3 เทรนด์ใหญ่ ที่น่าจับตาในปี 2011

4,226 views

Published on

Published in: Business
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
4,226
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
66
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

3 เทรนด์ใหญ่ ที่น่าจับตาในปี 2011

  1. 1. Positioning Mag : 1Top 3 Big Trends ที่น่าจับตาในปี 2011! ในแต่ละปี จะมีเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวหน้าเพิ่มขึ้น เพื่ออํานวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจําวันของมนุษย์! บ่อยครั้งผลกระทบทางเทคโนโลยี ก็ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ในหลายแง่มุม ทั้งพฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน พฤติกรรมการทํางาน เป็นต้น! สิ่งที่ผมเฝ้าสังเกตอยู่เสมอ คือ ปฏิกิริยาที่เรามีในการตอบสนองต่อเทคโนโลยีนั้นๆ รวมไปถึงการรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ในระดับของปัจเจก! เหล่านี้ มีผลต่อนักการตลาด ทั้งในแง่ของการเลือกใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม กับสินค้าที่ต้องการขาย และกับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นเป้าหมายในการใช้งานสินค้าของตน! รวมไปถึงบางเทคโนโลยี เป็นโอกาสทางธุรกิจในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการใหม่ๆ ตลาดใหม่ๆให้กับองค์กร! ความเข้าใจและเท่าทันในเทคโนโลยีจึงเหมือนกับการสร้างโอกาส และในขณะเดียวกันก็อาจจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจที่เราเกี่ยวข้อง! มาลองดูกันครับ ว่า มีเทรนด์อะไร ที่จะส่งผลกับสังคม พฤติกรรม และเศรษฐกิจได้บ้างDevice & Platform Trends : สงคราม Tablet Ecosystem! ปี 2010 เรียกได้ว่า เป็นปีที่ถือกําเนิด Tablet อย่างแท้จริง! การมาของ “iPad” จาก Apple ในเดือนเมษายน 2010 กลายเป็นเสมือนอัศวินม้าขาวที่ช่วยจุดประกายให้อุปกรณ์พกพาลักษณะ Tablet ให้กลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีการพยายามสร้าง Tablet ออกมาในตลาด Consumer เมื่อหลายปีก่อน โดยการบุกเบิกของ Microsoft! ความล้มเหลวของมหาอํานาจด้านซอฟท์แวร์และระบบปฏิบัติการ กลายเป็นสิ่งที่เข็ดขยาดและน่าหวาดกลัว สําหรับผู้ผลิต ที่คิดจะสร้างอุปกรณ์ Tablet ขึ้นมาอีกครั้ง! แต่ Apple ทําได้ครับ! และไม่ใช่ว่าอยู่ๆ Apple ก็คิดขึ้นมาได้ทันช่วงเวลานั้น แต่อุปกรณ์ Tablet เป็นสิ่งที่ Apple ซุ่มวิจัยและพัฒนามาเป็นเวลายาวนาน ตั้งแต่ปี 1993 โดย Tablet ที่ Apple สร้างขึ้นมาในตอนนั้น มีชื่อว่า“Newton”! แต่ด้วยความไม่พร้อมของเทคโนโลยี ที่ไม่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ใช้ได้ ทําให้โครงการนั้น ล้มเลิกไปในอีก 2 ปีถัดมา! วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ Apple คิดค้นขึ้นมาในแต่ละยุค ไม่ว่าจะเป็น ยุค iPod ซึ่งเป็นการสรรค์สร้าง เครื่องเล่นเพลงดิจิตัลขนาดเล็ก ใช้หน่วยความจําแบบแฟลชและฮาร์ดดิสค์ขนาดเล็กในการเก็บเพลง การออกแบบ User Interface การออกแบบวิธีการควบคุมเครื่องเล่น ล้วนเป็นฐานรากที่สําคัญในการนําต่อยอดและประยุกต์ใช้สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆได้! จิ๊กซอว์ของ Apple เริ่มสมบูรณ์ เมื่อบริษัทสามารถคิดค้นวิธีการควบคุมแบบ “Multi-touch” บนหน้าจอแบบสัมผัส (Touch Screen) ได้! ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการมีเทคโนโลยีที่ล้ําเลิศอยู่ในมือ Apple มี 2 ทางเลือก คือ การสร้างโทรศัพท์มือถือที่ใช้นิ้วควบคุมการทํางาน และการรื้อฟื้นโครงการ Tablet ที่เคยทําในอดีต! ในตอนนั้น Steve Jobs ซึ่งเป็น CEO ของ Apple ตัดสินใจที่จะทุ่มองคาพยพทั้งหมดที่มีให้กับการสร้างโทรศัพท์! กลายเป็นที่มาของการปฏิวัติอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ที่ Nokia ครองบัลลังก์มาอย่างยาวนานนับสิบปี วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  2. 2. Positioning Mag : 2! เมื่อประสบความสําเร็จจากการรุกอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือแล้ว Apple จึงกลับมาเดินหน้าต่อกับ Tablet ของตัวเอง! กลายเป็นที่มาของ iPad ที่สร้างยอดขายกว่า 7 ล้านเครื่องและมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 95%ในปี 2010 ที่ผ่านมา! แน่นอนว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสําเร็จของ iPad ไม่ได้มีแค่ตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว! แต่เป็นการสอดประสานกัน ของเทคโนโลยีและประสบกาณ์ต่างๆที่ Apple สะสมมาตั้งแต่การสร้าง iPod มาจนถึงยุค iPhone! สร้างเป็น “Ecosystem” ขึ้นมาโดยมีส่วนประกอบคือ ฮาร์ดแวร์ แพลตฟอร์ม (iOS) เครือข่ายนักพัฒนา (Apple Developer) และ ช่องทางจําหน่ายดิจิตัล (iTunes , App Store)! หมากแต่ละตัวที่ประกอบกันเป็น “Ecosystem” ของ Apple ล้วนแต่เป็นตัวที่แข็งและเป็นผู้นําของอุตสาหกรรมทั้งสิ้น! ทําให้ ณ วันนี้ ผู้นําตลาด Tablet และ Smart Phone ยังคงต้องเป็น iPad และ iPhone อย่างไม่มีข้อสงสัย! แต่ใช่ว่า “ผู้ท้าชิง” ในอุตสาหกรรมจะนิ่งเฉย ให้ Apple เป็นผู้ชนะในเกมเพียงคนเดียว! คาดว่า ในปี 2011 ตลาด Tablet จะ “ระอุ” อย่างแน่นอน เพราะมียักษ์ใหญ่อย่าง Google ,Microsoft , Research in Motion (RIM) กระโจนเข้ามาในสมรภูมิ! Google ดูจะเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ําสมเนื้อที่สุด เพราะ “Ecosystem” ของ Google ก็เรียกได้ว่าพอฟัดพอเหวี่ยง! ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ที่พร้อมระดมสรรพกําลังจากผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ของโลก เช่น Samsung , HTC , Motorola , LG , Sony Ericsson และ Dell เป็นต้น! ตัว แพลตฟอร์ม Android ที่สะสมประสบการณ์ทั้งในตลาด Smart Phone ที่ตีคู่มากับ iOSด้วยระยะเวลาที่ยาวนานพอๆกัน! และในด้าน Tablet แพลตฟอร์ม Android ก็ได้ส่ง Samsung Galaxy Tab เข้ามาลองแหย่หนวดราชสีห์ดูบ้างแล้ว! แม้ว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 5% แต่ก็นับได้ว่า เพิ่งก้าวเข้าสู่สมรภูมิเพียงไม่กี่เดือน อีกทั้งตัวระบบปฏิบัติการ ยังไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อใช้งานเป็น Tablet อย่างสมบูรณ์! ด้านเครือข่ายนักพัฒนาของ Google และ Android เอง ก็ถือว่าเริ่มสร้างกองกําลังโปรแกรมเมอร์ทั่วโลก ให้มาเข้าร่วมทัพได้ไม่น้อย วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  3. 3. Positioning Mag : 3 (จํานวนนักพัฒนา เทียบกันระหว่าง iOS และ Android -- file 01.png)! จะเริ่มสังเกตได้จาก แอพ ดังๆบน iOS เริ่มทะยอยมาลงใน Android พอสมควร! แม้ว่าจํานวนแอพบน App Store จะมีมากกว่า 300,000 แอพ แต่แอพบน Android Market ก็มีทะลุ 100,000 แอพ ไล่ตามมา! แต่ถึงปริมาณแอพจะเริ่มไล่ตามมา แต่แอพคุณภาพ ที่มาจากค่ายนักพัฒนารายใหญ่ๆ ก็ยังตามหลังแอพบน iOS อยู่! เช่น ค่ายเกมชื่อดังอย่าง Gameloft ที่มีเกมบน Android เพียง 12 เกม แต่มีเกมบน iOS ถึง136 เกม หรือค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Capcom Mobile ผู้สร้างเกมดังอย่าง “Street Fighter” ก็มีเกมบน iOS ถึง 27 เกม แต่มีเกมบน Android เพียง 4 เกมเท่านั้น! แต่ด้วยอัตราการเติบโตของฐานผู้ใช้ Android ก็ทะยานขึ้นในอัตราเร่งที่สูง จนแซงหน้า iOS ไปเรียบร้อยแล้ว ทําให้ขนาดตลาดของผู้ใช้ Android มีความน่าดึงดูดเพิ่มขึ้นมหาศาล! แต่สิ่งที่ Google ยังเป็นรอง Apple อย่างเห็นได้ชัด คือ ช่องทางจําหน่ายดิจิตัล! “Android Market” ยังไม่สามารถเทียบเคียง “App Store” ของ Apple ได้ ทั้งในเรื่องของการชําระเงินซื้อสินค้า ระบบการจัดอันดับแอพ ระบบแนะนําแอพทั้งแบบอัจฉริยะคาดเดาจากความนิยมชมชอบเดิมของผู้ใช้ (Genius) และระบบที่ใช้คนแนะนํา (Staff Recommended)! Android เริ่มตีตื้นขึ้นมาได้ในหลายๆส่วน แม้จะยังไม่มีส่วนใดเลยที่จะสู้ iOS ได้ แต่ด้วยจํานวนdevice ที่หลากหลายจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ สร้างตัวเลือกที่แตกต่างให้กับผู้ใช้ รวมไปถึงฐานจํานวนผู้ใช้Android และด้วยความเป็นมหาอํานาจในโลกอินเตอร์เน็ตของ Google ทําให้โอกาสในการแข่งขันกับ“Ecosystem” ของ Apple มีความสูสีมากยิ่งขึ้น! อีกค่ายที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจ Tablet คือ Research in Motion (RIM) ผู้ผลิต Smart Phoneยอดฮิตอย่าง BlackBerry! เมื่อเดือนกันยายน ปี 2010 ที่ผ่านมา ค่าย RIM ประกาศ เตรียมลงสนามสู้ศึก Tablet โดยใช้ชื่อว่า “BlackBerry PlayBook” วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  4. 4. Positioning Mag : 4! แม้การลงสนามครั้งนี้ RIM จะถูกมองว่ามาช้า แต่ก็มีการเตรียมพร้อมที่ดี โดยจุดเด่นที่จะใช้ในการรุกตลาดคือ ความสามารถของตัวฮาร์ดแวร์ที่เหนือกว่า ร่วมกับระบบปฏิบัติการ “BlackBerryTablet OS” ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับ Tablet โดยเฉพาะ! จุดเด่นของ “BlackBerry Tablet OS” คือ สามารถรัน Flash ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นระบบที่สามารถใช้งาน Multi-tasking ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในโลก Tablet ปัจจุบัน และมีความสามารถด้าน Multimedia แบบ HD โดยสมบูรณ์! แม้ว่าตัว ฮาร์ดแวร์และแพลตฟอร์มจะดูน่าสนใจ แต่สิ่งที่สําคัญคือแอพ เครือข่ายนักพัฒนาและช่องทางจําหน่ายดิจิตัลที่ยังคงตามหลัง Apple และ Google อยู่หลายช่วงตัว ทําให้ปีนี้“BlackBerry Playbook” คงยังไม่สามารถแข่งขันได้สมน้ําสมเนื้อ! และมีโอกาสสูงเหลือเกิน ที่จะแพ้อย่างย่อยยับ เพราะความได้เปรียบด้านฮาร์ดแวร์และแพลตฟอร์มมีวางแผนไว้ อาจจะไม่สามารถคงความได้เปรียบไว้ได้ เนื่องจากทั้ง Apple ที่มีข่าวว่าจะออก “iPad 2” ในช่วงเดือนเมษายน และอาจจะมากับ iOS รุ่นใหม่ รวมไปถึง Google ที่กําลังจะออกระบบฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ นามว่า “Honeycomb” ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานกับ Tablet โดยเฉพาะ คาดว่าจะมีผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใหญ่หลายรายนํา “Honeycomb” ไปใช้! เชื่อว่าถึงสิ้นปี เจ้าตลาดและอันดับสองน่าจะยังเป็น “Apple” และ “Google” เหมือนเช่นเคย แต่จะมีการต่อสู้ระหว่างปีของ Android Tablet จากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Samsung HTC เข้ามาแข่งขันและอาจจะแย่งส่วนแบ่งตลาดมาจาก iPad (และ iPad 2) มาได้ รวมกันประมาณ 30%! สงคราม Tablet ในปี 2011 น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง และคาดหมายว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ Tabletมีอิทธิพลสูงมากกว่า Netbook และ Desktop PC! เมื่อผู้บริโภคมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต สามารถใช้บริการออนไลน์ต่างๆได้อย่างสะดวก และสามารถการเข้าถึงเนื้อหา ข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลในโลกออนไลน์ ได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างแท้จริง! พฤติกรรมของคนในสังคมจะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง! ถ้าลองคิดแบบสุดขั้วจริงๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น! จะเกิดอะไรขึ้น... ถ้าคนเลิกซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ที่วางขายบนแผงหนังสือ! เราอาจจะไม่จําเป็นต้องมีห้องสมุด เมื่อสามารถค้นหา และอ่านหนังสือได้จากทุกที่! เราอาจจะไม่จําเป็นต้องมีโรงเรียน เพราะความรู้ต่างๆ มีอยู่ในอินเตอร์เน็ตทั้งสิ้น! จะเกิดอะไรขึ้น... ถ้าคนเลิกดูทีวี แล้วหันมาดู VDO Streaming ที่สามารถเลือกดูในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆได้! จะเกิดอะไรขึ้น... เมื่อทุกคนมีคีย์บอร์ดในมือเป็นอาวุธ พร้อมเข้าทําสงครามไซเบอร์ในด้านมืดหรือ ในเชิงสร้างสรรค์! จะเกิดอะไรขึ้น... ถ้าเวลาที่ใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของผู้คนในสังคมลดลงเกินครึ่งหนึ่ง แต่ไปเกิดขึ้นในโลกออนไลน์แทน จนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์และความผูกพัน! จะเกิดอะไรขึ้น...ถ้าคนเรารู้จักกัน ผูกพัน สนิทกัน โดยผ่านตัวตนเสมือนของตัวเอง! ทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ครับ เมื่อเรามีเครื่องมือที่เหมาะสมและทรงประสิทธิภาพอยู่ในมือ! Tablet เป็นอุปกรณ์ที่สามารถทําทุกสิ่งที่กล่าวมาได้ครับ:) วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  5. 5. Positioning Mag : 5ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการมี Tablet ธุรกิจ ผลกระทบ โอกาส สิ่งพิมพ์ คนลดปริมาณการอ่านสิ่งพิมพ์และหันไปอ่านจาก แปลง Content จากที่อยู่บนสิ่ง ออนไลน์มากขึ้น พิมพ์ให้มาอยู่ในรูปแบบดิจิตัล TV คนเลิกดูทีวี แล้วหันมาดู VDO Streaming ที่ แปลง Content ของตัวเองให้ สามารถเลือกดูในสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆได้ อยู่ในรูปแบบดิจิตัลแล้วจัด ระบบระเบียบให้ดี หา Business Model ที่เหมาะสม นํามาใช้ เพลง คนจะเลิกซื้อซีดีและหันมาดาวน์โหลดเพลงลงใน หา Business Model ที่เหมาะ อุปกรณ์ต่างๆ สมกับการซื้อขายเพลงแบบดิ จิตัล เช่น ดาวน์โหลดแบบเสีย เงิน ได้ตั๋วคอนเสิร์ต ได้สิทธิ์พบ เจอศิลปิน หรือได้ของสะสม แบบ Limited EditionConsumption : “พฤติกรรมการบริโภคร่วมกัน” (Collaborative Consumption)!! วัฒนธรรมการบริโภควัตถุ “ร่วมกัน” เป็นวัฒนธรรมที่มีอยู่คู่ทุกสังคมบนโลกใบนี้เพราะวัตถุบางอย่างอาจจะไม่มีความจําเป็นในการครอบครอง (ใช้แค่ครั้งสองครั้งก็เบื่อ) หรือ ไม่สามารถครอบครองได้ (ราคาในการเป็นเจ้าของสูงมาก) หรือเพราะความที่มีจํากัด (ที่บ้านมีโทรทัศน์เครื่องเดียวเลยต้องดูด้วยกัน)! เราทุกคนล้วนต้องเคยใช้ อะไรบางอย่าง “ร่วมกัน”! ไม่ว่าจะเป็น คนขับรถที่ใช้ถนนร่วมกัน การใช้ที่จอดรถร่วมกัน การพักอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์ร่วมกัน การเช่าห้องพักอยู่ร่วมกัน การใช้บริการขนส่งสาธารณะ การยืมหนังสือในห้องสมุด เป็นต้น! สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ มีการสร้างธุรกิจมากมายบนพื้นฐานของการใช้งานร่วมกัน เช่น ธุรกิจเปิดให้เช่าแผ่น DVD ที่มีการนําแผ่น DVD ให้ยืมตามลําดับคิว ธุรกิจให้เช่ารถ Taxi ก็เป็นการนํารถเก๋งปกติมาดัดแปลงให้เป็น Taxi และเอามาให้คนขับ Taxi เช่า เป็นต้น! เพียงแต่ในอดีตที่ผ่านมา “พฤติกรรมการบริโภคร่วมกัน” (Collaborative Consumption)เหล่านี้เกิดขึ้นกับหน่วยเล็กๆในสังคม! เกิดขึ้นในกลุ่มเพื่อน...! เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่สนใจในสิ่งเดียวกัน...! เกิดขึ้นในท้องถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้ๆกัน...! แต่วิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในคนยุคใหม่ มีการใช้งาน “Social Networks” เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อสื่อสาร สร้างปฏิสัมพันธ์กันมากมายหลายรูปแบบ! เริ่มตั้งแต่การสื่อสารแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-One) การสื่อการแบบหนึ่งต่อหลายคน (One-to-Many) และการสื่อสารแบบหลายคนต่อหลายคน (Many-to-Many)! ทําให้ขอบเขตของการสื่อสารที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ ขยายตัวกว้างไกลออกไปด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  6. 6. Positioning Mag : 6! เทคโนโลยี ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน...! รูปแบบของ “พฤติกรรมการบริโภคร่วมกัน” มีหลากหลาย! ทั้งการแบ่งปัน (Sharing) การแลกเปลี่ยน (Bartering) การให้ยืม (Lending) การเช่า(Renting) การให้เป็นของขวัญ (Gifting) การสลับกันใช้ (Swapping)! เมื่อเทคโนโลยีและเครื่องมือดังกล่าว ประสานสอดรับ กับ “พฤติกรรมบริโภคร่วมกัน” ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในภาพใหญ่ได้! มีบริการหลายๆบริการที่สรรค์สร้างอยู่บนพื้นฐานของ “พฤติกรรมการบริโภคร่วมกัน” แบบใหม่! ตัวอย่างเช่น! “ZipCar” ที่ให้ผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกที่เรียกว่า “Zipster” สามารถใช้รถยนต์ “ร่วมกัน” ได้ ในลักษณะของการเช่าขับ! โดย “Zipcar” เปิดโอกาสให้ “Zipster” เลือกรถยนตร์ในหลากหลายรุ่น ตั้งแต่รถเก๋ง รถกระบะรถบรรทุกขนาดเล็ก! มีระบบการจองคิวรถยนตร์ ที่สามารถจองล่วงหน้าได้ ในระดับตั้งแต่ นาทีไปถึงจนถึงระดับปี! ระบบการคิดค่าใช้จ่ายของผู้ที่ต้องการเช่ารถยนต์! มีระบบ “Zipcard” ที่ใช้ในการล๊อคและปลดล๊อครถ “Zipcar” ที่เช่ามา! รายได้ของ “Zipcar” มาจาก ค่าสมัคร $25 ค่าสมาชิกรายปี $60 และค่าเช่าแบบรายชั่วโมงหรือรายวัน! ธุรกิจการของ “Zipcar” ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐฯ! อาจเป็นเพราะต้นทุนการเป็นเจ้าของรถซักคันสูง! หรือบางครั้งก็มีความต้องการการใช้รถยนตร์ที่แตกต่างกันไป เช่น ต้องการรถไว้ขนของย้ายบ้าน ต้องการรถเพื่อขับไปเที่ยวกับคู่รัก หรือเป็นคนที่ขี้เกียจขับรถแต่มีความจําเป็นในบางครั้ง เป็นต้น! ปัจจุบัน “Zipcar” มีรถยนต์ให้เช่ากว่า 8,000 คัน กระจายอยู่ใน 28 รัฐ ของสหรัฐอเมริกา มีตัวแทนกระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยกว่า 225 แห่ง และมีสมาชิก “Zipster” กว่า 500,000 คน! เมื่อเดือนเมษายนปี 2010 “Zipcar” ได้เข้าซื้อกิจการ “Streetcar” ซึ่งเป็นธุรกิจรถยนตร์ให้เช่าที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ โดยมีเป้าหมายในการขยาย “Zipcar” ไปยังยุโรป วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  7. 7. Positioning Mag : 7 (วิวัฒนาการของตลาดรถยนตร์ รูป 02.png)! จากธุรกิจให้เช่ารถยนตร์อย่าง “Zipcar” ซึ่งเป็นรูปแบบของบริษัทให้เช่า ยังมีรูปแบบอื่นๆที่น่าสนใจคือ ธุรกิจให้เช่ารถยนตร์แบบ “Peer-to-Peer” ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกเช่ารถขับได้โดยตรงกับเจ้าของรถ ช่วยให้เจ้าของรถมีรายได้จากการเช่า และผู้เช่าก็สามารถค้นหารถยนต์และอัตราค่าเช่าที่พอใจได้! ผู้ให้บริการเช่ารถยนตร์แบบ “Peer-to-Peer” ที่น่าจับตาก็คือ “DriveMyCarRentals” และ“WhipCar”! คาดกันว่า มูลค่าของธุรกิจรถยนตร์ให้เช่า จะสูงถึง $12.5 พันล้านเหรียญ ภายในปี 2015! นอกจากธุรกิจเช่ารถยนตร์แล้ว ยังมีธุรกิจอื่นๆที่น่าสนใจเช่น! “Swap.com” ที่เปิดให้สมาชิกกว่า 1.8 ล้านคน แลกเปลี่ยน หนังสือ CD เพลง DVDภาพยนตร์ เกมส์ ระหว่างกันได้ โดยมีของให้แลกเปลี่ยนกันอยู่ทั้งหมด กว่า 3 ล้านชิ้น! “LandShare” ที่ให้สมาชิก เช่า “ที่ดิน” หรือ “พื้นที” ในการเพาะปลูก จาก สมาชิกคนอื่นๆใน ่เครือข่าย “LandShare” ได้! “Airbnb.com” เป็นธุรกิจให้เช่าห้องพัก บ้านพัก ระหว่างสมาชิก ในรูปแบบคล้ายๆกับเวลาส่งคนไปพักที่ Host Family ในต่างประเทศ โดยมีสมาชิกเข้าร่วมจาก 8,249 เมือง ใน 168 ประเทศทั่วโลก! “Zopa” เป็นธุรกิจด้านการเงิน ที่ใช้หลักการของ “Peer-to-Peer lending” คือ ให้กู้เงิน ยืมเงินระหว่างบุคคลโดยตรง โดยสมาชิกสามารถกําหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาใช้หนี้ได้ตามความต้องการ! หน้าที่ของ “Zopa” คือ การเข้าไปช่วยจัดการเรื่องสัญญา การติดตามทวงหนี้ โดย “Zopa” มีรายได้จาก ค่า Fee จํานวน 124 ยูโรต่อการกู้ยืมแต่ละครั้งและ ค่า Fee รายปี 1% จากจํานวนที่กู้ยืม วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  8. 8. Positioning Mag : 8! ปี 2010 มูลค่าของสินเชื่อในรูปแบบ “Peer-to-Peer” สูงถึง $5.8 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% ของ สินเชื่อส่วนบุคคลทั้งหมด! แนวคิดของ “พฤติกรรมการบริโภคร่วมกัน” (Collaborative Consumption) นั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยสร้างโอกาสในการเกิดธุรกิจใหม่ๆอีกมาก!! ในตอนต่อๆไป ผมจะเจาะลึกในเรื่องนี้ แบบเต็มๆครับ:)Social Media activity : Social Scanning! ทุกวันนี้ การมีมือถือ Smart Phone อยู่ในมือ นอกจากจะได้โทรศัพท์อัจฉริยะที่สามารถทําได้เกือบทุกอย่างแล้ว ด้วยความสามารถในการ Focus ของกล้องดิจิตัลในมือถือในระยะใกล้ (MacroFocus) ทําให้เหมือนมีเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องสแกน อยู่ในมือ! ทําให้งานบางอย่าง เช่น การสแกนภาพถ่าย การถ่ายสําเนาเอกสาร การสแกน Bar Code หรือQR Code ไม่จําเป็นต้องพึ่งเครื่องไม้เครื่องมือเฉพาะด้านอีกต่อไป! ใช้แค่มือถือ Smart Phone บวกกับแอพซักตัว ก็สามารถทํางานดังกล่าวได้แล้ว! ด้วยความง่ายดังกล่าว ทําให้ผู้ใช้เริ่มสนุกกับการสแกน โดยเฉพาะการสแกน Bar Code และQR Code! และยิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น เมื่อมีบริษัทมากมาย นํา QR Code มาเป็น Gimmick ในด้านการตลาดใส่ QR Code เข้าไปในฉลากและบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามโฆษณาสิ่งพิมพ์ ตามป้ายที่ติดอยู่ตามห้างสรรพสินค้า! เดินไปเจออะไร ก็สแกนได้ เยอะแยะไปหมด! แต่สิ่งที่สําคัญที่สุด คือ สแกน แล้วไปไหนต่อ ทําอะไรต่อได้! ถ้าแบบเบสิคหน่อย คือ สแกนแล้วเปิดเว็บไซต์ของบริษัทหรือเว็บของสินค้าเพื่อแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยในการขายสินค้า! แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ บริการที่เรียกว่า “Social Scanning”! “Social Scanning” คือ การสแกนแล้วนําไปแชร์ต่อในสังคมออนไลน์ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือพูดคุยเกี่ยวกับวัตถุหรือสินค้าชิ้นนั้นๆ! บริการ “Social Scanning” ที่น่าจับตาที่สุด คือ “StickyBits”! “StickyBits” เป็นบริการ “Social Scanning” ที่อยู่บนพื้นฐานของ “Social Networks” โดยมีลักษณะคล้ายๆกับ Twitter (มี Following , Followers) รวมกับเกมที่มีการให้คะแนนเมื่อทําตามกฏกติกาที่กําหนด เช่น เมื่อ Scan Barcode ของสินค้าแล้วทําการโพสต์ ก็จะได้คะแนนการแชร์ เป็นต้น! นอกจากการสแกนเพื่อแชร์แล้ว “StickyBits” ยังให้ข้อมูลที่เกี่ยกับสินค้าที่สแกน เช่น ถ้าสแกนหนังสือ ก็จะมีข้อมูลของหนังสือ ผู้แต่ง หน้าปก ราคา และสถานที่ที่สามารถซื้อหนังสือเล่มนั้นได้! เมื่อรวมกับกิจกรรมด้าน Social Networks เช่นการกด Like การคอมเมนต์ การ Tag และการแชร์ ทําให้เรารู้ได้ว่า สินค้าหรือสิ่งของชิ้นนั้นได้รับความนิยมชมชอบอย่างไรบ้าง จากคอมเมนต์และจํานวนการ Like ของผู้คนในสังคมออนไลน์! “StickyBits” จะทรงคุณค่ามากขึ้น เมื่อผู้ใช้ขยายตัวมากขึ้น และส่งข้อมูล สแกน แชร์กันมากขึ้น! ระบบจึงมีวิธีการให้คะแนนในแต่ละกิจกรรมที่เราทํา และมีการสะสมแต้มเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆได้ในชีวิตจริง เช่น คูปองส่วนลด ของแจกต่างๆ หรือแม้แต่การได้รับสินค้าของร้านค้าแบบฟรีๆ วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  9. 9. Positioning Mag : 9 (หน้าตาของ “StickyBits” บน iPhone -- 03.png)! ลองจินตนาการดูว่า ในขณะที่เราเดินอยู่ในร้านหนังสือ ...! เราสามารถรู้ได้ทันทีว่าหนังสือเล่มที่เราอยากได้มีข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างไร ความเห็นของคนที่อ่านหนังสือเล่มนั้นเป็นยังไงบ้าง คนส่วนใหญ่ชอบหรือไม่ชอบ โดยที่เราไม่ต้องสอบถามจากพนักงานขายในร้านเลย! ตัวเราอาจจะรู้ข้อมูลของหนังสือเล่มนั้นดีกว่าพนักงานขาย หรือแม้กระทั่งว่ารู้มากกว่าฐานข้อมูลของร้านหนังสือซะอีก! พฤติกรรมแบบนี้กําลังจะเกิดกับสิ่งของทุกสิ่งในโลก เพียงแค่มันมี Bar Code แปะติดอยู่! ไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหน อยากรู้จักสิ่งไหน เพียงแค่หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อ Scan ตัว Bar Codeที่ติดอยู่ ก็สามารถรู้จักสิ่งสิ่งนั้นอย่างละเอียด! เราจะสนุกกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวมากยิ่งขึ้น และได้รู้จักอะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้นทุกวัน! น่าสนุกดี จริงมั้ยครับ? วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut
  10. 10. Positioning Mag : 10เทรนด์อื่นๆที่น่าจับตาPayment : Near Field Communication (NFC)มือถือ Android รุ่นล่าสุดจากการร่วมมือกันของ Google และ Samsung ที่ชื่อ Nexus S ได้ฝังอุปกรณ์ที่เรียกว่า “NFC” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่รองรับ NFC โดยผ่านคลื่นวิทยุ เช่น สามารถทําหน้าที่คล้ายๆกับเป็นบัตรเดบิต/เครดิต เมื่อต้องการใช้จ่าย ก็สามารถใช้แทนตัวบัตรเดบิต/เครดิตได้ โดยที่ไม่จําเป็นต้องหยิบบัตรมารูด เพียงแค่เดินเข้าไปในระยะที่ “NFC” จะติดต่อกับอุปกรณ์คิดเงิน ก็สามารถคิดเงินให้เราได้ทันที เพิ่มความสะดวกและลดเวลาได้Web & App : App Store ที่ไม่อยู่เฉพาะบนมือถืออีกต่อไปเมื่อ Google โดดลงมาเล่น Chrome Web Store เพื่อเป็น distribution channel ของตัวเอง ในการกระจายบริการออนไลน์ต่างๆ ปีนี้ทาง Apple ก็จะเปิดตัว Mac App Store เพื่อขาย แอพต่างๆสําหรับเครื่องแมคเช่นกัน เพราะยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ต้องการควบคุมการซื้อขายแอพผ่านตัวเอง รวมถึงต้องการสร้างให้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อเก็บค่า Fee ในการวางขายแอพ (จากเดิมผู้ใช้ซื้อตรงกับนักพัฒนาได้แล้วยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่ได้อะไร)Location-based : ปีแห่งการ Check-inเมื่อธุรกิจต่างๆเห็นประโยชน์จากการใช้ FourSquare หรือ บริการ Location-based อื่นๆ ก็จะเข้ามาทําการตลาดและนําเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆของสินค้าและบริการของตน ทําให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการ Check-in และธุรกิจก็ได้ประโยชน์เช่นกัน อาทิ การได้รู้ว่า สาขาไหนมีผู้บริโภคเข้ามาเยี่ยมชมมากที่สุด สินค้าตัวใดได้รับความนิยมที่สุดในสาขานั้น เป็นต้นวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ FB http://fb.com/MktHub Twitter : @worawisut

×