Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Luangpoo ban

18 views

Published on

คำสอนหลวงปู่แบน ธนากโร

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Luangpoo ban

  1. 1. ความจริงกิเลสทั้งหลายมันจรเข้ามา ใจของเราออกไปสัมผัส กับกิเลสนั้นๆ ก็เกิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ใจของเราออกไปเจอ ไปกระทบ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้มี สติ ให้สารวมจิต สารวมไว้ให้ดี อย่าให้ใจของเราออกไปสัมผัสกับของร้อน สัมผัสกับฟืนกับไฟ เมื่อสารวมจิตไว้ดีแล้ว สิ่งที่เคยกระทบเป็นฟืนเป็นไฟ สิ่งนั้นเขาไม่แล่นมาหาใจ สิ่งเหล่านี้เขาเป็นโลกเขาพร้อมที่จะสัมผัสใจที่แล่นออกไปนั้น จะอยู่ในอิริยาบถใดต้องให้มีความสารวมใจ เราจึงจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรม จึงเป็นผู้ปฏิบัติจิต
  2. 2. พระพุทธเจ้าสอนให้เอาจิตเกี่ยวข้องกับธรรม ธรรมก็คือของเกิดมาดับ ธรรมก็คือของเกิดมาตาย รูปหรือนาม ก็เกิดมาตาย เกิดมาตายไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเป็นสาระ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเป็นแก่นสาร มีแต่ของเกิดมาตายทั้งนั้น ถ้าเราเห็นชัดว่ามันเป็นของเกิด จิตมันตื่น มันถอนตัวออกทันที ทาไมจึงตื่น ทาไมจึงถอนตัว เพราะของที่ต้องเกิดนั้นเป็นของที่ต้องดับอยู่แล้ว ดูแลห่วงแหนขนาดไหนก็ช่างเถอะ มันตายไปทุกขณะ ตายแล้วก็เน่าก็เปื่อยก็ทิ้งกันไป มันเกิดมาเน่ามาเปื่อย หาประมาณมิได้
  3. 3. หยั่งเข้าหาจิตของเรานี่ "หยั่งเข้าหาจิต" ขณะใด ธรรมทั้งหลาย จะเป็นธรรมส่วนใดๆก็ช่าง ดับทันที ดับพร้อมขณะที่ ใจของเราหยั่งเข้าหาจิต.. ..ตามไป ตามไปดู ยิ่งตามก็เหมือนเอาเชื้อไฟไปใส่มัน ดับให้ถูกจุด..จุดที่ไฟจะดับ ก็คือ "สวิทช์" เพราะไฟเกิด มันจะเกิดตรงนี้
  4. 4. ใจจะร่มเย็นเป็นสุขได้ เพราะใจปล่อยวางอารมณ์ที่จะมาทาให้ใจอุ่นร้อน ใจไม่กระโดดไปหาอารมณ์อย่างที่ชาวโลกเค้าเป็นกัน.
  5. 5. ใจไม่สงบก็เพียงแต่ใจไม่สงบ ใจสงบก็เพียงแต่ใจสงบเท่านั้น ต้องมีสติอยู่ในขณะนั้น ยินดียินร้ายไม่ได้ อย่าไปเสวย “สักแต่ว่า” ท่านสอนให้ “รู้” ความไม่สงบ อะไรเป็นเหตุ ความไม่รู้แจ้งในจิตของเรา ท่านหมายถึง อวิชชา เมื่อไม่รู้ชัดในจิต อะไรเกิดขึ้นที่จิต มันยึดติดทั้งนั้น.. ถ้าหากเห็นชัดในจิตแล้ว อะไรเกิดขึ้นในจิต ก็สักแต่ว่า ของเกิดมาดับ ก็มันเห็นชัดๆ สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วเราจะไปยึดสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเราได้อย่างไร ?
  6. 6. .ชอบใจ ไม่ชอบใจ เป็นเรื่องของร้อนทั้งนั้น ของร้อน คนก็ร้อน .....พระพุทธเจ้า จึงให้สารวม ตา มีไว้ให้ระวังรักษาตา ไม่ระวัง ตาจะไปหาของร้อนมา หูไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร หูกลายเป็นเครื่องมือ ... หาซึมซับเอาของร้อนมา จมูกก็เช่นเดียวกัน..... ใจ ถ้าใจเราอิ่ม ไม่หิวกระหายของร้อน ตาก็ไม่แสวงหา ไม่เป็นเครื่องมือหาของร้อนอย่างที่ ใจต้องการ หูก็ไม่แสวงหาของร้อน เพราะ ใจไม่ต้องการ..... “ใจ” จริงๆ ไม่ต้องการของร้อน แต่ “กิเลส” ต้องการของร้อน
  7. 7. ดินฟ้าอากาศไม่เป็นข้าศึกแก่ใจ ใจที่ขาดการสารวมนี่แหละเป็นข้าศึกแก่เรา เมื่อใจของเราได้รับการสารวมดีแล้ว ศีลจึงไม่ต้องไปแสวงหา สมาธิก็ไม่ต้องไปแสวงหา ปัญญาก็ไม่ต้องไปแสวงหา เพราะเกิดขึ้นที่ใจ เมื่อธรรมปรากฏขึ้นที่ใจ กิเลสจะสลายตัวในขณะนั้น เมื่อใจเราเป็นธรรมขึ้นทั้งดวง เป็นธรรมขึ้นทั้งใจ กิเลสตัณหาที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจอยู่ไม่ได้ จิตว่างจากอารมณ์นั้นละ ทาให้เกิดความสว่างไสว...
  8. 8. การทาบุญ ทากุศลเดี๋ยวนี้ ส่วนมากทาเพื่อพ่อ ทาเพื่อแม่ ทาเพื่อลูก ทาเพื่อสามีภรรยา.. บุญกุศลทาเพื่อพรรคพวก ทาเพื่อสามีภรรยาของตัวเอง ก็เรียกว่าทาเพื่อตนอยู่ การทาบุญ ทากุศลจึงมีอานิสงส์ไม่สมบูรณ์... การทาบุญทากุศล ต้องทาด้วยศรัทธา ทาด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส ทามุ่งในการที่จะเสียสละความตระหนี่ของตนจริง ๆ อันนี้เป็นบุญ เป็นกุศลอย่างสมบูรณ์
  9. 9. สังขารก็คือ จิตที่่คิดปรุงแต่ง ถ้าหากจิตหยุดคิดแล้ว ไม่มีอะไรสักอย่าง เตสัง วูปสโม สุโข สังขารทั้งหลายสงบระงับดีแล้ว ทุกข์เกิดจากสังขาร ตัวปรุงตัวแต่งดับไปแล้ว ทุกข์นั้นก็ไม่มี
  10. 10. การปฏิบัติธรรม เพื่อ “กาจัดความหลง” ของใจ ทาความสงบให้มาก แต่ “อย่าไปพอใจในความสงบ” เท่านั้น
  11. 11. .“ปัญญา” ก็ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหน เมื่อ “จิต” ของเราสารวมไว้ดี จิตของเราแน่วแน่ ปราศจากอารมณ์ มีแต่ความผ่องใส มีแต่ความสว่างไสว ความผ่องใสหรือความสว่างไสวเรียกว่า “ปัญญา” เมื่อ “องค์ปัญญา” เกิดขึ้นแล้ว “ความมืด” หรือกิเลสตัณหา ยากที่จะซ่อนเร้นอยู่ในจิตที่สว่างไสว สมบูรณ์เป็นธรรมขึ้นทั้งใจนั้น
  12. 12. สังขารเป็นของเกิดดับ ความปรุงความแต่ง ไม่ใช่เรา สังขารทั้งหลายเหมือนฟองน้า ...เหมือนพยับแดด เราไปยึดฟองน้า เราไปยึดพยับแดด ไม่ได้ประโยชน์อะไร พยับแดดมันมีประจา ฟองน้าก็มีอยู่เป็นประจา ไม่ขาดจากโลก แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้สอนวิธีการ ที่จะไปห้ามไม่ให้พยับแดดเกิดขึ้น ไม่ให้ฟองน้าเกิดขึ้น เพียงแต่สอนว่า พยับแดดสักแต่ว่าพยับแดดเท่านั้น ฟองน้าก็สักแต่ว่าฟองน้าเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นสาระแก่นสาร ตัวตน ไปยึดแล้วสร้างตัณหาให้แก่เจ้าของเองด้วย
  13. 13. .การสวดมนต์ ถือว่าเป็นการภาวนาได้ ภาวนา แปลว่าทาให้เกิด การสวดมนต์ ก็ทาให้เกิดความรื่นเริงเพลิดเพลิน หรือทาให้เกิดความสงบภายในจิตใจได้ ขณะสวดมนต์อยู่บางทีอุบายเกิด ... บางทีธรรมะเกิดขึ้นมา ขณะสวดมนต์ก็ได้ ให้มีความตั้งอกตั้งใจเคารพในการสวดมนต์ มีความแน่วแน่ในคาสวดของเรา นั้นเป็นการภาวนาอย่างสมบูรณ์ทีเดียว...
  14. 14. พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปล่อยวาง เพราะไปยึดแล้วมันทาให้เป็นทุกข์ เพราะของที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันดับไปทั้งนั้น จะยึดไว้ไม่อยากให้เขาเสียหาย ไม่อยากให้เขาหมดสิ้น ไม่อยากให้เขาดับไป ยึดไว้ยังไงก็ไม่เป็นไปตามความอยากของเรา เพราะธรรมชาติที่เกิดขึ้นเขาจะต้องดับไปทั้งนั้น
  15. 15. สิ่งที่เราแสวงหาด้วยการเสียสละชีวิตชีวา ด้วยความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากนั้น ล้วนแต่เป็นของที่เราจะต้องพลัดพรากทั้งนั้น สิ่งเหล่านั้นจะต้องเสียหายไปจากเราทั้งนั้น เพราะอันนั้นเขาเกิดมาเพื่อพลัดพราก เราจะสมมุติเขาว่า เป็นเงินเป็นทอง เป็นข้าวของวัตถุอะไรก็ช่าง อันนั้นก็เกิดมาเพื่อที่จะแตกสลาย เราก็เหมือนกัน เกิดมาเพื่อแตกสลาย เกิดมาก็เพื่อแตกเพื่อตาย ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใครได้หรอก
  16. 16. การภาวนาก็คือการค้นคว้าทาให้แจ้งในสิ่งที่เราไม่แจ้งไม่ชัด. ที่ใจของเรายึดนั้นก็เพราะใจของเราไม่แจ้งชัดตามความเป็นจริง ใจของเราแจ้งชัดตามความเป็นจริงขณะใด ขณะนั้นใจของเราปล่อยวางเอง โดยไม่ต้องตั้งใจที่จะปล่อยวาง
  17. 17. เรื่องทุกข์เรื่องสุขมันเป็นเรื่องของจิตใจ แต่เรื่องของร่างกายก็มีส่วนทาให้จิตใจ เป็นทุกข์หรือเป็นสุขมาก... ถ้าหากว่าพิจารณาเข้าใจชัดตามความเป็นจริงของเขาแล้ว.. ร่างกายอันนี้แหละจะไม่ทาให้ จิตใจของเราเป็นทุกข์อีก
  18. 18. คาสอนของพระพุทธเจ้า ทรงเปรียบสติเหมือนหนทางไว้เหมือนกัน ว่ามรรคก็คือสติ มรรคทั้งแปดก็รวมอยู่ที่สติองค์เดียวนี้ ในเมื่อสติคอยระวังรักษาใจ เราก็เดินไปตามทางที่พระพุทธเจ้า ท่านทรงแนะนาบอกสอนหรือชี้ทางเอาไว้นั้น ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ผลของการไม่ออกนอกลู่นอกทางก็คือ ได้รับความสงบร่มเย็นใจ
  19. 19. ความดี คือการบาเพ็ญทาน ความดี คือการรักษาศีล ความดี คือการบาเพ็ญจิตตภาวนา ให้รีบทาในขณะนี้ทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้ เหมือนกับไฟไหม้ผมบนศีรษะ ให้รีบดับ ไม่ใช่ไหม้บ้านไหม้ช่องนะ ไหม้ผมบนศีรษะนี่ ต้องดับทันที การทาความดีก็ต้องรีบทาทันทีเหมือนกัน ทันทีทุกขณะ

×