9789740331445

743 views

Published on

กันตรึม

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

9789740331445

  1. 1. จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ๓ จังหวัดในเขตพื้นที่ อีสานใต้ตั้งอยู่บริเวณฝั่งใต้แม่น�้ำมูลลงไปถึงทิวเขาพนมดงรัก เนื่องด้วย มีแม่น�้ำสายเล็กไหลผ่าน เช่น ล�ำน�้ำพลับพลา ล�ำน�้ำเตา กอปรกับมี อาณาเขตติดต่อประเทศกัมพูชา ท�ำให้มีผู้คนชาวกัมพูชาเดินทาง เคลื่อนย้ายไปมาและตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนตามบริเวณใกล้ฝั่งล�ำน�้ำ ดังกล่าวมาตั้งแต่โบราณ ดังปรากฏร่องรอยชุมชนชาวกัมพูชาเก่าแก่ อายุตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาถึงปัจจุบัน บทน�ำ ภาพแผนที่ภาคอีสานแสดง ๓ จังหวัดในเขตพื้นที่อีสานใต้ (พื้นที่สีเทา) ส่วนที่ติดกับราชอาณาจักรกัมพูชา ที่มา : คณะผู้เขียน ๒๐ เมษายน ๒๕๕๕ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตย ประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา
  2. 2. 2 บทน�ำ เนื่องจากกลุ่มคนในแถบนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขะแมร์ หรือแขมร์ หรือที่เรียกตนเองว่า “คแมลือ” ที่แปลว่าเขมรสูง (เรียกกลุ่ม ชาวกัมพูชาที่อยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชาว่า “คแมกรอม” (เขมรต�่ำ)) และมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อาศัยปะปนร่วมด้วย เช่น ส่วย กูย เยอ ลาว ศิลปวัฒนธรรมในแถบนี้จึงเป็นกลุ่มวัฒนธรรมที่ประกอบด้วยกลุ่ม วัฒนธรรมหลากหลาย โดยมีวัฒนธรรมเขมรเป็นวัฒนธรรมกระแสหลัก ที่เข้มแข็งมั่นคง กล่าวเฉพาะวัฒนธรรมดนตรีในเขตพื้นที่อีสานใต้ที่เกี่ยวข้องกับ วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แขมร์ มีทั้งมรดกวัฒนธรรมดนตรีที่สืบทอดจาก บรรพบุรุษที่มาจากถิ่นเดิม และวัฒนธรรมดนตรีที่มีพัฒนาการขึ้นใน แถบนี้ ซึ่งต่างมีความสัมพันธ์กับพิธีกรรมความเชื่อและการจัดงาน ประเพณีของผู้คนในสังคมอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ ดังเช่นวงดนตรี ในพิธี “บ็องบ็อด” และ “มะม็วด”๑ พิธีรักษาอาการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง โดยใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อ หรือวง “ตุ้มโมง” วงดนตรีดั้งเดิมที่ใช้บรรเลง ในงานศพ ๑  ผู้เรียบเรียงหลายท่านในสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เขียน แตกต่างกัน เช่น มะม็วด มะม้วด มม็วด มม้วด มะม็วต แต่ส่วนใหญ่ใช้ค�ำว่า “มะม็วด” ในหนังสือเล่มนี้จึงขอใช้ค�ำ “มะม็วด” ตลอดไป ยกเว้นการอ้างอิงจะ ยังคงรูปแบบเดิมของผู้น�ำมาอ้างอิง
  3. 3. 3 บทน�ำ นอกเหนือจากนี้ ดนตรีในวิถีชีวิตที่มีความส�ำคัญอีกมิติหนึ่ง คือ ดนตรีและการขับร้องเพื่อความบันเทิงใจ มักจัดให้มีขึ้นในงานประเพณี ตามวาระโอกาส หรือใช้ประกอบการละเล่นหลังจากเหน็ดเหนื่อยจาก การงาน เช่น “แคแร็ต” งานประเพณีเดือน ๕ ช่วงวันสงกรานต์ ชาว ไทยเชื้อสายเขมรถือเป็น “ตอมธม” หรือวันหยุดใหญ่ เดือนที่ชาวบ้าน ต้องหยุดจากภาระงานต่าง ๆ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและ มีพิธีท�ำบุญที่วัด ซึ่งผู้คนในแถบนี้ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา วัด จึงถือเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นสถานที่จัดกิจกรรมงานบุญของชุมชน โดยเมื่อถึงก�ำหนดงานบุญ ผู้อาวุโสจะจัดขบวนแห่ร้องร�ำท�ำเพลงไปทั่ว ทั้งหมู่บ้าน เพื่อป่าวร้องให้ทุกคนร่วมใจไปท�ำบุญที่วัด ซึ่งภายในงาน จะจัดให้มีการละเล่นสนุกสนานหลายประเภท ได้แก่ เจรียง ปี่พาทย์- เขมร มโหรีเขมร อาไย แกวนอ และโดยเฉพาะ “กันตรึม” จะได้รับ ความนิยมสูงสุด ภาพพิธีโจลมะม็วด ณ บ้านดงมัน ต�ำบลคอโค อ�ำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยคณะครูพูน สามสี ที่มา : คณะผู้เขียน ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙
  4. 4. 4 บทน�ำ “กันตรึม”หรือ“โจ๊ะกันตรึม”วัฒนธรรมดนตรีและการขับร้อง พื้นบ้านในกลุ่ม ๓ จังหวัดเขตพื้นที่อีสานใต้ มีความเชื่อและเล่าสืบ ต่อมาว่าได้รับการถ่ายทอดจากขอมโบราณค�ำว่า“กันตรึม”สันนิษฐาน ว่ามาจากเสียง “โจ๊ะ-ตรึม-ตรึม” ของกลองกันตรึม หนึ่งในเครื่องดนตรี หลักของวง เวลาตีมีเสียง “โจ๊ะ ตรึม ตรึม” จึงเป็นไปได้ว่าอาจเรียกชื่อ วงตามเสียงกลองดังกล่าว (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและ จดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอ�ำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ๒๕๔๒ : ๑๕๔) นอกจากนี้วงกันตรึม ยังประกอบด้วยปี่อ้อ ๑ เลา ตรัวเอก ๑ คัน (เครื่องดนตรีประเภทสีที่ ใช้ในวงกันตรึม ลักษณะคล้ายซอด้วงและซออู้ของภาคกลาง) ขลุ่ย ๑ เลา ฉิ่ง ๑ คู่ และเครื่องก�ำกับจังหวะอื่น ๆ การเล่นกันตรึมแต่เดิมไม่มีการฟ้อนร�ำ ภายหลังเมื่อมีผู้คิดน�ำ การฟ้อนร�ำเข้าแสดงร่วมกับกันตรึมบทร�ำจึงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง เท่านั้น เพราะแท้ที่จริงการเล่นกันตรึมจะให้ความส�ำคัญแก่ผู้ร้อง เสียง และความไพเราะของดนตรี กล่าวคือ ผู้ร้องฝ่ายชายและหญิงต้องมี ลีลาและปฏิภาณโต้ตอบเป็นอย่างดี เสียงตรัวต้องไพเราะแจ่มใส เสียง กลองกันตรึมมีความทุ้มหนัก และส�ำเนียงปี่อ้อต้องคมคายชัดเจน โดย เสียงดนตรีทั้งหมดจะเล่นคลอกับเสียงผู้ร้อง ลักษณะการเล่นกันตรึมในอดีต เจ้าภาพจะจัดให้เล่นบนบ้าน โดยมีแขกหรือผู้ร่วมงานล้อมวงนั่งชมโดยรอบ ต่อมามีการพัฒนาปลูก โรงแสดงหรือสร้างเวทียกพื้นสูงโดยเฉพาะ และจัดให้ผู้เล่นนั่งเป็นวง อยู่กลางเวที ภาษาที่ใช้ร้องประกอบการเล่นกันตรึม คือ ภาษาถิ่นกัมพูชา ซึ่ง เป็นภาษาที่ผู้คนในแถบนี้ใช้สื่อสารในชีวิตประจ�ำวัน ส่วนเพลงร้องได้ รับอิทธิพลจากเพลงปฏิพากย์ของกัมพูชา เช่น เพลงปรบเกอย อาไย
  5. 5. 5 บทน�ำ อมตูก เจรียง บทร้องไม่นิยมร้องเป็นเรื่องราว หากแต่ศิลปินมักคิด บทร้องให้เหมาะสมกับงานนั้น ๆ หรือร้องบทเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ เช่น บท เกี้ยวพาราสี บทพรรณนา บทร�ำพึงร�ำพัน ฯลฯ สะท้อนให้เห็นการ ด�ำรงชีวิตในสังคมเกษตรกรรม ทั้งการประกอบอาชีพ การเลือกคู่ครอง ตลอดจนลัทธิความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมร หากศึกษาวิวัฒนาการวงกันตรึมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันจะพบว่า กันตรึมมีวิวัฒนาการตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพราะแต่ เดิมมีส่วนสัมพันธ์กับพิธีกรรมความเชื่อและงานประเพณีในเขตพื้นที่ อีสานใต้อย่างแนบแน่น เช่น บรรเลงประกอบการเซ่นสรวงในพิธีทรง เจ้าเข้าผี แต่ปัจจุบันนอกเหนือจากการสร้างบรรยากาศความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเสียงดนตรีในพิธีกรรมนั้นๆกันตรึมยังขยายบทบาทการรับใช้สังคม เพื่อความบันเทิงทั่วไปทั้งงานมงคลและงานอวมงคลอีกด้วย ในปัจจุบันวงดนตรีและเพลงลูกทุ่งครองตลาดความนิยมจาก ประชาชน เป็นเหตุให้ศิลปินต้องปรับรูปโฉมกันตรึมตามกระแสสังคม โดยรับอิทธิพลวัฒนธรรมจากภายนอกเข้าผสมผสาน มุ่งเน้นความ สนุกสนานและความพอใจของผู้ฟังเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรี ท่วงท�ำนอง บทร้อง รวมถึงการแต่งกาย ด้านเครื่องดนตรี แต่เดิมกลองกันตรึมใช้หนังงูขึ้นหน้า ต่อมา ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ผ้าใบ สายซอเปลี่ยนจากสายไหมเป็นสายลวด คันชักซอเปลี่ยนจากหางม้าเป็นเส้นเอ็น หรือติดตั้งระบบไฟฟ้าเข้ากับ ตรัวเพื่อเพิ่มขีดความดังของเสียง ทั้งยังน�ำเครื่องดนตรีสมัยใหม่เข้า ประสมวง เช่น กลองชุด ทอมบา อิเล็กโทน กีตาร์เบส กีตาร์ไฟฟ้า บทเพลงที่ใช้เล่นเน้นความบันเทิงใจ จังหวะเร็วลีลาเร้าอารมณ์ ทั้งยังน�ำเพลงลูกทุ่งหรือหมอล�ำเล่นสลับเพื่อไม่ให้ผู้ฟังเบื่อหน่าย การ แสดงมีทั้งเต้นและร�ำ การแต่งกายเปลี่ยนจากชุดพื้นเมืองเป็นนุ่ง
  6. 6. 6 รองศาสตราจารย์ ดร.ข�ำคม พรประสิทธิ์ กระโปรงสั้น เรื่องที่ใช้แสดงเป็นเรื่องวัยรุ่นหนุ่มสาว รวมถึงภาษาที่ใช้ เปลี่ยนไปตามสภาพสังคม วงกันตรึมที่นิยมในปัจจุบันจึงเป็นกันตรึม ประยุกต์ ซึ่งได้พัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจบันเทิง สนองตอบความ ต้องการตลาดผู้ฟังและการด�ำรงอาชีพของศิลปิน อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มศิลปินและผู้ฟังจ�ำนวนไม่น้อยที่ยังเล่น และนิยมฟังกันตรึมในแบบแผนดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันจุดมุ่งหมายและ โอกาสเล่นกันตรึมสามารถสรุปได้ ๓ ประการ คือ ประการแรก เป็น การเล่นตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้คนในท้องถิ่น ประการที่ สอง เป็นการเล่นเพื่อเฉลิมฉลองในงานมงคลต่าง ๆ ประการสุดท้าย เป็นการเล่นเพื่อรักษาและส่งเสริมศิลปะพื้นบ้านไม่ให้สูญหาย กล่าว ได้ว่า “กันตรึมเป็นวัฒนธรรมที่แสดงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตผู้คนใน ท้องถิ่นอีสานใต้ได้เป็นอย่างดี” วัฒนธรรมการบรรเลงกันตรึม กันตรึมเป็นวัฒนธรรมการแสดงดนตรีของชาวไทยเชื้อสายเขมร กันตรึมมี ๒ ความหมาย คือ ความหมายแรกหมายถึงกลอง ซึ่งใช้ บรรเลงคู่กับการเจรียง(ร้อง)ความหมายที่สองหมายถึงวงดนตรี เครื่อง ดนตรีหลัก ๆ ในวงกันตรึมประกอบด้วยกลองกันตรึม ซอ (ตรัว) ปี่อ้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ กลองกันตรึม เครื่องดนตรีที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของวงกันตรึม มีลักษณะคล้ายโทน หุ่นท�ำด้วยไม้หรือดินเหนียว ขึงหน้ากลองด้วย หนังสัตว์หรือผ้าใบ ที่มาของชื่อกลองมาจากเสียงที่ตีดังขึ้นคล้ายค�ำว่า “กันตรึม” กลองกันตรึมท�ำหน้าที่ควบคุมจังหวะของวง สุ้มเสียงของ กลองกันตรึมท�ำให้เกิดความรู้สึกเร้าใจ สร้างความสนุกสนาน นอกจากนี้
  7. 7. 7 วัฒนธรรมการบรรเลงกันตรึม กลองกันตรึมยังน�ำมาประกอบการขับร้องที่เรียกว่า “เจรียง”๒ ด้วย เช่นกัน ๒  ในหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน อธิบายว่า เจรียง หมายถึง ขับร้อง ลักษณะการขับร้องคล้ายคลึงกับการเล่นหมอล�ำหรือการเล่น เพลงโคราช (เจริญชัย ชนไพโรจน์, ๒๕๔๒ : ๑๒๗๔-๑๒๗๕) ส�ำหรับการเจรียง ที่ใช้ในวงกันตรึมโปรดดูในหัวข้อ “ประเภทของบทเพลง บทร้อง และท�ำนอง เพลง” ภาพกลองกันตรึม ที่มา : คณะผู้เขียน ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒
  8. 8. 8 รองศาสตราจารย์ ดร.ข�ำคม พรประสิทธิ์ - โจ๊ะ - - กัน ติง - เทิ่ง ครูบุญถึง ปานะโปย (สัมภาษณ์, ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๙) ศิลปิน กันตรึม จังหวัดบุรีรัมย์ อธิบายถึงเสียงที่เกิดจากการตีกลองกันตรึม ว่ามีจ�ำนวน ๓ เสียงหลัก อันได้แก่ เสียง “โจ๊ะ” คือ เสียงตีที่ขอบกลองโดยไม่ใช้มืออุดที่ก้นกลอง เสียง “ครึ่ม” คือ เสียงที่ตีแล้วปล่อยกลางหน้ากลอง เสียง “ติง” คือ เสียงตีที่กึ่งกลางของหน้ากลองโดยใช้มืออุดที่ ก้นกลอง ครูค�ำเรียบ สุทันรัมย์ ผู้เชี่ยวชาญการตีกลองกันตรึม กล่าวว่า “กลองกันตรึมนั้นมีหลายเสียง แต่เสียงที่ใช้อยู่เป็นประจ�ำมีเสียงโจ๊ะ กัน ติง เทิ่ง” (ค�ำเรียบ สุทันรัมย์, สัมภาษณ์, ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๙) ตัวอย่างเสียงหน้าทับที่ใช้ตีประกอบการเล่นกันตรึมของครู ค�ำเรียบ สุทันรัมย์ ดังนี้ เสียง “โจ๊ะ” คือ เสียงตีที่ขอบกลองโดยไม่ใช้มืออุดที่ก้นกลอง เสียง “กัน” คือ เสียงแตะที่ขอบกลองเบา เป็นเสียงขัดขณะตี หน้าทับ เสียง “ติง” คือ เสียงตีที่กึ่งกลางของหน้ากลองโดยใช้มืออุดที่ ก้นกลอง เสียง “เทิ่ง” คือ เสียงตีที่กึ่งกลางของหน้ากลองโดยไม่ใช้มืออุด ที่ก้นกลอง
  9. 9. 9 วัฒนธรรมการบรรเลงกันตรึม แบบที่ ๑ - โจ๊ะ - - ติงโจ๊ะ - ครึ่ม แบบที่ ๒ - โจ๊ะ - - กันติ๊ง - เทิ่ง ทั้งนี้การอธิบายเสียงของกลองเป็นเรื่องการเรียนรู้เฉพาะตน ของศิลปิน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันในการถ่ายทอดเสียง เช่น มี ๓ เสียงบ้าง ๔ เสียงบ้าง ดังที่ปรากฏในหนังสือกันตรึมเล่มนี้ เนื่องจาก “กลองกันตรึม” เป็นเครื่องดนตรีหลักของ “วงกันตรึม” โอกาสในการแสดงจึงปรากฏทั้งในงานมงคลเช่นงานบวชงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ งานอวมงคล ตลอดจนการบรรเลงประกอบพิธี โจลมะม้วดซึ่งเป็นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ (คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว., ๒๕๔๑ : ๔๐๑) ตัวอย่างภาษากลองกันตรึมของจังหวัดบุรีรัมย์ แบบที่ ๑ - โจ๊ะ - - คะครึม - ครึม แบบที่ ๒ - โจ๊ะ - - - กัน - ตรึม ตัวอย่างภาษากลองกันตรึมของจังหวัดสุรินทร์
  10. 10. 10 รองศาสตราจารย์ ดร.ข�ำคม พรประสิทธิ์ นอกจากนี้การบรรเลงวงกันตรึมในบางพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ ใช้กลองกันตรึมประสมวงจ�ำนวน ๔ ใบ โดยเพิ่มกลองใบที่ขึงหน้ากลอง ตึงกว่ากลองกันตรึมทั่วไป ๑ ใบ เมื่อบรรเลงจะมีเสียงดังคล้ายกับค�ำว่า “ป๊ะ” และอีก ๑ ใบ คือกลองที่มีหน้ากลองหย่อนกว่า เมื่อตีจะออก เสียงเป็น “ทั่ง” ดังตัวอย่างกระสวนจังหวะกลองของระบ�ำกะโน้บ ติงต็อง๓ ต่อไปนี้ จังหวะนับ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ ๒ ๑ จังหวะฉิ่ง - ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง ฉับ จังหวะกลอง - ป๊ะ ป๊ะ ทั่ง ป๊ะ ป๊ะ ทั่ง ป๊ะ ป๊ะ ทั่ง ป๊ะ ป๊ะ ทั่ง ๓  ระบ�ำกะโน้บติงต็อง หมายถึง ระบ�ำตั๊กแตนต�ำข้าว ภาพครูพูน สามสี ขณะตีกลองกันตรึม ที่มา : คณะผู้เขียน ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๙

×