ภาษาซี (C) 
เป็นภาษาโปรแกรมสา หรับวตัถุประสงค์ทวั่ไป 
เริ่มพัฒนาขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2512-2516 (ค.ศ. 1969- 
1973) โดยเดนนิส ริชชี่(Denis Retchie) 
ทเี่อทีแอนด์ทีเบลล์แล็บส์ (AT&T Bell Labs) [4][5] 
ภาษาซีมีเครื่องมืออา นวยความสะดวกสา หรับการเขี 
ยนโปรแกรมเชิงโครงสร้างและอนุญาตให้มีขอบข่า 
ยตวัแปร (scope) และการเรียกซ้า (recursion) 
ในขณะทรี่ะบบชนิดตวัแปรอพลวตัก็ช่วยป้องกนักา 
รดา เนินการที่ไม่ต้งัใจหลายอย่าง 
เหมือนกบัภาษาโปรแกรมเชิงคา สั่งส่วนใหญ่ในแบ 
บแผนของภาษาอัลกอล 
การออกแบบของภาษาซีมีคอนสตรักต์ (construct) 
ทโี่ยงกบัชุดคา สั่งเครื่องทวั่ไปได้อย่างพอเพียง 
จึงทา ให้ยังมีการใชใ้นโปรแกรมประยุกต์ซึ่งแต่ก่อน 
ลงรหัสเป็นภาษาแอสเซมบลี 
คือซอฟต์แวร์ระบบอันโดดเด่นอย่างระบบปฏิบัติกา 
รคอมพิวเตอร์ ยูนิกซ์ [6] 
ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ใช้กนัอย่างแพร่ 
หลายมากที่สุดตลอดกาล [7][8] 
และตัวแปลโปรแกรมของภาษาซีมีให้ใช้งานได้ 
สา หรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และระบบปฏิ 
บัติการต่าง ๆ เป็นส่วนมาก 
ภาษาหลายภาษาในยุคหลังได้หยิบยืมภาษาซีไปใ 
ช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างเช่น ภาษาดี 
ภาษาโก ภาษารัสต์ ภาษาจาวา จาวาสคริปต์ 
ภาษาลิมโบ ภาษาแอลพีซี ภาษาซีชาร์ป 
ภาษาอ็อบเจกทีฟ-ซี ภาษาเพิร์ล ภาษาพีเอชพี 
ภาษาไพทอน ภาษาเวอริล็อก 
(ภาษาพรรณนาฮาร์ดแวร์) [3] 
และซีเชลล์ของยูนิกซ์ 
ภาษาเหล่านี้ได้ดึงโครงสร้างการควบคุมและคุณ 
ลักษณะพื้นฐานอื่น ๆ มาจากภาษาซี 
ส่วนใหญ่มีวากยสัมพันธ์คล้ายคลึงกบัภาษาซีเป็ 
นอย่างมากโดยรวม 
(ยกเว้นภาษาไพทอนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง) 
และตั้งใจที่จะผสานนิพจน์และข้อความสั่งที่จา แ 
นกได้ของวากยสัมพันธ์ของภาษาซี 
ด้วยระบบชนิดตัวแปร ตัวแบบข้อมูล 
และอรรถศาสตร์ที่อาจแตกต่างกนัโดยมูลฐาน 
ภาษาซีพลัสพลัสและภาษาอ็อบเจกทีฟ- 
ซีเดิมเกดิขึ้นในฐานะตัวแปลโปรแกรมที่สร้างรหั 
สภาษาซี 
ปัจจุบันภาษาซีพลัสพลัสแทบจะเป็นเซตใหญ่ขอ 
งภาษาซี [9] ในขณะที่ภาษาอ็อบเจกทีฟ- 
ซีกเ็ป็นเซตใหญ่อันเคร่งครัดของภาษาซี [10] 
กอ่นที่จะมีมาตรฐานภาษาซีอย่างเป็นทางการ 
ผู้ใช้และผู้พัฒนาต่างกเ็ชื่อถือในข้อกา หนดอย่างไ 
ม่เป็นทางการในหนังสือที่เขียนโดยเดนนิส ริตชี 
และไบรอัน เคอร์นิกนั (Brian Kernighan) 
ภาษาซีรุ่นนั้นจึงเรียกกนัโดยทั่วไปว่า 
ภาษาเคแอนด์อาร์ซี (K&R C) ต่อมา พ.ศ. 2532 
สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา 
(ANSI) 
ได้ตีพิมพ์มาตรฐานสา หรับภาษาซีขึ้นมา 
เรียกกนัว่า ภาษาแอนซีซี (ANSI C) หรือ 
ภาษาซี89 (C89) ในปีถัดมา 
องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน 
(ISO) 
ได้อนุมัติให้ข้อกา หนดเดียวกนันี้เป็นมาตรฐานส 
ากล เรียกกนัว่า ภาษาซี90 (C90)
ในเวลาต่อมาอีก องค์การฯ 
กไ็ด้เผยแพร่ส่วนขยายมาตรฐานเพื่อรองรับสากล 
วิวัตน์ (internationalization) เมื่อ พ.ศ. 2538 
และมาตรฐานที่ตรวจชา ระใหม่เมื่อ พ.ศ. 2542 
เรียกกนัว่า ภาษาซี99 (C99) 
มาตรฐานรุ่นปัจจุบันกไ็ด้รับอนุมัติเมื่อเดือนธันว 
าคม พ.ศ. 2554 เรียกกนัว่า ภาษาซี11 (C11)

Microsoft word document

  • 1.
    ภาษาซี (C) เป็นภาษาโปรแกรมสาหรับวตัถุประสงค์ทวั่ไป เริ่มพัฒนาขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2512-2516 (ค.ศ. 1969- 1973) โดยเดนนิส ริชชี่(Denis Retchie) ทเี่อทีแอนด์ทีเบลล์แล็บส์ (AT&T Bell Labs) [4][5] ภาษาซีมีเครื่องมืออา นวยความสะดวกสา หรับการเขี ยนโปรแกรมเชิงโครงสร้างและอนุญาตให้มีขอบข่า ยตวัแปร (scope) และการเรียกซ้า (recursion) ในขณะทรี่ะบบชนิดตวัแปรอพลวตัก็ช่วยป้องกนักา รดา เนินการที่ไม่ต้งัใจหลายอย่าง เหมือนกบัภาษาโปรแกรมเชิงคา สั่งส่วนใหญ่ในแบ บแผนของภาษาอัลกอล การออกแบบของภาษาซีมีคอนสตรักต์ (construct) ทโี่ยงกบัชุดคา สั่งเครื่องทวั่ไปได้อย่างพอเพียง จึงทา ให้ยังมีการใชใ้นโปรแกรมประยุกต์ซึ่งแต่ก่อน ลงรหัสเป็นภาษาแอสเซมบลี คือซอฟต์แวร์ระบบอันโดดเด่นอย่างระบบปฏิบัติกา รคอมพิวเตอร์ ยูนิกซ์ [6] ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ใช้กนัอย่างแพร่ หลายมากที่สุดตลอดกาล [7][8] และตัวแปลโปรแกรมของภาษาซีมีให้ใช้งานได้ สา หรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และระบบปฏิ บัติการต่าง ๆ เป็นส่วนมาก ภาษาหลายภาษาในยุคหลังได้หยิบยืมภาษาซีไปใ ช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวอย่างเช่น ภาษาดี ภาษาโก ภาษารัสต์ ภาษาจาวา จาวาสคริปต์ ภาษาลิมโบ ภาษาแอลพีซี ภาษาซีชาร์ป ภาษาอ็อบเจกทีฟ-ซี ภาษาเพิร์ล ภาษาพีเอชพี ภาษาไพทอน ภาษาเวอริล็อก (ภาษาพรรณนาฮาร์ดแวร์) [3] และซีเชลล์ของยูนิกซ์ ภาษาเหล่านี้ได้ดึงโครงสร้างการควบคุมและคุณ ลักษณะพื้นฐานอื่น ๆ มาจากภาษาซี ส่วนใหญ่มีวากยสัมพันธ์คล้ายคลึงกบัภาษาซีเป็ นอย่างมากโดยรวม (ยกเว้นภาษาไพทอนที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง) และตั้งใจที่จะผสานนิพจน์และข้อความสั่งที่จา แ นกได้ของวากยสัมพันธ์ของภาษาซี ด้วยระบบชนิดตัวแปร ตัวแบบข้อมูล และอรรถศาสตร์ที่อาจแตกต่างกนัโดยมูลฐาน ภาษาซีพลัสพลัสและภาษาอ็อบเจกทีฟ- ซีเดิมเกดิขึ้นในฐานะตัวแปลโปรแกรมที่สร้างรหั สภาษาซี ปัจจุบันภาษาซีพลัสพลัสแทบจะเป็นเซตใหญ่ขอ งภาษาซี [9] ในขณะที่ภาษาอ็อบเจกทีฟ- ซีกเ็ป็นเซตใหญ่อันเคร่งครัดของภาษาซี [10] กอ่นที่จะมีมาตรฐานภาษาซีอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้และผู้พัฒนาต่างกเ็ชื่อถือในข้อกา หนดอย่างไ ม่เป็นทางการในหนังสือที่เขียนโดยเดนนิส ริตชี และไบรอัน เคอร์นิกนั (Brian Kernighan) ภาษาซีรุ่นนั้นจึงเรียกกนัโดยทั่วไปว่า ภาษาเคแอนด์อาร์ซี (K&R C) ต่อมา พ.ศ. 2532 สถาบันมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (ANSI) ได้ตีพิมพ์มาตรฐานสา หรับภาษาซีขึ้นมา เรียกกนัว่า ภาษาแอนซีซี (ANSI C) หรือ ภาษาซี89 (C89) ในปีถัดมา องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) ได้อนุมัติให้ข้อกา หนดเดียวกนันี้เป็นมาตรฐานส ากล เรียกกนัว่า ภาษาซี90 (C90)
  • 2.
    ในเวลาต่อมาอีก องค์การฯ กไ็ด้เผยแพร่ส่วนขยายมาตรฐานเพื่อรองรับสากล วิวัตน์ (internationalization) เมื่อ พ.ศ. 2538 และมาตรฐานที่ตรวจชา ระใหม่เมื่อ พ.ศ. 2542 เรียกกนัว่า ภาษาซี99 (C99) มาตรฐานรุ่นปัจจุบันกไ็ด้รับอนุมัติเมื่อเดือนธันว าคม พ.ศ. 2554 เรียกกนัว่า ภาษาซี11 (C11)