Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo taste

42 views

Published on

คำสอนหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo taste

  1. 1. รู้สิ่งอื่นไม่สามารถจะชาระจิตของตนได้ รู้จิตของเรานี่แหละ จึงจะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ..หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี. ..
  2. 2. "ศรัทธาที่เกินหน้าปัญญา กลายเป็นงมงาย ปัญญาที่เกินหน้าสติ กลายเป็นหลงตัวเอง สมาธิที่เกินหน้าปัญญา กลายเป็น เกียจคร้าน" หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี
  3. 3. สมาธิเป็นกําลังสําคัญมาก ถ้าไม่มีสมาธิแล้ว วิปัสสนาจะเอากําลังมาจากไหน ปัญญาวิปัสสนา มิใช่เป็นของจะพึงแต่งเอาได้เมื่อไร แต่เกิดจากสมาธิ ที่หัดได้ชํานิชํานาญมั่นคงดีแล้วต่างหาก ถึงผู้ได้สุกขวิปัสสโกก็เถิด ถ้าไม่สมถะแล้วจะเอาวิปัสสนามาจากไหน เป็นแต่สมถะของท่านไม่คล่องเท่านั้น อย่างนี้พอฟังได้ 1/3
  4. 4. ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อได้ทําสมาธิ ให้มั่นคงแน่นหนาดีแล้ว จนกระทั่งจะเข้าจะออกก็ได้ จะอยู่ให้นานๆ และพิจารณากายอันนี้ให้เป็นอสุภะหรือเป็นธาตุก็ได้ พิจารณาคนในโลกนี้ทั้งหมดให้เป็นโครงกระดูกทั้งหมดก็ได้ หรือพิจารณาให้เห็นในโลกนี้ทั้งหมดว่างเป็นอัชฌัตตากาศว่างเปล่าไปหมดก็ได้ ฯลฯ 2/3
  5. 5. จิตผู้มีอสุภะเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ย่อมเป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลา แล้วก็มองเห็นกิเลสของตน ซึ่งเกิดจากจิตของตนได้ชัดเจนว่ากิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเกิดจากสิ่งนี้ๆ และมันตั้งอยู่ได้ด้วยอาการอย่างนี้ๆ แล้วหาอุบายละด้วยอย่างนี้ๆ เหมือนกับนํ้าในสระที่ขุ่นมาเป็นร้อยๆปี เพิ่งมาใสสะอาดมองเห็นสิ่งสารพัด ที่มีอยู่ก้นสระว่า แต่ก่อนแต่ไรเราไม่นึกไม่คิดเลยว่า ในก้นสระมันจะมีของเหล่านี้ นั้นเรียกว่า วิปัสสนาคือความรู้ความเห็นตามสภาพจริง มันเป็นจริงอย่างไร ก็เห็นตามความเป็นจริงอย่างนั้น ไม่วิปริตผิดแปลกจากความเป็นจริงของมัน 3/3
  6. 6. ถ้าจะกล่าวว่า พระพุทธศาสนาเป็นของกว้าง ก็กว้าง กล่าวคือท่านสอนเรื่องจิตที่ส่งส่ายไปตามอารมณ์ หาที่สุดมิได้ คือหาประมาณที่สุดไม่ได้นั่นเอง ถ้าจะว่าเป็นของแคบ ก็แคบนิดเดียว คือเมื่อสติควบคุมจิตได้แล้ว หาต้นตอที่เกิดของกิเลสได้แล้ว กิเลสก็ดับ ณ ที่นั้นเอง
  7. 7. คนเราที่เกิดมาในพื้นปฐพีนี้ทั้งหมด ที่จะหาความสุขไม่มีเลย พระองค์ตรัสว่า "ทุฆราวาสํ" เป็นฆราวาสก็เป็นทุกข์ "ทุปพพชิตํ" เป็นพระก็เป็นทุกข์ ที่ว่าสุขๆ นั้น เพราะมัวเมาในความทุกข์ต่างหาก
  8. 8. จิตที่มันส่งส่ายไปหาอารมณ์ภายนอกนั้น มันส่งส่ายไปหากิเลส ถ้าหากเรากําหนดรู้เท่าทัน อย่าไปหมายมั่นสัญญาจดจําแลปรุงแต่ง ให้มีเพียงแต่รู้เฉยๆ กิเลสมันก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะจิตนี้กว่าจะเกิดกิเลสขึ้น มันต้องจดจํา ดําริ ปรุงแต่ง มันจึงเกิดขึ้น ถ้าเพียงแต่รู้เฉยๆ กิเลสไม่มีเช่น ตาเห็นรูป ก็สักแต่ว่าเห็น มันก็ไม่เกิดกิเลสอะไร
  9. 9. อย่าไปแส่ส่ายหาความรู้ในเมื่อมันสงบแล้ว ความสงบนั้นมันจะหายไป มันจะเกิดความรู้ขึ้นมาเอง ถ้ามันไม่เกิดก็ให้รักษาความสงบไว้ก่อน จะนานแสนนานก็ช่างมัน ความคิดค้นหาความรู้โดยปราศจากความสงบแล้ว เป็นของปลอม ข้อเท็จจริงผู้ที่ได้ทั้งหลาย ต้องหมดความอยากเสียก่อนจึงจะได้ จริงอยู่ความอยากเป็นเหตุเบื้องต้น แต่การที่จะได้ ต้องทําความอยากให้หมดไป จึงจะได้
  10. 10. ถ้ามี “สติ”ควบคุม มี “สัมปชัญญะ”รู้ตัวอยู่ มันหยุดคิด นั่นแหละ “ปัญญาในทางพุทธศาสนา” “ปัญญาทางโลก”นั้นก็คิดไปเถิดไม่มีที่สิ้นสุด ตั้งแต่วันเกิดจนวันตายก็ไม่สงบสักที คิดแล้วๆ เล่าๆ กลับไปกลับมาอยู่นั่นแหละ วนเวียนอยู่นั่น จึงเรียกว่า “วัฏฏะ”
  11. 11. การไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง อันนั้นแหละเป็นที่สุดของโลก! การปรุง การแต่งนั่นเป็นเรื่องของโลก ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่งแต่ว่ารู้สึกตัวอยู่เฉยๆ อันนั้นมันก็เหนือโลกเรียกว่า "โลกุตระ“
  12. 12. เวลาเราทําความเพียร เมื่อสติกับสมาธิและปัญญา พอดีสมดุลกันเข้าเมื่อไรแล้ว มันจะเกิดความสงบและความรู้ขึ้นมาเอง โดยที่เรามิได้ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น อาการเช่นนั้นใครจะแต่งเอาไม่ได้ มันเกิดของมันเอง
  13. 13. ถ้าจะแก้กรรมเวรให้ถูกจุดตรงๆแล้ว ต้องทําสมาธิ เพราะการทําสมาธิ เป็นการฝึกหัดจิตโดยตรง คือตัวผู้ก่อกรรมทําเวรนั่นเอง เมื่อจิตเห็นความส่งส่ายเป็นตัวกรรมเวรแล้ว ก็จะได้ตั้งสติควบคุมจิตให้อยู่ในความสงบ มีสติรู้อยู่อย่างเดียว ไม่ส่งส่ายออกไปแสวงหากรรมเวร แล้วกรรมเวรของจิตก็จะสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้

×