Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
พืชที่ใหสารออกฤทธิตอจิตและประสาท (Psychotropic Plants)                                 ์                                ...
(Camellia sinensis (L.) Kuntze ให alkaloid Caffeine ที่มีผลตอการทํางานของสมอง สวนเนื้อไมแสลงใจ (Strychnos nux-vomica L...
18. มะลินรก Gelsemium elegans19. ถั่วเหลือง Glycine max20. เปราะหอม Kaempferia galanga21. ไมยราบ Mimosa pudica22. กระทอม ...
1. วานน้ําชื่อพฤกษศาสตร Acorus calamus L.วงศ ACORACEAECommon name: Sweet flag, Calamus, Flag-root, Beewort             ...
2. เรวชื่อพฤกษศาสตร Amomum villosum Lour. var. xanthioides (Wall. ex Baker) T.L.Wu & S. Chenวงศ ZINGIBERACEAECommon nam...
3. โคคลานชื่อพฤกษศาสตร Anamirta cocculus (L.) Wight & Arn.วงศ MENISPERMACEAECommon name: Fish-berry, Indian berryโคคลาน ...
4. หมากชื่อพฤกษศาสตร Areca catechu L.วงศ ARECACEAECommon name: Areca-nut Palm, Betel-nut Palm                           ...
5. บุกตีนฮุงชื่อพฤกษศาสตร Arisaema consanguineum Schott.วงศ ARACEAECommon name: Tian nan xingบุกตีนฮุง เปนไมลมลุกเน...
6. ฝางชื่อพฤกษศาสตร Caesalpinia sappan L.วงศ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAECommon name: Sappan wood                       ...
7. ชาชื่อพฤกษศาสตร Camellia sinensis (L.) O. Ktze var. assamica (Mast.) Kitamuraวงศ THEACEAECommon name: Tea, Green tea,...
ในทางยา Caffeine และ Theophylline ที่เปน alkaloids หลักที่พบในใบชามีฤทธิ์กระตุนระบบประสาทสวนกลาง โดยที่ Caffeine จะมีฤท...
8. กระดังงาไทยชื่อพฤกษศาสตร Cananga odorata (Lamk.) Hook.f. et Th.วงศ ANNONACEAECommon name: Ylang-ylang tree           ...
9. กัญชาชื่อพฤกษศาสตร Cannabis sativa L.วงศ CANNABACEAECommon name: Grass, Joint, Marihuana, Hemp, Hashish, Weed, Pot,Ga...
สารสําคัญ ในชอดอกเพศเมีย (Pistillate flower) ของกัญชาที่เรียกกันวา กะหรี่กัญชา จะมีสารประกอบทางเคมีมากกวา 400 ชนิด โดยส...
10. แพงพวยฝรั่งชื่อพฤกษศาสตร Catharanthus roseus (L.) G. Donวงศ APOCYNACEAECommon name: Madagascar Periwinkle, West Indi...
11. การบูร, อบเชยญวนชื่อพฤกษศาสตร Cinnamomum camphora (L.) J. Preslวงศ LAURACEAECommon name: Camphor, Formosan camphor, ...
12. กาแฟชื่อพฤกษศาสตร Coffea arabica L.วงศ RUBIACEAECommon name: Arabian coffee, Arabica coffee, Common coffeeAvicenna (...
13. หิ่งเมนชื่อพฤกษศาสตร Crotalaria pallida Aitonวงศ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAECommon name: Smooth crotalaria, Smooth r...
14. หญาแหวหมูชื่อพฤกษศาสตร Cyperus rotundus L.วงศ CYPERACEAECommon name: Nut grass, Coco grassหญาแหวหมู เปนพืชลมลุ...
15. ลําโพงชื่อพฤกษศาสตร Datura metel L. var. metelวงศ SOLANACEAECommon name: Thorn apple, White thorn apple, Jimson weed...
16. ทองโหลงชื่อพฤกษศาสตร Erythrina fusca Lour.วงศ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAECommon name: Coral treeทองโหลง เปนไมยืนตน...
17. ทองหลางลายชื่อพฤกษศาสตร Erythrina variegata L.วงศ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAECommon name: Varigated coral tree, Tiger...
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Psychotropic plants
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

Psychotropic plants

856 views

Published on

Published in: Education
  • Be the first to comment

Psychotropic plants

  1. 1. พืชที่ใหสารออกฤทธิตอจิตและประสาท (Psychotropic Plants) ์  ธวัชชัย วงศประเสิรฐคํานําการศึกษาสารเคมีที่เปนองคประกอบสําคัญที่มีอยูในทุกสวนของพืช มีวิวัฒนาการมาอยางตอเนื่องและกาวหนาอยางรวดเร็ว ทําใหผูเขียนเกิดความกระตือรือรนที่จะรวบรวมขอมูลพื้นฐานของพืชที่ใหสารออกฤทธิ์ตอจิตประสาท ของบรรดาพรรณไมที่ใชกันอยางแพรหลายในบานเรา ไมวาจะใชเปนพืชสมุนไพร พืชอาหาร เครื่องดื่ม อาหารเสริม หรือในหลาย ๆ วัตถุประสงคดวยกัน โดยอาศัยขอมูลจากตํารา วารสารตาง ๆ ทั้งในและตางประเทศ แตที่สําคัญที่สุดคือการศึกษาจากตัวอยางพรรณไมที่มีอยูในหอพรรณไม กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช เพื่อใหไดชนิดของพืชที่ถูกตอง และสามารถตรวจสอบไดจากตัวอยางพรรณไม เพื่อใหผูที่ตองการศึกษาดาน พฤกษเคมี(Phytochemistry) ไดประโยชนมากทีสด และทันตอเหตุการณมากทีสุด ( พ.ศ. 2546) ่ ุ ่พืชที่ใหสารออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท จํานวน 40 ชนิดนี้ สามารถจัดเปนกลุมการออกฤทธิ์ของสารเคมีที่พบไดเปน 3 กลุมดวยกัน คือ1. พืชกลุมใหสารออกฤทธิ์สงบประสาท และชวยใหนอนหลับ (Sedatives & Hypnotics) พืชในกลุมนี้จะใหสารออกฤทธิ์คอนขางกวางในการสงบประสาท คลายความวิตกกังวล ชวยใหนอนหลับ แกอาการชักบางประเภท เชน ขี้เหล็ก (Senna siamea (Lam.) Irwin et Barneby)ในดอกและใบ พบสารBarakol มีคุณสมบัติ คลายความวิตกกังวล สงบประสาท และชวยใหนอนหลับ (18)2.พืชกลุมที่ใหสารออกฤทธิ์ที่มีผลตอสภาพจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย (Psychopharmacologicagents) เชน ระยอม (Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz) สวนรากจะใหalkaloids ที่ออกฤทธิ์ตอระบบประสาทสวนกลาง ทําใหสงบ หัวใจเตนชา ลดความดันโลหิต ชวยการทํางานของระบบทางเดินอาหาร เปนตน และไดใชเปนยาลดความดันโลหิตสูงมาตั้งแต ค.ศ. 1931 และกัญชา (Cannabissativa L.) ก็เปนพืชอีกชนิดหนึ่งที่กอใหเกิดความผิดปกติของจิตและประสาทชั่วคราวโดย alkaloids จากชอดอกเพศเมีย จะไปรบกวนการรับรู ทําใหเกิดอาการประสาทหลอน พฤติกรรมเปลี่ยน จนในบางครั้งดูเหมือนเปนคนวิกลจริต ในยุคแรก ๆ กัญชาถูกใชเปนสารบําบัดอาการปวดศีรษะขางเดียว แกอาการนอนไมหลับ แกปวดบางชนิดตอมาภายหลังพบวากัญชาเปนตัวการสําคัญ ที่กอใหผูเสพเกิดพฤติกรรมกาวราว รุนแรง การรับรูตอสิ่งเราภายนอกเปลี่ยนแปลงไป จึงถือไดวาเปนพืชผิดกฎหมายสําหรับประเทศเรา3. พืชกลุมที่ใหสารออกฤทธิ์กระตุนการทํางานของระบบประสาทสวนกลาง หรือระบบไขสันหลัง (CentralNervous System Stimulants) โดยจะใหสารที่ออกฤทธิ์โดยตรงตอสมองสวนที่ควบคุมการทํางานของหัวใจ ไต และการไหลเวียนของโลหิตในรางกายของคนเรา เชน กาแฟ (Coffea arabica L.) และชา
  2. 2. (Camellia sinensis (L.) Kuntze ให alkaloid Caffeine ที่มีผลตอการทํางานของสมอง สวนเนื้อไมแสลงใจ (Strychnos nux-vomica L.) ให alkaloid Strychnine ที่มีผลตอการทํางานของประสาทสวนไขสันหลัง ชวยใหการทํางานของกลามเนื้อกระฉับกระเฉงขึ้นการคนพบสารเคมีเริ่มตนตาง ๆ จากพืช ไมวาจะเปน alkaloids หรือ glycosides จะเปนจุดเริ่มตนในการพัฒนายารักษาโรค หรืออุตสาหกรรมเคมีอ่น ๆเพื่อใหไดสารกึ่งสังเคราะหหรือสารสังเคราะหนานาชนิดตามมาเชนใช ืCaffeine จากเมล็ดกาแฟเปนสารตั้งตนในการสังเคราะห Theophylline หรือ อาจสังเคราะหTheophylline ไดจากสารตั้งตนตัวอื่น ๆ โดยไมตองเริ่มจาก Caffeine ก็ได (Theophylline ใชในทางยา เปนยาขยายหลอดลม แกหืดหอบ ฯลฯ) อีกตัวอยางหนึ่งไดแก alkaloid Strychnine ที่เราสามารถสังเคราะหไดโดยตรง นอกจากนีการดัดแปลงสูตรโครงสรางของสารเคมีที่ไดจากพืชเหลานี้ จะนําไปสูการพัฒนายา ้ตาง ๆที่มีคุณสมบัติดียิ่งขึ้นเพื่อใหไดยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคสูงสุดผูเขียนหวังวา ขอมูลจากพืชที่ใหสารออกฤทธิ์ตอจิตและประสาททั้งหมดนี้ จะเอื้อประโยชนสําคัญใหแกผูที่สนใจศึกษาทางดานพรรณไม และพฤกษเคมีตอไปไดไมมากก็นอยพืชที่ใหสารออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท 1. วานน้ํา Acorus calamus 2. เรว Amomum villosum 3. โคคลาน Anamirta cocculus 4. หมาก Areca catechu 5. บุกตีนฮุง Arisaema consanguineum 6. ฝาง Caesalpinia sappan 7. ชา Camellia sinensis 8. กระดังงาไทย Cananga odorata 9. กัญชา Cannabis sativa 10. แพงพวยฝรั่ง Catharanthus roseus 11. การบูร Cinnamomum camphora 12. กาแฟ Coffea arabica 13. หิ่งเมน Crotalaria pallida 14. หญาแหวหมู Cyperus rotundus 15. ลําโพง Datura metel 16. ทองโหลง Erythrina fusca 17. ทองหลางลาย Erythrina variegata
  3. 3. 18. มะลินรก Gelsemium elegans19. ถั่วเหลือง Glycine max20. เปราะหอม Kaempferia galanga21. ไมยราบ Mimosa pudica22. กระทอม Mitragyna speciosa23. จันทนเทศ Myristica fragans24. ยาสูบ Nicotiana tabacum25. ฝน Papaver sonniferum26. เสาวรส Passiflora laurifolia27. โทงเทง Physalis angulata28. พริกไทย Piper nigrum29. ระยอม Rauvolfia serpentina30. จันทนหอม Santalum album31. ขี้เหล็ก Senna siamea32. มันฝรั่ง Solanum tuberosum33. แสลงใจ Strychnos nux-vomica34. กํายาน Styrax benzoin35. โกโก Theobroma cacao36. โคกกระสุน Tribulus terrestris37. ขาวสาลี Triticum aestivum38. แฝกหอม Vetiveria zizanioides39. กระชับ Xanthium strumarium40. พุทราจีน Ziziphus jujuba
  4. 4. 1. วานน้ําชื่อพฤกษศาสตร Acorus calamus L.วงศ ACORACEAECommon name: Sweet flag, Calamus, Flag-root, Beewort วานน้ํา เปนพรรณไมชอบขึ้นอยูชายน้ํา หรือธารน้ําไหล มีอายุ หลายป สูง 1-2 ม. มีเหงาใตดินที่ทอดไปตามพื้นดินและแตกตน ใหมขึ้นได เหงามีกลิ่นหอม รูปทรงกระบอกคอนขางแบน เล็กนอย ใบรูปแคบยาวคลายดาบ เรียงสลับซาย-ขวา ยาว 1- 1.50 ม. กวาง 1.5-3.5 ซม. ขอบใบเปนลอนคลื่น เสนใบ ขนานตามความยาวของใบ สีเขียวเขม ฉ่ําน้ํา ดอกเปนดอกชอเชิง ลดสีเขียว รูปทรงกระบอกยาว 5-10 ซม. มีกาบหอหุม มีดอก ยอยจํานวนมากอัดกันแนนเปนแทง ชูขึ้น กานชอดอกยาว 30- 50 ซม. เสนผานศูนยกลาง 1.2-2 ซม. มีกาบหุมดอก รูปดาบ เชนเดียวกับกาบใบ ยาว 15-75 ซม. ดอกยอยมีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ รูปไข เกือบกลม ปลายกลีบโคงงอเขาหาชอ เกสรเพศผู จํานวน 6 อัน กานชูเกสรเปนเสนยาว รังไขรูปกรวย ภายในมี 2-3 ชอง ปลายเกสรเพศเมียมีขนาดเล็กมาก มีออวุลหลายชอง ผลเปนชนิดผลสดมีเนื้อ มีเมล็ด 2-4 เมล็ด ๆ รูปไขแกมขอบขนาน มีไมโครไพลวานน้ํา มีเขตการกระจายพันธุในประเทศตามริมหวย ริมลําธาร ทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบจังหวัดเลย ถึงระดับความสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 1,200 เมตร ในตาง-ประเทศพบในเขตอบอุนของทวีปเอเชีย ถึงระดับความสูงจากระดับน้ําทะเลประมาณ 2,000 เมตร ศรีลังกา, อินเดีย, สิกขิม, ประเทศแถบอินโดจีน,อินโดนีเซีย ถึงนิวกินี (5)สารสําคัญ เหงาใตดินใหน้ํามันหอมระเหย ที่ประกอบดวย Asaryl aldehyde และ Acorin; alkaloidsไดแก Asarone, β-Asarone และสารอืน ๆ (4, 5, 7, 23) ่สรรพคุณ วานน้ําถูกใชเปนยากันมาตั้งแตสมัย Hippocrates (460-377 ? B.C.) ซึ่งเปนบิดาแหงแพทยศาสตรสมัยกอนคริสตกาล เหงาและรากใตดินจะมีกลิ่นหอมมาก เมื่อเคี้ยวสด ๆ จะทําใหเกิดอาการประสาทหลอนอยางออน ๆ ในทางยาใชเขาเครืองยาเปนยาบํารุงรางกาย, บํารุงประสาท, ชวยยอย, บํารุงธาตุ, ขับระดู, แกปวดทอง, ่ขับลม, สงบประสาท และถาใชในขนาดสูง ๆ จะทําใหอาเจียน (4, 5, 7, 10, 11, 23)
  5. 5. 2. เรวชื่อพฤกษศาสตร Amomum villosum Lour. var. xanthioides (Wall. ex Baker) T.L.Wu & S. Chenวงศ ZINGIBERACEAECommon name: Bastard cardamom, Tavoy cardamom, Malabar cardamomเรว เปนไมลมลุกวงศขิง-ขา มีเหงาใตดิน มีกาบใบหุมซอนกันคลายลําตน สูงไดถง 2 ม. ใบเปนใบเดี่ยว รูปหอกกวาง ึปลายแหลม ผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน ขนาดยาว 30-45 ซม. กวาง 3-7.5 ซม. สีเขียวออนถึงเขียวเขม ดอกออกเปนชอเชิงลด แตกจากเหงาใตดนชูข้นโผลพนดินขึ้นมา ยาว 2.5-4 ซม. มีดอกยอยซอนอยูในกลีบประดับ จํานวน 2-3 ิ ึดอก กลีบประดับรูปขอบขนาน ยาว 1.2-2 ซม. ปลายแหลม ผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน กลีบเลี้ยงรูปทรงกระบอก มีจักที่สวนปลายกลีบ 3 จัก กลีบดอกมีสีเหลืองออน รูปหลอด ยาวประมาณ 2.5 ซม. กวาง 0.8-1.2 ซม. สวนปลายบานออกคลายชอน ปากดอกกวางประมาณ 1.2 ซม. มีเกสรเพศผูที่ไมสมบูรณ กานชูเกสรเพศผูสน อับเรณูแยกกัน   ั้คอนขางหาง รังไขมี 3 ชอง หลายออวุล ผลกลม หรือคอนขางกลม มีสามพู สีน้ําตาลออน มีขนปกคลุมบาง ๆ เสนผานศูนยกลางประมาณ 1 ซม. เมื่อแหงแลวแตก มีเมล็ดจํานวนมาก เมล็ดกลม หรือคอนขางกลม มีรอยตัดเวาเรว มีเขตการกระจายพันธุในประเทศตามปาดิบแลง และปาดิบชืนทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออก ้เฉียงใต บริเวณจังหวัดจันทบุรี ในตางประเทศพบที่ พมา, จีนตอนใต, ประเทศแถบอินโดจีน (5, 14)สารสําคัญ เมล็ดใหน้ํามันหอมระเหยหลายชนิด ทีประกอบดวย Borneol, Cineol, Limonene, ่Linalool, a และ β-Pinene, Camphene เปนตน (5)สรรพคุณ เมล็ดใชเปนยาชวยการทํางานของมาม, กระเพาะ, ไต, ขับปสสาวะ, บํารุงธาตุ, แกอาหารไมยอย, ขับลม,แกหวัด, แกทองเสีย, แกอาการแพทอง ในขนาด 2-4 g. ตอครั้ง ใชเปนยาตมใหแมดื่มชวยใหบุตรในทองมีอาการสงบ (5, 9, 14)
  6. 6. 3. โคคลานชื่อพฤกษศาสตร Anamirta cocculus (L.) Wight & Arn.วงศ MENISPERMACEAECommon name: Fish-berry, Indian berryโคคลาน เปนไมเถาขนาดใหญ ใบเปนใบเดี่ยว รูปไข หรือไขกวาง ขนาดยาว 10-28 ซม. กวาง 8-24 ซม. ฐานใบหยักเวา รูปหัวใจ มีเสนกลางใบแยกจากโคนใบรูปนิ้วมือ จํานวน 3-7 ใบ มีเสนแขนงใบ 4-5 คู ผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน มีตอมขนเล็ก ๆ อยูตรงโคน แยกระหวางเสนกลางใบ และเสนแขนงใบ กานใบเกลี้ยง ยาว 6-18 ซม. โปงพองที่ปลายทั้งสองขาง ดอกเปนดอกชอ ยาว 16-40 ซม. มีชอดานขางยาว 2-5 ซม. ผิวเกลี้ยง ดอกเพศผู ยาว 2-3 มม.ผิวเกลี้ยง กลีบเลียงสีเขียวออน ขาว หรือ เหลือง วงนอกมี 2 กลีบ วงในมี 6 กลีบ รูปไขกวาง ขนาดยาว 2.5-3 มม. ้กวาง 2 มม. ผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน อับเรณูติดกัน ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศเมียมีกลีบดอกเหมือนดอกเพศผู เสนผานศูนยกลางประมาณ 7 มม. มีคารเพล จํานวน 3-4 ชอง ผลออกเปนชอ มีชอผลดานขาง เปนชนิดผลสด มีสีขาวถึงมวง ผิวเกลี้ยง ทรงกลม เสนผานศูนยกลาง 9-11 มม. ผนังผลชั้นในรูปไตเกือบกลม มีเมล็ดเดียวโคคลาน มีเขตการกระจายพันธุในประเทศตามปาดิบแลงระดับต่า หรือปาผสมผลัดใบ ริมฝงแมน้ําทั่วทุกภาค ใน ํตางประเทศพบที่ อินเดีย ศรีลงกา พมา เวียดนาม มาเลเซีย ถึงนิวกินี (11, 13) ัสารสําคัญ เมล็ดใหสารหลายชนิดที่สาคัญ ไดแก Picrotoxin, Picrotoxinin, Picrotin, Cocculin ํและ alkaloid Menispermine และ Paramenispermine, ไขมัน, กรด Stearophanic หรือAnamirtic Picrotoxin เตรียมไดจาก เมล็ดของโคคลาน โดยนําเมล็ดมาบดแลวตมใน alcohol แยกสวนของเหลวออกมา ทําใหเขมขน แลวเติมน้ําลงไปอีก 2 สวน ทําใหเย็น แลวกรอง นําของเหลวที่ไดมาระเหยที่ความดันต่ํา จะไดตะกอนของ Picrotoxin ตกผลึกแยกออกมา (8, 13)สรรพคุณ เมล็ดมีฤทธิ์กระตุนระบบประสาทสวนกลางอยางแรง กระตุนศูนยควบคุมการหายใจ, กระตุนสมอง, ชวยการหายใจ ใชรักษาคนไขโรคจิตเภทบางประเภท ในขนาดสูงจะทําใหอาเจียน, ทองเสีย, ควบคุมการเคลื่อนไหวไมได ถึงกับมีอาการชักในบางครัง ใชภายนอกเปนยาสระผมแกเหา, ผลใชเบื่อปลา (8, 11, 13) ้
  7. 7. 4. หมากชื่อพฤกษศาสตร Areca catechu L.วงศ ARECACEAECommon name: Areca-nut Palm, Betel-nut Palm หมาก เปนพืชยืนตนในวงศปาลม มีลําตนเดียว ตั้งตรง สูงไดถึง 25 ม. บนลําตนมีรอย แผลเปนที่เกิดจากกาบที่หลุดรวงไปแลว ใบ เปนใบประกอบแบบขนนก ยาว 2-4 ม. เรียง ตัวรอบ ๆ ปลายยอด ประกอบดวยใบยอย จํานวนมาก ใบยอยรูปหอกแกมรูปดาบ ยาว 30-60 ซม. กวาง 2.5-6 ซม. มีเสน แกนกลางใบ ผิวเกลี้ยงเปนมันทั้งสองดาน ดอกออกเปนดอกชอขนาดใหญ มีกาบหอหุมชอดอก แตกจากโคนซอกใบและมีชอแขนงจํานวนมาก ดอกแยกเพศอยูบนตนเดียวกัน กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก รูปไข ยาว 0.8 ซม. กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง รูปหอกเชื่อมติดกันเกือบเปนทรงกลม เกสรเพศผูมีจานวน 3 หรือ 6 อัน อยูที่ปลายชอ ดอกเพศเมียมีขนาดใหญกวา แตมีจํานวนนอยกวาอยูที่ ํชอแขนงสวนโคนชอดอก รังไขมี 1 ชอง ยอดเกสรเพศเมียมี 3 อัน ผลเปนผลสด ผิวเกลี้ยง เปนมัน รูปทรงกลม หรือรูปไข ขนาดเสนผานศูนยกลาง 3.5-5 ซม. มีเมล็ด 1 เมล็ดภายใน มีสีสมหรือแดงแกมสม ที่เรียกวา สีหมากสุก เมื่อแกจดหมาก มีเขตการกระจายพันธุในเขตรอนของทวีปเอเชีย มีการปลูกทั่วไปในทั่วทุกภาคของประเทศ หมากเปนพืช ัที่ตองการความชุมชื้นสูง ในตางประเทศปลูกกันมากในประเทศแถบเอเชียใต เชน อินเดีย, ปากีสถาน, บังคลาเทศ,มาเลเซีย, ประเทศแถบอินโดจีน, จีน และไตหวัน (5, 11, 14)สารสําคัญ ในเมล็ดพบ alkaloids (ประมาณ 0.3-0.7%) หลายชนิด ไดแก Arecoline,Guvacoline, Arecolidine, Guvacine เปนตน (5, 9) นอกจากนี้ยังพบ tannic, gallic acidและยาง (13)สรรพคุณ ผลหรือเมล็ดหมากสดและแหง ใชเปนสารกระตุนกันมาแตโบราณ ไดมีการใชกันอยางแพรหลายในประเทศแถบเอเชียใต (อินเดีย, ปากีสถาน, บังคลาเทศ) และตามหมูเกาะในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟก ถือวาการกินหมากเปนวัฒนธรรมอยางหนึ่งของชาวเอเชียบางประเทศ alkaloids หลายชนิดที่พบในเมล็ดหมากนี้ ใชเปนสารกระตุนระบบประสาทสวนกลาง ถือเปนสารเสพติดอยางออน มีผลตอรางกายคลายกับ Nicotine ในบุหรี่ (ดูยาสูบ) ในทางยาเราใชเปนสารชวยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลําไสเล็ก, ชวยยอย, ขับปสสาวะ, ขับพยาธิ์ตัวตืด (ทําใหมันเกาะผนังลําไสไมได) ลดอัตราการเตนของหัวใจ ลดความดันโลหิต เปนยาฝาดสมาน กระตุนการหลั่งน้ําลาย และกรดจากกระเพาะที่ถือวาเปนยาบํารุงธาตุ ในทางยาใชขนาด 50-100 g. ตมกินน้ําเปนยาขับพยาธิ์ตัวตืดในแตละครั้ง (5, 7, 9, 11, 13, 14) ถาใชในขนาดสูงมาก ๆ จะใชเปนยาขับระดู และอาจทําใหแทงบุตรได (13)
  8. 8. 5. บุกตีนฮุงชื่อพฤกษศาสตร Arisaema consanguineum Schott.วงศ ARACEAECommon name: Tian nan xingบุกตีนฮุง เปนไมลมลุกเนื้อออน ลําตนอวบน้ํา วงศบุก-บอน มีหัวใตดน ทรงกลม เสนผานศูนยกลาง 2.5-12 ิซม. ใบออกเปนใบเดี่ยว มีกานใบแตกออกจากหัวใตดิน สีเขียวเขม สูง 30-120 ซม. ใบแผกวาง คลายรม จักเวาเกือบถึงจุดกึ่งกลางใบ ใบรูปใบหอกยาว มีจํานวนใบยอย 10-20 ใบ สวนปลายใบมีระยางคคลายเสนดาย ยาว 2.5-7 ซม. แตละใบยอยยาว 7-35 ซม. กวาง 0.6-5 ซม. ดอกออกเปนดอกชอ เปนแทงทรงกระบอก มีกาบหอหุมชอดอก ยาว 7.5-15 ซม. ขอบกาบหยักเปนคลื่นหุมชอดอกเอาไวภายใน ชอดอกเปนแทงยาวเทา ๆ กับกาบหอหุม ชอดอกประกอบดวยดอกเพศผูอยูตอนบนของชอ สวนดอกเพศเมียอยูชวงลาง อัดกันแนน รังไขมี 1 ชอง มีออวุล 2 หรือมากกวา ผลเปนชนิดผลสด มีหลายเมล็ดบุกตีนฮุง มีเขตการกระจายพันธุในประเทศบนดอยอินทนนท จังหวัดเชียงใหม ในตางประเทศพบที่ประเทศอินเดีย, สิกขิม, จีน, เกาหลี และญี่ปุน (14)สารสําคัญ ในหัวใตดินพบ Saponins หลายชนิด และ β-Sitosterol (9)สรรพคุณ หัวใตดินมีพิษ เมื่อจะนํามาใชในทางยา ควรจะทําใหแหงโดยการหั่นตากแหง หรือยางไฟใหเกรียมกอนเพื่อทําลายพิษ หรืออาจใชผสมกับน้ําดีวัวก็ได (โดยเฉพาะพิษตอประสาทลิ้นรับรส หรืออาจทําใหเกิดอาการบวมน้ําตามรางกาย) ในทางยาเราใชน้ําตมจากหัวใตดิน (ขนาด3-10g./ครั้ง) กินแกโรคลมชักบางประเภท, เปนยาสงบประสาทแกไอ, ขับเสมหะ, ชวยการทํางานของปอด, ตับ, และมาม แกปวดเกร็งในชองทอง และแกปวดตาง ๆ (9, 14)
  9. 9. 6. ฝางชื่อพฤกษศาสตร Caesalpinia sappan L.วงศ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAECommon name: Sappan wood ฝาง เปนไมยืนตนเนื้อแข็ง สูงไดถึง 10 เมตร เมื่อโตเต็มทีจะพาดพันไปยังตนไมอื่น ๆ บน ลําตนและกิ่งกานมีหนามแข็ง และแหลมคม เปนปุมปม ใบเปนใบประกอบแบบขนนก กานใบยาว 15-45 ซม. ออกเรียงสลับซาย- ขวาของกิ่ง ใบยอยมีจํานวนมาก จํานวน 8- 16 คู รูปขอบขนาน ขนาดยาว 1-2 ซม.กวาง 0.6-1 ซม. ปลายกลมมน โคนใบสอบเบี้ยว ออกเปนดอกชอที่ปลายกิ่ง และตามงามใบใกลปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ เรียงซอนเหลื่อมกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปไขกลับหรือรูปชอน พื้นผิวและขอบกลีบดอกยน เกสรเพศผูมจํานวน 10 อัน แยกอิสระ รังไขมี 1 ชอง ผลเปนฝกแบน แข็ง สีเขียวแก ขนาดยาว 7-10 ซม. กวาง ี1.5-2.5 ซม. เมื่อแหงแลวแตก มีเมล็ดกลมแบน จํานวน 2-4 เมล็ดฝาง มีเขตการกระจายพันธุในประเทศตามเขาหินปูนแลง และตามชายปาดิบแลงทั่วไป ในตางประเทศพบเขตกระจายพันธุจากประเทศ อินเดีย, พมา, ประเทศแถบอินโดจีนถึงคาบสมุทรมาเลย (2, 11)สารสําคัญ แกนจากตน เรียกวา Sappan wood ใหสารมีสี พบ Brasilin (เมื่อถูก oxidize จะไดBrasilein และ Proesapanin A), Tannic acid, Gallic acid และ Saponin เมื่อทําการกลั่นเนื้อไมจะไดน้ํามันที่ประกอบดวย d-a-Phellandrene และ Oscimene ในฝกและเปลือกพบ tanninมาก (5, 9)สรรพคุณ เนื้อไมใหสียอม, น้ําตมจากเนื้อไมมรสขมฝาด ใชเปนยาขับระดู, แกบิด, แกทองเสีย, แกรอนใน เปนยา ีเย็น, แกธาตุพิการ ชวยการไหลเวียนของโลหิต, ลดอาการบวมตามรางกาย, แกปวดขอ ฯลฯ (2, 5, 9) น้ําตมจากราก เนื้อไม และเมล็ด กินเปนยาสงบประสาท (9, 13)
  10. 10. 7. ชาชื่อพฤกษศาสตร Camellia sinensis (L.) O. Ktze var. assamica (Mast.) Kitamuraวงศ THEACEAECommon name: Tea, Green tea, Black tea, Tea มาจากคําวา té ซึ่งเปนภาษาจีนดั้งเดิม ชา เปนไมพุม หรือไมตนขนาดเล็กถึงขนาด กลาง สูงไดถึง 15 ม. ใบเปนใบเดี่ยว เรียง สลับ ผิวใบเกลี้ยงเปนมัน รูปรี ตรงกลางใบ กวาง ขนาดยาว 8-22 ซม. กวาง 3.5-7.5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม กวางหรือกลม ขอบใบจักเปนซี่เลื่อย มีใบประดับยอย 2-3 ใบ ผิวเกลี้ยง รูปไข ยาวประมาณ 2 มม. จะหลุดรวงงาย ดอกเปนดอกเดี่ยว หรือเปนกลุม 2-3 ดอก ออกตามซอกระหวางกิ่งและโคนใบ หรือสวนปลายยอด กานชอดอกยาว 1-1.5ซม. กลีบเลี้ยงมีจํานวน 5-6 กลีบ รูปไขถึงกลม ยาว 3-5 มม. กลีบดอกสีขาวนวล หรือขาวแกมเหลือง จํานวน 5-6กลีบ เชื่อมติดกันที่ฐานเหนือกลีบเลี้ยง กลีบดอกรูปไขกวางถึงกลม ยาว 1-2 ซม. เกสรเพศผูมีจํานวนมาก มี 2 วง ๆนอกมีขนาดสั้น เชื่อมติดกัน ฐานกลีบดอกวงในอิสระ รังไขมีขนปกคลุมหนาแนน ยาว 3-4 มม. มี 3-5 ชอง แตละชองมี 4-6 ออวุล เกสรเพศเมียมีจํานวน 1 อัน ผลเปนชนิดแหงแลวแตก ทรงเกือบกลม เสนผานศูนยกลาง 1.1-1.5 ซม. แหงแลวแตกตามรองตามความยาวของผลเปน 2-3 สวน มี 1-2 เมล็ดในแตละชองชา มีเขตการกระจายพันธุในประเทศทางภาคเหนือ ปลูกกันมากบนพื้นที่ราบและที่ลาดชันบนภูเขา ในตางประเทศพบมากและปลูกกันที่ประเทศอินเดีย อัสสัม, ศรีลังกา, ประเทศแถบอินโดจีน และจีนภาคตะวันตกเฉียงใต (มณฑลยูนนาน) ขึ้นไดดีในปาดิบชื้น ที่ระดับความสูง 800-2,000 เมตร จากระดับน้ําทะเล (5, 9, 22)สารสําคัญ ในใบชาแหงพบ alkaloid 1-5% ไดแก Caffeine, Theophylline, Theobromine,Xanthine, Hypoxanthine พบ Tannic acid 9.5-21%, Carotene, Riboflavin,Glycosides, Pantothenic acid, Ascorbic acid และสารสําคัญประเภท Flavonoids ไดแกCatechins และ Favonols, Flavonoids เหลานี้พบวา มีคุณสมบัติตานอนุมูลอิสระ(Antioxidants) (9, 12, 22) โดยเฉพาะ Epigallocatechin gallate จะมีฤทธิ์ยับยั้ง enzymeUrokinase ที่จําเปนตอการเจริญเติบโตของเซลลมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด (22) และพบธาตุตาง ๆตามตาราง Average Elements in the Tea Leaf (12)สรรพคุณ น้ําชาเปนเครื่องดื่มที่นิยมกันมานานกวา 4,000 ป เริ่มจากอาณาจักรจีนโบราณ และไดแพรหลายไปทั่วโลกในปจจุบัน ซึ่งถือกันวาชาเปนเครื่องดื่มสากลชนิดหนึ่ง ดวยกลิ่นรส, สารสําคัญและสรรพคุณตาง ๆ ที่มีอยูในน้ําชาอยางครบถวน เชื่อกันวาเมื่อดื่มน้ําชาจะชวยใหประสาทตื่นตัวอยูตลอด บํารุงสุขภาพประจําวัน และชวยใหมีอายุยน ืยาว ซึ่งขึ้นอยูกบชา นับไดมากกวา 100 ชนิดที่แตกตางกัน ั
  11. 11. ในทางยา Caffeine และ Theophylline ที่เปน alkaloids หลักที่พบในใบชามีฤทธิ์กระตุนระบบประสาทสวนกลาง โดยที่ Caffeine จะมีฤทธิ์ที่แรงกวา จึงใชเปนยาถอนพิษยาบางชนิด เชน ใชถอนพิษMorphine (พวกสูบฝนสมัยกอนจําเปนตองดื่มน้ําชาตลอดเพื่อลางพิษ) ชวยเพิ่มการบีบตัวของกลามเนื้อหัวใจเพิ่มอัตราการเตนของหัวใจ, ขับปสสาวะจากฤทธิ์ของ Theophylline, ลดไขมันในเสนเลือดที่เปนตัวการสําคัญที่กอใหเกิดโรคเสนเลือดที่ไปหลอเลี้ยงกลามเนื้อหัวใจตีบ, แกหดหอบ, กระตุนสมองเนื่องจากไดรับยานอนหลับและ ืยาสงบประสาท และนอกจากนี้ยงชวยลดความเสี่ยงตอการกําเนิดของเซลลมะเร็งหลายชนิด เชน ที่ผิวหนัง, ปอด, ัหลอดอาหาร, ลําไสเล็ก, ตับ, ทรวงอก และลําไสใหญ (5, 9, 11, 12, 22)ปจจุบนอินเดีย และจีนเปนผูผลิตชารายใหญของโลก ที่ผลิตได 672 ลานปอนด/ป และ 600 ลานปอนด/ป ัตามลําดับตาราง Average Elements in the Tea Leaf Element Content (mg/kg dried weight) Aluminum, Al 50 Arsenic, As 0.75 Boron, B 45 Calcium, Ca 8,000 Copper, Cu 11 Ferrum (iron), Fe 250 Fluorine, F 450 Hydrargyrum (mercury), Hg 200 Iodine, I 0.4 Manganese, Mn 5,500 Molybdenum, Mo 0.4 Natrium (sodium), Na 150 Nickel, Ni 2.5 Phosphorus, P 3500 Lead, Pb 0.4 Potassium, K 25,000 Selenium, Se 0.7 Silicon, Si 400 Sulfur, S 2,500 Zinc, Zn 50Source: Data abstracted from Chen, C.S., Tea Bull., 4, 1-10, 1990.
  12. 12. 8. กระดังงาไทยชื่อพฤกษศาสตร Cananga odorata (Lamk.) Hook.f. et Th.วงศ ANNONACEAECommon name: Ylang-ylang tree กระดังงาไทย เปนไมยืน ตน สูงไดถึง 20 ม. เปลือกตนสีเทาอมขาว จะ แตกกิ่งกานตั้งฉากกับลํา ตน ปลายกิ่งและใบออนมี ขนปกคลุม เมื่อแกจะมีผิวเกลี้ยง ใบเปนใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข ยาว 9-22 ซม. กวาง 4-10 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมนกลมหรือเวาเล็กนอย ขอบใบเรียบถึงเปนคลื่น มีเสนแขนงใบ 5-10 เสน ปลายแตละเสนโคงเชื่อมติดกันกอนถึงขอบใบใบออนมีขนทั้งสองดาน ใบแกจะมีขนตามเสนกลางใบและเสนแขนงใบ กานใบยาว 1-2 ซม. ดอกเปนดอกชอออกเปนชอสั้น ๆ แตกจากรอยแผลใบ ในแตละชอมี 3-7 ดอก กานชอดอกยาว 0.5-1.2 ซม. กานดอกยาว 2-5ซม. มีขนปกคลุม โคนกานดอกมีใบประดับรูปไข ปลายแหลม 2 ใบ ขนาดยาว 1-2 ซม. หลุดรวงงาย กลีบเลี้ยงมี 3กลีบ รูปสามเหลียม สูง 5-7 มม. มีขนปกคลุม กลีบดอกมีสองชัน เรียงสลับกัน ชั้นละ 3 กลีบ ๆ รูปขอบขนาน ปลาย ่ ้แหลมยาว ๆ 5-10 ซม. กวาง 0.6-1.5 ซม. ขอบคอนขางเรียบ กลีบดอกชั้นในแคบกวาชั้นนอกเล็กนอย ดอกออนมีกลีบดอกสีเขียวออน เมื่อแกขึ้นจะมีสีเหลืองถึงเหลืองทอง มีกลินหอม เกสรเพศผูมีจํานวนมาก เกสรเพศเมียมีหลาย ่อัน ผลจัดเปนผลกลุม จํานวน 5-15 ผล อยูบนแกนเดียวกัน ผลรูปไขยาว 1.5-2.5 ซม. กวาง 1-1.5 ซม. กานผลยาว 1-2 ซม. ผลออน สีเขียว เมื่อแกจดมีสีเขียวแก ภายในมี 3-12 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ําตาลออน รูปไขคอนขางแบน ักระดังงาไทย นิยมปลูกเปนไมประดับทั่วทุกภาคของประเทศ ในตางประเทศพบในเขตรอนของทวีปเอเชีย ในประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ประเทศแถบอินโดจีน และฟลลิปปนส (3)สารสําคัญ น้ํามันหอมที่สกัดไดจากดอกเรียกวา Cananga oil หรือ Ylang-ylang oil ประกอบดวยCaryophyllene, Benzyl acetate, Benzyl alcohol, Farnesol, Terpineol,Borneol, Geranyl acetate, Safrol, Linalol, Limonene, Methyl salicylate เปนตน (10, 11)สรรพคุณ น้ํามันหอมที่สกัดไดจากดอก ใชในทางยา เปน Aromatherapy สําหรับเปนยาฆาเชื้อโรค, แกอาการซึมเศรา, แกอาการกระวนกระวาย, ชวยสงบประสาท, บํารุงประสาท, ขับปสสาวะ, ลดความดันโลหิต, ขับลม แกหืดหอบ และยังใชในการผลิตเครื่องสําอาง, ทําเครื่องหอมตาง ๆ (10, 11)
  13. 13. 9. กัญชาชื่อพฤกษศาสตร Cannabis sativa L.วงศ CANNABACEAECommon name: Grass, Joint, Marihuana, Hemp, Hashish, Weed, Pot,Ganja กัญชา เปนไมพุมลมลุกอายุปเดียว สูง 1-5 ม. ทุก สวนมีขนปกคลุม ลําตนเปนเหลียม ใบเปนใบเดี่ยว ่ ออกตรงกันขามที่โคนตน และเรียงสลับรอบ ๆ ยอด ใบรูปฝามือ มีขนปกคลุม มีหูใบรูปเข็ม กานใบยาว 1.5-7 ซม. ประกอบดวยใบยอย 5-7 ใบ ใบยอย รูปหอก ยาว 4-14 ซม. กวาง 0.3-1.8 ซม. ขอบ ใบจักแบบซี่เลือย ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ่ เรียว มีเสนใบแขนง 8-20 คู สังเกตเห็นเสนใบ รางแหชัดเจน ดอกตางเพศตางตน หรือตางเพศรวม ตน ดอกเพศผูแตกจากกิ่งโคนใบ หรือสวนปลายกิ่ง มีกลีบรวม 5 กลีบ ยาวประมาณ 5 มม. มีขนออน นุมปกคลุม เกสรเพศผูจํานวน 5 อัน มีกานชูอับเรณู  ยาว ดอกเพศเมียออกเปนชอเดี่ยวที่แตกจากลําตน หรือสวนปลายยอด มีกาบดอกหอหุม รังไขมี 1 ชอง มี 1 ออวุล เมล็ดกลมถึงรูปไข ผิวเกลี้ยงเปนมัน สี น้ําตาล มีลายประ ขนาดเสนผานศูนยกลางประมาณ 4 มม. มีเนื้อภายใน เมล็ดมากที่ประกอบดวยแปงและไขมันเปนสวนใหญพืชในวงศกัญชา เปนพืชที่ใหสารสําคัญ ทําใหมนุษยชาติเคลิบเคลิ้มมีความสุข (ความเศราเจือปนในบางครั้ง) เชนกัญชา และ Hops (Humulus lupulus L.) โดยเฉพาะ Hops จะมีสารบางชนิดชวยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย และมี alkaloids ที่มีโครงสรางคลาย Codeine และ Morphine ที่อาจทําใหเสพติดได จึงใชดอกเพศเมียของ Hops ในการผลิตเบียร (11, 21)กัญชาจัดเปนพืชเสพติด ผิดกฏหมายทั้งการปลูกและการเสพในประเทศของเรา มีเขตการกระจายพันธุมาจากทวีปอัฟริกาเหนือ, เอเชียกลางแถบประเทศอัฟกานิสถาน, เอเชียใตแถบประเทศอินเดีย, จีนตอนใต ประเทศแถบอินโดจีนและนําไปปลูกกันในประเทศเขตรอนทั่วโลก (5, 11)
  14. 14. สารสําคัญ ในชอดอกเพศเมีย (Pistillate flower) ของกัญชาที่เรียกกันวา กะหรี่กัญชา จะมีสารประกอบทางเคมีมากกวา 400 ชนิด โดยสารออกฤทธิ์ตัวสําคัญคือ Tetrahydrocannabinol (THC) (ปจจุบันสามารถสังเคราะหสารตัวนี้ไดแลว) สวนยางจากผลและสวนอื่น ๆของตน พบไขมัน, วิตามิน B1, B2,alkaloid Muscarine, Choline, Trigonelline, l(d)-isoleucine, Betaine, THC,Cannabinol, Pseudo-cannabinol, Cannabinin, Cannabidichromine,Cannabidiol, Cannabidiolic acid เปนตน (2, 5, 6, 9, 23)สรรพคุณ เมล็ดใหน้ํามันชักเงา, ทําสบู, ผลิตเครื่องสําอาง เปนตน ในทางยาในขนาดที่ใช 9-15 g. กินเปนยา โดย จะมีผลตอมาม, กระเพาะและลําไสใหญ กินเปนยาระบายอยางออนไมเสพติด, แกทองผูก, ชวยเพิ่มการเคลื่อนไหว ของลําไส, ฆาเชื้อ, ตานสารพิษบางชนิด, แกไอ แตถากินมากจะทําใหอาเจียนได น้ําตมจากกิ่งกานและใบ กินเปนยาขับปสสาวะ น้ํายางจากใบและชอดอกเปนยาเสพติดคลายฝน ใชในทางยาเปนยาแกไข, แกไอ, แกหดหอบ, ปองกัน ืการชักจากพิษบาดทะยัก, แกปวด ฯลฯ ชอดอกเพศเมีย มีพิษ จัดเปนสารเสพติดหรือพืชเสพติด เมือสูบมีฤทธิ์กระตุน ่ระบบประสาทสวนกลาง ใชรักษาโรคทางประสาทบางประเภท ทําใหเกิดอาการประสาทหลอน ชวยใหนอนหลับ,คลายความวิตกกังวล, ทําใหเกิดอาการมึนเมาเคลิบเคลิ้มและเปนสุข (2, 5, 6, 9, 11, 14, 23)
  15. 15. 10. แพงพวยฝรั่งชื่อพฤกษศาสตร Catharanthus roseus (L.) G. Donวงศ APOCYNACEAECommon name: Madagascar Periwinkle, West Indian Periwinkle แพงพวยฝรั่ง เปนไมลมลุกขนาดเล็ก สูงไดถง 80 ซม. ลําตนและ  ึ กิ่งกาน มีขนละเอียดปกคลุม ใบเปนใบเดี่ยว ออกเรียงตรงกันขาม กานใบยาว 2-8 มม. ใบเกลี้ยง รูปไขถึงไขกลับ ยาว 1.5-6 ซม. กวาง 0.6-2.6 ซม. ปลายใบมนหรือกลม มีต่งที่ปลายใบ โคนใบ ิ กลม หรือรูปลิ่ม มีเสนใบแขนงจํานวน 7-10 คู เปนสันนูน ชัดเจน มีขนปกคลุม ดอกเปนดอกชอ จํานวน 1-2 ดอก ออกที่ ปลายกิ่ง มีขนปกคลุม กลีบเลี้ยงจํานวน 5 กลีบ เชื่อมติดกันที่โคนกลีบ สวนปลายแยกเปนแฉกปลายแหลมขนาดเล็ก 5 แฉก ขนาดยาว 1.5-5 มม. กวาง 0.5-0.7 มม. มีขนปกคลุมกลีบดอกมีสีขาว, ชมพู-มวง, ชมพู หรือชมพูขาว รูปหลอดยาว ปากเปด ยาว 2.3-2.9 ซม. ผิวนอกมีขนสั้นปกคลุมกลีบดอกสวนปากเปด แยกเปน 5 กลีบ รูปไขกลับ ขนาดยาว 1.3-2 ซม. เกสรเพศผูตั้งอยูที่กลีบดอกสวนปลาย หลอด กานชูอับเรณูยาว 0.4 มม. รังไขรูปไข ยาว 1.9-3 มม. มีขนปกคลุมกานชูเกสรเพศเมียและเกสรเพศเมียรวมกันยาว 1.9-2.1 ซม. ผลเปนชนิดผลคู แหงแลวแตกแนวเดียวตามยาว ปลายแหลม มีขนบางปกคลุม ยาว 1.5-2.5 ซม. กวาง 1.5-3 มม. มีเมล็ดหลายเมล็ดภายในแพงพวยฝรั่ง นิยมปลูกเปนไมประดับทั่วไป หรือขึ้นตามชายหาด หรือที่รกรางวางเปลา เปนพรรณไมด้งเดิมของเกาะ ัมาดากัสการ และไดแพรกระจายไปในเขตรอนทั่วโลก (16)สารสําคัญ ทุกสวนของตน (โดยเฉพาะใบ) พบ alkaloids มากกวา 80 ชนิด ที่สําคัญไดแก Ibogaine-likealkaloids, Vinblastine, Vincristine, Vinrosidine, Lenrosine, Lenrosivine,Rovidine, Carosine, Perivine, Perividine, Vindolinine และ Pericalline เปนตน (9,11)สรรพคุณ ใบสดจํานวน 2,000 กก. สกัดให alkaloids จํานวน 1 g. (11) สารสกัดโดยเฉพาะVincristine และ Vinblastine จะถูกนํามาใชรกษาโรคมะเร็งบางชนิดอยางไดผล ในการแพทยแผนปจจุบัน ัโดยจะมีผลตอการแบงเซลลมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งในเม็ดเลือด, ลดความดันโลหิตสูง, ลดระดับน้ําตาลในโลหิต แตตองระมัดระวังในการใช เพราะมีผลขางเคียงคอนขางอันตราย และควรอยูในการดูแลของแพทยอยางใกลชิด สวนIbogaine-like alkaloids ดังกลาว โดยเฉพาะที่ไดมาจากใบและรากจะใหสารที่มฤทธิ์เสพติดเมื่อสูบ ทําให ีเกิดอาการประสาทหลอนไดในปจจุบันไดมีสารกึ่งสังเคราะหจาก alkaloids เหลานี้ ไดแก Vindensine และVinorelbine ไดถกนํามาใชในทางการแพทยแลว (7, 9, 11) ู
  16. 16. 11. การบูร, อบเชยญวนชื่อพฤกษศาสตร Cinnamomum camphora (L.) J. Preslวงศ LAURACEAECommon name: Camphor, Formosan camphor, Ho wood“การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตวา “Karapur” หรือ “กรปูร” แปลวา “หินปูน” เพราะโบราณเขาใจวา ของสิ่งนี้เปนพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอม ตอมาชื่อนี้เพี้ยนเปน “กรบูร” และเปน “การบูร” ในปจจุบัน ตนการบูรเปนไมพื้นเมืองของประเทศจีน ญี่ปุน และไตหวัน แตในปจจุบันไดมีการนําไปปลูกกันในหลายประเทศ การบูรเกือบทั้งหมดที่ใชอยูไดจากวิธีการกึ่งสังเคราะหมาจากสารตั้งตน คือ a - pinene ที่ไดมาจากน้ํามันสน (2)การบูร เปนไมตนขนาดใหญ สูงไดถึง 30 ม. ทุกสวนใหกลิ่นการบูร มีทรงพุมทึบและกวางมีกิ่งกานสาขามาก เปลือกตนสีน้ําตาล กิ่งออนมีสีเขียว เปลือกเรียบ ใบเปนใบเดี่ยว กานใบยาว 2-4 ซม. เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข ยาว 5-15ซม. กวาง 2-5 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลมมน แผนใบหนา ขอบใบเรียบ ดานบนสีเขมเปนมันวาว ดานลางออกเขียวเทาหรือเขียวนวล ผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน เมื่อขยี้ใบดมจะมีกลินคลายการบูร มีเสนใบ 3 ใบที่แยกออกมาจากโคน ่ใบ สูงประมาณ 3-8 มม. มีตอมระหวางเสนกลางใบและเสนใบยอย ดอกเปนดอกชอแตกจากงามใบ ชอยาว 5-7ซม. สีขาว หรือขาวอมเหลือง กานดอกยอยมีขนาดสั้น ดอกเล็กโดยมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกรวมกัน 6 กลีบ เรียงเปน2 วง ๆ ละ 3 กลีบ ยาวรี ผิวนอกเกลี้ยง ดานในมีขนละเอียดปกคลุม เกสรเพศผูมีจํานวน 9 อัน เรียงเปน 3 วง ๆ ละ 3 อัน กานเกสรคอนขางใหญ มีตอมสองตอมใกลกบโคนกาน อับเรณูมีชองเปด 4 ชอง โดยเรียงเปน 2 แถว ๆ ละ 2  ัชอง มีลิ้นเปดทั้ง 4 ชอง เกสรเพศผูเปนหมัน มี 3 อัน รังไขมีรูปทรงรูปไข ผิวเกลี้ยง กานเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1มม. ผิวเกลี้ยง ปลายเกสรเพศเมียทรงกลม ผลรูปไขหรือเกือบทรงกลม ยาว 6-10 มม. มีเมล็ดเดียว เมื่อสุกมีสีดํา-มวงและมีแปนรองรับผลการบูร มีเขตการกระจายพันธุในประเทศทางภาคเหนือ ในตางประเทศพบที่เขตรอนและเขตอบอุนของจีน, จีน ไตหวัน, ญี่ปน และมีการนําไปปลูกกันมากในอินเดีย, ศรีลังกา, อียิปต และสหรัฐอเมริกา (1,3) ุสารสําคัญ เมื่อทําการกลั่นเนื้อไม (อายุอยางนอย 40 ป) ดวยไอน้ํา จะไดการบูรและน้ํามันหอมระเหยตาง ๆ รวมกันอยูท่ประกอบดวย Camphor เปนตัวหลัก, Limonene (Dipentene), Menthol, Thymol, p- ีcymol, Pinene, Orthodene และ Salvene และเมื่อกลั่นน้ํามันหอมระเหยที่อุณหภูมิสูงขึ้นไปอีกจะไดSesquiterpene ประมาณ 5% และ Sesquiterpene alcohol 10%, Carryophyllene,Linalool, Cineol, Eugenol, Acetaldehyde และ Betelphenol (1, 3, 10)สรรพคุณ Camphor หรือการบูรที่ไดจากธรรมชาติ ใชในทางยา เขาเครื่องยาตาง ๆ เปนยาสงบประสาท, แกปวดแกอาการชักบางประเภท, แกไอ, ขับเหงื่อ, ขับปสสาวะ, ขับลม, ขับพยาธิ์,ใชภายนอกเปนยาแกคัน และทาถูนวดแกปวด ลดการอักเสบ (1, 5, 10, 23)
  17. 17. 12. กาแฟชื่อพฤกษศาสตร Coffea arabica L.วงศ RUBIACEAECommon name: Arabian coffee, Arabica coffee, Common coffeeAvicenna (ค.ศ. 980-1037) นักปราชญและแพทยชาวอาหรับ เปนคนแรกที่รายงานถึงการใชกาแฟเปนเครื่องดื่มเปนคนแรก จนกระทั่งศตวรรษที่ 18 C. Linnaeus จึงไดตั้งชื่อวา Coffea arabica กาแฟ เปนเครื่องดื่มประจําวันที่ใชกันอยางแพรหลาย โดยเริ่มมาจากทวีปยุโรป ในราว ค.ศ. 1601 เปนตนมา (7) กาแฟ เปนไมพุม หรือไม ตนขนาดเล็ก สูง 3-5 ม. ใบออกเปนใบเดี่ยว เรียงตรงกันขาม ใบรูปไข ถึงขอบขนานแกมรี ขนาด ยาว 8-15 ซม. กวาง 3-6 ซม. มีหูใบที่โคนกานใบ ใบเปนมัน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ หรือเปนคลื่นเล็กนอย ดอกออกเปนชอกระจุก แตกตามงามใบ มี 2-10 ดอก สีขาว หรือขาวครีม มีกลิ่นหอมเล็กนอย กานดอกสั้นมาก ที่โคนดอกมีใบประดับรูปไขขนาดเล็กติดอยู กลีบดอกเชื่อมติดกันที่โคนดอก ยาวประมาณ 1.5 ซม. ปลายกลีบดอกแยกเปน5 แฉก ผลรูปกลมรีถงรูปไข ขนาดยาว 1-1.5 ซม. ผลออนสีเขียว ผลสุกมีสีแดง, แดงอมดํา หรือเหลือง ซึ่งขึ้นอยู ึกับสายพันธุ เปลือกผลหนา มี 1-2 เมล็ดกาแฟ (ชนิดอราบิกา) นิยมนํามาปลูกกันในประเทศไทยโดยเฉพาะทางภาคใต มีถิ่นกําเนิดอยูในปาทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศเอธิโอเปย ทวีปอัฟริกา ปจจุบันประเทศบราซิลในทวีปอเมริกาใตกไดกลายเปนแหลงปลูกกาแฟและ ็สงออกถึง 2 ใน 3 ของปริมาณกาแฟทั่วโลก (3, 7)สารสําคัญ ใบกาแฟ พบ Caffeine 1-1.25% เปลือกผลชั้นนอก พบ Caffeine, Mallic acid,Mannite และน้ําตาล เมล็ดกาแฟ พบ Caffeine 0.72-2.43%, Gallic acid, Citric acid,Protein, Dextrin, Glucose, Coffeo-tannic acid, และน้ํามันหอมระเหยตาง ๆ (13)สรรพคุณ Caffeine ที่มีอยูในเมล็ดกาแฟ เปนสารเคมีหลักทีมีอยูในเครื่องดื่ม ใชเปนสารกระตุนระบบประสาท ่สวนกลาง กระตุนการทํางานของระบประสาท แกงวงนอน, อาจทําใหนอนไมหลับในบางคน, กระตุนระบบหายใจ, ชวยการทํางานของกระเพาะอาหารและไต, ขับปสสาวะ, ชวยยอย, อาจชวยลางฤทธิ์ของฝนและอัลกอฮอลได (7,13)
  18. 18. 13. หิ่งเมนชื่อพฤกษศาสตร Crotalaria pallida Aitonวงศ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAECommon name: Smooth crotalaria, Smooth rattlepod หิ่งเมน เปนไมลมลุกขนาดเล็ก อายุ หลายป ลําตนตั้งตรง แตกกิ่งกาน มาก สูงไดถึง 1.8 ม. กิ่งออนมีขน นุมปกคลุม ลําตนและกิ่งกานมีสี เขียวออน และจะเปลี่ยนเปนสีมวง แกได ใบเปนใบประกอบ มีใบยอย 3 ใบ กานชอใบยาว 3-5 ซม. ใบรู ปรียาว 4-8 ซม. กวาง 2-4.5ซม. ดานบนมีสีเขมกวาดานทองใบ ใบยอยดานขางมีขนาดเล็กกวาใบกลางเล็กนอย ดอกเปนดอกชอ ออกที่ปลายกิ่งดอกเหมือนดอกถั่วทั่วไป กลีบเลียงมีสีเขียวออน กลีบดอกมีสีเหลือง มี 5 กลีบ มีแถบเสนสีมวงแดงตามความยาวของ ้กลีบดอก กลีบบนรูปไขปลายกลมมน กลีบขางคลายปกรูปขอบขนาน กลีบลางเชือมติดกันเปนทองเรือ ปลายโคงขึ้น ่เกสรเพศผูมี 10 อัน มัดเปนกระจุกรวมกัน ผลเปนฝกกลวงทรงกระบอก มี 2 ฝาเชื่อมติดกันตามความยาว งอเล็กนอยยาว 4-10 ซม. กวาง 0.5 ซม. มีขนสั้นปกคลุม แหงแลวแตกเปนสองสวน มีเมล็ดรูปไตคอนขางแบนจํานวนมากขนาดยาว 2-4 มม.หิ่งเมน มีเขตการกระจายพันธุในประเทศตามเชิงเขาในภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงใต ในตางประเทศพบที่ประเทศแถบอินโดจีน และจีนสารสําคัญ ในใบและเมล็ด พบ alkaloids ที่เปนพิษตอสัตวเลี้ยง (5), ทั้งตนพบ alkaloidsMucronatine, Mucronatinine, Retroresine, Usaramine, Nidgirine, Vitexin,และ glycosides Vitexin-4-0-xylose, Apigenin (9)สรรพคุณ ในอินเดียใชเมล็ดที่ลางน้ําและทําใหสุกแลว ชงแทนเมล็ดกาแฟ (5) น้ําตมจากทั้งตน (ในขนาด 9-18 g.) กินเปนยาแกอารมณหงุดหงิด, คลายเครียด, ชวยสงบประสาท, ชวยใหนอนหลับ, แกเด็กปสสาวะบอย ๆ, ชวยการทํางานของมาม แกบวมน้ํา และแกทองเสียเรือรัง (9) ้
  19. 19. 14. หญาแหวหมูชื่อพฤกษศาสตร Cyperus rotundus L.วงศ CYPERACEAECommon name: Nut grass, Coco grassหญาแหวหมู เปนพืชลมลุก มีหัวใตดิน แตกกอทีโคน มีไหลที่ขยายไปจากตนเดิม แลวสามารถงอกขึ้นใหมได เหงา ่และไหลมีสีนาตาลดํา ลําตนเกลี้ยง รูปทรงสามเหลี่ยม ผิวเรียบเปนมัน ใบเรียวแคบตามยาว ๆ ประมาณ 60 ซม. กวาง ้ํ2-5 มม. ปลายแหลม ใบพับงอตามความกวางรูปลิ่มเปด ดอกเปนดอกชอเชิงลด ยาว 5-10 ซม. กวาง 3-8 ซม.ประกอบดวย 3-10 ชอดอกยอย ยาว 1.5-5 ซม. กาบชอยอยมีจํานวน 9 หรือมากกวาในชอยาวที่สุด รูปไขหรือรูปรี ยาว 3-3.5 มม. กวาง 2 มม. เกสรเพศผูจํานวน 3 อัน อับเรณูยาว 1 มม. เกสรเพศเมีย 3 อัน เมล็ดเปนผลเปลือก แข็ง รูปยาวเรียว ขนาดยาว 1.3-1.5 มม. กวาง 0.5-0.7 มม. สีนําตาล มีเมล็ดเดียว ้หญาแหวหมู จัดเปนวัชพืชเขตรอนทั่วโลก ทั่วทุกทวีป (14)สารสําคัญ หัวใตดนใหน้ํามัน ประมาณ 1% โดยน้ําหนักประกอบดวย Pinene, Cineole, ิSesquiterpenes, Iso-cyperol, a และ b-Cyperene, Cyperone และน้ํามันหอมอื่น ๆ (5, 9)สรรพคุณ ผงบดจากหัวใตดิน ในขนาด 5-10 g. มีรสขมอมหวาน กินเปนยาชวยการทํางานของตับ, เปนยาสงบประสาท, ขับระดู, ชวยการไหลเวียนของโลหิต, แกปวดทอง, ชวยยอย, แกอาเจียน, แกบิด, แกทองเสีย สารสกัดจากหัวใตดินมีฤทธิ์คลายกลามเนื้อมดลูกของสตรี, เพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร, เพิ่มการหลั่งน้ําลายและกรดในกระเพาะ มีฤทธิ์ฆาเชื้อแบคทีเรีย และตานเชื้อมาเลเรีย (9, 14)
  20. 20. 15. ลําโพงชื่อพฤกษศาสตร Datura metel L. var. metelวงศ SOLANACEAECommon name: Thorn apple, White thorn apple, Jimson weed ลําโพง เปนไมพุมขนาดเล็ก อายุหลายป สูง 1-2.50 ม. ลําตนและกิ่งกานมีผิวเกลี้ยง ใบเปนใบเดี่ยว ออกเรียง สลับ รูปไขถึงรูปหัวใจกลับ ยาว 10-20 ซม. กวาง 8- 15 ซม. ขอบใบจักเปนซี่ลกบางตื้นบางหาง ๆ กัน ปลาย ึ ใบแหลม โคนใบเบี้ยว ดอกออกเปนดอกเดี่ยว ขนาด ใหญ แตกจากกิ่งระหวางโคนใบ กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สี เขียว เชื่อมติดกันที่โคนเปนรูปหลอด ยาวประมาณ ครึ่งหนึ่งของความยาวของกลีบดอก กลีบดอกเชือม ่ติดกันเปนหลอดยาว ยาว 10-15 ซม. สวนปลายบานเปนปากแตร 5 แฉก มีสีขาว หรือขาวแกมมวง เสนผานศูนยกลางสวนปากเปดประมาณ 8 ซม. เกสรเพศผูมี 5 อัน กานเกสรติดอยูภายในหลอดกลีบดอก รังไขมี 4 ชอง อยูเหนือวงกลีบ ผลกลม หรือกลมรี มีเสนผานศูนยกลาง 3-4 ซม. มีหนามแข็งสั้นหอหุม เมื่อแหงแลวแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจํานวนมากลําโพง มีเขตการกระจายพันธุในประเทศทั่วประเทศ เปนพรรณไมดั้งเดิมของเขตรอนของทวีปเอเชีย และไดแพรพันธุไปในเขตรอนทั่วโลกในปจจุบัน (14)สารสําคัญ ใบและเมล็ดพบ Tropane alkaloids หลายชนิด ไดแก Scopolamine, Hyoscine,Hyoscyamine, Atropine, และกรดตาง ๆ เชนเดียวกับในดอกจะพบ alkaloids เชนScopolamine, Hyoscyamine เปนตน (5, 9, 13)สรรพคุณ ใบและดอกแหงสูบเปนยาเสพติด, ทําใหความคิดสับสน, ออนเพลีย, งวงนอน และอาจทําใหเกิดอาการประสาทหลอนได, ใบและเมล็ดก็ใชสูบเปนยาเสพติด น้ําตมจากใบ, ราก และเมล็ด กินเปนยาแกอาการคุมคลั่ง, ลดไข แตถาใชมากก็จะทําใหเกิดการเสพติด ในทางยาเราใชดอกในขนาด 0.1-0.25 g. (ไมควรใชกับเด็ก) สูบโดยจะมีผลตอปอด, ชวยการไหลเวียนของโลหิต, แกหืดหอบ, ขยายหลอดลมและถุงลมปอด, แกปวด แกปวดขอ, สงบประสาท แตถาใชในขนาดสูง ๆ อาจทําใหเกิดอาการชัก ถึงขนาดหมดสติ (5, 6, 9, 13, 14) 
  21. 21. 16. ทองโหลงชื่อพฤกษศาสตร Erythrina fusca Lour.วงศ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAECommon name: Coral treeทองโหลง เปนไมยืนตนผลัดใบ สูง 10-12 ม. ขนาดเสนผานศูนยกลางลําตน 30-60 ซม. ลําตนและกิ่งกานมีเปลือกบาง มีหนามหนาแนน ใบเปนใบประกอบแบบ 3 ใบ รูปไขถึงรูปไขแกมขอบขนาน ใบหนา ขนาดยาว 10-15 ซม. กวาง 5-8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน มีเสนแขนงใบ 6-8 คู กานใบยาว 10-12ซม. มีหูใบที่โคนใบยอย 1 คู ดอกออกเปนชอกระจะ ชอยาว 7-17 ซม. ดอกสีแดงคล้า คลายดอกถั่วทั่ว ๆไป กาน ํดอกยอยยาว 7 มม. กลีบเลี้ยง ยาว 1-1.5 ซม. รูประฆัง สวนปลายแยกเปน 2 แฉก กลีบดอกรูปถั่ว กลีบกลางมีขนาดยาว 3.5 ซม. กวาง 5 ซม. สวนปลายเวาตื้น ๆ กลีบดอกคูขางมีสวนลางที่เชื่อมติดกัน ยาวเปนครึ่งหนึ่งของกลีบกลาง  กลีบคูลางสั้นกวา เกสรเพศผูมี 10 อัน เชื่อมติดกลุมเดียว รังไขมีขนปกคลุม กานชูเกสรเพศเมียมีผิวเกลี้ยง ผลเปนฝก คลายฝกถั่ว ยาว 15-20 ซม. กวาง 1.4-1.8 ซม. คอดเปนกระเปาะ แหงแลวแตก มีเมล็ดจํานวน 6-8 เมล็ด สีน้ําตาลแก รูปไข ยาวประมาณ 1.2 ซม.ทองโหลง มีเขตการกระจายพันธุตามเกาะตาง ๆ ของประเทศ และนํามาปลูกเปนไมประดับทั่วไป ในตางประเทศพบที่อินเดีย ศรีลังกา พมา ประเทศแถบอินโดจีน อินโดนีเซีย ฟลลิปปนส ถึงประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟคตะวันออกสรรพคุณ ยาชงจากรากในขนาดสูง ๆ กินเปนยาระบาย และเปนยาเสพติดโดยชาวอินเดียนเผา Tikunas ในประเทศโคลัมเบีย และใชทางยาเปนยาแกปวดขอ แกปวดกลามเนือ และแกโรคตับอักเสบ (19) ้
  22. 22. 17. ทองหลางลายชื่อพฤกษศาสตร Erythrina variegata L.วงศ LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAECommon name: Varigated coral tree, Tiger’s clawทองหลางลาย เปนไมยืนตนผลัดใบ สูงไดถึง 20 เมตร ลําตนและกิ่งกานมีหนามแหลม ใบเปนใบประกอบแบบ 3ใบ ใบบางมีผิวเกลี้ยงทั้งสองดาน กานใบยาว 10-15 ซม. ใบยอยใบกลางรูปไขขนาดยาว 10-15 ซม. กวาง 8-12ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลมมน ใบยอยคูขาง ขนาดเล็กกวาเล็กนอย โคนใบเบี้ยว มีหูใบที่โคนใบยอย รูปหอก ยาวประมาณ 1 ซม. ดอกออกเปนดอกชอกระจะ ชอยาวไดถึง 18 ซม. ดอกคลายดอกถั่วทั่ว ๆ ไป มีสีแดงสด มีจํานวนมาก กานดอกยอยยาว 0.6-0.8 ซม. กลีบเลี้ยงมีสีเขียวออน ทรงระฆัง โคนเชื่อมติดกัน ยาว 2.5-3 ซม. และจักออกเปนแฉก 2 แฉกที่ปลาย กลีบดอกมีสีแดงสด กลีบกลางรูปไข ยาว 5-7 ซม. กวาง 2.5 ซม. กลีบดอกคูขางมี ขนาดยอมกวาเล็กนอย รองรับโดยกลีบดอกคูลาง เชื่อมติดกันเปนรูปทองเรือ เกสรเพศผูมี 10 อัน เชื่อมติดกลุมเดียว รังไขมขนปกคลุม กานเกสรเพศเมียโคงงอเล็กนอย ยอดเกสรเพศเมียเปนตุม ฝกคลายฝกถั่ว แบน ยาว 15-30 ซม. ีกวาง 1.5-3 ซม. คอดเปนกระเปาะ แหงแลวแตก มีเมล็ดอยูภายในรูปไข สีสมแดง ยาวประมาณ 1.5 ซม.ทองหลางลาย มีเขตการกระจายพันธุในทั่วทุกภาคของประเทศ นิยมปลูกเปนไมประดับ ในตางประเทศพบที่ประเทศแถบทวีปอัฟริกาตะวันออก, อินเดีย, ศรีลังกา, พมา, ประเทศแถบอินโดจีน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟลลิปปนสและประเทศในมหาสมุทรแปซิฟคสารสําคัญ ใบและเปลือกตน พบ alkaloids ในกลุม Indole และ Isoqinoline เชน Hypaphorineและ Erythrinine (5, 7, 13, 19)สรรพคุณ alkaloids เหลานี้ที่ไดจากใบ และเปลือกตน มีฤทธิ์เปนสารสงบประสาท (5, 7, 13, 19)

×