ใบงานที่ 2 เรื่อ ง ความหมายและความสำา คัญ ของโครงงาน       ---------------------------------------------------------------...
คำาถามประจำา บท คำาถามสร้างพลังคิดจะเป็นคำา ถามปลายเปิดที่เจาะไปที่แนวคิดหรือความคิดรวบยอดที่เราต้องการให้เกิดความเข้าใจ ป...
ห รื อ สำา เ ส น อ ผ ล ง า น จ า ก ก า ร เ รี ย น ร็ ผ่ า น สื่ อ มั ล ติ มี เ ดี ยก า ร บู ร ณ า ก า ร ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ...
* นำาเสนอโครงงานเอง* ร่วมกำาหนดแนวทางวัดผลและประเมินผลจุด มุ่ง หมายของการทำา โครงงาน* เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาข้อมูลจากแหล...
ในโครงงานที่ทำาจริง ในกรณีที่ต้องนำาแสดงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง       7. มีความรู้นอกเหนือจากหนังสือแบบเรียนการเขีย นโครงงาน  ...
โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่ประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ โดยอาศัยเครื่องมือ วัสดุ อุปก...
งาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การดำาเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนำาเสนอต่อผู้สอนหรือครูที่...
๒.๔ การเขีย นรายงาน            การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวค...
๑) บทนำา บอกความเป็นมา ความสำาคัญของโครงงาน บอกเหตุผลหรือเหตุจูงใจในการเลือกหัวข้อโครงงาน           ๒) วัตถุประสงค์ของโครง...
แหล่งที่มา http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/22/                                           standard/p...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

K2

264 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
264
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

K2

  1. 1. ใบงานที่ 2 เรื่อ ง ความหมายและความสำา คัญ ของโครงงาน ---------------------------------------------------------------------------- คุณ ลัก ษณะของโครงงาน Characteristics of Projectsคุ ณ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง ห น่ ว ย ก า ร เ รี ย น รู้ แ บ บ โ ค ร ง ง า น ที่ ดีในชั้ น เรี ย นอาจมี ก ารนำา โครงงานมาใช้ ห ลายรู ป แบบ แต่ โ ครงงานที่ มีประสิ ท ธิ ภาพนั้ น ควรมีค วามสมดุ ล กั นระหว่ า งระดั บ ของการดำา เนิ น การของนักเรียนกับแผนงานที่กำาหนดโดยครูซึ่งชี้นำาไปสู่ตัวผลงาน ลักษณะที่ดี ข อ ง ห น่ ว ย ก า ร เ รี ย น รู้ แ บ บ โ ค ร ง ง า น ค ว ร จ ะ มี คื อนั ก เ รี ย น เ ป็ น ศู น ย์ ก ล า ง ข อ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น รู้การออกแบบโครงงานที่ ดี จ ะช่ ว ยการเรี ย นรู้ ผู้ เ รี ย นให้ มี ภ าระงานที่ เ ปิ ดกว้ า งและเชื่ อ มโยงสู่ ชี วิ ต จริ ง ภาระงานจากโครงงานที่ ท รงพลั ง จะช่ ว ยสร้างผู้เรียนให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น รวมทั้งนำาสิ่งที่ตัวเองสนใจและความอยากรู้อยากเห็นมาสรรค์สร้างผลงานชั้นเยี่ยมที่ผสานด้วยพฤติกรรมการเรียนรู้ นักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีที่จะสืบค้นข้อมูล และมีส่วนในการตัดสินใจที่จะลงมือดำา เนินงานจนผลงานสำา เร็จ ครูจะมีบทบาทเป็นผู้อำา นวยความสะดวกในการเรียนรู้หรือโค้ชมากกว่า ส่วนการลงมือทำา งานก็จะเป็นงานกลุ่มแบบร่วมมือกัน ที่เชื่อกันว่าจะให้ผลดีกว่าการลงมือทำา งานคนเดียวโ ค ร ง ง า น จ ะ มี ว ั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ก า ร เ รี ย น รู้ ท ี่ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ ม า ต ร ฐ า นก า ร เ รี ย น รู้โครงงานที่ดีจะถูกพัฒนาขึ้นโดยอิงกับแก่นของหลักสูตรหรือเนื้อหาที่เป็นมาตรฐานการเรียนรู้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ว่าผู้เรียนต้องเรียนรู้อะไรจากผลงานที่ได้ ครูสามารถระบุได้ถึงผลการเรียนรู้จากแผนการประเมินและการจัดกระบวนการเรียนการสอน ตัวโครงงานจะมีผลงานชั้นยอดของผู้เรียนที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการเรียนรู้เช่น การนำาเสนอเพื่อการโน้มน้าวจิตใจ จดหมายข่าวที่มีข้อมูลสารสนเทศอันแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในเนื้อหาและบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้โ ค ร ง ง า น จ ะ ถู ก ขั บ เ ค ลื่ อ น โ ด ย คำา ถ า ม กำา ห น ด ก ร อ บ ก า ร เ รี ย น รู้ชุ ด คำา ถามเหล่ า นี้ จ ะช่ ว ยเน้ น ยำ้า ถึ ง การเรี ย นรู้ ที่ สำา คั ญ ๆ ในโครงงานนักเรียนจะถูกแนะนำาให้ทำาโครงงานผ่านคำาถามเกี่ยวกับแนวคิดที่สำาคัญๆที่บูรณาการหลากหลายสาระ จะถูกท้าทายให้ค้นคว้าเชิงลึกไปยังเนื้อหาสาระที่เฉพาะเจาะจงโดยมุ่งเน้นที่มาตรฐานการเรียนรู้และวัตถุประสงคืการเรี ย นรู้ เ ป็ น สำา คั ญ ชุ ด คำา ถามกำา หนดกรอบการเรี ย นรู้ ป ระกอบด้ ว ยคำา ถาม 3 ชนิดด้วยกันคือ คำา ถามสร้ างพลั งคิ ด คำา ถามประจำา หน่ ว ยและ
  2. 2. คำาถามประจำา บท คำาถามสร้างพลังคิดจะเป็นคำา ถามปลายเปิดที่เจาะไปที่แนวคิดหรือความคิดรวบยอดที่เราต้องการให้เกิดความเข้าใจ ปกติแล้วจะมีการเชื่อมโยงข้ามสาระเพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ คำาถามประจำาหน่วยจะเชื่อมโยงโดยตรงไปที่ตัวโครงงานและเอื้อต่อการค้ น คว้ า เพื่ อ เข้ า ไปถึ ง คำา ถามสร้ า งพลั ง คิ ด คำา ถามประจำา บทจะช่ ว ยสะท้อนถึงระดับความรู้ความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อเนื้อหาหลักๆ ที่เป็รแก่นของโครงงาน จะเป็นคำาถามเชิงข้อเท็จจริงที่ถูกระบุในมาตรฐานหรือวั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค์ ก า ร เ รี ย น รู้โครง งา นจ ะถูก ปร ะเ มิน เ ป็น ก ระ บว นก าร ต่อ เนื่อ งด้ว ย เค รื่อ ง มือ ที่ห ล า ก ห ล า ยผลการเรียนรู้ที่คาดหวังจะถูกระบุไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มทำาโครงงานและถูกประเมินความเข้าใจเป็นระยะๆ ด้วยเครื่องมือประเมินและวิธีการที่หลากหลาย นักเรียนจะมีแนวทางและตัวแบบเพื่อสร้างผลงานคุณภาพดีและรู้ว่าสิ่งที่คาดหวังคืออะไรตั้งแต่เริ่มทำา โครงงาน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้มีการสะท้อนความคิด การให้ผลสะท้อนกลับและการปรับเปลี่ยนในขณะทำาโ ค ร ง ง า น ด้ ว ยโ ค ร ง ง า น มี ก า ร เ ชื่ อ ม โ ย ง กั บ สิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น จ ริ งโครงงานจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน และอาจจะเกี่ยวข้องกับชุมชน ผู้เชี่ยวชาญหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถช่วยในการเรียนรู้ได้นั กเรีย นอาจจะมีโอกาสได้นำา เสนอผลงานต่ อ ผู้ เกี่ ย วข้ อ งโดยตรง ศึกษาจากแหล่งเรีย นรู้ในชุมชน ขอคำา แนะนำา จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือสื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีนัก เรีย นแสดงออกถึง ความรู้ผ ่า นการสร้า งชิ้น งานและพฤติก รรมก า ร แ ส ด ง อ อ กผลสำา เร็จของโครงงานมักจะแสดงออกด้วยการแสดงว่านักเรียนมีความรู้ความเข้าใจผ่านการนำาเสนอผลงาน เอกสารรายงาน การจัดนิทรรศการเค้าโครงงานวิจัย หรือแม้กระทั่งการสร้างแบบจำาลอง ผลงานเหล่านี้จะเปิดโ อ ก า ส ไ ด้ นั ก เ รี ย น ไ ด้ แ ส ด ง อ อ ก ว่ า มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ จ ริ งใช้เ ทคโนโลยีเ พื่อ สนับ สนุน และยกระดับ การเรีย นรู้ข องนัก เรีย นนักเรียนจะมีโอกาสใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อมาช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะการคิด การทำา งาน ตลอดจนการสร้างสรรค์ผลงาน โดยตัวนั ก เรี ย นเองจะเป็ น ผู้ ค วบคุ ม การสร้ า งสรรค์ ผ ลงานได้ ม ากกว่ า เมื่ อ ใช้เทคโนโลยีตลอดจนการปรับปรุงตามความต้ อ งการของตนเอง นั กเรี ย นสามารถเรียนรู้โดยไม่ยึดติดอยู่กรอบของห้องเรียนผ่านการร่วมมือทำางานกับเพื่อนที่อยู่ห่างไกลออกไปด้วยการใช้อีเมล์และเว็บไซต์ที่สร้ างขึ้นเอง
  3. 3. ห รื อ สำา เ ส น อ ผ ล ง า น จ า ก ก า ร เ รี ย น ร็ ผ่ า น สื่ อ มั ล ติ มี เ ดี ยก า ร บู ร ณ า ก า ร ทั ก ษ ะ ก า ร คิ ด เ ข้ า สู่ โ ค ร ง ง า นโครงงานควรมีการสนับสนุนทางอภิปัญญาและกระบวนการรู้คิด เช่น การทำา งานแบบร่ ว มมื อ การกำา หนดแนวทางการทำา งานของตนเอง การวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล หรื อ การประเมิ น คุ ณ ค่ า ของสารสนเทศ โดยตลอดทั้ งกระบวนการทำา โครงงาน ชุดคำาถามกำาหนดกรอบการเรียนรู้จะเป็นส่วนที่ท้าทายผู้เรียนให้เกิด ความคิดและเชื่ อมโยงกรอบแนวคิด กับ สภาพที่เป็ นจ ริ งประกอบด้ว ยกลวิธ ีส อนที่ห ลากหลายที่เ อื้อ ต่อ รูป แบบการเรีย นรู้ท ี่ห ล า ก ห ล า ย ข อ ง ผู้ เ รี ย นด้วยกลยุทธ์วิธีสอนอันหลากหลายที่ทำาให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง จะทำาให้มีความเชื่อมั่นที่ว่านักเรียนจะมี โอกาสประสบผลสำา เร็จ จากการจั ด การเรี ย นรู้ อ ย่ า งเท่ า เที ย มกั น วิ ธีสอนนี้อาจประกอบด้วยการใช้กระบวนการกลุ่มแบบร่วมมือที่หลากหลายผังกราฟิก การให้ผลการประเมินย้อนกลับโดยครูผู้สอนและนักเรียน และอื่นๆโครงงาน (Project Approach) คือ กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ทำาการศึกษาค้นคว้าและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นๆ ไปใช้ในการศึกษาหาคำาตอบ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำาและให้คำาปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษาค้นคว้า ดำาเนินงานตามแผน กำาหนดขั้นตอนการดำาเนินงานและการนำาเสนอผลงาน ซึ่งอาจทำาเป็นบุคคลหรือเป็นกลุ่มโครงงาน คือ การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายๆสิ่งที่อยากรู้คำาตอบให้ลึกซึ้งหรือเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆให้มากขึ้น โดยใช้กระบวนการ วิธีการที่ศึกษาอย่างมีระบบ เป็นขั้นตอนมีการวางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด ปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปที่เป็นคำาตอบในเรื่องนั้นๆหลัก การทำา โครงงาน* เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง* ผู้เรียนเป็นผู้วางแผนในการศึกษาค้นคว้าเอง* ลงมือปฏิบัติเอง
  4. 4. * นำาเสนอโครงงานเอง* ร่วมกำาหนดแนวทางวัดผลและประเมินผลจุด มุ่ง หมายของการทำา โครงงาน* เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง* เพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์* เพื่อให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น รู้จักทำางานร่วมกับบุคคลอื่น มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความรับผิดชอบฯ* เพื่อให้ผู้เรียนใช้ความรู้และประสบการณ์เลือกทำาโครงงานตามความสนใจ โครงงาน เป็นรูปแบบการเรียนที่มุ่งส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้ค้นหาความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเองในด้านต่าง ๆ มาจากแนวคิดพื้นฐานของการเรียน รู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (ChildCenter) และการเรียนรู้ตามสภาพจริง โดยมีการศึกษาหลักการ และวิธีเกี่ยวกับ โครงงานที่เลือกศึกษา วิเคราะห์ วางแผนการทำางาน ลงมือทำางาน และปรับปรุง เพื่อให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ ในกระบวนการเรียนการสอน ได้ใช้ทักษะกระบวนการ สอดแทรกคุณธรรม ทำางานเป็นกลุ่ม ฝึกปฏิบัติจริง เน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม มีครูเป็นผู้ชี้แนะ ให้คำาปรึกษาตลอดเวลา เน้นฝึกคนให้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โครงงาน เป็นการจัดการเรียน รู้รูปแบบหนึ่งที่ ทำาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง จากการลงมือปฏิบัติจริง ในลักษณะของการศึกษา สำารวจค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยมีครูเป็นผู้คอยกระตุ้นแนะนำาให้คำาปรึกษา ประโยชน์แ ละความสำา คัญ ของการจัด ทำา โครงงาน 1. ทำางานตามความถนัด ความสนใจของตนเอง 2. ฝึกทักษะกระบวนการทำางานด้วยตนเอง หรือร่วมกันทำางานเป็นกลุ่ม 3. สามารถวางแผนการทำางานเป็นระบบ 4. พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 5. ศึกษา ค้นคว้า และแก้ปัญหาจากการทำางาน 6. เป็นสิ่งยืนยันว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์
  5. 5. ในโครงงานที่ทำาจริง ในกรณีที่ต้องนำาแสดงต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง 7. มีความรู้นอกเหนือจากหนังสือแบบเรียนการเขีย นโครงงาน โครงงานหมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใดไปใช้ในการศึกษาหาคำาตอบในเรื่องนั้นๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำาและให้คำาปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ดำาเนินการ วางแผนกำาหนดขั้นตอนการดำาเนินงาน โดยทั่วๆ ไป การทำาโครงงานสามารถทำาได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจทำาเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็กๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้๑. ประเภทของโครงงาน โครงงานสามารถแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ ๔ ประเภท ดังนี้ ๑.๑ โครงงานประเภทสำา รวจ โครงงานประเภทสำารวจ เป็นโครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรือสำารวจความคิดเห็น ข้อมูลที่รวบรวมได้บางอย่างอาจเป็นปัญหาที่นำาไปสู่การทดลองหรือค้นพบสาเหตุของปัญหาที่ต้องหาวิธีแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน เช่น โครงงานการสำารวจคำาที่มักเขียนผิด โครงงานสำารวจการใช้คำาคะนองในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ๑.๒ โครงงานประเภทการทดลอง โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่ต้องออกแบบทดลองเพื่อการศึกษาผลการทดลองว่าเป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทนี้ต้องสรุปความรู้หรือผลการทดลองเป็นหลักการหรือแนวทางการปฏิบัติไว้ เช่น โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมุนไพร โครงงานการทดลองปลูกพืชสวนครัวโดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ๑.๓ โครงงานประเภทสิ่ง ประดิษ ฐ์
  6. 6. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่ประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ โดยอาศัยเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ เพื่อประดิษฐ์ชิ้นงานใหม่ อาจเป็นของใช้ เครื่องประดับจากวัสดุเหลือใช้ หรือนำาวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานการประดิษฐ์เครื่องจักสานจากผักตบชวา โครงงานการประดิษฐ์เครื่องช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษเป็นต้น ๑.๔ โครงงานประเภททฤษฎี โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการหาความรู้ใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูลและนำามาวิเคราะห์จากสถิติแล้วอภิปราย หรือเป็นโครงงานที่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกิดจากข้อสงสัย อาจเป็นการนำาบทเรียนมาขยายเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ความรู้ในแง่มุมที่กว้างและลึกกว่าเดิม เช่นโครงงานการศึกษาคำาซ้อนในวรรณคดีร้อยแก้ว โครงงานการศึกษาข้อคิดจากเรื่องพระมโหสถชาดก เป็นต้น๒. ขั้น ตอนการทำา โครงงาน การทำาโครงงานมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้ ๒.๑ การคิด และการเลือ กหัว เรื่อ ง ผู้เรียนจะต้องคิด และเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร ทำาไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คำาถามหรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เมื่อใครได้อ่านชื่อเรื่องแล้วควรเข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานนี้ทำาจากอะไร การกำาหนดหัวเรื่องของโครงงานนั้นมีแหล่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดและความสนใจหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จากการอ่านหนังสือ เอกสารบทความ การเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ การสนทนากับบุคคลต่างๆ หรือจาการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ควรคำานึงถึงประเด็นต่อไปนี้ - ความเหมาะสมของระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน - วัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ - งบประมาณ - ระยะเวลา - ความปลอดภัย - แหล่งความรู้ ๒.๒ การวางแผน การวางแผนการทำาโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครง
  7. 7. งาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การดำาเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนำาเสนอต่อผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำาเนินการขั้นต่อไป การเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไป เขียนเพื่อแสดงแนวคิด แผนงาน และขั้นตอนการทำาโครงงาน ซึ่งควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้ ๑) ชื่อโครงงาน ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สือความหมาย่ได้ตรง ๒) ชื่อผู้ทำาโครงงาน ๓) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน ๔) หลักการและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทำาโครงงานเรื่องนี้ มีความสำาคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ทำาเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ไว้บ้างแล้วถ้ามีได้ผลอย่างไร เรื่องที่ทำาได้ขยายเพิ่มเติม ปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำาไว้อย่างไร หรือเป็นการทำาซำ้าเพื่อตรวจสอบผล ๕) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ควรมีความเฉพาะเจาะจง และสามารถวัดได้ เป็นการบอกขอบเขตของงานที่จะทำาได้ชัดเจนขึ้น ๖) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นคำาตอบหรือคำาอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่สำาคัญ คือ เป็นข้อความที่มองเห็นแนวทางในการดำาเนินการทดสอบได้ นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามด้วย ๗) วิธีดำาเนินงานและขั้นตอนการดำาเนินงาน จะต้องอธิบายว่า จะออกแบบการทดลองอะไรอย่างไร จะเก็บข้อมูลอะไรบ้างรวมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จำาเป็นต้องใช้ มีอะไรบ้าง ๘) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับกำาหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการดำาเนินงานในแต่ละขั้นตอน ๙) ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๑๐) เอกสารอ้างอิง ๒.๓ การดำา เนิน งาน เมื่อที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้วต่อไปก็เป็นขั้นลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามทำาตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คำานึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทำางาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทำาอะไรไปบ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายามบันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน
  8. 8. ๒.๔ การเขีย นรายงาน การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการดำาเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสำาคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน ๒.๕ การนำา เสนอผลงาน การนำาเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำาโครงงานและเข้าใจถึงผลงานนั้น การนำาเสนอผลงานอาจทำาได้หลายรูปแบบ ขึนอยู่กับความ ้เหมาะสมต่อประเภทของโครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จำาลอง การสาธิตการจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคำาพูด หรือการรายงานปากเปล่า การบรรยาย สิ่งสำาคัญคือ พยายามทำาให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา๓. การเขีย นรายงานโครงงาน การเขียนรายงานโครงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของการนำาเสนอผลงานของโครงงานที่ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ต้นจนจบ การกำาหนดหัวข้อในการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงาน ส่วนประกอบของหัวข้อในรายงานต้องเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับชั้นของผู้เรียน องค์ประกอบของการเขียนรายงานโครงงาน แบ่งกว้างๆ เป็น ๓ ส่วน ดังนี้ ๑. ส่ว นปกและส่ว นต้น ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย ๑) ชื่อโครงงาน ๒) ชื่อผู้ทำาโครงงาน ชั้น โรงเรียน และวันเดือนปีที่จัดทำา ๓) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา ๔) คำานำา ๕) สารบัญ ๖) สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถ้ามี) ๗) บทคัดย่อสั้นๆ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อๆ ซึ่งประกอบด้วย เรื่องวัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ระยะเวลา และสรุปผล ๘) กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ๒. ส่ว นเนื้อ เรื่อ ง ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย
  9. 9. ๑) บทนำา บอกความเป็นมา ความสำาคัญของโครงงาน บอกเหตุผลหรือเหตุจูงใจในการเลือกหัวข้อโครงงาน ๒) วัตถุประสงค์ของโครงงาน ๓) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ๔) การดำาเนินงาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงานเพื่อให้การดำาเนินงานเป็นไปตามหัวข้อเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน และพิสูจน์คำาตอบ (สมมติฐาน) ตามประเด็นที่กำาหนด ดังตัวอย่างการเขียนแผนผังโครงงานต่อไปนี้ ในแผนผังโครงงานทำาให้เห็นระบบการทำางานอย่างมีเป้าหมาย มีการวางแผนการทำางาน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ต้องการทราบ คือ หัวข้อย่อย หรือคำาถามย่อยของหัวข้อโครงงาน ถ้ามีมาก ๑ ข้อ ก็จะเรียงลำาดับทีละหัวข้อ พร้อมทั้งบอกสมมติฐาน วิธีศึกษา และแหล่งศึกษาค้นคว้าตามแผนผังให้ครบทุกข้อ สิ่งที่ต้องการทราบ สมมติฐาน วิธีการศึกษา แหล่งศึกษา/แหล่งข้อมูล หัวข้อย่อยจากหัวข้อเรื่องของโครงงานที่ต้องการหาคำาตอบ การตอบคำาถามล่วงหน้าค้นคว้า สอบถาม สัมภาษณ์ สังเกต ศึกษาโดยการดู-ฟัง จากสื่อชนิดต่างๆ -เอกสาร หนังสือ - สถานที่ บุคคล ๕) สรุปผลการศึกษา เป็นการอธิบายคำาตอบที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อย่อยที่ต้องการทราบ ว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ ๖) อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรือคุณค่าของผลงานที่ได้ และบอกข้อจำากัดหรือปัญหา อุปสรรค (ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า โครงงานลักษณะใกล้เคียงกัน ๓. ส่ว นท้า ย ส่วนท้าย ประกอบด้วย ๑) บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้า ซึ่งมีหลายประเภท เช่น หนังสือ ตำารา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น หนังสือ ชื่อ นามสกุล. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : สำานักพิมพ์, ปีที่พิมพ์ บทความในวารสาร ชื่อผู้เขียน "ชื่อบทความ," ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ : หน้า ;วัน เดือน ปี. คอลัมน์จากหนังสือพิมพ์ ์์ชื่อผู้เขียน "ชื่อคอลัมน์ : ชื่อเรื่องในคอลัมน์" ชื่อหนังสือพิมพ์.วัน เดือน ปี. หน้า. ๒) ภาคผนวก เช่น โครงร่างโครงงาน ภาพกิจกรรม แบบสอบถามบทสัมภาษณ์
  10. 10. แหล่งที่มา http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/tech04/22/ standard/p01.htmlhttp://www97.intel.com/th/ProjectDesign/Design/ProjectCharac teristics/ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/305516http://www.yupparaj.ac.th/CAI/CAI2005/33102/plan1/know1.h tm

×