Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpor puth1

37 views

Published on

คำสอนหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpor puth1

  1. 1. ถ้าหากว่าท่านผู้ปฎิบัติทั้งหลายนี่ มีความสงสัยข้องใจในหลักและวิธีการตามที่พระคุณเจ้าท่านสอนโดยทั่วไป ก็ให้มายึดหลักของท่านชายสิทธัตถะ คือกาหนดรู้ลมหายใจ ออกจากที่นั่งสมาธิมาแล้วมากาหนดรู้อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทา พูด คิด ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เวลานอนลงไป จิตมันคิดอะไร ปล่อยให้มันคิดไป อย่าไปห้ามมันถ้าไม่ห้ามมัน เผื่อว่ามันไปคิดเรื่องอกุศลละ มันจะไม่เป็นบาปเป็นกรรมหรือ 1/2
  2. 2. เจตนาหัง ภิกขะเว กัมมังวะรามิ ดูกร ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่าเจตนาคือความตั้งใจเป็นตัวกรรม เราจะคิดด่าหรือแช่งชักหักกระดูกใคร เรามีเจตนาคือความตั้งใจที่จะคิด มันเป็นมโนกรรม แต่ถ้าอยู่ๆ จิตมันคิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจนี่ มันจะคิดถึงเรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องอกุศล มันไม่สาเร็จเป็นมโนกรรม เพราะไม่มีเจตนา มันจะเป็นเพียงแค่อารมณ์สิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติเท่านั้น.. 2/2
  3. 3. จงฝึกจิตฝึกใจ อาศัยความอดทนงดเว้นด้วยเจตนา ในเมื่อโลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นมา เราไม่สนองความต้องการของมัน เราเอาศีลมาเป็นเครื่องสกัดกั้นเอาไว้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นการขจัดกิเลสส่วนหยาบๆ ที่จะพึงล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา เมื่อเรางดเว้นกิเลสหยาบๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ได้โดยเด็ดขาด จนกระทั่งเจตนาความตั้งใจจะงดเว้น กลายเป็นเรื่องคล่องตัว จนรู้สึกว่าเราไม่ได้ตั้งใจ ที่จะงดเว้นโทษนั้น ๆ แต่เพราะอาศัยการงดเว้นที่คล่องตัวชานิ ชานาญจนเป็นนิสัย 1/2
  4. 4. ทาให้เกิดพลังงานให้จิตมีความดูดดื่มในความดี มีแนวโน้มไปในทางที่เป็นบุญเป็นกุศล จนเป็นนิสัยฝังลึกลงไปในจิต เจตนาที่จะงดเว้นโทษนั้นๆได้เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ได้ชื่อว่าเป็นการตัดทอนกาลังของกิเลส หรือหักปีกหักหางของกิเลสให้มันอยู่ แม้ว่ามันจะยังอยู่ในจิตใจ แต่เราไม่ทาอะไรตามคาสั่งหรือคาบงการของมัน ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้พยายามที่จะขจัดโทษอย่างหยาบ ที่จะล่วงเกินด้วยอานาจของกิเลสด้วยอานาจแห่งศีล อันนี้คือข้อปฏิบัติ จุดประสงค์ของการสมาทานศีล กิเลสโลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่ในจิตของเรานั่น เราจะตั้งใจละเอา ๆ ๆ นั่น มันละไม่ได้ 2/2
  5. 5. “ ภาวนาให้จิตสงบ ได้รู้ธรรมเห็นธรรมได้ภายในบ้าน จะมีคุณค่าดียิ่งกว่านิมนต์พระ ไปสวดมนต์ตั้งหมื่นๆองค์”
  6. 6. “ สมาธิอันใดที่ไม่สนใจกับเรื่องชีวิตประจาวัน หนีไปอยู่ที่หนึ่งต่างหากของโลกแล้ว สมาธิอันนี้ ทาให้โลกเสื่อม และไม่เป็นไปเพื่อทางตรัสรู้มรรคผลนิพพานด้วย”
  7. 7. “ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทากรรมใดไว้ จะได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทาพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้าง คาสอนของพระพุทธเจ้า”
  8. 8. การพิจารณาธรรม รู้ธรรม เห็นธรรมนี้ ก็หมายถึงเห็นความคิด รู้ความคิดของตนนั่นเอง.. ผู้ที่ปฏิบัติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าจิตของตัวเองฟุ้งซ่าน ก็พยายามบังคับจิตของตนเองอยู่อย่างนั้นแหละ บังคับให้มันหยุดคิด .. ไม่คิดก็กลายเป็นจิตที่โง่ คาว่าสมาธิอบรมปัญญาก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้น อย่าพยายามไปบังคับจิตให้หยุดคิด หน้าที่ของเราคือทาสติตามรู้ความคิดไป..
  9. 9. การบาเพ็ญสมาธิจิตเพื่อให้เกิด สมาธิ สติ ปัญญา มีหลักที่ควรยึดถือว่า “ทาจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติให้มีสิ่งระลึก” จิตนึกรู้สิ่งใดให้มีสติสาทับเข้าไปที่ตรงนั้น
  10. 10. การรู้ธรรมเห็นธรรมหมายถึงมีสติรู้เท่าทัน รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตในปัจจุบัน แม้ว่าเราจะไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ตาม ถ้าความคิดของเราเกิดขึ้น จิตมีสติกาหนดตามรู้ สามารถประคับประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติได้ตลอดเวลา อันนี้คือสิ่งที่เราจะพึงได้จากการปฏิบัติธรรม เรามุ่งสู่จุดที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะ ในเมื่อสติสัมปชัญญะตัวนี้กลายเป็นมหาสติ เป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติวินโย ตัวสติสัมปชัญญะจะกลายเป็นองค์แห่งปัญญา
  11. 11. สิ่งใดที่เรารู้เท่าทัน สิ่งนั้นไม่สามารถที่จะดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ได้
  12. 12. ถ้าใครยังคิดว่า”สมาธิ”ต้องนั่งสมาธิหลับตาภาวนา คนนั้นยังโง่อยู่ ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าสมาธิ เราทาได้ตลอดเวลาทุกลมหายใจ ผู้นั้นเข้าใจถูก
  13. 13. เราทาอะไรลงไปด้วยอานาจของกิเลส โลภ โกรธ หลง แต่เราไม่ละเมิดศีล 5 พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตาหนิว่าเราเป็นผู้ทาผิด
  14. 14. การให้ทานอย่าไปกาหนดหมายว่า เราต้องมีของมากๆมาวางไว้อวดแขก แม้เรามีเพียงเล็กน้อย แต่เรามีเจตนาบริสุทธิ์สะอาดดี เราสละลงไป ก็ได้บุญได้กุศล
  15. 15. (ทาบุญไม่จาเป็นต้องกรวดน้า) เราทาอะไรลงไปแล้ว เราจะได้รับผลอย่างแน่นอน ดีก็ตามชั่วก็ตาม เราจะกรวดก็ตาม ไม่กรวดก็ตาม ทาลงไปแล้วได้ผลเฉพาะตัวเรา แต่ถ้าจะให้คนอื่นด้วยต้องตั้งจิตอธิษฐานว่า เราจะให้ส่วนบุญแก่คนคนนั้น แม้ว่าจะไม่หยดน้าลงในภาชนะก็ตาม หมายถึงน้าใจที่น้อมถึงและนึกจะให้เขา เขาก็จะได้รับส่วนบุญของเรา
  16. 16. ใครว่าดวงไม่ดี จะไปแก้ดวงกันได้อย่างไร นอกจากปฏิบัติดีเท่านั้น พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ใครทากรรมอันใดไว้ ต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปทาพิธีตัดกรรมก็เป็นการลบล้างคาสอนของพระพุทธเจ้า ในศาสนาพุทธไม่มีการทาดีเพื่อล้างบาป ขอให้ทาความเข้าใจว่า ไม่มีการทาบุญเพื่อ ล้างบาป แต่การทาบุญหรือทาดีเพื่อหนีบาปนั้น เรามีหนทางที่จะทาได้
  17. 17. คนเราเมื่อมีความคิด แต่เราทาสติตามรู้ความคิดตลอดเวลา โอกาสที่จิตมันจะสงบเป็นสมาธิย่อมมีได้ ถ้าหากว่าเราตามความคิดไป ถ้าปรากฏว่า กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ ก็ส่อแสดงให้เห็นว่าจิตของเรากาลังเริ่มสงบแล้ว

×