3 39อันตรคาถาธรรมบทแปล

2,050 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
2,050
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
421
Actions
Shares
0
Downloads
13
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

3 39อันตรคาถาธรรมบทแปล

  1. 1. คําชี้แจง( พิมพครั้งที่ ๔/๒๕๒๕ )หนังสืออันตรคาถาธรรมบทแปล ( มีเรื่องปรารภนํา ) นี้ พระ-พระมหาแจม เขมาราโม และพระมหาทองสืบ จารุวณฺโณ วัดมกุฏกษัตริ-ยารา เปนผูแปลและเรียบเรียง ตามคําแนะนําของทานเจาคุณพระศาสน-โศภน ( แจม จตฺตสลฺโล ) วัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ภายหลังกองตํารามหามกุฏราชวิทยาลัย พิมพขึ้นเผยแพร ตั้งแต พ.ศ.๒๔๘๑ เปนตนมา.เมื่อจะพิมพครั้งที่ ๔/๒๕๒๕ นี้ คณะกรรมการเห็นวาหนังสือนี้แปลและเรียบเรียงมานานถึง ๕๖ ปแลว ควรจะแกไขเพิ่มเติมใหเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงรวมมือกับผูแปลและเรียบเรียงเดิมแกไข ดังนี้๑. ใหเรียกชื่อหนังสือนี้วา " อันตรคาถาธรรมบทแปล ( มีเรื่องปรารภนํา ) "๒. ลงชื่อผูแปลและเรียบเรียงไวที่หนาปกตามระเบียบที่ใชทั่วไป๓. แกไขลําดับเลขคาถา ตามจํานวนที่ตัดและเติมขึ้นใหม๔. แกไขคําแปลคาถาบางแหงและขอความที่เลาเรื่องบางตอน๕. ทําเชิงอรรถบอกที่มาทั้งในธมฺมทฏกถาและชาตกฏกถาขึ้นใหม.แผนกตํารามหามกุฏราชวิทยาลัย๑ กันยายน ๒๕๒๕คําปรารภมหามกกุฏราชวิทยาลัยเปนที่รวบรวมหนังสือตาง ๆ ที่เกี่ยวกับ
  2. 2. เรื่องพระพุทธศาสนา ทั้งที่เปนหลักสูตร ทั้งเปนอุปกรณการศึกษาพระปริยัติธรรม หนังสืออันตรคาถาธรรมบทแปล ที่ทานเจาคุณพระศาสนโศภน วัดมกุฏกษัตริยาราม แนะนําใหพระเปรียญในวัดนั้นเรียบเรียง ก็เปนเรื่องหนึ่งซึ่งควรจัดพิมพใหมีไว เพื่อเปนประโยชนแกผูตองการ เพราะหนังสือนี้มีเลาเรื่องในธรรมบทยอ ๆ พอไดความถาที่ไหนเกี่ยวกับคาถาชาดก ก็เลาเรื่องชาดกไวอยางชัดเจน ที่ไหนมีคาถากลางคัน ก็แปลไวหมดทุกคาถา เปนประโยชนแกนักเรียนภาษาบาลีประโยค ๓ ไดอยางดี นอกจากนี้ ผูตองการทราบเรื่องชาดกตาง ๆซึ่งมีในธรรมบท เมื่อไดอานหนังสือนี้แลว ก็ทราบเรื่องไดดี ทั้งถอยคําสํานวนก็ไพเราะ เขาใจงาย ชวนอาน.กรรมการกองตํารามหามกุฎ ฯ พิจารณาเห็นประโยชนดังกลาวมานี้ จึงไดกราบเรียนขออนุญาตพิมพและขอกรรมสิทธิ์ ทานก็ยินดีอนุญาตใหตามความประสงค ดังปรากฏในหนาคํานําของทานนั้นแลว.กองตํารามหามกุฏราชวิทยาลัย๒๒ มกราคม ๒๔๘๑คํานําขาพเจาไดเรียบเรียงคาถาธรรมบทแปล มีเรื่องปรารภนํา ครั้งเปนพระอริยมุนี ถวายสมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิร-ญาณวโรรส ทรงโปรดจัดเขาเปนธรรมสมบัติ หมวดที่ ๑๒ หนังสือฉบับนั้นมีแตคาถาที่พระศาสดาทรงปรารภ สวนคาถาในระหวาง ๆทองเรื่องหามีไม ตั้งใจจะเรียบเรียงเอง เปนหนังสือคูกันกับคาถาธรรมบทแปลมีเรื่องนํานั้น แตโอกาสไมอํานวยให จึงแนะนําให
  3. 3. พระมหาแจม เขมาราโม เปรียญ ๖ ประโยค ที่วัดมกุฏกษัตริยทํา เธอก็อุตสาหะทําไดเพียงเรื่องที่ ๑๘ เผอิญอาพาธเปนวัณโรคมรณภาพเสีย จึงแนะนําพระมหาทองสืบ จารุวณฺโณ เปรียญ ๗ประโยค วัดมกุฏษัตริยใหทําตอไป เธอก็ยินดีรับ พยายามทําจนจบไดโดยเรียบรอย จึงไดพิมพขึ้นใชในการพระราชทานเพลิงศพหมอมเจาปยบุตร จักรพันธุ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ หนังสือที่พิมพขึ้นคราวนั้นนอยนัก หมดไป มีผูตองการหาอีกก็ไมได มหามกุฏราช-วิทยาลัยเห็นวา หนังสือนั้น เปนประโยชนแกนักเรียนภาษาบาลีมากจึงขออนุญาตพิมพขึ้น เพื่อใหสําเร็จความประสงคของผูตองการ ขาพเจายินดีอนุญาต มอบใหกองตําราชําระ ใหกรรมสิทธิ์แกมหามกุฏราชวิทยาลัยณ วันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑.วัดมกุฏกบัตริยารามวันที่ ๑๙ มกราคม ๑๔๘๑
  4. 4. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 1อันตรคาถาในพระธัมมปทัฏฐกถาปณามคาถา*มหาโมหตโมนทฺเธ โลเก ลกนฺตทสฺสินาเยน สทฺธมฺมปชฺโชโต ชลิโต ชลิติทฺธินาตสฺส ปาเท นมสฺสิตฺวา สมฺพุทฺธสฺส สิรีมโตสทฺธมฺมฺจสฺส ปูเชตฺวา กตฺวา สงฺฆสฺส จฺชลึ" ต ต กรณมาคมฺม ธมฺมา ธมฺเมสุ โกวิโทมฺปนฺนสทฺธมปโท สตฺถา ธมฺมปท สุภเทเสสิ กรุณาเวค- สมุสฺสาหิตมานโสย เว เทวมนุสฺสาน ปติปาโมชฺชวฑฺฒนปรมฺปราภตา ตสฺส นิปุณา อตฺถวณฺณนา,ยา ตามฺพปณฺณิทีปมฺหิ ทีปภาสาย สณฺิตาน สายติ เสสาน สตฺตาน หิตสมฺปท,อปฺเปวนาม สาเธยฺย สพฺพโลกสฺส สา หิต "อิติ อาสึสมาเนน ทนฺเต สมจารินากุมารกสฺสเปนาห เถเรนน ถิรเจตสา* ธมฺ. ๑/๑-๒
  5. 5. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 2สทฺธมฺมฏิติกาเมน สกฺกจฺจ อภิยาจิโตต ภาส อติวิตฺถาร คตฺจ วจนกฺกมปหายาโรปยิตฺวาน ตนฺตึ ภาสึ มโนรมคาถาน พฺยฺชนปท ย ตตฺถ น วิภาวิตเกวลนฺต วิภาเวตฺวา เสสนฺตเมว อตฺถโตภาสนฺตเรน ภาสิสฺส อาวหนฺโต วิภาวินมนโส ปติปาโมชฺช อตฺถธมฺมูปนิสฺสิตนฺติ.
  6. 6. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 3แปลปณามคาถาขาพเจาชื่อพระพุทธโฆษาจารย เปนผูอันพระกุมารกัสสปเถระผูฝกตนเรียบรอยแลว ประพฤติสม่ําเสมอโดยปกติ มีจิตมั่นคง ใครความดํารงมั่นแหงพระสัทธรรม หวังอยูวา " อรรถกถาอันพรรณนาอรรถแหงพระธรรมบทอันงาม ที่พระศาสดาผูฉลาดในสภาพที่เปนธรรมและมิใชธรรม มีบทคือพระสัทธรรมถึงพรอมแลว มีพระอัธยาศัยอันกําลังแหงพระกรุณาใหอุตสาหะดวยดีแลว ทรงอาศัยเหตุนั้น ๆ แสดงแลวเปนเครื่องเจริญปติและปราโมทยของเทพดาและมนุษยทั้งหลาย เปนคําที่สุขุมละเอียดนํากันสืบ ๆ มาแลว ตั้งอยูแลวในตามพปณณิทวีป โดยภาษาของชาวทวีป ยังไมกระทําความถึงพรอมแหงประโยชนเกื้อกูลใหสําเร็จแกสัตวทั้งหลายที่เหลือได แมไฉน อรรถกถาแหงพระธรรมบทนั้น จักทําประโยชนใหสําเร็จแกโลกทั้งปวงได " ดังนี้ จึงอาราธนาโดยเคารพแลว ขอนมัสการพระบาทแหงพระสัมพุทธเจาผูทรงสิริ เมื่อโลกอันมืดคือโมหะใหญปกคลุมแลว ทรงแลเห็นพระนิพพานอันเปนที่สุดของโลกได ผูมีฤทธิ์รุงเรืองแลว ทรงยังประทีปคือพระสัทธรรมใหรุงเรืองแลว บูชาพระสัทธรรมแหงพระสัมพุทธเจาพระองคนั้นแลว และทําอัญชลีแดพระสงฆแหงพระสัมพุทธเจาพระองคนั้นแลว จักกลาวอรรถกถา อันพรรณนาอรรถแหงพระธรรมบทนั้นดวยภาษาอื่น แตโดยอรรถไมใหเหลือ ละภาษานั้นและลําดับอันถึงอรรถอันพิสดารเกินเสีย ยกขึ้นสูภาษาอันเปนแบบที่ไพเราะ อธิบายบทพยัญชนะแหงคาถา
  7. 7. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 4ทั้งหลาย ที่ทานยังมิไดอธิบายไวแลวในอรรถกถานั้นใหสิ้นเชิง นําปติและปราโมทยแหงใจ อันอาศัยอรรถและธรรม มาแกนักปราชญทั้งหลาย.
  8. 8. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 5อันตรคาถาในธัมมปทัฏฐกถา๑. เรื่องพระจักขุปาลเถระมีเรื่องเลาวา ยังมีเศรษฐีผูหนึ่ง ชื่อมหาสุวรรณ เปนคนมั่งคั่งมีทรัพยสมบัติมาก แตไมมีบุตร วันหนึ่ง เขาไปอาบน้ําแลวกลับมาเห็นตนไมเจาไพร นึกเดาเอาวา คงมีเทวดาสิง จึงทําพิธีรีตองบวงสรวงขอใหตนไดบุตรหรือธิดา แลวจักทําสักการะแกบนเปนการใหญ จําเนียรกาลลวงมา ภรรยาเขาก็ตั้งครรภบรรจบครบทศมาส คลอดแลวขนานชื่อวาปาละ สมัยอื่นก็คลอดอีกคนหนึ่งจึงขนานชื่อวาจุลปาละ พอสองกุมารเจริญวัย มารดาบิดาก็ตาย ไดทรัพยมรดก สองพี่นองก็เลี้ยงดูกันสืบมา.ภายหลังนายปาละไปฟงเทศนที่วัดพระเชตวัน ซึ่งสมเด็จพระบรม-ศาสดาทรงแสดง วาดวยอนุบุพพีกถา เขาไดฟงแลวก็ติดใจ จึงเขาไปเฝากราบทูลขอบวช ไดตรัสสั่งใหไปลาญาติที่ควรลาเสียกอน เขาจึงไปมอบสมบัติใหนายจุลปาละผูนองชาย แลวลาวาจะบวช นอยชายก็หามวา พี่จา เดี๋ยวนี้ ฉันไดพี่เปนเหมือนมารดาบิดาของฉัน พี่อยูบานก็มีสมบัติพอจะจายออกทําบุญได พี่อยาบวชเลย ถาใครจะบวชจริง ๆ ไวบวชตอแก ๆ เถิดหนาพี่ ฝายนายปาละไดฟงนองชายออนวอนดังนั้น ก็ไม
  9. 9. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 6ยอม จะบวชใหได จึงไดพูดตอบนองชายผูรองไหสะอึกสะอื้นอยู โดยใจความดังนี้วา :-[ ๑ ] ชราชชฺชริตา โหนฺติ มือเทาและเทาทั้งหลายของผูใดชํารุดหตฺถปาทา อนสฺสวา ไปเพราะชรา วาไมฟง ผูนั้นเปนยสฺส โส วิหตตฺถาโม ผูมีกําลังถอยเสียแลวกถ ธมฺม จริสฺสติ. จักประพฤติธรรมไดอยางไรเลา ?นายปาละ หรือที่เรียกวามหาปาละ ครั้นลานองชายไปบวชแลวเฝาปฏิบัติทานอาจารยและอุปชฌายะอยูจนครบ ๕ พรรษาแลว จึงปลีกตัวอยูตางหาก เมื่อครบ ๕ พรรษา ปวารณาเสร็จแลว เขาไปเฝาสมเด็จพระบรมศาสดา กราบทูลถามถึงธุระในพระศาสนา ไดทราบวาคันถธุระนี้ยุงนัก คือจะตองเลาเรียนศึกษาพระพุทธวจนะแลวทรงจําไวบอกกลาว จะตองระคนดวยคนหมูมาก ก็ไมพอใจกลับรักใครในทางวิปสสนาธุระ คือหลีกไปอยูที่สงัด ๆ เริ่มตั้งความสิ้นความเสื่อมไวในอัตภาพ ยังวิปสสนาใหเจริญเรื่อย ๆ ไป กวาจะถึงพระอรหันต เรียนพระกัมมัฏฐานในสํานักสมเด็จพระบรมศาสดา แลวพาภิกษุบริวารประ-มาณ ๖๐ รูป ออกเดินทางไปไกลราว ๑๒๐ โยชน ลุถึงบานปจจันตคามหมูใหญตําบลหนึ่ง อันชาวบานตําบลนั้น อาราธนาใหจําพรรษาตามผาสุก พวกเธอเห็นสมควรแลว รับอยูพรรษา เมื่อถึงวันจําพรรษา๑. ธมฺ. ๑/๓
  10. 10. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 7พระมหาปาละ แถลงถอยชักชวนภิกษุบริวาร ใหตั้งความเพียร สวนตนก็ตั้งหนาบําเพ็ญเพียรอยางใหญ ในเดือนแรกไมไดจําวัดเลย ตาเกือบประทุ ในพรรษานั้นมีหมอมาปวารณาไว เขาจึงไดมารักษาตาหมอคนนี้มียาตาอยางดีหยอดทีสองทีก็หาย เขาถวายใหหยอด คราวนี้หยอดตั้งหลายครั้งก็ไมหาย เขาจึงฉงนใจ เรียนถามวา พระผูเปนเจานั่งหนอดหรือนอนหยอด ทานก็นิ่งเสีย ที่จริง พระมหาปาละไมไดนอนความประสงคขอหมอจะใหนอน หมอจึงออนวอนใหนอนหยอด พระมหาปาละขอผัดไวปรึกษาดูกอน แลวสอนตนของตนอยางนี้วา :-[ ๒ ] จกฺขูนิ หายนฺตุ มมายิตานิ จักษุทั้งหลายที่ถือกันวาของเราเสื่อมไปเสียเถิดโสตานิ หายนฺตุ ตเถว เทโห หูก็เสื่อมไปเถิด กายก็เปนเหมือนกันอยางนั้นเถิดสพฺพมฺปท หายตุ เทหนิสฺสิต แมสรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้ ก็เสื่อมไปเสียเถิดกึการณา ปาลิต ตฺว ปมชฺชสิ. ปาลิตะ ! เหตุไฉน ? ทานจึงยังประมาทอยู.จกฺขูนิ ชีรนฺตุ มมายิตานิ จักษุทั้งหลายที่ถือกันวาของเราทรุดโทรมไปเสียเถิด.โสตานิ ชีรนฺตุ ตเถว กาโย หูก็ทรุดโทรมไปเสียเถิด กายก็เปนเหมือนกันอยางนั้นเถิด๒. ธมฺม. ๑/๑๐
  11. 11. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 8สพฺพมฺปท ชีรตุ กายนิสฺสิต แมสรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้ ก็ทรุดโทรมไปเสียเถิดกึการณา ปาลิต ตฺว ปมชฺชสิ ปาลิตะ ! เหตุไฉน ? ทานจึงยังประมาทอยู.จกฺขูนิ ภิชฺนฺตุ มมายิตานิ จักษุทั้งหลายที่ถือกันวาของเราแตกไปเสียเถิดโสตานิ ภิชฺชนฺตุ ตเถว รูป หูก็แตกไปเสียเถิด กายก็เปนเหมือนกันอยางนั้นเถิดสพฺพมฺปท ภิชฺชตุ รูปนิสฺสิต แมสรรพสิ่งอันอาศัยกายนี้ ก็แตกไปเสียเถิดกึการณา ปาลิต ตฺว ปมชฺชสิ. ปาลิตะ ! เหตุไฉน ? ทานจึงยังประมาทอยูพระมหาปาละ ที่รูจักกันโดยมากมักเรียกวา พระจักขุปาละ เมื่อทานปรึกษาหารือตน ตกลงใจวา เราจักไมนอน จนตลอด ๓ เดือนภายในฤดูฝนนี้ เหตุนั้น จักษุของเราจะฉิบหายเสียหรือแตกเสียก็ตามทีเถิด เราจงทรงพระพุทธศาสนาไวเถิด อยาเห็นแกจักษุเลย แลวสอนตนของตนเอง ดวย ๓ คาถาดังปรากฏในขอที่ ๒ นั้น แลวคงนั่งหยอดยาตานอนหยอดไม เมื่อไปบิณฑบาตหมอเห็นก็เรียนถามวาพระผูเปนเจาหยอดยาตาบางหรือขอรับ ? หยอดบางแลวจะ เปนอยางไรบางเลาขอรับ ? ยังเต็มทีอยูจะ ก็ทานนั่งหยอดหรือนอนหยอด
  12. 12. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 9เลาขอรับ ? พระเถระไดนิ่งเสีย แมหมอถามซ้ําก็ไมตอบวากระไร ขณะนั้น หมอจึงไดกลาววา ทานผูเจริญเจาขา ทานไมหาความสบายใหแกตัวของทานเอง ก็ตามแตใจเถิด ตั้งแตวันนี้ตอไป ขอทานอยาไดกลาววา หมอคนโนนรักษาตาเรา ถึงขาพเจาก็จะไมกลาววา ขาพเจาเปนหมอรักษาตนทาน เพื่อกันความเสียชื่อของขาพเจา พระเถระถูกหมอบอกเลิกแลว เดินกลับไปวัด ครั้นแลวดําริเตือนตนฉะนี้วา ทานแมหมอเขาบอกเลิกเสียแลว ทานอยาไดละอิริยาบถเสียนะสมณะ แลวกลาวสอนตนดวยคาถาวา :-[ ๓ ] ปฏิกฺขิตฺโต ติกิจฺฉาย ปาลิตะ ! ทานถูกหมอเขาบอกเวชฺเชานาสิ วิวชฺชิโต เลิกจากการรักษา ทิ้งเสียแลวนิยโต มจฺจุราชสฺส เปนผูเที่ยวตอมฤตยุราช จะมัวกึ ปาลิต ปมชฺชสิ. ประมาทอยูไยเลา ?พระจักขุปาลเถระกลาวสอนตนดังในขอที่ ๓ นั้นแลว บําเพ็ญสมณธรรม ลําดับนั้น พอมัชฌิมยามลวงแลว ทั้งดวงตาทั้งกิเลสของทานแตกพรอมกัน ไมกอนไมกลังกวากัน ทานเปนพระอรหันตสุกขวิปสสก แลวเดินกลับเขากุฎี พอถึงเวลาบิณฑบาต ภิกษุทั้งหลายไปเรียนวา ไดเวลาแลวขอรับ ทานก็บอกวา พกกันไปเถิด ขาพเจาตอบอดเสียแลว ภิกษุทั้งหลายมาดูตาของทาน ไดพากันรองไห ตาเปยกตาแฉะไปตาม ๆ กัน ภายหลังพวกมนุษยทราบความ ตางก็พากันมา๓. ธมฺ. ๑/๑๑
  13. 13. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 10แสดงความเสียใจ รองไหกลิ้งเกลือกไปก็มี แลวสงขาวตมขาวสวนมาถวายที่วัดเปนนิตย ฝายพระเถระก็อุตสาหโอวาทอนุศาสนภิกษุบริวารเนือง ๆ จวนออกพรรษา ก็ไดบรรลุพระอรหันตพรอมดวยปฏิสัมภิทาหมอทั้ง ๖๐ รูป ออกพรรษาปวารณาแลว ภิกษุบริวารลาทานไปเฝาสมเด็จพระบรมศาสดา สวนพระเถระยังไมไป โดยเกรงวาภิกษุบริวารจะลําบาก จึงสงพวกเธอลวงหนาไป และสั่งใหไปบอกนายจุลปาละนองชายเพื่อใหสงคนไปรับ ภิกษุบริวารมาถึงแลวแจงขาว เขาไดทราบก็รองไหคร่ําครวญเปนนักหนา แลวจัดแจงใหบวชหลายชื่อปาลิตะเปนสามเณรสงไปตามคําของภิกษุที่มาแจงขาว ฝายสามเณรปาลิตะก็เดินลัดตัดดงดนไปถึงพระเถระ ควรแกเวลาแลวชวนกลับ ถือปลายไมเทาจูงพระเถระมา ดูนาเวทนาเสียนี่กระไร มาถึงกลางทางไดยินเสียงหญิงรองเพลงพลางเก็บฟนอยู ก็สะดุดใจ พึงเห็นสมดวยเทศนานัย ที่สมเด็จพระผูมีพระภาคเจาไดตรัสไววา " นาห ภิกฺขเว อฺ เอกสทฺทมฺปสมนุปสฺสามิ, โย เอว ปุริสสฺส จิตฺต ปริยาทาย ติฏติ ยถยิทภิกฺขเว อิตฺถีสทฺโท " แปลวา " ภิกษุทั้งหลาย ! เราไมเห็นเสียงอื่นแมสักอยางหนึ่ง อันจะยึดจิตของชายตั้งอยูเหมือนเสียงหญิงเลย. " ฝายสามเณรบอกใหพระเถระอยู แลวปลอยไมเทาสาวกาวเขาไปหาหญิง ถึงศีลวิบัติกะหญิงนั้นโดยครูเตียว แลวกลับมา พระเถระทราบความ ก็ประณามขับไล ไมยอมไปกับคนชั่วและพูดพรรณนาโทษตาง ๆ เธอสังเวชแลวลาเพศเปนคฤหัสถ และอางวาตนไมไดบวชดวยศรัทธา บวชเพื่อกันภัยในทางตางหาก แลวมาพูดออนวอนขอจูงไมเทาไป พระเถระ
  14. 14. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 11ไมยอมจึงกลาววา " อาวุโส คิหิปาโปป สมณปาโปป ปาโปเยว "แปลวา " ผูมีอายุ ! คฤหัสถชั่วก็ดี สมณะชั่วก็ดี ชื่อวาชั่วทั้งนั้น( คือไมแปลกกัน ) " ทานตั้งอยูในความเปนสมณะแลว ไมอาจทําคุณเพียงแตศีลใหบริบูรณได เปนคฤหัสถแลวจักทําความดีชื่ออะไรได เราจะตายอยูตามนี้ก็ตามที เปนไมขอไปกับเจาเปนอันขาด แลวกลาว ๒คาถานี้วา :-[ ๔ ] หนฺทาห หตจกฺขุสฺมิ เอาเถิด ! เราเปนผูมีจักษุอันเสียแลวกนฺตารทฺธานมาคโต มาสูทางไกลอันกันดารสยมาโน น คจฺฉามิ ยอมนอนเสีย อยาไปเลย ( ดีกวา )นตฺถิ พาเล สหายตา. เพราะความเปนสหายในชนพาลไมมี.หนฺทาห หตจกฺขุสฺมิ เอาเถิด ! เราเปนผูมีจักษุอันเสียแลวกนฺตารทฺธานมาคโต มาสูทางไกลอันกันดารมริสฺสามิ โน คมิสฺสามิ จักยอมเตายเสีย ( ในที่นี้ ) จักไมขอไปนตฺถิ พาเล สหายตา. เพราะความเปนสหายในชนพาลไมมี.๑. ธมฺ. ๑/๑๕
  15. 15. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 12นายปาลิตะไดยินคํารําพันของพระเถระแลว ก็ชักใหมีความสังเวชสลดจิต คิดเห็นโทษของตัววา เรากระทํากรรมหนักเปนไปโดยดวนไมสมควรเลยหนอ ดังนี้ แลวเสียอกเสียใจ กอดแขนรองไหวิ่งเขาราวปาไป ไดหลีกหลบหนาไปโดยประการนั้นแลว.อันความผิดของเธอ หากเปนไปในครั้งนี้นั้น เปนไปดวยความผลุนผลัน ไมทันพิจารณาโดยแยบคาย เปนวิสัยแหงทุรชนคนชั่วชาติเหตุนั้น ทานจึงสอนใหรูสึก แลวไมควรเพลิดเพลินโดยสวนเดียววา" นนฺทิ ทุกฺขสฺส มล " แปลโดยพยัญชนะวา " ความเพลิดเพลินเปนมูลแหงทุกข " โดยความวา "รักสนุกทุกขสนัด " อาศัยเหตุเชนนี้ไมวาการใด ๆ ทานจึงสอนใหพิจารณาเสียกอนไดเปนการดี สมดวยบาลีวา " นิสมฺม การณ เสยฺโย " ใครครวญกอนแลวจึงทําดีกวา" กตสฺส นตฺถิ ปฏิการ " เพราะสิ่งทีทําแลวจะทําคืนไมได ในเรื่องนี้นายปาลิตะทําชั่วแลว ก็ทําคืนไมได แมจะพูดประจับพระเถระสักเทาไร ๆทานก็ไมยอมคบหา เลยเสียใจวิ่งเขาปาไป ทิ้งพระเถระไวกลางดง.ดวยเดชะของพระเถระ ในขณะนั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน ( ที่ทานพรรณนาวาแผนศิลาที่ประทับมีสีดุจผากัมพลเหลือง ) ของทาวสักก-เทวราช ยาว ๖๐ โยชน กวาง ๕๐ โยชน หนา ๑๕ โยชน มีสีดุจดอกชัยพฤกษ มีปกติยุบลงในเวลาประทับ และฟูขึ้นในเวลาเสด็จขึ้นแสดงอาการรอนแลว ( ที่เรียกวาพระอินทรรอนอาสน ) ทาวสักกเทวราชจึงไดมีเทวดําริวา ใครหนแล ใครจะยังเราใหเคลื่อนจากสถาน ดังนี้
  16. 16. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 13แลว ทรงเล็งลงมา ไดทอดพระเนตรเห็นพระเถระดวยทิพยจักษุ เหตุนั้นพระโบราณาจารยทั้งหลาย จึงไดกลาวแลววา :-[ ๕ ] สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท ทาวสหัสสเนตร ผูเปนจอมเทพดาทิพฺพจกฺขุ วิโสธยิ สองทิพยจักษุ ( ทรงทราบไดวา )ปาปครหี อย ปาโล พระปาลเถระองคนี้ ติเตียนคนบาปอาชีว ปริโสธยิ. ชําระพยายามเครื่องเลี้ยงชีพใหบริสุทธิ์แลว.สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท ทาวสหัสสเนตร ผูเปนจอมเทพดาทิพฑจกฺขุ วิโสธยิ สองทิพยจักษุ ( ทรงทราบไดวา )ธมฺมครุโก อย ปาโล พระปาลเถระองคนี้ หนักในธรรมนิสินฺโน สาสเน รโต. ยินดีในศาสนานั่งอยูนั่นแลว (คือนั่งอยูในกลางดงแตองคเดียว ).เมื่อพระอินทรรอนอาสน ดวยเหตุเห็นปานนั้นแลว ไดทอดพระเนตรเห็นพระจักขุปาลเถระ ดวยทิพยจักษุวา พระปาลเถระองคนี้ทรงคุณธรรมเชนนี้ ฯ แตหามีใครมาชวยนําทางไม ตองนั่งเปลี่ยวเปลาอยูแตองคเดียว ตามประสาพระตาบอด ก็งุมงามทําทาไปตามทํานองแมทานเปนพระอรหันต ก็เปนแตเพียงชั้นสุกขวิปสสก ไดความสุขอยางแหงแลง ไมมีอิทธิปาฏิหาริยอยางใด จึงจําใจอยูอยางกลาหาญ อันเปนวิสัยแหงพระอรหันต ผูไมมีภัยแหที่ไหน ๆ ภัยอันกําบังเชนชาติ๕. ธมฺ. ๑/๑๖
  17. 17. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 14ชราพยาธิเปนตนก็ดี ภัยอันประจักษแกตาเชนชางมาเสืออันจะมารบกวนก็ดี ในภัยเหลานี้ ทานมิไดหวั่นเพราะทานเปน " อกุโตภโย "ถึงเหตุเปนที่ตั้งแหงความกลัวอยางอื่น ๆ อันเปนวิสัยที่ปุถุชนจะพึงกลัวกัน ทานยอมไมกลัว เพราะถอนตัณหาอุปาทานหมดแลว แมทานจะลําบากสรีรกายสักเทาใด แตภายในใจของทานหาทุกขไม เหตุนั้น ทานจึงไมยอดไปกับนายปาลิตะ ผูถึงศีลวิบัติ เมื่อครั้งตั้งอยูในสามเณรภาวะอันชื่อวาเปนคนลามกตกอยูในความเปนพาล ความเปนสหายไมมีในชนพาล ทานปลงใจเห็นความดังนี้ จึงไมยอมเกี่ยวของกับคนพาล แมจะตายอยูกลางปาก็ไมวา จึงตองนั่งอยูแตองคเดียว.ขณะนั้นทาวสักกเทวราช ทรงดําริวา ถาเราจักไมไปสูสํานักของพระผูเปนเจาจักขุปาละ ผูติเตียนคนชั่ว ผูหนักในธรรม เห็นปานนั้น ศีรษะของเราก็จะแตกเปน ๗ เสี่ยง จําเราจักตองไปสูสํานักของทาน ครั้นทรงเทวดําริฉะนี้แลวก็เสด็จไป เหตุนั้น พระโบราณาจารยทั้งหลาย จึงไดกลาววา :-[ ๖ ] สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท ทาวสหัสสเนตร ผูเปนจอมเทพดาเทวรชฺชสิรีธโร ทรงสิริดวยความเปนเทวราชตขเณน อาคนฺตฺวา เสด็จมาโดยขณะนั้นแลวจกฺขุปาล อุปาคมิ. เขาไปใกลพระจักขุปาลเถระ.๖. ธมฺ. ๑/๑๖
  18. 18. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 15ทาวสักกเทวราช เมื่อไดเสด็จเขาไปใกลพระจักขุปาลเถระอยางนั้นแลว ไดทรงกระทําเสียงฝพระบาท ในที่ใกลพระเถระ ขณะนั้น พระเถระไดสดับเสียงนั้นแลว จึงไดรองถามไปวา นั่นใคร ? ทาวเธอตรัสตอบวา ขาพเจาคือคนเดินทางเจาขา ทานจะไปไหนเลาอุบาสก ? ไปเมืองสาวัตถีเจาขา เชิญไปกอนเถิดทานผูมีอายุ ก็พระผูเปนเจาเลาเจาขาจักไปไหน ? ถึงเราก็จักไปในที่นั้นเหมือนกัน ถาอยางนั้น เราทั้งหลายไปดวยกันเถิดเจาขา เราเปนคนทุพพลภาพ ความเนิ่นชาจักมีแกทานผูไปกับเรา เอาเถิดเจาขา ขาพเจาไมไดรับรอนอะไร ถาขาพเจาไปอยูกับพระผูเปนเจา จักไดบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ สักประการหนึ่ง เราทั้งหลายไปดวยกันเถิดเจาขา พระเถระคิดวา นั่นจักเปนสัตบุรุษ จึงกลาววา ถาอยางนั้น ทานจงจับปลายไมเทาเขาเถิดอุบาสก ทาวสักกเทวราช ทรงทําอยางนั้นแลว ยอพื้นปฐพีพาพระเถระไปใหถึงวัดพระเชตวัน ในเวลาเย็น พระเถระไดฟงเสียงเครื่องประโคมมีสังขและบัณเฑาะวเปนตนแลวถามวา นั่นเสียงที่ไหน ? ในเมืองสาวัตถีเจาขา ในเวลาไป เราไปโดยกาลชานานแลว ขาพเจารูทางตรงเจาขา ในขณะนั้น พระเถระกําหนดไดวา ผูนี้มิใชมนุษย ชะรอยจักเปนเทพดา เหตุนั้น พระโบราณาจารยทั้งหลาย จึงกลาววา :-[ ๗ ] สหสฺสเนตฺโต เทวินฺโท ทาวสหัสสเนตร ผูเปนจอมเทพดาเทวรชฺชสิรีธโร ทรงสิริดวยความเปนเทวราชสงฺขิปตฺวาน ต มคฺค ยนทางนั้น๗. ธมฺ. ๑/๑๗
  19. 19. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 16ขิปฺป สาวตฺถิมาคมิ. พลันเสด็จมาถึงเมืองสาวัตถี.สมเด็จพระบรมศาสดา พระองคผูเปนพระธรรมราชา ไดทรงปรารภพระจักขุปาลเถระใหเปนเหตุ แลวไดทรงเทศนาโปรดไว เริ่มบทพระบาลีฉะนี้วา " มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา " เปนอาทิ แปลวา" ธรรมทั้งหลายมีใจเปนหัวหนา มีใจเปนใหญ สําเร็จแลวดวยใจ ถาบุคคลมีใจรายแลว พูดไปก็ดี ทําไปก็ดี ทุกขยอมไปตามเขา เพราะทุจริต ๓ อยางนั้น เหมือนลอหมุนไปตามรอยเทาโคพลิพัททผูเข็นไปอยู. "อธิบายความตามพระคาถานั้นวา ขอที่วาธรรมทั้งหลายนั้น ก็คําวาธรรม ๆ นั้น จําแนกออกเปน ๔ คือ คุณธรรม ๑ เทศนาธรรม ๑ปริยัตติธรรม " นิสสัตตธรรม ๑ ในธรรม ๔ ประการนั้น ธรรมศัพทนี้ในคําวา " ธรรมและอธรรม ๒ ประการ ใหผลเหมือนกันหามิไดอธรรมยอมนําไปสูนรก ธรรมยอมใหถึงสุคติ " ชื่อวาคุณธรรม แปลวาธรรมคือคุณ ธรรมศัพทนี้ ในคําวา " ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงธรรมอันงามในเบื้องตนแกทานทั้งหลาย " ดังนี้เปนตน ชื่อวาเทศนาธรรมแปลวาธรรมคือเทศนา ธรรมศัพทนี้ ในคําวา " ภิกษุทั้งหลาย ! อนึ่งกุลบุตรบางจําบวกในโลกนี้ ยอมเรียนธรรมชื่อวาสุตตะและเคยยะ "ดังนี้เปนตน ชื่อวาปริยัตติธรรม แปลวาธรรมคือปริยัตติ ธรรมศัพทนี้ในคําวา " และในสมัยนั้นแล ธรรมทั้งหลายยอมมี ขันธทั้งหลายยอมมี " ดังนี้เปนตน ชื่อวานิสสัตตธรรม แปลวาธรรมคือสภาพที่มิใชสัตว เหลานั้น เปนอรรถาธิบาย ในเรื่องธรรม ๔ ประการ
  20. 20. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 17ก็และคุณธรรม อันเปนธรรมประการที่ตนนั้น พึงเห็นสมดวยคาถาประพันธ ที่สมเด็จพระสุคตไดตรัสไวเปนบาลีฉะนี้วา :-[ ๘ ] น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ ประการอุโภ สมวิปากิโน ใหผลเหมือนกันหามิไดอธมฺโม นิรย เนติ อธรรม ยอมนําสัตวไปสูนรกธมฺโม ปาเปติ สุคตึ. ธรรม ยอมใหสัตวถึงสุคติ.๒. เรื่องมัฏฐกุณฑลีมีเรื่องเลาวา ในกรุงสาวัตถี ยังมีพราหมณผูหนึ่ง ชื่ออทินน-ปุพพกะ เหตุที่เขาไมเคยใหอะไรแกใคร ๆ เลย จึงไดชื่ออยางนั้นเขามีลูกคนเดียว เปนลูกชายยอดรัก เขาใครจะวาจางชางใหทําเครื่องประดับใหลูก แตก็กลัวจะเสียคาบําเหน็จ จึงตองบุบทองเปนเนื้อเกลี้ยง ๆ เอาเอง ทําเปนตางหูใหลูก ( ลูกจึงไดชื่อวา มัฏฐกุณฑลีแปลวานายตุมหูเกลี้ยง ) ตอมาลูกเจ็บ จะหาหมอมารักษา ก็กลัวจะเสียทรัพย ตอเมื่อลูกจะตาย จึงใหตามหมอ อาการไขก็รอแรเสียแลวหมอเขาไมรับ เมื่อเห็นทาลูกจะตายจริง กลัวคนที่มาเยี่ยมจะเห็นสมบัติในเรือน จึงอุมลูกมาไวที่ระเบียง เพื่อดันไมใหเขาเห็นสมบัติเวลาปจจุสสมัยใกลรุงวันหนึ่ง สมเด็จพระผูมีพระภาคเจาทอดพระเนตรตรวจดูสัตวโลกที่ควรโปรด มัฏฐกุณฑลีมาณพก็ปรากฏในขายคือ๘. ธมฺ. ๑/๒๐
  21. 21. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 18พระญาณ พอไดเวลาบิณฑบาตก็เสด็จไปโปรด มัฏฐกุณฑลีไดเห็นแลวเกิดความเลื่อมใส แลวตายไปเกิดในวิมานทองประมาณ ๓๐ โยชน ในดาวดึงสเทวโลก มีนางฟา ๑,๐๐๐ เปนบริวาร เมื่อเขาตายไปเกิดในเทวโลกแลว จึงรําพึงวา เราไดสิริสมบัติทั้งนี้ดวยกรรมอะไรหนอ ?ไดทราบวา ไดเพราะความเลื่อมในในสมเด็จพระศาสดา และแลเห็นพราหมณบิดาของตน เมื่อตนเจ็บพอจะรักษาไดไมหาหมอมารักษาคั้นตายแลว มารองไหพิรี้พิไรอยูในปาชา จึงไดจําแลงตัวเหมือนมัฏฐกุณฑลีมาณพมาแลว กอดแขนยืนรองไหอยู ตาพราหมณเห็นแลวจึงคิดวา ตัวเรารองไหถึงบุตร สวนมาณพนี้รองไหดวยตองการอะไรหนอ จําเราจะถามเขาดู เมื่อจะถามไดกลาวถามเปนคาถาวา :-[ ๙ ] อลงฺกโต มฏกุณฺฑลี ทานเปนผูอันเขาตกแตงแลว เปนมาลาภารี หริจนฺทนุสฺสโท เหมือนมัฏฐกุณฑลี ( บุตรของพาหา ปคฺคยฺห กนฺทสิ เรา ) มีภาระคือระเบียบดอกไมวนมชฺเฌ กึ ทุกฺขิโต ตุว. มีตัวอันประพรมแลวดวยจันทนเหลือง กุมแขนทั้ง ๒ คร่ําครวญอยูในกลางไพร ทานเปนทุกขอะไร ?เทพบุตรผูจําแลงตัวมานั้น จึงไดตอบไปวา :-[ ๑๐ ] โสวณฺณมย ปภสฺสโร เรือนรถ อันลวนแลวดวยทองคําอุปฺปนฺโน รถปฺชโร มม มีรัศมีผุดผอง เกิดขึ้นสําหรับขาพเจาคันหนึ่ง๙. ธมฺ. ๑/๒๖ ๑๐. ธมฺ. ๑/๒๖
  22. 22. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 19ตสฺส จกฺกยุค น วินฺทามิ แตขาพเจาหาคูลอของมันยัง ไมไดเตน ทุกฺเขน ชหิสฺสามิ ชีวิต. ขาพเจาจักยอมละชีวิต เพราะความทุกขนั้น.ฝายพราหมณบิดา ไดฟงคําเทพบุตรแสรงกลาวดังนั้น พาซื่อสงสารดวยเห็นเขารองไหคร่ําครวญ จึงพยายามจะชวยเปลื้องทุกขของเขา แลวไดกลาวรับออกไป ดวยความโอบออมอารีวา :-[ ๑๑ ] โสวณฺณมย มณิมย พอมาณพผูเจริญ ! คูลอของมันโลหมย อถ รูปยมย นั้น จะเปนของลวนแลวดวยอาจิกฺข เม ภทฺทมาณว ทองหรือแกวมณี ลวนแลวดวยโลหะหรือรูปยะก็ตามทีเถิด ขอทานจงบอกแกขาพเจาเถิดจกฺกยุค ปฏิลาภยามิ เต. ขาพเจาจะรับประกัน ใหทานไดคูลอ.เทพบุตรไดฟงคํานั้นแลวคิดวา พราหมณผูนี้ เมื่อเรายังเปนมนุษยไดเปนลูกแก ในตอนที่เราเจ็บแกไมหายา ไมหาหมอมารักษา เราจึงตายแลวครั้นมาเห็นเราผูจําแลงตนมา มีรูปรางคลายคลึงกับลูกของแกที่ตายไปนั้นแลว รองไหอยู ซ้ํามาพูดปลอบเราวาขาพเจาจักทําลอรถ ซึ่งทําดวยทองคําเปนตนให ชางเถิด เราจักลองแลงแกดูเลน ดังนี้แลว จึงไดลองสอบถามพราหมณดูวา ทานจะทําคูลอใหขาพเจาโตเทาไร ? เมื่อ๑๑. ธมฺ. ๑/๒๗
  23. 23. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 20พราหมณนั้นถามยอนมาวา ก็ทานจะตองการโตเทาไรเลา จึงไดบอกไปวา :-[ ๑๒ ] จนฺทสูริเยหิ เม อตฺโถ ขาพเจามีความตองการดวยพระจันทรและพระอาทิตย ๒ ดวงเต เม เทหีติ ยาจิโต ทานถูกขาพเจาขอแลวโปรดใหพระจันทรและพระอาทิตยทั้ง ๒ดวงนั้นแกขาพเจาเถิดโส มาณโว ตสฺส ปาวทิ มาณพนั้นกลาวซ้ําแกพราหมณนั้นวา" จนฺทสูริยา อุภยตฺถ ภาตโร, พระจันทรและพระอาทิตยสองแสง( เปนคูกัน ) ในวิถีทั้ง ๒โสวณฺณมโย รโถ มม รถของขาพเจา ลวนแลวดวยทองคําเตน จกฺกยุเคน โสภติ. ยอมงามสงาสมกับคูลออันนั้น.อทินนปุพพกพราหมณ ไดฟงคําเทพบุตรนั้นกลาวแลว ก็พูดตัดพอเทพบุตรผูจําแลงตนเปนมาณพนั้น โดยนัยอยางนี้วา :-[ ๑๓ ] พาโล โข ตฺวมสิ มาณว พอมาณพ ! ทานเปนผูปรารถนาโย ตฺว ปตฺถยเส อปตฺถิย ของที่ไมควรจะปรารถนา เปนคนเขลาแท๑๒. ธมฺ. ๑/๒๗๑๓. ธมฺ. ๑/๒๗
  24. 24. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 21มฺามิ ตุว มริสฺสสิ ขาพเจาเขาใจวา ทานจักตาย เสียเปลาน หิ ตฺว ลจฺฉสิ จนฺทสูริเย. เห็นจะไมไดพระจันทร และพระอาทิตยทั้ง ๒ เลยเปนแน.เมื่อเทพบุตรถูกพราหมณพูดตัดพอวาเปนคนเขลาเปนตนแลว คราวนี้ไดทาจึงพูดกะพราหมณนั้นวา บุคคลที่รองไหอยากไดของที่มองเห็นอยูดวยลูกตา จะชื่อวาเปนคนเขลาดวยหรือ หรือวาบุคคลที่รองไหอยากไดของที่มองไมเห็นดวยลูกตา จะชื่อวาเปนคนเขลาเลา ครั้นพูดดังนี้แลว จึงไดกลาวเปนคาถาวา :-[ ๑๔ ] คมฺนาคมนป ทิสฺสติ แมการโคจรไปมา ( ของพระจันทรและพระอาทิตยทั้ง ๒ ดวง ) ก็ยังปรากฏอยูวณฺณธาตุ อุภยตฺถ วีถิยา ธาตุคือรัศมี ( แหงพระจันทรและพระอาทิตยทั้ง ๒ ดวง ) ก็ยังปรากฏอยูในวิถีทั้ง๒เปโต กาลกโต น ทิสฺสติ สวนคนที่ตายลวงไปแลว ยอมไมปรากฏเลยโก นีธ กนฺทต พาลฺยตโร. ( เหตุนั้น บรรดาเราทั้ง ๒ คน ซึ่งคร่ําครวญอยู ณ ที่นี้ ก็ใครเลาจะชื่อวาเปนคนเขลากวากัน.๑๔. ธมฺ. ๑/๒๘
  25. 25. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 22พราหมณไดสดับคํานั้นแลว กลับไดสติไมอวดดีเล็งเห็นวา ตนเองเขลากวา เพราะอยากไดของที่ไมมี มาณพคนนี้พูดถูกตองกวาเรา จึงไดกลาวไป เพื่อแสดงความที่ตนเขลากวาวา :-[ ๑๕ ] สจฺจ โข วเทสิ มาณว พอมาณพ ! ทานพูดถูกทีเดียวอหเมว กนฺนทต พาลฺยตโร บรรดาเราทั้ง ๒ คนซึ่งคร่ําครวญอยู ขาพเจาเองเปนคนเขลากวาจนฺท วิย ทารโก รุท ขาพเจารองไหอยากไดบุตรที่ตายปุตฺต กาลกตาภิปตฺถย. แลวคืนมา ก็เทากับเด็กรองไหอยากจะไดพระจันทรฉะนั้น.อทินนปุพพกพราหมณ เมื่อไดฟงคําเทพบุตรพูดเปรียบเปรยแลวกลับไดสติ แลวก็เปนผูหายโศก ไมตองเที่ยวรองไหร่ํารี้ร่ําไร เหมือนอยางกอน ปรารถนาจะชมเชยสรรเสริญเทพบุตร จึงไดกลาวคาถาเหลานี้วา :-[ ๑๖ ] อาทิตฺต วต ม สนฺต ผูใดรดขาพเจา ซึ่งเปนผูรอนฆตสิตฺตว ปาวก เหมือนบุคคลดับไฟ ที่ราดน้ํามันวารินา วิย โอสิฺจ เนย ดวยน้ํา ยังความกระวนสพฺพ นิพฺพาปเย ทร กระวายทั้งปวงใหดับอพฺพุหิ วต เม สลฺล ผูใดถอนลูกศรคือความโศก อันโสก หทยนิสฺสิต อาศัยหทัยของขาพเจาหนอ บรร-โย เม โสกปเรตสฺส เทาความโศกถึงบุตรของขาพเจาปุตฺตโสก อปานุทิ ผูมีแตความโศกเปนเบื้องหนา๑๕. ธมฺ. ๑/๒๘ ๑๖. ธมฺ. ๑/๒๘
  26. 26. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 23สฺวาห อพฺพุฬฺหสลฺโลสฺมิ ขาพเจานั้น เปนผูมีลูกศร ( อันทาน )สีตภูโตสฺมิ นพฺพุโต ถอนแลว เปนผูเย็น ดับ ( ทุกข( โศก ) ไดแลวน โสจามิ น โรทามิ พอมาณพ ! ขาพเจาไดฟงคําของตว สุตฺวาน มาณว. ทานแลว จะไมเศราโศก จะไมรองไห.อทินนปุพพกพราหมณ พรรณนาสรรเสริญยกยองแลว ประสงคจะทราบวา มาณพนั้นคือใคร จึงกลาวถามเปนคาถาวา :-[ ๑๗ ] เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ ทานเปนเทพดา หรือคนธรรพอาทู สกฺโก ปุรินฺทโท หรือทาวปุรินททสักกเทวราชโก วา ตฺว กสฺส วา ปุตฺโต ทานเปนใคร หรือเปนบุตรของใครกถ ชาเนมุ ต มย. ทําอยางไร ขาพเจาจึงจะรูจักทานได.เทพบุตรนั้นจึงกลาววา :-[ ๑๘ ] ยฺจ กนฺทสิ ยฺจ โรทสิ ทานเผาบุตรตนใดในปาชาเองแลวปุตฺต อาฬาหเน สย ฆหิตฺวา ยอมคร่ําครวญถึงบุตรคนใด และรองไหถึงบุตรคนใดสฺวาห กุสล กริตฺวาน กมฺม บุตรคนนั้นคือขาพเจา ไดกระทําติทสาน สหพฺยต ปตฺโต . กุศลกรรมไวแลว ถึงความเปนเพื่อนของเหลาไตรทศเทพ.๑๗. ธมฺ. ๑/๑๒๗ ๑๘. ธมฺ. ๑/๑๒๙
  27. 27. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 24อทินนปุพพกพราหมณ ไดสดับคําเทพบุตรกลาววา เขาเปนบุตรของพราหมณ บัดนี้ไดไปเกิดในเทวโลก ดวยสามารถทํากุศล-กรรมไว พราหมณนึกตรวจไปดู ก็นึกอัศจรรยใจวาเปนอยางไรหนอลูกของเราจึงไดกลาววา ไดไปเกิดในเทวโลก ดวยสามารถทํากุศลกรรมไว ก็เราผูเปนบิดา ไมเคยใหอะไรแกใคร ๆ เลย บรรดากุศลมีใหทานเปนตน ซึ่งจัดวาเปนกุศลกรรม เราก็ไมเคยทําเลยทั้งไมเคยชักชวนลูกเลย นี่ก็เหตุไฉน ลูกจึงไดมากลาววาตายไปเกิดอยูในเทวโลก ดวยสามารถทํากุศลกรรมไว จึงไดเอยถามเทพบุตรอยางนี้วา :-[ ๑๙ ] อปฺป วา พหุ วา นาทฺทสาม เราไมไดเห็นทานนอยหรือมากของทาน ททนฺตสฺส สเก อคาเร ทานผูใหอยู หรืออุโบสถกรรมเชนอุโปสถกมฺม วา ตาทิส นั้นในบานเรือนของตนเกน กมฺเมน คโตสิ เทวโลก. ทานไปสูเทวโลกดวยกรรมอะไร ?เทพบุตรใครจะใหพราหมณบิดารูจักกรรมเปนบุญเปนกุศลเสียบางจึงไดแสดงหนทางที่จะเปนเหตุใหรูจักทําบุญกุศลโดยนัยอยางนี้วา :-[ ๒๐ ] อาพาธิโกห ทุกฺขิโต คิลาโน เมื่อขาพเจามีโรคเบียดเบียนเจ็บไขไดทุกขอาตูรรูโปมฺหิ สเก นิเวสเน มีรูปกายกระสับกระสายอยูในเรือนของตนพุทฺธ วิคตรช วิติณฺณกงฺข ไดเห็นพระพุทธเจาผูปราศจากอทฺทกฺขึ สุคต อโนมปฺ กิเลสดุจธุลี ขามความสงสัยเสียไดเสด็จไปดีแลว เปนผูมีพระปญญาไมทราม๑๙. ธมฺ. ๑/๒๙ ๒๐. ธมฺ. ๑/๒๙
  28. 28. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 25สฺวาห มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต ขาพเจานั้น ก็มีใจเบิกบาน มี จิตเลื่อมใสแลวอฺชลึ อกรึ ตถาคตสฺส ไดทําอัญชลีแดพระตถาคตเจาแลวตาห กุสล กริตฺวาน กมฺม ขาพเจาไดทํากรรมที่เปนกุศลอยางนั้นแลวติทสาน สหพฺยต ปตฺโต. จึงถึงความเปนเพื่อนของเหลาไตรทศเทพ.อทินนปุพพกพราหมณ ไดสดับคําเทพบุตรกลาววา เมื่อตนนอนเจ็บไขไดทุกข ไมมีความผาสุก นอนแซวอยูที่เรือนของตน ซึ่งมีอาการปางตาย ไดเห็นพระรัศมีของสมเด็จพระผูมีพระภาคเจาฉายเยี่ยมเขามารูสึกไดวา สมเด็จพระผูมีพระภาคเจาเสด็จมาโปรด ก็แลในขณะนั้นมาณพผูซึ่งตายไปเกิดเปนเทพบุตรนั้น นอนผินหนาเขาขางในเรือนสมเด็จพระผูมีพระภาคเจาทรงทราบวา เขาไมเห็นพระองค จึงไดฉายพระรัศมีใหสวางไปวาบหนึ่ง มาณพคิดวา นี่แสงสวางอะไร จึงคอยพลิกกลับมา เหลือบเห็นสมเด็จพระบรมศาสดาเขาแลว ชักใหเสียใจไปวาพุโธเอย ! เราอาศัยบิดาเปนคนอันธพาล จึงไมไดเขาเฝาพระพุทธเจาเห็นปาอยางนี้ แลวทําความขวนขวายดวยกาย หรือถวายทาน หรือฟงธรรม เดี๋ยวนี้แมแตมือทั้ง ๒ ขางของเราก็ยกไมคอยไหวแลว กิจที่ควรทําอยางอื่นไมมี ดังนี้แลว จึงไดทําใจเทานั้นใหเลื่อมใสในองคสมเด็จพระบรมศาสดา ดวยเดชะแหงกุศลเพียงเทานี้ เขาไดไปเกิดในเทวโลกเหตุนั้น กรรมที่เปนบุญ ใคร ๆ จึงไมอาจจะกําหนดนับเอาตามชอบใจไดวา มีประมาณเทานั้นรอย เทานั้นพัน หรือเทานั้นแสน บุคคลอยาพึง
  29. 29. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 26ดูหมิ่นบุญวามีประมาณนอยจะไมใหผล สวนพราหมณนั้นไมเคยมีใจฝกใฝในการบุญมากก็ดี นอยก็ดี เมื่อไดฟงประพฤติเหตุดังนั้นแลว ชวนใหพิศวงอัศจรรยเปนอยางยิ่ง มีสรีรกายเต็มเปยมไปดวยปติ เขาเมื่อจะแสดงปตินั้น ไดกลาวเปนคาถาวา :-[ ๒๑ ] อจฺฉริย วต อพฺภุต นาอัศจรรยหนอ นาประหลาดหนออฺชลิกมฺมสฺส อยมีทิโส วิบากของอัญชลีกรรมนี้ เปนไดวิปาโก ถึงเชนนี้อหป มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต แมขาพเจามีใจเบิกบาน มีจิตเลื่อมใสแลวอชฺเชว พุทฺธ สรณ วชามิ. ถึงพระพุทธเจาวาเปนที่พึ่งที่ระลึกในวันนี้แหละ.อทินนปุพพกพราหมณ ไดฟงคําเทพบุตรกลาวแลว ก็รูสึกมีปติยินดี เห็นเปนการอัศจรรย เปนการแปลกประหลาด ที่ไดทํากรรมเพียงแตนึกนอมเคารพทําอัญชลีกรรมแดสมเด็จพระบรมศาสดา และมีจิตเลื่อมใส รื่นเริงบันเทิงใจ ถึงพระพุทธเจาวาเปนที่พึ่งที่ระลึก ดวยเดชะแหงกุศลนั้น สงผลใหไดถึงอยางนี้ มีเกิดในเทวโลก เชนมัฏฐ-กุณฑลีเทพบุตรเปนตน.แทจิรง อันวาศรัทธาและปสาทะ ชื่อวาเปนตนทุน สําหรับสงตนใหถึงแดนอันเกษม ทั้งในสวนโลกียและโลกุดร การที่จะทําอะไรลงไปเพื่อหากําไรคือความสุข ตองหาอะไรเปนหลักเปนราว พอจะยึดไวเปนหลัก กําลังใจจะไดกลาขึ้น แมเถาไมที่เลื้อยเลเพลาดพาด ดูก็๒๑. ธมฺ. ๑/๓๐
  30. 30. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 27ไมเปนระเบียบ ขึ้นก็ไมงาม เพราะตางขึ้นซับซอนกัน ถาปกไมไวเปนหลักใหเกาะเกี่ยว ขึ้นอยูโดด ๆ จงดูเถิดวาจะดีสักปานไร แมกําลังใจก็เหมือนกัน ปลูกศรัทธาความเชื่อ ความเลื่อมใส ในทานผูวิเศษใหเปนหลัก แลวประพฤติปฏิบัติตามปฏิปทาที่ทานประพฤติ ก็จะทําตนใหเปนสุขไดบาง เพราะศรัทธาความเชื่อถือ เปนทุนนอนคลัง ประดังใหกระตือรือรน ทําความดีได แตนั้นก็จะพนจากหวงแหงความลําเค็ญตาง ๆ ดังในคํา " สทฺธาย ตรติ โอฆ " จะขามโอฆะ ( คือหวงอันจะทําตนใหจมอยูในทุกข ) ได ดวยศรัทธาความเชื่อถือ และเลื่อมใสเปนเหตุ.เทพบุตรเห็นพราหมณบิดารูสึกตน มีความเชื่อถือในสมเด็จพระบรมศาสดาดังนั้นแลว จึงไดกลาวเปนเชิงเตือนไวอยางนี้ :-[ ๒๒ ] อชฺเชว พุทฺธ สรณ วชาหิ ทานเปนผูมีจิตเลื่อมใสแลว จงถึงธมฺมฺจ สงฺฆฺจ ปสนฺนจิตฺโต พระพุทธเจา พระธรรม และพระสงฆวาเปนสรณะในวันนี้ทีเดียวตเถว สิกฺขาปทานิ ปฺจ จงสมาทานศีล ๕ อยาใหขาดอขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยสฺสุ ทําลายปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺป จงเวนจากปาณาติบาตโดยเร็วโลเก อทินฺน ปริวชฺชยสฺสุ จงเวนของที่เจาของเขาไมใหในโลกอมชฺชโป โน จ มุสา ภณาหิ จงไมดื่มน้ําเมา ไมกลาวคําเท็จ๒๒. ธมฺ. ๑/๓๐
  31. 31. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 28สเกน ทาเรน จ โหหิ ตุฏโ. และจงเปนผูพอใจดวยภรรยา ของตน.อทินนปุพพกพราหมณ พอไดยินคําเตือนของเทพบุตรดังนั้นแลวก็มีปติยินดีเปนอยางยิ่ง แลวรับวา สาธุอันการที่เปนบุญเปนกุศลทั้งปวง เมื่อผูใดไดชิมรสพอรูสึกซึมซาบบางแลว ความชุมชื่นยอมปรากฏแกผูนั้น แมการแถลงถอยอันประกอบดวยธรรม เปนเครื่องคลายเสียถอนเสียซึ่งโสกปริเทวนากรเปนตน ยอมปรากฏวาเปนของมีรสกวารสอื่น ๆ ทั้งปวง เพราะยังปติความอิ่มใจใหเปนไปทั่ว " สพฺพรส ธมฺมรโส ชินาติ " รสธรรมชนะรสทั้งปวงดื่มรสธรรมแลวใจผองใสเปนสุขได ไดในขอวา " ธมฺมปติ สุข เสติ,วิปฺปสนฺเนน เจตสา " ผูใดดื่มรสธรรม ก็มีปติความอิ่มใจในธรรมพาใหใจผองใส อยูเปนสุขนัก เทพบุตรกลาวคําเปนอรรถเปนธรรมไมใชคําเหลวแลก กลาวคําเพียงดังน้ําอมฤตโสรจสรงลงเหนือศีรษะพราหมณ ยังพราหมณใหดับโศก หายกระวนกระวาย กลับไดปติในธรรม มีศรัทธานับถือพระพุทธศาสนาทําตนใหเขาทางสัมมาปฏิบัติไดความที่มีศรัทธาเปนทุนแลว มีความปราโมทยในธรรม เลื่อมใสในคําสอนของพระพุทธเจา ยอมจะไดประสบความสุขอันเกิดแตมรรคผลและนิพพานเปนที่สุด แมไมถึงอยางนั้นก็ชื่อวาทําใจใหเปนสุขได เปนครั้งเปนคราว ซึ่งดีกวาไมไดเสียเลย เมื่อพราหมณไดรับความสุขกายสบายจิตเพราะถอยคําของเทพบุตรอยางนั้นแลว เพื่อจะสรรเสริญเทพบุตร แบะเพื่อจะประกาศความที่ตนยอมตาย เพราะเห็นดีดวย แลวไดภาษิตคาถา
  32. 32. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 29เหลานี้วา :-[ ๒๓ ]อตฺถากาโมสิ เม ยกฺข ยักษ ! ทานเปนผูใครสิ่งที่เปนประโยชนแกขาพเจาหิตกาโมสิ เทวเต เทวดา ! ทานเปนผูใครสิ่งที่เกื้อกูลแกขาพเจากโรมิ ตุยฺห วจน ขาพเจาจะทําตามคําของทานตฺวมสิ อาจริโย มม ทานเปนอาจารยขาพเจาอุเปมิ สรณ พุทฺธ ขาพเจาเขาถึงพระพุทธเจาวาเปนสรณะธมฺมฺจาป อนุตฺตร ขาพเจาเขาถึงแมพระธรรม อันไมมีธรรมอื่นจะยิ่งไปกวาดวยสงฺฆฺจ นรเทวสฺส ขาพเจาถึงพระสงฆ ของพระคจฺฉามิ สรณ อห พุทธเจา ผูเปนนรเทพ วาเปนสรณะดวยปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺป ขาพเจาเวนจากปาณาติบาตโดยเร็วโลเก อทินฺน ปริวชฺชยามิ เวนของที่เจาของเขาไมใหในโลกอมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ ไมดื่มน้ําเมา ไมกลาวคําเท็จสเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏโ. และเปนผูพอใจดวยภรรยาของตน.อทินนปุพพกพราหมณกลาวอยางนั้นแลว เทพบุตรไดกลาวกะเขาวา พราหมณ ! ทรัพยในเรือนของทานมีมาก ทานจงเขาไปเฝา๒๓. ธมฺ. ๑/๓๐-๓๑
  33. 33. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 30สมเด็จพระบรมศาสดา ถวายทาน ฟงธรรม ถามปญหา ดังนี้แลวก็อันตรธานหายไป ณ ที่นั้นเอง ฝายพราหมณกลับไปเรือนเรียกนางเมียมาแลวบอกวา ฉันจะนิมนตพระสมณโคดมมา แลวจักทูลถามปญหาหลอนจงเตรียมเครื่องสักการะไวถวาย แลวออกเดินไปวัด ไมถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดา และไมทําปฏิสันถาร ไปยืนกราบทูลอยู ณ ที่ขางหนึ่งวา พระโคดมเจาขา พรุงนี้ นิมนตทานรับภัตตาหารของขาพเจาพรอมดวยพระภิกษุสงฆเถิด สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงรับดวยอาการดุษณีภาพเปนสําคัญแลว เขาก็รีบกลับไปเรือน สั่งใหจัดแจงขาทนียะเตรียมไว.สมเด็จพระบรมศาสดาพรอมดวยภิกษุสงฆเสด็จไปถึงแลว เขาก็อันคาสโดยเคารพ มหาชนประชุมกัน ไดยินวา เมื่อพราหมณมิจฉา-ทิฏฐินิมนตพระตถาคต หมูชนก็แตกตื่นกันมาดูเปน ๒ พวก พวกที่เปนมิจฉาทิฏฐิมาดูดวยคิดวา วันนี้เราจะเห็นพระสมณโคดมถูกรุกอยูดวยการถามปญหา พวกที่เปนสัมมาทิฏฐิมาดูดวยคิดวา วันนี้เราจะไดเห็นพุทธวิสัยพุทธลีลาเปนขวัญตา เมื่อพระตถาคตทรงทําภัตกิจแลว เขาก็เขาถามปญหาวา พระโคดมเจาขา ! คนไมไดใหทานเลย ไมไดทําการบูชาเลย ไมไดฟงธรรมเลย ไมไดรักษาอุโบสถเลย เพียงแตไดทําใจใหเลื่อมใสในพระพุทธเจาเชนทาน แลวตายไปเกิดในสวรรคมีไดหรือ ? พระองคตรัสวา พราหมณ ! ทานจะมาถามทําไม เรื่องทั้งสิ้นมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร บุตรของทาน ไดบอกทานหมดแลวมิใชหรือเขาทําไกวา เมื่อไรเจาขา ? จึงตรัสวา เร็ว ๆ นี่เอง ทานไปรองไห
  34. 34. ประโยค๓ - อันตรคาถาธรรมบทแปล - หนาที่ 31คร่ําครวญอยูในปาชา ไดพบมาณพผูหนึ่ง ยืนกอดแขนรองไหอยูใกล ๆกัน แลวก็ตรัสเลาเรื่องมัฏฐกุณฑลีตั้งแตตนจนอวสาน เรื่องนี้จึงไดชื่อวาเปนพระพุทธภาษิตดวย ครั้นแลวจึงไดตรัสอีกวา พราหมณ ! คนที่เลื่อมใสในเราแลวตายไปเกิดในสวรรค ไมใชแตรอยสองรอยคนเทานั้นมีมากเหลือจะนับ มหาชนไดฟงดังนี้ก็เอะใจสงสัยเปนนักหนา ที่ตรัสออกมา เหมือนพระองคไดไปแอบฟงเรื่องมัฏฐกุณฑลีที่ปาชาจนตลอด เพื่อจะตัดความเอะใจสงสัยของมหาชน พระองคจึงไดทรงอธิษฐานวา ขอใหมัฏฐกุณฑลีเทพบุตาลอยลิ่วมาพรอมทั้งวิมานเถิดเทพบุตรนั้น มีอัตภาพอันประกอบดวยเครื่องทิพยาภรณ สูงประมาณ๓ คาวุต มาแลวลงจากวิมาน ถวายบังคมสมเด็จพระบรมศาสดา นั่ง ณที่ควรสวนขางหนึ่ง ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมศาสดา เมื่อจะตรัสถามเทพบุตรนั้นวา ทานทํากรรมอะไรไว จึงไดสมบัติเห็นปานนี้ ดังนี้แลวจึงไดตรัสถามความขอนั้นเปนคาถาวา :-[ ๒๔ ] อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เทพดา ! ทานมีวรรณะอันงามยิ่งยา ตฺว ติฏสิ เทวเต นัก ยืนทําทิศทั้งสิ้นใหสวางอยูโอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา เหมือนดาวประจํารุงฉะนั้นโอสธี วิย ตารกาปุจฺฉามิ ต เทว มหานุภาว เทพดา ! ผูมีอานุภาพมาก เราจะมนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุฺ. ขอถามทาน เมื่อทานเปนมนุษยไดทําบุญอะไรไว.๒๔. ธมฺ. ๑/๓๒

×