Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo fun

26 views

Published on

คำสอนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo fun

  1. 1. “ผู้ปฏิบัติศาสนาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ท่านจะไปหามื้อหาวันทางานทาการ ต้องการวันดี ไม่ใช่วันนั้นไม่ดี วันนี้ไม่ดี วันไม่ได้ทาอะไรแก่คน วันดีทาไมคนจึงตาย วันไม่ดีทาไมคนจึงเกิด”
  2. 2. “การสาเร็จมรรคสาเร็จผล ไม่ได้สาเร็จที่อื่นที่ไกล สาเร็จที่ดวงใจของเรา คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔ ๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน ธรรมะคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว" หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
  3. 3. ความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นทุกข์. ผู้ที่เห็นทุกข์เท่านั้น จึงขวนขวายหาทางพ้นทุกข์ ให้เชื่อเรื่องบุญ เรื่องบาปว่า เป็นของมีจริง ให้รู้จักใช้ปัญญา พิจารณารูปนาม ให้เห็นตามความเป็นจริงของสังขาร
  4. 4. ถ้าอะไรเราไม่ได้ทาไว้ อยากได้มันก็ไม่ได้ ถ้าได้ทาไว้แล้ว สร้างไว้แล้วไม่อยากได้มันก็ได้ นี่แหละบารมี ... หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  5. 5. "กรรม ทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเราเท่านี้" หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
  6. 6. "เราเกิดมา พบพระพุทธศาสนแล้ว ได้พบหนทางที่ประเสริฐที่สุด สาหรับชีวิตของเราแล้ว ถ้าเราไม่เดินไปตามนั้น เราจะไม่เสียดายหรือ เมื่อชาตินี้ไม่ปฏิบัติแล้ว อีกกี่ชาติจึงจะได้พบ หนทางเช่นนี้อีก" หลวงปู่ ฝั้น อาจาโร
  7. 7. อยากสวยให้ถือศีล อยากรวยให้ทาทาน อยากมีปัญญาชาญให้ภาวนา
  8. 8. วิธีอื่นไม่มีจะตัดบาปตัดกรรมตัดเวร นอกจากเรานั่งสมาธินี้
  9. 9. เทวเม ภิกขเว อันตา ปัพพะชิเตนนะ เสวิตัพพา ดูกรท่านทั้งหลาย อย่ามีเสพสองฝั่ง ฝั่งอะไรล่ะ ก็คือ ความรัก ความชัง นี่แหละ ....เมื่อความรักเกิดขึ้น ให้รู้เท่ามัน อย่าไปยึดไว้ อย่าไปถือมัน หากถือแล้วมันจะเป็นทุกข์ เมื่อไม่ได้ตามความประสงค์ ทีนี้เมื่อความชังเกิดขึ้น ความเกลียดเกิดขึ้น มันก็เป็นทุกข์ ทั้งสองเรื่องนี้ท่านไม่ให้ไปยึด มัชฌิมาปฏิปทา ให้อยู่กลาง ให้รู้เท่าไว้
  10. 10. ให้เพ่งดูจิตใจเรานี่ล่ะ มันเป็นยังไงอยู่ อย่าไปดูแห่งอื่น มันเฉยเฉย ก็ดูมันเฉยเฉย มันว่างก็รู้ว่ามันว่างน่ะ มันคิดโน่น มันคิดนี่ ..มันไปโน่น มันไปนี่ ก็ให้รู้เท่าสมมุติที่มันไป เมื่อรู้เท่าทุกอย่างแล้ว สมมุติทั้งหลายไม่มี ก็เป็นวิมุตติ หลุดพ้นจากทุกข์
  11. 11. คนเราเพียงแต่รับศีล ไม่ได้รักษาศีล เข้าใจว่าศีลนั่นเป็นของพระ ถ้าพระไม่ให้แล้ว เราก็ว่าเราไม่ได้ศีล อย่างนี้เป็นสีลัพพตปรามาส เพียงแต่ลูบคลาศีล แท้ที่จริงนั้น ศีลของเราเกิดมาพร้อมกับเรา ศีลห้าบริบูรณ์ตั้งแต่เกิดมา ขาสองแขนสอง ศีรษะหนึ่ง อันนี้คือตัวศีลห้า... เราได้จากมารดาของเรา เกิดมาก็มีพร้อมแล้ว เมื่อเรามีศีลห้าบริสุทธิ์อย่างนี้ ก็ให้เรารักษาอันนี้แหละ รักษากายของเรา รักษาวาจา รักษาใจ ให้เรียบร้อย
  12. 12. ทุกข์เกิดขึ้นก็ให้รู้ สุขเกิดขึ้นก็ให้รู้ ดีเกิดขึ้นก็ให้รู้ พุทโธ พุทโธ มันเป็นยังไงก็ให้รู้ให้หมด มันข้องตรงไหนก็ให้รู้ มันไม่ข้องก็ให้รู้ ทาความรู้อยู่อย่างนั้นเรียกว่า พุทโธ
  13. 13. ให้รู้จักภาวนา พุทโธ ทาดวงจิตให้ผ่องใส จะได้เป็นที่พึ่งของเราได้แน่นอน ให้ทราบว่าในโลกนี้ไม่มีแก่นสารอันใด เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ที่จะเอาได้ก็เป็นเรื่องของดวงจิตเท่านั้น...
  14. 14. สัมมาสมาธิคือ การทาจิตใจให้เที่ยง อย่าให้มันไปก่อภพก่อชาติ ก่อเวรก่อกรรมอะไร ใจมันสงบ เพราะใจเราเป็นสมาธิ ใจตั้งมั่น ตั้งเที่ยง ตั้งตรงใจ ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสสัมผัสทั้งหลายเหล่านั้น
  15. 15. คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านวางไว้ ท่านไม่ได้วางศาสนาไว้ในป่าดง ต้นไม้ ภูเขาเลากา วางไว้ที่กาย ที่ใจของเราเท่านั้น ท่านก็ให้พิจารณากายกับใจของเราเท่านั้น...

×