Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo sao new

99 views

Published on

คำสอนของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo sao new

  1. 1. “อนึ่งยากนักที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะต้องตั้งอยู่ในธรรมของมนุษย์ คือศีล5 และกุศลกรรมบท 10 จึงจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ชีวิตที่เป็นมานี้ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะอันตรายชีวิตทั้งภายใน ภายนอกมีมากต่างๆ การที่ได้ฟังธรรมของสัตตบุรุษคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ก็ได้ด้วยยากยิ่งนัก เพราะกาลที่เปล่าว่างอยู่ไม่มีพระ พุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกยืดยาวนานนัก บางคาบบางสมัย จึงจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกสักครั้ง สักคราวหนึ่ง เหตุนั้น เราทั้งหลาย พึงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานี้เลย” หลวงปู่ เสาร ์กนตสีโล .
  2. 2. กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุสี่ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ผู้ปฎิบัติยึดหลักอันนี้ภาวนาบ่อยๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา จิตจะค่อยๆก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลาดับๆไป "
  3. 3. เขาพูดว่าเราดี เราก็ไม่ดีเหมือนคาเขาพูด เขาพูดว่าเราชั่ว เราก็ไม่ชั่วเหมือนคาเขาพูด ถ้าเราไม่ยึด...เราไม่มี... จะเอาอะไรไปดีไปชั่ว
  4. 4. ...จงพยายามฝึกจิตฝึกใจ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ได้ทัน เพราะงานของจิต ต้องถือว่าเป็นงานเร่งด่วน โดยมีความตายคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถ้าแม้ว่าเผลอสติเพียงแวบเดียว ความตายก็มาถึงตัวทันที...
  5. 5. ถ้าหากภูมิจิตของผู้ปฏิบัติจะมองเห็นแต่เพียงกายทั้งหมดนี้เป็นแต่เพียงธาตุสี่ ดิน น้า ลม ไฟ รู้แต่เพียงว่าธาตุสี่ ดิน น้า ลม ไฟ และภูมิจิตของท่านอยู่แค่นั้น ก็มีความรู้เพียงแค่ชั้นสมถกรรมฐาน ถ้าภูมิจิตของผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติความรู้ไปสู่พระไตรลักษณ์ ถ้าหากมีอนิจจสัญญา ความสาคัญมั่นหมายว่าไม่เที่ยง ทุกขสัญญา ความสาคัญมั่นหมายว่าเป็นทุกข์ ( เพราะตั้งอยู่ไม่ได้ ) อนัตตสัญญา ความสาคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ภูมิจิตของผู้ปฏิบัตินั้นก็ก้าวเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา
  6. 6. รู้สวรรค์นรก ไม่เท่า รู้จิต รู้อดีตอนาคต ไม่เท่า รู้ปัจจุบัน รู้แปดหมึ่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ไม่เท่า รู้ละ รู้ปล่อยวาง...
  7. 7. แท้จริงแล้ว สังขารร่างกายนี้ มันเป็นของว่างเปล่า มันไม่ได้เป็นของผู้ใด หากเราทั้งหลายไม่เข้าใจธรรมะในสภาวะอันนี้ ไม่เข้าใจในสังขารนี้ จึงคิดว่า “ของเรา ของเขา” จนเกิดอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา เมื่อเกิดอุปาทาน ก็เข้าไปยึดภพ เกิดภพ เกิดชาติ ชรา พยาธิ มรณะต่อไป มันจึงเป็นทุกข์อยู่เช่นนี้
  8. 8. การปฏิบัติสมาธิภาวนานั้น เป็นชื่อแห่งความเพียร ที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในบวรพระพุทธศาสนา ได้ถือเป็นข้อปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง ธรรมะที่จะนามนุษย์ให้พ้นทุกข์นี้ ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เท่านั้น
  9. 9. การเจริญภาวนาให้ผลยิ่งกว่า การรักษาศีล การให้ทาน และการเจริญเมตตา เพราะการภาวนาทาให้มี "สติ“ ไม่หลงทาง ไม่หลงโลก ศีล ทาน เมตตา มีภาวนาเป็นยอดดังนี้
  10. 10. ที่เรากลัวตาย กลัวความแก่ กลัวภัยอะไรต่างๆนี้ ที่เรากลัวก็เพราะว่าเรายังไม่รู้ซึ้งเห็นจริง ในเมื่อเราไม่รู้ซึ้งเห็นจริง เราก็ไม่ยอมรับ "สภาพความเป็นจริง“ เมื่อเราก็ไม่ยอมรับ "สภาพความเป็นจริง" เราก็ปฏิเสธของจริงอยู่นั่นแหละ ตราบใดที่เรายังปฏิเสธของจริง เราก็เป็นทุกข์อยู่วันยังค่า
  11. 11. กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุสี่ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ผู้ปฎิบัติยึดหลักอันนี้ภาวนาบ่อยๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา จิตจะค่อยๆ ก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลาดับๆ ไป
  12. 12. วิปัสสนานี้มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหาร ภาวนา ย่อมทาให้ผู้นั้นมีสติ ไม่หลง เมื่อกาลกิริยา มีสุคติภพ คือมนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า หากยังไม่บรรลุผลทาให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลดี ก็ย่อมทาให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล ทาให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว
  13. 13. ที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะพุทโธ เป็นกิริยาของใจ ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้ว มันสงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน พอหลังจากนั้นคาว่า พุทโธ มันก็หายไป แล้วทาไมมันจึงหายไป เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทาจิตให้เป็นพุทธะเกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา
  14. 14. พระพุทธเจ้า และพระสาวกเจ้าทั้งหลาย ท่านได้เสียสละความสุขอันเป็นไปด้วยราชสมบัตินั้น พระองค์ท่าน มีผู้คนยกย่องสรรเสริญ คอยปฏิบัติอุปัฏฐากแล้ว ได้เสียสละมานอนกับดิน กับหญ้า ใต้โคนต้นไม้ถึงกับอดอาหาร เป็นต้น การเสียสละเหล่านี้ เพื่อประโยชน์อะไร ก็เพื่อให้ได้ถึงซึ่งวิโมกขธรรม คือธรรมเป็นเครื่องพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย

×