1 

 


       การจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนทุงยาวผดุงศิษย

          การพัฒนาผูเรียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่กําหนด สถานศึกษาควรสงเสริมใหครูผูสอน
ทุกกลุมสาระการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากลจัดทําหนวยการเรียนรูที่สงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูตาม
กระบวนการ 5 ขั้นตอน หรือบันได 5 ขั้น ของการจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล ทั้งในรายวิชา
พื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ซึ่งกระบวนการ 5 ขั้นตอน หรือบันได 5 ขั้น ของการ
จัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่อง ไดแก
          1. การตั้งประเด็นคําถาม / สมมุติฐาน
          2. การสืบคนความรูจากแหลงการเรียนรูและสารสนเทศ
          3. การสรุปองคความรู
          4. การสื่อสารและการนําเสนออยางมีประสิทธิภาพ
          5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ


                     5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service)

                4. การสื่อสารและการนําเสนอ (Effective Communication)


            3. การสรุปองคความรู (Knowledge Formation)

       2. การสื บ ค น ความรู จ ากแหล ง เรี ย นรู แ ละสารสนเทศ
        1. การตั้งประเด็นคําถาม/ Formulation

    1 . ก า ร ตั้ ง ป ร ะ เ ด็ น คํ า ถ า ม / ส ม มุ ติ ฐ า น (Hypothesis

         กระบวนการดังกลาวจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่องและเปนระบบ และไดรับการ
พัฒนาอยางเต็มตามศักยภาพ บรรลุตามเปาหมายของการจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล

            การจัดการเรียนรู IS (Independent Study) ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับมัธยมศึกษา สามารถ
จัดได 2 ลักษณะ คือ จัดเปนรายวิชาเพิ่มเติม 2 รายวิชา ไดแก 1) รายวิชาการศึกษาคนควาและสรางองค
ความรู (Research and Knowledge Formation: IS1) เปนการพัฒนาใหผูเรียนเกิดความรูและทักษะตาม
IS1 ผูเรียนเลือกประเด็นที่สนใจในการเรียนรู เพื่อกําหนดประเด็นปญหา ตั้งสมมุติฐาน คนควา แสวงหา
2 

 

ความรูจากแหลงขอมู ลตาง ๆ และฝกทักษะการคิดวิ เคราะห สังเคราะห และสรางองคความรู และ 2)
รายวิชาการสื่อสารและการนําเสนอ (Communication and Presentation: IS2) เปนการเรียนรูตอเนื่องจาก
รายวิชา IS1 ผูเรียนนําสิ่งที่ไดศกษาคนควาจากรายวิชาการศึกษาคนควาและสรางองคความรูมาเขียนรายงาน
                                  ึ
หรือเอกสารทางวิชาการ และนําเสนอเพื่อสื่อสารถายทอดขอมูลความรูนั้นใหผูอ่ืนเขาใจ โดยจัดทําเปน
ผลงานการเขี ย นทางวิ ช าการ 1 ชิ้ น และการสื่ อ สารนํ า เสนอสิ่ ง ที่ ไ ด จ ากการศึ ก ษาค น คว า ในระดั บ
มัธยมศึกษาตอนตน เปนภาษาไทย 2,500 คํา มัธยมศึกษาตอนปลายเปนภาษาไทย 4,000 คํา
หรือภาษาอังกฤษ 2,000 คํา และจัดเปนกิจกรรมพัฒนาผูเรียนในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน
โดยจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม (Social Service Activity: IS3) ซึ่งเปนการนําสิ่งที่
เรียนรูจากรายวิชาเพิ่มเติมทั้ง 2 รายวิชาขางตน ไปประยุกตใชในการทําประโยชนตอสังคม ดังตัวอยางการ
จัดการเรียนรู ตอไปนี้

    1. รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรู (Research and Knowledge Formation: IS1)
         รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรู (Research and Knowledge Formation: IS1)
ประกอบดวยสาระการคนควาและแสวงหาความรูเพิ่มเติมอยางลึกซึ้ง เพื่อใหผูเรียนไดพิสูจนประเด็นความรู
ขอคนพบหรือสมมติฐานของความรูที่ไดรับรู และสงเสริมใหผูเรียนรูจักการตรวจสอบความนาเชื่อถือของ
แหลงที่มาของความรู รวมทั้งจัดประสบการณใหผูเรียนเรียนรูกระบวนการรับรูในลักษณะที่เปนวัฒนธรรม
ของการรับรูและการรับรูท่ใชความรูสึก และปลูกฝงการสรางความเขาใจที่เปนสากลใหแกผูเรียน
                           ี

         การจัดการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรูมีวัตถุประสงค เพื่อใหผูเรียน
แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น เ ชิ ง วิ เ ค ร า ะ ห ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ า น แ ละ ห า คํ า ต อ บ เ กี่ ย ว กั บ สิ่ ง ที่ รู ตั้ ง คํ า ถ า ม
ใหคําอธิบายแสดงความคิดเห็นตาง ๆ รูจักหาทางออกในการแกปญหาไดอยางกระจางชัด เชื่อมโยงความรู
เปรียบเทียบวิธีการแสวงหาความรูเกี่ยวกับสาขาวิชาตาง ๆ และวิธีการรับความรู (Ways of Knowing) 4 วิธี
ไดแก 1) วิธการสรางความรูจากการสัมผัสรับรู 2) วิธีการสรางความรูจากการใชภาษา 3) วิธีการสรางความรู
             ี
จากการใหเหตุผล และ 4) วิธีการการสรางความรูจากสิ่งที่เปนอารมณ

แนวการจัดการเรียนรู
        1. ครูผูสอนรวมกับผูเรียนในการกําหนด หรือตั้งประเด็นความรู หรือหัวขอเกี่ยวกับ Public Issues
หรือ Global Issues สําหรับการศึกษาคนควา เปนขั้นที่ผูเรียนจะรับรูถึงจุดหมายและมีแรงจูงใจในการเรียนรู
บทเรียน ผูสอนสามารถเลือกใชกิจกรรมตาง ๆ ในการจัดการเรียนรู เชน
            1.1 การเลาเรื่องตาง ๆ ใหผูเรียนซักถาม หรือตั้งคําถาม
            1.2 การฉายภาพนิ่งใหผูเรียนชมและติดตาม
            1.3 การชวนสนทนา เพื่อใหผูเรียนตั้งประเด็นที่ตองการรู
            1.4 การกระตุนความสนใจดวยเกม เพลง ภาพ ฯลฯ
                           
3 

 

              1.5 การอาน / ฟงขาวจากหนังสือพิมพ
              1.6 การตั้งประเด็นอภิปราย / คําถามสรางพลังความคิด
              1.7 การยกตัวอยางประโยค คําพังเพย บทกวี
              1.8 การกําหนด หรือการตั้งประเด็นความรู หรือหัวขอเกี่ยวกับ Public Issues หรือ Global
Issues
           2. ใหความรูพื้นฐานเกี่ยวกับการสรางองคความรู 3 สวน ไดแก สวนที่ 1 “Ways of Knowing” วิถี
การรับรู ความรู สวนที่ 2 “Areas of Knowledge” ศาสตร / สาขา แขนงความรู สวนที่ 3 การเรียบเรียงขอมูล
ข อ ค น พบ ความคิ ด ความคิ ด เห็ น การให เ หตุ ผ ลโต แ ย ง และสนั บ สนุ น เพื่ อ ให ผู เ รี ย นเข า ใจถึ ง การ
กระบวนการสรางองคความรู ครูผูสอนควรมีเทคนิคการจัดการเรียนรูที่หลากหลาย ไดแก
               2.1 การอภิปรายกลุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
               2.2 การระดมพลังความคิด
               2.3 การเรียนรูโดยใชสถานการณจําลอง
                               
           3. ปรับเปลี่ยนความคิด เปนขั้นตอนสําคัญซึ่งเปนหัวใจของขั้นตอนการเรียนรู ผูเรียนจะศึกษา
คนควาตามประเด็นความรู หรือหัวขอที่ครอบคลุม Public Issues และ Global Issues ครูผูสอนควรมีเทคนิค
การจัดการเรียนรูที่หลากหลาย ไดแก
               3.1 ทําความกระจางและแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกัน ครูผูสอนจะกระตุนใหผูเรียนดําเนิน
กิจกรรมเพื่อสืบคนขอมูลจากแหลงเรียนรูตาง ๆ โดยใชวิธีการ ดังนี้
                                              
                     - คนควาจากแหลงเรียนรูตาง ๆ
                     - สัมภาษณผูรู
                     - ปฏิบัติการคนหา (ทดลอง สืบเสาะ สังเกต สํารวจ)
                     - รวมมือเพื่อเขียนคําอธิบาย
                     - แบงงานความรับผิดชอบภายในกลุม
               3.2 สรางความคิดใหม ผูเรียนนําผลการอภิปรายและสาธิตที่เปนผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู
ระหวางกันมากําหนดเปนความคิดใหม หรือความรูใหม โดยใชวิธีการ ดังนี้
                     - เขียนดวยแผนผังความคิด
                     - เขียนโครงงาน / โครงการ
                     - เขียนบรรยาย / เขียนรายงาน
                     - นําเสนอแนวคิดใหม
                     - นําเสนอรูปแบบนวัตกรรมใหม
               3.3 ประเมินความคิดใหม ผูเรียนออกแบบดําเนินการตรวจสอบความรู ความคิดใหม
ที่ผูเรียนสรางขึ้น โดยใชวิธีการ ดังนี้
                     - อภิปราย
4 

 

                  - ทดสอบผลงาน
                  - ทดสอบความคิดของกลุม
                  - ทดสอบความรู
               3.4 นําความคิดไปใช เปนขั้นตอนที่ผูเรียนใชแนวคิด หรือความรูความเขาใจที่ไดพัฒนาขึ้น
ใหมในสถานการณตาง ๆ จนเกิดการเรียนรูอยางมีความหมาย เปนกิจกรรมที่ตองการใหผูเรียนไดประมวล
องคความรูเพื่อการนําไปใชประโยชน โดยใชวิธการ ดังนี้
                                               ี
                  - สรุปแผนผังความคิดเกียวกับความรูใหม
                                         ่
                  - นําเสนอโครงงาน / โครงการที่ผูเรียนคิดคน / ประดิษฐขึ้น
                  - บรรยายสรุปแนวคิดใหม / การสรางสถานการณใหม
                  - จัดนิทรรศการ / สาธิตผลงานของกลุม
                  - แสดงบทบาทสมมติ / โตวาทีเพื่อสรุปการแกปญหา
       4. สะทอนความคิด /ทบทวน เปนขั้นตอนที่ผูเรียนไดประเมินและพัฒนาความคิดอยางรอบคอบ
และตอเนื่องจนสามารถประเมินผลได ประกอบดวย
               4.1 ประเมินผลงาน
               4.2 เสนอแนะความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงและพัฒนา
               4.3 วางแผนเพือพัฒนาอยางตอเนื่อง
                            ่

บทบาทของผูสอน  
         1. เปดโอกาสใหผูเรียนสังเกต เพื่อใหสามารถมองเห็นปญหาไดอยางชัดเจน
         2. มีปฏิสัมพันธกับผูเรียน แนะนํา ถามใหคิด เพื่อใหผูเรียนคนพบ หรือสรางความรู
ความเขาใจไดดวยตนเอง
         3. สรางแรงจูงใจใฝรูใฝเรียน ชวยใหผูเรียนคิดคนตอไป ฝกใหผูเรียนมีทักษะการทํางาน
เปนกลุม
         4. เปนผูชี้แนะไมใชผูชี้นํา กระตุนใหผูเรียนคิดมากกวาบอกความรู
         5. ประเมินความคิดรวบยอดของผูเรียน ตรวจสอบความคิดและทักษะการคิด

บทบาทของผูเรียน
        1. คนควา แสวงหาความรู ฝกฝนวิธีการเรียนรูดวยตนเอง เปนเจาของบทเรียน ลงมือ
ปฏิบัติจริง
        2. กระตือรือรนในการเรียนรู กลาแสดงออก กลานําเสนอความคิดอยางสรางสรรค
        3. มีปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนดวยกันและกับครูผูสอน รวมแลกเปลี่ยนเรียนรู ยอมรับฟงความ
คิดเห็นของผูอื่น เปนผูนําและผูตามที่ดี
        4. ทํางานรวมกันเปนกลุม
5 

 

    5.   เชื่อมโยงความรูเดิมเขากับความรูใหม มีผลงานที่สรางสรรค
    6.   เคารพกติกาทางสังคม รับผิดชอบตอสวนรวม
    7.   มีเจตคติที่ดตอการเรียนรู รักการอาน กลาซักถาม
                     ี
    8.   บันทึกความรูอยางเปนระบบ นําความรูสูการปฏิบัติไดจริง
6 

 

                                             คําอธิบายรายวิชา
                           รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและสรางองคความรู
                              (Research and Knowledge Formation: IS1)

รายวิชาเพิ่มเติม                                         บูรณาการกลุมสาระการเรียนรูตามศักยภาพ I 31201
ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                                             เวลา 60 ชั่วโมง จํานวน 1.5 หนวยกิต
                                 -------------------------------------------------
         ศึ ก ษา วิ เ คราะห ตั้ ง ประเด็ น /        คํ า ถามเกี่ ย วกั บ สถานการณ ป จ จุ บั น และสั ง คมโลก
การตั้งสมมติฐาน การคนควา การแสวงหาความรูขอมูล การออกแบบ การวางแผนรวบรวมขอมูล การใช
กระบวนการกลุ ม การวิ เ คราะห ข อ มู ล โดยใช ค า สถิ ติ การสั ง เคราะห การสรุ ป องค ค วาม
และการเสนอวิธีคิดแกปญหาที่เปนระบบ
         ฝกทักษะตั้งประเด็นปญหา / ตั้งคําถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบันและสังคมโลก ตั้งสมมติฐาน
และใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรู โดยใชความรูจากศาสตรสาขาตาง ๆ และมีทฤษฎี
รองรับ คนควาแสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งไวจากแหลงเรียนรูทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ ออกแบบ
วางแผนรวบรวมขอมูลและสารสนเทศ วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหสรุปองคความรู
และร วมกั นเสนอแนวคิ ด วิ ธี การแก ป ญหาอย างเป นระบบ ด วยกระบวนการคิ ด กระบวนการสื บค นข อมู ล
กระบวนการแกปญหา กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลุมในการวิพากษ
         เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควาแสวงหาความรู สังเคราะหสรุป อภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยง
ความรู ความเปนมาของศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษา และมีทักษะในการนําเสนอผลการศึกษา
คนควาในรูปแบบการเขียนรายงานและอางอิงแหลงที่มาของขอมูลที่นาเชื่อถือ นําองคความรูไปแกปญหา
ไดอยางเปนระบบ เห็นประโยชนและคุณคาของการศึกษาคนควาดวยตนเอง
ผลการเรียนรู
         1. ตั้งประเด็นปญหา จากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก
                                              
         2. ตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรูโดยใชความรูจากสาขาวิชา
ตาง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ
         3. ออกแบบ วางแผน ใชกระบวนการรวบรวมขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ
         4. ศึกษา คนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ
         5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูล
         6. วิเคราะหขอคนพบดวยวิธการที่เหมาะสม
                                    ี
         7. สังเคราะหสรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม
         8. เสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวยองคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของ
นักเรียน
7 

 

                          โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรู
                                            ระดับมัธยมศึกษาปที่ 4

หนวยที่    ชื่อหนวยการเรียนรู             ผลการเรียนรู                    สาระสําคัญ              เวลา     น้ําหนักคะแนน

    1      จุดประกายความจริง         1. ตั้ ง ประเด็ น ป ญ หา จาก       - การตั้ ง ปร ะเด็ น         5-9           15
                                     สถานการณ ป จ จุ บั น และ          คํ า ถ า ม เ กี่ ย ว กั บ
                                     สังคมโลก                            สถานการณปจจุบัน
                                     2. ตั้ ง ส มมติ ฐ านและให          และสังคมโลก
                                     เหตุ ผ ลที่ ส นั บ สนุ น หรื อ      - การตั้ ง สมมติ ฐ าน
                                     โตแยงประเด็นความรูโดยใช         และให เ หตุ ผ ลโดย
                                     ความรู จ ากสาขาวิ ช าต า ง ๆ      ใ ช ค ว า ม รู จ า ก
                                     และมีทฤษฎีรองรับ                    ศาสตรสาขาตางๆ
                                     3. ออกแบบ วางแผน ใช                - การออกแบบการ
                                     กระบวนการรวบรวมขอมูล               เรี ย นรู โ ดยมี ท ฤษฎี
                                     อยางมีประสิทธิภาพ                  รองรับ
    2      ทุกสิ่งที่คนควา
                                    4. ศึ ก ษา ค น คว า แสวงหา        -ก า ร ค น ค ว า          10 - 15        20
                                     ความรู เ กี่ ย วกั บ ประเด็ น      แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู
                                     ที่เลือ ก จากแหลงเรีย นรูที่มี    เกี่ ย วกั บ สมมติ ฐ าน
                                     ประสิทธิภาพ                         จากแหล ง ปฐมภู มิ
                                     5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือ           ทุ ติ ย ภู มิ แ ล ะ
                                     ของแหลงที่มาของขอมูล              สารสนเทศ
    3      ปรารถนาคําตอบ             5.ตรวจสอบความนาเชื่อถือ            - ตรวจสอบความ               10 - 15        25
                                     ของแหลงที่มาของขอมูลได           น า เ ชื่ อ ถื อ ข อ ง
                                     6. วิ เ คราะห ข อ ค น พบด ว ย   แ ห ล ง ที่ ม า ข อ ง
                                     สถิติที่เหมาะสม                     ขอมูล
                                                                         - วิ เ ค ร า ะ ห
                                                                         ความนาเชื่อถือของ
                                                                         แหลงเรียนรู
    4      ส รุ ป อ ง ค ป ร ะ ก อ บ 7. สังเคราะหสรุปองคความรู        - เ ป รี ย บ เ ที ย บ /     15 - 21        40
           ที่สมบูรณ                ดวยกระบวนการกลุม                  เชื่ อ ม โ ย ง / ส รุ ป
                                     8. เส นอแนวคิ ด การแก              อ ง ค ค ว า ม รู ด ว ย
                                     ป ญ หาอย า งเป น ระบบด ว ย      กระบวนการ
                                     องค ค วามรู จ ากการค น พบ        อยางเปนระบบ
                                     แผนการทํางานของนักเรียน
                                            รวม                                                      40 - 60       100
8 

 

                                             การออกแบบหนวยการเรียนรู
                                                 หนวยการเรียนรูที่ 1
ชื่อหนวยการเรียนรู จุดประกายความจริง รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย               เวลา 5 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
 1. ตั้งประเด็นปญหา จากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก
 2. ตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรูโดยใชความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ และมีทฤษฎี
รองรับ
 3. ออกแบบ วางแผน ใชกระบวนการรวบรวมขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ
ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ
 - การตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบัน - จะตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบันและสังคม
และสังคมโลก                                            โลกไดอยางไร
 - การตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดยใชความรูจาก - จะตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดยใชความรูจากศาสตรสาขา
ศาสตรสาขาตาง ๆ                                       ตาง ๆ ไดอยางไร
 - การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล               - จะออกแบบวางแผน ใชกระบวนการรวบรวมขอมูลได
                                                       อยางไร
ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                      ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ)
 - การตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสถานการณและ -                        ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามที่ เ กี่ ย วกั บ สถานการณ แ ละ
สังคมโลก                                               สังคมโลก
 - การตั้งสมมติฐาน                                        - ตั้งสมมติฐาน
 - การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล                 - ออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล
                                                          - ทํ า ง า น ร ว ม กั บ ผู อื่ น ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม
                                                        - ตรวจสอบการตั้ ง ประเด็ น คํ า ถาม การตั้ ง สมมติ ฐ านการ
                                                       ออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล
                                                        - วิพากษการตั้งประเด็นคําถาม การตั้งสมมติฐาน
                                                       การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล
                                                       ของผูอื่น
                                                        - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานงานของตน
                                                        - นํ า ข อ มู ล ม า อ อ ก แ บ บ ว า ง แ ผ น ร ว บ ร ว ม ข อ มู ล
                                                       ตามกระบวนการ
คุณลักษณะอันพึงประสงค
 1. ใฝเรียนรู
 2. มุงมั่นในการทํางาน
 3. จิตสาธารณะ
9 

 

                                        การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
   ออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูลรายบุคคล
เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
 - ความครบถวนสมบูรณของขอมูล
 - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกตอการใช ตรวจสอบได
รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ
   - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งประเด็นคําถาม / การตั้งสมมติฐาน
   - แบบบันทึกการออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูล
   - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน
                                                   การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
 นักเรียนจะ
   1. ครูนําเสนอตัวอยางประเด็นความรูจากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก
                                                          
   2. นักเรียนรวมกันวิเคราะหประเด็นความรูที่มีความเชื่อมโยงในศาสตรหลายสาขาที่เกี่ยวของกับสถานการณปจจุบันและ
สังคมโลกที่มีความทาทาย
   3. ตั้งสมมติฐาน และขอสันนิษฐานของประเด็นความรูที่สนใจ
   4. ครูตั้งคําถามกระตุนใหนักเรียน แสดงความคิดที่หลากหลายตางมุม โดยใชสาขาวิชาตาง ๆ ใชวิธีการสนับสนุนหรือ
โตแยงคัดคาน และใหเหตุผลตามความรูของศาสตรที่มี
   5. แบงกลุมนักเรียนคนควาขอมูลเพิ่มเติมจากแหลงเรียนรู วิธีการออกแบบ วางแผนเก็บรวบรวมขอมูลอยางเปนระบบ
   6. รวมกันอภิปรายวิธีการออกแบบ วางแผนเก็บรวบรวมขอมูลที่หลากหาย
   7. รวมกันสรุปวิธีการออกแบบ วางแผนเก็บรวบรวมขอมูลของกลุมและนําเสนอ
   8. รวมตรวจสอบการออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูลของแตละกลุม
   9. วิพากษการออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูล
 10. นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานงานของตน
   11. นําแนวทางการออกแบบวางแผน รวบรวมขอมูลตามกระบวนการมาจัดทํารายบุคคล
สื่อ / แหลงเรียนรู
   1. ตัวอยางการเขียนประเด็นความรูจากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก การเขียนสมมติฐาน
   2. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ
   3. ตัวอยางการออกแบบวางแผนรวบรวมขอมูล
10 

 

                                                   หนวยการเรียนรูที่ 2

ชื่อหนวยการเรียนรู ทุกสิ่งที่คนควา รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย                 เวลา 10 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
 4. ศึกษา คนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับประเด็นที่เลือกจากแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ
 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูล
ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ
   การคน คว าแสวงหาความรูเ กี่ย วกั บ สมมติฐ านจาก - จะแสวงหาวิธีการคนควา หาความรูและสารสนเทศจาก
แหลงปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และสารสนเทศจากแหลงเรียนรู แหลงปฐมภูมิไดอยางไร
ที่หลากหลายไดอยางมีประสิทธิภาพ                             - จะแสวงหาวิ ธี ก ารค น คว า หาความรู แ ละสารสนเทศจาก
                                                          แหลงทุติภูมิไดอยางไร
                                                             - จะแสวงหาวิ ธี ก ารค น คว า หาความรู แ ละสารสนเทศจาก
                                                          แหลงเรียนรูที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพไดอยางไร
ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                         ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ)
    - วิธีการคนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐาน          - คนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐาน
    - การหาความรูและสารสนเทศจากแหลงปฐมภูมิและ -                     แสวงหาความรู แ ละสารสนเทศจากแหล ง ปฐมภู มิ
ทุติยภูมิ                                                 และทุติยภูมิ
    - วิธีการตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล                 - ตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล
    - ลักษณะของขอมูล สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ               - ทํ า ง า น ร ว ม กั บ ผู อื่ น ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม
                                                           - วิพากษความนาเชื่อถือของขอมูล
                                                             - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานงานของตน
                                                             - นํ า แนวทางการแสวงหาข อ มู ล สารสนเทศ ความรู
                                                          ที่เกี่ยวของกับสมมติฐานไปรวบรวมขอมูล
คุณลักษณะอันพึงประสงค
 1. มีวินัย
 2. ใฝเรียนรู
 3. มุงมั่นในการทํางาน
                                              การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
   แฟมงานรวบรวมความรู / สารสนเทศเกี่ยวกับสมมติฐานรายบุคคล
เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน(ระบุประเด็นประเมิน)
 - ความนาเชื่อถือขอมูล
 - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกตอการใช ตรวจสอบได
11 

 

รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ
 - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการรวบรวมขอมูล
 - แบบบันทึกการตรวจสอบคุณภาพของขอมูล
 - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน
                                                 การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
 นักเรียนจะ
   1. ศึกษาวิธีการคนควา / แสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐานจากแหลงปฐมภูมิและทุติยภูมิตามแผนที่วางไว
   2. ตรวจสอบความครบถวนของขอมูล / สารสนเทศ
   3. คนควาขอมูล / สารสนเทศในเรื่องเดียวกันจากแหลงขอมูลที่หลากหลาย
   4. ฝกทักษะการตรวจสอบขอมูล / สารสนเทศ ดวยตนเอง
   5. จัดหมวดหมูขอมูล / สารสนเทศ เรียงลําดับตามที่วางแผนใหเปนระบบ
   6. ตรวจทาน / วิพากษนําผลไปปรับปรุงขอมูล / สารสนเทศรายบุคคล
   7. เผยแพร แลกเปลี่ยนเรียนรู
สื่อ / แหลงเรียนรู
   1. ตัวอยางแฟมงานการจัดเก็บขอมูล / สารสนเทศ
   2. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ
   3. แผนการเก็บรวมรวมขอมูล / สารสนเทศรายบุคคล
12 

 

                                                  หนวยการเรียนรูที่ 3

ชื่อหนวยการเรียนรู ปรารถนาคําตอบ รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย                เวลา 10 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู(ผลการเรียนรู)
 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูลได
 6. วิเคราะหขอคนพบดวยวิธีการที่เหมาะสม
ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ
   การตรวจสอบความน า เชื่ อ ถื อ ของแหล ง ที่ ม าของ - จะตรวจสอบความน า เชื่ อ ถื อ ของแหล งที่ ม าของข อ มูล ได
ขอมูลนํามาวิเคราะหดวยวิธีการที่เหมาะสมจะชวยให อยางไร
คนพบขอมูลที่มีความนาเชื่อถือ                           - จะใชวิธีการใดวิเคราะหขอมูลจึงจะเหมาะสม
                                                          - วิเคราะหขอมูลอยางไรจึงจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือ
ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                      ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ)
    - แหลงขอมูลที่ดีและนาเชื่อถือ                      - ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูล
    - วิธีการที่ใชวิเคราะหขอมูล                        - รวบรวมขอมูลที่จะนํามาวิเคราะห
    - เทคนิคการวิเคราะหขอมูล                            - เลือกวิธีการที่เหมาะสมนํามาวิเคราะหขอมูล
                                                          - วิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรมที่เหมาะสม
                                                          - ทํ า ง า น ร ว ม กั บ ผู อื่ น ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม
                                                        - ตรวจสอบ / วิพากษความนาเชื่อถือของการวิเคราะหขอมูล
                                                          - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานของตน
                                                          - นําผลการวิเคราะหขอมูล / สารสนเทศ ความรูที่เกี่ยวของกับ
                                                       สมมติฐาน ไปสังเคราะหสรุปเปนองคความรู
คุณลักษณะอันพึงประสงค
 1. มีวินัย
 2. ซื่อสัตย
 3. ใฝเรียนรู
 4. มุงมั่นในการทํางาน
 5. จิตสาธารณะ
                                           การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
 ผลการวิเคราะหขอมูลรายบุคคล
เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
 - ความนาเชื่อถือของแหลงขอมูล
 - ความถูกตอง / ครบถวนสมบูรณของขอมูล / สารสนเทศ
 - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกตอการใช ตรวจสอบได
13 

 

รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ
   - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการรวบรวมขอมูล
   - แบบบันทึกการตรวจสอบคุณภาพแหลงที่มาของขอมูล
   - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน
   - แบบบันทึกการวิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรม
                                                   การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
 นักเรียนจะ
   1. ศึกษาเทคนิคการตรวจสอบความนาเชื่อของขอมูล
   2. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล
   3. รวบรวมขอมูลใหเปนระบบ เตรียมขอมูลวิเคราะห
   4. เลือกวิธีการที่เหมาะสมกับขอมูลที่วิเคราะห
   5. วิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรม
   6. รวมกันตรวจสอบผลการวิเคราะหขอมูล
   7. วิพากษผลการวิเคราะหขอมูลจากการตรวจสอบ
   8. นําผลการวิพากษผลการวิเคราะหขอมูลมาปรับ / พัฒนา
   9. รวบรวมผลการวิเคราะหขอมูลเพื่อนําไปสังเคราะหสรุปเปนองคความรู
สื่อ / แหลงเรียนรู
   1. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ
   2. เครื่องคอมพิวเตอร
14 

 

                                            หนวยการเรียนรูที่ 4
ชื่อหนวยการเรียนรู สรุปองคประกอบที่สมบูรณ รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย                         เวลา 10 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
    7. สังเคราะหสรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม
    8. เสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวยองคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของนักเรียน
ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ
      การสั งเคราะห สรุ ป องค ค วามรูด วยกระบวนการ - จะสรุปองคความรูไดอยางไร
กลุม การเสนอแนวคิด การแกปญ หาอยา งเปน ระบบ - จะนําเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบไดอยางไร
ด                            ว                          ย - จะนําองคความรูไปถายทอดเปนงานเขียนไดอยางไร
องคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของนักเรียน
ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                            ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ)
    - การอานจับใจความสําคัญ                                    - การอานจับใจความสําคัญ
    - การเขียนสรุปความ                                          - การเขียนสรุปความ
    - การเขียนความเรียง                                         - การเขียนความเรียง
    - การเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบ                    - การเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบ
คุณลักษณะอันพึงประสงค
 1. วินัย
 2. ใฝเรียนรู
 3. มุงมั่นในการทํางาน
 4. รักความเปนไทย
 5. จิตสาธารณะ
                                               การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
 การสังเคราะห สรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม
เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
    - ความถูกตอง / ครบถวนสมบูรณของขอมูล / สารสนเทศ
    - ความถูกตองและนาเชื่อถือของขอคนพบที่นําเสนอ
    - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน
รองรอยการเรียนรูอ่น ๆ
                     ื
    - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการสังเคราะหสรุปองคความรู
    - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน
                                                    การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
 นักเรียนจะ
    1. ฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ
    2. ฝกทักษะการเขียนสรุปความ
    3. ฝกทักษะการเขียนความเรียง
 4. สังเคราะห สรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม
 5. เสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวยองคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของนักเรียน
 6. อภิปรายและสรุปองคความรูที่ไดจากการศึกษาคนควา
สื่อ / แหลงเรียนรู
   แหลงการเรียนรูตาง ๆ เชน หองสมุด อินเทอรเน็ต ฯลฯ
15 

 

2. รายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอ (Communication and Presentation: IS2)

           รายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอ (Communication and Presentation: IS2) เปนสาระ
การเรียนรูที่จัดการเรียนการสอนเพื่อใหผูเรียนนําขอสรุป ขอคนพบใหม ความคิดใหม หรือองคความรูใหม
ที่ได จากการศึ กษาศึกษาคนควาและการสรางองคความรูในสิ่งที่สนใจแลวเรียบเรีย งนําเสนอความคิ ด
ขอคิดเห็น และขอเสนอเชิงวิชาการ โดยใชภาษาอยางถูกตอง และนําเสนอองคความรูดวยดวยวิธีการที่
หลากหลายและเหมาะสม
           การจัดการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอมีวัตถุประสงค เพื่อใหผูเรียนสามารถ
สื่อสารและนําเสนอขอคนพบ ขอสรุป หรือองคความรู ที่ไดจากการศึกษาคนควา ดวยวิธีการที่หลากหลาย
และเหมาะสม

แนวการจัดการเรียนรู
            ครูผูสอนจะต องให ค วามสําคัญกับ “การจั ดโครงร างของผลงาน” เนื่ อ งจากจะช วยใหผูเ รี ย น
จัดลําดับเนื้อหาของการเขียนรายงานการคนควาและการนําเสนอไดดี โดยดําเนินการ ดังนี้
           1. การรายงานการคนควาของผูเรียน ใหผูเรียนนําหัวขอเรื่องจากขอคนพบ ขอสรุป ความคิดใหม
องคความรูใหมที่ตนเองสนใจเรียนรู เปนขอมูลในการนําเสนอ จากนั้นครูจัดกิจกรรมการเรียนรูใหผูเรียนมี
ความรูความเขาใจเกี่ยวกับ
                - การเรียบเรียงหัวขอการศึกษาคนควา (Research Question)
                - แหลงคนควา / แหลงการเรียนรู
                - การกําหนด / เขียนโครงราง (Outline)
          2. การกํ า หนดโครงร า งของผลงาน การเขี ย นรายงานการค น คว า หาความรู จ ากแหล ง
การเรียนรูเกี่ยวกับหัวขอเรื่องที่ผูเรียนไดเลือกอยางอิสระ จะตองประกอบดวยองคประกอบ 3 สวน ไดแก
คํานํา (Introduction) เนื้อเรื่อง (Body /Development) และบทสรุป (Conclusion)
          3.        การนํ า เสนอการนํ า เสนองาน เป น ทั ก ษะที่ มี ค วามสํ า คั ญ อย า งยิ่ ง สํ า หรั บ การนํ า เสนอ
ผลการศึกษาคนควา ตามองคประกอบ 3 ประการ ไดแก
                3.1 การกําหนดวัตถุประสงคและวิเคราะหผูฟง
                3.2 การวางโครงสรางเนื้อหาการนําเสนอ
                3.3 วิธการนําเสนอ
                       ี
                การวิเคราะหผูฟง เปนการวิเคราะหความตองการ ความสนใจ หรือความกังวลใจของผูฟง
รวมถึงความเขาใจในสไตล ความชอบของผูฟง เพื่อใหสามารถออกแบบโครงสรางและเนื้อหาการนําเสนอ
รวมทั้งการใชส่อประกอบที่มีความเหมาะสม สอดคลองและถูกใจผูฟง
                  ื
16 

 

บทบาทของผูสอน 
          1. สงเสริม กระตุน สนับสนุน ชี้แนะใหผูเรียนรูจักวิธีการคิด คนควาเกี่ยวกับหัวขอ / เรื่องที่ผูเรียน
เลือกคนควา
          2. ชวยเหลือ แนะนําผูเรียนในการคนควาความรูจากแหลงเรียนรูตาง ๆ
          3. ชวยเหลือแนะนําผูเรียนสามารถเขียนรายงานการคนควาไดอยางถูกตองตามเกณฑกาหนด      ํ
          4. การนําเสนอ ครูควรดําเนินการ ดังนี้
              4.1 นําเสนอดวยสื่อรูปธรรม เชน รูปภาพ ของจริง กราฟ ตาราง แผนภูมิ ภาพสัญลักษณ สื่อ
วัสดุอุปกรณตาง ๆ แลวใหผูเรียนไดพรรณนาถึงสิ่งที่พบ
              4.2 ควรใชคําถามที่ชวยกระตุนใหผูเรียนไดคิดอยางหลากหลายและคิดอยางสรางสรรค
สามารถอธิบายความคิดของตนออกมา ดวยการพูด การเขียน และใหผูเรียนไดต้ังคําถามและหาคําตอบดวย
ตนเองตามความสนใจ
              4.3 เปดโอกาสใหผูเรียนไดแสดงแนวคิดของตนเอง
              4.4 จัดกลุมใหผูเรียนไดรวมมือและชวยเหลือกันในการเรียนรู เพื่อชวยสงเสริมใหเกิดการ
สื่อสารในรูปแบบของการอธิบายแนวคิดและการอภิปรายในกลุม
              4.5 ใชการชี้แนะทางตรงและชี้แนะทางออม เพื่อชวยใหผูเรียนเกิดความเขาใจ และเห็น
เปาหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
บทบาทของผูเรียน
      1. กําหนดแผนการทํางาน วันสงงาน และการศึกษาคนควาจากแหลงคนควา รวมทั้ง
การวางแผนการเขียนเรียบเรียงผลงาน
      2. ศึกษาและฝกการเขียนรายงานเชิงวิชาการแตละองคประกอบใหถูกตองสมบูรณ
         3. เรียบเรียง รวบรวมโครงราง (Rough draft) ของรายงานใหครบองคประกอบ และฝกการ
ตรวจสอบ (Edit) รายงานโดยใชสญลักษณในการตรวจสอบ
                               ั
         4. จัดทําสื่อประกอบการนําเสนอ และเลือกวิธีการนําเสนอที่เหมาะสมกับผูอาน/ผูฟง
17 

 

                              คําอธิบายรายวิชาการสื่อสารและการนําเสนอ
                               (Communication and Presentation: IS2)

รายวิชาเพิ่มเติม              ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4                                    จํ า นวน 1.5 หน ว ยกิ ต
                                         -------------------------------------------------

           ศึกษา เรียบเรียงและถายทอดความคิดอยางสรางสรรคจากรายวิชา IS1 (Research and Knowledge
Formation)                 เกี่ ย วกั บ สถานการณ ป จ จุ บั น และสั ง คมโลก โดยเขี ย นโครงร า ง บทนํ า
เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงานการศึกษาคนควาเชิงวิชาการเปนภาษาไทยความยาว จํานวน 4,000 คํา หรือ
เปนภาษาอังกฤษ ความยาว 2,000 คํา มีการอางอิงแหลงความรูที่เชื่อถือไดอยางหลากหลายเชื่อถือได ทั้งใน
ประเทศและตางประเทศ เรียบเรียงและถายทอดสื่อสาร นําเสนอความคิดอยางชัดเจน เปนระบบ มีการ
นําเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral individual) หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่อเทคโนโลยีที่
หลากหลาย และมีการเผยแพรผลงานสูสาธารณะ เพื่อใหเกิดทักษะ ในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และ
ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชนและคุณคาในการสรางสรรคงานและถายทอดสิ่งที่เรียนรู
ใหเปนประโยชนแกสาธารณะ

ผลการเรียนรู
         1. วางโครงรางการเขียนตามหลักเกณฑ องคประกอบและวิธีการเขียนโครงราง
         2. เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิงวิชาการเปนภาษาไทยความยาว 4,000 คํา หรือ
ภาษาอังกฤษ ความยาว 2,500 คํา
         3. นําเสนอขอคนพบ ขอสรุปจากประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว (Oral individual presentation)
หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย
         4. เผยแพรผลงานสูสาธารณะ โดยใชการสนทนา / วิพากษผานสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน
e-conference, social media online
         5. เห็นประโยชนและคุณคาการสรางสรรคงานและถายทอดสิ่งที่เรียนรูใหเปนประโยชน
18 

  

                                 โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอ
                                              ระดับมัธยมศึกษาปที่ 4

หนวยที่ ชื่อหนวยการเรียนรู           ผลการเรียนรู                        สาระสําคัญ                      ชั่วโมง น้ําหนักคะแนน
     1    ฝ ก ซ อ ม เ ขี ย น    1.วางโครงรางการเขียน          การฝ ก เขี ย นโครงร า งรายงาน             6/8          20
          โครงราง                ต า ม ห ลั ก เ ก ณ ฑ          เชิงวิชาการซึ่งมีองคประกอบดวย
                                  องคประกอบและวิธีการ           ชื่ อ เรื่ อ ง ความนํ า วั ต ถุ ป ระสงค
                                  เขียนโครงราง                  สมมุ ติ ฐ าน ขอบเขตการศึ ก ษา
                                                                 เนื้อหา วิธีการศึกษาและการเก็บ
                                                                 รวบรวมข อ มู ล เป น การวาง
                                                                 แผนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ
                                                                 อ ย า ง เ ป น ร ะ บ บ แ ล ะ ก า ร
                                                                 ตรวจสอบทั้ ง ด ว ยตนเอง และ
                                                                 เพื่ อ นช ว ย ต ร ว จ ส อ บ โ ด ย ใ ช
                                                                 สัญ ลัก ษณในการตรวจสอบชวย
                                                                 ใหรายงานเชิงวิชาการนั้นถูกตอง
                                                                 แมนยําและสมบูรณยิ่งขึ้น
     2    สรางผลงานเขียน 2. เขียนรายงานการศึกษา                 การถ า ยโอนองค ค วามรู จ าก             18 / 28       40
                          คน คว า เชิ ง วิ ช าการภาษา          การศึกษา คนควา และขอคนพบ
                          ไทย ความยาว 4,000 คํ า                 โดยการรายงานที่ใชรูปแบบการ
                          ห รื อ ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ              เขียนรายงานเชิงวิชาการไดครบ
                          ความยาว 2,500 คํา                      องค ป ระกอบและถู ก ต อ งตาม
                                                                 หลัก วิ ช าการเป น การสื่ อ สารที่ มี
                                                                 ประสิทธิภาพ
     3    เพียรนําเสนอ           3. นํ า เ ส น อ ข อ ค น พ บ   การนําเสนอผลงานจากการศึกษา                 12 / 20       30
                                 ข อ สรุ ป จากประเด็ น ที่      คนควา ขอคนพบโดยมีการเตรียม
                                 เลื อ กในรู ป แบบเดี่ ย ว       ค ว า ม พ ร อ ม ข อ ง ผู นํ า เ ส น อ
                                 (Oral             individual    การเลื อ กรู ป แบบประเภทสื่ อ
                                 presentation) หรือกลุม         ป ร ะ ก อ บ ก า ร นํ า เ ส น อ ใ ห
                                 (Oral panel presentation)       เหมาะสม และสอดคลองกับตาม
                                 โดยใช สื่ อ เทคโนโลยี ที่      ความตองการ ความสนใจ ความ
                                 หลากหลาย                        ชื่ น ชอบ ของผู ฟ ง ช ว ยให ก าร
                                                                 เ ผ ย แ พ ร ผ ล ง า น ไ ด อ ย า ง มี
                                                                 ประสิทธิผล
     4    Show and Share         5. เห็นประโยชนและ              การเผยแพร ผ ลงานการเขี ย น                 4/4          10
                                 คุณคาในการสรางสรรค           รายงานการค น คว า ด ว ยการจั ด
                                 งานและถายทอดสิ่งที่            นิทรรศการ / เผยแพรดวยวิธีการที่
                                 เรียนรูแกสาธารณะ              หลากหลาย
                                               รวม                                                          40 / 60 100
19 

 

                                              การออกแบบหนวยการเรียนรู
                                                  หนวยการเรียนรูที่ 1
    ชื่อหนวยการเรียนรู เขียนโครงราง            รายวิชาเพิ่มเติม การสื่อสารและการนําเสนอ
    ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย                      เวลา 6 ชั่วโมง
    เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
        1. วางโครงรางการเขียนตามหลักเกณฑ องคประกอบและวิธีการเขียนโครงราง
    ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด)                  คําถามสําคัญ
        การเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ มีองคประกอบคือ - การเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
    ชื่ อ เรื่ อ ง ความนํ า วั ต ถุ ป ระสงค สมมุ ติ ฐ าน ขอบเขต มีองคประกอบอยางไร
    การศึกษา เนื้อหา วิธีการศึกษาและการเก็บรวบรวมขอมูล - การเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
    เปนการวางแผนการเขียนรายงานเชิงวิชาการอยางเปนระบบ ที่สมบูรณมีลักษณะอยางไร
    และการตรวจสอบทั้งดวยตนเอง และเพื่อนชวยตรวจสอบ
    โดยใช สั ญ ลั ก ษณ ใ นการตรวจสอบช ว ยให ร ายงานเชิ ง
    วิชาการนั้นถูกตองแมนยําและสมบูรณยิ่งขึ้น
    ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                               ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ)
         การวางโครงรางการเขียนรายงานเชิงวิชาการ                        - เขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
          - องคประกอบของโครงราง                                      - ทํางานรวมกับผูอื่นตามกระบวนการกลุม
          - ชื่อเรื่อง                                                 - ตรวจสอบงานเขียนโครงรางเชิงวิชาการ
          - ความนํา                                                     - วิพากษงานเขียนโครงรางของผูอื่น
          - วัตถุประสงค                                               - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานเขียนโครงราง
          - สมมุติฐาน                                               ของตน
          - ขอบเขตการศึกษาคนควา
          - เนื้อเรื่อง
          - วิธีการศึกษาและรวบรวมขอมูล
    คุณลักษณะที่พึงประสงค
        1. มีวินัย
        2. ใฝเรียนรู
        3. มุงมั่นในการทํางาน
                                                  การออกแบบการวัดผลประเมินผล
    ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
        โครงรางรายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ
    เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
     - ความครบถวนขององคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
     - ความถูกตองสมบูรณของโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
20 

 

    รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ
        - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบ / วิพากษ
        - แบบบันทึกการประเมินการเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
        - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน
                                                      การวางแผนการเรียนรู
    กิจกรรมการเรียนรู
       นักเรียนจะ
        1. ศึกษาวิธีเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ
        2. รวมกันฝกเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
        3. กลุมอภิปรายการเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
        4. สรุปผลการอภิปรายการเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการของกลุมเตรียมนําเสนอ
        5. กลุมนําเสนอโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
        6. รวมกันตรวจสอบและวิพากษความสมบูรณของโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
        7. กลุมปรับโครงรางรายงานเชิงวิชาการตามขอเสนอแนะ
        8. นักเรียนแตละคนนําแนวทางการจัดทําโครงรางรายงานเชิงวิชาการที่ถูกตอง ไปจัดทําโครงรางรายงาน
        เชิงวิชาการของตนเอง
    สื่อ / แหลงเรียนรู
       1. ตัวอยางการเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
       2. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ
21 

 

                                         หนวยการเรียนรูที่ 2

ชื่อหนวยการเรียนรู สรางผลการเขียน รายวิชาเพิ่มเติม การสื่อสารและการนําเสนอ
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย                   เวลา 18 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
   3. เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิงวิชาการภาษาไทย ความยาว 4,000 คํา หรือภาษาอังกฤษ 2,500 คํา
ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ /ความคิดรวบยอด)           คําถามสําคัญ
   การถายโอนองคความรูจากการศึกษา คนควา และ - องคประกอบของรายงานเชิงวิชาการมีอะไรบาง และแตละ
ขอคนพบโดยการรายงานที่ใชรูปแบบการเขียนรายงาน องคประกอบมีวิธีการเขียนอยางไร
เชิงวิชาการไดครบองคประกอบและถูกตองตามหลัก - การตรวจสอบงานเขียนมีวิธีการตรวจสอบอยางไรและใช
วิชาการเปนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ                   สัญลักษณอยางไร
                                                         - มารยาทในการวิพากษงานผูอื่นมีอยางไร
ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                       ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ)
   การเขียนรายงานเชิงวิชาการ โดยมีองคประกอบ               - เขียนรายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ
3 สวน                                                   - ทํางานรวมกับผูอื่นตามกระบวนการกลุม
   1) องคประกอบสวนหนา                                 - ตรวจสอบงานเขียนเชิงวิชาการโดยใชสัญลักษณ
       - ปกนอก ปกใน                                      - วิพากษงานเขียนของผูอื่น
       - บทคัดยอ กิตติกรรมประกาศ                        - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานเขียนของตนได
       - สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ
   2) องคประกอบสวนเนื้อเรื่อง
       - ความนํา วัตถุประสงค สมมุติฐาน ขอบเขต
       - เนื้อเรื่อง
       - วิธีการรวบรวมและวิเคราะหขอมูล
       - ผลการศึกษา
       - บทสรุป และอภิปรายผล
   3) องคประกอบสวนทาย
      - บรรณานุกรม ภาคผนวก
      - ประวัติผูจัดทํา
คุณลักษณะที่พึงประสงค
   1. มีวินัย
   2. ใฝเรียนรู
   3. มุงมั่นในการทํางาน
                                           การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
   รายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ
22 

 

เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
   - ความครบถวนขององคประกอบรายงาน
   - ความสัมพันธเชิงเหตุผลขององคประกอบ
 - ความถูกตองตามหลักวิชาการและความสมบูรณของรายงานเชิงวิชาการ
รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ
 - แบบประเมินองคประกอบ และความสมบูรณของรายงานเชิงวิชาการ
                                              การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
 นักเรียนจะ
   1. ดูตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณแลวระดมสมองวิเคราะหองคประกอบของรายงานนั้นแลวรวมกันวิเคราะหอภิปราย
องคประกอบของรายงาน
 2. รวมกันวิเคราะหความสัมพันธเชิงเหตุผลขององคประกอบของตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณ
   3. รวมกันประเมินตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณ แลวนําเสนอจุดเดนจุดดอย
   4. ศึกษาวิธีการเขียนแตละองคประกอบ
 5. ฝกปฏิบัติการเขียนแตละองคประกอบของรายงาน
 6. นําองคประกอบของรายงานมาเรียบเรียงตามลําดับ
 7. ทบทวนการแกไขรายงานฉบับราง (Edit rough draft) และสัญลักษณการแกที่เรียนมาจากหนวยการเรียนรูที่ 1
 8. ศึกษามารยาทในการวิพากษงานของผูอื่น
 9. ปฏิบัตการแกไข และวิพากษรายงาน
            ิ
 10. เขียนรายงานฉบับสมบูรณที่ครบองคประกอบ
สื่อ / แหลงเรียนรู
   1. ตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณ
 2. สัญลักษณการตรวจสอบงานเขียน
 3. ตัวอยางโครงรางการศึกษาคนควา
 4. ผังองคประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
23 

 

                                          หนวยการเรียนรูที่ 3
ชื่อหนวยการเรียนรู เพียรนําเสนอ          รายวิชาเพิ่มเติม การสื่อสารและการนําเสนอ
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย                    เวลา 12 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
     3. นําเสนอขอคนพบ ขอสรุปจากประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว (Oral individual presentation) หรือกลุม (Oral panel
presentation) โดยใชสื่ออุปกรณในการนําเสนอไดเหมาะสม
ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ
     การนําเสนอผลงานจากการศึกษาคนควา ขอคนพบ - การนําเสนอผลงานมีวิธีการอยางไร
โดยมีการเตรียมความพรอมของผูนําเสนอ การเลือก - การนําเสนอแบบปากเปลาประเภทเดี่ยวและแบบกลุมเหมือน
รูปแบบประเภทสื่อประกอบการนําเสนอใหเหมาะสม หรือแตกตางกันอยางไร
และสอดคล อ งกั บ ตามความต อ งการ ความสนใจ - การวิเคราะหผูฟง / ผูอานมีวิธีการอยางไร
ความชื่ น ชอบ ของผู ฟ ง ช ว ยให ก ารเผยแพร ผ ลงาน - สิ่งที่ชวยใหการนําเสนอแบบปากเปลาประสบผลดี
ไดอยางมีประสิทธิผล                                       คืออะไร
                                                            - การนําเสนอผลงานมีขั้นตอนอยางไรบาง
                                                            - ใชสื่อประกอบการนําเสนออยางไรบาง
ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                          ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ)
 - วิธีวิเคราะหผูฟง/ผูอาน
                                                             - วิเคราะหผูฟง / ผูอาน
  - ประเภทของการนําเสนอแบบปากเปลา                          - ทํางานรวมกับผูอื่นตามกระบวนการกลุม
  - วิธีการจัดทําสื่อประกอบการนําเสนอ                       - จัดทําสื่อ / สื่อเทคโนโลยีประกอบการนําเสนอ
  - ขั้นตอนและเทคนิคการนําเสนอแบบปากเปลา                   - นําเสนอผลงานทางวิชาการแบบปากเปลา
คุณลักษณะที่พึงประสงค
  1. มีวินัย
  2. ใฝเรียนรู
  3. มุงมั่นในการทํางาน
  4. ซื่อสัตยสุจริต
                                            การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
   การนําเสนอผลงานศึกษาคนควา
เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
  - ขั้นตอนของการนําเสนอแบบปากเปลา
    - ความชัดเจนของการนําเสนอ
  - เทคนิควิธีการนําเสนอ
  - การมีปฏิสัมพันธกบผูฟง
                          ั
รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ
     แผนการนําเสนอและรางการนําเสนอผลงาน
24 

 

                                               การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
นักเรียนจะ
   1. ดูวีดิทัศนตัวอยางการนําเสนอผลงานแบบปากเปลาทั้งแบบ Oral individual presentation และ Oral panel presentation
 2. รวมกันวิเคราะหรูปแบบวิธีการของการนําเสนอของ
 3. ศึกษารูปแบบ ขั้นตอน วิธีการนําเสนอผลงานแบบปากเปลา
 4. ฝกปฏิบัติการนําเสนอ
 5. สะทอนผลการฝกปฏิบัติการนําเสนอ
สื่อ / แหลงเรียนรู
 1. วีดิทัศนตัวอยางการนําเสนอผลงาน
 2. รูปแบบและขั้นตอนวิธการนําเสนอ
                             ี
 3. ตัวอยางคําพูดที่จะนําเสนอในแตละขั้นตอน
 4. ผังองคประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
25 

 

                                                  หนวยการเรียนรูที่ 4

ชือหนวยการเรียนรู Show and Share รายวิชาเพิมเติม การสื่อสารและการนําเสนอ
ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย               เวลา 4 ชั่วโมง
เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู)
 4. เผยแพรผลงานสูสาธารณะ โดยใชการสนทนา / วิพากษผานสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e-conference, social media online
                                                       
 5. เห็นประโยชนและคุณคาในการสรางสรรคงาน และถายทอดสิ่งที่เรียนรูแกสาธารณะ
ความเขาใจทีคงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ
   การเผยแพรผลงานการเขียนรายงานการคนควาดวย - มี วิ ธี ก า ร เ ผ ย แ พ ร ผ ล ง า น ด ว ย วิ ธี ใ ด ไ ด บ า ง
การจัดนิทรรศการ / เผยแพรดวยวิธีการที่หลากหลาย      - จ ะ ว า ง แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร นิ ท ร ร ศ ก า ร อ ย า ง ไ ร
                                                     - มี วิ ธี ก ารเผยแพร ผ ลงานทางสื่ อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส อย า งไร
                                                     - มีวิธีเก็บขอมูลยอนกลับมาพัฒนาและปรับปรุงผลงานอยางไร



ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู)                        ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ)
    - หลักการวางแผนการจัดการ                              - ใชกระบวนการทํางานรวมกันจัดนิทรรศการเผยแพรผลงาน
    - หลักการประชาสัมพันธ                                - เผยแพรผลงานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส
    - วิธีการจัดนิทรรศการ
    - วิธีเผยแพรผลงานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส
คุณลักษณะทีพึงประสงค
 1. มีวินัย
 2. ความพอเพียง
 3. มุงมั่นในการทํางาน
 4. ซื่อสัตยสุจริต
                                              การออกแบบการวัดผลประเมินผล
ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน
 นิทรรศการ และการเผยแพรชิ้นงานทางอิเล็กทรอนิกส
เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน)
  - การวางแผนการทํางาน
 - การจัดนิทรรศการ
 - การเผยแพรผลงานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส
รองรอยการเรียนรูอืน ๆ
 - การออกแบบผังการจัดนิทรรศการ
                                                 การวางแผนการเรียนรู
กิจกรรมการเรียนรู
 นักเรียนจะ
  1. ดูภาพตัวอยางนิทรรศการและสื่ออิเล็กทรอนิกส แลววิพากษจุดเดนจุดดอยของแตละภาพ
  2. วิเคราะหภาพความสําเร็จจากการทํางานรวมกัน
  3. วิเคราะหความเสี่ยงที่อาจเกิดไดในการทํางาน
 4. วางแผนการดําเนินงานจัดนิทรรศการ
  5. นําเสนอแผนการดําเนินงาน แลววิพากษเพื่อพัฒนาและปรับปรุงแผนงาน
 6. ดําเนินงานตามแผนที่วางไว
 7. สะทอนผลการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนาและปรับปรุง
สือ / แหลงเรียนรู
 1. ภาพตัวอยางการจัดนิทรรศการ
 2. แบบฟอรมการวิพากษงาน
26 

 

                                การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม
                                         (Social Service Activity: IS3)

            การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม (Social Service Activity: IS3) เปน
กระบวนการจั ด การเรี ย นรู เ พื่ อ การเปลี่ ย นแปลงในเชิ ง ลึ ก ทั้ ง ด า นพื้ น ฐานความคิ ด ความรู สึ ก และ
การกระทําที่มุงใหเกิดการเปลี่ยนแปลง การเชื่อมโยงประสานสัมพันธ ความเสมอภาค ความยุติธรรมใน
สังคม ความเขาใจกันในระหวางมนุษย              มุงเนนกระบวนการตัดสินใจแบบมีสวนรวมเพื่อใหผูเรียน
มีความตระหนักรูในตนเอง รวมกันศึกษาสภาพและการเปลี่ยนแปลงในระดับทองถิ่นที่จะสงผลกระทบตอ
สังคมโลก โดยการวิเคราะหขอคนพบ ขอสรุป ความคิดใหม องคความรูใหม ที่เปนความจริงใกลตัวของ
ผูเรียน เลือกนําประเด็น / เรื่องราวที่สัมพันธกับเหตุการณที่เกิดขึ้น กระตุนใหเชื่อมโยงเหตุการณในระดับ
ทองถิ่นกับระดับโลกในภาพกวาง และอภิปราย สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธของ
เหตุการณดังกลาวโดยจัดเปนกิจกรรม โครงการ หรือโครงงาน

เปาหมายคุณภาพผูเรียน

        คุณภาพผูเรียน                มัธยมศึกษาตอนตน                            มัธยมศึกษาตอนปลาย
    การนํ า ความรู ไ ปใช - นําความรูไปประยุกตสรางสรรค           - นํ า ค ว า ม รู ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต สร า ง ส ร ร ค
    บริการสังคม            ประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน                ประโยชนตอสังคมและโลก
                           - เผยแพรความรูและประสบการณ              - เผยแพรความรูและประสบการณที่ไดจาก
                           ที่ ไ ด จ ากการลงมื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ   การลงมื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ สั ง คม
                           ประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน                และโลก



            การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคมมีวัตถุประสงค เพื่อใหผูเรียนไดพัฒนาตนเอง
และพัฒนาซึ่งกันและกันผานการเรียนรูจากประสบการณ (Experiential learning) คนพบตนเอง โดยการ
ริเริ่มสรางสรรคกิจกรรม (Creativity) ปฏิบัติกิจกรรม เรียนรูจากประสบการณตรง (Action) อาสาชวยเหลือ
ผูอื่นดวยความสมัครใจ (Service) พัฒนาคานิยมที่อยูบนพื้นฐานความรูในเรื่องตาง ๆ ของโลก ไดแก
            1. ความนับถือและเชื่อมั่นในตนเอง
            2. ความเคารพในตนเองและผูอื่น
            3. ความรับผิดชอบตอสังคม
            4. ความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอม
            5. การเปดใจกวาง
            6. เจตคติในการพัฒนา วิสัยทัศน
27 

 

        7. เปนสมาชิกชุมชนที่แข็งขัน มีสวนรวมรับผิดชอบ พัฒนาทักษะที่เกี่ยวของ และสรางเสริมเจต
คติในการเปนพลโลกทั้งในระดับบุคคลและสวนรวม


แนวทางการจัดกิจกรรม / โครงการ / โครงงาน
            การจัดกิจกรรม / โครงการ / โครงงานการนําองคความรูไปใชบริการสังคม มีหลักการและแนว
ทางการดําเนินการ ดังนี้
            1. การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม มีหลักการ ดังนี้
                1.1 เปนการเรียนรูที่อาศัยประสบการณของผูเรียน
                1.2 ทําใหเกิดการเรียนรูใหม ๆ ที่ทาทายอยางตอเนื่องและเปนการเรียนรูที่เรียกวา "Active
Learning"
                1.3 มีปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับผูเรียน ผูเรียนกับผูสอนและผูที่เกี่ยวของ
                1.4 เปนการสรางเครือขายความรูและประสบการณอยางกวางขวาง
                1.5 ใชการพูด หรือการเขียนเปนเครื่องมือในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน วิเคราะห สังเคราะห
ความรู พฤติกรรม และผลงาน
            2. การจั ด กิ จกรรมการนําองค ความรูไปใชบริ การสังคม สามารถจัดเปน กิจ กรรม / โครงงาน /
โครงการ โดยจัดใหผูเรียนไดเรียนรูผานประสบการณ ซึ่งประกอบดวยขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้
               2.1 วางแผน (Plan) เปนขั้นเริ่มตนการปฏิบัติกิจกรรม ประกอบดวย การกําหนดเปาหมาย
ความสําเร็จ การทําความกระจางในเปาหมาย และการตัดสินใจวาจะนําองคความรูและประสบการณเดิมของ
แตละคนมาใชไดอยางไร
               2.2 ลงมือปฏิบัติ (Act) เปนขั้นลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อใหบรรลุเปาหมายของกิจกรรมนั้น ๆ
โดยใชประสบการณและองคความรูที่มีอยูเปนฐานในการเรียนรูใหม
               2.3 สังเกต (Observe/Analyze) เปนขั้นการวิเคราะหการรับรูของผูเรียน ใหผูเรียนไดสังเกตและ
พิจารณาถึงความรูสึกของตนเอง รวมทั้งปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับสมาชิกในกลุมและผูที่เกี่ยวของ ทั้งนี้
ประสบการณจะเปลี่ยนเปนการเรียนรูเมื่อเจาของประสบการณไดพิจารณาถึงอารมณ ความคิดและการ
กระทําของตนเองในเหตุการณ นั้น ๆ โดยไมปลอยใหสิ่งที่เกิดขึ้นผานพนและจบไป
               2.4 สะทอน (Reflect) เปนขั้นสะทอนใหเห็นถึงสัมฤทธิ์ผลของผูเรียน ประเด็นสําคัญที่ได
เรียนรู องคความรูใหมที่เกิดขึ้นกับผูเรียน จุดแข็งและความทาทายของแตละคน รวมทั้งเปนขั้นการประเมิน
การปฏิบัติของผูเรียน สังเคราะหความรูความเขาใจใหม ๆ นับเปนขั้นตอนที่สําคัญอยางยิ่งของการเรียนรู
ผานประสบการณ ความสามารถในการสะทอนการจัดกิจกรรมไมไดเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แตจําเปนตอง
ไดรบการพัฒนาและสั่งสมประสบการณจากการฝกฝน และชี้แนะ
      ั
               2.5 ประยุ ก ต (Apply) เป น ขั้ น การนํ า ผลการจั ด กิ จ กรรมประสบการณ แ ละองค ค วามรู
ที่เกิดขึ้นไปใช ในสถานการณใหม ๆ และชีวิตประจําวัน
28 

 

บทบาทของครูผูสอน / ครูทปรึกษา
                        ี่
      1. ศึกษาและทําความเขาใจเกี่ยวกับความตระหนักถึงความสําคัญของทัศนะและบทบาทของเยาวชน
ในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบที่มีผลตอประเด็นตาง ๆ ในระดับโลก เขาใจบทบาทของภาษา
ขนบธรรมเนียม ถิ่นฐาน ศิลปะ ศาสนา ที่เปนอัตลักษณของตนเองและผูอื่นในโลก
      2. สนทนา ชี้แนะ ชี้แจง ผูเรียนเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติกจกรรม
                                                               ิ
      3. แลกเปลี่ยนประสบการณและใหขอคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติกิจกรรม
      4. สนับสนุนและเปนกําลังใจในการคิดและการปฏิบัติกิจกรรมของผูเรียนอยางตอเนื่อง
      5. ประเมินผลการดําเนินกิจกรรมและผลที่เกิดกับผูเรียน


บทบาทของผูเรียน
       1. สรางความรูความเข า ใจเกี่ ย วกับ แนวคิด และความจํ า เปนของการเปน บุ คคลแห งการเรีย นรู
และมีความรับผิดชอบ
       2. สนทนา รับฟง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะปฏิบัติ
       3. วิเคราะห สังเคราะหขอมูลขาวสารและความเห็นจากสื่อการเรียนรูและแหลงขอมูลตาง ๆ
       4. ตัดสินใจเลือกกิจกรรมและวางแผนการปฏิบัติกิจกรรม
       5. ปฏิบัติกิจกรรมตามแผนที่กําหนดดวยความกระตือรือรนและมีความรับผิดชอบ
       6. ประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม
       7. สรุปและรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรม
29 

 

                     ตัวอยางแนวทางการปฏิบติกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม
                                          ั                        
                                       ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

    ลําดับ                                กิจกรรม                           ชั่วโมง   หมายเหตุ
       1     วิเคราะหองคความรูเพื่อกําหนดแนวทางการนําไปประยุกต ใชให
             เกิดประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน เชน
                            
              - แนวทางในเรื่องภัยธรรมชาติ
              - แนวทางการปองกันแกไข
      2      วางแผนการทํากิจกรรมเพื่อนําความรูไปสรางประโยชนตอโรงเรียน
             และชุมชน เชน
              - โครงการเผยแพรความรูเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ
      3      ปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินที่กําหนด เชน
              - การเผยแพรความรูเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ
              - แนวทางการปองกันแกไข
      4      สรุปผลการดําเนินกิจกรรม
              - บันทึก
              - สะทอนความคิดเห็นของตน / ชุมชนตอการทํากิจกรรม
      5      เผยแพรผลงาน
              - จัดทําแผนพับ
              - จัดทําเว็บไซต
              - จัดทํา Facebook
                                       รวม
30 

 

                                 ตัวอยางกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม
                                        มัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 20 ชั่วโมง

    ลําดับ                                                                                                   เวลา
           ชื่อกิจกรรม                วัตถุประสงค                การจัดกิจกรรม         ภาระงาน
       ที่                                                                                                 (ชั่วโมง)
       1 น้ําใจสูชุมชน     เ ป น ส ม า ชิ ก ชุ ม ช น ที่    กิจกรรมบน Facebook    สราง
                            แข็ ง ขั น      มี ส ว นร ว ม   สรางความตระหนักและ   เครือขาย
                            รับผิดชอบ พัฒนาทักษะ              ขอความชวยเหลือ
                            ที่เกี่ยวของ และสราง                                  จิตสาธารณะ
                            เสริ ม เจตคติ ใ นการเป น                               ผาน
                            พ ล โ ล ก ทั้ ง ใ น ร ะ ดั บ                            facebook.com
                            บุคคลและสวนรวม
     2     เลมนี้เพื่อนอง ความรับผิดชอบตอสังคม             ชมรม                  ร ว ม กิ จ ก ร ร ม
                                                                                    บริ จ าคหนั ง สื อ
                                                                                    โ ร ง เ รี ย น ข า ด
                                                                                    แคลน
     3     การดู แ ลและ         ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ต อ คายอนุรักษ           รายงาน /
           บํ า รุ ง รั ก ษ า   สิ่งแวดลอม                                         นิทรรศการ
           ปาตนน้ํา
     4     ก า ร เ ยี่ ย ม      การเปดใจกวาง                โครงการอุนไอรัก      รายงาน /
           ผูปวยไรญาติ                                                           นิทรรศการ
     5     ตนทางเศรษฐีความนั บ ถื อ และเชื่ อ มั่ น ธนาคารขยะ                      รายงาน / ชิ้นงาน
                       ในตนเอง
     6     ดนตรีบําบัด ความเคารพในตนเอง การแสดงความสามารถ                           รายงาน /
                       และผูอื่น                    ทางดนตรี หรื อ ส ร า ง        นิทรรศการ
                                                     ผลงานทางศิ ล ปะ เพื่ อ
                                                     หารายไดสําหรับการกุศล
     7     รั ก ษ เ จ ต ค ติ ใ น ก า ร พั ฒ น า การดูแลรักษาโบสถวิหาร             รายงาน /
           ศิลปกรรม    วิสยทัศน
                          ั                          ก า ร เ ฝ า ร ะ วั ง          นิทรรศการ
                                                     โบราณสถานและ
                                                     โ บ ร า ณ วั ต ถุ ไ ม ใ ห
                                                     ถูกทําลาย
                                               รวม                                                          20
31 

 

                        ตารางปฏิทนการปฏิบติกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม
                                 ิ       ั                        
                                   มัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 20 ชั่วโมง

                   ชื่อกิจกรรม ......................................... ภาคเรียนที่...................ปการศึกษา............................

    สัปดาหที่   วัน เดือน ป                               กิจกรรม                                 ผูรับผิดชอบ           หมายเหตุ
                                 - รับสมัครสมาชิก
                                 - ชี้ แ จงวั ต ถุ ป ระสงค แ ละร ว มวางแผนการดํ า เนิ น
                                 กิจกรรม
                                 - เขียนโครงการ
                                 - กําหนดขอบขายและวางแผนพัฒนาชุมชน ทองถิ่น
                                 และประเทศ
                                 - นําเสนอแผนพัฒนาตอครูที่ปรึกษา
                                 - ประชุ ม ปรั บ ปรุ ง แผนและเตรี ย มแบ ง งานในความ
                                 รับผิดชอบ
                                 - กิจกรรมที่ 1…………….…..
                                 - กิจกรรมที่ 2…………………
                                 - สรุปผลการดําเนินงานระยะที่ 1
                                 - จัดบอรดแสดงผลงาน
                                 - กิจกรรมที่ 3………………..
                                 - กิจกรรมที่ 4………………..
                                 - สรุปผลการดําเนินงานระยะที่ 2
                                 - จัดบอรดแสดงผลงาน
                                 - ประชุมสรุปผลการดําเนินงาน
                                 - เสนอ (ราง) รายงานตอครูที่ปรึกษาโครงการ
                                 - ครูที่ปรึกษาตรวจแกไขงาน
                                 - จัดทํารายงานฉบับสมบูรณ (ชิ้นงาน)
                                 - นําเสนอบทสรุปตอโรงเรียนและประเมินผลโครงการ
32 

 

                                           การวัดและประเมินผล

        การวัดและประเมินผลการเรียนรูสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study : IS ) ตาม
หลั ก สู ต รสถานศึ ก ษา อาศั ย หลั ก การดํ า เนิ น การวั ด และประเมิ น ผลการเรี ย นรู ต ามหลั ก สู ต รแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยพิจารณาจากคุณภาพของชิ้นงานหรือการปฏิบัติที่เปนผลผลิต/
รองรอยหลักฐานการเรียนรูของการศึกษาคนควาดวยตนเองของผูเรียนวาเปนไปตามเปาหมายคุณภาพผูเ รียน
โรงเรียนมาตรฐานสากลหรือไม โดยใชวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายและเกณฑการประเมิน (Rubrics)
แนวทางการวัดและประเมิน
           1. กรณีที่จัดบูรณาการสาระการเรียนรูการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study : IS )ใน
รายวิชาพื้นฐาน ที่โรงเรียนพิจารณาเห็นวาเหมาะสมใหแยกจัดเปนหนวยการเรียนรูเฉพาะและประเมินผล
การเรียนรูของหนวยการเรียนรูนี้ใหชัดเจน
           2. กรณีที่จัดเปนรายวิชาเพิ่มเติม ตองประเมินและตัดสินผลการเรียนโดยใหระดับผลการเรียน
รายวิชาของสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study: IS) ตามเกณฑที่สถานศึกษากําหนด
           3. กรณีที่จัดบูรณาการสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study: IS) เฉพาะเปาหมาย
คุณภาพผูเรียน การนําองคความรูไปใชบริการสังคม (IS3 : Social Service Activity) ในกิจกรรมพัฒนา
ผูเรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน) ซึ่งเปนการนําความรูที่ไดจาก IS1 และ IS2 มาใช ใหวัด
และประเมินผลการวางแผนการปฏิบัติกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมตามแผนที่กําหนด และการสรุปรายงาน
ผลการปฏิบติกิจกรรม โดยใหผลการประเมินเปนผานและไมผาน ตามเกณฑที่สถานศึกษากําหนด
               ั                                                
33 

 


                                                 -ตัวอยาง-
                    โครงสรางการจัดการเรียนรูและวัดผลประเมินผลระดับมัธยมศึกษา
                                สาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (IS)

                              IS1: รายวิชาการศึกษาคนควาเพื่อการเรียนรู



    หน ว ยที่ 1 คํ า ถาม/             หนวยที่ 2 สืบคน/                       ห น ว ย ที่ 3 ส ร ป
    สมมติฐาน                           ทดลอง

     รองรอย/ชิ้นงาน                     รองรอย/ชิ้นงาน                          รองรอย/ชิ้นงาน
     วิธีการ/เครื่องมือ/                 วิธีการ/เครื่องมือ/                      วิธีการ/เครื่องมือ/
           เกณฑ                               เกณฑ                                    เกณฑ



          คะแนน               +                คะแนน                        +          คะแนน            =   100
34 

 


                                                     -ตัวอยาง-
                        โครงสรางการจัดการเรียนรูและวัดผลประเมินผลระดับมัธยมศึกษา
                                    สาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (IS)



                                      IS2 : รายวิชาการสื่อสารและการนําเสนอ

             หนวยที่ 1                            หนวยที่ 2                                หนวยที่ 3
     หลักการเขียนงานเชิงวิชาการ
                                             ICT กับการนําเสนอ                        การเขียนและการนําเสนอ


           คะแนน                  +                คะแนน                 +                  คะแนน               =        100

     ความรู/ทักษะ/ชิ้นงาน                    ความรู/ทักษะ/ชิ้นงาน          งานเขียนเชิงวิชาการ/การนําเสนอองคความรู
    วิธีการ/เครื่องมือ/เกณฑ                 วิธีการ/เครื่องมือ/เกณฑ                  วิธีการ/เครื่องมือ/เกณฑ
35 

 


                                           -ตัวอยาง-
                โครงสรางการจัดการเรียนรูและวัดผลประเมินผลระดับมัธยมศึกษา
                            สาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (IS)

                                 IS3 : การนําองคความรูไปใช
                                         บริการสังคม


      จุดประสงคสําคัญ 1              จุดประสงคสําคัญ 2                 จุดประสงคสําคัญ 3
     แผนการปฏิบติกิจกรรม
               ั                   การปฏิบติกิจกรรมตามแผน
                                          ั                     สรุปผลการปฏิบัติกิจกรรมและการเผยแพร


    รองรอย/ชิ้นงาน                 รองรอย/ชิ้นงาน               รองรอย/ชิ้นงาน
    วิธีการ/เครื่องมือ/             วิธีการ/เครื่องมือ/           วิธีการ/เครื่องมือ/
          เกณฑ                           เกณฑ                         เกณฑ

         ผาน/ไม            +            ผาน/ไม          +        ผาน/ไม             =      ผ า น/ไม
           ผาน                             ผาน                       ผาน                      ผาน
36 

 

                                                           แนวทางการวัดและประเมินผลในระดับมัธยมศึกษาศึกษาปที่ 1 – 3

                                     ตัวอยางชิ้นงาน/ผล                                                                แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                         ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน
                                          การเรียนรู                                                       วิธีการ                          เครื่องมือ
การตั้ ง ประเด็ น คํ า ถาม/        1.แบบบันทึกประเด็น          1.ตั้งประเด็นคําถามในเรื่องที่ตน ตรวจสอบการตั้ ง คํ า ถาม แบบบันทึกการตรวจสอบการตั้งคําถามและ
สมมติ ฐ านอย า งมี เ หตุ ผ ล      คําถาม                      สนใจโดยเริ่มจากตัวเอง เชื่อมโยง และการตั้งสมมติฐ านของ การตั้งสมมติฐานของนักเรียน
(Hypothesis Formulation)           2 . แ บ บ บั น ทึ ก         กับชุมชนทองถิ่น ประเทศ             นักเรียน                  เกณฑการประเมิน
                                   สมมติ ฐ าน/คํ า ตอบที่      2.ตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดย
                                   คาดคะเน                     ใชความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ
การสืบคนความรูจากแหลง           1 . แ ผ น ก า ร เ ก็ บ      3.ออกแบบ วางแผนรวบรวม ประเมิ น การสื บ ค น ข อ มู ล แบบประเมินการสืบคนขอมูล
เรียนรูและสารสนเทศหรือ            รวบรวม/การสื บ ค น         ขอมูลโดยใชกระบวนการรวบรวม จ า ก แ ห ล ง เ รี ย น รู ข อ ง เกณฑการประเมิน
จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ท ด ล อ ง   ขอมูล                      ขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ            นักเรียน
(Searching for Information)        2 . แ บ บ บั น ทึ ก ก า ร   4.ศึ ก ษาแสวงหาข อ มู ล ประเด็ น
                                   สืบคนขอมูล                ความรูเกี่ยวของกับสมมติฐานที่ตั้ง
                                                               ไวจากแหลงเรี ยนรูที่ หลากหลาย
                                                               เช น ห อ งสมุ ด หนั ง สื อ วารสาร
                                                               แหล ง เรี ย นรู อ อนไลน วารสาร
                                                               ฯลฯ)
37 

 

                                     ตัวอยางชิ้นงาน/ผล                                                                          แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                               ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน
                                         การเรียนรู                                                                   วิธีการ                       เครื่องมือ
                                                          5.ใช ก ระบวนการกลุ ม ในการ
                                                          แลกเปลี่ ย นความคิ ด เห็ น โดยใช
                                                          ความรู จ ากสาขาวิ ช าและแหล ง
                                                          เรี ย นรู ต า ง ๆ เพื่ อ ให ไ ด ข อ มู ล ที่
                                                          ครบถวนสมบูรณ
                                                          6.ทํ า งานบรรลุ เ ป า หมายภายใต
                                                          กรอบการดําเนินงานที่กําหนด
                                                          โดยการกํ า กั บ ดู แ ลของครู อ ย า ง
                                                          ตอเนื่อง
ก า ร ส รุ ป อ ง ค ค ว า ม รู 1 . แ บ บ บั น ทึ ก ก า ร 7.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่                   ตรวจผลงานการวิเ คราะห     แบบบั น ทึ ก การตรวจผลงานการวิ เ คราะห
(Knowledge Formation) วิ เ ค ร า ะ ห ก า ร เหมาะสม                                                           สั ง เคราะห และการสรุ ป   สั ง เคราะห สรุ ป องค แ ละอภิ ป รายผลของ
                                สังเคราะหขอมูล          8.สังเคราะหและสรุปองคความรู                      องคความรูและอภิปรายผล    นักเรียน
                                2.แบบบันทึกการสรุป อภิ ป รายผลและ เปรี ย บเที ย บ                             ของนักเรียน                เกณฑการประเมิน
                                องคความรู               เชื่อมโยงความรูจากแหลงคนควา
                                                          ตาง ๆ
                                                          9 . เ ส น อ แ น ว คิ ด ห รื อ วิ ธี ก า ร
                                                          แกปญหาอยางเปนระบบ
38 

 

                                ตัวอยางชิ้นงาน/ผล                                                                 แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                 ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน
                                    การเรียนรู                                                      วิธีการ                           เครื่องมือ
ก า ร สื่ อ ส า ร แ ล ะ ก า ร 1.ผลงานการเขียนเชิง 10.เรี ย บเรี ย งและถ า ยทอดความคิ ด    1.ตรวจผลงานการเขี ย น 1.แบบบั น ทึ ก การตรวจผลงานการเขี ย น
นําเสนอ                       วิชาการ             อยางชัดเจนเปนระบบ                      รายงานเชิ ง วิ ช าการของ รายงานเชิงวิชาการของนักเรียน
อยางมีประสิทธิภาพ            2.การนํ า เสนอองค  11.นํ า เสนอในรู ป แบบเดี่ ย ว (Oral     นักเรียน                      2.แบบบันทึกการสังเกตการนําเสนองานของ
(Effective Communication)     ความรู             individual presentation)หรือกลุม        2.สั ง เกตการพู ด นํ า เสนอ นักเรียนเกณฑการประเมิน
                                                  (Oral panel presentation) โดยใชส่ือ     งานของนักเรียน
                                                  ประกอบหลากหลาย
                                                  12.เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิง
                                                  วิชาการความยาว 2,500 คํา โดยมีการ
                                                  อางอิงแหลงความรูที่เชื่อถือไดอยาง
                                                  หลากหลาย
                                                  13.เผยแพรผลงานสูสาธารณะ
การนําความรูไปใชบริการ 1.การปฏิ บั ติ กิ จ กรรม 14.นําความรูไปประยุกตสรางสรรค        ประเมินการนําความรูไปใช แบบประเมินการทํากิจกรรมบริการโรงเรียน
สังคม(Public Service)    เพื่อบริการชุมชน         ประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน              ในการทํ า กิ จ กรรมบริ ก าร และชุมชน
                         2.การเผยแพร ผ ลการ 15.เผยแพรความรูและประสบการณที่             โรงเรี ย น ชุ ม ชนและการ
                         ปฏิบัติกิจกรรมบริการ ไดจากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน           เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ
                         ชุมชน                    ตอโรงเรียนและชุมชน                      ประสบการณ ก ารบริ ก าร
                                                                                           โรงเรียนและชุมชน
39 

 

                                                  แนวทางการวัดและประเมินผลในระดับมัธยมศึกษาศึกษาปที่ 4 – 6

                                ตัวอยางชิ้นงาน/ผล                                                                                 แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                  ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน
                                    การเรียนรู                                                                       วิธีการ                            เครื่องมือ
การตั้ ง ประเด็ น คํ า ถาม/ 1.แบบบันทึกประเด็น        1 . ตั้ ง ป ร ะ เ ด็ น / คํ า ถ า ม เ กี่ ย ว กั บ ตรวจสอบการตั้ ง คํ า ถาม แบบบันทึกการตรวจสอบการตั้งคําถามและ
สมมติ ฐ านอย า งมี เ หตุ ผ ล คําถาม                  สถานการณปจจุบันและสังคมโลก                       ก า ร ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ า น ข อ ง การตั้งสมมติฐานของนักเรียน
(Hypothesis Formulation)      2 . แ บ บ บั น ทึ ก     2.ตั้ ง สมมติ ฐ านและให เ หตุ ผ ลที่ นักเรียน                                      เกณฑการประเมิน
                              สมมติฐาน                สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรู
                                                      โดยใช ค วามรู จ ากสาขาวิ ช าต า ง ๆ
                                                      และมีทฤษฎีรองรับ
การสืบคนความรูจากแหลง 1 . แ ผ น ก า ร สื บ ค น 3.ออกแบบ วางแผนรวบรวมขอ มู ล ประเมิ น การสื บ ค น ข อ มู ล แบบประเมินการสืบคนขอมูล
เรียนรูและสารสนเทศหรือ ความรู                       โดยใช ก ระบวนการรวบรวมข อ มู ล จ า ก แ ห ล ง เ รี ย น รู ข อ ง เกณฑการประเมิน
จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ท ด ล อ ง 2.แบบบั น ทึ ก ผลการ อยางมีประสิทธิภาพ                                 นักเรียน
(Searching for Information)      สืบคนความรู        4.ศึกษา คนควาแสวงหาความรู ขอมูล
                                                      และสารสนเทศ โดยระบุแหลงเรียนรู
                                                      ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ
40 

 

                                                                                                        แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน   รองรอย/ชิ้นงาน            ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน
                                                                                              วิธีการ                       เครื่องมือ
                                               5 . ใ ช ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม ใ น ก า ร
                                               แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใชความรู
                                               จากสาขาวิชาและแหลงเรียนรูตาง ๆ
                                               และพิ จ ารณาความน า เชื่ อ ถื อ ของ
                                               แหล ง เรี ย นรู อ ย า งมี วิ จ ารณญาณ
                                               เพื่อใหไดขอมูลที่ครบถวนสมบูรณ
                                               6.ทํางานบรรลุผลตามเปาหมายอยางมี
                                               ประสิทธิภาพ โดยคําแนะนําของครูที่
                                               ใหคําปรึกษาอยางตอเนื่อง
                                               7.อธิ บ ายความเป น มาของศาสตร
                                               หลั ก การ และวิ ธี คิ ด ในสิ่ ง ที่ ศึ ก ษา
                                               คนควา
                                               8.วิ เ คราะห ข อ มู ล โดยใช วิ ธี ก ารที่
                                               เหมาะสม
41 

 

                                  ตัวอยางชิ้นงาน/ผล                                                                           แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                        เปาหมายคุณภาพผูเรียน
                                       การเรียนรู                                                                  วิธีการ                         เครื่องมือ
ก า ร ส รุ ป อ ง ค ค ว า ม รู 1 . แ บ บ บั น ทึ ก ก า ร   9.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค ค วามรู ตรวจผลงานการวิ เ คราะห บั น ทึ ก การตรวจผลงานการวิ เ คราะห
(Knowledge Formation) วิ เ คราะห สั ง เคราะห              อภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บเชื่ อ มโยง สังเคราะห สรุปองคความรู สังเคราะห สรุปองคความรูและอภิปรายผล
                                และการอภิปรายผล             ความรูจากแหลงคนควาตาง ๆ                 แ ล ะ อ ภิ ป ร า ย ผ ล ข อ ง ของนักเรียน
                                2.แบบบันทึกการสรุป          10.เสนอแนวคิดหรือวิธีการแกปญหา นักเรียน
                                องคความรู                 อยางเปนระบบ
ก า ร สื่ อ ส า ร แ ล ะ ก า ร 1.ผลงานการเขียนเชิง           10.เรี ย บเรี ย งและถ า ยทอดความคิ ด 1.ตรวจผลงานการเขี ย น 1.แบบบั น ทึ ก การตรวจผลงานการเขี ย น
นําเสนอ                         วิชาการ                     อยางสรางสรรคเปนระบบ                      รายงานเชิ ง วิ ช าการของ รายงานเชิงวิชาการของนักเรียน
อยางมีประสิทธิภาพ              2.การนํ า เสนอองค          12.เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิง นักเรียน                                2.แบบบันทึกการสังเกตการพูดนําเสนองาน
(Effective Communication)       ความรู                     วิชาการเปนภาษาไทยความยาว 4,000 2.สั ง เกตการพู ด นํ า เสนอ ของนักเรียน
                                                            คํา หรือภาษาอังกฤษความยาว 2,000 งานของนักเรียน                            3.แบบบันทึกการตรวจสอบการวิพากษ/การ
                                                            คํ า โดยมี ก ารอ า งอิ ง แหล ง ความรู ที่ 3.ตรวจสอบการวิ พ ากษ / สนทนาเกี่ยวกับผลงาน
                                                            เชื่อถือไดทั้งในและตางประเทศ               สนทนาเกี่ยวกับผลงานผาน เกณฑการประเมิน
                                                            11.นํ า เสนอในรู ป แบบเดี่ ย ว (Oral สื่ออิเล็กทรอนิกส
                                                            individual presentation) หรือกลุม
                                                            (Oral panel           presentation) เปน
                                                            ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยใชสื่อ
                                                            เทคโนโลยีที่หลากหลาย
42 

 

                               ตัวอยางชิ้นงาน/ผล                                                                  แนวทางการวัดและประเมินผล
    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                    ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน
                                   การเรียนรู                                                           วิธีการ                       เครื่องมือ
                                                       13.มี ก ารวิ พ ากษ / สนทนาเกี่ ย วกั บ
                                                       ผลงานผานสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e-
                                                       conference , social media online
การนําความรูไปใชบริการ 1.การปฏิ บั ติ กิ จ กรรม      14.นําความรูไปประยุกตสรางสรรค         ประเมินการนําความรูไปใช แบบประเมินการทํากิจกรรมบริการโรงเรียน
สังคม(Public Service)    เ พื่ อ บ ริ ก า ร ชุ ม ช น   ประโยชนตอสังคมและโลก                    ในการทํ า กิ จ กรรมบริ ก าร และชุมชน
                         สังคม                         15.เผยแพรความรูและประสบการณที่         โรงเรียนและชุมชน            เกณฑการประเมิน
                         2.การเผยแพร ผ ลการ           ไดจากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน        และการเผยแพรความรูและ
                         ปฏิ บั ติ กิ จ กรรมเพื่ อ     ตอสังคมและโลก                            ประสบการณ ก ารบริ ก าร
                         บริการชุมชน สังคม                                                       สังคมและโลก
43 

 

                                             ตัวอยางระดับคุณภาพการประเมินผลระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 – 3
                                                                                                             ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                          ดีเยี่ยม (4)                                    ดี (3)                                   พอใช (2)                            ปรับปรุง (1)
1.1 การตั้งประเด็นคําถาม   1.ตั้งประเด็ นคําถามในเรื่องที่ 1.ตั้งประเด็นคําถามในเรื่องที่                            1.ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามในเรื่ อ งที่ ใช คํ า ถามที่ ค รู ชี้ แ นะมากํ า หนด
                           ตนเองสนใจไดดวยตนเอง                       ตนเองสนใจได โ ดยมี ค รู ค อย                 ตนเองสนใจได โ ดยมี ค รู ค อย ประเด็นคําถาม
                                                                       ชี้แนะ                                        ชี้แนะ
                           2.ขอบข า ยประเด็ น คํ า ถาม 2.ขอบข า ยประเด็ น คํ า ถาม                                 2.ขอบขายประเด็นคําถามชัดเจน
                           ชั ด เจน ครอบคลุ ม ข อ มู ล / ชั ด เจน ครอบคลุ ม ข อ มู ล /                             แตยังไมครอบคลุมขอมูล/ปจจัย
                           ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ ง ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ ง   ห รื อ ตั ว แ ป ร ที่ เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ
                           กั บ ตนเองเชื่ อ มโยงกั บ ชุ ม ชน กั บ ตนเองเชื่ อ มโยงกั บ ชุ ม ชน                       ต น เ อ ง เ ชื่ อ ม โ ย ง กั บ ชุ ม ช น
                           ท อ ง ถิ่ น ป ร ะ เ ท ศ ทองถิ่น ประเทศ                                                  ทองถิ่น ประเทศ
                           3.คําถามมีความแปลกใหมและ 3.คํา ถามมี ค วามเป น ไปได ใ น                                3.คํ า ถามมี ค วามเป น ไปได ใ น
                           สรางสรรค มี ความเป น ไปได การแสวงหาคําตอบ                                             การแสวงหาคําตอบ
                           ในการแสวงหาคําตอบ
1.2 การตั้งสมมติฐาน        1 . พู ด ห รื อ เ ขี ย น ค า ด ค ะ เ น 1 . พู ด ห รื อ เ ขี ย น ค า ด ค ะ เ น             1.พูดหรือเขียนคาดคะเนคําตอบ            1.พู ด หรื อ เขี ย นคาดคะเนคํ า ตอบ
                           คํ า ตอบล ว งหน า โดยอาศั ย คํ า ตอบล ว งหน า โดยอาศั ย                               ล ว งหน า โดยอาศั ย ความรู จ าก     ลวงหนาได โดยอาศัยความรูจาก
                           ความรูสาขาวิชาตาง ๆ                       ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ                      สาขาวิชาตาง ๆ                         สาขาวิชาตาง ๆ
                           2.คํ า ตอบที่ ค าดคะเนหรื อ 2.คํ า ตอบที่ ค าดคะเนหรื อ                                   2. คํ าตอบที่ ค า ด ค ะ เ น ห รื อ     2.คํ า ตอบหรื อ สมมุ ติ ฐ านไม มี
                           สมมุติฐานแสดงการเชื่อมโยง สมมุติแสดงการเชื่อมโยง                                          สมมุติฐานมีความสัมพันธของ             ความสัมพันธของขอมูล/ตัว
44 

 

                                                                                                 ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                      ดีเยี่ยม (4)                              ดี (3)                                   พอใช (2)                                ปรับปรุง (1)
                        ความสั ม พั น ธ ข องข อ มู ล /ตั ว     ความสั ม พั น ธ ข องข อ มู ล /ตั ว    ข อ มู ล /ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ งบ า ง แปรที่เกี่ยวของ ไมสอดคลองกับ
                        แปรที่เกี่ยวของไดอยางชัดเจน           แปรที่ เ กี่ ย วข อ งได ชั ด เจน      สอดคลองกับประเด็นคําถาม แต ประเด็นคําถาม มีความเปนไปได
                        ค ร อ บ ค ลุ ม ส อ ด ค ล อ ง กั บ       สอดคล อ งกั บ ประเด็ น คํ า ถาม        มี ค วามเป น ไปได น อ ย ในการ นอย ในการตรวจสอบ
                        ประเด็นคําถาม สมเหตุสมผล                 สมเหตุ ส มผล มี ค วามเป น ไป           ตรวจสอบ
                        มี ค ว า ม เ ป น ไ ป ไ ด ใ น ก า ร     ไดในการตรวจสอบ
                        ตรวจสอบ
2.การสืบคนความรู      1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน                1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน               1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค น             1.ไม มี ก ารวางแผนหรื อ มี ก าร
                        ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด      ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด     ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด    วางแผนแต ไ ม ส ามารถนํ า ไป
                        วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล     วิธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล     วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล   ปฏิบัติจริงได
                        เหมาะสม                                  เหมาะสม                                 เหมาะสมไว
                        2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู จ าก       2.ศึกษาคนควาหาความรูจาก                                   2. ศึ ก ษาค น คว า หาความรู จ าก
                                                                                                         2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู จ าก
                        แ ห ล ง เ รี ย น รู ห ล า ก ห ล า ย    แ ห ล ง เ รี ย น รู ห ล า ก ห ล า ย                        แหลงเรียนรูไมหลากหลาย และไม
                                                                                                         แหลงเรียนรูไมหลากหลาย แต
                        ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบ                 ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบ                                     ครอบคลุ ม ประเด็ น คํ า ตอบที่
                                                                                                         ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบที่
                        ที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว            ที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว                                คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว
                                                                                                         คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว
                        3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม                                                                3.ไมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
                        คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช     3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม 3.มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายในกลุม
                        ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ เพื่อให คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช ภายในกลุ ม โดยใช ค วามรู จ าก
                        ไดขอมูลที่ครบถวนสมบูรณ        ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ               สาขาวิชาตาง ๆ
45 

 

                                                                                                ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                  ดีเยี่ยม (4)                                 ดี (3)                                พอใช (2)                                  ปรับปรุง (1)
                        4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม              4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม              4.มี ก ารบั น ทึ ก ข อ มู ล ได ข อ มู ล 4.บั น ทึ ก ข อ มู ล ไม ต รงประเด็ น
                        และไดขอมูลครบทุกประเด็น               และได ข อ มู ล เฉพาะประเด็ น          ในประเด็นสําคัญ มีการปรึกษา สําคัญ
                        ตามเปาหมาย โดยมีการปรึกษา              สําคัญ โดยการปรึกษาครูเป น             ครูบาง
                        ครูอยางสม่ําเสมอและตอเนื่อง           ครั้งคราว
3.การสรุปองคความรู    1.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ          1.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ          1.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่ 1.ไม มี ก ารวิ เ คราะห ข อ มู ล หรื อ
                        ที่เหมาะสม                              ที่เหมาะสม                              เหมาะสม                               วิเคราะหขอมูลไมถูกตอง
                                                                                                                                              2.สังเคราะหและสรุปองคความรู
                        2.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค           2.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค           2.สั งเคราะ ห แ ละสรุ ป องค ไดไมชัดเจน
                        ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร   ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร   ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร
                        อ ภิ ป ร า ย ผ ล เ ป รี ย บ เ ที ย บ    อ ภิ ป ร า ย ผ ล เ ป รี ย บ เ ที ย บ    อภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บแต ยั ง
                        เ ชื่ อ ม โ ย ง ค ว า ม รู อ ย า ง    เชื่อมโยงความรู                        ไมชัดเจน
                        สมเหตุสมผล                                                                                                            3.ไมมีการนําองคความรูไปเสนอ
                        3.นําองค ค วามรูที่ ไ ด ไ ปเสนอ      3.นํ าองค ความรู ที่ไ ดไปเสนอ        3.นํ า องค ค วามรู ที่ ไ ด ไ ปเสนอ แนวคิด วิธีการแกปญหา
                        แนวคิด วิธีการแกปญหาอยาง             แนวคิด วิธีการแกปญหาไดแต            วิธีการแกปญหาไดแตยังไมเปน
                        เปนระบบ                                ยังไมเปนระบบ                          ระบบ
46 

 

                                                                                                           ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                         ดีเยี่ยม (4)                                   ดี (3)                                     พอใช (2)                             ปรับปรุง (1)
4.การสื่อสารและการนําเสนอ   1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด      1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด         1 . เ รี ย บ เ รี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด   1.เรียบเรียงและถายทอดความคิด
                            ความคิดจากการศึกษาคนควา                 ความคิดจากการศึกษาคนควา                    ความคิดจากการศึกษาคนควาได               จากการศึกษาคนควาได
                            ไดอยางชัดเจนและเปนระบบ                 ไดอยางชัดเจนและเปนระบบ                    อยางชัดเจน                                2.เขียนรายงานการศึกษาคนควาได
                            2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา                 2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา                    2.เขียนรายงานการศึกษาคนควา               โดยอางอิงแหลงความรู
                            ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น    ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น       เชิงวิชาการเปนภาษาไทยความ
                            ภาษาไทยความยาวประมาณ                      ภาษาไทยความยาวประมาณ                         ยาว ประมาณ 2,500 คํ า เนื้อหา
                            2,500 คํา เนื้อหาสาระถูกตอง              2,500 คํ า เนื้ อ หาสาระถู ก ต อ ง          สาระถู ก ต อง โดยอ า งอิ งแหล ง
                            สมบู รณ เขาใจงายโดยอางอิง             สมบู ร ณ โดยอ า งอิ ง แหล ง               ความรูที่เชื่อถือได
                            แหล ง ความรู ที่ เ ชื่ อ ถื อ อย า ง   ค ว า ม รู ที่ เ ชื่ อ ถื อ ไ ด อ ย า ง
                            หลากหลาย                                  หลากหลาย
47 

 

                                                                                                              ระดับคุณภาพ
     ประเด็นการประเมิน
                                                  ดีเยี่ยม (4)                             ดี (3)                    พอใช (2)                     ปรับปรุง (1)
                                   3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา                3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควาใน
                                   ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม โดย           ในรูป แบบเดี่ย วหรือ กลุมโดย ในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุมโดยใช รูปแบบกลุม
                                   ใ ช สื่ อ ที่ ห ล า ก ห ล า ย อ ย า ง   ใชสื่อที่หลากหลาย            สื่อประกอบ
                                   เหมาะสม
                                   4.เผยแพร ผ ลงานสู ส าธารณะ              4.เผยแพร ผ ลงานสู ส าธารณะ             4.เผยแพร ผ ลงานสู ส าธารณะ             4 . ไ ม มี ก า ร เ ผ ย แ พ ร ผ ล ง า น สู
                                   ผานสื่ออิเล็กทรอนิกสมากกวา             ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 2   ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 1   สาธารณะ
                                   2 ชองทาง                                 ชองทาง                                  ชองทาง
5.การนํ า ความรู ไ ปใช บ ริ ก าร 1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา             1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา            1.นําความรูจากการศึกษาคนควา       1.ไม ไ ด นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา
สังคม                              ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น    ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น   ไปประยุ ก ต ใ ช ใ นกิ จ กรรมที่    คนควาไปประยุกตใชในกิจกรรม
                                   กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น         กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น        สร า งสรรค เ ป น ประโยชน ต อ    ที่เปนประโยชนตอโรงเรียนหรือ
                                   ประโยชน ต อ โรงเรี ย นและ               ประโยชน ต อ โรงเรี ย นและ              โรงเรียน                             ชุมชน
                                   ชุมชน                                     ชุมชน                                                                         2.ไม มี ก ารเผยแพร ค วามรู แ ละ
                                   2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ        2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ       2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ ประสบการณที่ไดจากการลง
                                   ประสบการณที่ไดจากการลง                  ประสบการณที่ไดจากการลง                 ประสบการณที่ไดจากการลง             มือปฏิบัติ
                                   มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ      มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ     มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ
                                   โรงเรี ย นและชุ ม ชน ผ า นสื่ อ          โรงเรี ย นและชุ ม ชน ผ า นสื่ อ         โรงเรี ย น ผ า นสื่ อ รู ป แบบใด
                                   หลากหลายรูปแบบ                            รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง                      รูปแบบหนึ่ง
48 

 

                                                       ระดับคุณภาพการประเมินผลระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4
                                                                                                          ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                          ดีเยี่ยม (4)                                     ดี (3)                              พอใช (2)                             ปรับปรุง (1)
1.1 การตั้งประเด็นคําถาม   ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามได ด ว ย             ตั้งประเด็นคําถามไดโดยมีครู             ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามได โ ดยมี ค รู ใช คํ า ถามที่ ค รู ชี้ แ นะมากํ า หนด
                           ตนเอง ขอบขายประเด็นคําถาม                    คอยชี้ แ นะ ขอบข า ยประเด็ น            คอยชี้ แ นะ ขอบข า ยประเด็ น ประเด็นคําถาม
                           ชั ด เจน ครอบคลุ ม ข อ มู ล /                คํ า ถามชั ด เจน ครอบคลุ ม               คํ า ถ า ม ชั ด เ จ น แ ต ยั ง ไ ม
                           ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ ง   ข อ มู ล /ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่   ครอบคลุมขอมูล/ปจจัยหรือตัว
                           กั บ สถานการณ ป จ จุ บั น และ               เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ ส ถ า น ก า ร ณ   แปรที่เกี่ยวของกับสถานการณ
                           สังคมโลก คําถามมีความแปลก                     ปจจุบันและสังคมโลก มีความ               ปจจุบันและสังคมโลก มีความ
                           ใหม แ ละสร า งสรรค มี ค วาม                เป น ไปได ใ นการแสวงหา                 เ ป น ไ ป ไ ด ใ น ก า ร แ ส ว ง ห า
                           เป น ไปได ใ นการแสวงหา                      คําตอบ                                   คําตอบ
                           คําตอบ
1.2 การตั้งสมมติฐาน        พูดหรือเขียนคาดคะเนคําตอบ                     พูดหรือเขียนคาดคะเนคําตอบ              พู ด หรื อ เขี ย นคาดคะเนคํ า ตอบ        พู ด หรื อ เขี ย นคาดคะเนคํ า ตอบ
                           ล ว งหน า โดยอาศั ย ความรู                 ลว งหนาโดยอาศั ยความรูจาก           ล ว งหน า โดยอาศั ย ความรู จ าก       ล ว ง ห น า ไ ด ใ ช ค ว า ม รู จ า ก
                           สาขาวิ ช าต า ง ๆ คํ า ตอบที่                สาขาวิ ช าต า ง ๆ คํ า ตอบที่         สาขาวิ ช าต า ง ๆ คํ า ตอบที่           ส า ข า วิ ช า ต า ง ๆ คํ า ต อ บ ที่
                           คาดคะเนหรือสมมุติฐานแสดง                      คาดคะเนหรือสมมุติฐานแสดง               คาดคะเนหรื อ สมมุ ติ ฐ านมี              คาดคะเนหรื อ สมมุ ติ ฐ านไม มี
                           การเชื่อมโยงความสัมพันธของ                   การเชื่อมโยงความสัมพันธของ            ความสัมพันธของขอมูล/ตัวแปร             ความสัมพันธของขอมูล/ตัวแปรที่
                           ขอ มู ล /ตั ว แปรที่ เกี่ ย วข อ งได อ ย า ง ขอมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวของไดชัดเจน ที่เ กี่ ย วข องบ าง สอดคล องกั บ     เ กี่ ย ว ข อ ง ไ ม ส อ ด ค ล อ ง กั บ
                           ชัดเจน ครอบคลุมสอดคลองกับ สอดคลองกับประเด็นคําถาม                                  ประเด็นคําถาม                            ประเด็นคําถาม
49 

 

                                                                                                  ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                      ดีเยี่ยม (4)                          ดี (3)                       พอใช (2)                      ปรับปรุง (1)
                        ประเด็นคําถาม สมเหตุสมผล                 สมเหตุ ส มผล มี ค วามเป น ไป แตมีความเปนไปไดนอย ในการ มี ค วามเป น ไปได น อ ย ในการ
                        มี ค ว า ม เ ป น ไ ป ไ ด ใ น ก า ร     ไดในการตรวจสอบ               ตรวจสอบ                      ตรวจสอบ
                        ตรวจสอบ
2.การสืบคนความรู      1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน                1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน                1.วางแผนเก็ บรวบรวม/สื บคน              1.ไม มี ก ารวางแผนหรื อ มี ก าร
                        ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด      ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด      ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด      วางแผนแต ไ ม ส ามารถนํ า ไป
                        วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล     วิธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล      วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล     ปฏิบัติจริงได
                        เหมาะสม                                  เหมาะสม                                  เหมาะสมไว
                        2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู            2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู            2.ศึกษาคนควา หาความรู ขอมูล          2. ศึกษาคนควา หาความรู ขอมูล
                        ขอมูลและสารสนเทศโดยระบุ                 ขอมูลและสารสนเทศโดยระบุ                 และสารสนเทศโดยระบุ แ หล ง               และสารสนเทศโดยระบุ แ หล ง
                        แหล ง เรี ย นรู ห ลากหลายทั้ ง         แหล ง เรี ย นรู ห ลากหลายทั้ ง         เ รี ย น รู ไ ม ห ล า ก ห ล า ย แ ต   เรี ย นรู ไ ม ห ลากหลาย และไม
                        แหลงเรีย นรู ปฐมภูมิ และทุติย          แหล งเรีย นรูปฐมภูมิ และทุติย          ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบที่              ครอบคลุ ม ประเด็ น คํ า ตอบที่
                        ภู มิ ครอบคลุ ม ทุ ก ประเด็ น            ภู มิ ครอบคลุ ม ทุ ก ประเด็ น            คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว               คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว
                        คําตอบที่คาดคะเน/สมมติฐาน                คําตอบที่คาดคะเน/สมมติฐาน
                        ที่ตั้งไว                               ที่ตั้งไว                                                                3.ไมมีการแลกเปลี่ยน
                        3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม   3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม   3.มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความคิดเห็นภายในกลุม
                        คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช            คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช            ภายในกลุ ม โดยใช ค วามรู จ าก
                        ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ และ             ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ และ             สาขาวิชาตาง ๆ
50 

 

                                                                                                         ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                    ดีเยี่ยม (4)                                     ดี (3)                                   พอใช (2)                                ปรับปรุง (1)
                        ร ว ม กั น พิ จ า ร ณ า ค ว า ม              ร ว ม กั น พิ จ า ร ณ า ค ว า ม
                        นาเชื่อถือของแหลงเรียนรูอยาง              นาเชื่อถือของแหลงเรียนรู
                        มีวิจารณญาณ เพื่อใหไดขอมูล
                        ที่ครบถวนสมบูรณ
                                                                      4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม 4.มี ก ารบั น ทึ ก ข อ มู ล ได ข อ มู ล 4.บั น ทึ ก ข อ มู ล ไม ต รงประเด็ น
                        4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม
                                                                      และไดขอมูลในประเด็นสําคัญ ในประเด็นสําคัญ มีการปรึกษา สําคัญ
                        และไดขอมูลครบทุกประเด็น
                                                                      โดยการปรึ ก ษาครู เ ป น ครั้ ง ครูบาง
                        ตามเปาหมาย โดยมีการปรึกษา
                                                                      คราว
                        ครูอยางสม่ําเสมอและตอเนื่อง

3.การสรุปองคความรู    1.อธิ บ ายความเป น มาของ                     1.อธิ บ ายความเป น มาของ                  1 . อ ธิ บ า ย ค ว า ม เ ป น ม า ข อ ง   1.ไม ไ ด อ ธิ บ ายความเป น มาของ
                        ศาสตร หลักการและวิธีคิดใน                    ศาสตร หลักการและวิธีคิดใน                 ศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่ง            ศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่
                        สิ่ ง ที่ ศึ ก ษาค น คว า ได อ ย า ง      สิ่ ง ที่ ศึ ก ษาค น คว า ได อ ย า ง   ที่ศึกษาคนควาไดอยางถูกตอง            ศึกษาคนควา
                        ถูกตองชัดเจน                                 ถูกตองชัดเจน                              2.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่         2.ไม มี ก ารวิ เ คราะห ข อ มู ล หรื อ
                        2.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ                2.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ             เหมาะสม                                   วิเคราะหขอมูลไมถูกตอง
                        ที่เหมาะสม                                    ที่เหมาะสม                                 3.สั งเคราะ ห แ ละสรุ ป องค             3.สังเคราะหและสรุปองคความรู
                        3.สังเคราะหและสรุปองคความรูไดอยาง        3.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค              ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร     ไดไมชัดเจน
                        ชั ด เจน มี ก ารอภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บ
                        เชื่อมโยงความรูอยางสมเหตุสมผล
                                                                      ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร      อภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บแต ยั ง
                                                                      อภิปรายผล เปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู      ไมชัดเจน
51 

 

                                                                                                          ระดับคุณภาพ
    ประเด็นการประเมิน
                                          ดีเยี่ยม (4)                                    ดี (3)                                  พอใช (2)                            ปรับปรุง (1)
                            4.นําองค ความรูที่ไ ดไปเสนอ             4.นําองค ความรู ที่ไ ดไปเสนอ            4.นํ า องค ค วามรู ที่ ไ ด ไ ปเสนอ      4.ไมมีการนําองคความรูไปเสนอ
                            แนวคิด วิธีการแกปญหาอยาง                แนวคิด วิธีการแกปญหาไดแต               วิธีการแกปญหาไดแตยังไมเปน            แนวคิด วิธีการแกปญหา
                            เปนระบบ                                   ยังไมเปนระบบ                             ระบบ
4.การสื่อสารและการนําเสนอ   1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด       1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด       1 . เ รี ย บ เ รี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด   1.เรียบเรียงและถายทอดความคิด
                            ความคิดจากการศึกษาคนควา                  ความคิดจากการศึกษาคนควา                  ความคิดจากการศึกษาคนควาได               จากการศึกษาคนควาได
                            ได อ ย า งสร า งสรรค แ ละเป น         ได อ ย า งสร า งสรรค แ ละเป น         อยางชัดเจน
                            ระบบ                                       ระบบ                                                                     2.เขียนรายงานการศึกษาคนควาได
                            2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา                  2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา                  2.เขียนรายงานการศึกษาคนควา โดยอางอิงแหลงความรูในประเทศ
                            ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น     ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น     เชิงวิชาการเปนภาษาไทยความ
                            ภาษาไทยความยาว 4,000 คํ า                  ภาษาไทยความยาว 4,000 คํ า                  ยาว 4,000 คํา โดยอางอิงแหลง
                            และภาษาอั ง กฤษความยาว                     หรื อ ภาษาอั ง กฤษความยาว                  ความรูที่เชื่อถือไดในประเทศ
                            2,500 คํ า โดยอ า งอิ ง แหล ง            2,500 คํ า โดยอ า งอิ ง แหล ง
                            ความรู ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได ทั้ ง ในและ   ความรู ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได ทั้ ง ในและ
                            ตางประเทศ                                 ตางประเทศ
52 

 

                                                                                                             ระดับคุณภาพ
     ประเด็นการประเมิน
                                                ดีเยี่ยม (4)                                  ดี (3)                               พอใช (2)                            ปรับปรุง (1)
                                   3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา               3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา               3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา               3.นําเสนอผลการศึกษาคนควาใน
                                   ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม เป น        ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม เป น        ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม เป น        รูปแบบกลุมเปนภาษาไทย
                                   ภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดย                  ภาษาไทยหรื อ ภาษาอั ง กฤษ                ภ า ษ า ไ ท ย โ ด ย ใ ช สื่ อ ที่
                                   ใชสื่อที่หลากหลาย                       โดยใชสื่อที่หลากหลาย                    หลากหลาย                                 4.ไมสามารถใชการสนทนาหรือ
                                   4.ใช ก ารสนทนาและวิ พ ากษ              4.ใช ก ารสนทนาและวิ พ ากษ              4.ใช ก ารสนทนาและวิ พ ากษ              วิพากษผานสื่ออิเล็กทรอนิกสได
                                   ผานสื่ออิเล็กทรอนิกสมากกวา            ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 2   ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 1
                                   2 ชองทาง                                ชองทาง                                  ชองทาง
5.การนํ า ความรู ไ ปใช บ ริ ก าร 1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา            1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา            1.นําความรูจากการศึกษาคนควา           1.ไม ไ ด นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา
สังคม                              ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น   ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น   ไปประยุ ก ต ใ ช ใ นกิ จ กรรมที่        คนควาไปประยุกตใชในกิจกรรม
                                   กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น        กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น        สร า งสรรค เ ป น ประโยชน ต อ        ที่เปนประโยชนตอสังคมหรือโลก
                                   ประโยชนตอสังคม โลก                     ประโยชนตอสังคม                         สังคม                                    2.ไม มี ก ารเผยแพร ค วามรู แ ละ
                                   2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ       2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ       2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ       ประสบการณที่ไดจากการลง
                                   ประสบการณที่ไดจากการลง                 ประสบการณที่ไดจากการลง                 ประสบการณท่ไดจากการลง
                                                                                                                                          ี                   มือปฏิบัติ
                                   มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ     มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ     มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ
                                   สั ง ค ม แ ล ะ โ ล ก ผ า น สื่ อ        สั ง ค ม แ ล ะ โ ล ก ผ า น สื่ อ        สั ง ค ม ผ า น สื่ อ รู ป แ บ บ ใ ด
                                   หลากหลายรูปแบบ                           หลากหลายรูปแบบ                           รูปแบบหนึ่ง
53 

 

                              แนวทางการรายงานผลการเรียนรูการศึกษาคนควาดวยตนเอง
        ชั้นมัธยมศึกษาที่จัดเปนรายวิชาเพิ่มเติมจํานวน 2 รายวิชา และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ซึ่งตองตัดสิน
ผลการเรียนเปนระดับผลการเรียน หรือผาน/ไมผานตามที่สถานศึกษากําหนดแลว สถานศึกษาสามารถ
จัดทําใบรายงานผลการพัฒนาผูเรียนเฉพาะสาระการศึกษาคนควา ดวยตนเอง (Independent Study :IS)
เพื่อแสดงระดับคุณภาพของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ประกอบ ปพ. 6 ได ดังนี้

                แบบรายงานผลการพัฒนาผูเรียนการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study :IS)
                                             ชั้นมัธยมศึกษาปที่..............ปการศึกษา...................
          โรงเรียน.................................................. สํานักงานเขตพืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต..............
                                                                                                    ้
ชื่อ เด็กชาย/เด็กหญิง/นาย/นางสาว......................................................ชั้นมัธยมศึกษาปที่.........................
    วิชา/กิจกรรม                        สาระการเรียนรู                                    เปาหมายคุณภาพผูเรียน                                           ระดับ
                                                                                                                                                          คุณภาพ
1.วิ ช าการศึ ก ษา IS1:การศึกษาคนควา 1.การตั้งประเด็นคําถาม/สมมติฐาน
คนควา                           และสรางองคความรู 2.การสืบคนความรูจากแหลงเรียนรูและ
แ ล ะ ส ร า ง อ ง ค                                                        สารสนเทศ
ความรู                                                                    3.การสรุปองคความรู
2.วิ ช าการสื่ อ สาร IS2:การสื่อสารและ                                     4.การสื่อสารและการนําเสนออยางมี
และการนําเสนอ การนําเสนอ                                                     ประสิทธิภาพ
3.กิจกรรมเพื่อ                    IS3:การนํ า ความรู ไ ป 5.การบริการสังคมและจิตสาธารณะ
สั ง ค ม แ ล ะ ใชบริการสังคม                                              กิจกรรม.....................................................
สาธารณประโยชน                                                             .....................................................................
                                                              สรุปภาพรวม
ขอเสนอแนะ/ความคิดเห็นของครูผูสอน
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
        ลงชื่อ..................................................ครูผูสอน ลงชื่อ..................................................ฝายวิชาการ
             (...............................................)                           (...............................................)
                                          ลงชื่อ.....................................................ผูอํานวยการโรงเรียน
                                        (....................................................)
54 

 

                                                   การรายงานภาพรวมระดับหองเรียน
โรงเรียน...................................................สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา........................................................
รายวิชา.............................................ชั้น.........................................................ปการศึกษา.............................
เลขที่         เลข                                ชื่อ – สกุล                         ระดับคุณภาพเปาหมายคุณภาพผูเรียน
          ประจําตัว




                                                                                                                                                                      การบริการสังคม/จิตสาธารณะ
                                                                                                                                            การสื่อสารและการนําเสนอ
                                                                                                                       การสรุปองคความรู
                                                                                                    การสืบคนความรู
                                                                                    การตั้งคําถาม




                                                                                                                                                                                                  สรุปภาพรวม
     1
     2
     3
     4
     5
     6
     7
     8
     9
    10
    11
    12
    13
    14
    15

หลักสูตร Is คำอธิบายรายวิชา ม.ปลายdoc

  • 1.
    1    การจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนทุงยาวผดุงศิษย การพัฒนาผูเรียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่กําหนด สถานศึกษาควรสงเสริมใหครูผูสอน ทุกกลุมสาระการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากลจัดทําหนวยการเรียนรูที่สงเสริมใหผูเรียนไดเรียนรูตาม กระบวนการ 5 ขั้นตอน หรือบันได 5 ขั้น ของการจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล ทั้งในรายวิชา พื้นฐาน รายวิชาเพิ่มเติม และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ซึ่งกระบวนการ 5 ขั้นตอน หรือบันได 5 ขั้น ของการ จัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล เปนกระบวนการที่มีความตอเนื่อง ไดแก 1. การตั้งประเด็นคําถาม / สมมุติฐาน 2. การสืบคนความรูจากแหลงการเรียนรูและสารสนเทศ 3. การสรุปองคความรู 4. การสื่อสารและการนําเสนออยางมีประสิทธิภาพ 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) 4. การสื่อสารและการนําเสนอ (Effective Communication) 3. การสรุปองคความรู (Knowledge Formation) 2. การสื บ ค น ความรู จ ากแหล ง เรี ย นรู แ ละสารสนเทศ 1. การตั้งประเด็นคําถาม/ Formulation 1 . ก า ร ตั้ ง ป ร ะ เ ด็ น คํ า ถ า ม / ส ม มุ ติ ฐ า น (Hypothesis กระบวนการดังกลาวจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่องและเปนระบบ และไดรับการ พัฒนาอยางเต็มตามศักยภาพ บรรลุตามเปาหมายของการจัดการเรียนรูในโรงเรียนมาตรฐานสากล การจัดการเรียนรู IS (Independent Study) ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับมัธยมศึกษา สามารถ จัดได 2 ลักษณะ คือ จัดเปนรายวิชาเพิ่มเติม 2 รายวิชา ไดแก 1) รายวิชาการศึกษาคนควาและสรางองค ความรู (Research and Knowledge Formation: IS1) เปนการพัฒนาใหผูเรียนเกิดความรูและทักษะตาม IS1 ผูเรียนเลือกประเด็นที่สนใจในการเรียนรู เพื่อกําหนดประเด็นปญหา ตั้งสมมุติฐาน คนควา แสวงหา
  • 2.
    2    ความรูจากแหลงขอมู ลตาง ๆและฝกทักษะการคิดวิ เคราะห สังเคราะห และสรางองคความรู และ 2) รายวิชาการสื่อสารและการนําเสนอ (Communication and Presentation: IS2) เปนการเรียนรูตอเนื่องจาก รายวิชา IS1 ผูเรียนนําสิ่งที่ไดศกษาคนควาจากรายวิชาการศึกษาคนควาและสรางองคความรูมาเขียนรายงาน ึ หรือเอกสารทางวิชาการ และนําเสนอเพื่อสื่อสารถายทอดขอมูลความรูนั้นใหผูอ่ืนเขาใจ โดยจัดทําเปน ผลงานการเขี ย นทางวิ ช าการ 1 ชิ้ น และการสื่ อ สารนํ า เสนอสิ่ ง ที่ ไ ด จ ากการศึ ก ษาค น คว า ในระดั บ มัธยมศึกษาตอนตน เปนภาษาไทย 2,500 คํา มัธยมศึกษาตอนปลายเปนภาษาไทย 4,000 คํา หรือภาษาอังกฤษ 2,000 คํา และจัดเปนกิจกรรมพัฒนาผูเรียนในกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน โดยจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม (Social Service Activity: IS3) ซึ่งเปนการนําสิ่งที่ เรียนรูจากรายวิชาเพิ่มเติมทั้ง 2 รายวิชาขางตน ไปประยุกตใชในการทําประโยชนตอสังคม ดังตัวอยางการ จัดการเรียนรู ตอไปนี้ 1. รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรู (Research and Knowledge Formation: IS1) รายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรู (Research and Knowledge Formation: IS1) ประกอบดวยสาระการคนควาและแสวงหาความรูเพิ่มเติมอยางลึกซึ้ง เพื่อใหผูเรียนไดพิสูจนประเด็นความรู ขอคนพบหรือสมมติฐานของความรูที่ไดรับรู และสงเสริมใหผูเรียนรูจักการตรวจสอบความนาเชื่อถือของ แหลงที่มาของความรู รวมทั้งจัดประสบการณใหผูเรียนเรียนรูกระบวนการรับรูในลักษณะที่เปนวัฒนธรรม ของการรับรูและการรับรูท่ใชความรูสึก และปลูกฝงการสรางความเขาใจที่เปนสากลใหแกผูเรียน ี การจัดการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรูมีวัตถุประสงค เพื่อใหผูเรียน แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น เ ชิ ง วิ เ ค ร า ะ ห ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ า น แ ละ ห า คํ า ต อ บ เ กี่ ย ว กั บ สิ่ ง ที่ รู ตั้ ง คํ า ถ า ม ใหคําอธิบายแสดงความคิดเห็นตาง ๆ รูจักหาทางออกในการแกปญหาไดอยางกระจางชัด เชื่อมโยงความรู เปรียบเทียบวิธีการแสวงหาความรูเกี่ยวกับสาขาวิชาตาง ๆ และวิธีการรับความรู (Ways of Knowing) 4 วิธี ไดแก 1) วิธการสรางความรูจากการสัมผัสรับรู 2) วิธีการสรางความรูจากการใชภาษา 3) วิธีการสรางความรู ี จากการใหเหตุผล และ 4) วิธีการการสรางความรูจากสิ่งที่เปนอารมณ แนวการจัดการเรียนรู 1. ครูผูสอนรวมกับผูเรียนในการกําหนด หรือตั้งประเด็นความรู หรือหัวขอเกี่ยวกับ Public Issues หรือ Global Issues สําหรับการศึกษาคนควา เปนขั้นที่ผูเรียนจะรับรูถึงจุดหมายและมีแรงจูงใจในการเรียนรู บทเรียน ผูสอนสามารถเลือกใชกิจกรรมตาง ๆ ในการจัดการเรียนรู เชน 1.1 การเลาเรื่องตาง ๆ ใหผูเรียนซักถาม หรือตั้งคําถาม 1.2 การฉายภาพนิ่งใหผูเรียนชมและติดตาม 1.3 การชวนสนทนา เพื่อใหผูเรียนตั้งประเด็นที่ตองการรู 1.4 การกระตุนความสนใจดวยเกม เพลง ภาพ ฯลฯ 
  • 3.
    3    1.5 การอาน / ฟงขาวจากหนังสือพิมพ 1.6 การตั้งประเด็นอภิปราย / คําถามสรางพลังความคิด 1.7 การยกตัวอยางประโยค คําพังเพย บทกวี 1.8 การกําหนด หรือการตั้งประเด็นความรู หรือหัวขอเกี่ยวกับ Public Issues หรือ Global Issues 2. ใหความรูพื้นฐานเกี่ยวกับการสรางองคความรู 3 สวน ไดแก สวนที่ 1 “Ways of Knowing” วิถี การรับรู ความรู สวนที่ 2 “Areas of Knowledge” ศาสตร / สาขา แขนงความรู สวนที่ 3 การเรียบเรียงขอมูล ข อ ค น พบ ความคิ ด ความคิ ด เห็ น การให เ หตุ ผ ลโต แ ย ง และสนั บ สนุ น เพื่ อ ให ผู เ รี ย นเข า ใจถึ ง การ กระบวนการสรางองคความรู ครูผูสอนควรมีเทคนิคการจัดการเรียนรูที่หลากหลาย ไดแก 2.1 การอภิปรายกลุม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2.2 การระดมพลังความคิด 2.3 การเรียนรูโดยใชสถานการณจําลอง  3. ปรับเปลี่ยนความคิด เปนขั้นตอนสําคัญซึ่งเปนหัวใจของขั้นตอนการเรียนรู ผูเรียนจะศึกษา คนควาตามประเด็นความรู หรือหัวขอที่ครอบคลุม Public Issues และ Global Issues ครูผูสอนควรมีเทคนิค การจัดการเรียนรูที่หลากหลาย ไดแก 3.1 ทําความกระจางและแลกเปลี่ยนเรียนรูระหวางกัน ครูผูสอนจะกระตุนใหผูเรียนดําเนิน กิจกรรมเพื่อสืบคนขอมูลจากแหลงเรียนรูตาง ๆ โดยใชวิธีการ ดังนี้  - คนควาจากแหลงเรียนรูตาง ๆ - สัมภาษณผูรู - ปฏิบัติการคนหา (ทดลอง สืบเสาะ สังเกต สํารวจ) - รวมมือเพื่อเขียนคําอธิบาย - แบงงานความรับผิดชอบภายในกลุม 3.2 สรางความคิดใหม ผูเรียนนําผลการอภิปรายและสาธิตที่เปนผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู ระหวางกันมากําหนดเปนความคิดใหม หรือความรูใหม โดยใชวิธีการ ดังนี้ - เขียนดวยแผนผังความคิด - เขียนโครงงาน / โครงการ - เขียนบรรยาย / เขียนรายงาน - นําเสนอแนวคิดใหม - นําเสนอรูปแบบนวัตกรรมใหม 3.3 ประเมินความคิดใหม ผูเรียนออกแบบดําเนินการตรวจสอบความรู ความคิดใหม ที่ผูเรียนสรางขึ้น โดยใชวิธีการ ดังนี้ - อภิปราย
  • 4.
    4    - ทดสอบผลงาน - ทดสอบความคิดของกลุม - ทดสอบความรู 3.4 นําความคิดไปใช เปนขั้นตอนที่ผูเรียนใชแนวคิด หรือความรูความเขาใจที่ไดพัฒนาขึ้น ใหมในสถานการณตาง ๆ จนเกิดการเรียนรูอยางมีความหมาย เปนกิจกรรมที่ตองการใหผูเรียนไดประมวล องคความรูเพื่อการนําไปใชประโยชน โดยใชวิธการ ดังนี้ ี - สรุปแผนผังความคิดเกียวกับความรูใหม ่ - นําเสนอโครงงาน / โครงการที่ผูเรียนคิดคน / ประดิษฐขึ้น - บรรยายสรุปแนวคิดใหม / การสรางสถานการณใหม - จัดนิทรรศการ / สาธิตผลงานของกลุม - แสดงบทบาทสมมติ / โตวาทีเพื่อสรุปการแกปญหา 4. สะทอนความคิด /ทบทวน เปนขั้นตอนที่ผูเรียนไดประเมินและพัฒนาความคิดอยางรอบคอบ และตอเนื่องจนสามารถประเมินผลได ประกอบดวย 4.1 ประเมินผลงาน 4.2 เสนอแนะความคิดเห็น เพื่อปรับปรุงและพัฒนา 4.3 วางแผนเพือพัฒนาอยางตอเนื่อง ่ บทบาทของผูสอน  1. เปดโอกาสใหผูเรียนสังเกต เพื่อใหสามารถมองเห็นปญหาไดอยางชัดเจน 2. มีปฏิสัมพันธกับผูเรียน แนะนํา ถามใหคิด เพื่อใหผูเรียนคนพบ หรือสรางความรู ความเขาใจไดดวยตนเอง 3. สรางแรงจูงใจใฝรูใฝเรียน ชวยใหผูเรียนคิดคนตอไป ฝกใหผูเรียนมีทักษะการทํางาน เปนกลุม 4. เปนผูชี้แนะไมใชผูชี้นํา กระตุนใหผูเรียนคิดมากกวาบอกความรู 5. ประเมินความคิดรวบยอดของผูเรียน ตรวจสอบความคิดและทักษะการคิด บทบาทของผูเรียน 1. คนควา แสวงหาความรู ฝกฝนวิธีการเรียนรูดวยตนเอง เปนเจาของบทเรียน ลงมือ ปฏิบัติจริง 2. กระตือรือรนในการเรียนรู กลาแสดงออก กลานําเสนอความคิดอยางสรางสรรค 3. มีปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนดวยกันและกับครูผูสอน รวมแลกเปลี่ยนเรียนรู ยอมรับฟงความ คิดเห็นของผูอื่น เปนผูนําและผูตามที่ดี 4. ทํางานรวมกันเปนกลุม
  • 5.
    5    5. เชื่อมโยงความรูเดิมเขากับความรูใหม มีผลงานที่สรางสรรค 6. เคารพกติกาทางสังคม รับผิดชอบตอสวนรวม 7. มีเจตคติที่ดตอการเรียนรู รักการอาน กลาซักถาม ี 8. บันทึกความรูอยางเปนระบบ นําความรูสูการปฏิบัติไดจริง
  • 6.
    6    คําอธิบายรายวิชา รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและสรางองคความรู (Research and Knowledge Formation: IS1) รายวิชาเพิ่มเติม บูรณาการกลุมสาระการเรียนรูตามศักยภาพ I 31201 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 เวลา 60 ชั่วโมง จํานวน 1.5 หนวยกิต ------------------------------------------------- ศึ ก ษา วิ เ คราะห ตั้ ง ประเด็ น / คํ า ถามเกี่ ย วกั บ สถานการณ ป จ จุ บั น และสั ง คมโลก การตั้งสมมติฐาน การคนควา การแสวงหาความรูขอมูล การออกแบบ การวางแผนรวบรวมขอมูล การใช กระบวนการกลุ ม การวิ เ คราะห ข อ มู ล โดยใช ค า สถิ ติ การสั ง เคราะห การสรุ ป องค ค วาม และการเสนอวิธีคิดแกปญหาที่เปนระบบ ฝกทักษะตั้งประเด็นปญหา / ตั้งคําถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบันและสังคมโลก ตั้งสมมติฐาน และใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรู โดยใชความรูจากศาสตรสาขาตาง ๆ และมีทฤษฎี รองรับ คนควาแสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งไวจากแหลงเรียนรูทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ ออกแบบ วางแผนรวบรวมขอมูลและสารสนเทศ วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่เหมาะสม สังเคราะหสรุปองคความรู และร วมกั นเสนอแนวคิ ด วิ ธี การแก ป ญหาอย างเป นระบบ ด วยกระบวนการคิ ด กระบวนการสื บค นข อมู ล กระบวนการแกปญหา กระบวนการปฏิบัติและกระบวนการกลุมในการวิพากษ เพื่อใหเกิดทักษะในการคนควาแสวงหาความรู สังเคราะหสรุป อภิปรายผลเปรียบเทียบเชื่อมโยง ความรู ความเปนมาของศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ศึกษา และมีทักษะในการนําเสนอผลการศึกษา คนควาในรูปแบบการเขียนรายงานและอางอิงแหลงที่มาของขอมูลที่นาเชื่อถือ นําองคความรูไปแกปญหา ไดอยางเปนระบบ เห็นประโยชนและคุณคาของการศึกษาคนควาดวยตนเอง ผลการเรียนรู 1. ตั้งประเด็นปญหา จากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก  2. ตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรูโดยใชความรูจากสาขาวิชา ตาง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ 3. ออกแบบ วางแผน ใชกระบวนการรวบรวมขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ 4. ศึกษา คนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูล 6. วิเคราะหขอคนพบดวยวิธการที่เหมาะสม ี 7. สังเคราะหสรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม 8. เสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวยองคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของ นักเรียน
  • 7.
    7    โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติมการศึกษาคนควาและสรางองคความรู ระดับมัธยมศึกษาปที่ 4 หนวยที่ ชื่อหนวยการเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสําคัญ เวลา น้ําหนักคะแนน 1 จุดประกายความจริง 1. ตั้ ง ประเด็ น ป ญ หา จาก - การตั้ ง ปร ะเด็ น 5-9 15 สถานการณ ป จ จุ บั น และ คํ า ถ า ม เ กี่ ย ว กั บ สังคมโลก สถานการณปจจุบัน 2. ตั้ ง ส มมติ ฐ านและให และสังคมโลก เหตุ ผ ลที่ ส นั บ สนุ น หรื อ - การตั้ ง สมมติ ฐ าน โตแยงประเด็นความรูโดยใช และให เ หตุ ผ ลโดย ความรู จ ากสาขาวิ ช าต า ง ๆ ใ ช ค ว า ม รู จ า ก และมีทฤษฎีรองรับ ศาสตรสาขาตางๆ 3. ออกแบบ วางแผน ใช - การออกแบบการ กระบวนการรวบรวมขอมูล เรี ย นรู โ ดยมี ท ฤษฎี อยางมีประสิทธิภาพ รองรับ 2 ทุกสิ่งที่คนควา  4. ศึ ก ษา ค น คว า แสวงหา -ก า ร ค น ค ว า 10 - 15 20 ความรู เ กี่ ย วกั บ ประเด็ น แ ส ว ง ห า ค ว า ม รู ที่เลือ ก จากแหลงเรีย นรูที่มี เกี่ ย วกั บ สมมติ ฐ าน ประสิทธิภาพ จากแหล ง ปฐมภู มิ 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือ ทุ ติ ย ภู มิ แ ล ะ ของแหลงที่มาของขอมูล สารสนเทศ 3 ปรารถนาคําตอบ 5.ตรวจสอบความนาเชื่อถือ - ตรวจสอบความ 10 - 15 25 ของแหลงที่มาของขอมูลได น า เ ชื่ อ ถื อ ข อ ง 6. วิ เ คราะห ข อ ค น พบด ว ย แ ห ล ง ที่ ม า ข อ ง สถิติที่เหมาะสม ขอมูล - วิ เ ค ร า ะ ห ความนาเชื่อถือของ แหลงเรียนรู 4 ส รุ ป อ ง ค ป ร ะ ก อ บ 7. สังเคราะหสรุปองคความรู - เ ป รี ย บ เ ที ย บ / 15 - 21 40 ที่สมบูรณ ดวยกระบวนการกลุม เชื่ อ ม โ ย ง / ส รุ ป 8. เส นอแนวคิ ด การแก อ ง ค ค ว า ม รู ด ว ย ป ญ หาอย า งเป น ระบบด ว ย กระบวนการ องค ค วามรู จ ากการค น พบ อยางเปนระบบ แผนการทํางานของนักเรียน รวม 40 - 60 100
  • 8.
    8    การออกแบบหนวยการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 1 ชื่อหนวยการเรียนรู จุดประกายความจริง รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 5 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 1. ตั้งประเด็นปญหา จากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก 2. ตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลที่สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรูโดยใชความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ และมีทฤษฎี รองรับ 3. ออกแบบ วางแผน ใชกระบวนการรวบรวมขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ - การตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบัน - จะตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสถานการณปจจุบันและสังคม และสังคมโลก โลกไดอยางไร - การตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดยใชความรูจาก - จะตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดยใชความรูจากศาสตรสาขา ศาสตรสาขาตาง ๆ ตาง ๆ ไดอยางไร - การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล - จะออกแบบวางแผน ใชกระบวนการรวบรวมขอมูลได อยางไร ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ) - การตั้งประเด็นคําถามเกี่ยวกับสถานการณและ - ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามที่ เ กี่ ย วกั บ สถานการณ แ ละ สังคมโลก สังคมโลก - การตั้งสมมติฐาน - ตั้งสมมติฐาน - การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล - ออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล - ทํ า ง า น ร ว ม กั บ ผู อื่ น ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม - ตรวจสอบการตั้ ง ประเด็ น คํ า ถาม การตั้ ง สมมติ ฐ านการ ออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล - วิพากษการตั้งประเด็นคําถาม การตั้งสมมติฐาน การออกแบบ วางแผน กระบวนการรวบรวมขอมูล ของผูอื่น - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานงานของตน - นํ า ข อ มู ล ม า อ อ ก แ บ บ ว า ง แ ผ น ร ว บ ร ว ม ข อ มู ล ตามกระบวนการ คุณลักษณะอันพึงประสงค 1. ใฝเรียนรู 2. มุงมั่นในการทํางาน 3. จิตสาธารณะ
  • 9.
    9    การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน ออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูลรายบุคคล เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน) - ความครบถวนสมบูรณของขอมูล - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกตอการใช ตรวจสอบได รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งประเด็นคําถาม / การตั้งสมมติฐาน - แบบบันทึกการออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูล - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ครูนําเสนอตัวอยางประเด็นความรูจากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก  2. นักเรียนรวมกันวิเคราะหประเด็นความรูที่มีความเชื่อมโยงในศาสตรหลายสาขาที่เกี่ยวของกับสถานการณปจจุบันและ สังคมโลกที่มีความทาทาย 3. ตั้งสมมติฐาน และขอสันนิษฐานของประเด็นความรูที่สนใจ 4. ครูตั้งคําถามกระตุนใหนักเรียน แสดงความคิดที่หลากหลายตางมุม โดยใชสาขาวิชาตาง ๆ ใชวิธีการสนับสนุนหรือ โตแยงคัดคาน และใหเหตุผลตามความรูของศาสตรที่มี 5. แบงกลุมนักเรียนคนควาขอมูลเพิ่มเติมจากแหลงเรียนรู วิธีการออกแบบ วางแผนเก็บรวบรวมขอมูลอยางเปนระบบ 6. รวมกันอภิปรายวิธีการออกแบบ วางแผนเก็บรวบรวมขอมูลที่หลากหาย 7. รวมกันสรุปวิธีการออกแบบ วางแผนเก็บรวบรวมขอมูลของกลุมและนําเสนอ 8. รวมตรวจสอบการออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูลของแตละกลุม 9. วิพากษการออกแบบ วางแผนกระบวนการรวบรวมขอมูล 10. นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานงานของตน 11. นําแนวทางการออกแบบวางแผน รวบรวมขอมูลตามกระบวนการมาจัดทํารายบุคคล สื่อ / แหลงเรียนรู 1. ตัวอยางการเขียนประเด็นความรูจากสถานการณปจจุบันและสังคมโลก การเขียนสมมติฐาน 2. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ 3. ตัวอยางการออกแบบวางแผนรวบรวมขอมูล
  • 10.
    10    หนวยการเรียนรูที่ 2 ชื่อหนวยการเรียนรู ทุกสิ่งที่คนควา รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 10 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 4. ศึกษา คนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับประเด็นที่เลือกจากแหลงเรียนรูที่มีประสิทธิภาพ 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูล ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การคน คว าแสวงหาความรูเ กี่ย วกั บ สมมติฐ านจาก - จะแสวงหาวิธีการคนควา หาความรูและสารสนเทศจาก แหลงปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และสารสนเทศจากแหลงเรียนรู แหลงปฐมภูมิไดอยางไร ที่หลากหลายไดอยางมีประสิทธิภาพ - จะแสวงหาวิ ธี ก ารค น คว า หาความรู แ ละสารสนเทศจาก แหลงทุติภูมิไดอยางไร - จะแสวงหาวิ ธี ก ารค น คว า หาความรู แ ละสารสนเทศจาก แหลงเรียนรูที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพไดอยางไร ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ) - วิธีการคนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐาน - คนควา แสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐาน - การหาความรูและสารสนเทศจากแหลงปฐมภูมิและ - แสวงหาความรู แ ละสารสนเทศจากแหล ง ปฐมภู มิ ทุติยภูมิ และทุติยภูมิ - วิธีการตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล - ตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล - ลักษณะของขอมูล สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ - ทํ า ง า น ร ว ม กั บ ผู อื่ น ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม - วิพากษความนาเชื่อถือของขอมูล - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานงานของตน - นํ า แนวทางการแสวงหาข อ มู ล สารสนเทศ ความรู ที่เกี่ยวของกับสมมติฐานไปรวบรวมขอมูล คุณลักษณะอันพึงประสงค 1. มีวินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมั่นในการทํางาน การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน แฟมงานรวบรวมความรู / สารสนเทศเกี่ยวกับสมมติฐานรายบุคคล เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน(ระบุประเด็นประเมิน) - ความนาเชื่อถือขอมูล - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกตอการใช ตรวจสอบได
  • 11.
    11    รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ -แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการรวบรวมขอมูล - แบบบันทึกการตรวจสอบคุณภาพของขอมูล - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ศึกษาวิธีการคนควา / แสวงหาความรูเกี่ยวกับสมมติฐานจากแหลงปฐมภูมิและทุติยภูมิตามแผนที่วางไว 2. ตรวจสอบความครบถวนของขอมูล / สารสนเทศ 3. คนควาขอมูล / สารสนเทศในเรื่องเดียวกันจากแหลงขอมูลที่หลากหลาย 4. ฝกทักษะการตรวจสอบขอมูล / สารสนเทศ ดวยตนเอง 5. จัดหมวดหมูขอมูล / สารสนเทศ เรียงลําดับตามที่วางแผนใหเปนระบบ 6. ตรวจทาน / วิพากษนําผลไปปรับปรุงขอมูล / สารสนเทศรายบุคคล 7. เผยแพร แลกเปลี่ยนเรียนรู สื่อ / แหลงเรียนรู 1. ตัวอยางแฟมงานการจัดเก็บขอมูล / สารสนเทศ 2. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ 3. แผนการเก็บรวมรวมขอมูล / สารสนเทศรายบุคคล
  • 12.
    12    หนวยการเรียนรูที่ 3 ชื่อหนวยการเรียนรู ปรารถนาคําตอบ รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 10 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู(ผลการเรียนรู) 5. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูลได 6. วิเคราะหขอคนพบดวยวิธีการที่เหมาะสม ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การตรวจสอบความน า เชื่ อ ถื อ ของแหล ง ที่ ม าของ - จะตรวจสอบความน า เชื่ อ ถื อ ของแหล งที่ ม าของข อ มูล ได ขอมูลนํามาวิเคราะหดวยวิธีการที่เหมาะสมจะชวยให อยางไร คนพบขอมูลที่มีความนาเชื่อถือ - จะใชวิธีการใดวิเคราะหขอมูลจึงจะเหมาะสม - วิเคราะหขอมูลอยางไรจึงจะไดขอมูลที่นาเชื่อถือ ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ) - แหลงขอมูลที่ดีและนาเชื่อถือ - ตรวจสอบความนาเชื่อถือของแหลงที่มาของขอมูล - วิธีการที่ใชวิเคราะหขอมูล - รวบรวมขอมูลที่จะนํามาวิเคราะห - เทคนิคการวิเคราะหขอมูล - เลือกวิธีการที่เหมาะสมนํามาวิเคราะหขอมูล - วิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรมที่เหมาะสม - ทํ า ง า น ร ว ม กั บ ผู อื่ น ต า ม ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม - ตรวจสอบ / วิพากษความนาเชื่อถือของการวิเคราะหขอมูล - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานของตน - นําผลการวิเคราะหขอมูล / สารสนเทศ ความรูที่เกี่ยวของกับ สมมติฐาน ไปสังเคราะหสรุปเปนองคความรู คุณลักษณะอันพึงประสงค 1. มีวินัย 2. ซื่อสัตย 3. ใฝเรียนรู 4. มุงมั่นในการทํางาน 5. จิตสาธารณะ การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน ผลการวิเคราะหขอมูลรายบุคคล เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน) - ความนาเชื่อถือของแหลงขอมูล - ความถูกตอง / ครบถวนสมบูรณของขอมูล / สารสนเทศ - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน สะดวกตอการใช ตรวจสอบได
  • 13.
    13    รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการรวบรวมขอมูล - แบบบันทึกการตรวจสอบคุณภาพแหลงที่มาของขอมูล - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน - แบบบันทึกการวิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรม การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ศึกษาเทคนิคการตรวจสอบความนาเชื่อของขอมูล 2. ตรวจสอบความนาเชื่อถือของขอมูล 3. รวบรวมขอมูลใหเปนระบบ เตรียมขอมูลวิเคราะห 4. เลือกวิธีการที่เหมาะสมกับขอมูลที่วิเคราะห 5. วิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรม 6. รวมกันตรวจสอบผลการวิเคราะหขอมูล 7. วิพากษผลการวิเคราะหขอมูลจากการตรวจสอบ 8. นําผลการวิพากษผลการวิเคราะหขอมูลมาปรับ / พัฒนา 9. รวบรวมผลการวิเคราะหขอมูลเพื่อนําไปสังเคราะหสรุปเปนองคความรู สื่อ / แหลงเรียนรู 1. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ 2. เครื่องคอมพิวเตอร
  • 14.
    14    หนวยการเรียนรูที่ 4 ชื่อหนวยการเรียนรู สรุปองคประกอบที่สมบูรณ รายวิชาเพิ่มเติม การศึกษาคนควาและการสรางองคความรู ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 10 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 7. สังเคราะหสรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม 8. เสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวยองคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของนักเรียน ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การสั งเคราะห สรุ ป องค ค วามรูด วยกระบวนการ - จะสรุปองคความรูไดอยางไร กลุม การเสนอแนวคิด การแกปญ หาอยา งเปน ระบบ - จะนําเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบไดอยางไร ด ว ย - จะนําองคความรูไปถายทอดเปนงานเขียนไดอยางไร องคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของนักเรียน ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / กระบวนการ) - การอานจับใจความสําคัญ - การอานจับใจความสําคัญ - การเขียนสรุปความ - การเขียนสรุปความ - การเขียนความเรียง - การเขียนความเรียง - การเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบ - การเสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบ คุณลักษณะอันพึงประสงค 1. วินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมั่นในการทํางาน 4. รักความเปนไทย 5. จิตสาธารณะ การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน การสังเคราะห สรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน) - ความถูกตอง / ครบถวนสมบูรณของขอมูล / สารสนเทศ - ความถูกตองและนาเชื่อถือของขอคนพบที่นําเสนอ - กระบวนการรวบรวมมีระบบชัดเจน รองรอยการเรียนรูอ่น ๆ ื - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการสังเคราะหสรุปองคความรู - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ฝกทักษะการอานจับใจความสําคัญ 2. ฝกทักษะการเขียนสรุปความ 3. ฝกทักษะการเขียนความเรียง 4. สังเคราะห สรุปองคความรูดวยกระบวนการกลุม 5. เสนอแนวคิด การแกปญหาอยางเปนระบบดวยองคความรูจากการคนพบแผนการทํางานของนักเรียน 6. อภิปรายและสรุปองคความรูที่ไดจากการศึกษาคนควา สื่อ / แหลงเรียนรู แหลงการเรียนรูตาง ๆ เชน หองสมุด อินเทอรเน็ต ฯลฯ
  • 15.
    15    2. รายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอ (Communicationand Presentation: IS2) รายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอ (Communication and Presentation: IS2) เปนสาระ การเรียนรูที่จัดการเรียนการสอนเพื่อใหผูเรียนนําขอสรุป ขอคนพบใหม ความคิดใหม หรือองคความรูใหม ที่ได จากการศึ กษาศึกษาคนควาและการสรางองคความรูในสิ่งที่สนใจแลวเรียบเรีย งนําเสนอความคิ ด ขอคิดเห็น และขอเสนอเชิงวิชาการ โดยใชภาษาอยางถูกตอง และนําเสนอองคความรูดวยดวยวิธีการที่ หลากหลายและเหมาะสม การจัดการเรียนรูรายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอมีวัตถุประสงค เพื่อใหผูเรียนสามารถ สื่อสารและนําเสนอขอคนพบ ขอสรุป หรือองคความรู ที่ไดจากการศึกษาคนควา ดวยวิธีการที่หลากหลาย และเหมาะสม แนวการจัดการเรียนรู ครูผูสอนจะต องให ค วามสําคัญกับ “การจั ดโครงร างของผลงาน” เนื่ อ งจากจะช วยใหผูเ รี ย น จัดลําดับเนื้อหาของการเขียนรายงานการคนควาและการนําเสนอไดดี โดยดําเนินการ ดังนี้ 1. การรายงานการคนควาของผูเรียน ใหผูเรียนนําหัวขอเรื่องจากขอคนพบ ขอสรุป ความคิดใหม องคความรูใหมที่ตนเองสนใจเรียนรู เปนขอมูลในการนําเสนอ จากนั้นครูจัดกิจกรรมการเรียนรูใหผูเรียนมี ความรูความเขาใจเกี่ยวกับ - การเรียบเรียงหัวขอการศึกษาคนควา (Research Question) - แหลงคนควา / แหลงการเรียนรู - การกําหนด / เขียนโครงราง (Outline) 2. การกํ า หนดโครงร า งของผลงาน การเขี ย นรายงานการค น คว า หาความรู จ ากแหล ง การเรียนรูเกี่ยวกับหัวขอเรื่องที่ผูเรียนไดเลือกอยางอิสระ จะตองประกอบดวยองคประกอบ 3 สวน ไดแก คํานํา (Introduction) เนื้อเรื่อง (Body /Development) และบทสรุป (Conclusion) 3. การนํ า เสนอการนํ า เสนองาน เป น ทั ก ษะที่ มี ค วามสํ า คั ญ อย า งยิ่ ง สํ า หรั บ การนํ า เสนอ ผลการศึกษาคนควา ตามองคประกอบ 3 ประการ ไดแก 3.1 การกําหนดวัตถุประสงคและวิเคราะหผูฟง 3.2 การวางโครงสรางเนื้อหาการนําเสนอ 3.3 วิธการนําเสนอ ี การวิเคราะหผูฟง เปนการวิเคราะหความตองการ ความสนใจ หรือความกังวลใจของผูฟง รวมถึงความเขาใจในสไตล ความชอบของผูฟง เพื่อใหสามารถออกแบบโครงสรางและเนื้อหาการนําเสนอ รวมทั้งการใชส่อประกอบที่มีความเหมาะสม สอดคลองและถูกใจผูฟง ื
  • 16.
    16    บทบาทของผูสอน  1. สงเสริม กระตุน สนับสนุน ชี้แนะใหผูเรียนรูจักวิธีการคิด คนควาเกี่ยวกับหัวขอ / เรื่องที่ผูเรียน เลือกคนควา 2. ชวยเหลือ แนะนําผูเรียนในการคนควาความรูจากแหลงเรียนรูตาง ๆ 3. ชวยเหลือแนะนําผูเรียนสามารถเขียนรายงานการคนควาไดอยางถูกตองตามเกณฑกาหนด ํ 4. การนําเสนอ ครูควรดําเนินการ ดังนี้ 4.1 นําเสนอดวยสื่อรูปธรรม เชน รูปภาพ ของจริง กราฟ ตาราง แผนภูมิ ภาพสัญลักษณ สื่อ วัสดุอุปกรณตาง ๆ แลวใหผูเรียนไดพรรณนาถึงสิ่งที่พบ 4.2 ควรใชคําถามที่ชวยกระตุนใหผูเรียนไดคิดอยางหลากหลายและคิดอยางสรางสรรค สามารถอธิบายความคิดของตนออกมา ดวยการพูด การเขียน และใหผูเรียนไดต้ังคําถามและหาคําตอบดวย ตนเองตามความสนใจ 4.3 เปดโอกาสใหผูเรียนไดแสดงแนวคิดของตนเอง 4.4 จัดกลุมใหผูเรียนไดรวมมือและชวยเหลือกันในการเรียนรู เพื่อชวยสงเสริมใหเกิดการ สื่อสารในรูปแบบของการอธิบายแนวคิดและการอภิปรายในกลุม 4.5 ใชการชี้แนะทางตรงและชี้แนะทางออม เพื่อชวยใหผูเรียนเกิดความเขาใจ และเห็น เปาหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น บทบาทของผูเรียน 1. กําหนดแผนการทํางาน วันสงงาน และการศึกษาคนควาจากแหลงคนควา รวมทั้ง การวางแผนการเขียนเรียบเรียงผลงาน 2. ศึกษาและฝกการเขียนรายงานเชิงวิชาการแตละองคประกอบใหถูกตองสมบูรณ 3. เรียบเรียง รวบรวมโครงราง (Rough draft) ของรายงานใหครบองคประกอบ และฝกการ ตรวจสอบ (Edit) รายงานโดยใชสญลักษณในการตรวจสอบ ั 4. จัดทําสื่อประกอบการนําเสนอ และเลือกวิธีการนําเสนอที่เหมาะสมกับผูอาน/ผูฟง
  • 17.
    17    คําอธิบายรายวิชาการสื่อสารและการนําเสนอ (Communication and Presentation: IS2) รายวิชาเพิ่มเติม ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 จํ า นวน 1.5 หน ว ยกิ ต ------------------------------------------------- ศึกษา เรียบเรียงและถายทอดความคิดอยางสรางสรรคจากรายวิชา IS1 (Research and Knowledge Formation) เกี่ ย วกั บ สถานการณ ป จ จุ บั น และสั ง คมโลก โดยเขี ย นโครงร า ง บทนํ า เนื้อเรื่อง สรุป ในรูปของรายงานการศึกษาคนควาเชิงวิชาการเปนภาษาไทยความยาว จํานวน 4,000 คํา หรือ เปนภาษาอังกฤษ ความยาว 2,000 คํา มีการอางอิงแหลงความรูที่เชื่อถือไดอยางหลากหลายเชื่อถือได ทั้งใน ประเทศและตางประเทศ เรียบเรียงและถายทอดสื่อสาร นําเสนอความคิดอยางชัดเจน เปนระบบ มีการ นําเสนอในรูปแบบเดี่ยว (Oral individual) หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่อเทคโนโลยีที่ หลากหลาย และมีการเผยแพรผลงานสูสาธารณะ เพื่อใหเกิดทักษะ ในการเขียนรายงานเชิงวิชาการ และ ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เห็นประโยชนและคุณคาในการสรางสรรคงานและถายทอดสิ่งที่เรียนรู ใหเปนประโยชนแกสาธารณะ ผลการเรียนรู 1. วางโครงรางการเขียนตามหลักเกณฑ องคประกอบและวิธีการเขียนโครงราง 2. เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิงวิชาการเปนภาษาไทยความยาว 4,000 คํา หรือ ภาษาอังกฤษ ความยาว 2,500 คํา 3. นําเสนอขอคนพบ ขอสรุปจากประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว (Oral individual presentation) หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่อเทคโนโลยีที่หลากหลาย 4. เผยแพรผลงานสูสาธารณะ โดยใชการสนทนา / วิพากษผานสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e-conference, social media online 5. เห็นประโยชนและคุณคาการสรางสรรคงานและถายทอดสิ่งที่เรียนรูใหเปนประโยชน
  • 18.
    18    โครงสรางรายวิชาเพิ่มเติมการสื่อสารและการนําเสนอ ระดับมัธยมศึกษาปที่ 4 หนวยที่ ชื่อหนวยการเรียนรู ผลการเรียนรู สาระสําคัญ ชั่วโมง น้ําหนักคะแนน 1 ฝ ก ซ อ ม เ ขี ย น 1.วางโครงรางการเขียน การฝ ก เขี ย นโครงร า งรายงาน 6/8 20 โครงราง ต า ม ห ลั ก เ ก ณ ฑ เชิงวิชาการซึ่งมีองคประกอบดวย องคประกอบและวิธีการ ชื่ อ เรื่ อ ง ความนํ า วั ต ถุ ป ระสงค เขียนโครงราง สมมุ ติ ฐ าน ขอบเขตการศึ ก ษา เนื้อหา วิธีการศึกษาและการเก็บ รวบรวมข อ มู ล เป น การวาง แผนการเขียนรายงานเชิงวิชาการ อ ย า ง เ ป น ร ะ บ บ แ ล ะ ก า ร ตรวจสอบทั้ ง ด ว ยตนเอง และ เพื่ อ นช ว ย ต ร ว จ ส อ บ โ ด ย ใ ช สัญ ลัก ษณในการตรวจสอบชวย ใหรายงานเชิงวิชาการนั้นถูกตอง แมนยําและสมบูรณยิ่งขึ้น 2 สรางผลงานเขียน 2. เขียนรายงานการศึกษา การถ า ยโอนองค ค วามรู จ าก 18 / 28 40 คน คว า เชิ ง วิ ช าการภาษา การศึกษา คนควา และขอคนพบ ไทย ความยาว 4,000 คํ า โดยการรายงานที่ใชรูปแบบการ ห รื อ ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ เขียนรายงานเชิงวิชาการไดครบ ความยาว 2,500 คํา องค ป ระกอบและถู ก ต อ งตาม หลัก วิ ช าการเป น การสื่ อ สารที่ มี ประสิทธิภาพ 3 เพียรนําเสนอ 3. นํ า เ ส น อ ข อ ค น พ บ การนําเสนอผลงานจากการศึกษา 12 / 20 30 ข อ สรุ ป จากประเด็ น ที่ คนควา ขอคนพบโดยมีการเตรียม เลื อ กในรู ป แบบเดี่ ย ว ค ว า ม พ ร อ ม ข อ ง ผู นํ า เ ส น อ (Oral individual การเลื อ กรู ป แบบประเภทสื่ อ presentation) หรือกลุม ป ร ะ ก อ บ ก า ร นํ า เ ส น อ ใ ห (Oral panel presentation) เหมาะสม และสอดคลองกับตาม โดยใช สื่ อ เทคโนโลยี ที่ ความตองการ ความสนใจ ความ หลากหลาย ชื่ น ชอบ ของผู ฟ ง ช ว ยให ก าร เ ผ ย แ พ ร ผ ล ง า น ไ ด อ ย า ง มี ประสิทธิผล 4 Show and Share 5. เห็นประโยชนและ การเผยแพร ผ ลงานการเขี ย น 4/4 10 คุณคาในการสรางสรรค รายงานการค น คว า ด ว ยการจั ด งานและถายทอดสิ่งที่ นิทรรศการ / เผยแพรดวยวิธีการที่ เรียนรูแกสาธารณะ หลากหลาย รวม 40 / 60 100
  • 19.
    19    การออกแบบหนวยการเรียนรู หนวยการเรียนรูที่ 1 ชื่อหนวยการเรียนรู เขียนโครงราง รายวิชาเพิ่มเติม การสื่อสารและการนําเสนอ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 6 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 1. วางโครงรางการเขียนตามหลักเกณฑ องคประกอบและวิธีการเขียนโครงราง ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ มีองคประกอบคือ - การเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ ชื่ อ เรื่ อ ง ความนํ า วั ต ถุ ป ระสงค สมมุ ติ ฐ าน ขอบเขต มีองคประกอบอยางไร การศึกษา เนื้อหา วิธีการศึกษาและการเก็บรวบรวมขอมูล - การเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ เปนการวางแผนการเขียนรายงานเชิงวิชาการอยางเปนระบบ ที่สมบูรณมีลักษณะอยางไร และการตรวจสอบทั้งดวยตนเอง และเพื่อนชวยตรวจสอบ โดยใช สั ญ ลั ก ษณ ใ นการตรวจสอบช ว ยให ร ายงานเชิ ง วิชาการนั้นถูกตองแมนยําและสมบูรณยิ่งขึ้น ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ) การวางโครงรางการเขียนรายงานเชิงวิชาการ - เขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ - องคประกอบของโครงราง - ทํางานรวมกับผูอื่นตามกระบวนการกลุม - ชื่อเรื่อง - ตรวจสอบงานเขียนโครงรางเชิงวิชาการ - ความนํา - วิพากษงานเขียนโครงรางของผูอื่น - วัตถุประสงค - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานเขียนโครงราง - สมมุติฐาน ของตน - ขอบเขตการศึกษาคนควา - เนื้อเรื่อง - วิธีการศึกษาและรวบรวมขอมูล คุณลักษณะที่พึงประสงค 1. มีวินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมั่นในการทํางาน การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน โครงรางรายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน) - ความครบถวนขององคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการ - ความถูกตองสมบูรณของโครงรางรายงานเชิงวิชาการ
  • 20.
    20    รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ - แบบบันทึกตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการตรวจสอบ / วิพากษ - แบบบันทึกการประเมินการเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ - แบบบันทึกเกี่ยวกับกระบวนการทํางาน การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ศึกษาวิธีเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ 2. รวมกันฝกเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการ 3. กลุมอภิปรายการเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการ 4. สรุปผลการอภิปรายการเขียนองคประกอบโครงรางรายงานเชิงวิชาการของกลุมเตรียมนําเสนอ 5. กลุมนําเสนอโครงรางรายงานเชิงวิชาการ 6. รวมกันตรวจสอบและวิพากษความสมบูรณของโครงรางรายงานเชิงวิชาการ 7. กลุมปรับโครงรางรายงานเชิงวิชาการตามขอเสนอแนะ 8. นักเรียนแตละคนนําแนวทางการจัดทําโครงรางรายงานเชิงวิชาการที่ถูกตอง ไปจัดทําโครงรางรายงาน เชิงวิชาการของตนเอง สื่อ / แหลงเรียนรู 1. ตัวอยางการเขียนโครงรางรายงานเชิงวิชาการ 2. แหลงคนควาอางอิง เชน อินเทอรเน็ต หนังสือ บุคคล ฯลฯ
  • 21.
    21    หนวยการเรียนรูที่ 2 ชื่อหนวยการเรียนรู สรางผลการเขียน รายวิชาเพิ่มเติม การสื่อสารและการนําเสนอ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 18 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 3. เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิงวิชาการภาษาไทย ความยาว 4,000 คํา หรือภาษาอังกฤษ 2,500 คํา ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ /ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การถายโอนองคความรูจากการศึกษา คนควา และ - องคประกอบของรายงานเชิงวิชาการมีอะไรบาง และแตละ ขอคนพบโดยการรายงานที่ใชรูปแบบการเขียนรายงาน องคประกอบมีวิธีการเขียนอยางไร เชิงวิชาการไดครบองคประกอบและถูกตองตามหลัก - การตรวจสอบงานเขียนมีวิธีการตรวจสอบอยางไรและใช วิชาการเปนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สัญลักษณอยางไร - มารยาทในการวิพากษงานผูอื่นมีอยางไร ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ) การเขียนรายงานเชิงวิชาการ โดยมีองคประกอบ - เขียนรายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ 3 สวน - ทํางานรวมกับผูอื่นตามกระบวนการกลุม 1) องคประกอบสวนหนา - ตรวจสอบงานเขียนเชิงวิชาการโดยใชสัญลักษณ - ปกนอก ปกใน - วิพากษงานเขียนของผูอื่น - บทคัดยอ กิตติกรรมประกาศ - นําขอวิพากษมาปรับปรุงงานเขียนของตนได - สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ 2) องคประกอบสวนเนื้อเรื่อง - ความนํา วัตถุประสงค สมมุติฐาน ขอบเขต - เนื้อเรื่อง - วิธีการรวบรวมและวิเคราะหขอมูล - ผลการศึกษา - บทสรุป และอภิปรายผล 3) องคประกอบสวนทาย - บรรณานุกรม ภาคผนวก - ประวัติผูจัดทํา คุณลักษณะที่พึงประสงค 1. มีวินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมั่นในการทํางาน การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน รายงานเชิงวิชาการฉบับสมบูรณ
  • 22.
    22    เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน(ระบุประเด็นประเมิน) - ความครบถวนขององคประกอบรายงาน - ความสัมพันธเชิงเหตุผลขององคประกอบ - ความถูกตองตามหลักวิชาการและความสมบูรณของรายงานเชิงวิชาการ รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ - แบบประเมินองคประกอบ และความสมบูรณของรายงานเชิงวิชาการ การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ดูตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณแลวระดมสมองวิเคราะหองคประกอบของรายงานนั้นแลวรวมกันวิเคราะหอภิปราย องคประกอบของรายงาน 2. รวมกันวิเคราะหความสัมพันธเชิงเหตุผลขององคประกอบของตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณ 3. รวมกันประเมินตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณ แลวนําเสนอจุดเดนจุดดอย 4. ศึกษาวิธีการเขียนแตละองคประกอบ 5. ฝกปฏิบัติการเขียนแตละองคประกอบของรายงาน 6. นําองคประกอบของรายงานมาเรียบเรียงตามลําดับ 7. ทบทวนการแกไขรายงานฉบับราง (Edit rough draft) และสัญลักษณการแกที่เรียนมาจากหนวยการเรียนรูที่ 1 8. ศึกษามารยาทในการวิพากษงานของผูอื่น 9. ปฏิบัตการแกไข และวิพากษรายงาน ิ 10. เขียนรายงานฉบับสมบูรณที่ครบองคประกอบ สื่อ / แหลงเรียนรู 1. ตัวอยางรายงานฉบับสมบูรณ 2. สัญลักษณการตรวจสอบงานเขียน 3. ตัวอยางโครงรางการศึกษาคนควา 4. ผังองคประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
  • 23.
    23    หนวยการเรียนรูที่ 3 ชื่อหนวยการเรียนรู เพียรนําเสนอ รายวิชาเพิ่มเติม การสื่อสารและการนําเสนอ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 12 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 3. นําเสนอขอคนพบ ขอสรุปจากประเด็นที่เลือกในรูปแบบเดี่ยว (Oral individual presentation) หรือกลุม (Oral panel presentation) โดยใชสื่ออุปกรณในการนําเสนอไดเหมาะสม ความเขาใจที่คงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การนําเสนอผลงานจากการศึกษาคนควา ขอคนพบ - การนําเสนอผลงานมีวิธีการอยางไร โดยมีการเตรียมความพรอมของผูนําเสนอ การเลือก - การนําเสนอแบบปากเปลาประเภทเดี่ยวและแบบกลุมเหมือน รูปแบบประเภทสื่อประกอบการนําเสนอใหเหมาะสม หรือแตกตางกันอยางไร และสอดคล อ งกั บ ตามความต อ งการ ความสนใจ - การวิเคราะหผูฟง / ผูอานมีวิธีการอยางไร ความชื่ น ชอบ ของผู ฟ ง ช ว ยให ก ารเผยแพร ผ ลงาน - สิ่งที่ชวยใหการนําเสนอแบบปากเปลาประสบผลดี ไดอยางมีประสิทธิผล คืออะไร - การนําเสนอผลงานมีขั้นตอนอยางไรบาง - ใชสื่อประกอบการนําเสนออยางไรบาง ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ) - วิธีวิเคราะหผูฟง/ผูอาน  - วิเคราะหผูฟง / ผูอาน - ประเภทของการนําเสนอแบบปากเปลา - ทํางานรวมกับผูอื่นตามกระบวนการกลุม - วิธีการจัดทําสื่อประกอบการนําเสนอ - จัดทําสื่อ / สื่อเทคโนโลยีประกอบการนําเสนอ - ขั้นตอนและเทคนิคการนําเสนอแบบปากเปลา - นําเสนอผลงานทางวิชาการแบบปากเปลา คุณลักษณะที่พึงประสงค 1. มีวินัย 2. ใฝเรียนรู 3. มุงมั่นในการทํางาน 4. ซื่อสัตยสุจริต การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน การนําเสนอผลงานศึกษาคนควา เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน) - ขั้นตอนของการนําเสนอแบบปากเปลา - ความชัดเจนของการนําเสนอ - เทคนิควิธีการนําเสนอ - การมีปฏิสัมพันธกบผูฟง ั รองรอยการเรียนรูอื่น ๆ แผนการนําเสนอและรางการนําเสนอผลงาน
  • 24.
    24    การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ดูวีดิทัศนตัวอยางการนําเสนอผลงานแบบปากเปลาทั้งแบบ Oral individual presentation และ Oral panel presentation 2. รวมกันวิเคราะหรูปแบบวิธีการของการนําเสนอของ 3. ศึกษารูปแบบ ขั้นตอน วิธีการนําเสนอผลงานแบบปากเปลา 4. ฝกปฏิบัติการนําเสนอ 5. สะทอนผลการฝกปฏิบัติการนําเสนอ สื่อ / แหลงเรียนรู 1. วีดิทัศนตัวอยางการนําเสนอผลงาน 2. รูปแบบและขั้นตอนวิธการนําเสนอ ี 3. ตัวอยางคําพูดที่จะนําเสนอในแตละขั้นตอน 4. ผังองคประกอบของรายงานเชิงวิชาการ
  • 25.
    25    หนวยการเรียนรูที่ 4 ชือหนวยการเรียนรู Show and Share รายวิชาเพิมเติม การสื่อสารและการนําเสนอ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 4 ชั่วโมง เปาหมายการเรียนรู (ผลการเรียนรู) 4. เผยแพรผลงานสูสาธารณะ โดยใชการสนทนา / วิพากษผานสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e-conference, social media online  5. เห็นประโยชนและคุณคาในการสรางสรรคงาน และถายทอดสิ่งที่เรียนรูแกสาธารณะ ความเขาใจทีคงทน (สาระสําคัญ / ความคิดรวบยอด) คําถามสําคัญ การเผยแพรผลงานการเขียนรายงานการคนควาดวย - มี วิ ธี ก า ร เ ผ ย แ พ ร ผ ล ง า น ด ว ย วิ ธี ใ ด ไ ด บ า ง การจัดนิทรรศการ / เผยแพรดวยวิธีการที่หลากหลาย - จ ะ ว า ง แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร นิ ท ร ร ศ ก า ร อ ย า ง ไ ร - มี วิ ธี ก ารเผยแพร ผ ลงานทางสื่ อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส อย า งไร - มีวิธีเก็บขอมูลยอนกลับมาพัฒนาและปรับปรุงผลงานอยางไร ผูเรียนรูอะไร (สาระการเรียนรู) ผูเรียนทําอะไรได (ทักษะ / ทักษะกระบวนการ) - หลักการวางแผนการจัดการ - ใชกระบวนการทํางานรวมกันจัดนิทรรศการเผยแพรผลงาน - หลักการประชาสัมพันธ - เผยแพรผลงานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส - วิธีการจัดนิทรรศการ - วิธีเผยแพรผลงานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส คุณลักษณะทีพึงประสงค 1. มีวินัย 2. ความพอเพียง 3. มุงมั่นในการทํางาน 4. ซื่อสัตยสุจริต การออกแบบการวัดผลประเมินผล ภาระงานรวบยอด / ชิ้นงาน นิทรรศการ และการเผยแพรชิ้นงานทางอิเล็กทรอนิกส เกณฑการประเมินภาระงาน / ชิ้นงาน (ระบุประเด็นประเมิน) - การวางแผนการทํางาน - การจัดนิทรรศการ - การเผยแพรผลงานทางสื่ออิเล็กทรอนิกส รองรอยการเรียนรูอืน ๆ - การออกแบบผังการจัดนิทรรศการ การวางแผนการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู นักเรียนจะ 1. ดูภาพตัวอยางนิทรรศการและสื่ออิเล็กทรอนิกส แลววิพากษจุดเดนจุดดอยของแตละภาพ 2. วิเคราะหภาพความสําเร็จจากการทํางานรวมกัน 3. วิเคราะหความเสี่ยงที่อาจเกิดไดในการทํางาน 4. วางแผนการดําเนินงานจัดนิทรรศการ 5. นําเสนอแผนการดําเนินงาน แลววิพากษเพื่อพัฒนาและปรับปรุงแผนงาน 6. ดําเนินงานตามแผนที่วางไว 7. สะทอนผลการปฏิบัติงานเพื่อการพัฒนาและปรับปรุง สือ / แหลงเรียนรู 1. ภาพตัวอยางการจัดนิทรรศการ 2. แบบฟอรมการวิพากษงาน
  • 26.
    26    การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม (Social Service Activity: IS3) การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม (Social Service Activity: IS3) เปน กระบวนการจั ด การเรี ย นรู เ พื่ อ การเปลี่ ย นแปลงในเชิ ง ลึ ก ทั้ ง ด า นพื้ น ฐานความคิ ด ความรู สึ ก และ การกระทําที่มุงใหเกิดการเปลี่ยนแปลง การเชื่อมโยงประสานสัมพันธ ความเสมอภาค ความยุติธรรมใน สังคม ความเขาใจกันในระหวางมนุษย มุงเนนกระบวนการตัดสินใจแบบมีสวนรวมเพื่อใหผูเรียน มีความตระหนักรูในตนเอง รวมกันศึกษาสภาพและการเปลี่ยนแปลงในระดับทองถิ่นที่จะสงผลกระทบตอ สังคมโลก โดยการวิเคราะหขอคนพบ ขอสรุป ความคิดใหม องคความรูใหม ที่เปนความจริงใกลตัวของ ผูเรียน เลือกนําประเด็น / เรื่องราวที่สัมพันธกับเหตุการณที่เกิดขึ้น กระตุนใหเชื่อมโยงเหตุการณในระดับ ทองถิ่นกับระดับโลกในภาพกวาง และอภิปราย สนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธของ เหตุการณดังกลาวโดยจัดเปนกิจกรรม โครงการ หรือโครงงาน เปาหมายคุณภาพผูเรียน คุณภาพผูเรียน มัธยมศึกษาตอนตน มัธยมศึกษาตอนปลาย การนํ า ความรู ไ ปใช - นําความรูไปประยุกตสรางสรรค - นํ า ค ว า ม รู ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต สร า ง ส ร ร ค บริการสังคม ประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน ประโยชนตอสังคมและโลก - เผยแพรความรูและประสบการณ - เผยแพรความรูและประสบการณที่ไดจาก ที่ ไ ด จ ากการลงมื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ การลงมื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ สั ง คม ประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน และโลก การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคมมีวัตถุประสงค เพื่อใหผูเรียนไดพัฒนาตนเอง และพัฒนาซึ่งกันและกันผานการเรียนรูจากประสบการณ (Experiential learning) คนพบตนเอง โดยการ ริเริ่มสรางสรรคกิจกรรม (Creativity) ปฏิบัติกิจกรรม เรียนรูจากประสบการณตรง (Action) อาสาชวยเหลือ ผูอื่นดวยความสมัครใจ (Service) พัฒนาคานิยมที่อยูบนพื้นฐานความรูในเรื่องตาง ๆ ของโลก ไดแก 1. ความนับถือและเชื่อมั่นในตนเอง 2. ความเคารพในตนเองและผูอื่น 3. ความรับผิดชอบตอสังคม 4. ความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอม 5. การเปดใจกวาง 6. เจตคติในการพัฒนา วิสัยทัศน
  • 27.
    27    7. เปนสมาชิกชุมชนที่แข็งขัน มีสวนรวมรับผิดชอบ พัฒนาทักษะที่เกี่ยวของ และสรางเสริมเจต คติในการเปนพลโลกทั้งในระดับบุคคลและสวนรวม แนวทางการจัดกิจกรรม / โครงการ / โครงงาน การจัดกิจกรรม / โครงการ / โครงงานการนําองคความรูไปใชบริการสังคม มีหลักการและแนว ทางการดําเนินการ ดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม มีหลักการ ดังนี้ 1.1 เปนการเรียนรูที่อาศัยประสบการณของผูเรียน 1.2 ทําใหเกิดการเรียนรูใหม ๆ ที่ทาทายอยางตอเนื่องและเปนการเรียนรูที่เรียกวา "Active Learning" 1.3 มีปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับผูเรียน ผูเรียนกับผูสอนและผูที่เกี่ยวของ 1.4 เปนการสรางเครือขายความรูและประสบการณอยางกวางขวาง 1.5 ใชการพูด หรือการเขียนเปนเครื่องมือในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน วิเคราะห สังเคราะห ความรู พฤติกรรม และผลงาน 2. การจั ด กิ จกรรมการนําองค ความรูไปใชบริ การสังคม สามารถจัดเปน กิจ กรรม / โครงงาน / โครงการ โดยจัดใหผูเรียนไดเรียนรูผานประสบการณ ซึ่งประกอบดวยขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1 วางแผน (Plan) เปนขั้นเริ่มตนการปฏิบัติกิจกรรม ประกอบดวย การกําหนดเปาหมาย ความสําเร็จ การทําความกระจางในเปาหมาย และการตัดสินใจวาจะนําองคความรูและประสบการณเดิมของ แตละคนมาใชไดอยางไร 2.2 ลงมือปฏิบัติ (Act) เปนขั้นลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อใหบรรลุเปาหมายของกิจกรรมนั้น ๆ โดยใชประสบการณและองคความรูที่มีอยูเปนฐานในการเรียนรูใหม 2.3 สังเกต (Observe/Analyze) เปนขั้นการวิเคราะหการรับรูของผูเรียน ใหผูเรียนไดสังเกตและ พิจารณาถึงความรูสึกของตนเอง รวมทั้งปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนกับสมาชิกในกลุมและผูที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ ประสบการณจะเปลี่ยนเปนการเรียนรูเมื่อเจาของประสบการณไดพิจารณาถึงอารมณ ความคิดและการ กระทําของตนเองในเหตุการณ นั้น ๆ โดยไมปลอยใหสิ่งที่เกิดขึ้นผานพนและจบไป 2.4 สะทอน (Reflect) เปนขั้นสะทอนใหเห็นถึงสัมฤทธิ์ผลของผูเรียน ประเด็นสําคัญที่ได เรียนรู องคความรูใหมที่เกิดขึ้นกับผูเรียน จุดแข็งและความทาทายของแตละคน รวมทั้งเปนขั้นการประเมิน การปฏิบัติของผูเรียน สังเคราะหความรูความเขาใจใหม ๆ นับเปนขั้นตอนที่สําคัญอยางยิ่งของการเรียนรู ผานประสบการณ ความสามารถในการสะทอนการจัดกิจกรรมไมไดเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แตจําเปนตอง ไดรบการพัฒนาและสั่งสมประสบการณจากการฝกฝน และชี้แนะ ั 2.5 ประยุ ก ต (Apply) เป น ขั้ น การนํ า ผลการจั ด กิ จ กรรมประสบการณ แ ละองค ค วามรู ที่เกิดขึ้นไปใช ในสถานการณใหม ๆ และชีวิตประจําวัน
  • 28.
    28    บทบาทของครูผูสอน / ครูทปรึกษา ี่ 1. ศึกษาและทําความเขาใจเกี่ยวกับความตระหนักถึงความสําคัญของทัศนะและบทบาทของเยาวชน ในการแสดงออกถึงความรับผิดชอบที่มีผลตอประเด็นตาง ๆ ในระดับโลก เขาใจบทบาทของภาษา ขนบธรรมเนียม ถิ่นฐาน ศิลปะ ศาสนา ที่เปนอัตลักษณของตนเองและผูอื่นในโลก 2. สนทนา ชี้แนะ ชี้แจง ผูเรียนเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติกจกรรม ิ 3. แลกเปลี่ยนประสบการณและใหขอคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติกิจกรรม 4. สนับสนุนและเปนกําลังใจในการคิดและการปฏิบัติกิจกรรมของผูเรียนอยางตอเนื่อง 5. ประเมินผลการดําเนินกิจกรรมและผลที่เกิดกับผูเรียน บทบาทของผูเรียน 1. สรางความรูความเข า ใจเกี่ ย วกับ แนวคิด และความจํ า เปนของการเปน บุ คคลแห งการเรีย นรู และมีความรับผิดชอบ 2. สนทนา รับฟง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะปฏิบัติ 3. วิเคราะห สังเคราะหขอมูลขาวสารและความเห็นจากสื่อการเรียนรูและแหลงขอมูลตาง ๆ 4. ตัดสินใจเลือกกิจกรรมและวางแผนการปฏิบัติกิจกรรม 5. ปฏิบัติกิจกรรมตามแผนที่กําหนดดวยความกระตือรือรนและมีความรับผิดชอบ 6. ประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม 7. สรุปและรายงานผลการปฏิบัติกิจกรรม
  • 29.
    29    ตัวอยางแนวทางการปฏิบติกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม ั  ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ลําดับ กิจกรรม ชั่วโมง หมายเหตุ 1 วิเคราะหองคความรูเพื่อกําหนดแนวทางการนําไปประยุกต ใชให เกิดประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน เชน  - แนวทางในเรื่องภัยธรรมชาติ - แนวทางการปองกันแกไข 2 วางแผนการทํากิจกรรมเพื่อนําความรูไปสรางประโยชนตอโรงเรียน และชุมชน เชน - โครงการเผยแพรความรูเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ 3 ปฏิบัติกิจกรรมตามปฏิทินที่กําหนด เชน - การเผยแพรความรูเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ - แนวทางการปองกันแกไข 4 สรุปผลการดําเนินกิจกรรม - บันทึก - สะทอนความคิดเห็นของตน / ชุมชนตอการทํากิจกรรม 5 เผยแพรผลงาน - จัดทําแผนพับ - จัดทําเว็บไซต - จัดทํา Facebook รวม
  • 30.
    30    ตัวอยางกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม มัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 20 ชั่วโมง ลําดับ เวลา ชื่อกิจกรรม วัตถุประสงค การจัดกิจกรรม ภาระงาน ที่ (ชั่วโมง) 1 น้ําใจสูชุมชน เ ป น ส ม า ชิ ก ชุ ม ช น ที่ กิจกรรมบน Facebook สราง แข็ ง ขั น มี ส ว นร ว ม สรางความตระหนักและ เครือขาย รับผิดชอบ พัฒนาทักษะ ขอความชวยเหลือ ที่เกี่ยวของ และสราง จิตสาธารณะ เสริ ม เจตคติ ใ นการเป น ผาน พ ล โ ล ก ทั้ ง ใ น ร ะ ดั บ facebook.com บุคคลและสวนรวม 2 เลมนี้เพื่อนอง ความรับผิดชอบตอสังคม ชมรม ร ว ม กิ จ ก ร ร ม บริ จ าคหนั ง สื อ โ ร ง เ รี ย น ข า ด แคลน 3 การดู แ ลและ ค ว า ม รั บ ผิ ด ช อ บ ต อ คายอนุรักษ รายงาน / บํ า รุ ง รั ก ษ า สิ่งแวดลอม นิทรรศการ ปาตนน้ํา 4 ก า ร เ ยี่ ย ม การเปดใจกวาง โครงการอุนไอรัก รายงาน / ผูปวยไรญาติ นิทรรศการ 5 ตนทางเศรษฐีความนั บ ถื อ และเชื่ อ มั่ น ธนาคารขยะ รายงาน / ชิ้นงาน ในตนเอง 6 ดนตรีบําบัด ความเคารพในตนเอง การแสดงความสามารถ รายงาน / และผูอื่น ทางดนตรี หรื อ ส ร า ง นิทรรศการ ผลงานทางศิ ล ปะ เพื่ อ หารายไดสําหรับการกุศล 7 รั ก ษ เ จ ต ค ติ ใ น ก า ร พั ฒ น า การดูแลรักษาโบสถวิหาร รายงาน / ศิลปกรรม วิสยทัศน ั ก า ร เ ฝ า ร ะ วั ง นิทรรศการ โบราณสถานและ โ บ ร า ณ วั ต ถุ ไ ม ใ ห ถูกทําลาย รวม 20
  • 31.
    31    ตารางปฏิทนการปฏิบติกิจกรรมการนําองคความรูไปใชบริการสังคม ิ ั  มัธยมศึกษาตอนปลาย เวลา 20 ชั่วโมง ชื่อกิจกรรม ......................................... ภาคเรียนที่...................ปการศึกษา............................ สัปดาหที่ วัน เดือน ป กิจกรรม ผูรับผิดชอบ หมายเหตุ - รับสมัครสมาชิก - ชี้ แ จงวั ต ถุ ป ระสงค แ ละร ว มวางแผนการดํ า เนิ น กิจกรรม - เขียนโครงการ - กําหนดขอบขายและวางแผนพัฒนาชุมชน ทองถิ่น และประเทศ - นําเสนอแผนพัฒนาตอครูที่ปรึกษา - ประชุ ม ปรั บ ปรุ ง แผนและเตรี ย มแบ ง งานในความ รับผิดชอบ - กิจกรรมที่ 1…………….….. - กิจกรรมที่ 2………………… - สรุปผลการดําเนินงานระยะที่ 1 - จัดบอรดแสดงผลงาน - กิจกรรมที่ 3……………….. - กิจกรรมที่ 4……………….. - สรุปผลการดําเนินงานระยะที่ 2 - จัดบอรดแสดงผลงาน - ประชุมสรุปผลการดําเนินงาน - เสนอ (ราง) รายงานตอครูที่ปรึกษาโครงการ - ครูที่ปรึกษาตรวจแกไขงาน - จัดทํารายงานฉบับสมบูรณ (ชิ้นงาน) - นําเสนอบทสรุปตอโรงเรียนและประเมินผลโครงการ
  • 32.
    32    การวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผลการเรียนรูสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study : IS ) ตาม หลั ก สู ต รสถานศึ ก ษา อาศั ย หลั ก การดํ า เนิ น การวั ด และประเมิ น ผลการเรี ย นรู ต ามหลั ก สู ต รแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยพิจารณาจากคุณภาพของชิ้นงานหรือการปฏิบัติที่เปนผลผลิต/ รองรอยหลักฐานการเรียนรูของการศึกษาคนควาดวยตนเองของผูเรียนวาเปนไปตามเปาหมายคุณภาพผูเ รียน โรงเรียนมาตรฐานสากลหรือไม โดยใชวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายและเกณฑการประเมิน (Rubrics) แนวทางการวัดและประเมิน 1. กรณีที่จัดบูรณาการสาระการเรียนรูการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study : IS )ใน รายวิชาพื้นฐาน ที่โรงเรียนพิจารณาเห็นวาเหมาะสมใหแยกจัดเปนหนวยการเรียนรูเฉพาะและประเมินผล การเรียนรูของหนวยการเรียนรูนี้ใหชัดเจน 2. กรณีที่จัดเปนรายวิชาเพิ่มเติม ตองประเมินและตัดสินผลการเรียนโดยใหระดับผลการเรียน รายวิชาของสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study: IS) ตามเกณฑที่สถานศึกษากําหนด 3. กรณีที่จัดบูรณาการสาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study: IS) เฉพาะเปาหมาย คุณภาพผูเรียน การนําองคความรูไปใชบริการสังคม (IS3 : Social Service Activity) ในกิจกรรมพัฒนา ผูเรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน) ซึ่งเปนการนําความรูที่ไดจาก IS1 และ IS2 มาใช ใหวัด และประเมินผลการวางแผนการปฏิบัติกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรมตามแผนที่กําหนด และการสรุปรายงาน ผลการปฏิบติกิจกรรม โดยใหผลการประเมินเปนผานและไมผาน ตามเกณฑที่สถานศึกษากําหนด ั 
  • 33.
    33    -ตัวอยาง- โครงสรางการจัดการเรียนรูและวัดผลประเมินผลระดับมัธยมศึกษา สาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (IS) IS1: รายวิชาการศึกษาคนควาเพื่อการเรียนรู หน ว ยที่ 1 คํ า ถาม/ หนวยที่ 2 สืบคน/ ห น ว ย ที่ 3 ส ร ป สมมติฐาน ทดลอง รองรอย/ชิ้นงาน รองรอย/ชิ้นงาน รองรอย/ชิ้นงาน วิธีการ/เครื่องมือ/ วิธีการ/เครื่องมือ/ วิธีการ/เครื่องมือ/ เกณฑ เกณฑ เกณฑ คะแนน + คะแนน + คะแนน = 100
  • 34.
    34    -ตัวอยาง- โครงสรางการจัดการเรียนรูและวัดผลประเมินผลระดับมัธยมศึกษา สาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (IS) IS2 : รายวิชาการสื่อสารและการนําเสนอ หนวยที่ 1 หนวยที่ 2 หนวยที่ 3 หลักการเขียนงานเชิงวิชาการ ICT กับการนําเสนอ การเขียนและการนําเสนอ คะแนน + คะแนน + คะแนน = 100 ความรู/ทักษะ/ชิ้นงาน ความรู/ทักษะ/ชิ้นงาน งานเขียนเชิงวิชาการ/การนําเสนอองคความรู วิธีการ/เครื่องมือ/เกณฑ วิธีการ/เครื่องมือ/เกณฑ วิธีการ/เครื่องมือ/เกณฑ
  • 35.
    35    -ตัวอยาง- โครงสรางการจัดการเรียนรูและวัดผลประเมินผลระดับมัธยมศึกษา สาระการศึกษาคนควาดวยตนเอง (IS) IS3 : การนําองคความรูไปใช บริการสังคม จุดประสงคสําคัญ 1 จุดประสงคสําคัญ 2 จุดประสงคสําคัญ 3 แผนการปฏิบติกิจกรรม ั การปฏิบติกิจกรรมตามแผน ั สรุปผลการปฏิบัติกิจกรรมและการเผยแพร รองรอย/ชิ้นงาน รองรอย/ชิ้นงาน รองรอย/ชิ้นงาน วิธีการ/เครื่องมือ/ วิธีการ/เครื่องมือ/ วิธีการ/เครื่องมือ/ เกณฑ เกณฑ เกณฑ ผาน/ไม + ผาน/ไม + ผาน/ไม = ผ า น/ไม ผาน ผาน ผาน ผาน
  • 36.
    36    แนวทางการวัดและประเมินผลในระดับมัธยมศึกษาศึกษาปที่ 1 – 3 ตัวอยางชิ้นงาน/ผล แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน การเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ การตั้ ง ประเด็ น คํ า ถาม/ 1.แบบบันทึกประเด็น 1.ตั้งประเด็นคําถามในเรื่องที่ตน ตรวจสอบการตั้ ง คํ า ถาม แบบบันทึกการตรวจสอบการตั้งคําถามและ สมมติ ฐ านอย า งมี เ หตุ ผ ล คําถาม สนใจโดยเริ่มจากตัวเอง เชื่อมโยง และการตั้งสมมติฐ านของ การตั้งสมมติฐานของนักเรียน (Hypothesis Formulation) 2 . แ บ บ บั น ทึ ก กับชุมชนทองถิ่น ประเทศ นักเรียน เกณฑการประเมิน สมมติ ฐ าน/คํ า ตอบที่ 2.ตั้งสมมติฐานและใหเหตุผลโดย คาดคะเน ใชความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ การสืบคนความรูจากแหลง 1 . แ ผ น ก า ร เ ก็ บ 3.ออกแบบ วางแผนรวบรวม ประเมิ น การสื บ ค น ข อ มู ล แบบประเมินการสืบคนขอมูล เรียนรูและสารสนเทศหรือ รวบรวม/การสื บ ค น ขอมูลโดยใชกระบวนการรวบรวม จ า ก แ ห ล ง เ รี ย น รู ข อ ง เกณฑการประเมิน จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ท ด ล อ ง ขอมูล ขอมูลอยางมีประสิทธิภาพ นักเรียน (Searching for Information) 2 . แ บ บ บั น ทึ ก ก า ร 4.ศึ ก ษาแสวงหาข อ มู ล ประเด็ น สืบคนขอมูล ความรูเกี่ยวของกับสมมติฐานที่ตั้ง ไวจากแหลงเรี ยนรูที่ หลากหลาย เช น ห อ งสมุ ด หนั ง สื อ วารสาร แหล ง เรี ย นรู อ อนไลน วารสาร ฯลฯ)
  • 37.
    37    ตัวอยางชิ้นงาน/ผล แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน การเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ 5.ใช ก ระบวนการกลุ ม ในการ แลกเปลี่ ย นความคิ ด เห็ น โดยใช ความรู จ ากสาขาวิ ช าและแหล ง เรี ย นรู ต า ง ๆ เพื่ อ ให ไ ด ข อ มู ล ที่ ครบถวนสมบูรณ 6.ทํ า งานบรรลุ เ ป า หมายภายใต กรอบการดําเนินงานที่กําหนด โดยการกํ า กั บ ดู แ ลของครู อ ย า ง ตอเนื่อง ก า ร ส รุ ป อ ง ค ค ว า ม รู 1 . แ บ บ บั น ทึ ก ก า ร 7.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่ ตรวจผลงานการวิเ คราะห แบบบั น ทึ ก การตรวจผลงานการวิ เ คราะห (Knowledge Formation) วิ เ ค ร า ะ ห ก า ร เหมาะสม สั ง เคราะห และการสรุ ป สั ง เคราะห สรุ ป องค แ ละอภิ ป รายผลของ สังเคราะหขอมูล 8.สังเคราะหและสรุปองคความรู องคความรูและอภิปรายผล นักเรียน 2.แบบบันทึกการสรุป อภิ ป รายผลและ เปรี ย บเที ย บ ของนักเรียน เกณฑการประเมิน องคความรู เชื่อมโยงความรูจากแหลงคนควา ตาง ๆ 9 . เ ส น อ แ น ว คิ ด ห รื อ วิ ธี ก า ร แกปญหาอยางเปนระบบ
  • 38.
    38    ตัวอยางชิ้นงาน/ผล แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน การเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ ก า ร สื่ อ ส า ร แ ล ะ ก า ร 1.ผลงานการเขียนเชิง 10.เรี ย บเรี ย งและถ า ยทอดความคิ ด 1.ตรวจผลงานการเขี ย น 1.แบบบั น ทึ ก การตรวจผลงานการเขี ย น นําเสนอ วิชาการ อยางชัดเจนเปนระบบ รายงานเชิ ง วิ ช าการของ รายงานเชิงวิชาการของนักเรียน อยางมีประสิทธิภาพ 2.การนํ า เสนอองค 11.นํ า เสนอในรู ป แบบเดี่ ย ว (Oral นักเรียน 2.แบบบันทึกการสังเกตการนําเสนองานของ (Effective Communication) ความรู individual presentation)หรือกลุม 2.สั ง เกตการพู ด นํ า เสนอ นักเรียนเกณฑการประเมิน (Oral panel presentation) โดยใชส่ือ งานของนักเรียน ประกอบหลากหลาย 12.เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิง วิชาการความยาว 2,500 คํา โดยมีการ อางอิงแหลงความรูที่เชื่อถือไดอยาง หลากหลาย 13.เผยแพรผลงานสูสาธารณะ การนําความรูไปใชบริการ 1.การปฏิ บั ติ กิ จ กรรม 14.นําความรูไปประยุกตสรางสรรค ประเมินการนําความรูไปใช แบบประเมินการทํากิจกรรมบริการโรงเรียน สังคม(Public Service) เพื่อบริการชุมชน ประโยชนตอโรงเรียนและชุมชน ในการทํ า กิ จ กรรมบริ ก าร และชุมชน 2.การเผยแพร ผ ลการ 15.เผยแพรความรูและประสบการณที่ โรงเรี ย น ชุ ม ชนและการ ปฏิบัติกิจกรรมบริการ ไดจากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ ชุมชน ตอโรงเรียนและชุมชน ประสบการณ ก ารบริ ก าร โรงเรียนและชุมชน
  • 39.
    39    แนวทางการวัดและประเมินผลในระดับมัธยมศึกษาศึกษาปที่ 4 – 6 ตัวอยางชิ้นงาน/ผล แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน การเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ การตั้ ง ประเด็ น คํ า ถาม/ 1.แบบบันทึกประเด็น 1 . ตั้ ง ป ร ะ เ ด็ น / คํ า ถ า ม เ กี่ ย ว กั บ ตรวจสอบการตั้ ง คํ า ถาม แบบบันทึกการตรวจสอบการตั้งคําถามและ สมมติ ฐ านอย า งมี เ หตุ ผ ล คําถาม สถานการณปจจุบันและสังคมโลก ก า ร ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ า น ข อ ง การตั้งสมมติฐานของนักเรียน (Hypothesis Formulation) 2 . แ บ บ บั น ทึ ก 2.ตั้ ง สมมติ ฐ านและให เ หตุ ผ ลที่ นักเรียน เกณฑการประเมิน สมมติฐาน สนับสนุนหรือโตแยงประเด็นความรู โดยใช ค วามรู จ ากสาขาวิ ช าต า ง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ การสืบคนความรูจากแหลง 1 . แ ผ น ก า ร สื บ ค น 3.ออกแบบ วางแผนรวบรวมขอ มู ล ประเมิ น การสื บ ค น ข อ มู ล แบบประเมินการสืบคนขอมูล เรียนรูและสารสนเทศหรือ ความรู โดยใช ก ระบวนการรวบรวมข อ มู ล จ า ก แ ห ล ง เ รี ย น รู ข อ ง เกณฑการประเมิน จ า ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ท ด ล อ ง 2.แบบบั น ทึ ก ผลการ อยางมีประสิทธิภาพ นักเรียน (Searching for Information) สืบคนความรู 4.ศึกษา คนควาแสวงหาความรู ขอมูล และสารสนเทศ โดยระบุแหลงเรียนรู ทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ
  • 40.
    40    แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน รองรอย/ชิ้นงาน ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน วิธีการ เครื่องมือ 5 . ใ ช ก ร ะ บ ว น ก า ร ก ลุ ม ใ น ก า ร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใชความรู จากสาขาวิชาและแหลงเรียนรูตาง ๆ และพิ จ ารณาความน า เชื่ อ ถื อ ของ แหล ง เรี ย นรู อ ย า งมี วิ จ ารณญาณ เพื่อใหไดขอมูลที่ครบถวนสมบูรณ 6.ทํางานบรรลุผลตามเปาหมายอยางมี ประสิทธิภาพ โดยคําแนะนําของครูที่ ใหคําปรึกษาอยางตอเนื่อง 7.อธิ บ ายความเป น มาของศาสตร หลั ก การ และวิ ธี คิ ด ในสิ่ ง ที่ ศึ ก ษา คนควา 8.วิ เ คราะห ข อ มู ล โดยใช วิ ธี ก ารที่ เหมาะสม
  • 41.
    41    ตัวอยางชิ้นงาน/ผล แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน เปาหมายคุณภาพผูเรียน การเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ ก า ร ส รุ ป อ ง ค ค ว า ม รู 1 . แ บ บ บั น ทึ ก ก า ร 9.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค ค วามรู ตรวจผลงานการวิ เ คราะห บั น ทึ ก การตรวจผลงานการวิ เ คราะห (Knowledge Formation) วิ เ คราะห สั ง เคราะห อภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บเชื่ อ มโยง สังเคราะห สรุปองคความรู สังเคราะห สรุปองคความรูและอภิปรายผล และการอภิปรายผล ความรูจากแหลงคนควาตาง ๆ แ ล ะ อ ภิ ป ร า ย ผ ล ข อ ง ของนักเรียน 2.แบบบันทึกการสรุป 10.เสนอแนวคิดหรือวิธีการแกปญหา นักเรียน องคความรู อยางเปนระบบ ก า ร สื่ อ ส า ร แ ล ะ ก า ร 1.ผลงานการเขียนเชิง 10.เรี ย บเรี ย งและถ า ยทอดความคิ ด 1.ตรวจผลงานการเขี ย น 1.แบบบั น ทึ ก การตรวจผลงานการเขี ย น นําเสนอ วิชาการ อยางสรางสรรคเปนระบบ รายงานเชิ ง วิ ช าการของ รายงานเชิงวิชาการของนักเรียน อยางมีประสิทธิภาพ 2.การนํ า เสนอองค 12.เขียนรายงานการศึกษาคนควาเชิง นักเรียน 2.แบบบันทึกการสังเกตการพูดนําเสนองาน (Effective Communication) ความรู วิชาการเปนภาษาไทยความยาว 4,000 2.สั ง เกตการพู ด นํ า เสนอ ของนักเรียน คํา หรือภาษาอังกฤษความยาว 2,000 งานของนักเรียน 3.แบบบันทึกการตรวจสอบการวิพากษ/การ คํ า โดยมี ก ารอ า งอิ ง แหล ง ความรู ที่ 3.ตรวจสอบการวิ พ ากษ / สนทนาเกี่ยวกับผลงาน เชื่อถือไดทั้งในและตางประเทศ สนทนาเกี่ยวกับผลงานผาน เกณฑการประเมิน 11.นํ า เสนอในรู ป แบบเดี่ ย ว (Oral สื่ออิเล็กทรอนิกส individual presentation) หรือกลุม (Oral panel presentation) เปน ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ โดยใชสื่อ เทคโนโลยีที่หลากหลาย
  • 42.
    42    ตัวอยางชิ้นงาน/ผล แนวทางการวัดและประเมินผล เปาหมายคุณภาพผูเรียน ตัวชี้วัดคุณภาพผูเรียน การเรียนรู วิธีการ เครื่องมือ 13.มี ก ารวิ พ ากษ / สนทนาเกี่ ย วกั บ ผลงานผานสื่ออิเล็กทรอนิกส เชน e- conference , social media online การนําความรูไปใชบริการ 1.การปฏิ บั ติ กิ จ กรรม 14.นําความรูไปประยุกตสรางสรรค ประเมินการนําความรูไปใช แบบประเมินการทํากิจกรรมบริการโรงเรียน สังคม(Public Service) เ พื่ อ บ ริ ก า ร ชุ ม ช น ประโยชนตอสังคมและโลก ในการทํ า กิ จ กรรมบริ ก าร และชุมชน สังคม 15.เผยแพรความรูและประสบการณที่ โรงเรียนและชุมชน เกณฑการประเมิน 2.การเผยแพร ผ ลการ ไดจากการลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน และการเผยแพรความรูและ ปฏิ บั ติ กิ จ กรรมเพื่ อ ตอสังคมและโลก ประสบการณ ก ารบริ ก าร บริการชุมชน สังคม สังคมและโลก
  • 43.
    43    ตัวอยางระดับคุณภาพการประเมินผลระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 – 3 ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 1.1 การตั้งประเด็นคําถาม 1.ตั้งประเด็ นคําถามในเรื่องที่ 1.ตั้งประเด็นคําถามในเรื่องที่ 1.ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามในเรื่ อ งที่ ใช คํ า ถามที่ ค รู ชี้ แ นะมากํ า หนด ตนเองสนใจไดดวยตนเอง ตนเองสนใจได โ ดยมี ค รู ค อย ตนเองสนใจได โ ดยมี ค รู ค อย ประเด็นคําถาม ชี้แนะ ชี้แนะ 2.ขอบข า ยประเด็ น คํ า ถาม 2.ขอบข า ยประเด็ น คํ า ถาม 2.ขอบขายประเด็นคําถามชัดเจน ชั ด เจน ครอบคลุ ม ข อ มู ล / ชั ด เจน ครอบคลุ ม ข อ มู ล / แตยังไมครอบคลุมขอมูล/ปจจัย ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ ง ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ ง ห รื อ ตั ว แ ป ร ที่ เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ กั บ ตนเองเชื่ อ มโยงกั บ ชุ ม ชน กั บ ตนเองเชื่ อ มโยงกั บ ชุ ม ชน ต น เ อ ง เ ชื่ อ ม โ ย ง กั บ ชุ ม ช น ท อ ง ถิ่ น ป ร ะ เ ท ศ ทองถิ่น ประเทศ ทองถิ่น ประเทศ 3.คําถามมีความแปลกใหมและ 3.คํา ถามมี ค วามเป น ไปได ใ น 3.คํ า ถามมี ค วามเป น ไปได ใ น สรางสรรค มี ความเป น ไปได การแสวงหาคําตอบ การแสวงหาคําตอบ ในการแสวงหาคําตอบ 1.2 การตั้งสมมติฐาน 1 . พู ด ห รื อ เ ขี ย น ค า ด ค ะ เ น 1 . พู ด ห รื อ เ ขี ย น ค า ด ค ะ เ น 1.พูดหรือเขียนคาดคะเนคําตอบ 1.พู ด หรื อ เขี ย นคาดคะเนคํ า ตอบ คํ า ตอบล ว งหน า โดยอาศั ย คํ า ตอบล ว งหน า โดยอาศั ย ล ว งหน า โดยอาศั ย ความรู จ าก ลวงหนาได โดยอาศัยความรูจาก ความรูสาขาวิชาตาง ๆ ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ สาขาวิชาตาง ๆ สาขาวิชาตาง ๆ 2.คํ า ตอบที่ ค าดคะเนหรื อ 2.คํ า ตอบที่ ค าดคะเนหรื อ 2. คํ าตอบที่ ค า ด ค ะ เ น ห รื อ 2.คํ า ตอบหรื อ สมมุ ติ ฐ านไม มี สมมุติฐานแสดงการเชื่อมโยง สมมุติแสดงการเชื่อมโยง สมมุติฐานมีความสัมพันธของ ความสัมพันธของขอมูล/ตัว
  • 44.
    44    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) ความสั ม พั น ธ ข องข อ มู ล /ตั ว ความสั ม พั น ธ ข องข อ มู ล /ตั ว ข อ มู ล /ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ งบ า ง แปรที่เกี่ยวของ ไมสอดคลองกับ แปรที่เกี่ยวของไดอยางชัดเจน แปรที่ เ กี่ ย วข อ งได ชั ด เจน สอดคลองกับประเด็นคําถาม แต ประเด็นคําถาม มีความเปนไปได ค ร อ บ ค ลุ ม ส อ ด ค ล อ ง กั บ สอดคล อ งกั บ ประเด็ น คํ า ถาม มี ค วามเป น ไปได น อ ย ในการ นอย ในการตรวจสอบ ประเด็นคําถาม สมเหตุสมผล สมเหตุ ส มผล มี ค วามเป น ไป ตรวจสอบ มี ค ว า ม เ ป น ไ ป ไ ด ใ น ก า ร ไดในการตรวจสอบ ตรวจสอบ 2.การสืบคนความรู 1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน 1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน 1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบค น 1.ไม มี ก ารวางแผนหรื อ มี ก าร ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด วางแผนแต ไ ม ส ามารถนํ า ไป วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล วิธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล ปฏิบัติจริงได เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสมไว 2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู จ าก 2.ศึกษาคนควาหาความรูจาก 2. ศึ ก ษาค น คว า หาความรู จ าก 2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู จ าก แ ห ล ง เ รี ย น รู ห ล า ก ห ล า ย แ ห ล ง เ รี ย น รู ห ล า ก ห ล า ย แหลงเรียนรูไมหลากหลาย และไม แหลงเรียนรูไมหลากหลาย แต ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบ ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบ ครอบคลุ ม ประเด็ น คํ า ตอบที่ ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบที่ ที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว ที่คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว 3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม 3.ไมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช 3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม 3.มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายในกลุม ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ เพื่อให คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช ภายในกลุ ม โดยใช ค วามรู จ าก ไดขอมูลที่ครบถวนสมบูรณ ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ สาขาวิชาตาง ๆ
  • 45.
    45    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม 4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม 4.มี ก ารบั น ทึ ก ข อ มู ล ได ข อ มู ล 4.บั น ทึ ก ข อ มู ล ไม ต รงประเด็ น และไดขอมูลครบทุกประเด็น และได ข อ มู ล เฉพาะประเด็ น ในประเด็นสําคัญ มีการปรึกษา สําคัญ ตามเปาหมาย โดยมีการปรึกษา สําคัญ โดยการปรึกษาครูเป น ครูบาง ครูอยางสม่ําเสมอและตอเนื่อง ครั้งคราว 3.การสรุปองคความรู 1.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ 1.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ 1.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่ 1.ไม มี ก ารวิ เ คราะห ข อ มู ล หรื อ ที่เหมาะสม ที่เหมาะสม เหมาะสม วิเคราะหขอมูลไมถูกตอง 2.สังเคราะหและสรุปองคความรู 2.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค 2.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค 2.สั งเคราะ ห แ ละสรุ ป องค ไดไมชัดเจน ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร อ ภิ ป ร า ย ผ ล เ ป รี ย บ เ ที ย บ อ ภิ ป ร า ย ผ ล เ ป รี ย บ เ ที ย บ อภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บแต ยั ง เ ชื่ อ ม โ ย ง ค ว า ม รู อ ย า ง เชื่อมโยงความรู ไมชัดเจน สมเหตุสมผล 3.ไมมีการนําองคความรูไปเสนอ 3.นําองค ค วามรูที่ ไ ด ไ ปเสนอ 3.นํ าองค ความรู ที่ไ ดไปเสนอ 3.นํ า องค ค วามรู ที่ ไ ด ไ ปเสนอ แนวคิด วิธีการแกปญหา แนวคิด วิธีการแกปญหาอยาง แนวคิด วิธีการแกปญหาไดแต วิธีการแกปญหาไดแตยังไมเปน เปนระบบ ยังไมเปนระบบ ระบบ
  • 46.
    46    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 4.การสื่อสารและการนําเสนอ 1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด 1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด 1 . เ รี ย บ เ รี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด 1.เรียบเรียงและถายทอดความคิด ความคิดจากการศึกษาคนควา ความคิดจากการศึกษาคนควา ความคิดจากการศึกษาคนควาได จากการศึกษาคนควาได ไดอยางชัดเจนและเปนระบบ ไดอยางชัดเจนและเปนระบบ อยางชัดเจน 2.เขียนรายงานการศึกษาคนควาได 2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา 2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา 2.เขียนรายงานการศึกษาคนควา โดยอางอิงแหลงความรู ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น เชิงวิชาการเปนภาษาไทยความ ภาษาไทยความยาวประมาณ ภาษาไทยความยาวประมาณ ยาว ประมาณ 2,500 คํ า เนื้อหา 2,500 คํา เนื้อหาสาระถูกตอง 2,500 คํ า เนื้ อ หาสาระถู ก ต อ ง สาระถู ก ต อง โดยอ า งอิ งแหล ง สมบู รณ เขาใจงายโดยอางอิง สมบู ร ณ โดยอ า งอิ ง แหล ง ความรูที่เชื่อถือได แหล ง ความรู ที่ เ ชื่ อ ถื อ อย า ง ค ว า ม รู ที่ เ ชื่ อ ถื อ ไ ด อ ย า ง หลากหลาย หลากหลาย
  • 47.
    47    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควาใน ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม โดย ในรูป แบบเดี่ย วหรือ กลุมโดย ในรูปแบบเดี่ยวหรือกลุมโดยใช รูปแบบกลุม ใ ช สื่ อ ที่ ห ล า ก ห ล า ย อ ย า ง ใชสื่อที่หลากหลาย สื่อประกอบ เหมาะสม 4.เผยแพร ผ ลงานสู ส าธารณะ 4.เผยแพร ผ ลงานสู ส าธารณะ 4.เผยแพร ผ ลงานสู ส าธารณะ 4 . ไ ม มี ก า ร เ ผ ย แ พ ร ผ ล ง า น สู ผานสื่ออิเล็กทรอนิกสมากกวา ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 2 ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 1 สาธารณะ 2 ชองทาง ชองทาง ชองทาง 5.การนํ า ความรู ไ ปใช บ ริ ก าร 1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา 1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา 1.นําความรูจากการศึกษาคนควา 1.ไม ไ ด นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา สังคม ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น ไปประยุ ก ต ใ ช ใ นกิ จ กรรมที่ คนควาไปประยุกตใชในกิจกรรม กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น สร า งสรรค เ ป น ประโยชน ต อ ที่เปนประโยชนตอโรงเรียนหรือ ประโยชน ต อ โรงเรี ย นและ ประโยชน ต อ โรงเรี ย นและ โรงเรียน ชุมชน ชุมชน ชุมชน 2.ไม มี ก ารเผยแพร ค วามรู แ ละ 2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ 2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ 2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ ประสบการณที่ไดจากการลง ประสบการณที่ไดจากการลง ประสบการณที่ไดจากการลง ประสบการณที่ไดจากการลง มือปฏิบัติ มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ โรงเรี ย นและชุ ม ชน ผ า นสื่ อ โรงเรี ย นและชุ ม ชน ผ า นสื่ อ โรงเรี ย น ผ า นสื่ อ รู ป แบบใด หลากหลายรูปแบบ รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง รูปแบบหนึ่ง
  • 48.
    48    ระดับคุณภาพการประเมินผลระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 1.1 การตั้งประเด็นคําถาม ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามได ด ว ย ตั้งประเด็นคําถามไดโดยมีครู ตั้ ง ประเด็ น คํ า ถามได โ ดยมี ค รู ใช คํ า ถามที่ ค รู ชี้ แ นะมากํ า หนด ตนเอง ขอบขายประเด็นคําถาม คอยชี้ แ นะ ขอบข า ยประเด็ น คอยชี้ แ นะ ขอบข า ยประเด็ น ประเด็นคําถาม ชั ด เจน ครอบคลุ ม ข อ มู ล / คํ า ถามชั ด เจน ครอบคลุ ม คํ า ถ า ม ชั ด เ จ น แ ต ยั ง ไ ม ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ เ กี่ ย วข อ ง ข อ มู ล /ป จ จั ย หรื อ ตั ว แปรที่ ครอบคลุมขอมูล/ปจจัยหรือตัว กั บ สถานการณ ป จ จุ บั น และ เ กี่ ย ว ข อ ง กั บ ส ถ า น ก า ร ณ แปรที่เกี่ยวของกับสถานการณ สังคมโลก คําถามมีความแปลก ปจจุบันและสังคมโลก มีความ ปจจุบันและสังคมโลก มีความ ใหม แ ละสร า งสรรค มี ค วาม เป น ไปได ใ นการแสวงหา เ ป น ไ ป ไ ด ใ น ก า ร แ ส ว ง ห า เป น ไปได ใ นการแสวงหา คําตอบ คําตอบ คําตอบ 1.2 การตั้งสมมติฐาน พูดหรือเขียนคาดคะเนคําตอบ พูดหรือเขียนคาดคะเนคําตอบ พู ด หรื อ เขี ย นคาดคะเนคํ า ตอบ พู ด หรื อ เขี ย นคาดคะเนคํ า ตอบ ล ว งหน า โดยอาศั ย ความรู ลว งหนาโดยอาศั ยความรูจาก ล ว งหน า โดยอาศั ย ความรู จ าก ล ว ง ห น า ไ ด ใ ช ค ว า ม รู จ า ก สาขาวิ ช าต า ง ๆ คํ า ตอบที่ สาขาวิ ช าต า ง ๆ คํ า ตอบที่ สาขาวิ ช าต า ง ๆ คํ า ตอบที่ ส า ข า วิ ช า ต า ง ๆ คํ า ต อ บ ที่ คาดคะเนหรือสมมุติฐานแสดง คาดคะเนหรือสมมุติฐานแสดง คาดคะเนหรื อ สมมุ ติ ฐ านมี คาดคะเนหรื อ สมมุ ติ ฐ านไม มี การเชื่อมโยงความสัมพันธของ การเชื่อมโยงความสัมพันธของ ความสัมพันธของขอมูล/ตัวแปร ความสัมพันธของขอมูล/ตัวแปรที่ ขอ มู ล /ตั ว แปรที่ เกี่ ย วข อ งได อ ย า ง ขอมูล/ตัวแปรที่เกี่ยวของไดชัดเจน ที่เ กี่ ย วข องบ าง สอดคล องกั บ เ กี่ ย ว ข อ ง ไ ม ส อ ด ค ล อ ง กั บ ชัดเจน ครอบคลุมสอดคลองกับ สอดคลองกับประเด็นคําถาม ประเด็นคําถาม ประเด็นคําถาม
  • 49.
    49    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) ประเด็นคําถาม สมเหตุสมผล สมเหตุ ส มผล มี ค วามเป น ไป แตมีความเปนไปไดนอย ในการ มี ค วามเป น ไปได น อ ย ในการ มี ค ว า ม เ ป น ไ ป ไ ด ใ น ก า ร ไดในการตรวจสอบ ตรวจสอบ ตรวจสอบ ตรวจสอบ 2.การสืบคนความรู 1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน 1.วางแผนเก็บรวบรวม/สืบคน 1.วางแผนเก็ บรวบรวม/สื บคน 1.ไม มี ก ารวางแผนหรื อ มี ก าร ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด ข อ มู ล ชั ด เจนและปฏิ บั ติ ไ ด วางแผนแต ไ ม ส ามารถนํ า ไป วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล วิธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล วิ ธี ก ารรวบรวม/สื บ ค น ข อ มู ล ปฏิบัติจริงได เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสมไว 2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู 2.ศึ ก ษาค น คว า หาความรู 2.ศึกษาคนควา หาความรู ขอมูล 2. ศึกษาคนควา หาความรู ขอมูล ขอมูลและสารสนเทศโดยระบุ ขอมูลและสารสนเทศโดยระบุ และสารสนเทศโดยระบุ แ หล ง และสารสนเทศโดยระบุ แ หล ง แหล ง เรี ย นรู ห ลากหลายทั้ ง แหล ง เรี ย นรู ห ลากหลายทั้ ง เ รี ย น รู ไ ม ห ล า ก ห ล า ย แ ต เรี ย นรู ไ ม ห ลากหลาย และไม แหลงเรีย นรู ปฐมภูมิ และทุติย แหล งเรีย นรูปฐมภูมิ และทุติย ครอบคลุมทุกประเด็นคําตอบที่ ครอบคลุ ม ประเด็ น คํ า ตอบที่ ภู มิ ครอบคลุ ม ทุ ก ประเด็ น ภู มิ ครอบคลุ ม ทุ ก ประเด็ น คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว คาดคะเน/สมมติฐานที่ตั้งไว คําตอบที่คาดคะเน/สมมติฐาน คําตอบที่คาดคะเน/สมมติฐาน ที่ตั้งไว ที่ตั้งไว 3.ไมมีการแลกเปลี่ยน 3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม 3 . มี ก า ร แ ล ก เ ป ลี่ ย น ค ว า ม 3.มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความคิดเห็นภายในกลุม คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช คิ ด เห็ น ภายในกลุ ม โดยใช ภายในกลุ ม โดยใช ค วามรู จ าก ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ และ ความรูจากสาขาวิชาตาง ๆ และ สาขาวิชาตาง ๆ
  • 50.
    50    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) ร ว ม กั น พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ร ว ม กั น พิ จ า ร ณ า ค ว า ม นาเชื่อถือของแหลงเรียนรูอยาง นาเชื่อถือของแหลงเรียนรู มีวิจารณญาณ เพื่อใหไดขอมูล ที่ครบถวนสมบูรณ 4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม 4.มี ก ารบั น ทึ ก ข อ มู ล ได ข อ มู ล 4.บั น ทึ ก ข อ มู ล ไม ต รงประเด็ น 4.มีการบันทึกขอมูลเหมาะสม และไดขอมูลในประเด็นสําคัญ ในประเด็นสําคัญ มีการปรึกษา สําคัญ และไดขอมูลครบทุกประเด็น โดยการปรึ ก ษาครู เ ป น ครั้ ง ครูบาง ตามเปาหมาย โดยมีการปรึกษา คราว ครูอยางสม่ําเสมอและตอเนื่อง 3.การสรุปองคความรู 1.อธิ บ ายความเป น มาของ 1.อธิ บ ายความเป น มาของ 1 . อ ธิ บ า ย ค ว า ม เ ป น ม า ข อ ง 1.ไม ไ ด อ ธิ บ ายความเป น มาของ ศาสตร หลักการและวิธีคิดใน ศาสตร หลักการและวิธีคิดใน ศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่ง ศาสตร หลักการและวิธีคิดในสิ่งที่ สิ่ ง ที่ ศึ ก ษาค น คว า ได อ ย า ง สิ่ ง ที่ ศึ ก ษาค น คว า ได อ ย า ง ที่ศึกษาคนควาไดอยางถูกตอง ศึกษาคนควา ถูกตองชัดเจน ถูกตองชัดเจน 2.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการที่ 2.ไม มี ก ารวิ เ คราะห ข อ มู ล หรื อ 2.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ 2.วิเคราะหขอมูลโดยใชวิธีการ เหมาะสม วิเคราะหขอมูลไมถูกตอง ที่เหมาะสม ที่เหมาะสม 3.สั งเคราะ ห แ ละสรุ ป องค 3.สังเคราะหและสรุปองคความรู 3.สังเคราะหและสรุปองคความรูไดอยาง 3.สั ง เคราะห แ ละสรุ ป องค ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร ไดไมชัดเจน ชั ด เจน มี ก ารอภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บ เชื่อมโยงความรูอยางสมเหตุสมผล ความรู ไ ด อ ย า งชั ด เจน มี ก าร อภิ ป รายผล เปรี ย บเที ย บแต ยั ง อภิปรายผล เปรียบเทียบเชื่อมโยงความรู ไมชัดเจน
  • 51.
    51    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 4.นําองค ความรูที่ไ ดไปเสนอ 4.นําองค ความรู ที่ไ ดไปเสนอ 4.นํ า องค ค วามรู ที่ ไ ด ไ ปเสนอ 4.ไมมีการนําองคความรูไปเสนอ แนวคิด วิธีการแกปญหาอยาง แนวคิด วิธีการแกปญหาไดแต วิธีการแกปญหาไดแตยังไมเปน แนวคิด วิธีการแกปญหา เปนระบบ ยังไมเปนระบบ ระบบ 4.การสื่อสารและการนําเสนอ 1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด 1. เ รี ยบเรี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด 1 . เ รี ย บ เ รี ย ง แ ล ะ ถ า ย ท อ ด 1.เรียบเรียงและถายทอดความคิด ความคิดจากการศึกษาคนควา ความคิดจากการศึกษาคนควา ความคิดจากการศึกษาคนควาได จากการศึกษาคนควาได ได อ ย า งสร า งสรรค แ ละเป น ได อ ย า งสร า งสรรค แ ละเป น อยางชัดเจน ระบบ ระบบ 2.เขียนรายงานการศึกษาคนควาได 2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา 2.เขี ย นรายงานการศึ ก ษา 2.เขียนรายงานการศึกษาคนควา โดยอางอิงแหลงความรูในประเทศ ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น ค น ค ว า เ ชิ ง วิ ช า ก า ร เ ป น เชิงวิชาการเปนภาษาไทยความ ภาษาไทยความยาว 4,000 คํ า ภาษาไทยความยาว 4,000 คํ า ยาว 4,000 คํา โดยอางอิงแหลง และภาษาอั ง กฤษความยาว หรื อ ภาษาอั ง กฤษความยาว ความรูที่เชื่อถือไดในประเทศ 2,500 คํ า โดยอ า งอิ ง แหล ง 2,500 คํ า โดยอ า งอิ ง แหล ง ความรู ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได ทั้ ง ในและ ความรู ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได ทั้ ง ในและ ตางประเทศ ตางประเทศ
  • 52.
    52    ระดับคุณภาพ ประเด็นการประเมิน ดีเยี่ยม (4) ดี (3) พอใช (2) ปรับปรุง (1) 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควา 3.นําเสนอผลการศึกษาคนควาใน ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม เป น ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม เป น ในรู ป แบบเดี่ ย วและกลุ ม เป น รูปแบบกลุมเปนภาษาไทย ภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดย ภาษาไทยหรื อ ภาษาอั ง กฤษ ภ า ษ า ไ ท ย โ ด ย ใ ช สื่ อ ที่ ใชสื่อที่หลากหลาย โดยใชสื่อที่หลากหลาย หลากหลาย 4.ไมสามารถใชการสนทนาหรือ 4.ใช ก ารสนทนาและวิ พ ากษ 4.ใช ก ารสนทนาและวิ พ ากษ 4.ใช ก ารสนทนาและวิ พ ากษ วิพากษผานสื่ออิเล็กทรอนิกสได ผานสื่ออิเล็กทรอนิกสมากกวา ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 2 ผ า น สื่ อ อิ เ ล็ ก ท ร อ นิ ก ส 1 2 ชองทาง ชองทาง ชองทาง 5.การนํ า ความรู ไ ปใช บ ริ ก าร 1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา 1.นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา 1.นําความรูจากการศึกษาคนควา 1.ไม ไ ด นํ า ความรู จ ากการศึ ก ษา สังคม ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น ค น ค ว า ไ ป ป ร ะ ยุ ก ต ใ ช ใ น ไปประยุ ก ต ใ ช ใ นกิ จ กรรมที่ คนควาไปประยุกตใชในกิจกรรม กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น กิ จ กรรมที่ ส ร า งสรรค เ ป น สร า งสรรค เ ป น ประโยชน ต อ ที่เปนประโยชนตอสังคมหรือโลก ประโยชนตอสังคม โลก ประโยชนตอสังคม สังคม 2.ไม มี ก ารเผยแพร ค วามรู แ ละ 2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ 2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ 2 . เ ผ ย แ พ ร ค ว า ม รู แ ล ะ ประสบการณที่ไดจากการลง ประสบการณที่ไดจากการลง ประสบการณที่ไดจากการลง ประสบการณท่ไดจากการลง ี มือปฏิบัติ มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ มื อ ปฏิ บั ติ เ พื่ อ ประโยชน ต อ สั ง ค ม แ ล ะ โ ล ก ผ า น สื่ อ สั ง ค ม แ ล ะ โ ล ก ผ า น สื่ อ สั ง ค ม ผ า น สื่ อ รู ป แ บ บ ใ ด หลากหลายรูปแบบ หลากหลายรูปแบบ รูปแบบหนึ่ง
  • 53.
    53    แนวทางการรายงานผลการเรียนรูการศึกษาคนควาดวยตนเอง ชั้นมัธยมศึกษาที่จัดเปนรายวิชาเพิ่มเติมจํานวน 2 รายวิชา และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน ซึ่งตองตัดสิน ผลการเรียนเปนระดับผลการเรียน หรือผาน/ไมผานตามที่สถานศึกษากําหนดแลว สถานศึกษาสามารถ จัดทําใบรายงานผลการพัฒนาผูเรียนเฉพาะสาระการศึกษาคนควา ดวยตนเอง (Independent Study :IS) เพื่อแสดงระดับคุณภาพของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ประกอบ ปพ. 6 ได ดังนี้ แบบรายงานผลการพัฒนาผูเรียนการศึกษาคนควาดวยตนเอง (Independent Study :IS) ชั้นมัธยมศึกษาปที่..............ปการศึกษา................... โรงเรียน.................................................. สํานักงานเขตพืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต.............. ้ ชื่อ เด็กชาย/เด็กหญิง/นาย/นางสาว......................................................ชั้นมัธยมศึกษาปที่......................... วิชา/กิจกรรม สาระการเรียนรู เปาหมายคุณภาพผูเรียน ระดับ คุณภาพ 1.วิ ช าการศึ ก ษา IS1:การศึกษาคนควา 1.การตั้งประเด็นคําถาม/สมมติฐาน คนควา และสรางองคความรู 2.การสืบคนความรูจากแหลงเรียนรูและ แ ล ะ ส ร า ง อ ง ค สารสนเทศ ความรู 3.การสรุปองคความรู 2.วิ ช าการสื่ อ สาร IS2:การสื่อสารและ 4.การสื่อสารและการนําเสนออยางมี และการนําเสนอ การนําเสนอ ประสิทธิภาพ 3.กิจกรรมเพื่อ IS3:การนํ า ความรู ไ ป 5.การบริการสังคมและจิตสาธารณะ สั ง ค ม แ ล ะ ใชบริการสังคม กิจกรรม..................................................... สาธารณประโยชน ..................................................................... สรุปภาพรวม ขอเสนอแนะ/ความคิดเห็นของครูผูสอน .......................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................... ลงชื่อ..................................................ครูผูสอน ลงชื่อ..................................................ฝายวิชาการ (...............................................) (...............................................) ลงชื่อ.....................................................ผูอํานวยการโรงเรียน (....................................................)
  • 54.
    54    การรายงานภาพรวมระดับหองเรียน โรงเรียน...................................................สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา........................................................ รายวิชา.............................................ชั้น.........................................................ปการศึกษา............................. เลขที่ เลข ชื่อ – สกุล ระดับคุณภาพเปาหมายคุณภาพผูเรียน ประจําตัว การบริการสังคม/จิตสาธารณะ การสื่อสารและการนําเสนอ การสรุปองคความรู การสืบคนความรู การตั้งคําถาม สรุปภาพรวม 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15