Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×

ตามรอยบูรพาจารย์4

Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad

Check these out next

1 of 17 Ad

More Related Content

Slideshows for you (20)

Similar to ตามรอยบูรพาจารย์4 (20)

Advertisement

More from MI (20)

Advertisement

ตามรอยบูรพาจารย์4

  1. 1. ยินดีในโลกทั้งปวงก็เท่ากับเป็น ห่วงใยในการเกิดแก่เจ็บตายทั้งปวง อยู่ในตัวแล้วๆ ถ้าไม่ยินดีในโลกทั้ง ปวงก็ตรงกันข้าม ไฟกิเลสก็จะไม่ ลุกลามพอมีน้าจะดับขับไฟได้" ตามรอยบูรพาจารย์ 4
  2. 2. การภาวนาก็เป็นบุญ เป็นกุศลมากมาย ถ้าทา ได้ทุกๆวันทาได้ เสมอ ไปก็เป็นกุศลทุกวัน ให้ คิดดูความแก่ความเจ็บ ความตาย จะมาถึงวัน ไหนเราก็ไม่รู้ไม่ว่าแต่คน เฒ่าคนแก่คนหนุ่มก็ตาย ได้ฝึกหัดทาทุกวันๆ มัน ตายไปก็ยังได้ขึ้นสวรรค์ การกระทาจิตใจนี้ เป็น ของดีเป็นยอดของทาน ฝึกหัดอริยทรัพย์ภายใน นั่นเป็นอริยะ ฝึกหัด ดัดแปลงจิตใจให้มันดี มันบริสุทธิ์ หมดมลทินหลวงปู่สาม อกิญจโน
  3. 3. "บรรดานักภาวนาทั้งหลายอยู่ข้างใน อย่าสนใจสิ่งใดมากยิ่งกว่าธรรมภายในใจ ให้ ดูจิตใจตัวเอง อย่าไปเที่ยวดูเรื่องคนอื่นคนใด เป็นความเสียหายไม่ดีเลย เราเอือมระอานะ"
  4. 4. สมบัติค้างโลก ทาไมทาได้ทั้งวันทั้งคืน สมบัติที่ติดตัวไปแค่ 2 ชั่วโมง ทาไมทาไม่ได้" หลวงปูฟัก สันติธัมโม วัดเขาน้อยสามผาน จันทบุรี
  5. 5. "อยากจะด่าใครคนใดคนหนึ่ง ก็ให้ด่าตัวเองก่อน แต่งตัวเองให้ดีเสียก่อน จึงพูดจึงทา ถึงจะพูดแรงหน่อยก็ได้ จะพูดหนักหน่อยก็เป็น แต่ให้รู้จักเสียก่อน ให้ดูเราเสียก่อน ให้เราดีเสียก่อน ให้เรารู้เสียก่อน สอนเราเสียก่อน" พระโพธิญาณเถระ (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
  6. 6. ให้ตั้งจิตน้อมระลึกถึง คุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และขอเอาบารมีพระรัตนตรัย มาเป็นสื่อส่งผ่านบุญกุศลที่ได้ ทาไว้ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลาย- อาตมาก็ใช้วิธีนี้เวลา แผ่เมตตา หลวงปูฟัก สันติธัมโม วัดเขาน้อยสามผาน จันทบุรี
  7. 7. ..ความสกปรกใดก็ตามในโลกนี้ เช่น ขี้ตมขี้โคลน สิ่งสกปรกโสมมต่างๆ ที่โลกไม่พึงปรารถนากันเหล่านั้น ก็ไม่เหมือนใจที่สกปรก เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ก่อความเดือดร้อน และเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ให้ได้รับความพินาศฉิบหาย เหมือนใจที่สกปรก.."
  8. 8. วิสัยโลกจะต้องมีรัก แต่ให้มีสติควบคุมใจ มิให้ความรัก มีอานาจเหนือสติ.." สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
  9. 9. ไอ้ที่เราระลึกถึงความตายความตาย ระลึกถึงความตายระลึกถึงความตายนะ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดิน น้า ลม ไฟ เป็นของเกิดมาตาย จิตของเราไม่ได้ตาย ถึงว่าอันนี้มันตายจริงๆ ตายไปไม่หายใจนี่ จิตของเราก็ยังเป็นจิตอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ตาย ร่างกายตายก็สักแต่ว่าของตาย เขาเกิดมาตายเท่านั้น จิตของเราไม่ได้ตาย แล้วเราจะไปเศร้าโศกทาไม การระลึกถึงความตายจึงมีประโยชน์อย่าง ยิ่ง เข้าใจมั้ย (หัวเราะ)หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร
  10. 10. ขอให้ท่านทั้งหลาย สารวจดูความสุขว่า ตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสารวจดูแล้ว มันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยพบมาแล้วนั่นเอง ทาไมจึงไม่มากกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกนี้มีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้าๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่าไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความ สุขที่ปลอดภัยหาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
  11. 11. อุปสรรคมีมาเพื่อให้เราสร้างบารมี ถ้าแก้อุปสรรคได้บารมีก็แก่กล้า หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
  12. 12. “การภาวนานอกจาก ให้ผลทางจิตใจแล้ว ความเอ็นดู เมตตาสงสาร คนอื่นก็เกิดขึ้น ที่เราโกรธเกลียด พยาบาทก็หายไป เห็นโทษก็สงสารเขา มีธรรมะในใจ ความอิจฉาพยาบาท เบียดเบียนก็ไม่เกิดขึ้น อยู่หมู่คณะใดก็ไม่ เกิดขึ้น” หลวงปู่จันทร์โสม กิตติกาโม วัดป่าจันทรังสี จ.อุดรธานี
  13. 13. .อ่านก็อ่านไปเถอะตารับตารา นับถือศาสนา ก็นับถือไปยังงั้น ถ้าลงไม่สนใจแก้กิเลส.. กิเลสไม่ได้กลัวคนอ่าน คนนับถือศาสนา หรือ คนเรียนตารับตารามามาก มันกลัวแต่คนปฏิบัติเพื่อกาจัดมันเท่านั้น.."
  14. 14. ถ้าหากคนเรามองดูเห็นความตาย อยู่ใกล้ตนแล้ว ก็จะรีบขวนขวายสร้างคุณงามความดี ให้เกิดให้มีขึ้นแก่ตนเองได้ ถ้าบุคคลไม่เจริญมรณานุสติกรรมฐาน ไม่ระลึกถึงความตายในวันหนึ่งวันหนึ่ง ไม่รู้ว่าตนเองจะตายในวันใดวันหนึ่งแล้ว ก็ย่อมเป็นคนประมาท เป็นคนที่หลงระเริงเพลิดเพลินอยู่ว่า ชีวิตของเรานี้จะอยู่ได้ยืนยาวนาน ไป หลายวันหลายเดือนหลายปี ก็จะมีความประมาท พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก(บ้านปง) จังหวัดเชียงใหม่
  15. 15. การสาเร็จมรรคสาเร็จผล ไม่ได้สาเร็จที่อื่นที่ไกล สาเร็จที่ดวงใจของเรา คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านวางไว้ถึง ๘๔ ๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านก็ไม่ได้วางไว้ที่อื่น วางที่กาย ที่ใจของเรานี้เอง นี่เรียกว่า เป็นที่ตั้งแห่งธรรมวินัย ความที่พ้นทุกข์ ก็จะพ้นจากที่ไหนเล่า คือใจเราไม่ทุกข์ แปลว่าพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้น ได้ยินแล้ว ให้พากันน้อมเข้าภายใน ธรรมะคาสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมไว้ในจิตดวงเดียว" หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
  16. 16. เมื่อเราเชื่อว่าจิตของเรา เป็นธรรมชาติที่ไม่ตาย รูปร่างกายเราต่างหากที่แตกดับ เมื่อเราเชื่อว่า โอวาทคาสอนของครูบาอาจารย์ เราก็ขวนขวายสร้างคุณงามความดี สร้างบุญกุศล เป็นอริยทรัพย์อริยบารมีฝังไว้ สาหรับติดตัวเราไปทุกชาติทุกภพ จนกว่าจะถึงพระนิพพาน ถ้าเราไม่เชื่อโอวาท ไม่เชื่อกรรมดี กรรมชั่ว จิตใจก็หวั่นไหว เป็นลูกคลื่นมากระทบจิตใจ สู้คลื่นแรงที่ซัดโถมมาไม่ไหว ก็อาจจะจมน้าตาย หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ตาบลผาน้อย อาเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
  17. 17. เราสร้างความดีเรื่อยๆ ความชั่วก็เกิดกับเราไม่ได้" พระโพธิญาณเถระ (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

×