Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

What buddhist should know 2

33 views

Published on

เรื่องควรรู้ของชาวพุทธ

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

What buddhist should know 2

  1. 1. “ปีชงมันไม่มีหรอก ชงกันขึ้นมาเอง สมมุติกันขึ้นมาเอง” พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
  2. 2. ใครว่าดวงไม่ดี จะไปแก้ดวงกันได้อย่างไร นอกจากปฏิบัติดีเท่านั้น พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทากรรมอันใดไว้ ต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทาพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคาสอนของพระพุทธเจ้า ในศาสนาพุทธไม่มีการทาดีเพื่อล้างบาป ขอให้ทาความเข้าใจว่า ไม่มีการทาบุญเพื่อล้างบาป แต่การทาบุญหรือทาดีเพื่อหนีบาปนั้นเรามีหนทางที่จะทาได้. หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
  3. 3. “คนฆ่าตัวตายนั้นท่านว่าไว้ว่า จะต้องไปฆ่าตัวตายอีก ๕๐๐ ชาติ นั่นก็คือจะต้องไปมีสภาพที่ทุกข์ทรมาน จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปถึง ๕๐๐ชาติ ถ้าชาตินี้จะเป็นการฆ่าตัวตายครั้งแรก” สมเด็จพระญาณสังวร
  4. 4. “คนเรามันเคยผูกพันกันมาเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา จึงได้มาพบกัน เกื้อกูลกันอีก ถ้าไม่เคยผูกพันกันมาก่อน ก็ไม่มีทางที่มาพบกันได้ แต่ถ้าเคยผูกพันกันมา ต่อให้อยู่ห่างกันไกลแสนไกล ก็ต้องได้พบกันแน่นอน” หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
  5. 5. “..การอุทิศส่วนกุศลในพระพุทธศาสนา ไม่ต้องใช้น้า การที่พระเจ้าพิมพิสาร เป็นองค์แรกที่อุทิศส่วนกุศลโดยใช้น้า ก็เพราะท่านเพิ่งพบพระพุทธเจ้า เนื่องจากศาสนาพราหมณ์ เขาถือว่า ถ้าจะให้อะไรกับใคร ต้องให้คนนั้นแบมือแล้ว เอาน้าราดลงไป ท่านยังชินอยู่กับประเพณีของพราหมณ์ แต่ พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้าม เพราะเห็นว่าใจท่านตั้งตรงเวลาอุทิศ ส่วนกุศล” หลวงพ่อฤาษีลิงดา
  6. 6. “ในทางโลกการได้มามากๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ในทางธรรม พึงสละสิ่งที่มีมากๆให้หมดไป” สมเด็จพระญาณสังวร
  7. 7. การให้ทานเราอย่าไปกาหนดหมายว่า เราต้องมีของมากๆมาวางไว้อวดแขก แม้ว่าเรามีเพียงเล็กน้อย แต่เรามีเจตนาบริสุทธิ์สะอาดดี เราสละลงไป ก็ได้บุญได้กุศล หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
  8. 8. “ถ้าจิตตัวนี้ปราศจากสติเป็นเครื่องคุ้มครอง หรือประคับประคองเมื่อใด เมื่อนั้นดวงจิตดวงนี้ก็จะต้องมีความเผลอไป นึกสร้างบาปกรรมใส่ตัวเลย เพราะฉะนั้นการอบรมจิตให้มีสติ จึงเป็นสิ่งจาเป็น” หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
  9. 9. หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล “ ถ้าเราโกรธใคร เกลียดใคร มันก็อยู่ที่ใจ แต่ถ้าใจเราไม่เกลียด ใจเราไม่โกรธ เราก็ไม่มีความทุกข์ เกลียดก็ทุกข์ โกรธก็ทุกข์ แล้วเราจะเกลียด จะโกรธไปให้เราเป็นทุกข์ทาไม คนที่เราเกลียด คนที่เราโกรธ เขาไม่ทุกข์ไปกับเราหรอก เราทาให้เราทุกข์เองทั้งสิ้น แต่ถ้าเราปล่อยวาง ไม่สนใจเขา ไม่รับรู้เรื่องเขา ใจเราก็ไม่หมกหมุ่นกับเรื่องของเขาอีก เราก็ไม่ทุกข์ เพราะใจมันสงบ”
  10. 10. การภาวนาช่วยได้มากที่สุด แล้วก็เป็นหัวใจการสร้างคุณงามความดีด้วย เราทาบุญให้ทานอย่างอื่นก็สู้ภาวนาไม่ได้ เพราะการสวดมนต์ภาวนาเองนี่ เราสร้างบุญของเราเอง ไม่ต้องหวังพึ่งใคร หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
  11. 11. “ไปดูจิตเฉยๆ ไปดูมันทาไม ดูจิตนี้ ให้ดูกิเลสที่มันโผล่เข้ามาในจิต ดูตัณหาที่มันโผล่เข้ามาในจิต ดูแล้วก็ดูว่าเรามีอาวุธที่จะฆ่าตัณหา ที่มันโผล่ขึ้นมาหรือไม่” พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
  12. 12. หลวงพ่อพุธตอบ : อันนี้ต้องทาความเข้าใจ กรรมที่เราทาโดยมีคู่กรณี เช่น ชกต่อยตีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันในเมื่อทาลงไปแล้วต่างคนต่าง เจ็บแค้นใจ มันผูกกรรมจองเวรกัน คือคอยที่จะล้างผลาญกัน แก้แค้น กันอยู่เสมอ ทีนี้ในเมื่อปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ต่างคนต่างก็ยกโทษ ให้กัน อโหสิกรรมให้กัน การผูกพยาบาทอาฆาตจองเวรมันก็หมดไป เพราะเราไม่คิดที่จะทาร้ายกันต่อไปอีก แต่บาปกรรมที่ไปตีหัวเขานั้น มันอโหสิไม่ได้ เพราะมันเป็นกฎแห่งธรรมชาติ เราไปด่าเขามันก็เป็น บาป มันผิดศีลข้อมุสาวาท ตีเขาฆ่าเขามันก็เป็นฉายาแห่งปาณาติบาต ถึงเขาไม่ตายก็ตาม ถ้าเขาตายก็เป็นปาณาติบาต แม้ว่าผู้ที่ถูกทาร้าย จะอโหสิกรรมให้คือไม่จองเวรกันต่อไป กรรมที่ผู้นั้นกระทาลงไปแล้ว ย่อมแก้ไม่ตก นี่ต้องเข้าใจกันอย่างนี้ คาถาม : การอโหสิกรรม เมื่อเจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม ให้แล้ว ผู้นั้นยังจะต้องรับกรรมอีกหรือไม่? หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
  13. 13. “ทีนี้เราทาบุญอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร ถ้าเจ้ากรรมนายเวรเขาได้รับส่วนกุศลของเรา เขาได้เกิดดีถึงสุขพ้นจากที่ที่เขาอยู่ ซึ่งมันเป็นที่ทุกข์ทรมาน เขาดีอกดีใจเขานึกถึงบุญถึงคุณเราเขาก็อโหสิกรรมให้เราได้ แต่กรรมที่เราฆ่าเขานั้นมันก็ยังเป็นผลกรรมที่เราจะต้องสนองอยู่ เพราะฉะนั้น ผู้ใดต้องการตัดกรรมตัดเวร ก็ต้องให้มีศีล ๕ ข้อจึงจะตัดเวรตัดกรรมได้”
  14. 14. ครัมีฝรั่งท่านหนึ่งถามหลวงพ่อชาว่า “ พระอาจารย์ ในศาสนาพุทธ สอนอะไร ? แทนการตอบคาถาม หลวงพ่อชาชี้ไปที่หินก้อนเขื่อง แล้วพูดว่า “ ยกก้อนหินนั้นขึ้นมาซิโยม” ฝรั่งนั้นทาตามอย่างว่าง่าย หลวงพ่อชาถามต่อไปว่า “หนักไหม” ฝรั่งตอบว่า “ หนักครับ” หลวงพ่อชาจึงไขปริศนาธรรมของท่านว่า “อะไรมันหนักก็วางลงเถิด สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมีเพียงเท่านี้” หลวงพ่อชา สุภัทโท

×