Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

3,129 views

Published on

สำหรับลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เท่านั้น

Credit: TSI Thailand

Published in: Education
  • Be the first to comment

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค

  1. 1. ปจจัยพื้นฐานโดยทั่วไป• เนนการที่วิเคราะหที่เกี่ยวกับ–วิเคราะหปจจัยที่เปนตัวกําหนด–อัตราผลตอบแทน–ความเสี่ยงจากการลงทุน–มูลคาของหลักทรัพย
  2. 2. ปจจัยพื้นฐานโดยทั่วไป• ปจจัยพื้นฐานโดยทั่วไปขึ้นอยูกับ- ปจจัยดานภาวะเศรษฐกิจ-ปจจัยดานภาวะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของ และ-ปจจัยที่เกี่ยวกับผลการดําเนินงาน รวมทั้งฐานะทางเงินของบริษัท ผูออกหลักทรัพย
  3. 3. ปจจัยพื้นฐานโดยทั่วไปปจจัยพื้นฐานปจจัยพื้นฐานดานบริษัทปจจัยพื้นฐานดานกลมอตสาหกรรมปจจัยพื้นฐานดานเศรษฐกิจ
  4. 4. ปจจัยดานเศรษฐกิจการวิเคราะหปจจัยดานเศรษฐกิจมีความจําเปน เนื่องจากสามารถที่จะนําไปคาดการณทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพื่อกําหนดอุตสาหกรรมที่คาดวาจะไดรับผลประโยชนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจทายที่สุดก็จะสามารถเลือกบริษัทที่ควรลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นไดฉะนั้นจะเห็นไดวา...ปจจัยดานเศรษฐกิจถือเปนปจจัยพื้นฐานของปจจัยทั้งหมด
  5. 5. ปจจัยดานเศรษฐกิจปจจัยดานเศรษฐกิจโลกเนื่องจากในปจจุบันมีการติดตอระหวางกันที่มากยิ่งขึ้น และแตละประเทศเปดกวางตอกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นยอมเกิดผลกระทบโดยทั่วไป การที่เรารับรูขาวเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกของแตละประเทศก็ทําใหเรารับรูปญหาไดเร็วขึ้น และมีจัดการปญหาตางๆไดอยางรวดเร็ว
  6. 6. ปจจัยดานเศรษฐกิจตัวอยาง ปญหาเศรษฐกิจโลก ที่ไดรับผลกระทบโดยทั่วไปสาธารณรัฐไซปรัส แมจะเปนประเทศเล็กๆก็ตาม แตมีกรณีศึกษาหลากหลายดานทั้งการคา การเงินและการลงทุนระหวางประเทศ ดานการลงทุนไซปรัสไดมีการปฏิรูปนโยบายการลงทุนและกลายเปนศูนยกลางธุรกิจนานาชาติที่สําคัญเศรษฐีชาวรัสเซียและยุโรปกลางและตะวันออกขนเงินมาฝากไวในธนาคารที่ไซปรัส เพราะใหผลตอบแทนที่สูงและไมมีการตรวจสอบแหลงที่มาของเงิน แตปจจุบันดวยผลกระทบจากวิกฤติของระบบธนาคารพาณิชยและระบบการเงินของสหภาพยุโรป ในกลางป 2555 รัฐบาลไซปรัสประกาศวาตองกู 1.8 พันลานยูโรเพื่อกอบกู 1 ธนาคารและในอีกไมกี่เดือนถัดมาตองกูอีกถึง 4 พันลานยูโร เพื่อชวยธนาคารใหญ 3 แหงที่ไดรับผลกระทบ
  7. 7. ปจจัยดานเศรษฐกิจตัวอยาง ปญหาเศรษฐกิจโลก (ตอ)ทางออกของไซปรัสมีทางเลือกทั้งหมด 3 ทาง• การหยุดพักชําระหนี้ธนาคารพาณิชยลมละลาย และออกจากระบบเงินยูโรซึ่งจะเปนเรื่องใหญมาก• เจรจากับ 3 ฝาย คือ สหภาพยุโรป ธนาคารกลางยุโรป และ IMF เพื่อขอเงินกูแตตองกัดฟนเก็บภาษีพิเศษหักจากเงินฝากของประชาชนในธนาคาร เพื่อใหมีเงินกนถุง• ขอความชวยเหลือจาก รัสเซียอีกรอบโดยอาศัยเหตุผลที่มีเงินฝากของชาวรัสเซียเปนตัวประกันในประเทศอยูแลว
  8. 8. ปจจัยดานเศรษฐกิจ• ปจจัยดานเศรษฐกิจภายในประเทศ– สามารถพิจารณาไดจาก “วัฏจักรเศรษฐกิจ” (Economic Cycle) คือการเปลี่ยนแปลงในชวงระยะเวลาหนึ่ง แบงออกเปน 4 ชวง1. เศรษฐกิจขยายตัว (Expansion / Recovery)2. เศรษฐกิจรุงเรือง (Peak)3. เศรษฐกิจถดถอย (Contraction / Recession)4. เศรษฐกิจตกต่ํา (Trough)
  9. 9. ปจจัยดานเศรษฐกิจการวางงานสูง ความตองการสินคาโดยรวมลดลง สินคาที่ผลิตขึ้นมาไมสามารถขายได กําไรของธุรกิจลดลงชวงที่การผลิตและการจางงานเริ่มเพิ่มขึ้น รายไดและรายจายของครัวเรือนสูงขึ้นระบบเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการผลิตและการบริโภค เริ่มมีการขาดแคลนแรงงานและวัตถุดิบธุรกิจเริ่มขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนการผลิตและการจางงานลดลง
  10. 10. ปจจัยดานเศรษฐกิจเนื่องจากในชวงฟนตัวแตละอุตสาหกรรม จะมีการฟนฟูที่ชาและเร็วแตกตางกันไป ตามการไดรับผลกระทบของอุตสาหกรรมนั้นๆ
  11. 11. ปจจัยดานเศรษฐกิจ• ตัวชี้วัดเศรษฐกิจภายในประเทศ– ผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product :GDP) มูลคาของผลผลิตสินคาและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นในประเทศ– ผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เปนมูลคาผลผลิตของอุตสาหกรรมมวลรวม โดยจําแนกตามกลุมอุตสาหกรรมตางๆ– ดัชนีราคาผูผลิต (Producer Price Index : PPI) เปนดัชนีที่แสดงการเปลี่ยนแปลงราคาสินคาจากผูผลิต– อัตราเงินเฟอ (Inflation Rate) เปนภาวะที่ระดับราคาสินคาและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง
  12. 12. ปจจัยดานเศรษฐกิจ– อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) อัตราดอกเบี้ยที่ผูลงทุนควรนํามาพิจารณา ควรเปนอัตราดอกเบี้ยที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และสามารถสะทอนสภาพคลองของตลาดเงินไดดี– อัตราการวางงาน (Unemployment Rate) เปนตัวเลขที่แสดงอัตรารอยละของผูวางงานในระบบเศรษฐกิจเทียบกับกําลังแรงงานรวม ซึ่งสามารถบงบอกสภาพเศรษฐกิจโดยรวมวาเปนไปในทิศทางที่กําลังขยายตัวหรือหดตัว
  13. 13. ปจจัยดานเศรษฐกิจ• นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล– นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) เปนนโยบายเกี่ยวกับรายรับและรายจายของภาครัฐ ตลอดจนการจัดการสวนที่เกินดุล หรือการหาเงินชดเชยสวนที่ขาดดุลนโยบายการคลังมีผลกระทบตอเศรษฐกิจโดยตรง แตมักมีการดําเนินการที่ชา ทําใหเศรษฐกิจหยุดนิ่ง โดยปกติแลวมักจะใชนโยบายการคลังในเศรษฐกิจระยะยาว
  14. 14. ปจจัยดานเศรษฐกิจ– นโยบายการเงิน (Monetary Policy) เปนนโยบายที่เกิดผลโดยทันทีเกี่ยวกับการกําหนดอัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบ ซึ่งธนาคารแหงประเทศไทยเปนผูดําเนินนโยบายการเงินของประเทศ– ปจจัยอื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจสงผลกระทบตอภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุน เชน ปจจัยจากธรรมชาติ ไมวาจะเปนฝนแลง น้ําทวม แผนดินไหว หรือภัยพิบัติตางๆ รวมทั้งความไมสงบภายในประเทศ หรือภาวะสงครามดวย
  15. 15. ปจจัยดานภาคอุตสาหกรรมองคประกอบที่ใชในการวิเคราะห ไดแก• วงจรการขยายตัวของอุตสาหกรรม• โครงสรางการแขงขันของอุตสาหกรรม• ผลกระทบของขอตกลงระหวางประเทศ• การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายตางๆ ที่เกี่ยวของ
  16. 16. ปจจัยดานภาคอุตสาหกรรม
  17. 17. ปจจัยดานภาคอุตสาหกรรม• Introduction = อุตสาหกรรมเพิ่งเริ่มกอตั้ง ระดับความเสี่ยงมักสูง ถาเปนบริษัทเล็กมีความจําเปนตองนําผลกําไรของบริษัทไปใชในการลงทุน• Growth = สินคาเปนที่ยอมรับของตลาดและผูลงทุนสามารถมองเห็นแนวโนมของอุตสาหกรรมไดชัดเจนขึ้น ยอดขายและผลกําไรจากทรัพยสินจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูง• Maturity = อัตราการเจริญเติบโตของยอดขายและผลกําไรยังเปนไปในทางบวกแตเปนอัตราที่ชะลอตัวลงจากระยะที่ 2 เนื่องจากมีคูแขงเขามาแยงสวนแบงในตลาดมากขึ้น• Decline = ระยะนี้อุปสงค ในสินคาลดนอยถอยลงและบริษัทตาง ๆ เริ่มออกจากอุตสาหกรรม ถาบริษัทในอุตสาหกรรมไมสามารถปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ
  18. 18. ปจจัยดานภาคอุตสาหกรรมFive force model
  19. 19. ปจจัยดานภาคอุตสาหกรรม• การแขงขันที่เปนอยู (Rivalry Among Existing Competitors) = การวิเคราะหวาการแขงขันในอุตสาหกรรมมีความรุนแรง และความคงอยูยาวนานเพียงใด ควรจะพิจารณาคูแขงในตางประเทศทั้งในปจจุบันและอนาคตดวย• การคุกคามจากคูแขงขันใหม (Threat of New Entrants) = เปนอุปสรรคตอคูแขงขันใหมในการเขาสูอุตสาหกรรมมีความซับซอนและตองใชเวลาคอนขางมากในการจําแนกแจกจายรวมทั้งตองเสียคาใชจายมากหากอุตสาหกรรมปราศจากเครื่องกีดขวางเหลานี้แลว คูแขงรายอื่น ๆ ยอมจะเขามาแยงสวนแบงในตลาดไดงายขึ้น และแบงปนผลกําไรจากอุตสาหกรรมนี้ไป
  20. 20. ปจจัยดานภาคอุตสาหกรรม• การคุมคามจากสินคาที่ใชทดแทนกันได (Threat of Substitute Products) =อุตสาหกรรมที่มีสินคาอื่นที่ใชทดแทนกันได จะทําใหเกิดสภาพการแขงขันมากขึ้นและมีการแบงปนสวนแบงตลาดและผลกําไรกันมากขึ้น• อํานาจในการตอรองของผูซื้อ (Bargaining Power of Buyers) = ซื้อมีสวนในการกําหนดผลกําไรเนื่องจากในการเลือกบริโภคสินคา ผูซื้อสามารถตอรองราคาของสินคาหรือเรียกรองใหมีการพัฒนาคุรภาพของสินคาใหดีขึ้นไดโดยจะนําไปตอรองพิจารณาระหวางคูแขงขันเพื่อใหไดสินคาและบริการที่มีคุณภาพดี• อํานาจในการตอรองของผูขาย (Bargaining Power of Suppliers) = ผูขายมีอํานาจตอรองกับผูบริโภคโดยผานการปรับราคาสินคาหรือลดคุณภาพของสินคาที่ผลิตลง หากในอุตสาหกรรมนั้นมีผูขายนอยราย ความจําเปนในการพึ่งพาผูขายก็จะมีมากขึ้น ทําใหผูขายนั้นมีอํานาจในการตอรองสูง
  21. 21. ปจจัยดานขอมูลบริษัทคัดเลือกบริษัทที่ควรลงทุน โดยแบงการวิเคราะหออกเปน 2 รูปแบบ คือ• การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Approach)• การวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Approach)
  22. 22. ปจจัยดานขอมูลบริษัทขอมูลเชิงคุณภาพ เปนขอมูลที่ใชเพื่อการประเมินระดับความสามารถของบริษัทในดานตางๆ โดย ไมใชขอมูลที่เปนตัวเลข ไดแก...• คณะผูบริหาร กิจการที่มีคณะผูบริหารที่มีความสามารถ ยอมสามารถกําหนดกลยุทธบริษัทใหเหนือกวาคูแขงได• ขนาดของบริษัท ธุรกิจขนาดใหญ มักไดเปรียบในแงของการประหยัดจากขนาดในการผลิต (Economy of Scale) แตบางครั้งมีปญหาในการควบคุมภายใน• ความหลากหลายของผลิตภัณฑ โดยทั่วไปกิจการที่ผลิตหรือจําหนายผลิตภัณฑเพียงชนิดเดียวหรือกระจุกตัวเพียงไมกี่ชนิด จะมีความไมแนนอนของการประกอบการมากกวากิจการที่มีการกระจายการผลิตและจําหนายในผลิตภัณฑหลากหลายชนิด
  23. 23. ปจจัยดานขอมูลบริษัท• การคิดคนและเสนอผลิตภัณฑหรือบริการใหม การเปนเจาแรกผูบุกเบิกตลาดที่ประสบความสําเร็จ ทําใหกิจการสามารถทํากําไรไดโดยปราศจากคูแขงในชวงแรก• แหลงของเงินทุนที่มาจากการกอหนี้ กิจการที่มีแหลงของเงินทุนที่มาจากการกอหนี้เปนสัดสวนที่สูง จะเสี่ยงกวากิจการที่ใชแหลงของเงินทุนที่มาจากเจาของ• อัตราการขยายตัวของยอดขายและกําไรในอดีต เพื่อเปนแนวทางในการประมาณการยอดขายและผลกําไรในอนาคต
  24. 24. ปจจัยดานขอมูลบริษัทเครื่องมือที่ใชวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ–SWOT–แมทริกซ บี ซี จี
  25. 25. ปจจัยดานขอมูลบริษัทการวิเคราะหขอมูลเชิงปริมาณ = เปนการวิเคราะหขอมูลโดยประเมินจากตัวเลขที่เชื่อถือได เพื่อใชในการบงบอกถึงผลการดําเนินงานของบริษัทในชวงที่ผานมา
  26. 26. ปจจัยดานขอมูลบริษัทอัตราสวนทางการเงิน (Financial Ratio) ตัวอยางเชน
  27. 27. ปจจัยดานขอมูลบริษัทสรุปการวิเคราะหอัตราสวนทางการเงิน
  28. 28. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)เปนการศึกษาพฤติกรรมของราคาหุน หรือพฤติกรรมของตลาดในอดีตโดยใชหลักสถิติ เพื่อนํามาใชคาดการณพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหุนในอนาคต และชวยใหผูลงทุนหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมโดยขอมูลหลักที่ใชในการวิเคราะหทางเทคนิค ไดแก ระดับราคา และปริมาณการซื้อขายหุน
  29. 29. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• ขอสมมติฐานในการวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค1. ราคาเปนผลรวมที่สะทอนใหทราบถึงขาวสารในดานตาง ๆ ทั้งหมดแลว2. ราคาจะเคลื่อนไหวอยางมีแนวโนม และจะคงอยูในแนวโนมนั้น ๆ ในชวงระยะเวลาหนึ่ง จนกวาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโนมใหม3. พฤติกรรมการลงทุนของผูลงทุน จะยังคงมีลักษณะที่คลายคลึงกับพฤติกรรมการลงทุนในอดีต
  30. 30. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• แนวโนมและเสนแนวโนม (Trand Line)เปนการบงบอกถึงลักษณะการเคลื่อนไหวโดยรวมของราคาหุนภายในชวงเวลาสั้นๆ ระยะหนึ่ง โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของราคาหุนอาจเคลื่อนไหวโดยมีแนวโนมเปนเสนตรงในระยะยาว หรือมีแนวโนมการเคลื่อนไหวที่ตางรูปแบบออกไปเราสามารถนําเสนแนวโนมไปหาแนวตาน แนวรับ หรือหาทิศทางของราคาไดในแผนภูมิแบบแทง, แผนภูมิแบบแทงเทียน หรือในแผนภูมิแบบ POINT & FIGURE และเราสามารถนําเอาเสนแนวโนมไปใชรวมกับ เครื่องมือวิเคราะหทางเทคนิคตัวอื่น ๆ
  31. 31. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)1. แนวโนมขาขึ้น Uptrandมีรูปแบบที่จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแตละครั้งจะสูงกวายอดเกาและราคาต่ําสุดของหุนที่ลดลงในครั้งใหมจะสูงกวาครั้งกอน โดยเสนแนวโนมขึ้น (UPTREND LINE) จะเปนเสนตรงที่ลากผานจุดต่ําอยางนอยสองจุดในแนวขึ้น โดยไมควรมีจุดฐานที่ต่ํากวาเสนแนวโนมขึ้นดังกลาวตอมาหากราคาหุนตกทะลุผานเสนแนวโนมนี้ เปนการบอกถึงแนวโนมหุนจะเปลี่ยนเปนลง
  32. 32. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)2. แนวโนมขาลง Downtrendมีรูปแบบที่จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแตละครั้งจะต่ํากวายอดเกาและจุดต่ําสุดของการลดลงครั้งใหมจะต่ํากวาครั้งกอน โดยเสนแนวโนมลง(DOWNTREND LINE) จะเปนเสนตรงที่ลากผานจุดสูงสุดอยางนอยสองจุดในแนวลง โดยไมควรมีจุดยอดที่สูงกวาเสนแนวโนมลงดังกลาวตอมา หากราคาหุนทะลุผานเสนแนวโนมนี้ขึ้นไป เปนการบอกถึงแนวโนมหุนจะเปลี่ยนเปนขึ้น
  33. 33. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)3. แนวโนมที่เคลื่อนตัวไปทางดานขาง Sideways Trendระดับราคาจะวิ่งอยูภายในชวงแนวรับและแนวตานในแนวนอนโดยเมื่อราคาเคลื่อนตัวขึ้นและไปพบกับเสนตาน ราคาหุนจะดีดตัวลงในทางตรงกันขามเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปจนพบกับแนวรับ ก็จะดีดตัวขึ้น โดยเคลื่อนตัวสลับขึ้นลงไปมาในลักษณะแนวระนาบ
  34. 34. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• แนวรับและแนวตาน Support and Resistanceแนวคิดนี้มีหลักการ คือ เมื่อราคาหุนลดลงมาถึง ณ ระดับราคาที่เปนแนวรับ (Support Level) แลว ก็จะมีแรงซื้อเขามารองรับ ทําใหระดับราคาหุนมีแนวโนมที่จะไมลดต่ําลงในทางตรงกันขาม เมื่อระดับราคาหุนปรับตัวสูงขึ้นไปถึง ณ ระดับราคาที่เปนแนวตาน (Resistance Level) จะเปนระดับราคาที่มีแรงขายมาก โดยแรงขายนั้นอาจเพียงพอที่จะหยุดราคาหุนไมใหสูงไปกวาระดับราคานี้ได
  35. 35. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)โดยทั่วไป ราคาหุนจะเคลื่อนไหวจากแนวรับขึ้นไปสูแนวตาน และจากแนวตานลงมาสูแนวรับ กลาวคือ เคลื่อนไหวอยูในชวงระหวางแนวรับและแนวตาน และภายหลังชวงเวลาหนึ่ง ราคาหุนอาจสูงขึ้นจนทะลุแนวตาน หรือลดต่ําลงกวาแนวรับเทคนิคการลงทุน คือ ควรพิจารณาซื้อหุนเมื่อราคาหุนอยูบริเวณแนวรับ และขายเมื่อราคาหุนอยูบริเวณแนวตาน และควรวิเคราะหวาราคาหุนกําลังจะเคลื่อนไหวทะลุแนวรับหรือแนวตานเมื่อใด เพื่อที่จะสามารถวางแผนการลงทุนในระยะตอไปได
  36. 36. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• MACD ( Moving Average Convergence/Divergence )คือเสนของคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคา 2 เสน สรางขึ้นโดยใชความตางระหวางเสนคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เสน โดยที่เสนคาเฉลี่ยเคลื่อนที่เสนหนึ่ง ใชระยะเวลาในการคํานวณยาวกวาเสนคาเฉลี่ยฯ อีกเสนหนึ่ง และเสนคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 เสนนี้นิยมใชเสนคาเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EXPONENTIAL สวนจํานวนวันที่นํามาหาคาเฉลี่ย ก็อาจเปลี่ยนแปลงได แตที่นิยมใชกันทั่วไปคือ 12 วัน และ 25 (หรือ 26 วัน)มีขอสังเกตวา เสนคาเฉลี่ยระยะยาวนี้ จะมีระยะเวลายาวนาน กวาเสนคาเฉลี่ยระยะสั้นประมาณ 1 เทา
  37. 37. • หลักการวิเคราะห1. ถา MACD มีคาเปนบวก แสดงวาราคาหุนอยูในแนวโนมขึ้นระยะกลาง2. ถา MACD มีคาเปนลบ แสดงวาราคาหุนอยูในแนวโนมลงระยะกลาง3. ถา MACD มีคาเปนบวก และตัดเสนสัญญาณ (SIGNAL LINE) ขึ้นไปแสดงวาราคาหุนมีแนวโนมสูงขึ้น เปนสัญญาณซื้อ (BUY SIGNAL)4. ถา MACD มีคาเปนลบ และตัดเสนสัญญาณ (SIGNAL LINE) ลงมาแสดงวาราคาหุนมีแนวโนมลดลง เปนสัญญาณขาย (SELL SIGNAL)5. ถา MACD มีคาเปนบวก แตตัดเสนสัญญาณ (SIGNAL LINE) ลงมาแสดงวาราคาหุนกําลังมีแนวโนมชะลอการลงหรือปรับตัวขึ้นชวงสั้น
  38. 38. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• หลักการวิเคราะห (ตอ)6. ถา MACD มีคาเปนลบ แตตัดเสนสัญญาณ (SIGNAL LINE) ขึ้นไป แสดงวาราคาหุนกําลังมีแนวโนมชะลอการลงหรือปรับตัวขึ้นชวงสั้น7. ถา MACD มีคาเปนบวก และอยูในระดับสูงใกลเคียงกับยอดเกา แสดงวาราคาหุนมีโอกาสที่จะทรงตัวหรือปรับตัวลดลง8. ถา MACD มีคาเปนลบ และอยูในระดับต่ําใกลเคียงกับฐานเกา แสดงวาราคาหุนมีโอกาสที่จะทรงตัวหรือปรับตัวสูงขึ้น9. ถา MACD และเสนสัญญาณ (SIGNAL LINE) มีคาเปนบวก แสดงวาตลาดเปนตลาด BULL10. ถา MACD และเสนสัญญาณ (SIGNAL LINE) มีคาเปนลบ แสดงวาตลาดเปนตลาด BEAR
  39. 39. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• DIVERENCE คือ การแยกตัวออกจากกันของ MACD กับราคาหุนมี 2 ลักษณะคือ1. NEGATIVE DIVERGENCE จะเกิดขึ้นเมื่อ MACD มีการปรับตัวลงสวนทางกับการสูงขึ้นของดัชนีราคา เปนการเตือนวาราคาหุนอาจมีการปรับตัวลง
  40. 40. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)2. POSITIVE DIVERGENCE จะเกิดขึ้นเมื่อ MACD มีการปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับการลดลงของดัชนีราคา เปนการบอกวาการลดลงของราคาหุนใกลสิ้นสุด
  41. 41. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• กราฟแทงเทียนแบบพื้นฐานกราฟแทงเทียนเปนเทคนิคที่สําคัญ เพราะเอาไวใชในการอานคาราคา เปด ปด สูง ต่ํา ของ แตละวัน หรือชวงเวลานั้นๆได ควรจะใชควบคูกับ indicator ตัวอื่นดวย เชน RSI,MACD,อีเลียตเวฟ, Stochasticฯลฯ ซึ่งจะทําใหการวิเคราะหนั้นแมนยํายิ่งขึ้น
  42. 42. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)จากรูป: High คือ ราคาสูงสุดของวันนั้นLow คือ ราคาต่ําสุดของวันนั้นOpen คือ ราคาเปดของวันนั้นClose คือ ราคาปดของวันนั้นหากแทงเทียนเปนสีเขียว แสดงวา ราคาปดสูงกวาราคาเปดหมายความวา หุนตัวนี้ปดบวกในวันนั้นหากแทงเทียนเปนสีแดง แสดงวา ราคาปดต่ํากวาราคาเปดหมายความวา หุนตัวนี้ปดลบในวันนั้น
  43. 43. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• เสนคาเฉลี่ยเคลื่อนที่ Moving Averageการคํานวณคาเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบพื้นฐาน ทําไดโดยนําราคาของวันปจจุบันและวันกอนหนานี้มารวมกัน แลวหารดวยจํานวนวันที่ตองการเฉลี่ยทั้งหมด ซึ่งจะขึ้นอยูกับเสนคาเฉลี่ยนั้นวา จะนํามาใชในการวิเคราะหแนวโนมในระยะสั้น กลาง หรือระยะยาว และสําหรับวันถัดไปสามารถหาคาเฉลี่ยได โดยตัดขอมูลวันแรกสุดออกไป และเอาราคาของวันลาสุดเขามาแทนที่ จากนั้นก็นํามาคํานวณโดยวิธีเดียวกัน
  44. 44. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• ตัวอยางสูตรคํานวณ• ชวงเวลาที่ใช 10 วัน (2 สัปดาห) ใชสําหรับการลงทุนระยะสั้น25 วัน (5 สัปดาห) ใชสําหรับการลงทุนระยะคอนขางปานกลาง75 วัน (15 สัปดาห) ใชสําหรับการลงทุนระยะกลาง200 วัน (40 สัปดาห) ใชสําหรับการลงทุนระยะยาว
  45. 45. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• การหาสัญญาณซื้อ-ขายโดยใชเสนคาเฉลี่ยเคลื่อนที่1. เมื่อราคาเคลื่อนขึ้น และทะลุผานเสนคาเฉลี่ยฯ ที่เคลื่อนขึ้นตาม จะถือเปนสัญญาณซื้อ ( จุด B ตามรูปดานบน )2. เมื่อเสนราคาหุนทะลุขึ้น ผานเสนคาเฉลี่ยฯ ที่เปลี่ยนจากเคลื่อนที่ลงเปนขึ้น และสามารถยืนอยูเหนือเสนคาเฉลี่ยฯ ไดนานพอสมควร ใหถือเปนสัญญาณซื้อ3. เมื่อราคาเคลื่อนลงและทะลุผานเสนคาเฉลี่ยฯ ที่เคลื่อนลงตาม จะถือเปนสัญญาณขาย ( จุด A และ C ตามรูปดานบน )4. เมื่อเสนราคาหุนทะลุลง ผานเสนคาเฉลี่ยฯ ที่เปลี่ยนจากเคลื่อนที่ขึ้นเปนลง และอยูใตเสนคาเฉลี่ยฯ นานพอสมควร ใหถือเปนสัญญาณขาย
  46. 46. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• สโตแคสติกส STOCHASTICSดัชนีวัดการแกวงตัวของราคาที่ศึกษาความสัมพันธ การเคลื่อนไหวของราคาในชวงเวลาหนึ่ง ๆ กับราคาปด โดยมาจากขอสังเกตที่วา ถาการสูงขึ้นของราคาหุนนั้นมีแนวโนมสูงขึ้นตอไป ราคาปดของหุนนั้นจะอยูใกลกับราคาสูงสุด แตถาราคาของหุนมีแนวโนมลดต่ําลง ราคาปดจะอยูในระดับเดียวกับราคาต่ําสุดของวัน
  47. 47. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• สูตรการคํานวณ Stochastics
  48. 48. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• หลักการเบื้องตนในใช STOCHASTICS เขาซื้อเมื่อเสน Stochastic เขาเขต Oversold ที่บริเวณระดับต่ํากวา 20% และควรขายเมื่อเสน Stochastic อยูเหนือบริเวณระดับ 80% แลวตกลงมา ซื้อเมื่อเสน %K อยูตัดขึ้นเหนือเสน %D ขายเมื่อเสน%K ตกลงมาต่ํากวาตัดเสน%D ลง สังเกตการ Divergences เชน เมื่อราคากําลังทําจุดสูงสุดใหมแตยอดของเสน Stochastics ลดลงมาต่ํากวาจุดสูงสุดเดิมกอนหนา
  49. 49. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• RSIเปนเครื่องมือที่นํามาใชวัดการแกวงตัวของราคาหุน สําหรับการลงทุนในชวงหนึ่ง เพื่อดูภาวะการซื้อมากเกินไป (OVERBOUGHT) หรือขายมากเกินไป (OVERSOLD) โดยใชระดับเหนือ 70% บอกภาวะOVERBOUGHT และระดับต่ํากวา 30% บอกภาวะ OVERSOLD และยังใชเปนสัญญาณเตือนวา แนวโนมของราคาหุนที่กําลังมีทิศทางขึ้นหรือลงนั้น กําลังใกลจะออนตัวลงหรือยัง โดยมีสัญญาณเตือนที่แสดงออกมาในรูปแบบของการแยกทางออก (DIVERGENCE) ระหวางราคาหุนกับ 14RSI
  50. 50. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)ดัชนีกําลังสัมพัทธ (RSI) คือ การคํานวณหาพละกําลัง ที่ซอนตัวอยูของตลาดหรือของหุนใดหุนหนึ่ง (INTERNAL STRENGTH) โดยดูจากอัตราสวนที่แกวงไปมาอยูระหวางการขึ้นลงโดยคิดเปนเปอรเซ็นต และภายในเวลาที่กําหนด ซึ่งสวนใหญจะใชระยะเวลา 14 วัน เราจึงเรียกวา 14RSI
  51. 51. การวิเคราะหปจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis)• หลักการใช PSI ต่ํากวาเสน 30 คืออยูในชวง oversold ชวงอิ่มตัวขาลง เปนชวงแรงขายมาก แตบางครั้งถาแนวโนมยังคงเปนขาลงก็ยังไมสามารถซื้อไดถาแนวโนมยังลงอยู เหนือกวาเสน 70 คืออยูในชวง overbought ชวงอิ่มตัวขาขึ้น เปนชวงแรงซื้อมาก แตบางครั้งถาแนวโนมยังคงเปนขาขึ้นก็ยังไมสามารถขายไดถาแนวโนมยังขึ้นอยู ไมควรใชตอน sideway เพราะจะเกิดสัญญาณหลอกไดงาย
  52. 52. การประเมินมูลคาหุนเปนเครื่องมือที่จะชวยผูลงทุนในการตัดสินใจวาจะซื้อหรือขายหุน ซึ่งเปนการเปรียบเทียบระหวางราคาตลาด ณ ปจจุบัน กับมูลคาที่แทจริงที่ไดจากการประเมิน โดย “ผูลงทุนจะตัดสินใจซื้อหรือลงทุนในหุนใดๆ เมื่อราคาตลาดต่ํากวามูลคาที่แทจริง ในทางตรงกันขาม จะตัดสินใจขาย เมื่อราคาตลาดสูงกวามูลคาที่แทจริง”
  53. 53. การประเมินมูลคาหุนดังนั้น ผูลงทุนจึงควรทราบแนวคิดตางๆ ที่เกี่ยวกับการประเมินมูลคาหุน เพื่อใชเปนเกณฑในการเปรียบเทียบกับราคาตลาด และทําการตัดสินใจวาจะซื้อหรือขายหุนดี ซึ่งในการประเมินมูลคาหุนมีแนวคิดหลักๆ 2 แนวคิด คือ การประเมินมูลคาหุนโดยการคิดลดเงินปนผล (Dividend Discounted Model : DDM) การประเมินมูลคาหุนโดยวิธีสัมพัทธ (Relative Method)
  54. 54. การประเมินมูลคาหุน1.การประเมินมูลคาหุนโดยการคิดลดเงินปนผล (DividendDiscounted Model : DDM)– แนวคิดอัตราคิดลด (Discount Rate)เปนตัวเลขที่ใชเพื่อแปลงคาเงินในอนาคตใหกลับมาเปนมูลคา ณ เวลาปจจุบัน โดยปกติตัวเลขที่ใชคิดลดสําหรับเงินปนผล ไดแก อัตราผลตอบแทนที่ผูลงทุนตองการจากการลงทุนในหุนนั้น โดยมูลคาที่แทจริงของหุน (P0)
  55. 55. การประเมินมูลคาหุน• กรณีที่มีการจายเงินปนผลเทากันทุกงวด (Zero Growth Dividend)ตัวอยาง หากคาดวาหุน ABC จะจายเงินปนผลงวดละ 1.15 บาท และนาย ก. ตองการซื้อหุนนี้เพื่อลงทุนระยะยาว โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ตองการเทากับ 13.4% มูลคาที่แทจริงของหุน ABC ที่นายก. ควรจายเงินซื้อจะเปนเทาใดP = D/ks= 1.15/0.134= 8.58 บาท
  56. 56. การประเมินมูลคาหุน• กรณีที่เงินปนผลมีอัตราเพิ่มเทากันทุกงวด (Constant GrowthDividend)
  57. 57. การประเมินมูลคาหุน2.การประเมินมูลคาหุนโดยวิธีสัมพัทธ (Relative Method)การหามูลคาที่แทจริงของหุนภายใตแนวคิดนี้ เกิดจากความเชื่อที่วา ผูลงทุนควรจายเงินเพื่อซื้อหุนเปนกี่เทาของตัวแปรทางบัญชีตางๆ เชน กําไรตอหุน มูลคาทางบัญชีตอหุน ยอดขายตอหุน หรือกระแสเงินสดตอหุน เปนตน
  58. 58. การประเมินมูลคาหุน• อัตราสวนราคาตอกําไรตอหุน (Price to Earnings Ratio : P/E Ratio)ตัวอยาง บริษัท GTO มีกําไรตอหุนเทากับ 1.5 บาท โดยราคาตลาดของหุน GTO ณปจจุบัน เทากับ 20 บาท ดังนั้น คา P/E Ratio ของหุน GTO จะเทากับ 13.33 เทา (20 / 1.5)
  59. 59. การประเมินมูลคาหุน• เกณฑในการใช P/E Ratioถา P/E Ratio ของบริษัทที่เราประเมิน นอยกวา BenchmarkP/E แสดงวามูลคาหุนที่แทจริงต่ํากวาราคาตลาด ณ ปจจุบัน ดังนั้น ผูลงทุนควร ซื้อถา P/E Ratio ของบริษัทที่เราประเมิน มากกวา BenchmarkP/E แสดงวามูลคาหุนที่แทจริงสูงกวาราคาตลาด ณ ปจจุบัน ดังนั้น ผูลงทุนควร ขาย
  60. 60. การประเมินมูลคาหุน• ราคาตอมูลคาทางบัญชีตอหุน (Price to Book Value : P/BV Ratio)ตัวอยาง หากราคาตลาดของหุน GTO ณ ปจจุบัน เทากับ 20 บาทในขณะที่มูลคาทางบัญชีของหุน GTO อยูที่ 10 บาทดังนั้น คา P/BV Ratio ของหุน GTO จะเทากับ 2 เทา (20 / 10)
  61. 61. การประเมินมูลคาหุน• เกณฑในการใช P/BV Ratioถา P/BV Ratio ของบริษัทที่ประเมิน นอยกวา BenchmarkP/BV แสดงวา มูลคาที่แทจริงของหุนต่ํากวาราคาตลาด ณ ปจจุบันดังนั้น ผูลงทุนควร ซื้อถา P/BV Ratio ของบริษัทที่เราประเมิน มากกวา BenchmarkP/BV แสดงวา มูลคาที่แทจริงของหุนสูงกวาราคาตลาด ณ ปจจุบันดังนั้น ผูลงทุนควร ขาย
  62. 62. การคํานวณ NAV ของกองทุนรวมกองทุนรวม ตองคํานวณมูลคาทรัพยสินสุทธิของหลักทรัพยและทรัพยสินที่กองทุนรวมลงทุนไวทุกวันทําการ การคํานวณมูลคาทรัพยสินสุทธิและ มูลคาตอหนวย จะกระทําตามขั้นตอน ดังนี้1. คํานวณมูลคาทรัพยสินสุทธิ โดยการคํานวณมูลคาหลักทรัพยและทรัพยสินที่กองทุนลงทุน ตามหลักการมูลคายุติธรรม (mark to market)กลาวคือ ตองคํานวณมูลคาจากราคาปด หรือราคาเสนอซื้อครั้งสุดทาย (ถาหลักทรัพยนั้นไมมีการซื้อขายในวันนั้น) บวกกับ เงินสดและรายไดคางรับทั้งหมดที่มี หักดวย หนี้สิน (ที่ยังไมไดชําระราคา)มูลคาทรัพยสินสุทธิ (NAV) = มูลคาทรัพยสินตามราคาตลาด + รายไดคางรับ + เงินสด - หนี้สิน
  63. 63. การคํานวณ NAV ของกองทุนรวม2. คํานวณมูลคาตอหนวย โดยการนํามูลคาทรัพยสินสุทธิมาหารดวยจํานวนหนวยลงทุนที่ออกจําหนายแลวทั้งหมดของกองทุนนั้นมูลคาตอหนวย (NAV ตอหนวย) = (มูลคาทรัพยสินตามราคาตลาด +รายไดคางรับ + เงินสด – หนี้สิน)/จํานวนหนวยลงทุน

×