9789740330905

509 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
509
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

9789740330905

  1. 1. บทนําพอล เคล (Paul Klee, ค.ศ. 1879-1940) ชื่อผลงาน Seneclo, 1922ผลงานจิตรกรรมสีนํ้ามัน ขนาด 40.6 x 38 ซม., อยูที่พิพิธภัณฑเมืองบาเซิล สวิตเซอรแลนด
  2. 2. 3บทนําบทนําINTRODUCTIONคุณสมบัติดั้งเดิมตามธรรมชาติของคน หรือเรียกวาสัญชาตญาณ เปนสิ่งที่ธรรมชาติใหมาตั้งแตเกิด มีทั้งที่เปนความรูสึกและพฤติกรรม โดยไมตองมีใครมาสั่งสอน เชน ความหวาดกลัวความโกรธความรักความหิวและอื่นๆอีกมากยิ่งกวานั้นมนุษยยังไดรูจักพัฒนาสิ่งตาง ๆเหลานี้ใหเจริญกาวหนาขึ้นไปอีก พวกเขารูจักสังเกต จดจํา และมีจินตนาการ นํามาสรางเครื่องไมเครื่องมือเพื่อยังชีพ กอรางสรางบานเรือนสําหรับอยูอาศัย ทําทุกสิ่งทุกอยางเพื่อใหชีวิตมีความสุขสะดวกสบายสิ่งเหลานี้ไดทําใหพนสภาพจากสัตวมาเปนมนุษยอยางสมบูรณจากชีวิตที่เรียบงายตั้งแตครั้งบรรพกาล ผานยุคกอนประวัติศาสตร สูยุคสมัยโบราณในสมัยราชอาณาจักรอียิปต สาธารณรัฐกรีซ จักรวรรดิโรมัน และเรื่อยมาจนถึงปจจุบัน มนุษยไดสรรสรางสิ่งตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับศิลปะไวมากมายเหลือคณา ทั้งเพื่อประโยชนทางกายและบํารุงบําเรอจิตวิญญาณ โดยมีสิ่งหนึ่งที่ซอนเรนอยูในสิ่งตาง ๆ เหลานั้นเสมอ นั่นคือความงามที่หลากหลายเปนภาษาพูดภาษาเขียนภาษาภาพภาษากายและภาษาเสียงโดยสะทอนถึงความรักความพึงพอใจ ความศรัทธา ความกลัวเกรง และความระทมทุกข สิ่งเหลานี้คือสิ่งที่เรียกวางานศิลปะ ภาษาพูด ภาษาเขียน ทําใหไดมีบทกวีนิพนธและวรรณกรรมภาษาภาพคืองานจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปตยกรรม ภาษากายกอใหเกิดนาฏศิลปและภาษาเสียงคือดนตรี ซึ่งลวนเปนผลงานหลักของศิลปะและวัฒนธรรม อันเปนแกนสําคัญแกนหนึ่งในโครงสรางของสังคมจากผลงานศิลปะที่สรางขึ้นอยางเรียบงายตั้งแตโบราณกาล ไดเพิ่มความสลับซับซอนตามสภาพบริบทตาง ๆ ของสิ่งแวดลอมทางสังคม จึงทําใหเกิดคําถามมากมายเกี่ยวกับปญหาทางสุนทรียศาสตร เชน บอเกิดของสุนทรียศาสตรเกิดขึ้นที่ไหน อะไรเปนแรงดลใจใหเกิด ความงามกับความไมงาม ความงามกับความดี ความงามกับความจริง มีศาสตรอื่นใดบางที่เขามาเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร ปญหาความงามในธรรมชาติกับสุนทรียศาสตรงานศิลปะกับสุนทรียศาสตร วิทยาศาสตรกับสุนทรียศาสตร ฯลฯ อยางไรก็ตาม บอเกิดแหงสุนทรียศาสตรหรือความรูสึกในความงามของมนุษยนั้น พอสรุปไดวา มีแหลงกําเนิดมาจากธรรมชาติกับผลงานศิลปะทุกสาขาปญหาตาง ๆ ทางความงามหรือสุนทรียภาพ จึงกอประเด็นปญหาที่สลับซับซอนและเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งทางสุนทรียศาสตร ซึ่งลวนทาทายการคนหาคําตอบอยูตลอดมา
  3. 3. สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร์A E S T H E T I C S4 บทนํากอนที่จะกลาวถึงสุนทรียศาสตร ซึ่งมีผลจากศาสตรหลายศาสตรเขามาเกี่ยวของดวย ดวยเหตุนี้จึงขอแนะนําศาสตรตาง ๆ ที่เขามามีความสัมพันธมาเสนอ เพื่อทําความเขาใจเบื้องตนกอน1. วิิชาปรัชญา (Philosophy)คือวิชาที่วาดวยความจริง แบงออกเปน 4 สาขา คือ1. อภิปรัชญา (Metaphysics)2. ญาณวิทยา (Epistemology)3. จริยปรัชญา (Ethic)4. ตรรกวิทยา (Logics)ทั้ง4สาขาเรียกปรัชญาบริสุทธิ์(purephilosophy)สวนสุนทรียศาสตรเปนปรัชญาประยุกต(applied philosophy) มีสวนเกี่ยวของกับญาณวิทยา ซึ่งเปนปรัชญาสําคัญสาขาหนึ่งที่วาดวยบอเกิด ลักษณะหนาที่ ประเภท ระเบียบวิธี และความสมเหตุสมผลของความรู หรือเรียกวาเปน ทฤษฎีความรู (theory of knowledge) เพื่อนํามาใชสอบสวน คนหา และตอบปญหาถึงแหลงกําเนิดและอื่น ๆ ของสุนทรียภาพ สวนศาสตรแหงคุณคา (axiology) นํามาเพื่อใชเปนหลักเกณฑในการประเมินคุณคาทางสุนทรียภาพคุณวิทยา, อรรฆวิทยา หรือศาสตรแหงคุณคา (axiology)เปนวิชาที่วาดวยเรื่องของคุณคา (value) เปนสาขาหนึ่งของญาณวิทยา มีการพิจารณาถึงปญหาคุณคาของสิ่งตาง ๆ มีดวยกัน 4 ปญหาใหญดวยกัน คือ1. ลักษณะคุณคา2. ประเภทคุณคา3. บรรทัดฐานแหงคุณคา4. สถานะทางอภิปรัชญาของคุณคาคุณวิทยามีสวนสําคัญโดยตรงกับสุนทรียศาสตรในการพิจารณาปญหาคุณคาทางสุนทรียะวาดวยเรื่องของความงาม ความดี และความจริงนั้นมีความสําคัญยิ่ง ในการประเมินคุณคาและการตัดสินเชิงสุนทรียภาพตอสุนทรียศาสตร โดยมีตรรกศาสตรและจริยศาสตรเขามาเกี่ยวของดวย
  4. 4. 5บทนําคุณวิทยา สามารถแบงออกเปนลักษณะและประเภทได ดังนี้1. ลักษณะคุณคา1.1 คุณภาพ (quality) หมายถึง ลักษณะที่เปนคุณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือลักษณะประจําบุคคลหรือสิ่งของ แบงออกเปน 2 แบบ คือก. คุณภาพปฐมภูมิ (primary quality) เปนลักษณะคุณภาพหลักเชนรูปรางรูปทรง การกินที่ในอากาศ การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่ง สิ่งเหลานี้พบไดในธรรมชาติและงานจิตรกรรมประติมากรรมสถาปตยกรรมและอื่นๆตัวอยางเชน เสียงเปนคุณภาพปฐมภูมิของดนตรีข. คุณภาพทุติยภูมิ (secondary quality) เปนลักษณะคุณภาพรอง ไมมีอยูในสิ่งนั้นเกิดคุณภาพไดขึ้นอยูกับการรับรูของผูหนึ่งผูใดรับรสเชนไดยินเสียงไดเห็นสี ไดกลิ่น ไดรูรส ไดสัมผัส ซึ่งมีผลตอการเกิดอารมณสุนทรียภาพ1.2 คุณลักษณะ (attribute) เปนลักษณะประจําที่เปนสวนสําคัญและจําเปนอันขาดมิไดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งทําใหสิ่งนั้นแตกตางไปจากสิ่งอื่น ๆ เชน ไมมีคุณ-ลักษณะแตกตางไปจากเหล็ก จิตรกรรมมีคุณลักษณะแตกตางไปจากดนตรี1.3 คุณคา คา (value) เปนคําที่ใชกันทั่วไป หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เชื่อวามีคุณคาเพราะตอบสนองความปรารถนาของมนุษย หรือคุณคาที่เปนประโยชนนาสนใจตอบุคคล ความมีคาหรือมีคุณคาสําหรับแตละคนไมเหมือนกัน หรืออาจคลายกันก็ได โดยเฉพาะคุณคาทางนามธรรม เชน ความงามหรือสุนทรียภาพเปนคุณคาของงานศิลปะ สวนความดีเปนคุณคาทางจริยศาสตร1.4 คุณสมบัติ สมบัติ (property) หมายถึง คุณหรือคุณคาประจําตัวของบุคคลหรือสิ่งตาง ๆ ซึ่งมีอยูแลว กอนที่จะไดมาซึ่งสิทธิหรือตําแหนงหรือเปนอยู1.5 คุณพิเศษ คุณวิเศษ ความดีที่แปลกกวาสามัญชนทั่วไป1.6 คุณธรรม (virtue) สภาพคุณความดี1.7 คานิยม (good will value) เปนคุณคาที่เกิดจากบุคคลหรือกลุมบุคคลใหคานิยมสิ่งใดสิ่งหนึ่งรวมกันคําเหลานี้ลวนมีการนํามาใชในสุนทรียศาสตรกันมาก
  5. 5. สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร์A E S T H E T I C S6 บทนํา2. ประเภทคุณคา แบงออกเปน 2 ประเภท คือ2.1 คุณคานอกตัว (extrinsic value) หมายถึง คุณคาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีคาอยูนอกตัวหมายความวาถาเราตองการสิ่งใดสิ่งหนึ่งไมใชจากสิ่งนั้นๆหากแตเปนความตองการเพราะสิ่งนั้นมีคานอกตัวสําหรับไปไดสิ่งอื่น เชน ตองการซื้องานจิตรกรรมภาพนั้นไมใชเกิดจากเห็นคุณคาในงานแตเปนเพราะผลงานภาพนั้นมีคุณคานอกตัว สามารถนําไปขายไดเงินมากกวาที่ซื้อมา เงินเปนคุณคานอกตัว สําหรับใชจายซื้อสิ่งของตาง ๆ เพื่อบํารุงบําเรอความสุข2.2 คุณคาในตัว (intrinsic value) การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีคาในตัวเอง หมายความวา เราตองการสิ่งนั้นเพราะตัวสิ่งนั้นมีคุณคาอยูในตัวเอง คุณคาตรงนี้ตรงขามกับคุณคานอกตัว เชน เห็นคุณคาในตัวของงานศิลปะ3. บรรทัดฐานแหงคุณคา แบงออกเปน 2 ประเภทใหญดวยกัน คือ3.1 คุณคาเชิงวัตถุวิสัย (objective value) เปนมาตรฐานการชี้ขาดของการตัดสินขึ้นอยูกับคุณคาทางวัตถุวิสัยหรือปรนัยวิสัยที่เคยยึดถือ และยอมรับกันในกลุมสังคมเชนคุณคาของศิลปวัตถุตางๆมีอยูแลวในตัวของมันเองนอกจากนี้ นักสุนทรียศาสตรแนววัตถุนิยมยังถือเปนคุณคาที่สําคัญ เพราะเชื่อวามีวัตถุจึงทําใหมีสุนทรียภาพเกิดขึ้น3.2 คุณคาเชิงจิตวิสัย (subjective value) เปนมาตรฐานการตัดสินที่ขึ้นอยูกับการประเมินของบุคคลหรือของกลุม ยึดถือตามสถานการณทางสังคม กําหนดและยึดถือกันมา มีการใชความรูสึกเปนตัวกําหนด คุณคาเชิงจิตวิสัยนี้ถือเอาความรูสึกที่เปนนามธรรมมีความสําคัญสูงสุด เปนทรรศนะตรงกันขามกับคุณคาเชิงวัตถุวิสัย เชื่อวาเพราะมีจิตกําหนดจึงทําใหเกิดสุนทรียภาพนอกจากนี้ บรรทัดฐานแหงคุณคายังมีทรรศนะและการนําไปใชที่แตกตางออกไปอีก เชนคุณคาทางจริยธรรม คุณคาทางประเพณี เปนตน อีกทั้งยังแบงคุณคาออกไปอีกเปนคุณคาทางเศรษฐกิจ คุณคาทางสุนทรียศาสตร คุณคาทางจริยศาสตร คุณคาทางตรรกศาสตรคุณคาทางวิทยาศาสตร คุณคาทางญาณวิทยา คุณคาทางอภิปรัชญา และอื่น ๆ
  6. 6. 7บทนําปญหาเรื่องคุณคาจึงเปนประเด็นปญหาใหญ โดยเฉพาะเรื่องบรรทัดฐานแหงคุณคานั้นยังแบงออกเปน มีความเชื่อวาคุณคามีความคงที่ถาวรไมเปลี่ยนแปลง หรือไมมีมาตรฐานของบรรทัดฐานที่แนนอน เปลี่ยนแปลงได นอกจากนี้ ปญหาเรื่องของคุณคายังมีคุณคาที่เปดเผยเห็นไดชัดเจนไมตองการคําอธิบายกับคุณคาที่แฝงเรนสามารถรูไดดวยการสํานึกความซาบซึ้ง และการอรรถาธิบาย ดังเชน คุณคาทางสุนทรียศาสตรที่มีคุณคาทั้งสองประการตรรกศาสตร ตรรกวิทยา (logic, logics) เปนศาสตรหนึ่งในวิชาปรัชญาวาดวยเรื่องวิธีของการวิเคราะหและการตัดสินตามสมเหตุสมผลในการอางเหตุผล คําที่ใชในตรรกะ(logical term) สําหรับขอเสนอหรือขอความ มีทั้งที่เปนประโยคบอกเลาและประโยคปฏิเสธมีเนื้อหาเปนขอเท็จจริงหรือความจริงอยางใดอยางหนึ่งเทานั้น จะมีความหมายกํากวมไมไดหรือสรางประพจน (proposition) หรือขอเสนอใหม คําตรรกะที่ใชกันมากไดแก และ หรือ ไมถา-ก็ ทุก บาง เปนตนตรรกศาสตร เปนศาสตรที่ละเอียดออนซับซอน มีทั้งการใชคณิตศาสตร เชน คณิตตรรกศาสตร (mathematic logic) ตรรกศาสตรสัญลักษณ (symbolic logic) ที่ใชภาษาสัญลักษณแทนภาษาถอยคํา วิชานี้ใชกันมากในศาสตรอื่น ๆ สวนในสุนทรียศาสตรนั้นนํามาใชบาง เพราะเปนเรื่องของความรูสึกคอนขางมาก
  7. 7. สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร์A E S T H E T I C S8 บทนําจริยศาสตร (ethics)เปนสาขาหนึ่งในวิชาปรัชญา จึงมีอีกชื่อหนึ่งวา จริยปรัชญา มีสวนเกี่ยวของกับกฎเกณฑขอบังคับในทางศาสนา และความเชื่อในลัทธิตาง ๆ อยูบาง แตจริยศาสตรหรือจริยปรัชญาตางจากหลักศาสนาไปบางตรงที่มุงเนนถึงเนื้อหาสาระหรือแกน(substance)เนื้อหา(content)เนื้อเรื่อง(subjectmatter)สาระหรือแกนสาร(essence)ที่วาดวยเรื่องของการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย คนหาเกณฑในการพิจารณาตัดสินความประพฤติของมนุษยวาอยางไหนผิดไมผิด ถูกไมถูก ดีไมดี ควรไมควร และพิจารณาปญหาเรื่องสถานภาพของคุณคาทางศีลธรรม ซึ่งสุนทรียศาสตรบางสํานักยึดถือเปนมาตรฐานสําคัญสําหรับเกณฑการตัดสินเชิงสุนทรียภาพสํานักจริยศาสตรมีทรรศนะตางกันอยูหลายสํานักเชนพวกอาเวค(อารมณ)นิยม(Emotiv-ism) มีหลักทฤษฎีอาเวคนิยม (Emotion Theory Ethics) เชื่อในการตัดสินดวยอารมณ ความรูสึกเกี่ยวกับศีลธรรมสําคัญมากกวาอาศัยขอเท็จจริง สวนพวกจริยศาสตรแบบธรรมชาตินิยม(Natural Ethics) มีทรรศนะวาควรหาวิธีขอเท็จจริงเชิงประจักษ (empirical fact) มีกรอบการศึกษายึดถือมนุษยในสังคม เกี่ยวของกับอะไรถูกอะไรผิดอะไรดีไมดี สํานักนี้ไมนิยมคนหาเกณฑการตัดสินตายตัว หากเชื่อในสิ่งหรือประสบการณที่เปนอยูที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเปนขอเท็จจริงทางธรรมชาติ จริยศาสตรแนวประโยชนนิยม (Utilitarianism) ของจอหน สจวตมิลล (ค.ศ. 1806-1873) ที่เชื่อวาการมีศีลธรรมดีหรือไมดีขึ้นอยูกับการนําความสุขสูมหาชนเชน ดุริยางคศิลปเปนสิ่งที่ดี ดวยเหตุผลเพราะทําใหเกิดความรื่นรมยจริยศาสตรมีสวนเขามาสัมพันธกับสุนทรียศาสตรคอนขางแนบแนนโดยเปนหนึ่งในปญหาหลักของสุนทรียภาพในเรื่องของความดีหรือจริยธรรม ความสุนทรียหรือความงาม และความจริงหรือสัจธรรม ซึ่งจําเปนตอการสอบสวน วิเคราะห และวิจัยในงานศิลปะทุกสาขา เชน ยุคกอนประวัติศาสตร และยุคประวัติศาสตร มีสวนผูกพันกับสุนทรียศาสตรคอนขางมาก โดยมีศาสนาเปนหลัก สวนยุคสมัยใหมแมจะลดบทบาทลงบางจากลัทธิศิลปะบางลัทธิที่มีทรรศนะวาการสรางสรรคงานไมจําเปนตองคํานึงถึงเพราะไมใชหนาที่แตก็ยังมีความสําคัญอยูไมนอยเนื่องจากยังมีผูเห็นดวยอยูเชนกัน
  8. 8. 9บทนําแนวคิดในเรื่องมาตรการในจริยศาสตร แบงออกเปน 2 แนวทาง คือ1. อัตนัยนิยม หรือจิตวิสัย (Subjectivism) เชื่อวาจริยศาสตรไมมีมาตรการตายตัวสามารถเปลี่ยนแปลงได เพราะเกิดจากมนุษยกําหนดขึ้นเอง มาตรการตาง ๆ ที่สรางมานั้น จะประสบผลขึ้นอยูกับมีคนเชื่อมากนอยเพียงไร ถาตองการใหมีความเชื่อมาก ก็ขึ้นอยูกับการสรางวิธีการตาง ๆ เพื่อใหเกิดศรัทธา2. ปรนัยนิยม หรือวัตถุวิสัย (Objectivism) มีทรรศนะวามาตรการทางจริยศาสตรนั้นมีความแนนอนตายตัวในระดับสูงสุด หรือขั้นสากล ดังนั้น มนุษยจึงมีหนาที่คนควาศึกษาใหรูมาตรการนั้น เทาที่ยังไมรูก็เปนเพราะยังไมสามารถเขาถึงไดจริยศาสตรในยุคโบราณ และยุคกลางของชาวตะวันตกและชาวตะวันออก มีความเขมงวดมาก ทั้งนี้ขึ้นอยูกับมาตรการควบคุมความประพฤติของทางศาสนา และลัทธิความเชื่อในเวลานั้นกําหนดขึ้น ซึ่งมีผลสะทอนปรากฏในผลงานศิลปะทุกสาขาดวย นั่นยอมหมายถึงมีสวนสงผลตอสุนทรียศาสตรโดยตรงเพื่อใหเกิดความกระจางในจริยศาสตร จึงขอนําเสนอคําศัพทที่มักพบเห็นเสมอ ดังนี้• จริยธรรม (ethic) มาจากคํา จริย + ธรรม มีแนวในการใชอยู 2 แนวทาง คือก. เปนความประพฤติที่ดีงามทั้งเพื่อประโยชนแกตนและสังคมเชนปฏิบัติตามหลักศีลธรรมทางศาสนา ทางวัฒนธรรมประเพณี หลักกฎหมาย และจรรยาบรรณในวิชาชีพข. เปนเรื่องของความรูสึกนึกคิด และสติปญญาของบุคคล ใชไตรตรอง อะไรควรไมควร• จรรยา (eliquette) คือความประพฤติ หมายความวา เปนพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติเปนมารยาททางสังคมและเปนจรรยาบรรณที่บุคคลในอาชีพตางๆควรปฏิบัติเชนครูแพทย ชางหรือศิลปน เปนจรรยาบรรณวิชาชีพ (professional code) อาจมีการเขียนกําหนดหรือไมมีการเขียนไวก็ได• ศีลธรรม (moral) คําวา moral นั้นนํามาจากภาษาละติน moralis หมายถึง หลักของการประพฤติที่ดีสวนคําวาศีลธรรมนํามาจากคําในพระพุทธศาสนาหมายถึงหลักของความประพฤติที่ดีที่งาม มีศีลมีธรรม
  9. 9. สุ น ท รี ย ศ า ส ต ร์A E S T H E T I C S10 บทนํา• มโนธรรม (conscience) เปนความรูสึกทางใจ ในเรื่องของความผิดชอบชั่วดี อะไรควรทํา ไมควรทํา• คุณธรรม(virtue)เปนสภาพของคุณงามความดีทั้งในดานความประพฤติและจิตใจเชน ซื่อสัตยสุจริต อุทิศเสียสละ ความอดกลั้นอดทน ความรับผิดชอบ• คตินิยม (ideology) ความคิดหรือความเชื่อ อันมีจุดมุงหมายรวมกันของกลุมชนเชน กลุมวิชาชีพ นิกายศาสนา พรรคการเมือง• คติชาวบาน เปนเรื่องราวความเชื่อของชาวบานเกี่ยวกับอดีต เลากันปากตอปากและประพฤติสืบตอกันมาหลายชั่วอายุคนสวนมากมักเปนเรื่องของคติความเชื่อประเพณีนิยาย นิทาน เพลง ภาษิตปริศนา บทเสี่ยงทาย งานศิลปกรรม การละเลน ปจจุบันมีการศึกษากันอยางลึกซึ้งในมนุษยศาสตร สังคมศาสตร และสุนทรียศาสตร• คติธรรม เปนคํานาม หมายถึง ธรรมที่เปนแบบอยางนอกจากนี้ คําวา คติ ยังนําไปใชเพื่อแสดงถึงความคิด ความเชื่อ และประพฤติปฏิบัติกันอีกมาก เชน คติโลกวิสัย (secularism) ใชในจริยศาสตร สุนทรียศาสตร และปรัชญาทางศิลปะอยูมาก เพราะเกี่ยวของกับทางโลกวิสัยโดยตรง ปรากฏในงานศิลปะจํานวนมาก เชนคติสุขารมณ (hedoism) มีทรรศนะที่เชื่อวาความพึงพอใจในความสุข (pleasure) นั้น เปนสิ่งประเสริฐสูงสุด และเปนคุณความดีที่แทจริง หลักการของคตินี้แนะนําใหบุคคลมุงแสวงหาความสุขจากรสสัมผัส เปนความสุขทางโลกียสุข ปญหานี้เปนปญหาโลกแตก หรือปญหาที่ยังคงเปนปญหามาตั้งแตโบราณกาลจนถึงปจจุบัน ตัวอยางที่ชัดเจน ไดแก แนวคิดในการสรางงานศิลปะในสมัยโรโกโก ในฝรั่งเศส เมื่อคริสตศตวรรษที่ 17 ที่เห็นวางานศิลปะตองตอบสนองเรื่องของความสุขเทานั้น เปนตน คตินิยมตน หรือ อัตตานิยม (egoism) นับเปนคติที่สําคัญ มักพบเห็นเสมอในผูสรางสรรคงานศิลปะ คตินิยมสิทธิสตรี (feminism) ซึ่งเริ่มมีบทบาทในคริสตศตวรรษที่ 20 เรื่อยมา เมื่อสตรีมีบทบาทตอการสรางสรรคงานศิลปะและหนาที่การงานอยางมากในปจจุบัน คติอณาธิปไตย (anarchism) ที่เกิดจากคติมองโลกในแงราย หรือทุนิยมตอสังคม แนวคิดนี้เชื่อวาอํานาจใด ๆ ที่มนุษยกําหนดขึ้นไมสําคัญ เพราะมนุษยสามารถบริหารและกําหนดตัวเองไดโดยไมจําเปนตองบังคับแนวคิดทางจริยศาสตรเหลานี้ ลวนเขาไปอยูในประเด็นปญหาทางสุนทรียศาสตรทั้งสิ้น

×