Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo jam

24 views

Published on

คำสอนหลวงปู่จาม มหาปุญโญ

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo jam

  1. 1. ยากแสนยาก ก็ให้ตั้งใจบาเพ็ญในตนของตน ให้ปิติยินดีพอใจในมรรคา คือหนทางปฎิปทาของตน อย่าอ้างความเกียจคร้านผลัดผ่อน ให้ขวนขวายในกิจของตนเสมอ ตลอดไป หลวงปู่ จาม มหาปุญโญ
  2. 2. คนเราเมื่อประพฤติปฏิบัติให้ อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม อยู่ในความไม่ประมาท หมั่นบาเพ็ญบุญ สวดมนต์ไหว้พระทุกวันแล้ว ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาพระที่ไหน ชีวิตก็เป็ นสุข หลวงปู่ จาม มหาปุญโญ วัดป่ าวิเวกวัฒนาราม
  3. 3. “ในชีวิตไม่มีอะไรจะเป็นที่พึ่งของตนได้ดี เท่ากับการราลึกถึงความดีงาม อันตนเคยทา ทาไว้มาก ทาให้มาก ทาได้มากเพราะเป็นธรรมเอิบอาบซาบซ่านทั่วแล้วในจิต อีกทั้งอันเป็นทรัพย์ภายในอันจะก่อประโยชน์ให้ ในทุกที่สถานใจ ขอจงพอใจอยู่แต่เรื่องที่ได้ทาความดี”
  4. 4. เจริญจิตอย่างเดียวจนรู้ภพ-ชาติ-เกิด-ตาย จนระลึกชาติได้ ได้ฤทธิ์ได้เดช รู้จิต รู้วาระจิตของผู้อื่น รู้นึกคิดของผู้อื่น นี่ก็ยังไม่พอ เพราะโมหะยังคลุมจิตอยู่ ที่นี้เจริญจิตแล้วต้องเจริญวิปัสสนาควบคู่กันไปด้วย จิตจึงไม่หวั่นไหวได้ เพราะเพิกโมหะหลงตน หลงจิตออกไปได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อจิตดับนิวรณ์ได้ แต่ยังดับวิปัสสนูยังไม่ได้ จึงว่าต้องเจริญทั้งสองส่วนควบคู่กันไปตลอดไป ที่มาข้อมูลhttp://owatdhamma.blogspot.com
  5. 5. เลิกโง่เลิกฉลาด ก็ลุธรรมะเท่านั้นเอง โง่ไปก็ไม่เหมาะ ฉลาดมากมากไปก็ไม่ควร ไม่โง่ไม่ฉลาดนี้ล่ะจึงว่างแท้ ว่างจากปัญญา ว่างจากความโง่ จึงได้ธรรมชาติแห่งธรรม
  6. 6. ตัวของเราบัดเดี๋ยวนี้ ยังทาตัวเองให้เดือดร้อนอยู่เสมอ เพราะเหตุใด? ก็เพราะตนเองทาตนให้เป็นข้าศึกแก่ตน เคยได้ตรวจดูตนเองหรือยังว่า...อะไรคือสาเหตุที่ให้ตนเดือดร้อน แล้วจะแก้ไขตนเองอย่างไร? เรื่องของจิตที่รับอารมณ์นี่ หากยังหวั่นไหวหรือกระเทือนอยู่กับทุกๆ อารมณ์ ก็ให้เข้าใจว่า...มาจากภายในที่่ไม่สงบ
  7. 7. ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ มิใช่กิเลส รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ อารมณ์ มิใช่กิเลส อายตนะนอก อายตนะใน มิใช่กิเลส ความดาริของใจเจ้าโง่ นี้ต่างหาก ที่มันพาให้เกิดเป็นกิเลส
  8. 8. จิตของผู้ที่จะเข้าสู่พระนิพพานคือ รู้แล้ววาง
  9. 9. เมื่อมีสติ มีปัญญา อารมณ์อะไรมากระทบเข้า มาผัสสะเข้า ก็เป็นอันรู้เท่าทัน ตั้งผู้รู้ ให้รู้ประจัญหน้า คือไม่ปล่อยใจของตนให้ออกไปภายนอก เป็นโลภบ้าง เป็นโกรธบ้าง เป็นหลงบ้าง เป็นราคะบ้าง ไม่ปล่อยออกไปจนหมด วันคืน (กลางวัน-กลางคืน) รู้ตัวเอง แม้มีความคิด ก็มีปัญญากากับ แม้มีอารมณ์ ก็มีสติคอยยับยั้ง นี่คือการฝึกฝนอบรม...
  10. 10. ความไม่รู้จักพอมันทุกข์ เป็นทุกข์ เพราะไม่รู้จักตัวเอง มันเมาแต่เสาะหาครูบาอาจารย์ เสาะหาธรรม แต่ไม่รู้จักว่า ธรรมในตน ธรรมมิใช่นอกตน.. ฟังมาแล้วหลายครู หลายอาจารย์ หลายสานัก แต่สานักภายในตน รู้จักได้หรือยัง
  11. 11. การเอาความรู้ของผู้อื่นมาพูดนั้น จามามากก็พูดได้มาก แต่มันไม่ใช่ของจริง มันอวดตัวอวดภูมิอวดรู้อวดฉลาด แต่ตัวยังโง่ ยึดความรู้ผู้อื่น มันขายโง่ตัวเอง
  12. 12. ..รู้แล้วอย่าหลงรู้ รับว่ารู้ แล้ววางรู้ รู้จึงไม่มีพันธะ จิตก็บริสุทธิ์ได้ ละบุญละบาปใดๆ ได้...”
  13. 13. การจะปล่อยวางได้ การจะละคลายความยึดถือ การจะหายจากความยึดมั่นสาคัญหมาย ต้องทาจิตให้สงบเสียก่อน เพราะอาศัยความสงบของจิตนั้นเอง วิปัสสนาญาณจึงจะเกิดได้
  14. 14. นั่นก็ทุกข์ นี่ก็ทุกข์ มันไม่รู้จบ เหตุเพราะมัวเมาแก้ไขแต่ภายนอก ภายในทาไมไม่แก้ไขบ้าง คิดอ่านบ้าง เสาะหาหนทางบ้าง แก้ไขใจของตนบ้าง เพราะใจภายในนี้มันจบลงได้
  15. 15. โลกนี้มันเป็นอย่างนี้แหละ สิ่งไม่น่ายินดีมักหลบอยู่กับสิ่งที่น่ายินดี สิ่งไม่น่ารักมักอยู่กับสิ่งน่ารัก ทุกข์มักจะอยู่กับสุข เหตุนี้เองล่ะที่คนประมาทมัวเมากันอยู่
  16. 16. จะถามไปทาไมเรื่องของคนอื่น ครูบาอาจารย์รูปนั้นองค์นั้น ที่นั้น ท่านจะอยู่หรือจะไปก็เป็นเรื่องของท่าน ถามตนเอง ถามหาตนเองมิดีกว่าหรือ ท่านรู้อย่างไร ท่านดีอย่างไร มีความรู้ความสามารถในขั้นใดชั้นใด ก็ถวายให้เป็นเรื่องของท่านไป
  17. 17. ของแก้ไขได้ยากที่สุด คือใจเจ้ากรรม ยิ่งเฉพาะใจเป็นเจ้าของกรรมดี ส่วนกรรมชั่วนั้นพอที่จะละได้ เพราะผู้รับโทษทุกข์เห็นๆกันอยู่ จิตใจที่ติดดีนี้ยากนักยากหนา ต้องเอาจริงๆ ในศีลธรรม ในสมาธิธรรม ในปัญญาธรรม จึงพ้นไปได้
  18. 18. จิตที่ดีนั้น ต้องไม่เกี่ยวข้องกับทุกข์หรือสุข
  19. 19. ให้จิตรู้ที่สกลกายนี้เอง ให้รู้ในร่างกายนี้เอง คาว่า "รู้" ก็ให้รู้ว่าเป็นของกลาง ให้รู้ว่าก้อนกายจิตใจนี้มิใช่ของใคร เพราะรู้อย่างนี้เองล่ะ จึงออกจากโลกได้
  20. 20. เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็นอยู่มีอยู่ทุกขณะ แต่..ทาไมเราไม่รู้ไม่เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็แสดงเหตุปัจจัยตามเรื่องตามราวของมันอยุ่ทุกขณะ แต่..ทาไมเราไม่รู้ไม่เห็น นี่เป็นเพราะอะไร พิจารณาเข้าสิ อย่าอยู่เฉยๆ อยู่เฉยมันไม่ได้อะไรน่ะ
  21. 21. อย่าไปกลัวทุกข์ อย่าอยากได้สุขจนเกินตัว คนกลัว คนอยากมากเกินไปนั้น มันทาความดีไม่ถูก คนใดกลัวทุกข์ คนนั้นกลัวธรรม
  22. 22. สุขในโลกนี้มันมีเกิดดับเป็นสุขอันมีประมาณน้อยนิดเดียว ไม่คงทนไม่ถาวร ท่านผู้มีปัญญาท่านไม่ประมาทแม้แต่ประการใด ๆ ท่านไม่สนใจสุขของโลก แต่...ท่านใส่ใจในสุขอันดีมีคุณค่ามากกว่านั้น คือ...เป็นสุขที่พ้นไปได้จากเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย

×