Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo sim

26 views

Published on

คำสอนของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo sim

  1. 1. เมื่อติดอยู่ในสุข ไม่พ้นทุกข์ ไปยึดเอาสุขเวทนา ทุกขเวทนาก็ตามติด.. แยกกันไม่ออกเพราะเหตุเนื่องมาจากของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.. ทุกข์ๆ สุขๆ เหล่านี้มันเป็นของคู่กัน มาด้วยกัน หากวางสุขไม่ได้ ทุกข์ก็วางไม่ได้ หากเราติดสุข ก็คือติดทุกข์นั้นเอง หากเราหลงสุข ก็คือหลงทุกข์นั้นเอง หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน
  2. 2. ดูใจภายใน ภาวนาภายใน ภายนอกจะเป็นอะไรเป็นเรื่องของภายนอก บางอย่างแก้ไม่ได้ มาจากผลของกรรม คนเราทาไว้อย่างไร ก็จะได้รับผลอย่างนั้น ใครจะแก้ได้ แก้ในใจนั่นแหละ ไม่ให้ไปทุกข์ไปร้อน กับความติเตียน นินทาว่าร้ายป้ายสี หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  3. 3. ความเพียรเพ่งอยู่ไม่หลงใหลไปตามตัณหาทั้งหลาย แผดเผาตัณหาเหล่านี้ให้หมดไป สิ้นไป ก็คือว่าไม่ตามตัณหา ความอยาก ความปรารถนา อันบังเกิดในดวงจิตดวงใจนั่นเอง มันจะมีความดิ้นรนวุ่นวายไปตามตัณหาอย่างใดก็ตาม ให้สงบอยู่ ให้รู้อยู่ ให้แจ่มแจ้งอยู่ ณ ภายในดวงใจ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  4. 4. การฝึกหัดทาจิตในสมาธิภายใน ให้ทาอยู่เสมอไม่ว่าเวลาใด จิตให้มีความระลึกอยู่ในดวงจิต ดวงที่ "รู้อยู่ภายใน" คอยระวังจิตดวงในไม่ให้หลงทางตาม "สังขารจิต" จิตที่ไปไม่เอา ให้เอาดวงจิตที่รู้อยู่ ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ได้ไปที่ไหน ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ภายในนี้เอง ขณะใดที่จิตสังขารมันไป ก็ยังรู้อยู่ว่า จิตของเราไปไหน ขณะจิตสังขารมันกลับมาก็ว่ามันกลับมา ให้ทุกคนกาหนดให้ได้ว่า จิตดวงในนี้อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  5. 5. ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนาขาดสติไม่ได้ แม้แต่วินาทีก็ไม่ได้ คาว่าไม่ได้นั้นก็คือเมื่อขาดสติมันก็ขาดสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่เต็มที่ เมื่อจิตตั้งมั่นไม่เต็มที่มันก็ขาดปัญญา ... ความรอบรู้ในกองสังขาร ในอะไรต่อมิอะไรที่มันเกิดมันดับมันเป็น มันมีอยู่ในเรื่องกายวาจาจิตของเรานั้นแหละ เมื่อมันขาดปัญญามันก็ไม่เต็มที่ เมื่อขาดสติขาดสมาธิขาดศีล ขาดศีลสมาธิปัญญา ก็พาให้จิตใจนี้แหละย่อหย่อนท้อถอย มักง่ายไม่สงบระงับ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน
  6. 6. การทาความเพียรละกิเลสนั้นอยู่ที่เพียรทาจิตให้เป็นสมาธิ ไม่ว่าเวลาใด ให้จดจ่ออยู่ในการรักษาจิต ไม่ปล่อยให้อานาจกิเลสใดๆ มาสิงสู่ในจิตได้ ตั้งจิตให้มั่นคงที่สุด เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ ไม่ให้จิตนี้หลงไปตาม รู้อยู่เฉพาะจิตดวงที่รู้อยู่นั้น ถ้าจิตดวงนี้ยังหลงใหลไปได้ ก็แสดงว่าความเพียรยังอ่อน ให้เพียรพยายามมากขึ้นไปอีก ให้ความประพฤติปฏิบัติทุกส่วนก้าวไปข้างหน้าอย่าถอยหลัง จงคอยระวังตัวสังขารมารจะมากั้นกลาง ไม่ให้ทาความเพียรอันเยี่ยมยอดนี้ มารสังขารตัวนี้ มันจะยึดให้อยู่กับที่ นั่นหนึ่ง และมันจะดึงถอยหลังคืนไปหากิเลส โทสะ โมหะอีกหนึ่ง ผู้ทาความเพียรเพื่อละกิเลสทั้งหลาย อย่าหลงใหลไปตามกิเลสทั้งหลาย อย่าหลงใหลไปตามกิเลสนั้นๆ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  7. 7. จงรู้เฉพาะหน้าเฉพาะใจอยู่เสมอๆ รู้ให้ได้ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่งทั้งนอน ตั้งมั่นอยู่ในจิตดวงที่รู้อยู่นี้ นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ เป็นทุกข์ทั้งโลก นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ เป็นของที่ไม่ใช่ตัวตนของเราไม่ควรลุ่มหลงไปกับสิ่งใดๆทั้งหมด ควรรู้อยู่เห็นอยู่ ในเวลาปัจจุบันนี้อย่างเดียว ถ้าผู้ปฏิบัติมาทาความเพียรเพื่อละกิเลส รวมกาลังจิตลงไปสู่ดวงจิตที่รู้อยู่นี้ให้เต็มที่แล้ว ก็จะเกิดความรู้แจ้ง ได้แสงสว่างในธรรมปฏิบัติทุกๆคนไป หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
  8. 8. เมื่อเราวางสุขได้แล้ว ทุกข์ก็วางได้.. หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  9. 9. ถ้าจิตใจผู้รู้ อยู่ภายใน มีความสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรกลัว ความกลัวย่อมหมดไป ความลุ่มหลงมัวเมาต่างๆ ย่อมหมดไป เหลือแต่จิตใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ใสสะอาดปราศจากมลทินโทษ... หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ที่มา : บ้านจตุรทวีปประทาน
  10. 10. คาว่า “สติ” คือ ผู้รู้ คาว่ารู้ๆ คือ รู้อยู่ ไม่ปล่อยจิตไปตามอารมณ์ทุกประการ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  11. 11. จะหยุด จะอยู่ ไม่หยุด ไม่อยู่ อย่างไรก็เรื่องของจิต หน้าที่ของเราทุกคนต้องมีข้อวัตร ให้มีสติ สมาธิตั้งใจให้มั่น รวมจิตรวมใจให้มาอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก จิตใจคนเราอยู่ภายในหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ให้อยู่ภายในนี่แหละ ไม่ต้องคิดไปที่อื่น...คิดไกลออกไปก็ยิ่งหลงเท่านั้น หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  12. 12. พระอริยเจ้า มิได้เอากายหนีกิเลส แต่เอาใจต่างหากหนีกิเลส ไม่ให้ใจออกเที่ยว ไม่ให้วิญญาณออกเที่ยวเล่น เพลินไปตามกิเลส ให้มีสติจดจ่อใจตน อย่าให้แล่นออกไป อวิชชาไม่อยู่เหนือสติสัมปชัญญะ การละกิเลสจริง ก็มีผลจริง ถึงพระรัตนตรัย หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  13. 13. ทุกข์ทั้งหลายอยู่ที่ตัวอุปาทานความยึดถือ... เมื่อจิตไม่ไปยึดไปถือมันก็ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน เหมือนไฟมันจะร้อนแค่ไหนก็เป็นเรื่องของไฟ ถ้าเราไม่เอามือไปแหย่ ไปจดเข้า มันจะร้อนได้อย่างไร มันก็ร้อนอยู่ที่ไฟ ไม่ร้อนที่ตัวเรา หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  14. 14. จิตของคนเราจริงๆ มันไม่ได้ไปไหน คิดไปปรุงไป อันนั้นเป็นเรื่องสังขาร มันปรุงมันแต่งไปเอง เป็นเรื่องสังขาร เป็นเรื่องสัญญาอารมณ์ เป็นเรื่องกิเลส ที่มันดิ้นรนวุ่นวาย กามตัณหามันไป... เมื่อจิตใจผู้ภาวนาไม่หลงไปตามไป มันก็ดับไปเอง ไม่มีใครส่งเสริมต่อเติมมันก็ดับ แต่จิตผู้ใดหลงไป ส่งเสริมต่อเติมให้ มันก็ไม่มีที่จบที่สิ้น เป็นกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไม่มีที่จบที่สิ้น ละวางเสีย หยุดเสีย... หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  15. 15. .อันฟังธรรมจากที่อื่น จะต้องเป็นกาลเป็นเวลา แต่ฟังธรรมอยู่ในจิตในใจ ในกาย วาจา จิตของตนนั้น ให้มีอยู่ทุกเวลา.. กายนั่งอยู่ที่ไหน ...ใจก็เพียรเพ่งอยู่ในกายที่นั่งนั้น เห็นว่านี่เป็นกองทุกข์อย่างนี้แหละ เห็นเป็นความแก่ ความชรา มรณะ อยู่ในตัวตลอดเวลา... หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  16. 16. ถ้าตั้งใจภาวนาอยู่เสมอว่า.. เรามีความแก่เป็นธรรมดา ความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดา ความตายเป็นธรรมดา เราต้องพลัดพรากจากของรัก ... เมื่อผู้ใดมานึก มาเจริญในธรรมเหล่านี้อยู่ จิตใจจะสบาย.. เพราะพระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้ว่า ..เป็นธรรมที่เราต้องนึกถึงอยู่เนืองๆ ติดต่อกันไป หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  17. 17. จิตตานุปัสสนา คือให้รู้ว่า ความนึกความคิดเหล่านี้ มันนึกมันคิดขึ้นมาแล้ว ก็ไปยึดไปถือว่าเป็นจริง เป็นจัง ตามความคิดก็ไม่ได้ ... เรียกว่าให้รู้เท่าทันนั้นเอง ไม่หลงตามความคิดของตนเอง หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  18. 18. จิตดวงในนี้อยู่ภายในนี้แล้ว ไม่ต้องไปหาที่อื่น จงรู้เฉพาะหน้าเฉพาะใจอยู่เสมอๆ ให้รู้ได้ทุกอิริยาบถ ทั้งนั่ง ทั้งนอน ตั้งมั่นอยู่ในจิตดวงที่รู้อยู่นี้ นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ ทั้งหมดเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ เป็นทุกข์ นอกจากจิตที่รู้อยู่นี้ไม่ใช่ตัวตนของ เรา...ไม่ควรลุ่มหลงไปกับเรื่องใดๆ ทั้งหมด ควรรู้อยู่เห็นอยู่ ในเวลาปัจจุบันอย่างเดียว . . . หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  19. 19. เวลานั่งสมาธิภาวนา ตาไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องดูอะไร เอาจิตใจ ดูใจของเรานั่นแหละ มันคิดฟุ้งซ่านไปไหน หลงไปในอารมณ์ใด ๆ เอาตาใจนั้นสอนใจของเรา ผู้อื่นสอนยังห่างไกล ... จิตใจเราจะเข้าใจในธรรมะปฏิบัตินั้น ตัวเองจะต้องสอนตัวเอง หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  20. 20. ตัณหานี้เมื่อใครรู้แล้ว ก็ละอย่างเดียว ไม่ต้องไปต่อเติมส่งเสริม ถ้าไปต่อเติมส่งเสริมเท่าไหร่แล้ว ไม่มีที่จบสิ้น ตายทิ้งเปล่าๆ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

×