Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo khao

43 views

Published on

คำสอนหลวงปู่ขาว อนาลโย

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo khao

  1. 1. ทานแก้ความโลภ ศีลธรรมแก้โทสะ ภาวนาแก้ความหลง
  2. 2. เรื่องเหล่านี้มันเป็นเพราะจริตของแต่ละบุคคล นิสัยมันต่างกัน พระพุทธเจ้าก็บอกไว้หมดละ จริตของคนที่มีราคะมากให้อาศัยพิจารณาอสุภะอสุภัง ให้เห็นความเปื่อยเน่า จะอิดหนาระอาใจเบื่อหน่าย ถอนจากความกาหนัดได้ แก้โทสะให้มีเมตตา แผ่เมตตาบ่อยๆมากๆ ยืนเดินนั่งนอน มันก็อ่อนลงเอง แก้โมหะความหลงให้ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองชาระจิต
  3. 3. ผู้มีปัญญา ผู้ไม่ประมาทพึงสละความสุขเพื่อแลกเอาความสุขอันไพบูลย์ คือความสุขที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ความสุขในโลกมีตายๆ เกิดๆ นั่นมีประมาณน้อยนิดเดียว นักปราชญ์ท่านจะว่าไม่มีเสียก็ได้ ความสุขอย่างนี้เหมือนเหยื่อมันเกี่ยวอยู่ที่เบ็ด ... ปลาไม่รู้ว่าเบ็ดมันเกาะอยู่... ก็ไปคาบเอา เลยติดปากติดคออยู่อย่างนั้น นักปราชญ์คือพระพุทธเจ้าเห็นโทษของโลก จึงมีความเบื่อหน่าย ...ให้ปล่อยมันเสีย อย่าถือมันอีก
  4. 4. จิตแหละเป็นตัวนาทุกข์มาให้ ครั้นฝึกฝนดีแล้ว นาความสุขมาให้ อยู่ในโลกนี้ก็มีสุข ความทุกข์ไม่มี อันนี้มันเป็นธรรมดาของอัตภาพของสภาวะ มันเป็นเองของมัน ถึงมันจะทุกข์ปานใด มันก็ไม่มีความเดือดร้อน หวาดเสียวต่อความทุกข์
  5. 5. จะหาความสุขใส่ตน ก็มีแต่ ฝึกฝนทรมาน ตนนั่นแหละ
  6. 6. ตัณหามันเกิดขึ้นจากไหน ต้องค้นหาเหตุมัน เหตุมันเกิดจากอายตนะภายในและอายตนะภายนอกมาสัมผัสกัน ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส ใจรู้ธรรมารมณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ สารวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ สารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เพียรสารวม เพียรละไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ทาจิตให้เป็นกลางวางเฉยต่ออารมณ์ นี่เรียกว่า การดับตัณหา
  7. 7. ตัณหามันเกิดขึ้นจากไหน ต้องค้นหาเหตุมัน เหตุมันเกิดจากอายตนะภายในและอายตนะภายนอก มาสัมผัสกัน ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส ใจรู้ธรรมารมณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้สารวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ สารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้เพียรสารวม เพียรละไม่ให้เกิดความยินดียินร้าย ทาจิตให้เป็นกลางวางเฉยต่ออารมณ์ นี่เรียกว่า การดับตัณหา
  8. 8. มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ มีนินทา มีสุข มีทุกข์. แปดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าและสาวก ไม่มีความยินดีและโศกเศร้า ไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความยินดี ยินร้าย กับอารมณ์แปดอย่าง นี่ละ จึงว่าจิตประเสริฐ จิตเกษม
  9. 9. เราถึงพระพุทธเจ้าอย่างไร ถึงพระธรรมอย่างไร ถึงพระสงฆ์อย่างไร ให้มาพิจารณาถึงกายของตน จิตใจของตน ถึงพระพุทธเจ้า หมายความว่าใจเบิกบาน ใจรู้เท่าต่อสิ่งทั้งปวง ไม่มีความดิ้นรนต่อสิ่งที่ไม่พอใจ สิ่งที่พอใจก็ไม่มีความฟูขึ้นไปตามอารมณ์ เรียกว่าพุทโธ เป็นผู้รู้ยิ่ง...
  10. 10. ดอกประทุมชาติ ย่อมเกิดจากโคลนตมฉันใด พระอริยเจ้าย่อมเกิดจากขันธโลกตามโลกนั่นแล
  11. 11. เมื่อผู้วางภาระ คือว่าง ไม่ยึดถือว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตนแล้ว ไม่ยึดถือแล้ว ปลงเป็นผู้วางภาระ ก็มีความสุข จะยืน เดิน นั่ง ก็มีความสุข ไม่ยึดถือ เพราะรู้ตามความเป็นจริงของมันแล้ว
  12. 12. ดอกประทุมชาติ ย่อมเกิดจากโคลนตมฉันใด พระอริยเจ้าย่อมเกิดจากขันธโลกตามโลกนั่นแล
  13. 13. แก่นของธรรมแท้อยู่ที่สติ ให้พากันหัดทาสติให้ดี ให้สาเหนียก ให้แก่กล้า สตินะทาเท่าไรก็ไม่ผิด เมื่อมีกาลังสติดีแล้ว จิตมันจึงรวม เพราะสติก็แม่น (คือ) จิตนั่นแหละ เพราะเหตุนั้นพวกเราต้องอบรมสติ ครั้นมีสติแก่กล้า ทาให้มันดีแล้ว ไม่พลาด ทาก็ไม่พลาด พูดก็ไม่พลาด คิดก็ไม่พลาด
  14. 14. ถ้ามีสติกาหนดเข้ามาจะ รู้ทุกเวลาว่าจิตของเรามีราคะไหม หรือหายแล้วไม่มี... ดูโทสะ มีอยู่หรือหายโทสะแล้ว ดูโมหะ ความโง่เขลาความหลง ยังมีอยู่ก็จะรู้ หรือจิตของเรา มันหายโทสะ หายโมหะแล้วก็จะรู้ พระพุทธองค์จึงให้พิจารณาเข้ามาให้เห็น เห็นอันนี้เรียกว่าเห็นธรรม
  15. 15. สติแก่กล้า จิตย่อมทนไม่ได้ เมื่อทนไม่ได้ ก็สงบลง ครั้นสงบลงแล้วมันก็ "รู้"
  16. 16. "ถ้าต้องการความเจริญก้าวหน้า อย่าอิจฉาคนอื่น" หลวงปู่ ขาว อนาลโย

×