เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (Fossil fuels

10,445 views

Published on

Fossil fuels

Published in: Education
1 Comment
4 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
10,445
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
302
Comments
1
Likes
4
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (Fossil fuels

  1. 1. เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ (Fossil Fuels) โดย นายณัฐวุฒิ โคตรพัฒน 548144117 คอมฯศึกษาหมู 1
  2. 2. เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ (Fossil Fuels) หมายถึง ? เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ (Fossil Fuels) หมายถึง เชื้อเพลิงซึ่งเปลี่ยนสภาพมาจาก ซากของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตวในยุคตาง ๆ โดยกระบวนการทางธรณีวิทยาและธรณี เคมี หมายรวมถึง • ถานหิน (Coal) • กาซธรรมชาติ (Gases) • น้ํามัน (Natural Oil) • หินน้ํามันและทรายน้ํามัน (Oil Shale and Tar Sand) ดวยกระบวนการเกิดซึ่งตองอาศัยระยะเวลายาวนาน และไมสามารถเกิดทดแทน ไดในชวงอายุขัยของมนุษย จึงจัดเปนทรัพยากรธรรมชาติที่ไมสามารถทดแทนได เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพเปนเชื้อเพลิงที่มนุษยเรานําขึ้นมาใชอยางกวางขวางและ มากมาย
  3. 3.  รูปที่ 1 เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ (Fossil Fuels) เปนแหลงพลังงานสําคัญของโลก
  4. 4. ถานหิน (Coal) ถานหิน (Coal) โดยธรรมชาติและกระบวนการเกิดแลว ถานหินจัดไดวาเปนหินตะกอน และหินแปรชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากพืชที่อาศัยและเจริญเติบโตอยูในที่ลุมชื้นแฉะใน อดีตกาล ในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม เราจะพบวา ถานหินมักเกิดรวมกับหิน ทรายและหินดินดาน ทั้งนี้ เพราะเมื่อซากพืชโบราณเหลานี้ลมตายลง ก็จะถูกฝง หรือกดทับโดยตะกอนอื่น ๆ ซึ่งโดยปกติก็จะไดแก ทรายและโคลนดังกลาว และ เปลี่ยนสภาพไปเปนถานหินในที่สุด (รูปที่ 2) การสะสมตัวของถานหินจะเริ่ม จากอินทรียวัตถุ ซึ่งประกอบดวยคารบอน ออกซิเจน และไฮโดรเจนเปนสวน ใหญ
  5. 5.  รูปที่ 2 กระบวนการเกิดถานหิน
  6. 6.  นอกเหนือจากคารบอน ออกซิเจน และไฮโดรเจนแลว ถานหินยัง ประกอบดวยธาตุอื่น ๆ อีกหลายตัว ในอัตราสวนที่มากนอยแตกตางกัน ธาตุที่ สําคัญไดแก ซัลเฟอร ซึ่งเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดสภาพมลภาวะที่คอนขางรายแรง ตอบรรยากาศและน้ํา ซัลเฟอรสามารถที่จะปะปนเขาไปในบรรยากาศ ในรูป  ของกาซซัลเฟอรไดออกไซด (รูปที่ 3) ซึ่งอาจจะมีอันตรายตอมวลชีวิต ถาอยูใน  ปริมาณที่สูงพอ ทางน้ําที่ไหลผานเหมืองที่ทําการขุดเจาะถานหิน อาจจะเกิด สภาพของมลภาวะไดจากซัลเฟอรที่อยูในรูปของกรดซัลฟูริค นอกจากนี้ ถานหิน  ยังมีปญหาเรื่องปริมาณของมีเธน (Methane) และคารบอนไดออกไซดที่ปลอย ออกมาเมื่อเผาไหม และเปนปญหาตอสภาพแวดลอมไดรูปที่ 3 เปรียบเทียบปริมาณซลเฟอรไดออกไซด มีเธน และคารบอนไดออกไซดที่ปลอยออกมาจากเชื้อเพลง ั ิซากดึกดําบรรพ
  7. 7. ปโตรเลียม (Petroleum) ปโตรเลียม (Petroleum) ปโตรเลียม มาจากคําในภาษาละติน 2 คํา คือ เพตรา แปลวา หิน และ โอ เลียม ซึ่งแปลวา น้ํามัน รวมความแลว หมายถึง น้ํามันที่ไดจากหิน ตามนิยาม ปโตรเลียม หมายถึง สารไฮโดรคารบอน (CH) ที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ มีธาตุที่เปนองคประกอบหลัก 2 ชนิด คือ คารบอน (C) และ ไฮโดรเจน (H) โดยอาจมีธาตุอโลหะชนิดอื่น เชน กํามะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฯลฯ ปนอยูดวย ปโตรเลียมเปนไดทั้ง ของแข็ง ของเหลว หรือ กาซ ขึ้นอยูกับองคประกอบของ ปโตรเลียมเองเปนสําคัญ นอกจากนี้ความรอน และความกดดันของสภาพแวดลอมที่ ปโตรเลียมนั้นถูกกักเก็บ ก็มีสวนในการกําหนดสถานะของปโตรเลียม
  8. 8.  ปโตรเลียม แบงตามสถานะที่สําคัญได 2 ชนิด คือ น้ํามันดิบ (Oil) และ กาซ ธรรมชาติ ( Natural Gases) สถานะตามธรรมชาติ น้ํามันดิบ เปน ของเหลว ประกอบดวยสารไฮโดรคารบอนชนิดระเหยงายเปนสวนใหญ ที่เหลือ เปนสารกํามะถัน ไนโตรเจน และสารประกอบออกไซดอื่น น้ํามันดิบแบงออกเปน 3 ประเภท ตามคุณสมบัติและชนิดของไฮโดรคารบอนที่เปน องคประกอบ คือ น้ํามันดิบฐานพาราฟน น้ํามันดิบฐานแอสฟลท และ น้ํามันดิบ ฐานผสม น้ํามันดิบทั้ง 3 ประเภท เมื่อนําไปกลั่น จะใหผลิตภัณฑน้ํามันในสัดสวนที่ แตกตางกัน สวนกาซธรรมชาติเปนปโตรเลียมที่อยูในรูปของ กาซ ณ อุณหภูมิ และความ กดดันที่ผิวโลก กาซธรรมชาติประกอบดวยสารไฮโดรคารบอนเปนหลัก อาจมีสัดสวน สูงถึงรอยละ 95 สวนที่เหลือ ไดแก ไนโตรเจน และคารบอนไดออกไซด บางครั้งจะ พบไฮโดรเจนซัลไฟดปะปนอยดวย ู
  9. 9. การเกิด น้ํามันดิบและกาซธรรมชาติ จะพบเกิดรวมกับหินตะกอนที่เกิดในทะเล เสมอ สวนประกอบที่สําคัญไดแก สารประกอบไฮโดรคารบอนเปนสวนใหญ และมีซัลเฟอร ไนโตรเจน และออกซิเจนเปนสวนนอย ปจจุบันนักธรณีวิทยามี ความเชื่อวา น้ํามันและกาซธรรมชาติมีตนกําเนิดมาจากอินทรียวัตถุที่เปนพืช และสัตว
  10. 10. รูปที่ 4 กระบวนการเกิดปโตรเลียม
  11. 11. รูปที่ 5 โครงสรางกักเก็บน้ํามันและกาซธรรมชาติ
  12. 12. การสํารวจหาแหล่งปิ โตรเลียม ในการสํารวจหาแหลงปโตรเลียมดังกลาว นักธรณีวิทยาจะใชวิธีการสํารวจอยู หลาย ๆ วิธี ดังนี้ 1. การขุดเจาะหลุมเพื่อเก็บตัวอยางหิน (Core Drilling) 2. การสํารวจโดยคลื่นสั่นสะเทือน (Seismic Prospecting) 3. การสํารวจโดยความโนมถวง (Gravity Prospecting) วิธีการดังกลาวขางตน สามารถชวยเปนเครื่องชี้ใหเราทราบวา ขางลาง เปลือกโลกจะมีโครงสรางที่เหมาะสมเปนแหลงกักเก็บน้ํามันมากนอยเพียงใด แต ไมสามารถบงชี้ใหเดนชัดวาจะมีชั้นหินกักเก็บน้ํามันหรือไม
  13. 13. หินน้ํามันและทรายน้ํามัน (Oil Shale and Tar Sand) หินน้ํามัน คือ หินตะกอนชนิดหนึ่งที่ประกอบดวยอินทรียวัตถุในรูปของสารที่ เรียกวา คีโรเจน (Kerogen) และคโรเจนนี้เอง เมื่อถูกทําใหรอนดวยวิธีใดวิธี ี หนึ่ง ประมาณ 500 องศาเซลเซียส จะใหน้ํามันและกาซไฮโดรคารบอนออกมา สําหรับการเกิดของหินน้ํามันนั้น เกิดจากพวกพืชและสัตวที่ตายแลว ซึ่งไดสะสม รวมกันกับเศษหินดินทรายตาง ๆ อยูในที่ที่เคยเปนแหลงน้ําขนาดใหญทั่วไปมา กอน เมื่อเวลาไดผานไปนานนับลานป พวกอินทรียวัตถุอันไดแก ซากพืชและ สัตวตาง ๆ ดังกลาวนั้น ก็จะแปรสภาพเปนสารคลายยางเหนียว ๆ หรือที่ เรียกวา คีโรเจน สวนเศษหินดินทรายตาง ๆ ซึ่งมีสารคโรเจนอยูดวยนี้ ก็แปร ี สภาพเปนหินตะกอนออกสีเขม เรียกวา หินน้ํามัน
  14. 14. ทรายน้ํามัน ทรายน้ํามัน หมายถึง ทรายที่ประกอบไปดวยไฮโดรคารบอนและอินทรีย สารอื่น ๆ รวมตัวกันอยูในลักษณะของน้ํามันหนัก (Heavy Crude Oil) แทรก อยูตามชองวาง และทําหนาที่คลายสารเชื่อมประสานเม็ดทรายเขาดวยกัน นอกจากนี้ ยังมีสวนประกอบเจือปนของอนินทรียสารอื่น เชน วานาเดียม เหล็ก ทองแดง และอื่น ๆ บางเล็กนอย และยังมีน้ําซึ่งมักจะเปนสวนประกอบอยูดวย เสมอ ทั้งนี้ ขึ้นอยูกับแองตนกําเนิดของทรายน้ํามันในที่ที่มีสภาวะแวดลอม แตกตางกันไป ทรายน้ํามันมีชื่อเรียกกันหลายอยาง เชน Tar Sand, Bituminous Sand, Oil Sand และน้ํามันที่สะกัดออกมาได จะเรียกวา Tar Oil, Sand Oil, Bituminous Oil หรือ Asphaltic Oil เปนตน
  15. 15. การใชพลังงานปโตรเลียมอยางประหยัดและถูกวิธี ประโยชนของพลังงานปโตรเลียมมีทั้งทางตรงและทางออม ทางตรงคือ การนํา พลังงานปโตรเลียมมาใชกับยวดยานพาหนะและเครื่องมือเครื่องใชชนิดตาง ๆ ทางออมคือ การนําพลังงานปโตรเลียมมาผลิตกระแสไฟฟาเพื่อใชในอาคาร บานเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม การใชพลังงานปโตรเลียมจึงควรใชอยางประหยัดและถูกวิธี เพราะพลังงาน ปโตรเลียมเปนพลังงานที่เมื่อใชแลวจะหมดสิ้นไปจากโลก และพลังงาน ปโตรเลียมเปนพลังงานที่ติดไฟงาย จึงมักเปนสาเหตุที่ทําใหเกิดเพลิงไหมเนือง ๆ
  16. 16. การใชพลังงานปโตรเลียมทางตรงอยางประหยัดและถูกวิธีมีหลักการที่สําคัญ ๆ ดังนี้คือ  1. การบํารุงรักษาเครื่องจักรกล เครื่องยนต ใหสม่ําเสมอ ใชผลิตภัณฑหลอลื่นให เหมาะสม ทําความสะอาดเครื่องยนตใหถูกวิธี ใชงานตามความสามารถและใช อยางถนอม ปรับแตงเครื่องยนต เชน ตั้งศูนยปรับแตงรอบเผาไหม เปนตน 2. เลือกใชน้ํามันใหเหมาะสมกับกําลังเครื่องยนต หลีกเลี่ยงเชื้อเพลิงที่ อาจกอใหเกิดอันตรายได เชน การใชแกสกับเครื่องยนตอาจเกิดอันตรายงาย เพราะไวไฟกวาน้ํามันเบนซิน เปนตน 3. หลีกเลี่ยงวัสดุติดไฟหรือการกระทําใด ๆ ที่ประมาทอาจกอใหเกิด เพลิงไหมได กําหนดสถานที่เก็บเชื้อเพลิงใหปลอดภัยที่สุด 4. การใชแกสหุงตมควรเลือกถัง หัวเตาที่ไดมาตรฐาน หมั่นตรวจสอบ รอยรั่วและปดใหเรียบรอยหลังจากใชงานเสร็จแลว
  17. 17. การใชพลังงานปโตรเลียมทางออมอยางประหยัดและถูกวิธี มีหลักการที่สําคัญ ๆ ดังนี้คือ 1. สํารวจดูเครื่องใชไฟฟาภายในบานวามีอะไรบาง เพื่อทราบจํานวน เครื่องใชไฟฟาที่เหมาะสมกับความจําเปน 2. สํารวจดูเครื่องใชไฟฟาแตละตัว เพื่อใหทราบวาแตละตัวมีขนาดกําลังไฟฟากี่ วัตต ถาเครื่องใชไฟฟาชนิดใดมีวัตตสูงจะกินไฟมาก ถามีวัตตต่ําจะกินไฟนอยควรสนใจ เครื่องใชที่วัตตสูง ๆ เปนกรณีพิเศษ เพื่อหาทางประหยัด รูไดอยางไรวาเครื่องใชไฟฟามี กําลังไฟฟากี่วัตต 3. เลือกใชอุปกรณหรือเครื่องใชไฟฟาที่มีประสิทธิภาพและขนาดที่เหมาะสมกับ การใชงานในบาน เชน ควรใชหลอดฟลูออเรสเซนตแทนการใชหลอดไสเพราะประหยัด  ไฟฟากวา 4. เมื่อเลิกใชไฟฟาควรปดสวิตชหรือถอดปลั๊กทันที 5. ไมควรใชเครื่องไฟฟาพรอม ๆ กันหลายตัว ทําใหเสียคาไฟฟาเพิ่มขึ้น และอาจ ทําใหสายไฟฟาในบานรอนจนเกิดเพลิงไหมได 6. บํารุงรักษาและหมั่นทําความสะอาดอุปกรณเครื่องใชไฟฟาอยางสม่ําเสมอ

×