Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

หลวงปู่ขาว อนาลโย

25 views

Published on

คำสอนของหลวงปู่ขาว อนาลโย

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

หลวงปู่ขาว อนาลโย

  1. 1. ผู้มีปัญญา ผู้ไม่ประมาท พึงสละความสุขเพื่อแลกเอาความสุขอันไพบูลย์ คือความสุขที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ความสุขในโลกมีตายๆเกิดๆนั่นมีประมาณน้อยนิดเดียว นักปราชญ์ท่านจะว่าไม่มีเสียก็ได้ ความสุขอย่างนี้เหมือนเหยื่อมันเกี่ยวอยู่ที่เบ็ด ... ปลาไม่รู้ว่าเบ็ดมันเกาะอยู่... ก็ไปคาบเอา เลยติดปากติดคออยู่อย่างนั้น นักปราชญ์คือพระพุทธเจ้าเห็นโทษของโลก จึงมีความเบื่อหน่าย ให้ปล่อยมันเสีย อย่าถือมันอีก หลวงปู่ขาว อนาลโย
  2. 2. กิเลส คือ โมหะ จึงเป็นสิ่งสาคัญ มันมีอิทธิพลโดยเราไม่รู้สึกตัวเลย คือมันสามารถเข้าไปจับยุทธศาสตร์ที่สาคัญ คือ ใจ เมื่อมันจับ “นายใจ” หรือ “พญาจิตราช” ได้แล้ว สิ่งทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามคาบังคับบัญชาของมัน... เช่น ยกตัวอย่าง รูปัง อนิจจัง รูปทั้งหมดไม่เที่ยง แต่โมหะมันบอกใหม่ว่า รูปทั้งหมดเที่ยงแท้ พระบอกว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์อย่างยิ่ง มันจะบอกคนโง่ว่า สังขารเป็นสุขอย่างยิ่ง หลวงปู่ขาว อนาลโย
  3. 3. จะหาความสุขใส่ตนก็มีแต่ฝึกฝนทรมานตนนั่นแหละ หลวงปู่ขาว อนาลโย
  4. 4. จิตแหละเป็นตัวนาทุกข์มาให้ ครั้นฝึกฝนดีแล้ว นาความสุขมาให้ อยู่ในโลกนี้ก็มีสุข ความทุกข์ไม่มี อันนี้มันเป็นธรรมดาของอัตภาพของสภาวะ มันเป็นเองของมัน ถึงมันจะทุกข์ปานใด มันก็ไม่มีความเดือดร้อน หวาดเสียวต่อความทุกข์ หลวงปู่ขาว อนาลโย
  5. 5. ตัณหามันเกิดขึ้นจากไหน ต้องค้นหาเหตุมัน เหตุมันเกิดจากอายตนะภายในและอายตนะภายนอกมาสัมผัสกัน ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส ใจรู้ธรรมารมณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้สารวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ สารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เพียรสารวม เพียรละไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ทาจิตให้เป็นกลางวางเฉยต่ออารมณ์ นี่เรียกว่า การดับตัณหา หลวงปู่ขาว อนาลโย
  6. 6. มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์... แปดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าและสาวก ไม่มีความยินดีและโศกเศร้า ไม่มีความหวั่นไหว ... ไม่มีความยินดี ยินร้าย กับอารมณ์แปดอย่าง นี่ละ จึงว่าจิตประเสริฐ จิตเกษม หลวงปู่ขาว อนาลโย
  7. 7. สติแก่กล้า จิตย่อมทนไม่ได้ เมื่อทนไม่ได้ ก็สงบลง ครั้นสงบลงแล้ว มันก็ "รู้" หลวงปู่ขาว อนาลโย
  8. 8. เมื่อผู้วางภาระ คือว่าง ไม่ยึดถือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่ยึดถือแล้ว ปลงเป็นผู้วางภาระ ก็มีความสุข จะยืน เดิน นั่ง ก็มีความสุข ไม่ยึดถือ เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย
  9. 9. ถ้ามีสติกาหนดเข้ามา จ ะ รู้ ทุ ก เ ว ล าว่า จิตของเรามีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี ดูโทสะ มีอยู่หรือหายโทสะแล้ว ดูโมหะ ความโง่เขลาความหลง ยังมีอยู่ก็จะรู้ หรือจิตของเรามันหายโทสะหายโมหะแล้วก็จะรู้ พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น เห็นอันนี้เรียกว่าเห็นธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย
  10. 10. นักปราชญ์คือพระพุทธเจ้าเห็นโทษของโลกจึงมีความเบื่อหน่าย พระพุทธเจ้าว่าให้ปล่อยมันเสีย อย่าถือมันอีก มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัว มันมีแต่คิดแต่อ่าน หาแต่โทษมาเผาเจ้าของ วางมันเสีย อย่าไปไว้ท่ามัน มันจะไปยังไงก็ไป ให้ทาจิตทาใจ ทาความรู้ไว้ให้เหมือนกับมหาปฐพี มหาปฐพีนั้น สัตว์ทั้งหลายจะมาทาดีก็ตาม มาทาร้ายก็ตาม มนุษย์จะมาทาดีก็ตาม ทาร้ายก็ตาม มหาปฐพีไม่มีความหวั่นไหว จะทาอย่างไรก็ตาม ทาใจให้เป็นอย่างนั้น นั่นแหละพระนิพพาน พระพุทธเจ้าว่า ใครทาใจได้อย่างนั้นแล้ว ได้อยู่เป็นสุขถึงพระนิพพาน ทาใจอย่างนั้นแล้วจะมีทุกข์อะไรเล่ามาเผามาผลาญดวงจิตของเรา เราไม่ถือไว้ หลวงปู่ขาว อนาลโย
  11. 11. ให้นั่งภาวนา พุทโธๆ ไม่ต้องร้องให้มันแรงดอก ให้มันอยู่ในใจซื่อๆ ดอก .. การภาวนาก็เป็นอริยทรัพย์ภายใน มันจะติดตามไปทุกภพทุกชาติ ติดไปสวรรค์ ลงมามนุษย์ มาตกอยู่ในที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ยากไม่จน ทรัพย์อันนี้ติดตามไป บ่มีสูญหายดอก ตามไปจนสิ้นภพสิ้นชาติ.. หลวงปู่ขาว อนาลโย
  12. 12. ความสุขในโลกมีประมาณอันน้อย ผู้มีปัญญา ผู้ไม่ประมาทพึงสละความสุข เพื่อแลกเอาความสุขอันไพบูลย์ คือความสุขที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย หลวงปู่ขาว อนาลโย
  13. 13. ให้พวกเราหมั่นอบรมจิตใจ พระพุทธเจ้าสอนให้อบรมจิตใจให้ดี ให้สงบเสียก่อน เพราะจิตใจที่สงบตั้งมั่นแล้ว เป็นบาทของวิปัสสนา จิตตั้งมั่นแล้ว ปัญญามันเกิดขึ้น มันจึงรู้เท่าสิ่งทั้งปวง บรรดาสิ่งทั้งปวงในโลก มันตกอยู่ในไตรลักษณ์หมดทั้งนั้น รู้เท่าอันนี้ รู้เท่าสิ่งทั้งปวงแล้ว หลวงปู่ขาว อนาลโย
  14. 14. จงทาความเข้าใจว่า คาว่า บาปมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี นั้น ธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่ ทานองเดียวกับคาว่า “ธรรมมีอยู่” แต่ไม่สามารถสัมผัสธรรมชาติเหล่านี้ ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายได้ เพราะมิใช่วิสัยของกันและกัน มันเป็น อฐานะ คือเป็นไปไม่ได้ มีใจเท่านั้นสัมผัสได้แต่ผู้เดียว เมื่อปรับใจภาคปฏิบัติให้เหมาะสม กับธรรมชาตินั้น และธรรมชาตินั้นๆ แล้ว ความจริงก็มีเท่านี้.. หลวงปู่ขาว อนาลโย
  15. 15. ความพลัดพรากจากของรัก ความไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ความไม่ได้สิ่งที่อยากเป็น เหล่านี้เป็นของธรรมดา ไม่ใช่เรื่องสาหรับเศร้าโศกเสียใจ มีปัญญาเห็นจริงอย่างนี้แล้ว คิดอะไรก็ดี ทาอะไรก็ดี พูดอะไรก็ดี ดีทั้งนั้น หลวงปู่ขาว อนาลโย
  16. 16. รักษาจิตไม่ให้ไปออกซ้ายออกขวา สติคอยขนาบเข้ามาๆ สติแก่กล้า จิตย่อมทนไม่ได้ เมื่อทนไม่ได้ มันก็สงบลงครั้นสงบลงแล้ว มันก็รู้
  17. 17. อุปสรรคเป็นสัญลักษณ์ประการหนึ่ง ที่ช่วยผลักดันคนธรรมดาให้เป็นมหาบุรุษได้ หลวงปู่ขาว อนาลโย

×