Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Somdej yarn1to4

51 views

Published on

คำสอนของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Somdej yarn1to4

  1. 1. คำสอนของสมเด็จพระญำณสังวร สมเด็จพระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก
  2. 2. เทวดามาเกิดเป็นมนุษย์ได้ มนุษย์ไปเกิดเป็นเทวดาได้ เทวดามาเกิดเป็นสัตว์ได้ สัตว์เกิดเป็นเทวดาได้ มนุษย์เกิดเป็นสัตว์ได้และสัตว์ก็กลับเกิดเป็นมนุษย์ได้ อานาจอันยิ่งใหญ่ของกรรมเท่านั้นที่ตกแต่งชีวิตให้เป็นไปได้ อย่างไม่น่าเชื่อถึงเพียงนี้ กรรมจึงน่ากลัวจริงๆ น่าหนีให้พ้นอานาจกรรมจริงๆ ทั้งกรรมในอดีตและกรรมในปัจจุบัน
  3. 3. กรรมอันเป็นเหตุนาให้เกิดคือ ชนกกรรม เป็นกรรมสุดท้ายก่อนชีวิตจะขาดจากภพภูมินี้ กรรมสุดท้ายหรือเรื่องสุดท้ายที่จิตผูกพันคิดถึงอยู่ คือชนกกรรมอันนาไปเกิด นึกถึงความดี ที่เป็นบุญ เป็นกุศลในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่สุคติ นากายไปสุคติด้วย นึกถึงความไม่ดี ที่เป็นบาป เป็นอกุศลในขณะก่อนจะดับจิต จิตก็จะไปสู่ทุคติ นากายไปทุคติด้วย
  4. 4. จิตที่ใกล้จะแตกดับนั้นปกติเป็นจิตที่อ่อนมาก ไม่มีกาลังที่จะต้านทานใดๆทั้งนั้น คุ้นเคยกับความรู้สึกใด เกี่ยวกับเรื่องใด ความรู้สึกนั้น เกี่ยวกับเรื่องนั้นก็จะเข้าครอบงาจิต มีอานาจเหนือจิต ทาให้จิตเมื่อใกล้ดับ ผูกพันอยู่กับความรู้สึกนั้น เกี่ยวกับเรื่องนั้น เมื่อจิตดับ คือจากร่าง ก็จะไปพร้อมความรู้สึกนั้น เกี่ยวกับเรื่องนั้น นาไปก่อเกิดกาย ที่ควรแก่สภาพจิตทุกประการ
  5. 5. ด้วยผู้ใหญ่ ผู้มีสัมมาทิฐิ สัมมาปัญญา แต่ไหนแต่ไรมา ท่านเชื่อในเรื่องอานาจความยึดมั่นของจิต ท่านจึงสอนลูกหลานไว้ว่า ก่อนจะหลับไปให้ภาวนา พุทโธ นึกถึงพระพุทธเจ้าและให้ตั้งใจปรารถนาว่า เมื่อจากโลกนี้ไปเมื่อใดก็ตาม ขอให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ทันที ให้ได้พบพระพุทธศาสนา ท่านสอนกันให้ตั้งใจเช่นนี้ก่อนจะหลับไป และท่านสอนว่า ถ้าการหลับครั้งนั้นจะไม่ได้กลับตื่นขึ้นมาอีก ก็จะได้ไปดี เป็นไปดังแรงปรารถนา การได้เกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานั้น เป็นมงคลสูงสุดของชีวิต ผู้มีสัมมาทิฐิ จึงตั้งจิตปรารถนาอย่างจริงจัง
  6. 6. ทุกคนมีมือแห่งอกุศลกรรมที่น่ากลัวที่สุดตามตะครุบอยู่ ไม่มีใครไม่มี และมีกันคนละไม่น้อยด้วย เพราะทุกคนได้ผ่านภพชาติมาแล้วนับไม่ถ้วน ยาวนานนักหนา ทาอะไรต่อมิอะไรกันมาเสียนักต่อนัก ทั้งกรรมดีกรรมชั่วสลับซับซ้อนกันอยู่และลืมกันเสียสิ้นแล้ว สไลด์1/2
  7. 7. ทั้งบางคนก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่า ได้เคยเกิดมาแล้วในอดีตชาติ มากมายหลายชาติ จนนับไม่ได้ จึงยิ่งไม่นึกเลยว่า ได้เคยทากรรมดีกรรมชั่วมา ก่อนจะมาเกิดเป็นมนุษย์ในปัจจุบันชาตินี้ การไม่นึกนี้แหละจะทาให้ประมาท ไม่พยายามหนีผลแห่งกรรมไม่ดี เมื่อกรรมไม่ดีตามมาทันถึงตัว ก็จะใช้อานาจที่ร้ายแรงอย่าง ไม่เมตตาปราณีเลย สไลด์2/2
  8. 8. ผู้อธิษฐานจิตปรารภนากลับมาเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานั้น คือผู้รับรองความสาคัญของชีวิตนี้ ที่แม้จะน้อยนักว่า ชีวิตนี้เท่านั้นที่จะนาไปสู่ความสวัสดีมีสุขได้อย่างแท้จริง เพราะชีวิตนี้เท่านั้นที่พร้อมสาหรับการบาเพ็ญบุญกุศลทุกประการ จะทาดีเพียงไร ก็ทาได้ในชีวิตนี้ สไลด์1/2
  9. 9. ทาดีสูงสุด จนเกิดผลสูงสุดคือ การปฏิบัติได้สาเร็จมรรคผลนิพพาน พ้นทุกข์สิ้นเชิง ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ก็ทาได้ในชีวิตนี้ หรือทาดีเพียงเพื่อได้ถึงสวรรค์พ้นนรก ก็ทาได้ในชีวิตนี้ การตั้งจิตอธิษฐานไม่ให้หลงไปภพภูมิอื่นหลังละโลกนี้ไปแล้ว แต่ให้กลับมาสู่ภพภูมิมนุษย์โดยเร็ว ได้พบพระพุทธศาสนา จึงเป็นความถูกต้อง พึงทาอย่างยิ่ง สไลด์2/2
  10. 10. คำสอนของสมเด็จพระญำณสังวร สมเด็จพระสังฆรำช สกลมหำสังฆปริณำยก
  11. 11. การทาใจให้รับผลของกรรมดีอย่างถูกต้อง ผู้ได้รับผลดีของกรรมดี คือ การได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดี คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นั่นเอง ต้องรับให้ดี ต้องรับให้ถูก วิธีทาใจให้รับโลกธรรม อย่างถูกต้องที่สุดก็คือให้คิดว่า ลาภก็ตาม ยศก็ตาม สรรเสริญก็ตาม สุขก็ตาม ล้วนอยู่ในลักษณะของไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ Slide1/3
  12. 12. ได้รับผลดีของกรรมดี คือ ได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดีเมื่อไร เมื่อนั้นให้ถึงคิดไตรลักษณ์ให้ทันที จะรับผลดีของกรรมดีที่ดียิ่งกว่าผลดีทั้งนั้น การคิดถึงไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ คือ การทาความดีทางใจ Slide2/3
  13. 13. Slide3/3 เป็นมโนกรรมที่ดี จึงย่อมได้รับผลเป็นความดีตรงตามเหตุที่ได้กระทา ที่จริง มโนกรรม กรรมทางใจ คือ คิดดีนั้น แม้ตั้งใจจริงที่จะทาก็น่าจะง่ายกว่า กรรมทางกาย ทางวาจา เพราะเรื่องของความคิดเป็นเรื่องที่อยู่ในอานาจ ของเราเองอย่างแท้จริง ไม่เกี่ยวกับผู้ใดหรืออะไรเลย ความคิดอยู่กับเราจริงๆ ไม่มีผู้ใดอาจล่วงล้าก้าเกิดไปบังคับบัญชาได้
  14. 14. การทาใจเมื่อได้รับผลของกรรมชั่วอย่างถูกต้อง ได้รับผลของกรรมชั่ว คือ ได้ประสบโลกธรรมฝ่ายไม่ดี ก็ควรต้องทาใจให้รับให้ถูก เช่นเดียวกับการทาใจรับโลกธรรมฝ่ายดีเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะปล่อยใจ ให้ตกอยู่ในอานาจของความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ หรือความโกรธแค้น อาฆาตพยาบาท รับผลไม่ดีของกรรมไม่ดี ด้วยวิธีคิดเช่นเดียวกับเมื่อได้รับผลดีของกรรมดี คือ คิดถึงไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง และไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น ทุกข์แล้วก็สุข เป็นธรรมดา
  15. 15. ผลของกรรมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งผลของกรรมดี และผลของกรรมชั่ว ล้วนมีลักษณะสาม คือ ไม่เที่ยง ทนทุกข์อยู่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการของผู้ใด กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งผลของกรรมดีและ กรรมชั่วนั้น เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับ ไม่มีที่จะยั่งยืนอยู่ได้ตลอดไป
  16. 16. ผู้อ่อนน้อมต่อผู้ควรอ่อนน้อม จักเกิดในตระกูลสูง ความได้เกิดในชาติตระกูลสูง ย่อมเกิดแต่ความอ่อนน้อมต่อผู้ควรได้รับ ความอ่อนน้อม ความได้เกิดในชาติตระกูลสูง เป็นผลที่ตรงกับกรรมที่เป็นเหตุ คือ ความอ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรได้รับความอ่อนน้อม ความอ่อนน้อมต่อผู้ควรได้รับความอ่อนน้อม ย่อมทาให้ได้เกิดในชาติตระกูลสูง ความได้เกิดในชาติตระกูลสูง จักทาให้ได้รับความอ่อนน้อม แตกต่างกับความ เกิดในชาติตระกูลต่า ผลย่อมตรงต่อเหตุดังนี้
  17. 17. ทุกๆ คนทากรรมใดไว้ กรรมนั้นย่อมให้ผลในปัจจุบันบ้าง ในภายหน้าบ้าง ในเวลาต่อๆ ไปบ้างตามแต่กรรมนั้นๆ จะหนักเบาอย่าง ไร ท่านเปรียบเหมือนอย่างยืนอยู่บนที่สูงและโยนสิ่งต่างๆ มีก้อนหิน ก้อนดิน กิ่งไม้ ใบหญ้าลงมา ของที่มีน้าหนักมากย่อมตกลงสู่ พื้นดินก่อน ส่วนกรรมที่หนักน้อยกว่าหรือเบากว่าจะให้ผลตามหลัง
  18. 18. เรื่องที่เป็นความไม่สบายกาย ไม่สบายใจทั้งหมด จับเข้าหลัก 1 คือทุกข์ เรื่องที่เป็นความไม่ดีทั้งหมดจับเข้าหลัก 2 คือสมุทัย เรื่องที่เป็นความสุขสงบเย็นทั้งหมด จับเข้าหลักที่ 3 คือนิโรธ เรื่องที่เป็น ความดีทั้งหมดจับเข้าหลัก 4 คือมรรค เมื่อคิดตั้งหลักใหญ่ไว้ดังนี้ จะทาอะไรก็คิด ตรวจดูให้ดีว่า นี่เป็น สมุทัยก่อทุกข์ หรือเป็นมรรคทางสุขสงบ หัดคิดหัดหาเหตุผลดังนี้อยู่เสมอ เป็นการหัดให้เกิดความเห็นชอบเมื่อเห็นชอบก็เชื่อว่าพบ ทางที่ถูก เข้าทางที่ถูก ซึ่งใช้ได้กับทุกเรื่อง
  19. 19. คาสอนของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  20. 20. พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้ทุกคนมีศีลและมีจิตใจงาม เพราะจะมีความสุขและอยู่ด้วยกันเป็นสุขจริงๆ ทุกๆคนต้องการสุขด้วยกันทั้งนั้นไม่มีใครปฏิเสธ แต่ทาไมไม่เดินในทางของความสุข ไปเดินในทางของความทุกข์ แล้วก็ร่าร้องว่าไม่มีความสุข
  21. 21. การที่จะให้ใครช่วยเหลือทาอะไร ต้องเลือกคนที่มีปัญญา ที่รู้จักผิดถูก ควรไม่ควร มิใช่ว่าถ้าเขามุ่งดีปรารถนาดีแล้ว เป็นมอบการงานให้ทาเรื่อยไป เพราะถ้าเป็นคนขาดปัญญา แม้จะทาด้วยความตั้งใจช่วยจริง แต่ก็อาจจะทาการที่เป็นโทษแม้อย่างอุกฤษฏ์ก็ได้
  22. 22. ผู้ที่ทากรรมดีอยู่มากเสมอๆ จึงไม่ต้องกลัวกรรมชั่วในอดีตหากจะมี กุศลของตนก็จะชูช่วยให้มีความสุขความเจริญสืบต่อไป และถ้าได้แผ่เมตตาจิตอยู่เนืองๆ ก็จะระงับคู่เวรอดีตได้อีกด้วย ระงับได้ตลอดถึงปัจจุบัน
  23. 23. เวร เกิดจากความผูกใจเจ็บแค้นของบุคคลที่สอง คือผู้รับความเสียหาย ถ้าบุคคลที่สองไม่ ผูกใจเจ็บก็ไม่เกิดเป็นเวร การเกิดเวรเพราะบุคคลที่สองเป็นสาคัญ เมื่อใครมาทาความล่วงเกินเล็กๆ น้อยๆ ต่อเรา เราไม่ผูกอาฆาต เขาและเราก็ไม่เกิดเป็นศัตรูกัน คือไม่เกิดเป็นคู่เวรกันนั่นเอง เหมือนอย่างตบมือข้างเดียวไม่เกิดเสียง
  24. 24. ความดิ้นรนเพื่อให้ได้สมดังความปรารถนาต้องการ มิใช่ความสุข มิใช่ความสงบ แต่เป็นความทุกข์ เป็นความร้อน เป็นความวุ่นวาย มีคนเป็นจานวนไม่น้อยที่ทั้งชีวิตไม่ได้พบความสุขความสงบเลย เพราะมัวปล่อยใจให้เป็นทาสของความโลภ ไม่รู้จักทาสติพิจารณาให้เห็นโทษ ของความโลภ แล้วพยายาม ละเสีย ดับเสีย
  25. 25. ที่ว่าถ้ามัวถือศีลธรรมจะอยู่ในหมู่คนไม่ได้ จะต้องหลบไปอยู่คนเดียวนั้น จึงผิดไปเสียแล้ว เพราะเมื่อพิเคราะห์ดูตามเป็นจริงแล้ว กลับเห็นว่า จะต้องหลบไปอยู่คนเดียวเพราะไม่ถือศีลธรรมมากกว่า คนที่อยู่ด้วยกันได้เพราะถือศีลธรรมต่อกัน แม้หมู่โจรจะปล้นคนอื่นก็ต้องไม่ปล้นกันเอง จึงคุมกันเป็นหมู่ อยู่ด้วยกันได้ แปลว่าต้องมีศีลธรรมต่อกันนั่นเอง
  26. 26. ทุกคนต้องการความสุข ความสบายใจด้วยกันทั้งนั้น แต่ทุกคนก็ยังไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ เพราะใจ ยังมีความปรารถนาต้องการ หรือความโลภนี้แหละอยู่เป็นอันมาก โดยที่ไม่พยายามทาให้ลดน้อยลง เห็นจะด้วยมิได้คิดให้ประจักษ์ในความจริงว่า ความโลภคือเหตุใหญ่ประการหนึ่ง ซึ่งนาให้ทุกข์ ให้เดือดร้อน ให้ไม่มีความสุข ความสบายใจกันอยู่อย่างมากทั่วไปในทุกวันนี้ แม้ทาสติพิจารณาให้ดีจะเห็น ได้ไม่ยากนัก
  27. 27. ความมีอายุยืน มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ย่อมเกิดแต่ความไม่เบียดเบียน ความมีอายุยืน มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงเป็นผลที่ตรงกับกรรมที่เป็นเหตุ คือความไม่เบียดเบียน ความไม่เบียดเบียนเป็นการทาให้มีความสุขความเจริญอายุ ความมีอายุยืน มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เป็นความสุขความเจริญอายุ ผู้ทาเหตุคือความไม่เบียดเบียน ก็ย่อมได้รับผลเป็นผู้มีอายุยืน มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ผลย่อมตรงต่อเหตุดังนี้
  28. 28. ความมีหน้าตาผิวพรรณเศร้าหมองไม่ผ่องใส ย่อมเกิดแต่ความไม่มีศีล ความมีหน้าตาผิวพรรณเศร้าหมองไม่ผ่องใส เป็นผลที่ตรงกับกรรมที่เป็นเหตุ คือ ความไม่มีศีล ความไม่มีศีลเป็นการทาให้จิตใจเศร้าหมอง ไม่เบิกบานเป็นสุข ความมีหน้าตาผิวพรรณเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส แสดงถึงความมีจิตใจเศร้าหมอง ไม่เบิกบานเป็นสุข ผู้ทาเหตุ คือ ความไม่มีศีล ก็ย่อมได้รับผลเป็นผู้มีหน้าตาผิวพรรณเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ผลย่อมตรงต่อเหตุดังนี้
  29. 29. คาสอนของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  30. 30. ถ้าเราทากรรมไม่ดี ผู้ที่รักเราก็ได้รับผลไม่ดีไปด้วย ดังนั้นแม้ไม่รักตนเอง ก่อนจะทาอะไรก็ควรนึกถึงใครทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีผู้เป็นที่รักอยู่ด้วย ถ้าเราทากรรมไม่ดีได้รับผลไม่ดี ผู้ที่รักเราและผู้ที่เรารัก ก็จะต้องพลอยได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจไปด้วยอย่างไม่ยุติธรรม เพราะมิได้เป็นผู้ทากรรมไม่ดีด้วย แต่ต้องพลอยได้รับผลไม่ดีเพราะความผูกพัน ดังนั้น จะทาความไม่ดีใด ก็น่าจะนึกถึงบรรดาผู้ที่มีความผูกพันกับเราบ้าง อาจจะช่วยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการหลีกเลี่ยงการทากรรมไม่ดี
  31. 31. พึงละความยึดมั่นในผลของกรรมทั้งปวง สิ่งทั้งปวงเกิดแล้วต้องดับ คือมีลักษณะสาม มีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ โลกธรรมผ่ายดีคือผลของกรรมดีก็เช่นกัน เกิดแล้วต้องดับ โลกธรรมฝ่ายไม่ดีคือผลของกรรมไม่ดีก็เช่นกัน เกิดแล้วต้องดับ เมื่อเป็นเช่นนั้น เมื่อรู้เช่นนี้ตามเป็นจริงแล้ว ก็พึงละความยึดมั่นในผลของกรรมที่ได้ประสบอยู่ ไม่ว่าจะเมื่อประสบผลดีหรือเมื่อได้ประสบผลชั่วก็ตาม
  32. 32. ผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ สมบูรณ์บริบูรณ์ เกิดแต่กรรมคือการบริจาค ความพรั่งพร้อมด้วยสมบัติ ย่อมเกิดแต่ความบริจาค ความพรั่งพร้อมด้วยสมบัติ เป็นผลที่ตรงกับกรรมที่เป็นเหตุ คือ ความบริจาค ความบริจาคเป็นเหตุที่ผู้จะทาได้ จะต้องมีความพอใจระดับหนึ่งและมีความเมตตากรุณาในระดับหนึ่ง ซึ่งนับเป็นสมบัติของใจ สมบัติของใจ คือ ความพอ และความเมตตากรุณา ที่ประกอบด้วยการสละบริจาค เป็นกรรมฝ่ายเหตุ มีความพร้อมด้วยสมบัติเป็นผล ผลย่อมตรงต่อเหตุดังนี้
  33. 33. ทาดีไม่ได้ดี เพราะมีกรรมเก่าที่ไม่ดีกาลังส่งผล ที่ชอบกล่าวกันพร่าเพรื่อในยุคนี้สมัยนี้ว่า ทาดีไม่ได้ดี ทาไม่ดีกลับได้ดีนั้น แม้จะให้ถูกต้องควรต้องขยายความให้ยาวออกไปด้วย เช่นว่า ทาดีไม่ได้ดี เพราะมีกรรมเก่าที่ไม่กาลังส่งผล ทาไม่ดีกลับได้ดี เพราะมีกรรมเก่าที่ดีกาลังส่งผล แม้กล่าวขยายให้สมบูรณ์ดังนี้ ก็จะได้ความเข้าใจในเรื่องผลของกรรม ชัดเจนถูกต้องขึ้น คือกรรมนั้นแม้ทาแล้ววันหนึ่งต้องให้ผล จนสามารถทาให้กรรมปัจจุบันต้องส่งผลช้าไปได้ คือ กรรมดีในปัจจุบันไม่อาจส่งผลดีได้ทันที เมื่อมีผลกรรมไม่ดีในอดีตแรงกว่า หรือกรรมไม่ดีในปัจจุบัน ไม่อาจส่งผลไม่ดีได้ทันที เมื่อมีผลของกรรมดีในอนาคตแรงกว่า
  34. 34. ผิดศีลกันได้ต่าง ๆ เพราะกามนี่แหละ ต้องสร้างบาปสร้างอกุศลกรรมกันต่างๆ วุ่นวายกันไป เพราะใจนี่แหละที่เป็นตัวกรรมภพ สร้างตัวเราขึ้นมา แล้วตัวเรานี้เองก็ท่องเที่ยวไปในกาม
  35. 35. ผู้ที่เพ่งแต่โทษของผู้อื่น ไม่เพ่งโทษตนเอง ย่อมไม่เห็นโทษของตนเอง ย่อมไม่เห็นความบกพร่องที่จะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น
  36. 36. การทาร้ายเพียงจิตใจของมารดาบิดา ให้ต้องชอกช้าเสียใจ ก็เป็นกรมมไม่ดีของผู้เป็นลูก ย่อมต้องได้รับผลไม่ดีแห่งกรรมนั้นแน่นอน
  37. 37. ผู้ที่มีความพอแล้ว ย่อมมีความพอใจในภาวะและฐานะของตนเอง จนกระทั่งไม่เห็นความสาคัญที่จะต้องนาตนไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น
  38. 38. ทาความดีอย่างสบายๆ อย่างมีอุเบกขา คือทาใจเป็นกลาง วางเฉย ไม่หวังผลอะไรทั้งสิ้น การตั้งความหวังในผลของการทาความดีนั้น เป็นธรรมดาของสามัญชนทั่วไปซึ่งก็ไม่ผิด แต่ก็จะถูกต้องกว่า หากจะไม่ตั้งความหวังเลย

×