Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo sinhathong

24 views

Published on

คำสอนหลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo sinhathong

  1. 1. พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร
  2. 2. การรักษาไม่ให้ความชั่วภายนอกเกิดขึ้น จะไปรักษาคนอื่น รักษาทางโลก มันรักษาไม่ได้ให้รักษาภายใน รักษาตา หู จมูกลิ้น กาย ใจของตัว อย่าให้มันมีความชั่วมาเกี่ยวข้อง เมื่อเรารักษาตัวของเราได้โลกส่วนอื่นมันเป็นอย่างไร นั่นเป็นหน้าที่ของเขา การปฏิบัติ คือโอปนยิโก น้อมเข้ามาภายใน ดูกาย ดูใจ ของตัว
  3. 3. การอบรมภาวนาทางปัญญา จึงเป็นเรื่องละถอนกิเลส ตัณหา อาสวะ ที่มีอยู่ในจิตในใจ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝึก จะอบรมจิตใจของตนได้ หากเราตั้งใจ เห็นว่าเป็นของจาเป็นจริงจัง แต่ถ้าไม่ทาก็จะไม่เกิดประโยชน์ เกิดมาไม่ทาภาวนาเลย มันก็แก่ ก็ตายเหมือนกัน ผู้ทาภาวนา ถึงแก่ ถึงตาย จิตใจของท่านไม่มีการหวั่นไหว ไม่มีการเสียดายชีวิต ไม่ถือว่าเกิดมาเป็นโมฆะ ท่านมีความสุขความสบายในจิตในใจของท่าน ถึงกายมันจะแตกสลายไปเหมือน ๆกัน แต่จิตใจท่านไม่หวั่นไหว ไม่ลุ่มหลง นี่คือ...อานิสงส์เกิดจากการภาวนา
  4. 4. การภาวนาไม่ใช่แต่จะนั่งหลับตาเท่านั้นจึงจะทาได้ เดินไปก็ได้ นั่งอยู่ก็ได้ ทาการงานอันอื่นก็ได้ ภาวนาดูจิตดูใจของตัว ทาไมจะทาไม่ได้ ถ้าหากเราเลื่อมใส เรายินดี เราเต็มใจ ..... ”
  5. 5. ที่เราถือว่าเรา ว่าของๆ เรา จะไม่ให้ทุกข์แก่บุคคลผู้เข้าไปยึดถือไม่มี มีแต่จะให้ทุกข์ มีมากเท่าไร ยิ่งทุกข์ใจมากเท่านั้น
  6. 6. .ใครมีความพอได้ คนนั้นก็จะมีความสุขได้ พอจริงก็สุขจริง พอได้มากก็สุขได้มาก หัดวางเสียบ้าง หัดวางเสียหน่อย ก่อนที่สังขารจะบังคับให้วาง ก่อนที่ความเฒ่าชรา และความตาย หรือโรคร้าย จะเป็นผู้บังคับให้วาง ถ้ายังไม่หัดวาง จะเป็นผู้ที่เหนื่อยจนตาย แล้วก็ขนอะไรไปด้วยไม่ได้เลยในที่สุด...
  7. 7. คนที่มีอิทธิบาททั้งสี่ประจาอยู่ในจิต ไม่ว่าจะทาการงานชนิดใด หยาบละเอียด ยากง่ายขนาดไหน คนนั้นจะทาสาเร็จไปได้ ท่านจึงว่า อิทธิบาท คือ มีอิทธิฤทธิ์ สามารถที่จะทาสิ่งที่ตนปรารถนาให้สาเร็จไปได้ ตามความต้องการ คนที่ปฏิบัติไม่เห็นไม่เป็ น ทาอะไรไม่สาเร็จลุล่วงไป ก็เพราะใจขาดอิทธิบาท ถ้ามีอิทธิบาททั้งสี่อยู่ในจิตในใจคนใดแล้ว ไม่ว่าฝ่ ายโลก ไม่ว่าฝ่ ายธรรม เขาคนนั้นทาอะไรจะต้องสาเร็จตามความประสงค์ของเขา
  8. 8. ความรักก็ดี ความโกรธก็ดี ล้วนแต่เป็นกิเลส ไม่ใช่จิตที่บริสุทธิ์ไม่ใช่จิตที่จะนาสุขมาให้ ถ้าใจมีรักมีโกรธเมื่อไร ใจก็ยังได้รับความทุกข์อยู่เมื่อนั้น
  9. 9. การซักฟอกจิตใจนั้น จะต้องอาศัยความตั้งมั่นของใจ คือสมาธิ ฝึ กอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นให้สงบ เพื่อจะพินิจพิจารณาสภาวะต่างๆ ให้เห็นตามความเป็ นจริง ถ้าจิตไม่สงบ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่มีกาลังของสมาธิ ถึงจะมีปัญญาเฉลียวฉลาดเฉียบแหลมขนาดไหน ... พิจารณาไปก็กลายเป็ นสัญญา ไม่สามารถขับไล่กิเลสตัณหา ออกไปจากจิตใจของตัวได้
  10. 10. ถ้าใจไม่เห็นตามเป็นจริง แล้วจะเกิดปัญหาอยู่เรื่อยไป ถ้าใจเห็นตามเป็นจริง ท่านเรียกมีปัญญา สามารถรักษาใจของตัวไม่ให้เอนเอียงไปตามเรื่องต่างๆ. ไม่มีอะไรที่จะสงสัยว่าโลกมันจะเป็นไปอย่างไร เพราะมันเคยเป็นมาอย่างไร มันก็เป็นไปของมันอย่างนั้น ตามหน้าที่ของมัน ไม่มีอะไรที่จะใหม่ในโลกนี้...
  11. 11. ความจา (ธรรมะ) นั้น ถึงจะจาได้มากขนาดไหน กิเลสก็ไม่กลัว แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติ เกิดปัญญาขึ้นภายใน กิเลสกลัวมาก เพราะปัญญาเป็นสิ่งที่ตัดกระแสของกิเลสตัณหา
  12. 12. จิตเมื่อรู้เห็น ละถอน ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ไม่หึงหวง ไม่รัก จิตก็มีความสุขความสบายอย่างนั้น ทั้งๆที่ของอยู่ในตัวก็ตาม ของอยู่นอกตัวก็ตามเมื่อจิตไม่มีการรัก การยึด มันสบาย มันเป็นสุข
  13. 13. เรื่องความผิดหวัง อนิจจัง มันมีอยู่ทั่วโลก และมีประจาโลกแต่ไหนแต่ไรมา ผู้ปฏิบัติทาจิตของตนไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม เพราะความรู้เท่าเข้าถึงของจริงเท่านั้น จะอยู่เป็นสุขในโลก...
  14. 14. จิตใจที่ไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์มากเท่าไร ก็ยิ่งให้ทุกข์แก่ใจ ของตัวเท่านั้น ถ้ามันปล่อยปละละทิ้งเรื่องอารมณ์สัญญา ได้มากเท่าไหร่ จิตใจก็เบาสบาย สว่างไสว...
  15. 15. ทุกข์ ควร “กาหนดรู้” ไม่ใช่ปฏิบัติแล้ว “หมดทุกข์” “ทุกข์” หมดไปไม่เป็น เมื่อกายกับจิตยังอาศัยกัน ทุกข์ของ “ขันธ์” ยังมีตลอดเวลา ... แต่จิตที่จะไปติดข้อง ที่จะไปยึดถือ ไปลุ่มหลง ว่าทุกข์ให้โทษแก่เราอย่างนั้นอย่างนี้ ควรจะให้มันหายออกไป

×