Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ธรรมะจากหลวงตา1

828 views

Published on

ธรรมะจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดร

Published in: Spiritual
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

ธรรมะจากหลวงตา1

  1. 1. ธรรมะจาก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรราชธานี ชุดที่ 1
  2. 2. “เมื่อร่างกายหมดอายุขัย จิตก็ไปเกิดใหม่ กับกรรมดีกรรมชั่ว… ให้จาไว้นะ”
  3. 3. “ตายไปมันไม่สูญ จิตดวงเดียวนี้ พอออกจากนี้ไป ก็ออกไปตามวิบากกรรม คือกรรมดี กรรมชั่ว ฉะนั้น ท่านจึงให้สร้างกรรมดีไว้ เพื่อสนับสนุนจิตใจ”
  4. 4. “แม้อยู่นิ่งๆ แต่จิตไม่ได้นิ่ง จิตมีความคิดปรุง ยุ่งเหยิงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอิริยาบถใดมาห้ามมันได้ นอกจาก “ สติปัญญา”
  5. 5. “หัวใจ..เป็นมงคลสาคัญที่สุด ถ้าหัวใจไม่เป็นมงคลเสียแล้ว มีวัตถุมงคลมากมายเพียงใดก็ไม่มีความหมาย”
  6. 6. ธรรมเมื่อเข้าสู่หัวใจใดแล้วย่อมพอ ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าคาว่า “พอ” คาว่านิพพานแปลว่า ดับกองทุกข์ทั้งหลายนั้นแลจากจิตใจ เมื่อสมมุติดับโดยสิ้นเชิงแล้ว ใจก็พอ
  7. 7. “นั่งภาวนาก็ให้มีสติ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอยู่เฉพาะหน้า อย่าเอาเรื่องสิ่งใดงานใดเข้าไปกังวล ภายในใจ ขณะนั้นให้ทาหน้าที่ในวง ปัจจุบัน อย่าไปคาดเรื่องมรรคผลนิพพาน ว่าจะเป็นขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ คาดไปก็เสียเวลา และสติกับจิตพราก จากงานนั้นแล้วจะไม่เกิดประโยชน์อันใด เดินจงกรมก็ให้รู้อยู่กับคาบริกรรมของตน นั่งก็ให้รู้อยู่กับคาบริกรรม เช่นกาหนด พุทโธก็ให้รู้อยู่กับพุทโธๆ เรามีงานอัน เดียวนี้เท่านั้น ไม่มีงานอื่นใดที่จะหวัง พี่งเป็นพึ่งตาย นอกจากความเพียรเพื่อ แก้กิเลสตัณหาอาสวะทุกประเภท”
  8. 8. “ฉะนั้นการต่อสู้กับกิเลสทุกประเภท ให้พึงพากันทราบอย่างถึงใจไว้เสมอ อย่าต่อสู้แบบความท้อถอยอ่อนแอ ไม่ใช่ทางที่จะชนะกิเลสได้ ต้องห้าหั่น กันเข้าไป อย่าสงสัยว่าโลกนี้มีสถานที่ใดสิ่งใดบ้างที่จะพาให้มีความสุขความเจริญ จะพาให้เลิศให้ประเสริฐมีความสุขความสบายจีรังถาวร ไม่มี อย่าสงสัยให้เสียเวลา และทุกข์ใจเปล่า ทั้งเป็นความประมาทด้วย มีแต่ เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เต็มตัวของมัน”
  9. 9. “มันไม่ตายแหละการประกอบความเพียรฆ่ากิเลสนี่ เป็นแต่เพียงความลาบาก ลาบนมากน้อยเท่านั้น แต่เรื่องตายจริงๆนั้นคือกิเลสมันตาย เราไม่ตายแหละ ตายด้วยความเพียรน่ะ กิเลสนั่นแหละเป็นผู้จะตาย แต่เรามันกลัวตายเสียก่อนน่ะซิ มันถึงไม่สามารถฟาดฟันหั่นแหลกกิเลสได้ พอให้ถลอกปอกเปิกไปบ้าง หรือให้ถึง ขั้นกิเลสตาย เพราะฉะนั้น จงเอาให้ถึงขั้นกิเลสตาย อย่าเอาเพียงแต่กิเลส ถลอกปอกเปิกเฉยๆใช้ไม่ได้ เอาให้กิเลสตายซิ”
  10. 10. “เวลากาหนด เมื่อลมหมดไปจริงๆไม่มีอะไรเหลือ แต่ความรู้มันเหลืออยู่นั่นแหละ เมื่อลมละเอียดลงไปก็แสดงว่า จิตละเอียด เมื่อลมหมดไปจริงๆ ในความรู้สึกมันมีได้ ถึงลมจะหมดไปก็ตามให้ทราบ ว่าลมที่กาหนดนั้นหมดไป แต่ความรู้ที่ เป็นตัวการสาคัญซึ่งเราต้องการนั้น มีอยู่กับเรา ให้อยู่กับความรู้นั้น ไม่ต้องไปกังวลกับลมหรือสิ่งอื่นใด ในขณะนั้น จนถึงเวลาจิตแสดงอาการ ออกจากความสงบนั้นมาเป็นปกติ ถ้าจะหยุดก็ค่อยหยุด ส่วนลมก็มีมาเองตามปกติ นี่คือหลักของการภาวนาอานาปานสติ คราวต่อไปก็ทาดังที่เคยทามาแล้ว จะไม่ผิดพลาดไม่ลังเลสงสัย และพึงถือวิธีนี้ เป็นหลักยึดต่อไปอย่างมั่นใจ”
  11. 11. “เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทาความดี ให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทาด้วยความเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล”
  12. 12. “จิตว่าง เพราะวางกาย”
  13. 13. มรรคผลนิพพานอย่าไปคาดไปหมายที่ใด มีอยู่ในวงกายกับจิตนี้ อยู่ในวงขันธ์ห้านี้ เอาให้ดี สิ่งใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับใจก็พิจารณาไป เช่นรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เพราะความสัมผัสความพัวพัน ความติดทั้งรักทั้งชัง มันติดได้ทั้งนั้นแหละจิตใจ มันติดทั้งรักติดทั้งชัง ติดทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ติดไปหมด ติดไม่เลือก กินไม่เลือก เพราะฉะนั้น จึงต้องแยกแยะคลี่คลายออก ให้รู้เรื่องของมันด้วยสติปัญญา จนจิตหายสงสัยแล้วถอนตัวเข้ามา ที่เรียกว่า ปล่อยวาง เพราะความเข้าใจแล้วด้วยการพิจารณา ผลสุดท้ายก็ไม่ไปไหน ลงมารวมที่ใจ เมื่อใจไม่กังวลวุ่นวาย เพราะปัญญาหว่านล้อม ให้ทราบเรื่องราวหมดแล้ว ใจก็หายกังวล ทีนี้จะทาสมาธิภาวนาเมื่อไร ใจก็สงบสะดวกสบาย ใจมีแต่ความสงบร่มเย็นเป็นเรือนอยู่
  14. 14. “ เดินจงกรมก็ให้มีสติ อย่าไปสนใจกับเรื่องอื่นใดว่าจะมีคุณค่ามีราคา อย่าไปเพลินกับความคิดความปรุงในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องโลกเรื่องสงสารที่เคยเป็นมาแล้ว ในอดีตก็ดี ที่จะเป็นไปในอนาคตก็ดี หรือมันเอาเรื่องอดีตมายุ่งอยู่ในวงปัจจุบันนี้ก็ดี มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งมวล ทั้งๆที่เราเดินจงกรมอยู่นั้นแหละ นั่งสมาธิภาวนาอยู่นั้นแหละ แต่กิเลสมันทางานอยู่บนหัวใจเรา ตัวสมุทัยได้แก่ความคิดความปรุงแต่ง เรื่องอดีต อนาคตวุ่นไปหมด ถ้าคิดไปเพื่อความวุ่นเช่นนั้นไม่ใช่ทาง เป็นเรื่องการส่งเสริมกิเลสหรือสั่งสมกิเลสขึ้นอีก”
  15. 15. ใครจะหยาบละเอียดแค่ไหน นิสัยวาสนามีมากมีน้อยเพียงไร จงยกตนให้เหนือกิเลสประเภทต่างๆด้วยความเพียร จะจัดว่าเป็นผู้มีวาสนาบารมีเต็มหัวใจด้วยกัน หากไม่มีความเพียรเป็นเครื่องแก้ อย่างไรก็นอนกอดวาสนาที่เต็มไปด้วยกิเลสตัวหยิ่งๆอยู่นั่นแล บางก็ฟาดมันลงไปให้แหลกละเอียด หนาก็ฟาดมันลงไปให้แหลกเหมือนกันหมด จะสมนามว่าเป็นนักรบนักปฏิบัติเพื่อกาจัดสิ่งที่เป็นข้าศึกออกจากใจโดยแท้
  16. 16. ผุ้ปฏิบัติซึ่งเป็นนักบวชมุ่งต่อ อรรถต่อธรรมด้วยการแก้ กิเลสอยู่แล้ว จึงไม่ควรเห็นกิเลสประเภท ต่างๆว่าเป็นของไม่สาคัญ พอที่จะนอนใจ ไม่คิดอ่านเรื่องสติปัญญาที่ จะนามาแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นภัยต่อตนมาแต่กาล ไหนๆอยู่แล้ว ผู้ปฏิบัติจึงควรสาเหนียก ศึกษาใคร่ครวญจากโอวาท ครูบาอาจารย์สั่งสอน และ สังเกตพิจารณาความเคลื่อน ไหวของจิต ที่เป็นมาเพราะ อานาจของกิเลสผลักดัน ออกทุกระยะๆ ผู้ปฏิบัติเพื่อจะแก้พิษภัย ออกจากใจ ไม่ใช่มานอนอยู่ เฉยๆ จึงเป็นผู้ควรคานึง
  17. 17. เ “อย่าอยู่กันด้วยความอิจฉาพยาบาท อาฆาตจองเวรและเคียดแค้นแก่กันและกัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ควรนามาเผากันสาหรับมนุษย์เรา นั่นไม่ใช่ทางของชาวพุทธเรา มันเป็นทางของเปรตของผี ของยักษ์ของมาร”
  18. 18. เราต้องหาวิธีแก้ไขไม่นอนใจ ตราบใดที่กิเลสยังมีอยู่ภายในใจ การทาความเพียรต้องทา อย่างเข้มแข็งอยู่ตราบนั้น ถอยไม่ได้ ถ้าไม่อยากให้กิเลส บดขยี้แหลกเหลวน่ะ การนั่ง นานเกิดความเจ็บปวด นั่นมัน เป็นธรรมดา เดินนานก็ เหนื่อย เราเปลี่ยนได้พลิกได้ แต่สาคัญที่ความทุกข์ เพราะการต่อสู้กับกิเลสนี้มันไม่มี เวล่าเวลา ถ้าเรา ไม่ต่อสู้มัน มันยิ่งเอาเราหนัก การต่อสู้มันก็ เพื่อชัยชนะ จึงไม่ถือว่า เป็นความลาบากลาบน เพราะเราต้องการอยู่ เหนือกิเลส เราต้องการชนะกิเลส เรากลัวกิเลสเราจะ เอาอะไรไปสู้กับมัน
  19. 19. จงเชื่อว่านรก สวรรค์มีจริง บุญจะพาไปสวรรค์ บาปจะพาลงนรก
  20. 20. จิตวิญญาณแต่ละดวงๆนั้น ความสลับ ซับซ้อนแห่งความเกิดแก่เจ็บตาย หมุน เวียนเปลี่ยนแปลงในภพน้อยภพใหญ่ มากี่กัปนับไม่ถ้วนนั้น จะมีความหนา แน่นสับสนยิ่งกว่ากอไผ่ทั้งกอ เพียงวิญญาณดวงเดียวนี้เท่านั้น ก็มากยิ่งกว่ารากกอไผ่ทั้งกอนั้นแล้ว แล้วเราจะทายังไง หรือยังจะยินดี สั่งสมรากไผ่ คือความเกิดแก่เจ็บตาย ของเรานี้ให้มากมูนขึ้นไปกว่านี้ แล้วใครจะเป็นคนแบกคนหาม ใครจะเป็นคนรับผิดชอบแบกหาม ในกองทุกข์ทั้งหลายในภพน้อยภพใหญ่ ที่เกิดขึ้นจากความเกิดความตาย เป็นสาคัญ ถ้าเราไม่รีบสลีดเสีย ตั้งแต่บัดนี้ ซึ่งเป็นกาลอันควร อัตภาพก็อานวย จิตใจก็อานวย เพศก็อานวยอยู่แล้ว
  21. 21. “ประการสาคัญที่เป็นสิ่งลี้ลับ สาหรับสายตาพวกเราซึ่งเป็นคน ตาบอดนี้ ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งกว่านี้ไปอีก พระพุทธเจ้า พระ อรหันต์ ท่านสลดสังเวชใน เสียงของเปรต ของผี ของสัตว์นรกที่ตกนรก หมกไหม้ร้องครวญครางเต็ม นรกแล้ว เต็มอยู่ทุกแห่งทุกหน มีแต่สัตว์เสวยกรรมเพราะความ ประมาทของตนนี้มีจานวน มากมายยิ่งกว่านี้ เราไม่อยากจะพูดพันๆเท่ามัน มากยิ่งกว่านั้นขนาดไหน”
  22. 22. ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ จิตก็รู้ จิตเป็นผู้รับทราบ จิตเป็นผู้เสวยผล
  23. 23. เรียนมาสูงขนาดไหน ที่มีแต่ความจา กิเลสไม่ถลอกปอกเปิก ดีไม่ดีทนงตัวว่า เราเรียนมามากสูงมาก นี่ยิ่งเพิ่มกิเลสหนักเข้าไป
  24. 24. อานาจแห่งกรรม หนักมากยิ่งกว่าแผ่นดิน
  25. 25. เราจะบริกรรมภาวนา พุทโธๆ ก็ต้องให้มีสติอยู่กับคาบริกรรมนั้นๆ

×