Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×

ตามรอยบูรพาจารย์ 9

Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Loading in …3
×

Check these out next

1 of 16 Ad

More Related Content

Slideshows for you (20)

More from MI (20)

Advertisement

ตามรอยบูรพาจารย์ 9

  1. 1. หลงตัวลืมตาย หลงกายลืมแก่ หลงกามคุณลืมพ่อแม่ ไม่มีพอ เพราะพอไม่เป็ น หลวงปู่ จาม มหาปุญโญ ตามรอยบูรพาจารย์ 9
  2. 2. "คนเราแม้จะมั่งมีศรีสุข ขนาดไหนก็ไม่มีวันพอ ไม่มีวันอิ่ม มีเงินทองมากมาย ขนาดไหนก็ไม่มีวันอิ่ม วันพอเหมือนกัน กินข้าวปลาก็เหมือนกัน ไม่มีวันอิ่มวันพอ เช้ามาก็กิน กินแล้วก็ถ่าย ถ่ายแล้วก็กินอยู่อย่างนี้ ไม่มีที่สุขของมนุษย์" .หลวงปู่ เจี๊ยะ จุนฺโท
  3. 3. อย่าไปข่มความรู้สึก อย่าไปบังคับจิตให ้สงบ นึกพุทโธๆๆเอาไว ้อย่าไปนึกว่าเมื่อใดจิตจะสงบ เมื่อใดจิตจะรู้เมื่อใดจิตจะสว่าง ให ้กาหนดรู้ลงทีจิต อย่างเดียว นึกพุทโธๆๆ พุทโธก็อยู่กับจิต จิตก็อยู่กับพุทโธ เมื่อมีการตั้งใจนึกพุทโธ สติสัมปชัญญะจะมาเอง หน้าที่เพียงนึกพุธโธๆๆไว ้ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร จิตจะสงบหรือไม่สงบ ไม่สาคัญ ให ้เรานึกพุทโธไว ้โดยไม่ขาดระยะเป็น เวลานานๆจนกระทั่งจิตมันคล่องตัว ต่อการนึกพุทโธ ในที่สุด จิตจะนึกพุทโธๆๆเองโดยไม่ได ้ตั้งใจ เมื่อจิตนึกพุทโธเองโดยไม่ได ้ตั้งใจ แสดงว่าการภาวนาของเรากาลังจะได ้ผลแล ้ว ในเมื่อจิตนึกอยู่ที่พุทโธๆๆ พุทโธก็เป็นเครื่องรู้ของ จิต เครื่องระลึกของสติ เมื่อจิตมีเครื่องรู้สติมีเครื่อง ระลึก ผู้ปฏิบัติตั้งใจปฏิบัติให ้มากๆ กระทาให ้มากๆ ในที่สุดจิตจะเกิดความสงบ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
  4. 4. อาตมาตั้งใจไว้ว่า... “จะให้เลือดทุกๆ หยดในร่างกาย ตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า เป็ นไปเพื่อกิจพระศาสนา ไม่ว่าจะเป็ นบนฟ้ าหรือใต้ดินก็ จะต้องขอเอาจนสุดชีวิต”. ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
  5. 5. ที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะพุทโธเป็ นกิริยาของใจ ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้ว มันสงบวูบลงไป นิ่ง สว่าง รู้ตื่น เบิกบาน พอหลังจากนั้น คาว่า พุทโธ มันก็หายไปแล้ว ทาไมมันจึงหายไป เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็ นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็ นคุณธรรมที่ทาจิต ให้เป็ นพุทธะเกิดขึ้นในจิต ของท่านผู้ภาวนา หลวงปู่ เสาร์ กันตสีโล
  6. 6. “ถ้าถูกอิจฉา อย่าเสียใจหรือ โกรธผู้อิจฉา แสดงว่าเราจะต้องดีกว่าเขา เพราะไม่มีผู้ใด จะอิจฉาคนที่เลวกว่าตน และเราก็อย่าไปอิจฉาผู้อื่น” ธมมฺวิตกฺโกภิกขุ (เจ้าคุณนรฯ)
  7. 7. "หากยามใดท้อถอย เหนื่อยหน่ายต่อการปฏิบัติ ก็ให้ระลึกถึงภัยข้างหน้าที่จะมีมา ต้องตระหนักว่า ขณะนี้เรายังอยู่ในมรสุม อยู่ท่ามกลางคลื่น ภัยนั้นมีอยู่รอบด้าน เอาไว้ให้ถึงฝั่งเสียก่อน อย่ามัวเที่ยวเก็บ เที่ยวชมดอกไม้ มืดค่าแล้ว เดี๋ยวจะหาทางออกไม่พบ" หลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ
  8. 8. ที่เราสวดมนต์ไหว้พระอยู่เสมอ ก็อย่าไหว้แต่วาจา อย่ากราบแต่ด้วยมือ ต้องจิตใจน้อมระลึกถึงความจริงด้วย ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ให้มีศรัทธา ความผ่องใสในจิตในใจ จะเห็นอานิสงส์ จะได้เกิดความอุตสาหะพยายาม เกิดความพากเพียร เกิดสติระลึกคุ้มครองรักษาตัวเรา ให้เป็ นผู้หมดจดสะอาด ไปถึงสภาพแห่งความบริสุทธิ์ หลวงปู่ สุวัจน์ สุวโจ
  9. 9. สมาธิเป็นกาลังสาคัญมาก ถ ้า ไม่มีสมาธิแล ้ววิปัสสนาจะเอา กาลังมาจากไหน ปัญญา วิปัสสนามิใช่เป็นของจะพึง แต่งเอาได ้เมื่อไร แต่เกิดจาก สมาธิที่หัดได ้ชานิชานาญ มั่นคงดีแล ้วต่างหาก ถึงผู้ได ้สุกขวิปัสสโกก็เถิด ถ ้า ไม่สมถะแล ้วจะเอาวิปัสสนามา จากไหน เป็นแต่สมถะของ ท่านไม่คล่องเท่านั้น อย่างนี้ พอฟังได ้ 1/3
  10. 10. ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เมื่อได ้ทาสมาธิให ้มั่นคง แน่นหนาดีแล ้ว จนกระทั่งจะเข ้าจะออกก็ได ้ จะอยู่ให ้นานๆ และพิจารณา กายอันนี้ให ้เป็นอสุภะหรือ เป็นธาตุก็ได ้พิจารณาคนใน โลกนี้ทั้งหมดให ้เป็นโครง กระดูกทั้งหมดก็ได ้หรือ พิจารณาให ้เห็นในโลกนี้ ทั้งหมดว่างเป็นอัชฌัตตา กาศว่างเปล่าไปหมดก็ได ้ ฯลฯ 2/3
  11. 11. จิตผู้มีอสุภะเต็มที่แล ้ว ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ย่อมเป็นสมาธิอยู่ตลอดเวลา แล ้วก็มองเห็นกิเลสของตน ซึ่งเกิดจากจิตของตนได ้ชัดเจนว่ากิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเกิดจากสิ่งนี้ๆและมันตั้งอยู่ได ้ด ้วย อาการอย่างนี้ๆ แล ้วหาอุบายละด ้วยอย่างนี้ๆ เหมือนกับน้าในสระที่ขุ่นมาเป็นร้อยๆปี เพิ่งมาใสสะอาดมองเห็นสิ่งสารพัด ที่มีอยู่ก ้นสระว่า แต่ก่อนแต่ไรเราไม่นึกไม่คิดเลยว่า ในก ้นสระมันจะมีของเหล่านี้ นั้นเรียกว่า วิปัสสนาคือความรู้ความเห็นตามสภาพ จริง มันเป็นจริงอย่างไรก็เห็นตามความ เป็นจริงอย่างนั้น ไม่วิปริตผิดแปลกจาก ความเป็นจริงของมัน 3/3
  12. 12. สักวันหนึ่งความตายจะมาถึงเรา มาบีบบังคับให้เราปล่อยทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น เราต้องหัดปล่อยวางล่วงหน้าให้มันเคย ไม่อย่างนั้น พอถึงเวลาไปจะลาบาก ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
  13. 13. "ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่า ที่จะพูดนี้จาเป็ นหรือเปล่า ถ้าไม่จาเป็ นก็อย่าพูด นี่เป็ นขั้นแรกในการอบรมใจ เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไม่ได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร". .ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก
  14. 14. ถ้าใจเราเป็ นโทษเสียแล้ว จะไปทาบุญทาทานอะไรก็ไม่ได้ผล เหมือนกับเราขนปุ๋ ย ไปใส่ต้นไม้ที่ตายแล้ว"
  15. 15. ยากแสนยาก ก็ให้ตั้งใจบาเพ็ญในตนของตน ให้ปิติยินดีพอใจในมรรคา คือหนทางปฎิปทาของตน อย่าอ้างความเกียจคร้าน ผลัดผ่อน ให้ขวนขวายในกิจ ของตนเสมอตลอดไป หลวงปู่ จาม มหาปุญโญ
  16. 16. คนเราเมื่อประพฤติปฏิบัติให้ อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรม อยู่ในความไม่ประมาท หมั่นบาเพ็ญบุญ สวดมนต์ไหว้พระทุกวันแล้ว ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาพระที่ไหน ชีวิตก็เป็ นสุข หลวงปู่ จาม มหาปุญโญ วัดป่ าวิเวกวัฒนาราม

×