Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

คำสอนท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม 1

1,880 views

Published on

คำสอนท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

คำสอนท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม 1

  1. 1. ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม สมุทรปราการ
  2. 2. ให้หมั่นเพ่งโทษของตนไว้เนื่องๆ และแก้ไขสิ่งที่ชั่วให้ กลับเป็นดี พระพุทธเจ้าทรงตรัสข้อนี้ว่า สตฺถา เทว มนุสฺสานํ คือทํามนุษย์ให้เป็นเทวดา ทําเทวดาให้เป็น พรหม ทําพรหมให้เป็นอริยะ"
  3. 3. ที่ถูกนั้น...ใครจะว่าอะไรก็ช่างเขา ต้องคิดว่านั่นเป็นสมบัติของเขา ไม่ใช่ของเรา ส่วนความดีที่เราทาก็ย่อมอยู่ที่ตัวเรา ให้คิดเหมือนมะม่วงที่เป็นหนอน คนฉลาดเขาก็เลือกกินแต่ตรงเนื้อที่ดีๆ ส่วนที่เน่าที่เสียก็ปล่อยให้บุ้งหนอน มันกินของมันไปเพราะเป็นวิสัยของมัน ส่วนเราก็อย่าไปอยู่จาพวกบุ้งหนอนด้วย
  4. 4. การตายนั้น... นักปราชญ์บัณฑิตท่านเห็นเหมือนกับว่า เป็นการแก้ผ้าขี้ริ้วออกโยนทิ้ง ไปจากตัวเท่านั้น จิตก็เหมือนกับตัวคน กายก็เหมือนกับ เสื้อผ้า ไม่เห็นว่าเป็นการสลักสาคัญอะไรเลย
  5. 5. นักปราชญ์บัณฑิตนั้น ท่านเห็นว่าการอยู่การตาย ไม่สาคัญเท่ากับการทาประโยชน์ ถ้าการอยู่ของท่านมีประโยชน์ ต่อตนเองและผู้อื่นแล้ว ถึงผ้ามันจะเก่า เสื้อมันจะขาดจนเป็นผ้าขี้ริ้ว ท่านก็ทนใส่มันได้ แต่ถ้าเห็นว่า ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครแล้ว ท่านก็แก้มันโยนทิ้งไปเลย
  6. 6. คนที่มีศีล มีทาน แต่ไม่มี “ภาวนา” (คือ หลักของใจ) ก็เท่ากับถือศาสนาเพียงครึ่งเดียว เหมือนคนที่อาบน้าแค่บั้นเอว ไม่ได้รดลงมาแต่ศีรษะ ก็ย่อมจะไม่ได้รับความเย็นทั่วตัวเพราะไม่เย็นถึงจิตถึงใจ
  7. 7. คนที่บวชแล้วไม่เคยออกป่าเลย ก็เท่ากับได้รู้จักแต่รสข้าวสุกอย่าง เดียว ไม่มีกับ คนที่บวชแล้วเดินธุดงค์แสวงหาที่ วิเวก ย่อมได้รับรสของธรรม เปรียบเหมือนบุคคลที่กินข้าวสุกมี กับ ย่อมได้รับรสต่างกันมาก
  8. 8. คนที่ทา "ทาน" มากก็จะให้ผลให้เขา เป็นคนมีทรัพย์สินอุดมสมบูรณ์ คนมี "ศีล" จะทาให้ได้อัตภาพที่ดี มีรูปร่างผิวพรรณดีงาม ไม่เป็นใบ้ บอดหนวกหรือ หน้าตาวิปริตน่าชัง ถ้ามี "ภาวนา" ด้วย ก็จะทาให้ผู้นั้นเป็นคนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด ไม่เป็นบ้าวิกลจริต เหตุนั้น, พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ เราทาทั้งทาน ศีล ภาวนาให้ครบ บริบูรณ์ทั้ง ๓ ประการ
  9. 9. ผู้ปฏิบัติธรรม จะต้องมีการเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว บุคคลใดมีธรรมอันพอ จะช่วยให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ แต่ไม่ช่วย พระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงสรรเสริญบุคคล ชนิดนั้น และตัวเราเองก็ติเตียน ถ้าหากเราจะทาอย่างนั้นบ้าง เราก็สบายไปนานแล้ว ไม่ต้องมาลาบากอย่างนี้ ทุกสิ่งที่อย่างที่ทาไปนี่ ก็เพราะเห็นแก่ศาสนาส่วนใหญ่
  10. 10. เรื่องภายนอกนั้น ถึงเราจะศึกษาให้มีความรู้สักเท่าไรๆ ก็จะไม่ทาให้เราพ้นจากทุกข์ได้ สู้การเรียนรู้จิตใจของตนอยู่ภายในวงแคบๆนี้ไม่ได้
  11. 11. การดาเนินทางศาสนา เท่ากับเดิน ๒ ขา คือปริยัติ ขาหนึ่ง ปฏิบัติขาหนึ่ง ถ้าเราเดินแต่ขาเดียวก็ต้องล้มแน่
  12. 12. โลกียทรัพย์ เป็นของที่เราจะนาติดตัวไปโลกหน้าไม่ได้ จึงต้องแปรโลกียทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ เสียก่อน จึง จะนาติดตัวไปโลกหน้าได้
  13. 13. สมบัติที่เป็นของกาย เรียกว่า โลกียทรัพย์ สมบัติที่เป็นของใจเรียกว่า อริยทรัพย์ สมบัติของกายอาศัยใช้ได้เฉพาะแต่ในโลกนี้ แต่สมบัติของใจใช้ได้สาหรับโลกหน้า

×