Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo fun

21 views

Published on

คำสอนของหลวงปู่ฝั้น อาจาโร

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo fun

  1. 1. หากชาตินี้ไม่ปฏิบัติ แล้วอีกกี่ชาติจึงจะได้พบ”หนทาง”เช่นนี้อีก
  2. 2. พุทธะ คือ ผู้รู้ จิตมันไม่อยู่ ก็ไม่รู้ สิ่งใดเกิดขึ้น ให้รู้ให้หมด เมื่อเรารู้แล้ว เราก็ไม่ยึดสิ่งเหล่านั้น ความชั่วทั้งหลาย ทุกข์ทั้งหลาย ก็ไม่ยึด มันก็วางหมด ว่างหมดใจเรา มันก็ปล่อย มันละหมด เรียกว่า ปล่อยวาง หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่มา : เพจบ้านจตุรทวีปประทาน เพื่องานพระศาสนา
  3. 3. พระนิพพานอยู่ฟากตาย ความสุขก็อยู่ฟากทุกข เราทาความเพียรภาวนาไป พอถึงทุกขก็เกิดกลัวความทุกขเสียแล้ว แล้วเมื่อใดจะพ้นทุกขไปได้เล่า การกลัว ควรกลัวแต่ในทางที่ผิด คือกลัวความผิด ไม่กระทาผิด กลัวว่าตนเองจะไม่พ้นจากวัฏฏทุกข แล้วรีบเร่งบาเพ็ญความเพียรเข้าถึงจะถูก หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  4. 4. ท่านให้ละคนพาล คนพาลอยู่ที่ไหนเล่า รวมมาสั้นๆ แล้วคือใจเราไม่ดี เมื่อใจไม่ดีแล้วมันเป็นอันธพาล ... ท่านให้ละคนพาล คบกับบัณฑิต บัณฑิตเป็นยังไง บัณฑิตคือใจเราดี เมื่อใจเราดีแล้วมันมีความสุข ความสบาย ...เป็นมงคลตรงนี้ ... หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  5. 5. ตา สาหรับเห็นรูป ใจ เป็นผู้รู้ว่ารูปดี รูปชั่ว รูปไม่ดี รูปไม่ชั่ว แท้ที่จริง รูปทั้งหลายเขาไม่ได้ว่า รูปเขาดี เขาไม่ได้ว่าเขาชั่ว เราเป็นผู้ว่าเอา สมมุติเอา หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  6. 6. เทวเม ภิกขเว อันตา ปัพพะชิเตนนะ เสวิตัพพา ดูกรท่านทั้งหลาย อย่ามีเสพสองฝั่ง ฝั่งอะไรล่ะ ก็คือ ความรัก ความชัง นี่แหละ เมื่อความรักเกิดขึ้น ให้รู้เท่ามัน อย่าไปยึดไว้ อย่าไปถือมัน หากถือแล้วมันจะเป็นทุกข์ เมื่อไม่ได้ตามความประสงค์ ทีนี้เมื่อความชังเกิดขึ้น ความเกลียดเกิดขึ้น มันก็เป็นทุกข์ ทั้งสองเรื่องนี้ท่านไม่ให้ไปยึด มัชฌิมาปฏิปทา ให้อยู่กลาง ให้รู้เท่าไว้ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  7. 7. ให้เพ่งดูจิตใจเรานี่ล่ะ มันเป็นยังไงอยู่ อย่าไปดูแห่งอื่น มันเฉยเฉย ก็ดูมันเฉยเฉย มันว่างก็รู้ว่ามันว่างน่ะ มันคิด โน่น มันคิดนี่ ..มันไปโน่น มันไปนี่ ก็ให้รู้เท่าสมมุติที่มันไป เมื่อรู้เท่าทุกอย่างแล้ว สมมุติทั้งหลายไม่มี ก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นจากทุกข์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  8. 8. คนเราเพียงแต่รับศีล ไม่ได้รักษาศีล เข้าใจว่าศีลนั่นเป็นของพระ ถ้าพระไม่ให้แล้ว เราก็ว่าเราไม่ได้ศีล อย่างนี้เป็นสีลัพพตปรามาส เพียงแต่ลูบคลาศีล แท้ที่จริงนั้น ศีลของเราเกิดมาพร้อมกับเรา ศีลห้าบริบูรณ์ตั้งแต่เกิดมา ขาสองแขนสอง ศีรษะหนึ่ง อันนี้คือตัวศีลห้า... เราได้จากมารดาของเรา เกิดมาก็มีพร้อมแล้ว เมื่อเรามีศีลห้าบริสุทธิ์อย่างนี้ ก็ให้เรารักษาอันนี้แหละ รักษากายของเรา รักษาวาจา รักษาใจ ให้เรียบร้อย หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  9. 9. ทุกข์เกิดขึ้นก็ให้รู้ สุขเกิดขึ้นก็ให้รู้ ดีเกิดขึ้นก็ให้รู้ พุทโธ พุทโธ มันเป็นยังไงก็ให้รู้ให้หมด มันข้องตรงไหนก็ให้รู้ มันไม่ข้องก็ให้รู้ ทาความรู้อยู่อย่างนั้นเรียกว่า พุทโธ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  10. 10. ให้รู้จักภาวนา พุทโธ ทาดวงจิตให้ผ่องใส จะได้เป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน ให้ทราบว่าในโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ที่จะเอาได้ก็เป็นเรื่องของดวงจิตเท่านั้น... หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  11. 11. สัมมาสมาธิ คือการทาจิตใจให้เที่ยง อย่าให้มันไปก่อภพก่อชาติ ก่อเวรก่อกรรมอะไร ใจมันสงบ เพราะใจเราเป็นสมาธิ ใจตั้งมั่น ตั้งเที่ยง ตั้งตรง ใจไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสสัมผัสทั้งหลายเหล่านั้น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  12. 12. คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านวางไว้ ท่านไม่ได้วางศาสนาไว้ในป่าดง ต้นไม้ ภูเขาเลากา วางไว้ที่กาย ที่ใจของเราเท่านั้น ท่านก็ให้พิจารณากายกับใจของเราเท่านั้น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  13. 13. จงมองดูปรากฏการณ์แห่งความรุ่งโรจน์และความตกต่า ด้วยดวงใจที่สงบไร้กังวล เพราะทั้งความรุ่งเรืองและการล่มสลาย เป็นเพียงหยาดน้าค้างบนใบหญ้าเท่านั้น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  14. 14. ให้พากันหยุดเสาะหาธรรมเสีย จึงจะเห็นธรรม ให้ดูสิ่งที่ปรากฏอยู่ในตัวของเรา สิ่งที่รู้อยู่ในตัวของเรา สิ่งที่ปรากฏอยู่นั่นล่ะ ความรู้สึกอยู่ที่ไหนให้ดูตรงนั้น ให้กาหนดไว้ตรงนั้น ให้เพ่งลงตรงนั้น เพ่งดูดวงใจของเรา ธรรมอยู่ตรงนั้นล่ะ... หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  15. 15. สภาพของจิตนั้น เดิมก็ใสสะอาดปราศจากมลทินเป็นสิ่งที่มีอานาจอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้ามายึดถือในอัตภาพร่างกาย อันเต็มไปด้วยกิเลสต่างๆ จิตก็เศร้าหมองขุ่นมัว หากชาระให้หมดไป จิตก็จะใสสะอาด...มีพลัง และมีอานาจ สามารถทาอะไรๆ ได้ตามกาลังของจิต หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  16. 16. เราทุกวันนี้ การที่ฟังๆ กันทุกวัน แต่ไม่ปรากฏว่า จะได้สาเร็จมรรค สาเร็จผล คือเราเป็นแต่ฟังเป็นพิธี มิได้ฟังถึงธรรม ถึงวินัย ถึงข้อปฏิบัติ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  17. 17. .พุทธะ คือ ผู้รู้ ความรู้นี้ไม่ใช่มืด ไม่ใช่สว่าง ไม่ใช่แจ้ง ไม่ใช่หลง ความที่มันหลงเราก็รู้อยู่ มืดเราก็รู้อยู่ สว่างเราก็รู้อยู่ สุขมันก็รู้ ทุกข์มันก็รู้ ยังงี้... หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  18. 18. ร่างกายคือต้นศาสนา กว้างศอกยาววาหนาคืบนี่เอง นี่แหละตู้พระธรรม แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็อยู่ในตู้นี่แหละ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

×