้อยละของผู้ป่ วยที่ถูกเลื่อน
เนื่องจากเตรียมตัวไม่พร้อม
0.56 0 ลดลง
5. ค่าเจาะเลือด
Lab pre-op
580 บาท 580 บาท กรณีผู้ป่ วยต่างจังหวัด เช่น
สระแก้ว ระยอง ตราด ให้
เจาะเลือดใกล้บ้าน
บทเรียนที่ได้รับ:-
• การคิดนอกกรอบหรือแนวทางใหม่ๆ
• ความมั่นใจในการเสริมพลังอํานาจให้กับผู้ป่วยที่ต้องเตรียมตัวมาตรวจสวนหัวใจ
• การศึกษาหาข้อมูลเพื่อพิจารณารอบด้าน
• ความร่วมมือพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ -
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail)..ศูนย์โรคหัวใจ โทร.
.......039-324648……..
หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
 
 
โครงการพัฒนา การพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร
เจ้าของผลงาน งานผู้ป่วยหนัก ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร
ผู้ร่วมผลงาน ปาริชาต คุณวงศ์พย.บ., สุกันดา ศรีชาติ พย.บ. ,ลาวัลย์เพชรคํา พย.บ.
ผู้นําเสนอ ปาริชาต คุณวงศ์พย.บ.
เป้ าหมาย บันทึกทางการพยาบาลในงานผู้ป่วยหนักมีความครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์ร้อยละ80บันทึกทางการ
พยาบาลมีประสิทธิภาพ สามารถอ้างอิงเป็นข้อมูลได้และผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตามแผนการ
พยาบาลที่วางไว้
ปัญหาและสาเหตุ งานผู้ป่วยหนักเป็นหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต บันทึกทางการพยาบาลที่มี
คุณภาพจะช่วยให้เกิดความครบถ้วนของข้อมูล สามารถนําข้อมูลจากการบันทึกมาใช้ร่วมกับกระบวนการ
พยาบาล ความสมบูรณ์บันทึกทางการพยาบาลงานผู้ป่วยหนัก เดือนตุลาคม 57 คิดเป็นร้อยละ 77.38 เดือน
พฤศจิกายน 57 คิดเป็นร้อยละ 75.51 (เกณฑ์ร้อยละ 80) จากการทบทวนพบว่าพยาบาลยังขาดความ
ตระหนัก ทักษะและเวลาในการบันทึกยังไม่เพียงพอทําให้การบันทึกยังไม่สมบูรณ์ รวมทั้งเอกสารมีจํานวน
มาก แบบฟอร์มในแฟ้มเวชระเบียนมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆประกอบกับการดูแลแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยต้อง
ใช้ความเร่งด่วน การบันทึกจึงล่าช้า ไม่ครอบคลุม ขาดรายละเอียด หน่วยงานจึงต้องพัฒนา นิเทศและ
ติดตามการบันทึกทางการพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กิจกรรมการพัฒนา Plan ประชุมเพื่อค้นหาโอกาสพัฒนาคุณภาพระบบบันทึกทางการพยาบาลร่วมกัน
กําหนดแนวทางปฏิบัติในการบันทึกทางการพยาบาลเพื่อให้เป็นไปในทางเดียวกัน Do  ชี้แจงความสําคัญ
ของการบันทึกทางการพยาบาลที่สมบูรณ์แก่พยาบาลและดําเนินการตามแนวทางปฏิบัติในการบันทึก
ทางการพยาบาล Check ตรวจประเมินติดตามการบันทึกทางการพยาบาลทุกครั้งที่ผู้ป่วยจําหน่ายโดย
หัวหน้าเวรในเวรนั้นและหัวหน้าเวรเช้าก่อนส่งงานเวชระเบียน Act ประเมินผลความสมบูรณ์บันทึก
ทางการพยาบาลอย่างสมํ่าเสมอ ทุกเดือน ปี วิเคราะห์ผลที่ได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติ
การประเมินผล หลังการพัฒนาการบันทึกทางการพยาบาลคะแนนความสมบูรณ์บันทึกทางการพยาบาล
ของงานผู้ป่วยหนักเดือน ธันวาคม 57–เมษายน 58 คิดเป็นร้อยละ 87.01-94.84 บันทึกทางการพยาบาลมี
คุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ ใช้ในการทบทวนการดูแลผู้ป่วยเสียชีวิตไม่คาด 2 chart ทบทวนผู้ป่วยส่งต่อ
ไม่คาด 7 chart ผู้ป่วยทุกรายได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตามแผนการพยาบาลที่วางไว้
บทเรียนที่ได้รับ การปฏิบัติที่ไม่ได้บันทึก เท่ากับ การไม่ได้ปฏิบัติ การส่งต่อข้อมูลกับสหสาขาวิชาชีพโดย
ใช้บันทึกทางการพยาบาลในการสื่อสารเป็นสิ่งสําคัญ และสิ่งท้าทายการพัฒนาคือการลดข้อบกพร่องในการ
สื่อสารจากลายมือของพยาบาล ซึ่งเราจะสามารถใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการบันทึกทางการพยาบาลเป็น
ประเด็นที่น่าติดตามต่อไป
102 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่ช่วยกันแก้ไขปัญหาในการบันทึกการ
พยาบาล
การสนับสนุนที่ได้รับจากองค์กร ให้ความรู้ เสนอแนะข้อบกพร่องและช่วยตรวจสอบมาตรฐานการบันทึก
การพยาบาล
การติดต่อทีมงาน ปาริชาต คุณวงศ์ งานผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน โทร 042 721111 ต่อ 1212
มือถือ 086-079-0641 Email parichart.er@hotmail.com
ชื่อผลงา
ที่ให้ทาง
โรงพยาบ
ชื่อเจ้าขอ
ชื่อผู้ร่วม
ชื่อผู้นําเส
เป้ าหมาย
ปัญหาแล
เก็บบันทึ
วิเคราะห์
ได้รับฉล
คุณภาพข
กิจกรรม
1.
2.
การประเ
1. ปร
คํา
2. ปร
จ่า
น/โครงการพั
งหลอดเลือดดํ
บาล/ สถาบัน
องผลงาน
มผลงาน
สนอผลงาน
ย:
ละสาเหตุ:
ทึกข้อมูลความ
ห์พบว่ามาจาก
ลาก TPN ที่ไม
ของ TPN
มการพัฒนา:
พัฒนาโปรแก
การจัดทําแน
2558 )
เมินผลของกา
ระเมินผลการ
นวณและลงข
ระเมินผลการ
ย TPN ผิดลด
พัฒนา ผลของ
ดํา
โรงพยาบ
นางสาวย
นางสาวก
นางสาวย
ความคล
ทางหน่ว
มคลาดเคลื่อน
กโปรแกรม TP
ม่ถูกต้อง นอก
กรม Microso
นวทางการจัดส
ารเปลี่ยนแปล
ใช้โปรแกรม
ข้อมูลในคอม
จัดส่ง TPN โ
ดลง และพบว่
รูปที่ 1 ค
แ
งานประช
0
5
ปี
จํานวนใบสั่ง
Disp
งกิจกรรมพัฒ
บาลพระปกเก
ยุคล จันทเลิศ
กนกวรรณ ส่
ยุคล จันทเลิศ
ลาดเคลื่อนแล
วยผสมสารอา
นในงานผสม
PN ที่ล้าหลังมี
กจากนี้การขน
oft excel สําห
ส่ง TPN ใน
ลง:
TPN ใหม่โด
มผิดลดลง และ
โดยประเมินจ
ว่าผู้รับบริการ
ความคลาดเคลื
แบบบทคัดย่
ชุมวิชาการ
ปี 56 ปี 57
ปีงบปร
ensing erro
 
 
นาต่อการลด
กล้า จังหวัดจั
ศ
สองสุข
ศ
ะในงานผสม
าหารที่ให้หล
TPN อย่างต่อ
มีข้อมูลไม่สอ
นส่ง TPN แต
รับใช้ในการ
กล่องเก็บรักษ
ดยประเมินจา
ะไม่พบการจ่
จากการลดลง
มีความพึงพอ
ลื่อนการจ่าย T
ย่อ“งานพัฒน
“โรงพยาบา
ปี 58 ปี 59 (กพ
ระมาณ
or TPN ปีงบ
2559
ลงของความค
ันทบุรี
ชื่อย่อวุฒิการ
ชื่อย่อวุฒิการ
ชื่อย่อวุฒิการ
สารอาหารที่
อดเลือดดํา(T
อเนื่อง ส่วนห
อดคล้องกับส
ต่ละหอผู้ป่วย
คํานวณ TPN
ษาความเย็นT
กความคลาด
าย TPN ที่ฉล
ของความคล
อใจในระดับดี
TPN ปีงบปร
นาคุณภาพ/
าลพระปกเก
. 59)
บประมาณ 2
ปิด
คลาดเคลื่อนใ
รศึกษา
รศึกษา
รศึกษา
ให้ทางหลอด
Total parenter
หนึ่งของความ
ารอาหารที่ใช
ยมีความแตกต
N (เริ่มใช้งานเด
TPN (เริ่มดําเ
เคลื่อนในงาน
ลากผิด (รูปที่1
าดเคลื่อนการ
ดี
ะมาณ 2556-2
/CQI”
กล้า ครั้งที่ 1
2556-
ดฉลากผิด
ในงานผสมส
ภม.
ภบ.
ภม.
ดเลือดดําลดล
ral nutrition,
มคลาดเคลื่อน
ช้จริงในปัจจุบ
ต่างกันซึ่งอาจ
ดือนมกราคม
นินการเดือน
นผสม TPN พ
1)
รจ่าย TPN พบ
2559
4”
สารอาหาร
ง
TPN )ได้
เมื่อนํามา
บัน ทําให้
จส่งผลต่อ
ม 2559)
มกราคม
พบว่าการ
บว่ามีการ
104 
 
บทเรียนที่ได้รับ:จากผลการพัฒนาโปรแกรมและการจัดส่ง TPN พบว่ามีแนวโน้มลดอุบัติการณ์ความ
คลาดเคลื่อนในส่วนของขั้นตอนกระบวนการผสมและการจ่าย TPN
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ: การพัฒนาและปรับปรุงโปรแกรม TPN เกิดขึ้นจากการนําข้อผิดพลาดจาก
ความคลาดเคลื่อนที่บันทึกมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาโปรแกรม และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทุกคนปฏิบัติ
ตามหน้าที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: สามารถเบิกอุปกรณ์การจัดส่งจากหน่วยงานพัสดุได้
ส่วนโปรแกรม TPN ถ้าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยสารสนเทศให้สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลผู้ป่วยจะทํา
ให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น
การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวยุคล จันทเลิศ โทร.090-9098532 หรือ 3120
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา วิถีแห่งความสุขของคนในห้องเอกซเรย์
โรงพยาบาล/ สถาบัน ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ชื่อเจ้าของและผู้นําเสนอผลงาน นายมนูญ ตนัยโชติ วุฒิการศึกษา ศม. (วิทยาศาสตร์ศึกษา)
เป้ าหมาย:- 1. เพื่อสร้างความสุขในการทํางานและอยู่ร่วมกันของเจ้าหน้าที่เอกซเรย์
2. เพื่อสร้างความพึงพอใจในการมาใช้บริการเอกซเรย์ของผู้มาใช้บริการ
ปัญหาและสาเหตุ:-
งานรังสีวินิจฉัย ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้บริการเอกซเรย์ผู้ป่วยโรคหัวใจใน
ภาคตะวันออก เฉียงเหนือและด้วยจํานวนผู้มาใช้บริการเอกซเรย์จํานวนมาก รวมทั้งนโยบายหน่วยงานไม่
จัดสรรอัตรากําลังเจ้าหน้าที่เพิ่ม แต่ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานแทน ทําให้เจ้าหน้าที่เอกซเรย์รับภาระ
งานที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เอกซเรย์เกิดความเครียดอันเนื่องมาจากการให้บริการเอกซเรย์
ไม่ทันเวลากับจํานวนของผู้มาใช้บริการ ดังนั้น งานรังสีวินิจฉัย จึงหาวิถีแนวทางการสร้างความสุขให้กับ
เจ้าหน้าที่เอกซเรย์และความพึงพอใจของผู้ที่มาใช้บริการเอกซเรย์โดยเริ่มนําวิถีแห่งความสุขของคนในห้อง
เอกซเรย์มาเริ่มใช้เดือนพฤศจิกายน 2554 จนถึงปัจจุบัน
กิจกรรมการพัฒนา:- วิถีแห่งความสุขของคนในห้องเอกซเรย์ มีวิธีการและแนวทาง ดังนี้
ลําดับ
ที่
วิธีการและแนวทาง ความสุขและประโยชน์ที่ได้รับ
1 การกําหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจหน่วยงาน ที่
สามารถทําได้จริงตามเวลาที่กําหนด
ทุกคนมีเป้าหมายการทํางานที่ชัดเจนและมีมั่นใจในทํางานที่
จะไปสู่เป้าหมายได้จริงตามเวลาที่กําหนด
2 การจัดทําแผนงานร่วมกัน ทุกคนได้มีส่วนร่วมกําหนดแผนงานและเกิดความร่วมมือกัน
3 การประชุมในงาน ทุกสัปดาห์ ทุกคนได้รับทราบข่าวสารและพูดคุยกันถึงปัญหาที่เจอ
4 การหมุนเวียนปฏิบัติงาน ในรอบสัปดาห์ ความเสมอภาคกันและสามารถทดแทนงานกันได้
5 การร่วมทํา กิจกรรม 5 ส ทุกสัปดาห์ เป็นกิจกรรมส่งเสริมความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน
6 การศึกษาดูงานหน่วยงานอื่น ได้ข้อมูลและประสบการณ์เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ
7 การนําเทคโนโลยีมาใช้ในหน่วยงาน ขั้นตอนการทํางานลดลงและความเสี่ยงต่างๆลดลง
8 การมีสื่อแจ้ง ขั้นตอนการให้บริการ ที่ชัดเจน
เพื่อผู้ใช้บริการรับรู้ได้ด้วยตนเอง
คําแนะนําของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและผู้มาใช้
บริการเข้าใจถึงขั้นตอนบริการได้รวดเร็ว
9 การประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้นํามาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขและพัฒนางานให้ดียิ่งๆขึ้นไป
10 การเป็นหน่วยงานตัวอย่างที่ดี ด้านพัฒนา
วิชาชีพและสร้างความสุขควบคู่กับคุณภาพ
สร้างความภูมิใจและความสุขให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นกําลังใจ
ในการปฏิบัติตามวิถีแห่งความสุขต่อเนื่องไป
106 
 
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-
หัวเรื่อง พ.ศ.2554 พ.ศ.2555 พ.ศ.2556 พ.ศ.2557 พ.ศ.2558
1. ความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ 70 % 95 % 95 % 90 % 95 %
2. ความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ
เอกซเรย์
75 % 87 % 88 % 87 % 91 %
บทเรียนที่ได้รับ:- การเปลี่ยนแปลง เป็นโอกาสที่สําคัญในการสร้างวิถีแห่งความสุขของของคนในห้อง
เอกซเรย์
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- การสร้างความรักความสามัคคีในหน่วยงานส่งผลให้เกิดความร่วมมือร่วมใจใน
การปฏิบัติตามวิธีการและแนวทางวิถีแห่งความสุขของของคนในห้องเอกซเรย์จนประสบความสําเร็จได้ใน
ระยะเวลาอันสั้น
การสนับสนุนที่ได้รับจากหน่วยงาน:- หน่วยงาน สนับสนุนและมอบรางวัลทั้งในระดับหน่วยงานและตัว
บุคคล
การติดต่อกับทีมงาน:- นายมนูญ ตนัยโชติ โทรศัพท์084-4099951 E-mail : mantan@kku.ac.th
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา......ผลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลคีรีมาศตามกรอบแนวคิด
ของ 4 P model .................
ชื่อเจ้าของผลงานและผู้นําเสนอ ปิยพงศ์สอนลบ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นส.มาตุพร นทีประสิทธิพร พย.ม. พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน ,นางเพ็ญทหัย ธรรม์ปพนธ์
วทบ.กายภาพบําบัด , นายฉัตรนัยน์ พุฒฟัก วทบ.กายภาพบําบัด
เป้ าหมาย: เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ
ปัญหาและสาเหตุ:- โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน เป็นฆาตรกรเงียบที่รอเวลาพรากชีวิตประชากรไทย ใน
โรงพยาบาลคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัยมีจํานวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะเฉียบพลันเข้ารับบริการ
ระหว่างปี 2555 2556 และ 2557 เท่ากับ 53,60 และ 73 ราย ตามลําดับ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่มีความ
เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีความหลากหลายตามบทบาทของแต่
ละสหสาขาวิชาชีพ ด้วยเหตุนี้ทีมผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร่วมกันลงมติที่จะทําการปรับ
กระบวนทัศน์ในการผู้ป่วยโรคเลือดหลอดสมองโดยใช้กรอบแนวคิดของ 4 P Model โดยหวังว่าผู้ป่วยจะ
ได้การเข้าถึงที่รวดเร็ว ประเมินและวินิจฉัยที่ถูกต้อง ส่งต่อทันเวลา เสริมพลังในการสังเกตอาการและดูแล
ตนเอง ดูแลเนื่องโดยผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน
กิจกรรมการพัฒนา ทําการปรับกระบวนทัศน์ในการดูแลตามกรอบ 4 P model ดังนี้ P1 : Prevention มี
กิจกรรมการดูแลตามขั้นตอนของ S.I.C. ( S : Screen stroke risk score / I : Intervention care / C :
Continuous care) P2 : Protection Complication มีกิจกรรมการดูแลตามขั้นตอนของ A. C. T. ( A : Ask
On set / C : Check Exclusion criteria / T : Transfer for ER ) P3 : Planning discharge มีกิจกรรมการดูแล
ตามขั้นตอนของ C3.T . (C : Care map / C : Caregiver / C : Continuous care / T : Team work ) P4
:Palliative care มีกิจกรรมการดูแลตามขั้นตอนของ 2P.S.H .( P : Patient center & Family inclusive / P :
Pain control / S : Spiritual care / H : Home care )
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- จากการติดตามผลการดําเนินงานตั้งเดือนตุลาคม 2557 ถึง เดือน
กันยายน2558 สรุปผลดังนี้ 1.ร้อยของการคัดกรองความเสี่ยงการเกิดโรคเลือดสมองในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน
ความดันโลหิตสูงที่ได้รับการลงทะเบียนในคลินิกโรคเรื้อรัง เป็น 100 % 2.อัตราการเกิดผู้ป่วยโรคหลอด
เลือดสมองเฉียบพลัน19.18 % 3.ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบ ที่มีอาการและอาการแสดง
ตามข้อบ่งชี้การให้ยา rt-PA ได้รับยา 33.33 % 4.ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบ ได้รับการส่ง
ต่อเพื่อการดูแลต่อเนื่องในชุมชน 85.24 %
บทเรียนที่ได้รับ/ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้ลด
จํานวนผู้ป่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ ผู้ป่วย Stroke ที่มีอาการและอาการแสดงตามข้อบ่งชี้การ
ให้ยา rt-PA และผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องในชุมชน
108 
 
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร โรงพยาบาลคีรีมาศ จ. สุโขทัย
การติดต่อกับทีมงาน:-โรงพยาบาลคีรีมาศ จ.สุโขทัย โทร. 055-695168 / 08-95656366
E-mail: Piyapong_sonlop@hotmail
ชื่อผลงาน
โรงพยาบ
ชื่อเจ้าขอ
ชื่อผู้ร่วม
ชื่อผู้นําเส
เป้ าหมาย
ปัญหาแล
เลือดไป
ผิวหนังก็
เท้าโรคเบ
และเป็น
ตัดขา กา
อักเสบ D
โรคเบาห
สามารถ
การทําให
บาดแผล
ให้บริกา
แนวทาง
กิจกรรม
องค์ควา
สามารถ
รวมถึงวิธี
การประ
เป็นวันที่
น/โครงการ พ
บาล/ สถาบัน
องผลงานนาง
มผลงาน นางส
นางสาวว
นางกัณฑิ
สนอผลงาน น
ย:- เพื่อลดร
ละสาเหตุ:- โ
เลี้ยงเท้าไม่พ
ก็ทําให้เกิดแผ
บาหวานเป็นโ
สาเหตุให้ถูก
ารตรวจเท้าเป็
Diabetic ne
หวานที่ถูกตัด
ป้ องกันการถู
ห้แผลหายเพื่อ
ลมาช่วยในก
รด้านบาดแผ
ในการดูแลแ
มการพัฒนา:-
มรู้ในการทํา
ใช้ในการทําแ
ธีการปฏิบัติตั
เมินผลของก
ที่เพื่อให้ดูก่อน
พัฒนาการดูแ
บําราศนราดูร
สาวอรุณรัตน
สาวฉวีวรรณ
วรัตถ์นันท์ เวี
ฑิมา วงษ์บุญมี
นางสาวอรุณรั
ะยะเวลาการห
โรคเบาหวาน
พอเกิดแผลเนื่
ผล นอกจากนั้
โรคที่มีภาวะ
กตัดเท้า การป้
ปนประจํา
europathy
เท้าส่วนใหญ่
ถูกตัดขา บท
อเลี่ยงที่จะทํา
การดูแลแผลผ
ผล จึงได้นําม
ผลลักษณะนี้
คิดหาวิธีกา
าแผลมาช่วย
แผลเบาหวาน
ตัวของผู้ป่วยเอ
การเปลี่ยนแป
นหลัง
แ
งานประช
ลแผลผู้ป่วยเบ
ร จังหวัดนนท
น์ เพิ่มผล ชื่อ
ศรีอําไพ ชื่อ
วียสุวรรณ ชื่อ
มี ตําแหน่ง ชื่
รัตน์ เพิ่มผล
หายของแผลแ
ทําให้เกิดโรค
องจากขาดเลื
นั้นโรคแทรก
แทรกซ้อนหล
ป้ องกันการถูก
แผลที่เท้าขอ
โครงสร้างขอ
ญ่เกิดจากแผลที
บาทของพยา
ให้ผู้ป่วยได้รั
ผู้ป่วยกลุ่มนี้
าใช้ในการดูแ
้ต่อไป
ารที่จะทําแผล
ให้แผลดีขึ้น
น จึงตกลงบริ
องระหว่างกา
ลง:-ประเมิน
ลักษณะแผล
แบบบทคัดย่
ชุมวิชาการ
 
 
บาหวาน
ทบุรี
อย่อวุฒิการศึก
ย่อวุฒิการศึก
อย่อวุฒิการศึก
อย่อวุฒิการศึ
ชื่อย่อวุฒิการ
และเพื่อลดค่า
คแทรกซ้อนที
ลือด ปลายปร
ซ้อนทางผิวห
ลายระบบ ภา
กตัดเท้าจะต้อ
องผู้ป่วยโรคเบ
องเท้าผิดปก
ที่เท้าเป็นตัวน
าบาลศัลยกรร
รับการตัดอวัย
มีส่วนช่วยได
แลแผลผู้ป่วยเ
ลอย่างไรเพื่อใ
ได้ ดังนั้นจึง
ริการกับผู้ป่วย
ารรักษา
ลักษณะแผล
ครั้งแรก
อ“งานพัฒน
“โรงพยาบา
กษาพยบ.
กษาพยบ.
กษาพยบ.
ศึกษาพยบ.
รศึกษาพยบ.
าใช้จ่ายในกา
ที่เท้าซึ่งมีสาเห
ระสาทอักเสบ
หนังเช่นผิวแห
าวะแทรกซ้อน
องมีความรู้เรื่อ
บาหวานจะเกิ
ติ และหลอด
นํา หากวินิจฉั
รมในเรื่องการ
ยวะนั้นๆ การน
ด้มาก ดังนั้น
เบาหวานที่มีโ
ให้แผลเบาหว
งมีการประเมิ
ยถึงวิธีการที่จ
โดยการถ่ายภ
ลักษณะแผล
นาคุณภาพ/
ลพระปกเกล
รทําแผลภายใ
หตุจากหลอด
บทําให้เกิดแผ
ห้ง เชื้อราก็เป็
นที่เท้าทําให้เ
องเบาหวาน
กิดจาก แผลที่
ดเลือดไปเลี้ยง
ฉัยตั้งแต่เริ่มแร
รดูแลแผลผู้ป่
นําปัจจุบันอง
นเพื่อจะได้ใช้
โอกาสจะถูกต
วานดีขึ้นและ
มินแผลของผู้
จะทําแผลแล
ภาพเปรียบเที
ครั้งสุดท้าย
/CQI”
ล้า ครั้งที่ 14
ใน1 เดือน
ดเลือดที่ไปเลี้
ผลกดทับ การ
ปนสาเหตุให้เ
กิดแผลเบาห
ปัจจัยเสี่ยงขอ
เท้าจากปลาย
งที่เท้าตีบ
รกและให้การ
ปวยเบาหวาน
งค์ความรู้เรื่อง
ช้องค์ความรู้
ตัดอวัยวะนั้น
ะไม่ถูกตัดนิ้วเ
ผู้ป่วยและหา
ะค่าใช้จ่ายที่จ
ทียบโดยตั้งค่า
4”
้ยงเท้าตีบ
รติดเชื้อที่
กิดแผลที่
วานที่เท้า
องการถูก
ยประสาท
ผู้ป่วย
รรักษาจะ
กลุ่มนี้คือ
งการดูแล
ที่มีอยู่มา
น เพื่อเป็น
เท้า จึงนํา
วัสดุที่จะ
จะเกิดขึ้น
าไฟล์ภาพ
110 
 
บทเรียนที่ได้รับ:- 1.ความท้าทายคือการหายของแผลเบาหวานถ้าหากผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการ
ควบคุมระดับนํ้าตาล แผลจะหายเร็วหรือไม่ 2.การเลือกวัสดุในการในการช่วยทําแผลเพื่อให้เหมาะกับการ
ทําแผลนั้นๆสําคัญคือการประเมินลักษณะแผล 3.สิ่งที่จะแตกต่างไปจากเดิมคือการนําองค์ความรู้มาใช้ใน
การทําแผล การช่วยประเมินแผล เป็นสิ่งที่พยาบาลต้องมีความรู้เพื่อช่วยในการทําแผลให้ผู้ป่วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและทําให้ผู้ป่วยไม่ต้องถูกตัดนิ้วเท้า ซึ่งทําให้ผู้ป่วยมีความ
พึงพอใจอย่างมาก
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้บริหารให้การสนับสนุนบุคลากรในการพัฒนางาน
คุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การติดต่อกับทีมงาน:- อรุณรัตน์ เพิ่มผล 096-0300875 email apermpon@gmail.com
หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา การบริหารจัดการหอผู้ป่วยวัณโรค
สถาบัน บําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงานONE STOP SERVICE การมารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นางอุทัยวรรณ สิงห์คํา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
2.นางสาว นรกมล ใหม่ทอง ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
3.นางสาว พัชรี ปุญญศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
4.นางสาว พัชรินทร์ ชอบค้า ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว ศิริมา เทพสุภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
เป้ าหมาย:-(ระบุเป้ าหมายของโครงการในหนึ่งประโยค โดยมี format ดังนี้: เพื่อเพิ่ม/ลด (อะไร/เท่าไร)
ภายในเวลาเท่าไร [อาจจะระบุพื้นที่ด้วย] สําหรับโครงการด้าน humanized healthcare อาจไม่ต้องระบุ
เป้าหมายที่เป็นตัวเลข
ระยะเวลาในการมารับบริการRABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือ
เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระดับ 3 เฉียบพลัน ตามเกณฑ์การประเมินเพื่อจําแนกประเภทของผู้ป่วยตามระดับความ
รุนแรงของการเจ็บป่วย “ฉบับปรับปรุง” และมีขั้นตอนลดลง
ปัญหาและสาเหตุ:-(ระบุว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขคืออะไรมีผลกระทบต่องานหรือการดูแลผู้ป่วยอย่างไร
เกิดขึ้นที่ไหนเกี่ยวข้องกับใครบ้างมีสาเหตุสําคัญจากอะไร)ขั้นตอนการมารับบริการ RABIES VACCINE
ครั้งแรกของผู้รับบริการมีความยุ่งยากซับซ้อน และหลายขั้นตอน ดังนี้คือ รับบัตรคิว ซักประวัติที่คัดกรอง
และนั่งรอรับการตรวจที่ห้องผู้ป่วยนอกศัลยกรรม หรือผู้ป่วยนอกอายุรกรรม และกุมารเวชกรรมตามระดับ
ความรุนแรงของโรค ถ้ามีการฉีดยา Immunoglobulin คือ ERIC ก็ต้องมาทดสอบยาที่หน่วยงานอุบัติเหตุและ
ฉุกเฉินก่อน ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาก็ต้องกลับไปพบแพทย์ตามแผนกอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนยาเป็น HRIC ซึ่งต้องใช้
ระยะเวลานานมากกว่าผู้ป่วยจะได้รับการฉีดวัคซีนและ Immunoglobulin
ระยะเวลาที่รับบริการ สถิติระยะเวลาการมารับบริการ ปี 2556
ตุลาคม (n=6) พฤศจิกายน (n=11) ธันวาคม (n=6)
ค่าเฉลี่ยของเวลาที่รับ
บริการ (นาที)
185.33 146.82 93.83
กิจกรรมการพัฒนา:-(1.ระบุแนวคิดการออกแบบกิจกรรมการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง 2. ระบุประเด็น
การพัฒนาในลักษณะของ bullet หรือแต่ละ bullet มีความชัดเจนในตัวเอง โดยเริ่มประโยคด้วยคํากริยาที่
เน้นวิธีการลงมือทํากิจกรรมให้รายละเอียดที่เพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทีมได้ทําอะไรไปบ้าง(การใช้คํา
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
112 
 
ย่อคําแรกขอให้ระบุคําเต็มไว้ด้วย)- ใช้การลดขั้นตอนและระยะเวลา โดยใช้กระบวนการ “ONE
STOP SERVICE การมารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ” โดยเมื่อทําประวัติที่ห้อง
บัตร และซักประวัติที่คัดกรองเสร็จแล้ว ให้ส่งตรวจและทําแผลที่ห้องฉุกเฉินได้เลยทันที
1. ประชุมทําความเข้าใจกับพยาบาลและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
2. ประชุมกับพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยถึงกระบวนการ “ONE STOP SERVICE การมารับบริการ
RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ”
3. เวียนหนังสือเวียนให้แพทย์ที่อยู่เวรห้องฉุกเฉินรับทราบ
4. เขียน Flow ผู้ที่มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-(1.ระบุวิธีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นการประเมิน
เชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ 2.ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้แสดงกราฟผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
โดยแนบ Excel spreadsheet ซึ่งมี run chart ของข้อมูลที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงการโดย plot
ตามลําดับเวลาอย่างน้อยควรจะมีกราฟผลลัพธ์หนึ่งภาพ 3.วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้แก้ปัญหาที่เป็น
จุดเริ่มต้นได้เพียงใด)
ผลการติดตามการลดระยะเวลาของผู้มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรก ตั้งแต่ เดือน มกราคม–
มีนาคม พ.ศ. 2557
ระยะเวลาที่รับบริการ สถิติระยะเวลาการมารับบริการ ปี 2557
มกราคม (N=18) กุมภาพันธ์ (N=13) มีนาคม (N=8)
ค่าเฉลี่ยของเวลาที่รับ
บริการ (นาที)
78.83 73.08 63.13
บทเรียนที่ได้รับ:- (เขียนบทเรียนที่ได้รับในลักษณะของ bullet ในประเด็นต่อไปนี้ 1.ปัญหาหรือความท้า
ทายที่เกิดขึ้นในระหว่างดําเนินโครงการและวิธีการจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น 2.ข้อแนะนําในสิ่งที่ควร
ปฏิบัติในลักษณะที่เป็น action-oriented และเหตุผลซึ่งชี้ให้เห็นความสําคัญของเรื่องนั้น 3.สิ่งที่จะแตกต่าง
ไปจากเดิมในคราวหน้า)
ผลการติดตามการลดระยะเวลาของผู้มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรก ตั้งแต่ เดือน
มกราคม– มีนาคมพ.ศ. 2557 พบว่า ระยะเวลา และขั้นตอนในการมารับบริการ Rabies vaccine ครั้งแรก
ลดลงตามเกณฑ์
แสดงให้เห็นว่า การลดขั้นตอนของผู้มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกแบบ 0ne stop service ช่วย
ลดระยะเวลาในการรักษา ทําให้ผู้มารับบริการได้รับการฉีดยาอย่างเร็วที่สุด และยังสามารถนําไปใช้กับ
ระบบการลดขั้นตอน และระยะเวลาของผู้มารับบริการในบริการประเภทอื่นในหน่วยงาน
 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือของทีมแพทย์ พยาบาล ผู้ป่ วยและญาติ เพื่อความปลอดภัยและความ
พึงพอใจของผู้รับบริการ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร
ทางสถาบันฯได้มีการเปิดโอกาสให้บุคลากรสถาบันทํางานพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การติดต่อกับทีมงาน:-นางสาวศิริมา เทพสุภา ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน สถาบันบําราศนราดูร
เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....๐๘๖-๗๘๙๖๗๙๙.....E-mail.....simy.er3433@gmail.com
หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1หน้า 
114 
 
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
ชื่อผลงาน การพัฒนารูปแบบการเปลี่ยนสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเครื่องดมยาสลบ
โรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์ จังหวัด อุบลราชธานี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางอมรา ลีแสน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.บ.(พยาบาล)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1)นางสาวเรืองอุไร ธิเดช ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. 2)นางสาวดวงใจ วงศ์วิชิต ชื่อย่อวุฒิ
การศึกษา พย.บ. 3)นางสาวญานิณทร สมเนตร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. 4)นางอจิราวดี ราชมณี ชื่อย่อวุฒิ
การศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางอมรา ลีแสน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.บ.(พยาบาล)
เป้ าหมาย:- เพื่อลดปริมาณการใช้สารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สําหรับเครื่องดมยาสลบลงร้อยละ 30
และลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ปัญหาและสาเหตุ:- การดมยาสลบผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด จะต้องมีเครื่องดมยาสลบ โดยทั่วไปจะใช้วงจร
วางยาสลบแบบที่นําก๊าซวนกลับมาใช้ในระบบต่อโดยมีสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะบรรจุอยู่
ในภาชนะ ทําหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของผู้ป่วย เดิมยังไม่มีแนวทางการ
ปฏิบัติในการใช้ทางกลุ่มจึงได้จัดทําแนวทางการใช้ต่อมาสังเกตเห็นว่าสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ที่ถูกทิ้งน่าจะยังคงมีประสิทธิภาพ จึงเก็บข้อมูลปริมาณการเบิกย้อนหลัง 5 เดือนจากเดือนพ.ค.-ก.ย. 2558
พบว่าเฉลี่ยเบิกเดือนละ 25.2 แกลลอน ราคา 950 บาท/แกลลอน เป็นเงิน 23,940 บาท ประกอบกับการที่กลุ่ม
งานมีเครื่องมือวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของผู้ป่วย จึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยน
แนวทางการใช้ใหม่ที่น่าจะช่วยลดปริมาณการใช้และลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง
กิจกรรมการพัฒนา:- ทบทวนและวิเคราะห์สถานการณ์และสาเหตุของปัญหา จากแนวทางปฏิบัติเดิมคือตึก
พยาธิ ให้ทําการเปลี่ยน และล้างภาชนะบรรจุทุกวันทําการสุดท้ายของสัปดาห์ ตึกวิชิตทําทุกวันทําการแรก
ของสัปดาห์ สืบค้นข้อมูล พบว่าสามารถใช้สารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จนพบค่าปริมาณก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของผู้ป่วย มีปริมาณ 1-2 mmHg จึงจัดทําแนวทางการใช้แบบใหม่คือ
1)จัดหาภาชนะบรรจุสํารอง 2)ให้เปลี่ยน เมื่อ inspire ETCO2 มีค่า 1-2 mmHg 3) เก็บข้อมูลการเบิกสารดูด
ซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากเดือนต.ค.58 – ก.พ. 59
การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- ประเมินจากปริมาณการเบิกสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน
แต่ละเดือนพบว่าปริมาณการเบิกสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละเดือนลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ
25.2 แกลลอนเป็นเดือนละ 17.8 แกลลอน คิดเป็นร้อยละ 29.4 ค่าใช้จ่ายลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ 23,940 บาท
เป็นเฉลี่ยเดือนละ 16,910 บาท คิดเป็นร้อยละ 29.4 ผลทางอ้อมคือปริมาณขยะลดลง
บทเรียนที่ได้รับ:- ปัญหาหรือความท้าทายที่เกิดขึ้นคือวิสัญญีพยาบาลบางคนรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวว่าจะมี
ผลเสียต่อผู้ป่วย จึงต้องสาธิตวิธีการเปลี่ยนและบางครั้งอํานวยความสะดวกโดยช่วยล้างภาชนะบรรจุให้
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:-ทําเป็นตัวอย่าง และทําเป็นทีมจะช่วยให้เกิดความร่วมมือในหน่วยงาน
 
 
การติดต่อกับทีมงาน :- นางอมรา ลีแสน สถานที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์
เบอร์โทรศัพท์มือถือ : 0810711060 E-mail : amleetoy_05@hotmail.com
116 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยทางคลินิก.....การพัฒนาระบบเพื่อดูแลภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด ( Neonatal
Jaundice)
โรงพยาบาล แก้งสนามนาง จังหวัด นครราชสีมา
ชื่อเจ้าของผลงาน..นางเรณู จําชาติ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน.นางวิภารัตน์ ลครพล ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางเรณู จําชาติ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต)
เป้ าหมาย
1. เพื่อลดภาวะตัวเหลืองในทารกแรกคลอด
2. เพื่อลดวันนอนในการรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลือง
3. เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลือง
4. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทํามาตรฐานการพยาบาลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง
ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ
ปัจจุบันภาวะตัวเหลืองเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด สาเหตุดังกล่าวจะทําให้บิลิรูบินเข้า
สู่สมองและทําให้สมองพิการได้ในที่สุด
จากการศึกษาข้อมูลปี 2555 งานห้องคลอด โรงพยาบาลแก้งสนามนาง พบภาวะตัวเหลืองใน
ทารกแรกเกิด 26 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.1 จึงได้วางแผนพัฒนาระบบการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองงาน
ห้องคลอด โรงพยาบาลแก้งสนามนางขึ้น
กิจกรรมพัฒนา
ขั้นตอนการดําเนินงาน ปีงบประมาณ 2558
1. นําแนวทางการรักษา CPG การรักษาทารกแรกเกิดตัวเหลือง กลุ่มงานกุมารเวชกรรม
โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มาใช้เป็นแนวทางการดูแลต่อเนื่อง
2. ส่งตรวจเลือดคัดกรอง (Hct / Microbillirubin) เมื่อทารกอายุครบ 48 ชั่วโมงทุกราย หรือ
ทารกอายุก่อน 48 ชั่วโมงที่แพทย์มีคําสั่งการส่งตรวจคัดกรอง
3. นําเครื่อง Double Phototherapy มาใช้ในการรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ร่วมกับเครื่อง
Phototherapy LED (หลอดไฟสีม่วง)
4. จัดทํา CQI การพัฒนาการดูแลทารกที่มีภาวะลิ้นติด (Tongue tie) ต่อเนื่อง เพื่อป้องกันสาเหตุ
ที่จะทําให้ทารกที่มีภาวะตัวเหลือง
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
5. ยังขยายบริการรับผู้ป่วยตัวเหลืองที่แพทย์วินิจฉัยว่าต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากงาน
ผู้ป่วยนอกและงานอุบัติเหตุฉุกเฉินเพิ่ม ไม่เฉพาะในเวลาราชการ แต่ดูตามอัตราการครองเตียง
ที่ห้องคลอด (รับรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลืองได้2 เตียง
การวัดผล และผลของการเปลี่ยนแปลง
ตัวชี้วัด
1. ทารกมีภาวะตัวเหลือง เพิ่มขึ้น 32.30 %
2. ระยะเวลาวันนอนเฉลี่ย ลดลง 26.1 % (0.88 วัน)
3. ค่ารักษาเฉลี่ย ลดลง 34.1 % (1,123 บาท)
บทเรียนที่ได้รับ
1. การกําหนดรูปแบบการดูแลรักษาภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดที่ชัดเจนตามบริบทของ
โรงพยาบาล ทําให้มีการดูแลอย่างเป็นองค์รวม(Holistic) มีการพัฒนาคุณภาพการดูแลอย่าง
ต่อเนื่อง(Continuous Quality Improvement) ส่งเพื่อให้เกิดการบริการที่มีความ ปลอดภัย
(Safety) คุณภาพการบริการที่ดี (Quality) ต้นทุนที่ลดลง (Cost)
2. เรียนรู้การพัฒนางานโดยการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการบริการผู้ป่ วยที่มี
ประสิทธิภาพ
การติดต่อกับทีมงาน
นางเรณู จําชาติ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ....สถานที่ปฏิบัติงาน..ห้องคลอด ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลแก้ง
สนามนาง
เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....0956207652......E-mail...... renoo2518@hotmail.com
118 
 
ชื่อเรื่องงานวิจัยทางคลินิก การเปลี่ยนชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา
โรงพยาบาล แก้งสนามนาง จังหวัด นครราชสีมา
ชื่อเจ้าของผลงาน..นางสาวสุวิมล ทรัพย์เรืองศรี.......ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พย.บ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต)......
ชื่อผู้ร่วมผลงาน...(ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ)
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน.. ..นางสาวสุวิมล ทรัพย์เรืองศรี.......ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พย.บ. (พยาบาลศาสตร์
บัณฑิต)......
เป้ าหมาย
เพื่อป้องการการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อบริเวณที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา
ที่มาของปัญหาและสาเหตุโดยย่อ
จากการเก็บข้อมูลของหน่วยงานแผนกตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแก้งสนามนาง 3 ปีย้อนหลัง พบว่า
ผู้ป่วยที่ได้รับสารนํ้าทางหลอดเลือดดํามีจํานวนเพิ่มมากขึ้น พบว่ามีบางรายที่ไม่ได้เปลี่ยนชุดการให้สารนํ้า
ทางหลอดเลือดดําตามที่กําหนดคือไม่เกิน 3 วัน อาจเกิดภาวการณ์อักเสบของหลอดเลือดดําได้ง่ายขึ้น และ
เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
กิจกรรมการแก้ปัญหา/พัฒนา
เมื่อผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแก้งสนามนาง มีแผนการรักษาที่ต้องให้
สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา พยาบาลเตรียมสารนํ้าตามแผนการรักษาของแพทย์ และติดสติกเกอร์แถบสีที่
กระเปาะชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา (แบบเดิม) และเพิ่มการติดสติกเกอร์ ระบุวัน/เดือน/ปี ที่จะเปลี่ยน
ชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา (แบบใหม่) โดยกําหนดการเปลี่ยนชุดให้สารนํ้า Three -Way , Extension
tube ทุก 3 วัน โดยใช้สติกเกอร์สีมากําหนดตามวัน ได้แก่ วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์ สีเหลือง เป็นต้น
ดังรูปประกอบ
แบบเดิม แบบใหม่
การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง
ผลของการเปลี่ยนแปลง คือ
1. พบจํานวนผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนชุดการให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดําลดลง
2. พบผู้ป่วยที่เกิดรอยแดงบริเวณเส้นเลือดที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดําลดลง
3. ไม่พบผู้ป่วยที่เกิดภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อจากบริเวณที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดําจากการไม่
เปลี่ยนชุดการให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
บทเรียนที่ได้รับ
1.เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อบริเวณที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา
2.เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ที่ให้การดูแลผู้ป่วยเกิดความตระหนักในกิจกรรมการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐาน
วิชาชีพ
3.เพื่อให้ผู้รับบริการและญาติเกิดความพึงพอใจต่อบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับ
สารนํ้าทางหลอดเลือดดําและมีความเชื่อถือศรัทธาในวิชาชีพ
การติดต่อกับทีมงาน
นางสาวสุวิมล ทรัพย์เรืองศรี พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ....สถานที่ปฏิบัติงาน..ตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาล
แก้งสนามนาง...
เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....0818784880......E-mail...... suwimol2012@gmail.com......
120 
 
ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา..... “หมอไม่ต้องลงมา เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง”ร่วมคิด พาทํา สู่ความเข้มแข็งใน
การการควบคุมป้องโรคไข้เลือดออก กรณีศึกษา บ้านโนนรัง หมู่ที่ 2 ตําบลแก้งสนามนาง
โรงพยาบาลแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อเจ้าของผลงาน..นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี
ชื่อย่อวุฒิการศึกษา...วทบ.(สาธารณสุขศาสตร์)
ชื่อผู้ร่วมผลงาน. 1 นางรุ่งทิวา พลอยสุวรรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา....พยบ.
2. นางสาวภคอร เกษนอก ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ.
3 นางสาววรุณยุภา ภักดีไทย ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
4 นางสาวโชติกา คําสิงห์นอก ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(สาธารณสุขศาสตร์)
เป้ าหมาย
1. เพื่อให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชุมชน
2. เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างกลไกการทํางาน และควบคุมโรคเบื้องต้นด้วยตนเอง
3. เพื่อไม่เกิดผู้ป่วยไข้เลือดออก Generation 2
ปัญหาและสาเหตุ
ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสําคัญของพื้นที่ตําบลแก้งสนามนาง ในปี พ.ศ. 2558 ตําบล
แก้งนามนางพบผู้ป่วยทั้งหมด 34 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ย.58) ซึ่งเกินค่ามัธยฐาน 5 ปี ย้อนหลัง
บ้านโนนรัง พบผู้ป่วยเป็นรายแรกของพื้นที่ตําบลแก้งสนามนางมีครัวเรือนทั้งหมด 172 ครัวเรือน
ประชากรทั้งหมด 449 แต่ยังไม่มีแนวทางในการควบคุมป้องกันโรคของหมู่บ้านที่ชัดเจน ครัวเรือนที่เลี้ยง
หม่อนไหมไม่ยินยอม จึงเป็นปัญหาในการควบคุมการระบาดครั้งนี้
กิจกรรมการพัฒนา
1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข PCU รับแจ้งพบผู้ป่วยไข้เลือดออกในพื้นที่ ประสาน อสม. อสม.ประสาน
ทีมงานและนัดหมาย 2. สนทนากลุ่ม วางแผนในการควบคุม ป้ องกันการระบาดของไข้เลือดออก
ร่วมกันระหว่าง อสม. ผู้นําชุมชน หัวหน้าคุ้ม และ จนท.ศูนย์สุขภาพชุมชนตําบลแก้งสนามนาง
3. เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการกําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลุกนํ้ายุงลาย การควบคุมป้ องกันโรค
ไข้เลือดออก
4. สร้างแนวทาง และกําหนดมาตรการในการควบคุมป้ องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชนโดย
มาตรการมาจากข้อตกลงร่วมกันของชุมชน
5. อสม. ผู้นําชุมชน หัวหน้าคุ้ม ลงพื้นที่สอบสวนโรค กําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกนํ้ายุงลาย และให้
ผู้นําชุมชนประชาสัมพันธ์มาตรการทันที
แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
6. คืนข้อมูลการสอบสวนโรคเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ และผู้นําชุมชน
ประชาสัมพันธ์มาตรการและสรุปผลการดําเนินการควบคุมโรคในครั้งนี้ให้ประชาชนรับทราบ และนําไป
ปฏิบัติ
การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง
1. ชุมชนเกิดการเรียนรู้จากการ ร่วมคิด พาทํา ทําให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
2. ชุมชนสามารถสร้างกลไกการทํางานได้ด้วยตนเอง
3. ไม่เกิดผู้ป่วยไข้เลือดออก Generation 2 และ ค่าดัชนีลูกนํ้าลายเท่ากับ 0 (ค่า HI , CI )
บทเรียนที่ได้รับ
1. ความเข้มแข็งในการควบคุมโรคจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ประกอบด้วย อสม.
และผู้นําชุมชน มีความเป็นทีม ทํางานด้วยความตั้งใจ เคารพในการตัดสินใจของเพื่อนร่วมทีม และ ร้อยละ
90 ของครัวเรือนในชุมชน ให้ความร่วมมือการกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะเป็นตัวกําหนดมาตรการ และ
สร้างกลไกการทํางานนําไปสู่การแก้ปัญหา และการควบคุมโรคให้ง่ายขึ้น
2. การเรียนรู้โดยการลงมือทํา จะทําให้สามารถจดจําและนําไปใช้ได้ดี
3. พบปรากฏการณ์การเรียนรู้และการจัดการตนเองเบื้องต้นของชุมชน “หมอไม่ต้องลงมาควบคุม”
การติดต่อทีม
นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี นักวิชาการสาธารณสุข ศูนย์สุขภาพชุมชนตําบลแก้งสนามนาง
โรงพยาบาลแก้งสนามนาง โทรศัพท์ 081-0546428 E-mail : nuchph@hotmail.com
122 
 
ผลงานวิชาการประเภทโปสเตอร์
ประเภท นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์
 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ วีดีทัศน์คําแนะนําการปฏิบัติตัวก่อน-หลังดมยาสลบและผ่าตัด ภาษาพม่า-
กัมพูชา
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสุพรรณิการ์ อมรวิจิตร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ.
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale): ปี 2556 มีผู้รับบริการผ่าตัดชาวพม่า-ลาว-
กัมพูชา 3, 1, 1 ราย พบแผลผ่าตัดไส้ติ่งติดเชื้อชาวกัมพูชา 1 ราย จากปัญหาด้านการสื่อสาร ล่ามไม่ได้อยู่กับ
ผู้ป่วยตลอดเวลา ทีมงานวางแผนทําสื่อคําแนะนําในรูปของวีดีทัศน์ ซึ่งมีทั้งภาพและเสียงประกอบ ทําให้ง่าย
ต่อการทําความเข้าใจ
วัตถุประสงค์ (Objectives) เพิ่มป้ องกันภาวะแทรกซ้อนขณะ-หลังดมยาสลบและผ่าตัด ในกลุ่มผู้ป่วยต่าง
ด้าว ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 ส.ค.-30 ก.ย.57
งบประมาณที่ใช้ รวมอุปกรณ์ละค่าจ้างล่าม 2 ชาติ = 1,100 บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยบาทถ้วน)
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials): กล้อง VDO, Program ตัดต่อภาพ-เสียง, ไมค์ลอย, แผ่น
DVD
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ (Methods&Process)
1. ถ่าย VDO ขั้นตอนการให้บริการ ตั้งแต่ก่อน-ขณะ-หลังระงับความรู้สึกและผ่าตัด
2. เขียนสคริป อัดเสียงล่ามชาวพม่า-กัมพูชา พูดแปลตามเสียงคนไทย
3. ตัดต่อภาพและเสียง, อัดใส่แผ่น DVD 3 Version (ภาคภาษาไทย, พม่า, กัมพูชา) สําหรับเปิดให้
ผู้ป่วยดู
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์:เปิดสื่อวีดีทัศน์คําแนะนําให้ผู้ป่วยต่างด้าวทั่วไปดู
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency): ผู้ที่ได้ดูสื่อตอบคําถามได้ถูกต้องร้อยละ 96.25
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
124 
 
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ: เดือนต.ค.57-ก.ย.58 ใช้สื่อกับผู้ป่วยผ่าตัดพม่า 9 ราย กัมพูชา 1 ราย
ขณะดูสื่อผู้ป่วยอมยิ้ม พยักหน้า จากการสอบถามผ่านล่าม ผู้ป่วยเข้าใจ ปฏิบัติตัวได้ถูก และตอบคําถามถูก
ทุกข้อ
ข้อเสนอแนะ ต้องรอล่ามทุกครั้งในการประเมิน และภาษาพม่ามีหลากหลาย บางครั้งสื่อที่จัดทําขึ้น ช่วยได้
น้อย
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร: ตึกผู้ป่วยนอก และตึกหลัง
คลอด ได้นําวิธีการไปจัดทําสื่อ วีดีทัศน์เรื่องคําแนะนําการเข้ารับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอกและการสอนอาบนํ้า
ทารกแรกเกิด
บทเรียนที่ได้รับ: ภาษาพม่ามีหลากหลาย สื่อที่อาจช่วยได้น้อย พยาบาลจึงจําเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างด้าว
ร่วมด้วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ทีมงานมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาหน้างาน และผู้นําให้การสนับสนุน
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร เปิดโอกาสให้คิดริเริ่มงานใหม่ๆและสนับสนุน
ค่าใช้จ่ายต่างๆ
การติดต่อกับทีมงาน: นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน มือถือ 081-2641169 Email: kunrapee1169@gmail.com
 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ “EASY GOAL”
โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูร จังหวัดนนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวอัจฉรา ประสิทธิสุขสม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. / วิสัญญีพยาบาล
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวมนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(พยาบาล)/วิสัญญี
พยาบาล
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. / วิสัญญีพยาบาล
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดบริเวณคอ เช่น ผ่าตัด
ต่อมไทรอยด์ มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของวิสัญญีและศัลยแพทย์ขณะทําผ่าตัด พบปัญหาการดูแลทางเดินหายใจ
มีการกดทับท่อช่วยหายใจ ท่อหัก-พับงอได้ และศัลยแพทย์ทําผ่าตัดไม่สะดวก ทางทีมวิสัญญีจึงได้พัฒนา
Easy Goal เพื่อใช้กับผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดบริเวณลําคอ
วัตถุประสงค์ (Objectives):- เพื่อสะดวกในการดูแลทางเดินหายใจในขณะผ่าตัด และผู้ร่วมงานพึงพอใจ
ระยะเวลาการดําเนินงาน ธันวาคม 2557 – สิงหาคม 2558
งบประมาณที่ใช้ 400 บาท (ได้ผ้ารองยึด 4 ชิ้น+EASY Goal 1 ชิ้น)
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials)
1. ท่อ PVC ที่ใช่ทําท่อประปา ขนาด ยาว 2 เมตร และข้อต่อท่อ PVC ต่างๆ และกาวเชื่อมท่อ
2. ผ้ายีนส์ / ตีนตุ๊กแก และเชือกสําหรับยึดฐานของอุปกรณ์
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป
(Methods&Process)
1. ประชุมกลุ่มเพื่อออกแบบนวัตกรรม พร้อมทั้งกําหนดขนาด-รูปแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วย/การ
ผ่าตัด
2. นํามาทดลองใช้ / ประเมินความพึงพอใจของทีมงาน / นําปัญหาที่พบจากการใช้งานมาปรับปรุง
แก้ไขพัฒนาเป็นลําดับจนเหมาะสม
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test)
1. ใช้กับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเต้านม และผ่าตัดหน้าท้อง
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency)
1. นํ้าหนักเบา ราคาถูก ใช้ง่ายปรับขนาดตามต้องการได้ผู้ป่วยปลอดภัย วิสัญญี ศัลยแพทย์และทีมผ่าตัดพึง
พอใจ
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการดําเนินงานและข้อเสนอแนะ
การใช้Easy goal ผู้ป่วยที่มารับบริการได้รับความปลอดภัย และผู้ร่วมใช้งาน Easy goal มีความพึงพอใจใน
ระดับมากและมากที่สุด (ระดับ 4-5) คิดเป็น 91.67 % ซึ่งตรงตามตัวชี้วัดและเป้าหมายที่ตั้งไว้
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
126 
 
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization)
1. สามารถใช้อุปกรณ์ Easy Goal ได้กับการผ่าตัดทุกแผนก
บทเรียนที่ได้รับ:- ความร่วมมือในการคิดประดิษฐ์และปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- ริเริ่ม สร้างสรรค์ประดิษฐ์ และลงมือปฏิบัติ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร สนับสนุนส่งเสริมให้นําเสนอผลงานทั้งในและนอก
สถาบันฯ
การติดต่อกับทีมงาน:- อัจฉรา ประสิทธิสุขสม โทร. 0814231791 E-mail : ANBIDI.54@gmail.com
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ คล้องสาย By stylet
โรงพยาบาล/สถาบัน : งานวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์จังหวัด...อุบลราชธานี
ชื่อเจ้าของผลงาน : นางสาวสุภาพร สงวนดี ..ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน: นางสาวทักษร เค้าแก้ว พยบ., นางสาววิยดา บุญประสิทธิ์ พยบ., นางสาววิมลมาน ว่องไว
พยบ., นางเพ็ญประภา ศรีรัตนบุตร พยบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน : นางสาวสุภาพร สงวนดี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale) : ผู้ป่วยที่มารักษาโดยการผ่าตัด ในรายผ่าตัด
นานและเป็นการผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะมีแผนการรักษาให้ใส่สายสวนปัสสาวะ เพื่อบันทึกจํานวนปัสสาวะทุก
ชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด จะพบปัญหาว่าถุงปัสสาวะจะวางไว้ที่พื้นใต้เตียงผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสปนเปื้อน
นํ้าและเลือดจากการผ่าตัดที่อาจไหลลงพื้นได้และหากผ่าตัดนานหลายชั่วโมง ต้องยกถุงปัสสาวะเพื่อบันทึก
จํานวนปัสสาวะทุกชั่วโมง ทําให้ไม่สะดวก คณะผู้จัดทําจึงได้คิดนวัตกรรม “คล้องสาย By stylet” เพื่อคล้อง
สายปัสสาวะป้ องกันการปนเปื้อนนํ้าสกปรกซึ่งทําให้เกิดการติดเชื้อได้ และสะดวกในการบันทึกจํานวน
ปัสสาวะ
วัตถุประสงค์ : 1. ป้องกันการปนเปื้อนนํ้าสกปรก ของถุงปัสสาวะ 2. สะดวกในการบันทึกจํานวนปัสสาวะ
ระยะเวลาการดําเนินงาน..3 เดือน. .วันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการดําเนินงาน : 1 ก.ค. 2558-31 ก.ย. 2558
งบประมาณที่ใช้. 0 บาท/ชิ้น
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ : stylet ที่ไม่ใช้แล้ว
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ : 1) ใช้Stylet ที่หักใช้งานไม่ได้ตัดส่วนที่หักทิ้ง 2) ดัด
ปลาย stylet ทั้ง 2 ด้านให้เป็นรูปตะขอ เพื่อเกี่ยวกับขอบเตียงด้านหนึ่งและคล้อยถุงปัสสาวะด้านหนึ่ง 3) ใช้
stylet ที่ดัดเป็นรูปตะขอ คล้องไว้กับเตียงผ่าตัดป้องกันการปนเปื้อนนํ้าสกปรก
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ : ใช้คล้องสายสวนปัสสาวะ ถุงปัสสาวะไม่
สัมผัสพื้นห้องผ่าตัด
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ : 1) ถุงปัสสาวะไม่ปนเปื้อนนํ้าสกปรกและนํ้าเลือด ป้องกันการติด
เชื้อได้2) บันทึกจํานวนปัสสาวะได้สะดวก
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization)
สามารถนําไปใช้ในตึกผู้ป่วยอื่นได้ ในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะและนําไปประยุกต์คล้องสายอุปกรณ์
Monitor ต่าง ๆ ได้
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
128 
 
บทเรียนที่ได้รับ : ถุงปัสสาวะที่วางพื้นห้องมีโอกาสปนเปื้อนนํ้าสกปรกและนํ้าเลือดจากการทําผ่าตัดได้จึง
ควรตระหนักถึงการติดเชื้อ ฉะนั้นควรหาแนวทางป้องกันมิให้ปนเปื้อนนํ้าสกปรก จึงประดิษฐ์ stylet คล้อง
ถุงปัสสาวะไว้กับเตียงผ่าตัดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน สะดวกในการใช้งานและป้องกันถุงปัสสาวะสัมผัสนํ้า
สกปรกได้ดี
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ : ถุงปัสสาวะผู้ป่วยได้รับการคล้องสายไม่ให้สัมผัสกับพื้นห้องผ่าตัดทุกราย
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร : เจ้าหน้าที่ทุกคนในห้องผ่าตัดให้ความร่วมมือในการ
คล้องถุงปัสสาวะกับเตียงผ่าตัด ซึ่งเล็งเห็นความสําคัญของการปนเปื้อนของถุงปัสสาวะ ซึ่งทําให้เกิดการติด
เชื้อตามมาได้
การติดต่อกับทีมงาน : E-mail ooy27@hotmail.com โทรศัพท์ : 086-6525344
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ “AN Handbook” (ความรู้สําหรับประชาชนข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับวิสัญญี)
โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูร กรมควบคุมโรค จังหวัดนนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวบุญธิดาลิมาพงษ์ภาส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
นางสาวอัจฉรา ประสิทธิสุขสม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. / วิสัญญีพยาบาล
นางสาวมนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(พยาบาล)/วิสัญญีพยาบาล
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- การเยี่ยมประเมินผู้ป่วยก่อนให้ยาระงับ
ความรู้สึกล่วงหน้า 1 วัน ทางวิสัญญีจะให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติ ทั้งพูดคุยสอบถามและมีการแจกแผ่นพับ
ซึ่งเนื้อหาในแผ่นพับไม่ละเอียดครอบคลุมการให้ยาระงับความรู้สึกทั้งหมด ตัวหนังสือเล็ก ร่วมกับมี
ระยะเวลาที่จํากัดในการให้ข้อมูล เราจึงได้มีการปรับปรุงทําคู่มือ
วัตถุประสงค์ (Objectives) ความพึงพอใจการใช้AN Handbook ในระดับที่ดีและดีมากขึ้นไป มากกว่า 80%
ระยะเวลาการดําเนินงาน 12 เดือน ตุลาคม 2557 ถึง กันยายน 2558
งบประมาณที่ใช้เบิกอุปกรณ์ตามงบประมาณของทางโรงพยาบาล
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials)
1.คู่มือ “ความรู้สําหรับประชาชน ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับวิสัญญี”/แผ่นพับเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง
ผ่าตัด
2. แผ่นเคลือบใสขนาด A4 / แฟ้มใส่เอกสารขนาด A4
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ (Methods&Process)
1.ประชุมในหน่วยงานรวบรวมเนื้อหาความรู้เพื่อออกแบบ พัฒนานวัตกรรม
2.นํามาลองใช้/ ประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย / นําปัญหาที่ผู้ป่วยแนะนํามาแก้ไข พัฒนา
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test)
1.ให้ผู้ป่วยประเมินความพึงพอใจต่อการใช้คู่มือ ส่งคืนแบบประเมินพร้อมคู่มือวันผ่าตัด ณ ห้องผ่าตัด
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency)
1.ผู้ป่วยได้รับความรู้ในการให้ยาระงับความรู้สึก แล้วสามารถปฏิบัติตนเมื่อได้รับยาระงับความรู้สึกได้
ถูกต้อง
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ ความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับที่ดีและดีมาก (ระดับ 4 และ5
คะแนน)
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
130 
 
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization)
สามารถนําไปปรับปรุงข้อมูลความรู้ของหน่วยงานอื่นได้
บทเรียนที่ได้รับ:-ผู้ป่วยบางรายปฏิเสธในการอ่านคู่มือ/อ่านหนังสือไม่ได้ พัฒนาคู่มือให้มีภาพประกอบที่
เข้าใจง่าย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ร่วมมือ ทํางานกันเป็นทีม และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร สนับสนุนส่งเสริมให้นําเสนอผลงานทั้งในและนอก
สถาบัน
การติดต่อกับทีมงาน:-นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม มือถือ 081-7039046 E-mail : NANA_AEAE@hotmail.com
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1
ชื่อนวัตก
Ruler)
โรงพยาบ
ชื่อเจ้าขอ
ชื่อผู้ร่วม
ชื่อผู้นําเส
ความสํา
มาตรฐาน
วิสัญญี จ
ประเมิน
ประสิทธิ
วัตถุประ
การประเ
ระยะเวล
งบประม
วัสดุและ
ไม้บรรทั
วิธีการแล
1. ประชุ
วิธีการท
ผลการท
การวัดจ
สามารถว
สรุปผล
ต่อเนื่องโ
ประโยชน
1. ได้เครื่
2. ผู้ป่วย
3. เกิดกา
บทเรียน
อนาคตจ
กรรมหรือสิ่งป
บาล/ สถาบัน
องผลงาน น
มผลงาน น
สนอผลงาน
คัญและที่มาข
น บริการประ
จากข้อมูลย้อ
นทางเดินหาย
ธิภาพ จึงได้พั
ะสงค์ (Object
เมินทางเดินห
ลาการดําเนินง
มาณที่ใช้ 250
ะอุปกรณ์สําห
ทัดซิลิโคน อุป
ละขั้นตอนกา
มปรึกษาผู้ร่ว
ดสอบประสิท
ทดสอบประสิ
ากเฉลี่ย 62.6
วัดได้ทั้งมุมเง
อภิปรายผล
โดยผู้ใช้งาน
น์และการนําไ
รืองมือในการ
ได้รับการปร
ารพัฒนางานบ
นที่ได้รับ:- กา
จะพัฒนาเครื่อ
ประดิษฐ์ การ
บําราศนราดูร
นายติณณ์ธฤต
นางสาวมนัส
นางสาวบุญธิ
ของการคิดค้น
ะทับใจ ห่วงใ
นหลังพบว่า
ยใจใช้ยากต้อ
ัฒนา BMR
tives) เพื่อพัฒ
หายใจด้วยรูป
งาน เมษายน
0 บาท ได้5 ชิ้
รับทําสิ่งประ
ปกรณ์วัดมุมช
ารทําหรือพัฒ
วมงานและหา
ทธิภาพและวิ ี
สทธิภาพสิ่งป
61 วินาที (35
งยคอและระย
และเสนอแน
ทําให้เกิดควา
ไปใช้หรือขยา
ประเมินตาม
ะเมินทางเดิน
บริการวิสัญญี
รดําเนินงานพ
องมือให้สามา
แบบบทคั
งานประชุม
รพัฒนาการป
ร
ต ทัพโคกสูง
นันท์ศิริสกุล
ธิดา ลิมาพงษ์ภ
น (Backgrou
ยทุกชีวิต” มา
การประเมิน
องใช้เวลามาก
ฒนางานการป
แบบใหม่กับ
ถึง มิถุนายน
ช้น
ดิษฐ์ (Materi
ชนิดครึ่งวงกล
ฒนาสิ่งประดิษ
าซื้ออุปกรณ์เพื
ธีการใช้งานสิ่
ระดิษฐ์ ลดต้
5-135) เป็น 4
ยะของของ IIG
นะ:- BMR
ามพึงพอใจแล
ายผลเพื่อประ
แนวทางการป
นหายใจอย่างค
ญีในประเทศไ
พัฒนาปรับป
ารถใช้กับผู้ป่ว
คัดย่อ“ผลงา
มวิชาการ “โ
 
 
ประเมินทางเดิ
ลเวโรจน์
ภาส
und & Ratio
าตรฐานความ
ทางเดินหายใ
ก อุบัติการณ์
ประเมินทางเดิ
รูปแบบเก่า
พ.ศ.2557
ials)
ลม กับวงกลม
ษฐ์
พื่อทําเครื่องมื
สิ่งประดิษฐ์ พ
้นทุนจาก 250
47.16 วินาที (
G, MHD, MT
ได้พัฒนาขึ้น
ละมีทัศนคติที
ะยุกต์ใช้กับหน
ประเมินทางเ
ครอบคลุม ลด
ไทย
รุงเครื่องมือวั
วยเด็กได้
านนวัตกรรม
โรงพยาบาล
ดินหายใจด้วย
จังหวัด นนท
ชื่อย่อวุฒิกา
ชื่อย่อวุฒิกา
ชื่อย่อวุฒิกา
onale):- สถา
มปลอดภัย (S
ใจในสถาบัน
ณ์ใส่ท่อช่วยห
ดินหายใจด้วย
ม น๊อตยึดตัวเล็
มือ ทดลองใช้
พร้อมรูปรูปภา
0-500 บาท ล
(26-85) ชิ้นเดี
TD และ MSD
นจากความร่ว
ที่ดีในการทําง
น่วยงานอื่นอ
ดินหายใจขอ
ดความเสี่ยงจา
วัดให้มีมาตรฐ
มและสิ่งประ
ลพระปกเกล้
ยการใช้BMR
ทบุรี
รศึกษา พยบ.
รศึกษา พยบ.
รศึกษา พยบ.
บันบําราศนร
Safe Anesthe
นฯยังไม่ครอบ
หายใจยากเพิ่ม
ยการใช้BMR
ล็ก
และเก็บข้อมู
าพ (.jpg) ประ
ลงเป็นชิ้นละ
ดียวประเมินท
D
วมมือของผู้ป
งาน
อย่างไร (Appl
งวิสัญญี สถา
ากการใส่ท่อห
ฐานมากยิ่งขึ้น
ะดิษฐ์/IVT”
ล้า ครั้งที่ 14
(Bamrasnara
., วิสัญญีพยา
., วิสัญญีพยา
., วิสัญญีพยา
ราดูรมีนโยบา
esia) เป็นหัวใ
บคลุม เครื่อง
มขึ้น เพื่อให้
R และเปรียบ
มูล และสรุปผ
ะกอบ 1-2 รูป
50 บาท ลดร
ทางเดินหายใ
ปฏิบัติและพัฒ
lication & Uti
าบันบําราศนร
หายใจลําบาก
น มีการทํางา
”
”
dura Multi
บาล
บาล
บาล
าย “มุ่งเน้น
ใจของงาน
งมือในการ
บริการที่มี
บเทียบผล
ผล
ป (Test)
ะยะเวลา
ใจได้ง่าย
ฒนาอย่าง
ilization)
ราดูร
ก
นเป็นทีม
132 
 
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทํางานเป็นทีม การสื่อสาร และมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ด้านองค์ความรู้ งบประมาณ และเวทีการนําเสนอ
ผลงาน
การติดต่อกับทีมงาน:-น.ส.มนัสนันท์ศิริสกุลเวโรจน์ มือถือ 0815569994 E-mail: nut2352.siri@gmail.com
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
 
 
นวัตกรรมองศาเตียง
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวเอี่ยมศิริ ฮดโสดา ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวปานใจ ฤาเดช
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวเอี่ยมศิริ ฮดโสดา
ความสําคัญและที่มาของการ การปรับองศาเตียงที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงทําให้เกิดการสําลักและเกิด
การติดเชื้อปอดอักเสบที่เกิดจากการใช้เครื่องช่วยหายใจได้ การจัดระดับศีรษะผู้ป่วยให้อยู่ที่ระดับ 30-45
องศา สามารถลดอัตราการเกิดการติดเชื้อปอดอักเสบที่เกิดจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ได้ถึง 18% และการ
ปรับองศาเตียงที่ไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทําให้การหย่าเครื่องช่วยหายใจสําเร็จล่าช้าเกิดการคั่งค้าง
ของเสมหะ การปรับองศาเตียงที่ระดับ 15- 45 องศา ยังสามารถลดแรงกดทับซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด
แผลกดทับได้จะเห็นได้ว่าระดับศีรษะที่มีความแตกต่างกันมีผลต่อผู้ป่วยโดยตรง การวัดระดับศีรษะของ
ผู้ป่วยซึ่งนอนอยู่บนเตียงจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง
วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ได้ความเที่ยงตรงในการปรับระดับเตียงตามแผนการรักษา
2.เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่ค่าเฉลี่ย มากกว่า 4
ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 มกราคม พ.ศ. 2558 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 งบประมาณที่ใช้ 50 บาท
การพัฒนาอุปกรณ์วัดองศาเตียงโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA)
Plan : การทบทวนปัญหา, ประดิษฐ์อุปกรณ์วัดองศาเตียง Do: การทดลองใช้อุปกรณ์วัดองศาเตียง
Check : การประเมินความพึงพอของเจ้าหน้าที่ Act : การปรับปรุงอุปกรณ์วัดองศาเตียง
ระยะที่ 1 ใช้เสานํ้าเกลือเป็นจุดวัดระดับองศาเตียงพบว่าไม่มีความแม่นยําเนื่องจากเสานํ้าเกลือสามารถ
เคลื่อนย้ายได้
ระยะที่ 2 สืบค้นข้อมูลและออกแบบแผ่นองศาเตียงโดยใช้โปรแกรม Paintนําไปเคลือบแล้วติดที่หัวเตียง
ผู้ป่วย หลังใช้พบว่าไม่มีความคงทน หักพับงอได้ง่าย และนํ้าสามารถซึมเข้าอุปกรณ์วัดองศาเตียง ทําให้
ระดับองศาไม่ชัดเจน
ระยะที่ 3 ปรับปรุงจากระยะที่ 2 นําแผ่นองศาเตียงใส่ในถุงยาใสที่ไม่ใช้แล้ว นําไปติดที่ปลายเตียงผู้ป่วย วัด
ระยะห่างจากปลายเตียง 10 ซม. ผลการใช้พบว่าแผ่นองศาเตียงไม่หักพับงอ สามารถใช้งานได้นานขึ้น
เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ในเรื่องอุปกรณ์มีความเที่ยงตรงในการวัดคิดเป็นร้อยละ 4.5
อุปกรณ์ใช้งานได้ง่ายและสะดวก คิดเป็นร้อยละ 4.41 สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือความคงทนของอุปกรณ์ ได้แก่
เทปกาวหลุดง่ายซึ่งต้องนําไปพัฒนาและปรับปรุงต่อไป
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร
ใช้ในการปรับองศาเตียงผู้ป่วยและมีการขยายผลเพื่อปรับใช้ในหอผู้ป่วยต่างๆ ที่สนใจ
บทเรียนที่ได้รับ:ความเที่ยงของการวัดองศาเตียงมีความสําคัญในการป้ องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจ
เกิดขึ้นกับผู้ป่วย วิธีการที่มุ่งเน้นการป้องกันจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีการที่มุ่งเน้นการรักษา
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ : มีการนําหลักฐานเชิงประจักษ์มาช่วยพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง
134 
 
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: ได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์ และส่งเสริมให้
มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
การติดต่อกับทีมงาน: โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร โทร 042-721111
 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ อุปกรณ์ป้องกันสาย Permanent Pacemaker เลื่อนหลุด
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางปรมาภรณ์ มากทรัพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวขนิษฐา ถังไชย ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางปรมาภรณ์ มากทรัพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาโดยการใส่
เครื่องควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจชนิดถาวร ภายหลังการผ่าตัดใส่เครื่อง ในระยะแรกหลังผ่าตัด 1-3 วัน
ผู้ป่วยจะถูกจํากัดการเคลื่อนไหวของแขนข้างที่ทําการผ่าตัด เพื่อป้องกันสายนําไฟฟ้า(Pacemaker lead)หลุด
จากตําแหน่งที่แพทย์ใส่ไว้เนื่องจากผู้ป่วยมักใช้มือและแขนข้างที่ทําผ่าตัดฝังเครื่อง Permanent Pacemaker
ทํากิจกรรมต่างๆ เช่น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เอื้อมมือไปทางด้านหลัง ผลคือทําให้สาย lead เลื่อนหลุด และ
ต้องกลับไปใส่ Permanent Pacemaker ใหม่ ดังนั้น หลังการผ่าตัด Permanent Pacemaker ผู้ป่วยจะได้รับการ
ติดเทปผ้าขนาดความกว้าง 10 cms ปิดยึดบริเวณลําตัวทั้งด้านหน้า แขน และพาดไปลําตัวด้านหลัง เพื่อยึด
แขนข้างที่ทําให้แนบติดกับลําตัว ป้ องกันการเคลื่อนไหวของแขนข้างที่ทําหัตถการ เป็นเวลา 3 วัน และ
หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยใส่ Arm Sling เพื่อสามารถเคลื่อนไหวแขนได้มากขึ้น ซึ่งหลังจากการติดเทปผ้ากับ
ผู้ป่วยแล้วพบว่ามี ผื่นแพ้ผื่นคัน และ แผลพุพองจากการแพ้เทปผ้า และผิวหนังหลุดลอกจากการดึงเทปผ้า
ดังนั้น จึงได้มีการคิดค้นอุปกรณ์ในการป้องกันการเคลื่อนไหวของแขนข้างที่ทํา Permanent Pacemaker เพื่อ
ป้องกัน และลดปัญหาดังกล่าวข้างต้นที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อให้ผู้ป่วย Post Permanent pacemaker เกิดความสุขสบาย
2. ป้องกันการเกิดปัญหา ผื่นแพ้ผื่นคัน และ แผลพุพองจากการแพ้เทปผ้า
3. ป้ องกันการบาดเจ็บและการเกิดผิวหนังหลุดลอกจากการดึงเทปผ้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย
ผิวหนังบาง
4. เกิดความสะดวกและรวดเร็วต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การพยาบาล
5. ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้เทปผ้า เนื่องจากนวัตกรรมเป็นอุปกรณ์
ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 พฤษภาคม 2557 - 31 มกราคม 2559 งบประมาณที่ใช้...250.. บาท
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials)
1. ผ้าขนาดกว้าง 15 x 125 ซม. 2 ชิ้น และขนาด12x52 ซม.1ชิ้น
2. ตีนตุ๊กแกขนาด 15 x 20 ซม.
3. ยางยืดขนาดครึ่งของผ้า ( ประมาณ 60 ซม.x 2 ชิ้น)
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
136 
 
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป
(Methods&Process)
1. นําผ้ามาเย็บติดกันสองชั้นขนาดกว้าง 15x125 ซม. วัดกึ่งกลางผ้าใส่ยางยืดด้านบนและด้านล่างของผ้า
2. ติดตีนตุ๊กแกขนาด 15x20 ซม.เข้ากับปลายผ้าทั้ง2 ด้าน
3. นําผ้าขนาด 12x52 ซม.มาวัดกึ่งกลางผ้าและนํามาเย็บติดกับด้านข้าง และติดตีนตุ๊กแกด้านริมผ้าทั้ง 2 ด้าน
4.นํามาคาดที่ลําตัวกับแขนข้างที่มีแผลผ่าตัดโดยสามารถปรับขนาดให้เหมาะกับผู้ป่วยได้
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test)
1. นํามาคาดที่ลําตัวกับแขนข้างที่มีแผลผ่าตัดโดยสามารถปรับขนาดให้เหมาะกับผู้ป่วยได้
2. ให้พยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและผู้ป่วยที่ได้ใช้นวัตกรรมชิ้นนี้ประเมินผลและเขียน
ข้อเสนอแนะ
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency)
1. ผู้ป่วย Post Permanent pacemaker เกิดความสุขสบายไม่อับชื้นบริเวณรักแร้
2. ไม่การเกิดปัญหา ผื่นแพ้ผื่นคัน และ แผลพุพองจากการแพ้เทปผ้า
3. ไม่เกิดการบาดเจ็บและเกิดผิวหนังหลุดลอกจากการดึงเทปผ้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ผิวหนังบาง
4.เกิดความสะดวกและรวดเร็วต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การพยาบาล
5.ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้เทปผ้า เนื่องจากนวัตกรรมเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วและสามารถนํามาใช้ได้อีก
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการดําเนินงานและข้อเสนอแนะ
1.สามารถป้องกันและลดการเกิดแผล ผื่นแพ้ต่าง ๆ ได้
2.เกิดความสุขสบายไม่อับชื้น
3.สะดวกและรวดเร็วต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การพยาบาล
4.ลดค่าใช้จ่าย
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization)
1.สามารถนําไปใช้กับผู้ป่วยอื่นๆ ที่ไม่ต้องการใช้แขนมากเกินไป
บทเรียนที่ได้รับ:- นวัตกรรมนี้มีขนาดใหญ่ ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ผอมและขนาดตัวเล็กเพราะฉะนั้นต้องทํามา
หลายขนาด เช่น S,M,L,และ XL เพื่อที่จะได้มีขนาดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจได้นํามาทดลองใช้กับผู้ป่วยและมี
การประเมินทั้งผู้ป่วยและพยาบาลพร้อมข้อเสนอแนะ
 
 
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร อุษณีย์ เปรมสุริยา หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ ที่
เป็นที่ปรึกษาในชิ้นงานนวัตกรรมครั้งนี้
การติดต่อกับทีมงาน:- ปรมาภรณ์ มากทรัพย์ เบอร์โทร. 082-716-1748 , E-mail..
dejung2009@hotmail.com
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
138 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่นอนแผ่นเจลเพื่อลดอาการปวดหลัง
โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงาน นางสุดา วิทูรธีรศานต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสุดา วิทูรธีรศานต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ผู้ป่วยหลังจากได้รับการตรวจฉีดสีตรวจ
สวนหลอดเลือดหัวใจจะต้องได้รับการพยาบาลตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย ในรายที่ใส่สายเข้าทางขาหนีบ
ผู้ป่วยจะต้องได้รับการนอนราบอย่างน้อย 6- 8 ชั่วโมงหลังจากนั้นจึงสามารถขยับและพลิกตะแคงตัว แต่ถ้า
ในรายที่ยังไม่สามารถเอาสายที่ขาหนีบออกได้(ค่า ACT>180 )จะต้องนอนราบห้ามงอขาข้างที่ทําเป็นระยะ
เวลานานเพิ่มขึ้น ระยะเวลาดังกล่าวทําให้ผู้ป่วยที่ถูกจํากัดการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ดังนั้น
ปัญหาที่พบคือ ความไม่สุขสบายเกิดอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดขาและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นอุปกรณ์คือที่นอนแผ่นเจลในการช่วยป้ องกันและลดอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ตาม
ร่างกาย
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อลดอาการปวดหลังในผู้ป่วยหลังการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางขาหนีบ
ระยะเวลาการดําเนินงาน. 1 พฤศจิกายน 2558 - 30 มีนาคม 2559 งบประมาณที่ใช้ 200 บาท
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials)
1.แผ่นเจลที่เหลือใช้จากคลังเลือด 2. ผ้าขาวชนิดนุ่มและแผ่นพลาสติก 3.ซิบพลาสติกชนิดยาว
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป
(Methods&Process)
1.ทําซองใส่แผ่นเจลโดยใช้ผ้าขาวชนิดนุ่มมาตัดทําเป็นช่องไว้สําหรับใส่แผ่นเจลจํานวน 6 ช่อง ตามขนาด
ของแผ่น
เจล ภายในช่องกรุด้วยผ้ายางและเย็บข้าง ๆด้วยซิบ
2.นําแผ่นเจลเหลือใช้จากคลังเลือดขนาดกว้าง 8 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว จํานวน 6 แผ่นมาใส่ในช่องผ้าที่จัดทําขึ้น
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test)
1. ใช้กับผู้ป่วยหลังจากที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจผ่านทางขาหนีบ
2.นําแผ่นเจลที่แช่เย็นไว้มาใส่ในผ้าขาวชนิดนุ่มตามช่องที่จัดทําขึ้นหลังจากนั้นนํามารองบริเวณแผ่นหลัง
ของผู้ป่วยโดยให้นอนราบ 6 – 8 ชั่วโมง
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency)
1. ผู้ป่วยหลังการตรวจสวนหัวใจที่ได้รับการดูแลเพื่อลดอาการปวดหลังด้วยการนอนบนเจลแช่เย็น ทําให้
อาการปวดลดลง มีความสุขสบายมากขึ้น
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- ผู้ป่วยหลังจากที่ได้รับการฉีดสีตรวจวสวนหัวใจมีอาการปวดหลัง
ลดลงแต่ด้วยแผ่นเจลไม่สามารถเก็บความเย็นได้นานขนาดคงที่ จึงทําให้ผู้ป่วยได้รับความเย็นไม่คงที่
เพราะฉะนั้นต้องคอยดูแลและมีการเปลี่ยนแผ่นเจลทุก 3- 4 ชั่วโมง
ได้รับประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application &
Utilization)
1.ลดไข้ในผู้ป่วยที่มีไข้
2.ป้องกันการเกิดแผลกดทับ
- ควรเพิ่มจํานวนแผ่นเจลอีก 4 แผ่น และช่องสําหรับใส่แผ่นเจลอีก 4 ช่อง เพื่อเพิ่มจํานวนพื้นที่และ
ความเย็นเนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีขนาดนํ้าหนักและความสูงไม่เท่ากัน
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจได้นํามาทดลองใช้กับผู้ป่วยและมี
การประเมินทั้งผู้ป่วยและพยาบาลพร้อมข้อเสนอแนะ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร นางสาวอุษณีย์ เปรมสุริยา หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต
โรคหัวใจ
ที่เป็นที่ปรึกษาในชิ้นงานนวัตกรรมครั้งนี้
การติดต่อกับทีมงาน:- นางสุดา วิทูรธีรศานต์ เบอร์โทรศัพท์081-152-1799
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
140 
 
ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ Syringe เป๊ะ!!!
สถาบัน บําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี
ชื่อเจ้าของผลงานนางสาว ศิริมา เทพสุภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นางอุทัยวรรณ สิงห์คํา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
2.นางสาว นรกมล ใหม่ทอง ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
3.นางสาว พัชรี ปุญญศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
4.นางสาว พัชรินทร์ ชอบค้า ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว ศิริมา เทพสุภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ.
ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น(Background & Rationale):-ระบุเหตุผลความจําเป็น ความสําคัญของ
ปัญหาและความต้องการในการแก้ไขคืออะไร แนวคิดหลักสําคัญในการออกแบบนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์
มีผลกระทบหรือความรุนแรงขนาดไหนอย่างไร เกี่ยวข้องกับใครบ้าง
หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน นอกจากมีบทบาทในการดูแลให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน
แล้ว ยังมีอีกบทบาทที่สําคัญคือ ให้การบริการทําหัตถการต่างๆ จากหน่วยงานผู้ป่วยนอก โดยเฉพาะการให้ยา
ทางเส้นเลือด ซึ่งมียาบางตัวต้องใช้การคํานวณ เพื่อให้ได้ยาที่ถูกต้องครบถ้วนตามแผนการรักษาของแพทย์
ดังตัวอย่างเช่น มีผู้ป่วยที่แพทย์สั่งการรักษาให้ยา Levofloxacin ที่หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินเป็นจํานวน
มาก ซึ่งขนาดยาที่ให้คือ 750 มิลลิกรัม (Levofloxacin 1 ขวด = 500 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร) ทําให้ต้องใช้ยา 1
ขวดครึ่ง ดังนั้น จึงต้องใช้Syringe 50 CC. ดูดยาออกจากขวดยาครึ่งขวดทิ้งทุกครั้ง ทําให้เกิดการสิ้นเปลือง
Syringe 50 CC. จํานวนมาก
ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จึงคิดอุปกรณ์ที่ใช้ตวงยาให้ได้ขนาดตามแผนการรักษา
ของแพทย์จากวัสดุที่หาใช้ง่าย สามารถทําเองได้เพื่อลดปัญหาดังกล่าว
วัตถุประสงค์ (Objectives)
1. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาในปริมาณที่ถูกต้อง ครบถ้วนตามการรักษาของแพทย์
2.เพื่อลดปริมาณการใช้Syringes 50 CC.
ระยะเวลาการดําเนินงาน 2 เดือน วันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการดําเนินงาน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2558
งบประมาณที่ใช้ -
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials)
1. Syringes 50 CC.
2. จุกปิดเข็มเจาะ DTX (สีส้ม)
แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT”
งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
 
 
วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ1-2 รูป (Methods&Process)
1. ประชุมเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อหาแนวทางการแก้ไข
2.สรุปวิธีการใช้งาน โดยใช้กระบอกตวง
วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ1-2 รูป (Test)
1. ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์ ใช้Syringe 50 CC. (เอากระบอกสูบออก) ใช้จุกปิดเข็มเจาะ DTX (สีส้ม) สวม
บริเวณปลายกระบอก Syringe 50 CC.
2. ขั้นเตรียมยา ต่อสายนํ้าเกลือกับขวดยา แล้วปล่อยยาทิ้งลงในกระบอก Syringe จํานวน 50 CC. ตาม
จํานวนที่แพทย์สั่ง ต่อจากนั้น เขียนขนาดยาที่เหลือข้างขวด และให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์
ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์(Efficiency)
1. ผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามคําสั่งแพทย์ร้อยละ 100
2.ยอดการเบิก Syringe 50 CC. ลดลง
4. เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในการใช้งานที่ง่าย สะดวก และแม่นยํา ร้อยละ 100
สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-สรุปสาระสําคัญของผลการดําเนินงานและข้อเสนอแนะผู้ป่วยได้รับยา
อย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามคําสั่งแพทย์ และยังสามารถใช้กับยา หรือนํ้าเกลืออื่นๆ ที่ต้องตวงยาได้ มีความ
สะดวก สะดวกง่ายต่อการทํางาน และยังประหยัด ลดต้นทุนในหน่วยงาน
ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร(Application & Utilization)
1. ผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามคําสั่งแพทย์
2. แบ่งปันความรู้กับหน่วยงานอื่นในเวทีวิชาการของสถาบัน
142 
 
บทเรียนที่ได้รับ:-(ให้ข้อมูลที่ชัดเจนพอที่จะทําให้ผู้อ่านเข้าใจว่าปัญหา/ข้อจํากัดที่เกิดขึ้นจากการดําเนินงาน
มีอะไรบ้างทําให้เกิดการเรียนรู้อะไรและควรแก้ไขอย่างไร ความคุ้มค่า/คุ้มทุน สิ่งที่คาดหวังว่าจะทําในครั้ง
หน้าที่แตกต่างไปจากเดิม โอกาสในการพัฒนาและแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและข้อเสนอแนะ)ตามที่
พยาบาลได้ใช้Syringe เป๊ ะ ในการตวงยาของผู้ป่วย ทําให้ผู้ป่วยได้รับยาถูกต้องครบถ้วนตามการรักษาของ
แพทย์ แต่ยังมีการพบปัญหาในกรณีที่พยาบาลใช้แล้วไม่ได้ล้างทําความสะอาดกระบอก จึงทําข้อตกลงให้
ทุกคนล้างทุกครั้ง และเปลี่ยนกระบอกทุกอาทิตย์
ปัจจัยแห่งความสําเร็จความร่วมมือของทีมแพทย์ พยาบาล เพื่อความปลอดภัยและความพึงพอใจของ
ผู้รับบริการ
การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กรทางสถาบันฯได้มีการเปิดโอกาสให้บุคลากรสถาบัน
ทํางานพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การติดต่อกับทีมงาน:-นางสาวศิริมา เทพสุภา ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน สถาบันบําราศนราดูร
เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....๐๘๖-๗๘๙๖๗๙๙.....E-mail.....simy.er3433@gmail.com
หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ
เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนดรวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
 
 
ชื่อผลงาน: มหัศจรรย์กล่องพิชิตความหวาน
ชื่อเจ้าของผลงานและผู้นําเสนอ: นส. วราวรรณ บุราณสาร
ชื่อหน่วยงาน: งานผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
ปัญหาและสาเหตุ: เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้าการรักษาในหอผู้ป่วยหนักส่วนใหญ่จะมีภาวะวิกฤต คุกคาม เช่น
ภาวะ hypoglycemia จําเป็นต้องให้การพยาบาลเร่งด่วน โดยให้ 50% glucose แต่เดิมจะใช้พลาสเตอร์ติดที่
ก้นขวดเพื่อแขวน drip glucose หรือใช้พลาสเตอร์พันรอบขวด glucose กับเสานํ้าเกลือจากการใช้งานพบว่า
ขวดยาตกลงพื้นแตก ซึ่งเกิดความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่และญาติ เกิดการสิ้นเปลือง เสียเวลาในการให้ยา
วัตถุประสงค์: เพื่อป้องกันขวดยาตกหล่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ plaster และนําทรัพยากรที่ไม่ใช้แล้ว
มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรม ร้อยละ 80%
ระยะเวลาดําเนินงาน: ทดลองใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2558-ก.พ. 2559
งบประมาณที่ใช้: ไม่มีค่าใช้จ่าย
วัสดุและอุปกรณ์สําหรับการทําสิ่งประดิษฐ์ : 1.ขวดนํ้าเกลือ 2.ใบมีด
วิธีการและขั้นตอนการทํา: เลือกขวดนํ้าเกลือขนาด 100 ml.นําขวดนํ้าเกลือมาตัดบริเวณคอขวดเป็นรูป
วงกลมและตัดด้านหน้าขวดให้เป็นช่องว่างที่ใส่ขวดได้พอดีให้นําไปใช้งานได้สะดวก นําไปล้างนํ้ายา
ตากแดดให้แห้งเสร็จตามรูปภาพ
วิธีการทดสอบ : นํานวัตกรรมไปใช้งานแทนการติดพลาสเตอร์
ผลการทดสอบ: หลังใช้นวัตกรรมไม่เกิดอุบัติการณ์ขวด glucose ตกแตก,และลดค่าใช้จ่ายจากการใช้
พลาสเตอร์ เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรมในเรื่องความสะดวก คิดเป็นร้อยละ 95%
ประเมินความพึงพอใจ: -สะดวก 95% -ความคงทน 96% -ประหยัด 100%
สรุปผล อภิปราย: นวัตกรรมมีความสะดวกสามารถใช้งานได้นาน ประหยัดค่าใช่จ่ายและไม่เกิดอุบัติการณ์
ประโยชน์: ขยายผลหน่วยงานที่สนใจ แจ้งหน่วยงานอื่นว่ามีนวัตกรรมที่ไม่ทําให้เกิดอุบัติการณ์ขณะให้ยา
บทเรียนที่ได้รับ: การนําสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว มาประดิษฐ์สร้างสรรค์มาทําให้เกิดประโยชน์
ปัจจัยแห่งความสําเร็จ: ความใส่ใจในการดูแลผู้ป่วยเล็กๆน้อยๆ จะสามารถป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ได้
การติดต่อกับทีมงาน:งานผู้ป่วยหนัก รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน โทร 042-721111ต่อ 1212
144 
 
ส่วนที่ 3
รายชื่อบริษัทผู้สนับสนุน
 
 
รายชื่อบริษัทสนับสนุนการประชุมวิชาการประจําปี โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14
25-27 พฤษภาคม 2559
1 บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จํากัด
2 บริษัท เอ็ม เอส ดี (ประเทศไทย) จํากัด
3 บริษัท แอลจีไลฟ์ ไซเอนเซส (ประเทศไทย)จํากัด
4 บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จํากัด
5 บริษัท Novartis (Thailand) จํากัด
6 บริษัท แมคโครฟาร์ แลบ จํากัด
7 บริษัท เบอร์ลินฟาร์มา ซูติคอลอินดัสตรี้ จํากัด
8 บริษัท เกร็ต อิสเทอร์น ดรั๊ก จํากัด
9 บริษัท ไทยโอซูก้า จํากัด
10 บริษัท สยามฟาร์มาซูติคอล จํากัด
11 บริษัท แอ๊บวี่ จํากัด
12 องค์การเภสัชกรรม
13 บริษัท ฟาร์ม่า อินโนวา จํากัด
14 บริษัท ร็อตต้าฟาร์ม (ประเทศไทย) จํากัด
15 บริษัท เอสพีเอสเอส เอ็นเตอร์ไพร์ส จํากัด จํากัด
16 บริษัท PT. Novell Pharmaceutical Laboratories
17 บริษัท ไดอิจิ ชังเคียว (ประเทศไทย) จํากัด
18 บริษัท ซาโนพี-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จํากัด
19 บริษัท โนวาตีส(ประเทศไทย)จํากัดแผนกแซนดอส
20 บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จํากัด แผนกBMS
21 บริษัท ที.โอ. เคมิคอลส์(1979) จํากัด
22 ห้างหุ้นส่วนจํากัด ภิญโญฟาร์มาซี
23 บริษัท หาญไทย ฟาร์มา (2508) จํากัด
146 
 
24 บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ฟาร์มา(ประเทศไทย) จํากัด
25 บริษัท สีลมการแพทย์จํากัด
26 บริษัท แคสป้า ฟาร์มาซูติคอล (ประเทศไทย) จํากัด
27 บริษัท เอสพีเอส (ประเทศไทย) จํากัด
28 บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลท์แคร์ (ประเทศไทย) จํากัด
29 บริษัท โรช ไทยแลนด์ จํากัด
30 บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จํากัด
31 บริษัท โรช ไดแอสโนสติกส์ (ประเทศไทย) จํากัด
32 บริษัท เอ็ม แอนด์เอ็ช แมนูแฟดเจอริ่ง จํากัด
33 บริษัท แจนเซ่น-ซีแลก จํากัด
34 บริษัท คอสมาเมดิคอล จํากัด
35 บริษัท มาสุ จํากัด
36 บริษัท บีบราวน์(ประเทศไทย) จํากัด
37 บริษัท พรอส ฟาร์มา จํากัด
38 บริษัทMaxim(Allergan)
39 บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จํากัด
40 บริษัท เซอร์เวียร์ (ประเทศไทย) จํากัด
41 บริษัท แอสเทลลัส ฟาร์มา (ประเทศไทย) จํากัด
42 บริษัท แอโรแคร์ จํากัด
43 บริษัท สหแพทย์เภสัช จํากัด
***********************
UW&~QL$BP The use of primary HPV testing for cervical cancer
d s 94
screeningIA(Il,bWWlwNPaufi?01 M%IO~q
snrqminm
tz 2
rr~r~4lhnum~n~~'1d~z~94n1iuim~~4n'u~~~e4~in~z0z~~~umuhriauk~z~~'1d~z~"o~
2,- A 2
w z ~ n i f i m & w a ~uansimcl~u~m~molsa'nnm~d~fl32:3ntni~1w~n~"~~imab
waiRnmuat:nalnrnss?mls~
I,
3
nalnn?*~G*trl?n~m*~Gqn,~~nn?s~~k%~'b.a-a-mi3(HP/) ~ % d ? m t @ !
$ 0 Y
k a ~ ~ w i r ~ ~ u ~ ~ m i u ~ d ~ ~ q ~ ~ a i f i ~h&i6 uari8 ~ ~ ~ J n u i i ~ ~ u a i b v ~ r a ~ n i ~ t i i ~ u r ~ " ~
3" 4 ' d o 3 I,
ufi~nuinnii62% uarusn~inuwuik~urila~n~ilw"iO~ni~~d1~1~n~uiia ni$~nrr&$u~K~uri
4 9 U
aiqha md@murraiclnunisgutr': nidyfimniamu irrwiurdbiff uarn?ququfl'ubiA
rduhsilie~~uue3~a8a~~ae~fiuliPrn~a.6 ~ 6 ~ 4 %
n~dasn"u
4 4 Y
I. ztKufl2upu narnoileafiiuiaui/qzini~m~~~HPVMurinirlindmnidrnrr&u$ud
4 w & & 8 u . 9
n~mcnnrurneBean'uni9~n'mu~~f~dinumgn$4dmseiqhdz1ua@4~mqinnimmamau
4
ll0 9-26 ~ ~ ~ ~ Q V I ~ ~ ~ I J ~ ~ P ~ ~ ~ ~ ' ~ W ~ ( I ~ ~ V P I ~ U ~ ' ~ B~d~111190hb%4~4~1q45
~ ~ ~ ~ ~ ~ h ~ ~ ~ r 0 i b ~ l 1 ~ ~ ~ 0 l ~ ~ B ~ ~ n " ~ 9 ~ 4 ~ 0
n & ~ m & ~ @ d a ~ f l ' ~ ~ ~ k d m ~k ~ s d a ~ h ~ ~ d u
~ri~fl&iqiueuaaicmun u & ~ ~ u i ~ n q k n s e ~ u z ~ " s ~ d i n ~ m ~ n
d
2. orhiqiiqiiknimolq6mnsa~uz6~dinumqnwe~qinuzkd~nu~~ni9=:az~b~umu
d u dqp(
0onrieru~uuz~5~~cn~ui~ii~w"i~~~in~i~imui~o1~~mnm~'~~11M&ilquwnsnis
a'd 4
~.r?s~'.nm~~~~5=:iian&inua~waioafjyme n i m n ~ ~ ~ n R u % ~ d i n u m ~ ndrianii auihl
C"
raurct ( pap smear ) nissiplsm'hk nie~G1l(HPV) ~ ~ f i a ~ u d c l ~ q a ~ ~ i n b ~ a ~ d i n
u q n msno?~dinu~~nuazda~naamXa~n&e~d~4qia(dposcopy) uaznlmnq&lal%
w
Gidiraly (visual inspectionwith acetic acid, VIA)
3. zrium~qiiiia n i ~ m d a ~ ~ u ~ ~ ~ u a z i f a ~ ~ u n i m ~ ~ ~ L ~ u ~ i ~ ~ ~ t s a
Add
%aiWuB?baii?m+wulok m ~ i I ~ ~ d m a i s i q i i ~ d ~ l i a ~ a ~ i j q ~ d ~ i ~ ~ % t i l n n w ~
n1?1# wtesb-ng a hc~a~1uum~~msKnn~asu~s~~hnum~n
m?Z#HPVtestinglur~~d?Ju333 Jznio
- Co-testingfor cervical cancer screening
- T r i m f~ Tc[- fr3c -A l;)sdwS(1:IJS
- Follow upafter treatmentfor CIN2& GIN3 ( test of cure )
% ~ L ~ ~ U W B U~ . f i .2014 mi4 US FDAE~ODS~I?%HWtesting ~ d i 4 t . ~ f l a ~ i V k ~ ? ~ ~ B
=JAd
knm~urkd~nurgnluawmuaiq25 *u'bd k u ~ i n u anegative fin?smmshnii I n 3 3
l n i d n m ~ ~ u ~ i a u ~ v i i ~ n ~ ~ b 1cytology nriisGera HPV testing%di;r6o?kaz Co-testing
VJ
ASC, ASCCP M::ASCP L W U B I ~ ~ ~ K B ~ ~ ~ I U ~ ~ W A ~ I ~21 ?&AIIJk ~ ~ ~ p l q i i ~ ~cytology
3 ~bldW~%lq21-293 UL):: mmqklfl cytologyqn3 3%I%cotesting qn 5 ~uWm%lq30-653
uarcf4& n.fl.2014 dlvK HPV primaryscreening~~1#6lo?sbuflm%i~25 gud bfl~ol9b.i
*
nlohnilyn3 3~ ~ ~ ~ T ~ ~ ~ I ~ ~ T ~ ~ ~ w ~ o D ~ ~ P T A Q u u u I L ~ ~ ~ L ~ I ~ " Lco-testing 74
~ i s r ~ ~ u b n n ~ ~ d a ~ ~ ~ 1 ~ n i m 0 1 ' ~ ~ b l n m ~ u z b i r ~ d i n u r ~ n ~
Study
GageJ
Wright TC Jr
RoncoG
DillnerJ
&e tclrs)
3084
25-93
20-64
20+
? l u m k ~
1,011.092
42.209
176,464
24.295
T M s
HW test
Cflolog~
HW test
WO~WY
HPVtest
CYtolog~
HW test
WolOgY
Rsk,
CIN3 +at 3
YFS
0.07
0.19
0.34
0.78
0.12
0.51
Cin3+at 5
yrs
0.14
0.3 1
0.25
0.83
CA at3 yrs
0.01
0.02
0.005
0.015
CA at 5yrs
0.02
0.03
0.009
0.036
da?!e4 :Scrub the Hub iaill6a8tiaufla.lrguCLABSI
dl
~ u a ~ i ~ a ~ u i i 7 a ~ i:
d a ,
niskb8ihnsrua1ailnt~7nni~1da7uaauw7~~aamba"a~~ua~rmqnutnnalfi~~fin~s~Bu~aun7
L&!?R ~ ~ i % $ [ l l d ~ d l ~ % l t lj ~ ~ u ~ ~ u n i ~ ~ ~ b ~ a ~ u ' b s 9 w u 7 u 7 a v a 9NHSN (National Healthcare Safety
Network) anBautin7 ?I~.fl.2006-2008wuq~nis0in~s~mb~a~u~a~~a8?nq(ila7qsns~u~a%~
1.5-2.1~f~l,000catheterda~suarwa(daua7q3n~'1uua%w"aunssu1.2 ~ f ~ 1 ~ 0 0 0 c a t h e t e r d a ~ ~(Edwards
et at., 2009) ~ ~ ~ I s ~ v 1 u m r n s z ~ n ~ n n " ~ ~ ~ ~ w d i T u s z u z3 ~eici7uu7n~wsauaaq~u~n7sdn7s~~bBa
~unszua'baP~oinn~s~da7uaaun7~~aam~~am~tna'7b~~~a7u(2.0 ~%/l,000catheter days) g%n73&
ClABSl Iu%ud'is~7m2556-2558 !.vii?h~3.44,3.02 La%2.80 ~fq/1,000catheter days snui%%~(mu
dat~u~~uqunn~m~~alu'b~~wuiu7a,2558)
cs;4-
~ ~ a u u ~ n r s m ~ h a ~ ~ ~ q n ~ s ~ m ~ ~ a l u $ a u l ~ a 7 m 7 ~ w a a m ~ ak&iszb7haoqti?mR (skin flora) d.
d 4 d I d
~iut~uaijmaa~r~au'tl~n~smwun~~~u~~au~uaiuaau~aam~~~~raannuu7ndqr coagutase-negative
A'd
Staphylococcus species (Wright, et. at., 2013) ~7~d~$a~~~~r~~i.u"1~<1~n78bbaz.n"71os"(~~~b8mn7
nsaua~a~69il~nn73~rriumu~aamb~a~ndg 5 nit?ia ni3du~flaub~a1uai~~~w?aa7~a7wi~&l;iwi~tlaa61
d f w s
r g 8 d I L $ ~ L G ~ ~ W ~ ~ ~ ~ ~ B I U R ? ~ W ~ ~ ~ J ~ R ~ S ~ ~ ~ ~(catheter hub) ~$ab67wi4fia~q nl3d~b$a¶db$a'U~~i~
aau9~aam~amciouci~u~Ia'tw"~u~ilauuarn~s~~~$aluns~~a~~a~o~n61"~uwsd~~(oranze, H.,
2008)
n~sdub~aub$auibam?n0wa7uaau~aamb~ambbar~abiadi~~"~a~a7uaauwaamb~a(iltil'7daun
ri d o - u
(catheter hub) ~ ~ u a ~ r w q h ~ ~ a t i i ~ ~ u ~ w w ~ O ~ 1 ~ ~ a ~ u ~ i 4 i ~ 3 u ~ u " ~ ~ n s z ~ a 6 a ~M"IIM"L~R~I~RRL~~TU
nsrudaP. ~8un~sT~u7ttionisd~~ii~nssulm~d ~ a ~ ~ a v l ~ ~ ~ ~ u a 6 ~ ~catheter hub 6a~viiaiic
A'
srii~3%i9uazd~~677uwa"nbw~~~daawb$a(Maki, 0. G., 1981& Maki, D., G., 1992 6 7 3 1 ~azb~aq m ~
Laan%,2545)
n7samnmlu~8aur$auu~8&5ram catheter hub iiuuaniqnndfiG ((guideline) dwaiuno7Gu
law"u"8~usu'ilibdu ~uu'~auq&~aaaarn?~bbl?ni(CDC, 2011) uurGii7n1s~fqJnsniNeedleless
Y
z
lntravascular Catheter n ~ s d a a i u b i ~ ~ ~ i i D ~ i i n i s ~ ~ i i l ~ ~ a u G i ~ i ~ ~ ~ " t l a a E i ~ ~ ~ ~ ~ ~(scrubbing the access
port) b49d Chlorhexidine, Povidone iodine Alcohol 70% szua~aa~li68undi15 5 ~ 7 %(szgu IA)
nrr7~u1s~~r~d8oetaw~~autTn7(SHE4 2014) ~~laG71$$&urina7ub$au5~amcatheter hub qdns&
Needleless connecto~U C ~ ~ ~ ~ R ~ I * G R U ~(Injectionports) 6ou$orijnisbiagdd Qdaaiud?aq ii?u
nisaanusa~~firi?u~~uiii~~auT1am~~n67a3ru%naib..!6auni7 5 iu7q n'suI%nu(mechanical friction)
(3%;~ II) ati7jts~~~~ni1aasuin1%~n7s~~~~G"7u7uiu~ud~tlM~z~wfilwulF;ijn~sGil~~uma~ilau~
6 U d
~ 7 5 n ~ ~ n ~ i i ~(Neonatal intensive care unit) %o~~s~wu7u7afl?ufl~'un~auw 1slns?~ol&31 guai~a
w.fl.2557 Imut# CLABSl bundles esr hub care ii?uG"iul 2% Chlorhexidine in 70% Alcohol nuq~~nwd
~ m r h n s r d a ~ ~ ~ n ~ s ~ d a ~ u a a u w a a ~ d a r n w " ~ a a u n a ~ t a w a ~ o n7.46 bqul.01~%/1,000 catheter days
(kanoklax narathong, 2558)
rti~?ulu'bs~nuiuiaws~dnbna"~iinis1G:naiu~a~i~n~~u~srn91"nTl;i~d~~3~M%u~at~b uiram
Hub t - i b ~ wZ/~KIRU 2558 Udnislj7aa~nl~d~%~jtibhwa&%mbou
9.44
~ulmuilqmii?lmqatRun'~~wn'u(sudden cardiac -st) rduilqrn~i~~qldwul~u~nsia~ai
uadbnnirlau%%q~1 ~ ~ d h ~ ~ i ~ ~ i ( I ~ t t ~ n 6 1 % f l ~ ~ ~ 0 U ~ 9 d 1 ~ 6 W f f ~ W ~ ~ 8 ~ ? n i ~ &
d p Z B
inlnnir6uitws.i m ~ t ~ t l u u d a ~ ~ ~ ~ ~ ~ v s ~ n ~ ~ ~ a u ~ a ~ ~riiwu~~~rit~a~s~nirn~wu'i~n"
r
d 1 ~ 1 2 0clAdsuiii I ~ u n a b2-2.4 i a (5-6 ~.ruk~~r)ua::l#naiu8iisl!tiuni~l(r'~naIufni3d8ai~
0 -4
~?~66uzuiasmsnnn~ian~~a~as~n~aai91191o~"~.tdnjluuf~aolhst~u~'h?uiiaarw&tnauur61
1#n~mhen~tieufau1ni~~~siau~?ulrf~nsGda'~Iu'D~au~ ~ ~ ~ u ~ i u r m o i u i ~ t ~ a ~ ~ a ~ a ~
u if@ut$a~ m n r ~ m ~ ~ n l n ~ u ~ u ~ ~ m r i a a ~ S R f n u ~ ~ a a i u ~ r o a ~ ~ ~ n m
l u ~ d a a ~ ~ ~ ~ s s ~ ~ ' u a r u a ~ n ~ ~ t n ' ~ r z ~ u ~ ~ ~ ~ ~ ~ i i ~ l ~ n a ~ dLaii&ria~,oLuagnldm&
re~~autin~l~r1ra141~~cln~~l~nr~~iial~~~Iainn"uu1d~wn'~~insiao9i~~uifil u r i a ~ a ~ i i i
Plr; d
nlmquocHiTswp~duwf~wq~~w~u~~tn"mr~n~in~uopioiduurfii~8uinaloxorte hisanqa ~@u~mtQilniTlu
*
ruin0.4 mg wfe ~ h ~ s ~ r n u i ~2mgI R ~ I S ~ I # & I & ~ M uifi1 u ~ 1 u n i s h ~ % ~ u ~ ~ ~ ~ 1 s ~ f i ~ u
A W a 4 a
m.rl4r'ui2 GFIRORRUI vasopressin ~~n%inuid1~1~mriau~?n~dos~inWIAu~o~mii~niiuiepinephrine
pr pr
naziims&~~utilln~'~~u~am~ l w @ a t m ' a l ~ ~ m 1 u n ~ t i i ~ l n i ~ a ~ a ~ 9 i a n i s t w 'i i ~ a i t n ~ n
Iddopamine ruia2-2omc&plmio l d i u v e r i i l ~ETCO*uiiamunnr&Irnf~umuiidiETCO* ihiinii
d 9,
10W g ~99lflfiatl%R¶J16?~20U* 9 e ~ b ~ 9 1 i ~ ~ ~ A ~ l ~ % ~ Q ~ s 1 1 f i~ ~ u ~ # i a ~ i i ~ d e b d u ~ ~ i fdiln19
or a
iaoftrcienia'lri iimrlmra9 ECMO uita%.~lurnrhs%isllunrGd3niionmrlra9~al~nq~ia'u~u
6 ~ u r i n 1 r ~ ~ a ~ r ~ a i u i r n u f l v ? ~u n r ~ a ~ r ~ ~ a u k ~ n E ~ u i ~ d i ~ w E ~ r i n ~ a u ~ o10uis
~ u ~ ~ a % ~ a ~ ~ n ~ ~ u i ~ ~ u w i n ~ ~ u ~ " a ~ ' ~ t ~ u u u uSTeLevation I X ~ ~ I ~ ~ ~ ~ ~ ~ a s ~ t ~ s a i i a I o
1nsGibias6iiiJii~dauodluniazcormn%'laidaunr86lri~SIXMI l#~;irsnk.rldG~~n s ~ d a s ~ i i
~ t ~ ~ ' ~ l ~ ~ ~ ~ ~ ~ i ~ l i ~ l n ~ h ~ ~ a ~ I a 5 i ~h a m s l - , m ~ ~ ~ W ' a ~ s d w w ' a ~ a ~ a ~ ~ ~ n z ~ n ~ a z ~
iauhad?rrui6airiiJ~~IO'IIU'IW~IB~~ ~ ~ I o I ~ u ~ ~ R o ' ~ H ~ ~ I ~ u ~ I J ~vtmih ta*txmiia wie veotri~~~ar
fibrillation ~ l f ? @beta bloekerw?8 Edocaine
Transient Elastography
h 6 ~ n l  h u & ~ i b f l ~ d ~ ' ~ ~ a ~ l u i a ~ ~ ~~dm~~nikfi~~~110/ria'td~~'im6ye"nmu
& ~ ~ ~ u a i a r n a ~baai~u~dnu'~bihatudo=:~np~'~n~~~h8ylginueansasJb~laL&Snmii
UA:% mukhljlk;rl~fiu& ~ h 6 d n ( n ~ & f i b n l d fainio&.rdlduiqRR@awnnufiei~&
t ~ ~ i n i m m ~& ~ ~ r r a ' ~ ~ ~ a u ~ i u n u ~ n i ~ n m & i ~ f i ~ ~ ~ba&fihnio~mnu&~.j
t 3 Y d
~ra~uiueiinnio~biiiiin(Fibrosis) mttdw'~u ~ ~ r j e ~ a ~ z a u u l n ~ ~ ~ f l ~q&'~~~dniofin~rn
6uu3;l & ~ z i j n i ~ i ~ i u ~ ~ r r t " L I d ~ ~ d ~ w z ~ m i a z u ~ ~ n % e ~ i ~~siu4emen91num~S~wq1~~tu
u t l a w ~ i ornoiijmum ~~azucdqhh a z s ~ ~ ~ a d & ~ i i a ~ d d m m n i o & ~ m w z a ~ ~ ~ i
a w n i s x m ~ ~ & n i 7 ~ z ~ u g s ~ ~ ~ i j r n ~ a ~ ~ ~ a r i d ~ w m m a i n
$aib~8dnrccu&% 6$4hobc1h5nau & ~ ~ ~ a o ~ n i o r l ~ ~ a i u ~ ~ e ~ i i
~ # a ~ z ~ i u ~ ~ ~ ~ ~ mu ~ ~ ~ ~ ~ ~ m i u ~ h ~ ~ i o i 3 n ' w h a
13~67uu44w i s d 7 ~ b i i m i u m o l l z ~ ~ i i ~ ' ~ ~ 9 ~ u & o  ~ ~ o ~ ~ i z w ' ~ ~ ~ d ~ ~ n(Liver
biopsy) d~i90b~i~i~~i~~aiq~i90b~"Itj~uuiza0~0~~n~'ntum~~~a~dmu~i
p r ; f ~ ~ % 7 4 ~ f i ~ ~ h f t ~ ~ ~ ' i ~ d & f i ~ d 1 4 6 &rbm731%~37&hq6*fi73
t ~ m k ~ 7 ~ ~ a n e d ~ ~ ~ n m ~ ~ ~ ~ i i n ~~ ~ i ~ ~ ~ a ~ i j m m P n ~ i s ~ " s i l ~ f i n
d Y
w ~ = a i u i s ~ a e i l w " d ~ ~ w ' ~ 3 m ' ~ ~ ~ ~ a ~ ~ ~ a ~ 1 i n ~ 0 d~ ~ ~ ~ ~ ~ n i o s m ~ w w i m ~ n " l ~
dm&% k ~ i f w n ~ m ~ w i w ~ ~ ~ n u 7 ~ " i u a t - uL ~ UAPRl score. BARD score. Fibmtest L&&IJ
A d l "
o4"oIQmmmanmiu1,Aaa~w~~(Liver stiffness) & G i u i ~ ~ u r ~ ~ u n ' ~ % = : W ~ r a ~ ~
LdMTransientelastography (Fibroscan@)U% Magnetic resonanceelastography(MRE) L w
f;astjn"~f!~~an%lnn?drn~~azhk w ~ r m lTransient elastography ~ f b w i % ~ ~ e h
2 4 2 Y
'%~$8sld dR0~€lw'dg¶h€lu ~ ~ Z % ~ B ~ W O ? A &U B A I l M ~ ~ ~ Z ~ ~ P B U R ~ U ~ ~ ~ I W & ~ " U ~ W
~lnndlta8hn%7nnqBt97~fld9 5,000dl w d ~ l 6 ~Transient elastography ~ m t h % d ~ a ~ p d
nqoilrr~3mm~&nidmw=:~nhai~uind~dt m z ~ n J ~ u ~ f ~ ~ ~ n ~
s i u G n ~ ~& ~ j u a l a ht ~ ~ ~ n w n ~ ~ ' b ~ % ~ & n ~ u h s l l ~ t n p l ' b w un"l%P;7CilnMnnifi~
sin Transient elastography tihunrun7'il&1umo&n~~1a%~dn~sf~l~ndiqk h i ~ 6 i u
*
f i ~ k u l n n f i7.5 f i h f i l f 3 U % ~ ~ ~ ~ ~ ~ Y ~ ~ A T V I O ~ ~ & A W ~ ~Transient elastographywd%bu"U
~ a l u l d a 9 1 m s r h z ~ ~ ~~ & r n 1 ~ 3 6 r n ~ B n r n ~ ~ s h f l ~ ~ b f~ d a 1 9 ~bg&uldwn&aq
tr
bdeenn~~d~nr%n~fbvlaiam8~u~~lii&64=:bihdl TransRntelastographyqrilYw~qnh6ryIf~1qtp
~d~&a~dna~~&sjh~~~m?crwrn&
(ACL-Anterior Cruciate ligament)
n~wfinmria~r's~J7
%a1117 dznau&qu no=qn~wa~(~emur)nzrqddu (Tibia) n.rrqnsGq&idq%~~ri~(Patella)
4- 9, J
uinrudnrcqnk 3 &Leinriusauqaawhnrcqndatd (Articular cartilage)f i ~ u a ~ u a m ~ u I t d 4 a ~ ~ ~
krr ~ ~ B I . $ B ~ S ~ O M-tmwx+>- 4 w m q n n i l w a i uarf?-r&rih Gmm&&+nthtl.
fic ters&&-n u a h h d d j v i m Y A ~ a nu o ~ n o " , u n o ~ a t t iua~hvlaium~uu%uoaw
f
%ad? uazdqul&quia~wiaLiqNmhuij~%a~& n?~u~-ar6sdmu~~n'unz~nd~~a9'ud~rnz~n
d v 4" a d r
3Qu ~lt.;nrmi&d~ad~nusuandn~uWnlrinv ~ u a u f a r n ~ ~ n 8 a u i ~ u a ~ ~ a ~ n u f i ~ ~ c r i ~ma&
nhuLEaiia(imu 1C l i ?
Y d - Y r 2 e 9 4
nfiwtu~nn16' 80 nii7ultseetim1Bi726mimmrnl~duwa"a~ii1&In Quadriceps muscles Un::
nhuti!a?&~lhm&7McI& h n Hamstring muscles f i ~ d d w1a i w b a d w h i ~ u ~u'rn~qd7dkl6i
m7udn~ii~zli~lfi37UiMA4~ejii~ldl
n c r t ~ h q n ~ 9 d 741n~fldl~@4 &u
1. L~ML~I&'IWM~J~~(Lateral collateral ligament)
2. ~8tdln~&iulu(Medial collateral ligament)
3. dtabhY~-or cmate ligament).
4.16u1n5urij (Posterior cruciate ligament)
4
n ~ ~ n r m ~ d ~ ~ n a d ~ ~ ~ u r w ~ n i ~ ~ ~ l i i ~ d ~ ~ f-7nniirlni ~duL duu& qnntrunm h d u m u
uduWnuBiwh%X7~47~u~n~'iuWqtrillfituhldi~nba~d7rinn7~~aiqqtiin~Gnni~~amliiu~0'tdIw"u~
Y
r n c w u u n a n u ~ ~ m m ~ 9 " u ~ i u ~ ~ y
CC
- n?mnl~uo=6lJ1 grade 1sprain ( mildor first-degree)
Y
1
n ~ m m r 4 u u ~ ~ = : ~ m ~ m ~ n ~ i n u w L h ' ~ u ~ ~ d ~ u l w ~ a L C u u a ~ ~ i j . ~ m n ~ iadwloii7
Iriiilii~ii~n~~~idufium~~m~'tu'Wu~n(functionalloss ) L~~U~"~WL~EIF~~IUU&UO;In i f i m l ~ ~ t l t l ~ i m i n i ~
- nqm7n~4ux6u2 grade2 sprain ( moderateor second-degree)
~ ~ ~ I ~ I B L ~ ~ : : ~ ~ ~ ~ O ~ ~ ~ ~ ~ W K ~ L A ~ L ' ~ M L ~ ~ . ~ ~@ ~ u q Afunctionalloss idu~4uu~nSuiwin
w % ~ u ~ h ncnrnrufi~sriia~n~~amvru ~ < uiims~o&~nLquU R : W ~ ~ R ~2-3 ( ~ n ~ i i ~ w i ~ ( r l q u u q u
iasiasr&~liiwnuu%u o ~ ~ a ~ ~ ? u " w f i ~ u ~ ~ n n ~ u ' l L l ~ d ~ " n ~ ~ & ~ m ~ n f n r n ~ ~ n
n u ~ n i ~ ~ ~ i j n ~ ~ ' 1 ~ 1 d w ~ k & - ~ n ~ u n i ~ ~ u ' m ~ n 1 o ~ d ~ ~ 1 ~ a ' a d t t ~ o
3
u ~ ~ ~ ~ n ~ ~ u ~ w e ~ z r ~ % n 5 ~ ~ ~ 1 r i u f ~ n i ~ ~ C ~ ~ a i ~ ~ ~ k & ~ ~ s ~ l ~ ~ ~6-10~ i l m q ~ ~ fu i
u i m ~ ~ q z a ~ i u u ~ ~ m ~ m i ~ l B ~ ~ a n t p z u ~ m4 G a u ~ S ' u ~ w ~ ~ a q d
nweim i~yy~ ~ B ~ ~ ~ ~ ~ Y L ~ B ~ Y L K L R Y E c ~ ~ w ~ ~
~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ W U ~ L ~ ~ ~ M , ~ U M ~I:Puucqur,i~MnEun
L V U ~ M U ~ ~ ~ W  ~ M ~ I , ~--Em W ~ P O C U W * ~ L U N ] ~ , W ~ U ~ ~ ~ N . ~ L ~ W ~ ~ ~ ~ ~ U ~ U I ~ L Y ~u b ~ u w l t w ~
r
~ile~ns~u=motanyumv=mn~mvEnpgqn~ i ~ ~ b s u~ p ~ & ~ u t q ~ ~ r u w m w p ~ ~
I .f i ~ u g ~ ~ ~( a3ueuosa~3geur8eur) L ~ I U ~ ~ ~ ~ # ~ W ~ ~ L ~ W UI-
WIVILIA s!sou1!q3a'euwuauFn6u!11wgcnSSOI~ w o g ~ u q%n
-P
kgl!qe~!p~ B ~ ~ ~ ~ P ~ ~ ~ P ~  L ~ ~ u ~ I U ~ I & L U7- &l@LT[P1#ii3L&~g186,M€ apab ~ U 6 n t . ~ U ~ ~ U U L P i U B D L ~ ~ @ , S
l-' ,
roum~uyBoyyn e ~ n ~ q 6 r b ~ ~ ~ r  6 . b s n u ~ q 1 ~ ~ ~ l r l ~ 1 g i n ~ i P t ~ i ~ n ~ ~ ~ n ~ ~ ~ ~ nt ~ ~ b n u p ~ ~ u b ~ ~ n ~ u b
r
B ~ C ~ R 9 n ~ l U L M L U L U , " . U ~  L n L s ~ W l U g l C L Ufi86,MPIOOUlB) ~ ~ ~ b 2 8 ~ 3 ~ R ~ ~ ~ L ~ b 6 ~ 1 ~ ~ 1 0 ,
f P
~ ~ H U L ~ L ~ B ~ W ~ ~ ~ L ~ ~ B M ~L!Lldtn 'M?lBk#U&WbrJi4 'p
!-
;ismpaw- ~ m w n I w L i v n L a w'I
L ~ ~ ~ R n ~ P t ~ ~ ~ ~ t L t U b ~ 1'Z
~ L R ~ t n U L $ l @ m ~ ~ i 3 L U n ~ b P . BL!LlfJmlIPlU&@U6gUWrlL~brJld' 1
r P 4
BUYlULUfLL~EUAllYbtbYbLU
W$,nlLF1U~LaW,tap1Pl~"1,LQflR6~"1,13(=bU~L~I?&MuIJ
J L U ~ $ ~ J ~~ ~ ~ B ~ ~ L L U & L ~ C B M U P U ~ U ~ ~ ~ ~ ~ ~ L ~ L M ~ ~ " ~ , R U L ~ L ~ & L ~ L D ~ ,-t- (CLIAY@IBUF
r
%n t n ~ l i ~ b n ~ ~ u t inpi) L p 1 q t ~ n u a p q q L u t iP . I I ~ ~ ~ L ~ U ~ ~ L P U L ~ W ~ I U L ~ L ~ ~ ~ ~ ~bniKb
P a
u4JlFklU&ll3LUr[$ -2 &LULBgULWBPIU t ~ L U L B U ~ l ~ ~ L ~ U ~ t R ~ W ? B M ~ l U L U L m ~ K  ~ ~ l
(suwe6gwul) u s ~ u s m v ~ u
9 ~ r ' m d U I ~ n u B r i w l O
daL4u%*-Li7m urn~z'tju~%thirtu&mriidw j i @ m r l R N m M u a r W L o
'luiddaulir&k t i k n ~ n u a r n ht ~ u ~ d ~ . ~ u k u w x 1~::'Lja%u~uaSimra7k&niju'ht
t % h n S ikq(ll&k~-1an l r a m h ~ 4 ~ - 1 & ~ n ~ m a r n 0 H d ~ S ~ h ~ t i i 7 ~ u w d u
~fluthbuWan&n1rIhd7-
~ ~ u l a & ~ m ~ r n u n n r i a ~ m ~hkblrnrnnu&w~d~&n~~mu~hii~tll i a r a M u h M ~
Yndu71m.i ~ ~ & w ~ a i ~ ~ u m u a ' u ~ ~m V w n 3 u h
I.~l3uwnn47u&41m~a~d1(Hamstring tendons)
2.t&wt(nsrrarta'~nnIw'~(Kneecaporgateliartendon)
3.~#~a'MqIf~?khh % l n f i @ ~ ~ ~
U
nlmw?
msu~mr~us.'u1 uta,41i1tiin~~wuurrnu~o1~1~%~~~n ~ ~ n m ~ 8 ~ ~ 1 ~ f n u 1 4 ~ f i ' n n ~ oRICE.
nAw R =restji~n10~qmYYYnufiz~m~1nn~~LfiW
I = iceSa ~I'oI~~?IU~~ZM~BI&~U%
i
c = compression~ a n ~ d ~ n u ~ ~ u n a ~ u ~ h ~ r ( ~ a m d ~ nfinuau
i Y,s
E= elevation i ~ n m i ~ ~ d ~ d u 1 ~ 1 ~ ~ u u n ~ t u n u n ~ ~ ~ n n 1 ~ L ~ a d ~ : : d ~ ~ ~ o 1 n ~ m~ ~ n h ~ n l i n r t g
~~~+G~I~U~WMX~ME(GM
n70u?~~%iSKU 2n~fimuan~~~ndnd~~u~u~'dw~~&a~ti~u~uu~nbdwuma~v3idcom-
d * J 0-4 t:
pressive dressingl?"1udllu?nlrleimmobilization
k investigation~ u L ~ u l k d ~ n 8 U n ? ~ ~ H 7 n d l d l ~ isprain 3rn MCL14% LCL n"L4dldknee braceM%I knee
supportUSstrappingn%
n?cu - I R L ~ u s / ~ ~ ~ ~fr4~~7nn1fim~m~hn1$qci~w'm~R.~~~~aufottlwp.lun~~u~duInd&I U ~ ZInhf3.1
~ ~ w f i w ~ n ~ d ~ 6 n r i ~ n ~ o L u " d a m p 7 u u & ~ i ~ ~ w a ~ ~ n i ~ n ~ o ~ i ~~ ~ ~ l n k ~ ~ i j ~ 1 1 m . id~u~e"do=~u~ri~$i~uIu
u ~ n u ~ m l ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ u ~ ~ n f ' n m k t l ' l z i d ~ ~ m ~n?of'nllns~1d6en1dq1n~~~~uuduknee brace~d%IWfilb!
i
uehnnu~n~iuiwriud~duau~un&~ihdkneedislocation v a d multiple ligaments injuriesud7i1nlf
ti?&'wtlauwmhun'tr ACL m f i ~MCLt#fieu~mun?oconsetvaiive91n6u%~iou~90[ldli7ACL recon-
structionk&n&;9zaniYw1 L d ~ R r n u ~ & n m i ~ K n M u ~ n
Zu~nm"~a~ni~lnl9'~na99::w'~]~ii~lbfid'1mW7n Analgesics LAMparacetamal €iint$I NSAIDS
Y i
daannipa~nuruamiu~i~l~(tissue infiammation) n i r n i u n i ~ i u ' n a ' u ~ u ~n i O L ( x ~ i ~ ~ o ~ ~ a i u h unisii&~
3 4
~ ~ f l n ~ t t n ~ s u ~ w a~ I ~ ~ ~ I U U ~ U N . ~ M ~ ~ ~ U L ~ B ~ L I ~ L ~ In i ~ h ~ m ~ i ~ u r e w e u q ~ ~ d ~ n
Y d Aw
nar ~r:~s~sslwsunrmiaau'n~i~~huffi~1~rinm r a nmiw"am&r:8aqkbrlli%C &~#sqinaia~
.d 2
ihfi~n.ruii~ur~Ls~sr~ ~ ~ I s Q ~ ~ w ' ~ x I ~ ~ ~ ~ ~ ~ L w u ~ B ~ ~ ~ ~ o ' ~ & Uaiuise<&urnrjud~alar sUua:
nnnluni~~rpk&'lu~w~~uancmdr~1i~nbiuid~as~~tii~a~l~ifn~riioadi41dnfi
4 iimlb~~ui1am8R'6~~a~flima'~ni0~a'ui3u~iantching exercisevB~ngiuid~nBut~i~uniaaaiiu
d 4
~ais&~~uzRuira~msii~~uni~Y ~ ~ n i n ~ l u 1 ~ ~ m u i u ~ ~ ~ n ~ z d ~ z a ~ Y ~ ~ i ~ n ~ w u ~
3
rnnluudnz?lildu~aiuJiwo~.r&~onis~a6%a~as"n~uiiin66auw unzi&hn8uq. hamcnuiadaulnojll
A 9w
nr~1lo~dn~~4uciinma1nGn~u1d~1u~iuni~~unz~lX~nsz3o~~t~liu~Su3Lariuuuu~ie~giu'yIl~nu
i d w d
ofi~udrz6nn!uu~fdumnwuilqmnmqaciiqihuiafi!qdnat~u1ai~amoncii1w*iGoJn3ztiuoonui%in
d 4
nrrdos,dn~~~~iia%i11~~~u~~6~~~~i6~daa~wuo11~o10~o~d~fisz~o~datn"u1d1ti66
d w
~ u i r . s i ~ o h ~ ~ t ~ ~ ~ ~ n ~ n " ~ ~ a f d i u i d a a ~ ~ ~ ~ u d o ' b d ,~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ l ~ n i ~ b l 9 ~ t ~ ~ ~ t ~ ~
918 d4*
nbuill&kr.maunll~kugau"u66a,~i~~u~~miwiinszilo~~~I~d~~~u~utn'usza"udnoan'
1
5uesiuFau'bi&11o .rns
~ Y Hc~ or 0lpB
lud%smd~piuztcrs'~~p$9; nb srr.mmui~dco i ~ o J ~ ~ ~ ~ . r ~ ~ ~ ~ w ~ ~ n ~
~~dsi?rnn$oaazn~iibwqc ~ n z o i a ~ i l o d n i l u n i ~ ~ i F ~ s ' n ~ i ~ ~ ~ o ~ .d~AnnuIs~ncnuinlu~~n'mnsz~~a~
t~i4laizaqw&li~lfl$n'~
a & A d B
& i w i u ~ ~ G i ~ l ~ i ~ ~ s o ~ u ~ ~ ~ z 0 a u i r a ~ ~ u d a u 6 t d u ~ ~ d n l ~ ~ ~ ~ o a n ~ 1 n l
% u p i ? ~ u ~ n " o ~ u ~ ~ ~ u ~ z ~ n ~ m ~ ~ n ~ n ~ n u ~ ~ ~ h n ~ z ~ o ~ ~ d a ' i ~ a ~ u~ n z h i i
. d 294
~tnmou~#a"onsz~a~91~1~u~s~~pi1n'u0sln1~un0~au~9~~da'bXu1nni1af~ ~ Y ~ ' ~ U ~ U ~ # ~ ~ R ~ ~ ~ S ~
ci d a a' d w
niiz-3di. uonein&u4wosmsnaniaz ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ 6 ~ ~ ~ ~ 6 W M 1 ~ 6 ~ ~ 6
.d .A
dimurnrmit~~in~6ha~anis~e~~~1~la'8au(u~nunrrm3oufiuiififialah~b~z#~~~1#ama1uf~uq~~w
a
d u u ~ f6 m t ~ ~ m n 1 n ~ ~ ~ n w i 8 1 ~ ~ ~ ~ 1 ~ 6 d ~ 6 6 a ~ ~ 8 u ~ 1 ~ o 1 ~ ~ ~ n 6 ~ w6ins6fl$oqddiqiu8auit%9nuM
6 ~ 1 ~ o ~ ~ a ~ d 4 i ~ ~ o ~ ~ P o ~ ~ l l l a " ~ u ~ ~ ~ u i a u n i s z n a u
5qnl5s9e;
1 ' 4 * . 4 d d
I. bmadm&z%nis#flam~m~nnainl~o~auk&lai&-lnnnzousiai~~w~
d d
2. i ( n ~ ~ ~ i n z ~ u i ~ m j ~ a ~ u fl u n i r ~ ~ ~ n " u q ~ ~ n q ~ i n Q n ~ v u ~ a ~ ~ u ~ i
aaziaalciitGwis ma.2558&399Spd
d d
iunfiu+duqi~l~ u s a u s a u ~ ~ ~ u a ~ u m ~ n i ~ ~ a " n a w ~ f ~ ~ i w ~2550-ilepGuf~ 4 %a'u~i3nis
*a 4
vic*uiln~wruo~nnorui
6 l s r
~ d a w i 1 ~ 4 1 & ~ d a ~ a t p d n i ~ h ~ d i ~ n l n ~ a + 4 1 i o i &
1 *~ a c n r d 1 ~ e ~ a m ~ o ~ ~ u ~ ~ u u 1 ~ ~ a ~ n ~ 3 o o 0 - ~ i ~f~wauati~#ow~$aq*~f6~diit6da14~iu'bail~n~al"
s'd d A 9 1
~n~a~luni~n~pcou~nnisl4~iu~~~tvua~ui(h~~l4~~dat~nz~~oJlwi)wo~wa~41auw~~i~a
SICU ,OPDSUT~W)r~uGudazui0ia4ji~u~m
-a~ a r n s t l a ~ ~ ~ ~ i s ~ ~ ~ ~ h o d ~ ~ a d s z ~ ~ ~ ~ w ~ a ~ ~ d ~ i w
~ O Vd n r ria 9) ( 9 *
~ . ~ e v i t ~YiiA~nz%ni~di~iu~~~~dn~an10mi~un~uil(3iit8aiwiwulm~imuw'~ludrs
g ~ l d
dicdszmrr,6umpmdoupmu~tro~icdnz3i~iiU"uti&adrzuanduarn~imii~zI~&niiiGu.l4tiuaGfiuh
~ii~$~~wa~~u~lua3msulX'izuunalnd~i~iul~~1iuis~ni~
~ . Q ~ ~ U ~ H $ Q ~ C U U ~ I ~ ~ ~ B ~ ~ I & ? U O Z ~~ P ~ ~ ~ G ~ w $ ~ P R ~ ¶ J ~ K ~ N u R,~ a m n n I w ~ n ~ ~ 1 4 h
d 4
k%¶JQclUl,d%Jui9(1 ~ i & ~ 4 ) ~ ~ ~ 8 ~ i W ~ ~ 5 1
a 9,
3.91m~o~~u~uuuil~~o@ammno~l4drzdum ~ i ~ ~ r n ~ i i u ~ + i l ~ w i ~ w un5uurnontwui~fl~,
d s * d o r a t d
w ~ ~ ~ R = ~ Q ~ R u ~ ~ ¶ J ~ ~ u ~ H ~ktAl?~l?d!lf~~~~~l$(aun6v ~ U & V O I I ~ ~ A ' I Q ~ R U ~ ~ U U ~ ~ ~ P ~ W ~ )
qnle2nl5mmM Z I ~ ~ ~ B M W
d a
msciii~i~ua~uii~%tda~du~~nid~uin~ U L ~ R I Q Jttnz~uwma.$ I U ~ I ~ ~ # Q O ~ U I U U ~ L ~ Z ~ ~ ~
pi~u~a~Qi~tfi+~.tnouiia~GuoonBinhubwteu&rjiuii?t~utdo~oq~unisdui~wqnimr~~nzfanninsttaz~ii
~anaoul~~odrrnMilGiiula'u~nm . r i z ~ i u i s n ~ ~ n ~ n ~ s ~ o ~ u 1 & a ( d ~ ~ d u ~ o ~ ~ ~ a " o l 4
I Y W d
niaurdbinmiunist~n~nza(nsznt3oqIita~#q~sifii~~wa~tw'l~an~~~auaa~n'ai~a'a#e,~X~ldwfou~~uonsink
d a 2 d d
ii?nuno~n~rmtaniztd~~~~nmp1isnwi~iniuI#~ia~inzli~~uw"~do~~~~a~douAoisiiildrecycle~twudsz
~Suuuriaznniar9rra'clqa"ul~~zIusFu"Aold~GnXa~
I W P 9 4 9 )
u n w u l o n 1 ~ 1 u 7 i i o n 1 s d s " u d ~ ~ ~ t ~ ~ ~ 1 & u ~ 1 n ~ 1 ~ n 1 ~ ~ a f i ~ u d ~ z ~ 5 n ~ ~ a " ~ ~r.rpiwiu
& R S ? R # U ~ Q ~ ~
J ~ Y I ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ I ~ R ~ ~ Q W ' I P J ~ ( Q L ~ ' ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ' ~ " P J ~
1 9 ,
1. Q ~ ~ R ~ I ~ ~ ~ ~ ~ w ~ o P R ~ M ~ P I ~ z ~ w ' P B I ~ I ~ I ~ I ~ ~tu.wudoi~uiudriiwo~obwud&WI3+
4 - 4 - 9 ~ s ld
mnlula3oia~3r~~fiaiua~tdm~~u8iuims~atudarrmsnmbiam( ~ a ~ e , ~ X u ~ t ~ ~ u H i i n # a u ~ n ~ e
A ' d
hduwuni ~ d h d m ~ a o i n ~ ~ u 1 n ' 1 ~ n z 1 f i ~ o ~ s " n 3 n n ~ c l n i n n a ~ u 6 ~ 1 9 ~ ~
2. ~ ~ ~ % l d 3 ~ ~ ~ " % ~ ~ ~ ~ ~ ~ R ' ~ d ~ ~ 1 ~ i ~ 1 0 1 ~ ~ i 3 d ~&.rri~pmmnd~uiulu
4 9)
1 Y
c~-rniiiv'ba' rXliika&&~tr~u~fid1)u3n~i~ui~d3rn
Kdnd7al5~1s#u
3. i~unis4iamani~Innfou66a~aauania~i6iim0inn73~i~m6~u~~t6a'a~&;6~i~d~8~n'u
I
( i l ~ v ~ ~ i ~ k n i a ~ ~ Q ~ 1 1 ~ 1 ~ d / n i ~ ~ ~ ~ a ~ m a ~ m 9 m ? ~ ~ i 1 Q ' ~ g ~
&~LEII~BMw)
2.3 w d A,*
C~i<~rotdo.roouri?~ruunow~~iln~o~~6~ui60~81~im6dn9~in(~0.27a9~fl)numrunii1
A * B a d A
6a~rnrh!uunmniilhwi(ihkteizcs~66dn~im1~oonuuuw61ab~nafliuisnwn"~96a~~~1fl~~~1
m?i+&u~'lfl~imn~wnci~~'liltl&oonuiL~iEunfm)
d~~~~6of'~a~13J&ll~-ll:% Q ' U Q U Q € M H B ~ ~ ~ ? ~ ~ U ~ ~ ~ ~ ¶ . J I,SICU, O P D ~ T R U ~ ~ ~ T U66i3%AO(lflTTURlTIC%?I.*131dftlft#l
9 d d 9
I?~~~in'?lm~no.rlnnso~ilrrliiun~sl$~iuilnr t~~~9~nuL1~urouruli)~~uzd19q
n~sarilqu'v1%si~ur1nofod~m~10d/g~P;n~:~o@aoa"aonnu1.SICU ,o~oriR~nssu~ii3z~mzn~'1uni31~'IW.
9, A
wszdntn8116iaolwazis~l~imsiwJrzGuni.il$qiu~ m z6a~fi~nai~%a6~u61,auo~uz~1~q
1 4 1 4 r.2 or
msiismenun~au:uw.mcmmuuaruifpsn.w~rdmn&io.&s e . L q ? 2000
doctorpmmkQgmail.corm ;(FB)DrpNim ;0871413161
~ d i d n i 3 1 ~PrernW hsulin Un=:Short- acting insulin(Regubr Insulin)h ~ 6 ~Intermediate-
6s, d
actinn insulin(NPH) Zia$iqljDGuaz 2RRn 1 5 a a n ~ n ~ v a a u ~ ~ ~ ~ " u ~ n m a o i ~ i ~u a w % ~ a ~ a W i
A' d u
wah ~ii~il~~id~~1~lludom~n"a~~wziitua"ub~ua6unisd~uuiM"i~a'i~indadfuuida1~uama~~wa
s(ed16i~~arimrai~i~p18~do~u~~.&~a9niqdr"u ? n & d ~ ~ i ~ i a n ~ a u l u ~ ~( HemoqLobinA ~ Cf Cagg
~ ~ l ~ l b f l l ' ~ b 1 l ~b%kiFlU~3n$EW b h J 197Ut3A (DiabeticRetinopathy)1921u (Diabetic nephropathy)h . 6 F l
a i ~ i n ~ ~ u ~ ~ r a i v l ~ u ~ a i u a i(Diabetic neuropathy) d u w u ~ ~ ~ ~ n ~ n ~ a u ~ ~ a ~ i n ~ i l ~
d m . 1 1 ~10 3 k ~ ~ ~ v t i a a a i ~ ( ~ u r ~ i d T u ~ " ~ q i u~~ud~ib%miuodiaiauimu~d~dimiaaznuh
~a~o~1u~n~dn~~bei$ae~~m611a~6i~~a1u~~cl~i~iouih8umsi&o%sl
3
%.4Ml4 d m . o ~ % f l $ ~ lRapid -actins insulinac part) UnL Long -acting insulin ( Glargine 1
6" 3
o4iariouluaz 4 A% 6au~4udinmn i ~ a a n q w ~ ~ o a u i a " ~ u ~ n u u ~ ~ i ~ i ~% o ~ a n i ~ ~ n ~ d d i u a ~ i
l i u ~ i r i i a w i s ~ M " i ~ ~ ~ ~ ~ ~ i ~ i a ~ u ~ 8 ~ ~ n a ' b ~ u ~ d n ~~il?uamisoJ~~w~swdi~a"u~~6au~i~lba~mi
t f m i m a ~ m ~ ~ ~ ~ - ~ r i ~ 1 ~ 1 ~ a ~ ~ ~ ~ w ~ ~ ~ ~a~.ian~rtiini~~~mnh%kmn?nm,
Imusau~na'ini~~nwiuuu~~
Thiscasereport~acaseofosteamyelitisafthemancEiMe~
vague clinicaland radiographicfeatures. The )esiosr was largewith abwmral
t u m y ~ , ~ f o i l o w u p o f ~ c a ~ s h o n r e d s u c c e s a f u l t r e a $ n e n t
outanne.
Keywards :Chmic sclerosing osbom#M, sequestnrm, pus. hfedkm, mandible-
Update wound care2016
Y I A ~ ~ H ~~ ~ ~ ~ n d ) ~ ~ o d ~ ~ n i ~ ~ u 1 ~ " f u n i z ~ g . ~ ~ ~ ~ u 6 ~ a1111uqn
nriaeinunisQua%viui~~~~ndBn%~ziwa~6u~41aaadi~in2 n u i s o n ~ n i s ~ m o n C uRR
~ % ( I Y ~ ~ ~ I ' ~ u ~ ~ u o w ~ s ~ w P I I ~ ~ I ~1 ~ f l l ~ ~ ~ l ~ 1 0 J ~ ~ ~ l n ~ ' l f d p l l n ~ Z ~ f ~
9 9
9 4 w A s a
~lfi66Had~u1HU ~ ~ u i H l 6 ~ 1 6(Traumaticwound) ~L~LU~AIHSIR~~RUUO~
9
A e q @ a a o t (Nm-traumaticulcer ) ~ Y I U ~ B ( ~ I & ~ ~ ;~ ~ I R I I W R O I ~ ~ ~ ~ ~U I @ ~ I H R ~ R I ~ ~66wn
wwwmkdkwg ~-ww&~#m~wa-ww w u w h d & ~
- 4 . 4
m s s ' n v ~ u ~ ~ ~ c ~ a ~ ~ ~ w a ~ ~ ~ ~ n i s n ~ s ~ ~ ~ ~ u ~ ~i6nzgna%WJ
mn'1ul~"a1s~unu1~11~ai3~a1un'1a~~1~~a~~d6au1~da~~dqna"u%aaunazoriniz
"Updakm'tn'w"ld01UY86 6 ~ ~ ~ # 9 I l ~ ~ l s l ~ ~ l ~ m n a

ประชุมวิชาการครั้งที่14

  • 1.
  • 2.
    ประชุมวิชาการ โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่14 วันที่ 25-26 พฤษภาคม 2559 วิถีแห่งความสุข ของมนุษย์วัยทํางาน ณ ห้องประชุมรําไพพรรณี โรงพยาบาลพระปกเกล้า
  • 4.
    คํานํา การประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ประจําปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่๑๔ แล้ว ภายใต้แนวคิดหลัก (Theme) “วิถีแห่งความสุข ของมนุษย์วัยทํางาน” ซึ่ง Theme งานนี้ได้มาจากการระดมความเห็นและโหวต จากบุคลากรภายในโรงพยาบาล เนื้อหาการประชุมวิชาการในปี นี้จึงประกอบด้วย ปาฐกถาพิเศษ จากผู้ตรวจราชการ เขตสุขภาพที่ ๖ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ทํางานอย่างไรให้มีความสุข โดย รศ.(พิเศษ)นพ.อัษฎา ตียพันธ์ ผอ.รพ.สมิติเวชศรีราชา อดีตผอ.รพ.พระปกเกล้า ต่อด้วยเรื่อง สุขภาพดีวิถี คนทํางาน โดย นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์ รพ.พระจอมเกล้า ลงท้ายด้วยเรื่อง ชะลอวัยทํางานด้วยโยคะ โดย พญ.เสาวนิตย์กมลธรรม นอกจากหัวข้อบรรยายดังกล่าวแล้ว ยังมีหัวข้อสาระน่ารู้ update ทางวิชาการ จากแพทย์ทุกๆสาขาเช่น CPR update 2016 , update wound care เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการนําเสนอ ผลงานทางวิชาการเช่นเคยทั้ง R2R, CQI, IVT ผู้เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับความรู้ในการดูแลสุขภาพกาย-ใจของตนเองแล้ว ยังสามารถนําความรู้ไปแนะนําผู้ป่วยและญาติที่อยู่ในวัยทํางานได้ด้วย เพื่อในที่สุดแล้วเราจะมีบุคลากร สาธารณสุขที่มีสุขภาพดี สามารถให้บริการแก่ผู้ป่วยที่มีคุณภาพต่อไป (พญ.กนกกร สวัสดิไชย) ประธานคณะกรรมการจัดงานประชุมวิชาการ โรงพยาบาลพระปกเกล้าครั้งที่ ๑๔ ข
  • 5.
        สารบัญ หน้า บทนํา ก ส่วนที่1 1 กําหนดการประชุม2 กําหนดการนําเสนอ 3 รายชื่อกองบรรณาธิการและคณะกรรมการพิจารณางานวิจัย 5 ผลงานวิชาการ 7 ส่วนที่2 17 บทคัดย่อ 18 ส่วนที่3 144 รายชื่อบริษัทผู้สนับสนุน 145 สาระน่ารู้ 147
  • 6.
        1    ส่วนที่1 ♥ กําหนดการประชุม ♥ กําหนดการนําเสนอผลงาน ♥รายชื่อกองบรรณาธิการและ คณะกรรมการพิจารณางานวิจัย ♥ ผลงานวิชาการ
  • 7.
    2    วันพุธที่ 25 พฤษภาคม2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี 08.30-08.45 น. การแสดงเปิดงาน 08.45-10.00 น. พิธีเปิด โดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน” 10.00 -10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 10.15-12.00 น. บรรยาย "ทํางานอย่างไร ให้มีความสุข" โดย : รศ.นพ.อัษฎา ตียพันธ์ ผอ.รพ.สมิติเวช ศรีราชา 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.00-14.30 น. บรรยาย " สุขภาพดีวิถีคนทํางาน " โดย : นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์ รพ.พระจอมเกล้า นําเสนอสาระน่ารู้ Update วิชาการทางการแพทย์และการรักษา 13.00-13.25 น. • การวัดพังผืดของตับในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังด้วยเครื่อง Transient elastography โดย : นายแพทย์พุทธ เมืองไพศาล กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.พระปกเกล้า14.30-14.40 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 14.40-16.00 น. บรรยาย " สุขภาพดีวิถีคนทํางาน " (ต่อ) โดย : นพ.วิเชียรชัย ผดุงเกียรติวงษ์ รพ.พระจอมเกล้า 13.25-13.50 น. • การรักษาเบาหวานในเด็ก โดย : แพทย์หญิงฐาปนา รุ่งหิรัญวัฒน์ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม รพ.พระปกเกล้า 13.50-14.15 น. • Presurgical nasoalveolar molding technique for infant cleft lip and palate patient: A case report โดย : ทันตแพทย์ปฐมพร จงจรวยสกุล กลุ่มงานทันตกรรม รพ.พระปกเกล้า 14.15-14.40 น. • Diffuse sclerosing osteomyelitis of the mandible : a case report โดย : ทันตแพทย์กําธร อุทรักษ์ กลุ่มงานทันตกรรม รพ.พระปกเกล้า 14.40-14.50 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 14.50-15.15 น. • Update in Cervical cancer prevention โดย : แพทย์หญิงวินียา ศุขนิคม กลุ่มงานสูติ นรีเวชกรรม รพ.พระปกเกล้า 15.15-15.40 น. • ACL (เอ็นไขว้หน้าบาดเจ็บ) โดย : นายแพทย์พลชัย วงษ์ทองสาลี กลุ่มงานศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ รพ.พระปกเกล้า 15.40-16.05 น. • เครื่องถอนหัวเข็มฉีดยาออกจาก hub : ป้องกันอุบัติเหตุบุคลากรถูกเข็มทิ่มตํา โดย : นายแพทย์พรศักดิ์ ลิ้มวัฒนากุล กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.พระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี อาคารประชาธิปกศักดิเดชน์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า กําหนดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
  • 8.
        วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี 08.30-10.00 น. นําเสนอผลงานด้วยวาจา R2R 08.30-10.10 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CR/R2R/CQI 10.00-10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 10.10-10.25 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 10.15-12.00 น. นําเสนอผลงานด้วยวาจา R2R/CQI 10.25-12.00 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CQI 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.00-14.30 น. นําเสนอผลงานด้วยวาจา CQI/IVT 13.00-14.10 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CQI 14.30-14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 14.10-14.25 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster นําเสนอสาระน่ารู้ Update วิชาการทางการแพทย์และการรักษา 14.25-15.55 น. นําเสนอผลงาน E-Poster ด้วยวาจา CQI/IVT 14.45-15.10 น. • CPR update in 2016 โดย : นายแพทย์โพธิ์ จรรยาวนิชย์ กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.พระปกเกล้า 15.10-15.35 น. • Scrub the Hub ร่วมด้วยช่วยป้องกัน BSI โดย : น.ส.มุจรินทร์ แจ่มแสงทอง งานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล รพ.พระปกเกล้า 15.35-16.00 น. • Update Wound Care โดย : นายแพทย์กฤษณ์ จงแจ่มฟ้า กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.พระปกเกล้า ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี อาคารประชาธิปกศักดิเดชน์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า กําหนดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
  • 9.
    4    หมายเหตุ ; กําหนดการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม วันศุกร์ที่27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี 08.30-09.00 น. ชมภาพบรรยากาศการประชุม 09.00-10.00 น. บรรยาย “ชะลอวัยทํางานด้วยโยคะ” โดย : พญ.เสาวนิตย์ กมลธรรม 10.00 -10.15 น. พักรับประทานอาหารว่าง / ชม E-poster 10.15 -11.30 น. บรรยาย “ชะลอวัยทํางานด้วยโยคะ” (ต่อ) โดย : พญ.เสาวนิตย์ กมลธรรม 11.30-12.00 น. มอบรางวัลผลงาน เหรียญทอง/เงิน/ทองแดง และชมเชย หน่วยงานที่ส่งผลงานมากที่สุดในโรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2559 ห้องประชุมรําไพพรรณี ห้องประชุมลีลาวดี อาคารประชาธิปกศักดิเดชน์ โรงพยาบาลพระปกเกล้า กําหนดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14 “วิถีแห่งความสุขของมนุษย์วัยทํางาน”
  • 10.
        กองบรรณาธิการด้านเอกสารประกอบการประชุมวิชาการ โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14ประจําปี 2559 1. นายแพทย์โกมล ประภาสิต ประธานกรรมการ 2. นางอรสา ศิริวุฒิ กรรมการ 3. นางสาวจรินญา กาบสันเทียะ กรรมการ 4. นางสาวอุกายเกตุ ปิยารมย์ กรรมการ 5. นางสาวจตุพร เชยทอง กรรมการ 6. นางสาวรัชนิญา สนธิวรุณ กรรมการ 7. นางสาวธนัชชา แท่งทอง กรรมการ 8. นางสาววรัษฐา หอมมะลิ กรรมการ
  • 11.
    6    คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานวิชาการ โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14ประจําปี 2559 ประเภท clinical research และ R2R 1. นายแพทย์ภัทร์พงศ์ อุดมพัฒน์ 2. ดร.ยศพล เหลืองโสมนภา 3. ดร.ชดช้อย วัฒนะ ประเภท CQI และ IVT 1. ดร.ทองสวย สีทานนท์ 2. ดร.พรฤดี นิธิรัตน์ 3. ดร.บัญชา พร้อมดิษฐ์
  • 12.
        ผลงานวิชาการด้วยวาจา ประเภท งานวิจัยจากงานประจํา รหัส ชื่อเรื่องบทคัดย่อ (หน้า) R2R-O-1 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยา จากการคัดลอก คําสั่งการใช้ยางานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลลําพูน สุวรรณ ภิญโญจิตต์ นิตยา ชนะกอก จารุวรรณ วานม่วง 19 R2R-O-2 ผลลัพธ์ของการใช้Standing order Cryptococcal menigoencephalitis และ Pneumocystis Carinii pneumonia (PCP) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลสมเด็จ พระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร  นัดดา พรหมสาขา ณ สกลนคร 21 R2R-O-3 เปรียบเทียบผลการใช้วิธีการดูดเสมหะระบบปิดกับระบบเปิดต่ออัตราการเกิดปอด อักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและค่าใช้จ่ายการดูดเสมหะในผู้ป่วยที่ใช้ เครื่องช่วยหายใจ  ปาริชาต คุณวงศ์ 23 R2R-O-4 ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ จากการ ให้ยาและสารละลายที่มีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลสมเด็จพระ ยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ณัฐธิดา ทะคง  สุกันดา ศรีชาติ  เอี่ยมศิริ ฮดโสดา  ดรุณี มณีสิงห์  ปานใจ ฤาเดช 25 R2R-O-5 ผลการใช้แนวปฏิบัติเพื่อประเมินความสําเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ  นางสาวมณีรัตน์ โสมศรีแพง  ปานใจ ฤาเดช 27  
  • 13.
    8    รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ(หน้า) R2R-O-6 งานวิจัยจากงานประจํา การจัดการความรู้เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการลด พุงลดโรคลดเสี่ยง  บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ  ศุภรัตน์ แจ่มแจ้ง ดวงแข พิทักษ์สิน 29 R2R-O-7 ศึกษาผลโดยการใช้หลักปรับภาวะเสียสมดุลโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทาง กลศาสตร์ [Kinematic linkageImbalance- K.L.I.M.B]ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทยจังหวัดชลบุรี  ศุภวรรณ ตันติพิพัฒนา 31 R2R-O-8 การสร้างพลังใจเหนือกาย ในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี โดยโรงพยาบาล โคกเจริญ อําเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี  พิมฉวี จันทร์เพ็ญ 33 R2R-O-9 เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารด้วยเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ของฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์  สมนึก สุทธิรักษ์ศิริ 38 R2R-O-10 การพัฒนาสุขภาพนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยใช้กระบวนการจิตตปัญญา ใน เขตอําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร  ชนิกา ทองอันตัง  รศ.(พิเศษ) สุขสมัย สมพงษ์ 42
  • 14.
        ประเภท งานพัฒนาคุณภาพ รหัส ชื่อเรื่องบทคัดย่อ (หน้า) CQI-O-1 โครงการเตรียมก่อนคลอดด้วยจิตประภัสสร โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จังหวัดแพร่  วาสนา มณีทิพย์ 45 CQI-O-2 ปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่รักษาด้วยไฟฟ้า ทําให้ไม่พบผู้ป่วยพลัดตกหกล้ม และกระดูกหักข้อเคลื่อน หลังการรักษาด้วยไฟฟ้า  สามภพ สาระกุล  พรรณี มงคลศิริ  อัญชลี นักเสียง 47 CQI-O-3 การใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพเพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่คา สายสวนปัสสาวะ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร  ปาริชาต คุณวงศ์  สันทนา สัพโส 49 CQI-O-4 รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใน คลินิกพิเศษโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ตามกรอบแนวคิดของ B.I.C3 .S Model  ปิยพงศ์ สอนลบ  กัญญมล สุมาลี  สายสวาท คําสัตย์  อติมาน ศรีจักร 51 CQI-O-5 Pap Smear Mobility Unit in Community  สุรภา สุขสวัสดิ์ 53 CQI-O-6 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันครบวงจร โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ  นาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข  เรือเอกหญิงกอบกุล บัวสมบูรณ์  พันจ่าเอกจอมนรา ราชโพธิ์ทอง 55 CQI-O-7 นมแม่วิถีแห่งความสุขกับชีวิตคนทํางาน  วาสนา งามการ 57
  • 15.
    10    ประเภท นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ รหัส ชื่อเรื่องบทคัดย่อ (หน้า) IVT-O-1 นวัตกรรม VAP kit (ชุดอุปกรณ์ป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ)  ปาริชาต คุณวงศ์  มณีรัตน์ โสมศรีแพง  เอี่ยมศิริ ฮดโสดา  ณัฐธิดา ทะคง  สุพรรษา ผลมุ่ง 60 IVT-O-2 Casting model for the cast training  เรือโทกฤตนัย สารภี 62 ผลงานวิชาการประเภทโปสเตอร์ ประเภท งานวิจัยจากงานประจํา รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า) R2R-P-1 การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้ กลุ่ม การพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร  พรศิริ เรือนสว่าง กรุณา ลิ้มเจริญ ปิยะวดี ฉาไธสง 65 R2R-P-2 การค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จากผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด  ปิยะวดี ฉาไธสง เสาวลักษณ์ อภิสุข 68 R2R-P-3 การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรับประทานยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุง และสูตรเดิม ในผู้ป่วยเด็กที่ต้องส่งตรวจพิเศษ  สมฤดี เลิศงามมงคลกุล  ลัคณา สฤษดิ์ไพศาล  ลัทธยา อัศวจารุวรรณ 70
  • 16.
        รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ(หน้า) R2R-P-4 แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด  จินตนา ดาวเรือง  กมลพร ศิริสกุลเดชะ  ปิยะวดี ฉาไธสง เจษฎากรณ์ ฐานคร 72 R2R-P-5 การคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ด้วยผลคูณระหว่างความสูงของมดลูกกับ เส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือเมื่อเจ็บครรภ์คลอด  อรพินทร์ เตชรังสรรค์   วันเพ็ญ สุขส่ง 74 R2R-P-6 ผลการปรับระบบการต่อเครื่องช่วยหายใจและการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ  ปาริชาต คุณวงศ์  มณีรัตน์ โสมศรีแพง  ภิญญดา กองแก้ว 75 R2R-P-7 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยต่อความรู้และความเชื่อด้าน สุขภาพในการป้องกันตนเองจากการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการ ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นหญิง  สมบัติ รัตนะนาม  ชําเรือง แสงสุวรรณ  พรฤดี นิธิรัตน์  เพ็ญนภา พิสัยพันธ์ 77 R2R-P-8 ผลการใช้พลาสติกป้องกันการสูญเสียความร้อนในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนิ่วที่ไต โดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL)  วรนารถ สุจินต์  บวรวรรณ นาคลําภา 79
  • 17.
    12    ประเภท งานพัฒนาคุณภาพ รหัส ชื่อเรื่องบทคัดย่อ (หน้า) CQI-P-1 ประเมินระบบเฝ้าระวังไข้เลือดออก  รัชนี ทําจํารัส 84 CQI-P-2 พัฒนาระบบ “การให้ยาระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีพยาบาล”  รฐา โดนสูงเนิน  ระพีพรรณ มีสูงเนิน 86 CQI-P-3 วิสัญญีสัญจรเพื่อประชาชน  อรสา ตันตินพเก้า  รัชดาวรรณ ฉันทสุเมธี 88 CQI-P-4 การพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินค่า รักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก  จันทริกา สนั่นเกียรติเจริญ  ปิยวัฒน์ เมฆแดง 90 CQI-P-5 New look Emergency Cart  บุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส  กาญจนา โกกิละนันทน์  มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ ณภัทร ไวปุรินทะ 92 CQI-P-6 เปลี่ยนหลอดไฟห้องผู้ป่วยเป็นหลอดไฟแบบ ดาวน์ไลท์( Down light) แบบฝังฝ้า ทั้งหมด ทําให้ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงไม่สามารถปีนขึ้นไปถอด หลอดไฟมาทําลายและใช้เป็นอาวุธได้  สามภพ สาระกุล  พรรณี มงคลศิริ  อัญชลี นักเสียง 94 CQI-P-7 เอกสารประกอบการประชุม อบรม สัมมนา อิเล็กทรอนิกส์ (E- Annual General Meeting) วิภาวดี ต่อวงษ์ พิมพ์พนิต มงคลวงษ์ ภัทรวดี สุวรรณอาจ 95
  • 18.
        รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ(หน้า) CQI-P-8 การปรับต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบด้วยนวัตกรรม รีไซเคิล วรชัย นามวงษา นงคราญ วงษ์ดี 97 CQI-P-9 Two Days PPK Cath Lab วิรัตน์ ทักษ์คีรี ธันวา พิทักษ์สุธีพงศ์ ปิยะนันท์ ทิพโสต รัตนา เดิมสมบูรณ์ ปภาดา สุวรรณหิตาธร 99 CQI-P-10 การพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล ปาริชาต คุณวงศ์ สุกันดา ศรีชาติ ลาวัลย์ เพชรคํา 101 CQI-P-11 ผลของกิจกรรมพัฒนาต่อการลดลงของความคลาดเคลื่อนในงานผสมสารอาหารที่ ให้ทางหลอดเลือดดํา ยุคล จันทเลิศ กนกวรรณ ส่องสุข 103 CQI-P-12 วิถีแห่งความสุขของคนในห้องเอกซเรย์ มนูญ ตนัยโชติ 105 CQI-P-13 ผลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลคีรีมาศตามกรอบแนวคิดของ 4 P model ปิยพงศ์ สอนลบ มาตุพร นทีประสิทธิพร เพ็ญทหัย ธรรม์ปพนธ์ ฉัตรนัยน์ พุฒฟัก 107  
  • 19.
    14    รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ(หน้า) CQI-P-14 พัฒนาการดูแลแผลผู้ป่วยเบาหวาน อรุณรัตน์ เพิ่มผล ฉวีวรรณ ศรีอําไพ วรัตถ์นันท์ เวียสุวรรณ กัณฑิมา วงษ์บุญมี 109 CQI-P-15 การบริหารจัดการหอผู้ป่วยวัณโรค อุทัยวรรณ สิงห์คํา นรกมล ใหม่ทอง พัชรี ปุญญศรี พัชรินทร์ ชอบค้า ศิริมา เทพสุภา 111 CQI-P-16 การพัฒนารูปแบบการเปลี่ยนสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเครื่องดม ยาสลบ อมรา ลีแสน เรืองอุไร ธิเดช ดวงใจ วงศ์วิชิต ญานิณทร สมเนตร อจิราวดี ราชมณี 114 CQI-P-17 การพัฒนาระบบเพื่อดูแลภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด ( Neonatal Jaundice) เรณู จําชาติ   วิภารัตน์ ลครพล 116 CQI-P-18 การเปลี่ยนชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา  สุวิมล ทรัพย์เรืองศรี 118  
  • 20.
        รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ(หน้า) CQI-P-19 “หมอไม่ต้องลงมา เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง”ร่วมคิด พาทํา สู่ความเข้มแข็งในการ การควบคุมป้องโรคไข้เลือดออก กรณีศึกษา บ้านโนนรัง หมู่ที่ 2 ตําบลแก้งสนามนาง โรงพยาบาลแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี  นางรุ่งทิวา พลอยสุวรรณ์  นางสาวภคอร เกษนอก  นางสาววรุณยุภา ภักดีไทย   นางสาวโชติกา คําสิงห์นอก 120 ประเภท นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ (หน้า) IVT-P-1 วีดีทัศน์คําแนะนําการปฏิบัติตัวก่อน-หลังดมยาสลบและผ่าตัด ภาษาพม่า-กัมพูชา  สุพรรณิการ์ อมรวิจิตร  ระพีพรรณ มีสูงเนิน 123 IVT-P-2 “EASY GOAL”  อัจฉรา ประสิทธิสุขสม  มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์  นภาพร บัวเอี่ยม 125 IVT-P-3 คล้องสาย By stylet  สุภาพร สงวนดี  ทักษร เค้าแก้ว  วิยดา บุญประสิทธิ์  วิมลมาน ว่องไว  เพ็ญประภา ศรีรัตนบุตร 127  
  • 21.
    16    รหัส ชื่อเรื่อง บทคัดย่อ(หน้า) IVT-P-4 “AN Handbook” (ความรู้สําหรับประชาชนข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับวิสัญญี)  นภาพร บัวเอี่ยม  บุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส  อัจฉรา ประสิทธิสุขสม  มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ 129 IVT-P-5 การพัฒนาการประเมินทางเดินหายใจด้วยการใช้BMR(Bamrasnaradura Multi Ruler)  ติณณ์ธฤต ทัพโคกสูง  มนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์  บุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส 131 IVT-P-6 นวัตกรรมองศาเตียง เอี่ยมศิริ ฮดโสดา ปานใจ ฤาเดช 133 IVT-P-7 อุปกรณ์ป้องกันสาย Permanent Pacemaker เลื่อนหลุด ปรมาภรณ์ มากทรัพย์ ขนิษฐา ถังไชย 135 IVT-P-8 ที่นอนแผ่นเจลเพื่อลดอาการปวดหลัง สุดา วิทูรธีรศานต์ 138 IVT-P-9 Syringe เป๊ะ!!! ศิริมา เทพสุภา อุทัยวรรณ สิงห์คํา นรกมล ใหม่ทอง พัชรี ปุญญศรี พัชรินทร์ ชอบค้า 140 IVT-P-10 มหัศจรรย์กล่องพิชิตความหวาน วราวรรณ บุราณสาร 143
  • 22.
  • 23.
  • 24.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา : การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อนทางยาจาก การคัดลอกคําสั่งการใช้ยางานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลลําพูน โรงพยาบาล/ สถาบัน : โรงพยาบาลลําพูน จังหวัด : ลําพูน ชื่อเจ้าของผลงาน : นายสุวรรณ ภิญโญจิตต์, บธ.บ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน : นิตยา ชนะกอก, ปพ.ส. จารุวรรณ วานม่วง, พย.ม. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน : นายสุวรรณ ภิญโญจิตต์, บธ.บ. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):จากการศึกษาข้อมูลรายงานอุบัติการณ์ความ ระหว่างเดือน พ.ย. 2555 ถึงเดือน มี.ค. 2557 พบความคลาดเคลื่อนในการคัดลอกคําสั่งการใช้ยาโดย เจ้าหน้าที่พยาบาล จํานวน 64 ครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบถึงการส่งต่อข้อมูลในแผนการรักษาและการบริหารยาแก่ ผู้ป่วย ทางผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดที่จะปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานโดยนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาแก้ไข ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลการสั่งใช้ยา วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) : เพื่อพัฒนาระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการช่วยลดความ คลาดเคลื่อนในกระบวนการคัดลอกคําสั่งการใช้ยา ในแบบบันทึกการให้ยา ให้มีความถูกต้องปลอดภัย และ รวดเร็ว ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology): ประชากรเป้าหมายเป็นพยาบาลที่มีหน้าที่ในการคัดลอกคําสั่งการ ใช้ยา ซึ่งการวิจัยเพื่อการพัฒนา(Research and development) โดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมเพื่อค้นหาจุด เสี่ยงในการปฏิบัติงานโดยนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาแก้ไขปัญหา ระหว่างเดือน มิ.ย. 2557 ถึง พ.ค. 2558 และใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จํานวนและร้อยละ และใช้แบบสอบถามในการประเมินผลความพึงพอใจต่อ การใช้งานโปรแกรม ผลการศึกษา (Results): ผลการศึกษา ระหว่างเดือน มิ.ย 2557 ถึง พ.ค. 2558 พบว่าอุบัติการณ์ความเสี่ยงที่ เกี่ยวข้องกับการคัดลอกคําสั่งการใช้ยาคลาดเคลื่อน งานผู้ป่วยในของโรงพยาบาลลําพูนนั้น ลดลงจาก 64 ครั้ง เป็น 5 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 92.19 และความพึงพอใจในการใช้งานโปรแกรมอยู่ในระดับมาก สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ: การนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ในการจัดการข้อมูลในการจัดทํา แบบบันทึกการให้ยา ทดแทนการคัดลอกโดยเจ้าหน้าที่พยาบาล ช่วยลดข้อผิดพลาด และยังช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทํางานสามารถทํางานได้รวดเร็วขึ้นช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลา การทํางาน แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 25.
    20    การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา : ได้นําเอาระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นไปใช้ใน การจัดทําแบบบันทึกการให้ยาผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในหอผู้ป่วยในทั้งหมดภายในโรงพยาบาลลําพูน บทเรียนที่ได้รับ: การนําเอาระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยสร้างระบบป้ องกันที่ดีสามารถป้ องกันความคลาด เคลื่อนที่เกิดขึ้นได้ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ : เป็นการแก้ไขปัญหาภายใต้กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เป็นหัวใจหลักสําคัญใน การบริหารงานของโรงพยาบาล ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาและร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาจากทีมสห วิชาชีพ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการบริหารความ เสี่ยงโรงพยาบาลลําพูนและกลุ่มงานเภสัชกรรม กลุ่มงานหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลลําพูน ในการศึกษา ข้อมูลและทดสอบการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และสถานที่
  • 26.
        ชื่อเรื่องงานวิจัย ผลลัพธ์ของการใช้Standing orderCryptococcal menigoencephalitis และ Pneumocystis Carinii pneumonia (PCP) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ชื่อเจ้าของผลงาน น.ส.นัดดา พรหมสาขา ณ สกลนคร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภ.บ. (บริบาลเภสัชกรรม) ชื่อผู้ร่วมผลงาน นายสุเมธ รัตนมณีกรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พ.บ.ว.ว. (อายุรศาสตร์) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นายสุเมธ รัตนมณีกรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พ.บ.ว.ว. (อายุรศาสตร์) ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background&Rationale): จากการทํางานพบว่าแม้จะมีแนวทางในการรักษา ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็น Cryptococcal meningoencephalitis และ Pneumocystis carinii pneumonia (PCP) แต่ มักจะได้รับการดูแลรักษาไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ในส่วนของ severity of disease ขนาดยา ระยะเวลาการให้ ยา การประเมินผลข้างเคียงจากการใช้ยา ฯลฯ จึงเกิดการจัดทําและใช้Standing order ขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives): เพื่อให้แพทย์เภสัชกร และพยาบาล ให้การรักษาผู้ป่วยเอชไอวีที่ เป็นโรค Cryptococcal meningoencephalitis และ PCP ได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง มากขึ้น ระเบียบวิธีวิจัย (ResearchMethodology): เป็นการวิจัยโดยการสังเกตเชิงวิเคราะห์ โดยการใช้Standing order ใน กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เป็น Cryptococcal meningoencephalitis และ PCP ที่นอนโรงพยาบาลทั้งหมด โดย ทบทวนแฟ้มประวัติย้อนหลังก่อนใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2555 ถึง 30 ก.ย. 2557 และหลังใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2557 ถึง 30 มิ.ย. 2558 เปรียบเทียบสัดส่วนความถูกต้องครบถ้วนของการรักษาตาม Standing order วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติ Chi-square test ผลการศึกษา (Results): กลุ่มใช้Standing order ของ Cryptococcal meningoencephalitis การรักษาทุกระยะมี ความครบถ้วนถูกต้องมากขึ้น โดยระยะ consolidation, maintenance และ secondary prophylaxis มีความถูก ต้องครบถ้วนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิต (P<0.05) ภาวะ Hypokalemia และ Acute renal failure ก่อนและหลัง ใช้อัตราการเกิดใกล้เคียงกัน (6.71±3.29,7.00±3.50วันและ7.25±3.67,8.25±2.36วันตามลําดับ)กลุ่มใช้Standing order ของ PCP ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติระหว่างก่อนและหลังใช้ ยกเว้นเรื่องระยะเวลา การรักษาของ Secondary prophylaxis มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P=0.007) สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ: การใช้Standingorderของทั้ง2โรคทําให้การรักษาทําได้อย่างครบถ้วน ถูกต้องมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่ครั้งนี้จํานวนตัวอย่างที่น้อยอาจยังไม่เพียงพอต่อการประเมินทั้งยังไม่มีการเก็บความ ยากง่ายของการใช้ความพึงพอใจของผู้ใช้Standingorderและต้องมีการเก็บจํานวนผู้ป่วยที่มีการกลับเป็นซํ้าของโรค เพิ่มเติมในครั้งต่อไป การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา : การนํา Standing order มาใช้เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยทั้ง 2 โรคให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องครบถ้วนจะนํามาซึ่งประสิทธิภาพของการดูแลรักษาสูงสุด บทเรียนที่ได้รับ: การมีแบบแผนที่เป็นรูปธรรมให้เห็นชัดเจนนําไปสู่การรักษาที่ครบถ้วนถูกต้องมากขึ้น
  • 27.
    22    ปัจจัยแห่งความสําเร็จ: คณะกรรมการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อและทีมผู้รักษามีความตั้งใจที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยให้ หายจากโรคและได้รับการรักษาที่ดีที่สุด นําไปสู่การคิดพัฒนาปรับปรุงงานจึงเกิด Standing order ขึ้น การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: คณะผู้บริหารให้ความสําคัญและสนับสนุนการให้การ ดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเต็มที่ การติดต่อกับทีมงาน: นัดดา พรหมสาขาฯ 086-8599594 nadtoy@live.com, สุเมธ รัตนมณีกรณ์ 091- 0615717 sumeth_saebe@hotmail.com
  • 28.
        ชื่อเรื่อง เปรียบเทียบผลการใช้วิธีการดูดเสมหะระบบปิดกับระบบเปิดต่ออัตราการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อ จากการใช้เครื่องช่วยหายใจและค่าใช้จ่ายการดูดเสมหะในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ เจ้าของผลงาน ปาริชาตคุณวงศ์ พย.บ.งานผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร ความสําคัญ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่รับการรักษาที่หอผู้ป่วยหนักมักจะระบบหายใจล้มเหลวได้รับการรักษาโดย ใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ และในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหรือสงสัยว่าเป็น วัณโรค ผู้ป่วยจะได้รับการจัดไว้ในห้องแยกและใช้การดูดเสมหะแบบระบบปิดเนื่องจากเชื้อวัณโรคเป็นเชื้อ ที่แพร่กระจายทางอากาศ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจว่านอกจากการป้องกันแพร่กระจายของเชื้อโรคแล้วการดูด เสมหะระบบปิดจะสามารถใช้ป้องกันปอดอักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ และมีค่าใช้จ่าย ที่แตกต่างกันมากน้อยเท่าใด วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวิธีการดูดเสมหะระบบปิดกับวิธีการดูดเสมหะระบบเปิดต่อ อุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ค่าใช้จ่ายในการดูดเสมหะ และระดับความคิดเห็นของ พยาบาลต่อวิธีการดูดเสมหะระเบียบวิธีวิจัย เป็นการวิจัยแบบ retrospective study กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ ใช้วิธีการดูดเสมหะระบบปิด 25 ราย และ ผู้ป่วยที่ใช้วิธีการดูดเสมหะระบบเปิด 25 ราย พยาบาลวิชาชีพที่ ปฏิบัติงานในไอซียู12 คน ช่วงเดือนตุลาคม 2555 ถึงเดือน มีนาคม 2558 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบ รายงานการเฝ้าระวังการติดเชื้อปอดอักเสบจากผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจของ รพ. สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน รายงานค่าใช้จ่ายของงานผู้ป่วยหนักจากระบบ HosXp ของ รพ.สมเด็จพระ ยุพราชสว่างแดนดิน แบบสอบถามระดับความคิดเห็นพยาบาลต่อการดูดเสมหะระบบปิดและระบบเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่คํานวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน P value ผลการศึกษา การดูดเสมหะระบบปิดมีอัตราการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อจากการใช้เครื่องช่วยหายใจน้อยกว่า ระบบเปิด 1.2 ครั้งต่อ 1000วันนอนใช้เครื่องช่วยหายใจ P < .002 ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ การ ดูดเสมหะทั้งสองระบบไม่มีผลต่อการเพิ่มหรือลดอุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจแต่อาจ มีผลกับระยะเวลาการเกิดปอดอักเสบซึ่งต้องเก็บข้อมูลต่อ ด้านค่าใช้จ่าย เมื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้นการดูดเสมหะ ระบบปิดค่าใช้จ่ายลดลง ตรงข้ามกับดูดเสมหะระบบเปิดเมื่อระยะเวลาเพิ่มขึ้นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตาม ด้าน ระดับความคิดเห็น การสัมผัสกับเสมหะผู้ป่วย ระยะเวลาการปฏิบัติงาน ความสะดวกในการใช้งาน ความพึง พอใจของผู้ปฏิบัติต่อการดูดเสมหะระบบปิดจะมากกว่าระบบเปิด ส่วนด้านประสิทธิภาพในการดูดเสมหะ นั้นวิธีการดูดเสมหะระบบเปิดจะมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเปิด สรุปผลและข้อเสนอแนะ การดูดเสมหะทั้งสองระบบมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ถ้าผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ได้รับการดูดเสมหะอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้วก็จะไม่ทําให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ป้องกัน ภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการดูดเสมหะ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค และยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้ได้ ประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าคุ้มทุน การนําผลงานไปใช้ เป็นตัวเลือกในการใช้วิธีดูดเสมหะ และนําไปพัฒนาแนวปฏิบัติการดูดเสมหะใน รพ.
  • 29.
    24    บทเรียนที่ได้รับ นอกจากการดูแลผู้ป่วยที่ดี ต้องคิดถึงแง่มุมด้านผู้ปฏิบัติและความคุ้มทุนในการใช้วัสดุ อุปกรณ์ด้วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การช่างสังเกตและนําหลักฐานเชิงประจักษ์มาช่วยในการดูแลผู้ป่วยจะทําให้ดูแล ผู้ป่วยดียิ่งขึ้น การสนับสนุนจากองค์กร สนับสนุนให้ทําการวิจัยในการทํางานและหาวิธีการทํางานโดยใช้หลักฐานเชิง ประจักษ์
  • 30.
        ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้ องกันการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ จากการให้ยาและสารละลาย ที่มีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร นางสาวณัฐธิดา ทะคง พย.บ., นางสุกันดา ศรีชาติ พย.บ. นางสาวเอี่ยมศิริ ฮดโสดา พย.บ., นางสาวดรุณี มณีสิงห์ พย.บ., นางสาวปานใจ ฤาเดช พย.บ. บทคัดย่อ ที่มา : การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ เป็นอุบัติการณ์หนึ่งที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต จากการ ทบทวนอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบในหอผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน ปี 2555 - 2557 พบว่า คิดเป็นอัตรา 3.13, 3.87 และ 6.07 วัตถุประสงค์ : เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ เพื่อประเมินผล การใช้แนวปฏิบัติ และประเมินระดับความคิดเห็นของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ ระเบียบวิธีวิจัย : การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อ ป้องกัน การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ประชากรคือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน ในระหว่างวันที่ 1 มี.ค. - 31 พ.ค. 2558 จํานวนทั้งหมด 77 คน และพยาบาลวิชาชีพใน หอผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน จํานวน 12 คน วิธีการศึกษา สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกัน การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ จากการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ และดําเนินการวิจัยโดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA เก็บรวบรวมอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ และระดับความคิดเห็น ของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าจํานวน ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการศึกษา : พบว่า หลังใช้แนวปฏิบัติ ในเดือน มี.ค. - พ.ค. 2558 พบอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดํา อักเสบ คิดเป็นอัตรา 5.37, 6.68 และ 13.33 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ได้แก่ ปัจจัยด้าน อายุ โรคประจําตัว การติดเชื้อในร่างกาย ภาวะโภชนาการ ตําแหน่งการแทงเข็ม ชนิดของยาปฏิชีวนะที่ ได้รับ ชนิดของยาเสี่ยงสูง ที่ได้รับระดับความคิดเห็นของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ อยู่ในระดับพอใจ มาก ที่ค่าเฉลี่ยรวม 4.11 สรุป อภิปรายผล และเสนอแนะ : จากผลการศึกษา พบว่ายังมีอุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดําอักเสบ ผู้วิจัยจึงมีการพัฒนาแนวปฏิบัติ โดยได้เพิ่มการเฝ้าระวังดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาและสารละลายที่มีความเสี่ยง สูงอย่างต่อเนื่อง ให้มากขึ้น เพื่อการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพและนําไปสู่การลดอุบัติการณ์การเกิดหลอด เลือดดําอักเสบต่อไป
  • 31.
    26    การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา : ได้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอด เลือดดําอักเสบ จากการให้ยาและสารละลายที่มีความเสี่ยงสูงมาใช้ในหน่วยงาน และได้ผลการวิจัยมา พัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น บทเรียนที่ได้รับและปัจจัยแห่งความสําเร็จ : คือการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุก คน การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร : ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและหัวหน้าใน หน่วยงาน
  • 32.
        ชื่อเรื่องงานวิจัย: ผลการใช้แนวปฏิบัติเพื่อประเมินความสําเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ นางสาวมณีรัตน์ โสมศรีแพงพย.บ.,นางสาวปานใจ ฤาเดช พย.บ. แผนกผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน ความสําคัญ จากสถิติโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน ปีงบประมาณ 2555 -2556 พบว่า หย่า เครื่องช่วยหายใจสําเร็จ ร้อยละ 61.58 และ 79.23 ทําให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล และยังทําให้ เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น เกิดภาวะเครียด ภาวะหมดหนทางรักษาและภาวะสิ้นหวัง ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ดูแลใกล้ชิดควรให้ความใส่ใจต่อปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อความสําเร็จและความ ล้มเหลวในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ5 ด้วยเหตุนี้เพื่อช่วยให้การประเมินการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้สําเร็จ จึงได้จัดทําแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมความสําเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น จากประสบการณ์การทํางานในหอผู้ป่วยวิกฤตของผู้ศึกษา พบว่า การหย่าเครื่องช่วยหายใจจะให้ แพทย์เป็นผู้พิจารณาเท่านั้น บุคลากรจบใหม่ประสบการณ์น้อยเกิดความไม่มั่นใจ ไม่มีแนวปฏิบัติในการ หย่าเครื่องช่วยหายใจที่ชัดเจนเพื่อสื่อสารระหว่างวิชาชีพ เกิดความล่าช้าและใช้เวลาในการหย่าเครื่องช่วย หายใจมากขึ้น ทางผู้ศึกษาจึงได้สร้างแนวปฏิบัติขึ้นเพื่อใช้ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการหย่า เครื่องช่วยหายใจ วัตถุประสงค์ 1.เพื่อสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ 2.เพื่อประเมินผลการใช้แนว ปฏิบัติในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ 3.เพื่อประเมินระดับความคิดเห็นของพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติทางการ พยาบาล ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology): รูปแบบการวิจัยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ(action research) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยทุกราย ที่ได้รับการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2554 – 30 กันยายน 2556 จํานวน 307 คน เปรียบเทียบกับหลังใช้แนวปฏิบัติในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2556 – 30 กันยายน 2558 จํานวน 288 ราย ขั้นตอนการศึกษา ;โดยใช้วงจรคุณภาพ PDCA เครื่องมือ แนวปฏิบัติการหย่าเครื่องช่วยหายใจและแบบสํารวจความคิดเห็น
  • 33.
    28    การวัด การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ระยะเวลาการศึกษา 1กันยายน 2554 -30 กันยายน 2558 ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลผู้ใช้มีความพึงพอใจในการใช้แนวปฏิบัติ ร้อยละ92.31 ผู้ป่วยสามารถหย่า เครื่องช่วยหายใจสําเร็จ ร้อยละ 93.06 สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ การใช้แนวปฏิบัติอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องอาศัยประสบการณ์ ในการดูแลผู้ป่วยด้วย เช่น การวัด Cuff leak test และควรมีการทํา cuff leaked volume เพื่อให้เกิดคุณภาพ มากขึ้น การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา มีการนําแนวปฏิบัติไปใช้และขยายผลในหน่วยงานลักษณะ เดียวกัน บทเรียนที่ได้รับ: ผลการประเมินผ่านเพียงอย่างเดียว ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะผ่านเสมอไป ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความสําเร็จไม่ได้มาจากผู้ป่วยอย่างเดียว ขึ้นกับประสิทธิภาพการทํางานเจ้าหน้าที่ ร่วมด้วย การสนับสนุน - ติดต่อ Image_nee@hotmail.com
  • 34.
        ชื่อเรื่อง งานวิจัยจากงานประจํา การจัดการความรู้เพื่อหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการลดพุงลดโรคลดเสี่ยง สถาบันวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี จังหวัด.ราชบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาว บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา กศด.(ประชากรศึกษา) ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นาง ศุภรัตน์ แจ่มแจ้ง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม. (การพยาบาลผู้ใหญ่) 2. นาง ดวงแข พิทักษ์สิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม. (การพยาบาลผู้ใหญ่) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา กศด.(ประชากรศึกษา) ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):- เนื่องจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี มีบุคลากรที่มีไขมันใต้ผิวหนัง เกินจํานวน 56 คน จาก 73 คน คิดเป็นร้อยละ 76.71 และเข้าข่ายอ้วน 27 คนใน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 3.70 โดยการวิจัย เชิง ปฏิบัติการเพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดีในการเฝ้าระวังลดพุงลดโรคลดเสี่ยง , ในเพศหญิงและเพศชาย โดย นําผล การตรวจร่างกายประจําปี 2557 มาวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค ปฏิบัติการเพื่อหาแนวทาง ปฏิบัติการลดพุงลดความเสี่ยงจากโรคที่กําลังจะเกิดเช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives).วิเคราะห์หาแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านการลดพุงลดโรคลดเสี่ยง ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- เก็บรวบรวมข้อมูลจากบุคลากรของวิทยาลัยจํานวน 110 คน ตั้งแต่วันที่ ธันวาคม 2557 – ธันวาคม 2558วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ( X )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบผลการตรวจร่างกายก่อนและหลังการทดลองรายบุคคล ผลการศึกษา (Results):-ผลการวิจัย พบว่าประชากร มีอายุระหว่าง 35-55 ปีจํานวน 54 คนคิดเป็นร้อยละ 74 มีโรคประจําตัว 34 คนคิดเป็นร้อยละ 46.57 พฤติกรรมการบริโภคเพิ่มขึ้น ทั้งมื้อ/จํานวน รับประทานอาหาร หวานเค็มเผ็ด ของทอดเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลเป็นองค์ประกอบเพิ่มขึ้น กินผักผลไม้ลดลง การออกกําลังกาย มากขึ้น การควบคุมความเครียดได้มากขึ้น ผู้ที่มีโรคประจําตัว เป็นอาจารย์จํานวน 13 คน สายสนับสนุน 21 คน ภายหลังการเสร็จสิ้นกระบวนการปฏิบัติการของบุคลากรทั้ง 34 คน พบว่า ความดันโลหิตที่มีค่าเกิน มาตรฐานลดลงจาก 6 คน เหลือ 2 คน ค่า Cholesterol ที่เกินมาตรฐาน 9 คนลดลงเหลือ 3 คน Triglyceride ที่ เกินมาตรฐาน 11 คนลดลงเหลือ 2 คน BMI ที่เกินมาตรฐาน 24 คนยังคงเหลือ 24 คนเท่าเดิม รอบเอวที่เกิน มาตรฐาน 11 คนเพิ่มเป็น 13 คน ผู้มีนํ้าหนักเพิ่มขึ้นรอบ 3 เดือนนี้ 15 คน และมีผู้ที่มีนํ้าหนักลดลง 8 คน สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ สรุปผล บทสรุปสําหรับแนวปฏิบัติที่ดีในการลดพุงลดโรคและลดเสี่ยงคือการลดนํ้าหนักที่เพิ่มและBMIยัง เกินมาตรฐานโดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เกินให้ลดลงและการออกกําลังเพื่อเพิ่มการเผา ผลาญอาหารส่วนเกินตามหลักการดุลยภาพของชีวิตคืออาหารเพื่อพลังงานที่เข้าไปเท่ากับพลังงานที่ใช้ไป แนวปฏิบัติที่ดีคือการให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทาน การลดอาหารที่เป็น Trans fat ลดแป้ง นํ้าตาล แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 35.
    30    ของหวาน นํ้าอัดลม เพิ่มการรับประทานผักผลไม้2-3มื้อ/วัน การลดนํ้าหนักที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาว คือการลดพลังงานจาก อาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่ เป้าหมายที่เหมาะสมในการลด นํ้าหนัก คือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ5-10ในช่วง 6-12เดือนและเพิ่มการออกกําลังกาย ครั้งละ 20-30 นาทีสัปดาห์ละ 5 วัน การลดนํ้าหนักในระยะยาวที่จะได้ผลดีนั้นจําเป็นทีจะต้องมีการออกกําลังกาย ร่วมด้วยเสมอ ข้อเสนอแนะเนื่องจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบไร้พุงจึงควรมีการ ประกาศนโยบายในการบริโภคอาหารอ่อนหวาน อ่อนเค็ม ขยับกาย สลายไขมัน ฯลฯควรมีการจัดการให้ ความรู้ในการส่งเสริมและการป้องกันโรคตามหลัก 3 อ.2 ส. อย่างต่อเนื่องจนเกดพฤติกรรมที่เหมาะสมมี การวิจัยการจัดการความรู้เรื่องการบริโภคอย่างไรสุขภาพร่างกายแข็งแรงปลอดโรคหรืออื่นๆเช่นอาหารไทย เหมาะกับคนไทยอย่างไรควรมีการส่งเสริมการกินอยู่อย่างไทย เพื่อดํารงเอกลักษณ์ไทยและส่งเสริมอาหาร ไทยสู่อาหารโลก การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา: ได้นํามาใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการปฏิบัติตนในเรื่อง พฤติกรรมการบริโภค การออกกําลังกายและการควบคุมความเครียดกับบุคลกรของสถาบัน จนวิทยาลัยเป็น สถาบันองค์กรไร้พุงต้นแบบและถ่ายโอนความรู้สู่ชุมชนดอนตะโกและดอนแจงเพื่อชุมชนสุขภาพดี บทเรียนที่ได้รับ: พบว่า ความรู้ทางวิชาการอธิบายจนเข้าใจแต่หากขาดความตั้งใจนําไปใช้ปฏิบัติย่อมไม่เกิด ผลสําเร็จดังนั้นหากรู้เข้าใจและนําไปใช้จริงย่อมเกิดผลสําเร็จที่เป็นรูปธรรม(เช่นค่าผลการตรวจเลือดและ ร่างกายมีแนวโน้มทางที่ดีขึ้น สมรรถภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น) ดังนั้นควรนําแนวปฏิบัตินี้ไปทําอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยแห่งความสําเร็จ คือ:ความมีวินัยในตนเอง การมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลตนเอง (เพื่อ จะได้ไม่เป็นภาระพึ่งพึงผู้อื่นในอนาคต) การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร:ได้รับเงินสนับสนุนในการทําวิจัยและการทํากิจกรรม ต่างๆจากวิทยาลัยฯ การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail)บําเพ็ญ พงศ์เพชรดิถ เบอร์ โทรศัพท์มือถือ 0818571669 E-mail: phongphetdit@gmail.com
  • 36.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา ศึกษาผลโดยการใช้หลักปรับภาวะเสียสมดุลโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทางกลศาสตร์ [Kinematic linkageImbalance- K.L.I.M.B]ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทยจังหวัดชลบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน กภ.ศุภวรรณ ตันติพิพัฒนา นักกายภาพบําบัด 5 ฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขากายภาพบําบัด ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale): ในปัจจุบันโรคข้อเข่าเสื่อมพบได้บ่อยถึงร้อยละ 50 ของจํานวนผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการปวด ข้อในผู้ป่วยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีอาการปวดรุนแรงมากกว่า เนื่องจากเป็นข้อที่รับนํ้าหนักและใช้งาน มาก ดังนั้น ผู้วิจัยในฐานะนักกายภาพบําบัด งานกายภาพบําบัด ฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู จึงจัดทําโครงการ เพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจําวันในผู้ป่ วยข้อเข่าเสื่อมโดยใช้หลักการปรับภาวะเสียสมดุล โครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทางกลศาสตร์เพื่อให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมีความรู้ความเข้าใจในพยาธิสภาพของ รอยโรคเพิ่มมากขึ้น และนําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้จึงส่งผลให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตที่ ดีขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) เพื่อศึกษาผลการใช้หลักปรับภาวะเสียสมดุลโครงสร้างที่มีการเชื่อมโยงทางกลศาสตร์ [Kinematic linkage Imbalance] ในการเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจําวันในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ระเบียบวิธีวิจัย(Research Methodology):เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลผู้ป่วยนอก ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ในโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย จังหวัดชลบุรี เดือนตุลาคม 2556 ถึง ธันวาคม 2558 จํานวน 40 ราย กลุ่มทดลองซึ่งได้รับการรักษาด้วย Physical modalities ร่วมกับให้โปรแกรมการออกกําลังกาย โดยใช้หลัก K.L.I.M.B ทํา 20-30 นาที /ครั้ง สัปดาห์ 3 วัน /สัปดาห์ นาน 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบประเมินความ ปวดVAS แบบประเมินข้อเข่า KOOSแบบทดสอบสมรรถภาCST แบบประเมิน SCTก่อนและหลังการรักษา ผู้ป่วยได้รับการเก็บข้อมูลก่อนการรักษาด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi- Square t-test และPaired t-test แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 37.
    32    ผลการศึกษา (Results):พบว่ากลุ่มทดลองซึ่งได้รับการรักษาด้วย Physicalmodalities ร่วมกับโปรแกรมโดย ใช้หลัก K.L.I.M.B ผลคะแนนความปวด(VAS)เฉลี่ยก่อน 7.55 + 1.48 และมีคะแนนความปวด(VAS)เฉลี่ย หลังรับบริการ 2.90 + 1.17 พบว่าผลคะแนนแบบสอบถาม KOOS ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีค่าเฉลี่ย ก่อนการ รักษา 100.18 + 33.07 และมีลดลง 46.10 + 19.90 พบว่าค่าเวลาการทดสอบจากนั่งลุกยืน (CST) มีค่าเฉลี่ย ก่อนการรักษา 5.10 + 2.67 วินาที และมีค่าเฉลี่ยหลังการรักษาลดลง 2.50 + 1.35วินาที พบว่าค่าเวลาทดสอบ การขึ้นลงบันได (SCT) มีค่าเฉลี่ยก่อนการรักษา 38.17 + 34.53 วินาที และลดลง 22.32+ 18.50 วินาที หลัง การรักษา อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.01) และผู้ป่วยมีความพึงพอใจในบริการ พบว่าผลคะแนนความพึง พอใจเฉลี่ยก่อนมารับบริการ คิดเป็นร้อยละ76.42 + 7.64 และเฉลี่ยหลังมารับบริการ คิดเป็นร้อยละ 94.23 + 6.54 สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ: พบว่าการรักษาด้วยPhysical modalities ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี อย่างไรก็ดีกลุ่มทดลองซึ่ง ได้รับการรักษาด้วย Physical modalities ร่วมกับโปรแกรมโดยใช้หลัก K.L.I.M.B ทําให้ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมี ระดับความปวดลดลง ช่วยเพิ่มสมดุลย์การทรงตัว (Balance) และยังช่วย Function mobility ได้เพิ่มขึ้น การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา นักกายภาพบําบัดได้นําเทคนิค K.L.I.M.B มาใช้ประยุกต์ในการตรวจประเมิน วางแผนการรักษา และให้การรักษาทางกายภาพบําบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมแบบองค์รวม เพื่อ เพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจําวันในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด บทเรียนที่ได้รับ: 1.มีแบบประเมินการวัดความรู้ก่อน-หลังการจัดการสอนให้ความรู้เรื่องโรคข้อเข่าเสื่อมเป็น รายบุคคลและญาติ ให้มีส่วนร่วมในโปรแกรมการออกกําลังกายโดยกลับไปทําที่บ้านเองอย่างต่อเนื่องและ สมํ่าเสมอ 2.ทําการเปรียบเทียบผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ระหว่างกลุ่มการรักษาทางกายภาพบําบัดทั่วไป กับการใช้ เทคนิค K.L.I.M.B ว่ามีผลการศึกษาแตกต่างกันอย่างมีความสําคัญอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ นักกายภาพบําบัดต้องมีความเข้าใจในพยาธิสภาพของโรคข้อเข่าเสื่อมและเทคนิค K.L.I.M.B มาใช้ ประยุกต์ได้อย่างถูกต้องครอบคลุมถึงปัญหาผู้ป่วยอย่างแท้จริง และสามารถนําโปรแกรมการรักษากลับไป ทําต่อเนื่องที่บ้าน รวมทั้งยังมีองค์ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับข้อเข่าเสื่อมในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้อํานวยการ หัวหน้าฝ่ายเวชกรรมฟื้นฟู และหัวหน้าหน่วยงานสนับสนุนในเรื่องการดําเนินการของ อนุมัติจัดทําโครงการ และเป็นที่ปรึกษา
  • 38.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การสร้างพลังใจเหนือกาย ในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี โดยโรงพยาบาลโคกเจริญอําเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวพิมฉวี จันทร์เพ็ญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทม.(จิตวิทยาการให้คําปรึกษา) ชื่อผู้ร่วมผลงาน..กลุ่มพลังหนุมาน สสจ.ลพบุรี ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวพิมฉวี จันทร์เพ็ญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทม.(จิตวิทยาการให้คําปรึกษา) ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale ) ปัจจุบันโรคติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม สถานการณ์ของประเทศไทยจากข้อมูลสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ พบว่าอัตราตายต่อประชากรแสนคน ด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease : CHD) ทุกกลุ่มอายุ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เปรียบเทียบปี พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๗ เท่ากับ ๒๒.๔๗ , ๒๓.๔๕ , ๒๖.๙๑ และ ๒๗.๘๓ ตามลําดับ และอัตรา ผู้ป่วยในต่อประชากรแสนคนด้วย CHD เปรียบเทียบปีพ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๕๖ เท่ากับ ๓๙๗.๒๔ , ๔๑๒.๗๐ , ๔๒๗.๕๓ และ ๔๓๕.๑๘ ตามลําดับ และจากการสํารวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ ๑๕ ปีขึ้น ไป โดยการตรวจร่างกาย เปรียบเทียบครั้งที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๔๖) และครั้งที่ ๔ (พ.ศ.๒๕๕๑) พบว่า ความชุก ของโรคความดันโลหิตสูงเป็น ร้อยละ ๒๒.๐ ลดลงเป็น ๒๑.๔ และความชุกของโรคเบาหวานเป็นร้อยละ ๖.๙ และปัจจัยเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ ๑๕.๕ เพิ่มเป็น ๑๙.๔ ภาวะอ้วน ๒๘.๖ เพิ่มเป็น ๓๔.๗ รอบเอวเกิน ๒๖.๐ เพิ่มเป็น ๓๒.๑ กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอร้อยละ ๗๘.๑ เพิ่มเป็น ๘๒.๓ และกิจกรรม ทางกายไม่เพียงพอร้อยละ ๒๒.๕ เป็น ๑๘.๕ ตามลําดับ ผลการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิต สูง (MedResNet ๒๕๕๘) พบว่าสามารถควบคุมระดับนํ้าตาลและความดันโลหิตได้ร้อยละ ๓๘.๒ และ ๔๑.๕ จังหวัดลพบุรีการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉพาะเบาหวานพบว่าปี ๒๕๕๓- ๒๕๕๖มีอัตราความชุกสูงขึ้นทุกปีคือ ๒.๗, ๓.๕, ๓.๖, และ ๖.๕ ตามลําดับ และมีอัตราการตายสูงขึ้นทุกปี เช่นกันคือ๙.๑๔, ๗.๒๘, ๑๒.๐๒, และ ๑๕.๑๗ จังหวัดลพบุรีใช้กลยุทธการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ในเรื่อง๓อ.แต่การเกิดโรคยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรีตระหนักและให้ ความสําคัญมาโดยตลอดจึงมีการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีการที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้มีความยั่งยืน ได้นั้นบุคลากรสาธารณสุขเป็นบุคคลสําคัญที่ต้องมีความเข้าใจตนเองจึงจะสามารถเข้าใจผู้อื่นหรือผู้ป่วยได้ การปรับพฤติกรรมไม่ใช่เพียงการบอกให้รู้เท่านั้น ดังนั้นจึงมีความจําเป็นต้องเรียนรู้ใจของตนเองที่มีผลต่อ การปรับพฤติกรรมตนเอง จึงจะสามารถเข้าใจคนอื่น พฤติกรรมคนอื่นได้เช่นกัน จึงมีการสร้างพลังใจเหนือ กาย ในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ขึ้น แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 39.
    34    วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1.เพื่อพัฒนาบุคลากรให้เรียนรู้การพัฒนาพฤติกรรมภายในของตนเพื่อเข้าใจพฤติกรรมคนอื่น 2.เพื่อให้บุคลากร เรียนรู้ในการสร้างพลังใจได้ด้วยตัวเองเพื่อนําไปสู่การปรับพฤติกรรมของตน ระเบียบวิธีวิจัย(Research Methodology):- รูปแบบการวิจัย วิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการจํานวน ๑๘ คน ขั้นตอนการศึกษา 1.ระยะเชิญชวน ( engagement) ด้วยใจที่บริสุทธิ์ งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตา และปรารถนาดี โดยการใช้กุญแจ 11 ดอก 2.ระยะอบรม 2ครั้ง ครั้งละ 2 วัน และปฐมนิเทศ ครึ่งวัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ แนวคิดการพัฒนาพฤติกรรม 1.1 อ่านตัวออก บอกตัวได้ใช้ตัวเป็น เห็นตัวแจ้ง 1.2 กินให้ถูก ปลูกจิตกุศล เห็นผลการออกกําลังกายโดยใช้ออกซิเจน เนื้อหาหลักสูตร -รู้จักตัวเองผ่านชื่อ -ความรู้เรื่องกุญแจอินซูลิน -ความรู้เรื่องเส้นเลือด เม็ดเลือด -Sculpting การไหลเวียนเลือด -คลิป อจ.บุญชัย และคลิปการนับเคี้ยว -พิจารณาอาหาร เพื่อเข้าใจปริมาณนํ้าตาลในอาหาร/การเลือกอาหารที่คุ้นชิน หรืออาหารที่ ควรกิน พิจารณาโดย 3 step ( มอง อยาก ใส่ปากเคี้ยว) -สวดมนต์/นั่งสมาธิ -life force -จิตกุศล –จิตอกุศล (neurotransmitter) -Sculpting ระบบย่อยอาหาร - Sculpting ภาวะนํ้าตาลในเลือด และอินซูลิน -Resilience (สายสัมพันธ์ที่ดีที่มีอยู่รอบตัว) -การสื่อสารอย่างสันติ -ภพภูมิ -การออกกําลังกายโดยการใช้ออกซิเจน
  • 40.
        เครื่องมือและการวัด แบบประเมินตนเองในเรื่อง การกิน การปลูกจิตกุศลและการออกกําลังกายโดยการใช้ออกซิเจน จํานวน 20 ข้อ และแบบ Iceberg feedback form ของ รศ.ดร.ทิพาวดี เอมะวรรธนะ การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการบันทึกด้วยตนเองก่อนและหลังอบรม การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ร้อยละ ระยะเวลาการศึกษา 7-30 ธันวาคม ๒๕๕๙ engagement 12 มกราคม ๒๕๕๙ ปฐมนิเทศ 19-20 มกราคม ๒๕๕๙ อบรมครั้งที่ 1 27-28 มกราคม ๒๕๕๙ อบรมครั้งที่ 2 ผลการศึกษา (Results):- คะแนนความสุขของทุกคน เพิ่มขึ้น 81.40% (ก่อนอบรม 97 คะแนน หลังอบรม 176 คะแนน) จากการทําประเมิน แบบสอบถามก่อน-หลังอบรม พบว่าคะแนน เรื่องการกินอาหารเคี้ยวช้าๆ มากกว่า30 ครั้ง/คําเพิ่มสูงสุด(100%) รองลงมาคือรู้วิธีการคํานวณนํ้าตาลในอาหารในแต่ละมื้อได้ (94.4%) กินผักก่อนอาหารทุกมื้อและส่งกระแสจิตดีๆให้กับคนรอบข้างมากขึ้น (83.3%) ระมัดระวังตนเองสร้างจิตที่ เป็นกุศลให้กับใจตนมากขึ้น และรู้จักปล่อยวางมากขึ้น และ การออกกําลังกายหลังรับประทานอาหาร (77.7%) ระมัดระวังคําพูดที่ไม่ทําร้ายจิตใจคนอื่นมากขึ้น และมีความสุขจิตใจเบิกบานมากขึ้น (61.1%) ทุกคนมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครู ผู้มีพระคุณสถานที่ทํางานและประเทศชาติ จากเดิม 89% เพิ่มขึ้นอีก11% แบบ Iceberg feedback form พบว่าทุกคนได้รับพลังใจที่ดี และตัวเองมีสติมากขึ้น 44.4% (8คน) รัก ตัวเองมากขึ้น๘๓.๓% (15คน) รักผู้อื่นมากขึ้น66.6% ( 12 คน) ปรับเรื่องการกิน นํ้าหนักลด16.6% (3คน) โดยมีรายละเอียดดังนี้ คน1.มีพลังจิต พลังกาย ที่จะทําตามเป้าหมาย มีสติ คน2.ก่อนนี้ไม่เคยสังเกตใจตน มีสติ นึกถึงคนรอบข้างมากขึ้น คน3.รักตนมีสติ เลือกกิน ใจเย็น ใช้เหตุผลพิจารณา นน.ลดลง2 กก. คน4.รักตนเอง เผื่อให้คนอื่นสุขจากการเป็นผู้ให้ มีสติ คน5.มีสติ คิดบวก มีพลัง โปร่ง โล่ง สบาย คิดก่อนพูด รักตัวเองสู่คนรอบข้าง คน6.ใจตัวเองมีพลังมหาศาล ปิติ อิ่มเอมใจ สุขใจ ปป.เรื่องเคี้ยวอาหาร 30 คน7.สงบ ปล่อยวางเข้าใจตนเองผู้อื่นมากขึ้นไม่กินเพื่อสนองกิเลสรู้จักสั่งสมบุญ อิ่มเอมใจชุ่มชื่นใจ คน8.มีพลัง กินอย่างมีสติ มีสติในการใช้ชีวิต ไม่สะสมอารมณ์เศร้า โกรธ คน9.รู้จักดูแลใจ กาย เอาใจเขามาใส่ใจเรา รักตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น สุขสงบ อบอุ่น คน10.รู้กระบวนการค้นหาใจตัวเองบริหารจิต แบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว รู้เท่าทันใจตนเอง ความสุขเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติวาง
  • 41.
    36    คน11.เรียนรู้เข้าใจใจตนเองพร้อมจะเป็นผู้ให้เข้าใจสภาวะใจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาสุขใจมากขึ้น ประคองใจรักษาใจมากขึ้นไม่หวั่นไหวกับพลังไม่ดี วางใจเป็นพร้อมที่จะเป็นผู้ให้ เราคือผู้ที่ยอดเยี่ยมที่จะ ให้ผู้อื่น คน12.ตั้งที่ใจจะทําได้ทุกอย่างอิ่มเอมใจ ภูมิใจในตนเอง คน13.ดูแลร่างกายและจิตใจตนเองรู้จักขอบคุณ ขอโทษการกอดจะดูแลคนอื่นได้ต้องปป.ที่ตนเอง ก่อน นน.ลดลง จาก78เหลือ 72 คน14.รู้จักสติ ดูแลใจตนเองและคนรอบข้างเป็น นนลดลง 1 กก. คน15.รู้จักการทําใจให้ผ่อนคลาย รักตัวเองและคนรอบข้างเพิ่มขึ้น คิดบวก ไม่ประมาทในการใช้ ชีวิต เลือกกิน สงสาร เม็ดเลือดแดง คน16.รักตัวเอง รักคนอื่น ให้อภัยตนเองให้อภัยคนอื่นจิตเป็นสุข คน17.รักษาความสงบในใจตนเอง ตั้งมั่น สุข รอยยิ้ม นิ่ง รักษาใจให้เป็นสุข คน18.จิตนิ่ง ลดอัตตา ส่งสุขให้คนอื่น สุข สว่าง สงบ ยอมรับตนเอง และนิ่งขึ้น ทุกสิ่งล้วน ขึ้นที่ใจ เห็นพลังแห่งกัลยาณมิตร ตั้งใจทําดีเพื่อคนอื่นๆต่อไป สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- การปรับพฤติกรรมต้องปรับที่ใจของแต่ละคนเมื่อใจเปลี่ยนพฤติกรรม ก็เปลี่ยนตาม การสร้างพลังใจที่เหนือกายโดยการนําแก่นพุทธศาสนามาใช้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อให้เกิด การเรียนรู้ภายใต้ภูเขานํ้าแข็งของแต่ละคนและการเห็นภาพจากของจริงทําให้จําได้ชัดเจน จนเกิดความรัก และปรารถนาดีต่อตนเอง โดยตัวเองเป็นคนเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง รวมทั้งการเชื่อมมิตรไมตรีด้วย หัวใจที่บริสุทธิ์ของกลุ่มที่มีต่อกันและกันทุกคนจะสัมผัสรับรู้ได้ด้วยตัวเองจึงทําให้เกิดพลังดีๆในใจตนเอง เผื่อแผ่ไปสู่คนรอบข้าง ข้อเสนอแนะ การเรียนรู้พลังใจเหนือกายนี้ ไม่สามารถทําได้เพียงคนๆเดียวต้องมีทีมที่มีการเรียนรู้ และเข้าใจprocessแต่ละขณะ พื้นฐานที่ทีมต้องมีคือการเจริญสติและฝึกปฏิบัติ ดังนั้นการขยายให้แพร่หลาย มากยิ่งขึ้นจึงทําได้ยากและช้า ควรมีการสร้างทีมและฝึกทักษะเรียนรู้ผ่านตัวเองเช่นกัน การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา ๑.นําไปใช้ในชีวิตประจําวัน ในเรื่องกินให้ถูก การมีสติระลึกรู้ การปลูกจิตกุศล และการ ออกกําลังกายโดยการใช้ออกซิเจน ๒.นําไปใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวาน ในพื้นที่รับผิดชอบ บทเรียนที่ได้รับ:- การเรียนรู้ครั้งนี้ได้เรียนรู้การปรับที่ฐานใจของคนด้วยกระบวนการด้วยใจที่ บริสุทธิ์ งดงามเปี่ยมด้วยความเมตตาและปรารถนาดี เพื่อให้เขาเหล่านั้น อ่านตัวออก บอกตัวได้ใช้ตัวเป็น เห็นตัวแจ้ง ทุกคนที่ผ่านกระบวนการนี้มีความสุข ค้นพบตัวเองระมัดระวังจิตให้เป็นจิตที่เป็นกุศล เห็น คุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตนเองส่งผลต่อบุคคลที่อยู่รอบข้างจนกระทั่งรู้และปฏิวัติตัวเองได้
  • 42.
        ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ๑.การสนับสนุนจาก รศ.ดร.ทิพาวดีเอมะวรรธนะ ๒.ความมุ่งมั่นเสียสละทุ่มเทของทีมงานพลังหนุมาน “ทําเผื่อแผ่นดิน”. การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร คําชื่นชม /งบประมาณ การติดต่อกับทีมงาน:- พิมฉวี จันทร์เพ็ญ รพ.โคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ๑๕๒๕๐ Email pim.2506@hotmail.comหมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
  • 43.
    38    ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารด้วยเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ของฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์ สมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาล/ สถาบัน ฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์โรงพยาบาลรามาธิบดี จังหวัด กรุงเทพมหานคร ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสมนึก สุทธิรักษ์ศิริ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา รศ.ม. (รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการจัดการภาครัฐและเอกชน สถาบันบัณฑิตพัฒนบ ริหารศาสตร์) พย.บ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสมนึก สุทธิรักษ์ศิริ รศ.ม พย.บ. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale) ด้วยปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเกี่ยวกับการสื่อสารด้วยคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร ต่างๆ สามารถนํามาใช้กับชีวิตประจําวันได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย ส่งผลให้การรับส่งข้อมูลต่างๆทํา ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ เล็งเห็นความสําคัญของ เทคโนโลยียุคดิจิตอล โดยเฉพาะเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ ที่สามารถนํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการ ปฏิบัติงานได้ เป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารข้อมูลต่างๆระหว่างเจ้าหน้าที่ อีกทั้งรูปแบบของเครื่องมือ สื่อสารออนไลน์สามารถนํามาประยุกต์ใช้การบันทึกข้อมูลต่างๆอย่างง่ายได้ และดูผลการบันทึกข้อมูลได้ อย่างรวดเร็ว อาจนําไปสู่การทําวิจัยอย่างง่ายในอนาคต เช่น การสร้างแบบสอบถามออนไลน์ ส่งผลให้เกิด ความคล่องตัวในการเลือกนําข้อมูลทางคลินิกมาประกอบการตัดสินใจในการทํางาน เป็นการเตรียมความ พร้อมสําหรับการก้าวผ่านจากยุคการทํางานด้วยวิธีปฏิบัติเดิมๆเป็นการปฏิบัติงานในยุคดิจิตอล ฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ตระหนักถึงความสําคัญและความจําเป็นใน การใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์เพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์ สมเด็จพระเทพรัตน์ จึงได้จัดการอบรมการใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ เพื่อเป็นการปรับพื้นฐานเจ้าหน้าที่ ให้มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ เพื่อสามารถนํามาปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” ้ ่
  • 44.
        วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1. เข้าใจในแนวคิดและพื้นฐานของระบบเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ประเภทต่างๆ 2.สามารถประยุกต์ใช้ในการลงข้อมูลพื้นฐานได้ 3. สามารถประยุกต์ใช้ในการออกแบบแบบสอบถามออนไลน์เบื้องต้นได้ 4. สามารถสร้างและจัดหมวดหมู่เอกสารใน Share point ได้อย่างเป็นระบบ ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) เป็นการวิจัยเชิงบรรยายชนิดกรณีศึกษา ( Case study research ) ทําการศึกษาในกลุ่มของ หัวหน้า ฝ่าย หัวหน้างาน หัวน้าหน่วย หัวหน้าหอผู้ป่วย พยาบาลหัวหน้าเวร เจ้าหน้าที่ธุรการของฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ และเจ้าหน้าที่ธุรการของฝ่ายบริหารของศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพ รัตน์ จํานวนทั้งหมด 60 คน และทีมพยาบาล Admin Share point ของฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์ สมเด็จพระเทพรัตน์ จํานวน 15 คน ใช้รูปแบบการบรรยายและฝึกทดลองปฏิบัติในคราวเดียวกันแก่ผู้เข้า อบรม โดยวิทยากรผู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากนอกรพ. ใช้แบบประเมินความ เข้าใจเรื่องการใช้เครื่องมือออนไลน์ในการปฏิบัติงานประเมินก่อนอบรมและหลังอบรม ใช้การวัดแบบ Likert scale และวัดความสามารถในประยุกต์ใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ในด้านการลงข้อมูลพื้นฐาน การ ออกแบบแบบสอบถามออนไลน์เบื้องต้น และในกลุ่ม Admin SharePoint นําข้อมูลที่ได้มาประมวลผลแล้ว วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ คํานวณค่าร้อยละและเก็บข้อมูลด้านการประยุกต์ใช้จากการส่ง ข้อมูลผ่านเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ไปยังฝ่ายการพยาบาล การสร้างแบบสอบถามออนไลน์ของผู้ทํา โครงการต่างๆนอกเหนือจากการส่งงานหลังจากวิทยากรมอบหมายหลังอบรม รวมถึงการปรับปรุงรูปแบบ ของ Share point ของฝ่ายการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ได้อย่างเป็นระบบ ทําการศึกษา ตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 – 15 มีนาคม 2558 ผลการศึกษา (Results) เก็บแบบสอบถามจากผู้เข้าอบรมได้44 คน คิดเป็นร้อยละ 74ของจํานวนผู้เข้าอบรมทั้งหมด พบว่า ภายหลังการอบรม ผู้เข้าอบรมรู้จักเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ในระดับมากเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.55 เป็นร้อย ละ 54.55 โดย ความรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลในระดับน้อยลดลงจากร้อยละ 40.90 เป็นร้อยละ 2.27 ผู้เข้าอบรมสามารถเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ให้ตรงกับลักษณะข้อมูล ในระดับปานกลางถึง มาก เพิ่มขึ้น ร้อยละ 100 เช่นเดียวกับการใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจจากเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ก็ เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางถึงมาก ซึ่งผู้เข้าอบรมเห็นว่าเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ช่วยประหยัดเวลาการ บันทึกข้อมูลจากบุคคลหลายคนในเวลาเดียวกันได้เพิ่มขึ้นในระดับมาก จากร้อยละ 38.64 เป็นร้อยละ 88.64 และ เป็นเครื่องมือที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกในทุกๆสถานที่แม้ไม่ได้อยู่ในที่ทํางาน ใน ระดับมากถึงร้อยละ 90.90 ส่วนด้านการประยุกต์ใช้พบว่าผู้เข้าอบรมสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือสื่อสาร ออนไลน์ได้ในระดับดี โดยสังเกตจากการส่งข้อมูลผ่านเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ไปยังฝ่ายการพยาบาล
  • 45.
    40    และการทําโครงการต่างๆโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ Sharepoint ของฝ่ายการพยาบาลให้มีการใช้งานที่สะดวก รวดเร็วและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าผู้เข้าอบรมเรื่องเครื่องมือสื่อสารออนไลน์รู้จักเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ เพิ่มมากขึ้น และเข้าใจในคุณลักษณะของเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ที่เอื้อต่อระบบการทํางานในยุคปัจจุบัน ที่อาศัยความสะดวกรวดเร็ว ข้อมูลที่ต้องทันสมัยตลอดเวลา และนําไปใช้ได้ทันเหตุการณ์ อีกทั้งสามารถ ประยุกต์ใช้ในการลงข้อมูลอย่างง่ายของฝ่ายการพยาบาล สามารถลดขั้นตอนที่ไม่จําเป็นออกไป และผู้ส่ง สารและผู้รับสารมีความสุขในการทํางานมากขึ้นเมื่อต้องทํางานร่วมกัน อีกทั้งการประยุกต์ใช้ด้านอื่นๆ สามารถนําไปสู่การทําวิจัยโดยมีเครื่องมือสื่อสารออนไลน์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เก็บข้อมูลสามารถกระทํา ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การนําเครื่องมือสื่อสารออนไลน์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ สื่อสารของฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ถือได้ว่ามีประโยชน์และเหมาะสมต่อการ ทํางานในยุคปัจจุบัน แต่ยังมีข้อด้อยบางอย่างที่เครื่องมือสื่อสารออนไลน์ที่เลือกนํามาใช้ ควรใช้ด้วยความ ระมัดระวังและในกลุ่มที่เป็นหน่วยงานเดียวเท่านั้น การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา ปัจจุบันฝ่ายการการพยาบาล ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ ได้นําเครื่องมือสื่อสารออนไลน์มา ใช้ในการติดต่อสื่อสารให้กับหัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน หัวหน้าหอผู้ป่วย หัวหน้าหน่วยตรวจฯโดยเลือกใช้ Google drive เพื่อให้หัวหน้าลงข้อมูลตามที่มีการขอข้อมูล เช่น การส่งเจ้าหน้าที่อบรมเรื่องต่างๆโดยมี โควต้าเป็นตัวกํากับ การบันทึกสถิติของOPD.และ Premium ซึ่งหัวหน้าทุกท่านสามารถลงข้อมูลได้อย่าง คล่องแคล่ว อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นผู้สร้าง drive ด้วยตัวเองอีกหลายท่านเมื่อต้องทําโครงการของ ตนเอง รวมถึงมีการทําวิจัยที่ต้องเก็บข้อมูล มีการออกแบบแบบสอบถามออนไลน์เพื่อใช้เก็บข้อมูลโดยไม่ ต้องใช้กระดาษอีกต่อไป เช่น แบบสอบถามเรื่องเครื่องแต่งการพยาบาล และ ข้อสอบ Pre test Post test ของ ทีม Pressure sore เป็นต้น บทเรียนที่ได้รับ การเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติงานแบบเดิมๆไปสู่วิธีใหม่โดยใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันมาเกื้อหนุน ช่วยให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว อย่างเห็นผลชัดเจน ปัจจัยแห่งความสําเร็จ โครงการสําเร็จลุล่วงได้ด้วยดีจากความร่วมมือของหัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน หัวหน้าหน่วย หัวหน้า หอผู้ป่วย ตลอดจนพยาบาล เจ้าหน้าที่งานบริหารที่เกี่ยวข้องในการเข้ารับการอบรมเพื่อนํามาใช้ในการ ปฏิบัติงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
  • 46.
        การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร สามารถขอทุนจาก R2R ของทางโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อนํามาดําเนินการได้ถึง 24,800 บาท และจัดกิจกรรมแบ่งปันความรู้โดยนําเสนอในกิจกรรม R2R club ในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558 การติดต่อกับทีมงาน นางสาวสมนึก สุทธิรักษ์ศิริ โทร.085-9081345 Email – nuk610@gmail.com
  • 47.
    42    ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การพัฒนาสุขภาพนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6โดยใช้กระบวนการจิตต ปัญญา ในเขตอําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร โรงพยาบาล/สถาบัน รพ.สต.บ้านหนองปลาน้อย /มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ สกลนคร ชื่อเจ้าของผลงาน ชนิกา ทองอันตัง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ส.ม. ชื่อผู้ร่วมผลงาน รองศาสตราจารย์พิเศษ สุขสมัย สมพงษ์, ส.ด. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน ชนิกา ทองอันตัง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ส.ม. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Backgound & Rationale) จากการตรวจสุขภาพเด็กวัยเรียนในทุกปีที่ ผ่านมายังพบว่าเด็กป่วยด้วยโรคที่สามารถป้ องกันได้ด้วยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ดังนั้นการพัฒนา สุขภาพนักเรียนโดยการปลูกฝังพฤติกรรมที่ถูกต้องและมีความเหมาะสม จะทําให้เด็กปฏิบัติพฤติกรรมนั้น จนเป็นสุขนิสัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) เพื่อศึกษาผลของกระบวนการจิตตปัญญาในการ พัฒนาสุขภาพนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4-6 อําเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology) เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีจํานวน 82 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 41 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 41 คน กลุ่มทดลองได้รับการพัฒนาสุขภาพ โดยใช้กระบวนการ จิตตปัญญาที่ผู้วิจัยจัดทําขึ้น ใช้เวลาในการศึกษา 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และ แบบบันทึกที่จัดทําขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ ความแตกต่างของคะแนนค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired Sample t-test และ Independent t-test ผลการศึกษา (Results) ภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสะอาดของร่างกาย และเครื่องแต่งกาย ความสะอาดในช่องปาก และคราบจุลินทรีย์ในช่องปาก สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และ สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P < 0.001) มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมสุขภาพที่พึง ประสงค์ด้านอนามัยส่วนบุคคล การทําความสะอาดมือ การทดสอบสมรรถภาพทางกาย ในกลุ่มทดลอง สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P < 0.001)ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ หลังการทดลอง พบว่าไม่แตกต่างกัน (P = 0.787, P = 0.479, P = 0.002) ตามลําดับ สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ ผู้ปกครองเด็กมีความพึงพอใจในกระบวนการของการพัฒนาใน ระดับสูงทุกด้าน ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมเฉลี่ยคนละ 305.12 บาท จากผลการวิจัยแสดงว่าการพัฒนา สุขภาพโดยใช้กระบวนการจิตตปัญญา ทําให้นักเรียนมีการพัฒนาสุขภาพไปในทางที่ดีขึ้น การนําผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา สร้างเครือข่ายโดยการบูรณาการเข้ากับงานอนามัยโรงเรียน เพื่อพัฒนาสุขภาพนักเรียนตามแนวทางสุขบัญญัติ แบบบทคัดย่อ “งานวิจัยจากงานประจํา/R2R” การประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 48.
        บทเรียนที่ได้รับ การกําหนดเป็นนโยบายร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่จะทําให้มี ทิศทางในการพัฒนาสุขภาพนักเรียน และเกิดความต่อเนื่องยั่งยืน ปัจจัยแห่งความสําเร็จความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้อง งบประมาณที่ได้รับสนับสนุน และการคิดค้นรูปแบบ ในการทํางานเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ด้วยวิธีการใหม่ๆ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร การสนับสนุนงบประมาณ และวิทยากรในการออก ปฎิบัติงาน การติดต่อกับทีมงาน : นางชนิกา ทองอันตัง เบอร์โทรศัพท์ 081-2622050, E-mail : pook_took@hotmail.com
  • 49.
  • 50.
        ชื่อผลงาน โครงการเตรียมก่อนคลอดด้วยจิตประภัสสร โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัยจังหวัดแพร่ ชื่อเจ้าของผลงาน.... นางวาสนา มณีทิพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พย.บ ชื่อผู้ร่วมผลงาน...(ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) ..คณะเจ้าหน้าที่ห้องคลอด กลุ่มการพยาบาล รพร.เด่นชัย ชื่อผู้นําเสนอผลงาน.....นางวาสนา มณีทิพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา.. พย.บ เป้ าหมาย:- เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์และสามีหรือญาติมีความรู้เรื่องจิตประภัสสรและนําแนวคิดเรื่องจิตประภัสสร ไปดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึงระยะคลอดหลังคลอด สามารถดูแลทารกหลังคลอด และ มีความรู้ เรื่องการคลอด ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดสามารถเผชิญความเจ็บปวดในระยะคลอดได้อย่าง เหมาะสม คลอดปกติทางช่องคลอดและไม่มีภาวะแทรกซ้อน ปัญหาและสาเหตุ:- การดูแลมารดาและทารกเพื่อให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน ควรจะดูแลเริ่มทางด้านจิตใจควบคู่ กับการดูแลและเดรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย โดยการรักษาใจของแม่ เพื่อเป็นการพัฒนาจิตทั้งแม่และ ลูกไปพร้อมกันตลอด 9 เดือน ที่ใช้ลมหายใจเดียวกัน โดยมีพ่อและญาติเป็นผู้เกื้อกูล ให้แม่สามารถรักษา ภาวะ จิตประภัสสรได้อย่างต่อเนื่อง การสร้างจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ประกอบด้วยการที่พ่อแม่ ได้เรียนรู้การจัดการอารมณ์และการสื่อสารในครอบครัวระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อเด็กที่เป็นจังหวะที่ชีวิต ปฏิสนธิขึ้น พ่อแม่เป็นผู้สร้างโลกให้มีอริยะด้วยการสร้างลูก เพราะเด็กที่มีพื้นจิตที่ดี จะมีโอกาสพัฒนา ศักยภาพได้สูงสุดทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและปัญญา จะทําให้พ่อแม่มีทักษะในการครองชีวิต ครอบครัว เลี้ยงลูกอย่างมีสติและปัญญาตั้งแต่แรกเกิด และการที่บิดามารดามีจิตประภัสสร จึงเป็นแนวทาง นําให้ทารกมีจิตประภัสสร ร่วมกับการเตรียมความพร้อมของมารดาขณะตั้งครรภ์ให้มีความรู้ในเรื่องการ ดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์และการเตรียมความพร้อมก่อนคลอด จะส่งผลให้มารดาสามารถเผชิญความ เจ็บปวดขณะรอคลอด สามารถคลอดได้เอง ลดปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นขณะคลอด กิจกรรมการพัฒนา ประชาสัมพันธ์โครงการและเริ่มรับสมัครกลุ่มเป้ าหมายจํานวน ๒๕-๓๐ คู่ กําหนดกิจกรรม โครงการจิตประภัสสรทุก ๓ เดือน โดยแต่ละกลุ่มจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ๒ ครั้ง แต่ละครั้งจะมี กิจกรรมโดย ในช่วงเช้า : นําเข้าสู่บรรยากาศของจิตประภัสสร ชี้แจงวัตถุประสงค์และรายละเอียดกิจกรรม ของโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ ,ภาวนากับบทเพลงแห่งสติ (ดั่งดอกไม้บาน,ความสุขเล็ก) , กายบริหารขณะตั้งครรภ์อย่างไรให้การคลอดง่าย,นวดอย่างไร เพื่อผ่อนคลายขณะตั้งครรภ์ ช่วงบ่าย : แบ่ง ๒ กลุ่ม ตามอายุครรภ์(กลุ่มที่๑ อายุครรภ์ < ๒๘ สัปดาห์, กลุ่มที่ ๒ อายุครรภ์ >๓๒ สัปดาห์) กลุ่มที่๑ : ลูก พร้อมแล้วพ่อแม่พร้อมหรือยัง....บทบาทของพ่อแม่เพื่อลูกรัก ,การพัฒนาทารกในครรภ์การสื่อสารกับทารก แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 51.
    46    ในครรภ์ และสายสัมพันธ์ในครอบครัว,ทําอย่างไรให้ลูกรักนํ้าหนักดีการปฏิบัติตัว/การดูแลสุขภาพคุณแม่ เพื่อลูกรัก/การใช้สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก ,กลุ่มที่ ๒ : การคลอดปกติ กลไกการคลอด ระยะต่างๆของ การคลอด การปฏิบัติตัวขณะรอคลอดเพื่อการคลอดง่ายและคลอดเร็ว ,ความเจ็บปวดในระยะคลอดและการ ลดความเจ็บปวดในระยะคลอด, จิตประภัสสรกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อสร้างความเป็นแม่ และต้อง เริ่มต้นอย่างไรให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสําเร็จ สรุปผลและประเมินโครงการจาก แบบสอบถาม และข้อมูลการคลอดของผู้เข้าโครงการ การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง หญิงตั้งครรภ์ที่เข้าโครงการคลอดทางช่องคลอด ๗๘.๐๕%, ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขณะรอคลอดและ คลอด ๘๗.๘๐% ทารกแรกคลอดไม่มีภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด ๑๐๐% ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 30 ราย มีสามีเข้าร่วมกิจกรรมด้วย ๘๖.๖๗% ขณะรอคลอด ผู้ดูแล เป็น สามี ๗๖.๖๗%, ได้การใช้เก้าอี้เร่งคลอด ๕๓.๓๓%, เฉลี่ยระยะการคลอด ระยะที่ ๑= ๘.๘๘ ชั่วโมง, ระยะที่ ๒= ๒๙ นาที, ระยะที่ ๓ =๑๐ นาที ๙๖.๖๗% คลอด N/D นํ้าหนักแรกคลอด > ๒๕๐๐=๑๐๐% ภาวะขาดออกซิเจน = ๐% บทเรียนที่ได้รับ:- หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนคลอด จะมีความพร้อมในการตั้งครรภ์และ สามารถเผชิญความเจ็บปวดในขณะคลอดได้เป็นอย่างดีโดยมีสามีหรือญาติดูแลอย่างใกล้ชิด ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ..ความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของเจ้าหน้าที่ห้องคลอดที่จะต้องมาร่วมกิจกรรมครบ ๑๐๐% การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร...การอนุมัติงบประมาณในการดําเนินงาน การติดต่อกับทีมงาน:- นางวาสนา มณีทิพย์ (E-mail …w.thip_dcph@hotmail.com เบอร์โทร 089- 4317200)
  • 52.
        1. สรุปผลงานโดยย่อ :ปรับปรุงแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่รักษาด้วยไฟฟ้า ทําให้ไม่พบผู้ป่วยพลัดตกหกล้ม และกระดูกหักข้อเคลื่อน หลังการรักษาด้วยไฟฟ้า 2. เป้ าหมาย : 1.จํานวนผู้ป่วยพลัดตกหกล้มหลังรักษาด้วยไฟฟ้า =0 2.จํานวนผู้ป่วยมีภาวะกระดูกหักข้อเคลื่อนจากการรักษาด้วยไฟฟ้า =0 3. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : การรักษาด้วยไฟฟ้า หลังทําผู้ป่วยจะมีอาการมึนงงสับสนระยะหนึ่งเฉลี่ยแล้ว ไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังทํา ซึ่งในช่วงนั้นจําเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากผู้ป่วยที่ทําการรักษาเพิ่ม มากขึ้น บุคลากรที่ให้การดูแลมีจํานวนจํากัด ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงรวดเร็วทันการณ์ และ พบว่ามีจํานวนผู้ป่วยที่เกิดการพลัดตกหกล้ม ตกเตียง เพิ่มขึ้น รวมทั้งยังพบผู้ป่วยหลังทําการรักษามีภาวะ กระดูกหักด้วย 4. กิจกรรมการพัฒนา : 1.ปรับแนวทางจากการผูกยึดผู้ป่วยเฉพาะในรายที่มีอาการมึนงงสับสน มาเป็นผูกยึด ผู้ป่วยหลังทําทุกราย 2.ปรับแนวทางจากการผูกยึดด้วยผ้าที่แขนขาในรายที่มีประวัติ /หรือมีอาการสับสนดิ้น อย่างรุนแรง ให้ใช้ผ้าผูกยึดที่มีที่คาดอกร่วมด้วย 3. เตียงที่ใช้รักษาด้วยไฟฟ้า ปรับให้เป็นเตียงที่มีไม้กั้นเตียงทุกราย 4. มีการประเมิน PAIN SCALE ผู้ป่วยหลังรักษาด้วยไฟฟ้าทุกราย ทุกเวร และถ้าพบ ผู้ป่วยที่มีภาวะปวดกล้ามเนื้อ PAIN SCALE =6 ขึ้นไป แพทย์ต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนทําการ รักษาครั้งต่อไป 5. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง : 1.จํานวนการเกิดพลัดตกหกล้ม ปี 2555 = 3 ราย , 2556 = 3ราย , 2557 = 5 ราย หลังปรับแนวทาง ในปี 2558 = 0 ราย 2. จํานวนผู้ป่วยกระดูกหักข้อเคลื่อน ปี 2558 = 1ราย หลังปรับแนวทาง ในช่วง 6 เดือน ( กันยายน – กุมภาพันธ์ 2559) = 0 ราย 6. บทเรียนที่ได้รับ : 1.การผูกยึดผู้ป่วยให้ผูกยึดที่ผู้ป่วยเท่านั้น ไม่ผูกไว้ที่เตียง ก่อนการปล่อยกระแสไฟฟ้า เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และต้องรอผู้ป่วยหยุดชักเกร็งก่อนผูกยึดผู้ป่วยไว้ที่เตียง เพราะอาจจะทําให้ผู้ป่วย กระดูกหักข้อเคลื่อนได้ 2. ก่อนการปล่อยการจํากัดพฤติกรรมผู้ป่วย ไม่ควรปล่อยเร็วเกินไปให้รอจนแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ มีอาการมึนงงสับสนแล้ว
  • 53.
    48    7. การติดต่อกับทีมงาน : ชื่อผู้ที่สามารถติดต่อได้อัญชลี นักเสียง หอผู้ป่วยจิตเวชเบอร์ : 3325 โทรศัพท์(มือถือ) 0832201228 Email (ภายนอก) unshalee08@gmail.com 8. สมาชิกทีม : 1. นายแพทย์สามภพ สาระกุล นายแพทย์ชํานาญการพิเศษ 2. นางพรรณี มงคลศิริ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการพิเศษ 3. นางอัญชลี นักเสียง พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ
  • 54.
        ชื่อโครงการพัฒนา การใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพเพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่คาสาย สวนปัสสาวะ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดินจ.สกลนคร เจ้าของผลงาน งานผู้ป่วยหนัก ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน ผู้ร่วมผลงาน ปาริชาต คุณวงศ์พย.บ., สันทนา สัพโส พย.บ. ผู้นําเสนอ สันทนา สัพโส พย.บ. เป้ าหมาย เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยขณะคาสายสวนปัสสาวะ เพื่อลดอุบัติการณ์ติดเชื้อใน โรงพยาบาลในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะให้น้อยกว่า 5 ครั้ง/1000 วันนอน เพื่อประเมินระดับความคิดเห็น ของเจ้าหน้าที่หลังพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวน ปัสสาวะ ปัญหาและสาเหตุ การติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะเป็นปัญหาการติดเชื้อที่ สําคัญและพบบ่อยในผู้ป่ วยหนัก งานผู้ป่ วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน พบอุบัติการณ์การติดเชื้อใน โรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะ เพิ่มสูงเรื่อยๆ และพบว่าปัญหาการเกิดการติดเชื้อใน โรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะแม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่หากเจ้าหน้าที่ทุกคนมีส่วนช่วย ในการป้ องกันการเกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการแก้ปัญหาจะเป็นการ แก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น กิจกรรมการพัฒนา ระยะที่ 1 เม.ย.56–มี.ค.57 นําเสนอกิจกรรมกลุ่มคุณภาพและปัญหาอุบัติการณ์การติดเชื้อ ในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะต่อเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันค้นหาปัญหาโดยแผนภูมิก้างปลา ในการค้นหาปัญหาร่วมกันศึกษางานวิจัย หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องและร่วมกันกําหนดแนวปฏิบัติ เพื่อลดอุบัติการณ์การติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะด้านบุคคล(ผู้ป่วย,เจ้าหน้าที่) ประเมินผลอุบัติการณ์เป็น 0 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือนมีอุบัติการณ์ติดเชื้อเกิดขึ้นอีก ระยะที่สอง ต.ค.57- มี.ค.58 ทบทวนและค้นหาปัญหาอีกครั้ง ทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ พบ มาตรฐานการปฏิบัติการ พยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล 9 มาตรฐาน การประเมินผล การพัฒนาช่วงแรก เม.ย.56–มี.ค.57 สามารถลดอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ สวนคาสายสวนปัสสาวะ เป็น 0 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือนมีอุบัติการณ์ติดเชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ สวนคาสายสวนปัสสาวะ เม.ย.57 พบ 18.4 ครั้งต่อ 1000 วันนอน มิ.ย.57 พบ 7.52 ครั้งต่อ 1000 วันนอน จึง ต้องมีการพัฒนาแนวปฏิบัติปรับกลยุทธ์การใช้กิจกรรมกลุ่มคุณภาพ การพัฒนาระยะที่ 2 อุบัติการณ์ลดลง อัตราการเกิด 2.38 ครั้งต่อ 1000 วัน เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจมากต่อแนวปฏิบัติเพื่อป้ องกันอุบัติการณ์ติด เชื้อในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่สวนคาสายสวนปัสสาวะ บทเรียนที่ได้รับ การกําหนดทิศทางและกิจกรรมการพัฒนาโดยผู้ที่ประสบกับปัญหาเองจะสามารถแก้ไข ปัญหาได้ตรงจุดและเกิดการพัฒนาที่ยังยืน เกิดความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทุกระดับและเกิดบรรยากาศที่ดีใน การทํางาน เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกได้ว่าเป็นปัญหาที่ตนเองจะต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขและกําหนด แนวทางร่วมกัน
  • 55.
  • 56.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา......รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในคลินิกพิเศษโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ตามกรอบแนวคิดของB.I.C3 .S Model……….. ชื่อเจ้าของผลงาน ปิยพงศ์สอนลบ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่ ชื่อผู้ร่วมผลงาน กัญญมล สุมาลี พย.บ.,สายสวาท คําสัตย์พย.บ.,อติมาน ศรีจักรโคตร์ พย.บ. ผู้นําเสนอ ปิยพงศ์สอนลบ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่ เป้ าหมาย:เพื่อจัดรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ให้มีคุณภาพตามกรอบแนวคิดของ B.I.C3 .S Model ปัญหาและสาเหตุ:- เครือข่ายบริการทางสุขภาพของอําเภอคีรีมาศให้การบริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังโดยเฉลี่ยปี ละ 4,000 ถึง 5,000 ราย ส่งผลให้ระยะเวลาการรอบริการยาวนาน สถานที่ให้บริการแออัด ผู้ป่วยไม่มาตาม นัด/ขาดการรักษาที่ต่อเนื่องทําให้ไม่สามารถควบคุมภาวะโรคให้เป็นปกติ จากปัญหาดังกล่าวทีมสหสาขา วิชาชีพ จึงร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้องรัง เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง ได้เข้าถึง การบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน มีความเสมอภาค และบุคลากรทางสุขภาพมีความสุขในการปฏิบัติงาน กิจกรรมการพัฒนา:- รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใน คลินิกพิเศษโรคเรื้อรังโรงพยาบาลคีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ตามกรอบแนวคิดของ B.I.C3 .S Model ประกอบด้วย 1).การวิเคราะห์ปัญหาการดูแลผู้ป่วย 2).การกําหนดกลุ่มเป้ าหมาย ตามกรอบแนวคิดของ B.I.C3 .S Model ประกอบด้วย 1. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่มีดัชนีมวลมากกว่า 30 2. ผู้ป่วยความ ดันโลหิตสูง (IFG) 3. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีระดับ CVD risk สูง 4. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน โลหิตสูง มีภาวะไตเสื่อม (CKD stage 3-5)5. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่ไม่สามารถควบคลุมภาวะ โรคให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 6. ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่สูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา และ รูปแบบการดูแล ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลักของ 3อ.2ส. 3).การให้ดูแลผู้ป่วย เบาหวาน ความดันโลหิตสูงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 4).การติดตามผล การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- จากการติดตามผลการดําเนินงานตั้งเดือนตุลาคม 2558 ถึง เดือน กุมภาพันธ์ 2559 ดังนี้ 1).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่สามารถควบคลุมระดับนํ้าตาลใน เลือด 45.08 % หรือ สามารถควบคลุมระดับความดันโลหิต 91.16 % 2).อัตราการวินิจฉัยโรคเบาหวานราย ใหม่ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 5.48% 3).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีดัชนีมวลมากกว่า 30 ที่ ได้รับการดูแลต่อเนื่อง 23.13 % 4).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่สามราถเลิกสูบ บุหรี่ 13.95% เลิกดื่มสุรา 18.36% 5).ร้อยละผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเสื่อม (CKD stage 3-5)ได้รับการลงทะเบียนคลินิกโรคไต 45.2% 6).ร้อยละของผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตที่มี ภาวะแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดสมองดูแลต่อเนื่อง81.91% หรือโรคหลอดเลือดหัวใจได้รับการดูแลต่อเนื่อง 72.26%
  • 57.
    52    การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร โรงพยาบาลคีรีมาศ จ.สุโขทัย การติดต่อกับทีมงาน:- โรงพยาบาลคีรีมาศ โทร. 055-695168 / 08-95656366 E-mail : Piyapong_sonlop@hotmail
  • 58.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา Pap SmearMobility Unit in Community โรงพยาบาล/ สถาบัน สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสุรภา สุขสวัสดิ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. (สาขาการพยาบาลชุมชน) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสุรภา สุขสวัสดิ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. (สาขาการพยาบาลชุมชน) เป้ าหมาย:- เพื่อจัดระบบบริการและเพิ่มจํานวนตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแก่สตรีกลุ่มเสี่ยง ในชุมชน ปัญหาและสาเหตุ:- มะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสุขภาพที่สําคัญของหญิงไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิต จากโรคมะเร็งเป็นอันดับหนึ่ง ประเทศไทยใช้วิธีการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแบบวิธี Pap smear มานาน กว่า 50 ปี แต่พบว่ายังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากช่องทางเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปาก มดลูกยังมีข้อจํากัด ทําให้อุบัติการณ์มะเร็งปากมดลูกยังคงสูงอยู่ อีกทั้ง ๆเป็นโรคที่สามารถป้ องกันได้ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงจัดรูปแบบบริการเพื่อการค้นหาเซลล์ปากมดลูกที่ผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็งเพื่อให้ สามารถคัดกรองมะเร็งปากมดลูกให้ได้มากที่สุด กิจกรรมการพัฒนา:- 1. ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ชุดตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเคลื่อนที่โดยวิธี Pap smear ที่สามารถเข้าถึงสตรีกลุ่มเสี่ยงได้ทุกที่ สามารถประกอบอุปกรณ์ได้เอง ไม่ยุ่งยากและไม่ ซับซ้อน เคลื่อนย้ายสะดวก 2. ประสานงานกับเครือข่ายนอกโรงพยาบาลเพื่อจัดเวลาและสถานที่ ให้บริการแก่สตรี กลุ่มเสี่ยงในชุมชน ได้แก่ สถานประกอบการ โรงเรียน วัด ห้างสรรพสินค้า ที่ทําการชุมชน สนามกอล์ฟ และ โรงแรม เป็นต้น 3. จัดให้มีบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามวันเวลาที่นัดหมาย และรายงานผล ตอบกลับไปที่ผู้รับบริการพร้อมคําอธิบายผล ในกรณีที่ผลการตรวจผิดปกติจะส่งต่อไปตามสิทธิการ รักษาพยาบาลของตน ให้ได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐาน การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-..สตรีกลุ่มเสี่ยงได้รับการตรวจคัดกรองตามเป้ าหมายและจํานวนเพิ่ม มากขึ้น ผู้ที่ผลผิดปกติมีแนวโน้มลดลงและได้รับการดูแลต่อเนื่อง เป็นการป้ องกันการเกิดมะเร็งปาก มดลูกระยะลุกลามรายใหม่ ทําให้ลดความทุกข์ทรมาน และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 59.
    54    บทเรียนที่ได้รับ:- 1.การกําหนดเป้ าหมายการคัดกรองแต่ละปีทําให้มีการใช้กลยุทธให้งานสําเร็จตาม เป้าหมาย 2. บริการที่เป็นมิตร บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน จะช่วยให้มีการตัดสินใจใช้ บริการ 3. จัดให้มีชุดตรวจที่หน่วยบริการในชุมชน โดยไม่ต้องขนย้าย จะเพิ่มเวลาให้บริการได้มากยิ่งขึ้น รับบริการ ได้มากขึ้น ปัจจัยแห่งความสําเร็จ...การสร้างเครือข่ายการทํางาน และการคิดค้นนวัตกรรมงานบริการที่เหมาะสมกับวิถี ชีวิต การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร...อิสระในการคิดรูปแบบบริการ และสนับสนุนอุปกรณ์ที่ จําเป็น การติดต่อกับทีมงาน นส.สุรภา สุขสวัสดิ์ Tel:081 8619707 , mail surapa.pae@gmail.com, Fax : 038 310860
  • 60.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา.การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันครบวงจร โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาล/ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กรมแพทย์ทหารเรือจังหวัด ชลบุรี ชื่อเจ้าของผลงานนาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม.สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่ ชื่อผู้ร่วมผลงาน เรือเอกหญิงกอบกุล บัวสมบูรณ์ พยบ.,พันจ่าเอกจอมนรา ราชโพธิ์ทอง ชื่อผู้นําเสนอผลงาน.นาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยม. เป้ าหมาย:- เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าถึงโรงพยาบาลภายใน 3 ชม.มากกว่าร้อยละ 80 เพื่อเพิ่มอัตราการปฏิบัติ ตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยฯ ให้ได้ร้อยละ 100 และเพื่อลดอัตราการตายในระยะแรกที่ห้องฉุกเฉินของ ประชากรพื้นที่สัตหีบและใกล้เคียงให้ตํ่ากว่าร้อยละ 2 ภายใน ปี 2558 ปัญหาและสาเหตุ:- ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ห้องฉุกเฉินล่าช้าเกิน3 ชั่วโมงภายหลังเกิดอาการเจ็บหน้าอก มี มากถึง ร้อยละ 80 สาเหตุจากการรู้ไม่เท่าทันอาการของโรค ฯ ส่งผลให้อัตราตายก่อนถึงโรงพยาบาลรวมถึง ตายที่ห้องฉุกเฉินพบร้อยละ 25 การเข้าถึงการรักษาในกระบวนดูแลที่ห้องฉุกเฉินต้องผ่านกระบวนการ หลายขั้นตอนทําให้เกิดความล่าช้าและมีแนวทางปฏิบัติหลากหลาย กิจกรรมการพัฒนา:- โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาแบบครบวงจรตั้งแต่ 1. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้วยการ รณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้รู้ทันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้แนวคิดการดูแลโรคเรื้อรัง (Chronic care model) 2. กิจกรรมการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน(Emergency Medical Service) 3.กิจกรรมการ พัฒนาระบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยเพื่อการส่งต่อ ตั้งแต่ภาคีเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน เครือข่ายหน่วยปฐม ภูมิ ภาคีเครือข่ายชุมชนต่างๆ 4.กิจกรรม การพัฒนาระบบช่องทางด่วน ACS Fast Track 5.การวางแผน จําหน่ายโดยแนวคิดการเปลี่ยน Transitional model การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- 1 ระยะก่อนโรงพยาบาล ( Pre hospital care ) ประชาชนมีความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจ เฉียบพลันมากขึ้น ทําให้อัตราการเข้าถึงการรักษาภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงภายหลังมีอาการเจ็บหน้าอก มี มากขึ้นถึงร้อยละ 80 และไม่พบอัตราตาย ณ ที่เกิดเหตุหรือที่ห้องฉุกเฉิน 2. ระยะโรงพยาบาล ( In hospital care) ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาในระบบช่องทางด่วนอย่างรวดเร็ว ตามมาตรฐานประเทศไทย(Thailand Hospital Indicator Project;THIP) ผู้ป่วย ฯ ได้รับการตรวจคลื่นหัวใจ ภายใน 10 นาที เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ซึ่งทําได้ร้อยละ 100 และสามารถส่งผู้ป่วยทําหัตถการสวนหัวใจได้ อย่างรวดเร็วภายใน 90 นาที ในอัตราร้อยละ 100 อัตราตายที่โรงพยาบาลลดลงร้อยละ 4.5 แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 61.
    56    3. ระยะจําหน่ายผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน (Dischargecare ) ผู้ป่วยได้รับการนัดตรวจทุกราย ร้อยละ 100 ได้รับแต่อย่างไรก็ตามทําได้เพียงร้อยละ 60 ด้านการเตรียมความพร้อมในการกลับสู่ชุมชนโดยการให้ความรู้ การปฏิบัติตนเอง ทั้งด้านการมีกิจกรรมที่เหมาะสม การรับประทานอาหารเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง การ รับประทานยา บทเรียนที่ได้รับ:- 1. การแก้ไขปัญหาสุขภาพ ด้วยความเข้าใจบริบทวิถีชีวิตที่แตกต่างของประชาชนจะได้รับ บริการที่ดีได้รับการยอมรับในศักยภาพของบุคคล 2. การทํางานเป็นทีม จะเป็นพลังสําคัญ การดูแลระบบ สุขภาพของประชาชน 3.การติดตามคุณภาพการพัฒนาฯ จําเป็นต้องกําหนดตัวชี้วัดให้ครอบคลุมกระบวน 4. การสร้างเครือข่ายปฐมภูมิเพื่อการดูแลต่อเนื่อง ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- การเห็นความสําคัญ ตระหนักในการดูแลตนเองจากกลุ่มผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยงโรค หลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน ความร่วมมือร่วมใจและความเสียสละของภาคีเครือข่ายปฐมภูมิที่ร่วมให้การ ดูแลผู้ป่วย การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร:- ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณดําเนินการโดย ใช้รายรับสถานพยาบาลของโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ การติดต่อกับทีมงาน:- นาวาตรีพิทักษ์ ทองสุข โทร.0816870405 E-mail pitark_thong@yahoo.co.th
  • 62.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา. นมแม่วิถีแห่งความสุขกับชีวิตคนทํางาน โรงพยาบาล/ สถาบัน....โรงพยาบาลพระปกเกล้า...จังหวัด.จันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน.นางวาสนางามการ...................ชื่อย่อวุฒิการศึกษา.....พบ.............. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน....นางวาสนา งามการ................ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พบ...... เป้ าหมาย…...เพื่อช่วยเหลือบุคลากรของโรงพยาบาลพระปกเกล้าให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว อย่างน้อย 6 เดือน มากกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2558 ปัญหาและสาเหตุ:- บุคลากรของโรงพยาบาลพระปกเกล้า เป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง จากภาระงานที่ต้องดูแล คนไข้ ทําให้ไม่มีเวลาในการคงสภาพนํ้านม พบอัตราการให้นมแม่สําเร็จลดลงจากร้อยละ 54.28 ในปี 2555 เหลือร้อยละ 39.58 , 35.29 ในปี 2556,2557 ตามลําดับ การที่ลูกไม่ได้รับนมแม่ ทําให้เจ็บป่วยบ่อย ส่งผลให้บุคลากรเกิดความเครียด ขาดสมาธิในการทํางานส่งผลกระทบต่อการให้บริการดูแลผู้ป่วย กิจกรรมการพัฒนา 1.บุคลากรมีเวลาพักที่จํากัดในการเก็บตุนนมแม่เมื่อกลับมาทํางาน พัฒนางานโดยการ เปิดช่องทางด่วนให้บุคลากรสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือเมื่อกลับมาทํางาน และเมื่อมีปัญหานมแม่ได้ ทันเวลา 2.ประเด็นการพัฒนา 2.1 การเข้าถึงผู้บริหาร/คณะกรรมการบริหารกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล มีมติ ให้หัวหน้ากลุ่มงานทุก สาขาดําเนินการติดตาม ช่วยเหลือและสนับสนุนบุคลากรในสาขาให้เลี้ยงลูกนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน 2.2 เพิ่มการให้ความรู้เพิ่มเติมที่คลินิกนมแม่ จัดบริการตรวจและแก้ไขปัญหาหัวนมผิดปกติให้แก่ บุคลากรที่คลินิกนมแม่ และนัดติดตามประเมินผลให้หัวนมลานนมมีความพร้อมก่อนคลอด 2.3 นวดกระตุ้นลานนมก่อนคลอดเมื่ออายุครรภ์ 37˃ สัปดาห์เพื่อนวดกระตุ้นลานนมให้นุ่มทําให้ทารก ดูดได้ดี 2.4 เยี่ยมหลังคลอดโดยเร็วขณะอยู่โรงพยาบาล เพื่อให้มารดาสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างถูกวิธี 2.5 ทบทวนทักษะการให้นมแม่ การบีบเก็บตุนนม การคงสภาพนํ้านมก่อนจําหน่ายซํ้าทุกราย 2.6 นัดติดตามที่คลินิกนมแม่เป็นระยะ เมื่อพบปัญหามารดาไม่มั่นใจ ยังปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือยังมีปัญหา นมแม่ 2.7 เมื่อมารดากลับมาทํางานเปิดบริการทางด่วนในช่วงเวลา 12.00-13.00 16.00-18.00 น. เพื่อให้บริการ 2.8 ให้บริการสายด่วนนมแม่ 0922486697 ,0898314673 , Line จัดทําVDO ให้ง่ายต่อการปฏิบัติ 2.9 จัดซื้อเครื่องปั๊มนมไว้ในหน่วยงานที่มีภาระงานมาก ได้แก่ ที่อาคารเทพรัตน์ อาคารอายุรกรรม การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง - อัตราการให้นมแม่สําเร็จอย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือนเพิ่มเป็นร้อยละ 57.57 ในปี 2558 และติดตามพบว่ามารดายังให้นมแม่ต่อควบคู่กับอาหารตามวัยมากกว่า 1 ปี แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 63.
    58    บทเรียนที่ได้รับ 1.การจัดบริการให้เหมาะสมกับเวลาพักของบุคลากร รวมทั้งบุคลากรที่มีปัญหาซับซ้อน ควรรีบเข้าช่วยเหลือเพื่อจะได้รับการแก้ไขทันเวลา2. ควรมีการตรวจและแก้ไขปัญหาหัวนมลานนมให้ สําเร็จก่อนคลอดในรายที่พบปัญหา 3.การพัฒนาบุคลากรให้สามารถช่วยเหลือแม่หลังคลอดที่มีปัญหานม แม่ที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 1.มีเจ้าหน้าที่คลินิกนมแม่ที่มีศักยภาพที่สามารถช่วยเหลือมารดาหลังคลอดได้ และ 2.มารดาและครอบครัวเชื่อมั่นในนมแม่ทําให้มีความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้บริหารทุกระดับช่วยกํากับติดตามช่วยเหลือ การติดต่อกับทีมงาน: นางวาสนา งามการ 089-8314673: e-mail nommae_kaitaksin@hotmail.com
  • 64.
  • 65.
    60    นวัตกรรม VAP kit(ชุดอุปกรณ์ป้ องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ) โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ปาริชาต คุณวงศ์,มณีรัตน์ โสมศรีแพง,เอี่ยมศิริ ฮดโสดา,ณัฐธิดา ทะคง,สุพรรษา ผลมุ่ง; พย.บ. ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น งานผู้ป่วยหนักเป็นหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤตที่ใช้การรักษาโดย เครื่องช่วยหายใจ มีอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ มกราคม 58 พบ 8.69 และ กุมภาพันธ์ 58 พบ 19.32 อุบัติการณ์ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพบริการ พยาบาล ข้อมูลเชิงประจักษ์ปัจจุบันใช้ VAP Bundle ในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ดังนั้น งาน ผู้ป่วยหนักจึงคิดและประดิษฐ์ชุดอุปกรณ์ป้ องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ (VAP Kit) ซึ่งมี แนวคิดจาก VAP Bundle วัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจและลดอัตราการเกิด VAP ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 มีนาคม 2558 – 31 พฤษภาคม 2558 งบประมาณที่ใช้ 500 บาท วัสดุอุปกรณ์สําหรับสิ่งประดิษฐ์ 1. แผ่นวัดองศาเตียง ประกอบด้วย กระดาษแข็ง ครึ่งวงกลม เอ็น 2. ถุงมือป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจ ประกอบด้วย ผ้า ฟองนํ้าแบบบาง 3. อุปกรณ์วัดถุงลมท่อช่วยหายใจ ประกอบด้วย three way ,extension tube, syring 5 cc,เครื่องวัด ความดัน 4. แม่แบบพลาสเตอร์ ประกอบด้วย ฟิล์มเอกซเรย์ที่ไม่ใช้แล้ว ไม้บรรทัด 5. นาฬิกาพลิกตะแคงตัว ประกอบด้วย วงเวียน กระดาษแข็ง รูปภาพ วิธีการและขั้นตอนการทํา 1. แผ่นวัดองศาเตียง ตัดกระดาษเป็นรูปครึ่งวงกลม วัดองศาติดกระดาษสี 15,30,45 องศา นําลูกตุ้มผูกเอ็น ถ่วง 2 ถุงมือป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจ ตัดผ้าและฟองนํ้าแบบบางให้เป็นรูปนวม เย็บติดกัน ทําที่ติด 3. อุปกรณ์วัดถุงลมท่อช่วยหายใจ นําอุปกรณ์มาประกอบกับเครื่องวัดความดัน 4. แม่แบบพลาสเตอร์ วัดขนาดฟิล์มเอกซเรย์และตัดเป็นแม่แบบไว้ใช้ในการตัดพลาสเตอร์ที่ใช้ติดท่อช่วย หายใจ 5. นาฬิกาพลิกตะแคงตัว ตัดกระดาษแข็งเป็นรูปวงกลม นํารูปภาพนอนหงาย นอนควํ่า ตะแคงซ้ายขวา มา ติด ผลการทดสอบประสิทธิภาพ VAP kit พบอัตรา VAP มีนาคม-พฤษภาคม 58 คิดเป็นร้อยละ 4.42-9.13 ระดับ ความคิดผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากร้อยละ 91.14 เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจมากคิดเป็นร้อยละ 85.71 สรุปผล และเสนอแนะ อุปกรณ์จะเกิดประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ร่วมกับVAP bundle และต้องสะอาดปราศจาก เชื้อ
  • 66.
        ประโยชน์และการขยายผล ใช้เป็นอุปกรณ์ในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจในหน่วยงานและ โรงพยาบาล บทเรียนที่ได้รับ การใช้อุปกรณ์ต่างๆให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกหน้าที่ จะได้ผลลัพธ์ที่ดีและดีกว่าเสมอ การสนับสนุนของหน่วยงาน สนับสนุนให้ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการคิดค้นนวตกรรมในการดูแลผู้ป่วย การติดต่อทีมงาน งานผู้ป่ วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน 042-721111 ต่อ 1212 E-mail parichart.er@hotmail.com
  • 67.
    62    ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ Casting modelfor the cast training โรงพยาบาล/ สถาบัน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์กรมแพทย์ทหารเรือ จังหวัด ชลบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน เรือโท กฤตนัย สารภี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.ระดับต้น ชื่อผู้นําเสนอผลงาน เรือโท กฤตนัย สารภี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ.ระดับต้น ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ห้องเฝือกแผนกตรวจโรคออร์โธปิดิกส์ เป็นแหล่งเรียนรู้หัตถการเกี่ยวกับการรักษาโดยการเข้าเฝือกทุกชนิด บางครั้งไม่สามารถเรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรงกับผู้ป่วยได้ทั้งหมดเนื่องจากเวลาจํากัดหรือการเข้าเฝือกบางชนิดเป็นรูปแบบเฉพาะที่ไม่มี โอกาสพบบ่อยทําให้ผู้เรียนไม่มีรูปแบบหรือกรณีตัวอย่าง วิธีการเข้าเฝือกแต่ละชนิดทําให้ยากต่อการเรียนรู้ แม้แต่ผู้สอนก็ไม่สะดวกในการสอนแบบเดิมซํ้าๆ วัตถุประสงค์ (Objectives) 1. เพื่อสร้างสื่อการสอนหัตถการการเข้าเฝือกชนิดต่างๆให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจง่าย 2. เพื่อสร้างรูปแบบการสอนโดยการปฏิบัติตามขั้นตอนการทําหัตถการเข้าเฝือกและใช้Model เฝือกชนิด ต่างๆ ระยะเวลาการดําเนินงาน 2 ปี วันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการดําเนินงาน เริ่มปี งบ 58 ถึง ปี งบ 60 งบประมาณที่ใช้ 5000 บาท วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials) 1. วัสดุสิ่งของเหลือใช้เช่น หนังสือพิมพ์ขวดนํ้า แก้กาแฟ แกลลอน รังกระดาษ เป็นต้น 2. เฝือกปูน วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ (Methods&Process) 1. ศึกษาวิธีการสร้างรูปแบบการเข้าเฝือกชนิดต่างๆ 2. สร้างรูปแบบเฝือกชนิดต่างๆจากวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้และให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test) 1 นํามาให้ผู้เรียนทดลองเรียนรู้และปฏิบัติการกับผู้ป่วยโดยใช้รูปแบตัวอย่างเป็นรูปแบบเปรียบเทียบ 2. ประเมินผลการเรียนรู้เป็นกรณีนําร่อง(Pilot study) ก่อนใช้เป็นรูปแบการสอนจริง ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency) 1 ผู้สอนเกิดความพึงพอใจ ใช้เวลาการสอนลดลง โดยสามารถสอนรูปแบบเฝือกชนิดต่างๆได้ร้อยละ 100 2 ผู้เรียนร้อยละ98 เข้าใจรูปแบบเฝือกชนิดต่างๆ สามารถเข้าเฝือกได้ถูกต้องโดยประเมินจากการปฏิบัติจริง แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 68.
        สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-วัสดุเหลือใช้ไร้คุณค่านํามาประดิษฐ์ Casting model for the cast training ผู้สอนไม่เหนื่อยอธิบายผู้เรียนเห็นภาพและเข้าใจ ทีมดูแลพึงพอใจ เห็นผลเชิงประจักษ์ ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization) 1. ประหยัดเวลา สะดวกรวดเร็ว ง่ายต่อการสื่อสารของผู้สอน 2 ผู้เรียนได้เรียนรู้รูปแบบการเข้าเฝือกชนิดต่างๆได้อย่างเข้าใจ บทเรียนที่ได้รับ:- การประยุกต์ใช้วัสดุเหลือใช้มีข้อจํากัดการดัดแปลง ให้เหมาะสมกับสื่อเฝือกที่ต้องการ ผลิตแต่สามารถสร้างคุณค่า เกิดประโยชน์ ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ ควรสร้างเป็นรูปแบบเฝือกที่มีความ สมจริงเพื่อประโยชน์ในการสอนที่ดีมากขึ้น ปัจจัยแห่งความสําเร็จ.ผู้นํา ผู้บริหารของโรงพยาบาลให้การสนับสนุนความคิดการสร้างนวตกรรมอย่าง ต่อเนื่อง การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ได้รับเวลาและเงินสนับสนุนในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ และใช้จริงในการสอน การติดต่อกับทีมงาน:- เรือโทกฤตนัย สารภี โทร.0901350499 E-mail kittanaisarapee@gmail.com
  • 69.
  • 70.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้ กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร โรงพยาบาล/สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางพรศิริ เรือนสว่าง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พบ.ม. (รัฐประศาสนศาสตร) ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางกรุณา ลิ้มเจริญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา สธ.ม. (การพัฒนาระบบสาธารณสุข) นางปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน ปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา) ความสําคัญและที่มาของการวิจัย:- จากการติดตามนิเทศประเมินผลคุณภาพการให้บริการพยาบาลพบว่า กิจกรรมการนิเทศงานการพยาบาลไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้นิเทศแต่สายการนิเทศที่ แตกต่างกัน ส่วนใหญ่การนิเทศในปัจจุบันมุ่งเน้นการช่วยแก้ปัญหาหน้างาน สั่งการ จับผิด ตรวจสอบ อาจ เนื่องจากสถานการณ์หรือนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงและช่องว่างอายุของบุคลากรพยาบาลวิชาชีพที่พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีอายุเฉลี่ย 44 ปี มีช่องว่างอายุของพยาบาลวิชาชีพที่อยู่ในช่วง generation Y( คือคนที่เกิด ช่วงพ.ศ.2523-2543) ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าและเป็นกลุ่มคนที่ไม่ค่อยมีความอดทน และมี พยาบาลจํานวนหนึ่งที่จะเกษียณอายุซึ่งมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานเนื่องจากผู้ที่จะเกษียณอายุส่วนใหญ่ เป็นผู้ทรงความรู้และประสบการณ์ด้านการพยาบาลเฉพาะทาง และจากรายงานของงานจัดการความรู้ งาน พัฒนาคุณภาพ สถาบันบําราศนราดูร พบว่า สถาบัน มีการจัดการความรู้ในอยู่ในระดับมาก ซึ่งพบว่า การ สร้างความรู้และแสวงหาความรู้มีคะแนนสูงสุด รองลงมาคือการบ่งชี้ความรู้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะ พัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โดยประยุกต์กรอบแนวคิดการจัดการความรู้ เพื่อให้ผู้นิเทศมีแนว ทางการนิเทศงานการพยาบาลไปใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลอย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบริการทางการพยาบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย1. เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้ กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตาม แนวคิดการจัดการความรู้ กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูร ระเบียบวิธีวิจัยการศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนา (Descriptive Research ) ดําเนินการศึกษาระหว่าง วันที่ 1 มีนาคม 2557 – 30 กันยายน 2557 กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ 1) พยาบาล วิชาชีพระดับปฏิบัติงาน จํานวน146 ราย 2) พยาบาลวิชาชีพระดับบริหารจํานวน 24 คน การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบและทดลองใช้ ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผล ของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แนวคําถามในการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนา กลุ่ม คู่มือการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิผลของรูปแบบ สําหรับผู้รับการนิเทศ และผู้นิเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบค่าที แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 71.
    66    ผลการศึกษา พบว่าได้รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลตามแนวคิดการจัดการความรู้ของกลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนราดูรประกอบด้วย 9องค์ประกอบ ได้แก่ 1)การเตรียมความพร้อม2) การบ่งชี้ความรู้ 3) การสร้างและแสวงหาความรู้ 4) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ 5) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ 6) การ เข้าถึงความรู้ 7) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 8) การเรียนรู้ 9)การทบทวนประเมินผลและสะท้อนกลับของ ข้อมูล เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นของผู้รับการนิเทศทางการพยาบาล ก่อนและหลังทดลองต่อรูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นโดยรวมพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=.011) และ คะแนนเฉลี่ยความคิดเห็นของผู้นิเทศทางการพยาบาลก่อนและหลังทดลองต่อรูปแบบการ นิเทศที่พัฒนาขึ้นโดยรวมพบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=.67) อย่างไรก็ตามหลังการ ทดลองพบว่า ผู้รับการนิเทศมีความสัมพันธ์กับผู้นิเทศและเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น มีการปฏิบัติงานบรรลุ วัตถุประสงค์ที่กําหนดและมีความพึงพอใจต่อรูปแบบนิเทศที่พัฒนานี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศใน การทํางานที่ดีและมีคุณภาพ สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล กลุ่มการพยาบาล สถาบันบําราศนรา ดูร รูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นได้มาจากการศึกษาจากเอกสาร ตําราวิชาการ ข้อมูลสภาพการณ์การนิเทศที่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาอุปสรรคที่พบและแนวทางการปรับปรุงแก้ไขเพื่อพัฒนาปรับปรุงรูปแบบการนิเทศ ทางการพยาบาลให้มีความเหมาะสม มีการจัดทําแนวทางการนิเทศทางการพยาบาลที่ชัดเจนมากขึ้นโดยใช้ แนวคิดการจัดการความรู้ ประกอบด้วยขั้นตอนดําเนินงาน9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1)การเตรียมความพร้อมผู้ นิเทศ2) การบ่งชี้ความรู้ 3) การสร้างและแสวงหาความรู้ 4) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ 5) การประมวล และกลั่นกรองความรู้ 6) การเข้าถึงความรู้ 7) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ 8) การเรียนรู้ 9)การทบทวนประเมินผลและสะท้อนกลับข้อมูลและเมื่อนํา รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้พบว่ารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่ พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการนําไปใช้เนื่องจากผู้นิเทศทางการพยาบาลให้คะแนนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประสิทธิภาพในการใช้รูปแบบในภาพรวมหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองใช้รูปแบบ และผู้รับการนิเทศ ทางการพยาบาลให้คะแนนความคิดเห็นประสิทธิภาพของการใช้รูปแบบในด้านความพึงพอใจการใช้ รูปแบบการนิเทศ การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา จะเห็นได้ว่าการประยุกต์แนวความคิดของการจัดการความรู้ ไปพัฒนารูปแบบการนิเทศนั้นส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การปฏิบัติงานและความพึงพอใจ ต่อการนิเทศเพิ่มมากขึ้นและส่งผลต่อคุณภาพการพยาบาลต่อไป บทเรียนที่ได้รับ ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางพยาบาลควรสนับสนุนงบประมาณ ในการพัฒนาศักยภาพพยาบาลวิชาชีพในการจัดการความรู้ในมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเครือข่าย
  • 72.
        ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ในปัจจุบันหลังจากมีการนําการจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรพยาบาล มักจะมี กิจกรรมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของแต่ละหน่วยงานมากยิ่งขึ้นไม่ว่ากิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาระบบงานให้สอดคล้องกันทั้งองค์กรพยาบาล การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร การติดต่อกับทีมงาน:- ปิยะวดี ฉาไธสง มือถือ0819401004 E-mail : psumalai@hotmail.com
  • 73.
    68    ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จากผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา),พยบ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางเสาวลักษณ์ อภิสุข ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางปิยะวดี ฉาไธสงชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.ม. (จิตวิทยาการให้คําปรึกษา)พยบ. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย วัณโรคยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สําคัญของประเทศไทย การวินิจฉัยให้ ได้รวดเร็วและรักษาผู้ป่วยให้หายเป็นการป้ องกันการแพร่กระจายเชื้อ ในปี2555 องค์การอนามัยโลกคาด ประมาณว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ประมาณ86,000รายต่อปีหรือคิดเป็นอัตราอุบัติการณ์124ต่อ ประชากรแสนคน ขึ้นทะเบียนรักษาประมาณ60000ราย มีผู้ป่วยวัณโรคที่เป็นกลุ่มประชากรข้ามชาติ(ต่าง ด้าว) ขึ้นทะเบียนรักษาปีละประมาณ1500-2000 ราย ถ้าค้นพบได้หมดน่าจะมีผู้ป่วยประมาณ10000กว่าราย ต่อปี วัตถุประสงค์ ของการวิจัยเพื่อศึกษาการค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่จากกลุ่มผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดใน สถาบันบําราศนราดูร ระเบียบวิธีวิจัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนา (Descriptive Research ) โดยมีประชากรเป้าหมายคือ ญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่ วยวัณโรครายใหม่ ที่มารับการรักษาในสถาบันบําราศนราดูรและพักรักษาตัวที่ ตึกอายุรกรรม4 กลุ่มตัวอย่างคือ เป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วย ที่รับการรักษาตัวที่ตึกอายุรกรรม4 สถาบัน บําราศนราดูรในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ2557ถึงเดือนพฤษภาคมพ.ศ2558 โดยกลุ่มผู้สัมผัสโรคจะ ได้รับการคัดกรองวัณโรคโดยการตรวจเสมหะและการถ่ายภาพรังสีปอด ผลการศึกษา พบว่ามีผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะพบเชื้อ 26 ราย โดยมีผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด 32 ราย โดยมี อายุเฉลี่ย 40.88 ปี เป็นเพศชาย 20ราย(58.8%) เพศหญิง 14 ราย(41.2%) ส่วนมากจบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี 19 ราย(55.9%) ส่วนมากจะเป็นคู่สมรส 20 ราย(58.8%) มี 8 ราย(23.53%)ที่มีโรคประจําตัว มี3 ราย(8.8%) จากการคัดกรองวัณโรคเบื้องต้นทั้งผลการตรวจเสมหะและการถ่ายภาพรังสีปอดของผู้สัมผัส ใกล้ชิดทั้ง34รายพบว่าผลการตรวจปกติทั้งหมด สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- จากการศึกษาครั้งนี้ไม่พบผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ทั้งนี้อาจเป็นช่วง ระยะเวลาที่เก็บข้อมูลระยะสั้นอีกทั้งผู้สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิดมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทําให้เกิดโรค การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา ฉะนั้นทางหน่วยงานทําการคัดกรองผู้สัมผัสร่วมบ้านเพื่อ ค้นหาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ซึ่งยังจะต้องปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยจะต้องค้นหาไปในทุกกลุ่มรวมถึง กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี เป็นต้น แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 74.
        บทเรียนที่ได้รับ:-ดังนั้นการส่งเสริมการให้ความรู้ในเรื่องวัณโรค แนวทางการรักษา การดูแลตนเองในกลุ่ม ผู้ป่วย และผู้ดูแล รวมถึงประชาชนทั่วไปยังเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่าวัณโรคไม่ใช่ เรื่องไกลตัว ปัจจัยแห่งความสําเร็จการได้รับความร่วมมือจากผู้ดูแลในการคัดกรองวัณโรค การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน ทางสถาบันฯเปิดโอกาสให้บุคลากรได้มีส่วนร่วมในการ ทํางานวิจัย การติดต่อกับทีมงาน:- ปิยะวดี ฉาไธสง เบอร์โทรศัพท์02-590-3538 email : psumalai@hotmail.com
  • 75.
    70    ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรับประทานยา Chloralhydrate สูตร ปรับปรุงและสูตรเดิม ในผู้ป่วยเด็กที่ต้องส่งตรวจพิเศษ โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสมฤดี เลิศงามมงคลกุล ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (พย.ม) ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางลัคณา สฤษดิ์ไพศาล พยาบาลศาสตร์ และ ภก.ญ.ลัทธยา อัศวจารุวรรณ เภสัชศาสตร์ ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสมฤดี เลิศงามมงคลกุล ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (พย.ม) ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale) การตรวจพิเศษในเด็ก เช่น Ultrasound CT EEG เป็นวิธีการตรวจที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยในเด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการและความสามารถในการ เรียนรู้ ความเข้าใจเหตุผลที่ต่างกัน ตื่นกลัวคนแปลกหน้า ทําให้การตรวจทําได้ยาก จากการไม่ให้ความ ร่วมมือ ไม่อยู่นิ่ง ยา Chloral hydrate เป็นยานอนหลับใช้ในเด็ก สามารถให้ซํ้าได้แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเด็ก ที่รับประทานยามักจะอาเจียน บ้วนยา เนื่องจากยามีรสชาติไม่ดี ต้องป้อนยาซํ้า ทําให้ญาติเป็นกังวล ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงได้พัฒนาปรับปรุงรสชาติยาใหม่โดยมุ่งหวังให้เด็กสามารถรับประทานยาได้ง่ายขึ้น และญาติพึง พอใจ วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของจํานวนครั้งในการป้ อนยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุง และ Chloral hydrate สูตรเดิม ในผู้ป่วยเด็กที่ส่งตรวจพิเศษ ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- การวิจัยกึ่งทดลอง เก็บข้อมูลในผู้ป่วยเด็กอายุ 7 วัน- 4ปี ที่รักษา ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 1 (สค. 58 -มค.59) ที่ต้องส่งตรวจพิเศษ ได้แก่ U/S CT EEG จํานวน 87 ราย สุ่ม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกรับประทานยาสูตรเดิม 46 ราย และกลุ่มที่สองรับประทานยาสูตรที่ปรับปรุง รสชาติ 41 ราย (รสชาติของยาได้ทดลองให้ผู้ป่วย 5 รายได้เลือกรับประทานแล้วรู้สึกพอใจ) และเก็บข้อมูล ทั่วไป ได้แก่ จํานวนครั้งที่ป้ อนยาใหม่ จํานวนครั้งที่อาเจียน/สําลัก การเลื่อนเวลาการนัดตรวจ และข้อมูล ความพึงพอใจของญาติ วิเคราะห์ข้อมูล แจกแจงความถี่ ร้อยละ และทดสอบความแตกต่างด้วยไคว์สแควร์ และทดสอบความแตกต่างของอุณหภูมิกายด้วย t-test ผลการศึกษา (Results):- ผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุงมีจํานวนครั้งของการ อาเจียน/บ้วนยาจํานวนครั้งของการป้อนยาใหม่น้อยกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานยาสูตรเดิมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .005 และ .009 ความพึงพอใจของญาติผู้ป่วยกลุ่มที่รับประทานยา Chloral hydrate สูตร ปรับปรุง รู้สึกชอบ เห็นประโยชน์ของยา และรู้สึกว่ายารับประทานได้ง่ายกว่าญาติของกลุ่มที่รับประทานยา สูตรเดิมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ. 000, .049 และ. 000 ตามลําดับ แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 76.
        สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-หน่วยงาน/หอผู้ป่วยที่มีเด็กส่งตรวจพิเศษ สามารถนํายา Chloral hydrate สูตรปรับปรุง ไปใช้ได้ โดยยารับประทานได้ง่าย เด็กได้รับการตรวจตามกําหนด และญาติผู้ป่วย รู้สึกดี เกิดความพึงพอใจ ดังคํากล่าวว่า “การให้ยาสูตรปรับปรุงรู้สึกเหมือนการให้รับประทานนํ้าหวาน เด็ก มีความสุขและทําให้หลับได้” การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา:- สามารถใช้ยา Chloral hydrate สูตรปรับปรุง ในผู้ป่วยเด็ก ก่อนส่งตรวจพิเศษ ทั้งในหอผู้ป่วยและหน่วยตรวจพิเศษ บทเรียนที่ได้รับ:- การได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยเด็กในการตรวจพิเศษเป็นสิ่งสําคัญ ซึ่งการให้ยาเป็น ทางเลือกหนึ่ง และควรเป็นยาที่รับประทานได้ง่าย หรือรู้สึกชอบ จะทําให้เด็กไม่รู้สึกกลัว และญาติพึงพอใจ เกิดทัศนะคติที่ดีต่อการตรวจพิเศษของเด็ก ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 1) ความร่วมมือของสหสาขา ได้แก่ พยาบาลและเภสัชกร 2) การกระตุ้นเตือนจากทีมในหน่วยงาน และความมุ่งมั่นในการพัฒนางานประจําสู่ งานวิจัย การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร - การส่งเสริมจากหัวหน้าหอผู้ป่วยและทีมวิจัยรพ.พระปกเกล้า การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail) m-srd@hotmail.com Tel 0869089683
  • 77.
    72    ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา แนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูรจังหวัด นนทุบรี ชื่อเจ้าของผลงาน.นางสาวจินตนา ดาวเรือง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวกมลพร ศิริสกุลเดชะ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. นางปิยะวดี ฉาไธสง ชื่อย่อวุฒิการศึกษาวทม.(จิตวิทยาการให้คําปรึกษา) นายเจษฎากรณ์ ฐานครชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นายเจษฎากรณ์ ฐานครชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย สถาบันบําราศนราดูร เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเปิดให้ บริการกับประชาชนทั่วไปแต่เน้นด้านโรคติดต่อ เช่น วัณโรคปอด เอดส์, พิษสุนัขบ้า จากโรคดังกล่าวจะพบว่า บางครั้งผู้ป่วยโรคติดต่อเหล่านี้ อาจจะป่วยเป็นโรคที่ต้องได้รับการ ผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางชัดเจนในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคติดต่อที่จะเข้าผ่าตัด เพื่อให้ บุคลากรและผู้ป่วยรายอื่นปลอดภัยไม่ติดโรค ดังนั้นผู้ศึกษาจึงได้สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ขึ้นเพื่อใช้ เป็นแนวทางในการทํางานของบุคลากรทางการแพทย์ต่อไปและ เพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและป้องกัน การแพร่กระจายเชื้อ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อสร้างแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในงานห้องผ่าตัด ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):-เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา( Descriptive Research) โดยศึกษา ระหว่าง 15 ตุลาคม 2558-20ธันวาคม 2558 เมื่อสร้างแนวปฏิบัติขึ้นมาแล้วนําแนวปฏิบัติไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบและนําคําแนะนําที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะมาแก้ไขปรับปรุงจากนั้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจความ สมบูรณ์อีกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นนําแนวปฏิบัติที่ได้นําเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัดนี้ได้สร้างตามกรอบแนวคิดการ ควบคุมโรคติดเชื้อของสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ในการกําหนดมาตรฐานการควบคุมโรคติดเชื้อ ในห้องผ่าตัด ได้แก่ การเตรียมผู้ป่วย การเตรียมทีมบุคลากรและการเตรียมเครื่องมือ โดยมีขั้นตอนคือ สร้างแนวปฏิบัติการพยาบาล โดยการทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง จากนั้นแนวปฏิบัติพยาบาลนี้ได้มีการ ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ 5 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาการ ควบคุมโรคติดเชื้อ การพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัด ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน มีความเห็นชอบกับแนวทาง ปฏิบัติการพยาบาลที่ได้สร้างขึ้นทั้งในด้านความถูกต้องของเนื้อหา ภาษา ความเหมาะสมและความเป็นไป ได้สําหรับการนําไปใช้ในการปฏิบัติการพยาบาล ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index:CVI) มีระดับคะแนนความสอดคล้องเท่ากับ 0.98 แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 78.
        สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-แนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อในห้องผ่าตัด สําหรับผู้ป่วยวัณโรคปอด,ผู้ป่วยวัณโรคตําแหน่งอื่น,ผู้ป่วยเอชไอวี(HIV+),ผู้ป่วยเชื้อดื้อยา โดยประกอบด้วย การเตรียมผู้ป่วย การเตรียมทีมบุคลากรและการเตรียมเครื่องมือ และ ควรนําแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ไป ทดลองใช้จริงในหน่วยงานห้องผ่าตัด เพื่อยืนยันว่าเหมาะสําหรับการนําไปใช้ปฏิบัติการพยาบาลจริง ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป ควรนําแนวปฏิบัติการพยาบาลไปทดลองใช้จริงในห้องผ่าตัดและเมื่อมี ผู้ป่วยกลุ่มโรคดังกล่าวมาทําการผ่าตัด การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจําเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่งานห้องผ่าตัดในการ บริการผู้ป่วย และเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ บทเรียนที่ได้รับ:- อาจจะต้องมีการต่อยอดงานวิจัยต่อไปอีกเพื่อให้แนวปฏิบัติมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือในการตรวจสอบเครื่องมือของผู้ทรงคุณวุฒิ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ทางสถาบันมีการสนับสนุนให้บุคลากรได้ทํางานวิจัย ตลอด การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวจินตนา ดาวเรือง ห้องผ่าตัด สถาบันบําราศนราดูร โทร.025903615
  • 79.
    74    ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา การคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ด้วยผลคูณระหว่างความสูงของมดลูก กับ เส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือเมื่อเจ็บครรภ์คลอด โรงพยาบาล/สถาบัน..โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย...จังหวัด ชลบุรี ชื่อเจ้าของผลงานและผู้นําเสนอผลงาน นางอรพินทร์ เตชรังสรรค์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางวันเพ็ญ สุขส่ง พย.ม. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):- การคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์เป็นสิ่งสําคัญในการตัดสินใจให้การบริบาลมารดาเมื่อเจ็บครรภ์ ในภาวะต่าง ๆ ให้ปลอดภัยทั้งมารดาและทารก สูติแพทย์จะนิยมใช้เครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงในการ คาดคะเนนํ้าหนักทารก ส่วนพยาบาลห้องคลอดใช้วิธีการตรวจทางหน้าท้อง ถ้าไม่มีประสบการณ์มากพอมี โอกาสที่จะเกิดความคาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นการคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ขณะดูแลการคลอดควรจะ เป็นวิธีที่ง่าย ไม่จําเป็นต้องใช้อุปกรณ์และความชํานาญเฉพาะมากเกินไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ของผลคูณความสูงมดลูกกับเส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือใน หญิงตั้งครรภ์กับนํ้าหนักทารกแรกเกิด ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):- เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2558 จํานวน 100 ราย เครื่องมือที่ใช้ในประกอบด้วย สายเทปวัด แบบบันทึกข้อมูลทางสูติศาสตร์และแบบเก็บ ข้อมูลการวัด ใช้สถิติ pair t-test วิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ แบบขั้นตอน กําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 ผลการศึกษา (Results):- นํ้าหนักทารกจริงกับนํ้าหนักทารกจากการคาดคะเนไม่แตกต่างกัน (p > .05) มีค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สันเท่ากับ 0.743 และมีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ R2 = 0.552 (P < .05) โดย ค่าความคาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์ของสมการเท่ากับ 234.4 และอํานาจพยากรณ์ร้อยละ 74.3 สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-การวัดความสูงมดลูกกับเส้นรอบวงหน้าท้องมารดาที่ระดับสะดือ สามารถคาดคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ได้ การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา:-นํามาตรวจร่างกายเพื่อประเมินนํ้าหนักทารกในครรภ์แก่ผู้ คลอดที่มาคลอดทุกราย บทเรียนที่ได้รับ:- ควรศึกษาวิธีการวัดความหนาของผนังหน้าท้องเป็นปัจจัยคะเนนํ้าหนักทารกในครรภ์ด้วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:-มุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิชาชีพให้มีมาตรฐานทั้งในเรื่องการดูแลและศักยภาพของตัวเอง การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร:-ผู้บังคับบัญชาทุกท่าน ผู้ร่วมงาน ฝ่ายการพยาบาล และ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของโรงพยาบาล การติดต่อกับทีมงาน:- นางอรพินทร์ เตชรังสรรค์โทร 081-4241909 E-mail orapin.t2515@gmail.com แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 80.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา ผลการปรับระบบการต่อเครื่องช่วยหายใจและการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วย หายใจ โรงพยาบาล/ สถาบันโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัด สกลนคร ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวปาริชาต คุณวงศ์ วุฒิการศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1.มณีรัตน์ โสมศรีแพง พย.บ. , 2. ภิญญดา กองแก้ว พย.บ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว ภิญญดา กองแก้ว ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ความสําคัญ ไอซียูเป็นหน่วยงานที่ให้บริการผู้ป่วยหนักที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเป็นส่วนมาก ที่ต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเครื่องช่วยหายใจมีหลากหลายยี่ห้อ ในแต่ละยี่ห้อก็มีความเฉพาะเจาะจงใน การประกอบชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ ประกอบกับประสบการณ์ในการทํางานของพยาบาลแต่ละคน ทํา ให้ใช้ระยะเวลาในการต่อที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการประกอบชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ มีปัญหาอุปกรณ์ไม่พร้อมใช้ ทดสอบไม่ผ่าน ทําให้ต้องเปิดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจใหม่ ผลที่ตามมาคือ เกิดค่าใช้จ่ายในการทําให้ปราศจากเชื้อ บุคลากรใช้เวลาในการต่ออุปกรณ์มากขึ้น และสูญเสียโอกาสในการ ใช้อุปกรณ์ที่เปิด จึงปรับระบบการต่อเครื่องช่วยหายใจและการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจ วัตถุประสงค์1. เพื่อลดความสูญเปล่าของกระบวนการต่อเครื่องช่วยหายใจ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดสายต่อ เครื่องช่วยหายใจและลดระยะเวลาในการประกอบเครื่องช่วยหายใจ,2. เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในการต่อ และการจัดชุดสายต่อเครื่องช่วยหายใจแบบใหม่,3.เพื่อศึกษาอุบัติการณ์เกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วย หายใจ กลุ่มตัวอย่าง : พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงานที่ไอซียูระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 57 - 31 มี.ค. 58 จํานวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล :แบบประเมินเวลาในการต่อเครื่องช่วยหายใจก่อนและหลังการปรับระบบ การต่อเครื่องช่วยหายใจ และแบบประเมินระดับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ ผลการศึกษา พบว่าลดการส่งอุปกรณ์เพื่อทํา re-sterile ลดระยะเวลาในการต่อเครื่องช่วยหายใจ และยังช่วย ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสายต่อเครื่องช่วยหายใจ บุคลากรในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานมีความพึง พอใจมากขึ้น บทเรียนที่ได้รับ การจัดเตรียมเครื่องช่วยหายใจที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้สามารถเตรียม เครื่องมือที่พร้อมใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทําให้ลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วย และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของ รพ.ด้วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ เจ้าหน้าทุกคนในหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแนวทางที่พัฒนา การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้บริหารคอยดูแลติดตามความก้าวหน้าและให้ ข้อเสนอในการปรับปรุงแนวปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ ควรตรวจเช็คอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทํา Sterile เพื่อป้องกันความเสียหายของเครื่องมือ การนําไปใช้: เป็นแนวปฏิบัติในการเตรียมอุปกรณ์ในหน่วยงาน
  • 81.
  • 82.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยทางคลินิก ผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยต่อความรู้และความเชื่อ ด้านสุขภาพในการป้องกันตนเองจากการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ใน วัยรุ่นหญิง โรงพยาบาล/ สถาบันโรงพยาบาลพระปกเกล้า ,วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสมบัติ รัตนะนาม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้ร่วมผลงานนาง ชําเรือง แสงสุวรรณ,พย.บ,นางสาว พรฤดี นิธิรัตน์,ปร.ด.,นางสาว เพ็ญนภา พิสัยพันธ์ ,พย.ม. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวสมบัติ รัตนะนาม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):- ขณะนี้วัยรุ่นกําลังเผชิญกับปัญหาการเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ สถิติวัยรุ่นหญิงที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์ที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยสูติกรรมโรงพยาบาลพระปกเกล้า ระหว่างปีพ.ศ.2553 ถึงพ.ศ.2555พบ ร้อยละ12.4,15.2และ23.6ตามลําดับ ส่วนการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี ในช่วงเวลาเดียวกัน พบ ร้อยละ17.3,18.8และ16.7 ของผู้คลอดทั้งหมดในโรงพยาบาล วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1.เพื่อเปรียบเทียบความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพในการป้ องกันตนเองจาการเป็นโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นหญิงที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่ วยสูติกรรม โรงพยาบาลพระปกเกล้า ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยทั้งในกลุ่ม ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ 2.เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพในการป้ องกันตนเองจากการเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ในวัยรุ่นหญิงที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยสูติ กรรมโรงพยาบาลพระปกเกล้า ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและ กลุ่มที่ได้รับความรู้ตามปกติ ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):-เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่ม ตัวอย่างคือวัยรุ่นหญิงที่มีอายุ10-19ปี ที่มารับการรักษาในหน่วยงานสูติกรรม โรงพยาบาลพระปกเกล้า ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 จํานวน30คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 15คน และกลุ่ม เปรียบเทียบ15คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยคะแนนความรู้และค่าคะแนนตามแบบแผนความเชื่อด้าน สุขภาพ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับความรู้ ตามปกติเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง เกี่ยวกับความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพใน การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยทางคลินิก/ CR” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 83.
    78    การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้1)สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ2) สถิติวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ได้แก่ Repeated One-way ANOVA(ทดลอบความ แตกต่างรายคู่ด้วย pairwise comparisons) wilcoxon signed ranks test,independent t-testและMann-Whitney U test ผลการศึกษา (Results):- พบว่ากลุ่มทดลองมีความรู้ภายหลังการได้รับโปรแกรมและระยะติดตาม สูงกว่า ก่อนการได้รับการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของความเชื่อด้าน สุขภาพ สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติใน2ด้าน คือด้านการรับความเสี่ยงสูงขึ้น(ใน ระยะติดตามผล)และด้านการรับรู้ความรุนแรงสูงขึ้น(หลังได้รับโปรแกรม) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่า ภายหลังจากการได้รับการโปรแกรม กลุ่มทดลองมีความรู้สูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติและกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของความเชื่อด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่ม เปรียบเทียบอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติใน2ด้านคือ ด้านการรับรู้ความเสี่ยง และด้านการรับรู้ความรุนแรง ส่วนในเรื่องการรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรคและการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการมีเพศสัมพันธ์ อย่างปลอดภัย กลุ่มทดลองที่มีค่าเฉลี่ยความเชื่อด้านสุขภาพไม่แตกต่างกันทั้งก่อนและหลังการได้รับ โปรแกรม และไม่แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบ สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- โปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ทําให้หญิงวัยรุ่นมี ความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพ ในการป้ องกันตนเองเพิ่มมากขึ้นดังนั้น โรงพยาบาลควรสนับสนุนให้มี การจัดโปรแกรมสอนที่ปลอดภัยการมีเพศสัมพันธ์อย่างถูกวิธีแก่หญิงวัยรุ่นระหว่างเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ 1.เป็นแนวทางการสอนการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การคุมกําเนิด ผลกระทบ อันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หญิงวัยรุ่นระหว่างเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 2.ศึกษาต่อยอดถึงผลของโปรแกรมส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในวัยรุ่นหญิงต่อพฤติกรรม การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่ชัดเจนว่าโปรแกรมสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเป้าหมาย ชัดเจนหรือไม่ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 1.ความร่วมมือในทําวิจัยของพยาบาลในโรงพยาบาลกับอาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาล 2.ได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยของโรงพยาบาลพระปกเกล้า การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร1. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสํานักวิจัย โรงพยาบาลพระปกเกล้า 2.ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมความรู้เรื่องการทําวิจัยจากกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาล พระปกเกล้า
  • 84.
        ชื่อเรื่องงานวิจัยจากงานประจํา “ผลการใช้พลาสติกป้ องกันการสูญเสียความร้อนในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด นิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL)” โรงพยาบาล/ สถาบัน พระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน วรนารถ สุจินต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตรพยาบาลและผดุงครรภ์ชั้นสูง (ปพส.) ชื่อผู้ร่วมผลงาน (ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) คุณบวรวรรณ นาคลําภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปพส. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน วรนารถ สุจินต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปพส. ความสําคัญและที่มาของการวิจัย (Background & Rationale):- ระบุถึงความสําคัญของปัญหาและ ความต้องการในการแก้ไชปัญหา เหตุผลความจําเป็น คุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับจาการวิจัย การทําผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) ทําให้เกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่า และอาการ หนาวสั่นหลังผ่าตัดได้มากทั้งนี้เนื่องจากการต้องทําความสะอาด ผิวหนังก่อนผ่าตัด การเปิ ด เครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ ตํ่ากว่า 25 องศาเซลเซียสและการใช้นํ้าสวนล้าง(irrigate) ขณะผ่าตัดจํานวนมาก ซึ่งอันตรายของภาวะ อุณหภูมิกายตํ่าและอาการหนาวสั่นที่สําคัญได้แก่ทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ(Arrythmia) ซึ่งอาจรุนแรงถึงทํา ให้หัวใจห้องล่าง สั่นพลิ้ว (Ventricular fibrillation;VF) ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างมาก นอกจากนี้อาการหนาวสั่นจะ ทําให้ร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น 4-5 เท่าของระยะพัก ส่งผลทําให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาด เลือดเฉียบพลันได้ง่ายซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายอย่างมากถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้วิจัย จึงมีความสนใจที่จะศึกษาการป้ องกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่าและอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัด โดยใช้พลาสติก คลุมตัวผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) ร่วมกับการดูแลตามปกติและ เปรียบเทียบกับการดูแลตามปกติ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพการให้บริการการพยาบาลวิสัญญีให้มีประสิทธิภาพ มากขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives) 1.เพื่อศึกษาผลของการใช้พลาสติกในการป้ องกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่าในขณะผ่าตัดในผู้ป่วยที่มา รับการผ่าตัดผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) 2.เพื่อศึกษาผลของการใช้พลาสติกในการป้ องกันอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่มารับการ ผ่าตัดผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) แบบบทคัดย่อ“งานวิจัยจากงานประจํา/ R2R” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 85.
    80    ระเบียบวิธีวิจัย (Research Methodology):-รูปแบบการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอน การศึกษา เครื่องมือและการวัด การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ระยะเวลาการศึกษา รูปแบบการวิจัย...การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi experimental research) แบบสองกลุ่ม ประชากรตัวอย่าง (Sample) ได้แก่ ผู้ป่วยระบบทางเดินปัสสาวะที่มารับการผ่าตัดนิ่วในไตโดยการ เจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559-31 พฤษภาคม 2559 โดยสุ่มเข้ากลุ่มเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองจํานวน 30 คนและกลุ่มควบคุมจํานวน 30 คน 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ใช้ถุงพลาสติกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่สุด(28×36)จํานวน 3 ถุง และ ถุงพลาสติกเล็ก จํานวน 1ถุง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย สายวัดอุณหภูมิชนิดที่ต่อกับ เครื่องเฝ้าระวัง(monitor) ขณะผ่าตัด ซึ่งสามารถบอกเวลาตามระยะเวลาที่แท้จริงในการคํานวณ(real time) แบบบันทึกซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ1.แบบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับอุณหภูมิร่างกายในขณะผ่าตัด (anesthetic record) และแบบบันทึกอาการในห้องพักฟื้น (post anesthetic record) สําหรับบันทึกอาการ หนาวสั่น ขั้นตอนการศึกษาผู้วิจัยส่งโครงร่างวิจัยให้คณะกรรมการการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน โรงพยาบาลพระปกเกล้าพิจารณาและเมื่อได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาลพระปกเกล้าแล้วผู้วิจัย เริ่มดําเนินการเก็บข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยเข้าชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนในการเก็บข้อมูลกับ หัวหน้ากลุ่มงานวิสัญญีพยาบาล วิสัญญีพยาบาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูล 2. ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติตามที่กําหนดและทําการสุ่มตัวอย่างโดยการ จับฉลากเพื่อจัดเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมโดยผู้วิจัยได้ชี้แจงข้อมูลของการทําวิจัยและได้รับความ ยินยอมในการเข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้อย่างอิสระ 3. ขั้นตอนในการดําเนินการเก็บข้อมูลมีดังนี้ กลุ่มทดลอง เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดหลังใส่ท่อช่วยหายใจเสร็จเรียบร้อยใส่ สายวัดอุณหภูมิ (esophageal probe) โดยความลึกวัดจากติ่งหูถึงปลายจมูก บันทึกอุณหภูมิลงในใบ anesthetic record ทุก 15 นาที คลุมพลาสติกทั้งแขน ขา ศีรษะ หลังจากจัดท่าทําผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้ ถุงพลาสติกใหญ่คลุมส่วนล่างตั้งแต่บริเวณต้นขา ถึงปลายเท้าทั้ง 2 ข้าง คลุมส่วนบนตั้งแต่บริเวณใต้รักแร้ ขึ้นมาด้วยถุงพลาสติกใหญ่ ถึงปลายมือทั้ง 2 ข้าง และคลุมบริเวณศีรษะด้วยถุงพลาสติกเล็ก กลุ่มควบคุม เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัดหลังใส่ท่อช่วยหายใจเสร็จเรียบร้อยใส่ สายวัดอุณหภูมิ (esophageal probe) โดยความลึกวัดจากติ่งหูถึงปลายจมูก บันทึกอุณหภูมิลงในใบ anesthetic record ทุก 15 นาที หลังการฟอกทําความสะอาดผิวหนังบริเวณทําผ่าตัดเรียบร้อยแล้วแพทย์ผู้ทําผ่าตัดจะปูผ้าสะอาด
  • 86.
        ปราศจากเชื้อโรคคลุมส่วนต่างๆของร่างกายในบริเวณที่ไม่ได้ทําผ่าตัดโดยไม่มีการใช้พลาสติกคลุมบริเวณ แขนขา ศีรษะร่วมด้วย 4. ทั้ง2 กลุ่ม จะมีการบันทึกอุณหภูมิลงในใบ anesthetic record ทุก 15 นาที ถึงผ่าตัดเสร็จและ ย้าย ผู้ป่วยเข้าห้องพักฟื้นวิสัญญีพยาบาลประจําห้องพักฟื้นจะสังเกตอาการหนาวสั่นทุก15 นาทีและบันทึกไว้ใน ใบ post anesthetic record วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลมี 2 ขั้นตอนตามลําดับดังนี้ 1. การเปรียบเทียบอุณหภูมิร่างกายเฉลี่ยของทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติทดสอบค่าที ชนิด 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Student,s t-test for independent sample) 2. การเปรียบเทียบอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัด ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้ สถิติทดสอบเพียร์สันไคว์สแคว (Pearson Chi-Square) ผลการศึกษา (Results):- อธิบายผลการศึกษาที่สําคัญ และสอดคล้องกับวิธีการศึกษา ห้ามมีตาราง แสดงผลในบทคัดย่อ ผลการศึกษาพบว่าระยะเวลาทําผ่าตัดที่มากขึ้นจาก 15 นาที 30 นาที 45 นาที และ60 นาที อุณหภูมิ ของกลุ่มควบคุมจะน้อยลงกว่ากลุ่มทดลองตามลําดับคือ 0.09 องศาเซลเซียส 0.18 องศาเซลเซียส 0.28 องศา เซลเซียส และ 0.35 องศาเซลเซียสตามลําดับ และอุณหภูมิเฉลี่ยของกลุ่มทดลองเท่ากับ 36.18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมเท่ากับ 35.82 องศาเซลเซียส และอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดของกลุ่มทดลองมี จํานวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ13.3 อาการหนาวสั่นของกลุ่มควบคุมมีจํานวน 8 รายคิดเป็นร้อยละ 26.6 เมื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างอุณหภูมิเฉลี่ยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับค่า P< .05 และ เปรียบเทียบอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดมีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับค่า P<.05 สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ สรุปการใช้พลาสติกคลุมร่างกายในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) สามารถการป้องกันการสูญเสียความร้อนในขณะผ่าตัดได้ดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่ใช้พลาสติกคลุมร่างกาย แต่ไม่สามารถป้องกันอาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดได้ การนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในงานประจํา การป้ องกันภาวะอุณหภูมิการตํ่าในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) สามารถทําได้โดยการใช้พลาสติกคลุมร่างกายผู้ป่ วยทั้งลําตัว แขน ขา และศีรษะร่วมกับการปรับ อุณหภูมิห้องผ่าตัดที่ 25 องศาเซลเซียส
  • 87.
    82    บทเรียนที่ได้รับ:- สรุปข้อมูลที่ชัดเจนพอที่จะทําให้ผู้อ่านเข้าใจว่าควรทําอะไร ทําไมสิ่งนั้นจึงมี ความสําคัญสิ่งที่คาดหวังว่าจะทําในครั้งหน้าที่แตกต่างไปจากเดิม โอกาสในการพัฒนาและข้อเสนอแนะ จากการศึกษาทราบว่าพลาสติกมีผลในการป้องกันการสูญเสียความร้อนจากร่างกายผู้ป่วยได้ดังนั้น วิธีการหนึ่งที่จะป้องกันการสูญเสียความร้อนได้คือการใช้นํ้าที่มีอุณหภูมิที่เท่ากันหรือมากกว่าร่างกายในการ สวนล้าง การการทําผ่าตัดนิ่วที่ไตโดยการเจาะท่อทางผิวหนัง (PCNL) ทําให้เกิดภาวะอุณหภูมิกายตํ่า และ อาการหนาวสั่นหลังผ่าตัดได้มากทั้งนี้เนื่องจากมีการใช้นํ้าสวนล้าง(irrigate) ขณะผ่าตัดจํานวนมาก ดังนั้น ควรจะมีการศึกษาอุณหภูมิของนํ้าสวนล้างที่มีผลต่อการป้ องกันภาวะอุณหภูมิกายตํ่า ทั้งนี้เนื่องจากนํ้าที่ใช้ สวนล้างเข้าไปในช่องโพรงของไตจะเป็นตัวพาความร้อนอกจากผู้ป่วยได้อย่างมาก ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้แก่ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างยินยอมให้ความร่วมมือ ในการศึกษาวิจัย แพทย์เจ้าของไข้ให้โอกาสในการใช้พลาสติกคลุมร่างกายก่อนการทําผ่าตัด เจ้าหน้าห้อง ผ่าตัดยินยอมเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องสาเซลเซียส วิสัญญีพยาบาลและวิสัญญีแพทย์ทุกท่านให้ ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล รวมทั้งคณะกรรมการ R2R ของฝ่ายการพยาบาลทุกท่านที่ให้คําชี้แนะช่วย วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทํารายงาน การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร หน่วยงานวิสัญญีให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูลอย่างดีและคณะกรรมการR2Rได้ให้การสนับสนุนในการ ให้คําแนะนําและแปรผลข้อมูลและจัดทํารายงานอย่างดียิ่ง การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-Mail) วรนารถ สุจินต์หน่วยงาน ....กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี.....หมายเลขโทรศัพท์..4420 4307 มือถือ .084-0930757..........e-mail: ...wor.sugint@gmail.com
  • 88.
  • 89.
    84    ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา ประเมินระบบเฝ้าระวังไข้เลือดออก โรงพยาบาล/ สถาบันโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวรัชนี ทําจํารัส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ส.บ. เป้ าหมาย:- เพื่อศึกษาคุณลักษณะเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ รวมถึงพัฒนาปรับปรุงระบบเฝ้าระวังโรค ไข้เลือดออกของโรงพยาบาลพระปกเกล้า ปัญหาและสาเหตุ:- โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สําคัญระดับประเทศ จังหวัดจันทบุรีมีอัตรา ป่วยสูงเป็นอันดับที่ 6 ของประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558) แสดงให้เห็นว่ามีการระบาดโรค ไข้เลือดออกในจังหวัดจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเฝ้าระวังและรายงานโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและทัน ต่อเหตุการณ์ในการควบคุมโรคไข้เลือดออกไม่ระบาดมากขึ้น จึงได้ดําเนินการประเมินระบบเฝ้ าระวัง ไข้เลือดออกในโรงพยาบาลพระปกเกล้า เพื่อนําข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาวางแผนพัฒนาปรับปรุงระบบ เฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กิจกรรมการพัฒนา:- - เปรียบเทียบข้อมูลการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกในระบบเฝ้าระวัง 506 ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก กับข้อมูลเวชระเบียน(โปรแกรม PPK 11) ที่มารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2557 - แจกแบบสอบถามให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในระบบรายงานเฝ้ าระวังโรคไข้เลือดออก ซึ่ง ประกอบด้วยผู้บริหาร 3 คน แพทย์ประจํา 5 คน พยาบาลประจําตึกผู้ป่วยนอก/อุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน 2 คน พยาบาลประจําตึกผู้ป่วยใน 7 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขผู้รับผิดชอบงานเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 3 คน การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ด้านเชิงปริมาณ พบว่าความไวของระบบเฝ้ าระวัง เท่ากับร้อยละ 51.42 ค่าพยากรณ์บวก เท่ากับร้อยละ 87.80 ความทันเวลาเท่ากับร้อยละ 95.16 ความ ถูกต้องของการบันทึกข้อมูล ชื่อ นามสกุล เพศ เท่ากับร้อยละ 100 อายุ,ที่อยู่เท่ากับร้อยละ 95.16 วันที่เริ่ม ป่วยเท่ากับร้อยละ 38.7 ด้วยเหตุนี้รายงานตามระบบเฝ้าระวังสามารถเป็นตัวแทนได้ในตัวแปรเพศและอายุ ด้านเชิงคุณภาพ พบว่าความยากง่ายของระบบเฝ้าระวังทุกหน่วยงานสามารถรายงานผู้ป่วยไข้เลือดออกเข้า ระบบได้อย่างสมํ่าเสมอและต่อเนื่อง ความยืดหยุ่นสูง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการดําเนินงาน ตามระบบเฝ้าระวังเป็นอย่างดีรวมทั้งมีช่องทางในการรายงานโรคไปยังเจ้าหน้าที่ระบาดวิทยาหลายช่องทาง การยอมรับในระบบเฝ้ าระวังทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติเห็นว่าระบบเฝ้ าระวังโรคมีสําคัญและได้มีการ มอบหมายงานที่ชัดเจน ระดับพื้นที่มีนโยบายที่ชัดเจนกําหนดให้เป็นตัวชี้วัดหลักในระดับจังหวัดประกอบ กับคู่มือและมาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและมีการนําข้อมูลไปใช้ประโยชน์ แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 90.
        หลังจากประเมินระบบเฝ้าระวังไข้เลือดออกเรียบร้อยแล้วมีข้อเสนอแนะ แจ้งเวียนหนังสือไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแจ้งที่ประชุมคณะกรรมการอุบัติใหม่อุบัติชํ้าของโรงพยาบาล ได้รับความร่วมมือ จากทุกหน่วยงานเป็นอย่างดี บทเรียนที่ได้รับ:- ระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกถึงแม้จะเป็นที่ยอมรับและให้ความสําคัญแต่ยังพบว่าความไวหรือ ความครบถ้วนยังอยู่ในระดับพอใช้เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลุ่มงานเวชกรรม สังคมได้มีแผนการดําเนินงานดังนี้ 1. เพิ่มความตระหนักของโรคไข้เลือดออกให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล โดยการจัด ประชุมทบทวนการรายงาน ปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน 2. เพิ่มช่องทางการรายงานโรคให้มีหลากหลายมากขึ้น 3. แจ้งสถานการณ์ของการระบาดโรคต่างๆทางการประชุมคณะกรรมการบริหาร ทางอินทราเน็ตของโรงพยาบาล และแจ้งเวียนหนังสือ คู่มือการดําเนินงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความสามัคคีความร่วมมือของทุกหน่วยงานเป็นแรงขับเคลื่อนช่วยให้งานสําเร็จอย่าง ดีเยี่ยม การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร การให้คําปรึกษา คําแนะนําที่ดีของหัวหน้ากลุ่มงาน และความร่วมมือของทีมงานเวชกรรมสังคม การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวรัชนี ทําจํารัส E-mail ratnq@hotmail.com
  • 91.
    86    ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา พัฒนาระบบ “การให้ยาระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีพยาบาล” โรงพยาบาล/สถาบัน โรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวรฐา โดนสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. เป้ าหมาย: เพื่อป้ องกันภาวะแทรกซ้อนจากการระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัด และช่วยเหลือทันเมื่อเกิด ภาวะวิกฤติ ปัญหาและสาเหตุ: เดือนพ.ย.57 มีผู้ป่วย BMI=38.28 ประวัติ Asthma c HT มารับบริการขูดมดลูกที่ ER ประสานวิสัญญีช่วยประเมินพิจารณาให้MDZ+Propofol แทน Ketamine หลังให้ยาเกิดทางเดินหายใจอุดตัน , SpO2<90% ตามวิสัญญีอีกคนช่วยใส่ ET-tube หลังขูดมดลูก ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัวดี หายใจสะดวก ถอดท่อ ช่วยหายใจก่อนกลับตึก จําหน่ายได้วันรุ่งขึ้น เดิมการให้ Ketamine เพื่อขูดมดลูกเป็นหน้าที่ของพยาบาล วิชาชีพ ER ในความควบคุมของแพทย์โดยปฏิบัติตามมาตรการ: การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก นอกห้องผ่าตัดโดยพยาบาลทั่วไป ซึ่งทําโดยวิสัญญีๆประเมินการปฏิบัติตามมาตรการทุก 6 เดือน ทีมงานได้ วางแผนปรับระบบการให้ยาระงับความรู้สึกนอกห้องผ่าตัดให้ทําโดยวิสัญญีพยาบาลทั้งหมด เพื่อความ ปลอดภัยของผู้ป่วย กิจกรรมการพัฒนา: 1. มีระบบการประสานงานระหว่าง ER กับวิสัญญี เมื่อมีผู้ป่วยที่ต้องได้รับการระงับความรู้สึกนอกห้อง ผ่าตัด 2. จัดอุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพ มาไว้ที่ห้องขูดมดลูก เดิมไม่มี เพื่อสะดวกต่อการหยิบใช้เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ 3. ทําแผ่นพับคําแนะนําการปฏิบัติตัวเมื่อต้องขูดมดลูกแจกผู้ป่วย, Flow เมื่อเกิดภาวะวิกฤติติดไว้ที่ห้อง 4. นําระบบการดูแลผู้ป่วยก่อน-ขณะ-หลังได้รับยาระงับความรู้สึกในห้องผ่าตัด มาใช้ที่นอกห้องผ่าตัด (ซัก ประวัติ ตรวจร่างกาย วางแผนให้ยาสลบ, บันทึกใน Doctor's Order Sheet for Ketamine, ส่งผู้ป่วยกลับ ตึก, IPD ดูแลเฝ้าระวังผู้ป่วยหลังได้รับยาสลบ ตามแบบฟอร์ม PAR Score ซึ่งจัดทําโดยวิสัญญี, ติดตาม เยี่ยมภายใน 24 ชม.) แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 92.
    การประเ ก่อน-ขณ ให้บริกา ภาวะแท บทเรียน ประสาน ปัจจัยแห การสนับ ค่าใช้จ่าย การติดต่ เมินผลของกา ณะ-หลังได้ยาร ารโดยพยาบ รกซ้อนใดๆ นที่ได้รับ: ใ นแพทย์ทําในห ห่งความสําเร็จ บสนุนที่ได้รับ ยต่างๆ ต่อกับทีมงาน: ารเปลี่ยนแปล ระงับความรู้สึ บาล ER ในกลุ่มเสี่ยง( ห้องผ่าตัด ซึ่ง จ ทีมงานมีคว บจากผู้บริหา นางสาวระพี ลง: หลังปรับ สึกนอกห้องผ นอกเวลารา (BMI≥35 มีโ งสะดวกต่อกา วามมุ่งมั่นที่จะ ารหน่วยงาน/ พีพรรณ มีสูงเ     ระบบ (ธ.ค.5 ผ่าตัดโดยวิสัญ าชการตามแน โรคประจําตัว ารช่วยเมื่อเกิด ะพัฒนาเพื่อแ /องค์กร เปิ นิน มือถือ 08 57-ก.ย.58) ผู้ป ญญีพยาบาลร้ นวทางที่กําห ัว มีข้อห้ามใช ดภาวะวิกฤติ แก้ปัญหาหน้า ปิดโอกาสให้ 81-2641169 E ป่วยได้รับการ ร้อยละ 95.83 หนด และทุก ช้ Ketamine) และอาจต้องใ งาน และผู้นํา ห้คิดริเริ่มงาน Email: kunrap รประเมินและ (23/24 ราย) มี กรายปลอดภั ที่ต้องขูดม ใช้ยาตัวอื่นแท าให้การสนับส นใหม่ๆและส pee1169@gm ะเฝ้าระวัง มี 1 รายที่ ภัย ไม่พบ มดลูก จะ ทน สนุน สนับสนุน mail.com
  • 93.
    88    แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” โครงการพัฒนา วิสัญญีสัญจรเพื่อประชาชน รพราชวิถี จังหวัด กรุงเทพมหานคร เจ้าของผลงาน และผู้นําเสนอ นางสาวอรสา ตันตินพเก้า วท.ม ผู้ร่วมผลงาน นางสาวรัชดาวรรณ ฉันทสุเมธี ป.พ.ส. เป้ าหมาย เพื่อเป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในเรื่องการดมยาสลบและการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ปัญหาและสาเหตุ ปัญหาจากการขาดความรู้และความเข้าใจในการได้รับยาระงับความรู้สึก และการเตรียม ตัวก่อนผ่าตัด ของผู้ป่วยทําให้เกิดความวิตกกังวล และไม่สามารถเตรียมพร้อมเพื่อรับการผ่าตัด ส่งผลทําให้ เกิดการงดเลื่อนผ่าตัด และก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ กิจกรรมพัฒนา - แนวคิดผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดโดยเฉพาะผู้ที่ทําผ่าตัดในครั้งแรก จะรู้สึกกลัวและวิตก กังวลมากเพราะไม่ทราบว่าจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ทําให้เกิดผลเสียโดยตรงต่อผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ เศรษฐกิจ ครอบครัว การมีกิจกรรมสัญจรเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดมยาสลบและการทําผ่าตัดจะช่วย แก้ปัญหาดังกล่าวได้ -ส สัญจร เพื่อให้ข้อมูลเชิงรุก จะช่วยให้การพัฒนาด้านการให้คําแนะนํา การให้ความรู้ -ส สนับสนุน ให้ผู้ป่วยสามารถมีพฤติกรรมดูแลตัวเองก่อนผ่าตัด ได้ถูกต้อง -ส สื่อ การมีสื่อการสอน และการสื่อสารโต้ตอบกับผู้ป่วย จะช่วยให้การให้ข้อมูลความรู้เป็นไปได้ดีมากขึ้น 1. ประเมินผลการเปลี่ยนแปลงใช้แบบสอบถามความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นและความวิตกกังวลที่ลดลง กราฟแสดงความรู้ความเข้าใจในการเตรียมพร้อมในการผ่าตัดและดมยาสลบ กราฟแสดงความวิตกกังวลที่ลดลงหลัง ได้รับความรู้ในการเตรียมพร้อมในการผ่าตัดและดมยาสลบ บทเรียนที่ได้รับ -ปัญหาเรื่องเวลาที่สัญจรจะเป็นช่วงเวลา 7.00 น. – 8.00 น.ของวันราชการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้สอนต้อง เสียสละเวลาส่วนตัวมาแต่เช้าเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ ต่างๆเกี่ยวกับเอกสารและความพร้อมของสื่อ แต่ทางทีม ก็ทํางานด้วยความเสียสละและอดทนโดยไม่รับค่าตอบแทน -ปัญหาเรื่องสถานที่ การที่เป็นโครงการที่ต้องสัญจรไป ณ ตึกผู้ป่วยนอกศัลยกรรม ตึกผู้ป่วยนอกหูคอจมูก ตึกผู้ป่วยนอกสูตินารีเวช สถานที่แต่ละแห่งมีข้อจํากัดในการเดินทางเคลื่อนย้ายอุปกรณ์การสอน ความคับ คั่งของผู้ป่วย เสียงต่างๆรอบข้างที่อาจรบกวนการสอน แต่ทางทีมก็พยายามแก้ไขปัญหาโดยการจัดระเบียบ เรื่องต่างๆด้วยความเข็มแข็ง 0 50 100 ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การบรรยาย โปสเตอร์ แผ่นผับ 0 50 100 ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด การบรรยาย โปสเตอร์ แผ่นผับ
  • 94.
        -สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ ในส่วนของการให้ความรู้และคําแนะนําแก่ผู้ป่วยและญาติในรูปแบบวิสัญญีสัญจรใน เรื่องการดมยาสลบและการปฏิบัติตัวก่อนผ่าตัดนั้นต้องอาศัยการMotivate ให้ผู้ป่วยและญาติเห็นความสําคัญ ของการเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนการผ่าตัด -สิ่งที่จะแตกต่างไปจากเดิมในโครงการสัญจรครั้งหน้าคือนอกจากจะมีเพาว์เวอร์ พอยด์ เป็นสื่อการสอน ประกอบคําบรรยายและการซักถามแล้ว จะมีสื่อวิดิทัศน์เพิ่มด้วยเพื่อสร้างความน่าสนใจและเพิ่มความรู้ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือของทีมให้ความรู้สัญจร เนื้อหาและองค์ประกอบของสื่อที่ให้ความรู้ได้ ดีและน่าสนใจ การสนับสนุนที่ได้รับ องค์กรให้ความสนับสนุนด้านปัจจัย และหน่วยงานวิสัญญีสนับสนุนเรื่ององค์ความรู้ หน่วยงานตึกผูป่วยนอกและห้องผ่าตัดให้การสนับสนุนด้านสถานที่ การติดต่อกับทีมงาน นางสาว อรสา ตันตินพเก้า0869068875 aurasa48@gmail.com
  • 95.
    90    ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา การพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินค่า รักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก โรงพยาบาล/ สถาบันโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางจันทริกา สนั่นเกียรติเจริญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภบ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน (ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) นายปิยวัฒน์ เมฆแดง ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางจันทริกา สนั่นเกียรติเจริญ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ภบ. เป้ าหมาย: ลดมูลค่าค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจาก กรมบัญชีกลาง เนื่องจากปัญหาฐานข้อมูลด้านยา ปัญหาและสาเหตุ : กรมบัญชีกลางได้มีการปรับเปลี่ยนการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรง ผู้ป่วยนอกเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาที่พบคือรายการที่ส่งเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจาก กรมบัญชีกลาง ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลางเนื่องจากปัญหาฐานข้อมูลด้านยา ค่ารักษาพยาบาล ที่เบิกไม่ผ่านกรมบัญชีกลาง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2556-กุมภาพันธ์ 2558 มีมูลค่ารวมสูงถึง 21,702,054.40 เภสัชกรงานเภสัชสนเทศและงานคลังยา จึงร่วมกันตรวจสอบและแก้ไขปัญหาฐานข้อมูล ด้านยาที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลาง กิจกรรมการพัฒนา - ตรวจสอบข้อมูลรายการค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่ผ่านกรมบัญชีกลางในส่วนของฐานข้อมูลด้านยา เพื่อหา สาเหตุที่เบิกไม่ผ่านและแนวทางการแก้ปัญหาในแต่ละประเด็น - ปรับปรุงฐานข้อมูลรหัสยามาตรฐานไทย (Thai Medicines Terminology TMT) ในโปรแกรม PPK 11 ให้ ตรงกับฐานข้อมูลยาที่ส่งขออนุมัติกรมบัญชีกลาง - จัดอบรมเภสัชกรและเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเภสัชกรรม เรื่องปัญหาและแนวทางการแก้ไขเรื่องค่า รักษาพยาบาลที่เบิกไม่ผ่านกรมบัญชีกลาง เพื่อให้รับทราบปัญหา และทราบแนวทางที่มีการแก้ไขระบบใน โปรแกรม PPK11 และการเพิ่ม pop-up เพื่อแจ้งเตือน ป้องกันการคีย์ยาผิดสิทธิการรักษา - ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์คอมพิวเตอร์ในการปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยา เพื่อให้การส่งข้อมูลเบิกรม บัญชีกลางถูกต้อง ครบถ้วน การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง จากการพัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลด้านยาเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในระบบ เบิกจ่ายตรงผู้ป่วยนอก จากกรมบัญชีกลาง สามารถลดจํานวนใบสั่งยาและมูลค่าค่ารักษาพยาบาลที่เบิกไม่ ผ่านกรมบัญชีกลางได้ ทําให้โรงพยาบาลได้รับค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ลดปัญหาที่จะเกิดต่อสถานะทาง การเงินของโรงพยาบาล แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 96.
    บทเรียน - ปัจจัยแห การคลังแ ค่ารักษาพ การสนับ ให้มีกําลั ตรวจสอ ตรวจสอ การติดต joy_sana ที่ได้รับ ต้องมีการติด เนื่องจากราย รหัสยามาตร มาตรฐานไท ห่งความสําเร็ และศูนย์คอม พยาบาลในระ บสนุนที่ได้รับ ลังใจในการท อบไม่ผ่านกร อบ ต่อกับทีมงา an@yahoo.co ตามตรวจสอ ยการยาในโรง รฐานไทยเพื่ ย อาจจะมีรา จ การประสา มพิวเตอร์ช่วย ะบบเบิกจ่ายต บจากผู้บริหาร ทํางานเพื่อตร รมบัญชีกลา าน:- om อบแก้ไขปัญห งพยาบาลมีกา อขออนุมัติจ ยการยาใหม่ที านงานที่ดีระห ยให้การพัฒน ตรงผู้ป่วยนอก รหน่วยงาน/อ รวจสอบแก้ไ างมีจํานวนม นางจันทริ     หาฐานข้อมูลด ารปรับเปลี่ยน จากกรมบัญชี ที่ไม่ผ่านการต หว่างงานเภสั นาและปรับปรุ ก จากกรมบัญ งค์กร การสนั ขปัญหาฐาน มาก และต้อง ริกา สนั่นเกี ด้านยาที่เบิกไ นบริษัทที่จัดซ ชีกลางเพิ่มเติ ตรวจสอบส่ง สัชสนเทศ งา รุงฐานข้อมูลด ญชีกลางสําเร็จ นับสนุนและใ ข้อมูลยา เนื่อ งใช้เวลาในก กียรติเจริญ โ ไม่ผ่านกรมบั ซื้อยาเป็นระย ิม ซึ่งในช่วง กลับมา นคลังยา กลุ่ม ด้านยาเพื่อปร จลุล่วงด้วยดี ให้กําลังใจจาก องจากฐานข้ การวิเคราะห์ โทร.085-90 ัญชีกลางอย่า ยะ ทําให้ต้อง งรอการอนุมั มภารกิจด้านเ ระกอบการเบิ กทีมนําเภสัช ้อมูลยาและใ ห์สาเหตุที่ไม่ 002804 งต่อเนื่อง งส่งข้อมูล ัติรหัสยา เศรษฐกิจ บิกจ่ายเงิน ชกรรม ทํา ใบสั่งยาที่ ม่ผ่านการ E-mail
  • 97.
    92    ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา New lookEmergency Cart โรงพยาบาล/ สถาบัน สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวบุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวกาญจนา โกกิละนันทน์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล นางสาวมนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(พยาบาล)/ วิสัญญีพยาบาล นางสาวณภัทร ไวปุรินทะ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวบุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล เป้ าหมาย:- ลดระยะเวลาในการตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency และ ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 ปัญหาและสาเหตุ:-การตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency เป็นสิ่งจําเป็น เดิมต้องเปิดทุกชั้นเพื่อนับ จํานวนและตรวจเช็ควันหมดอายุของยาและอุปกรณ์ มีหลายขั้นตอนทําให้เสียเวลา กิจกรรมการพัฒนา:- งานวิสัญญีได้หาวิธีลดขั้นตอนในการตรวจเช็คยาหรืออุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมใช้งาน เพื่อลดเวลาการตรวจสอบ และผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจ 1. ประชุมในหน่วยงานเพื่อหาแนวทางการปฏิบัติการตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency 2. จับเวลาการตรวจเช็ครถ Emergency ก่อนและหลังพัฒนา แล้วคํานวณหาค่าเฉลี่ย 3. ดําเนินการปรับปรุงพัฒนารถ Emergency อย่างต่อเนื่อง ตามแผนงานที่วางไว้ การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- เปรียบเทียบเวลาเฉลี่ยในการตรวจเช็คยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency ก่อนพัฒนาได้ 4.58 นาที หลังพัฒนา 0.12 นาที ส่วนความพึงพอใจของผู้ปฎิบัติ ด้านความ สะดวกและด้านการลดเวลา ก่อนพัฒนามีความพึงพอใจอยู่ในระดับน้อยและระดับปานกลาง หลังพัฒนาอยู่ ในระดับมาก คิดเป็น 100 % บทเรียนที่ได้รับ:-1.ปัญหาจากการพัฒนาได้ทดลองใช้เทปกาวหลายชนิดและเปลี่ยนวิธีการติดหลายแบบเพื่อ จะสามารถตรวจเช็คยาและอุปกรณ์แยกชั้นกัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนเทปกาวใหม่ทุกชั้น 2. การตรวจสอบวันหมดอายุของยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency เดิมใช้สติ๊กเกอร์เขียน วันหมดอายุติดไว้บางครั้งป้ายหลุดหรือตัวหนังสือเล็กมองเห็นไม่ชัด จึงได้ปรับมาทําการ์ดยา/อุปกรณ์ และ เขียนวันหมดอายุติดหน้ารถ Emergency เพื่อมองเห็นชัดเจน และติดสติ๊กเกอร์ยาและอุปกรณ์ในรถที่ หมดอายุไว้ที่ใบตรวจสอบยาและอุปกรณ์ในรถ Emergency ใหม่ก่อนวันหมดอายุ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผู้ ตรวจสอบสามารถเบิกมาเปลี่ยนได้ก่อนวันหมดอายุ แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 98.
        ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือในหน่วยงาน ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การลดขั้นตอนการทํางาน การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนางาน ส่งเสริมให้ นําเสนอผลงานทั้งในและนอกสถาบันบําราศนราดูรจากวิสัญญีแพทย์ การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวบุญธิดา ลิมาพงษ์ภาส โทร.0863448150 E-mail : ANBIDI.54@gmail.com หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
  • 99.
    94    1. สรุปผลงานโดยย่อ :เปลี่ยนหลอดไฟห้องผู้ป่วยเป็นหลอดไฟแบบ ดาวน์ไลท์ ( Down light) แบบฝังฝ้า ทั้งหมด ทําให้ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงไม่สามารถปีนขึ้นไปถอดหลอดไฟมาทําลายและใช้เป็น อาวุธได้ 2. เป้าหมาย : อุบัติการณ์ผู้ป่วยทําลายหลอดไฟ = 0 3. ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : เดิมหลอดไฟในห้องผู้ป่วยเป็นหลอดไฟแบบ ฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent)ทํา ให้ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงสามารถยืนบนเตียงขึ้นไปถอดหลอดไฟมาทําลายและใช้เป็นอาวุธ ทํา ให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน 4. กิจกรรมการพัฒนา : 1. ประสานแจ้งช่างไฟฟ้าให้เปลี่ยนหลอดไฟในห้องผู้ป่วยทั้งหมดให้เป็นหลอดไฟแบบดาวน์ไลท์ ( Down light) แบบฝังฝ้า 2.ประสานแจ้งช่างตัดขาเตียงในห้องผู้ป่วยให้เตี้ยลง ทําให้ผู้ป่วยไม่สามารถยืนบนเตียงขึ้นไปถอดหลอดไฟ ได้ 5. การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง : ปี 2557 พบอุบัติการณ์การทําลายหลอดไฟฟ้า จํานวน 4 ครั้ง หลังจากปรับเปลี่ยนแก้ไข พบว่า อุบติการณ์การทําลายหลอดไฟฟ้า ปี 2558= 0 6. บทเรียนที่ได้รับ : 1.หลังจากปรับเปลี่ยนหลอดไฟเป็นแบบดาวน์ไลท์( Down light) พบว่าแสงไฟไม่ สว่างพอสําหรับทําหัตการในห้องผู้ป่วย จึงต้องเพิ่มหลอดไฟดาวน์ไลท์( Down light) เฉพาะจุดด้วย 7. การติดต่อกับทีมงาน : ชื่อผู้ที่สามารถติดต่อได้อัญชลี นักเสียง ที่อยู่ (ระบุหน่วยงาน) หอผู้ป่วยจิตเวช เบอร์ : 3325 โทรศัพท์(มือถือ) 083-2201228 Email (ภายนอก) unshalee08@gmail.com 8. สมาชิกทีม : ชื่อสมาชิก 1.นายแพทย์สามภพ สาระกุล 2.นางพรรณี มงคลศิริ 3.นางอัญชลี นักเสียง ตําแหน่ง นายแพทย์ชํานาญการพิเศษ พยาบาลวิชาชีพชํานาญพิเศษ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ
  • 100.
        แบบบทคัดย่อ “งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้าครั้งที่ 14” ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา เอกสารประกอบการประชุม อบรม สัมมนา อิเล็กทรอนิกส์ (E- Annual General Meeting) โรงพยาบาล/สถาบัน โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จังหวัด ชลบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางวิภาวดี ต่อวงษ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ศศ.ม ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. น.สพิมพ์พนิต มงคลวงษ์ วุฒิ ป.ตรี 2. น.สภัทรวดี สุวรรณอาจ วุฒิ ป.ตรี ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางวิภาวดี ต่อวงษ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ศศ.ม เป้ าหมาย เพื่อลดงบประมาณ การใช้กระดาษ และขั้นตอนในการจัดทําเอกสารประกอบการ ประชุมอบรม สัมมนา ปัญหาและสาเหตุ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา มีการจัดประชุม อบรม สัมมนา เป็นประจําทุกปี โดยเฉพาะการประชุมวิชาการประจําปี มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 200 – 300 คน งบประมาณส่วนหนึ่งเป็นค่าเอกสารประมาณการปีละ 50,000 บาท ดังนั้นเพื่อลดงบประมาณและขั้นตอนใน การจัดทําเอกสารประกอบการประชุม อบรม สัมมนา จึงได้จัดทําเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ลงในฐานข้อมูล เว็บไซต์www.library.somdej.or.th กิจกรรมการพัฒนา 1. ประชุมทีมงานเพื่อสร้างความเข้าใจ แสดงความคิดเห็น 2. ดําเนินการจัดทํา เอกสารอิเล็กทรอนิกส์นําลงในฐานข้อมูล 3. จัดทําวีดิทัศน์แนะนําขั้นตอนการดาวน์โหลดเอกสาร 4. จัดทํา ใบติดประกาศประชาสัมพันธ์แก่ผู้เข้าร่วมอบรม 5. ประเมินผลโดยใช้แบบสอบถาม การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง ประเมินผลโดยใช้แบบสอบถาม ถามผู้เข้าร่วมประชุมจํานวน 417 คน ใน งานประชุมวิชาการประจําปี 2558 ในด้านความสะดวก และการเข้าถึงเว็บไซต์ในการดาวน์โหลดเอกสาร มี ผู้ตอบกลับคืนมาจํานวน 87 คน คิดเป็นร้อยละ 21.00 สําหรับด้านงบประมาณ และด้านการลดขั้นตอนการ เตรียมเอกสารใช้วิธีการสอบถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดประชุม สรุปผลที่ได้จากการสอบถามสามารถ ลดงบประมาณ ขั้นตอน และการจัดเตรียมเอกสารประกอบการประชุม อบรมได้ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนมาก มีความพอใจในการดาวน์โหลดเอกสารโดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยแสดงเป็นตาราง ได้ดังนี้
  • 101.
    96    ระดับความพอใจ (n=87) พอใจ ร้อยละไม่พอใจ ร้อยละ ด้านความสะดวกในการดาวน์โหลดเอกสาร 79 90.80 มาก 8 9.19 น้อย ด้านการเข้าถึงเว็บไซด์ในการดาวน์โหลดเอกสาร 75 86.20 มาก 12 13.79 น้อย ระดับความพอใจโดยรวม 88.50 มาก 20.00 น้อย บทเรียนที่ได้รับ ควรมีการแนะนําการเข้าเว็บไซด์ให้มากกว่านี้ จัดสถานที่เพื่ออํานวยความสะดวก ในการ เข้าถึงข้อมูลให้มากกว่านี้ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การมีส่วนร่วมของทีมงาน และความมุ่งมั่นเพื่อผลสําเร็จของงาน การสนับสนุนจากผู้บริหารหน่วยงาน /องค์กร ให้คําชี้แนะ สนับสนุน และเป็นแรงผลักดันในการทํางาน อย่างเต็มที่ การติดต่อกับทีมงาน วิภาวดี ต่อวงษ์ โทร. 0897498334 E-Mail : vipawadeet@yahoo.com
  • 102.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา การปรับต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบด้วยนวัตกรรม รีไซเคิล โรงพยาบาล/ สถาบันโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัด อุบลราชธานี ชื่อเจ้าของผลงาน นายวรชัย นามวงษา ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ม 6. ชื่อผู้ร่วมผลงาน...(ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) นางนงคราญ วงษ์ดี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ปวส. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นายวรชัย นามวงษา ชื่อย่อวุฒิการศึกษา ม 6. เป้ าหมาย:- (ระบุเป้ าหมายของโครงการในหนึ่งประโยค โดยมี format ดังนี้: เพื่อเพิ่ม/ ลด (อะไร/เท่าไร) ภายในเวลาเท่าไร [อาจจะระบุพื้นที่ด้วย] สําหรับโครงการด้าน humanized healthcare อาจไม่ต้องระบุ เป้าหมายที่เป็นตัวเลข) 1. เพื่อปรับต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบได้อย่างเหมาะสม 2. เพื่อให้ผู้ป่วยดมยาสลบได้รับยาพ่นขยายหลอดลมได้อย่างเต็มที่ ปัญหาและสาเหตุ:- (ระบุว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขคืออะไร มีผลกระทบต่องานหรือการดูแลผู้ป่วยอย่างไร เกิดขึ้นที่ไหน เกี่ยวข้องกับใครบ้าง มีสาเหตุสําคัญจากอะไร) งานวิสัญญีพยาบาลเป็นงานบริการให้ยาระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดทั้งในและ นอกเวลาราชการ ซึ่งขณะผ่าตัดมีผู้ป่วยบางรายมีปัญหาระบบหายใจระหว่างที่ดมยาสลบ จําเป็นต้องอาศัย การพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เดิมการต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมเข้ากับวงจรดมยาสลบ สามารถต่อเข้าทางด้านขาข้าวของแก๊สดมยาสลบได้เลย แต่ปัจจุบันวงจรดมยาสลบต้องใส่ตัวกรองแบคทีเรีย ( Bacteria filter ) ร่วมด้วย ทําให้ไม่สามารถต่อชุดพ่นยาเข้ากับวงจรดมยาสลบในลักษณะเดิมได้จําเป็นต้อง วางชุดพ่นยา ฯ อยู่หน้าต่อตัวกรองแบคทีเรียเพื่อให้ยาขยายหลอดลมไม่ถูกกรองเอาไว้ ทําให้ต้องหา อุปกรณ์เสริมหรือต้องเพิ่มความหนาของข้อต่อโดยการใช้กระดาษกาวพัน นอกจากจะเกิดความยุ่งยากใน การใช้ชุดพ่น ฯ แล้วยังเสี่ยงต่อการเกิดสิ่งแปลกปลอมตกหล่นในวงจรเครื่องดมยาสลบได้ ดังนั้นพนักงาน ช่วยเหลือคนไข้จึงได้คิดหาอุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วในหน่วยงานมารีไซเคิลใช้เป็นนวัตกรรมการปรับต่อชุดพ่น ยาขยายหลอดลมให้เข้ากับวงจรดมยาสลบให้เหมาะสม กิจกรรมการพัฒนา:- (1.ระบุแนวคิดการออกแบบกิจกรรมการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง 2. ระบุประเด็น การพัฒนาในลักษณะของ bullet หรือแต่ละ bullet มีความชัดเจนในตัวเอง โดยเริ่มประโยคด้วยคํากริยาที่ เน้นวิธีการลงมือทํากิจกรรม ให้รายละเอียดที่เพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทีมได้ทําอะไรไปบ้าง (การใช้คํา ย่อคําแรกขอให้ระบุคําเต็มไว้ด้วย) 1) ประชุมกลุ่มเพื่อค้นหาสาเหตุและจัดหาอุปกรณ์มาปรับใช้งาน 2) ทดลองใช้และเก็บข้อมูลการใช้ 3) วิเคราะห์ผล 4) สรุปผลการประเมิน 5) นําเสนอผลงานนวัตกรรมให้เจ้าหน้าที่ทุกคนรับทราบ 6) ประเมินผลการใช้เป็นระยะ 7)เผยแพร่ผลงานให้หน่วยงานอื่นๆ ทราบ แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 103.
    98    การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- (1.ระบุวิธีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นการประเมิน เชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ 2.ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถ้าเป็นไปได้ให้แสดงกราฟผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดย แนบ Excel spreadsheet ซึ่งมี run chart ของข้อมูลที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงการ โดย plot ตามลําดับเวลา อย่างน้อยควรจะมีกราฟผลลัพธ์หนึ่งภาพ 3.วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้แก้ปัญหาที่เป็น จุดเริ่มต้นได้เพียงใด เก็บข้อมูลประสิทธิภาพของข้อต่อพ่นยาขยายหลอดลมกับวงจรดมยาสลบโดยให้ผู้ใช้ประเมิน ระดับคุณภาพได้แก่ ดีมากดี ปานลางและพอใช้ในการศึกษาข้อมูลดังนี้ 1. ข้อต่อชุดพ่นยาขยายหลอดลมสามารถเข้ากับวงจรดมยาสลบได้พอดีโดยไม่มี การเลื่อนหลุด หรือพบว่ามีแก๊สดมยาสลบออกมาตามข้อต่อ ฯ ต่าง ๆ 2. ความสะดวกในการใช้ชุดพ่นยา ฯ 3. ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ บทเรียนที่ได้รับ:- (เขียนบทเรียนที่ได้รับในลักษณะของ bullet ในประเด็นต่อไปนี้ 1.ปัญหาหรือความท้า ทายที่เกิดขึ้นในระหว่างดําเนินโครงการและวิธีการจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น 2.ข้อแนะนําในสิ่งที่ควร ปฏิบัติในลักษณะที่เป็น action-oriented และเหตุผลซึ่งชี้ให้เห็นความสําคัญของเรื่องนั้น 3.สิ่งที่จะแตกต่าง ไปจากเดิมในคราวหน้า) ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร งานวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail) 061-1561795 namtan.W@gmail.comหมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
  • 104.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา Two DaysPPK Cath Lab โรงพยาบาล/ สถาบัน ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางวิรัตน์ ทักษ์คีรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นายแพทย์ธันวา พิทักษ์สุธีพงศ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พ.บ. 2. นางปิยะนันท์ ทิพโสต ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. 3. นางรัตนา เดิมสมบูรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. 4. นางสาวปภาดา สุวรรณหิตาธร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางวิรัตน์ ทักษ์คีรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. เป้ าหมาย:- เพื่อลดความแออัดในหอผู้ป่วยอายุรกรรมและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแก่ผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ปัญหาและสาเหตุ:- ห้องตรวจสวนหัวใจ (cath lab) โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี เปิดให้บริการผู้ป่วยนัด ตรวจสวนหัวใจ มีผู้ป่วยที่นัดมานอนโรงพยาบาลล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวตรวจสวนหัวใจ เฉลี่ย 25-30 ราย/ สัปดาห์ เพิ่มเป็น 29-38 ราย/ สัปดาห์ มีผลกระทบทําให้ไม่มีเตียงรองรับในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ จึงต้อง ส่งผู้ป่วยไปที่หอผู้ป่วยสามัญ วันละ 4-8 ราย ซึ่งมีความแออัดอยู่เดิม จึงได้ประชุมและหาแนวทางพัฒนางาน เพื่อลดความแออัดและทําให้ผู้ป่วยมีความสะดวกในการมานอนโรงพยาบาลมากขึ้น ลดจํานวนวันนอนและ ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลได้ กิจกรรมการพัฒนา:- • ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลโรงพยาบาลที่เคยปรับเปลี่ยนระบบ • ศึกษาด้านภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ผู้ป่วยเตรียมตัวมานอนโรงพยาบาลเอง • ประชุมทีมสหสาขา ได้แก่ ศูนย์โรคหัวใจ ทีมนําอายุรกรรม เพื่อปรึกษาหารือ หาแนวทางแก้ไข • ปรับเปลี่ยนระบบการเตรียมตัวตรวจสวนหัวใจ เป็นแบบไม่ต้อง Admit โดยออกแบบเป็น OPD case • กําหนดแนวทางปฏิบัติสําหรับผู้ป่วยและญาติในการปฏิบัติตน • ออกแบบเอกสารคําแนะนําแก่ผู้ป่วยและญาติ • กําหนดแนวทางปฏิบัติสําหรับเจ้าหน้าที่ Cath lab และหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ • ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง (ห้องบัตร ศูนย์สิทธิประโยชน์ ห้องแลป) • เก็บข้อมูลปัญหา อุปสรรค/ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 105.
    100    การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- รายการ ปี 2558ไตรมาส 1 (ระบบเดิม) ปี 2559 ไตรมาส 1 (ระบบใหม่) หมายเหตุ 1. จํานวนผู้ป่วย 352 ราย 223 ราย ลดลง แพทย์ลาศึกษาต่อ 1 คน 2. จํานวนวันนอน 3 วัน 2 คืน 2 วัน 1 คืน ลดลง 1 วัน 1 คืน 3. ต้นทุนค่าบริการ (ค่าห้อง, ค่าบริการในหอผู้ป่วย, EKG Monitor, Infusion pump) Admit CCU = 7,140 บาท Admit Med = 4,740 บาท Admit CCU = 4,760 บาท Admit Med = 3,340 บาท ลดลง 2,380 บาท (33.33 %) ลดลง 1,400 บาท (25.54 %) 4. ร้อยละของผู้ป่ วยที่ถูกเลื่อน เนื่องจากเตรียมตัวไม่พร้อม 0.56 0 ลดลง 5. ค่าเจาะเลือด Lab pre-op 580 บาท 580 บาท กรณีผู้ป่ วยต่างจังหวัด เช่น สระแก้ว ระยอง ตราด ให้ เจาะเลือดใกล้บ้าน บทเรียนที่ได้รับ:- • การคิดนอกกรอบหรือแนวทางใหม่ๆ • ความมั่นใจในการเสริมพลังอํานาจให้กับผู้ป่วยที่ต้องเตรียมตัวมาตรวจสวนหัวใจ • การศึกษาหาข้อมูลเพื่อพิจารณารอบด้าน • ความร่วมมือพัฒนาของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ปัจจัยแห่งความสําเร็จ - การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร การติดต่อกับทีมงาน:- (ระบุชื่อที่สามารถติดต่อได้ เบอร์โทรศัพท์มือถือ E-mail)..ศูนย์โรคหัวใจ โทร. .......039-324648…….. หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
  • 106.
        โครงการพัฒนา การพัฒนาคุณภาพการบันทึกทางการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร เจ้าของผลงานงานผู้ป่วยหนัก ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร ผู้ร่วมผลงาน ปาริชาต คุณวงศ์พย.บ., สุกันดา ศรีชาติ พย.บ. ,ลาวัลย์เพชรคํา พย.บ. ผู้นําเสนอ ปาริชาต คุณวงศ์พย.บ. เป้ าหมาย บันทึกทางการพยาบาลในงานผู้ป่วยหนักมีความครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์ร้อยละ80บันทึกทางการ พยาบาลมีประสิทธิภาพ สามารถอ้างอิงเป็นข้อมูลได้และผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตามแผนการ พยาบาลที่วางไว้ ปัญหาและสาเหตุ งานผู้ป่วยหนักเป็นหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต บันทึกทางการพยาบาลที่มี คุณภาพจะช่วยให้เกิดความครบถ้วนของข้อมูล สามารถนําข้อมูลจากการบันทึกมาใช้ร่วมกับกระบวนการ พยาบาล ความสมบูรณ์บันทึกทางการพยาบาลงานผู้ป่วยหนัก เดือนตุลาคม 57 คิดเป็นร้อยละ 77.38 เดือน พฤศจิกายน 57 คิดเป็นร้อยละ 75.51 (เกณฑ์ร้อยละ 80) จากการทบทวนพบว่าพยาบาลยังขาดความ ตระหนัก ทักษะและเวลาในการบันทึกยังไม่เพียงพอทําให้การบันทึกยังไม่สมบูรณ์ รวมทั้งเอกสารมีจํานวน มาก แบบฟอร์มในแฟ้มเวชระเบียนมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆประกอบกับการดูแลแก้ไขปัญหาของผู้ป่วยต้อง ใช้ความเร่งด่วน การบันทึกจึงล่าช้า ไม่ครอบคลุม ขาดรายละเอียด หน่วยงานจึงต้องพัฒนา นิเทศและ ติดตามการบันทึกทางการพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น กิจกรรมการพัฒนา Plan ประชุมเพื่อค้นหาโอกาสพัฒนาคุณภาพระบบบันทึกทางการพยาบาลร่วมกัน กําหนดแนวทางปฏิบัติในการบันทึกทางการพยาบาลเพื่อให้เป็นไปในทางเดียวกัน Do  ชี้แจงความสําคัญ ของการบันทึกทางการพยาบาลที่สมบูรณ์แก่พยาบาลและดําเนินการตามแนวทางปฏิบัติในการบันทึก ทางการพยาบาล Check ตรวจประเมินติดตามการบันทึกทางการพยาบาลทุกครั้งที่ผู้ป่วยจําหน่ายโดย หัวหน้าเวรในเวรนั้นและหัวหน้าเวรเช้าก่อนส่งงานเวชระเบียน Act ประเมินผลความสมบูรณ์บันทึก ทางการพยาบาลอย่างสมํ่าเสมอ ทุกเดือน ปี วิเคราะห์ผลที่ได้ปรับปรุงแนวปฏิบัติ การประเมินผล หลังการพัฒนาการบันทึกทางการพยาบาลคะแนนความสมบูรณ์บันทึกทางการพยาบาล ของงานผู้ป่วยหนักเดือน ธันวาคม 57–เมษายน 58 คิดเป็นร้อยละ 87.01-94.84 บันทึกทางการพยาบาลมี คุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ ใช้ในการทบทวนการดูแลผู้ป่วยเสียชีวิตไม่คาด 2 chart ทบทวนผู้ป่วยส่งต่อ ไม่คาด 7 chart ผู้ป่วยทุกรายได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตามแผนการพยาบาลที่วางไว้ บทเรียนที่ได้รับ การปฏิบัติที่ไม่ได้บันทึก เท่ากับ การไม่ได้ปฏิบัติ การส่งต่อข้อมูลกับสหสาขาวิชาชีพโดย ใช้บันทึกทางการพยาบาลในการสื่อสารเป็นสิ่งสําคัญ และสิ่งท้าทายการพัฒนาคือการลดข้อบกพร่องในการ สื่อสารจากลายมือของพยาบาล ซึ่งเราจะสามารถใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการบันทึกทางการพยาบาลเป็น ประเด็นที่น่าติดตามต่อไป
  • 107.
    102    ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่ช่วยกันแก้ไขปัญหาในการบันทึกการ พยาบาล การสนับสนุนที่ได้รับจากองค์กร ให้ความรู้เสนอแนะข้อบกพร่องและช่วยตรวจสอบมาตรฐานการบันทึก การพยาบาล การติดต่อทีมงาน ปาริชาต คุณวงศ์ งานผู้ป่วยหนัก รพร.สว่างแดนดิน โทร 042 721111 ต่อ 1212 มือถือ 086-079-0641 Email parichart.er@hotmail.com
  • 108.
    ชื่อผลงา ที่ให้ทาง โรงพยาบ ชื่อเจ้าขอ ชื่อผู้ร่วม ชื่อผู้นําเส เป้ าหมาย ปัญหาแล เก็บบันทึ วิเคราะห์ ได้รับฉล คุณภาพข กิจกรรม 1. 2. การประเ 1. ปร คํา 2.ปร จ่า น/โครงการพั งหลอดเลือดดํ บาล/ สถาบัน องผลงาน มผลงาน สนอผลงาน ย: ละสาเหตุ: ทึกข้อมูลความ ห์พบว่ามาจาก ลาก TPN ที่ไม ของ TPN มการพัฒนา: พัฒนาโปรแก การจัดทําแน 2558 ) เมินผลของกา ระเมินผลการ นวณและลงข ระเมินผลการ ย TPN ผิดลด พัฒนา ผลของ ดํา โรงพยาบ นางสาวย นางสาวก นางสาวย ความคล ทางหน่ว มคลาดเคลื่อน กโปรแกรม TP ม่ถูกต้อง นอก กรม Microso นวทางการจัดส ารเปลี่ยนแปล ใช้โปรแกรม ข้อมูลในคอม จัดส่ง TPN โ ดลง และพบว่ รูปที่ 1 ค แ งานประช 0 5 ปี จํานวนใบสั่ง Disp งกิจกรรมพัฒ บาลพระปกเก ยุคล จันทเลิศ กนกวรรณ ส่ ยุคล จันทเลิศ ลาดเคลื่อนแล วยผสมสารอา นในงานผสม PN ที่ล้าหลังมี กจากนี้การขน oft excel สําห ส่ง TPN ใน ลง: TPN ใหม่โด มผิดลดลง และ โดยประเมินจ ว่าผู้รับบริการ ความคลาดเคลื แบบบทคัดย่ ชุมวิชาการ ปี 56 ปี 57 ปีงบปร ensing erro     นาต่อการลด กล้า จังหวัดจั ศ สองสุข ศ ะในงานผสม าหารที่ให้หล TPN อย่างต่อ มีข้อมูลไม่สอ นส่ง TPN แต รับใช้ในการ กล่องเก็บรักษ ดยประเมินจา ะไม่พบการจ่ จากการลดลง มีความพึงพอ ลื่อนการจ่าย T ย่อ“งานพัฒน “โรงพยาบา ปี 58 ปี 59 (กพ ระมาณ or TPN ปีงบ 2559 ลงของความค ันทบุรี ชื่อย่อวุฒิการ ชื่อย่อวุฒิการ ชื่อย่อวุฒิการ สารอาหารที่ อดเลือดดํา(T อเนื่อง ส่วนห อดคล้องกับส ต่ละหอผู้ป่วย คํานวณ TPN ษาความเย็นT กความคลาด าย TPN ที่ฉล ของความคล อใจในระดับดี TPN ปีงบปร นาคุณภาพ/ าลพระปกเก . 59) บประมาณ 2 ปิด คลาดเคลื่อนใ รศึกษา รศึกษา รศึกษา ให้ทางหลอด Total parenter หนึ่งของความ ารอาหารที่ใช ยมีความแตกต N (เริ่มใช้งานเด TPN (เริ่มดําเ เคลื่อนในงาน ลากผิด (รูปที่1 าดเคลื่อนการ ดี ะมาณ 2556-2 /CQI” กล้า ครั้งที่ 1 2556- ดฉลากผิด ในงานผสมส ภม. ภบ. ภม. ดเลือดดําลดล ral nutrition, มคลาดเคลื่อน ช้จริงในปัจจุบ ต่างกันซึ่งอาจ ดือนมกราคม นินการเดือน นผสม TPN พ 1) รจ่าย TPN พบ 2559 4” สารอาหาร ง TPN )ได้ เมื่อนํามา บัน ทําให้ จส่งผลต่อ ม 2559) มกราคม พบว่าการ บว่ามีการ
  • 109.
    104    บทเรียนที่ได้รับ:จากผลการพัฒนาโปรแกรมและการจัดส่ง TPN พบว่ามีแนวโน้มลดอุบัติการณ์ความ คลาดเคลื่อนในส่วนของขั้นตอนกระบวนการผสมและการจ่ายTPN ปัจจัยแห่งความสําเร็จ: การพัฒนาและปรับปรุงโปรแกรม TPN เกิดขึ้นจากการนําข้อผิดพลาดจาก ความคลาดเคลื่อนที่บันทึกมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาโปรแกรม และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทุกคนปฏิบัติ ตามหน้าที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร: สามารถเบิกอุปกรณ์การจัดส่งจากหน่วยงานพัสดุได้ ส่วนโปรแกรม TPN ถ้าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยสารสนเทศให้สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลผู้ป่วยจะทํา ให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น การติดต่อกับทีมงาน:- นางสาวยุคล จันทเลิศ โทร.090-9098532 หรือ 3120
  • 110.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา วิถีแห่งความสุขของคนในห้องเอกซเรย์ โรงพยาบาล/ สถาบันศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชื่อเจ้าของและผู้นําเสนอผลงาน นายมนูญ ตนัยโชติ วุฒิการศึกษา ศม. (วิทยาศาสตร์ศึกษา) เป้ าหมาย:- 1. เพื่อสร้างความสุขในการทํางานและอยู่ร่วมกันของเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ 2. เพื่อสร้างความพึงพอใจในการมาใช้บริการเอกซเรย์ของผู้มาใช้บริการ ปัญหาและสาเหตุ:- งานรังสีวินิจฉัย ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้บริการเอกซเรย์ผู้ป่วยโรคหัวใจใน ภาคตะวันออก เฉียงเหนือและด้วยจํานวนผู้มาใช้บริการเอกซเรย์จํานวนมาก รวมทั้งนโยบายหน่วยงานไม่ จัดสรรอัตรากําลังเจ้าหน้าที่เพิ่ม แต่ให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานแทน ทําให้เจ้าหน้าที่เอกซเรย์รับภาระ งานที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เอกซเรย์เกิดความเครียดอันเนื่องมาจากการให้บริการเอกซเรย์ ไม่ทันเวลากับจํานวนของผู้มาใช้บริการ ดังนั้น งานรังสีวินิจฉัย จึงหาวิถีแนวทางการสร้างความสุขให้กับ เจ้าหน้าที่เอกซเรย์และความพึงพอใจของผู้ที่มาใช้บริการเอกซเรย์โดยเริ่มนําวิถีแห่งความสุขของคนในห้อง เอกซเรย์มาเริ่มใช้เดือนพฤศจิกายน 2554 จนถึงปัจจุบัน กิจกรรมการพัฒนา:- วิถีแห่งความสุขของคนในห้องเอกซเรย์ มีวิธีการและแนวทาง ดังนี้ ลําดับ ที่ วิธีการและแนวทาง ความสุขและประโยชน์ที่ได้รับ 1 การกําหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจหน่วยงาน ที่ สามารถทําได้จริงตามเวลาที่กําหนด ทุกคนมีเป้าหมายการทํางานที่ชัดเจนและมีมั่นใจในทํางานที่ จะไปสู่เป้าหมายได้จริงตามเวลาที่กําหนด 2 การจัดทําแผนงานร่วมกัน ทุกคนได้มีส่วนร่วมกําหนดแผนงานและเกิดความร่วมมือกัน 3 การประชุมในงาน ทุกสัปดาห์ ทุกคนได้รับทราบข่าวสารและพูดคุยกันถึงปัญหาที่เจอ 4 การหมุนเวียนปฏิบัติงาน ในรอบสัปดาห์ ความเสมอภาคกันและสามารถทดแทนงานกันได้ 5 การร่วมทํา กิจกรรม 5 ส ทุกสัปดาห์ เป็นกิจกรรมส่งเสริมความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกัน 6 การศึกษาดูงานหน่วยงานอื่น ได้ข้อมูลและประสบการณ์เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆ 7 การนําเทคโนโลยีมาใช้ในหน่วยงาน ขั้นตอนการทํางานลดลงและความเสี่ยงต่างๆลดลง 8 การมีสื่อแจ้ง ขั้นตอนการให้บริการ ที่ชัดเจน เพื่อผู้ใช้บริการรับรู้ได้ด้วยตนเอง คําแนะนําของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและผู้มาใช้ บริการเข้าใจถึงขั้นตอนบริการได้รวดเร็ว 9 การประเมินผลการปฏิบัติงาน ได้นํามาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขและพัฒนางานให้ดียิ่งๆขึ้นไป 10 การเป็นหน่วยงานตัวอย่างที่ดี ด้านพัฒนา วิชาชีพและสร้างความสุขควบคู่กับคุณภาพ สร้างความภูมิใจและความสุขให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นกําลังใจ ในการปฏิบัติตามวิถีแห่งความสุขต่อเนื่องไป
  • 111.
    106    การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- หัวเรื่อง พ.ศ.2554 พ.ศ.2555พ.ศ.2556 พ.ศ.2557 พ.ศ.2558 1. ความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่เอกซเรย์ 70 % 95 % 95 % 90 % 95 % 2. ความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ เอกซเรย์ 75 % 87 % 88 % 87 % 91 % บทเรียนที่ได้รับ:- การเปลี่ยนแปลง เป็นโอกาสที่สําคัญในการสร้างวิถีแห่งความสุขของของคนในห้อง เอกซเรย์ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- การสร้างความรักความสามัคคีในหน่วยงานส่งผลให้เกิดความร่วมมือร่วมใจใน การปฏิบัติตามวิธีการและแนวทางวิถีแห่งความสุขของของคนในห้องเอกซเรย์จนประสบความสําเร็จได้ใน ระยะเวลาอันสั้น การสนับสนุนที่ได้รับจากหน่วยงาน:- หน่วยงาน สนับสนุนและมอบรางวัลทั้งในระดับหน่วยงานและตัว บุคคล การติดต่อกับทีมงาน:- นายมนูญ ตนัยโชติ โทรศัพท์084-4099951 E-mail : mantan@kku.ac.th
  • 112.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา......ผลการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลคีรีมาศตามกรอบแนวคิด ของ 4P model ................. ชื่อเจ้าของผลงานและผู้นําเสนอ ปิยพงศ์สอนลบ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.ม. การพยาบาลผู้ใหญ่ ชื่อผู้ร่วมผลงาน นส.มาตุพร นทีประสิทธิพร พย.ม. พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน ,นางเพ็ญทหัย ธรรม์ปพนธ์ วทบ.กายภาพบําบัด , นายฉัตรนัยน์ พุฒฟัก วทบ.กายภาพบําบัด เป้ าหมาย: เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ ปัญหาและสาเหตุ:- โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน เป็นฆาตรกรเงียบที่รอเวลาพรากชีวิตประชากรไทย ใน โรงพยาบาลคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัยมีจํานวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีภาวะเฉียบพลันเข้ารับบริการ ระหว่างปี 2555 2556 และ 2557 เท่ากับ 53,60 และ 73 ราย ตามลําดับ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่มีความ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีความหลากหลายตามบทบาทของแต่ ละสหสาขาวิชาชีพ ด้วยเหตุนี้ทีมผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้ร่วมกันลงมติที่จะทําการปรับ กระบวนทัศน์ในการผู้ป่วยโรคเลือดหลอดสมองโดยใช้กรอบแนวคิดของ 4 P Model โดยหวังว่าผู้ป่วยจะ ได้การเข้าถึงที่รวดเร็ว ประเมินและวินิจฉัยที่ถูกต้อง ส่งต่อทันเวลา เสริมพลังในการสังเกตอาการและดูแล ตนเอง ดูแลเนื่องโดยผู้ป่วย ครอบครัวและชุมชน กิจกรรมการพัฒนา ทําการปรับกระบวนทัศน์ในการดูแลตามกรอบ 4 P model ดังนี้ P1 : Prevention มี กิจกรรมการดูแลตามขั้นตอนของ S.I.C. ( S : Screen stroke risk score / I : Intervention care / C : Continuous care) P2 : Protection Complication มีกิจกรรมการดูแลตามขั้นตอนของ A. C. T. ( A : Ask On set / C : Check Exclusion criteria / T : Transfer for ER ) P3 : Planning discharge มีกิจกรรมการดูแล ตามขั้นตอนของ C3.T . (C : Care map / C : Caregiver / C : Continuous care / T : Team work ) P4 :Palliative care มีกิจกรรมการดูแลตามขั้นตอนของ 2P.S.H .( P : Patient center & Family inclusive / P : Pain control / S : Spiritual care / H : Home care ) การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- จากการติดตามผลการดําเนินงานตั้งเดือนตุลาคม 2557 ถึง เดือน กันยายน2558 สรุปผลดังนี้ 1.ร้อยของการคัดกรองความเสี่ยงการเกิดโรคเลือดสมองในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ได้รับการลงทะเบียนในคลินิกโรคเรื้อรัง เป็น 100 % 2.อัตราการเกิดผู้ป่วยโรคหลอด เลือดสมองเฉียบพลัน19.18 % 3.ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบ ที่มีอาการและอาการแสดง ตามข้อบ่งชี้การให้ยา rt-PA ได้รับยา 33.33 % 4.ร้อยละของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบ ได้รับการส่ง ต่อเพื่อการดูแลต่อเนื่องในชุมชน 85.24 % บทเรียนที่ได้รับ/ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้ลด จํานวนผู้ป่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ ผู้ป่วย Stroke ที่มีอาการและอาการแสดงตามข้อบ่งชี้การ ให้ยา rt-PA และผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องในชุมชน
  • 113.
    108    การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร โรงพยาบาลคีรีมาศ จ.สุโขทัย การติดต่อกับทีมงาน:-โรงพยาบาลคีรีมาศ จ.สุโขทัย โทร. 055-695168 / 08-95656366 E-mail: Piyapong_sonlop@hotmail
  • 114.
    ชื่อผลงาน โรงพยาบ ชื่อเจ้าขอ ชื่อผู้ร่วม ชื่อผู้นําเส เป้ าหมาย ปัญหาแล เลือดไป ผิวหนังก็ เท้าโรคเบ และเป็น ตัดขา กา อักเสบD โรคเบาห สามารถ การทําให บาดแผล ให้บริกา แนวทาง กิจกรรม องค์ควา สามารถ รวมถึงวิธี การประ เป็นวันที่ น/โครงการ พ บาล/ สถาบัน องผลงานนาง มผลงาน นางส นางสาวว นางกัณฑิ สนอผลงาน น ย:- เพื่อลดร ละสาเหตุ:- โ เลี้ยงเท้าไม่พ ก็ทําให้เกิดแผ บาหวานเป็นโ สาเหตุให้ถูก ารตรวจเท้าเป็ Diabetic ne หวานที่ถูกตัด ป้ องกันการถู ห้แผลหายเพื่อ ลมาช่วยในก รด้านบาดแผ ในการดูแลแ มการพัฒนา:- มรู้ในการทํา ใช้ในการทําแ ธีการปฏิบัติตั เมินผลของก ที่เพื่อให้ดูก่อน พัฒนาการดูแ บําราศนราดูร สาวอรุณรัตน สาวฉวีวรรณ วรัตถ์นันท์ เวี ฑิมา วงษ์บุญมี นางสาวอรุณรั ะยะเวลาการห โรคเบาหวาน พอเกิดแผลเนื่ ผล นอกจากนั้ โรคที่มีภาวะ กตัดเท้า การป้ ปนประจํา europathy เท้าส่วนใหญ่ ถูกตัดขา บท อเลี่ยงที่จะทํา การดูแลแผลผ ผล จึงได้นําม ผลลักษณะนี้ คิดหาวิธีกา าแผลมาช่วย แผลเบาหวาน ตัวของผู้ป่วยเอ การเปลี่ยนแป นหลัง แ งานประช ลแผลผู้ป่วยเบ ร จังหวัดนนท น์ เพิ่มผล ชื่อ ศรีอําไพ ชื่อ วียสุวรรณ ชื่อ มี ตําแหน่ง ชื่ รัตน์ เพิ่มผล หายของแผลแ ทําให้เกิดโรค องจากขาดเลื นั้นโรคแทรก แทรกซ้อนหล ป้ องกันการถูก แผลที่เท้าขอ โครงสร้างขอ ญ่เกิดจากแผลที บาทของพยา ให้ผู้ป่วยได้รั ผู้ป่วยกลุ่มนี้ าใช้ในการดูแ ้ต่อไป ารที่จะทําแผล ให้แผลดีขึ้น น จึงตกลงบริ องระหว่างกา ลง:-ประเมิน ลักษณะแผล แบบบทคัดย่ ชุมวิชาการ     บาหวาน ทบุรี อย่อวุฒิการศึก ย่อวุฒิการศึก อย่อวุฒิการศึก อย่อวุฒิการศึ ชื่อย่อวุฒิการ และเพื่อลดค่า คแทรกซ้อนที ลือด ปลายปร ซ้อนทางผิวห ลายระบบ ภา กตัดเท้าจะต้อ องผู้ป่วยโรคเบ องเท้าผิดปก ที่เท้าเป็นตัวน าบาลศัลยกรร รับการตัดอวัย มีส่วนช่วยได แลแผลผู้ป่วยเ ลอย่างไรเพื่อใ ได้ ดังนั้นจึง ริการกับผู้ป่วย ารรักษา ลักษณะแผล ครั้งแรก อ“งานพัฒน “โรงพยาบา กษาพยบ. กษาพยบ. กษาพยบ. ศึกษาพยบ. รศึกษาพยบ. าใช้จ่ายในกา ที่เท้าซึ่งมีสาเห ระสาทอักเสบ หนังเช่นผิวแห าวะแทรกซ้อน องมีความรู้เรื่อ บาหวานจะเกิ ติ และหลอด นํา หากวินิจฉั รมในเรื่องการ ยวะนั้นๆ การน ด้มาก ดังนั้น เบาหวานที่มีโ ให้แผลเบาหว งมีการประเมิ ยถึงวิธีการที่จ โดยการถ่ายภ ลักษณะแผล นาคุณภาพ/ ลพระปกเกล รทําแผลภายใ หตุจากหลอด บทําให้เกิดแผ ห้ง เชื้อราก็เป็ นที่เท้าทําให้เ องเบาหวาน กิดจาก แผลที่ ดเลือดไปเลี้ยง ฉัยตั้งแต่เริ่มแร รดูแลแผลผู้ป่ นําปัจจุบันอง นเพื่อจะได้ใช้ โอกาสจะถูกต วานดีขึ้นและ มินแผลของผู้ จะทําแผลแล ภาพเปรียบเที ครั้งสุดท้าย /CQI” ล้า ครั้งที่ 14 ใน1 เดือน ดเลือดที่ไปเลี้ ผลกดทับ การ ปนสาเหตุให้เ กิดแผลเบาห ปัจจัยเสี่ยงขอ เท้าจากปลาย งที่เท้าตีบ รกและให้การ ปวยเบาหวาน งค์ความรู้เรื่อง ช้องค์ความรู้ ตัดอวัยวะนั้น ะไม่ถูกตัดนิ้วเ ผู้ป่วยและหา ะค่าใช้จ่ายที่จ ทียบโดยตั้งค่า 4” ้ยงเท้าตีบ รติดเชื้อที่ กิดแผลที่ วานที่เท้า องการถูก ยประสาท ผู้ป่วย รรักษาจะ กลุ่มนี้คือ งการดูแล ที่มีอยู่มา น เพื่อเป็น เท้า จึงนํา วัสดุที่จะ จะเกิดขึ้น าไฟล์ภาพ
  • 115.
    110    บทเรียนที่ได้รับ:- 1.ความท้าทายคือการหายของแผลเบาหวานถ้าหากผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือในการ ควบคุมระดับนํ้าตาล แผลจะหายเร็วหรือไม่2.การเลือกวัสดุในการในการช่วยทําแผลเพื่อให้เหมาะกับการ ทําแผลนั้นๆสําคัญคือการประเมินลักษณะแผล 3.สิ่งที่จะแตกต่างไปจากเดิมคือการนําองค์ความรู้มาใช้ใน การทําแผล การช่วยประเมินแผล เป็นสิ่งที่พยาบาลต้องมีความรู้เพื่อช่วยในการทําแผลให้ผู้ป่วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ การลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและทําให้ผู้ป่วยไม่ต้องถูกตัดนิ้วเท้า ซึ่งทําให้ผู้ป่วยมีความ พึงพอใจอย่างมาก การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ผู้บริหารให้การสนับสนุนบุคลากรในการพัฒนางาน คุณภาพอย่างต่อเนื่อง การติดต่อกับทีมงาน:- อรุณรัตน์ เพิ่มผล 096-0300875 email apermpon@gmail.com หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้น หน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า 
  • 116.
        ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา การบริหารจัดการหอผู้ป่วยวัณโรค สถาบัน บําราศนราดูรจังหวัด นนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงานONE STOP SERVICE การมารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นางอุทัยวรรณ สิงห์คํา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. 2.นางสาว นรกมล ใหม่ทอง ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. 3.นางสาว พัชรี ปุญญศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. 4.นางสาว พัชรินทร์ ชอบค้า ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว ศิริมา เทพสุภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. เป้ าหมาย:-(ระบุเป้ าหมายของโครงการในหนึ่งประโยค โดยมี format ดังนี้: เพื่อเพิ่ม/ลด (อะไร/เท่าไร) ภายในเวลาเท่าไร [อาจจะระบุพื้นที่ด้วย] สําหรับโครงการด้าน humanized healthcare อาจไม่ต้องระบุ เป้าหมายที่เป็นตัวเลข ระยะเวลาในการมารับบริการRABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือ เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระดับ 3 เฉียบพลัน ตามเกณฑ์การประเมินเพื่อจําแนกประเภทของผู้ป่วยตามระดับความ รุนแรงของการเจ็บป่วย “ฉบับปรับปรุง” และมีขั้นตอนลดลง ปัญหาและสาเหตุ:-(ระบุว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขคืออะไรมีผลกระทบต่องานหรือการดูแลผู้ป่วยอย่างไร เกิดขึ้นที่ไหนเกี่ยวข้องกับใครบ้างมีสาเหตุสําคัญจากอะไร)ขั้นตอนการมารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการมีความยุ่งยากซับซ้อน และหลายขั้นตอน ดังนี้คือ รับบัตรคิว ซักประวัติที่คัดกรอง และนั่งรอรับการตรวจที่ห้องผู้ป่วยนอกศัลยกรรม หรือผู้ป่วยนอกอายุรกรรม และกุมารเวชกรรมตามระดับ ความรุนแรงของโรค ถ้ามีการฉีดยา Immunoglobulin คือ ERIC ก็ต้องมาทดสอบยาที่หน่วยงานอุบัติเหตุและ ฉุกเฉินก่อน ถ้าผู้ป่วยแพ้ยาก็ต้องกลับไปพบแพทย์ตามแผนกอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนยาเป็น HRIC ซึ่งต้องใช้ ระยะเวลานานมากกว่าผู้ป่วยจะได้รับการฉีดวัคซีนและ Immunoglobulin ระยะเวลาที่รับบริการ สถิติระยะเวลาการมารับบริการ ปี 2556 ตุลาคม (n=6) พฤศจิกายน (n=11) ธันวาคม (n=6) ค่าเฉลี่ยของเวลาที่รับ บริการ (นาที) 185.33 146.82 93.83 กิจกรรมการพัฒนา:-(1.ระบุแนวคิดการออกแบบกิจกรรมการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลง 2. ระบุประเด็น การพัฒนาในลักษณะของ bullet หรือแต่ละ bullet มีความชัดเจนในตัวเอง โดยเริ่มประโยคด้วยคํากริยาที่ เน้นวิธีการลงมือทํากิจกรรมให้รายละเอียดที่เพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทีมได้ทําอะไรไปบ้าง(การใช้คํา แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 117.
    112    ย่อคําแรกขอให้ระบุคําเต็มไว้ด้วย)- ใช้การลดขั้นตอนและระยะเวลา โดยใช้กระบวนการ“ONE STOP SERVICE การมารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ” โดยเมื่อทําประวัติที่ห้อง บัตร และซักประวัติที่คัดกรองเสร็จแล้ว ให้ส่งตรวจและทําแผลที่ห้องฉุกเฉินได้เลยทันที 1. ประชุมทําความเข้าใจกับพยาบาลและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 2. ประชุมกับพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยถึงกระบวนการ “ONE STOP SERVICE การมารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ” 3. เวียนหนังสือเวียนให้แพทย์ที่อยู่เวรห้องฉุกเฉินรับทราบ 4. เขียน Flow ผู้ที่มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกของผู้รับบริการ การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:-(1.ระบุวิธีการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นการประเมิน เชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ 2.ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้แสดงกราฟผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยแนบ Excel spreadsheet ซึ่งมี run chart ของข้อมูลที่ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงการโดย plot ตามลําดับเวลาอย่างน้อยควรจะมีกราฟผลลัพธ์หนึ่งภาพ 3.วิเคราะห์ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้แก้ปัญหาที่เป็น จุดเริ่มต้นได้เพียงใด) ผลการติดตามการลดระยะเวลาของผู้มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรก ตั้งแต่ เดือน มกราคม– มีนาคม พ.ศ. 2557 ระยะเวลาที่รับบริการ สถิติระยะเวลาการมารับบริการ ปี 2557 มกราคม (N=18) กุมภาพันธ์ (N=13) มีนาคม (N=8) ค่าเฉลี่ยของเวลาที่รับ บริการ (นาที) 78.83 73.08 63.13 บทเรียนที่ได้รับ:- (เขียนบทเรียนที่ได้รับในลักษณะของ bullet ในประเด็นต่อไปนี้ 1.ปัญหาหรือความท้า ทายที่เกิดขึ้นในระหว่างดําเนินโครงการและวิธีการจัดการกับความท้าทายเหล่านั้น 2.ข้อแนะนําในสิ่งที่ควร ปฏิบัติในลักษณะที่เป็น action-oriented และเหตุผลซึ่งชี้ให้เห็นความสําคัญของเรื่องนั้น 3.สิ่งที่จะแตกต่าง ไปจากเดิมในคราวหน้า) ผลการติดตามการลดระยะเวลาของผู้มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรก ตั้งแต่ เดือน มกราคม– มีนาคมพ.ศ. 2557 พบว่า ระยะเวลา และขั้นตอนในการมารับบริการ Rabies vaccine ครั้งแรก ลดลงตามเกณฑ์ แสดงให้เห็นว่า การลดขั้นตอนของผู้มารับบริการ RABIES VACCINE ครั้งแรกแบบ 0ne stop service ช่วย ลดระยะเวลาในการรักษา ทําให้ผู้มารับบริการได้รับการฉีดยาอย่างเร็วที่สุด และยังสามารถนําไปใช้กับ ระบบการลดขั้นตอน และระยะเวลาของผู้มารับบริการในบริการประเภทอื่นในหน่วยงาน
  • 118.
        ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความร่วมมือของทีมแพทย์ พยาบาลผู้ป่ วยและญาติ เพื่อความปลอดภัยและความ พึงพอใจของผู้รับบริการ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ทางสถาบันฯได้มีการเปิดโอกาสให้บุคลากรสถาบันทํางานพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การติดต่อกับทีมงาน:-นางสาวศิริมา เทพสุภา ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน สถาบันบําราศนราดูร เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....๐๘๖-๗๘๙๖๗๙๙.....E-mail.....simy.er3433@gmail.com หมายเหตุ:- ลงกราฟผลลัพธ์ได้ 2 ภาพ แต่ขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป ปรับขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1หน้า 
  • 119.
    114    แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” ชื่อผลงาน การพัฒนารูปแบบการเปลี่ยนสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเครื่องดมยาสลบ โรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์จังหวัด อุบลราชธานี ชื่อเจ้าของผลงาน นางอมรา ลีแสน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.บ.(พยาบาล) ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1)นางสาวเรืองอุไร ธิเดช ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. 2)นางสาวดวงใจ วงศ์วิชิต ชื่อย่อวุฒิ การศึกษา พย.บ. 3)นางสาวญานิณทร สมเนตร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. 4)นางอจิราวดี ราชมณี ชื่อย่อวุฒิ การศึกษา พย.บ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางอมรา ลีแสน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วท.บ.(พยาบาล) เป้ าหมาย:- เพื่อลดปริมาณการใช้สารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สําหรับเครื่องดมยาสลบลงร้อยละ 30 และลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปัญหาและสาเหตุ:- การดมยาสลบผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด จะต้องมีเครื่องดมยาสลบ โดยทั่วไปจะใช้วงจร วางยาสลบแบบที่นําก๊าซวนกลับมาใช้ในระบบต่อโดยมีสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะบรรจุอยู่ ในภาชนะ ทําหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของผู้ป่วย เดิมยังไม่มีแนวทางการ ปฏิบัติในการใช้ทางกลุ่มจึงได้จัดทําแนวทางการใช้ต่อมาสังเกตเห็นว่าสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกทิ้งน่าจะยังคงมีประสิทธิภาพ จึงเก็บข้อมูลปริมาณการเบิกย้อนหลัง 5 เดือนจากเดือนพ.ค.-ก.ย. 2558 พบว่าเฉลี่ยเบิกเดือนละ 25.2 แกลลอน ราคา 950 บาท/แกลลอน เป็นเงิน 23,940 บาท ประกอบกับการที่กลุ่ม งานมีเครื่องมือวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของผู้ป่วย จึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยน แนวทางการใช้ใหม่ที่น่าจะช่วยลดปริมาณการใช้และลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง กิจกรรมการพัฒนา:- ทบทวนและวิเคราะห์สถานการณ์และสาเหตุของปัญหา จากแนวทางปฏิบัติเดิมคือตึก พยาธิ ให้ทําการเปลี่ยน และล้างภาชนะบรรจุทุกวันทําการสุดท้ายของสัปดาห์ ตึกวิชิตทําทุกวันทําการแรก ของสัปดาห์ สืบค้นข้อมูล พบว่าสามารถใช้สารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จนพบค่าปริมาณก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจออกของผู้ป่วย มีปริมาณ 1-2 mmHg จึงจัดทําแนวทางการใช้แบบใหม่คือ 1)จัดหาภาชนะบรรจุสํารอง 2)ให้เปลี่ยน เมื่อ inspire ETCO2 มีค่า 1-2 mmHg 3) เก็บข้อมูลการเบิกสารดูด ซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากเดือนต.ค.58 – ก.พ. 59 การประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง:- ประเมินจากปริมาณการเบิกสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน แต่ละเดือนพบว่าปริมาณการเบิกสารดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละเดือนลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ 25.2 แกลลอนเป็นเดือนละ 17.8 แกลลอน คิดเป็นร้อยละ 29.4 ค่าใช้จ่ายลดลงจากเฉลี่ยเดือนละ 23,940 บาท เป็นเฉลี่ยเดือนละ 16,910 บาท คิดเป็นร้อยละ 29.4 ผลทางอ้อมคือปริมาณขยะลดลง บทเรียนที่ได้รับ:- ปัญหาหรือความท้าทายที่เกิดขึ้นคือวิสัญญีพยาบาลบางคนรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวว่าจะมี ผลเสียต่อผู้ป่วย จึงต้องสาธิตวิธีการเปลี่ยนและบางครั้งอํานวยความสะดวกโดยช่วยล้างภาชนะบรรจุให้ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:-ทําเป็นตัวอย่าง และทําเป็นทีมจะช่วยให้เกิดความร่วมมือในหน่วยงาน
  • 120.
        การติดต่อกับทีมงาน :- นางอมราลีแสน สถานที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์ เบอร์โทรศัพท์มือถือ : 0810711060 E-mail : amleetoy_05@hotmail.com
  • 121.
    116    ชื่อเรื่องงานวิจัยทางคลินิก.....การพัฒนาระบบเพื่อดูแลภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด ( Neonatal Jaundice) โรงพยาบาลแก้งสนามนาง จังหวัด นครราชสีมา ชื่อเจ้าของผลงาน..นางเรณู จําชาติ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต) ชื่อผู้ร่วมผลงาน.นางวิภารัตน์ ลครพล ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางเรณู จําชาติ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต) เป้ าหมาย 1. เพื่อลดภาวะตัวเหลืองในทารกแรกคลอด 2. เพื่อลดวันนอนในการรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลือง 3. เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลือง 4. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทํามาตรฐานการพยาบาลทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ ปัจจุบันภาวะตัวเหลืองเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด สาเหตุดังกล่าวจะทําให้บิลิรูบินเข้า สู่สมองและทําให้สมองพิการได้ในที่สุด จากการศึกษาข้อมูลปี 2555 งานห้องคลอด โรงพยาบาลแก้งสนามนาง พบภาวะตัวเหลืองใน ทารกแรกเกิด 26 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.1 จึงได้วางแผนพัฒนาระบบการดูแลทารกที่มีภาวะตัวเหลืองงาน ห้องคลอด โรงพยาบาลแก้งสนามนางขึ้น กิจกรรมพัฒนา ขั้นตอนการดําเนินงาน ปีงบประมาณ 2558 1. นําแนวทางการรักษา CPG การรักษาทารกแรกเกิดตัวเหลือง กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มาใช้เป็นแนวทางการดูแลต่อเนื่อง 2. ส่งตรวจเลือดคัดกรอง (Hct / Microbillirubin) เมื่อทารกอายุครบ 48 ชั่วโมงทุกราย หรือ ทารกอายุก่อน 48 ชั่วโมงที่แพทย์มีคําสั่งการส่งตรวจคัดกรอง 3. นําเครื่อง Double Phototherapy มาใช้ในการรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลือง ร่วมกับเครื่อง Phototherapy LED (หลอดไฟสีม่วง) 4. จัดทํา CQI การพัฒนาการดูแลทารกที่มีภาวะลิ้นติด (Tongue tie) ต่อเนื่อง เพื่อป้องกันสาเหตุ ที่จะทําให้ทารกที่มีภาวะตัวเหลือง แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 122.
        5. ยังขยายบริการรับผู้ป่วยตัวเหลืองที่แพทย์วินิจฉัยว่าต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากงาน ผู้ป่วยนอกและงานอุบัติเหตุฉุกเฉินเพิ่ม ไม่เฉพาะในเวลาราชการแต่ดูตามอัตราการครองเตียง ที่ห้องคลอด (รับรักษาทารกที่มีภาวะตัวเหลืองได้2 เตียง การวัดผล และผลของการเปลี่ยนแปลง ตัวชี้วัด 1. ทารกมีภาวะตัวเหลือง เพิ่มขึ้น 32.30 % 2. ระยะเวลาวันนอนเฉลี่ย ลดลง 26.1 % (0.88 วัน) 3. ค่ารักษาเฉลี่ย ลดลง 34.1 % (1,123 บาท) บทเรียนที่ได้รับ 1. การกําหนดรูปแบบการดูแลรักษาภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดที่ชัดเจนตามบริบทของ โรงพยาบาล ทําให้มีการดูแลอย่างเป็นองค์รวม(Holistic) มีการพัฒนาคุณภาพการดูแลอย่าง ต่อเนื่อง(Continuous Quality Improvement) ส่งเพื่อให้เกิดการบริการที่มีความ ปลอดภัย (Safety) คุณภาพการบริการที่ดี (Quality) ต้นทุนที่ลดลง (Cost) 2. เรียนรู้การพัฒนางานโดยการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นการบริการผู้ป่ วยที่มี ประสิทธิภาพ การติดต่อกับทีมงาน นางเรณู จําชาติ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ....สถานที่ปฏิบัติงาน..ห้องคลอด ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลแก้ง สนามนาง เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....0956207652......E-mail...... renoo2518@hotmail.com
  • 123.
    118    ชื่อเรื่องงานวิจัยทางคลินิก การเปลี่ยนชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา โรงพยาบาล แก้งสนามนางจังหวัด นครราชสีมา ชื่อเจ้าของผลงาน..นางสาวสุวิมล ทรัพย์เรืองศรี.......ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พย.บ. (พยาบาลศาสตร์บัณฑิต)...... ชื่อผู้ร่วมผลงาน...(ระบุรายชื่อและวุฒิย่อ) ชื่อผู้นําเสนอผลงาน.. ..นางสาวสุวิมล ทรัพย์เรืองศรี.......ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พย.บ. (พยาบาลศาสตร์ บัณฑิต)...... เป้ าหมาย เพื่อป้องการการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อบริเวณที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา ที่มาของปัญหาและสาเหตุโดยย่อ จากการเก็บข้อมูลของหน่วยงานแผนกตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแก้งสนามนาง 3 ปีย้อนหลัง พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับสารนํ้าทางหลอดเลือดดํามีจํานวนเพิ่มมากขึ้น พบว่ามีบางรายที่ไม่ได้เปลี่ยนชุดการให้สารนํ้า ทางหลอดเลือดดําตามที่กําหนดคือไม่เกิน 3 วัน อาจเกิดภาวการณ์อักเสบของหลอดเลือดดําได้ง่ายขึ้น และ เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ กิจกรรมการแก้ปัญหา/พัฒนา เมื่อผู้ป่วยที่มารับบริการที่แผนกตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลแก้งสนามนาง มีแผนการรักษาที่ต้องให้ สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา พยาบาลเตรียมสารนํ้าตามแผนการรักษาของแพทย์ และติดสติกเกอร์แถบสีที่ กระเปาะชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา (แบบเดิม) และเพิ่มการติดสติกเกอร์ ระบุวัน/เดือน/ปี ที่จะเปลี่ยน ชุดให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา (แบบใหม่) โดยกําหนดการเปลี่ยนชุดให้สารนํ้า Three -Way , Extension tube ทุก 3 วัน โดยใช้สติกเกอร์สีมากําหนดตามวัน ได้แก่ วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์ สีเหลือง เป็นต้น ดังรูปประกอบ แบบเดิม แบบใหม่ การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง ผลของการเปลี่ยนแปลง คือ 1. พบจํานวนผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการเปลี่ยนชุดการให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดําลดลง 2. พบผู้ป่วยที่เกิดรอยแดงบริเวณเส้นเลือดที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดําลดลง 3. ไม่พบผู้ป่วยที่เกิดภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อจากบริเวณที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดําจากการไม่ เปลี่ยนชุดการให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 124.
        บทเรียนที่ได้รับ 1.เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อบริเวณที่ให้สารนํ้าทางหลอดเลือดดํา 2.เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ที่ให้การดูแลผู้ป่วยเกิดความตระหนักในกิจกรรมการดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐาน วิชาชีพ 3.เพื่อให้ผู้รับบริการและญาติเกิดความพึงพอใจต่อบทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับ สารนํ้าทางหลอดเลือดดําและมีความเชื่อถือศรัทธาในวิชาชีพ การติดต่อกับทีมงาน นางสาวสุวิมล ทรัพย์เรืองศรีพยาบาลวิชาชีพชํานาญการ....สถานที่ปฏิบัติงาน..ตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาล แก้งสนามนาง... เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....0818784880......E-mail...... suwimol2012@gmail.com......
  • 125.
    120    ชื่อผลงาน/โครงการพัฒนา..... “หมอไม่ต้องลงมา เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง”ร่วมคิดพาทํา สู่ความเข้มแข็งใน การการควบคุมป้องโรคไข้เลือดออก กรณีศึกษา บ้านโนนรัง หมู่ที่ 2 ตําบลแก้งสนามนาง โรงพยาบาลแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา ชื่อเจ้าของผลงาน..นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา...วทบ.(สาธารณสุขศาสตร์) ชื่อผู้ร่วมผลงาน. 1 นางรุ่งทิวา พลอยสุวรรณ์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา....พยบ. 2. นางสาวภคอร เกษนอก ชื่อย่อวุฒิการศึกษา..พยบ. 3 นางสาววรุณยุภา ภักดีไทย ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. 4 นางสาวโชติกา คําสิงห์นอก ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(สาธารณสุขศาสตร์) เป้ าหมาย 1. เพื่อให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชุมชน 2. เพื่อให้ชุมชนสามารถสร้างกลไกการทํางาน และควบคุมโรคเบื้องต้นด้วยตนเอง 3. เพื่อไม่เกิดผู้ป่วยไข้เลือดออก Generation 2 ปัญหาและสาเหตุ ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เป็นปัญหาสําคัญของพื้นที่ตําบลแก้งสนามนาง ในปี พ.ศ. 2558 ตําบล แก้งนามนางพบผู้ป่วยทั้งหมด 34 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ย.58) ซึ่งเกินค่ามัธยฐาน 5 ปี ย้อนหลัง บ้านโนนรัง พบผู้ป่วยเป็นรายแรกของพื้นที่ตําบลแก้งสนามนางมีครัวเรือนทั้งหมด 172 ครัวเรือน ประชากรทั้งหมด 449 แต่ยังไม่มีแนวทางในการควบคุมป้องกันโรคของหมู่บ้านที่ชัดเจน ครัวเรือนที่เลี้ยง หม่อนไหมไม่ยินยอม จึงเป็นปัญหาในการควบคุมการระบาดครั้งนี้ กิจกรรมการพัฒนา 1. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข PCU รับแจ้งพบผู้ป่วยไข้เลือดออกในพื้นที่ ประสาน อสม. อสม.ประสาน ทีมงานและนัดหมาย 2. สนทนากลุ่ม วางแผนในการควบคุม ป้ องกันการระบาดของไข้เลือดออก ร่วมกันระหว่าง อสม. ผู้นําชุมชน หัวหน้าคุ้ม และ จนท.ศูนย์สุขภาพชุมชนตําบลแก้งสนามนาง 3. เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการกําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลุกนํ้ายุงลาย การควบคุมป้ องกันโรค ไข้เลือดออก 4. สร้างแนวทาง และกําหนดมาตรการในการควบคุมป้ องกันโรคไข้เลือดออกของชุมชนโดย มาตรการมาจากข้อตกลงร่วมกันของชุมชน 5. อสม. ผู้นําชุมชน หัวหน้าคุ้ม ลงพื้นที่สอบสวนโรค กําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกนํ้ายุงลาย และให้ ผู้นําชุมชนประชาสัมพันธ์มาตรการทันที แบบบทคัดย่อ“งานพัฒนาคุณภาพ/CQI” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 126.
        6. คืนข้อมูลการสอบสวนโรคเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ และผู้นําชุมชน ประชาสัมพันธ์มาตรการและสรุปผลการดําเนินการควบคุมโรคในครั้งนี้ให้ประชาชนรับทราบและนําไป ปฏิบัติ การวัดผลและผลของการเปลี่ยนแปลง 1. ชุมชนเกิดการเรียนรู้จากการ ร่วมคิด พาทํา ทําให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 2. ชุมชนสามารถสร้างกลไกการทํางานได้ด้วยตนเอง 3. ไม่เกิดผู้ป่วยไข้เลือดออก Generation 2 และ ค่าดัชนีลูกนํ้าลายเท่ากับ 0 (ค่า HI , CI ) บทเรียนที่ได้รับ 1. ความเข้มแข็งในการควบคุมโรคจะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ประกอบด้วย อสม. และผู้นําชุมชน มีความเป็นทีม ทํางานด้วยความตั้งใจ เคารพในการตัดสินใจของเพื่อนร่วมทีม และ ร้อยละ 90 ของครัวเรือนในชุมชน ให้ความร่วมมือการกลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะเป็นตัวกําหนดมาตรการ และ สร้างกลไกการทํางานนําไปสู่การแก้ปัญหา และการควบคุมโรคให้ง่ายขึ้น 2. การเรียนรู้โดยการลงมือทํา จะทําให้สามารถจดจําและนําไปใช้ได้ดี 3. พบปรากฏการณ์การเรียนรู้และการจัดการตนเองเบื้องต้นของชุมชน “หมอไม่ต้องลงมาควบคุม” การติดต่อทีม นางสาวพรนภา เพียรดวงศรี นักวิชาการสาธารณสุข ศูนย์สุขภาพชุมชนตําบลแก้งสนามนาง โรงพยาบาลแก้งสนามนาง โทรศัพท์ 081-0546428 E-mail : nuchph@hotmail.com
  • 127.
  • 128.
        ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ วีดีทัศน์คําแนะนําการปฏิบัติตัวก่อน-หลังดมยาสลบและผ่าตัด ภาษาพม่า- กัมพูชา โรงพยาบาล/สถาบัน โรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวสุพรรณิการ์ อมรวิจิตร ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ. ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale): ปี 2556 มีผู้รับบริการผ่าตัดชาวพม่า-ลาว- กัมพูชา 3, 1, 1 ราย พบแผลผ่าตัดไส้ติ่งติดเชื้อชาวกัมพูชา 1 ราย จากปัญหาด้านการสื่อสาร ล่ามไม่ได้อยู่กับ ผู้ป่วยตลอดเวลา ทีมงานวางแผนทําสื่อคําแนะนําในรูปของวีดีทัศน์ ซึ่งมีทั้งภาพและเสียงประกอบ ทําให้ง่าย ต่อการทําความเข้าใจ วัตถุประสงค์ (Objectives) เพิ่มป้ องกันภาวะแทรกซ้อนขณะ-หลังดมยาสลบและผ่าตัด ในกลุ่มผู้ป่วยต่าง ด้าว ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 ส.ค.-30 ก.ย.57 งบประมาณที่ใช้ รวมอุปกรณ์ละค่าจ้างล่าม 2 ชาติ = 1,100 บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยบาทถ้วน) วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials): กล้อง VDO, Program ตัดต่อภาพ-เสียง, ไมค์ลอย, แผ่น DVD วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ (Methods&Process) 1. ถ่าย VDO ขั้นตอนการให้บริการ ตั้งแต่ก่อน-ขณะ-หลังระงับความรู้สึกและผ่าตัด 2. เขียนสคริป อัดเสียงล่ามชาวพม่า-กัมพูชา พูดแปลตามเสียงคนไทย 3. ตัดต่อภาพและเสียง, อัดใส่แผ่น DVD 3 Version (ภาคภาษาไทย, พม่า, กัมพูชา) สําหรับเปิดให้ ผู้ป่วยดู วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์:เปิดสื่อวีดีทัศน์คําแนะนําให้ผู้ป่วยต่างด้าวทั่วไปดู ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency): ผู้ที่ได้ดูสื่อตอบคําถามได้ถูกต้องร้อยละ 96.25 แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 129.
    124    สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:เดือนต.ค.57-ก.ย.58 ใช้สื่อกับผู้ป่วยผ่าตัดพม่า 9 ราย กัมพูชา 1 ราย ขณะดูสื่อผู้ป่วยอมยิ้ม พยักหน้า จากการสอบถามผ่านล่าม ผู้ป่วยเข้าใจ ปฏิบัติตัวได้ถูก และตอบคําถามถูก ทุกข้อ ข้อเสนอแนะ ต้องรอล่ามทุกครั้งในการประเมิน และภาษาพม่ามีหลากหลาย บางครั้งสื่อที่จัดทําขึ้น ช่วยได้ น้อย ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร: ตึกผู้ป่วยนอก และตึกหลัง คลอด ได้นําวิธีการไปจัดทําสื่อ วีดีทัศน์เรื่องคําแนะนําการเข้ารับบริการที่ตึกผู้ป่วยนอกและการสอนอาบนํ้า ทารกแรกเกิด บทเรียนที่ได้รับ: ภาษาพม่ามีหลากหลาย สื่อที่อาจช่วยได้น้อย พยาบาลจึงจําเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างด้าว ร่วมด้วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ทีมงานมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาหน้างาน และผู้นําให้การสนับสนุน การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร เปิดโอกาสให้คิดริเริ่มงานใหม่ๆและสนับสนุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ การติดต่อกับทีมงาน: นางสาวระพีพรรณ มีสูงเนิน มือถือ 081-2641169 Email: kunrapee1169@gmail.com
  • 130.
        ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ “EASY GOAL” โรงพยาบาล/สถาบันบําราศนราดูร จังหวัดนนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวอัจฉรา ประสิทธิสุขสม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. / วิสัญญีพยาบาล ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวมนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(พยาบาล)/วิสัญญี พยาบาล ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. / วิสัญญีพยาบาล ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดบริเวณคอ เช่น ผ่าตัด ต่อมไทรอยด์ มีการใช้พื้นที่ร่วมกันของวิสัญญีและศัลยแพทย์ขณะทําผ่าตัด พบปัญหาการดูแลทางเดินหายใจ มีการกดทับท่อช่วยหายใจ ท่อหัก-พับงอได้ และศัลยแพทย์ทําผ่าตัดไม่สะดวก ทางทีมวิสัญญีจึงได้พัฒนา Easy Goal เพื่อใช้กับผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดบริเวณลําคอ วัตถุประสงค์ (Objectives):- เพื่อสะดวกในการดูแลทางเดินหายใจในขณะผ่าตัด และผู้ร่วมงานพึงพอใจ ระยะเวลาการดําเนินงาน ธันวาคม 2557 – สิงหาคม 2558 งบประมาณที่ใช้ 400 บาท (ได้ผ้ารองยึด 4 ชิ้น+EASY Goal 1 ชิ้น) วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials) 1. ท่อ PVC ที่ใช่ทําท่อประปา ขนาด ยาว 2 เมตร และข้อต่อท่อ PVC ต่างๆ และกาวเชื่อมท่อ 2. ผ้ายีนส์ / ตีนตุ๊กแก และเชือกสําหรับยึดฐานของอุปกรณ์ วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Methods&Process) 1. ประชุมกลุ่มเพื่อออกแบบนวัตกรรม พร้อมทั้งกําหนดขนาด-รูปแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วย/การ ผ่าตัด 2. นํามาทดลองใช้ / ประเมินความพึงพอใจของทีมงาน / นําปัญหาที่พบจากการใช้งานมาปรับปรุง แก้ไขพัฒนาเป็นลําดับจนเหมาะสม วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test) 1. ใช้กับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเต้านม และผ่าตัดหน้าท้อง ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency) 1. นํ้าหนักเบา ราคาถูก ใช้ง่ายปรับขนาดตามต้องการได้ผู้ป่วยปลอดภัย วิสัญญี ศัลยแพทย์และทีมผ่าตัดพึง พอใจ สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการดําเนินงานและข้อเสนอแนะ การใช้Easy goal ผู้ป่วยที่มารับบริการได้รับความปลอดภัย และผู้ร่วมใช้งาน Easy goal มีความพึงพอใจใน ระดับมากและมากที่สุด (ระดับ 4-5) คิดเป็น 91.67 % ซึ่งตรงตามตัวชี้วัดและเป้าหมายที่ตั้งไว้ แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 131.
    126    ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application &Utilization) 1. สามารถใช้อุปกรณ์ Easy Goal ได้กับการผ่าตัดทุกแผนก บทเรียนที่ได้รับ:- ความร่วมมือในการคิดประดิษฐ์และปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ:- ริเริ่ม สร้างสรรค์ประดิษฐ์ และลงมือปฏิบัติ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร สนับสนุนส่งเสริมให้นําเสนอผลงานทั้งในและนอก สถาบันฯ การติดต่อกับทีมงาน:- อัจฉรา ประสิทธิสุขสม โทร. 0814231791 E-mail : ANBIDI.54@gmail.com หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
  • 132.
        ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ คล้องสาย Bystylet โรงพยาบาล/สถาบัน : งานวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์จังหวัด...อุบลราชธานี ชื่อเจ้าของผลงาน : นางสาวสุภาพร สงวนดี ..ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน: นางสาวทักษร เค้าแก้ว พยบ., นางสาววิยดา บุญประสิทธิ์ พยบ., นางสาววิมลมาน ว่องไว พยบ., นางเพ็ญประภา ศรีรัตนบุตร พยบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน : นางสาวสุภาพร สงวนดี ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale) : ผู้ป่วยที่มารักษาโดยการผ่าตัด ในรายผ่าตัด นานและเป็นการผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะมีแผนการรักษาให้ใส่สายสวนปัสสาวะ เพื่อบันทึกจํานวนปัสสาวะทุก ชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด จะพบปัญหาว่าถุงปัสสาวะจะวางไว้ที่พื้นใต้เตียงผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสปนเปื้อน นํ้าและเลือดจากการผ่าตัดที่อาจไหลลงพื้นได้และหากผ่าตัดนานหลายชั่วโมง ต้องยกถุงปัสสาวะเพื่อบันทึก จํานวนปัสสาวะทุกชั่วโมง ทําให้ไม่สะดวก คณะผู้จัดทําจึงได้คิดนวัตกรรม “คล้องสาย By stylet” เพื่อคล้อง สายปัสสาวะป้ องกันการปนเปื้อนนํ้าสกปรกซึ่งทําให้เกิดการติดเชื้อได้ และสะดวกในการบันทึกจํานวน ปัสสาวะ วัตถุประสงค์ : 1. ป้องกันการปนเปื้อนนํ้าสกปรก ของถุงปัสสาวะ 2. สะดวกในการบันทึกจํานวนปัสสาวะ ระยะเวลาการดําเนินงาน..3 เดือน. .วันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการดําเนินงาน : 1 ก.ค. 2558-31 ก.ย. 2558 งบประมาณที่ใช้. 0 บาท/ชิ้น วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ : stylet ที่ไม่ใช้แล้ว วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ : 1) ใช้Stylet ที่หักใช้งานไม่ได้ตัดส่วนที่หักทิ้ง 2) ดัด ปลาย stylet ทั้ง 2 ด้านให้เป็นรูปตะขอ เพื่อเกี่ยวกับขอบเตียงด้านหนึ่งและคล้อยถุงปัสสาวะด้านหนึ่ง 3) ใช้ stylet ที่ดัดเป็นรูปตะขอ คล้องไว้กับเตียงผ่าตัดป้องกันการปนเปื้อนนํ้าสกปรก วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ : ใช้คล้องสายสวนปัสสาวะ ถุงปัสสาวะไม่ สัมผัสพื้นห้องผ่าตัด ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ : 1) ถุงปัสสาวะไม่ปนเปื้อนนํ้าสกปรกและนํ้าเลือด ป้องกันการติด เชื้อได้2) บันทึกจํานวนปัสสาวะได้สะดวก ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization) สามารถนําไปใช้ในตึกผู้ป่วยอื่นได้ ในผู้ป่วยที่คาสายสวนปัสสาวะและนําไปประยุกต์คล้องสายอุปกรณ์ Monitor ต่าง ๆ ได้ แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 133.
    128    บทเรียนที่ได้รับ : ถุงปัสสาวะที่วางพื้นห้องมีโอกาสปนเปื้อนนํ้าสกปรกและนํ้าเลือดจากการทําผ่าตัดได้จึง ควรตระหนักถึงการติดเชื้อฉะนั้นควรหาแนวทางป้องกันมิให้ปนเปื้อนนํ้าสกปรก จึงประดิษฐ์ stylet คล้อง ถุงปัสสาวะไว้กับเตียงผ่าตัดเพื่อป้องกันการปนเปื้อน สะดวกในการใช้งานและป้องกันถุงปัสสาวะสัมผัสนํ้า สกปรกได้ดี ปัจจัยแห่งความสําเร็จ : ถุงปัสสาวะผู้ป่วยได้รับการคล้องสายไม่ให้สัมผัสกับพื้นห้องผ่าตัดทุกราย การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร : เจ้าหน้าที่ทุกคนในห้องผ่าตัดให้ความร่วมมือในการ คล้องถุงปัสสาวะกับเตียงผ่าตัด ซึ่งเล็งเห็นความสําคัญของการปนเปื้อนของถุงปัสสาวะ ซึ่งทําให้เกิดการติด เชื้อตามมาได้ การติดต่อกับทีมงาน : E-mail ooy27@hotmail.com โทรศัพท์ : 086-6525344 หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
  • 134.
        ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ “AN Handbook”(ความรู้สําหรับประชาชนข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับวิสัญญี) โรงพยาบาล/ สถาบันบําราศนราดูร กรมควบคุมโรค จังหวัดนนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวบุญธิดาลิมาพงษ์ภาส ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล นางสาวอัจฉรา ประสิทธิสุขสม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ. / วิสัญญีพยาบาล นางสาวมนัสนันท์ ศิริสกุลเวโรจน์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา วทบ.(พยาบาล)/วิสัญญีพยาบาล ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พยบ., วิสัญญีพยาบาล ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- การเยี่ยมประเมินผู้ป่วยก่อนให้ยาระงับ ความรู้สึกล่วงหน้า 1 วัน ทางวิสัญญีจะให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติ ทั้งพูดคุยสอบถามและมีการแจกแผ่นพับ ซึ่งเนื้อหาในแผ่นพับไม่ละเอียดครอบคลุมการให้ยาระงับความรู้สึกทั้งหมด ตัวหนังสือเล็ก ร่วมกับมี ระยะเวลาที่จํากัดในการให้ข้อมูล เราจึงได้มีการปรับปรุงทําคู่มือ วัตถุประสงค์ (Objectives) ความพึงพอใจการใช้AN Handbook ในระดับที่ดีและดีมากขึ้นไป มากกว่า 80% ระยะเวลาการดําเนินงาน 12 เดือน ตุลาคม 2557 ถึง กันยายน 2558 งบประมาณที่ใช้เบิกอุปกรณ์ตามงบประมาณของทางโรงพยาบาล วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials) 1.คู่มือ “ความรู้สําหรับประชาชน ข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับวิสัญญี”/แผ่นพับเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง ผ่าตัด 2. แผ่นเคลือบใสขนาด A4 / แฟ้มใส่เอกสารขนาด A4 วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ (Methods&Process) 1.ประชุมในหน่วยงานรวบรวมเนื้อหาความรู้เพื่อออกแบบ พัฒนานวัตกรรม 2.นํามาลองใช้/ ประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย / นําปัญหาที่ผู้ป่วยแนะนํามาแก้ไข พัฒนา วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test) 1.ให้ผู้ป่วยประเมินความพึงพอใจต่อการใช้คู่มือ ส่งคืนแบบประเมินพร้อมคู่มือวันผ่าตัด ณ ห้องผ่าตัด ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency) 1.ผู้ป่วยได้รับความรู้ในการให้ยาระงับความรู้สึก แล้วสามารถปฏิบัติตนเมื่อได้รับยาระงับความรู้สึกได้ ถูกต้อง สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ ความพึงพอใจของผู้ป่วยอยู่ในระดับที่ดีและดีมาก (ระดับ 4 และ5 คะแนน) แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 135.
    130    ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application &Utilization) สามารถนําไปปรับปรุงข้อมูลความรู้ของหน่วยงานอื่นได้ บทเรียนที่ได้รับ:-ผู้ป่วยบางรายปฏิเสธในการอ่านคู่มือ/อ่านหนังสือไม่ได้ พัฒนาคู่มือให้มีภาพประกอบที่ เข้าใจง่าย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ร่วมมือ ทํางานกันเป็นทีม และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร สนับสนุนส่งเสริมให้นําเสนอผลงานทั้งในและนอก สถาบัน การติดต่อกับทีมงาน:-นางสาวนภาพร บัวเอี่ยม มือถือ 081-7039046 E-mail : NANA_AEAE@hotmail.com หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1
  • 136.
    ชื่อนวัตก Ruler) โรงพยาบ ชื่อเจ้าขอ ชื่อผู้ร่วม ชื่อผู้นําเส ความสํา มาตรฐาน วิสัญญี จ ประเมิน ประสิทธิ วัตถุประ การประเ ระยะเวล งบประม วัสดุและ ไม้บรรทั วิธีการแล 1. ประชุ วิธีการท ผลการท การวัดจ สามารถว สรุปผล ต่อเนื่องโ ประโยชน 1.ได้เครื่ 2. ผู้ป่วย 3. เกิดกา บทเรียน อนาคตจ กรรมหรือสิ่งป บาล/ สถาบัน องผลงาน น มผลงาน น สนอผลงาน คัญและที่มาข น บริการประ จากข้อมูลย้อ นทางเดินหาย ธิภาพ จึงได้พั ะสงค์ (Object เมินทางเดินห ลาการดําเนินง มาณที่ใช้ 250 ะอุปกรณ์สําห ทัดซิลิโคน อุป ละขั้นตอนกา มปรึกษาผู้ร่ว ดสอบประสิท ทดสอบประสิ ากเฉลี่ย 62.6 วัดได้ทั้งมุมเง อภิปรายผล โดยผู้ใช้งาน น์และการนําไ รืองมือในการ ได้รับการปร ารพัฒนางานบ นที่ได้รับ:- กา จะพัฒนาเครื่อ ประดิษฐ์ การ บําราศนราดูร นายติณณ์ธฤต นางสาวมนัส นางสาวบุญธิ ของการคิดค้น ะทับใจ ห่วงใ นหลังพบว่า ยใจใช้ยากต้อ ัฒนา BMR tives) เพื่อพัฒ หายใจด้วยรูป งาน เมษายน 0 บาท ได้5 ชิ้ รับทําสิ่งประ ปกรณ์วัดมุมช ารทําหรือพัฒ วมงานและหา ทธิภาพและวิ ี สทธิภาพสิ่งป 61 วินาที (35 งยคอและระย และเสนอแน ทําให้เกิดควา ไปใช้หรือขยา ประเมินตาม ะเมินทางเดิน บริการวิสัญญี รดําเนินงานพ องมือให้สามา แบบบทคั งานประชุม รพัฒนาการป ร ต ทัพโคกสูง นันท์ศิริสกุล ธิดา ลิมาพงษ์ภ น (Backgrou ยทุกชีวิต” มา การประเมิน องใช้เวลามาก ฒนางานการป แบบใหม่กับ ถึง มิถุนายน ช้น ดิษฐ์ (Materi ชนิดครึ่งวงกล ฒนาสิ่งประดิษ าซื้ออุปกรณ์เพื ธีการใช้งานสิ่ ระดิษฐ์ ลดต้ 5-135) เป็น 4 ยะของของ IIG นะ:- BMR ามพึงพอใจแล ายผลเพื่อประ แนวทางการป นหายใจอย่างค ญีในประเทศไ พัฒนาปรับป ารถใช้กับผู้ป่ว คัดย่อ“ผลงา มวิชาการ “โ     ประเมินทางเดิ ลเวโรจน์ ภาส und & Ratio าตรฐานความ ทางเดินหายใ ก อุบัติการณ์ ประเมินทางเดิ รูปแบบเก่า พ.ศ.2557 ials) ลม กับวงกลม ษฐ์ พื่อทําเครื่องมื สิ่งประดิษฐ์ พ ้นทุนจาก 250 47.16 วินาที ( G, MHD, MT ได้พัฒนาขึ้น ละมีทัศนคติที ะยุกต์ใช้กับหน ประเมินทางเ ครอบคลุม ลด ไทย รุงเครื่องมือวั วยเด็กได้ านนวัตกรรม โรงพยาบาล ดินหายใจด้วย จังหวัด นนท ชื่อย่อวุฒิกา ชื่อย่อวุฒิกา ชื่อย่อวุฒิกา onale):- สถา มปลอดภัย (S ใจในสถาบัน ณ์ใส่ท่อช่วยห ดินหายใจด้วย ม น๊อตยึดตัวเล็ มือ ทดลองใช้ พร้อมรูปรูปภา 0-500 บาท ล (26-85) ชิ้นเดี TD และ MSD นจากความร่ว ที่ดีในการทําง น่วยงานอื่นอ ดินหายใจขอ ดความเสี่ยงจา วัดให้มีมาตรฐ มและสิ่งประ ลพระปกเกล้ ยการใช้BMR ทบุรี รศึกษา พยบ. รศึกษา พยบ. รศึกษา พยบ. บันบําราศนร Safe Anesthe นฯยังไม่ครอบ หายใจยากเพิ่ม ยการใช้BMR ล็ก และเก็บข้อมู าพ (.jpg) ประ ลงเป็นชิ้นละ ดียวประเมินท D วมมือของผู้ป งาน อย่างไร (Appl งวิสัญญี สถา ากการใส่ท่อห ฐานมากยิ่งขึ้น ะดิษฐ์/IVT” ล้า ครั้งที่ 14 (Bamrasnara ., วิสัญญีพยา ., วิสัญญีพยา ., วิสัญญีพยา ราดูรมีนโยบา esia) เป็นหัวใ บคลุม เครื่อง มขึ้น เพื่อให้ R และเปรียบ มูล และสรุปผ ะกอบ 1-2 รูป 50 บาท ลดร ทางเดินหายใ ปฏิบัติและพัฒ lication & Uti าบันบําราศนร หายใจลําบาก น มีการทํางา ” ” dura Multi บาล บาล บาล าย “มุ่งเน้น ใจของงาน งมือในการ บริการที่มี บเทียบผล ผล ป (Test) ะยะเวลา ใจได้ง่าย ฒนาอย่าง ilization) ราดูร ก นเป็นทีม
  • 137.
    132    ปัจจัยแห่งความสําเร็จ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ทํางานเป็นทีม การสื่อสารและมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร ด้านองค์ความรู้ งบประมาณ และเวทีการนําเสนอ ผลงาน การติดต่อกับทีมงาน:-น.ส.มนัสนันท์ศิริสกุลเวโรจน์ มือถือ 0815569994 E-mail: nut2352.siri@gmail.com หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
  • 138.
        นวัตกรรมองศาเตียง ชื่อเจ้าของผลงาน นางสาวเอี่ยมศิริ ฮดโสดาชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวปานใจ ฤาเดช ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาวเอี่ยมศิริ ฮดโสดา ความสําคัญและที่มาของการ การปรับองศาเตียงที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงทําให้เกิดการสําลักและเกิด การติดเชื้อปอดอักเสบที่เกิดจากการใช้เครื่องช่วยหายใจได้ การจัดระดับศีรษะผู้ป่วยให้อยู่ที่ระดับ 30-45 องศา สามารถลดอัตราการเกิดการติดเชื้อปอดอักเสบที่เกิดจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ได้ถึง 18% และการ ปรับองศาเตียงที่ไม่เหมาะสม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทําให้การหย่าเครื่องช่วยหายใจสําเร็จล่าช้าเกิดการคั่งค้าง ของเสมหะ การปรับองศาเตียงที่ระดับ 15- 45 องศา ยังสามารถลดแรงกดทับซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด แผลกดทับได้จะเห็นได้ว่าระดับศีรษะที่มีความแตกต่างกันมีผลต่อผู้ป่วยโดยตรง การวัดระดับศีรษะของ ผู้ป่วยซึ่งนอนอยู่บนเตียงจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง วัตถุประสงค์ 1.เพื่อให้ได้ความเที่ยงตรงในการปรับระดับเตียงตามแผนการรักษา 2.เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่ค่าเฉลี่ย มากกว่า 4 ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 มกราคม พ.ศ. 2558 - 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 งบประมาณที่ใช้ 50 บาท การพัฒนาอุปกรณ์วัดองศาเตียงโดยใช้วงจรคุณภาพ (PDCA) Plan : การทบทวนปัญหา, ประดิษฐ์อุปกรณ์วัดองศาเตียง Do: การทดลองใช้อุปกรณ์วัดองศาเตียง Check : การประเมินความพึงพอของเจ้าหน้าที่ Act : การปรับปรุงอุปกรณ์วัดองศาเตียง ระยะที่ 1 ใช้เสานํ้าเกลือเป็นจุดวัดระดับองศาเตียงพบว่าไม่มีความแม่นยําเนื่องจากเสานํ้าเกลือสามารถ เคลื่อนย้ายได้ ระยะที่ 2 สืบค้นข้อมูลและออกแบบแผ่นองศาเตียงโดยใช้โปรแกรม Paintนําไปเคลือบแล้วติดที่หัวเตียง ผู้ป่วย หลังใช้พบว่าไม่มีความคงทน หักพับงอได้ง่าย และนํ้าสามารถซึมเข้าอุปกรณ์วัดองศาเตียง ทําให้ ระดับองศาไม่ชัดเจน ระยะที่ 3 ปรับปรุงจากระยะที่ 2 นําแผ่นองศาเตียงใส่ในถุงยาใสที่ไม่ใช้แล้ว นําไปติดที่ปลายเตียงผู้ป่วย วัด ระยะห่างจากปลายเตียง 10 ซม. ผลการใช้พบว่าแผ่นองศาเตียงไม่หักพับงอ สามารถใช้งานได้นานขึ้น เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ในเรื่องอุปกรณ์มีความเที่ยงตรงในการวัดคิดเป็นร้อยละ 4.5 อุปกรณ์ใช้งานได้ง่ายและสะดวก คิดเป็นร้อยละ 4.41 สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือความคงทนของอุปกรณ์ ได้แก่ เทปกาวหลุดง่ายซึ่งต้องนําไปพัฒนาและปรับปรุงต่อไป ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร ใช้ในการปรับองศาเตียงผู้ป่วยและมีการขยายผลเพื่อปรับใช้ในหอผู้ป่วยต่างๆ ที่สนใจ บทเรียนที่ได้รับ:ความเที่ยงของการวัดองศาเตียงมีความสําคัญในการป้ องกันและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจ เกิดขึ้นกับผู้ป่วย วิธีการที่มุ่งเน้นการป้องกันจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีการที่มุ่งเน้นการรักษา ปัจจัยแห่งความสําเร็จ : มีการนําหลักฐานเชิงประจักษ์มาช่วยพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง
  • 139.
  • 140.
        ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ อุปกรณ์ป้องกันสาย PermanentPacemaker เลื่อนหลุด โรงพยาบาล/ สถาบัน โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางปรมาภรณ์ มากทรัพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ชื่อผู้ร่วมผลงาน นางสาวขนิษฐา ถังไชย ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางปรมาภรณ์ มากทรัพย์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาโดยการใส่ เครื่องควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจชนิดถาวร ภายหลังการผ่าตัดใส่เครื่อง ในระยะแรกหลังผ่าตัด 1-3 วัน ผู้ป่วยจะถูกจํากัดการเคลื่อนไหวของแขนข้างที่ทําการผ่าตัด เพื่อป้องกันสายนําไฟฟ้า(Pacemaker lead)หลุด จากตําแหน่งที่แพทย์ใส่ไว้เนื่องจากผู้ป่วยมักใช้มือและแขนข้างที่ทําผ่าตัดฝังเครื่อง Permanent Pacemaker ทํากิจกรรมต่างๆ เช่น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ เอื้อมมือไปทางด้านหลัง ผลคือทําให้สาย lead เลื่อนหลุด และ ต้องกลับไปใส่ Permanent Pacemaker ใหม่ ดังนั้น หลังการผ่าตัด Permanent Pacemaker ผู้ป่วยจะได้รับการ ติดเทปผ้าขนาดความกว้าง 10 cms ปิดยึดบริเวณลําตัวทั้งด้านหน้า แขน และพาดไปลําตัวด้านหลัง เพื่อยึด แขนข้างที่ทําให้แนบติดกับลําตัว ป้ องกันการเคลื่อนไหวของแขนข้างที่ทําหัตถการ เป็นเวลา 3 วัน และ หลังจากนั้นจะให้ผู้ป่วยใส่ Arm Sling เพื่อสามารถเคลื่อนไหวแขนได้มากขึ้น ซึ่งหลังจากการติดเทปผ้ากับ ผู้ป่วยแล้วพบว่ามี ผื่นแพ้ผื่นคัน และ แผลพุพองจากการแพ้เทปผ้า และผิวหนังหลุดลอกจากการดึงเทปผ้า ดังนั้น จึงได้มีการคิดค้นอุปกรณ์ในการป้องกันการเคลื่อนไหวของแขนข้างที่ทํา Permanent Pacemaker เพื่อ ป้องกัน และลดปัญหาดังกล่าวข้างต้นที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย วัตถุประสงค์ (Objectives) 1. เพื่อให้ผู้ป่วย Post Permanent pacemaker เกิดความสุขสบาย 2. ป้องกันการเกิดปัญหา ผื่นแพ้ผื่นคัน และ แผลพุพองจากการแพ้เทปผ้า 3. ป้ องกันการบาดเจ็บและการเกิดผิวหนังหลุดลอกจากการดึงเทปผ้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย ผิวหนังบาง 4. เกิดความสะดวกและรวดเร็วต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การพยาบาล 5. ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้เทปผ้า เนื่องจากนวัตกรรมเป็นอุปกรณ์ ระยะเวลาการดําเนินงาน 1 พฤษภาคม 2557 - 31 มกราคม 2559 งบประมาณที่ใช้...250.. บาท วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials) 1. ผ้าขนาดกว้าง 15 x 125 ซม. 2 ชิ้น และขนาด12x52 ซม.1ชิ้น 2. ตีนตุ๊กแกขนาด 15 x 20 ซม. 3. ยางยืดขนาดครึ่งของผ้า ( ประมาณ 60 ซม.x 2 ชิ้น) แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 141.
    136    วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปภาพ (.jpg)ประกอบ 1-2 รูป (Methods&Process) 1. นําผ้ามาเย็บติดกันสองชั้นขนาดกว้าง 15x125 ซม. วัดกึ่งกลางผ้าใส่ยางยืดด้านบนและด้านล่างของผ้า 2. ติดตีนตุ๊กแกขนาด 15x20 ซม.เข้ากับปลายผ้าทั้ง2 ด้าน 3. นําผ้าขนาด 12x52 ซม.มาวัดกึ่งกลางผ้าและนํามาเย็บติดกับด้านข้าง และติดตีนตุ๊กแกด้านริมผ้าทั้ง 2 ด้าน 4.นํามาคาดที่ลําตัวกับแขนข้างที่มีแผลผ่าตัดโดยสามารถปรับขนาดให้เหมาะกับผู้ป่วยได้ วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Test) 1. นํามาคาดที่ลําตัวกับแขนข้างที่มีแผลผ่าตัดโดยสามารถปรับขนาดให้เหมาะกับผู้ป่วยได้ 2. ให้พยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและผู้ป่วยที่ได้ใช้นวัตกรรมชิ้นนี้ประเมินผลและเขียน ข้อเสนอแนะ ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency) 1. ผู้ป่วย Post Permanent pacemaker เกิดความสุขสบายไม่อับชื้นบริเวณรักแร้ 2. ไม่การเกิดปัญหา ผื่นแพ้ผื่นคัน และ แผลพุพองจากการแพ้เทปผ้า 3. ไม่เกิดการบาดเจ็บและเกิดผิวหนังหลุดลอกจากการดึงเทปผ้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ผิวหนังบาง 4.เกิดความสะดวกและรวดเร็วต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การพยาบาล 5.ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้เทปผ้า เนื่องจากนวัตกรรมเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วและสามารถนํามาใช้ได้อีก สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- สรุปสาระสําคัญของผลการดําเนินงานและข้อเสนอแนะ 1.สามารถป้องกันและลดการเกิดแผล ผื่นแพ้ต่าง ๆ ได้ 2.เกิดความสุขสบายไม่อับชื้น 3.สะดวกและรวดเร็วต่อเจ้าหน้าที่ผู้ให้การพยาบาล 4.ลดค่าใช้จ่าย ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization) 1.สามารถนําไปใช้กับผู้ป่วยอื่นๆ ที่ไม่ต้องการใช้แขนมากเกินไป บทเรียนที่ได้รับ:- นวัตกรรมนี้มีขนาดใหญ่ ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่ผอมและขนาดตัวเล็กเพราะฉะนั้นต้องทํามา หลายขนาด เช่น S,M,L,และ XL เพื่อที่จะได้มีขนาดที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนด้วย ปัจจัยแห่งความสําเร็จ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจได้นํามาทดลองใช้กับผู้ป่วยและมี การประเมินทั้งผู้ป่วยและพยาบาลพร้อมข้อเสนอแนะ
  • 142.
        การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร อุษณีย์ เปรมสุริยาหัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ ที่ เป็นที่ปรึกษาในชิ้นงานนวัตกรรมครั้งนี้ การติดต่อกับทีมงาน:- ปรมาภรณ์ มากทรัพย์ เบอร์โทร. 082-716-1748 , E-mail.. dejung2009@hotmail.com หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
  • 143.
    138    ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่นอนแผ่นเจลเพื่อลดอาการปวดหลัง โรงพยาบาล/ สถาบันโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัด จันทบุรี ชื่อเจ้าของผลงาน นางสุดา วิทูรธีรศานต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสุดา วิทูรธีรศานต์ ชื่อย่อวุฒิการศึกษา พย.บ ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น (Background & Rationale):- ผู้ป่วยหลังจากได้รับการตรวจฉีดสีตรวจ สวนหลอดเลือดหัวใจจะต้องได้รับการพยาบาลตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย ในรายที่ใส่สายเข้าทางขาหนีบ ผู้ป่วยจะต้องได้รับการนอนราบอย่างน้อย 6- 8 ชั่วโมงหลังจากนั้นจึงสามารถขยับและพลิกตะแคงตัว แต่ถ้า ในรายที่ยังไม่สามารถเอาสายที่ขาหนีบออกได้(ค่า ACT>180 )จะต้องนอนราบห้ามงอขาข้างที่ทําเป็นระยะ เวลานานเพิ่มขึ้น ระยะเวลาดังกล่าวทําให้ผู้ป่วยที่ถูกจํากัดการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ดังนั้น ปัญหาที่พบคือ ความไม่สุขสบายเกิดอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดขาและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงได้มีการคิดค้นอุปกรณ์คือที่นอนแผ่นเจลในการช่วยป้ องกันและลดอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ตาม ร่างกาย วัตถุประสงค์ (Objectives) 1. เพื่อลดอาการปวดหลังในผู้ป่วยหลังการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางขาหนีบ ระยะเวลาการดําเนินงาน. 1 พฤศจิกายน 2558 - 30 มีนาคม 2559 งบประมาณที่ใช้ 200 บาท วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials) 1.แผ่นเจลที่เหลือใช้จากคลังเลือด 2. ผ้าขาวชนิดนุ่มและแผ่นพลาสติก 3.ซิบพลาสติกชนิดยาว วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ 1-2 รูป (Methods&Process) 1.ทําซองใส่แผ่นเจลโดยใช้ผ้าขาวชนิดนุ่มมาตัดทําเป็นช่องไว้สําหรับใส่แผ่นเจลจํานวน 6 ช่อง ตามขนาด ของแผ่น เจล ภายในช่องกรุด้วยผ้ายางและเย็บข้าง ๆด้วยซิบ 2.นําแผ่นเจลเหลือใช้จากคลังเลือดขนาดกว้าง 8 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว จํานวน 6 แผ่นมาใส่ในช่องผ้าที่จัดทําขึ้น แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 144.
        วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg)ประกอบ 1-2 รูป (Test) 1. ใช้กับผู้ป่วยหลังจากที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจผ่านทางขาหนีบ 2.นําแผ่นเจลที่แช่เย็นไว้มาใส่ในผ้าขาวชนิดนุ่มตามช่องที่จัดทําขึ้นหลังจากนั้นนํามารองบริเวณแผ่นหลัง ของผู้ป่วยโดยให้นอนราบ 6 – 8 ชั่วโมง ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ (Efficiency) 1. ผู้ป่วยหลังการตรวจสวนหัวใจที่ได้รับการดูแลเพื่อลดอาการปวดหลังด้วยการนอนบนเจลแช่เย็น ทําให้ อาการปวดลดลง มีความสุขสบายมากขึ้น สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:- ผู้ป่วยหลังจากที่ได้รับการฉีดสีตรวจวสวนหัวใจมีอาการปวดหลัง ลดลงแต่ด้วยแผ่นเจลไม่สามารถเก็บความเย็นได้นานขนาดคงที่ จึงทําให้ผู้ป่วยได้รับความเย็นไม่คงที่ เพราะฉะนั้นต้องคอยดูแลและมีการเปลี่ยนแผ่นเจลทุก 3- 4 ชั่วโมง ได้รับประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร (Application & Utilization) 1.ลดไข้ในผู้ป่วยที่มีไข้ 2.ป้องกันการเกิดแผลกดทับ - ควรเพิ่มจํานวนแผ่นเจลอีก 4 แผ่น และช่องสําหรับใส่แผ่นเจลอีก 4 ช่อง เพื่อเพิ่มจํานวนพื้นที่และ ความเย็นเนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีขนาดนํ้าหนักและความสูงไม่เท่ากัน ปัจจัยแห่งความสําเร็จ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจได้นํามาทดลองใช้กับผู้ป่วยและมี การประเมินทั้งผู้ป่วยและพยาบาลพร้อมข้อเสนอแนะ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กร นางสาวอุษณีย์ เปรมสุริยา หัวหน้าหอผู้ป่วยวิกฤต โรคหัวใจ ที่เป็นที่ปรึกษาในชิ้นงานนวัตกรรมครั้งนี้ การติดต่อกับทีมงาน:- นางสุดา วิทูรธีรศานต์ เบอร์โทรศัพท์081-152-1799 หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนด รวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
  • 145.
    140    ชื่อนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ Syringe เป๊ะ!!! สถาบันบําราศนราดูร จังหวัด นนทบุรี ชื่อเจ้าของผลงานนางสาว ศิริมา เทพสุภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. ชื่อผู้ร่วมผลงาน 1. นางอุทัยวรรณ สิงห์คํา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. 2.นางสาว นรกมล ใหม่ทอง ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. 3.นางสาว พัชรี ปุญญศรี ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. 4.นางสาว พัชรินทร์ ชอบค้า ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. ชื่อผู้นําเสนอผลงาน นางสาว ศิริมา เทพสุภา ชื่อย่อวุฒิการศึกษาพยบ. ความสําคัญและที่มาของการคิดค้น(Background & Rationale):-ระบุเหตุผลความจําเป็น ความสําคัญของ ปัญหาและความต้องการในการแก้ไขคืออะไร แนวคิดหลักสําคัญในการออกแบบนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ มีผลกระทบหรือความรุนแรงขนาดไหนอย่างไร เกี่ยวข้องกับใครบ้าง หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน นอกจากมีบทบาทในการดูแลให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน แล้ว ยังมีอีกบทบาทที่สําคัญคือ ให้การบริการทําหัตถการต่างๆ จากหน่วยงานผู้ป่วยนอก โดยเฉพาะการให้ยา ทางเส้นเลือด ซึ่งมียาบางตัวต้องใช้การคํานวณ เพื่อให้ได้ยาที่ถูกต้องครบถ้วนตามแผนการรักษาของแพทย์ ดังตัวอย่างเช่น มีผู้ป่วยที่แพทย์สั่งการรักษาให้ยา Levofloxacin ที่หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉินเป็นจํานวน มาก ซึ่งขนาดยาที่ให้คือ 750 มิลลิกรัม (Levofloxacin 1 ขวด = 500 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร) ทําให้ต้องใช้ยา 1 ขวดครึ่ง ดังนั้น จึงต้องใช้Syringe 50 CC. ดูดยาออกจากขวดยาครึ่งขวดทิ้งทุกครั้ง ทําให้เกิดการสิ้นเปลือง Syringe 50 CC. จํานวนมาก ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จึงคิดอุปกรณ์ที่ใช้ตวงยาให้ได้ขนาดตามแผนการรักษา ของแพทย์จากวัสดุที่หาใช้ง่าย สามารถทําเองได้เพื่อลดปัญหาดังกล่าว วัตถุประสงค์ (Objectives) 1. เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาในปริมาณที่ถูกต้อง ครบถ้วนตามการรักษาของแพทย์ 2.เพื่อลดปริมาณการใช้Syringes 50 CC. ระยะเวลาการดําเนินงาน 2 เดือน วันที่เริ่มต้นและวันที่สิ้นสุดการดําเนินงาน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2558 งบประมาณที่ใช้ - วัสดุและอุปกรณ์สําหรับทําสิ่งประดิษฐ์ (Materials) 1. Syringes 50 CC. 2. จุกปิดเข็มเจาะ DTX (สีส้ม) แบบบทคัดย่อ“ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์/IVT” งานประชุมวิชาการ “โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่ 14”
  • 146.
        วิธีการและขั้นตอนการทําหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์พร้อมรูปภาพ (.jpg) ประกอบ1-2รูป (Methods&Process) 1. ประชุมเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อหาแนวทางการแก้ไข 2.สรุปวิธีการใช้งาน โดยใช้กระบอกตวง วิธีการทดสอบประสิทธิภาพและวิธีการใช้งานสิ่งประดิษฐ์ พร้อมรูปรูปภาพ (.jpg) ประกอบ1-2 รูป (Test) 1. ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์ ใช้Syringe 50 CC. (เอากระบอกสูบออก) ใช้จุกปิดเข็มเจาะ DTX (สีส้ม) สวม บริเวณปลายกระบอก Syringe 50 CC. 2. ขั้นเตรียมยา ต่อสายนํ้าเกลือกับขวดยา แล้วปล่อยยาทิ้งลงในกระบอก Syringe จํานวน 50 CC. ตาม จํานวนที่แพทย์สั่ง ต่อจากนั้น เขียนขนาดยาที่เหลือข้างขวด และให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์ ผลการทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์(Efficiency) 1. ผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามคําสั่งแพทย์ร้อยละ 100 2.ยอดการเบิก Syringe 50 CC. ลดลง 4. เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในการใช้งานที่ง่าย สะดวก และแม่นยํา ร้อยละ 100 สรุปผล อภิปรายผล และเสนอแนะ:-สรุปสาระสําคัญของผลการดําเนินงานและข้อเสนอแนะผู้ป่วยได้รับยา อย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามคําสั่งแพทย์ และยังสามารถใช้กับยา หรือนํ้าเกลืออื่นๆ ที่ต้องตวงยาได้ มีความ สะดวก สะดวกง่ายต่อการทํางาน และยังประหยัด ลดต้นทุนในหน่วยงาน ประโยชน์และการนําไปใช้หรือขยายผลเพื่อประยุกต์ใช้กับหน่วยงานอื่นอย่างไร(Application & Utilization) 1. ผู้ป่วยได้รับยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วนตามคําสั่งแพทย์ 2. แบ่งปันความรู้กับหน่วยงานอื่นในเวทีวิชาการของสถาบัน
  • 147.
    142    บทเรียนที่ได้รับ:-(ให้ข้อมูลที่ชัดเจนพอที่จะทําให้ผู้อ่านเข้าใจว่าปัญหา/ข้อจํากัดที่เกิดขึ้นจากการดําเนินงาน มีอะไรบ้างทําให้เกิดการเรียนรู้อะไรและควรแก้ไขอย่างไร ความคุ้มค่า/คุ้มทุน สิ่งที่คาดหวังว่าจะทําในครั้ง หน้าที่แตกต่างไปจากเดิมโอกาสในการพัฒนาและแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและข้อเสนอแนะ)ตามที่ พยาบาลได้ใช้Syringe เป๊ ะ ในการตวงยาของผู้ป่วย ทําให้ผู้ป่วยได้รับยาถูกต้องครบถ้วนตามการรักษาของ แพทย์ แต่ยังมีการพบปัญหาในกรณีที่พยาบาลใช้แล้วไม่ได้ล้างทําความสะอาดกระบอก จึงทําข้อตกลงให้ ทุกคนล้างทุกครั้ง และเปลี่ยนกระบอกทุกอาทิตย์ ปัจจัยแห่งความสําเร็จความร่วมมือของทีมแพทย์ พยาบาล เพื่อความปลอดภัยและความพึงพอใจของ ผู้รับบริการ การสนับสนุนที่ได้รับจากผู้บริหารหน่วยงาน/องค์กรทางสถาบันฯได้มีการเปิดโอกาสให้บุคลากรสถาบัน ทํางานพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การติดต่อกับทีมงาน:-นางสาวศิริมา เทพสุภา ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน สถาบันบําราศนราดูร เบอร์โทรศัพท์มือถือ.....๐๘๖-๗๘๙๖๗๙๙.....E-mail.....simy.er3433@gmail.com หมายเหตุ:- ผลงานนวัตกรรม สามารถลงภาพลงได้ไม่เกิน 3 ภาพและรูปภาพนามสกุล .jpg เท่านั้น โดยเลือกภาพที่ชัดเจนและ เชื่อมโยงกับผลงาน ขนาดภาพให้อยู่ในแบบฟอร์มที่กั้นหน้า-หลังตามที่กําหนดรวมทั้งเนื้อหาและภาพต้องมีความยาวไม่เกิน 1 หน้า
  • 148.
        ชื่อผลงาน: มหัศจรรย์กล่องพิชิตความหวาน ชื่อเจ้าของผลงานและผู้นําเสนอ: นส.วราวรรณ บุราณสาร ชื่อหน่วยงาน: งานผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ปัญหาและสาเหตุ: เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้าการรักษาในหอผู้ป่วยหนักส่วนใหญ่จะมีภาวะวิกฤต คุกคาม เช่น ภาวะ hypoglycemia จําเป็นต้องให้การพยาบาลเร่งด่วน โดยให้ 50% glucose แต่เดิมจะใช้พลาสเตอร์ติดที่ ก้นขวดเพื่อแขวน drip glucose หรือใช้พลาสเตอร์พันรอบขวด glucose กับเสานํ้าเกลือจากการใช้งานพบว่า ขวดยาตกลงพื้นแตก ซึ่งเกิดความเสี่ยงต่อเจ้าหน้าที่และญาติ เกิดการสิ้นเปลือง เสียเวลาในการให้ยา วัตถุประสงค์: เพื่อป้องกันขวดยาตกหล่น เพื่อลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ plaster และนําทรัพยากรที่ไม่ใช้แล้ว มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรม ร้อยละ 80% ระยะเวลาดําเนินงาน: ทดลองใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2558-ก.พ. 2559 งบประมาณที่ใช้: ไม่มีค่าใช้จ่าย วัสดุและอุปกรณ์สําหรับการทําสิ่งประดิษฐ์ : 1.ขวดนํ้าเกลือ 2.ใบมีด วิธีการและขั้นตอนการทํา: เลือกขวดนํ้าเกลือขนาด 100 ml.นําขวดนํ้าเกลือมาตัดบริเวณคอขวดเป็นรูป วงกลมและตัดด้านหน้าขวดให้เป็นช่องว่างที่ใส่ขวดได้พอดีให้นําไปใช้งานได้สะดวก นําไปล้างนํ้ายา ตากแดดให้แห้งเสร็จตามรูปภาพ วิธีการทดสอบ : นํานวัตกรรมไปใช้งานแทนการติดพลาสเตอร์ ผลการทดสอบ: หลังใช้นวัตกรรมไม่เกิดอุบัติการณ์ขวด glucose ตกแตก,และลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ พลาสเตอร์ เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจในนวัตกรรมในเรื่องความสะดวก คิดเป็นร้อยละ 95% ประเมินความพึงพอใจ: -สะดวก 95% -ความคงทน 96% -ประหยัด 100% สรุปผล อภิปราย: นวัตกรรมมีความสะดวกสามารถใช้งานได้นาน ประหยัดค่าใช่จ่ายและไม่เกิดอุบัติการณ์ ประโยชน์: ขยายผลหน่วยงานที่สนใจ แจ้งหน่วยงานอื่นว่ามีนวัตกรรมที่ไม่ทําให้เกิดอุบัติการณ์ขณะให้ยา บทเรียนที่ได้รับ: การนําสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว มาประดิษฐ์สร้างสรรค์มาทําให้เกิดประโยชน์ ปัจจัยแห่งความสําเร็จ: ความใส่ใจในการดูแลผู้ป่วยเล็กๆน้อยๆ จะสามารถป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ได้ การติดต่อกับทีมงาน:งานผู้ป่วยหนัก รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน โทร 042-721111ต่อ 1212
  • 149.
  • 150.
        รายชื่อบริษัทสนับสนุนการประชุมวิชาการประจําปี โรงพยาบาลพระปกเกล้า ครั้งที่14 25-27 พฤษภาคม 2559 1 บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จํากัด 2 บริษัท เอ็ม เอส ดี (ประเทศไทย) จํากัด 3 บริษัท แอลจีไลฟ์ ไซเอนเซส (ประเทศไทย)จํากัด 4 บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จํากัด 5 บริษัท Novartis (Thailand) จํากัด 6 บริษัท แมคโครฟาร์ แลบ จํากัด 7 บริษัท เบอร์ลินฟาร์มา ซูติคอลอินดัสตรี้ จํากัด 8 บริษัท เกร็ต อิสเทอร์น ดรั๊ก จํากัด 9 บริษัท ไทยโอซูก้า จํากัด 10 บริษัท สยามฟาร์มาซูติคอล จํากัด 11 บริษัท แอ๊บวี่ จํากัด 12 องค์การเภสัชกรรม 13 บริษัท ฟาร์ม่า อินโนวา จํากัด 14 บริษัท ร็อตต้าฟาร์ม (ประเทศไทย) จํากัด 15 บริษัท เอสพีเอสเอส เอ็นเตอร์ไพร์ส จํากัด จํากัด 16 บริษัท PT. Novell Pharmaceutical Laboratories 17 บริษัท ไดอิจิ ชังเคียว (ประเทศไทย) จํากัด 18 บริษัท ซาโนพี-อาเวนตีส (ประเทศไทย) จํากัด 19 บริษัท โนวาตีส(ประเทศไทย)จํากัดแผนกแซนดอส 20 บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จํากัด แผนกBMS 21 บริษัท ที.โอ. เคมิคอลส์(1979) จํากัด 22 ห้างหุ้นส่วนจํากัด ภิญโญฟาร์มาซี 23 บริษัท หาญไทย ฟาร์มา (2508) จํากัด
  • 151.
    146    24 บริษัท โนโวนอร์ดิสค์ฟาร์มา(ประเทศไทย) จํากัด 25 บริษัท สีลมการแพทย์จํากัด 26 บริษัท แคสป้า ฟาร์มาซูติคอล (ประเทศไทย) จํากัด 27 บริษัท เอสพีเอส (ประเทศไทย) จํากัด 28 บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลท์แคร์ (ประเทศไทย) จํากัด 29 บริษัท โรช ไทยแลนด์ จํากัด 30 บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จํากัด 31 บริษัท โรช ไดแอสโนสติกส์ (ประเทศไทย) จํากัด 32 บริษัท เอ็ม แอนด์เอ็ช แมนูแฟดเจอริ่ง จํากัด 33 บริษัท แจนเซ่น-ซีแลก จํากัด 34 บริษัท คอสมาเมดิคอล จํากัด 35 บริษัท มาสุ จํากัด 36 บริษัท บีบราวน์(ประเทศไทย) จํากัด 37 บริษัท พรอส ฟาร์มา จํากัด 38 บริษัทMaxim(Allergan) 39 บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จํากัด 40 บริษัท เซอร์เวียร์ (ประเทศไทย) จํากัด 41 บริษัท แอสเทลลัส ฟาร์มา (ประเทศไทย) จํากัด 42 บริษัท แอโรแคร์ จํากัด 43 บริษัท สหแพทย์เภสัช จํากัด ***********************
  • 153.
    UW&~QL$BP The useof primary HPV testing for cervical cancer d s 94 screeningIA(Il,bWWlwNPaufi?01 M%IO~q snrqminm tz 2 rr~r~4lhnum~n~~'1d~z~94n1iuim~~4n'u~~~e4~in~z0z~~~umuhriauk~z~~'1d~z~"o~ 2,- A 2 w z ~ n i f i m & w a ~uansimcl~u~m~molsa'nnm~d~fl32:3ntni~1w~n~"~~imab waiRnmuat:nalnrnss?mls~ I, 3 nalnn?*~G*trl?n~m*~Gqn,~~nn?s~~k%~'b.a-a-mi3(HP/) ~ % d ? m t @ ! $ 0 Y k a ~ ~ w i r ~ ~ u ~ ~ m i u ~ d ~ ~ q ~ ~ a i f i ~h&i6 uari8 ~ ~ ~ J n u i i ~ ~ u a i b v ~ r a ~ n i ~ t i i ~ u r ~ " ~ 3" 4 ' d o 3 I, ufi~nuinnii62% uarusn~inuwuik~urila~n~ilw"iO~ni~~d1~1~n~uiia ni$~nrr&$u~K~uri 4 9 U aiqha md@murraiclnunisgutr': nidyfimniamu irrwiurdbiff uarn?ququfl'ubiA rduhsilie~~uue3~a8a~~ae~fiuliPrn~a.6 ~ 6 ~ 4 % n~dasn"u 4 4 Y I. ztKufl2upu narnoileafiiuiaui/qzini~m~~~HPVMurinirlindmnidrnrr&u$ud 4 w & & 8 u . 9 n~mcnnrurneBean'uni9~n'mu~~f~dinumgn$4dmseiqhdz1ua@4~mqinnimmamau 4 ll0 9-26 ~ ~ ~ ~ Q V I ~ ~ ~ I J ~ ~ P ~ ~ ~ ~ ' ~ W ~ ( I ~ ~ V P I ~ U ~ ' ~ B~d~111190hb%4~4~1q45 ~ ~ ~ ~ ~ ~ h ~ ~ ~ r 0 i b ~ l 1 ~ ~ ~ 0 l ~ ~ B ~ ~ n " ~ 9 ~ 4 ~ 0 n & ~ m & ~ @ d a ~ f l ' ~ ~ ~ k d m ~k ~ s d a ~ h ~ ~ d u ~ri~fl&iqiueuaaicmun u & ~ ~ u i ~ n q k n s e ~ u z ~ " s ~ d i n ~ m ~ n d 2. orhiqiiqiiknimolq6mnsa~uz6~dinumqnwe~qinuzkd~nu~~ni9=:az~b~umu d u dqp( 0onrieru~uuz~5~~cn~ui~ii~w"i~~~in~i~imui~o1~~mnm~'~~11M&ilquwnsnis a'd 4 ~.r?s~'.nm~~~~5=:iian&inua~waioafjyme n i m n ~ ~ ~ n R u % ~ d i n u m ~ ndrianii auihl C" raurct ( pap smear ) nissiplsm'hk nie~G1l(HPV) ~ ~ f i a ~ u d c l ~ q a ~ ~ i n b ~ a ~ d i n u q n msno?~dinu~~nuazda~naamXa~n&e~d~4qia(dposcopy) uaznlmnq&lal% w Gidiraly (visual inspectionwith acetic acid, VIA) 3. zrium~qiiiia n i ~ m d a ~ ~ u ~ ~ ~ u a z i f a ~ ~ u n i m ~ ~ ~ L ~ u ~ i ~ ~ ~ t s a Add %aiWuB?baii?m+wulok m ~ i I ~ ~ d m a i s i q i i ~ d ~ l i a ~ a ~ i j q ~ d ~ i ~ ~ % t i l n n w ~ n1?1# wtesb-ng a hc~a~1uum~~msKnn~asu~s~~hnum~n m?Z#HPVtestinglur~~d?Ju333 Jznio - Co-testingfor cervical cancer screening - T r i m f~ Tc[- fr3c -A l;)sdwS(1:IJS - Follow upafter treatmentfor CIN2& GIN3 ( test of cure )
  • 154.
    % ~ L~ ~ U W B U~ . f i .2014 mi4 US FDAE~ODS~I?%HWtesting ~ d i 4 t . ~ f l a ~ i V k ~ ? ~ ~ B =JAd knm~urkd~nurgnluawmuaiq25 *u'bd k u ~ i n u anegative fin?smmshnii I n 3 3 l n i d n m ~ ~ u ~ i a u ~ v i i ~ n ~ ~ b 1cytology nriisGera HPV testing%di;r6o?kaz Co-testing VJ ASC, ASCCP M::ASCP L W U B I ~ ~ ~ K B ~ ~ ~ I U ~ ~ W A ~ I ~21 ?&AIIJk ~ ~ ~ p l q i i ~ ~cytology 3 ~bldW~%lq21-293 UL):: mmqklfl cytologyqn3 3%I%cotesting qn 5 ~uWm%lq30-653 uarcf4& n.fl.2014 dlvK HPV primaryscreening~~1#6lo?sbuflm%i~25 gud bfl~ol9b.i * nlohnilyn3 3~ ~ ~ ~ T ~ ~ ~ I ~ ~ T ~ ~ ~ w ~ o D ~ ~ P T A Q u u u I L ~ ~ ~ L ~ I ~ " Lco-testing 74 ~ i s r ~ ~ u b n n ~ ~ d a ~ ~ ~ 1 ~ n i m 0 1 ' ~ ~ b l n m ~ u z b i r ~ d i n u r ~ n ~ Study GageJ Wright TC Jr RoncoG DillnerJ &e tclrs) 3084 25-93 20-64 20+ ? l u m k ~ 1,011.092 42.209 176,464 24.295 T M s HW test Cflolog~ HW test WO~WY HPVtest CYtolog~ HW test WolOgY Rsk, CIN3 +at 3 YFS 0.07 0.19 0.34 0.78 0.12 0.51 Cin3+at 5 yrs 0.14 0.3 1 0.25 0.83 CA at3 yrs 0.01 0.02 0.005 0.015 CA at 5yrs 0.02 0.03 0.009 0.036
  • 155.
    da?!e4 :Scrub theHub iaill6a8tiaufla.lrguCLABSI dl ~ u a ~ i ~ a ~ u i i 7 a ~ i: d a , niskb8ihnsrua1ailnt~7nni~1da7uaauw7~~aamba"a~~ua~rmqnutnnalfi~~fin~s~Bu~aun7 L&!?R ~ ~ i % $ [ l l d ~ d l ~ % l t lj ~ ~ u ~ ~ u n i ~ ~ ~ b ~ a ~ u ' b s 9 w u 7 u 7 a v a 9NHSN (National Healthcare Safety Network) anBautin7 ?I~.fl.2006-2008wuq~nis0in~s~mb~a~u~a~~a8?nq(ila7qsns~u~a%~ 1.5-2.1~f~l,000catheterda~suarwa(daua7q3n~'1uua%w"aunssu1.2 ~ f ~ 1 ~ 0 0 0 c a t h e t e r d a ~ ~(Edwards et at., 2009) ~ ~ ~ I s ~ v 1 u m r n s z ~ n ~ n n " ~ ~ ~ ~ w d i T u s z u z3 ~eici7uu7n~wsauaaq~u~n7sdn7s~~bBa ~unszua'baP~oinn~s~da7uaaun7~~aam~~am~tna'7b~~~a7u(2.0 ~%/l,000catheter days) g%n73& ClABSl Iu%ud'is~7m2556-2558 !.vii?h~3.44,3.02 La%2.80 ~fq/1,000catheter days snui%%~(mu dat~u~~uqunn~m~~alu'b~~wuiu7a,2558) cs;4- ~ ~ a u u ~ n r s m ~ h a ~ ~ ~ q n ~ s ~ m ~ ~ a l u $ a u l ~ a 7 m 7 ~ w a a m ~ ak&iszb7haoqti?mR (skin flora) d. d 4 d I d ~iut~uaijmaa~r~au'tl~n~smwun~~~u~~au~uaiuaau~aam~~~~raannuu7ndqr coagutase-negative A'd Staphylococcus species (Wright, et. at., 2013) ~7~d~$a~~~~r~~i.u"1~<1~n78bbaz.n"71os"(~~~b8mn7 nsaua~a~69il~nn73~rriumu~aamb~a~ndg 5 nit?ia ni3du~flaub~a1uai~~~w?aa7~a7wi~&l;iwi~tlaa61 d f w s r g 8 d I L $ ~ L G ~ ~ W ~ ~ ~ ~ ~ B I U R ? ~ W ~ ~ ~ J ~ R ~ S ~ ~ ~ ~(catheter hub) ~$ab67wi4fia~q nl3d~b$a¶db$a'U~~i~ aau9~aam~amciouci~u~Ia'tw"~u~ilauuarn~s~~~$aluns~~a~~a~o~n61"~uwsd~~(oranze, H., 2008) n~sdub~aub$auibam?n0wa7uaau~aamb~ambbar~abiadi~~"~a~a7uaauwaamb~a(iltil'7daun ri d o - u (catheter hub) ~ ~ u a ~ r w q h ~ ~ a t i i ~ ~ u ~ w w ~ O ~ 1 ~ ~ a ~ u ~ i 4 i ~ 3 u ~ u " ~ ~ n s z ~ a 6 a ~M"IIM"L~R~I~RRL~~TU nsrudaP. ~8un~sT~u7ttionisd~~ii~nssulm~d ~ a ~ ~ a v l ~ ~ ~ ~ u a 6 ~ ~catheter hub 6a~viiaiic A' srii~3%i9uazd~~677uwa"nbw~~~daawb$a(Maki, 0. G., 1981& Maki, D., G., 1992 6 7 3 1 ~azb~aq m ~ Laan%,2545) n7samnmlu~8aur$auu~8&5ram catheter hub iiuuaniqnndfiG ((guideline) dwaiuno7Gu law"u"8~usu'ilibdu ~uu'~auq&~aaaarn?~bbl?ni(CDC, 2011) uurGii7n1s~fqJnsniNeedleless Y z lntravascular Catheter n ~ s d a a i u b i ~ ~ ~ i i D ~ i i n i s ~ ~ i i l ~ ~ a u G i ~ i ~ ~ ~ " t l a a E i ~ ~ ~ ~ ~ ~(scrubbing the access port) b49d Chlorhexidine, Povidone iodine Alcohol 70% szua~aa~li68undi15 5 ~ 7 %(szgu IA) nrr7~u1s~~r~d8oetaw~~autTn7(SHE4 2014) ~~laG71$$&urina7ub$au5~amcatheter hub qdns& Needleless connecto~U C ~ ~ ~ ~ R ~ I * G R U ~(Injectionports) 6ou$orijnisbiagdd Qdaaiud?aq ii?u nisaanusa~~firi?u~~uiii~~auT1am~~n67a3ru%naib..!6auni7 5 iu7q n'suI%nu(mechanical friction) (3%;~ II) ati7jts~~~~ni1aasuin1%~n7s~~~~G"7u7uiu~ud~tlM~z~wfilwulF;ijn~sGil~~uma~ilau~ 6 U d ~ 7 5 n ~ ~ n ~ i i ~(Neonatal intensive care unit) %o~~s~wu7u7afl?ufl~'un~auw 1slns?~ol&31 guai~a w.fl.2557 Imut# CLABSl bundles esr hub care ii?uG"iul 2% Chlorhexidine in 70% Alcohol nuq~~nwd ~ m r h n s r d a ~ ~ ~ n ~ s ~ d a ~ u a a u w a a ~ d a r n w " ~ a a u n a ~ t a w a ~ o n7.46 bqul.01~%/1,000 catheter days (kanoklax narathong, 2558) rti~?ulu'bs~nuiuiaws~dnbna"~iinis1G:naiu~a~i~n~~u~srn91"nTl;i~d~~3~M%u~at~b uiram Hub t - i b ~ wZ/~KIRU 2558 Udnislj7aa~nl~d~%~jtibhwa&%mbou
  • 157.
    9.44 ~ulmuilqmii?lmqatRun'~~wn'u(sudden cardiac -st)rduilqrn~i~~qldwul~u~nsia~ai uadbnnirlau%%q~1 ~ ~ d h ~ ~ i ~ ~ i ( I ~ t t ~ n 6 1 % f l ~ ~ ~ 0 U ~ 9 d 1 ~ 6 W f f ~ W ~ ~ 8 ~ ? n i ~ & d p Z B inlnnir6uitws.i m ~ t ~ t l u u d a ~ ~ ~ ~ ~ ~ v s ~ n ~ ~ ~ a u ~ a ~ ~riiwu~~~rit~a~s~nirn~wu'i~n" r d 1 ~ 1 2 0clAdsuiii I ~ u n a b2-2.4 i a (5-6 ~.ruk~~r)ua::l#naiu8iisl!tiuni~l(r'~naIufni3d8ai~ 0 -4 ~?~66uzuiasmsnnn~ian~~a~as~n~aai91191o~"~.tdnjluuf~aolhst~u~'h?uiiaarw&tnauur61 1#n~mhen~tieufau1ni~~~siau~?ulrf~nsGda'~Iu'D~au~ ~ ~ ~ u ~ i u r m o i u i ~ t ~ a ~ ~ a ~ a ~ u if@ut$a~ m n r ~ m ~ ~ n l n ~ u ~ u ~ ~ m r i a a ~ S R f n u ~ ~ a a i u ~ r o a ~ ~ ~ n m l u ~ d a a ~ ~ ~ ~ s s ~ ~ ' u a r u a ~ n ~ ~ t n ' ~ r z ~ u ~ ~ ~ ~ ~ ~ i i ~ l ~ n a ~ dLaii&ria~,oLuagnldm& re~~autin~l~r1ra141~~cln~~l~nr~~iial~~~Iainn"uu1d~wn'~~insiao9i~~uifil u r i a ~ a ~ i i i Plr; d nlmquocHiTswp~duwf~wq~~w~u~~tn"mr~n~in~uopioiduurfii~8uinaloxorte hisanqa ~@u~mtQilniTlu * ruin0.4 mg wfe ~ h ~ s ~ r n u i ~2mgI R ~ I S ~ I # & I & ~ M uifi1 u ~ 1 u n i s h ~ % ~ u ~ ~ ~ ~ 1 s ~ f i ~ u A W a 4 a m.rl4r'ui2 GFIRORRUI vasopressin ~~n%inuid1~1~mriau~?n~dos~inWIAu~o~mii~niiuiepinephrine pr pr naziims&~~utilln~'~~u~am~ l w @ a t m ' a l ~ ~ m 1 u n ~ t i i ~ l n i ~ a ~ a ~ 9 i a n i s t w 'i i ~ a i t n ~ n Iddopamine ruia2-2omc&plmio l d i u v e r i i l ~ETCO*uiiamunnr&Irnf~umuiidiETCO* ihiinii d 9, 10W g ~99lflfiatl%R¶J16?~20U* 9 e ~ b ~ 9 1 i ~ ~ ~ A ~ l ~ % ~ Q ~ s 1 1 f i~ ~ u ~ # i a ~ i i ~ d e b d u ~ ~ i fdiln19 or a iaoftrcienia'lri iimrlmra9 ECMO uita%.~lurnrhs%isllunrGd3niionmrlra9~al~nq~ia'u~u 6 ~ u r i n 1 r ~ ~ a ~ r ~ a i u i r n u f l v ? ~u n r ~ a ~ r ~ ~ a u k ~ n E ~ u i ~ d i ~ w E ~ r i n ~ a u ~ o10uis ~ u ~ ~ a % ~ a ~ ~ n ~ ~ u i ~ ~ u w i n ~ ~ u ~ " a ~ ' ~ t ~ u u u uSTeLevation I X ~ ~ I ~ ~ ~ ~ ~ ~ a s ~ t ~ s a i i a I o 1nsGibias6iiiJii~dauodluniazcormn%'laidaunr86lri~SIXMI l#~;irsnk.rldG~~n s ~ d a s ~ i i ~ t ~ ~ ' ~ l ~ ~ ~ ~ ~ ~ i ~ l i ~ l n ~ h ~ ~ a ~ I a 5 i ~h a m s l - , m ~ ~ ~ W ' a ~ s d w w ' a ~ a ~ a ~ ~ ~ n z ~ n ~ a z ~ iauhad?rrui6airiiJ~~IO'IIU'IW~IB~~ ~ ~ I o I ~ u ~ ~ R o ' ~ H ~ ~ I ~ u ~ I J ~vtmih ta*txmiia wie veotri~~~ar fibrillation ~ l f ? @beta bloekerw?8 Edocaine
  • 158.
    Transient Elastography h 6~ n l h u & ~ i b f l ~ d ~ ' ~ ~ a ~ l u i a ~ ~ ~~dm~~nikfi~~~110/ria'td~~'im6ye"nmu & ~ ~ ~ u a i a r n a ~baai~u~dnu'~bihatudo=:~np~'~n~~~h8ylginueansasJb~laL&Snmii UA:% mukhljlk;rl~fiu& ~ h 6 d n ( n ~ & f i b n l d fainio&.rdlduiqRR@awnnufiei~& t ~ ~ i n i m m ~& ~ ~ r r a ' ~ ~ ~ a u ~ i u n u ~ n i ~ n m & i ~ f i ~ ~ ~ba&fihnio~mnu&~.j t 3 Y d ~ra~uiueiinnio~biiiiin(Fibrosis) mttdw'~u ~ ~ r j e ~ a ~ z a u u l n ~ ~ ~ f l ~q&'~~~dniofin~rn 6uu3;l & ~ z i j n i ~ i ~ i u ~ ~ r r t " L I d ~ ~ d ~ w z ~ m i a z u ~ ~ n % e ~ i ~~siu4emen91num~S~wq1~~tu u t l a w ~ i ornoiijmum ~~azucdqhh a z s ~ ~ ~ a d & ~ i i a ~ d d m m n i o & ~ m w z a ~ ~ ~ i a w n i s x m ~ ~ & n i 7 ~ z ~ u g s ~ ~ ~ i j r n ~ a ~ ~ ~ a r i d ~ w m m a i n $aib~8dnrccu&% 6$4hobc1h5nau & ~ ~ ~ a o ~ n i o r l ~ ~ a i u ~ ~ e ~ i i ~ # a ~ z ~ i u ~ ~ ~ ~ ~ mu ~ ~ ~ ~ ~ ~ m i u ~ h ~ ~ i o i 3 n ' w h a 13~67uu44w i s d 7 ~ b i i m i u m o l l z ~ ~ i i ~ ' ~ ~ 9 ~ u & o ~ ~ o ~ ~ i z w ' ~ ~ ~ d ~ ~ n(Liver biopsy) d~i90b~i~i~~i~~aiq~i90b~"Itj~uuiza0~0~~n~'ntum~~~a~dmu~i p r ; f ~ ~ % 7 4 ~ f i ~ ~ h f t ~ ~ ~ ' i ~ d & f i ~ d 1 4 6 &rbm731%~37&hq6*fi73 t ~ m k ~ 7 ~ ~ a n e d ~ ~ ~ n m ~ ~ ~ ~ i i n ~~ ~ i ~ ~ ~ a ~ i j m m P n ~ i s ~ " s i l ~ f i n d Y w ~ = a i u i s ~ a e i l w " d ~ ~ w ' ~ 3 m ' ~ ~ ~ ~ a ~ ~ ~ a ~ 1 i n ~ 0 d~ ~ ~ ~ ~ ~ n i o s m ~ w w i m ~ n " l ~ dm&% k ~ i f w n ~ m ~ w i w ~ ~ ~ n u 7 ~ " i u a t - uL ~ UAPRl score. BARD score. Fibmtest L&&IJ A d l " o4"oIQmmmanmiu1,Aaa~w~~(Liver stiffness) & G i u i ~ ~ u r ~ ~ u n ' ~ % = : W ~ r a ~ ~ LdMTransientelastography (Fibroscan@)U% Magnetic resonanceelastography(MRE) L w
  • 159.
    f;astjn"~f!~~an%lnn?drn~~azhk w ~r m lTransient elastography ~ f b w i % ~ ~ e h 2 4 2 Y '%~$8sld dR0~€lw'dg¶h€lu ~ ~ Z % ~ B ~ W O ? A &U B A I l M ~ ~ ~ Z ~ ~ P B U R ~ U ~ ~ ~ I W & ~ " U ~ W ~lnndlta8hn%7nnqBt97~fld9 5,000dl w d ~ l 6 ~Transient elastography ~ m t h % d ~ a ~ p d nqoilrr~3mm~&nidmw=:~nhai~uind~dt m z ~ n J ~ u ~ f ~ ~ ~ n ~ s i u G n ~ ~& ~ j u a l a ht ~ ~ ~ n w n ~ ~ ' b ~ % ~ & n ~ u h s l l ~ t n p l ' b w un"l%P;7CilnMnnifi~ sin Transient elastography tihunrun7'il&1umo&n~~1a%~dn~sf~l~ndiqk h i ~ 6 i u * f i ~ k u l n n f i7.5 f i h f i l f 3 U % ~ ~ ~ ~ ~ ~ Y ~ ~ A T V I O ~ ~ & A W ~ ~Transient elastographywd%bu"U ~ a l u l d a 9 1 m s r h z ~ ~ ~~ & r n 1 ~ 3 6 r n ~ B n r n ~ ~ s h f l ~ ~ b f~ d a 1 9 ~bg&uldwn&aq tr bdeenn~~d~nr%n~fbvlaiam8~u~~lii&64=:bihdl TransRntelastographyqrilYw~qnh6ryIf~1qtp ~d~&a~dna~~&sjh~~~m?crwrn&
  • 160.
    (ACL-Anterior Cruciate ligament) n~wfinmria~r's~J7 %a1117dznau&qu no=qn~wa~(~emur)nzrqddu (Tibia) n.rrqnsGq&idq%~~ri~(Patella) 4- 9, J uinrudnrcqnk 3 &Leinriusauqaawhnrcqndatd (Articular cartilage)f i ~ u a ~ u a m ~ u I t d 4 a ~ ~ ~ krr ~ ~ B I . $ B ~ S ~ O M-tmwx+>- 4 w m q n n i l w a i uarf?-r&rih Gmm&&+nthtl. fic ters&&-n u a h h d d j v i m Y A ~ a nu o ~ n o " , u n o ~ a t t iua~hvlaium~uu%uoaw f %ad? uazdqul&quia~wiaLiqNmhuij~%a~& n?~u~-ar6sdmu~~n'unz~nd~~a9'ud~rnz~n d v 4" a d r 3Qu ~lt.;nrmi&d~ad~nusuandn~uWnlrinv ~ u a u f a r n ~ ~ n 8 a u i ~ u a ~ ~ a ~ n u f i ~ ~ c r i ~ma& nhuLEaiia(imu 1C l i ? Y d - Y r 2 e 9 4 nfiwtu~nn16' 80 nii7ultseetim1Bi726mimmrnl~duwa"a~ii1&In Quadriceps muscles Un:: nhuti!a?&~lhm&7McI& h n Hamstring muscles f i ~ d d w1a i w b a d w h i ~ u ~u'rn~qd7dkl6i m7udn~ii~zli~lfi37UiMA4~ejii~ldl n c r t ~ h q n ~ 9 d 741n~fldl~@4 &u 1. L~ML~I&'IWM~J~~(Lateral collateral ligament) 2. ~8tdln~&iulu(Medial collateral ligament) 3. dtabhY~-or cmate ligament). 4.16u1n5urij (Posterior cruciate ligament)
  • 161.
    4 n ~ ~n r m ~ d ~ ~ n a d ~ ~ ~ u r w ~ n i ~ ~ ~ l i i ~ d ~ ~ f-7nniirlni ~duL duu& qnntrunm h d u m u uduWnuBiwh%X7~47~u~n~'iuWqtrillfituhldi~nba~d7rinn7~~aiqqtiin~Gnni~~amliiu~0'tdIw"u~ Y r n c w u u n a n u ~ ~ m m ~ 9 " u ~ i u ~ ~ y CC - n?mnl~uo=6lJ1 grade 1sprain ( mildor first-degree) Y 1 n ~ m m r 4 u u ~ ~ = : ~ m ~ m ~ n ~ i n u w L h ' ~ u ~ ~ d ~ u l w ~ a L C u u a ~ ~ i j . ~ m n ~ iadwloii7 Iriiilii~ii~n~~~idufium~~m~'tu'Wu~n(functionalloss ) L~~U~"~WL~EIF~~IUU&UO;In i f i m l ~ ~ t l t l ~ i m i n i ~ - nqm7n~4ux6u2 grade2 sprain ( moderateor second-degree) ~ ~ ~ I ~ I B L ~ ~ : : ~ ~ ~ ~ O ~ ~ ~ ~ ~ W K ~ L A ~ L ' ~ M L ~ ~ . ~ ~@ ~ u q Afunctionalloss idu~4uu~nSuiwin w % ~ u ~ h ncnrnrufi~sriia~n~~amvru ~ < uiims~o&~nLquU R : W ~ ~ R ~2-3 ( ~ n ~ i i ~ w i ~ ( r l q u u q u iasiasr&~liiwnuu%u o ~ ~ a ~ ~ ? u " w f i ~ u ~ ~ n n ~ u ' l L l ~ d ~ " n ~ ~ & ~ m ~ n f n r n ~ ~ n n u ~ n i ~ ~ ~ i j n ~ ~ ' 1 ~ 1 d w ~ k & - ~ n ~ u n i ~ ~ u ' m ~ n 1 o ~ d ~ ~ 1 ~ a ' a d t t ~ o 3 u ~ ~ ~ ~ n ~ ~ u ~ w e ~ z r ~ % n 5 ~ ~ ~ 1 r i u f ~ n i ~ ~ C ~ ~ a i ~ ~ ~ k & ~ ~ s ~ l ~ ~ ~6-10~ i l m q ~ ~ fu i u i m ~ ~ q z a ~ i u u ~ ~ m ~ m i ~ l B ~ ~ a n t p z u ~ m4 G a u ~ S ' u ~ w ~ ~ a q d
  • 162.
    nweim i~yy~ ~B ~ ~ ~ ~ ~ Y L ~ B ~ Y L K L R Y E c ~ ~ w ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ W U ~ L ~ ~ ~ M , ~ U M ~I:Puucqur,i~MnEun L V U ~ M U ~ ~ ~ W ~ M ~ I , ~--Em W ~ P O C U W * ~ L U N ] ~ , W ~ U ~ ~ ~ N . ~ L ~ W ~ ~ ~ ~ ~ U ~ U I ~ L Y ~u b ~ u w l t w ~ r ~ile~ns~u=motanyumv=mn~mvEnpgqn~ i ~ ~ b s u~ p ~ & ~ u t q ~ ~ r u w m w p ~ ~ I .f i ~ u g ~ ~ ~( a3ueuosa~3geur8eur) L ~ I U ~ ~ ~ ~ # ~ W ~ ~ L ~ W UI- WIVILIA s!sou1!q3a'euwuauFn6u!11wgcnSSOI~ w o g ~ u q%n -P kgl!qe~!p~ B ~ ~ ~ ~ P ~ ~ ~ P ~ L ~ ~ u ~ I U ~ I & L U7- &l@LT[P1#ii3L&~g186,M€ apab ~ U 6 n t . ~ U ~ ~ U U L P i U B D L ~ ~ @ , S l-' , roum~uyBoyyn e ~ n ~ q 6 r b ~ ~ ~ r 6 . b s n u ~ q 1 ~ ~ ~ l r l ~ 1 g i n ~ i P t ~ i ~ n ~ ~ ~ n ~ ~ ~ ~ nt ~ ~ b n u p ~ ~ u b ~ ~ n ~ u b r B ~ C ~ R 9 n ~ l U L M L U L U , " . U ~ L n L s ~ W l U g l C L Ufi86,MPIOOUlB) ~ ~ ~ b 2 8 ~ 3 ~ R ~ ~ ~ L ~ b 6 ~ 1 ~ ~ 1 0 , f P ~ ~ H U L ~ L ~ B ~ W ~ ~ ~ L ~ ~ B M ~L!Lldtn 'M?lBk#U&WbrJi4 'p !- ;ismpaw- ~ m w n I w L i v n L a w'I L ~ ~ ~ R n ~ P t ~ ~ ~ ~ t L t U b ~ 1'Z ~ L R ~ t n U L $ l @ m ~ ~ i 3 L U n ~ b P . BL!LlfJmlIPlU&@U6gUWrlL~brJld' 1 r P 4 BUYlULUfLL~EUAllYbtbYbLU W$,nlLF1U~LaW,tap1Pl~"1,LQflR6~"1,13(=bU~L~I?&MuIJ J L U ~ $ ~ J ~~ ~ ~ B ~ ~ L L U & L ~ C B M U P U ~ U ~ ~ ~ ~ ~ ~ L ~ L M ~ ~ " ~ , R U L ~ L ~ & L ~ L D ~ ,-t- (CLIAY@IBUF r %n t n ~ l i ~ b n ~ ~ u t inpi) L p 1 q t ~ n u a p q q L u t iP . I I ~ ~ ~ L ~ U ~ ~ L P U L ~ W ~ I U L ~ L ~ ~ ~ ~ ~bniKb P a u4JlFklU&ll3LUr[$ -2 &LULBgULWBPIU t ~ L U L B U ~ l ~ ~ L ~ U ~ t R ~ W ? B M ~ l U L U L m ~ K ~ ~ l (suwe6gwul) u s ~ u s m v ~ u
  • 163.
    9 ~ r' m d U I ~ n u B r i w l O daL4u%*-Li7m urn~z'tju~%thirtu&mriidw j i @ m r l R N m M u a r W L o 'luiddaulir&k t i k n ~ n u a r n ht ~ u ~ d ~ . ~ u k u w x 1~::'Lja%u~uaSimra7k&niju'ht t % h n S ikq(ll&k~-1an l r a m h ~ 4 ~ - 1 & ~ n ~ m a r n 0 H d ~ S ~ h ~ t i i 7 ~ u w d u ~fluthbuWan&n1rIhd7- ~ ~ u l a & ~ m ~ r n u n n r i a ~ m ~hkblrnrnnu&w~d~&n~~mu~hii~tll i a r a M u h M ~ Yndu71m.i ~ ~ & w ~ a i ~ ~ u m u a ' u ~ ~m V w n 3 u h I.~l3uwnn47u&41m~a~d1(Hamstring tendons) 2.t&wt(nsrrarta'~nnIw'~(Kneecaporgateliartendon) 3.~#~a'MqIf~?khh % l n f i @ ~ ~ ~ U nlmw? msu~mr~us.'u1 uta,41i1tiin~~wuurrnu~o1~1~%~~~n ~ ~ n m ~ 8 ~ ~ 1 ~ f n u 1 4 ~ f i ' n n ~ oRICE. nAw R =restji~n10~qmYYYnufiz~m~1nn~~LfiW I = iceSa ~I'oI~~?IU~~ZM~BI&~U% i c = compression~ a n ~ d ~ n u ~ ~ u n a ~ u ~ h ~ r ( ~ a m d ~ nfinuau i Y,s E= elevation i ~ n m i ~ ~ d ~ d u 1 ~ 1 ~ ~ u u n ~ t u n u n ~ ~ ~ n n 1 ~ L ~ a d ~ : : d ~ ~ ~ o 1 n ~ m~ ~ n h ~ n l i n r t g ~~~+G~I~U~WMX~ME(GM n70u?~~%iSKU 2n~fimuan~~~ndnd~~u~u~'dw~~&a~ti~u~uu~nbdwuma~v3idcom- d * J 0-4 t: pressive dressingl?"1udllu?nlrleimmobilization k investigation~ u L ~ u l k d ~ n 8 U n ? ~ ~ H 7 n d l d l ~ isprain 3rn MCL14% LCL n"L4dldknee braceM%I knee supportUSstrappingn% n?cu - I R L ~ u s / ~ ~ ~ ~fr4~~7nn1fim~m~hn1$qci~w'm~R.~~~~aufottlwp.lun~~u~duInd&I U ~ ZInhf3.1 ~ ~ w f i w ~ n ~ d ~ 6 n r i ~ n ~ o L u " d a m p 7 u u & ~ i ~ ~ w a ~ ~ n i ~ n ~ o ~ i ~~ ~ ~ l n k ~ ~ i j ~ 1 1 m . id~u~e"do=~u~ri~$i~uIu u ~ n u ~ m l ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ u ~ ~ n f ' n m k t l ' l z i d ~ ~ m ~n?of'nllns~1d6en1dq1n~~~~uuduknee brace~d%IWfilb! i uehnnu~n~iuiwriud~duau~un&~ihdkneedislocation v a d multiple ligaments injuriesud7i1nlf ti?&'wtlauwmhun'tr ACL m f i ~MCLt#fieu~mun?oconsetvaiive91n6u%~iou~90[ldli7ACL recon- structionk&n&;9zaniYw1 L d ~ R r n u ~ & n m i ~ K n M u ~ n
  • 165.
    Zu~nm"~a~ni~lnl9'~na99::w'~]~ii~lbfid'1mW7n Analgesics LAMparacetamal€iint$I NSAIDS Y i daannipa~nuruamiu~i~l~(tissue infiammation) n i r n i u n i ~ i u ' n a ' u ~ u ~n i O L ( x ~ i ~ ~ o ~ ~ a i u h unisii&~ 3 4 ~ ~ f l n ~ t t n ~ s u ~ w a~ I ~ ~ ~ I U U ~ U N . ~ M ~ ~ ~ U L ~ B ~ L I ~ L ~ In i ~ h ~ m ~ i ~ u r e w e u q ~ ~ d ~ n Y d Aw nar ~r:~s~sslwsunrmiaau'n~i~~huffi~1~rinm r a nmiw"am&r:8aqkbrlli%C &~#sqinaia~ .d 2 ihfi~n.ruii~ur~Ls~sr~ ~ ~ I s Q ~ ~ w ' ~ x I ~ ~ ~ ~ ~ ~ L w u ~ B ~ ~ ~ ~ o ' ~ & Uaiuise<&urnrjud~alar sUua: nnnluni~~rpk&'lu~w~~uancmdr~1i~nbiuid~as~~tii~a~l~ifn~riioadi41dnfi
  • 169.
  • 170.
    d 4 ~ais&~~uzRuira~msii~~uni~Y ~~ n i n ~ l u 1 ~ ~ m u i u ~ ~ ~ n ~ z d ~ z a ~ Y ~ ~ i ~ n ~ w u ~ 3 rnnluudnz?lildu~aiuJiwo~.r&~onis~a6%a~as"n~uiiin66auw unzi&hn8uq. hamcnuiadaulnojll A 9w nr~1lo~dn~~4uciinma1nGn~u1d~1u~iuni~~unz~lX~nsz3o~~t~liu~Su3Lariuuuu~ie~giu'yIl~nu i d w d ofi~udrz6nn!uu~fdumnwuilqmnmqaciiqihuiafi!qdnat~u1ai~amoncii1w*iGoJn3ztiuoonui%in d 4 nrrdos,dn~~~~iia%i11~~~u~~6~~~~i6~daa~wuo11~o10~o~d~fisz~o~datn"u1d1ti66 d w ~ u i r . s i ~ o h ~ ~ t ~ ~ ~ ~ n ~ n " ~ ~ a f d i u i d a a ~ ~ ~ ~ u d o ' b d ,~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ l ~ n i ~ b l 9 ~ t ~ ~ ~ t ~ ~ 918 d4* nbuill&kr.maunll~kugau"u66a,~i~~u~~miwiinszilo~~~I~d~~~u~utn'usza"udnoan' 1 5uesiuFau'bi&11o .rns ~ Y Hc~ or 0lpB lud%smd~piuztcrs'~~p$9; nb srr.mmui~dco i ~ o J ~ ~ ~ ~ . r ~ ~ ~ ~ w ~ ~ n ~ ~~dsi?rnn$oaazn~iibwqc ~ n z o i a ~ i l o d n i l u n i ~ ~ i F ~ s ' n ~ i ~ ~ ~ o ~ .d~AnnuIs~ncnuinlu~~n'mnsz~~a~ t~i4laizaqw&li~lfl$n'~ a & A d B & i w i u ~ ~ G i ~ l ~ i ~ ~ s o ~ u ~ ~ ~ z 0 a u i r a ~ ~ u d a u 6 t d u ~ ~ d n l ~ ~ ~ ~ o a n ~ 1 n l % u p i ? ~ u ~ n " o ~ u ~ ~ ~ u ~ z ~ n ~ m ~ ~ n ~ n ~ n u ~ ~ ~ h n ~ z ~ o ~ ~ d a ' i ~ a ~ u~ n z h i i . d 294 ~tnmou~#a"onsz~a~91~1~u~s~~pi1n'u0sln1~un0~au~9~~da'bXu1nni1af~ ~ Y ~ ' ~ U ~ U ~ # ~ ~ R ~ ~ ~ S ~ ci d a a' d w niiz-3di. uonein&u4wosmsnaniaz ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ 6 ~ ~ ~ ~ 6 W M 1 ~ 6 ~ ~ 6 .d .A dimurnrmit~~in~6ha~anis~e~~~1~la'8au(u~nunrrm3oufiuiififialah~b~z#~~~1#ama1uf~uq~~w a d u u ~ f6 m t ~ ~ m n 1 n ~ ~ ~ n w i 8 1 ~ ~ ~ ~ 1 ~ 6 d ~ 6 6 a ~ ~ 8 u ~ 1 ~ o 1 ~ ~ ~ n 6 ~ w6ins6fl$oqddiqiu8auit%9nuM 6 ~ 1 ~ o ~ ~ a ~ d 4 i ~ ~ o ~ ~ P o ~ ~ l l l a " ~ u ~ ~ ~ u i a u n i s z n a u 5qnl5s9e; 1 ' 4 * . 4 d d I. bmadm&z%nis#flam~m~nnainl~o~auk&lai&-lnnnzousiai~~w~ d d 2. i ( n ~ ~ ~ i n z ~ u i ~ m j ~ a ~ u fl u n i r ~ ~ ~ n " u q ~ ~ n q ~ i n Q n ~ v u ~ a ~ ~ u ~ i aaziaalciitGwis ma.2558&399Spd d d iunfiu+duqi~l~ u s a u s a u ~ ~ ~ u a ~ u m ~ n i ~ ~ a " n a w ~ f ~ ~ i w ~2550-ilepGuf~ 4 %a'u~i3nis *a 4 vic*uiln~wruo~nnorui 6 l s r ~ d a w i 1 ~ 4 1 & ~ d a ~ a t p d n i ~ h ~ d i ~ n l n ~ a + 4 1 i o i & 1 *~ a c n r d 1 ~ e ~ a m ~ o ~ ~ u ~ ~ u u 1 ~ ~ a ~ n ~ 3 o o 0 - ~ i ~f~wauati~#ow~$aq*~f6~diit6da14~iu'bail~n~al" s'd d A 9 1 ~n~a~luni~n~pcou~nnisl4~iu~~~tvua~ui(h~~l4~~dat~nz~~oJlwi)wo~wa~41auw~~i~a SICU ,OPDSUT~W)r~uGudazui0ia4ji~u~m
  • 171.
    -a~ a rn s t l a ~ ~ ~ ~ i s ~ ~ ~ ~ h o d ~ ~ a d s z ~ ~ ~ ~ w ~ a ~ ~ d ~ i w ~ O Vd n r ria 9) ( 9 * ~ . ~ e v i t ~YiiA~nz%ni~di~iu~~~~dn~an10mi~un~uil(3iit8aiwiwulm~imuw'~ludrs g ~ l d dicdszmrr,6umpmdoupmu~tro~icdnz3i~iiU"uti&adrzuanduarn~imii~zI~&niiiGu.l4tiuaGfiuh ~ii~$~~wa~~u~lua3msulX'izuunalnd~i~iul~~1iuis~ni~ ~ . Q ~ ~ U ~ H $ Q ~ C U U ~ I ~ ~ ~ B ~ ~ I & ? U O Z ~~ P ~ ~ ~ G ~ w $ ~ P R ~ ¶ J ~ K ~ N u R,~ a m n n I w ~ n ~ ~ 1 4 h d 4 k%¶JQclUl,d%Jui9(1 ~ i & ~ 4 ) ~ ~ ~ 8 ~ i W ~ ~ 5 1 a 9, 3.91m~o~~u~uuuil~~o@ammno~l4drzdum ~ i ~ ~ r n ~ i i u ~ + i l ~ w i ~ w un5uurnontwui~fl~, d s * d o r a t d w ~ ~ ~ R = ~ Q ~ R u ~ ~ ¶ J ~ ~ u ~ H ~ktAl?~l?d!lf~~~~~l$(aun6v ~ U & V O I I ~ ~ A ' I Q ~ R U ~ ~ U U ~ ~ ~ P ~ W ~ )
  • 172.
    qnle2nl5mmM Z I~ ~ ~ B M W d a msciii~i~ua~uii~%tda~du~~nid~uin~ U L ~ R I Q Jttnz~uwma.$ I U ~ I ~ ~ # Q O ~ U I U U ~ L ~ Z ~ ~ ~ pi~u~a~Qi~tfi+~.tnouiia~GuoonBinhubwteu&rjiuii?t~utdo~oq~unisdui~wqnimr~~nzfanninsttaz~ii ~anaoul~~odrrnMilGiiula'u~nm . r i z ~ i u i s n ~ ~ n ~ n ~ s ~ o ~ u 1 & a ( d ~ ~ d u ~ o ~ ~ ~ a " o l 4 I Y W d niaurdbinmiunist~n~nza(nsznt3oqIita~#q~sifii~~wa~tw'l~an~~~auaa~n'ai~a'a#e,~X~ldwfou~~uonsink d a 2 d d ii?nuno~n~rmtaniztd~~~~nmp1isnwi~iniuI#~ia~inzli~~uw"~do~~~~a~douAoisiiildrecycle~twudsz ~Suuuriaznniar9rra'clqa"ul~~zIusFu"Aold~GnXa~ I W P 9 4 9 ) u n w u l o n 1 ~ 1 u 7 i i o n 1 s d s " u d ~ ~ ~ t ~ ~ ~ 1 & u ~ 1 n ~ 1 ~ n 1 ~ ~ a f i ~ u d ~ z ~ 5 n ~ ~ a " ~ ~r.rpiwiu & R S ? R # U ~ Q ~ ~ J ~ Y I ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ I ~ R ~ ~ Q W ' I P J ~ ( Q L ~ ' ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ' ~ " P J ~ 1 9 , 1. Q ~ ~ R ~ I ~ ~ ~ ~ ~ w ~ o P R ~ M ~ P I ~ z ~ w ' P B I ~ I ~ I ~ I ~ ~tu.wudoi~uiudriiwo~obwud&WI3+ 4 - 4 - 9 ~ s ld mnlula3oia~3r~~fiaiua~tdm~~u8iuims~atudarrmsnmbiam( ~ a ~ e , ~ X u ~ t ~ ~ u H i i n # a u ~ n ~ e A ' d hduwuni ~ d h d m ~ a o i n ~ ~ u 1 n ' 1 ~ n z 1 f i ~ o ~ s " n 3 n n ~ c l n i n n a ~ u 6 ~ 1 9 ~ ~ 2. ~ ~ ~ % l d 3 ~ ~ ~ " % ~ ~ ~ ~ ~ ~ R ' ~ d ~ ~ 1 ~ i ~ 1 0 1 ~ ~ i 3 d ~&.rri~pmmnd~uiulu 4 9) 1 Y c~-rniiiv'ba' rXliika&&~tr~u~fid1)u3n~i~ui~d3rn Kdnd7al5~1s#u 3. i~unis4iamani~Innfou66a~aauania~i6iim0inn73~i~m6~u~~t6a'a~&;6~i~d~8~n'u
  • 173.
    I ( i l~ v ~ ~ i ~ k n i a ~ ~ Q ~ 1 1 ~ 1 ~ d / n i ~ ~ ~ ~ a ~ m a ~ m 9 m ? ~ ~ i 1 Q ' ~ g ~ &~LEII~BMw) 2.3 w d A,* C~i<~rotdo.roouri?~ruunow~~iln~o~~6~ui60~81~im6dn9~in(~0.27a9~fl)numrunii1 A * B a d A 6a~rnrh!uunmniilhwi(ihkteizcs~66dn~im1~oonuuuw61ab~nafliuisnwn"~96a~~~1fl~~~1 m?i+&u~'lfl~imn~wnci~~'liltl&oonuiL~iEunfm) d~~~~6of'~a~13J&ll~-ll:% Q ' U Q U Q € M H B ~ ~ ~ ? ~ ~ U ~ ~ ~ ~ ¶ . J I,SICU, O P D ~ T R U ~ ~ ~ T U66i3%AO(lflTTURlTIC%?I.*131dftlft#l 9 d d 9 I?~~~in'?lm~no.rlnnso~ilrrliiun~sl$~iuilnr t~~~9~nuL1~urouruli)~~uzd19q n~sarilqu'v1%si~ur1nofod~m~10d/g~P;n~:~o@aoa"aonnu1.SICU ,o~oriR~nssu~ii3z~mzn~'1uni31~'IW. 9, A wszdntn8116iaolwazis~l~imsiwJrzGuni.il$qiu~ m z6a~fi~nai~%a6~u61,auo~uz~1~q 1 4 1 4 r.2 or msiismenun~au:uw.mcmmuuaruifpsn.w~rdmn&io.&s e . L q ? 2000 doctorpmmkQgmail.corm ;(FB)DrpNim ;0871413161
  • 175.
    ~ d id n i 3 1 ~PrernW hsulin Un=:Short- acting insulin(Regubr Insulin)h ~ 6 ~Intermediate- 6s, d actinn insulin(NPH) Zia$iqljDGuaz 2RRn 1 5 a a n ~ n ~ v a a u ~ ~ ~ ~ " u ~ n m a o i ~ i ~u a w % ~ a ~ a W i A' d u wah ~ii~il~~id~~1~lludom~n"a~~wziitua"ub~ua6unisd~uuiM"i~a'i~indadfuuida1~uama~~wa s(ed16i~~arimrai~i~p18~do~u~~.&~a9niqdr"u ? n & d ~ ~ i ~ i a n ~ a u l u ~ ~( HemoqLobinA ~ Cf Cagg ~ ~ l ~ l b f l l ' ~ b 1 l ~b%kiFlU~3n$EW b h J 197Ut3A (DiabeticRetinopathy)1921u (Diabetic nephropathy)h . 6 F l a i ~ i n ~ ~ u ~ ~ r a i v l ~ u ~ a i u a i(Diabetic neuropathy) d u w u ~ ~ ~ ~ n ~ n ~ a u ~ ~ a ~ i n ~ i l ~ d m . 1 1 ~10 3 k ~ ~ ~ v t i a a a i ~ ( ~ u r ~ i d T u ~ " ~ q i u~~ud~ib%miuodiaiauimu~d~dimiaaznuh ~a~o~1u~n~dn~~bei$ae~~m611a~6i~~a1u~~cl~i~iouih8umsi&o%sl 3 %.4Ml4 d m . o ~ % f l $ ~ lRapid -actins insulinac part) UnL Long -acting insulin ( Glargine 1 6" 3 o4iariouluaz 4 A% 6au~4udinmn i ~ a a n q w ~ ~ o a u i a " ~ u ~ n u u ~ ~ i ~ i ~% o ~ a n i ~ ~ n ~ d d i u a ~ i l i u ~ i r i i a w i s ~ M " i ~ ~ ~ ~ ~ ~ i ~ i a ~ u ~ 8 ~ ~ n a ' b ~ u ~ d n ~~il?uamisoJ~~w~swdi~a"u~~6au~i~lba~mi t f m i m a ~ m ~ ~ ~ ~ - ~ r i ~ 1 ~ 1 ~ a ~ ~ ~ ~ w ~ ~ ~ ~a~.ian~rtiini~~~mnh%kmn?nm, Imusau~na'ini~~nwiuuu~~
  • 177.
    Thiscasereport~acaseofosteamyelitisafthemancEiMe~ vague clinicaland radiographicfeatures.The )esiosr was largewith abwmral t u m y ~ , ~ f o i l o w u p o f ~ c a ~ s h o n r e d s u c c e s a f u l t r e a $ n e n t outanne. Keywards :Chmic sclerosing osbom#M, sequestnrm, pus. hfedkm, mandible-
  • 178.
    Update wound care2016 YI A ~ ~ H ~~ ~ ~ ~ n d ) ~ ~ o d ~ ~ n i ~ ~ u 1 ~ " f u n i z ~ g . ~ ~ ~ ~ u 6 ~ a1111uqn nriaeinunisQua%viui~~~~ndBn%~ziwa~6u~41aaadi~in2 n u i s o n ~ n i s ~ m o n C uRR ~ % ( I Y ~ ~ ~ I ' ~ u ~ ~ u o w ~ s ~ w P I I ~ ~ I ~1 ~ f l l ~ ~ ~ l ~ 1 0 J ~ ~ ~ l n ~ ' l f d p l l n ~ Z ~ f ~ 9 9 9 4 w A s a ~lfi66Had~u1HU ~ ~ u i H l 6 ~ 1 6(Traumaticwound) ~L~LU~AIHSIR~~RUUO~ 9 A e q @ a a o t (Nm-traumaticulcer ) ~ Y I U ~ B ( ~ I & ~ ~ ;~ ~ I R I I W R O I ~ ~ ~ ~ ~U I @ ~ I H R ~ R I ~ ~66wn wwwmkdkwg ~-ww&~#m~wa-ww w u w h d & ~ - 4 . 4 m s s ' n v ~ u ~ ~ ~ c ~ a ~ ~ ~ w a ~ ~ ~ ~ n i s n ~ s ~ ~ ~ ~ u ~ ~i6nzgna%WJ mn'1ul~"a1s~unu1~11~ai3~a1un'1a~~1~~a~~d6au1~da~~dqna"u%aaunazoriniz "Updakm'tn'w"ld01UY86 6 ~ ~ ~ # 9 I l ~ ~ l s l ~ ~ l ~ m n a