Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo singthong

43 views

Published on

คำสอนของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo singthong

  1. 1. .ระยะที่เรานั่งฟังธรรมนั้นไม่มีธุระหน้าที่ กายก็ไม่ได้ไปทางาน วาจาก็ไม่ได้พูด จิตก็ห้ามไม่ให้คิดไปในอดีตอนาคต จะกาหนด พุทโธ พุทโธ อยู่ภายใน ทาให้จิตให้ใจสัมผัสกับ บทบริกรรมของตนก็ได้ จะกาหนดลมหายใจเข้าออกของตัวก็ถูก แล้วแต่อัธยาศัยของใครชอบอะไร แล้วดึงใจของตัวที่คิดปรุงนั้น ถอยกลับคืนมาจากที่ปรุงที่แต่งของมัน คือถอยเข้ามาภายใน เข้ามาหาดวงใจของตัว เมื่อเราตั้งใจไว้อย่างนั้น ท่านแสดงธรรมะอะไร ธรรมะที่ท่านแสดงออกไปนั้น ก็จะไปสัมผัสกับจิตของเราที่ตั้งเอาไว้ โดยไม่ต้องส่งใจไปคิดว่าท่านจะเทศน์อะไร จะสอนอะไร นั่น...เป็นหน้าที่ของท่าน หน้าที่ของเราให้ตั้งจิตไว้เฉพาะหน้า พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  2. 2. ทุกข์ ควร “กาหนดรู้” ไม่ใช่ปฏิบัติแล้ว “หมดทุกข์” “ทุกข์” หมดไปไม่เป็น เมื่อกายกับจิตยังอาศัยกัน ทุกข์ของ “ขันธ์” ยังมีตลอดเวลา ... แต่จิตที่จะไปติดข้อง ที่จะไปยึดถือ ไปลุ่มหลง ว่าทุกข์ให้โทษแก่เราอย่างนั้นอย่างนี้ ควรจะให้มันหายออกไป พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  3. 3. จิตใจที่ไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์มากเท่าไร ก็ยิ่งให้ทุกข์แก่ใจของตัวเท่านั้น ถ้ามันปล่อยปละละทิ้งเรื่องอารมณ์สัญญาได้มากเท่าไหร่ จิตใจก็เบาสบาย สว่างไสว... พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  4. 4. เรื่องความผิดหวัง อนิจจัง มันมีอยู่ทั่วโลก และมีประจาโลกแต่ไหนแต่ไรมา ผู้ปฏิบัติทาจิตของตนไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม เพราะความรู้เท่าเข้าถึงของจริงเท่านั้น จะอยู่เป็นสุขในโลก... พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  5. 5. จิตเมื่อรู้เห็น ละถอน ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ไม่หึงหวง ไม่รัก จิตก็มีความสุขความสบายอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ของอยู่ในตัวก็ตาม ของอยู่นอกตัวก็ตาม เมื่อจิตไม่มีการรัก การยึด มันสบาย มันเป็นสุข พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  6. 6. ความจา (ธรรมะ) นั้น ถึงจะจาได้มากขนาดไหน กิเลสก็ไม่กลัว แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติ เกิดปัญญาขึ้นภายใน กิเลสกลัวมาก เพราะปัญญาเป็นสิ่งที่ตัดกระแสของกิเลสตัณหา พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  7. 7. ถ้าใจไม่เห็นตามเป็นจริง แล้วจะเกิดปัญหาอยู่เรื่อยไป ถ้าใจเห็นตามเป็นจริง ท่านเรียกมีปัญญา สามารถรักษาใจของตัวไม่ให้เอนเอียงไปตามเรื่องต่างๆ... ไม่มีอะไรที่จะสงสัยว่าโลกมันจะเป็นไปอย่างไร เพราะมันเคยเป็นมาอย่างไร มันก็เป็นไปของมันอย่างนั้น ตามหน้าที่ของมัน ไม่มีอะไรที่จะใหม่ในโลกนี้... พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  8. 8. การซักฟอกจิตใจนั้น จะต้องอาศัยความตั้งมั่นของใจ คือสมาธิ ฝึกอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นให้สงบ เพื่อจะพินิจพิจารณาสภาวะต่างๆ ให้เห็นตามความเป็นจริง ถ้าจิตไม่สงบ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่มีกาลังของสมาธิ ถึงจะมีปัญญาเฉลียวฉลาดเฉียบแหลมขนาดไหน พิจารณาไปก็กลายเป็นสัญญา ไม่สามารถขับไล่กิเลสตัณหา ออกไปจากจิตใจของตัวได้ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  9. 9. ความรักก็ดี ความโกรธก็ดี ล้วนแต่เป็นกิเลส ไม่ใช่จิตที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่จิตที่จะนาสุขมาให้ ถ้าใจมีรักมีโกรธเมื่อไร ใจก็ยังได้รับความทุกข์อยู่เมื่อนั้น พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  10. 10. คนที่มีอิทธิบาททั้งสี่ประจาอยู่ในจิต ไม่ว่าจะทาการงานชนิดใด หยาบละเอียด ยากง่ายขนาดไหน คนนั้นจะทาสาเร็จไปได้ ท่านจึงว่า อิทธิบาท คือ มีอิทธิฤทธิ์ สามารถที่จะทาสิ่งที่ตนปรารถนาให้สาเร็จไปได้ตามความต้องการ คนที่ปฏิบัติไม่เห็นไม่เป็น ทาอะไรไม่สาเร็จลุล่วงไป ก็เพราะใจขาดอิทธิบาท ถ้ามีอิทธิบาททั้งสี่อยู่ในจิตในใจคนใดแล้ว ไม่ว่าฝ่ายโลก ไม่ว่าฝ่ายธรรม เขาคนนั้นทาอะไรจะต้องสาเร็จตามความประสงค์ของเขา พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  11. 11. ถ้าหากมาพิจารณาตามธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง มันก็ถอดถอนได้ คลายกาหนัดได้ เพราะมันเห็นเป็นจริงอย่างนั้น มันไม่หลงใหลใฝ่ฝัน ไม่ได้บ้าได้บอไปตามสมมุติของโลก จิตที่จะเบื่อได้ก็เพราะอาศัยพิจารณาทวนกระแส เขาว่าสวยงาม ความจริงมันเป็นอย่างไร มันเป็น อสุภะ อสุภ เขาว่าของนั้นยั่งยืน แต่ทางธรรมะถือว่าเป็น อนิจฺจ เขาว่าของนั้นเป็นของตนของตัว เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา แต่ธรรมะท่านถือว่าเป็นอนัตตา คือไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ...เพราะธรรมะมันทวนสมมุติ ทวนกระแส มันไม่ได้ถือว่าสิ่งนั้นมันดี มันวิเศษ...ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนทวนกระแสอย่างนี้ เราผู้ฝึกภาวนาจงพยายามทวนกระแสของใจ อย่าปล่อยไปตามสัญญาอารมณ์ของกิเลสตัณหา เมื่อเราทวนกระแสได้เท่าใด จิตใจก็ยิ่งจะห่างไกลจากความทุกข์ จากความลุ่มหลง จากความเศร้าหมอง จากความขัดข้องเท่านั้น พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  12. 12. ใครมีความพอได้ คนนั้นก็จะมีความสุขได้ พอจริงก็สุขจริง พอได้มากก็สุขได้มาก หัดวางเสียบ้าง หัดวางเสียหน่อย ก่อนที่สังขารจะบังคับให้วาง ก่อนที่ความเฒ่าชรา และความตาย หรือโรคร้าย จะเป็นผู้บังคับให้วาง ถ้ายังไม่หัดวาง จะเป็นผู้ที่เหนื่อยจนตาย แล้วก็ขนอะไรไปด้วยไม่ได้เลยในที่สุด พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  13. 13. การรักษาไม่ให้ความชั่วภายนอกเกิดขึ้น จะไปรักษาคนอื่น รักษาทางโลก มันรักษาไม่ได้ ให้รักษาภายใน รักษาตา หู จมูกลิ้น กาย ใจของตัว อย่าให้มันมีความชั่วมาเกี่ยวข้อง เมื่อเรารักษาตัวของเราได้ โลกส่วนอื่นมันเป็นอย่างไร นั่นเป็นหน้าที่ของเขา การปฏิบัติ คือโอปนยิโก น้อมเข้ามาภายใน ดูกาย ดูใจ ของตัว พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  14. 14. หนังสือตัวเล็กๆ มันเรียนง่าย เรียนแล้วก็หลง เรียนตัวใหญ่ คือ เรียนกาย เรียนใจของตัวเอง ถ้าได้ตัวนี้ละ ไม่มีหลง พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  15. 15. ที่เราถือว่าเรา ว่าของๆ เรา จะไม่ให้ทุกข์แก่บุคคลผู้เข้าไปยึดถือไม่มี มีแต่จะให้ทุกข์ มีมากเท่าไร ยิ่งทุกข์ใจมากเท่านั้น พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  16. 16. อัปปิจฉตา เป็นผู้มักน้อย การมักน้อยที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ไม่ใช่มักน้อยอะไร มักน้อยในอารมณ์สัญญา มักน้อยในกิเลสตัณหา มักน้อยในสังขารการปรุงคิด พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  17. 17. เรื่องของธรรม ความสุขเกิดขึ้นจากการละ ไม่เกิดขึ้นจากการได้มา พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  18. 18. การภาวนาไม่ใช่แต่จะนั่งหลับตาเท่านั้นจึงจะทาได้ เดินไปก็ได้ นั่งอยู่ก็ได้ ทาการงานอันอื่นก็ได้ ภาวนาดูจิตดูใจของตัว ทาไมจะทาไม่ได้ ถ้าหากเราเลื่อมใส เรายินดี เราเต็มใจ” พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร
  19. 19. การอบรมภาวนาทางปัญญา จึงเป็นเรื่องละถอนกิเลส ตัณหา อาสวะ ที่มีอยู่ในจิตในใจ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฝึก จะอบรมจิตใจของตนได้ หากเราตั้งใจ เห็นว่าเป็นของจาเป็นจริงจัง แต่ถ้าไม่ทาก็จะไม่เกิดประโยชน์ เกิดมาไม่ทาภาวนาเลย มันก็แก่ ก็ตายเหมือนกัน ผู้ทาภาวนา ถึงแก่ ถึงตาย จิตใจของท่านไม่มีการหวั่นไหว ไม่มีการเสียดายชีวิต ไม่ถือว่าเกิดมาเป็นโมฆะ ท่านมีความสุขความสบายในจิตในใจของ ท่าน ถึงกายมันจะแตกสลายไปเหมือน ๆ กัน แต่จิตใจท่านไม่หวั่นไหว ไม่ลุ่มหลง นี่คือ...อานิสงส์เกิดจากการภาวนา พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร

×