Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo kumdee

43 views

Published on

คำสอนของหลวงปู่คำดี ปภาโส

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo kumdee

  1. 1. การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สาคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรกๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้เอาสิ่งนิมิตเป็นเรื่องสาคัญ หลวงปู่คาดี ปภาโส ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
  2. 2. การภาวนาไม่มีกาลมีเวลาเรียกว่า อกาลิโก เว้นเสียแต่นอนหลับ จะพูดจะคุยอยู่ก็เรียกว่าภาวนา ถ้ามีสติอยู่ เพราะสิ่งใดถ้าเกี่ยวกับจิตใจจัดว่าเป็นภาวนาทั้งนั้น อย่างแสดงธรรมจัดเป็นภาวนา ผู้ที่นั่งฟังธรรมก็จัดว่าภาวนา เพราะตั้งใจฟัง เรียกว่าสัมธัมมัสสวนมัย สัทธัมมัสเทศนามัย ... ตกลงภาวนานี้ สร้างความไม่ประมาท คือพยายามสร้างสติ หลวงปู่คาดี ปภาโส
  3. 3. พูดตามปริยัติ “สติ” แปลว่าความระลึกได้ในกิจที่ได้กระทา แม้คาพูดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในทางปฏิบัติ “สติ” แปลว่าระลึกอยู่ที่ใจ ไม่ให้รู้ไปตามสิ่งอื่น ถึงจะมีสัญญาอะไรก็ไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามอาการนั้น กาหนดรู้นิ่งไว้อย่างนั้น ระลึกอยู่ที่ใจ ใจก็หมายถึงผู้รู้ .... ตามธรรมดาสติมักจะส่งไปภายนอก ชอบเล่นอารมณ์ สังขารที่ปรุงแต่งไม่ว่าจะคิดดี คิดร้าย คิดไม่ดี ไม่ร้าย เราจะต้องพยายามฝึกหัดละวางอารมณ์เหล่านี้ อย่าให้จิตส่งออกไปภายนอก ให้สติอยู่ที่ผู้รู้เท่านั้น หลวงปู่คาดี ปภาโส
  4. 4. ความเห็นที่ถูกนั้นคือ “การเห็นจิตตามความเป็นจริง เห็นกายตามความเป็นจริง” คือเห็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้า ลม ไฟ ของตนและของคนอื่น สักแต่ว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตนตัว เราเขา และเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเราสามารถเห็นได้แบบนี้แล้ว เรียกว่า “เห็นกายตามความเป็นจริง” หลวงปู่คาดี ปภาโส
  5. 5. ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย คาว่าตายในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายเราตาย หมายถึงจิตใจคนเราตาย คือตายจากมรรคผลนิพพานต่างหาก ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย คือ ไม่ประมาทต่อการทาความดี ได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา มีโอกาสจะได้ไปสวรรค์ พรหมโลก หรือมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่ง ตลอดถึงพระนิพพานข้างหน้าแน่นอน ช้าหรือเร็วแล้วแต่บุญบารมี หรือความพากเพียรของตนเอง หลวงปู่คาดี ปภาโส
  6. 6. บางคนภาวนา ไปอยากเห็นภาพต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา การที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรแปลก ที่ว่าไม่แปลกก็เพราะว่า เมื่อเราเห็นแล้ว กิเลสของเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม บางคนแถมยังทาให้เกิดกิเลสเพิ่มมากขึ้นอีกเสียด้วย... คือถือว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ เลยไม่ยอมกราบไหว้ใครทั้งสิ้น จนกลายเป็น สัคคาวรณ์ มัคคาวรณ์ ปิดกั้นทางมรรค ทางผล ทางนิพพาน ไปโดยปริยาย หลวงปู่คาดี ปภาโส
  7. 7. การภาวนานี้มิใช่ท่านหมายเอาการเดินจงกรมตลอดวัน นั่งสมาธิตลอดคืน ความจริงแล้วท่านหมายเอาผู้ที่มีสติจดจ่ออยู่กายกับใจทุกอิริยาบถ ยิน เดิน นั่ง นอน เป็นประจาอยู่ หลวงปู่คาดี ปภาโส
  8. 8. เมื่อจิตใจรวมลงได้ละเอียดเป็นหนึ่ง ถึงแม้ว่า จะมีสัญญาอยู่บ้างก็ตาม ให้เรากาหนดนิ่งเฉย คาว่า “นิ่งเฉย”นี้ เปรียบเหมือนกับนายพรานดักเนื้อ เขาจะนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหว แต่ตาของเขาจะมองดูสัตว์ต่างๆ ที่จะดักฉันใด การตั้งสติกาหนดจิต ก็ฉันนั้น หลวงปู่คาดี ปภาโส
  9. 9. ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทาสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้า “ไตรลักษณญาณ” ยังไม่เกิดแล้ว ก็ยังนับว่าเป็น มิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด หลวงปู่คาดี ปภาโส
  10. 10. ในโลกมนุษย์นี้ เราจะหลบหนีจากคาตาหนิติเตียนไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองซึ่งเป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย ก็ยังถูกโลกติเตียนอยู่ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเป็นพุทธภาษิตไว้ว่า นัตถิ โลเก อนินทิโต แปลใจความว่า คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก เราจะให้สัตว์โลกปราศจากสิ่งดังกล่าวไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็อย่าพากันไปเอาเรื่องของโลก มาเป็นอารมณ์ของใจ จะทาให้จิตใจของเรามัวหมอง หลวงปู่คาดี ปภาโส
  11. 11. ความโลภ ความโกรธ ความหลง สามประการนี้ มันสามารถทาให้ผู้รู้แจ้งเป็นคนมืดก็ได้ ฤทธิ์ของมันน่ะ มันอยู่เหนือทุกคนในโลกที่ได้เกิดมาในโลกนี้ ยกเว้นเสียแต่พระอรหันต์ หลวงปู่คาดี ปภาโส
  12. 12. ใจผู้ใดก็ให้รักษาอยู่กับตัว อย่าให้ใจหนีจากตัว ใจผู้ใดก็ให้รักษาอยู่กับตัว ให้รู้อยู่กับภาวนาหรือให้รู้อยู่เฉพาะใจ อย่าให้ร่างกายนั่งอยู่ที่นี่แต่ใจมันคิดไปที่อื่น ก็ชื่อว่าใจไม่ฟัง หลวงปู่คาดี ปภาโส
  13. 13. ความไม่ประมาท คือ เป็นผู้มีสติจดจ่ออยู่ที่ กาย และใจ ทุกอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่มีการเผลอสติจากอิริยาบถทั้ง 4 จึงจัดว่าเป็นผู้ไม่ประมาท หลวงปู่คาดี ปภาโส
  14. 14. บรรดาสิ่งสมมุติที่เราไปยึดถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของเรานั้น ก็จะได้เพียงชีวิตหนึ่งๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา หรือสมบัติต่างๆ เมื่อเราตายไปแล้ว เราจะยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเราอีกไม่ได้ เราจะเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นติดตามไปสวรรค์ นรก หรือที่ไหนๆ ก็ไม่ได้ ตรงกับคาว่า “สมบัติของโลก ก็ต้องอยู่ในโลก” หลวงปู่คาดี ปภาโส
  15. 15. สาหรับ ผู้ปฎิบัติธรรม มารที่เข้ามาผจญนั้นมีมาก ต้องระวังด้วยสติปัญญา ทางเข้าออกของสมุนมาร คือ ตา...หู...จมูก...ลิ้น...กายและใจ ถ้าแม้เราอ่อนแอ เราสู้ไม่ได้ ชาตินี้เราก็หมดที่พักพิงเพราะ...อวิชชาเป็น เหตุ หลวงปู่คาดี ปภาโส
  16. 16. บุคคลที่มีทาน ศีล แต่ขาดการภาวนานั้น เปรียบเหมือนบุคคลที่มีเสบียงพร้อมแล้ว มีร่างกายที่สมบูรณ์ มีกาลังวังชาดี แต่บุคคลนั้นเป็นบุคคลที่ตาบอด เขาย่อมไม่สามารถจะเดินทางไปสู่พระนิพพานได้ หลวงปู่คาดี ปภาโส
  17. 17. ความจริงจิตใจของเราเองเป็นตัวก่อทุกข์ สังเกตได้จากพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เมื่อท่านมีความรู้ มีปัญญาคุ้มครองรักษาใจท่านดีแล้ว ท่านก็ไม่มีทุกข์ เพราะท่านไม่ปรารถนาในสิ่งต่างๆ เมื่อเราประสบกับรูป กลิ่น เสียง หรืออื่นๆ ก็เพราะใจเรามีตัณหา ปรารถนา ทะเยอทะยาน ยินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น ทาให้เราเป็นทุกข์ หลวงปู่คาดี ปภาโส
  18. 18. จะเอาสุขทางโลก ก็ได้ทุกข์มาพร้อมกันเช่น คิดว่า สามี ภรรยา เป็นความสุข ก็ได้รับทุกข์ เพราะสามีภรรยานั่นแหละอยากได้ลูก มีความสุขที่ได้ลูกหญิงลูกชาย แต่ก็ได้รับทุกข์ เพราะลูกนั่นแหละ จะเอาความรัก ก็ได้ความชังมาพร้อม จะเอาอย่างเดียวไม่ได้ อยากได้หนึ่งแต่ได้สอง เป็นกฎธรรมชาติอย่างนั้น หลวงปู่คาดี ปภาโส

×