ธาตุธรรม ๓ ฝาย
                         ประสบการณในการปฏิบัติภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย
                              จากบั...
2

เหมือนแกวสีเหลือง หมผาคาดรัดประคด หรือบางทีหมบังเฉวียง คือหมจีบพาดบาเอาชายขางหนึ่งขึน
                          ...
3

      สุดแทแตวาภาคใดเขาในไสญาณสุดละเอียดได ภาคอื่นก็เขาไมได เปรียบเสมือนตอไมที่นั่งได
คนเดียว ถาขึ้นนั่งได...
4

                                 ถาประเทศใด บานใด เมืองใด หมูใด ตําบลใด ถูกภาคดําปกครองได
                          ...
5

สะดือสองนิวมือนั้นใหได ซายขวาหนาหลัง ไมไป ลางบน ไมไป นิ่งอยูกึ่งกลางกาย ขางใน ขางนอก
            ้
อยาออกไป ...
6

ออกทางชองจมูกเทียวหาที่เกิดตอไป ทิ้งกายมนุษยไวใหเนาไป ถาผูใดเขาถึงธรรมกายแลวจะเห็นได
                     ่
...
7

พระพุทธเจาอยูที่ไหนก็เห็นหมด ทังขาว กลาง ดํา ไปพบปะเห็นทังนั้น เรื่องหมผามวนขวา มวนซายจะไปรู
                  ...
8

        เมื่อ กาย ใสดีแลว ใหเขาตั้งกสิณในดวงทุตยมรรคของกายทิพย พอดวงทุติยมรรคใสและใหญเทา
                        ...
9

      พอจิตละเอียดนิงแนนเขาไปถึงอุเบกขาพรหมวิหาร ไมดีใจ ไมเสียใจเมื่อผูอื่นไดทุกข จตุตถฌาน
                     ...
10

พระปญญา รูจักเปลี่ยนแปลงหนทางปฏิบัติ ภายหลังกลับฉันจังหันใหพระวรกายมีกําลัง จนกระทั่งไดฉัน
ขาวมธุปายาสของนางสุชาด...
11

       ของทาน ก็เขาที นาใหคิดแบบนั้นเหมือนกันสําหรับคนที่ไมรูเรื่องกายในกายก็ตองคิดไป อยางนัน
                ...
12

        เมื่อเขาถึงกายธรรมกายโคตรภูนี้แลว ก็พิจารณาเห็นอริยสัจทัง ๔ เห็นกายมนุษยเปนทุกขดวยเกิด
                  ...
13

       พอเขาถึงธรรมกายพระอรหัต ก็รูชดวาพระองคเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา โดยไมตองสงสัย
                       ...
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส

3,358 views

Published on

จุดประสงค์หลักของการนำเสนอหนังสือเล่มนี้บนเวบไซต์แห่งนี้เพื่อการทบทวนความรู้ ของวิทยากรภายในชมรม หากท่านมีความสนใจ ขอเชิญชวนท่านเป็นเจ้าของหนังสือได้ โดยดูรายละเอียดที่ www.Wisdominside.org ครับ ห้ามผู้ใดคัดลอกบทความบางส่วน หรือทั้งหมดของเนื้อหาที่ปรากฏบนเวปไซต์แห่งนี้ เพื่อการใดก็ตาม ด้วยเกรงว่า ผู้คัดลอกอาจเรียบเรียงใหม่ผิดพลาด ทำให้ผิดความหมายหรือเจตนาโดยรวม ฉะนั้น โปรดติดต่อผู้เขียน (เจ้าของลิขสิทธิ์) โดยตรง ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฏหมาย

Published in: Education
0 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
3,358
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
127
Actions
Shares
0
Downloads
74
Comments
0
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ธาตุธรรม 3 ฝ่าย โดยหลวงปู่ชั้ว โอภาโส

  1. 1. ธาตุธรรม ๓ ฝาย ประสบการณในการปฏิบัติภาวนาตามแนววิชชาธรรมกาย จากบันทึกของพระครูวินยธร (ชัว โอภาโส)1 ั ้ การที่พระหมผามวนขวามวนซายนี้ เปนของลึกลับอยู ขาพเจา เที่ยวสืบถามดูนักตอนักแลว วาขางไหนถูก ขางไหนผิดกันแน ไมมีใคร บอกไดเลย กระทั่งเปรียญเกาประโยค เปนแตบอกวาใหทําเหมือนๆ กัน ขาพเจาก็นึกวา แบบหลับตาคลําทางกันอยางนี้จะไปไดเรื่องราวอะไรกัน จนเขาไปเรียนวิปสสนากับหลวงพอวัดปากน้ํา ภาษีเจริญ ที่จังหวัดธนบุรี อยูหลายปกวาจะรูเรื่อง ออกมาบานนอก แลวก็เขาไปในกรุง แตเขาๆ ออกๆ อยูอยางนี้สิบหกป จึงรูเรื่องวาหมผามวนขวามวนซายเปนอยางไร คือ มีพระพุทธเจา อยูสามภาคที่ไมถูกกัน เปนขาศึกกันจริงๆ เขากันไมไดอยางเด็ดขาด เพราะผิดธาตุผิดธรรมกัน พระพุทธเจา สามภาคนี้ ขาวภาคหนึง ดําภาคหนึ่ง ไมดําไมขาวภาคหนึง ่ ่ ภาคขาวนัน คือ กุสลาธัมมา พระพุทธเจาภาคนีพระกายขาวใสเหมือนแกวขาว ้ ้ เกตุแหลมเปนดอกบัวตูม ใหสุขแกสัตวแตฝายเดียว ไมมใหทุกขเลย ี อีกภาคหนึง อกุสลาธัมมา พระพุทธเจาภาคนีพระกายดําใสเหมือนแกวดํา หรือ นิล ่ ้ เกตุแหลมเปนดอกบัวตูม ใหทุกขแกสัตวฝายเดียว ไมมีใหสุขเลยเหมือนกัน  อีกภาคหนึง อัพยากตาธัมมา พระพุทธเจาภาคนี้พระกายไมขาวไมดํา ใสเปนสีกลาง ใสเหมือน ่ แกวสีตะกัวตัด จะวาขาวก็อมดํา จะวาดําก็อมขาว เกตุแหลมเปนดอกบัวตูมเหมือนกัน ใหไมสขไมทุกข ่ ุ แกสัตว ตนธาตุตนธรรม2 สําหรับตนธาตุตนธรรมของภาคขาวสายของพระสมณโคดม มีฤทธิ์มากกวา ภาคขาว ตองคอยชวยภาคขาวอยูเหมือนกัน ใหสุขแกสตวเหมือนภาคขาว ภาคนีพระกายสีเหลือง ั ้ 1 เปนศิษยใกลชิดพระเดชพระคุณ หลวงพอวัดปากน้ํา (พระมงคลเทพมุน) ตามประวัติวาทานเปนพระสุปฏิปนโนองคหนึ่ง ซึ่งปรารถนาพุทธภูมิ  ี ดวย ในระหวางที่ยังมีชีวิตอยู ทานไดเปนกําลังสําคัญในการเผยแพรธรรมปฏิบตตามแนววิชชาธรรมกาย ัิ 2 ตนธาตุตนธรรมนี้มีทงสามภาค ซึ่งตางก็คอยสอดสอดละเอียดชวยภาคของตัวในการปกครองธาตุธรรมของสัตวใหเปนไปตามปฎกของตัว ั้ และตางก็ประมูลฤทธิ์เพื่อแยงกันปกครองธาตุธรรมอยูตลอดเวลา
  2. 2. 2 เหมือนแกวสีเหลือง หมผาคาดรัดประคด หรือบางทีหมบังเฉวียง คือหมจีบพาดบาเอาชายขางหนึ่งขึน ้ เหน็บชนบาซาย มีพระรัศมีทั้งหกประการดวยกันทั้งนั้น พระรัศมีตนธาตุตนธรรมกับของภาคขาวนิมตานวลตา ่ เหมือนกัน แตพระรัศมีภาคดํานันบาดตาเคืองตา พระรัศมีภาคกลางไมบาดตาเคืองตา ไมนิ่มตานวลตา ้ แลวก็เขากันไมได พระพุทธเจาขาว กลาง ดํา สามภาค นี้คอยประมูลฤทธิ์กนอยูเสมอ แยงกันปกครอง ั ธาตุธรรม ภาคขาวก็คอยจะสอดสุขใหแกสัตวโลก ภาคกลางกับภาคดําคอยกีดกันไว ภาคดําก็คอยจะ สอดทุกขใหแกสัตวโลก ภาคขาวกับภาคกลางก็คอยกันไว ถาภาคกลางจะสอดไมสุขไมทุกขใหแกสตวโลก ั ภาคขาวกับภาคดําก็คอยกันไวเหมือนกัน ไมใหความสะดวกแกกนได ไมงั้นเสียอํานาจกัน ั ภาคขาวเห็นวาทําดี ใหสุขแกสัตวจงจะถูก ภาคดําเห็นวาทําชัว ใหทุกขแกสัตวจึงจะถูก ึ ่ ภาคกลางเห็นวาทําไมดีไมชว ใหไมสุขไมทกขแกสัตวจึงจะถูก ั่ ุ สวนนี้ เปนตอนที่ พระครูวินัยธร (ชัว) ไดกลาวถึงลักษณะของการครองผาจีวรของ ้ พระพุทธเจา และตนธาตุตนธรรมทัง ๓ ภาค คือ ทังภาคขาว ภาคกลาง และภาคดํา วาครองผา  ้ ้ จีวรตางกันอยางไร ตามทีทานเห็นดวยตาพระธรรมกาย และรูดวยญาณของพระธรรมกายของ ่ ทาน นอกจากนี้เรื่องการครองผาจีวรนี้ยงมีกลาวไวในสวนอืนๆ อีก แตมิไดนํามาลงพิมพไว ทั้งนี้ ั ่ ก็เพื่อใหทานผูปฏิบัติธรรมที่ไดถึงธรรมกายแลวตรวจดูใหรูเห็น ดวยตนเอง - มงคลบุตร  แตพระพุทธเจาทานก็ยงแยงกัน แลวมนุษยลวนแตมีธาตุธรรมปนเปนอยูทงนันทําไมจะไมแยงกัน ั  ั้ ้ เขากันไมไดเหมือนเชือกสามเกลียวบิดขวาเสียเกลียวหนึง บิดซายเสียเกลียวหนึง ไมบิดอีกเกลียวหนึง ่ ่ ่ ฟนเขาก็ไมกนเกลียวกัน เพราะบิดคนละทาง แลวตางก็เอาพระไตรปฎกบังคับ กาย วาจา ใจของสัตว ิ เอาพระวินยปฎกก็วนัยปฎกดวยกัน บังคับกายสัตวไวสําหรับทํา เอาพระสุตตันตปฎกก็สุตตันตปฎก ั ิ ดวยกัน บังคับวาจาสัตวไวสาหรับพูด เอาพระปรมัตถปฎกก็ปรมัตถปฎกดวยกัน บังคับใจสัตวไวสําหรับ ํ คิด แลวก็คอยแยงกันสอดญาณเขาไปในไสญาณสุดละเอียดของตัว3 บังคับสัตวเอาตามอํานาจ พระไตรปฎกของตัว ถาภาคขาวสอดเขาไสญาณสุดละเอียดของตัวได ก็บังคับ กาย วาจา ใจ ของสัตว จะทําจะพูดจะคิด ก็ลวนแตดเปนบุญเปนกุศลไปทั้งนั้น ถาภาคดําสอดเขาไปในไสญาณสุดละเอียดของ ี ตัวได ก็บังคับกาย วาจา ใจของสัตว จะทําจะพูดจะคิด ก็ลวนแตชวเปนบาปอกุศลไปทั้งนั้น ถาภาคกลาง ั่ สอดเขาไปในไสญาณสุดละเอียดของตัวได ก็บังคับกาย วาจา ใจของสัตว จะทําจะพูดจะคิด ก็เปนแต กลางๆ ไมบุญไมบาปไปทั้งนัน ้ 3 ไส คือ ใจกลางของธาตุธรรม หรือญาณ
  3. 3. 3 สุดแทแตวาภาคใดเขาในไสญาณสุดละเอียดได ภาคอื่นก็เขาไมได เปรียบเสมือนตอไมที่นั่งได คนเดียว ถาขึ้นนั่งไดเสียคนหนึ่งแลว คนอื่นก็ขึ้นไปนั่งไมได แลวก็แยงกันปกครองธาตุธรรมตลอด หมด ทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันต ไมมที่วางดินฟาอากาศ ลวนแตอยูในปกครองของสามภาคนี้เทานั้น ี ภาคขาวคอยเปด ภาคดําคอยปด ภาคกลางไมเปดไมปด  คอยเปด เห็น จํา คิด รู ของสัตว ใหเห็นวานิพพานมี ภาคขาว คอยปด เห็น จํา คิด รู ของสัตว ใหเห็นวานิพพานสูญ ภาคดํา ก็ใหสัตวเห็นวานิพพานไมมไมสูญ ี ภาคกลาง หนทางของภาคขาวลวนแตดีเปนสุขทั้งนั้น ก็เปดใหสัตวเห็นจะไดสรางแตความดี ไปแตในทางสุข หนทางของภาคดํา ลวนแตชั่วเปนทุกขทั้งนั้น ก็ตองปด ไมใหสัตวเห็น จะไดสรางแตความชั่ว ไปแตในทาง ทุกข สวนภาคกลาง ไมดี ไมชั่ว ก็ไมปดไมเปดใหสัตวเห็น จะไดทาไมดีไมชั่ว ไปในทางไมสุขไมทุกข ทัง ํ ้ สามทางนี้ตรงกันขามทุกอยาง จึงลงรอยกันไมไดเสียเลย ที่โลกเดือดรอนอยูวนนี้ เดียวสุข เดี๋ยวทุกข เดี๋ยว ั ๋ ไมสุขไมทุกข ก็เพราะฤทธิ์สามภาคนี้แหละ ประมูลฤทธิไมแพกน แยงกันปกครองธาตุธรรม ปกครองกัน ์ ั ตลอดทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันต ไมผิดอะไรกันกับมนุษยแลสัตว ทีแยงเขตแยงแดนกันปกครอง แต ่ พระพุทธเจาปกครองขั้นละเอียด เทวดา มนุษย สัตว ปกครองกันแตทหยาบ แตก็อยูในปกครองของ ี่ พระพุทธเจาทังสามภาคนี้ทงนัน ้ ั้ ้ ถาประเทศใด บานใด เมืองใด หมูใด ตําบลใด ภาคขาวปกครองได  มากกวาภาคอื่น ก็บังคับ เห็น จํา คิด รู ของมนุษยและสัตวในที่นนใหทาแต ั้ ํ ความดีกนทังนั้น เปนตนวา ไมฆาสัตว ไมลักทรัพย ไมทําผิดกาเม ไมโกหก ไม ั้ กินเหลา ทําแตความดีกนทังนัน เมตตากรุณาแกกัน ใหความสุขแกกน ไม ั้้ ั เบียดเบียนกัน ใหแตความสุขสบายแกกนทั้งนั้น ภาคขาวก็เก็บเหตุทมนุษยแล ั ี่ สัตวทําดีนั้นไวแลวก็สงผลลงมาให ก็ลวนแตดท้งนัน เปนตนวาใหฟาฝนตกตองตามฤดูกาล ขาวปลา ีั ้  อาหารก็ใหบริบรณ ไมฝดเคือง ผูคนพลเมืองก็ลวนแตสุขสบาย เมื่อตายแลวก็สงผลใหไปเกิดในสุขสมบัติ ู  เปนเทวบุตรเทวธิดาอินทรพรหมบรมจักรพรรดิตรา ถาจุติจากนั้นมา ถาจะเกิดเปนมนุษยก็สงผลใหเปนคน บริสุทธิ์ชั้นสูง เชน นายกรัฐมนตรี เศรษฐี ทาวพระยามหากษัตริย ถาเกิดเปนพอคา ชาวนา ก็เปนคนที่มี ทรัพยสนสมบัติศฤงคาร บริวาร ลวนแตเปนสุขสบายทั้งนั้น ิ
  4. 4. 4 ถาประเทศใด บานใด เมืองใด หมูใด ตําบลใด ถูกภาคดําปกครองได  มากกวาภาคอื่น ก็บงคับ เห็น จํา คิด รู ของมนุษยแลสัตวในทีนนใหทาแตความ ั ่ ั้ ํ ชั่วทุกอยางทั้งนั้น เปนตนวาฆาสัตว ลักทรัพย ทําผิด กาเม โกหก กินเหลา ให เกลียดชังกัน ใหอิจฉาริษยา เบียดเบียนกัน ฉก ลัก ปลน สะดม ชกตอย เตะตี รบราฆาฟนกัน ทําแตทุกขใหกนทังนัน ภาคดําก็เก็บเหตุชั่วๆ ทีมนุษยและสัตว ั้้ ่ ทําไว แลวก็สงลงมาเปนผลชั่วทังนัน เปนตนวาใหฟาฝนแหงแลง ขาวยาก  ้้  หมากแพง อดอยาก ลําบาก เจ็บไข ลมตาย เมื่อตายแลวก็เอาไปลงโทษในนรก ๔๕๖ ขุม ทนทุกขเวทนา แสนสาหัส รองไหครวญครางไมมีขาดเสียงมีแตทุกขลวนๆ พนจากนันใหเปนเปรต อดอยากขาวน้ําอยูเ ปน  ้ นิจ แลวใหมาเปนอสุรกาย แลใหมาเปนสัตวเดรัจฉาน ถาใหมาเกิดเปนมนุษยก็ใหเปนคนเลวทรามต่ําชา ยากจนอนาถาไรทรัพย อับปญญา ใจบาปหยาบชา เอาดีไมได ลวนแตทกขทั้งนัน ุ ้ ถาประเทศใด บานใด เมืองใด หมูใด ตําบลใด ภาคกลางแยงเขาปกครอง  ไดมากกวาภาคอื่น ก็บงคับ เห็น จํา คิด รู ของมนุษยและสัตวในที่นน ใหทาแต ั ั้ ํ กลางๆ ไมดีไมชั่ว ที่ไมเปนบุญเปนบาป ภาคกลางก็เก็บเหตุที่ไมดีไมชว ที่มนุษย ั่ และสัตวทําไวนั้นแลวก็สงผลลงมาใหเปนแตกลางๆ ไมดีไมชั่ว แตวา ทานผูใดไดอานหรือไดฟงหนังสือเรื่องนี้แลวก็อยาเพิงเชื่อกอน ่ เพราะไมใชโฆษณาชวนเชื่อหรอก ขาพเจาก็ไมอยากใหทานเชื่อขาพเจาเหมือนกัน ใหทานเชื่อตัวของทาน  เองดีกวา ทานตองทําใหมี ใหเปน ใหเห็นขึ้นเองแลว นันแหละจึงคอยเชื่อ ่ ถาทานจะทําใหมี ใหเปน ใหเห็นนั้น ตองทําตามสติปฏฐานทังสี่ ดังที่ขาพเจาจะบอกตอไปดังนี้ ้ แตวา อยาเอาคาถาบาลีมาใสดวยเลย เพราะขาพเจาไมไดเรียนพระปริยัติเรื่องอรรถแปลแกไขแลวขาพเจา โงจริงๆ ตังแตบวชก็เรียนทําแตภาวนาทางวิปสสนาเทานัน อาจารยทานสอนแตทางภาวนา จึงไมรทาง ้ ้  ู พระปริยัติ พูดกันแตภาษาไทยลวนๆ ดีกวา ฟงก็งายดวย  ถาผูใดจะทําทางวิปสสนา ใหตั้งกายใหตรง ทําสติไวเฉพาะหนา ไมใหเผลอ เทาขวาทับ  เทาซาย มือขวาทับมือซาย อยาใหเกยกันมาก แตพอหัวแมมือซายกับนิ้วชี้ขวาจรดกัน แลวหลับตาภาวนา วา “สัมมาอะระหัง” หลับตาแลวมันมีกลเม็ดอยูอยางหนึ่ง คือ เหลือบตาขึ้นขางบนเหมือนอยางไปขาง หลัง กลับมองลงไปในกลางตัว ตามหลอดลมหายใจ เพราะมันเปนรูกลวงลงไปตั้งแตเพดานจนถึงสะดือ สุดลมหายใจที่อยูเพียงสะดือตรงนั้น เรียกวา “ที่สิบ” เหนือสะดือขึนมาสองนิ้วมือ เรียกวา “ที่ศูนย” ้ เปนที่ตงสติ เอา เห็น จํา คิด รู ทั้งสีนี้ลงไปหยุดนิงอยูที่นน เพราะที่ตรงนันมีดวงธรรมประจําอยูทกคน ั้ ่ ่  ั่ ้ ุ ธรรมดวงนี้สาหรับทําใหเกิดเปนกายมนุษย ใสบริสทธิเ์ ทาฟองไขแดงจากไก สวางเหมือนแสงไฟ ใหลงไป ํ ุ นิ่งนึกอยู แตตรงนันอยาไปทางไหน ดินถลมฟาทลาย คอขาดบาดตายก็อยาตกใจ ใหนงแนนอยูเหนือ ้ ิ่
  5. 5. 5 สะดือสองนิวมือนั้นใหได ซายขวาหนาหลัง ไมไป ลางบน ไมไป นิ่งอยูกึ่งกลางกาย ขางใน ขางนอก ้ อยาออกไป ถาออกขางนอก ถึงธรรมเกิดขึ้น สวางได ก็เปนวิปสสนูปกิเลส ไมใชวิปสสนา  วิปสสนูปกิเลสนี้ เปนของภาคดํา ไมใชของภาคขาว เมื่อกายสงบดีแลว หรือเกิดตัวเบาขึ้น นันเปนกายานุปสสนาสติปฏฐาน เมื่อเกิดความสุขกายขึ้น ่  เปนเวทนานุปสสนาสติปฏฐาน ถาเกิดแสงสวางขึ้นที่เหนือสะดือสองนิ้วมือ จะเล็กหรือจะใหญกตาม  ็ ประมาณสักเทาดวงดาวหรือไขแดงของไก เปนอุคคหนิมิตขึ้นอยางนันแลว รักษาไว นี่เรียกวา ้ “ปฐมมรรค” ถาใสอยางกระจกสองหนาอยางนันหละเปน ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน ถาขยายเปน ้ ปฏิภาคออกไปใหญเทาดวงจันทรดวงอาทิตยได ก็จะเห็นกายในกายผุดขึ้นในกลางดวงนั้นเหมือนอยาง กายมนุษยเราไมผิดเพี้ยน เรียกวา กายมนุษยละเอียด (ในกลางกายมนุษยละเอียด มีกายทิพย) กายนี้ สําหรับไปเกิดมาเกิด กายนีถาหลุดจากกายมนุษยหยาบ (กายเนื้อ) เมื่อไร ก็ตายเมือนั้น แตตองพูดถึงกาย ้ ่ นี้ใหรเรื่องกันเสียกอน เพราะเปนกายไปเกิดมาเกิด เปนกายสมุทัย กายนี้เมื่อมาเกิดเขาครรภบิดามารดา ู นั้น สูงถึงแปดศอก มาเขาครรภบิดากอน ถาจะเปนหญิงก็เขาทางชองจมูกซาย ถาจะเปนชายก็เขาทาง ชองจมูกขวา เขาไปอยูเหนือศูนยสะดือสองนิวมือของบิดากอน แลวมารดาจึงตั้งครรภขึ้นทีหลัง ตั้งครรภ ้ ดวยกันทังสองคนจึงรักบุตรดวยกันทังคู บิดามารดารวมประเวณีกนเขา ถายังไมตกสูญก็ยงไมเกิด ถาตก ้ ้ ั ั สูญเมื่อไรก็เกิดเมื่อนั้น ที่เรียกวาตกสูญนั้นคือ บิดามารดาทั้งสองสนุกเพลิดเพลินนั้น มันนิงแนน ดึงดูดเหมือนเหล็กตาปู ่ ตอก เพลิดเพลินจนตากลับดวยกันทังสองขาง นั่นแหละมันตกสูญหละ คือ อายตนะในมดลูกของมารดา ้ มันดึงดูดเอากายแปดศอกออกจากชองจมูกของบิดา เขาไปในชองจมูกของมารดา เขาไปติดอยูใน แองมดลูก แลวก็นาเลี้ยงหัวใจของบิดามารดา ขางพอนิดหนึงขางแมนิดหนึ่งประสมกันเขาประมาณเทา ้ํ ่ เมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร แลวกายแปดศอกนั้นก็เขาไปอยูในนั้นได เหมือนอยางพระพุทธเจาเขาไปเดินจงกรมใน เมล็ดพันธุผักกาดได กายพระพุทธเจาก็ไมเล็กลงไป เมล็ดพันธุผัดกาดก็ไมใหญขึ้น วิธีนนทีเดียว หรืออีก ั้ นัยหนึง เชนกระจกวงเดือนเล็กเทาแวนตา สองภูเขาใหญๆ เขาไปอยูในนันได ภูเขาก็ไมเล็กลงไป กระจกก็ ่ ้ ไมใหญขึ้น แตอยูในกระจกนันได วิธีเดียวกับที่เรามาเกิดในครรภบิดามารดา เมื่อสายเลือดของบิดา ้ มารดาขนแข็งเปนกอนเขา ก็แตกออกเปนปญจสาขา หาแหงเปนกายมนุษยขึ้น เปนศีรษะ เปนมือทั้งสอง เทาทั้งสอง กายสัมภเวสีทมาเกิดนั้นก็เล็งลงเทากายมนุษย ตาตรงกัน หูตรงกัน จมูก ปาก แขนขา ตรงกัน ี่ หมด เชื่อมติดเปนกายเดียวกันกับกายมนุษย (กายเนื้อ) แลวก็เจริญใหญขึ้นมาจนคลอดออกจากครรภ มารดา อยางนี้เรียกวา กายมาเกิด วิธีไปเกิด เมื่อเวลาใกลจะตายนัน ธาตุธรรมก็ดึงดูดเอากายมนุษยกับกายมนุษยละเอียด (ซึ่งมีกาย ้ ทิพยซอนอยู) ใหหลุดจากกัน คนไขกายมนุษยก็บิดตัว สะดุง หรือสยิวหนา พอกายหลุดจากกัน กายทิพย ้ ก็ตกสูญอยูที่เหนือสะดือสองนิวมือของกายมนุษยเทาไขแดงของไก แลวเกิดขึ้นเปนกายสูงแปดศอกเดิน ้
  6. 6. 6 ออกทางชองจมูกเทียวหาที่เกิดตอไป ทิ้งกายมนุษยไวใหเนาไป ถาผูใดเขาถึงธรรมกายแลวจะเห็นได ่ อยางชัดเจน ผูที่ไมรูเรื่องก็เดาเอาวาวิญญาณไปเกิด วิญญาณอยางเดียวไปเกิดไมได ตองไปเกิดทั้งกาย จึงจะได เพราะกายเราทุกกายทีซอนกันอยูนน กายหนึงๆ ตองมีหวใจสําหรับจํา ในหัวใจตองมีดวงจิตเทา ่ ั้ ่ ั ดวงตาดํา ลอยอยูในน้ําเลียงหัวใจสําหรับคิด วิญญาณซอนอยูในดวงจิตเทาแววตาดําหรือหัวไมขีดไฟ ้ สําหรับรู เหมือนกันหมดทุกอาย เมื่อรูเรื่องกายซอนกันแลว ก็ฟงงายเขา เมื่อรูเรื่องกายทิพยนี้แลวก็จะได ดําเนินตอไป กายในกายนับ ตังแตกายมนุษยหยาบหรือกายเนือ ก็มีกายมนุษยละเอียด กายทิพยหยาบ ้ ้ กายทิพยละเอียด ซึ่งเปนกายที่สนับจากกายมนุษย ถึงกายนี้แลวก็จะสามารถทํากัมมัฏฐานได ๓๐ ที่ตั้ง ี่ ตั้งแตกสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ และอนุสสติ ๑๐ ตาของกายนี้ (นับแตตาของกายมนุษยละเอียดเปนตนไป) เปนทิพยจักษุ4 สามารถเห็นสวรรค นรก เปรต อสุรกาย แลวเอากายทิพยนี้แหละไปนรก สวรรค เปรต อสุรกาย ไดทกแหง ไปพูดจาปราศรัยกันกับพวกเหลานันได ถามถึงบุรพกรรมทุกขสขกันไดทั้งนัน แตวา ุ ้ ุ ้ ยังไมเห็นพรหมโลกเพราะละเอียดกวาสวรรคมาก ดวงธรรมในกายทิพยนี้เรียกวา ทุติยมรรค พอขยาย ออกเปนปฏิภาคใหญเทาดวงจันทรดวงอาทิตยก็จะเห็นกายที่ ๕ ขึ้นอีก ผุดขึ้นที่กลางดวงทุตยมรรค ิ เรียกวา กายรูปพรหมหยาบ และในกลางกายรูปพรหมหยาบก็มกายรูปพรหมละเอียด เปนกายที่ ๖ กายนี้ ี สวยงามประดับประดาอาภรณยิ่งกวาเทวดา (กายทิพย) กายนี้ทากัมมัฏฐานได ๔ ทีตั้ง คือรูปฌาน ๔ ํ ่ ดวงตาของกายนี้เปนปญญาจักษุ สามารถเห็นพรหมโลกทัง ๑๖ ชั้น แลวเอากายนี้ไปพรหมโลก ้ ทั้ง ๑๖ ชันได ไปไตถามทุกขสขกับรูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้นได แตวายังไมเห็นอรูปพรหม ๔ ชั้น เพราะละเอียด ้ ุ กวารูปพรหมมาก ตองเอา เห็น จํา คิด รู เขาไปหยุดนิ่งอยูเ หนือสะดือสองนิ้วมือในกลางกายรูปพรหมที่ ๖ นี้อก ี ดวงธรรมในกายนีเ้ รียกวา ตติยมรรค พอขยายเปนปฏิภาคใหญออกไปเทาดวงจันทรดวงอาทิตย ก็จะเห็น กายอรูปพรหมหยาบ ในกลางกายอรูปพรหมหยาบก็จะเห็นกายอรูปพรหมละเอียดเปนกายที่ ๘ กายรูปพรหมนี้สวยงามยิงขึ้นไปอีก กายนีทํากัมมัฏฐานได ๖ ที่ตั้ง คือ อรูปฌาน ๔ และ อาหาเรปฏิกูล- ่ ้ สัญญา กับจตุธาตุววัตถานะ รวมเปน ๔๐ กัมมัฏฐานดวยกัน ดวงตาของกายนี้เปนสมันตจักษุ สามารถ เห็น อรูปพรหม ๔ ชัน แลวเอากายนี้ไปอรูปพรหม ๔ ชันได ไปไตถามทุกขสุขกันได แตยังไมเห็นนิพพาน ้ ้ ตองเขาไปนิ่งอยูเหนือศูนยสะดือสองนิวมือ ในกลางกายอรูปพรหมละเอียดซึงเปนกายที่ ๘ นี้อีก ้ ่ ดวงธรรมในกายนีเ้ รียกวา จตุตถมรรค พอขยายเปนปฏิภาคใหญเทาดวงจันทรดวงอาทิตย ก็จะเห็นกาย อีกกายหนึ่งเปนกายที่ ๙ กายนี้เรียกวา “ธรรมกาย” เหมือนพระพุทธรูป เกตุแหลมเหมือนดอกบัวตูม สวยงาม ใสเหมือนแกว ดวงตาของกายนีเ้ รียกวา พุทธจักษุ เห็นนิพพาน แลวเอากายนี้แหละไปนิพพานได 4 เห็นหยาบละเอียดเขาไปเปนลําดับของกาย
  7. 7. 7 พระพุทธเจาอยูที่ไหนก็เห็นหมด ทังขาว กลาง ดํา ไปพบปะเห็นทังนั้น เรื่องหมผามวนขวา มวนซายจะไปรู ้ ้ เรื่องไดหมด ถาทานผูใดทําไดถึงพระธรรมกายนี้แลวจึงคอยเชื่อ หรือจะไมเชื่อก็ตามใจทานเถอะ เพราะ คนเรามีอยูสามพวก ขาวพวกหนึ่ง ดําพวกหนึ่ง กลางพวกหนึง ถาพวกขาวก็เชื่อ ถาพวกดําก็ไม  ่ เชื่อ ถาพวกกลางก็เฉยๆ ถาอยากจะรูวาเปนพวกขาว กลาง หรือดํา ก็สงเกตดูเอา ถาซื่อตรง  ั นักปราชญ ฉลาดใจบุญ ก็ใหรวาเปนเครื่องหมายของภาคขาว ถาคดโกง เกงกาจ ฉลาดใจพาล ู ก็ใหรวาเปนเครื่องหมายของภาคดํา ถาไมตรง ไมโกง นั่นก็เปนเครื่องหมายของภาคกลาง ู ธรรมกาย นี้กมีหยาบละเอียดกวากันเขาไปตามลําดับ กายธรรมกายแรกซึงเปนกายที่ ๙ นัน ็ ่ ้ เรียกวา ธรรมกายโคตรภูหยาบ ในธรรมกายโคตรภูหยาบก็มีธรรมกายโคตรภูละเอียด ในกายโคตรภู ละเอียดก็มกายพระโสดาปตติมรรค ในกายพระโสดาปตติมรรคก็มกายพระโสดาปตติผล ในกาย ี ี พระโสดาปตติผลก็มีกายพระสกิทาคามิมรรค ในกายพระสกิทาคามิมรรคก็มีกายพระสกิทาคามิผล ในกายพระสกิทาคามิผลก็มกายพระอนาคามิมรรค ในกายพระอนาคามิมรรคก็มกายพระอนาคามิผล ี ี ในกายพระอนาคามิผลก็มีกายพระอรหัตมรรค ในกายพระอรหัตมรรคก็มกายพระอรหัตผล เปน ๑๘ กาย ี ดวยกัน กายตังแตกายมนุษย กายทิพย กายรูปพรหม กายอรูปพรหม ทังหยาบทั้งละเอียดหมดทัง ๘ กายนี้ ้ ้ ้ เปนกาย ปญจขันธ เปนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไมใชตัวตน บุคคล เราเขา ไมใชตัวเรา ไมใชของเรา แตกาย ทั้ง ๑๐ นับตั้งแตกายธรรมโคตรภูขึ้นไปจนถึงธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกิทาคา ธรรมกายพระ อนาคา ธรรมกายพระอรหัต ทังหยาบทั้งละเอียด นี้เปนกายธรรมขันธ เปนนิจจัง เปนสุขัง เปนอัตตา นิจจัง ้ เปนของเที่ยง สุขังเปนสุข อัตตาเปนตัวของเรา เปนกายของเราแทไมยกเยื้องแปรผัน กายปญจขันธเปน ั กายโลกีย กายธรรมขันธเปนกายโลกุตตระ กายปญจขันธสําหรับทําภูมิสมถะ คือ กัมมัฏฐาน ๔๐ กาย โลกุตตระสําหรับทําภูมิวิปสสนาไมมท่สิ้นสุด ีี สมถกัมมัฏฐาน ๔๐ แตนี้ตอไปจะกลาวถึงกัมมัฏฐาน ๔๐ กอน ซึ่งจะใชแตเฉพาะกายโลกียทั้ง ๘ คือ กายมนุษย  กายมนุษยละเอียด กายทิพย กายทิพยละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด ถาจะทํากัมมัฏฐาน ๔๐ ตองสับกายซอนกายเสียกอนจึงจะทําไดคลองแคลว คือ ใหถอยกลับออกมาจากกายที่ ๘ ออกมากายที่ ๗ แลวก็ออกมากายที่ ๖ แลวก็ออกมากายที่ ๕ ....แลวก็ ออกมากายที่ ๑ แลวกลับเขากายที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ....ถึงกายที่ ๘ แลวก็กลับออกมาจากกายที่ ๘ ....ออกมา กายที่ ๑ ใหฝกสับกายซอนกายอยางนี้สก ๗ เที่ยว หรือใหมากกวา ๗ เที่ยวก็ได ใหเปนวสี และก็ใหกาย ั มันใสนันเอง ใหใสเปนแกวทุกกาย ่
  8. 8. 8 เมื่อ กาย ใสดีแลว ใหเขาตั้งกสิณในดวงทุตยมรรคของกายทิพย พอดวงทุติยมรรคใสและใหญเทา ิ ดวงจันทรดวงอาทิตย นึกบริกรรมวา ปฐวีกสิณัง ดินก็เกิดขึ้นในดวงนันเปนปฐวีกสิณ ใสเหมือนแกว ้ พอจิตละเอียดนิ่งแนนเลยดินลงไป น้าก็ผุดขึ้นเปนอาโปกสิณในกลางดวงดินนัน ดินก็เพิกหายไป เมื่อจิต ํ ้ ละเอียดเลยน้าลงไป ลมก็ผดขึ้นเปนวาโยกสิณในกลางดวงอาโปกสิณนั้น อาโปกสิณก็เพิกหายไป ผุดขึ้น ํ ุ แลวก็เพิกหายไปเปนลําดับ คือ ที่ ๔ ก็เตโชกสิณ ที่ ๕ ก็นิลกสิณ (สีเขียว) ที่ ๖ ปตกสิณ (สีเหลือง) ที่ ๗ โลหิตกสิณ (สีแดง) ที่ ๘ โอทาตกสิณ (สีขาว) ที่ ๙ อาโลกกสิณ (แสงสวาง) ที่ ๑๐ อากาสกสิณ (วางเปลา) พอจิตละเอียดเลยกสิณลงไปหนักเขา กสิณก็เพิกหายไป ทีนี้อสุภะ ๑๐ ก็เกิดขึ้น คือกายเรานันเองเกิดขึ้นเปนศพ ที่ ๑ เปนศพที่ขนพอง ที่ ๒ เปนศพที่ขึ้นสีเขียว ที่ ๓ เปนศพที่ขึ้น ้ ึ้ อืดเต็มที่มีนาหนองไหล ที่ ๔ เปนศพที่ขาดปริ ที่ ๕ เปนศพที่ฝูงสัตวกัดกิน ที่ ๖ เปนศพที่หลุดจากกัน ้ํ ที่ ๗ เปนศพทีขาดหลุดกระจัดกระจาย ที่ ๘ เปนศพทีเ่ ต็มไปดวยเลือด ที่ ๙ เปนศพที่เต็มไปดวยหมู ่ หนอน ที่ ๑๐ เปนศพที่เหลือแตรางกระดูก เมื่อจิตละเอียดนิ่งแนนเลยอสุภะลงไป อสุภะก็เพิกหายไป อนุสสติ ๑๐ ก็เกิดขึ้น พอจิตละเอียดเขา ถึงพุทธานุสสติ คุณพระพุทธเจาก็เกิดขึ้น พอจิตเขาถึงธัมมานุสสติ คุณพระธรรมก็เกิดขึ้น พอจิตเขาถึงสังฆานุสสติ คุณพระสงฆก็เกิดขึ้น แลวก็เกิดขึ้นตามลําดับไป ที่ ๔ ระลึกถึงคุณของศีล คุณศีลก็เกิดขึ้น ที่ ๕ ระลึกถึงคุณทาน คุณทานก็เกิดขึ้น ที่ ๖ ระลึกถึงคุณทีทาใหเกิด ่ํ เปนเทวดา คุณที่ทาใหเปนเทวดาก็เกิดขึ้น ที่ ๗ ระลึกถึงกาย คุณที่ทําใหระลึกถึงกายก็เกิดขึ้น ที่ ๘ ํ ระลึกถึงลมหายใจเขาออก คุณที่ทําใหระลึกถึงลมหายใจเขาออกก็เกิดขึ้น ที่ ๙ ระลึกถึงความตาย คุณที่ทําใหระลึกถึงความตายก็เกิดขึ้น ที่ ๑๐ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน คุณที่ทาใหระลึกถึงความดับทุกข ํ ก็เกิดขึ้น กายทิพยนทําได ๓๐ ที่ตั้งดังนีแล ี้ ่้ พอจิตละเอียดนิงแนนเลยอนุสสติ ๑๐ ลงไป เขาถึงเมตตาพรหมวิหาร พอจิตคิดรักใครในสัตวทั่วไป ่ (ปรารถนาจะใหสตวทั่วไปมีความสุข) ปฐมฌานก็เกิดขึนในกลางกายทิพย พรอมกับรูปพรหมนั่งอยูบน ั ้ ดวงฌาน ประกอบดวย วิตก วิจาร ปติ สุข เอกัคคตารมณ ดวงฌานนันกวางสองวาหนาหนึ่งคืบ ้ กลมเหมือนดวงจันทร ใสเหมือนกระจกสองหนา พอจิตนิ่งแนนละเอียดหนักเขาถึงกรุณา พรหมวิหาร อยากจะใหสัตวพนทุกข ทุติยฌานดวงที่ ๒  ก็ผดขึ้นในกลางดวงปฐมฌาน ปฐมฌานก็เพิกหายไป วิตก วิจาร ก็หายไปดวย เหลืออยูแตปติ สุข ุ เอกัคคตารมณ พอจิตละเอียดนิ่งแนน หนักเขาไป ถึงมุทิตาพรหมวิหาร ความพลอยดีใจเมื่อผูอ่นไดดี ื ตติยฌานก็ผดขึ้นในกลางดวงทุติยฌาน ทุตยฌานก็เพิกหายไป ปติก็ละหายไปดวย ุ ิ
  9. 9. 9 พอจิตละเอียดนิงแนนเขาไปถึงอุเบกขาพรหมวิหาร ไมดีใจ ไมเสียใจเมื่อผูอื่นไดทุกข จตุตถฌาน ่ ฌานที่ ๔ ก็ผุดขึ้นมากลางดวงฌานที่ ๓ ฌานที่ ๓ ก็เพิกหายไป สุขก็หายติดไปดวย เหลืออยูแต เอกัคคตารมณกับอุเบกขาที่ผุดขึ้นมากับฌานที่ ๔ กายรูปพรหมนี้ทาไดอีก ๔ ที่ตั้ง รวมเปน ๓๔ กัมมัฏฐาน พอจิตละเอียดนิงแนนหนักเขา เลย ํ ่ รูปฌานทัง ๔ เขาไป กายอรูปพรหมก็ผุดขึ้นในดวงตติยมรรคในกลางกายรูปพรหม อรูปพรหมนังอยูบน ้ ่ อากาศ (อากาสานัญจายตนะ) เห็นอากาศมีอยูเต็มวางกวางสองวา หนาหนึงคืบ กลมเหมือนดวงจันทร ่ ถาวัดกลมรอบตัวก็หกวา ถึงรูปฌาน ๔ วัดกลมรอบตัวก็หกวาเหมือนกัน พอจิตละเอียดเลยอากาศหนัก เขาไป ก็คดวาอากาศนี้ยงหยาบนัก วิญญาณัญจายตนะก็ผุดขึ้นในกลางดวงอากาศ เปนอรูปฌานที่สอง ิ ั กวางสองวา หนาหนึ่งคืบเหมือนกัน อากาศนันก็เพิกหายไป พอจิตละเอียดนิงแนนหนักเขาเลย ้ ่ วิญญาณัญจายตนะเขาไป ก็คิดวาวิญญาณนี้ยงหยาบนัก อากิญจัญญายตนะ คือ ความวางเปลา ั ไมมีอะไรที่ละเอียดหนักยิงขึ้นไปอีกก็ผุดขึนในกลาง ดวงวิญญาณัญจายตนะ เปนอรูปฌานที่สาม ่ ้ วิญญาณัญจายตนะก็เพิกหายไป ตรงอรูปฌานที่ ๓ นีที่พระพุทธเจาไปติดอยูที่สํานักของอาฬารดาบส ตองไปเรียนตอที่สานักของ ้ ํ อุทกดาบส อุทกดาบสก็บอกใหทาจิตใหละเอียดใหยงขึน จนไดเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเกิดขึ้นอีก ํ ิ่ ้ เปนกัมมัฏฐาน ๓๘ ที่ตง ที่ ๓๙ อาหาเรปฏิกูลสัญญา เห็นอาหารที่เขาบริโภค อาหารนั้นเปนของละเอียด ั้ นัก ซึมซาบอยูในขาวในน้ํา เหมือนเค็มซึมอยูในเกลือ หวานซึมอยูในน้าตาล หลอเลี้ยงรางกายเราอยูทว ํ ั่ เบื้องบนถึงปลายผม เบื้องต่าถึงปลายเทา ขาวน้านันก็กลั่นเปนมูตรคูถไป ที่ ๔๐ จตุธาตุววัตถานะ เห็น ํ ํ้ ธาตุหลอเลียงอาหารและรางกายเรา เบื้องบนถึงปลายผม เบื้องต่ําถึงปลายเทา ขนเสนหนึ่ง ผมเสนหนึง ้ ่ ยาวไปแคไหน ธาตุก็รักษาไปตลอดแคนั้น เปน ๔๐ กัมมัฏฐานดวยกัน เรียกวา สมถะภูมิ แตขางในกาย เราจึงจะเอา ถาเกิดขางนอกเปนทัศนูปกิเลส ใชไมได เมื่อพระพุทธเจาทําจบหมดแลว ก็รูชัดวาไมใชหนทางตรัสรู เพราะพระองคยงทําไมถงพระธรรมกาย ั ึ เวลานั้นพระองคทําไดเพียงกายมนุษยละเอียด ทิพย รูปพรหม และอรูปพรหมเทานัน ก็รูแนวาไมใชหนทาง ้ ตรัสรูพระสัมมาสัมโพธิญาณ จึงตองเสด็จไปบําเพ็ญโดยลําพังพระองคเองอยูถึงหกป ที่พระองคทาโดยยากลําบากนั้น ก็เพราะ  ํ พระพุทธเจาภาคกลาง และภาคดํานันคอยเปนมารขัดขวางอยู ไมใชแตจะขัดขวางพอดีพอราย ้ ขัดขวางกันอยางฉกาจฉกรรจ ถาไมมพระพุทธเจาภาคอื่นคอยขัดขวางแลวพระองคก็ทาไดงาย ี ํ แลวก็ไมรูเรื่องดวยวามีมารคอยขัดขวาง ตอเมื่อไดสําเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณแลว จึงรูเรื่องมาร พระองคบําเพ็ญบารมีอยูชานาน ถึงกับ ตองอดอาหารและกลั้นหายใจ เพราะมารคอยขัดขวางไว แตอาศัยที่พระองคมีความเพียรกลา กับทรง
  10. 10. 10 พระปญญา รูจักเปลี่ยนแปลงหนทางปฏิบัติ ภายหลังกลับฉันจังหันใหพระวรกายมีกําลัง จนกระทั่งไดฉัน ขาวมธุปายาสของนางสุชาดา แลวเอาถาดทองลงลอยในแมนาเนรัญชรา ทรงอธิษฐานทดลองดูพระบารมี ้ํ ของพระองควาจะสําเร็จพระโพธิญาณหรือไม ถาพระองคจะไดสาเร็จแกพระโพธิญาณก็ขอใหถาดทอง  ํ ลอยทวนกระแสน้ํานี้ขนไป ถาจะไมสาเร็จแกพระโพธิญาณก็ขอใหถาดทองลอยตามน้ํา พอทรงอธิษฐาน ึ้ ํ แลวก็ทรงวางถาดทองลงในแมนําเนรัญชรา ถาดทองก็ลอยทวนน้ําขึ้นไปไกลได ๒๐ วาของพระองคแลว ้ จมลง พระองคเห็นประจักษ ก็แนพระทัยวาจะไดตรัสรูพระสัมมาสัมโพธิญาณ ครั้นเวลาเย็นไดทรงรับหญาคาแปดกํามือที่พราหมณชื่อ โสตถิยพราหมณ นอมนํามาถวาย แลวเอา ไปทรงลาดลงที่โคนไมศรีมหาโพธิที่จะตรัสรู ก็ทรงอธิษฐานทดลองดูอกวา ถาจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจา ี แนแลว ก็ขอใหเกิดเปนบัลลังกแกวขึ้นเหมือนอยางคําอธิษฐาน พอสิ้นคําอธิษฐานแลวก็เกิดเปนบัลลังก แกวสูง ๑๔ ศอกเหมือนคําอธิษฐาน เมื่อพระองคเห็นประจักษดังนั้นก็หมดความสงสัย ก็เสด็จขึนนัง้่ บัลลังก ตั้งพระทัยวาถึงเลือดเนื้อและดวงใจจะเหือดแหง หรือกระดูกจะกองอยูทนก็ตามเถิด ถาพระ ี่ ี้ โพธิญาณไมบงเกิด เปนไมลุกจากบัลลังกนี้เปนอันขาด ที่พระองคจะปกพระทัยหมายมันปลอยชีวิตลงได ั ่ ก็เพราะเห็นความอธิษฐานของ พระองคปรากฏขึ้นแนแทวาจะไดตรัสรูแนโดยไมตองสงสัย เหตุวา พระองคมนพระทัยแนแลวก็หลับพระเนตร เขากายในกายตั้งแตกายมนุษย กายทิพย  ั่ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม สับกายซอนกายจนใสเปนแกวดีแลวหมดทุกกาย แลวเขาไปนิงอยูในกลาง ่ ดวงจตุตถมรรคของกลางกายอรูปพรหม ตอนเมือ ธรรมกายจะเกิดขึ้นเปนพระพุทธเจาขึนนั้น มารลุกพรึบทีเดียวพรอมกันหมดทังพระยามาร ่ ้ ้ และเสนามาร พระพุทธเจาภาคมารขัดขวางกันอยางฉกาจฉกรรจ ตอนนี้เปนตอนสําคัญที่พระอาจารยบางทานตัดออกเสียหมด เพราะทานไมรเรืองกายใน ู ่ กายวามีกันอยางไร ทานก็คิดเอากายมนุษยของพระสิทธัตถราชกุมาร ที่นั่งอยูโคนไมศรีมหาโพธิ ไมพอกับชางของพระยามารซึ่งสูงตัง ๑๕๐ โยชน ทานก็เลยตัดเรื่องมารประจญออกหมด หาวาพระอรรถ ้ กถาจารยแตกอนยกยองพระพุทธเจาเกินความเปนจริงไป เห็นวาพระพุทธเจาก็คนอยางเรา ไมมอภินิหาร  ี วิเศษอะไร ทานก็คิดเปนปุคคลาธิษฐานธัมมาธิษฐานอะไรของทานไป หาวาลูกสาวพระยามาร ๓ คนนั้น เปนจิตของพระองคคิดขึ้นตางหาก เมื่อนางตัณหาเขามาประเลาประโลมนั้น หาวาเปนจิตของพระองคที่ คิดอยากจะกลับเขาไปครอบบานครองเมือง เมื่อนางราคาเขามาประเลาประโลมนั้น ก็หาวาจิตของ พระองคหวนคิดถึงพิมพา ราหุล เมื่อนางอรตีเขามาประเลาประโลมนั้น ก็หาวาจิตของพระองคคด ิ อยากจะเปนอยางนันอยางนี้ เมื่อพระองคไดขับไลนางทังสามใหหนีไปแลวก็วาเทากับพระองคเลิกคิด ้ ้  เมื่อนางทั้งสามกลับไปกันแลว พระยามารก็ยกกองทัพเขามา ก็ (วา) เทากับจิตของพระองคเกิดฟุงซาน  ดวยนิวรณ ๕ ประการ
  11. 11. 11 ของทาน ก็เขาที นาใหคิดแบบนั้นเหมือนกันสําหรับคนที่ไมรูเรื่องกายในกายก็ตองคิดไป อยางนัน ้ เพราะชางคิริเมขลมหาคชสารนั้นสูงถึง ๑๕๐ โยชน และตนโพธิทพระองคนั่งสูงเพียง ๑๒๐ ศอก เปนเสน ี่ หนึงกับสิบวาเทานั้น จึงไมพอกัน ขาพเจา (พระครูวินัยธร ชั้ว) จึงลองยนสเกลดู ยนโยชนลงเปนเซนติเมตร ่ เขียนรูปชางสูง ๑๕๐ เซนติเมตร เฉพาะเล็บชางวัดได ๕ เซนติเมตร แลวชางคิริเมขสูงถึง ๑๕๐ โยชน ขยายเล็บออกไปได ๕ โยชน เมื่อพระยามารขี่แลวไส (ชาง) เขามาจะชิงบัลลังกนน ถาพระองคแลดวย ั้ มังสะจักษุ (ตากายมนุษย) ของพระองคแลว อยาวาแตเห็นหนาพระยามารหรือหนาชางเลย เพียงแตครึ่ง เล็บชางก็ยงมองไมเห็นเลย เพราะตากายมนุษยแลเห็นเพียงโยชนเดียวเทานัน เล็บชางตั้ง ๕ โยชน ั ้ แลวเปนของทิพยดวยจะไปแลเห็นไดอยางไร ความจริงไมเปนอยางนัน พระองคไมไดแลเห็นดวยตากายมนุษย พระองคเห็นดวยตากาย ้ อรูปพรหม เปนสมันตจักษุ เลยทิพยจักษุ เลยปญญาจักษุ เขาไปจวนถึงพุทธจักษุ เปนอจินไตยอยูแลว อยาวาแตชางคิริเมขตัวเดียวเลย ถึงจะซอนกันขึ้นไปอีกสักกี่ตัว ก็ยังต่ากวาบัลลังกที่พระองคนงเสียอีก ํ ั่ เพราะพระยามารและเสนามารที่เขามาประจญนั้น ลวนแตเปนกายทิพยกนทังนัน พระพุทธเจาปะทะดวย ั้้ กายอรูปพรหม เปนอจินไตยกวา ละเอียดกวา สูงกวา พวกกายทิพยก็สูไมได ถึงพระพุทธเจาภาคดําจะ ขัดขวางอยางไร พระพุทธเจาภาคขาว (ตนธาตุตนธรรม) ของพระพุทธเจาก็คอยปะทะไวเหมือนกัน  ของมีตัวจริงทังนัน เชนพระยามาร เสนามาร ลูกสาวพระยามาร ก็ลวนมีตัวตนอยูทงนัน แตเปนกายทิพย ้้  ั้ ้ ตามนุษยเรามองไมเห็น ตองทําใหถึงทิพยจักษุ ปญญาจักษุ หรือสมันตจักษุ จึงจะแลเห็น เพราะ เปนของละเอียด ยิงกายพระพุทธเจา (ธรรมกาย) ดวยแลว ตองมองดวยพุทธจักษุจงจะเห็น ่ ึ ที่อาจารยบางทานแตงกันขึ้นใหมๆ ประมาณสัก ๔๐ ป มาตังแต พ.ศ. ๒๔๖๐ มานี้ไดตัดอภินิหาร ้ ปาฏิหาริยของพระพุทธเจาออกหมดนั้น เพราะไมรูเรื่องกายในกายนันเอง จึงไดตัดบารมีอภินิหารออกหมด ่ ทําเอาแบบแผนของจริงเลอะเลือนไปไมใชนอย ความจริงทีพระอรรถกถาจารยกลาวไวนั้น ก็ยังไมละเอียด ่ เทาความเปนจริงเสียอีก ทานยอๆ ไวเทานัน ถึงขาพเจาผูเขียนนีก็ตองยอไวเหมือนกัน จะเขียนใหละเอียด ้ ้ เต็มที่ก็ไมไหว เรื่องของทานละเอียดนัก ทีนี้ จะกลาวเมื่อพระยามารพายแพไปแลว กายธรรมกายก็เกิดขึ้นในกลางดวงจตุตถมรรค ในกลาง กายอรูปพรหม (กายที่ ๘) ของพระสิทธัตถะราชกุมาร กายนี้เหมือนพระพุทธรูป เกตุแหลมเปนดอกบัวตูม ใสเปนแกว กายนี้เปนกายที่ ๙ ของพระสิทธัตถะราชกุมาร กายนี้แลเปนกายพระพุทธเจา พอเขาถึงกายนี้ เรียกวา โคตรภูญาณ ระลึกชาติหนหลังไดแลว เขากายไปรอยกายพันกาย ก็ระลึกชาติไดรอยชาติพันชาติ เขาไปไดหมื่นกายแสนกาย ก็ระลึกชาติไดรอยชาติพนชาติ เขาไปไดหมื่นกายแสนกาย ก็ระลึกชาติไดหมื่น ั ชาติแสนชาติ เขาไปจนนับกายไมถวนก็ระลึกชาติไดนับไมถวนเหมือนกัน พระพุทธเจาอยูที่ไหนก็ไปพบปะ   กันหมด ไปพูดจาปราศรัยกันไดหมดทังภาคขาว ภาคกลาง ภาคดํา ้
  12. 12. 12 เมื่อเขาถึงกายธรรมกายโคตรภูนี้แลว ก็พิจารณาเห็นอริยสัจทัง ๔ เห็นกายมนุษยเปนทุกขดวยเกิด ้  แก เจ็บ ตาย เห็นกายทิพยเปนสมุทัย เที่ยวหาที่เกิดไมสิ้นสุด เห็นกายรูปพรหมกับกายอรูปพรหมเปนนิโรธ เพื่อดับทุกข5 เห็นธรรมกายเปนมรรคเพื่อหลีกออกจากทุกข แลวก็เดินสมาบัติพิจารณาอริยสัจทัง ๔้ ที่เรียกวา “สมาบัติ” นั้น ก็คือรูปฌาน อรูปฌานนันเอง แตเดินคนละกาย รูปฌาน อรูปฌานนั้น ่ เดินดวยกายรูปพรหมและกายอรูปพรหม ซึ่งเปนกายโลกีย จึงเรียกวาฌานโลกีย แตรูปสมาบัติ อรูป- สมาบัตินน เดินดวยกายธรรมกาย เปนกายโลกุตตระ จึงเรียกวา ฌานโลกุตตระ แลวเอากายธรรมกาย ั้ โคตรภูเดินสมาบัตดู ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค เรื่อยไป จนธรรมกายตกสูญแลวเกิดธรรมกายขึนใหมใส ิ ้ ละเอียดกวาเกา ที่เรียกวา “ตกสูญ” นั้น คือเดินสมาบัติหนักเขาจนธรรมกายนันใส แลวดับลงมาเปนดวงกลมใส ้ ขนาดเทาฟองไขแดงของไกอยูที่เหนือสะดือสองนิ้ว มือ อยางนี้เรียกวาตกสูญ แลวก็เกิดขึ้นเปนธรรมกาย ใสสะอาดดีกวาเกา แลวก็เดินสมาบัติใหตกสูญ แลวเกิดขึ้นใหม จนเขาถึงกายพระโสดาปตติมรรค แลวเอากายพระโสดาปตติมรรคเดินสมาบัติพิจารณาอริยสัจทัง ๔ ใหตกสูญแลวเกิดขึ้นใหม จนเขาถึง ้ กายพระโสดาปตติผล เปนพระอริยบุคคลชั้นทีหนึ่ง เห็นอริยสัจทัง ๔ ละเอียดชัดเจนยิงกวาปุถชนหรือ ่ ้ ่ ุ โคตรภูบุคคล (เปนกิจ ๔) แลวเอาธรรมกายพระโสดาปตติผลเดินสมาบัตดู ทุกข สมุทย นิโรธ มรรค จนตกสูญแลวเกิดขึ้นใหม ิ ั จนเขาถึงกายพระสกิทาคามิมรรค แลวเอาธรรมกายพระสกิทาคามิมรรคเดินสมาบัติดูทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค จนตกสูญแลวเกิดขึ้นใหม จนเขาถึงกายพระสกิทาคามิผล เปนพระอริยบุคคลชั้นที่สอง เห็นอริยสัจ ทั้ง ๔ ละเอียดชัดเจนยิงกวาพระโสดาบัน (รวมเปนกิจ ๘) ่ แลวเอากายพระ สกิทาคามิผลเดินสมาบัตดู ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค จนตกสูญแลวเกิดขึ้นใหม ิ จนเขาถึงธรรมกายพระอนาคามิมรรค แลวเอาธรรมกายพระอนาคามิมรรคเดินสมาบัติดู ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ตกสูญแลวเกิดขึ้นใหม จนเขาถึงธรรมกายพระอนาคามิผล เปนพระอริยบุคคลชั้นที่สาม เห็นอริยสัจ ทั้ง ๔ ละเอียดชัดเจนยิงกวาพระสกิทาคามี (รวมเปนกิจ ๑๒) ่ แลวเอาธรรมกาย พระอนาคามิผลเดินสมาบัตดู ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ตกสูญเกิดขึ้นใหม ิ จนเขาถึงธรรมกายพระอรหัตมรรค แลวเอาธรรมกายพระอรหัตมรรคเดินสมาบัติดู ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ตกสูญเกิดขึ้นใหม จนเขาถึงธรรมกายพระอรหัตผล เปนพระอริยบุคคลชั้นที่ส่ี เห็นอริยสัจทั้ง ๔ ละเอียด ชัดเจนยิงกวาพระอนาคามี (รวมเปนกิจ ๑๖) เรียกวา โสฬสกิจ อยูจบพรหมจรรย ไมตองทํากิจอีกตอไป ่ 5 นี้เปนนิโรธ เพือดับเหตุแหงทุกขหยาบ เมื่อเขาถึงธรรมกายแลว จึงเปนนิโรธเพือดับเหตุแหงทุกขละเอียดจริงๆ ่ ่
  13. 13. 13 พอเขาถึงธรรมกายพระอรหัต ก็รูชดวาพระองคเปนพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา โดยไมตองสงสัย ั กายทั้ง ๑๘ กายนีเ้ ปนกายโลกียเสีย ๘ กาย ตั้งแตกายมนุษย ทิพย รูปพรหม และกายอรูปพรหม ทังหยาบ ้ ทั้งละเอียด ทัง ๘ กายนี้ถงจะเขาฌานดวยกายไหนก็เปนฌานโลกียทงสิ้น กายธรรมกายตังแตโคตรภูเขา ้ ึ  ั้ ้ ไปจนถึงธรรมกายพระอร หัตแลวธรรมกายในธรรมกายพระอรหัตเขาไปอีก เปนกายเถา กายชุด กายชัน ้ กายตอน กายภาค กายพืด กายพืดในกายพืด จนนับอสงไขยไมถวน นี้ลวนแตเปนกายโลกุตตระทั้งนั้น จะเขาฌานดวยกายไหนก็เปนฌานโลกุตตระทั้งนั้น ถาจะเขานิพพานก็เขาดวยกายโลกุตตระ ทิงกายโลกีย ้ ไวในภพสาม ถึงกายโลกียก็ตองทิงกันเปนชันๆ ไปเหมือนกัน เชนจะไปเกิดในสวรรค นรก เปรต อสุรกาย ก็ตอง ้ ้ ถอดเอากายมนุษยละเอียด (ซึ่งมีกายทิพยซอนอยู) ไปเกิด (ถากําลังแสวงหาที่เกิดก็เรียกวา กายสัมภเวสี ถาหาที่เกิดไดแลว เรียกวา กายทิพย) ทิ้งกายมนุษยหยาบไวในโลกมนุษย สวนใจ จิต วิญญาณของมนุษย ก็ดับอยูกับกายมนุษยนั้นแล ถาไดรูปฌาน จะไปเกิดในพรหมโลก ก็ตองถอดเอากายรูปพรหมไปเกิด ทิ้งกายทิพยไวในเทวโลก  สวนใจ จิต วิญญาณของกายทิพยก็ดับอยูกับกายทิพยนั้นแหละ ถาไดอรูปฌาน จะตองไปเกิดในอรูปภพ ก็ตองถอดเอากายอรูปพรหมไปเกิด ทิ้งกายรูปพรหมไวใน พรหมโลก สวนใจ จิต วิญญาณของรูปพรหมก็ดับอยูกับกายรูปพรหมนันแหละ  ้ ถาจะลงมา เกิดในมนุษยอก ก็ตองเขาซอนในกายรูปพรหม แลวเขาซอนในกายทิพย แลวเขาซอน ี ในกายมนุษย (ละเอียด-หยาบ) ในครรภมารดาตามเดิม ถาจะเกิดเปนสัตวเดรัจฉาน มันเปนกายสัตวอยูแตขางนอก กายขางในของมันก็มกายมนุษย  ี กายทิพย กายรูปพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม เหมือนมนุษยเราเหมือนกัน ถาใครทําวิปสสนา เขาถึงธรรมกายแลวไปถามบุรพกรรมของสัตวเหลานันดูได วาทํา บุรพกรรม ้ อยางไรจึงไดเกิดเปนสัตว กายในของมันจะบอกใหฟงอยางละเอียดลออ ไมวาสัตวชนิดใดบอกไดหมด ทุกตัว เพราะกายทิพย กายรูปพรหม กายอรูปพรหมนันไมมีแก ไมมีเจ็บ มีแตเกิดเทานัน มันก็จําชาติ ้ ้ หนหลังได สวนกายมนุษยและสัตวเดรัจฉาน มันมีทั้งเกิด ทั้งแก ทั้งเจ็บ ทังตาย มันก็จาชาติหนหลังไมได ้ ํ ทานผูอานโปรดทราบ บันทึกของทานพระครูวนยธร (ชั้ว โอภาโส) อันดับตอจากนี้ไปเปน  ิั เรื่องที่เกียวกับพระพุทธเจาทังสามภาคตางเอาพระ ไตรปฎกของตัวเขาบังคับสัตว ไดแก มนุษย ่ ้ ทิพย รูปพรหม อรูปพรหมอยางไร วิธทําวิชชาสํารอกธาตุธรรมดําใหหลุดจากการหอหุมธาตุธรรม ี ขาวอยางไร วิธีการตรวจดู฀

×